Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

อบจ.เชียงราย ใช้มวยไทยสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้เยาวชนเชียงแสน ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา

นายก อบจ.เชียงราย เปิดสังเวียนมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ชูพลังเยาวชนสืบสานศิลปะประจำชาติ

เชียงราย, 4 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงกลองเชียร์กระทบอากาศหนาวของเชียงแสนในค่ำคืนต้นกุมภาพันธ์ ผู้คนหลากวัยทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่รอบสังเวียน บางคนมากับลูกหลาน บางคนเป็นนักมวยรุ่นเยาว์ที่สวมผ้าพันมือแน่นรอคิวขึ้นชก ขณะที่อีกมุมหนึ่งของลานวัด การทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชคยังดำเนินควบคู่ไปกับมหรสพสมโภชอย่างคึกคัก ภาพทั้งหมดอาจดูเป็นเพียงงานวัดประจำปี แต่สำหรับชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากยาเสพติดมาอย่างยาวนาน “สังเวียนมวยไทย” ถูกวางบทบาทเป็นมากกว่าความบันเทิง หากเป็นพื้นที่ฝึกวินัยและพลังใจให้เยาวชนได้เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

เปิดการแข่งขันมวยไทยในวัดงิ้วแก้วพัฒนา เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน

ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุว่า เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันชกมวยไทย ภายในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา บ้านงิ้วเฒ่า ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง และมีการจัดคู่ชกมวยไทยรวม 9 คู่

สาระสำคัญที่ผู้จัดงานสื่อสารต่อสาธารณะในครั้งนี้คือการใช้ “กีฬามวยไทย” เป็นเครื่องมือเชิงสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติด ควบคู่กับการสืบสานศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา

ทำไมชุมชนชายแดนจึงเลือกกีฬาเป็นแนวหน้าในการป้องกัน

คำว่า “ต้านภัยยาเสพติด” ถูกใช้ในงานหลายรูปแบบทั่วประเทศมานาน ทั้งเวทีวิ่งเพื่อสุขภาพ ดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมอาสา แต่การหยิบมวยไทยมาเป็นแกนกลางมีความหมายเฉพาะในบริบทภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและการเดินทางข้ามพื้นที่

ในมิติภาพใหญ่ ข้อมูลของ UNODC ชี้ว่าเมทแอมเฟตามีนยังเป็นปัญหาหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุแนวโน้มการผลิตและการค้ายังอยู่ในระดับสูง แม้หลายประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ตาม ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันที่ไหลมาถึงพื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ชุมชนจำนวนมากพยายามสร้าง “กลไกป้องกันทางสังคม” ที่ทำได้ทันทีในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ในระดับฐานราก สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน โดยมีสัดส่วนหนึ่งของประชาชนที่ระบุว่า “ยาเสพติด” เป็นปัญหาในชุมชนของตน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความกังวลไม่ได้หายไปจากชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก เมื่อปัญหายังถูกมองว่าอยู่ใกล้ตัว เครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างกีฬา จึงถูกใช้เพื่อดึงเด็กออกจากวงจรเสี่ยง และทำให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางเลือกที่จับต้องได้

มวยไทยในฐานะวินัย ไม่ใช่แค่การชก

หัวใจของมวยไทยไม่ได้อยู่ที่หมัดหรือแข้งอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการฝึกซ้ำ การเคารพครู การคุมอารมณ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่แปลงเป็นพฤติกรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน

การฝึกมวยไทยบังคับให้เด็กต้องจัดตารางเวลา ต้องตื่นซ้อม ต้องฟังคำสั่ง ต้องรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง และต้องรู้จักขอบเขต เมื่อกีฬาแบบนี้ถูกวางอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างลานวัด เด็กจำนวนหนึ่งจะได้แรงหนุนจากสายตาของชุมชน นี่คือกลไกสำคัญที่ต่างจากการฝึกแบบปัจเจก เพราะ “ผู้ใหญ่ทั้งชุมชน” กลายเป็นพยานของความพยายาม และกลายเป็นเครือข่ายคอยประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดจากเส้นทาง

งานบุญ งานวัด และเศรษฐกิจชุมชนที่เดินไปพร้อมกัน

ผู้จัดงานระบุว่าการแข่งขันมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหรสพสมโภชในงานบุญประเพณีประจำปีของวัดงิ้วแก้วพัฒนา โดยภายในงานยังมีกิจกรรมทางศาสนา พิธีสรงน้ำพระธาตุพบโชคเพื่อความเป็นสิริมงคล การแสดงรำวงย้อนยุค และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของคนในชุมชน

มิติที่น่าสนใจคือกิจกรรมแบบนี้ทำงานพร้อมกันหลายชั้น
ชั้นแรกคือชั้นวัฒนธรรม ที่ยึดโยงคนกับศรัทธาและประเพณี
ชั้นที่สองคือชั้นสังคม ที่สร้างพื้นที่รวมตัวของครอบครัวและเยาวชน
ชั้นที่สามคือชั้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้เงินหมุนในชุมชนผ่านร้านค้าและการจับจ่าย

เมื่อทั้งสามชั้นเกิดพร้อมกัน “ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่” จะเพิ่มขึ้น และความร่วมมือของชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการป้องกันปัญหายาเสพติด เพราะการป้องกันที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่จับเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดปัจจัยผลักและเพิ่มปัจจัยดึงให้เด็กมีพื้นที่ยืนในสังคม

บทบาทของ อบจ. ในการผลักดันกีฬาเพื่อสังคม

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนกีฬาในระดับชุมชนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องกิจกรรม แต่ในทางนโยบาย กีฬาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ทางสังคม

กรณีการแข่งขันมวยไทยในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่ามุ่งให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และสร้างภูมิคุ้มกันจากยาเสพติด หากมองในเชิงระบบ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการระหว่างวัด ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานท้องถิ่น โดยใช้กิจกรรมที่คนเข้าร่วมจริงเป็นฐาน

สิ่งที่ทำให้งานแบบนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเกิดในอำเภอเชียงแสนซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชายแดน ความหนาแน่นของผู้คน การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจ ทำให้การดูแลเยาวชนต้องใช้ “เครือข่ายในพื้นที่” มากกว่าคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขที่สะท้อนว่าโจทย์ยาเสพติดยังไม่จบ

กิจกรรมกีฬา แต่การทำความเข้าใจโจทย์ยาเสพติดจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า นี่คือปัญหาโครงสร้างที่ยาวนานและข้ามพรมแดน

ข้อมูลจาก UNODC ในช่วงไม่กี่ปีหลังสะท้อนว่าการผลิตและการลักลอบค้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง และการยึดของกลางจำนวนมากในหลายประเทศเป็นหลักฐานว่าตลาดยังทำงานอยู่ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจระดับชุมชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนการรับรู้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่าแรงกดดันทางสังคมยังปรากฏในชีวิตผู้คน

เมื่อ “ต้นทาง” ยังร้อนแรง และ “ปลายทาง” ยังรู้สึกใกล้ตัว กลไกเชิงชุมชนอย่างกีฬา ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่สร้างสรรค์จึงถูกยกระดับเป็นแนวป้องกันด่านหน้า เพื่อซื้อเวลาให้การบังคับใช้กฎหมาย การบำบัด และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานได้เต็มที่ขึ้น

มวยไทยกับ Soft Power แบบที่ชุมชนจับต้องได้

คำว่า Soft Power มักถูกพูดถึงในเวทีนโยบายระดับประเทศ แต่ในระดับหมู่บ้าน Soft Power แปลว่า “สิ่งที่เรามีแล้วคนภายนอกเห็นคุณค่า” และมวยไทยคือหนึ่งในนั้น

ในงานวัดหนึ่งคืน เด็กที่ขึ้นชกอาจไม่ได้คิดถึงเวทีโลก แต่เขาได้เรียนรู้ว่าความพยายามของตนมีคนดู มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ยอมรับ นี่คือรากฐานของความภาคภูมิใจและการมีตัวตนในสังคม และเมื่อเด็กมีตัวตน เขามีโอกาสน้อยลงที่จะมองหาการยอมรับจากกลุ่มเสี่ยงหรือสารเสพติด

ในมุมนี้ การสืบสานมวยไทยจึงไม่ได้แยกจากการป้องกันยาเสพติด หากเป็นการทำงานกับ “ใจ” และ “สังกัดทางสังคม” ของเยาวชนโดยตรง

คำถามชวนคิดที่สังคมต้องตอบร่วมกัน

งานมวยไทยต้านภัยยาเสพติดอาจจัดได้ปีละครั้ง แต่คำถามคืออีก 364 วัน เยาวชนในพื้นที่มีพื้นที่แบบเดียวกันหรือไม่
มีครูมวย มีสนาม มีอุปกรณ์ มีคนพาไปซ้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่
และที่สำคัญ ครอบครัวมีเวลาพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานหรือไม่

ตัวเลขและรายงานระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคช่วยให้เห็นขนาดของปัญหา แต่คำตอบของการเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งมักอยู่ที่กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้จริงในชุมชน นั่นคือเหตุผลที่กิจกรรมกีฬาในงานบุญงานวัดยังมีความหมาย แม้จะไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา

สรุปภาพรวมและก้าวต่อไป

การแข่งขันมวยไทยในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน เป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมและกีฬาเป็นฐาน สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนและครอบครัวได้รวมตัวกัน พร้อมส่งสารเชิงนโยบายเรื่องการป้องกันยาเสพติดในแบบที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง

ท่ามกลางบริบทที่รายงานระดับภูมิภาคยังชี้ว่ายาเสพติดสังเคราะห์เป็นแรงกดดันต่อเนื่อง และการสำรวจระดับชุมชนยังสะท้อนความกังวลของประชาชน กิจกรรมอย่างมวยไทยจึงถูกมองเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างวินัย สร้างสุขภาวะ และสร้างเครือข่ายคุ้มกันทางสังคม เพื่อให้เยาวชนมีทางเลือกที่มั่นคงขึ้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของมาตรการต้านภัยยาเสพติดอาจไม่ได้วัดที่เสียงเชียร์ดังแค่ไหน แต่จะวัดที่เช้าวันถัดไป เด็กคนเดิมยังกลับไปซ้อม ยังอยู่ในเส้นทางที่มีครู มีชุมชน และมีความหวังหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดกิจกรรมการแข่งขันมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน จากการประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ เอกสารผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน
  • United Nations Office on Drugs and Crime รายงานภาพรวมยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายร่วมมือ 12 หน่วยงาน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผ่านบำบัดและส่งเสริมอาชีพ

เชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผ่านกระบวนการบำบัดและส่งเสริมอาชีพ

เชียงราย, 4 กุมภาพันธ์ 2568 – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมลงนามกับเทศบาลนครเชียงรายและภาคีเครือข่าย 12 หน่วยงาน เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผ่านกระบวนการบำบัดและการส่งเสริมอาชีพ เพื่อคืนคนดีสู่สังคม ลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้มั่นคงยั่งยืน

การบูรณาการร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องประชุมสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ร่วมประชุมกับภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายมิติ

การประชุมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศาลแขวงเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พัฒนาการจังหวัด เกษตรจังหวัด แรงงานจังหวัด วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการดำเนินงาน “เทศบาลนครเชียงราย โมเดล”

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ซึ่งเทศบาลนครเชียงรายจะเป็นหน่วยงานนำร่องในการขับเคลื่อนโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยใช้แนวทาง บำบัด-ฟื้นฟู-ส่งเสริมอาชีพ” อย่างครบวงจร

  • บำบัดและฟื้นฟู: จัดให้มีศูนย์บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อปรับทัศนคติและสร้างแรงจูงใจในการกลับคืนสู่สังคม
  • ส่งเสริมอาชีพ: ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันให้การสนับสนุนด้านอาชีพ โดยการฝึกอบรมทักษะ สร้างโอกาสการจ้างงาน และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่ผ่านการบำบัด เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า “เทศบาลนครเชียงรายพร้อมเป็นศูนย์กลางในการดำเนินโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ถึงแม้จะเป็นโครงการใหม่ แต่เรามั่นใจว่าทุกภาคส่วนพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองได้มีชีวิตใหม่ และสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคง”

การสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างสังคมปลอดยาเสพติด

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยแต่ละหน่วยงานมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย: ดูแลด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์: ให้บริการทางการแพทย์และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย: สนับสนุนด้านสวัสดิการและการฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัด
  • สำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงราย: สนับสนุนการจ้างงานและพัฒนาอาชีพ
  • มหาวิทยาลัยพะเยา และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย: ให้ความรู้และฝึกอบรมอาชีพ

บทสรุป

การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยเน้นการบำบัด ฟื้นฟู และส่งเสริมอาชีพ เพื่อลดอัตราการกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ และช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. โครงการ “เทศบาลนครเชียงราย โมเดล” มีเป้าหมายอะไร?
    • มีเป้าหมายเพื่อบำบัด ฟื้นฟู และส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ติดยาเสพติดที่ต้องการกลับตัวเป็นคนดีของสังคม
  2. ใครสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้บ้าง?
    • ผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษายาเสพติดและต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมถึงประชาชนที่ต้องการสนับสนุนและร่วมมือกับภาครัฐ
  3. หน่วยงานใดมีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการนี้?
    • หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลนครเชียงราย สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัยในพื้นที่
  4. โครงการนี้ช่วยลดปัญหายาเสพติดในเชียงรายได้อย่างไร?
    • โดยใช้แนวทางบำบัดที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้โอกาสทางอาชีพเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก
  5. ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้หรือไม่?
    • ได้ โดยสามารถเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร สนับสนุนการฝึกอบรมอาชีพ หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมปลอดยาเสพติด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE