Categories
CULTURE

ประวัติศาสตร์พุทธศิลป์! ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” ของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนแผ่นดินแม่ในรอบครึ่งศตวรรษที่ BACC

นกฮูก…กลับบ้าน” มหาอุมมังคชาดกของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนไทยในรอบ 50 ปี รื้อรากเหง้าพุทธศิลป์ไทยสู่สายตาโลกยุค Soft Power

กรุงเทพฯ, 11 มกราคม 2569 – แสงไฟในห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแสงจากหลอดไฟในอาคารสมัยใหม่ หากกลายเป็นฉากสำคัญของ “การกลับบ้าน” ทางประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทย – ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” หรือที่เป็นที่จดจำในนาม “the Owl” ผลงานเทคนิคปากกาลูกลื่นของถวัลย์ ดัชนี ที่จากบ้านเกิดไปอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์นานราวครึ่งศตวรรษ

ภายใต้นิทรรศการและเสวนาพิเศษ “นกฮูก…กลับบ้าน” (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee) ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center ภาพพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่เคยอยู่แต่ในหน้าหนังสือศิลปะระดับตำนานและคอลเลกชันส่วนตัวในยุโรป ได้หวนคืนสู่สายตาสาธารณชนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ห้องอเนกประสงค์ที่กลายเป็น “ห้องประวัติศาสตร์”

บรรยากาศภายใน BACC ในวันดังกล่าวเต็มไปด้วยนักสะสม ผู้สนใจศิลปะร่วมสมัย นักวิชาการศิลปะ ตลอดจนผู้ศรัทธาในผลงานของถวัลย์ ดัชนี ที่เดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อชมผลงานต้นฉบับของ “มหาอุมมังคชาดก” อย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังเสวนาที่ถ่ายทอดเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ในยุโรป ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้พุทธศิลป์ไทยก้าวพ้นกรอบภูมิภาคสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดแสดงเพียงภาพ “the Owl” เท่านั้น แต่ยังรวบรวมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมอื่น ๆ ของถวัลย์ที่สะท้อน “พลังดิบ” ของเส้น สี และรูปทรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะร่วมสมัยตะวันตก ความเชื่อทางพุทธศาสนา และจิตวิญญาณล้านนาอย่างแนบแน่น

ในมุมหนึ่งของนิทรรศการ ผู้ชมจะพบข้อความอธิบายแนวคิดหลักว่า “นกฮูก” สำหรับถวัลย์ ไม่ใช่เพียงสัตว์กลางคืน หากคือสัญลักษณ์ของปัญญา ความลุ่มลึก ความมืด และสัจธรรมตามคติพุทธศาสนา การตั้งชื่อนิทรรศการว่า “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงมีความหมายซ้อนหลายชั้น ทั้งในเชิงศิลปะ จิตวิญญาณ และตัวตนของศิลปิน

มหาอุมมังคชาดก จากชาดกในพระไตรปิฎกสู่ภาพอสูรครึ่งนกเค้าแมว

“มหาอุมมังคชาดก” เป็นชาดกเรื่องที่ 5 ในชุดทศชาติชาดก ว่าด้วยการบำเพ็ญปัญญาบารมีของมโหสถกุมาร พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถไขปริศนา ช่วยพระเจ้าวิเทหะราชพ้นจากภยันตราย และพลิกสถานการณ์ทางการเมืองเหนือพระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้มีกองทัพเหนือกว่าหลายเท่า

หากพิจารณาในกรอบจารีต พุทธศิลป์ไทยในอดีตมักเน้นภาพพระพุทธเจ้า เทวดา นางฟ้า และตัวละครที่งดงามวิจิตร แต่ถวัลย์ ดัชนีซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง และต่อยอดด้วยอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademie van Beeldende Kunsten กรุงอัมสเตอร์ดัม กลับเลือก “เดินคนละทิศ”

เขาไม่ได้วาดมโหสถกุมารให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม หากสร้าง “อสูรครึ่งคนครึ่งนกเค้าแมว” ที่นั่งชันเข่า แผ่แขน ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยโหนกกล้ามเนื้อ ประดับด้วยรอยสักรูปสิงสาราสัตว์ที่พันเกี่ยวกันแน่นหนา รายล้อมด้วยองค์ประกอบที่หลายคนอาจมองว่า “ประหลาด” หรือ “น่ากลัว” เช่น หัวกบ หัวคางคก หอยงวงช้าง หอยสังข์ขนาดใหญ่ และลูกนกที่ยังไม่ลืมตา

หากแต่ละองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เป็น “ภาษาสัญลักษณ์” ในการตีความชาดกอย่างลึกซึ้ง

  • ลูกนกอ้าปากกว้าง ถูกอ่านได้ว่าเป็นภาพแทน “ปากอุโมงค์” ที่มโหสถใช้พาพระเจ้าวิเทหะราชหนีออกจากเมืองที่ถูกล้อม
  • หัวกบขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะ “ความเขลา” ของผู้ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางโคลนตมโดยไม่รู้เท่าทันคุณค่าที่อยู่ตรงหน้า
  • ใบหูขนาดใหญ่ที่ยึดติดกับเสียงจากหอย สื่อว่าการได้ยินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดปัญญา หากขาดสติและการไตร่ตรอง
  • คนตัวเล็กในมุมซ้ายล่างคือ “เกวัฏพราหมณ์” ซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ปัญญาและกลยุทธ์ของมโหสถในเหตุการณ์ประลองไหวพริบ

ด้วยเหตุนี้ ภาพมหาอุมมังคชาดกของถวัลย์จึงไม่ใช่การ “เล่าเรื่องชาดก” ตามตัวอักษร แต่เป็นการกลั่นกรองแก่นเรื่องเรื่องปัญญาบารมีออกมาในภาษาทัศนศิลป์ที่ทรงพลังและมีความหมายในระดับสากล

ปากกาลูกลื่นธรรมดา กับความเพียรที่ไม่ธรรมดา

จุดที่ทำให้ “มหาอุมมังคชาดก” ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการศิลปะ คือเทคนิคที่ถวัลย์เลือกใช้ – ปากกาลูกลื่นสีดำบนกระดาษ

เยาวณี นิรันดร ผู้แทนพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2517 ด้วยวิธีการ “ฝนปากกาลูกลื่น” ที่ต้องอาศัยสมาธิ ความแม่นยำ และความอดทนระดับสูง ศิลปินจะนอนคว่ำกับพื้น ใช้อกหนุนหมอน แล้วค่อย ๆ ขีดเส้นหมึกบางเบาหลายล้านเส้นลงบนกระดาษ สลับกับการเช็ดหมึกส่วนเกินที่ปลายปากกา เพื่อไม่ให้เกิดเส้นหนาเกินหรือคราบหมึกที่ทำลายภาพ

เทคนิคนี้ “ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด” ต่างจากสีน้ำมันที่ยังสามารถทาทับแก้ไขได้ หากพลาดเพียงนิดเดียว ภาพทั้งหมดอาจเสียหายทันที ผลลัพธ์คือผลงานจิตรกรรมที่มีรายละเอียดแน่นหนาในระดับที่ต้องส่องด้วยแว่นขยาย และทำให้นักสะสมจำนวนมากยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดรออิ้งที่ดีที่สุดของถวัลย์

ไม่เพียงแค่ในเชิงทักษะ หากเมื่อรวมเข้ากับน้ำหนักเนื้อหาเชิงปรัชญา ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากผู้คร่ำหวอดในวงการว่าเป็น “ผลงานอันดับหนึ่งในดวงใจ” ของทั้งนักวิชาการศิลปะและผู้จัดทำหนังสือที่เคยใกล้ชิดกับศิลปิน

หนังสือปกแดงจากซูริค “ศีลเสมอกัน” ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ยุโรป

ความสำคัญของมหาอุมมังคชาดกไม่ได้อยู่เพียงบนผืนกระดาษ หากยังฝังตัวอยู่ในหน้าหนังสือศิลปะที่ถูกจัดว่าเป็น “ตำนาน” ของวงการ

ในปี พ.ศ. 2524 สำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Verlag เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิมพ์หนังสือปกแข็งสีแดงเล่มใหญ่ชื่อ The Buddhist Art of Thawan Datchani (รวมทั้งฉบับภาษาเยอรมันในชื่อ Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis) รวบรวมภาพชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ด้วยมาตรฐานการพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวถึงว่า “ล้ำหน้าหนังสือศิลปะร่วมยุคเดียวกัน” และผลิตในจำนวนจำกัดจนกลายเป็นหนังสือหายาก มูลค่าตามตลาดนักสะสมปัจจุบันอยู่ในระดับราว 200,000 บาทต่อเล่ม

เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk) ผู้เขียนเนื้อหา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านศิลปะตะวันออก ได้พิจารณาผลงานจำนวนมากจากชุดทศชาติชาดก ก่อนจะเขียนวิเคราะห์ลงในหนังสือ โดยระบุใจความว่า ไม่มีภาพใดในชุดนี้ที่ “สรุปความหมายของคำว่าความสมบูรณ์แบบ” ในเชิงปัญญาบารมีได้ทรงพลัง และแปรเป็นภาพที่มีความหมายในระดับสากลเทียบเท่าภาพมหาอุมมังคชาดก

ในอีกด้านหนึ่ง ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการและผู้ออกแบบรูปเล่ม ซึ่งเดินทางมาถ่ายภาพผลงานของถวัลย์ด้วยตนเองในประเทศไทย ก็หลงใหลผลงานชิ้นเดียวกันจนตัดสินใจเลือกภาพนี้ขึ้นเป็นปกหนังสือ และภายหลังได้ขอซื้อภาพต้นฉบับไปเก็บรักษาในคอลเลกชันส่วนตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้จัดงานนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นภาวะ “ศีลเสมอกัน” ในความหมายร่วมสมัย คือการที่ความศรัทธา ความรู้ ทัศนคติ และรสนิยมของผู้คร่ำหวอดจากสองซีกโลกมาบรรจบกันที่ผลงานชิ้นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย แสดงให้เห็นว่าพลังของงานศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนข้ามภาษา ศาสนา และภูมิศาสตร์ได้จริง

เสวนาว่าด้วยการเดินทางของ “นกฮูก” จากเชียงราย–กรุงเทพฯ–ซูริค–กลับสู่ไทย

หัวใจอีกประการของงาน “นกฮูก…กลับบ้าน” คือเวทีเสวนาพิเศษที่ถ่ายทอด “การเดินทาง” ของผลงานชิ้นนี้จากมุมมองของผู้ที่ได้ร่วมงานกับถวัลย์อย่างใกล้ชิด

การเสวนานำโดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมด้วย Count Emmanuel von Oppersdorff อดีตประธาน Iñigo von Oppersdorff Publishing House และ Mr. Thomas Imboden อดีตกรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์เดียวกัน ตลอดจน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557

เยาวณี นิรันดร เปิดเผยในเวทีเสวนาว่า บิดาของเคานต์ Emmanuel เจ้าของโรงพิมพ์ในยุคนั้น มองเห็นศักยภาพของถวัลย์ตั้งแต่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงในระดับที่เป็นที่รู้จักเช่นทุกวันนี้ จึงตัดสินใจลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ รวมถึงจัดทำภาพถ่ายความละเอียดสูงของทศชาติชาดกทั้งหมด ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นหนังสือที่ถูกนักสะสมยอมรับว่า “แพงที่สุดและพิมพ์ดีที่สุด” ในหมวดหนังสือศิลปะไทยยุคเดียวกัน

หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความสนใจให้ผู้ร่วมงาน คือการที่เคานต์ Emmanuel เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง พร้อมอนุญาตให้นำภาพที่ถวัลย์วาดให้ตระกูลของตนมาแสดงเป็นกรณีพิเศษในประเทศไทยเพียงหนึ่งวัน ก่อนจะถูกส่งกลับสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ภาพ “the Owl” หรือมหาอุมมังคชาดกจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเพื่อหมุนเวียนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป

เมื่อ Soft Power เริ่มจาก “การหันกลับมามองรากเหง้าของตัวเอง”

งานเสวนาช่วงท้ายได้พาผู้ฟังขยับออกจากกรอบประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่อง ไปสู่คำถามใหญ่ในระดับนโยบายวัฒนธรรม

การกลับมาของมหาอุมมังคชาดกในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน Soft Power ถูกตีความว่าเป็น “บทเตือน” ให้สังคมหันกลับมาสำรวจรากของศิลปะไทยร่วมสมัยที่เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกมาแล้วนานหลายทศวรรษ ก่อนหน้ากระแสคำว่า Soft Power จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

สำหรับอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ผู้อยู่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยมายาวนาน ผลงานของถวัลย์คือการ “ทำลายกรอบเพื่อสร้างความเชื่อใหม่” ทั้งในเชิงรูปแบบและเนื้อหา เขาชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้สัตว์เดียรัจฉาน โครงกระดูก อสูรกาย และองค์ประกอบที่ถูกมองว่าอัปลักษณ์ในสายตาสาธารณชน แท้จริงคือการยืนยันสัจธรรมทางพุทธศาสนาว่าความจริงอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งงดงาม

ในมุมของผู้จัดงาน นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซกลับมาจัดแสดง หากยังเป็นการ “คืนพื้นที่” ให้ศิลปะไทยได้ถูกอ่านใหม่ด้วยสายตาของคนรุ่นปัจจุบัน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ศิลป์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายวัฒนธรรม

ความหมายของ “การกลับบ้าน” ที่มากกว่าการกลับถึงสนามบิน

แม้ชื่อกิจกรรมจะใช้คำว่า “กลับบ้าน” แต่ในความเป็นจริง การเดินทางของมหาอุมมังคชาดกจากสวิตเซอร์แลนด์สู่หอศิลปกรุงเทพฯ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระยะใหม่ในความทรงจำสาธารณะของสังคมไทย

ผู้ชมที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพต้นฉบับ ต่างตระหนักพร้อมกันว่า ตลอดราว 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักผลงานชิ้นนี้ผ่าน “ภาพถ่ายบนปกหนังสือปกแดง” มากกว่าผ่านของจริง การได้เห็นร่องรอยเส้นปากกาลูกลื่น ความละเอียดของพื้นผิว และน้ำหนักของหมึกที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากการพิมพ์ ทำให้คำบอกเล่าจากนักวิชาการศิลปะที่ว่า “ต้องมาดูด้วยตาจึงจะเข้าใจ” มีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่นี้ “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของภาพหนึ่งภาพ แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ตั้งคำถามร่วมกันว่า

  • เรามองพุทธศิลป์ไทยร่วมสมัยอย่างไร
  • เราเข้าใจบทบาทของศิลปินไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด
  • และเราพร้อมหรือยังที่จะใช้ Soft Power อย่างมีรากฐานจากผลงานที่เคยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ

นิทรรศการครั้งนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในกรอบเวลา 14.00 – 18.00 น. แต่บทสนทนาเรื่องคุณค่าของศิลปะไทยร่วมสมัยที่ถูกจุดขึ้นใน “วันที่นกฮูกกลับบ้าน” มีแนวโน้มจะอยู่กับผู้ชม นักสะสม และผู้กำหนดนโยบายด้านวัฒนธรรมไปอีกนาน

ข้อมูลกิจกรรมโดยสรุป

  • ชื่องานนิทรรศการและเสวนา: นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)”
  • สถานที่จัด: ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • วัน–เวลา: วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 14.00–18.00 น.
  • ผู้จัดและผู้สนับสนุนหลัก: หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129, The Art Auction Center
  • ผลงานไฮไลต์: ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” (The Maha-Ummagga Jataka) หรือ “the Owl” เทคนิคปากกาลูกลื่นบนกระดาษ หนึ่งในชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเคยถูกใช้เป็นภาพปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani พิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2524 และกลับมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบประมาณ 50 ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เอกสารประชาสัมพันธ์นิทรรศการและเสวนา “นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)” โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบภาพ ถวัลย์ ดัชนี บนเวทีจีน จุดประกายมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน

กัญฐกะก้องโกญจนาท” ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจว ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบผลงานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีบนเวที Very Thai Dian Feng 2025 จุดประกาย 50 ปีมิตรภาพไทย–จีน และซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยว

กว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน, 16 กันยายน 2568 – แสงไฟจากเวทีกลางงาน Very Thai Dian Feng Music Festival 2025 ค่อย ๆ สว่างขึ้นท่ามกลางผู้ชมชาวจีนจำนวนมาก ขณะเสียงปรบมือดังยาว เมื่อ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังของไทย ขึ้นเวทีพร้อมภาพผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย เพื่อส่งมอบแด่ SKAI ISYOURGOD (หลานเหล่า) ศิลปินจีนที่กำลังมาแรงในแวดวงดนตรีร่วมสมัย ภาพชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงของขวัญ หากเป็น “สัญลักษณ์” ของมิตรภาพไทย–จีนในวาระ ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองผ่านเสียงเพลง ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย

จุดหมายเดียวกันของศิลปะ ดนตรี และการท่องเที่ยว

เทศกาลดนตรี Very Thai Dian Feng จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ความร่วมมือของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ TCP Group ผู้ผลิตแบรนด์ เรดบูล (Red Bull) แนวคิดงานปีนี้ชูคอนเซปต์ “5 Must Do in Thailand” เพื่อชวนผู้ชมชาวจีน “ลิ้มลองประสบการณ์ไทย” ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ก่อนขยายผลสู่การเดินทางจริงในประเทศไทย

รูปแบบงานเน้นการสื่อสารแบบ “สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้” ผ่าน 2 เวทีดนตรีหลัก ที่รวบรวม 19 ศิลปินไทย–จีน จากหลากหลายแนวทาง พร้อม โซนสร้างสรรค์ ครบวงจร ทั้งโซนวัฒนธรรม โซนอาหาร โซนจัดแสดงสินค้า และ โดรนโชว์ ปิดท้าย โดยผู้จัดคาดการณ์ผู้เข้าร่วมงาน ราว 60,000 คน ตลอดสองวัน นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่เปิดทางให้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทยส่งสัญญาณชัดเจนสู่แดนมังกร

พญาม้ากัณฐกะ ภาพแทนคำอวยพร “เดินหน้าอย่างกล้าหาญ”

ผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของถวัลย์ ดัชนี คือภาพ พญาม้ากัณฐกะ ที่ถูกยกให้เป็น “เจ้าแห่งม้าทั้งปวง” สัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความสำเร็จ และความอุดมสมบูรณ์ ในพิธีส่งมอบบนเวที ฟักกลิ้ง ฮีโร่ระบุว่า ได้รับภาพนี้จาก “ดอยธิเบศร์ ดัชนี” ทายาทผู้สืบงานศิลป์ของถวัลย์ เพื่อส่งต่อให้กับศิลปินจีนอย่างสมเกียรติ เป็นดั่งคำอวยพรที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน พร้อมถ้อยคำที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า 中泰一家亲” หรือ “ไทย–จีนคือครอบครัวเดียวกัน”

ในโพสต์ทางการ ฟักกลิ้ง ฮีโร่กล่าวขอบคุณ พี่เอก” ประธานเจ้าหน้าที่ครีเอทีฟ (CCO) แห่ง TCP Group ตลอดจนทีมผู้จัด และททท. ที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ตัวแทนประเทศไทย” บนเวทีสากลครั้งนี้ ย้ำว่าศิลปะไม่เพียงเชื่อมใจ หากยังเชื่อม “โอกาส” ระหว่างผู้คน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เวทีจีนกับ “เสน่ห์ไทย” ที่จับต้องได้

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ระบุว่า ททท. มุ่งเดินหน้าตลาดระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ตลาดจีน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย “การปรับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่น ควบคู่การนำเสนอ ประสบการณ์ที่มีความหมาย คือหัวใจของยุทธศาสตร์” งาน Very Thai Dian Feng จึงออกแบบให้ผู้ร่วมงานได้ “ทำจริง” ตั้งแต่เวิร์กชอป ไปจนถึงกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อให้ เสน่ห์ไทย” ถูกจดจำในฐานะประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ภาพในโซเชียล

ภายในงานยังมีกิจกรรมต่อยอด เช่น เวิร์กชอปทำกระเป๋ารีไซเคิล และ ทำยาดมคล้องคอ ที่หยิบจับ “ของดีไทย” มาขยายความหมายใหม่ให้สอดรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ช่วยย้ำ แบรนด์ Amazing Thailand ในสายตาผู้ชมชาวจีนว่าทั้ง “มีสไตล์” และ “มีคุณค่า”

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยน ไทยต้อง “เล่าเรื่อง” ใหม่

ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจีนมิได้พอใจเพียง “เช็กอิน–ถ่ายรูป” อีกต่อไป หากหันสู่การแสวงหา ประสบการณ์ลึกซึ้ง เช่น สายลุย, City Walk, หรือกิจกรรมวัฒนธรรมและกีฬา นี่คือ “การบ้าน” ที่ไทยจำเป็นต้องตอบ โดยปีที่ผ่านมา ททท. ได้ทดลองหลายกิจกรรมในจีน เช่น Amazing Thai Fest ที่กรุงปักกิ่ง และ Red Bull Challenge ณ ทะเลทรายเหิงเก๋อหลี่ มองโกเลียใน เพื่อเชื่อมกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือ “บทเรียน” สำหรับการออกแบบคอนเทนต์และกิจกรรมที่โดนใจคนรุ่นใหม่ของจีนมากขึ้น

Very Thai Dian Feng จึงไม่ใช่แค่งานคอนเสิร์ต แต่เป็น แพลตฟอร์ม” ที่ให้ไทยได้ทดสอบการเล่าเรื่องใหม่ ๆ ในพื้นที่จริง ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก พร้อมกวาดข้อมูลเชิงพฤติกรรมกลับมาต่อยอดแคมเปญในไทยช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

จากแคนวาสของถวัลย์ สู่แคนวาสของมิตรภาพ

“กัญฐกะก้องโกญจนาท” ถูกอธิบายว่าเป็นภาพที่ ให้กำลังใจให้ก้าวต่อ” การที่ผลงานชิ้นสำคัญจากเชียงราย—บ้านเกิดของถวัลย์—ได้ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจวในจังหวะที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักทางสัญลักษณ์ งานของถวัลย์ขึ้นชื่อว่าหนักแน่นในเส้นสายและพลังอารมณ์ ภาพม้าผงาดจึงเท่ากับ การส่งสารถึงอนาคต ว่าศิลปะคือภาษากลางที่คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจร่วมกันได้

ช่วงเวลาส่งมอบบนเวที กลายเป็นฉากเล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องใหญ่—ศิลปะคือทูตวัฒนธรรม” และ ศิลปินคือผู้พาเรื่องเล่าของชาติ” ไปปรากฏต่อสายตาโลก การที่ SKAI ISYOURGOD รับมอบต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคน คือภาพของการยอมรับนับถือกันอย่างเสมอภาค ต่างส่งต่อคำอวยพรให้กันและกันในภาษาที่เหนือคำพูด

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการท่องเที่ยว วงจรที่หนุนกัน

โมเดลที่ ททท. และ TCP Group ใช้ คือการผสมผสาน ดนตรี–ศิลปะ–ท่องเที่ยว” ให้เป็น “แพ็กเกจเดียว” เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง ความคาดหวังผู้ร่วมงาน ประมาณ 60,000 คน หากต่อยอดสู่การเดินทางจริงเพียงส่วนหนึ่ง ก็สามารถสร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวเข้าประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากเชื่อมกับยุทธศาสตร์ “5 Must Do in Thailand” ที่ชัดเจนในจุดขาย ทั้งอาหาร มู่วิถี วัฒนธรรมลึกซึ้ง ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ ค่าใช้จ่ายต่อหัว และ ระยะเวลาพำนัก สูงขึ้น

ด้านแบรนด์เอกชนอย่าง เรดบูล การสนับสนุนเทศกาลที่จับต้องได้ในต่างแดน ช่วยขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ของจีน เป็น ความร่วมมือรัฐ–เอกชน ที่ได้ทั้งภาพลักษณ์และฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ

เสียงสะท้อนจากเวที คำพูดที่ทำให้ “เรื่อง” เดินต่อ

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เขียนไว้ชัดว่า การได้เป็นตัวแทนส่งต่อผลงานของถวัลย์ คือ “เกียรติ” ที่ได้รับจาก ดอยธิเบศร์ ดัชนี พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนในทุกภาคส่วน เขาเปรียบภาพพญาม้าเช่น คำอวยพร ที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน ขณะเดียวกัน นายนิธี สีแพร ย้ำ “การนำเสนอเสน่ห์ไทยผ่านประสบการณ์จริง” คือจุดชี้วัดความสำเร็จของตลาดจีนยุคใหม่

ถ้อยคำ 中泰一家亲” ที่ถูกเอ่ยหลายครั้งในงาน ไม่ใช่สโลแกนสวย ๆ หากเป็น กรอบคิด สำหรับสร้างกิจกรรมร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม การศึกษา กีฬา และธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว

เล่าเป็นฉาก นาทีที่ผู้ชม “ยืนขึ้น”

คืนที่สอง เวทีหลักเล่นเอ็นดิ้งด้วยเพลย์ลิสต์ฮิต ศิลปินไทย–จีนสลับขึ้นร่วมแจม เสียงเชียร์ดังขึ้นเมื่อทีมงานเชิญฟักกลิ้ง ฮีโร่ ขึ้นถือกรอบภาพพญาม้า แสงไฟสปอตไลต์จับลงบนลายเส้นเข้มของถวัลย์ เสี้ยววินาทีที่ภาพถูกส่งต่อ SKAI ก้มศีรษะรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนชูภาพให้คนดูด้านหลังเห็นชัด ผู้ชมบางส่วน “ยืนขึ้น” พร้อมชูโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ เสียงปรบมือกลายเป็นจังหวะร่วมที่ไม่ต้องซ้อม มิตรภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า

สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เสี้ยววินาทีแบบนี้ ขายความทรงจำ” ได้ดีที่สุด เพราะผู้ชมพกกลับไปได้มากกว่าคลิป—พวกเขาพก เรื่องเล่า ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นการเดินทางครั้งใหม่

หมายเหตุเชิงนโยบาย จะยกระดับให้ “ยั่งยืน” ต้องทำอย่างไร

  1. เก็บข้อมูลเชิงลึกหน้างาน – พฤติกรรมผู้ชม แฮชแท็กที่ใช้ เวลาที่อยู่ในแต่ละโซน เพื่อนำไปออกแบบคอนเทนต์และแพ็กเกจท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
  2. ทำแคมเปญต่อเนื่อง (Always-on) – เชื่อมกิจกรรมในจีนกับกิจกรรมในไทย เช่น คูปองส่วนลดพิพิธภัณฑ์/โชว์ดนตรีในเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ เพื่อให้ “ความตั้งใจเดินทาง” ไม่หายไป
  3. เล่าเรื่อง “เมืองรอง–ชุมชน” – ใช้ศิลปะและดนตรีเป็นประตูพาไปพบวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างรายได้กระจายสู่ฐานราก
  4. สร้างเครือข่ายศิลปิน–ครีเอเตอร์ไทย–จีน – เวิร์กชอปร่วม, ศิลปินพำนัก (Artist Residency), โปรเจกต์ดนตรีข้ามชาติ เพื่อให้ความร่วมมือไม่จบแค่เวทีเดียว

ม้ากัณฐกะวิ่งต่อ และเรื่องเล่าก็วิ่งตาม

การมอบภาพ กัญฐกะก้องโกญจนาท” บนเวที Very Thai Dian Feng 2025 คือฉากสำคัญที่จับต้องได้ของซอฟต์พาวเวอร์ไทยในปีที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีมิตรภาพ เหตุการณ์นี้ผสานพลัง ศิลปะ–ดนตรี–การท่องเที่ยว เข้าด้วยกันในจังหวะที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสู่ “ประสบการณ์มีความหมาย” อย่างชัดเจน หากไทยเดินหน้าสื่อสารที่เชื่อม ใจ–สถานที่–กิจกรรม ได้ต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ศิลปิน และชุมชนย่อมเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ได้ยั่งยืน

ท้ายที่สุด ม้ากัณฐกะในงานของถวัลย์ไม่ได้วิ่งอยู่บนผืนผ้าใบเท่านั้น แต่กำลัง วิ่งนำ เรื่องเล่าของไทยให้ข้ามพรมแดนอย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • TCP Group
  • ดอยธิเบศร์ ดัชนี
  • Very Thai Dian Feng Music Festival 2025
  • ฟักกลิ้ง ฮีโร่ 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทย

ถวัลย์ ดัชนี” ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล: เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – “บ้านดำ” พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่สร้างโดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เติบโตมากับเรื่องราวของศิลปินผู้นี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนา แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนรอบๆ สร้างสรรค์งานหัตถกรรมและศิลปะเพื่อขายให้นักท่องเที่ยว  ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ถูกประมูลไปในราคา 25.5 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ให้วงการศิลปะไทย ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวและตลาดศิลปะสากลหดตัวลงอย่างหนัก ทำไมตลาดศิลปะไทย โดยเฉพาะผลงานจากศิลปินเชียงรายอย่างถวัลย์ ดัชนี ถึงยังคงผงาดขึ้นได้

การประมูลที่สร้างสถิติและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดศิลปะไทย

การประมูลที่สร้างความฮือฮาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่ The Art Auction Center ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในบ้านประมูลชั้นนำของไทย ผลงานภาพวาด “Vitruvian Man” โดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้เกิดและเติบโตในเชียงราย ได้ถูกประมูลไปในราคา 25.531 ล้านบาท (รวมค่าธรรมเนียม) ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับการประมูลศิลปะไทยที่ไม่ใช่งานการกุศล ภาพนี้เป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบขนาดใหญ่ 203 x 247.5 เซนติเมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ช่วงที่ถวัลย์เพิ่งกลับจากศึกษาต่อที่ Royal Academy of Art ในเนเธอร์แลนด์

ตามรายงานจาก The Art Auction Center ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “Vitruvian Man” ของ Leonardo da Vinci แต่ถวัลย์ได้ผสมผสานสัญลักษณ์ไทยอย่างรูปควายสามตัว ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการสะท้อนถึงรากเหง้าของตัวเองและวัฒนธรรมไทย แม้จะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ภาพนี้ถูกเก็บรักษาโดยครอบครัวชาวอเมริกันมานานกว่า 50 ปี ก่อนนำออกประมูล ทำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับแคปซูลเวลา การประมูลครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท และพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดสูงสุด

นอกจากนี้ ผลงานอื่นของถวัลย์ยังสร้างสถิติในเวทีสากล เช่น ภาพ “Scream of Sorrowful” ที่ประมูลได้ 775,644 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.6 ล้านบาท) ที่ Christie’s Hong Kong ในปีเดียวกัน สถิติเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงตลาดศิลปะไทยที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ตลาดโลกจะหดตัว ตามรายงาน The Art Market Report 2025 โดย Art Basel และ UBS Global Wealth Management ตลาดศิลปะโลกในปี 2024 หดตัวลง 12% เหลือมูลค่า 57.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ในเอเชีย โดยเฉพาะไทย ตลาดศิลปะกลับเติบโต ตามข้อมูลจาก Knight Frank Luxury Investment Index (KFLII) ซึ่งระบุว่าดัชนีการลงทุนหรูหราโลกติดลบ 3.3% ในปี 2024 โดยหมวดศิลปะหดตัวมากถึง 16-18% แต่ตลาดไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากราคายังเข้าถึงได้และมีนักสะสมในประเทศหนุนหลัง

ถวัลย์ ดัชนี “Batter of Mara / มารผจญ” (พ.ศ.2537) สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ “ถวัลย์ได้พัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์และมนุษย์ การตีความเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาเป็นโครงสร้างหลัก แล้วสื่อสารโดยใช้กระบวนการทางจิตรกรรมเป็นภาษาภาพ ด้วยรูปทรงสัญลักษณ์และตัวละครในรูปแบบเฉพาะตัวของศิลปิน เป็นหนึ่งในรูปแบบศิลปะประเพณีใหม่ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ผลงาน “มารผจญ” แสดงให้เห็นถึงแนวทางดังกล่าว ด้วยภาพพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอันเป็นประธานของภาพ สื่อถึงความนิ่งสงบไม่หวั่นเกรงต่อเหล่าสัตว์ร้ายที่ก่อกวนอยู่รายรอบ”

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส

นักวิเคราะห์อย่าง พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ได้เปิดเผยในบทความของ Forbes Thailand ถึง 7 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส ซึ่งผมจะสรุปจากข้อมูลจริงดังนี้:

  1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักสะสมโลก: ตลาดโลกหดตัวเพราะผลงานราคาสูงเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลง แต่หันมานิยมศิลปะร่วมสมัยราคาย่อมเยา ศิลปะไทยส่วนใหญ่ยังราคาไม่ถึงหลักล้านดอลลาร์ จึงได้รับประโยชน์ ตามรายงาน Artprice ซึ่งชี้ว่าการขายออนไลน์ศิลปะเอเชียเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2024
  2. กระแส Quiet Luxury: นักสะสมหันมาสนใจสิ่งที่สะท้อนรสนิยมลึกซึ้ง ไม่ใช่แบรนด์เนมทั่วไป งานศิลปะไทยตอบโจทย์นี้ โดยเฉพาะผลงานที่มีเรื่องราววัฒนธรรมอย่างของถวัลย์
  3. การลงทุนที่ผสมผสาน passion: ชาวไทยมองศิลปะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตัวอย่างเช่น ผลงานถวัลย์เพิ่มมูลค่าเฉลี่ย 15-20% ต่อปี ตามข้อมูลจาก MutualArt
  4. ราคาที่มีศักยภาพเติบโต: เมื่อเทียบกับเวียดนามหรือสิงคโปร์ ศิลปะไทยยังราคาต่ำกว่า 2-3 เท่า ทำให้มีโอกาสขึ้นราคาได้อีกมาก
  5. นักสะสมรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น: จากเดิมจำกัดกลุ่มนักธุรกิจ ตอนนี้ขยายสู่คนรุ่น millennials และ Gen Z โดย 40% ของนักสะสมใหม่ในไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี ตามสำรวจของ Bangkok Art Auction Center
  6. พลังจากภาคเอกชน: แม้รัฐบาลจะสนับสนุนน้อย แต่เอกชนอย่าง The Art Auction Center และ Nova Contemporary Gallery ที่เพิ่งขยายในปี 2025 ได้จัดงานอีเวนต์มากขึ้น สร้างดีมานด์
  7. ชาตินิยมในนักสะสมไทย: นักสะสมไทยกว่า 80% เลือกซื้อผลงานศิลปินไทย และมักชนะประมูลผลงานที่ออกนอกประเทศ สร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตามรายงานจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute

ข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยในปี 2025 ตลาดศิลปะไทยคาดเติบโต 7-10% ตาม Thailand Art and Sculpture Market Report โดย 6Wresearch ซึ่งคาดการณ์ CAGR 7.3% จนถึงปี 2031

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและประชาชนในเชียงราย

หากตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแสเช่นนี้ ชาวบ้านที่บ้านดำหรือหมู่บ้านศิลปินใกล้เคียงจะได้รับส่วนแบ่งอย่างไรหรือจะเป็นแค่ประโยชน์ของนักสะสมรวยๆ เท่านั้น การสร้างสถิติของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งมีฐานที่มั่นในเชียงรายผ่าน “บ้านดำ” (Baan Dam Museum) อาจกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เพิ่มขึ้น ตามสถิติจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ในปี 2024 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคน สร้างรายได้ 60,000 ล้านบาท โดย 25% มาจากการท่องเที่ยววัฒนธรรมและศิลปะ 

การเยี่ยมชมบ้านดำซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว 500,000 คนต่อปี หากข่าวการประมูลนี้แพร่กระจายในปี 2025 อาจเพิ่มนักท่องเที่ยวอีก 15-20% ตามแบบจำลองของ World Travel & Tourism Council (WTTC) ซึ่งคาดว่าการท่องเที่ยวศิลปะในเอเชียจะเติบโต 8% ต่อปี 

เมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด

ความเสี่ยงหากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการจัดการ อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การจราจรติดขัดในพื้นที่ดอยหรือการบุกรุกชุมชน จากรายงานของ Bank of Thailand ปี 2024 ช่องว่างรายได้ระหว่างเมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด ดังนั้น รัฐบาลท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้ในการกระจายรายได้ เช่น จัด workshop ศิลปะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าของแกลเลอรีใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคตาม The Art Market Report 2025 ตลาดศิลปะไทยมีส่วนช่วย GDP ราว 0.5-1% ผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว หากตลาดเติบโตต่อเนื่อง อาจสร้างงานใหม่กว่า 50,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะในภาคเหนือซึ่งมีศิลปินท้องถิ่นจำนวนมาก 

สำหรับชาวเชียงราย การวิเคราะห์จาก Forbes Thailand ชี้ว่า การประมูลสูงเช่นนี้จะยกมูลค่างานศิลปะท้องถิ่นให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น งานหัตถกรรมจากหมู่บ้านแม่จันอาจขายได้ราคาดีขึ้น 20-30% หากโปรโมทว่าได้รับแรงบันดาลใจจากถวัลย์ นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2024 ว่า “ศิลปะไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยยกประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย THACCA ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย

การแข่งขันในเวทีโลกผลงานถวัลย์ที่ขายดีใน Christie’s แสดงว่าศิลปะไทยมีศักยภาพสากล แต่ต้องระวังการแข่งขันจากเวียดนามซึ่งตลาดเติบโต 15% ในปี 2024 หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย เช่น จัดเทศกาลศิลปะประจำปี อาจดึงนักลงทุนต่างชาติ สร้างงานในอุตสาหกรรมเนื้อหาดิจิทัลเกี่ยวกับศิลปะล้านนา โดยสรุปการวิเคราะห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หากจัดการดี ประชาชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์จากรายได้เพิ่ม การพัฒนาทักษะ และชุมชนที่เข้มแข็ง

จากมรดกศิลปะสู่โอกาสชีวิตจริง

เรื่องราวของถวัลย์ ดัชนี เริ่มจากภาพวาดที่สร้างสถิติ และคลี่คลายสู่การเติบโตของตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก สำหรับชาวเชียงราย โอกาสนี้หมายถึงการยกระดับชีวิตผ่านการท่องเที่ยวและธุรกิจสร้างสรรค์ หากทุกฝ่ายร่วมมือ มรดกนี้จะไม่ใช่แค่ของนักสะสม แต่เป็นของชุมชนทั้งหมด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ใน Forbes Thailand
  • Nation Thailand, บทความเกี่ยวกับการประมูล Vitruvian Man (เครดิต: Nation Thailand)
  • Art Basel & UBS, The Art Market Report 2025 (เครดิต: Art Basel & UBS)
  • Knight Frank, Luxury Investment Index 2024-2025 (เครดิต: Knight Frank)
  • Christie’s, รายงานการประมูล Scream of Sorrowful (เครดิต: Christie’s)
  • 6Wresearch, Thailand Art and Sculpture Market Report (เครดิต: 6Wresearch)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

เปิดกรุสมบัติหมื่นล้าน ดร.ถวัลย์ ดัชนี“สมบัติชั่วนิรันดร์แห่งเอเชีย”

 

เปิดตัวปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่จะพาดำดิ่งสู่โลกศิลปะ และทะยานสู่โลกอนาคตไปพร้อม ๆ กันกับสุดยอดนวัตกรรมการลงทุนด้านศิลปะครั้งแรกของโลก ART INVESTMENT CENTER ”The next level of passion investment” ศูนย์กลางการลงทุนด้านศิลปะ และของสะสมล้ำค่าแบบครบวงจร ที่จะเชื่อมทั้งสองโลกเข้าไว้ด้วยกัน กับสุดยอดแพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบไร้ขีดจำกัด ระดับ The Ultimate Luxury Platforms พร้อมบริการครบจบทุกมิติในหนึ่งเดียวแบบ ONE-STOP SERVICE & ALL IN ONE SOLUTION OFFLINE / ONLINE / MOBILE ด้วยความร่วมมือระหว่าง ดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี CEO & Founder ART INVESTMENT CENTER ร่วมมือกับสุดยอดพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีทางออก เพื่อสร้างโอกาสที่ไม่เคยมีทางเลือก เพื่อเชื่อมโยงทุกเครือข่ายเพิ่มส่วนต่อขยาย สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มในผลงานศิลปะ และของสะสมล้ำค่า ส่งเสริมผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้หลักของประเทศในอนาคต และเป็นเป้าหมายของนักลงทุนจากทั่วโลก “มาร่วมกันเปลี่ยนโลกใบเก่า ด้วยการสร้างระบบนิเวศใหม่” เพื่อเป็น “ต้นแบบนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน” ปักหมุดหมายให้ประเทศไทยเป็น “กรุสมบัติ ชั่วนิรันดร์ แห่งเอเชีย”

พร้อมร่วมชมนิทรรศการครั้งสำคัญ เพื่อฉลองวาระพิเศษในโอกาสความสัมพันธ์ครบรอบ 12 ปี ระหว่าง พิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ สยามพิวรรธน์ กับ “The Eternal Treasure of Asia” “สมบัติชั่วนิรันดร์แห่งเอเชีย” เปิดกรุสมบัติหมื่นล้านจากพิพิธภัณฑ์และนักสะสมชั้นนำระดับโลก ที่รวบรวมสุดยอดของผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ตลอดจนสุดยอดของสะสมล้ำค่าระดับ World-Class ที่หาชมยาก พร้อมเปิดโอกาสให้คนรักงานศิลป์ได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น! ณ Fashion Gallery ชั้น 1สยามพารากอน

งาน Grand Opening ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ กับการแสดงชุดเภรีกำนาทเฟือนฟ้าไหวตะวัน โดยคณะ Tiger Drumเปิดตัวคฑาสุริยคราสจักราวตาร กุญแจแห่งจักรวาล สร้างโดยศิลปิน อัฐพล คำวงษ์ ผู้สร้างโกศบรรจุอัฐิของอาจารย์ถวัลย์ นำแสดงโดย คณะ The Thais พร้อมทั้งมีแขกผู้มีเกียรติหลากหลายวงการ ศิลปิน และนักสะสมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อในวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

ดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี CEO & Founder ART INVESTMENT CENTER เปิดเผยถึงสุดยอดนวัตกรรมแพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบไร้ขีดจำกัด “ART INVESTMENT CENTER” ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการตกผลึกของปัญหาที่ไม่เคยมีทางออกที่สะสมมาเป็นเวลายาวนาน เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบเก่าได้ แต่เราสามารถสร้างระบบนิเวศใหม่ให้ดีขึ้นได้ ผมต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยั่งยืนให้กับวงการ โดยใช้ประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิต บวกกับการเตรียมโครงการนี้เป็นเวลาหลายปีในการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบไร้ขีดจำกัด ในรูปแบบ The Ultimate Luxury Platforms เพื่อเชื่อมโยงทั้งสองโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งในแบบ OFFLINE และ ONLINE ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือประมูลผลงานศิลปะที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มแรกของโลกที่กล้าการันตีของแท้ 100% ทุกชิ้นงานที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มนี้ เพราะเรามีการทำงานร่วมกับพันธมิตร และหน่วยงานหลายแห่ง ทั้งภาครัฐ และเอกชนในการตรวจสอบร่วมกัน อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการจดแจ้งลิขสิทธิ์ของศิลปิน และมีการทำใบรับรองถึงสองชั้น ถือเป็นกุญแจสองดอก ทั้งในโลกจริง และโลกบล็อกเชน จากนั้นจึงจะมีการ Invitation ชิ้นงานขึ้นมาบนแพลตฟอร์มต่อไป

“เราไม่ได้หวังเป็นธุรกิจใหญ่ที่ทำกำไร แต่เราสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีทางแก้ เราจึงจำเป็นต้องแก้ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง โดยการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร เพื่อให้เป็น “แพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบไร้ขีดจำกัด” และเป็น “ต้นแบบนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน” ผ่าน 6 บริการหลัก ได้แก่ 1.ซื้อ 2.ขาย 3.แลกเปลี่ยน 4.ให้เช่า 5.บริจาค และ 
6.สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เน้นการซื้อ-ขายอย่างเดียว แต่เรามีความหลากหลายที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น “ทุกพื้นที่คือพื้นที่แห่งศิลป์” โดยสามารถให้เช่าผลงานของศิลปิน เพื่อนำไปประดับตามโครงการธุรกิจ โรงแรม โรงพยาบาล เรสซิเด้นท์ คอนโด หมู่บ้าน ร้านอาหาร คาเฟ่ และทำ E-Catalog ไว้ให้ และถ้ามีผู้สนใจซื้อ ทาง AIC ก็แบ่งผลกำไร 10% ให้กับโครงการ เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และช่วยศิลปินได้มากมายเป็นต้น

นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือศิลปินให้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานของตัวเอง และช่องทางการประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการจัดนิทรรศการศิลปะ ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการจัดแสดงนิทรรศการในแต่ละครั้ง เราจะผลงานนำขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ให้อีก 30 วัน สามารถเข้าชมบนโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24ชม. ที่สามารถชมได้ทุกที่บนโลก และยังมีบริการ Museum on mobile เป็นบริการพิเศษที่ส่งตรงถึงบ้านโดยเราจะนำผลงานศิลปะไปส่งให้พิจารณาถึงบ้าน พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา โดยในส่วนของการขายทุกผลงานที่เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม AIC จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับของทุกชิ้น โดยใช้หลักการ “ต้นแบบนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน” ของทุกชิ้นจะถูกหักรายได้ 35% โดยหัก 5% นำไปบริจาคสาธารณะกุศล  และ 10% นำไปแบ่งให้พันธมิตรที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งองคาพยพ ส่วนอีก 20% จะถูกใช้เป็นค่าบริหารจัดการแพลตฟอร์ม หรือสำหรับใครที่อยากนำผลงานศิลปะหรือของสะสมที่มีมาปล่อยเช่าหรือแลกเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มก็สามารถทำได้เช่นกัน ในส่วนของ Digital Asset หรือ การลงทุนรูปแบบใหม่ในทรัพย์สินดิจิทัล ปัจจุบัน AIC มีโครงการความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และ โทเคน เอกซ์ เพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมการลงทุนด้านศิลปะให้ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งจะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้” 

และในโอกาสพิเศษเพื่อร่วมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 12 ปี ที่พิพิธภัณฑ์บ้านดำ (Baandam Museum) ร่วมกับ สยามพิวรรธน์ สร้างสรรค์ผลงานด้านทางศิลปวัฒนธรรมมากว่าทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานเปิดตัว โครงการเหรียญสุริยะภูมิจักรวาล ในปี 2555 – 2556, Immersive Art of Thawan Duchanee ในปี 2563 และ Thailand Digital Arts Festival ในปี 2565 ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นท่ามกลางอาณาจักรสยามพิวรรธน์

โดยครั้งนี้เป็นการแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญ  “The Eternal Treasure of Asia” “สมบัติชั่วนิรันดร์แห่งเอเชีย” เปิดกรุสมบัติหมื่นล้านจากพิพิธภัณฑ์ และนักสะสมชั้นนำระดับโลก ที่รวบรวมสุดยอดของผลงานศิลปะ ระดับ Masterpiece ศิลปินแห่งชาติ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ตลอดจนสุดยอดของสะสมล้ำค่าระดับ World-Class หลากแขนง นำเสนอในมุมมองใหม่ โดยเล่าเรื่องราวผ่านวัตถุจัดแสดง เช่น “ตำนานเทพศาสตราวุธ ศาสตร์และศิลป์ จิตวิญญาณแห่งตะวันออก” จัดแสดงศาสตราวุธแห่งจิตวิญญาณ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และสุดยอดประติมากรรมยานยนต์เหนือกาลเวลา รวมสุดยอดรถยนต์คลาสสิค มอเตอร์ไซค์คลาสสิค ในตำนาน และซุปเปอร์คาร์ลิมิเต็ดหายาก และอื่นๆ อีกมากมาย 

สำหรับนิทรรศการ “The Eternal Treasure of Asia : สมบัติชั่วนิรันดร์แห่งเอเชีย” จัดแสดงให้ได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด โดยภายในนิทรรศการประกอบด้วย 

ศิลปะสร้างโลก ความรักปรากฏรูป ผลงานศิลปะระดับตำนาน ที่ไม่เคยนำมาจัดแสดงที่ไหนมาก่อน อาทิ ผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ ”มารผจญ“ และภาพผลงานชุด “หนุมาน” ผลงานชุดสุดท้ายของถวัลย์ ดัชนี, ประติมากรรมรูปปั้นศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวงการศิลปะไทยร่วมสมัย ผลงานปั้นของอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ผู้ที่อาจารย์ศิลป์เรียกว่า “ลูก” 

ศรัทธา ประติมา ปาฏิหาริย์ พลังแห่งวัตถุมงคลล้ำค่า มรดกทางภูมิปัญญาของสยามประเทศ “The Spirit of Siam” จัดแสดงพระเครื่องและเครื่องรางหายาก มรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมองค์สำคัญ อาทิ สุดยอดมีดหมอด้ามแกะ เทพศาสตรา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์, สุดยอดพระขรรค์เขาควายเผือกหลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก เพชรบุรี, สุดยอดท้าวเวสสุวรรณวัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ และท้าวเวสสุวรรณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

เทพศาสตราวุธ ศาสตร์และศิลป์แห่งจิตวิญญาณ จัดแสงดาบสำคัญในประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของวิถีแห่ง Bushido อาทิ ชุดเกราะมังกร ตระกูลซามูไร ยานางิซาวะ ดาบโอดาจิ ดาบเทพเจ้ามังกร ถูกตีขึ้นใน ศตวรรษที่ 18 เพื่อถวายเทพเจ้า แห่ง โทโยคาวะอินาริ (วัดเมียวกอนจิ) ศาลเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ 1ใน 3 ที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น จาก Japanese Sword Museum Thailand

ประติมากรรมยานยนต์เหนือกาลเวลา  รวมสุดยอดยานยนต์ ทั้งเรือ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์คลาสสิค และซุปเปอร์คาร์ น่าสะสม อาทิ เรือสปีดโบ้ทสุดคลาสสิก แบรนด์ Century เรือวินเทจ ปี 1954 เครื่อง V8, มอเตอร์ไซด์ Vincent (Black shadow) ปี 1953 ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 230 กม. / ชม. ซึ่งถือเป็นไฮเอนด์ของมอเตอร์ไซด์คลาสสิก, Ariel มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์อังกฤษที่หายากและมีความสวยงาม, รถยนต์ Rolls-Royce “ลักษณ์ประทับ” เปิดประทุน ปี 1951 ซึ่งเป็นรุ่นที่หายาก, รถยนต์ Porsche 356A ปี 1958, รถซุปเปอร์คาร์  Ferrari Light Weight version “The Racing DNA” รุ่น Ferrari 360 Challenge Stardare,  Ferrari 430 Scuderia, Ferrari 458 Speciale, Fiat Abarth 695 TributoFerrari เป็นต้น

คฑาสุริยะศราสจักราวตาร  ผลงานศิลปะชิ้นสำคัญ แรงบันดาลใจจากกุญแจไขจักรวาล สู่ประติมากรรมโลหะล้ำค่า สร้างขึ้นครบรอบ 12 ปี     

แหวนพยัคฆินราชตะปบชาติอาชาไนย เปิดตัว Thawan X Parcthai ที่นำแรงบันดาลใจจากผลงานศิลปะกับงาน High Jewelry มาหลอมรวมไว้เป็นหนึ่งเดียว

ห้ามพลาด! การแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญที่นักสะสมงานศิลป์และคนรักงานอาร์ต “The Eternal Treasure of Asia” “สมบัติชั่วนิรันดร์แห่งเอเชีย” ชมกรุสมบัติหมื่นล้านจากพิพิธภัณฑ์และนักสะสมชั้นนำระดับโลก ณ Fashion Gallery ชั้น 1สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 กันยายนนี้ เท่านั้น!!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สยามพารากอน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

หมูป่า ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ปิดยอดประมูลที่ 1,856,800 บาท

 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ JWD Art Space มีการจัดงานประมูล “Voyage De l’Art” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง The Art Auction Center และ De Siam ให้ทุกท่านได้เลือกสรรผลงานที่น่าสนใจมากกว่า 122 ชิ้นงาน 
 

โดยได้รับความสนใจจากคนรักงานศิลปะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ร่วมเดินทางไปสำรวจดินแดนอันกว้างใหญ่และไร้ขอบเขตกันอย่างหนาตาที่ JWD Art Space ส่งผลให้บรรยากาศการประมูลเต็มไปด้วยสีสันและเรียกเสียงฮือฮาเป็นระยะ และภาพอีกหนึ่งผลงานหาชมยากอย่าง หมูป่า ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ปิดยอดประมูลได้ถึง 1,856,800 บาท

 

ผลงานศิลปะที่เข้าร่วมงาน VOYAGE DE L’ART มีทั้งหมด 122 ชิ้น นำมาจัดแสดงเป็น 8 โซน 8 ดินแดนที่รอคอยการสำรวจ รวบรวมผลงานศิลปะหลากหลายแขนงของศิลปินชื่อดังชาวไทยและต่างชาติ โดยมี “หีบเดินทาง” (Trunk) วินเทจของ Louis Vuitton และ Goyard โดย ดี สยาม เป็นจุดเช็กอินที่ทุกคนแวะมาถ่ายภาพ สะท้อนความเป็นเพื่อนคู่ใจของนักเดินทาง ก่อนจะกลายเป็นของสะสมอันทรงคุณค่าที่บ่งบอกถึงสไตล์และเสน่ห์ข้ามกาลเวลา

 

การเดินทางของงานศิลปะหาชมยากถือเป็นประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ โดยมีนางเอกของการประมูลที่สร้างสีสันให้คนรักงานศิลป์ร่วมประมูลกันอย่างดุเดือดต้องยกให้ไฮไลต์ทั้ง 10 ชิ้น ผลงานของศิลปินระดับ Old Master ยังครองบัลลังก์อย่างสง่างาม เคียงคู่กับศิลปินยุคใหม่มากฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น

  1. Stupa (สถูป) ผลงานของมณเฑียร บุญมา
  2. Landlord of The Earth ผลงานของถวัลย์ ดัชนี
  3. นกอินทรี ผลงานของถวัลย์ ดัชนี
  4. Business Talk ผลงานของนที อุตฤทธิ์
  5. หมูป่า ผลงานของถวัลย์ ดัชนี
  6. Duck Out No.2 ผลงานของ Alex Face (พัชรพล แตงรื่น)
  7. Freedom of Speech ผลงานของ MUEBON (มือบอญ)
  8. The Waiting Pink Version ผลงานของ ‘มอลลี่’ นิสา ศรีคำดี
  9. มิสเตอร์ครีม (Mr.Kreme) ผลงานของวรกันต์ จงธนพิพัฒน์
  10. ปากปีจอ ผลงานของวันดา ใจมา

สุดท้ายภาพของถวัลย์ ดัชนี สามารถทำเงินได้ทั้งหมดถึง 8,471,650 บาท โดยทั้ง 3 ภาพคือ

  • Landlord of The Earth ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ปิดยอดประมูลที่ 4,409,900 บาท งานชิ้นใหญ่ซึ่งใช้เวลาในการสร้างสรรค์นานและใช้ความละเอียดพิถีพิถันมาก เวลาวาดอาจารย์ถวัลย์จะนอนคว่ำเอาอกหนุนหมอนไว้แล้วใช้ปากกาค่อย ๆ ฝน ให้มีน้ำหนักอ่อนแก่จนเกิดเป็นภาพคนที่มีหัวเป็นสัตว์ เป็นงานซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีมาก ทั้งที่เวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว
  • นกอินทรี ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ปิดยอดประมูลที่ 2,204,950 บาท ภาพจิตรกรรรมที่เกิดจากการตวัดฝีแปรงอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์อันเป็นภาพจำของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี โดยวาดเป็นนกอินทรีที่แสดงถึงพละกำลังและความแข็งแกร่ง
  • หมูป่า ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ปิดยอดประมูลที่ 1,856,800 บาท อีกหนึ่งผลงานหาชมยาก สะท้อนคาแรกเตอร์ของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้อย่างทรงพลัง อันเกิดจากการตวัดฝีแปรงอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ที่แสดงถึงพละกำลังและความแข็งแกร่งของสัตว์ต่าง ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

นิทรรศการ “VOYAGE DE L’ART” จัดขึ้นที่ JWD Art Space ชั้น 3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 233 7939 และ 065 097 9909 ติดตามการประมูลงานศิลปะของ The Art Auction Center ครั้งต่อไปได้เร็ว ๆ นี้ และถ้าอยากชมนิทรรศการศิลปะหาชมยาก หรือเข้าร่วมการประมูลครั้งต่อไปติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/theartauctioncenter

ประวัติ ถวัลย์ ดัชนี

ถวัลย์ ดัชนี เกิดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2482 ที่จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรของนายศรี และนางบัวคำ (พรหมสา) ดัชนี เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 4 คน ได้แก่ พ.ต.สว่าง ดัชนี นายสมจิตต์ ดัชนี และนายวสันต์ ดัชนี สมรสกับนางคำเอ้ย มีบุตรชาย 1 คน คือ นายดอยธิเบศร์ ดัชนี 

 

ถวัลย์ ดัชนี ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2544 

 

ประวัติการศึกษา

พ.ศ. 2485-2491 ศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

พ.ศ. 2492-2498 ศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

พ.ศ. 2498-2500 ศึกษาระดับครูประถมการช่าง (ปปช.) จากโรงเรียนเพาะช่าง

พ.ศ. 2500 – 2505 ศึกษาปริญญาตรีศิลปบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะจิตรกรรมประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

พ.ศ. 2506 – 2512 ศึกษาระดับปริญญาโท ทางด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง และปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ ที่ราชวิทยาลัยศิลปแห่งชาติ อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ (RIJKS AKADEMIE VAN BEELDEN DE KUNSTEN AMSTERDAM NEDERLAND)

 

คนไทยไม่ยอมรับผลงาน

เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น รูปเขียนขนาดใหญ่ของเขาหลายรูปถูกนักเรียนกรีดทำลาย เว็บไซต์หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรรยายเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “รูปเขียนขนาดใหญ่ของเขาหลายรูป ถูกนักเรียนกรีดทำลายด้วยเหตุที่ว่างานของเขานั้นดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ทำให้ถวัลย์ ดัชนี เลิกแสดงผลงานในประเทศไทยไปนานหลายปี กว่าคนไทยจะยอมรับได้ ก็ต้องใช้เวลานานถึงสามสิบกว่าปี”

 

หลังจาก ถวัลย์เลิกแสดงงานศิลปะในไทย การชื่นชมผลงานของถวัลย์ ส่วนใหญ่ต้องผ่านหนังสือหรือสื่อต่างประเทศ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษางานศิลปะในหมู่นักศึกษาและผู้สนใจงานศิลปะ แต่ยังมีกลุ่มบุคคลสำคัญในแวดวงศิลปะในไทยสนับสนุน ผลงานของถวัลย์ ยังแพร่หลายไปในหลายประเทศทั่วโลก ในปัจจุบันผลงานของเขาได้รับการยอมรับ และได้รับการยกย่องชื่นชมว่าเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ อีกทั้งเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมงานศิลปะทั่วไปอีกด้วย

 

เสียชีวิต

ถวัลย์ ดัชนี ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ จากอาการตับวาย เวลา 02.15 น. ของวันที่ 3 กันยายน 2557 ถวัลย์ ดัชนี มีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน และความดัน เมื่อประมาณปี 2555 ได้เข้ารับการรักษาโรคต่อมลูกหมากโตซึ่งมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ต่อมาเมื่อต้นปี 2557 ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย และในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างจริงจัง จนกระทั่งพบว่าเชื้อมะเร็งลุกลามไปที่ตับและปอด มีอาการไตวาย จากนั้นอาการทรุดหนักจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : The Art Auction Center

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE VIDEO

ชุดการแสดง “ดนตรีเทพเจ้า”

จุดเริ่มต้นของ “พิณ เปี๊ยะ” เครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนา อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้ยินเสียง  “พิณ เปี๊ยะ”  ที่โรงละครโอเปรา ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ.2513 เป็นครั้งแรกของการได้ยิน ได้ฟังดนตรีชิ้นนี้ เป็นความประทับใจ หลังจากได้กลับมาที่ประเทศไทยอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้ตามหาคนที่เล่น “พิณ เปี๊ยะ” ในครั้งนั้น แต่ทราบมาว่าท่านนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมาได้พยายามค้นหาจึงพบว่ามีอีกท่านที่เล่นได้ดีมากๆ คือ พ่ออุ๊ย เปียโนจัง หรือ อุ๊ยคำแปง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2444 ซึ่งอาศัยอยู่ที่เวียงเชียงราย และเลิกเล่น “พิณ เปี๊ยะ” กว่า 70 ปีแล้ว โดยหัว “พิณ เปี๊ยะ” ก็เอาไปเก็บไว้ใต้เตียง ส่วนตัวของ “พิณ เปี๊ยะ” ตัวลูกเองก็เอาไปทำเป็นด้ามมีด

               อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ยื่นข้อเสนอจะตอบแทนค่าเสียเวลาให้ พร้อมจะดูแล อุ๊ยคำแปง ถ้ากลับมาเล่น “พิณ เปี๊ยะ”

ให้เสียงกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง หลังจากพ่ออุ๊ย เปียโนจัง หรือ อุ๊ยคำแปง กลับมาสืบสาน กระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความสำคัญยกย่องพ่ออุ๊ย เปียโนจัง เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้าน “พิณ เปี๊ยะ”  

               ไม่แปลกที่เราจะเห็นเครื่องดนตรี “พิณ เปี๊ยะ”  ในพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ถือเป็นของรักของหวงของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ถือเป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่า โดยหัว “พิณ เปี๊ยะ”  นิยมทำมาจาก งาช้าง เขาสัตว์ หรือโลหะเป็นรูปหัวสัตว์ พิณเปี๊ยะมีคันทวนยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ตอนปลายคันทวนทำด้วยเหล็กทองเหลืองเรียกว่าหัวพิณเปี๊ยะ สำหรับใช้เป็นที่พาดสาย ใช้สายทองเหลืองเป็นพื้น สายทองเหลืองนี้จะพาดผ่านสลักตรงกะลาแล้วต่อไปผูกกับสลักตรงด้านซ้าย สายของพิณเปี๊ยะมีทั้ง 2 สายและ 4 สาย กะโหลกของพิณเปี๊ยะทำด้วยเปลือกน้ำเต้าตัดครึ่งหรือกะลามะพร้าว ก็ได้เวลาดีด

ซึ่งชุดการแสดงนี้ทาง ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดอนลาว ผู้มากความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองเหนือ ทั้งดนตรีพื้นเมือง ลีลาชั้นเชิง “เจิง” และอักขระภาษาล้านนา ได้นำเสนอผลงานบรรเลงพิณเปี๊ยะ พร้อมประกอบด้วยการแสดงจากศิลปินกลุ่มเดอะไทยส์ และได้รับเกียรติจากพิชญ์ บุษเนียร ศิลปินการแสดง จ.เชียงราย ควบคุมการแสดง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE VIDEO

ชุดการแสดง “ป้าดก๊อง ฟ้อน ฮ่ำ วันทาครู”

 

ชุดการแสดง “ป้าดก๊อง ฟ้อน ฮ่ำ วันทาครู” แสดงในงานวันถวัลย์ไม่ใช่เพื่อถวัลย์ แต่จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงสะเทือนเฟือนไหวให้วงการศิลปะ ในวันที่ 27 กันยายน ของทุกปี ถือเป็น “วันถวัลย์ ดัชนี” เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นศูนย์รวมของผู้ที่รักในศิลปะและอาจารย์ถวัลย์ ได้มาร่วมกันประกอบกิจกรรม เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ และ สืบสานปณิธาน และอุดมการณ์ของท่านสืบต่อไป 

อ่านต่อ : https://nakornchiangrainews.com/thawan-duchanee-27-sept-baan-dam-museum/

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : พิพิธภัณฑ์บ้านดำ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE VIDEO

วันถวัลย์ไม่ใช่เพื่อถวัลย์ 27 ก.ย. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

 

 

เมื่อวันที่ 27 กันยายน พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้ได้สมญานาม “จักรพรรดิบนผืนผ้าใบ“ ศิลปินคนสำคัญด้านจิตรกรรมร่วมสมัยของไทย  ผู้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีจิตวิญญาณตะวันออก แต่ถ่ายทอดในแบบตะวันตก จนเป็นที่ยอมรับ และยกย่องในระดับสากล  การดำเนินงานโครงการศิลปินรำลึก เนื่องในวันถวัลย์ ดัชนี ประจำปีเพื่อเป็นการส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ท่านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

ได้จัดงานวันถวัลย์ไม่ใช่เพื่อถวัลย์ แต่จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงสะเทือนเฟือนไหวให้วงการศิลปะไทยให้เกิดเป็นแรงกระฉอกระรอกกระเพื่อมให้เรือใบไม้ที่เอาไว้พริ้วคลื่นในโมงยามของอาจารย์ถวัลย์ที่ได้สร้างทิ้งไว้ให้โลกใบนี้ได้ถึงฝั่งฝัน เป็นพาหนะนำทางจิตวิญญาณจากรุ่นสู่รุ่นไปยังประตูวิหารแห่งศิลปะ

ซึ่งภายในงานมีการมอบรางวัล Thawan  Duchanee Arts and Culture Prize รางวัลที่จัดสร้างขึ้น เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และให้กำลังใจแก่ศิลปิน ตลอดจนบุคลากรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ผู้มีส่วนขับเคลื่อน และสร้างคุณูปการต่อแผ่นดิน เป็นรางวัลที่นำเอาลวดลายผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี “กนกเปลวนาคราช” มาใช้ในการออกแบบ และถูกรังสรรค์ขึ้นจากช่างยอดฝีมือของพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ผู้ได้รับการคัดเลือกจากอาจารย์ถวัลย์ ผู้ฝึกฝนเคี่ยวกรำนานกว่า 30 ปี จนเป็นยอดสล่าแห่งบ้านดำ เป็นผู้จำหลักลายบนบานประตูมหาวิหาร แกะสลักรางวัลอย่างวิจิตรบรรจงลงบนไม้สักทองเพียงท่อนเดียว ใช้เวลาสร้างนับปี เพื่อให้เหมาะสมควรค่าแก่ผู้รับรางวัลอันทรงเกียรติทุกท่าน

ในพิธีมอบรางวัล Thawan Arts and Culture Prize โดยท่านเสริมศักดิ์  พงษ์พาณิช รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมาย  ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ พร้อมด้วย นายโกวิท ผกามาศ  อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ นางสลักจฤฎดิ์  ติยะไพรัช ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นางสาวมนุพร เหลืองอร่าม นายอังกฤษ อัจฉริยะโสภณ ภัณฑรักษ์ พร้อมข้าราชการในสังกัดและคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประกอบด้วย  นางสาวปรานิสา เตียวพิพิธพร ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายและชุมชน  นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม  นางพรนิภา บัวพิมพ์ ผู้อำนวยการกลุ่มสวัสดิการฯ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นางสาวธิคำพร อดทน ผู้อำนวยการกลุ่มยกย่องเชิดชูเกียรติฯ กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นางสลักจิตร ศรีชัย ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสานวัฒนธรรม นางมณฑิรา สวัสดิรักษา หัวหน้ากลุ่มคลังข้อมูลกองทุนฯ  นางสาวกิ่งทอง มหาพรไพศาล นายช่างภาพชำนาญงาน นางลักขณา คุณาวิชยานนท์ กรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม  เข้าร่วมพิธีดังกล่าว

โดยครั้งนี้ ดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ได้แจ้งให้ผู้รับรางวัล Thawan Duchanee Arts and Culture Prize สาขา Culture Prize ครบรอบปีที่ 9  ทั้งหมด 5 รางวัลได้แก่

  1. พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์ พบโชค ติสฺสวํโส) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง จังหวัด เชียงราย
  2. พระครูโสภณศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เจ้าคณะตำบลเวียง เขต ๑ จังหวัด เชียงราย
  3. ท่านโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  4. คุณบุญชัย คิวสุวรรณ ผู้ก่อตั้งร้านไม้มุงเงิน ผู้ส่งเสริมภูมิปัญญาสล่าแกะไม้แห่งล้านนา
  5. สล่าคำจันทร์ ยาโน สล่าเก๊าผู้สลักเสลาชีวิตลงบนน้ำบวย ผู้สืบสานตำนาน พ่ออุ๊ยแสง ลือสุวรรณ แห่งบ้านถ้ำผาตอง

ในการมอบรางวัล ครบรอบปีที่ 9 ในครั้งนี้ ทางพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาร่วมกัน และมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทุกท่านที่ได้รับรางวัลมิใช่เป็นเพียงทรัพยากรบุคอันทรงคุณค่าที่สร้างคุณูปการต่อส่วนรวมจนเป็นที่ยอมรับเท่านั้น แต่ทุกท่านคือผู้เสียสละ ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อวงการศิลปวัฒนธรรม จนประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ท่านยังเป็นแบบอย่างที่ดีงาม เป็นผู้ชี้แนะแนวทางต่างๆ พร้อมช่วยเหลือสนับสนุนวงการศิลปวัฒนธรรม ให้เดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

แม้ในวันนี้ ร่างกายท่านอาจจะไม่คงอยู่แล้ว แต่จิตวิญญาณและลมหายใจของท่านจะยังคงอยู่ในผลงานศิลปะของท่านตลอดไป และเป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าในวันที่  27 กันยายน ของทุกปี ถือเป็น “วันถวัลย์ ดัชนี” เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นศูนย์รวมของผู้ที่รักในศิลปะและอาจารย์ถวัลย์ ได้มาร่วมกันประกอบกิจกรรม เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ และ สืบสานปณิธาน และอุดมการณ์ของท่านสืบต่อไป

          และนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมาย นางพัชรนันท์ แก้วจินดา ผอ.กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม นางพรทิวา ขันธะมาลา ผอ.กลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม นางสาวกฤษยา จันแดง ผอ.กลุ่มกิจการพิเศษ พร้อมด้วยข้าราชการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สนับสนุนและร่วมพิธีทางศาสนา ทำบุญตักบาตรและพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน กิจกรรมแสดงทางศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการศิลปกรรม และการออกร้านตลาดนัดศิลปะ “กาดหมั้วคัวศิลป์”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News