กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ดันผลไม้ลุ่มน้ำงาวสู่ตลาดสมัยใหม่ ย้ำคุมคุณภาพ-ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนรายได้ 1,383 ครัวเรือน
เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสของแหล่งที่มา” มากพอๆ กับรสชาติและความคุ้มค่า การประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร หากเป็นการยกระดับ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ให้กลายเป็นสินค้าที่มีกรอบมาตรฐานรองรับชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อชื่อเสียงท้องถิ่นต้องมี “ระบบคุ้มครอง”
กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ระบุว่า การคุ้มครอง GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยหัวใจอยู่ที่ ระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่มากขึ้น
ในมุมของหลักการสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือ “สัญลักษณ์/ชื่อ” ที่ใช้กับสินค้าที่มี แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์เฉพาะ และมี คุณภาพหรือชื่อเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดนั้น พร้อมให้สิทธิในการป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
สาระนี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ป้ายชื่อ” แต่คุ้มครอง “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่า สินค้าที่ถือชื่อนั้นมาจากพื้นที่จริงและมีคุณลักษณะตามที่ประกาศไว้
“ส้มโอเวียงแก่น” คืออะไร อัตลักษณ์ที่ผูกกับภูมิประเทศลุ่มน้ำงาว
DIP ระบุพื้นที่ผลิต “ส้มโอเวียงแก่น” ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอเวียงแก่น ได้แก่ ม่วงยาย, หล่ายงาว, ปอ และท่าข้าม โดยอธิบายเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์สำคัญ เช่น ลักษณะพื้นที่และระบบน้ำที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต
ในเชิง “สินค้า GI” จุดขายสำคัญไม่ใช่เพียงความหวานหรือความฉ่ำน้ำ แต่คือการทำให้คุณลักษณะเหล่านั้น พิสูจน์ได้ และ ตรวจสอบได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแอบอ้างชื่อในตลาด และช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ซื้อในห่วงโซ่สมัยใหม่
3 สายพันธุ์ขึ้นทะเบียน กำหนดเกณฑ์คุณภาพชัด “ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์”
ข้อมูลประกาศ/ข่าวการขึ้นทะเบียนระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุม 3 พันธุ์ ได้แก่
- ขาวใหญ่ (ผลทรงรี เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ โทนรสเปรี้ยวอมหวาน)
- ทองดี (ทรงกลมแป้น เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ โทนหวานอมเปรี้ยว)
- เซลเลอร์ (ทรงกลม เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม โทนหวานอมเปรี้ยว)
โดยระบุเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพ เช่น ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์
การกำหนดเกณฑ์เช่นนี้มีความหมายเชิงตลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้ “คุณภาพขั้นต่ำ” เป็นภาษากลางในการซื้อขาย และเป็นฐานข้อมูลให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต
เศรษฐกิจฐานราก 1,383 ครัวเรือน กับผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี
มิติที่ทำให้ข่าวนี้ “มีน้ำหนักต่อชีวิตชุมชน” อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจซึ่ง DIP ระบุไว้ค่อนข้างชัด โดยปัจจุบันมีผู้ผลิต 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย ราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดรวม กว่า 100 ล้านบาทต่อปี และเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า GI ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่แตะถึง “รายได้จริง” ของเกษตรกรจำนวนมาก และมีนัยต่อการจัดการมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความสม่ำเสมอสูง
เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัด GI อันดับต้น 9 รายการ และมูลค่าเดิมกว่า 300 ล้านบาท/ปี
DIP ระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากรายการ GI เดิมของจังหวัด และชี้ว่า GI 8 รายการก่อนหน้าในเชียงรายสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด กว่า 300 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งทำให้เชียงรายถูกระบุว่าเป็นจังหวัดที่มี GI มากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ
สำหรับเชียงราย นัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มอีก 1 รายการ” แต่คือการสะสมพอร์ตสินค้าอัตลักษณ์ที่สามารถต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนได้ หากการกำกับมาตรฐานและการตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
เสียงจากหน่วยงาน ชู “Quick Big Win” และเชื่อมตลาดสมัยใหม่
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้กรอบว่า GI เป็นภารกิจสำคัญตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยการขึ้นทะเบียนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชน
ในภาพใหญ่นโยบาย กระทรวงพาณิชย์ยังสื่อสารว่า GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้สินค้าไทย และภาพรวมสินค้า GI ของประเทศสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระดับสูง พร้อมมุมมองว่าการคุ้มครอง/ส่งเสริม GI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าในตลาดได้อย่างมีนัย
จาก “ขึ้นทะเบียน” สู่ “ทำให้ขายได้จริง” ปลายน้ำคือมาตรฐาน-การตลาด-การคุ้มครองชื่อ
แม้การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องเผชิญหลังจากนี้คือ “การทำให้มาตรฐานเดินได้ทุกล็อต” เพราะ GI ทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ชื่อ GI ปฏิบัติตามข้อกำหนดร่วมกัน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานจริง” ไม่ใช่มีเพียงในเอกสาร
อีกด้านหนึ่ง DIP ระบุแนวทางการขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ
ประเด็นนี้สะท้อน “ทิศทางตลาด” ที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยเดินทางถึงเวียงแก่น แต่สามารถ “ตัดสินใจซื้อ” จากหน้าจอได้ หากข้อมูลมาตรฐานและเรื่องราวถิ่นกำเนิดถูกสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือ
มุมชวนคิด: GI จะเพิ่มรายได้จริงได้อย่างไร และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องระวัง
การขึ้นทะเบียน GI มักถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เพิ่มราคา” และ “เพิ่มยอดขาย” แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับอย่างน้อย 3 เงื่อนไข
- ความสม่ำเสมอของคุณภาพ
เมื่อมีเกณฑ์ (เช่น องศาบริกซ์) ตลาดจะคาดหวังให้สินค้าสม่ำเสมอขึ้น หากคุณภาพแกว่ง อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ชื่อ GI” ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รายสวน - ต้นทุนการทำมาตรฐานและการตรวจสอบ
การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการคุมคุณภาพมีต้นทุน ทั้งแรงงาน เวลา และการจัดการเอกสาร/ข้อมูล หากไม่มีการสนับสนุนหรือออกแบบให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย อาจเกิดปัญหา “ทำไม่ไหว” และทำให้การใช้ชื่อ GI กระจุกอยู่กับบางกลุ่ม - ความเสี่ยงการแอบอ้างชื่อและการแข่งขันในตลาดส่งออก
เมื่อชื่อเสียงเพิ่ม “แรงจูงใจในการลอกเลียน” ก็เพิ่มตาม หลักการของ WIPO ชี้ชัดว่า GI ช่วยให้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อสามารถป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลจริงต้องพึ่งการบังคับใช้และความร่วมมือในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมตามข้อมูลที่เผยแพร่
“ส้มโอเวียงแก่น” กำลังเปลี่ยนสถานะจากผลไม้ท้องถิ่นสู่สินค้ามาตรฐาน
การประกาศขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ทำให้ผลไม้ลุ่มน้ำงาวก้าวพ้นการพึ่งพาชื่อเสียงแบบบอกต่อ ไปสู่การมี “กลไกคุ้มครองและมาตรฐานร่วม” ที่ตลาดสมัยใหม่เข้าใจได้ พร้อมตัวเลขฐานรากที่สะท้อนความหมายเชิงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ 1,383 ครัวเรือน ไปจนถึงผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี
แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานได้จริง” และการทำตลาดที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ซื้อกับความสามารถของเกษตรกรรายย่อย หากทำได้ GI จะไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนฉลาก หากเป็น “เครื่องมือปกป้องรายได้” และ “ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่ยืนระยะได้ในระยะยาว
สถิติสำคัญ (จากข้อมูลเผยแพร่ของหน่วยงาน/ข่าวที่อ้างอิง)
- ผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่น: 1,383 ครัวเรือน
- ผลผลิตเฉลี่ย: ประมาณ 25,130 ตัน/ปี
- มูลค่าตลาดรวม: กว่า 100 ล้านบาท/ปี
- มูลค่าส่งออก: ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี (จีนเป็นตลาดสำคัญ)
- เชียงรายมีสินค้า GI: 9 รายการ และ GI เดิม 8 รายการสร้างมูลค่า กว่า 300 ล้านบาท/ปี
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา
- กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
- นิยามและหลักการคุ้มครอง GI ตามมาตรฐานสากล (WIPO)




















