Categories
FEATURED NEWS

สกสว. เปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. รุ่น 1 ปั้นผู้นำเชิงระบบขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ศตวรรษที่ 21

ผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 กุญแจสำคัญเชื่อมงบประมาณและงานวิจัย ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และเดินหน้าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน “งานวิจัยและนวัตกรรม” ถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของรัฐไทยในช่วงทศวรรษนี้ แต่ในความเป็นจริง การทำให้เงินงบประมาณ คนทำงานวิจัย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงเปิดตัวหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” เพื่อสร้าง “ผู้นำเชิงระบบ” ที่เข้าใจทั้งภาพใหญ่ นโยบาย งบประมาณ กลไกการขับเคลื่อนงานวิจัย และการนำผลงานไปใช้จริงในพื้นที่และระดับประเทศ โดยมุ่งหวังให้ผู้บริหารจากหน่วยงานงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่ง สามารถเชื่อมโยงทิศทางเดียวกันในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ของไทย

โดยในครั้งนี้ คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ สำนักข่าวภูมิภาคหนึ่งเดียวในจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมเข้าไปศึกษา เรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นภาพของ “การเชื่อมโยงส่วนกลาง–ส่วนภูมิภาค” ที่เริ่มชัดขึ้นในระบบ ววน. ของไทย

ววน. ไม่ใช่เรื่องของนักวิจัยเพียงลำพัง แต่คือ “ระบบ” ที่ต้องขับเคลื่อนทั้งประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) อธิบายบทบาทของระบบ ววน. ไว้อย่างชัดเจนว่า หากมองเพียงโครงการวิจัยทีละโครงการ เราอาจเห็นผลลัพธ์ในระดับห้องทดลองหรือพื้นที่นำร่อง แต่ถ้าต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมอง “ทั้งระบบ” ตั้งแต่

  • การกำหนดนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น
  • การบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ
  • ไปจนถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงสังคม และเชิงนโยบาย

ที่ผ่านมา ระบบ ววน. ของไทยมักถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบ “แยกส่วน” แต่ละหน่วยมีโครงการของตนเอง งบประมาณของตนเอง ตัวชี้วัดของตนเอง ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างโจทย์วิจัยกับปัญหาจริงของประเทศยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร หลายโครงการมีผลลัพธ์ดีในเชิงวิชาการ แต่ยังไม่ถูกต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับเศรษฐกิจและชุมชน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ จึงเน้นย้ำว่า เป้าหมายในระยะต่อไปคือ “การเปลี่ยนจากการทำงานแบบหน่วยใครหน่วยมัน ไปสู่การทำงานเชิงประเด็นและมุ่งเป้า” มีการออกแบบงบประมาณที่ผูกกับผลลัพธ์ (Outcome-based) มากกว่าตัวกิจกรรม และต้องมี “เจ้าภาพเชิงระบบ” ที่ช่วยกำกับทิศทางให้หน่วยงานต่าง ๆ เคลื่อนตัวไปในแนวเดียวกัน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.)
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เหตุผลที่ต้องมี “หลักสูตรผู้นำ ววน.”

บนโจทย์ดังกล่าว สกสว. เห็นชัดว่า หากผู้บริหารหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ ววน. ยังมองเห็นภาพไม่ตรงกัน ระบบย่อมเดินหน้าได้ยาก หลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” จึงถูกออกแบบให้เป็น “พื้นที่เรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่ได้มุ่งให้ความรู้เชิงเทคนิควิจัย แต่เน้น 4 มิติสำคัญคือ

  1. เข้าใจนโยบายและยุทธศาสตร์ ววน. ของประเทศอย่างลึกซึ้ง
    ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้โครงสร้างกฎหมาย นโยบาย แผนแม่บท รวมถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบ ววน. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานและการจัดทำโครงการให้ตอบโจทย์ประเทศ
  2. เข้าใจกลไกการจัดสรรและบริหารงบประมาณ ววน.
    การใช้งบประมาณให้เกิดผลกระทบจริง ต้องเข้าใจทั้งกระบวนการขอรับงบ ระเบียบการเงินการคลัง การติดตามประเมินผล และข้อจำกัดที่แท้จริงของหน่วยงาน ซึ่งหลักสูตรจะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น “พื้นที่ของความยืดหยุ่น” ที่สามารถออกแบบกลไกใหม่ ๆ ได้
  3. เรียนรู้กรณีศึกษาการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง
    หลักสูตรมุ่งให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชน ว่างานวิจัยและนวัตกรรมจะถูกแปลงเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ นโยบายสาธารณะ หรือบริการสาธารณะอย่างไร
  4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (Strategic Alignment & Synergy)
    การมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยรับงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่งมาอยู่ในหลักสูตรเดียวกัน ทำให้เกิดโอกาสจับคู่ โยงโครงการ เชื่อมทรัพยากร และแลกเปลี่ยนแนวทางทำงานในเชิง “ระบบใหญ่” มากกว่ามองแค่บริบทของหน่วยงานตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เน้นว่า หากผู้บริหารเข้าใจทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) และนโยบาย ววน. อย่างชัดเจน ก็จะสามารถ “แปลงภาษายุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่จับต้องได้ และบริหารจัดการกองทุน ววน. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้จริง

จากห้องเรียนสู่ภาคสนาม ทำไมการมี “ผู้นำเชิงระบบ” จึงสำคัญต่อจังหวัดและชุมชน

แม้หลักสูตรนี้จะถูกออกแบบในระดับชาติ แต่ผลสะเทือนจะไปถึงระดับจังหวัดและท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังพัฒนาตนเองในหลายมิติ ทั้งด้านเกษตรมูลค่าสูง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากไม่มีผู้นำในพื้นที่ที่เข้าใจกลไก ววน. ก็อาจไม่สามารถดึงทรัพยากรด้านวิจัยและนวัตกรรมมาหนุนการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

การที่มีผู้บริหารจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชนท้องถิ่นอย่างสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เข้าไปเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ จึงมีความหมายสองชั้น

ชั้นแรก คือการทำให้ “เสียงจากพื้นที่” ได้ถูกส่งเข้าไปในห้องเรียนระดับชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารส่วนกลาง ทำให้การออกแบบเชิงนโยบายไม่หลุดจากบริบทจริงของจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย

ชั้นที่สอง คือการนำ “ความเข้าใจเชิงระบบ” กลับมาสื่อสารกับสาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับจังหวัด ทำให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ มองเห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้อยู่ไกลตัว หากแต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของจังหวัด เช่น การบริหารจัดการน้ำ ภัยพิบัติ การเกษตรยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หรือการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เป็นต้น

ในมุมนี้ สื่อท้องถิ่นที่เข้าใจระบบ ววน. จะมีบทบาทสำคัญในการ “แปลภาษาวิชาการ” ให้เป็นภาษาที่ชุมชนเข้าใจได้ และชวนให้คนในพื้นที่ตั้งคำถามว่า “เราจะใช้เครื่องมือด้านวิจัยและนวัตกรรม แก้ปัญหาของเราอย่างไร”

คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

ววน. กับโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

การเปิดหลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 ของ สกสว. เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นตัวหลังโควิด-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแรงงานและประชากร รวมถึงแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

ในบริบทนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่ “ทางเลือก” หากเป็น “ทางรอด” ของประเทศ แต่การจะไปถึงจุดที่ผลงานวิจัยตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง จำเป็นต้องมีอย่างน้อยสามเงื่อนไข

  1. มีโจทย์วิจัยที่เกิดจากปัญหาจริงของประเทศและชุมชน ไม่ใช่โจทย์ที่เกิดจากความสนใจเฉพาะกลุ่ม
  2. มีระบบงบประมาณและการบริหารจัดการที่ทำให้โครงการดี ๆ สามารถเดินต่อเนื่องจนถึงขั้นนำไปใช้ประโยชน์
  3. มี “ผู้นำเชิงระบบ” ที่สามารถเชื่อมคน เงิน ข้อมูล และองค์กรต่าง ๆ ให้ขับเคลื่อนไปทิศทางเดียวกัน

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. จึงเป็นความพยายามของรัฐไทยในการสร้างเงื่อนไขข้อที่สามให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาผู้นำจากทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่าย

สู่เครือข่ายผู้นำ ววน. ที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

สกสว. คาดหวังว่า เมื่อจบหลักสูตร รุ่นที่ 1 จะไม่ใช่เพียง “รุ่นบุกเบิก” ในเชิงพิธีการ หากแต่จะเป็นจุดตั้งต้นของเครือข่ายผู้นำระบบ ววน. ที่มองเห็นภาพเดียวกันในระยะยาว ผู้บริหารจากกระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และภาคสังคม จะสามารถกลับไปทำหน้าที่ของตนเองด้วยมุมมองใหม่ พร้อมมองหาความร่วมมือข้ามหน่วยงานมากขึ้น

สำหรับจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ การมีคนในพื้นที่เข้าร่วมหลักสูตรเช่นนี้ ยิ่งทำให้โอกาสในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาจังหวัดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดด้านเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว หรือการยกระดับระบบรับมือภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม

สุดท้าย การขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสำเร็จได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักวิจัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากขึ้นอยู่กับ “ระบบ” ที่ผู้บริหารทุกระดับร่วมกันออกแบบและลงมือทำจริง หลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างระบบดังกล่าวให้มีชีวิต และเดินหน้าไปด้วยกัน

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

มช.-จุฬาฯ ค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ชนิดใหม่ของโลกริมฝั่งโขงเชียงราย หมุดหมายใหม่วิทยาศาสตร์ไทย

ค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ชนิดใหม่ของโลก ริมโขงเชียงราย หมุดหมายใหม่ของวิทยาศาสตร์ไทย และสัญญาณเตือนอนาคตลุ่มน้ำชายแดนเหนือ

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางกระแสข่าววิกฤตสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกกที่ถูกจับตามองจากสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการปนเปื้อนโลหะหนักและผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารกำลังสร้างความกังวลในหลายจังหวัดชายแดนเหนือ ทว่าล่าสุด จังหวัดเชียงรายได้จารึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เชิงบวก เมื่อทีมนักวิจัยไทยสามารถค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” บริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอเวียงแก่น และได้รับ “นามพระราชทาน” อันทรงคุณค่าในพระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำโขงในจังหวัดเชียงรายยังคงเป็น “ขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่ควรค่าแก่การปกป้องอย่างจริงจัง ในขณะที่ระบบนิเวศก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาและมลพิษรอบด้าน

จากริมโขงเวียงแก่นสู่เวทีวิทยาศาสตร์โลก รายละเอียดการค้นพบ

ข้อมูลจากศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวดี นันตรัตน์ ภาควิชาชีววิทยา พร้อมทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเครือข่าย ได้ประกาศความสำเร็จในการค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” จากการลงพื้นที่ศึกษาในเขตลุ่มน้ำโขง บริเวณอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amynthas sirindhornae และได้รับพระราชทานชื่อสามัญว่า ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ซึ่งไม่เพียงเป็นเกียรติสูงสุดในวงการอนุกรมวิธานเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างลึกซึ้ง

การศึกษาวิจัยไส้เดือนชนิดนี้ใช้กระบวนการ “อนุกรมวิธานร่วมกับการวิเคราะห์พันธุกรรม” เพื่อยืนยันว่าเป็น สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก (New Species) อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงชนิดแปรหรือสายพันธุ์ย่อยของไส้เดือนที่มีการรายงานมาก่อนหน้า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนชนิดพันธุ์ที่มีการบันทึกในฐานข้อมูลโลก แต่ยังสะท้อนว่าระบบนิเวศริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสมบูรณ์ในเชิงชีวภาพในระดับที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังสำรวจไม่หมด

ในเชิงนิเวศวิทยา ไส้เดือนถือเป็น “วิศวกรดิน” (Ecosystem Engineer) ตัวสำคัญ มีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ฟื้นฟูโครงสร้างดิน เพิ่มช่องอากาศและการซึมผ่านของน้ำในดิน และช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร หากในดินยังมีไส้เดือนสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังคงดำรงอยู่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีศักยภาพด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับที่ต้องให้ความสำคัญ

“43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” บริบทระดับชาติที่ไส้เดือนเทพรัตน์ฯ เป็นส่วนหนึ่ง

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยชุดใหญ่ที่ถูกนำเสนอในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 หัวข้อ “43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และภาคีเครือข่ายนักวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพ

ในงานดังกล่าว มีการแถลงข่าวการค้นพบ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด ที่ค้นพบในประเทศไทย และ “ทั้งหมด” ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา พุทธศักราช 2568 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญเชิงประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ทางสังคมของไทย

ในบรรดา 43 ชนิด มีการแบ่งประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่

  • สกุลใหม่ของโลก 2 สกุล
    • สกุลผีเสื้อกลางคืนเทพรัตน์
    • สกุลเห็ดก้อนอำพันเจ้าฟ้า
  • พืชชนิดใหม่ของโลก 3 ชนิด
    • กระเจียวชมพูสิรินธร
    • ต่างหูสิรินธร
    • ฮ่อมสิรินธร
  • สัตว์ชนิดใหม่ของโลก 33 ชนิด (ที่โดดเด่น เช่น)
    • ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง
    • ไส้เดือนริมโขงบึงกาฬ
    • ไส้เดือนภักดีแม่น้ำโขง
    • กุ้งเทพรัตน์
    • แมลงปอเข็มท้องยาวเทพรัตน์
    • มดตะนอยเทพรัตน์
    • กิ้งกือมังกรสิรินธร
    • กบเขาหินทรายเจ้าฟ้า
  • เห็ดและยีสต์ชนิดใหม่ของโลก 5 ชนิด
    • ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง
    • ยีสต์สิรินธร
    • ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดเจ้าฟ้าหญิง
    • ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดสิรินธร
    • เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร

จากภาพรวมดังกล่าว ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงจึงไม่ได้เป็นเพียง “ชนิดใหม่ของโลก” หนึ่งในหลายสิบชนิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ชุดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่มีนัยสำคัญทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงสังคม และเชิงสัญลักษณ์ต่อสถาบันหลักของชาติ

ไส้เดือนเล็ก ๆ กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตลุ่มน้ำโขง–เชียงราย

แม้การค้นพบนี้จะถูกนำเสนอในเชิงความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก แต่เมื่อมองผ่านบริบทจังหวัดเชียงรายและลุ่มน้ำโขง คำถามที่ตามมาคือ “เราจะรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางและมีคุณค่าชุดนี้ไว้ได้อย่างไร”

พื้นที่อำเภอเวียงแก่นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ชายแดนที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม และวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน ดินริมตลิ่งที่เป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่า และพื้นที่ชุมชน คือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ตั้งแต่จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง ไปจนถึงพืชและสัตว์ขนาดใหญ่

ในเชิงนิเวศ ไส้เดือนสามารถทำหน้าที่เป็น “ดัชนีชี้วัดคุณภาพดิน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากพื้นที่ใดเริ่มมีมลพิษจากสารเคมีทางการเกษตร โลหะหนัก หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดินอย่างรุนแรง จำนวนและความหลากหลายของไส้เดือนมักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงในพื้นที่เวียงแก่น จึงเป็น “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ว่าพื้นที่ริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสำคัญเชิงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็น “เครื่องเตือนใจ” ว่า หากการปนเปื้อนสารพิษในลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกก–ลุ่มน้ำสาขาอื่น ๆ รุนแรงขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ สิ่งมีชีวิตหายากอย่างไส้เดือนชนิดนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง

ความร่วมมือวิชาการไทย จากห้องปฏิบัติการสู่การอนุรักษ์เชิงพื้นที่

ผลงานครั้งนี้สะท้อนภาพของ “เครือข่ายวิจัยไทย” ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาหลักด้านชีววิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของภาคเหนือ ผนึกกำลังกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแกนกลางด้านงานอนุกรมวิธานระดับประเทศ

