Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวหาย! เจาะ 3 ตลาดโอกาสใหม่ ดันเชียงรายชิงส่วนแบ่งจากอัตราเข้าพักที่ยังว่าง

อัตราเข้าพัก 55.5%” กับโจทย์ใหญ่ของโรงแรมเชียงราย ทำอย่างไรให้รายได้อันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลงร่างเป็น “กำไรยั่งยืน” ท่ามกลางอุปทานใหม่ที่ชะลอตัวและนักท่องเที่ยวจีนหายไป

เชียงราย, 19 ตุลาคม 2568 — ครึ่งทางของปีท่องเที่ยว 2568 ผ่านไปพร้อมตัวเลขที่ตีความได้สองหน้า ด้านหนึ่ง “เชียงราย” ยังรักษาตำแหน่งจังหวัดรายได้ท่องเที่ยวอันดับ 2 ของภาคเหนือด้วยยอดสะสม 35,926 ล้านบาท (ม.ค.–ก.ย. 2568) รองเพียงเชียงใหม่ สะท้อนศักยภาพของปลายทางเมืองรองที่กำลังเติบโต แต่อีกด้านหนึ่ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมในภาคเหนือ (ซึ่งรวมจังหวัดเชียงราย) ในช่วง ครึ่งแรกของปี 2568 กลับอยู่เพียง 55.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 60.8% ตัวเลขชุดนี้เปิดภาพ “โอกาส–ช่องว่าง–และภารกิจ” พร้อมกันในคราวเดียว ตลาดยังไม่ตึงตัวเท่ากรุงเทพฯ การแข่งขันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ที่มีคุณภาพ แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับแผนรับมือกับ “ดีมานด์ที่เปลี่ยนทิศ” และ “ซัพพลายที่ชะลอเปิดใหม่” เพื่อเปลี่ยนโอกาสเชิงปริมาณให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงคุณภาพอย่างจริงจัง

บทความข่าวชิ้นนี้ชวนผู้อ่านถอดรหัสสถานการณ์โรงแรมเชียงราย–และภาคเหนือ—ด้วยวิธีการเล่าแบบ “ค่อย ๆ เปิดชั้นข้อมูล” ตั้งแต่ภาพมหภาคของประเทศ สู่บริบทภาคเหนือและพฤติกรรมตลาดเฉพาะพื้นที่ ก่อนปิดท้ายด้วย “รายการปฏิบัติการ” ที่ผู้ประกอบการทำได้ทันที พร้อมอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหน่วยงานรัฐและสถาบันที่เชื่อถือได้

ตัวเลขที่ขัดแย้ง—อุปสงค์ชะลอ แต่อัตราเข้าพักประเทศดีขึ้น

รายงาน “สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม ครึ่งแรกปี 2568” ของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สรุปแรงกดดันด้านอุปสงค์ชัดเจน—นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง –4.7% YoY โดยเฉพาะตลาดจีนที่หดตัวถึง -34.1% และมาเลเซีย -5.6% ซึ่งเป็นสองสัญชาติหลักที่เคยพยุงยอดผู้มาเยือนในภาคเหนือและภาคอื่น ๆ ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ในระดับประเทศ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย กลับ “ขยับขึ้น” เป็น 60.8% (จาก 59.1% เดิม) สะท้อนว่าแม้อุปสงค์รวมสะดุด แต่โรงแรมจำนวนมากยังคงสามารถรักษาอัตราการใช้ห้องพักได้ผ่านการบริหารราคาและช่องทางขายที่คล่องตัว ประกอบกับการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังพยุงตลาดเอาไว้ได้พอสมควร

ทำไมภาพรวมประเทศดีขึ้น แต่ ภาคเหนือ (รวมเชียงราย) จึงเฉลี่ยเพียง 55.5%? คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “การกระจุกตัวของการลงทุน” และ “โครงสร้างดีมานด์” ที่เปลี่ยนแปลง—ขณะที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑลเดินหน้าโครงการใหม่ เพิ่ม stock อย่างหนัก ภาคเหนือกลับขยับช้ากว่า และต้องแบกรับ shock จากตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

แว่นขยายซัพพลาย—เปิดใหม่ลดลง สะสมหดตัว แต่พื้นที่อนุญาตก่อสร้างโตแรงในศูนย์กลาง

REIC ฉายภาพ ซัพพลายโรงแรมทั่วประเทศ ในครึ่งแรกปี 2568 ว่า

  • โรงแรมขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ ลดลงทั้ง “จำนวนแห่ง” -34.6% และ “จำนวนห้อง” -32.2% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
  • จำนวนโรงแรมจดทะเบียนสะสม ลดลง -3.7% และ จำนวนห้องพักสะสม ลดลง -1.8% สะท้อนการ “คัดตัวเองออกจากตลาด” ของผู้เล่นบางกลุ่ม รวมถึงการปิดตัวชั่วคราวที่ยังไม่กลับมาเปิด
  • ตรงกันข้าม พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างทั่วประเทศ กลับเพิ่มขึ้น 29.6% โดย กรุงเทพฯ–ปริมณฑล พุ่งสูงถึง +230.7% ชี้ว่าการลงทุนใหม่กำลังกระจุกตัวในเมืองหลักและศูนย์กลางขนส่ง/ธุรกิจ—แนวโน้มที่อาจดูดดีมานด์ high-yield ไปจากเมืองรองบางช่วงเวลา

สำหรับ ภาคเหนือ (ที่นับรวมเชียงราย) ผลรวมคือ “ยังมี room ให้โต”—เพราะการแข่งขันไม่รุนแรงเท่ากรุงเทพฯ แต่ก็หมายความว่า “ต้องลงมือจัดพอร์ตสินค้าและมาตรฐานบริการให้ตรงดีมานด์ใหม่” เพื่อเก็บเกี่ยว share ที่ยังเหลืออยู่

 ดีมานด์เปลี่ยนหน้า—จีนสะดุด แต่มี “สามตลาดโอกาส” แทรกขึ้นมา

ตัวเลขของ REIC ยังสะท้อน “การสับเปลี่ยนโครงนักท่องเที่ยว” อย่างชัดเจน—แม้จีนและมาเลเซียถอย แต่ยังมีสามกลุ่มที่ขยายตัวเกิน 10% ได้แก่

  • อินเดีย (+13.8%)
  • รัสเซีย (+12.4%)
  • สหราชอาณาจักร (+17.9%)

สำหรับ เชียงราย ซึ่งมีทั้งธรรมชาติ–ศิลปะ–วิถีชนเผ่า–ชายแดน–กาแฟ–ชา—ฐานทรัพยากรวัฒนธรรมเมืองรองเหล่านี้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทาง “คุณภาพ” ที่นิยมสเตย์นานขึ้น เดินทางนอกฤดูกว่าภูเก็ต/เชียงใหม่ และมักจองกิจกรรมเฉพาะทาง (artisan/ชา–กาแฟ/เดินป่าเบา ๆ/ชุมชน). นี่คือ “ฐานใหม่” ที่ผู้ประกอบการโรงแรมควรแปลงเป็นแพคเกจและช่องทางขายอย่างจริงจัง

ภาพเฉพาะเชียงราย—รายได้อันดับ 2 ของภาคเหนือ แต่ occupancy ยัง “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ”

ในเชิงรายได้ เชียงราย ทำได้โดดเด่น—รายได้ท่องเที่ยว 9 เดือน แรกแตะ 35,926 ล้านบาท เป็นรองเพียงเชียงใหม่ในภาคเหนือ แต่มิติ ประสิทธิภาพการใช้ห้อง (occupancy) ยังอยู่ในกรอบเฉลี่ยของภาคเหนือที่ 55.5% (H1/2568) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 60.8% ความหมายเชิงปฏิบัติคือ “รายได้รวมสูง แต่การใช้ห้องยังไม่เต็มศักยภาพ”—ถ้าเพิ่มอัตราเข้าพักขึ้นได้ทีละ 3–5 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยไม่กดราคาแรงจน RevPAR ตก ภาพกำไรของผู้ประกอบการจะต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่กำลังฉุดตัวเลข

  1. ฤดูกาล/พีกชอร์ต (peak short) — เชียงรายยังขึ้นกับฤดูกาลหนาวและงานเทศกาลเป็นหลัก ช่วง non-peak จึงโล่งยาว
  2. โครงสร้างช่องทางขาย — โรงแรม/ที่พักจำนวนหนึ่งยังพึ่งพา OTA เป็นหลัก มี direct channel ไม่แข็งแรงพอ ทำให้ต้นทุนค่าคอมสูง และควบคุม yield/segment ยาก
  3. พอร์ตสินค้า — สัดส่วนที่พักระดับกลาง–บนที่มีจุดขาย “ประสบการณ์+ความยั่งยืน” ซึ่งนักเดินทางรุ่นใหม่ยอมจ่าย premium ยังไม่มากเท่าจังหวัดแม่เหล็กอื่น

จะ “ปิดช่องว่าง 55.5%” อย่างไรให้เห็นผลใน 2 ฤดูกาล

เพื่อไม่ให้ข้อเสนอเป็นแค่สูตรสำเร็จ เราผูก “การบ้าน 5 ข้อ” เข้ากับโครงสร้างดีมานด์–ซัพพลายและนโยบายภาครัฐที่เกิดขึ้นจริงในปี 2568

1) ปั้นไฮซีซันให้ “ยาวขึ้น” ด้วย Micro-Season และ Shoulder Events

  • สร้าง mini-festival/กิจกรรมเฉพาะทาง (กาแฟ–ชา–ดนตรีในสวน–คอมมูนิตี้รัน–ศิลปะร่วมสมัย) ในช่องว่างระหว่างเทศกาลหลัก เช่น หลังปีใหม่ถึงก่อนซากุระพญาเสือโคร่งบาน หรือปลายฝนก่อนลมหนาว เพื่อถ่างไหล่ไฮซีซัน
  • ทำ แพคเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–ผู้จัดกิจกรรม–คาเฟ่–อาร์ตสเปซ เน้นระยะสั้น 2–3 คืน มุ่งกลุ่มกรุงเทพฯ/เชียงใหม่ที่ขับรถมาเองและตลาดลัดฟ้า CLMV

2) ใช้ “สามตลาดโอกาส” ให้คุ้ม อินเดีย–รัสเซีย–สหราชอาณาจักร

  • อินเดียชอบ leisure+family+ภาพถ่าย เพิ่ม service design สำหรับครอบครัว (connecting rooms, kids activity, อินเดียมังสวิรัติ) พร้อมแผนสื่อสารในภาษาอังกฤษที่เน้นภาพ “สวย ถ่ายรูปขึ้น”
  • รัสเซียต้องการธรรมชาติ–อากาศเย็น วางโปรยาว 5–7 คืน สำหรับ long-stay ใน low season ด้วยราคาเฉลี่ยต่อคืนที่จูงใจแต่คง margin ผ่านบริการเสริม (laundry/ซ่อมจักรยาน/คูปองร้านในเมือง)
  • สหราชอาณาจักรเน้นคุณค่าความยั่งยืนและวัฒนธรรม ใส่มาตรฐาน sustainable practice ที่ตรวจสอบได้ เช่น การลดพลาสติก, แหล่งซื้ออาหารท้องถิ่น, กิจกรรม community-based พร้อมหน้าเว็บแสดงนโยบาย ESG ชัดเจน

3) รีแพ็กเกจสินค้ากลุ่ม Bleisure และ Wellness-lite

เทรนด์ทำงานนอกสถานที่ยังไม่หาย—ออกแบบแพคเกจ “Work from Chiang Rai 5–7 คืน” รวม co-working day pass/นวดไทย/กิจกรรมเย็น, เน็ตแรงรับรอง, late check-out วันศุกร์ พร้อม “เงื่อนไขเลื่อนได้” เพื่อลดความเสี่ยงผู้จอง

4) Direct Booking-First ลดค่าคอมฯ OTA โดยไม่เสียยอด

  • ตั้ง “Best Value on Our Site” จริง—ไม่ใช่คำโฆษณา—ให้สิทธิพิเศษเฉพาะจองตรง เช่น early check-in (ถ้าห้องว่าง), welcome drink, เครดิตอาหาร 300 บาท/คืน
  • ลงทุน CRM + Email Automation เพื่อเรียกกลับลูกค้าเก่า ส่งข้อเสนอจับเวลา 72 ชั่วโมงหลังเช็กเอาต์ พร้อมดีลวันเกิด/ครบรอบ—ต้นทุนต่ำแต่ conversion สูง
  • วัดผลด้วย RevPAR/Net (หลังหักค่าคอม) ไม่ใช่แค่ ADR/Occ. เพื่อเห็นกำไรจริง

5) เตรียมตัวรับ Air Access และ “คานอำนาจราคา” ในไฮซีซัน

นโยบายเชิงรุกของรัฐในไตรมาสท้ายปี—ตั้งแต่การเจรจาเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศไปยังเมืองรอง ไปจนถึงมาตรการจูงใจสายการบิน—หากส่งผลถึงเชียงราย ผู้ประกอบการต้องพร้อมทั้ง Rate Strategy และ Allotment Management ไม่ขายห้องหมดเร็วเกินไปในราคาเปิด–แต่กัก allotment เพื่อจับดีมานด์ท้ายไฮซีซันที่ willingness-to-pay สูงกว่า

ด้านแรงงานและมาตรฐานบริการ คู่สมรสของ Occupancy

อัตราเข้าพักจะ “แปรเป็นกำไร” ก็ต่อเมื่อโรงแรมคุม ต้นทุนแรงงาน–พลังงาน–อาหาร ได้ในระดับคุณภาพบริการที่ไม่ตก—เรื่องนี้ยิ่งสำคัญในเชียงรายที่ตลาดแรงงานการบริการคุณภาพยังตึงมือเป็นระยะ ข้อเสนอทางปฏิบัติ ได้แก่

  • Upskill แบบ pinpoint เลือกทักษะที่สร้างความต่าง เช่น สื่อสารอังกฤษ/จีนขั้นพื้นฐานสำหรับพนักงานต้อนรับ–เบลล์บอย, เทคนิค upsell อาหารเช้า–สปา–เลทเช็กเอาต์ สำหรับ front-line
  • Energy Management ลงระบบควบคุมไฟ–แอร์โซนสาธารณะ, เปลี่ยนหลอด/เครื่องทำน้ำร้อนประสิทธิภาพสูง, ติดตาม kWh ต่อห้อง/คืน แบบรายสัปดาห์—ต้นทุนกิโลวัตต์ลดลง = margin เพิ่มขึ้นโดยไม่แตะราคา
  • มาตรฐานความสะอาด–ความปลอดภัย ให้ “เห็นและจับต้องได้” ป้ายเช็กชื่อแม่บ้าน/เวลาทำความสะอาด, มุมแสดงนโยบายอาหารปลอดภัย, อธิบายการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ—คือสัญญาณคุณภาพที่นักเดินทางยุคใหม่ให้คะแนน

สัญญาณเตือนและโอกาสระยะกลาง ซัพพลายใหม่กำลัง “เลือกเกิด” เมืองรองต้องชิงคุณภาพ

แม้จำนวนโรงแรมอนุญาตเปิดใหม่ทั่วประเทศลดลงแรง แต่ พื้นที่ก่อสร้างรวม กลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ–ปริมณฑล—แปลว่าเงินลงทุนกำลัง “เลือกเกิด” ในจุดที่คิดว่าหวังผลได้แน่ เมืองรองอย่างเชียงรายจึงควรเน้น “คุณภาพสินทรัพย์” ไม่ไล่ปริมาณ ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียม–ครอบครัว–นักเดินทางยาว เพื่อยืดระยะเวลาพักและดันค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spend per Trip) มากกว่าการแข่งราคาเฉลี่ยต่อคืน

การที่ สินเชื่อคงค้างโรงแรม/รีสอร์ท ครึ่งแรกปี 2568 อยู่ที่ 418,557 ล้านบาท (ขยายตัวเล็กน้อย +0.2% YoY) บ่งชี้ว่าแบงก์ยัง “เปิดไฟเขียวแบบมีเงื่อนไข”—ทีมที่มีแผนธุรกิจชัด, Demand mapping ดี, โครงสร้างทุนเหมาะสม ยังเข้าถึงแหล่งเงินได้ เมืองรองจึงควรชูแผนเชื่อมชุมชน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เพื่อให้ดีลมี “เรื่องเล่าและผลกระทบเชิงบวก” มากกว่าตัวเลข occupancy เพียงอย่างเดียว

เชื่อมโยงกับโครงนโยบายท่องเที่ยว ทำงาน “ร่วมจังหวะรัฐ” ให้เป็น

ในระดับนโยบาย ภาครัฐผลักดัน Airline Focus เพิ่มเส้นทางบินสากลเข้าสู่ไทยและเมืองหลักหลายแห่ง รวมทั้งการรุกตลาดต่างชาติช่วงไฮซีซัน การส่งสัญญาณเช่นนี้สำคัญต่อเชียงรายใน 2 ประเด็น

  1. หากเที่ยวบินระหว่างประเทศ/เช่าเหมาลำเข้าถึงเมืองเหนือมากขึ้น เชียงรายต้องรีบจับมือผู้จัดทัวร์–ไกด์–ผู้ประกอบการกิจกรรม เพื่อทำ multi-night program ที่ดึงนักท่องเที่ยวไปไกลกว่า “แวะ 1 คืน”
  2. ควรใช้สถานะเมืองปลายทางปลอดภัย–เป็นมิตร–วัฒนธรรมเด่น มัดใจกลุ่มผู้หญิงเดินทางเดี่ยว/กลุ่มเล็ก/ดิจิทัลโนแมด ที่มีแนวโน้มพักยาวและใช้จ่ายเฉลี่ยสูง

จากตัวเลขสู่การบ้าน—ทำอย่างไรให้ “55.5%” ขยับใกล้ 60.8% และเกินกว่านั้น

ภารกิจเร่งด่วน 90–180 วัน สำหรับโรงแรมเชียงรายและภาคเหนือที่อยากเห็น occupancy ขยับขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยไม่บั่นทอนราคาเฉลี่ย มีได้อย่างน้อย 6 ข้อ

  1. สร้างแพคเกจ “อยู่ยาวขึ้น” (Stay Longer, Save Smarter) 4/6/8 คืน พร้อมสิทธิ late check-out + เครดิต F&B แทนการลดราคาโต้ง ๆ เพื่อรักษา ADR
  2. เน้นกลุ่มเดินทางต่างชาติที่เติบโต—อินเดีย/รัสเซีย/สหราชอาณาจักร—ทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษที่ตอบคำถาม “มาทำอะไรได้บ้างใน 72 ชั่วโมง” พร้อมจองกิจกรรมล่วงหน้าบนเว็บตรง
  3. ทำ Calendar Micro-Season ร่วมพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อถ่างช่วงพีก และเลี่ยง “หลุมร้าง” ระหว่างเทศกาลโดยใช้กิจกรรมเฉพาะทาง
  4. จัดโครงสร้างราคาแบบ smart-fence member-only rates บนเว็บตรง, add-on ซื้อเพิ่ม (อาหารเช้า/รถรับ–ส่ง/กิจกรรม), กำหนด blackout period ให้ OTA ในวันดีมานด์สูง
  5. ยกระดับงานบริการเชิงประสบการณ์ (experience cues) ที่ต้นทุนต่ำแต่รับรู้คุณค่าสูง เช่น ชา–กาแฟสายพิเศษ local maker, มินิวอร์กช็อป 30 นาที, มุมงานคราฟต์เด็ก–ครอบครัว
  6. วัดผลด้วยตัวชี้วัด “กำไรจริง”—RevPAR/Net, GOPPAR—แทนการดัน occupancy อย่างเดียว เพื่อเลี่ยงกับดัก “ห้องเต็มแต่กำไรบาง”

หากทำได้ตามนี้ แม้ “จำนวนนักท่องเที่ยวรวม” ยังแกว่งตามเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการเชียงรายก็ยังมีโอกาสดันอัตราเข้าพักให้ “ไล่ทันหรือแซงค่าเฉลี่ยประเทศ” พร้อมรักษาราคาเฉลี่ยต่อคืนให้เหมาะกับคุณภาพประสบการณ์—นั่นคือการเปลี่ยนรายได้จังหวัดที่อันดับ 2 ของภาคเหนือ ให้ “ไหลลงงบกำไรขาดทุน” อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • athitahotel
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (MOTS)
  • ข้อมูลข่าวและสรุปนโยบายภาครัฐด้านการท่องเที่ยวปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายครองอันดับ 1 เมืองรอง GDP โต 2.1% ท่ามกลางวิกฤตเกษตร

เศรษฐกิจเชียงรายฟื้นตัวสวนกระแสชาติ ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว แต่ยังเผชิญปัญหาเกษตรกร-หนี้ครัวเรือนสูง

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 – ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนจากคลื่นความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาความยากจนที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคนในปี 2567 จังหวัดเชียงรายกลับโดดเด่นด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568 แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย สัญญาณเตือนท่ามกลางการเติบโต

รายงานล่าสุดจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยให้เห็นภาพที่น่าเป็นห่วงของสถานการณ์ความยากจนในประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 3.41% ในปี 2566 โดยภาคเกษตรแบกรับภาระหนักที่สุด มีสัดส่วนคนจนถึง 45.49% ของคนจนทั้งหมด

“ลักษณะพลวัตของความยากจนทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสถานะระหว่าง ‘จน’ และ ‘ไม่จน’ ได้ตามปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติ” รายงาน สศช. ระบุ

ทั้งนี้ เส้นความยากจนได้ปรับสูงขึ้นเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาท ขณะที่กลุ่ม “คนจนมาก” ที่มีรายได้เพียง 615 บาทต่อคนต่อเดือน มีจำนวน 879,000 คน

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ไทยเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับเวียดนามในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอีคอมเมิร์ซกลับเป็นจุดสว่างเมื่อคนไทยครองแชมป์ช้อปออนไลน์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

ภาคเหนือ ระหว่างโอกาสและความเปราะบาง

ภาคเหนือซึ่งยังคงพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก เผชิญกับความผันผวนรุนแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง วิกฤตราคาลำไยในปี 2568 ที่ผลผลิตล้นตลาดควบคู่กับภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อรายได้ของเกษตรกร

แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ภาครัฐได้เข้ามาแทรกแซงด้วยมาตรการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มและการเชื่อมโยงการแปรรูป ขณะที่การค้าชายแดนของภาคเหนือยังคงแสดงศักยภาพด้วยมูลค่าดุลการค้าเฉลี่ยสูงถึง 90,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาส่งผลกระทบต่อการค้าผ่านด่านแม่สาย ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การค้าไปยังเส้นทางอื่น เชียงราย ดาวเด่นแห่งการฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายของภาพรวมประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับโชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยการคาดการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจังหวัดจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568

การท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักสู่ความสำเร็จ

ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เกือบ 2.6 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2568 พร้อมได้รับตำแหน่ง “เมืองรองด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ” โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 55%

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการจัดอันดับให้เชียงรายเป็น “เมืองที่ปลอดภัยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำ

ภาคบริการและการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 7.1% ในปี 2567 และ 6.7% ในปี 2568 ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

การลงทุนสาธารณะ มูลฐานแห่งอนาคต

ภาครัฐได้อนุมัติงบกลางกว่า 363.62 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัยปลายปี 2567 และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์

ในขณะเดียวกัน การบินไทย (ทอท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 5.7 พันล้านบาทเพื่อยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่การเป็น “ศูนย์กลาง MRO (Maintenance, Repair, and Overhaul) ของภูมิภาค” ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการบิน

ภาคเอกชน ความเชื่อมั่นในศักยภาพ

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้แสดงความเชื่อมั่นด้วยการเปิดสาขาใหม่ในเชียงรายด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในพื้นที่และการเติบโตของกำลังซื้อของผู้บริโภค ความท้าทายที่ยังคงอยู่ แม้จะมีสัญญาณบวกมากมาย แต่เชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะวิกฤตภาคเกษตรจากหัวใจเศรษฐกิจสู่จุดอ่อน ภาคการเกษตรซึ่งเคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ คาดว่าจะหดตัว -3.6% ในปี 2567 ก่อนจะฟื้นตัวเพียง 1.6% ในปี 2568 ปัญหาผลผลิตล้นตลาดของลำไยและราคาตกต่ำยังคงเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของเกษตกรจำนวนมาก

การพึ่งพาภาคการเกษตรที่มีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าโลก ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ยังคงตกอยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

หนี้สินครัวเรือน กับดักที่บั่นทอนการเติบโต

ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจบั่นทอนการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าจะคาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 4.7% ในปี 2567 และ 5.7% ในปี 2568 แต่ภาระหนี้สินที่สูงอาจทำให้การตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า การค้าชายแดน ระหว่างโอกาสและความไม่แน่นอนแม้การค้าชายแดนจะคาดว่าเติบโต 9.9% ในปี 2567 แต่การพึ่งพาการค้าผ่านแดนกับจีนเป็นหลัก ทำให้มีความผันผวนตามฤดูกาลผลิตของสินค้าเกษตรอย่างทุเรียน ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมายังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าที่สำคัญ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ทิศทางและข้อเสนอแนะ

การวิเคราะห์จากหลายหน่วยงานชี้ให้เห็นว่า เชียงรายจำเป็นต้องมีการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน

สศช. เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 3 ประการหลัก ได้แก่ การประเมินผลโครงการงบประมาณสูงอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

แสงสว่างท้ายอุโมงค์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) ของเชียงรายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 91,736 บาทในปี 2564 เป็น 93,660 บาทในปี 2567 และ 96,561 บาทในปี 2568

การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการที่ผลประโยชน์จากการเติบโตนี้จะกระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว

GPP per capita (ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว) คืออะไร GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว คือตัวเลขแสดงถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของจังหวัดเฉลี่ยต่อประชากร 1 คน

 วิธีการคำนวณ

GPP per capita = GPP ของจังหวัด ÷ จำนวนประชากรในจังหวัด

ตัวเลขเชียงราย

  • ปี 2564: 91,736 บาทต่อคนต่อปี
  • ปี 2567: 93,660 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)
  • ปี 2568: 96,561 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)

ความหมายของตัวเลข เปรียบเทียบง่ายๆ

  • หากแปลงเป็นรายเดือน: 93,660 ÷ 12 = 7,805 บาทต่อคนต่อเดือน
  • หมายความว่าเฉลี่ยแล้วคนเชียงราย 1 คนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เดือนละ 7,805 บาท

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ

  1. ไม่ใช่รายได้จริงของคนเชียงราย – เป็นการวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
  2. เป็นค่าเฉลี่ย – คนจริงอาจได้รับมากกว่าหรือน้อยกว่านี้มาก
  3. รวมทุกภาคส่วน – เกษตร, อุตสาหกรรม, บริการ, การท่องเที่ยว

ประโยชน์ของ GPP per capita

สำหรับนักลงทุน

  • วัดศักยภาพเศรษฐกิจของจังหวัด
  • เปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างจังหวัด

สำหรับรัฐบาล

  • วางแผนการพัฒนาและจัดสรรงบประมาณ
  • ติดตามความเจริญของจังหวัด

สำหรับประชาชน

  • เข้าใจศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิน่
  • ประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกิจ

ตำแหน่งเชียงรายในภาพรวม

ตัวเลข 96,561 บาท ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเชียงรายมีศักยภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมาก (ประเทศไทยมี GDP per capita ประมาณ 262,633 บาทในปี 2566) สรุปโดยรวม GPP per capita เป็น “เครื่องมือวัด” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจังหวัด ไม่ใช่เงินที่คนได้รับจริง แต่เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับการวางแผนและการลงทุน

เส้นทางสู่ความยั่งยืน

เชียงรายได้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างที่ดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายระดับชาติ ด้วยการขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการเติบโตนี้ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งการลดการพึ่งพาภาคเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง การจัดการหนี้สินครัวเรือน และการสร้างความมั่นคงให้กับการค้าชายแดน

การกระจายความเสี่ยง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เชียงรายสามารถเดินหน้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • การบินไทย (ทอท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทางหลวงเปิดเส้นทางใหม่ เชื่อมเชียงราย-เชียงของ ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ

ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ เปิดใช้แล้ว รองรับเศรษฐกิจและท่องเที่ยวภาคเหนือ

เชียงราย, 5 กุมภาพันธ์ 2568 – กรมทางหลวง (ทล.) เปิดให้บริการ ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ อย่างเป็นทางการ หลังดำเนินโครงการปรับปรุงและขยายเส้นทางระหว่าง อำเภอเทิง – บ้านต้า จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 16 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทาง การค้า และการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงการค้าชายแดนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจ R3A (ไทย – ลาว – จีน)

เส้นทางยุทธศาสตร์ เชื่อมไทย – ลาว – จีน เสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน

นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ทางหลวงหมายเลข 1020 เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมระหว่าง จังหวัดเชียงราย – อำเภอเชียงของ – ประเทศเพื่อนบ้าน และเป็น เส้นทางยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) และท่าเรือเชียงแสน

โครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพ การค้าชายแดน และรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นทางเชื่อมหลักสู่ประเทศจีนตอนใต้ ผ่าน สปป.ลาว ซึ่งเป็น ประตูเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคอาเซียน

โครงสร้างใหม่ 4 ช่องจราจร พร้อมระบบความปลอดภัยสูงสุด

กรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างปรับปรุงจาก ถนนขนาด 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไป-กลับ) พร้อม ผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต และ เกาะกลางยกระดับ (Raised median) เพื่อแยกทิศทางการจราจร ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัย

โครงการยังรวมถึง

  • การติดตั้งไฟส่องสว่าง ตลอดเส้นทาง
  • การก่อสร้างทางเท้าในพื้นที่ชุมชน
  • มาตรฐานโครงสร้างพิเศษ รองรับน้ำหนักขนส่งสินค้าได้มากขึ้น

โครงการใช้งบประมาณรวม 898.9 ล้านบาท และเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางเรียบร้อยแล้ว

สนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวภาคเหนือ

โครงการนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพด้าน เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว โดยเป็นทางเชื่อมระหว่างแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จังหวัดเชียงราย เช่น

  • อุทยานแห่งชาติภูซาง
  • ภูชี้ฟ้า
  • ดอยผาตั้ง
  • แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมใน สปป.ลาว

นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางเข้าออกพื้นที่ชายแดน และรองรับนักลงทุนที่ต้องการพัฒนาโครงสร้างธุรกิจในภาคเหนือ

สอดคล้องกับยุทธศาสตร์คมนาคมแห่งชาติ

โครงการนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560 – 2564) และยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย (พ.ศ. 2558 – 2565)

นโยบายของ กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างโอกาสให้กับประชาชนและธุรกิจในภูมิภาค

กรมทางหลวงย้ำความพร้อมให้บริการ

กรมทางหลวงยืนยันว่าเส้นทางดังกล่าวพร้อมให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทาง หรือแจ้งเหตุด่วนระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง)

สรุปข่าว

  • กรมทางหลวง เปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ อย่างเป็นทางการ
  • เสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมไทย – ลาว – จีน รองรับการค้าและการขนส่ง
  • ขยายเป็น 4 ช่องจราจร พร้อมโครงสร้างถนนมาตรฐานสูง เพิ่มความปลอดภัย
  • เชื่อมโยงแหล่ง ท่องเที่ยวสำคัญในเชียงราย และรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE