Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงราย กำชับข้าราชการรักษาวินัยจราจรและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลดอุบัติเหตุทางถนน 10-16 เม.ย. 69 ตั้งเป้าลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวร้อยละ 9.60 จากความกังวลวิกฤตพลังงานโลกและข่าวลือเรื่องน้ำมัน

  • ททท.เชียงราย จัดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เช็กอิน 3 แลนด์มาร์กศิลปะ กระตุ้นการเดินทาง

  • จังหวัดเร่งสร้างภาพลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมามั่นใจในช่วงวันหยุดยาว

พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ทางรอดธุรกิจเชียงรายยุคของแพง เน้นการสื่อสารข้อมูลจริงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดการพึ่งพาน้ำมัน

Summary
  • เชียงรายเผชิญวิกฤตซ้อน: ฝุ่นพิษ, สารหนูในลุ่มน้ำ และต้นทุนพลังงานโลกพุ่ง 55%

  • รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการเข้ม พิจารณาจำกัดเวลาขายน้ำมันบางชนิดหลังวันที่ 20 เมษายนนี้

  • ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงรายแบกภาระหนัก หลังรายได้ 4 หมื่นล้านถูกกดทับด้วยค่าน้ำมันและสินค้าแพง

  • ไทยมีน้ำมันสำรอง 95 วัน แต่อยู่ภายใต้ภาวะกองทุนน้ำมันติดลบและดีเซลขยับเพดาน 33 บาท

  • ทางรอดคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น เน้นท่องเที่ยวคุณภาพสูงและใช้พลังงานสะอาดทางเลือก

เชียงรายท่ามกลางฝุ่น น้ำ และน้ำมันแพง ทางรอดของจังหวัดท่องเที่ยวในวันที่ต้นทุนโลกไหลเข้าหาชีวิตประจำวัน

เชียงราย,7 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตโลกไม่ได้มาในรูปเสียงระเบิด แต่มาในรูปต้นทุนที่ค่อย ๆ สูงขึ้น ภาพของวิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ได้เริ่มจากปั๊มน้ำมันที่ว่างเปล่าเท่านั้น แต่มันเริ่มจากการที่คนธรรมดารู้สึกว่าอะไรหลายอย่าง “แพงขึ้นแบบอธิบายไม่หมด” ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนอาหารและบริการรายวัน ความน่ากลัวจึงไม่ใช่แค่ข่าวสงครามในตะวันออกกลาง แต่คือการที่เอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนั้นอย่างหนัก กลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกโดยตรง โดย Reuters ระบุว่าเอเชียนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 60 เปอร์เซ็นต์ และราคาน้ำมันเบรนต์พุ่งขึ้นแล้ว 55 เปอร์เซ็นต์นับจากความขัดแย้งปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ออกมาตรการประหยัดพลังงานกับภาคราชการ ทั้งการทำงานจากบ้าน การจำกัดการใช้เครื่องปรับอากาศ และการเตรียมมาตรการเข้มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ สิ่งนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ในระดับ “เฝ้าระวัง” อีกต่อไป แต่กำลังขยับเข้าสู่ระดับ “บริหารผลกระทบเชิงระบบ” แล้วอย่างชัดเจน

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะมีน้ำมันใช้พรุ่งนี้หรือไม่ แต่คือเศรษฐกิจฐานล่าง ธุรกิจรายย่อย และจังหวัดที่พึ่งพาการเดินทางอย่างเชียงราย จะทนกับต้นทุนที่ค่อย ๆ ไหลสูงขึ้นได้นานเพียงใด เพราะในโลกความจริง ระบบเศรษฐกิจไม่ได้พังเฉพาะวันที่สินค้าหมด แต่พังได้ตั้งแต่วันที่ราคากับความเชื่อมั่นเริ่มตึงไปพร้อมกัน และเมื่อรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณพิจารณาควบคุมการขายน้ำมันบางช่วงเวลา หลังวันที่ 20 เมษายน โดยมีรายงานว่าอาจจำกัดการจำหน่ายบางชนิดในช่วง 22.00 น. ถึง 05.00 น. เพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิง ก็ยิ่งตอกย้ำว่ารัฐกำลังมองสถานการณ์นี้ในฐานะโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ใช่เพียงโจทย์ราคาน้ำมันหน้าปั๊มอีกต่อไป การอ่านสถานการณ์แบบมีสติจึงสำคัญมาก เพราะถ้าอ่านอย่างตื่นตระหนก สังคมจะเร่งกักตุนและทำให้ปัญหาหนักขึ้น แต่ถ้าอ่านแบบชะล่าใจ ก็อาจวางแผนช้าเกินไปจนรับต้นทุนไม่ทันเช่นกัน

ทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็นโจทย์ตรงของคนเชียงราย

จังหวัดเชียงรายอาจอยู่ไกลจากช่องแคบฮอร์มุซหลายพันกิโลเมตร แต่ความห่างทางภูมิศาสตร์ไม่ได้แปลว่าห่างจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม จังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าเกษตร และการเดินทางของคนในพื้นที่ กลับเป็นจังหวัดที่อ่อนไหวมากเป็นพิเศษเมื่อราคาพลังงานขยับ เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนแฝงอยู่เกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่รถรับส่งนักท่องเที่ยว รถขนผักผลไม้ ค่าไฟในธุรกิจบริการ ไปจนถึงต้นทุนวัสดุบรรจุภัณฑ์และอาหารในร้านเล็ก ๆ เมื่อดูข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือน 5,140,362 คนในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2568 และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 40,366.99 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจของจังหวัดผูกกับการเดินทาง การใช้บริการ และความเชื่อมั่นของผู้มาเยือนอย่างลึกมาก ดังนั้นทุกแรงสั่นจากราคาพลังงานย่อมสะท้อนกลับมาที่เชียงรายเร็วกว่าที่หลายคนคิด

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงด้านต้นทุนพลังงาน แต่ยังต้องรับแรงกดดันคู่ขนานจากปัญหาฝุ่น PM2.5 และความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกกและลำน้ำที่เชื่อมต่อกัน เมื่อภาพจังหวัดในสายตานักท่องเที่ยวเริ่มผูกกับคำว่าอากาศเสี่ยง สุขภาพเสี่ยง และต้นทุนเดินทางแพงขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบย่อมไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ประกอบการโรงแรมหรือร้านอาหาร แต่ลามไปถึงคนขับรถรับจ้าง ร้านค้าชุมชน เกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่น และแรงงานนอกระบบจำนวนมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประโยคเปิดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบว่า “คนเชียงรายมีทั้งฝุ่นพิษ น้ำพิษ” จึงไม่ใช่ประโยคเชิงอารมณ์เท่านั้น แต่กำลังชี้ไปที่โครงสร้างความเปราะบางของจังหวัดอย่างแม่นยำ และถ้าไม่วางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ วันนี้ที่ยังเป็น “แรงกดดัน” อาจกลายเป็น “การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน” ในระยะกลางได้จริง

เอเชียกำลังรับแรงกระแทกจากตะวันออกกลางมากกว่าภูมิภาคอื่น

สิ่งที่ทำให้วิกฤตรอบนี้น่ากังวลสำหรับไทยและเชียงราย คือโครงสร้างตลาดพลังงานของเอเชียทั้งภูมิภาคยังพึ่งพาตะวันออกกลางสูงมาก Reuters รายงานว่าเอเชียซื้อน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีจากตะวันออกกลางประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบของเอเชียในปี 2568 จากตะวันออกกลางอยู่ที่ราว 59 เปอร์เซ็นต์ และนักวิเคราะห์ชี้ตรงกันว่าการหันไปหาซัพพลายแหล่งใหม่มีข้อจำกัดทั้งเรื่องระยะทาง สัญญาระยะยาว ต้นทุน และข้อจำกัดของโรงกลั่นที่ออกแบบมารับน้ำมันดิบคุณสมบัติเฉพาะ การขาดแคลนจึงไม่จำเป็นต้องแปลว่าของหมดทันที แต่แปลว่าของที่หาได้ใหม่จะแพงกว่า ช้ากว่า และจัดการยากกว่าเดิมมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงอย่างเอเชียจึงไม่ได้เผชิญแค่ราคาน้ำมัน แต่เผชิญทั้งเงินเฟ้อนำเข้า ค่าเงินผันผวน และแรงกดดันต่อการเติบโตพร้อมกัน ซึ่งย่อมส่งผลต่อประเทศปลายทางอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าน้ำมันจะหมดวันไหน แต่คือใครจะรับต้นทุนได้ก่อน

ในทางเศรษฐกิจ สิ่งที่บั่นทอนที่สุดมักไม่ใช่ “ช็อกครั้งเดียว” แต่คือการไหลยาวของต้นทุนที่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในทุกระบบ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้หยุดแค่น้ำมัน เพราะมันไปกระทบค่าขนส่ง ค่าอาหาร วัตถุดิบ พลาสติก ปุ๋ย และต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งสาย Reuters ยังเตือนว่าประเทศเอเชียหลายแห่งอาจเผชิญวงจรอันตรายจากต้นทุนพลังงานสูง เงินเฟ้อนำเข้า กำลังซื้ออ่อน และค่าเงินอ่อน ขณะเดียวกันในไทยเองก็เริ่มเห็นแรงกดดันเชิงนโยบายผ่านการพิจารณาลดภาษีน้ำมัน การตรึงราคา การส่งเสริม B20 และ E20 รวมถึงการหันไปหาแหล่ง LNG เพิ่มจากมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า รัฐกำลังพยายามซื้อเวลาให้เศรษฐกิจในประเทศไม่รับแรงกระแทกเต็ม ๆ เร็วเกินไป แต่เวลาที่ซื้อได้ไม่ได้แปลว่าปัญหาหายไป มันแค่เปิดช่องให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือนรีบปรับตัวก่อนต้นทุนจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงรายได้และการจ้างงาน

ไทยยืนอยู่ตรงไหนในสมการพลังงานที่เปราะบางขึ้นทุกวัน

หากตัดเสียงปลอบใจออกไป ไทยยังเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานระบุว่าอุปทานน้ำมันดิบของไทยอยู่ที่ 1,028 พันบาร์เรลต่อวัน โดย 85 เปอร์เซ็นต์มาจากการนำเข้า และนำเข้าหลักจากตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังการกลั่นในประเทศอยู่ที่ 1,252 พันบาร์เรลต่อวัน ส่วนรายงานประจำปี 2567 ของ สนพ. ยังระบุว่าการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยในปี 2567 อยู่ที่ 68.8 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งดีเซลยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อเอาตัวเลขสองชุดนี้มาวางประกบกัน ภาพจะชัดทันทีว่าไทยไม่ได้เปราะบางเพราะไม่มีโรงกลั่น แต่เปราะบางเพราะยังต้องพึ่งวัตถุดิบจากภายนอกในสัดส่วนสูง และเชื้อเพลิงที่เศรษฐกิจใช้มากที่สุดก็ยังเป็นเชื้อเพลิงที่ถ้าราคาขยับเพียงเล็กน้อย ผลกระทบจะวิ่งตรงเข้าหาต้นทุนครัวเรือนและธุรกิจแทบทุกประเภท

รัฐบาลไทยยืนยันหลายครั้งว่าประเทศยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 95 วัน และมีการสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนสำรองจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งจะช่วยยืดวันสำรองได้อีกราว 7 วัน ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานยอมรับด้วยว่าการตรึงราคาดีเซลกดดันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงระบุว่ากองทุนติดลบแล้ว 16,500 ล้านบาท พร้อมเริ่มทยอยปรับราคาดีเซลโดยกำหนดเพดาน 33 บาทต่อลิตร ณ เวลานั้น สิ่งที่สังคมควรอ่านจากตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ใช่ความอุ่นใจแบบไร้เงื่อนไข แต่คือการทำความเข้าใจว่า “95 วัน” เป็นตัวเลขความสามารถเชิงระบบภายใต้การบริหารจัดการและการจัดหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใบรับรองว่าไม่มีความเสี่ยง และไม่ใช่เหตุผลให้ทุกภาคส่วนชะลอการเตรียมแผนสำรองของตัวเอง

รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเผยให้เห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจระหว่างตัวเลขการเติบโตของการท่องเที่ยวและแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของชาวเชียงรายในช่วงปี 2568 นี้

สถานการณ์พลังงาความเปราะบางที่ส่งผลถึงปลายทาง

จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการ นำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 85% ของอุปทานทั้งหมด ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าจังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ขณะที่อัตราการ ใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 68.8 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของภาคการขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้าชุมชน ทำให้ต้นทุนการครองชีพในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อราคาน้ำมัน แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามี น้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการบริหารจัดการในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ใช่เหตุผลที่จะนิ่งนอนใจได้

ท่องเที่ยวเชียงราย รายได้สะพัดแต่ต้องแบกต้นทุน

ในด้านบวก สถิติตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม 2568 พบว่ามี ผู้เยี่ยมเยือนจังหวัดเชียงรายสูงถึง 5,140,362 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่แล้วกว่า 40,366.99 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้มหาศาลนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจของเชียงรายผูกติดกับการเดินทางอย่างแนบแน่น เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวและต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการท้องถิ่น

แม้ตัวเลขการท่องเที่ยวจะดูสดใส แต่ภาวะเศรษฐกิจของเชียงรายยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายของราคาพลังงาน หากต้นทุนการเดินทางยังพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตในช่วงโค้งสุดท้ายของปีได้

เหตุใดไทยจึงไม่สามารถหันไปใช้น้ำมันจากรัสเซียแทนได้แบบฉับพลัน

หนึ่งในคำถามที่สังคมถามกันบ่อยคือ ถ้าตะวันออกกลางเสี่ยง ทำไมไทยไม่ซื้อจากรัสเซียเพิ่ม คำตอบที่ตรงที่สุดคือ การค้าน้ำมันไม่ใช่ตลาดนัดที่เปลี่ยนผู้ขายได้ทันที Reuters อธิบายว่าโรงกลั่นในเอเชียจำนวนมาก รวมถึงไทย มีข้อจำกัดเรื่องการออกแบบโรงกลั่น คุณลักษณะน้ำมันดิบที่รับได้ สัญญาระยะยาว และโครงสร้างต้นทุนทางทะเล การหาน้ำมันจากแอฟริกาหรืออเมริกาต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะมาถึง ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ยังชี้ว่าการเปลี่ยนชนิดน้ำมันดิบทำให้โรงกลั่นต้องปรับการเดินเครื่องและสัดส่วนผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลว่าทำไมแนวคิด “หาที่อื่นแทน” จึงทำได้เพียงบางส่วนและต้องใช้เวลา ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่จะแก้แรงกดดันได้ทันทีในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของวิกฤต

หากดูฝั่งรัสเซียเอง สำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐระบุว่ารัสเซียมีปริมาณสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้ว 58,000 ล้านบาร์เรล ณ 1 มกราคม 2567 และผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567 แปลว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นพลังงานรายใหญ่จริง แต่การที่ประเทศผู้ผลิตมีสำรองมากไม่ได้แปลว่าประเทศผู้นำเข้าจะซื้อได้ง่ายเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยด้านการขนส่ง ประกันภัย การชำระเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และความพร้อมของโรงกลั่นปลายทางเข้ามากำกับทั้งหมด ดังนั้นมุมมองจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบโดยคุณพละ สุขเวช และนายภาณุรัช ดำรงไทย ซึ่งชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางเทคนิคของโรงกลั่นไทย จึงสอดคล้องกับกรอบใหญ่ของข้อมูลสากล แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนยังควรใช้เอกสารโรงกลั่นและข้อมูลรัฐยืนยันเพิ่มเติมก็ตาม แต่แกนกลางของข้อสรุปนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า ไทยอาจ “หาทดแทนบางส่วนได้” ทว่าไม่สามารถ “ย้ายฐานพึ่งพาได้ทันที” โดยไม่แลกกับต้นทุนและความเสี่ยงชุดใหม่

ธุรกิจไทยเริ่มรับแรงกดดันแล้ว และ SME คือกลุ่มที่หายใจสั้นที่สุด

ผลกระทบที่เห็นเร็วที่สุดมักเกิดในกิจกรรมที่ใช้น้ำมันโดยตรง Reuters รายงานว่าอุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตอย่างหนักจากราคาดีเซลที่พุ่งจาก 29.94 บาทต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 38.94 บาทต่อลิตรในช่วงปลายมีนาคม จนเรือประมงจำนวนมากต้องจอด เพราะออกเรือแล้วไม่คุ้มต้นทุน สถานการณ์นี้สำคัญมากต่อการอ่านเศรษฐกิจจังหวัด เพราะมันสะท้อนตรรกะเดียวกับภาคขนส่ง ร้านอาหาร และธุรกิจบริการในเชียงราย นั่นคือเมื่อราคาพลังงานขยับเร็ว ต้นทุนจะวิ่งขึ้นก่อน แต่รายได้และกำลังซื้อของลูกค้าจะขยับช้ากว่าเสมอ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอมีเงินทุนหมุนเวียน มีอำนาจต่อรอง หรือมีกลไกเฮดจ์ความเสี่ยงบางส่วน แต่ SME จำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนทันที และยังปรับราคาไม่ได้เต็มที่เพราะกลัวลูกค้าหาย จึงเกิดภาวะ “กำไรหายก่อนยอดขายหาย” ซึ่งอันตรายมากกว่าเพราะทำให้ธุรกิจค่อย ๆ เลือดไหลโดยไม่ล้มในวันเดียว

ข้อมูลจากโพสต์ของ Jirat Pasuksmit ที่ผู้ใช้แนบมา แม้ผู้จัดทำจะเตือนเองว่าเป็นการวิเคราะห์ด้วย AI และควรอ่านอย่างระมัดระวัง แต่ก็มีคุณค่าในฐานะ “สัญญาณความรู้สึกตลาด” เพราะสะท้อนว่าเจ้าของกิจการจำนวนมากกำลังเผชิญต้นทุนพุ่งแต่ไม่กล้าปรับราคา กลุ่มที่ถูกรายงานว่ารับแรงกดดันหนัก ได้แก่ ขนส่ง บรรจุภัณฑ์ ร้านอาหาร และเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับตรรกะทางเศรษฐกิจและภาพข่าวภาคสนามจากหลายสำนักอย่างน่าคิด จุดสำคัญคือเราไม่ควรนำตัวเลขจากคอมเมนต์สาธารณะไปใช้แทนสถิติทางการ แต่ควรอ่านมันเป็น “เสียงเตือนล่วงหน้า” ว่าระดับความทุกข์ของผู้ประกอบการจริงกำลังสูงขึ้น ถ้ารัฐและจังหวัดใช้ข้อมูลลักษณะนี้อย่างฉลาด ก็จะเห็นได้ก่อนว่าใครคือกลุ่มที่ต้องการมาตรการเฉพาะหน้า เช่น สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น การช่วยค่าขนส่ง การรวมสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการเปิดตลาดในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ธุรกิจรายย่อยตายจากปัญหาสภาพคล่องก่อนที่ภาพรวมเศรษฐกิจจะทันปรับตัว