การใช้เครื่องมือทางพันธุกรรมควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม ทำให้การจำแนกชนิดพันธุ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากลักษณะภายนอกที่อาจใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างในระดับยีนอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มเช่นนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงานด้านอนุกรมวิธานและอนุรักษ์ในศตวรรษที่ 21

ในอีกด้านหนึ่ง การเผยแพร่ข้อมูลผ่านงาน Chula the Impact ไม่เพียงทำให้สาธารณชนได้เห็น “หน้าตา” ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เหล่านี้ แต่ยังยกระดับการรับรู้สาธารณะต่อประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมักจะถูกกลบด้วยข่าวการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะหน้า

ความสำเร็จของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานวิจัยบนกระดาษ” แต่เป็นฐานข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการกำหนดนโยบายอนุรักษ์ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างชายแดนภาคเหนือ ซึ่งอยู่ท่ามกลางทั้งโอกาสการพัฒนาและความเสี่ยงด้านมลพิษในเวลาเดียวกัน

เชียงรายในฐานะ “ห้องทดลองธรรมชาติ” เมืองสะอาด เมืองปลอดภัย เริ่มต้นที่ดินและดินแดน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายถูกพูดถึงบนเวทีสาธารณะทั้งในมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การกีฬาเชิงนานาชาติ และการเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” ในหลายเวทีนโยบาย

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ทำให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวมี “มิติทางวิทยาศาสตร์” ที่จับต้องได้มากขึ้น เพราะสะท้อนว่า เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านหรือพื้นที่ชายแดน แต่เป็น “ห้องทดลองธรรมชาติ” ที่มีทรัพยากรชีวภาพอันละเอียดอ่อนอยู่ในดิน ใต้น้ำ และในป่า

หากสามารถใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การกระจายของไส้เดือนชนิดนี้ และชนิดอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง เป็นตัวชี้วัดประกอบกับข้อมูลมลพิษในดิน–น้ำ ก็จะช่วยให้จังหวัดและหน่วยงานกลางสามารถออกแบบมาตรการป้องกันและฟื้นฟูได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น

  • การระบุ “โซนอนุรักษ์ดินและตลิ่งแม่น้ำ” ที่มีความสำคัญเชิงพันธุกรรม
  • การติดตามผลกระทบจากมลพิษหรือโครงการพัฒนา ผ่านการเปลี่ยนแปลงของประชากรไส้เดือนและสัตว์หน้าดินอื่น ๆ
  • การใช้สิ่งมีชีวิตบางชนิดเป็น “ตัวชี้วัดมลพิษ” (Bioindicator) ในการเฝ้าระวังเชิงรุก

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ระบุไว้ในข้อมูลเบื้องต้นว่า ความสำเร็จในการค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง จะถูกต่อยอดสู่การศึกษาบทบาทของไส้เดือนชนิดนี้ใน “การบำบัดดิน” หรือ “การเป็นตัวชี้วัดมลพิษ” ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยหนุนเสริมเป้าหมาย “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่

จากชื่อวิทยาศาสตร์สู่ความภาคภูมิใจร่วมกันของสังคมไทย

นอกจากความสำคัญเชิงนิเวศและเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว “นามพระราชทาน” Amynthas sirindhornae หรือไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งต่อสังคมไทย

การที่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก 43 ชนิด ซึ่งรวมถึงไส้เดือนจากริมน้ำโขงเชียงราย ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา ไม่เพียงสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณเท่านั้น หากยังทำให้ “งานวิจัย” ซึ่งมักถูกมองว่าอยู่ไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชน กลับเข้าใกล้หัวใจของสังคมมากยิ่งขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง การค้นพบนี้ยังช่วยย้ำว่า ประเทศไทยยังมี “ทุนทางธรรมชาติ” ที่ซ่อนอยู่ในผืนดิน ผืนน้ำ และผืนป่า อีกมากมาย ซึ่งหากได้รับการสำรวจ ศึกษา และดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะกลายเป็นทั้งฐานความรู้ ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และฐานความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับชุมชนริมน้ำโขงอย่างเวียงแก่น การที่พื้นที่ของตนถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ระดับโลกในฐานะแหล่งค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ยิ่งช่วยเพิ่ม “น้ำหนักเชิงเหตุผล” ให้แก่ข้อเรียกร้องด้านการอนุรักษ์ลุ่มน้ำและการจัดการมลพิษอย่างยั่งยืนในอนาคต

ไส้เดือนตัวเล็กกับคำถามใหญ่ของลุ่มน้ำโขง

ในวันที่ข่าวคราวเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำกก และลุ่มน้ำสาละวิน ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” จากดินริมฝั่งโขงที่เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกให้สังคมไทยได้ทบทวนว่า ท่ามกลางวิกฤต เรายังมี “โอกาส” ในการฟื้นฟู ปกป้อง และต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของเราเอง

ไส้เดือนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกบันทึกชื่อในภาษาวิทยาศาสตร์และได้รับพระราชทานนาม อาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมืองในวันนี้ แต่ในระยะยาว การมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ คืออาวุธสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำโขงและจังหวัดเชียงราย

สำหรับนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย ความสำเร็จในครั้งนี้ยืนยันว่า การทำงานอย่างต่อเนื่องในภาคสนามและห้องปฏิบัติการ สามารถผลักดันให้งานวิจัยของไทยยืนอยู่แถวหน้าบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
สำหรับเชียงราย การค้นพบนี้ตอกย้ำว่าจังหวัดเล็ก ๆ ริมชายแดน ไม่ได้มีเพียงบทบาทด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากยังเป็น “พื้นที่สำคัญของวิทยาศาสตร์โลก” ที่บอกเล่าเรื่องราวของดิน น้ำ ป่า และชีวิตเล็ก ๆ ใต้ผิวดินที่เชื่อมโยงกับอนาคตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ

คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงว่า เราค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ได้อีกกี่ชนิด แต่คือ “เราจะดูแลสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบแล้ว และระบบนิเวศที่โอบอุ้มพวกมันอย่างไร” เพื่อให้ลุ่มน้ำโขง–เชียงรายยังคงเป็นบ้านของทั้งมนุษย์และสรรพชีวิตอย่างสมดุลต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รายงานสรุปรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

บททดสอบความมั่นคงน้ำ แรร์เอิธไหลข้ามแดนจากจีน สู่สารหนูในแม่น้ำชายแดนไทย

แรร์เอิธ” กับสองด้านของเหรียญ เมื่อโรงงานโลกอยู่ในจีน แต่ความเสี่ยงไหลข้ามพรมแดนมาถึงลุ่มน้ำกก—สาย—รวก—โขง

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 — บนเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสียงนักวิชาการดังประสานกันในประเด็นเดียว—“แร่หายาก” หรือ แรร์เอิธ ที่ทำให้โลกก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ กลับเดินทางมาพร้อมคำถามใหญ่เรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานเชิงลึกชิ้นนี้พาไล่เรียงตั้งแต่ภูมิทัศน์ตลาดโลกของแรร์เอิธแปรรูปในช่วงปี 2563–2568 ไปจนถึง “จุดปะทุ” ภาคสนามในภาคเหนือไทย ว่าทำไมการที่จีนยังคง “ครองโรงงานแปรรูปของโลก” จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่โยงใยถึงน้ำกินน้ำใช้บนโต๊ะอาหารชุมชนลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง และเหตุใดเสียงเรียกร้องให้ “กล้าหยุดนำเข้าแร่” จึงเริ่มดังขึ้นในไทย

โครงเรื่องของอุตสาหกรรม เหมืองกระจาย “แต่คอขวดยังรวมศูนย์”

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร—ภาพใหญ่ของตลาดในช่วง 2563–2568 ชี้ชัดว่า “โลกขุดได้มากขึ้น แต่แปรรูปได้กระจุกตัวเท่าเดิม” การผลิตแร่ต้นน้ำ (เหมือง) เพิ่มจากราว 240,000 ตัน (REO) ในปี 2563 เป็นราว 390,000 ตัน ในปี 2567 ขณะที่โควตาการผลิตของจีนเพิ่มจาก 140,000 เป็น 270,000 ตัน ในช่วงเดียวกัน ประเทศอย่างสหรัฐฯ และออสเตรเลียก็เร่งเครื่องผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทว่าตัวเลขสวยงามข้างต้น “หลอกตา” ได้ง่าย เพราะ วัตถุดิบจำนวนมากยังถูกส่งกลับไปแปรรูปในจีน ซึ่งครอบครองขีดความสามารถด้าน การแยก–กลั่น (separation & refining) มากกว่า 90% ของโลก และสำหรับแรร์เอิธประเภทหนัก (HREs ที่จำเป็นต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูงใน EV และกังหันลม) จีนคุมได้เกือบทั้งหมดแตะ 99.9% ความจริงนี้คือคอขวดเชิงยุทธศาสตร์—ใครคุมโรงแยก คนนั้นคุมหัวใจเทคโนโลยีสะอาด

สัญญาณที่ต้องใส่ใจ คือ ความต้องการ “ปลายน้ำ” โตก้าวกระโดด—EV มียอดขายโลกทะลุ 14 ล้านคัน (2566) และมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่อง ขณะที่การติดตั้ง กังหันลม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งดันความต้องการ Nd–Pr–Dy–Tb สำหรับแม่เหล็ก NdFeB ให้สูงขึ้น แต่ฝั่งอุปทานปลายน้ำกลับ “ผูก” อยู่กับประเทศเดียวเป็นหลัก—ตลาดจึงเปราะบางกว่าที่เห็นจากตัวเลขเหมือง

เรื่องเล่าสองระดับ เหมืองต้นน้ำดูหลากหลาย—ปลายน้ำยัง “จีนเป็นศูนย์กลาง”

ชั้นแรก: เหมือง
ตัวเลขผลผลิตจากหลายประเทศทำให้ดูคล้ายความเสี่ยงถูกเฉลี่ยออก แต่ความจริงส่วนใหญ่ยังเป็น “เหมืองป้อนโรงงานจีน” สหรัฐฯเอง แม้จะผลิตแร่เพิ่ม แต่ในช่วงต้นของรอบอุตสาหกรรมก็ยังส่งออกวัตถุดิบหรือพักสต็อก เพื่อกลับเข้าสู่สายการแยก–กลั่นต่างประเทศ

ชั้นสอง: แปรรูป
ตลาดปลายน้ำต่างหากคือ หัวใจ—จีนถือไพ่เหนือกว่าในโรงแยก–กลั่น ตั้งแต่ “ออกไซด์บริสุทธิ์” ไปจนถึง โลหะผสม และ “ชิ้นส่วนแม่เหล็กถาวร” สำหรับมอเตอร์ EV และเจเนอเรเตอร์พลังลม ความได้เปรียบนี้ไม่ได้มาจากแค่ “โรงงานใหญ่” แต่คือ ห่วงโซ่ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่ต่อกันครบทั้งต้น–กลาง–ปลาย จนทำให้ ต้นทุน–ผลผลิต–คุณภาพ กลายเป็นกำแพงสูงสำหรับผู้เล่นใหม่

ประโยคชวนคิด: ในอุตสาหกรรมที่ “ธาตุหนึ่งเกิดพร้อมอีกธาตุหนึ่ง” การเร่งผลิตเพื่อ Nd–Pr (แม่เหล็ก) จะดันให้ Ce–La ทะลักเกินใช้การ—วันนี้โลกผลิต Ce–La คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของอุปทาน แต่ใช้จริงเพียงราว 20% ผลคือ “ส่วนเกินเรื้อรัง” ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนบริหารสต็อก–โลจิสติกส์เพิ่ม โดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มเท่ากัน

พลวัตราคา เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ขยับคันโยก”

ระหว่าง 2563–2568 ราคาออกไซด์สำคัญผันผวนรุนแรง—นีโอดีเมียม จากประมาณ $49/kg (2563) พุ่งแตะราว $98 (2564) ก่อนอ่อนลงแถว $56 (2567) ฝั่ง ดิสโพรเซียม–เทอร์เบียม ที่เป็น HREs ก็แกว่งแรงตามวัฏจักรและ “ข่าว” นโยบาย

บทเรียนคลาสสิกคือ ปี 2553 เมื่อจีนจำกัดส่งออก ราคาพุ่งหลายเท่าตัว และรอบล่าสุด เมษายน 2568 ที่รายงานว่ามีการจำกัดการส่งออกธาตุสำคัญบางชนิดเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ—ตลาดตอบสนองทันที ความผันผวนที่ไม่ใช่แค่ “อุปสงค์–อุปทาน” แต่เกี่ยวกับ อำนาจต่อรอง ชั้นเชิงทางการค้า และความมั่นคงเทคโนโลยี

ทางหนีทีไล่ของโลก สร้างกำลังการแปรรูป–รีไซเคิล–วัสดุทดแทน

  • สร้างขีดความสามารถในประเทศ: สหรัฐฯ เร่งโครงการแยก–กลั่นที่ Mountain Pass (MP Materials) เริ่มเดินเครื่องผลิตออกไซด์ Nd–Pr แยกชนิดในปี 2566 เคลื่อนตามกรอบหนุนจาก IRA / CHIPS
  • ตั้งพันธมิตร ห่วงโซ่กระจาย: จับมือ แคนาดา กรีนแลนด์ และพันธมิตรแร่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
  • เทคโนโลยีแยก–กลั่นรุ่นใหม่: แนวทางอย่าง RapidSX และเทคนิคแยกขั้นสูงที่หวังลดต้นทุน–ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • รีไซเคิล: วันนี้อัตรารีไซเคิลแรร์เอิธยังต่ำกว่า 5% แต่การสกัดแม่เหล็กใช้แล้วจาก e-waste/กังหันลมปลดระวาง เริ่มโชว์ศักยภาพการกู้คืน Nd–Dy เกิน 90% ในระดับทดลอง
  • วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์: บางค่ายรถปรับใช้แม่เหล็ก เฟอร์ไรต์ หรือพัฒนา มอเตอร์เหนี่ยวนำ ลดพึ่งแรร์เอิธในบางรุ่น

จากโรงงานโลกสู่แนวหน้าชายแดน “แร่พิษ” ที่ไหลตามสายน้ำ

สิ่งที่เปลี่ยนเวทีเสวนาในเชียงรายให้เงียบลงชั่วคราว ไม่ใช่กราฟตลาดโลก แต่คือข้อมูลภาคสนาม

22 กันยายน 2568 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดเสวนา แร่พิษไหลข้ามพรมแดน: กฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และสิทธิในการคุ้มครอง แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง” นักวิชาการหยิบงานศึกษาที่ชี้ว่ามีจุดทำเหมืองแรร์เอิธหลายสิบจุดในรัฐฉาน/คะฉิ่นของเมียนมา ตามแนวลุ่มน้ำกก–สาย ซึ่งไหลเชื่อมถึงฝั่งไทย

ข้อมูลชวนคิดที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

  • น้ำประปา: มีรายงานการตรวจพบ สารหนู–แบเรียม ในทุกครั้งที่สุ่มตรวจ (แม้ “ไม่เกินเกณฑ์”) ขณะที่ การประปาส่วนภูมิภาค ยอมรับว่ากำลังหา แหล่งน้ำดิบใหม่ เพื่อผลิตน้ำประปา—คำถามจึงดังขึ้น: ถ้าปลอดภัยจริง เหตุใดต้องย้ายแหล่งน้ำ?
  • สินค้าเกษตร: นาข้าวกว่า 100,000 ไร่ ในลุ่มน้ำกก–สาย พบการปนเปื้อนสารหนู/แคดเมียมในตัวอย่างจำนวนหนึ่ง (ส่วนใหญ่ “ไม่เกินเกณฑ์”) แต่กลับทำให้เกษตรกร กว่า 1,000 ราย เสี่ยงสะดุด ใบรับรอง GAP เพราะเงื่อนไขน้ำชลประทานต้อง “ปราศจากความเสี่ยง” ตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรฯ
  • ปลาในแม่น้ำ: พบปรอทในระดับ “ไม่เกินเกณฑ์” แต่ ความเสี่ยงสะสม จากการบริโภคต่อเนื่องเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลักประกัน “ไม่เกินมาตรฐาน” อาจตอบไม่ได้ครบ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร (มฟล.) สรุปตรงไปตรงมาว่า โจทย์นี้ไม่ใช่เกมสถิติ แต่คือ ความไว้วางใจสาธารณะ และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน เขาชี้ว่ามีอย่างน้อย 20 บริษัท ไทยที่นำเข้าแร่จากเมียนมาผ่าน เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ตาก และเสนอ ไม้ตายทางเศรษฐกิจ” ให้รัฐบาลไทย พิจารณายุติการนำเข้า แร่จากพื้นที่เสี่ยงเป็นสัญญาณต่อรองบนโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ—หลังการหารือหลายรอบก่อนหน้าไม่คืบ

ดร.พีท หอมชื่น (จุฬาฯ) อธิบายเชิงเทคนิคว่า การทำเหมืองแบบสารละลาย–กรด หาก บ่อกักสารเคมี ไม่ได้มาตรฐานหรือถูกน้ำท่วม อาจรั่วไหลลงชั้นน้ำใต้ดินและสายน้ำได้ง่าย “ฝายดักตะกอน” อาจจับทรายได้ แต่ โลหะหนักที่ละลายน้ำ ต้องการวิธีจัดการที่มากกว่าการ “กั้นทางไหล”

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ (มฟล.) ดึงบทเรียน คดี Trail Smelter ที่ใช้เวลาพิสูจน์ 30 ปี ว่า รัฐหนึ่งต้องไม่ก่อความเสียหายข้ามพรมแดน และย้ำว่าหากไทยต้องการผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ต้อง เก็บหลักฐานวิทยาศาสตร์ต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานสากล—ตั้งแต่ตัวอย่างน้ำ ดิน ปลาตะกอน จนถึง “ลายนิ้วมือแร่” ที่ชี้ย้อนสู่เหมืองต้นทางได้

ฝ่าย Human Rights Club (มฟล.) เน้นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (UN รับรองปี 2565) ว่าไม่ได้เป็น “ค่านิยม” หากคือ สิทธิขั้นพื้นฐาน เด็กในชุมชนที่เล่นน้ำไม่ได้—ไม่ใช่ข่าวเล็ก แต่คือ “สัญญาณเตือน” ของวิถีชีวิตที่สูญเสีย

และ ธารา บัวคำศรี (Climate Connectors) ชี้ “ความย้อนแย้งยุคพลังงานสะอาด”—โลกอยากปลดคาร์บอน จึงต้องใช้แรร์เอิธมากขึ้น แต่ถ้าต้นทางผลิต ไร้มาตรฐาน ภาระสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนย่อมทวีคูณ เขาเสนอให้ไทย ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ระดับภูมิภาค และใช้เวทีอาเซียนผลักมาตรฐานร่วม ต้านตลาดมืด ของแร่จากพื้นที่เสี่ยง

“Connect the Dots” แบบไทย จากชายแดนสู่โต๊ะนโยบาย

เมื่อปัญหามีทั้ง “น้ำ–แร่–สิทธิ” ปะปนกัน ข้อมูลแยกส่วนจากหลายหน่วยงานยิ่งทำให้สังคมสับสน นักวิชาการจึงเสนอแนวทางเชิงระบบ:

  1. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก “รายจังหวัด” (เชียงราย) เพื่อให้ผลตรวจน้ำ–ผัก–ปลา–ปัสสาวะ ออกได้ รวดเร็ว ไม่ใช่รอ 15–30 วัน จากห้องแล็บส่วนกลาง—ข้อมูล “ย้อนหลัง” แทบใช้จัดการเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้
  2. ตรวจผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว นาปี 100,000 ไร่—หากเสี่ยง ให้ สั่งพักเก็บเกี่ยวพร้อมเยียวยา เพื่อปกป้องผู้บริโภค–เกษตรกร–แบรนด์ “ข้าวเชียงราย”
  3. เร่งงบ 1,000 ล้านบาท หาแหล่งน้ำดิบใหม่ หากหน่วยผลิตประปายืนยัน “คุณภาพยังได้” แต่ การย้ายแหล่งน้ำ อาจเป็นคำตอบเชิงปฏิบัติการที่ “ตรงไปตรงมา” ต่อความกังวลของสาธารณะ
  4. ยกระดับการทูตสิ่งแวดล้อม—ผลักประเด็น EIA ข้ามพรมแดน บนโต๊ะร่วมไทย–เมียนมา และเวทีอนุภูมิภาค/อาเซียน พร้อมแนวทาง ยุตินำเข้าแร่จากพื้นที่เสี่ยง เป็น “แรงจูงใจ” ให้เกิดความร่วมมือที่จริงจัง

ประโยคตรงใจคนพื้นที่: “ถ้า ‘ไม่เกินมาตรฐาน’ แล้วเหตุใดยังต้องย้ายแหล่งน้ำ? หาก ‘พ้นภัย’ จริง เหตุใดเกษตรกรถึงยังเสี่ยงเสีย GAP?”—คำถามที่รัฐต้องตอบด้วย การกระทำ มากกว่าคำอธิบายทางสถิติ

เชื่อมโลกกับบ้านเราทำไมตลาดแรร์เอิธโลกถึงเกี่ยวกับข้าวชาวเชียงราย

หนึ่ง—เพราะ แรร์เอิธเป็น “วิตามิน” ของเทคโนโลยีสะอาด EV และกังหันลมต้องใช้แม่เหล็ก NdFeB ที่ผูกกับ HREs อย่าง Dy–Tb ซึ่งแปรรูปกระจุกในจีน หากแหล่งวัตถุดิบรอบข้างจีน (รวมเมียนมาบางส่วน) ผลิตไร้มาตรฐาน มลพิษย่อม ไหลตามภูมิประเทศ และเส้นทางการค้า

สอง—ไทยอาจ ไม่ใช่เหมือง แต่เป็น ทางผ่าน/จุดแปรรูปบางช่วง และตลาดปลายทางของสินค้าเกษตร–อาหาร—เมื่อภาพความเสี่ยง “แม่น้ำ–น้ำประปา–นา–ปลา” เริ่มซ้อนทับ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศคือ ทุนสำคัญ ที่ต้องรักษา

สาม—โลกกำลังตั้งมาตรฐาน ESG/สิทธิมนุษยชนเชิงธุรกิจ เข้มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่ ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ จะเผชิญ ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ มากขึ้น ทั้งด้านการเงิน การค้า และชื่อเสียง

แก้เกมคอขวดโลก–ปกป้องแนวหน้าไทย

ต่อภาครัฐ

  • วาง แพลตฟอร์มข้อมูลรวมศูนย์ แบบ real-time ระหว่างหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–สาธารณสุข–การค้า เพื่อ “เชื่อมจุด” ตั้งแต่ แหล่งน้ำ–ผลตรวจ–สินค้าเกษตร–การนำเข้า/ส่งออก
  • ยกระดับมาตรการการค้า: พิจารณา ยุตินำเข้าแร่จากแหล่งเสี่ยง และกำหนดเงื่อนไข traceability เป็น “ใบผ่านทาง” สำหรับสินแร่ข้ามแดน
  • ดัน EIA/EHIA ข้ามพรมแดน เป็นวาระทวิภาคี และหยิบบทเรียน Trail Smelter เป็นกรอบอ้างอิงทางกฎหมาย–วิทยาศาสตร์
  • ลงทุน ศูนย์ตรวจโลหะหนัก ประจำจังหวัดและ เครือข่ายห้องแล็บ ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ข้อมูล “ทันสมัย–ใช้ได้จริง”

ต่อภาคธุรกิจ–อุตสาหกรรมปลายน้ำ

  • ทำ แผนที่ห่วงโซ่อุปทาน ลึกกว่าระดับผู้นำเข้า—ลงไปถึง เหมือง–โรงแยก–ผู้ขนส่ง
  • ร่วมลงทุน รีไซเคิลแม่เหล็ก (กังหันลม–e-waste) และพิจารณา วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์ ในรุ่นสินค้าบางประเภท
  • กำหนด นโยบายจัดซื้อรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) และตรวจสอบ beneficial ownership ของคู่ค้าเพื่อหลีกเลี่ยง “แร่ตลาดมืด”

ต่อจังหวัด–ชุมชน

  • เปิด แดชบอร์ดสาธารณะ แสดงผลตรวจน้ำ–ผลผลิต–ปลา อย่างโปร่งใส เข้าใจง่าย
  • ตั้ง คณะทำงานร่วมพื้นที่ (เกษตรกร–ประปาฯ–สาธารณสุข–สถาบันการศึกษา) เพื่อ “สื่อสารเร็ว–ตัดสินใจพร้อมกัน”
  • สนับสนุน การเฝ้าระวังภาคประชาชน (citizen science) ให้เก็บตัวอย่าง–แจ้งเตือน–ตรวจยืนยันร่วมกับห้องแล็บมาตรฐาน

ถ้าเรากล้าคิด–กล้าทำ

ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิธคือ กระดูกสันหลัง ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โลกต้องการแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “วิธีการ” ที่จะไปถึงเป้าหมาย Net Zero ต้องไม่แลกมากับ น้ำ–นาข้าว–สุขภาพ ของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง

ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็น “โรงงานแปรรูปโลก” แต่มี อำนาจต่อรอง มากกว่าที่คิด—ด้วย นโยบายการค้า ที่เลือกแหล่งแร่รับผิดชอบ, ด้วย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่โปร่งใส, และด้วย ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ยืนบนหลักฐานวิทยาศาสตร์แน่นหนา

ในตลาดโลก 2563–2568 เราเห็นชัดแล้วว่าคอขวดอยู่ตรงไหน—ปลายน้ำ ของการแยก–กลั่นที่รวมศูนย์ เมื่อรู้เช่นนี้ บทบาทของไทยจึงไม่ใช่แค่ “เฝ้าดูกราฟราคา” แต่ต้อง ขยับนโยบาย และ ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้การพัฒนาไม่ทิ้งใครไว้หลัง—โดยเฉพาะคนริมน้ำ

ข้อคิดปิดท้าย: ถ้า EV คืออนาคต และกังหันลมคือความหวัง แม่เหล็กในมอเตอร์คือหัวใจ—หัวใจดวงนี้ไม่ควรเต้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ชุมชนชายแดนต้องจ่ายเพียงฝ่ายเดียว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรแร่ของจีน (MIIT/NDRC)
  • USGS – Mineral Commodity Summaries / Rare Earths
  • International Energy Agency (IEA)
  • Adamas Intelligence / Asian Metal / Roskill (Wood Mackenzie)
  • MP Materials (Mountain Pass)
  • Stimson Center
  • UN – Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR)
  • กรมควบคุมมลพิษ / กรมทรัพยากรน้ำ / การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (สำนักวิชานิติศาสตร์/นวัตกรรมสังคม)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News