Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งนายอำเภอ 18 แห่งคุมเข้มสุขภาพประชาชน สู้ศึกฝุ่นพิษสะสมหลังระบายอากาศอ่อนกำลัง

เชียงรายยกระดับดูแลสุขภาพประชาชน หลังคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่หมอกควันข้ามแดนยังตรึงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 4 เมษายน 2569 ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือพยายามฝ่าฤดูฝุ่นด้วยมาตรการคุมไฟป่าและลดการเผาในพื้นที่ของตนเอง จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ตัวเลขจุดความร้อนภายในจังหวัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คุณภาพอากาศกลับยังไม่คลี่คลายตามไปด้วย ช่วงเย็นของวันที่ 3 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมด่วนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมเชื่อมระบบออนไลน์กับนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน หลังค่าฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ และอำเภอเมืองเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ยกระดับเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านสาธารณสุขและการบริหารความเสี่ยงของทั้งจังหวัดแล้ว

ไฟในบ้านลดลง แต่ควันเหนือเมืองยังไม่เบาบาง

ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดพบจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็นร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และอยู่ในกลุ่มที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดของภาคเหนือตอนบน เฉพาะวันที่ 1 เมษายน พบเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม หรือลดลงร้อยละ 76 ภายในวันเดียว อีกทั้งช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ จังหวัดไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามาตรการห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือของประชาชนเริ่มเห็นผลในภาคสนามจริง ภาพนี้จึงควรได้รับการมองอย่างเป็นธรรมว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรม แต่กำลังคุมไฟในบ้านของตัวเองอย่างหนักและมีผลลัพธ์ปรากฏแล้วในเชิงตัวเลข

แต่ในเวลาเดียวกัน ค่าฝุ่นในจังหวัดกลับยังสูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203.1 และ ต.เวียง อ.เชียงของ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้การคุมไฟภายในจังหวัดจะดีขึ้น แต่ประชาชนในเชียงรายยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับรุนแรง และนั่นคือจุดที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการมองปัญหาแบบเดิมที่ผูกทุกอย่างไว้กับการเผาในพื้นที่อย่างเดียว

หมอกควันข้ามแดนกลายเป็นตัวแปรหลักของเชียงราย

คำอธิบายสำคัญที่สุดจากจังหวัดในรอบนี้ คือ ฝุ่นที่คนเชียงรายกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากไฟในจังหวัดเป็นหลักอีกต่อไป แต่เกิดจากหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามาสะสมเหนือพื้นที่ชายแดนและตอนในของจังหวัด ข้อมูลวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR ซึ่งจังหวัดเชียงรายนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมามีจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายต้นทางของปัญหา แต่กำลังเปลี่ยนวิธีมองวิกฤตของคนทั้งจังหวัดจาก “ไฟในบ้าน” ไปสู่ “ควันจากนอกบ้าน” ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าและต้องใช้กลไกมากกว่าการสั่งห้ามเผาในพื้นที่ตนเอง

เมื่อประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งระบุว่าในวันที่ 3 เมษายน การระบายอากาศของภาคเหนือส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์อ่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงเช้า จึงยิ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดฝุ่นจึงค้างตัวนานและลงสู่พื้นที่ชุมชนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เชียงรายจึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่มีไฟป่าหรือมีฝุ่นในพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่หน้าด่านที่รับทั้งผลกระทบจากไฟภายนอก การระบายอากาศที่ไม่ดี และภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นเคลื่อนตัวออกได้ช้า ปัญหาจึงมีลักษณะเป็นวิกฤตร่วมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มากกว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดเดียว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงเริ่มขยับไปสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

มาตรการด่วนถูกย้ายจากการดับไฟ ไปสู่การคุ้มครองลมหายใจ

เมื่อเผชิญข้อเท็จจริงว่าจังหวัดควบคุมไฟในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แต่ฝุ่นยังไม่ลดลง สิ่งที่เชียงรายต้องทำทันทีคือเปลี่ยนสมรภูมิจากการคุมต้นเหตุเพียงด้านเดียว ไปสู่การปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลที่จังหวัดสื่อสารผ่านเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยในระดับหลายแสนชิ้น พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจทั่วจังหวัดรวม 457 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 155 แห่ง และเอกชน 302 แห่ง ขณะเดียวกัน ข่าวประชาสัมพันธ์อีกชุดของกรมประชาสัมพันธ์ยังสรุปว่า จังหวัดดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 150,000 คน โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการของเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่คำขอความร่วมมือให้สวมหน้ากาก แต่กำลังพยายามวาง “โครงสร้างรองรับการหายใจ” ให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กลางฝุ่นพิษจริง ๆ

นัยสำคัญของห้องปลอดฝุ่นไม่ได้อยู่แค่จำนวน 457 แห่ง แต่อยู่ที่ความจริงอีกข้อหนึ่งว่า รัฐยอมรับแล้วว่ามีประชาชนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเองทั้งหมด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงแรงงานกลางแจ้ง ไม่ได้มีต้นทุนในการป้องกันตนเองเท่ากัน การกระจายห้องปลอดฝุ่นไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ จึงเป็นการแปลงมาตรการสาธารณสุขจากนโยบายบนโต๊ะประชุมให้กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองจริงในชีวิตประจำวัน และในช่วงที่ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่อง การมีพื้นที่เช่นนี้ย่อมสำคัญกว่าการรอให้ฝนตกหรือรอให้ทิศลมเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

ภาพใหญ่ของภาคเหนือยังสะท้อนภาระที่หนักกว่าพื้นที่อื่น

หากมองออกจากเชียงรายไปทั้งภูมิภาค ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่ต้องแบกรับภาระฝุ่นอย่างต่อเนื่อง เอกสารมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ขณะที่จุดความร้อนมี 59,700 จุด เอกสารชุดเดียวกันยังระบุว่า เป้าหมายปี 2569 สำหรับพื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ คือควบคุมพื้นที่เผาไหม้ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากฐานปี 2568 ซึ่งหมายความว่า ภาคเหนือยังถูกวางให้เป็นแนวรบหลักของประเทศในเรื่องฝุ่นอย่างชัดเจน และจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายย่อมต้องรับแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ซึ่งผู้ใช้แนบข้อมูลมาและตรวจสอบได้จากบทความเผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝุ่นของ 17 จังหวัดภาคเหนือจะลดจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือ 33 ในปี 2568 แต่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานกลับเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน พร้อมชี้ด้วยว่า KPI ของภาครัฐในช่วงปี 2567 ถึง 2569 มีแนวโน้มผ่อนลงในหลายตัวชี้วัด เช่น เป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือจากร้อยละ 40 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 และเหลือร้อยละ 10 ในปี 2569 ขณะที่เป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจากร้อยละ 30 ลดลงเหลือร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ ข้อสังเกตนี้ทำให้คำถามเรื่อง “บรรลุเป้าหมายหรือไม่” กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ในสนามจริงคือจำนวนวันที่ต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ดูดีขึ้นในรายงานปลายปี

เชียงรายจึงกำลังขยับจากการดับไฟ สู่การต่อรองเชิงนโยบาย

อีกชั้นหนึ่งที่น่าจับตาคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดเพียงมาตรการคุมไฟและแจกหน้ากาก แต่เริ่มเชื่อมวิกฤตฝุ่นเข้ากับการสร้างเครือข่ายข้ามแดนและกลไกนโยบายใหม่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวของ “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ซึ่งเปิดตัวในเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีจังหวัดร่วมกับ สสส. และภาคประชาสังคม เป็นเจ้าภาพร่วม สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นข้ามแดนกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเรื่องประสานงานเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองจากการประชุมวันที่ 3 เมษายน เส้นทางนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การประสานงานเชิงพื้นที่และการจัดการข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์จริงของเชียงรายที่ต้องรับควันจากเมียนมาและลาวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากในช่วงวิกฤตประจำปี

การขยับเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะในอดีต ภาคเหนือมักถูกผลักให้รับมือฝุ่นด้วยเครื่องมือเดิม ๆ คือประกาศห้ามเผา บังคับใช้กฎหมาย และรอฝน แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในปี 2568 ชี้ว่า แม้มาตรการเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากต้นเหตุจำนวนมากอยู่ข้ามแดนหรือเชื่อมกับเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในปี 2569 จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นความพยายามขยับจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในจังหวัด” ไปสู่ “การต่อรองเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของภูมิภาค” แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลา แต่การยอมรับโจทย์ให้ตรงกับความจริงก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพูดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากไฟในพื้นที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้น

ในที่สุดแล้ว แก่นของสถานการณ์วันที่ 3 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดจะสรุปผลประชุมออกมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนเชียงรายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในจังหวะที่เจ็บปวดที่สุดของวิกฤต คือช่วงที่พยายามควบคุมไฟในบ้านได้แล้ว แต่ยังต้องหายใจรับควันจากนอกบ้านต่อไป ความสำเร็จของจังหวัดในเรื่องจุดความร้อนที่ลดลงจึงควรถูกยอมรับ ขณะเดียวกัน ความจริงเรื่องค่าฝุ่นที่ยังสูงในแม่สาย เชียงของ และตัวเมือง ก็บอกชัดว่างานของรัฐยังไม่จบ และไม่อาจชี้วัดจาก KPI ตัวเดียวได้ การเร่งตั้งห้องปลอดฝุ่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายหน้ากากจึงเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความจริงมากที่สุดในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยมันทำให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครื่องมือปกป้องตัวเองระหว่างที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังแก้ไม่จบ

ถ้อยคำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงปลอบขวัญในวันวิกฤต แต่เป็นโจทย์ที่จังหวัดต้องพิสูจน์ในโลกจริงต่อจากนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การคุมไฟในบ้านเชื่อมกับการลดควันนอกบ้าน และทำอย่างไรให้ “สุขภาพต้องมาก่อน” ไม่เป็นเพียงคำขวัญในห้องประชุม แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกฤดูฝุ่น เพราะสำหรับเชียงรายวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากคือวันที่ประชาชนจะได้กลับมาหายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงอีกครั้ง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เขต 3
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • Rocket Media Lab
  • NBT CONNEXT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME