Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายอ่วม! ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงระดับอันตราย กรมฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนถล่มอำเภอเมือง

เชียงรายยังอยู่กลางวงล้อมฝุ่นหนัก แม้ฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนซ้ำเติมบ้านเรือนในอำเภอเมือง

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – จังหวัดเชียงรายยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา แม้หน่วยงานส่วนกลางจะเร่งปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อหวังใช้เมฆและฝนช่วยดูดซับมลพิษออกจากบรรยากาศ แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กลับสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะในวันเดียวกัน เชียงรายไม่เพียงต้องรับมือกับฝุ่นควันที่กดทับคุณภาพชีวิตของผู้คน หากยังต้องเผชิญอากาศแปรปรวนและพายุฤดูร้อนที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนในอำเภอเมืองอีกระลอกหนึ่งด้วย

เชียงรายอยู่ในจุดที่ตัวเลขไม่อาจมองข้าม

หากพิจารณาจากข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2569 จะพบว่า เชียงรายยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย วัดได้ 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย วัดได้ 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ วัดได้ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาพรวมพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานเดียวกันในภาคเหนือตอนบนมีค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 104 ถึง 314.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบจุดเดียว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตอากาศที่แผ่กว้างทั้งภูมิภาค

ข้อมูลเรียลไทม์ที่แนบมาเพิ่มเติมยังสะท้อนภาพที่รุนแรงกว่าในระดับจุดตรวจเฉพาะพื้นที่ โดยบางสถานีในเชียงรายแตะระดับอันตรายขั้นสูงมากในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คำว่า “หมอกควัน” ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายสภาพอากาศอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั้งเมือง ตั้งแต่เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนทำงานกลางแจ้ง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องพึ่งพาการสัญจรและกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่ออากาศกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาและรู้สึกได้ในระบบหายใจโดยตรง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะมีฝนหรือไม่ แต่คือฝนนั้นจะเพียงพอแค่ไหนต่อการคลี่แรงกดทับที่สะสมมาหลายวัน

ฝนหลวงขยับเกมเหนือเวียงป่าเป้าและแม่สรวย

ท่ามกลางภาวะที่ค่าฝุ่นยืนระดับอันตราย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้าปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงเย็นของวันที่ 5 เมษายน โดยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ระบุว่า เป้าหมายหลักของภารกิจวันนั้นคือบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือ ด้วย 3 เทคนิคควบคู่กัน ได้แก่ การสเปรย์น้ำเย็น การโปรยน้ำแข็งแห้ง และการก่อเมฆร่วมกับการเลี้ยงเมฆเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตก โดยในช่วงบ่ายมีการวางแผนเลี้ยงเมฆอย่างชัดเจนเหนือพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดในรอบนี้

การเลือกเวียงป่าเป้าและแม่สรวยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้งสองอำเภอเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภูมิประเทศเชิงเขา แหล่งป่า และมวลอากาศที่ไหลเวียนระหว่างเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียง เมื่อหน่วยงานบินเข้าเลี้ยงเมฆเหนือแนวนี้ จึงเป็นความพยายามช่วงชิงสภาพอากาศในระดับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการทำภารกิจเชิงสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน พื้นที่เชียงรายยังมีสถานะเป็นจังหวัดที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง รวม 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าจังหวัดนี้อยู่ในแนวหน้าของปัญหาอย่างแท้จริง

ผลปฏิบัติการให้สัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา

ผลติดตามหลังปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ ระบุว่า ช่วงเวลา 16.00 น. กลุ่มเมฆเริ่มรวมตัวและพัฒนาขนาดต่อเนื่อง จากนั้นเวลา 16.30 น. มีฝนตกขณะปฏิบัติการ และเมื่อประเมินจากเรดาร์ฝนหลวงและภาพดาวเทียมเวลา 18.00 น. พบพื้นที่ฝนตกใน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง นี่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆในวันดังกล่าวมีผลในระดับพื้นที่จริง และสามารถสร้างฝนได้ในบางแนวบินตามที่หน่วยงานติดตามไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงราย จำเป็นต้องรายงานอย่างรอบคอบว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “แรงหนุนต่อโอกาสในการบรรเทา” มากกว่าจะสรุปว่าแก้ปัญหาได้เด็ดขาด เพราะแม้แนวบินจะครอบคลุมเวียงป่าเป้าและแม่สรวย แต่ข้อมูลที่แนบมาในพื้นที่เชียงรายเองสะท้อนว่า ฝนที่เกิดขึ้นบางจุดยังช่วยลดฝุ่นได้เพียงเล็กน้อย และหมอกควันยังคงปกคลุมต่อเนื่อง นี่คือจุดที่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารสาธารณภัยต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ฝนหนึ่งรอบอาจช่วยลดความรุนแรงชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาที่โยงกับไฟป่า แหล่งกำเนิดมลพิษหลายจุด และสภาพอากาศปิดสะสมหลายวัน

เชียงรายไม่ได้เจอเพียงฝุ่น แต่เจออากาศแปรปรวนซ้ำเติมในวันเดียวกัน

ในช่วงค่ำของวันที่ 5 เมษายน บ้านห้วยเคียน หมู่ 4 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เผชิญพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ ส่งผลให้บ้านเรือนและโรงจอดรถเสียหายเบื้องต้นอย่างน้อย 10 หลังคาเรือน หลังคาปลิวและมีกระเบื้องตกใส่บ้านและรถยนต์ รายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่เร่งเข้าสำรวจและให้ความช่วยเหลือทันที ภาพเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า เชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่สภาพอากาศเปลี่ยนจากฝุ่นหนาและฟ้าหม่น ไปสู่ฝน ลมแรง และความเสียหายจากพายุได้ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการคาดหมายลักษณะอากาศรายเดือนของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ว่า เดือนเมษายนบริเวณภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางแห่ง ขณะที่เชียงรายถูกประเมินว่าจะมีฝนตลอดเดือนราว 90 ถึง 120 มิลลิเมตร เมื่อวางคำเตือนนี้ซ้อนกับเหตุบ้านห้วยเคียน จะเห็นชัดว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนรายวัน แต่เป็นรูปแบบอากาศแปรปรวนที่ประชาชนและหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ

บททดสอบของเชียงรายคือการรับมือภัยซ้อน

สภาพจริงของเชียงรายในห้วงเวลานี้จึงไม่ใช่ภัยเดี่ยว แต่เป็น “ภัยซ้อน” อย่างน้อย 3 ชั้น คือ ไฟป่าและแหล่งกำเนิดควัน ฝุ่น PM2.5 ที่สะสมในชั้นบรรยากาศ และความแปรปรวนของอากาศที่อาจก่อพายุและความเสียหายเชิงกายภาพต่อทรัพย์สินของประชาชน การบริหารสถานการณ์ลักษณะนี้ยากกว่าการรับมือเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะหน่วยงานต้องทำงานคู่ขนานทั้งด้านสุขภาพ การเฝ้าระวังไฟป่า การเตรียมความพร้อมรับลมพายุ และการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา

ในมิตินี้ เชียงรายยังมีความเปราะบางเฉพาะตัวจากสภาพภูมิประเทศและการกระจายตัวของชุมชน หลายพื้นที่อยู่ใกล้ป่า อยู่ตามแนวเขา หรือเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมจังหวัดและชายแดน เมื่อเกิดฝุ่นหนา การมองเห็นลดลงและสุขภาพประชาชนถูกกระทบทันที แต่เมื่อเกิดพายุในช่วงค่ำ ความเสียหายต่อหลังคาเรือนและสิ่งปลูกสร้างก็เกิดขึ้นรวดเร็วไม่แพ้กัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ระบบเตือนภัยของรัฐไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่เชื่อมข้อมูลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อุตุนิยมวิทยา และสาธารณภัยเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

กลไกช่วยเหลือเริ่มถูกขยับ แต่ความเร็วคือหัวใจ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ว่า ได้ย้ำจังหวัดที่ประสบปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้ใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามแนวทางหลักเกณฑ์ ทั้งในด้านการเยียวยา การป้องกันบรรเทา และการระงับเหตุ โดยสามารถใช้จ่ายเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้แม้ยังไม่ต้องประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือในทุกกรณี และหากวงเงินคงเหลือไม่พอ ให้จังหวัดเสนอขอขยายวงเงินมายัง ปภ. โดยด่วน มาตรการนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงราย เพราะจังหวัดอยู่ในสถานะพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วบางส่วน และยังเผชิญผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ จังหวัดเชียงรายเริ่มขยับกลไกเชิงรุกเพื่อสกัดต้นเหตุของปัญหาเช่นกัน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 3 เมษายน 2569 ว่าจังหวัดย้ำให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการเผาป่าเพื่อรับเงินรางวัล และมีการอนุมัติเงินนำจับในบางกรณีแล้ว นี่สะท้อนว่าการแก้วิกฤตฝุ่นในเชียงรายไม่อาจพึ่งเพียงเครื่องบินบนท้องฟ้า แต่ต้องอาศัยการสกัดต้นเหตุบนพื้นดินควบคู่กัน เพราะหากยังมีการเผาอย่างต่อเนื่อง การบรรเทาฝุ่นด้วยฝนหรือกระแสลมก็ย่อมมีข้อจำกัดโดยตัวมันเอง

สิ่งที่คนเชียงรายควรจับตาหลังจากนี้

สิ่งแรกที่ประชาชนควรเฝ้าดูคือ แนวโน้มค่าฝุ่นหลังฝนและหลังปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ว่าจะลดลงต่อเนื่องหรือเป็นเพียงการผ่อนแรงชั่วคราว หากค่าฝุ่นยังกลับมาสูงเร็ว นั่นย่อมหมายความว่าต้นเหตุของควันยังไม่ถูกควบคุมได้มากพอ สิ่งถัดมาคือการเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดลมกระโชกแรงหรือมีหลังคาบ้านเสียหายแล้ว เพราะเมษายนยังเป็นเดือนที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนไว้อย่างชัดเจนว่าอาจเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้งในภาคเหนือ

ในเชิงนโยบาย บทเรียนของวันที่ 5 เมษายนบอกกับเชียงรายอย่างชัดเจนว่า การจัดการฝุ่นไม่อาจใช้เครื่องมือเดียวได้อีกต่อไป จังหวัดต้องเดินหลายแนวพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมการเผา การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง การสื่อสารเตือนภัยที่รวดเร็ว การเตรียมงบและเครื่องมือช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยบิน หน่วยอุตุนิยมวิทยา และหน่วยท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อภัยทางอากาศเปลี่ยนรูปได้ภายในวันเดียว ตั้งแต่ฟ้าขมุกขมัวไปจนถึงลมพายุ การทำงานแบบรอให้เหตุเกิดแล้วค่อยขยับ ย่อมไม่ทันกับความจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

ปลายทางของเรื่องนี้ยังไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย

แม้การเลี้ยงเมฆของกรมฝนหลวงฯ จะให้ผลเชิงบวกและมีฝนเกิดขึ้นจริงในบางจังหวัดของภาคเหนือ แต่สำหรับเชียงราย ภาพรวมยังสะท้อนว่านี่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการจบวิกฤต จังหวัดยังมีค่าฝุ่นสูงในหลายจุด ยังมีพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากไฟป่า ยังมีชุมชนที่ต้องเฝ้าระวังการเผา และล่าสุดยังมีบ้านเรือนเสียหายจากพายุฤดูร้อนเข้ามาซ้ำเติม ในความหมายนี้ วันที่ 5 เมษายนจึงไม่ใช่วันที่เชียงรายหลุดพ้นจากวิกฤต แต่เป็นวันที่เห็นชัดที่สุดว่า จังหวัดกำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัยที่เชื่อมถึงกันทั้งระบบ

และเมื่อมองออกไปในระดับภาคเหนือ ภาพฝนที่ตกในฮอด ลี้ และเถิน อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐยังมีช่องทางแทรกแซงสถานการณ์ได้ แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ จะทำอย่างไรให้สัญญาณบวกชั่วคราวแปลงเป็นความปลอดภัยระยะยาวของประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายซึ่งวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงฝน หากต้องการอากาศที่หายใจได้ บ้านที่ปลอดภัย และระบบรัฐที่ไปถึงประชาชนเร็วพอในวันที่ภัยเปลี่ยนรูปเร็วกว่าทุกปี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.
เชียงรายมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในจุดหลักที่เกินมาตรฐาน ได้แก่
อำเภอเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอแม่สาย 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอเชียงของ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 5 เมษายน 2569
กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการทั้งช่วงเช้าและบ่าย โดยวางแผนเลี้ยงเมฆเหนืออำเภอเวียงป่าเป้าและอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และติดตามผลพบฝนตกในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ข้อมูล ปภ. เผยแพร่เมื่อ 5 เมษายน 2569
จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 2 จังหวัดของภาคเหนือที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้ว ครอบคลุม 3 อำเภอ 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง

การคาดหมายรายเดือนเดือนเมษายน 2569 ของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ
เชียงรายมีแนวโน้มมีฝน 90 ถึง 120 มิลลิเมตร และภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

“พัชรวาท” สั่ง ปิดป่า – ยกระดับคุมจุดความร้อน 17 จังหวัดภาคเหนือ

 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ VDO Conference ติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับ 17 จังหวัดภาคเหนือ สั่งการยกระดับมาตรการที่เข้มงวด ปรับรูปแบบ การจัดกำลังดับไฟป่า “ปิดป่า” ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติการด้วยความ “แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ” ประกอบด้วย 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่

 

1) ปรับรูปแบบการจัดกำลังดับไฟป่า ด้วยยุทธวิธีผสมผสานทั้งการตรึงพื้นที่ด้วยจุดเฝ้าระวัง โดยให้วอร์รูมบัญชาการชุดปฏิบัติการดับไฟป่าตลอดเวลาที่มีการเข้าพื้นที่
 
2) ติดตามสถานการณ์จุดความร้อน เมื่อพบต้องเร่งเข้าปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์โดยทันที แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และงดการใช้อาสาสมัครที่ไม่ได้รับการฝึกปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย
 
3) สนับสนุนและบูรณาการทำงานอย่างเต็มที่เป็นหนึ่งเดียว กับศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง
 
4) “ปิดป่า” ห้ามมิให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ยกระดับการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่า
 
5) พื้นที่เกษตร ต้องติดตามเฝ้าระวังประสานงานกับฝ่ายปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อลดและควบคุมไม่ให้เกิดการเผาและหากเกิดต้องควบคุมให้ได้โดยเร็ว
 
6) สื่อสาร แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างทั่วถึง ทันท่วงทีเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง สร้างความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม
กระทรวงเกษตรฯ สั่งลุยสยบ PM 2.5 เชียงใหม่ ใช้เทคนิคเด็ด “โปรยน้ำและน้ำแข็งแห้ง”
นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดอื่นในภาคเหนือ การปฏิบัติการในครั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ใช้ “เทคนิคลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำและโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อเป็นการเจาะช่องบรรยากาศให้สามารถระบายฝุ่นละอองขึ้นต่อไปได้ ” สำหรับผลการปฏิบัติในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 4 – 10 มีนาคม 2567 พบว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก บริเวณ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน มีแนวโน้มลดลง
กรมควบคุมโรคแนะ 3 แนวทางคนไทย “รู้-ลด-เลี่ยง” ฝุ่น PM 2.5
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำ 3 แนวทางรับมือและป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้คนไทยนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับ “ฝุ่น” ที่นับวันก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ได้แก่
 
• รู้ : ตรวจสอบสภาพอากาศทุกครั้งก่อนเดินทางออกจากบ้าน ผ่านการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในแอปพลิเคชัน Air4thai และเพจคนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM 2.5 หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางต่าง ๆ ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข
• ลด : การสร้างมลพิษ ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM 2.5 เช่น จุดธูป เผากระดาษ
ปิ้งย่างที่ทําให้เกิดควัน การเผาใบไม้ เผาขยะ เผาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการติดเครื่องยนต์ในบ้านเป็นเวลานาน
• เลี่ยง : หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง การอยู่กลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมนอกอาคารเป็นเวลานานในช่วงที่ฝุ่นละออง PM 2.5 มีปริมาณมากกว่า 26 – 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป โดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละอองในอากาศ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News