ข้อมูลจากโพสต์และคอมเมนต์สาธารณะควรใช้เป็นสัญญาณ ไม่ใช่ใช้แทนสถิติทางการ

โพสต์ของ Annabel – Your Wealth Architect, Jirat Pasuksmit, คุณพละ สุขเวช และนายภาณุรัช ดำรงไทย ที่ผู้ใช้แนบมา มีคุณค่ามากในฐานะการชี้ประเด็นและช่วยให้เราเห็น “ภาพกังวล” ของตลาด ผู้บริโภค และคนทำงานด้านพลังงานจากคนละมุม แต่เมื่อต้องเรียบเรียงเป็นบทความที่มีผลต่อการตัดสินใจของสาธารณะ หลักวิชาชีพสื่อกำหนดชัดว่าข้อมูลลักษณะนี้ต้องถูกวางไว้ในฐานะ “ความคิดเห็น ข้อสังเกต หรือสมมติฐาน” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริงยืนยันแล้ว” จนกว่าจะมีหลักฐานจากหน่วยงานรัฐ เอกสารสถิติ หรือสื่อหลักเข้ามารับรอง การแยกชั้นข้อมูลเช่นนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ข่าวยังคงทั้งความไวต่อสถานการณ์และความน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน และป้องกันไม่ให้ความรู้สึกตื่นตัวที่มีประโยชน์ กลายเป็นความตื่นตระหนกที่ทำร้ายทั้งตลาดและชุมชนโดยไม่จำเป็น

เชียงรายกำลังเผชิญโจทย์ซ้อน ทั้งฝุ่นพิษ น้ำเสี่ยงปนเปื้อน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

ถ้าจะมองเชียงรายให้ครบ เราต้องเลิกมองปัญหาเป็นเส้นตรงว่า พลังงานแพงก็กระทบแค่ค่าน้ำมัน เพราะในความจริง เชียงรายกำลังรับแรงกดดันแบบซ้อนชั้น หนึ่งคือฝุ่น PM2.5 ที่กัดกินคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว สองคือความกังวลเรื่องสารหนูและโลหะหนักในลุ่มน้ำสำคัญที่โยงกับการใช้น้ำ การเกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชน สามคือเศรษฐกิจจังหวัดที่ยังอาศัยรายได้จากการเดินทางและการบริโภคภาคบริการค่อนข้างมาก เมื่อปัญหาทั้งสามเกิดพร้อมกัน ผลกระทบจึงไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวในวันเดียว แต่คือการที่นักท่องเที่ยวชั่งใจนานขึ้น ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนมากขึ้น และคนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นคงกับอนาคตของจังหวัดตัวเองมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงยอดคนเดินทางลดลง แต่คือภาพจำใหม่ของเชียงรายที่อาจค่อย ๆ ถูกทำให้เชื่อมกับคำว่า “เสี่ยง” มากกว่าคำว่า “น่าอยู่และน่าเที่ยว”

ในต้นเดือนเมษายน กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่าฝุ่น PM2.5 ยังอยู่ในระดับสีแดงในหลายจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงเชียงราย ขณะเดียวกันมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรของรัฐยังต้องดำเนินต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดจังหวัดนำร่องงดเผาหลายจังหวัดรวมถึงเชียงรายตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 31 มีนาคม 2569 ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นยังไม่ใช่เรื่องเฉพาะฤดูกาลที่ผ่านไปแล้วจบ แต่เป็นโจทย์โครงสร้างที่กระทบทั้งสุขภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจกลางแจ้ง ร้านอาหาร การท่องเที่ยวธรรมชาติ และแรงงานที่ต้องทำงานนอกอาคาร เมื่อรวมกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการเชียงรายจึงเหมือนกำลังวิ่งในสนามที่ลาดชันขึ้นทั้งจากด้านรายได้และด้านต้นทุนพร้อมกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางแผนของจังหวัดต้องคิดแบบบูรณาการ ไม่ใช่แยกประชุมเรื่องท่องเที่ยว ฝุ่น และพลังงานคนละห้องเหมือนที่ผ่านมา

ฝุ่น PM2.5 บั่นทอนภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตพร้อมกัน

ฝุ่น PM2.5 มีผลเสียมากกว่าการทำให้คนสวมหน้ากาก เพราะมันเปลี่ยนวิธีที่คนภายนอกมองจังหวัดและวิธีที่คนในพื้นที่ใช้ชีวิต เมืองที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว ถ้าถูกจดจำว่าอากาศไม่ปลอดภัยต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวบางกลุ่มจะเลื่อนทริป ย้ายเวลาเดินทาง หรือย้ายปลายทางทันที ส่วนคนในพื้นที่ก็ต้องแบกค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ลดลง เฉพาะในเชิงนโยบาย รัฐเองก็รับรู้ความรุนแรงของปัญหาจนกำหนดพื้นที่นำร่องงดเผาอย่างเป็นทางการในเชียงรายและจังหวัดเหนืออื่น ๆ นั่นแปลว่าฝุ่นไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่เรื่องที่แก้ด้วยการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว หากเชียงรายต้องการรักษาความเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองน่าอยู่ จังหวัดจำเป็นต้องสื่อสารเชิงรุกว่าจัดการปัญหาฝุ่นอย่างไร มีข้อมูลรายวันน่าเชื่อถือแค่ไหน และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างไร มิฉะนั้นภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นภาระถาวรต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในอนาคต

ปัญหาสารหนูในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง กระทบความเชื่อมั่นระยะยาว

ถ้าฝุ่นเป็นสิ่งที่เห็นด้วยตา ปัญหาน้ำคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่กระทบลึกกว่า เอกสารของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 ระบุว่าการตรวจครั้งที่ 17 ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในหลายจุดสำคัญ ทั้งแม่น้ำกกบริเวณแม่อายและเมืองเชียงราย แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงในพื้นที่เชียงราย ขณะที่คณะกรรมการติดตามคุณภาพน้ำระดับจังหวัดยังประชุมต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองก็เคยสรุปว่าช่วงปี 2568 มีการตรวจพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานเป็นระยะในแม่น้ำกก สาย และรวกของไทยเช่นกัน นี่คือข้อมูลทางการที่ทำให้ประเด็นน้ำปนเปื้อนไม่อาจถูกลดทอนให้เป็นเพียงข่าวลือหรือความหวาดกลัวของชุมชนอีกต่อไป

ผลกระทบของข้อมูลชุดนี้ต่อเชียงรายไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันแตะถึงความเชื่อมั่นต่อการใช้น้ำ การประปา การเกษตร การประมงพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวริมน้ำโดยตรง เมื่อนักท่องเที่ยวได้ยินพร้อมกันว่าจังหวัดเผชิญทั้งฝุ่นและความเสี่ยงน้ำปนเปื้อน การตัดสินใจเดินทางย่อมไม่เหมือนเดิม ส่วนคนในพื้นที่เองก็อาจลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทเพราะกังวลเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ดังนั้นหากพลังงานแพงคือแรงกดด้านต้นทุน ปัญหาน้ำคือแรงกดด้านความเชื่อมั่น และเมื่อสองสิ่งนี้เกิดพร้อมกัน จังหวัดจำเป็นต้องสื่อสารด้วยข้อมูลวัดจริง การตรวจซ้ำต่อเนื่อง และแผนจัดการความเสี่ยงที่จับต้องได้ มิฉะนั้นความเสียหายจะไม่ได้เกิดจากสารปนเปื้อนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ช่องว่างของความไว้วางใจ” ที่ขยายตัวเร็วกว่าการแก้ปัญหาเสียอีก

จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายควรวางแผนอย่างไรเมื่อพึ่งพารายได้จากการเดินทางของผู้คน

โจทย์ของเชียงรายในเวลานี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างประหยัดกับเติบโต แต่คือการรักษาการเติบโตให้อยู่รอดในวันที่ต้นทุนและความเสี่ยงสูงขึ้น แผนของจังหวัดจึงควรแบ่งอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือการป้องกันผลกระทบทันที เช่น จัดระบบข้อมูลรายวันเรื่องอากาศ น้ำ และพลังงานให้ประชาชนกับผู้ประกอบการเข้าถึงง่าย ชั้นที่สองคือการพยุงรายได้ธุรกิจท้องถิ่น เช่น ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวใกล้เมือง ท่องเที่ยวระยะสั้นช่วงอากาศปลอดภัย แพ็กเกจคาร์พูลหรือรถร่วม การผลักดันสินค้าชุมชนขายออนไลน์ และการลดต้นทุนพลังงานของธุรกิจบริการผ่านโซลาร์รูฟท็อปหรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ ชั้นที่สามคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดให้พึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียวลดลง โดยเพิ่มน้ำหนักเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรมูลค่าสูง และบริการสุขภาพหรือเวลเนสที่ไม่พึ่งการเดินทางระยะไกลมากเกินไป ถ้าเชียงรายยังคิดแบบเดิมว่าแค่รอให้นักท่องเที่ยวกลับมา ทุกวิกฤตรอบใหม่จะกระแทกจังหวัดซ้ำในจุดเดิมเสมอ

นโยบายระดับบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจังหวัดจะรอดไม่ได้หากครัวเรือนรับต้นทุนไม่ไหว สิ่งที่ทำได้ทันทีคือจัดงบครัวเรือนใหม่โดยแยกค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายที่ขึ้นกับการเดินทาง ลดเที่ยวรถที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบเดินทางร่วมกันมากขึ้น ซื้อวัตถุดิบเป็นรอบเพื่อลดค่าน้ำมันต่อเที่ยว และระวังการก่อหนี้บริโภคในช่วงที่ต้นทุนผันผวน สำหรับธุรกิจเล็ก ๆ ควรเร่งรู้ต้นทุนจริงของตัวเองให้ชัด ไม่ใช่รอให้เงินสดในมือหายก่อนแล้วค่อยปรับราคา บางครั้งการปรับแพ็กเกจ ลดขนาดบางรายการ หรือทำโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเวลากลับช่วยรักษาฐานลูกค้าได้ดีกว่าการตรึงราคาเดิมทั้งระบบ เชียงรายยังมีจุดแข็งเรื่องชุมชน วัฒนธรรม และอาหาร หากจังหวัดสามารถเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นแรงผลักของโมเดลท่องเที่ยวใกล้บ้าน คุณภาพสูง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ก็อาจลดแรงกระแทกได้มากกว่าการพยายามแข่งด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ภาครัฐทำอยู่ และสิ่งที่ยังต้องทำให้เร็วกว่านี้

ในด้านหนึ่ง รัฐบาลไทยได้ขยับมาตรการหลายชุดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืนยันน้ำมันสำรอง 95 วัน การเพิ่มสัดส่วนสำรองตามกฎหมาย การทยอยผลักดัน B10 และ B20 การหาซัพพลาย LNG เพิ่มจากมาเลเซียและประเทศอื่น การพิจารณาลดภาษีน้ำมัน และการใช้มาตรการประหยัดพลังงานในภาคราชการ สิ่งเหล่านี้ช่วยลดแรงกระแทกระยะสั้นและซื้อเวลาให้ระบบเศรษฐกิจปรับตัวได้จริง จึงไม่ควรมองข้ามหรือปฏิเสธทั้งหมด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลที่ผู้ใช้แนบก็ชี้ตรงกันว่าโจทย์สำคัญยังอยู่ที่ความเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารเชิงเทคนิคให้สังคมเข้าใจ เช่น ปริมาณน้ำมันที่จัดหาได้จริง คุณภาพน้ำมันดิบทดแทน แผนบริหารดีเซล และหลักคิดของมาตรการจำกัดการขายน้ำมันบางช่วงเวลา หากข้อมูลชุดนี้สื่อสารไม่ชัด ความตื่นตระหนกจะกลับมาสร้างปัญหากักตุนและเร่งให้สถานการณ์หน้าปั๊มตึงกว่าที่ควรเป็น

สิ่งที่ยังต้องทำให้เร็วกว่านี้คือการสร้าง “แผนสื่อสารความเสี่ยง” ที่เชื่อมรัฐบาลกลาง จังหวัด และประชาชนเป็นเส้นเดียวกัน ในระดับชาติควรมีแดชบอร์ดอัปเดตสต็อกและการกระจายน้ำมันที่ประชาชนเข้าใจง่าย ในระดับจังหวัดควรมีแผนช่วยธุรกิจและชุมชนเปราะบางที่พึ่งเชื้อเพลิงสูง ในระดับเชียงรายควรเชื่อมข้อมูลพลังงานเข้ากับแผนสิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยวทันที เพราะถ้าหน่วยงานหนึ่งบอกว่าพอ อีกหน่วยงานหนึ่งบอกว่าเสี่ยง อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่ต้องกังวล และอีกกลุ่มหนึ่งชี้ว่าต้องคุมเข้ม ความไม่แน่นอนจะยิ่งสูงกว่าปัญหาจริงเสียอีก วิกฤตพลังงานจึงไม่ใช่บททดสอบแค่คลังน้ำมันหรือโรงกลั่น แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐจะทำให้สังคมเชื่อมั่นและร่วมมือกันได้แค่ไหนในภาวะกดดันสูงด้วย

 

เมื่อเอาข้อมูลทางการ ข้อมูลภาคสนาม และข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาวางซ้อนกัน ภาพที่ได้ชัดเจนมากว่าเชียงรายไม่ได้อยู่ในสถานะ “จังหวัดที่รอรับผลกระทบ” แต่เป็น “จังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของผลกระทบหลายมิติพร้อมกัน” ด้านหนึ่ง ไทยยังมีศักยภาพบริหารน้ำมันสำรองและกำลังหาซัพพลายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังกัดกร่อนธุรกิจและกำลังซื้ออย่างช้า ๆ ขณะที่เชียงรายยังต้องรับแรงกดจากฝุ่นและความกังวลเรื่องน้ำ ทำให้โจทย์ของจังหวัดยากกว่าการตอบว่า “น้ำมันจะพอไหม” เพราะคำถามที่แท้จริงคือ “จังหวัดจะรักษาคุณภาพชีวิต ความเชื่อมั่น และรายได้ของคนส่วนใหญ่ไว้ได้อย่างไร” ในช่วงที่ทุกปัจจัยกำลังตึงพร้อมกัน

บทเรียนสำคัญที่สุดจึงอาจไม่ใช่การทำนายว่าวิกฤตนี้จะจบเมื่อไร แต่คือการยอมรับความจริงให้เร็วพอจะวางแผนได้ทัน เชียงรายไม่จำเป็นต้องตื่นตูม แต่ต้องตื่นจากความเชื่อเดิมที่คิดว่าปัญหาพลังงาน สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเป็นคนละเรื่อง เพราะในปี 2569 ทั้งสามเรื่องได้ไหลมาชนกันแล้วในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ค่ารถ ค่าอาหาร ไปจนถึงความมั่นใจว่าจังหวัดนี้ยังปลอดภัยและน่าอยู่เพียงใด และนั่นเองคือเหตุผลว่าทำไมการจัดการวิกฤตรอบนี้ต้องไม่ใช่แค่การพยุงราคา แต่ต้องเป็นการออกแบบอนาคตใหม่ของจังหวัดให้ยืดหยุ่นกว่าเดิมด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Annabel – Your Wealth Architect
  • Jirat Pasuksmit
  • คุณพละ สุขเวช
  • นายภาณุรัช ดำรงไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

สถิตินักท่องเที่ยวพะเยาพุ่ง 10% เตรียมรับอานิสงส์สนามบินใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน

ถอดรหัส “พะเยาโมเดล” เมื่อเมืองรองโตสุดเหนือด้วยอีเวนต์และเดิมพันอนาคตด้วยสนามบินภูมิภาค

พะเยา/ภาคเหนือตอนบน, 24 มกราคม 2569 — หากภาพจำเดิมของพะเยาคือ “เมืองผ่าน” ระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย ปี 2568 กำลังส่งสัญญาณว่าเมืองเล็กสามารถ “ย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ได้จริง เมื่อจังหวัดเร่งเครื่องด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จนได้ผลลัพธ์การเติบโตเชิงสถิติที่โดดเด่น (นักท่องเที่ยว +10.18% รายได้ +12.82% ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และในปี 2569 กำลังต่อยอดไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ “ท่าอากาศยานภูมิภาค” ที่อำเภอดอกคำใต้ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่ “พะเยาโตแค่ไหน” หากคือ โตแบบไหน และ ใครได้ประโยชน์ เพราะในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความผันผวนของตลาดต่างชาติ ขณะที่แรงหนุนระยะสั้นจากอีเวนต์อาจกลายเป็น “ยอดพุ่งแล้วแผ่ว” หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายที่กระจายตัวลงสู่ชุมชนและธุรกิจฐานรากได้จริง

ต่างชาติเริ่มคึก แต่ยังเป็นจังหวะ “กลับมาเป็นระลอก”

ต้นปี 2569 ตัวเลขรายสัปดาห์สะท้อนว่าต่างชาติยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 12–18 ม.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 749,725 คน และที่สำคัญคือ จีนกลับขึ้นอันดับ 1 (88,360 คน) ตามด้วยรัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้
สัญญาณนี้มีนัยต่อภาคเหนือ 2 ชั้น

  • ชั้นแรก คือ “ความเชื่อมั่นในการเดินทาง” เริ่มฟื้น จีนกลับมาเป็นแรงหนุนของทั้งประเทศ
  • ชั้นที่สอง คือ “การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว” จะเข้มขึ้น เมืองรองที่ไม่มีจุดขายชัดและไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ อาจถูกดูดกลับไปสู่เมืองหลัก

ในภาพรวม ตัวเลขสะสมที่ผู้ใช้จัดเตรียม (1–18 ม.ค. 2569 ต่างชาติ 1.87 ล้านคน รายได้ 92,641 ล้านบาท) ถูกใช้เป็นกรอบอธิบายว่า “ท่องเที่ยวไทยยังเป็นเครื่องยนต์ต้นปี” อย่างไรก็ตาม ในเชิงข่าวเชิงลึก การนำตัวเลขรายได้ไปตีความต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขรายได้รวมมักมีวิธีคำนวณและสมมติฐานประกอบ เมื่อใช้เป็น “ฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย” ยิ่งต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ชัดเพื่อความโปร่งใส

 “อีเวนต์นำทาง” ทำให้เมืองรองไม่ต้องรอเศรษฐกิจไหลมาเอง

สิ่งที่พะเยาทำในปี 2568 ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม คือการใช้ “Big Event Marketing” เป็นคันเร่ง เปลี่ยนเมืองจาก Transit City เป็น Destination City โดยวางกิจกรรมให้เกิด “เหตุผลในการมา” และ “เหตุผลในการค้างคืน” พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านกระแสสังคมและการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว

หัวใจของโมเดลนี้ไม่ใช่การจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่คือ ความถี่ + ความต่อเนื่อง + ธีมที่จำได้ เพื่อทำให้การท่องเที่ยว “มีฤดูกาลมากกว่าหนึ่งช่วง” และดึงให้เกิดการจับจ่ายในหลายหมวด เช่น ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และบริการท้องถิ่น

หากย้อนไปดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวของพะเยาในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (เช่น ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท) จะเห็นการพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างชาติยังมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เมืองรองส่วนใหญ่ “โตง่ายจากไทยเที่ยวไทย แต่โตยากในต่างชาติถ้าเดินทางไม่สะดวกและไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พะเยาพยายามดันโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ เพื่อไม่ให้อีเวนต์เป็นเพียงไฟแฟลชที่สว่างเร็วแล้วดับเร็ว

เดิมพันเกมยาว สนามบินพะเยา โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบคำถามความคุ้มค่า

แนวคิดท่าอากาศยานพะเยา (อ.ดอกคำใต้) ในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมถูกวางเป็น “ประตูบานใหม่” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยว–การแพทย์–สุขภาพ โดยมีรายละเอียดทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ และไทม์ไลน์
ในเชิงขั้นตอนภาครัฐ ประเด็นที่ตรวจสอบได้และมักปรากฏในเอกสารทางการคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็น/การศึกษา” ซึ่งกรมท่าอากาศยานมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการท่าอากาศยานพะเยาไว้ในเอกสารเผยแพร่สาธารณะ

อย่างไรก็ดี ในฐานะข่าวเชิงลึก ผลประโยชน์ของสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการมี “รันเวย์” แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศต่อไปนี้ให้เชื่อมถึงกันจริง

  • ดีมานด์ (Demand) มีผู้โดยสารพอให้สายการบินอยู่ได้
  • ซัพพลาย (Supply) ที่พัก บริการ การเดินทางต่อ (Last-mile) และมาตรฐานความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์ (Product) เมืองต้องขายอะไร วัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพ อาหาร หรือประชุมสัมมนา
  • การกระจายรายได้ (Distribution) เงินต้องลงชุมชน ไม่กระจุกอยู่ผู้เล่นไม่กี่ราย
  • ผลกระทบ (Externalities) ที่ดิน เสียง สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม การชดเชย ต้องมีมาตรการรองรับ

ประเด็นนี้ทำให้ “เสียงสนับสนุน” และ “เสียงกังวล” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นกลาง
ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่า สนามบินจะย่นเวลา เพิ่มการเข้าถึง และต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
ฝ่ายกังวลจะถามเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับสนามบินใกล้เคียง” “ความคุ้มค่าการลงทุน” และ “ภาระทางการคลัง/การเวนคืน”
โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การทำให้สนามบิน หากเดินหน้า เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียง “โครงการก่อสร้าง”

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับเชียงราย แข่งขันจริงหรือเสริมกัน?

ความน่าสนใจของภาคเหนือตอนบนคือ “เมืองไม่ได้โตเดี่ยว” การโตของพะเยาย่อมเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักที่มีสนามบินและระบบท่องเที่ยวพร้อมกว่า
เมื่อดูสัญญาณของเชียงรายจากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมก่อนหน้า (เช่น รายได้ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ทะลุ 51,540 ล้านบาท และติดอันดับรายได้ระดับประเทศ) ภาพรวมสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่กว่า แต่การขยายตัวของเมืองรองอย่างพะเยาสามารถเกิดในรูปแบบ “แบ่งเบา” และ “เติมเต็ม” ได้ หากวางตำแหน่งต่างกัน

  • เชียงรายแข็งในมิติ “ประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวครบวงจร” และการเชื่อมชายแดน
  • พะเยาอาจชู “ความสงบ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมริมกว๊าน” และต่อยอดสุขภาพ/การพักฟื้น

การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “แย่งกันเอง” แต่คือ “ภาคเหนือจะชนะเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นอย่างไร” ในวันที่นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้น และความคาดหวังสูงขึ้น

ถ้าพะเยาจะชนะระยะยาว ต้องเปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นเศรษฐกิจถาวร

ปี 2568 พะเยาพิสูจน์แล้วว่า “อีเวนต์” ทำให้เมืองรองถูกมองเห็น และทำให้ตัวเลขโตได้
ปี 2569–257x จะเป็นบททดสอบว่า เมืองจะเปลี่ยน “กระแส” ให้เป็น “ระบบ” ได้หรือไม่

ถ้า “พะเยาโมเดล” จะเป็นต้นแบบจริง ความสำเร็จควรถูกวัดด้วย 3 คำถามง่าย ๆ แต่ตอบยาก

  1. รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลงไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แค่ไหน
  2. นักท่องเที่ยวที่มาเพราะงาน กลับมาอีก หรือไม่ (Revisit)
  3. เมืองมี “เหตุผลให้ค้างคืน” เพิ่มขึ้นจริงหรือยัง (Length of Stay)

และหากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินเดินหน้าต่อ คำถามสำคัญที่สุดคือ
สนามบินจะทำให้ประชาชนได้อะไร มากกว่าได้เห็นอาคารใหม่”
เพราะสุดท้าย โครงการที่ชนะใจสังคม ไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และตรวจสอบได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 และสัปดาห์ 1-18 ม.ค. 69
  • กรมท่าอากาศยาน: แผนความคืบหน้าและการศึกษา EIA โครงการท่าอากาศยานพะเยา
  • ttb analytics / KResearch: บทวิเคราะห์มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” และการฟื้นตัวของเมืองรอง
  • กองทุน ววน. (สกสว.): ยุทธศาสตร์ “Wellness City” และนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวหาย! เจาะ 3 ตลาดโอกาสใหม่ ดันเชียงรายชิงส่วนแบ่งจากอัตราเข้าพักที่ยังว่าง

อัตราเข้าพัก 55.5%” กับโจทย์ใหญ่ของโรงแรมเชียงราย ทำอย่างไรให้รายได้อันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลงร่างเป็น “กำไรยั่งยืน” ท่ามกลางอุปทานใหม่ที่ชะลอตัวและนักท่องเที่ยวจีนหายไป

เชียงราย, 19 ตุลาคม 2568 — ครึ่งทางของปีท่องเที่ยว 2568 ผ่านไปพร้อมตัวเลขที่ตีความได้สองหน้า ด้านหนึ่ง “เชียงราย” ยังรักษาตำแหน่งจังหวัดรายได้ท่องเที่ยวอันดับ 2 ของภาคเหนือด้วยยอดสะสม 35,926 ล้านบาท (ม.ค.–ก.ย. 2568) รองเพียงเชียงใหม่ สะท้อนศักยภาพของปลายทางเมืองรองที่กำลังเติบโต แต่อีกด้านหนึ่ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมในภาคเหนือ (ซึ่งรวมจังหวัดเชียงราย) ในช่วง ครึ่งแรกของปี 2568 กลับอยู่เพียง 55.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 60.8% ตัวเลขชุดนี้เปิดภาพ “โอกาส–ช่องว่าง–และภารกิจ” พร้อมกันในคราวเดียว ตลาดยังไม่ตึงตัวเท่ากรุงเทพฯ การแข่งขันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ที่มีคุณภาพ แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับแผนรับมือกับ “ดีมานด์ที่เปลี่ยนทิศ” และ “ซัพพลายที่ชะลอเปิดใหม่” เพื่อเปลี่ยนโอกาสเชิงปริมาณให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงคุณภาพอย่างจริงจัง

บทความข่าวชิ้นนี้ชวนผู้อ่านถอดรหัสสถานการณ์โรงแรมเชียงราย–และภาคเหนือ—ด้วยวิธีการเล่าแบบ “ค่อย ๆ เปิดชั้นข้อมูล” ตั้งแต่ภาพมหภาคของประเทศ สู่บริบทภาคเหนือและพฤติกรรมตลาดเฉพาะพื้นที่ ก่อนปิดท้ายด้วย “รายการปฏิบัติการ” ที่ผู้ประกอบการทำได้ทันที พร้อมอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหน่วยงานรัฐและสถาบันที่เชื่อถือได้

ตัวเลขที่ขัดแย้ง—อุปสงค์ชะลอ แต่อัตราเข้าพักประเทศดีขึ้น

รายงาน “สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม ครึ่งแรกปี 2568” ของ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สรุปแรงกดดันด้านอุปสงค์ชัดเจน—นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง –4.7% YoY โดยเฉพาะตลาดจีนที่หดตัวถึง -34.1% และมาเลเซีย -5.6% ซึ่งเป็นสองสัญชาติหลักที่เคยพยุงยอดผู้มาเยือนในภาคเหนือและภาคอื่น ๆ ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ในระดับประเทศ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย กลับ “ขยับขึ้น” เป็น 60.8% (จาก 59.1% เดิม) สะท้อนว่าแม้อุปสงค์รวมสะดุด แต่โรงแรมจำนวนมากยังคงสามารถรักษาอัตราการใช้ห้องพักได้ผ่านการบริหารราคาและช่องทางขายที่คล่องตัว ประกอบกับการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังพยุงตลาดเอาไว้ได้พอสมควร

ทำไมภาพรวมประเทศดีขึ้น แต่ ภาคเหนือ (รวมเชียงราย) จึงเฉลี่ยเพียง 55.5%? คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “การกระจุกตัวของการลงทุน” และ “โครงสร้างดีมานด์” ที่เปลี่ยนแปลง—ขณะที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑลเดินหน้าโครงการใหม่ เพิ่ม stock อย่างหนัก ภาคเหนือกลับขยับช้ากว่า และต้องแบกรับ shock จากตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

แว่นขยายซัพพลาย—เปิดใหม่ลดลง สะสมหดตัว แต่พื้นที่อนุญาตก่อสร้างโตแรงในศูนย์กลาง

REIC ฉายภาพ ซัพพลายโรงแรมทั่วประเทศ ในครึ่งแรกปี 2568 ว่า

  • โรงแรมขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ ลดลงทั้ง “จำนวนแห่ง” -34.6% และ “จำนวนห้อง” -32.2% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
  • จำนวนโรงแรมจดทะเบียนสะสม ลดลง -3.7% และ จำนวนห้องพักสะสม ลดลง -1.8% สะท้อนการ “คัดตัวเองออกจากตลาด” ของผู้เล่นบางกลุ่ม รวมถึงการปิดตัวชั่วคราวที่ยังไม่กลับมาเปิด
  • ตรงกันข้าม พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างทั่วประเทศ กลับเพิ่มขึ้น 29.6% โดย กรุงเทพฯ–ปริมณฑล พุ่งสูงถึง +230.7% ชี้ว่าการลงทุนใหม่กำลังกระจุกตัวในเมืองหลักและศูนย์กลางขนส่ง/ธุรกิจ—แนวโน้มที่อาจดูดดีมานด์ high-yield ไปจากเมืองรองบางช่วงเวลา

สำหรับ ภาคเหนือ (ที่นับรวมเชียงราย) ผลรวมคือ “ยังมี room ให้โต”—เพราะการแข่งขันไม่รุนแรงเท่ากรุงเทพฯ แต่ก็หมายความว่า “ต้องลงมือจัดพอร์ตสินค้าและมาตรฐานบริการให้ตรงดีมานด์ใหม่” เพื่อเก็บเกี่ยว share ที่ยังเหลืออยู่

 ดีมานด์เปลี่ยนหน้า—จีนสะดุด แต่มี “สามตลาดโอกาส” แทรกขึ้นมา

ตัวเลขของ REIC ยังสะท้อน “การสับเปลี่ยนโครงนักท่องเที่ยว” อย่างชัดเจน—แม้จีนและมาเลเซียถอย แต่ยังมีสามกลุ่มที่ขยายตัวเกิน 10% ได้แก่

  • อินเดีย (+13.8%)
  • รัสเซีย (+12.4%)
  • สหราชอาณาจักร (+17.9%)

สำหรับ เชียงราย ซึ่งมีทั้งธรรมชาติ–ศิลปะ–วิถีชนเผ่า–ชายแดน–กาแฟ–ชา—ฐานทรัพยากรวัฒนธรรมเมืองรองเหล่านี้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทาง “คุณภาพ” ที่นิยมสเตย์นานขึ้น เดินทางนอกฤดูกว่าภูเก็ต/เชียงใหม่ และมักจองกิจกรรมเฉพาะทาง (artisan/ชา–กาแฟ/เดินป่าเบา ๆ/ชุมชน). นี่คือ “ฐานใหม่” ที่ผู้ประกอบการโรงแรมควรแปลงเป็นแพคเกจและช่องทางขายอย่างจริงจัง

ภาพเฉพาะเชียงราย—รายได้อันดับ 2 ของภาคเหนือ แต่ occupancy ยัง “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ”

ในเชิงรายได้ เชียงราย ทำได้โดดเด่น—รายได้ท่องเที่ยว 9 เดือน แรกแตะ 35,926 ล้านบาท เป็นรองเพียงเชียงใหม่ในภาคเหนือ แต่มิติ ประสิทธิภาพการใช้ห้อง (occupancy) ยังอยู่ในกรอบเฉลี่ยของภาคเหนือที่ 55.5% (H1/2568) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 60.8% ความหมายเชิงปฏิบัติคือ “รายได้รวมสูง แต่การใช้ห้องยังไม่เต็มศักยภาพ”—ถ้าเพิ่มอัตราเข้าพักขึ้นได้ทีละ 3–5 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยไม่กดราคาแรงจน RevPAR ตก ภาพกำไรของผู้ประกอบการจะต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่กำลังฉุดตัวเลข

  1. ฤดูกาล/พีกชอร์ต (peak short) — เชียงรายยังขึ้นกับฤดูกาลหนาวและงานเทศกาลเป็นหลัก ช่วง non-peak จึงโล่งยาว
  2. โครงสร้างช่องทางขาย — โรงแรม/ที่พักจำนวนหนึ่งยังพึ่งพา OTA เป็นหลัก มี direct channel ไม่แข็งแรงพอ ทำให้ต้นทุนค่าคอมสูง และควบคุม yield/segment ยาก
  3. พอร์ตสินค้า — สัดส่วนที่พักระดับกลาง–บนที่มีจุดขาย “ประสบการณ์+ความยั่งยืน” ซึ่งนักเดินทางรุ่นใหม่ยอมจ่าย premium ยังไม่มากเท่าจังหวัดแม่เหล็กอื่น

จะ “ปิดช่องว่าง 55.5%” อย่างไรให้เห็นผลใน 2 ฤดูกาล

เพื่อไม่ให้ข้อเสนอเป็นแค่สูตรสำเร็จ เราผูก “การบ้าน 5 ข้อ” เข้ากับโครงสร้างดีมานด์–ซัพพลายและนโยบายภาครัฐที่เกิดขึ้นจริงในปี 2568

1) ปั้นไฮซีซันให้ “ยาวขึ้น” ด้วย Micro-Season และ Shoulder Events

  • สร้าง mini-festival/กิจกรรมเฉพาะทาง (กาแฟ–ชา–ดนตรีในสวน–คอมมูนิตี้รัน–ศิลปะร่วมสมัย) ในช่องว่างระหว่างเทศกาลหลัก เช่น หลังปีใหม่ถึงก่อนซากุระพญาเสือโคร่งบาน หรือปลายฝนก่อนลมหนาว เพื่อถ่างไหล่ไฮซีซัน
  • ทำ แพคเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–ผู้จัดกิจกรรม–คาเฟ่–อาร์ตสเปซ เน้นระยะสั้น 2–3 คืน มุ่งกลุ่มกรุงเทพฯ/เชียงใหม่ที่ขับรถมาเองและตลาดลัดฟ้า CLMV

2) ใช้ “สามตลาดโอกาส” ให้คุ้ม อินเดีย–รัสเซีย–สหราชอาณาจักร

  • อินเดียชอบ leisure+family+ภาพถ่าย เพิ่ม service design สำหรับครอบครัว (connecting rooms, kids activity, อินเดียมังสวิรัติ) พร้อมแผนสื่อสารในภาษาอังกฤษที่เน้นภาพ “สวย ถ่ายรูปขึ้น”
  • รัสเซียต้องการธรรมชาติ–อากาศเย็น วางโปรยาว 5–7 คืน สำหรับ long-stay ใน low season ด้วยราคาเฉลี่ยต่อคืนที่จูงใจแต่คง margin ผ่านบริการเสริม (laundry/ซ่อมจักรยาน/คูปองร้านในเมือง)
  • สหราชอาณาจักรเน้นคุณค่าความยั่งยืนและวัฒนธรรม ใส่มาตรฐาน sustainable practice ที่ตรวจสอบได้ เช่น การลดพลาสติก, แหล่งซื้ออาหารท้องถิ่น, กิจกรรม community-based พร้อมหน้าเว็บแสดงนโยบาย ESG ชัดเจน

3) รีแพ็กเกจสินค้ากลุ่ม Bleisure และ Wellness-lite

เทรนด์ทำงานนอกสถานที่ยังไม่หาย—ออกแบบแพคเกจ “Work from Chiang Rai 5–7 คืน” รวม co-working day pass/นวดไทย/กิจกรรมเย็น, เน็ตแรงรับรอง, late check-out วันศุกร์ พร้อม “เงื่อนไขเลื่อนได้” เพื่อลดความเสี่ยงผู้จอง

4) Direct Booking-First ลดค่าคอมฯ OTA โดยไม่เสียยอด

  • ตั้ง “Best Value on Our Site” จริง—ไม่ใช่คำโฆษณา—ให้สิทธิพิเศษเฉพาะจองตรง เช่น early check-in (ถ้าห้องว่าง), welcome drink, เครดิตอาหาร 300 บาท/คืน
  • ลงทุน CRM + Email Automation เพื่อเรียกกลับลูกค้าเก่า ส่งข้อเสนอจับเวลา 72 ชั่วโมงหลังเช็กเอาต์ พร้อมดีลวันเกิด/ครบรอบ—ต้นทุนต่ำแต่ conversion สูง
  • วัดผลด้วย RevPAR/Net (หลังหักค่าคอม) ไม่ใช่แค่ ADR/Occ. เพื่อเห็นกำไรจริง

5) เตรียมตัวรับ Air Access และ “คานอำนาจราคา” ในไฮซีซัน

นโยบายเชิงรุกของรัฐในไตรมาสท้ายปี—ตั้งแต่การเจรจาเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศไปยังเมืองรอง ไปจนถึงมาตรการจูงใจสายการบิน—หากส่งผลถึงเชียงราย ผู้ประกอบการต้องพร้อมทั้ง Rate Strategy และ Allotment Management ไม่ขายห้องหมดเร็วเกินไปในราคาเปิด–แต่กัก allotment เพื่อจับดีมานด์ท้ายไฮซีซันที่ willingness-to-pay สูงกว่า

ด้านแรงงานและมาตรฐานบริการ คู่สมรสของ Occupancy

อัตราเข้าพักจะ “แปรเป็นกำไร” ก็ต่อเมื่อโรงแรมคุม ต้นทุนแรงงาน–พลังงาน–อาหาร ได้ในระดับคุณภาพบริการที่ไม่ตก—เรื่องนี้ยิ่งสำคัญในเชียงรายที่ตลาดแรงงานการบริการคุณภาพยังตึงมือเป็นระยะ ข้อเสนอทางปฏิบัติ ได้แก่

  • Upskill แบบ pinpoint เลือกทักษะที่สร้างความต่าง เช่น สื่อสารอังกฤษ/จีนขั้นพื้นฐานสำหรับพนักงานต้อนรับ–เบลล์บอย, เทคนิค upsell อาหารเช้า–สปา–เลทเช็กเอาต์ สำหรับ front-line
  • Energy Management ลงระบบควบคุมไฟ–แอร์โซนสาธารณะ, เปลี่ยนหลอด/เครื่องทำน้ำร้อนประสิทธิภาพสูง, ติดตาม kWh ต่อห้อง/คืน แบบรายสัปดาห์—ต้นทุนกิโลวัตต์ลดลง = margin เพิ่มขึ้นโดยไม่แตะราคา
  • มาตรฐานความสะอาด–ความปลอดภัย ให้ “เห็นและจับต้องได้” ป้ายเช็กชื่อแม่บ้าน/เวลาทำความสะอาด, มุมแสดงนโยบายอาหารปลอดภัย, อธิบายการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ—คือสัญญาณคุณภาพที่นักเดินทางยุคใหม่ให้คะแนน

สัญญาณเตือนและโอกาสระยะกลาง ซัพพลายใหม่กำลัง “เลือกเกิด” เมืองรองต้องชิงคุณภาพ

แม้จำนวนโรงแรมอนุญาตเปิดใหม่ทั่วประเทศลดลงแรง แต่ พื้นที่ก่อสร้างรวม กลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ–ปริมณฑล—แปลว่าเงินลงทุนกำลัง “เลือกเกิด” ในจุดที่คิดว่าหวังผลได้แน่ เมืองรองอย่างเชียงรายจึงควรเน้น “คุณภาพสินทรัพย์” ไม่ไล่ปริมาณ ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียม–ครอบครัว–นักเดินทางยาว เพื่อยืดระยะเวลาพักและดันค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spend per Trip) มากกว่าการแข่งราคาเฉลี่ยต่อคืน

การที่ สินเชื่อคงค้างโรงแรม/รีสอร์ท ครึ่งแรกปี 2568 อยู่ที่ 418,557 ล้านบาท (ขยายตัวเล็กน้อย +0.2% YoY) บ่งชี้ว่าแบงก์ยัง “เปิดไฟเขียวแบบมีเงื่อนไข”—ทีมที่มีแผนธุรกิจชัด, Demand mapping ดี, โครงสร้างทุนเหมาะสม ยังเข้าถึงแหล่งเงินได้ เมืองรองจึงควรชูแผนเชื่อมชุมชน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เพื่อให้ดีลมี “เรื่องเล่าและผลกระทบเชิงบวก” มากกว่าตัวเลข occupancy เพียงอย่างเดียว

เชื่อมโยงกับโครงนโยบายท่องเที่ยว ทำงาน “ร่วมจังหวะรัฐ” ให้เป็น

ในระดับนโยบาย ภาครัฐผลักดัน Airline Focus เพิ่มเส้นทางบินสากลเข้าสู่ไทยและเมืองหลักหลายแห่ง รวมทั้งการรุกตลาดต่างชาติช่วงไฮซีซัน การส่งสัญญาณเช่นนี้สำคัญต่อเชียงรายใน 2 ประเด็น

  1. หากเที่ยวบินระหว่างประเทศ/เช่าเหมาลำเข้าถึงเมืองเหนือมากขึ้น เชียงรายต้องรีบจับมือผู้จัดทัวร์–ไกด์–ผู้ประกอบการกิจกรรม เพื่อทำ multi-night program ที่ดึงนักท่องเที่ยวไปไกลกว่า “แวะ 1 คืน”
  2. ควรใช้สถานะเมืองปลายทางปลอดภัย–เป็นมิตร–วัฒนธรรมเด่น มัดใจกลุ่มผู้หญิงเดินทางเดี่ยว/กลุ่มเล็ก/ดิจิทัลโนแมด ที่มีแนวโน้มพักยาวและใช้จ่ายเฉลี่ยสูง

จากตัวเลขสู่การบ้าน—ทำอย่างไรให้ “55.5%” ขยับใกล้ 60.8% และเกินกว่านั้น

ภารกิจเร่งด่วน 90–180 วัน สำหรับโรงแรมเชียงรายและภาคเหนือที่อยากเห็น occupancy ขยับขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยไม่บั่นทอนราคาเฉลี่ย มีได้อย่างน้อย 6 ข้อ

  1. สร้างแพคเกจ “อยู่ยาวขึ้น” (Stay Longer, Save Smarter) 4/6/8 คืน พร้อมสิทธิ late check-out + เครดิต F&B แทนการลดราคาโต้ง ๆ เพื่อรักษา ADR
  2. เน้นกลุ่มเดินทางต่างชาติที่เติบโต—อินเดีย/รัสเซีย/สหราชอาณาจักร—ทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษที่ตอบคำถาม “มาทำอะไรได้บ้างใน 72 ชั่วโมง” พร้อมจองกิจกรรมล่วงหน้าบนเว็บตรง
  3. ทำ Calendar Micro-Season ร่วมพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อถ่างช่วงพีก และเลี่ยง “หลุมร้าง” ระหว่างเทศกาลโดยใช้กิจกรรมเฉพาะทาง
  4. จัดโครงสร้างราคาแบบ smart-fence member-only rates บนเว็บตรง, add-on ซื้อเพิ่ม (อาหารเช้า/รถรับ–ส่ง/กิจกรรม), กำหนด blackout period ให้ OTA ในวันดีมานด์สูง
  5. ยกระดับงานบริการเชิงประสบการณ์ (experience cues) ที่ต้นทุนต่ำแต่รับรู้คุณค่าสูง เช่น ชา–กาแฟสายพิเศษ local maker, มินิวอร์กช็อป 30 นาที, มุมงานคราฟต์เด็ก–ครอบครัว
  6. วัดผลด้วยตัวชี้วัด “กำไรจริง”—RevPAR/Net, GOPPAR—แทนการดัน occupancy อย่างเดียว เพื่อเลี่ยงกับดัก “ห้องเต็มแต่กำไรบาง”

หากทำได้ตามนี้ แม้ “จำนวนนักท่องเที่ยวรวม” ยังแกว่งตามเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการเชียงรายก็ยังมีโอกาสดันอัตราเข้าพักให้ “ไล่ทันหรือแซงค่าเฉลี่ยประเทศ” พร้อมรักษาราคาเฉลี่ยต่อคืนให้เหมาะกับคุณภาพประสบการณ์—นั่นคือการเปลี่ยนรายได้จังหวัดที่อันดับ 2 ของภาคเหนือ ให้ “ไหลลงงบกำไรขาดทุน” อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • athitahotel
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (MOTS)
  • ข้อมูลข่าวและสรุปนโยบายภาครัฐด้านการท่องเที่ยวปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายครองอันดับ 1 เมืองรอง GDP โต 2.1% ท่ามกลางวิกฤตเกษตร

เศรษฐกิจเชียงรายฟื้นตัวสวนกระแสชาติ ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว แต่ยังเผชิญปัญหาเกษตรกร-หนี้ครัวเรือนสูง

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 – ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนจากคลื่นความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาความยากจนที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคนในปี 2567 จังหวัดเชียงรายกลับโดดเด่นด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568 แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย สัญญาณเตือนท่ามกลางการเติบโต

รายงานล่าสุดจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยให้เห็นภาพที่น่าเป็นห่วงของสถานการณ์ความยากจนในประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 3.41% ในปี 2566 โดยภาคเกษตรแบกรับภาระหนักที่สุด มีสัดส่วนคนจนถึง 45.49% ของคนจนทั้งหมด

“ลักษณะพลวัตของความยากจนทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสถานะระหว่าง ‘จน’ และ ‘ไม่จน’ ได้ตามปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติ” รายงาน สศช. ระบุ

ทั้งนี้ เส้นความยากจนได้ปรับสูงขึ้นเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาท ขณะที่กลุ่ม “คนจนมาก” ที่มีรายได้เพียง 615 บาทต่อคนต่อเดือน มีจำนวน 879,000 คน

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ไทยเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับเวียดนามในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอีคอมเมิร์ซกลับเป็นจุดสว่างเมื่อคนไทยครองแชมป์ช้อปออนไลน์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

ภาคเหนือ ระหว่างโอกาสและความเปราะบาง

ภาคเหนือซึ่งยังคงพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก เผชิญกับความผันผวนรุนแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง วิกฤตราคาลำไยในปี 2568 ที่ผลผลิตล้นตลาดควบคู่กับภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อรายได้ของเกษตรกร

แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ภาครัฐได้เข้ามาแทรกแซงด้วยมาตรการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มและการเชื่อมโยงการแปรรูป ขณะที่การค้าชายแดนของภาคเหนือยังคงแสดงศักยภาพด้วยมูลค่าดุลการค้าเฉลี่ยสูงถึง 90,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาส่งผลกระทบต่อการค้าผ่านด่านแม่สาย ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การค้าไปยังเส้นทางอื่น เชียงราย ดาวเด่นแห่งการฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายของภาพรวมประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับโชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยการคาดการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจังหวัดจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568

การท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักสู่ความสำเร็จ

ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เกือบ 2.6 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2568 พร้อมได้รับตำแหน่ง “เมืองรองด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ” โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 55%

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการจัดอันดับให้เชียงรายเป็น “เมืองที่ปลอดภัยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำ

ภาคบริการและการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 7.1% ในปี 2567 และ 6.7% ในปี 2568 ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

การลงทุนสาธารณะ มูลฐานแห่งอนาคต

ภาครัฐได้อนุมัติงบกลางกว่า 363.62 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัยปลายปี 2567 และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์

ในขณะเดียวกัน การบินไทย (ทอท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 5.7 พันล้านบาทเพื่อยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่การเป็น “ศูนย์กลาง MRO (Maintenance, Repair, and Overhaul) ของภูมิภาค” ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการบิน

ภาคเอกชน ความเชื่อมั่นในศักยภาพ

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้แสดงความเชื่อมั่นด้วยการเปิดสาขาใหม่ในเชียงรายด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในพื้นที่และการเติบโตของกำลังซื้อของผู้บริโภค ความท้าทายที่ยังคงอยู่ แม้จะมีสัญญาณบวกมากมาย แต่เชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะวิกฤตภาคเกษตรจากหัวใจเศรษฐกิจสู่จุดอ่อน ภาคการเกษตรซึ่งเคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ คาดว่าจะหดตัว -3.6% ในปี 2567 ก่อนจะฟื้นตัวเพียง 1.6% ในปี 2568 ปัญหาผลผลิตล้นตลาดของลำไยและราคาตกต่ำยังคงเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของเกษตกรจำนวนมาก

การพึ่งพาภาคการเกษตรที่มีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าโลก ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ยังคงตกอยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

หนี้สินครัวเรือน กับดักที่บั่นทอนการเติบโต

ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจบั่นทอนการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าจะคาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 4.7% ในปี 2567 และ 5.7% ในปี 2568 แต่ภาระหนี้สินที่สูงอาจทำให้การตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า การค้าชายแดน ระหว่างโอกาสและความไม่แน่นอนแม้การค้าชายแดนจะคาดว่าเติบโต 9.9% ในปี 2567 แต่การพึ่งพาการค้าผ่านแดนกับจีนเป็นหลัก ทำให้มีความผันผวนตามฤดูกาลผลิตของสินค้าเกษตรอย่างทุเรียน ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมายังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าที่สำคัญ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ทิศทางและข้อเสนอแนะ

การวิเคราะห์จากหลายหน่วยงานชี้ให้เห็นว่า เชียงรายจำเป็นต้องมีการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน

สศช. เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 3 ประการหลัก ได้แก่ การประเมินผลโครงการงบประมาณสูงอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

แสงสว่างท้ายอุโมงค์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) ของเชียงรายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 91,736 บาทในปี 2564 เป็น 93,660 บาทในปี 2567 และ 96,561 บาทในปี 2568

การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการที่ผลประโยชน์จากการเติบโตนี้จะกระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว

GPP per capita (ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว) คืออะไร GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว คือตัวเลขแสดงถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของจังหวัดเฉลี่ยต่อประชากร 1 คน

 วิธีการคำนวณ

GPP per capita = GPP ของจังหวัด ÷ จำนวนประชากรในจังหวัด

ตัวเลขเชียงราย

  • ปี 2564: 91,736 บาทต่อคนต่อปี
  • ปี 2567: 93,660 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)
  • ปี 2568: 96,561 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)

ความหมายของตัวเลข เปรียบเทียบง่ายๆ

  • หากแปลงเป็นรายเดือน: 93,660 ÷ 12 = 7,805 บาทต่อคนต่อเดือน
  • หมายความว่าเฉลี่ยแล้วคนเชียงราย 1 คนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เดือนละ 7,805 บาท

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ

  1. ไม่ใช่รายได้จริงของคนเชียงราย – เป็นการวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
  2. เป็นค่าเฉลี่ย – คนจริงอาจได้รับมากกว่าหรือน้อยกว่านี้มาก
  3. รวมทุกภาคส่วน – เกษตร, อุตสาหกรรม, บริการ, การท่องเที่ยว

ประโยชน์ของ GPP per capita

สำหรับนักลงทุน

  • วัดศักยภาพเศรษฐกิจของจังหวัด
  • เปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างจังหวัด

สำหรับรัฐบาล

  • วางแผนการพัฒนาและจัดสรรงบประมาณ
  • ติดตามความเจริญของจังหวัด

สำหรับประชาชน

  • เข้าใจศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิน่
  • ประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกิจ

ตำแหน่งเชียงรายในภาพรวม

ตัวเลข 96,561 บาท ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเชียงรายมีศักยภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมาก (ประเทศไทยมี GDP per capita ประมาณ 262,633 บาทในปี 2566) สรุปโดยรวม GPP per capita เป็น “เครื่องมือวัด” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจังหวัด ไม่ใช่เงินที่คนได้รับจริง แต่เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับการวางแผนและการลงทุน

เส้นทางสู่ความยั่งยืน

เชียงรายได้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างที่ดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายระดับชาติ ด้วยการขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการเติบโตนี้ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งการลดการพึ่งพาภาคเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง การจัดการหนี้สินครัวเรือน และการสร้างความมั่นคงให้กับการค้าชายแดน

การกระจายความเสี่ยง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เชียงรายสามารถเดินหน้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • การบินไทย (ทอท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทางหลวงเปิดเส้นทางใหม่ เชื่อมเชียงราย-เชียงของ ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ

ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ เปิดใช้แล้ว รองรับเศรษฐกิจและท่องเที่ยวภาคเหนือ

เชียงราย, 5 กุมภาพันธ์ 2568 – กรมทางหลวง (ทล.) เปิดให้บริการ ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ อย่างเป็นทางการ หลังดำเนินโครงการปรับปรุงและขยายเส้นทางระหว่าง อำเภอเทิง – บ้านต้า จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 16 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทาง การค้า และการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงการค้าชายแดนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจ R3A (ไทย – ลาว – จีน)

เส้นทางยุทธศาสตร์ เชื่อมไทย – ลาว – จีน เสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน

นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ทางหลวงหมายเลข 1020 เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมระหว่าง จังหวัดเชียงราย – อำเภอเชียงของ – ประเทศเพื่อนบ้าน และเป็น เส้นทางยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) และท่าเรือเชียงแสน

โครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพ การค้าชายแดน และรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นทางเชื่อมหลักสู่ประเทศจีนตอนใต้ ผ่าน สปป.ลาว ซึ่งเป็น ประตูเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคอาเซียน

โครงสร้างใหม่ 4 ช่องจราจร พร้อมระบบความปลอดภัยสูงสุด

กรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างปรับปรุงจาก ถนนขนาด 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไป-กลับ) พร้อม ผิวจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต และ เกาะกลางยกระดับ (Raised median) เพื่อแยกทิศทางการจราจร ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัย

โครงการยังรวมถึง

  • การติดตั้งไฟส่องสว่าง ตลอดเส้นทาง
  • การก่อสร้างทางเท้าในพื้นที่ชุมชน
  • มาตรฐานโครงสร้างพิเศษ รองรับน้ำหนักขนส่งสินค้าได้มากขึ้น

โครงการใช้งบประมาณรวม 898.9 ล้านบาท และเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางเรียบร้อยแล้ว

สนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวภาคเหนือ

โครงการนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพด้าน เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว โดยเป็นทางเชื่อมระหว่างแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จังหวัดเชียงราย เช่น

  • อุทยานแห่งชาติภูซาง
  • ภูชี้ฟ้า
  • ดอยผาตั้ง
  • แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมใน สปป.ลาว

นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางเข้าออกพื้นที่ชายแดน และรองรับนักลงทุนที่ต้องการพัฒนาโครงสร้างธุรกิจในภาคเหนือ

สอดคล้องกับยุทธศาสตร์คมนาคมแห่งชาติ

โครงการนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560 – 2564) และยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย (พ.ศ. 2558 – 2565)

นโยบายของ กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างโอกาสให้กับประชาชนและธุรกิจในภูมิภาค

กรมทางหลวงย้ำความพร้อมให้บริการ

กรมทางหลวงยืนยันว่าเส้นทางดังกล่าวพร้อมให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทาง หรือแจ้งเหตุด่วนระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง)

สรุปข่าว

  • กรมทางหลวง เปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย – เชียงของ อย่างเป็นทางการ
  • เสริมศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมไทย – ลาว – จีน รองรับการค้าและการขนส่ง
  • ขยายเป็น 4 ช่องจราจร พร้อมโครงสร้างถนนมาตรฐานสูง เพิ่มความปลอดภัย
  • เชื่อมโยงแหล่ง ท่องเที่ยวสำคัญในเชียงราย และรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE