Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ลำดับที่ 9 ของเชียงราย ดันยอดส่งออกพุ่ง 100 ล้าน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ดันผลไม้ลุ่มน้ำงาวสู่ตลาดสมัยใหม่ ย้ำคุมคุณภาพ-ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนรายได้ 1,383 ครัวเรือน

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสของแหล่งที่มา” มากพอๆ กับรสชาติและความคุ้มค่า การประกาศขึ้นทะเบียน ส้มโอเวียงแก่น” เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร หากเป็นการยกระดับ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ให้กลายเป็นสินค้าที่มีกรอบมาตรฐานรองรับชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อชื่อเสียงท้องถิ่นต้องมี “ระบบคุ้มครอง”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ระบุว่า การคุ้มครอง GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยหัวใจอยู่ที่ ระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่มากขึ้น

ในมุมของหลักการสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือ “สัญลักษณ์/ชื่อ” ที่ใช้กับสินค้าที่มี แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์เฉพาะ และมี คุณภาพหรือชื่อเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดนั้น พร้อมให้สิทธิในการป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
สาระนี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ป้ายชื่อ” แต่คุ้มครอง “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่า สินค้าที่ถือชื่อนั้นมาจากพื้นที่จริงและมีคุณลักษณะตามที่ประกาศไว้

ส้มโอเวียงแก่น” คืออะไร อัตลักษณ์ที่ผูกกับภูมิประเทศลุ่มน้ำงาว

DIP ระบุพื้นที่ผลิต “ส้มโอเวียงแก่น” ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอเวียงแก่น ได้แก่ ม่วงยาย, หล่ายงาว, ปอ และท่าข้าม โดยอธิบายเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์สำคัญ เช่น ลักษณะพื้นที่และระบบน้ำที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต

ในเชิง “สินค้า GI” จุดขายสำคัญไม่ใช่เพียงความหวานหรือความฉ่ำน้ำ แต่คือการทำให้คุณลักษณะเหล่านั้น พิสูจน์ได้ และ ตรวจสอบได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแอบอ้างชื่อในตลาด และช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ซื้อในห่วงโซ่สมัยใหม่

3 สายพันธุ์ขึ้นทะเบียน กำหนดเกณฑ์คุณภาพชัด “ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์”

ข้อมูลประกาศ/ข่าวการขึ้นทะเบียนระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุม 3 พันธุ์ ได้แก่

  • ขาวใหญ่ (ผลทรงรี เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ โทนรสเปรี้ยวอมหวาน)
  • ทองดี (ทรงกลมแป้น เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ โทนหวานอมเปรี้ยว)
  • เซลเลอร์ (ทรงกลม เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม โทนหวานอมเปรี้ยว)
    โดยระบุเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพ เช่น ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์

การกำหนดเกณฑ์เช่นนี้มีความหมายเชิงตลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้ “คุณภาพขั้นต่ำ” เป็นภาษากลางในการซื้อขาย และเป็นฐานข้อมูลให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต

เศรษฐกิจฐานราก 1,383 ครัวเรือน กับผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

มิติที่ทำให้ข่าวนี้ “มีน้ำหนักต่อชีวิตชุมชน” อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจซึ่ง DIP ระบุไว้ค่อนข้างชัด โดยปัจจุบันมีผู้ผลิต 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย ราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดรวม กว่า 100 ล้านบาทต่อปี และเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า GI ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่แตะถึง “รายได้จริง” ของเกษตรกรจำนวนมาก และมีนัยต่อการจัดการมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความสม่ำเสมอสูง

เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัด GI อันดับต้น 9 รายการ และมูลค่าเดิมกว่า 300 ล้านบาท/ปี

DIP ระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากรายการ GI เดิมของจังหวัด และชี้ว่า GI 8 รายการก่อนหน้าในเชียงรายสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด กว่า 300 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งทำให้เชียงรายถูกระบุว่าเป็นจังหวัดที่มี GI มากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ

สำหรับเชียงราย นัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มอีก 1 รายการ” แต่คือการสะสมพอร์ตสินค้าอัตลักษณ์ที่สามารถต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนได้ หากการกำกับมาตรฐานและการตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เสียงจากหน่วยงาน ชู “Quick Big Win” และเชื่อมตลาดสมัยใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้กรอบว่า GI เป็นภารกิจสำคัญตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยการขึ้นทะเบียนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชน

ในภาพใหญ่นโยบาย กระทรวงพาณิชย์ยังสื่อสารว่า GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้สินค้าไทย และภาพรวมสินค้า GI ของประเทศสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระดับสูง พร้อมมุมมองว่าการคุ้มครอง/ส่งเสริม GI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าในตลาดได้อย่างมีนัย

จาก “ขึ้นทะเบียน” สู่ “ทำให้ขายได้จริง” ปลายน้ำคือมาตรฐาน-การตลาด-การคุ้มครองชื่อ

แม้การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องเผชิญหลังจากนี้คือ “การทำให้มาตรฐานเดินได้ทุกล็อต” เพราะ GI ทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ชื่อ GI ปฏิบัติตามข้อกำหนดร่วมกัน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานจริง” ไม่ใช่มีเพียงในเอกสาร

อีกด้านหนึ่ง DIP ระบุแนวทางการขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ
ประเด็นนี้สะท้อน “ทิศทางตลาด” ที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยเดินทางถึงเวียงแก่น แต่สามารถ “ตัดสินใจซื้อ” จากหน้าจอได้ หากข้อมูลมาตรฐานและเรื่องราวถิ่นกำเนิดถูกสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือ

มุมชวนคิด: GI จะเพิ่มรายได้จริงได้อย่างไร และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องระวัง

การขึ้นทะเบียน GI มักถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เพิ่มราคา” และ “เพิ่มยอดขาย” แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับอย่างน้อย 3 เงื่อนไข

  1. ความสม่ำเสมอของคุณภาพ
    เมื่อมีเกณฑ์ (เช่น องศาบริกซ์) ตลาดจะคาดหวังให้สินค้าสม่ำเสมอขึ้น หากคุณภาพแกว่ง อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ชื่อ GI” ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รายสวน
  2. ต้นทุนการทำมาตรฐานและการตรวจสอบ
    การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการคุมคุณภาพมีต้นทุน ทั้งแรงงาน เวลา และการจัดการเอกสาร/ข้อมูล หากไม่มีการสนับสนุนหรือออกแบบให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย อาจเกิดปัญหา “ทำไม่ไหว” และทำให้การใช้ชื่อ GI กระจุกอยู่กับบางกลุ่ม
  3. ความเสี่ยงการแอบอ้างชื่อและการแข่งขันในตลาดส่งออก
    เมื่อชื่อเสียงเพิ่ม “แรงจูงใจในการลอกเลียน” ก็เพิ่มตาม หลักการของ WIPO ชี้ชัดว่า GI ช่วยให้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อสามารถป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลจริงต้องพึ่งการบังคับใช้และความร่วมมือในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมตามข้อมูลที่เผยแพร่

 “ส้มโอเวียงแก่น” กำลังเปลี่ยนสถานะจากผลไม้ท้องถิ่นสู่สินค้ามาตรฐาน

การประกาศขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ทำให้ผลไม้ลุ่มน้ำงาวก้าวพ้นการพึ่งพาชื่อเสียงแบบบอกต่อ ไปสู่การมี “กลไกคุ้มครองและมาตรฐานร่วม” ที่ตลาดสมัยใหม่เข้าใจได้ พร้อมตัวเลขฐานรากที่สะท้อนความหมายเชิงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ 1,383 ครัวเรือน ไปจนถึงผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานได้จริง” และการทำตลาดที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ซื้อกับความสามารถของเกษตรกรรายย่อย หากทำได้ GI จะไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนฉลาก หากเป็น “เครื่องมือปกป้องรายได้” และ “ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่ยืนระยะได้ในระยะยาว

สถิติสำคัญ (จากข้อมูลเผยแพร่ของหน่วยงาน/ข่าวที่อ้างอิง)

  • ผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่น: 1,383 ครัวเรือน
  • ผลผลิตเฉลี่ย: ประมาณ 25,130 ตัน/ปี
  • มูลค่าตลาดรวม: กว่า 100 ล้านบาท/ปี
  • มูลค่าส่งออก: ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี (จีนเป็นตลาดสำคัญ)
  • เชียงรายมีสินค้า GI: 9 รายการ และ GI เดิม 8 รายการสร้างมูลค่า กว่า 300 ล้านบาท/ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • นิยามและหลักการคุ้มครอง GI ตามมาตรฐานสากล (WIPO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กาแฟ GI ไทยยอดขายเฉียด 1,500 ล้าน! ดอยช้างเชียงรายติด Top 4 โชว์ศักยภาพราคาพรีเมียมระดับโลก

กาแฟ GI ไทยฟีเวอร์! ปี 2568 ยอดขายเฉียด 1,500 ล้านบาท “ดอยช้าง” ยืนหนึ่งเชียงราย ติด Top 4 สะท้อนพลังอัตลักษณ์ถิ่นกำเนิดสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 13 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งบนแนวเขาสูงของเชียงราย กลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ยังคงเป็น “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ชัดเจนกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะวันนี้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของพื้นที่สูง แต่กำลังกลายเป็น “สินค้าที่มีเรื่องเล่า มีตัวตน และมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมีเหตุผล” ผ่านกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ภาพใหญ่ของประเทศยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เมื่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กาแฟ GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการ จาก 8 จังหวัด สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ 5 อันดับแรกกวาดยอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท สะท้อนความนิยมของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับ “แหล่งที่มา” และ “มาตรฐาน” อย่างจริงจัง

ในรายชื่อ Top 5 นั้น “เชียงราย” ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นผ่าน กาแฟดอยช้าง ที่ทำยอดขาย 160 ล้านบาท ครอง อันดับ 4 ของประเทศ แม้มีปริมาณการผลิตเพียง 75 ตัน แต่กลับทำราคาเฉลี่ยหน้าร้านได้ถึง 1,600 บาท/กิโลกรัม สูงสุดในกลุ่ม Top 5 และยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น — ตอกย้ำว่า “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” สามารถชนะเกมปริมาณได้ในตลาดพรีเมียม

แกนหลักของความสำเร็จ GI ทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “มูลค่า”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความโดดเด่นของกาแฟ GI คือ “อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” ที่เกิดจากสภาพดิน ภูมิอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกและการแปรรูป ซึ่งทำให้สินค้าแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้นจากก่อนขึ้นทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงแนวคิดระดับสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือเครื่องมือคุ้มครอง “ความเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์” ของสินค้า โดยช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าผ่านชื่อเสียงของพื้นที่ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่ทำตามมาตรฐานร่วมกันในพื้นที่ GI จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

เชียงรายในสมการกาแฟไทย จากแหล่งปลูกสู่ “แบรนด์ถิ่นกำเนิด” ที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับเชียงราย การมี GI ในหมวดกาแฟอย่างน้อย 2 รายการที่ถูกกล่าวถึงในหลายเวที ได้แก่ กาแฟดอยช้าง และ กาแฟดอยตุง ทำให้จังหวัดไม่ได้แข่งขันด้วย “เมล็ดกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย “ความหมายของถิ่นกำเนิด” และความสามารถในการคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 9,436 ไร่ และให้ผลผลิตราว 604 ตัน/ปี สะท้อนฐานการผลิตที่ยังมีศักยภาพต่อยอด หากออกแบบให้มูลค่าเพิ่มไหลกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้มากขึ้น

ในกรณี “ดอยตุง” แหล่งข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุว่า กาแฟดอยตุงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2549 และเน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดพรีเมียมยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคถามหาความโปร่งใสมากพอ ๆ กับรสชาติ

ดอยช้าง” อันดับ 4 ของประเทศ ผลิตน้อย แต่ราคาสูง—เพราะมาตรฐานและตลาดปลายทาง

หากมองเพียง “ปริมาณผลิต” ดอยช้างอาจดูเป็นผู้เล่นรายเล็ก เพราะตัวเลขปี 2568 อยู่ที่ 75 ตัน เทียบกับพื้นที่อื่นที่ผลิตเป็นหลัก “หลายร้อยถึงหลายพันตัน” แต่ตลาดกลับตอบแทนด้วยราคาเฉลี่ย 1,600 บาท/กก. และยอดขาย 160 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายคุณลักษณะเด่นของกาแฟดอยช้างว่าเป็นอาราบิก้าปลูกบนความสูงประมาณ 1,000–1,700 เมตร มีระบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการควบคุมคุณภาพรอบด้าน ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และกลิ่นหอมโดดเด่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ “การคุ้มครองในต่างประเทศ” โดยสื่อธุรกิจไทยรายงานว่าไทยได้ผลักดันให้ดอยช้างและดอยตุงจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นสำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลียนแบบชื่อเสียง และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้นำเข้า/ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม

ภาพรวมไทย Top 5 กาแฟ GI ปี 2568 สะท้อนการแข่งขัน “คุณค่า” มากกว่าปริมาณ

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุ Top 5 ยอดขายกาแฟ GI ปี 2568 ได้แก่

  1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 526 ล้านบาท (2,257 ตัน)
  2. กาแฟระนอง 262 ล้านบาท (947 ตัน)
  3. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 234 ล้านบาท (390 ตัน)
  4. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 160 ล้านบาท (75 ตัน)
  5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร 136 ล้านบาท (120 ตัน)

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ ตลาดยังมีลักษณะ “กระจุกตัว” เพราะ 5 อันดับแรกทำยอดรวม 1,318 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งระบบ 1,497 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความเข้มแข็งด้านมาตรฐาน–การตลาด–การเข้าถึงผู้บริโภค” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าการมีชื่อ GI เพียงอย่างเดียว

ในเวลาเดียวกัน นโยบายภาครัฐยังเดินหน้าใช้กรอบ “Quick Big Win” เพื่อเร่งการสร้างมูลค่าเพิ่มและการขยายตลาดในและต่างประเทศ โดยย้ำการคุมคุณภาพ การคุ้มครองชื่อ GI และการสร้างความสามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน

มิติระดับโลก เมื่อกาแฟโลกผันผวน สินค้า “มีที่มา” ยิ่งได้เปรียบ

บริบทโลกทำให้เรื่อง “ที่มาและมาตรฐาน” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตลาดกาแฟโลกเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศและอุปทานตึงตัว โดยรายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผลิตได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในประเทศผู้ผลิตหลัก และตลาดมีภาวะการบริโภคสูงกว่าการผลิตต่อเนื่องหลายปี

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำขององค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) เคยให้มุมมองว่าความตึงตัวของอุปทานอาจเริ่มคลี่คลายได้ในราวไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่ก็ยังขึ้นกับความผันผวนด้านภูมิอากาศเป็นสำคัญ

ในสภาพเช่นนี้ “กาแฟที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และคุมมาตรฐานได้จริง” จึงมีแต้มต่อ—ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้นำเข้า ร้านกาแฟ และผู้ค้าที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

โอกาสของเชียงราย—ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่ม “ถึงมือคนปลูก” มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังตัวเลขสวยหรู คือ “รายได้เพิ่มขึ้นกระจายถึงเกษตรกรและชุมชนมากน้อยเพียงใด” เพราะ GI จะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบคุมมาตรฐานเข้มแข็ง โปร่งใส และชุมชนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับในตารางยอดขาย แต่คือการต่อยอดจาก “ชื่อเสียงดอยช้าง–ดอยตุง” ไปสู่ 3 เรื่องหลัก

  1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและยอมจ่ายต่อเนื่อง
  2. พัฒนากลไกแบ่งปันมูลค่าเพิ่ม ระหว่างผู้ปลูก–ผู้แปรรูป–ผู้ทำตลาดอย่างเป็นธรรม
  3. ขยายตลาดพรีเมียมอย่างมีวินัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ไม่ให้ “ขยายเร็วเกินมาตรฐาน”

มุมมองของ WIPO สนับสนุนว่า GI ช่วยสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้ แต่ต้องอาศัย “มาตรฐานร่วม” และ “วินัยของผู้ผลิตในพื้นที่” เพื่อคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กาแฟ GI ไม่ใช่แค่รสชาติ—แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชุมชนจับต้องได้

ตัวเลขยอดขาย 1,497 ล้านบาท ในปี 2568 อาจเป็นข่าวดีของประเทศ แต่สำหรับเชียงราย “ข่าวที่สำคัญกว่า” คือการที่ ดอยช้าง พิสูจน์แล้วว่าโมเดลกาแฟพรีเมียมบนพื้นที่สูงสามารถสร้างมูลค่าจริงในตลาด—และยังมีช่องให้ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ หากระบบมาตรฐาน การตลาด และการกระจายรายได้เดินไปพร้อมกัน

เมื่อโลกให้คุณค่ากับ “ของแท้จากถิ่นกำเนิด” มากขึ้นทุกปี เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันในสนามกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันในสนาม “ความน่าเชื่อถือของชุมชน” และ “เศรษฐกิจฐานรากที่มีศักดิ์ศรี”—สนามที่หากทำสำเร็จ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนบนดอยอย่างยั่งยืนกว่าตัวเลขยอดขายรายปี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงราย (OPS MOAC Chiang Rai)
  • International Coffee Organization (ICO) / Reuters
  • WIPO  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

สสว. DIP และ PNR ลงนาม MOU เปิดเพลงในร้านฟินฟรียกคลังไม่ยั้ง ถึง 15 มี.ค. 67

 

สสว. DIP และ PNR ลงนาม MOU เรื่องช่วยเอสเอ็มอีลดค่าใช้จ่ายเรื่องลิขสิทธิ์ มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้เอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิก สสว. เปิดเพลงยกคลัง ฟินฟรีไม่ยั้ง 3 เทศกาล “ปีใหม่ ตรุษจีน และ วาเลนไทน์ ” เพื่อช่วยเรื่องส่งเสริมการขาย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง สสว. กรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป. หรือ DIP) และ บริษัท โฟโนไรทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด (PNR) เพื่อมอบสิทธิพิเศษในลิขสิทธิ์เพลงแก่ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก สสว.

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)กล่าวว่า สสว. ตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการประกอบธุรกิจ และเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการ จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จึงได้จัดทำงานพัฒนาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ MSME ภายใต้แนวคิด SME Privilege Club คลับพิเศษสำหรับ SME ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์ในการทำธุรกิจด้านต่างๆ

“การลงนาม MOU ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้งานเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องในสถานประกอบการ และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำในการเข้าถึงงานเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง และเป็นรูปธรรม การเชื่อมโยงพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้กับผู้ประกอบการ โดย สสว. จะประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ และกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นประโยชน์แก่เอสเอ็มอี และวิสาหกิจรายย่อย ที่เป็นผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเอสเอ็มอีผู้รับบริการภาครัฐ ผ่านสื่อต่างๆ ของ สสว. รวมถึงคัดเลือกและเชิญ
เอสเอ็มอี และวิสาหกิจรายย่อย ที่เป็นผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนผู้รับบริการภาครัฐ เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ” ผอ.สสว. ระบุ

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SME
ต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น และต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้คล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค วิธีการหนึ่งที่ได้ผลก็คือการเปิดเพลงในสถานประกอบการ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความน่าสนใจให้กับกิจการของตน อย่างไรก็ดี จากการที่เพลงต่างๆ เป็นงานที่มีลิขสิทธิ์

 

โดยที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าใช้สิทธิให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้มีอำนาจจัดเก็บตามกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นทุนทางธุรกิจประการหนึ่ง กรมทรัพย์สินทางปัญญา สสว. และโฟโนไรทส์ (PNR) จึงร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ ผู้ประกอบการ ที่เป็นสมาชิกของ สสว. ให้ได้ใช้งานเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องในราคาพิเศษ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ สร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งยังจะเป็นการสร้างธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงได้อีกทางหนึ่ง

 

นายคเณศวร์ เพิ่มทรัพย์ ประธานกรรมการ บริษัท โฟโนไรทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า PNR Music Delivery Service เป็นบริษัทบริหารลิขสิทธิ์เพลงเผยแพร่ต่อสาธารณชนและการจัดส่งเพลงในสถานประกอบการให้ค่ายเพลงสากล และ ค่ายเพลงไทยคุณภาพ กว่า 60 ค่าย มีเพลงในระบบกว่า 30 ล้านเพลง ขอมอบของขวัญให้กับผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงการใช้เพลงในสถานประกอบการอย่างถูกลิขสิทธิ เพื่อต้อนรับ 3 เทศกาลใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยของขวัญกล่อง ที่ 1 คือ ทดลองใช้บริการเปิดเพลงในสถานประกอบการ จาก PNR ฟรี จนถึงวันที 15 มีนาคม 2567 และ ของขวัญกล่องที่ 2 หากสถานประกอบการต้องการเปิดเพลงต่อไป สามารถสมัครแพ็กเกจรายปี ในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียงวันละ 14 บาทเท่านั้น หรือลดสูงสุด 55% โดยได้รับความร่วมมือจากทาง บริษัท เอ็มพีซี มิวสิค จำกัด (MPC) ตัวแทนจัดเก็บค่าบริการจ่ายจบครบที่เดียว หมดกังวล ถูกลิขสิทธิ์ 100% และ บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี ประเทศไทย จำกัด (MCT) ดำเนินงานด้านบริหารจัดการสิทธิในงานดนตรีกรรมของนักประพันธ์

 

ผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ www.sme.go.th

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : https://www.sme.go.th/

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News