Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ปลัด สธ. ย้ำชัดไม่เคยสั่งบังคับเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง หลังเหตุการณ์พยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์รวมตัวยื่นเสียงสะท้อน

ปลัด สธ. ย้ำไม่เคยสั่งบังคับเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง หลังเหตุรวมตัวที่เชียงรายประชานุเคราะห์ ชี้ต้องยึดความสมัครใจและไม่ให้บุคลากรเสียประโยชน์

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — เสียงสะท้อนหน้าเสาธงที่ทำให้ทั้งระบบต้องหยุดฟัง จุดรวมของเสียงสะท้อนจากพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการจัดเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมงต่อกะ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวอาจเพิ่มภาระงาน ลดเวลาพักผ่อน กระทบสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับไปกระทบคุณภาพการดูแลผู้ป่วยด้วย รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักในวันเดียวกันยืนยันตรงกันว่าเป็นการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของบุคลากรพยาบาลที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย และกลายเป็นประเด็นสาธารณะในระดับประเทศทันที

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 เริ่มมีผลใช้บังคับ ซึ่งในสาระสำคัญกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักไว้ชัดเจน จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อกำหนดให้ผู้บริหารการพยาบาลควบคุมให้ชั่วโมงทำงานรวมไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมทั้งต้องจัดให้มีเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง และหากจัดให้ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ต้องไม่จัดติดต่อกันเกิน 3 วันใน 1 สัปดาห์ ประกาศฉบับนี้มีเจตนาชัดในการลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า สิ่งที่เป็นมาตรฐานบนกระดาษจะเดินคู่กับข้อจำกัดหน้างานได้จริงเพียงใด

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน กระทรวงไม่ได้สั่งให้ทุกโรงพยาบาลใช้เวร 12 ชั่วโมง

ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่มีข้อสั่งการให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลใด ๆ ไปปรับเป็นเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง พร้อมระบุว่า กระทรวงเพียงให้เขตสุขภาพศึกษาแนวทางดังกล่าว และย้ำมาตลอดว่าหากจะดำเนินการต้องอยู่บนฐาน “ความสมัครใจ” ของบุคลากรเป็นสำคัญ ปลัดกระทรวงยังอธิบายว่า แนวคิดเรื่องเวร 12 ชั่วโมงเกิดจากความพยายามของกองการพยาบาลในการหาแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและพยาบาลไหลออก โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรได้พักมากขึ้นในบางบริบท แต่ไม่เคยเป็นคำสั่งให้ทุกแห่งนำไปใช้เหมือนกันทั้งระบบ

คำชี้แจงของปลัดกระทรวงมีความสำคัญ เพราะช่วยหักล้างความเข้าใจของสังคมที่อาจตีความว่ากระทรวงได้ออก “นโยบายบังคับ” แล้วส่งลงไปยังโรงพยาบาลทุกแห่ง นพ.สมฤกษ์ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากความไม่เข้าใจกันในการสื่อสารระหว่างหัวหน้าพยาบาลกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้แนวทางที่ควรเป็นทางเลือก ถูกมองว่าเป็นข้อบังคับในระดับหน้างาน เขายังย้ำว่า การจัดเวร 12 ชั่วโมงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคืออาจทำให้พักยาวขึ้น แต่ข้อเสียคือหากอยู่ในวอร์ดที่งานหนักต่อเนื่องก็อาจทำให้เหนื่อยล้าเกินรับได้ จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละวอร์ดเป็นรายแห่งไป

กระทรวงยอมรับว่าต้องจัดระเบียบค่าตอบแทนให้ชัด เพื่อไม่ให้บุคลากรเสียประโยชน์

อีกประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากคือเรื่องค่าตอบแทน เพราะเมื่อชั่วโมงเวรถูกปรับเปลี่ยน รูปแบบการนับชั่วโมงทำงาน ค่าล่วงเวลา และผลประโยชน์ของบุคลากรย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง นพ.สมฤกษ์ระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดอย่างน้อย 2 แห่งที่มีการใช้เวร 12 ชั่วโมงในบางวอร์ดแล้ว ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม และโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีระเบียบรองรับเรื่องค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายในกรณีเวรยาว 12 ชั่วโมง กระทรวงจึงกำลังเร่งให้ผู้ตรวจราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปจัดระเบียบรองรับให้ถูกต้อง และวางหลักว่า ค่าตอบแทนของบุคลากรต้องไม่ลดลงหรือทำให้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนรูปแบบเวร

ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า แม้กระทรวงจะพยายามเสนอทางเลือกใหม่เพื่อแก้ปัญหาบางด้านของระบบ แต่ก็รับรู้เช่นกันว่า หากไม่ออกแบบกติกาทางการเงินและสิทธิประโยชน์ให้รอบคอบ นโยบายที่ตั้งใจช่วยลดความเหนื่อยล้าอาจกลับกลายเป็นภาระรูปแบบใหม่ของบุคลากร ปลัดกระทรวงตอบชัดว่า หากจะมีการจัดเวร 12 ชั่วโมงในกรณีที่บุคลากรสมัครใจจริง ก็ต้องมีระเบียบเรื่องค่าตอบแทนที่ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นย่อมเสี่ยงเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เสียสิทธิหรือเสียรายได้จากการเปลี่ยนระบบโดยไม่เต็มใจ

โฆษก สธ. ซ้ำจุดยืนเดิมว่าเป็นแค่ทางเลือก และต้องสื่อสารกับพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน

ในวันเดียวกัน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ The Coverage ในทิศทางเดียวกันว่า การจัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมงในสังกัดกระทรวงเป็นเพียง “ทางเลือก” ไม่ใช่ “นโยบาย” และไม่ใช่ “การบังคับ” โดยตรง เขาระบุว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ทั้งด้านภาระงาน ลักษณะผู้ป่วย จำนวนบุคลากร และความพร้อมของแต่ละวอร์ด จึงไม่อาจใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมดได้ หากหน่วยบริการใดจะทดลองใช้ ก็ต้องสอบถามและหารือกับบุคลากรพยาบาลก่อน และตัดสินใจร่วมกันบนความสมัครใจ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยควบคู่กันไปด้วย

สาระของคำให้สัมภาษณ์จากโฆษกกระทรวงสาธารณสุขมีน้ำหนักในเชิงคลี่คลาย เพราะทำให้เห็นว่าระดับนโยบายรับรู้ปัญหาการสื่อสารอยู่จริง และยอมรับว่าจากนี้อาจต้องสื่อสารเรื่องเวร 12 ชั่วโมงกับผู้บริหารโรงพยาบาลให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดซ้ำอีก เขายังยืนยันด้วยว่า การให้บริการทางการแพทย์ต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพการรักษาผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตของบุคลากร ซึ่งสองเรื่องนี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกให้น้ำหนักเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

หน้างานกังวลว่าทางเลือกอาจกลายเป็นแรงกดดัน เมื่อบริบทจริงไม่เอื้อให้ใช้สูตรเดียว

แม้คำชี้แจงจากกระทรวงจะชัดขึ้น แต่ข้อกังวลจากฝั่งผู้ปฏิบัติงานยังมีน้ำหนักอย่างมาก เพราะในทางปฏิบัติ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ทางเลือก” อาจกลายเป็น “แรงกดดัน” ได้ หากการสื่อสารภายในองค์กรไม่ชัดเจนหรือหากบุคลากรรู้สึกว่าไม่มีอำนาจต่อรองจริง ข้อมูลจากภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้สะท้อนว่า พยาบาลจำนวนหนึ่งกังวลว่าการจัดเวร 12 ชั่วโมงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาภาระงาน กลับเพิ่มความเหนื่อยล้า กระทบเวลาพัก และส่งผลต่อชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต่อเนื่องทั้งวัน ความกังวลนี้สอดรับกับหลักคิดในประกาศสภาการพยาบาลเอง ที่ยอมรับว่าอัตรากำลังที่เพียงพอและเวลาพักที่เหมาะสมคือเงื่อนไขพื้นฐานของการดูแลอย่างปลอดภัย

เมื่อมองภาพรวมของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ มีเตียงใช้งานจริง 821 เตียง และเป็นหน่วยบริการหลักของจังหวัดเชียงราย ความตึงตัวของระบบย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก หากประกาศใหม่ถูกนำมาเชื่อมกับภาระงานในหน้างานจริงโดยไม่มีการออกแบบรายละเอียดให้เหมาะสม ความไม่สบายใจของบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และอธิบายได้ว่าทำไมการรวมตัวหน้าเสาธงจึงเกิดขึ้นรวดเร็วในวันเดียวกับที่ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวระดับประเทศ

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ รับฟังความคิดเห็นและหาทางออกที่เหมาะกับบริบทจริง

ภายหลังการรวมตัวในช่วงเช้า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ในช่วงเย็นวันที่ 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า บุคลากรคือหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล และความเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงานเกินขีดจำกัดเป็นประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โรงพยาบาลยืนยันว่า ความอยู่ดีมีสุขของบุคลากรเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ และด้วยปริมาณผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่ โรงพยาบาลจึงกำลังเร่งทบทวนระบบการจัดสรรอัตรากำลัง ค่าตอบแทน และระบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสมดุลชีวิตหรือ Work-Life Balance ควบคู่กับการลดภาวะความเหนื่อยล้าสะสม

สาระสำคัญของแถลงการณ์อยู่ตรงที่ฝ่ายบริหารประกาศเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทางการพยาบาลทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทหน้างานจริง โดยมุ่งให้บุคลากรมีเวลาพักเพียงพอ คงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยไว้ในระดับสูงสุด และรักษาค่าตอบแทนให้เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร ถ้อยคำในแถลงการณ์นี้ช่วยทำให้เรื่องขยับจากภาวะเผชิญหน้ามาสู่การหาทางออกมากขึ้น และสอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้าของฝ่ายบริหารโรงพยาบาลที่ระบุว่า หากวอร์ดใดยังไม่พร้อม ก็สามารถคงรูปแบบเวรเดิมไว้ได้ตามความเหมาะสม ตามข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้

โจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เวร 8 ชั่วโมงหรือ 12 ชั่วโมง แต่คือการบริหารคนในระบบที่ตึงตัวอยู่แล้ว

หากมองให้ไกลกว่าประเด็นเฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่เชียงรายประชานุเคราะห์สะท้อนปัญหาโครงสร้างของระบบสุขภาพไทยอย่างชัดเจน แม้ประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพในภาครัฐ 149,258 คนตามข้อมูลปีล่าสุดใน Statistical Yearbook Thailand 2025 แต่การมีจำนวนรวมระดับประเทศไม่ได้แปลว่าทุกจังหวัด ทุกโรงพยาบาล หรือทุกวอร์ดจะมีบุคลากรเพียงพอเสมอไป ยิ่งในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ที่รับผู้ป่วยจำนวนมาก การปรับระบบเวรไม่ใช่แค่เรื่องบริหารเวลา หากเกี่ยวข้องกับกำลังคน การรักษาคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความเป็นอยู่ของบุคลากรในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่กรณีนี้บอกอย่างชัดเจนคือ นโยบายที่มีเจตนาดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการสื่อสารที่แม่นยำและขาดระบบรองรับเชิงปฏิบัติ ทั้งเรื่องค่าตอบแทน กลไกตัดสินใจร่วมกับหน้างาน และการออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริงของแต่ละวอร์ด ขณะเดียวกัน เสียงของพยาบาลก็ชี้ว่า การคุ้มครองความปลอดภัยไม่ควรถูกตีความแบบแคบเฉพาะบนตารางเวร แต่ต้องมองไปถึงชีวิตครอบครัว สุขภาพจิต และความต่อเนื่องของการทำงานในโลกจริงด้วย ซึ่งประกาศสภาการพยาบาลเองก็ระบุชัดในข้อ 14 และข้อ 15 ว่า ผู้บริหารต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ รวมถึงส่งเสริมสมดุลระหว่างการทำงาน การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

จุดคลี่คลายเริ่มปรากฏ แต่คำตอบระยะยาวยังต้องอาศัยการฟังกันจริงจัง

ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เหตุการณ์ที่เริ่มจากการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของพยาบาลหน้าโรงพยาบาล ได้พัฒนาไปสู่การชี้แจงจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข คำยืนยันจากโฆษกกระทรวง และแถลงการณ์ทางการของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งอย่างน้อยช่วยทำให้ภาพรวมของเรื่องชัดขึ้นว่า “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ไม่ได้เป็นคำสั่งบังคับจากกระทรวง และหากจะมีการใช้จริงในบางแห่ง ต้องผ่านความสมัครใจ การหารือร่วมกัน และไม่ทำให้บุคลากรเสียประโยชน์ด้านค่าตอบแทน นี่คือสัญญาณเชิงบวกของการคลี่คลายความเข้าใจผิดในระยะสั้น

แต่ในระยะยาว ข่าวนี้ยังเปิดคำถามสำคัญไว้อย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือระบบสาธารณสุขไทยจะออกแบบการคุ้มครองคนทำงานอย่างไรให้ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของคนหน้างาน เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยในทุกกะไม่ใช่ตัวบทนโยบาย หากคือพยาบาลตัวจริง และคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ประชาชนจะได้รับ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าระบบสามารถทำให้คนเหล่านี้ทำงานได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีชีวิตที่สมดุลเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

พยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์รวมตัวยื่นเสียงสะท้อน หลังเกณฑ์ชั่วโมงงานใหม่บังคับใช้ ชี้เจตนาดีแต่อาจสะดุดชีวิตจริง

พยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์รวมตัวยื่นเสียงสะท้อน หลังเกณฑ์ชั่วโมงงานใหม่เริ่มบังคับใช้ ชี้เจตนาดีอาจสะดุดข้อจำกัดกำลังคนและภาระครอบครัว

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — เช้าวันที่เสียงเงียบ ๆ หน้าหน่วยงานใหญ่กลับดังพอให้ทั้งระบบต้องหันมาฟัง บรรยากาศหน้าเสาธงของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในช่วงเวลาประมาณ 08.30 น. ของเช้าวันนี้ ไม่ได้มีภาพการเผชิญหน้ารุนแรงหรือการเคลื่อนไหวแบบเผชิญขัดแย้ง หากเป็นภาพของพยาบาลจำนวนมากที่ยืนถือป้ายเพื่อสื่อสารข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิและผลกระทบจากการจัดเวลาปฏิบัติงาน ภายหลังประกาศสภาการพยาบาลเรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 เริ่มมีผลใช้บังคับแล้ว ข้อมูลภาคสนามที่ผู้สื่อข่าวได้รับระบุว่า มีพยาบาลเข้าร่วมราว 200 คน โดยผู้ร่วมกิจกรรมย้ำว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิและสะท้อนปัญหาจากการปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่การประท้วงในลักษณะเผชิญหน้ากับผู้บริหารโดยตรง

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาลฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า และเพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สาระสำคัญของประกาศระบุว่า มาตรฐานชั่วโมงทำงานของพยาบาลไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารการพยาบาลต้องจัดตารางการทำงานรวมให้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมชั่วโมงล่วงเวลาและการถูกเรียกตัว On Call พร้อมกำหนดช่วงพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง

เจตนาของประกาศใหม่มุ่งความปลอดภัย แต่โจทย์ยากอยู่ที่การนำไปใช้ในโรงพยาบาลรัฐ

หากอ่านเฉพาะตัวบท ประกาศดังกล่าวแทบไม่มีส่วนใดที่น่าคัดค้าน เพราะแก่นของมันคือการลดความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งอาจกระทบทั้งคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและความปลอดภัยของพยาบาลเอง สภาการพยาบาลระบุชัดในประกาศว่า การมีอัตรากำลังพยาบาลที่เพียงพอและเหมาะสมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการให้บริการสุขภาพที่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน การทำงานยาวนานต่อเนื่องหรือมีเวลาพักระหว่างเวรไม่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานด้วย

แต่เมื่อประกาศเดียวกันนี้มาถึงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่แบกรับผู้ป่วยจำนวนมาก ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่ “หลักการ” หากอยู่ที่ “ความเป็นไปได้” ในการจัดเวรให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่โดยไม่สะเทือนต่อการบริการรักษา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ มีจำนวนเตียงผู้ป่วยที่ใช้จริง 821 เตียงตามฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 จึงเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ภาระงานมีน้ำหนักสูงโดยธรรมชาติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าควรคุ้มครองพยาบาลหรือไม่ แต่คือจะคุ้มครองอย่างไรโดยไม่ทำให้ระบบบริการเกิดช่องว่างใหม่ขึ้นมาแทน

นพรัตน์ โกมาศ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

เสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริงชี้ปัญหาหลักอยู่ที่คนไม่พอกับงาน

จากข้อมูลสัมภาษณ์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม คุณนพรัตน์ โกมาศ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สะท้อนมุมมองจากผู้ปฏิบัติงานว่า แม้ประกาศใหม่มีเจตนาดีและต้องการให้พยาบาลได้พักผ่อนมากขึ้น แต่ในภาคปฏิบัติของโรงพยาบาลรัฐที่ภาระงานสูง เรื่องนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่หลักเกณฑ์กำหนดไว้ โดยเธอชี้ว่าในสังกัดมีพยาบาลประมาณ 1,000 กว่าคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเตียงและปริมาณผู้ป่วยในที่ต้องดูแล ก็ยังมองว่าไม่เพียงพอสำหรับสภาพงานจริง

สาระของข้อกังวลนี้มีน้ำหนักไม่น้อย เพราะมันพุ่งไปที่หัวใจของระบบบริการสุขภาพไทย นั่นคืออัตรากำลังที่ไม่สมดุลกับภาระงาน แม้ในระดับประเทศ ไทยจะมีพยาบาลวิชาชีพ 149,258 คนตามข้อมูลใน Statistical Yearbook Thailand 2025 แต่จำนวนรวมระดับประเทศไม่ได้แปลว่าจะกระจายตัวเพียงพอในทุกจังหวัด ทุกแผนก หรือทุกช่วงเวลาโดยอัตโนมัติ ยิ่งในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลรับส่งต่อขนาดใหญ่ ภาระงานของหอผู้ป่วยแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้การใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกพื้นที่โดยไม่เผื่อความยืดหยุ่น อาจทำให้เป้าหมายเรื่องความปลอดภัยในภาพรวมเผชิญข้อจำกัดทันที

ระบบเวรที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขบนกระดาษ

ข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานระบุว่า ปัจจุบันมีการจัดเวรทั้งแบบ 8 ชั่วโมง เช่น เวรเช้า 08.00 น. ถึง 16.00 น. และการทำงานต่อเนื่องที่อาจยาวถึง 16 ชั่วโมง เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมงในบางหน่วยงาน จุดนี้ทำให้เห็นว่า “ตารางเวร” ในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่เรื่องเวลาเข้าออกงาน แต่เป็นโครงสร้างที่เชื่อมกับความต่อเนื่องของการพยาบาล ความหนาแน่นของผู้ป่วย ภาวะฉุกเฉิน และกำลังคนที่มีอยู่จริงในแต่ละวัน

เมื่อประกาศใหม่กำหนดชั่วโมงการทำงานรวมไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และกำหนดพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง หลักการย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าได้ในภาพใหญ่ แต่ในสายตาของผู้ปฏิบัติงานหลายคน การจัดเวรแบบ 12 ชั่วโมงโดยเคร่งครัดก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป เพราะแม้จะดูเหมือนลดจำนวนการเปลี่ยนเวร แต่ก็สร้างผลกระทบด้านอื่นตามมา ทั้งความยาวของวันทำงาน ความเหนื่อยล้าสะสม และผลต่อภาระครอบครัวที่ไม่ได้ถูกนับรวมในตัวเลขชั่วโมงงาน

ฉัตรสุดา แสงดาว วิสัญญีพยาบาล

เมื่อโจทย์เรื่องความปลอดภัยในงานชนเข้ากับโจทย์ชีวิตนอกงาน

หนึ่งในเสียงสะท้อนที่คมชัดที่สุดจากฝั่งพยาบาล มาจากคุณฉัตรสุดา แสงดาว วิสัญญีพยาบาล ซึ่งตามข้อมูลสัมภาษณ์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม เธอชี้ให้เห็นมิติที่มักถูกมองข้ามในการออกแบบนโยบายด้านแรงงานสุขภาพ นั่นคือชีวิตครอบครัวของบุคลากร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลบุตรหลานหรือเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หากระบบเวรถูกออกแบบให้เริ่ม 08.00 น. และสิ้นสุด 20.00 น. อย่างตายตัว แม้จะอยู่ภายใต้กรอบ 12 ชั่วโมงตามประกาศใหม่ แต่ในชีวิตจริงอาจหมายถึงการสูญเสียช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวไปเกือบทั้งหมด

คำถามที่ว่า “จะให้ไปรับลูกที่โรงเรียนตอน 2 ทุ่มได้อย่างไร” อาจฟังเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างตรงจุด เพราะมันชี้ว่าการจัดเวรไม่ได้กระทบแค่ตัวพยาบาลในฐานะผู้ใช้แรงงาน หากยังกระทบระบบดูแลภายในครอบครัวด้วย และเมื่อบุคลากรในระบบสาธารณสุขจำนวนมากเป็นผู้หญิง มิติเรื่องเพศ บทบาทการดูแล และภาระในครัวเรือนจึงไม่อาจถูกแยกออกจากการออกแบบชั่วโมงการทำงานได้ง่าย ๆ

นายเเพทย์เปรมชัย ติรางกูล รอง ผอ ฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ฝ่ายบริหารยืนยันไม่มีการบังคับ และไม่ลงโทษผู้แสดงความคิดเห็น

ท่ามกลางกระแสกังวลของบุคลากร นพ.เปรมชัย ติรางกูล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม เพื่อสร้างความเข้าใจจากฝั่งผู้บริหาร โดยยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวตั้งอยู่บน “ความสมัครใจ” เป็นหลัก เนื่องจากแต่ละวอร์ดมีบริบทและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน หากหน่วยงานใดเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ก็ไม่จำเป็นต้องจัดเวรแบบ 12 ชั่วโมง และสามารถคงรูปแบบเดิมที่เหมาะกับลักษณะงานไว้ได้

สาระสำคัญของคำชี้แจงนี้ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงคลี่คลายสถานการณ์ เพราะช่วยลดแรงกังวลว่าประกาศใหม่จะถูกตีความเป็นคำสั่งแบบเดียวใช้ทั้งองค์กรโดยไม่มีพื้นที่ให้ปรับตามบริบท นอกจากนี้ นพ.เปรมชัยยังยืนยันว่าจะไม่มีการลงโทษพยาบาลที่ออกมาเรียกร้องหรือแสดงความคิดเห็น และมองว่าการรวมตัวสะท้อนปัญหาครั้งนี้เป็นโอกาสรับฟังเพื่อปรับปรุงระบบการทำงานร่วมกัน จุดยืนเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบรรยากาศในองค์กร เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย หากบุคลากรรู้สึกว่าความเห็นของตนจะถูกลงโทษ ความขัดแย้งย่อมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

รอยต่อที่สำคัญไม่ใช่ใครถูกหรือผิด แต่อยู่ที่การหาจุดสมดุลร่วมกัน

เมื่อฟังทั้งจากผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยืนอยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง ฝั่งพยาบาลไม่ได้ปฏิเสธหลักการเรื่องความปลอดภัยหรือการพักผ่อนที่เหมาะสม ส่วนฝั่งผู้บริหารก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะบังคับใช้รูปแบบเดียวกับทุกหน่วยงาน สิ่งที่ยังเป็นโจทย์จริงจังคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “หลักเกณฑ์มาตรฐาน” กับ “ความยืดหยุ่นตามบริบท” เพื่อให้ทั้งคนไข้ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และพยาบาลยังสามารถดำรงชีวิตนอกเวลางานได้อย่างเป็นมนุษย์

นี่คือจุดที่ข้อเสนอจากภาคปฏิบัติมีนัยสำคัญมาก เพราะข้อเรียกร้องหลักไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการดูแลความปลอดภัยของพยาบาล หากเรียกร้องให้การใช้เวร 8 ชั่วโมงและ 12 ชั่วโมงมีความยืดหยุ่นพอที่จะตอบโจทย์แต่ละแผนก แต่ละภาระงาน และแต่ละชีวิตครอบครัวได้จริง หากออกแบบระบบแบบแข็งตัวเกินไป นโยบายที่ตั้งใจลดความเหนื่อยล้าอาจย้อนกลับไปสร้างความเครียดรูปแบบใหม่แทน

ปัญหากำลังคนพยาบาลไม่ใช่เรื่องเฉพาะเชียงราย แต่เป็นโจทย์ระดับประเทศ

หากมองออกจากกรณีเฉพาะหน้า จะเห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงปัญหาภายในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แต่คือภาพย่อของระบบสุขภาพไทยทั้งระบบ แม้ประเทศจะมีพยาบาลวิชาชีพจำนวนมากในภาพรวม แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การจัดสรร การคงอยู่ในระบบ และการกระจายภาระงานให้สมดุลกับจำนวนผู้ป่วย ซึ่งประกาศสภาการพยาบาลเองก็รับรู้เรื่องนี้อยู่ในเนื้อหา โดยระบุว่าอัตรากำลังที่เพียงพอและเหมาะสมเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลที่ปลอดภัย

ดังนั้น หากรัฐหรือหน่วยบริการต้องการให้หลักเกณฑ์ชั่วโมงงานใหม่เกิดผลจริง การแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดที่การปรับตารางเวรเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงเรื่องการบริหารกำลังคน การสนับสนุนสวัสดิการ การลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และการออกแบบระบบที่ไม่ผลักภาระความตึงเครียดไปตกอยู่กับคนหน้างานฝ่ายเดียว เพราะในท้ายที่สุด คนที่เผชิญผลลัพธ์ของนโยบายไม่ใช่แค่ผู้บริหารหรือผู้ออกประกาศ หากคือพยาบาลที่ต้องอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยตลอดทั้งวัน และคนไข้ที่ต้องพึ่งพาความพร้อมของพวกเขาในทุกนาที

บทเรียนจากเชียงรายสะท้อนว่าการฟังเสียงหน้างานคือเงื่อนไขของนโยบายที่ดี

กรณีการรวมตัวของพยาบาลหน้าเสาธงที่เชียงรายประชานุเคราะห์ในวันนี้ จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงเป็นภาพของการคัดค้านนโยบาย แต่ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนเชิงสร้างสรรค์ว่า แม้นโยบายจะมีเจตนาดีเพียงใด หากไม่เชื่อมกับความจริงของคนทำงาน ก็อาจสะดุดได้ตั้งแต่ก้าวแรก ขณะเดียวกัน การที่ฝ่ายบริหารออกมาสื่อสารชัดเจนเรื่องความสมัครใจและการไม่ลงโทษ ก็เป็นท่าทีที่ช่วยลดแรงปะทะและเปิดพื้นที่ให้เกิดการหาทางออกมากขึ้น

สำหรับสังคมวงกว้าง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของวิชาชีพพยาบาลเท่านั้น หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ประชาชนจะได้รับในอนาคต เพราะระบบสุขภาพที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนกฎเกณฑ์ที่ออกมาเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้กฎเกณฑ์เหล่านั้นใช้งานได้จริงในโลกของภาระงาน ความเหนื่อยล้า และชีวิตมนุษย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขบนกระดาษเสมอ

อาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง 8 ชั่วโมงหรือ 12 ชั่วโมง

สิ่งที่กรณีนี้กำลังบอกอย่างเงียบ ๆ คือ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การยืนกรานว่าเวรแบบใดดีที่สุดอย่างเป็นสากล แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ยืดหยุ่นพอให้แต่ละหน่วยงานเลือกวิธีที่เหมาะกับภาระงานจริง โดยยังเคารพหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคนทำงานไปพร้อมกัน หากทำได้ ประกาศใหม่ของสภาการพยาบาลก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานแรงงานสุขภาพอย่างแท้จริง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นอีกตัวอย่างของนโยบายที่มีเจตนาดีแต่ไปไม่สุดเพราะโครงสร้างรองรับยังไม่พร้อม

สำหรับวันนี้ เสียงของพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์อาจยังเป็นเพียงการยืนถือป้ายหน้าเสาธงในช่วงเช้า แต่ในทางความหมาย เสียงนั้นดังพอจะทำให้ทั้งระบบต้องกลับมาทบทวนว่า การดูแลคนดูแลคนไข้ จะต้องเริ่มจากการฟังพวกเขาอย่างจริงจังเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

  • ข้อมูลเกี่ยวกับประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 จากประกาศสภาการพยาบาลที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 10 มีนาคม 2569 และข่าวภาครัฐเผยแพร่วันที่ 11 มีนาคม 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ลุ้นโฮงยาไทยเปิด “Premium Clinic” ในห้างเซ็นทรัลเชียงราย ลดแออัด-ยกระดับบริการสุขภาพ

โฮงยาไทย” สู่เมือง พา Premium Clinic ลงห้าง ทางเลือกใหม่เพื่อลดแออัด-ยกระดับประสบการณ์สุขภาพของชาวเชียงราย

เชียงราย, 24 สิงหาคม 2568 — ภาพพื้นที่ “Premium Clinic” หรือที่คนเชียงรายคุ้นปากว่า “โฮงยาไทย” นอกเขตรพ.หลัก—คลินิกแนวคิดใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ เป้าหมายชัดเจน ทำให้การพบแพทย์ “ใกล้-ง่าย-เร็วขึ้น” และช่วยกระจายผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลใหญ่

แม้รายละเอียดบริการและกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ แต่โครงร่างภาพใหญ่เริ่มชัด โครงการเตรียมใช้พื้นที่ Unit 234 ชั้น 2 เซ็นทรัลเชียงราย ออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้วและกำลังก้าวสู่ขั้นตอนปรับปรุง ภายใต้สาระสำคัญอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ช่วยลดความหนาแน่นของโรงพยาบาลหลัก และรองรับไลฟ์สไตล์เมืองท่องเที่ยวและชายแดนของเชียงราย ที่การเดินทาง การทำงาน และการจับจ่ายในศูนย์การค้ามักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

ทำไม “คลินิกในห้าง” จึงเป็นคำตอบของเมือง?

ถ้า “โรงพยาบาล” คือฐานทัพหลักของระบบสุขภาพ “คลินิกนอกพื้นที่” ก็เปรียบเสมือนป้อมหน้าเมืองเข้าถึงง่าย คล่องตัว และตอบโจทย์บริการที่ไม่ซับซ้อน การดึงบริการบางส่วนไปไว้ในศูนย์การค้า มีข้อดีเชิงระบบอย่างน้อย 4 ประการ

  1. ลดการเดินทาง-เวลาเสียโอกาส
    ผู้ป่วยที่อาการไม่ฉุกเฉินเช่น ติดตามอาการโรคเรื้อรัง รับยา ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนไม่จำเป็นต้องฝ่ารถติดเข้ารพ.หลัก สามารถใช้เวลาว่างก่อน-หลังเลิกงาน หรือระหว่างทำธุระในห้างมารับบริการได้ทันที
  2. กระจายภาระงานบุคลากร
    เมื่อเคสเบาถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ทีมแพทย์-พยาบาลสามารถโฟกัสกับเคสซับซ้อน ผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือการผ่าตัดได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “ลดแออัดผู้ป่วยนอก (OPD congestion)” ที่กระทรวงสาธารณสุขผลักดันต่อเนื่อง ทั้งผ่านระบบนัดหมาย/หน้าต่างบริการเฉพาะกิจ และทางเลือกบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
  3. ยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ (patient experience)
    ศูนย์การค้ามีที่จอดรถ ทางเดินสะดวก ห้องน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร โซนครอบครัว รวมถึงโรงแรมรอบข้าง เหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่พาเด็กมาตรวจ หรือญาติที่ต้องรอผู้ป่วย
  4. เชื่อมเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน
    การนัดหมายล่วงหน้า การจ่ายยาปลอดสัมผัส การชำระค่าบริการดิจิทัล หรือแม้แต่ Telemedicine สำหรับเคสติดตามผลทั้งหมดนี้ทำได้คล่องขึ้นในบรรยากาศ “บริการในเมือง” ซึ่งประเทศไทยมีบทเรียนการใช้เทเลเมดิซีนเพื่อลดการแออัดและเพิ่มการเข้าถึงมาต่อเนื่องตั้งแต่โควิด-19 และกำลังต่อยอดในระบบบริการปกติ

โฮงยาไทย” ในความทรงจำของเมือง กับบทใหม่ที่กำลังจะเริ่ม

คนเชียงรายเรียกโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า “โฮงยาไทย” มาหลายทศวรรษ สถาบันแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลหลักของจังหวัดบทบาท “เสาหลัก” แห่งระบบสุขภาพที่รับส่งต่อจากอำเภอ พรมแดน และนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความหมายเชิงวัฒนธรรมของชื่อ “โฮงยาไทย” จึงมากกว่าสถานพยาบาล แต่คือความไว้ใจของชุมชนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น การขยายบริการสู่ศูนย์การค้า จึงไม่ใช่การ “ออกจากชุมชน” แต่คือการ “เข้าไปใกล้ชุมชน” มากยิ่งขึ้น  

เชื่อมโยงกับนโยบายชาติ “Premium Clinic” ของรัฐ—อีกเครื่องมือหนึ่งเพื่อลดแออัด

ตลอดปี 2567–2568 กระทรวงสาธารณสุขสื่อสารแนวทาง คลินิกพรีเมียม (Premium Clinic)” ในโรงพยาบาลรัฐบางแห่ง—บริการทางเลือกที่เร็วขึ้น มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น และมีค่าบริการตามกรอบกฎหมาย โดยยืนยันควบคู่ว่า สิทธิพื้นฐานของประชาชน (เช่น บัตรทอง/ประกันสังคม/ข้าราชการ) ยังคงอยู่ครบถ้วน คลินิกพรีเมียมจึงเป็น “ช่องทางเสริม” ที่ช่วยแก้จุดปวดเรื่องคิวและเวลารอ โดยมีการรายงานความคืบหน้าและติดตามผลในระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง

เมื่อจับภาพรวม การตั้ง Premium Clinic ของ “โฮงยาไทย” ในศูนย์การค้าจึงสอดคล้องกับกรอบเชิงนโยบายของประเทศที่มุ่งให้ระบบบริการ “ยืดหยุ่น-ทันสมัย-เลือกได้” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

บริการที่คาดหวัง ไม่ฉุกเฉิน แต่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต

แม้โรงพยาบาลยัง ไม่ได้ประกาศ รายละเอียดรายการบริการและเวลาเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการ แต่จากธรรมชาติของคลินิกนอกเขตรพ.หลักในหลายพื้นที่ และแนวโน้มบริการผู้ป่วยนอกยุคใหม่ บริการที่ “มีแนวโน้ม” เหมาะสมกับรูปแบบ Premium Clinic ได้แก่

  • ตรวจติดตามโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันผิดปกติ (ผู้ป่วยอาการคงที่/ไม่มีภาวะฉุกเฉิน)
  • คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว/เวชปฏิบัติทั่วไป ตรวจรักษาอาการไม่รุนแรง เจ็บคอ ไอ จาม แพ้อากาศ ผื่น คำปรึกษาพื้นฐาน
  • วัคซีนและส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสุขภาพประจำปี คัดกรองความเสี่ยง NCDs ให้คำปรึกษาโภชนาการ/การเลิกบุหรี่
  • บริการนัดติดตาม-รับยา ร่วมกับระบบนัดหมาย/รับยาแบบ Drive-thru หรือส่งยาถึงบ้านในบางกรณี (ขึ้นกับนโยบายของหน่วยบริการในพื้นที่)
  • Telemedicine/Teleconsult (เมื่ออนุญาต) สำหรับการติดตามผลที่ไม่ต้องตรวจร่างกายซับซ้อน

ทั้งหมดนี้เป็น “ตัวอย่างแนวปฏิบัติทั่วไป” ของคลินิกเมืองยุคใหม่ทั่วโลกและสอดคล้องกับบทเรียนไทยด้าน Telemedicine ซึ่งช่วยลดเวลารอ ลดความหนาแน่น และคงคุณภาพการดูแลเมื่อคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

ข้อสำคัญ: ผู้ป่วยฉุกเฉิน (เจ็บหน้าอกรุนแรง หอบเหนื่อยเฉียบพลัน อัมพาตเฉียบพลัน อุบัติเหตุเลือดออกมาก ฯลฯ) ต้องไปโรงพยาบาลหลักหรือโทร 1669 ตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

มองผ่านเลนส์ “เศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ” ใครได้ประโยชน์?

ประชาชนทั่วไป
ได้ทางเลือกบริการใกล้ตัว ลดเวลารอ ลดค่าโสหุ้ยจากการเดินทาง ช่วยให้คนทำงาน/ผู้ประกอบการรายย่อย/นักท่องเที่ยวได้รับการดูแลทันเวลา ไม่ปล่อยให้โรคเรื้อรังลุกลาม

โรงพยาบาลจังหวัด (โฮงยาไทย)
สามารถบริหารคิวงานดีขึ้น—แยก เคสเบา-เคสหนัก” อย่างสมเหตุผล เพิ่มความพึงพอใจผู้ป่วย และรักษาคุณภาพการดูแลเคสซับซ้อนได้มากขึ้น

ระบบสุขภาพจังหวัด
เสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายบริการ (PCC/รพ.สต./รพช.) ด้วยจุดรับบริการ “ดาวเทียม” ในเมือง เชื่อมข้อมูลกับรพ.หลักได้เร็วขึ้น สร้าง continuity of care ที่ดี

เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวและประตูการค้าชายแดน การมีบริการสุขภาพมาตรฐานในโลเคชันที่เข้าถึงง่ายอย่างศูนย์การค้า ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุน (ข้อมูลสถานที่ศูนย์การค้าจากแหล่งสาธารณะ)

ความคืบหน้า-สิ่งที่ต้องติดตาม

  • ขั้นตอนก่อสร้าง/ตกแต่งภายใน: การออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว กำลังเข้าสู่การปรับปรุงพื้นที่
  • กรอบบริการ/เวลาทำการ/ตารางแพทย์: รอประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาล
  • อัตราค่าบริการ/การใช้สิทธิ: หากอยู่ในกรอบ “คลินิกพรีเมียม” จะเป็น บริการทางเลือก ที่มีค่าธรรมเนียมชัดเจน แต่สิทธิพื้นฐานเดิมยังคงอยู่ (ตามกรอบนโยบายระดับประเทศ)
  • การเชื่อมระบบดิจิทัล: นัดหมายออนไลน์ ชำระเงินดิจิทัล Telemedicine/รับยาต่อเนื่อง—แนวทางที่ไทยมีบทเรียนและงานวิจัยสนับสนุนแล้ว

เสียงสะท้อนจาก “แนวโน้มประเทศ” ลดแออัดให้ได้ผล ต้อง “หลายเครื่องมือพร้อมกัน”

การลดความแออัดผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลรัฐ ไม่ใช่โจทย์ที่แก้ด้วยมาตรการเดียว ศูนย์กลางนโยบายไทยระบุแนวทางผสมผสาน ตั้งแต่ บริหารคิว/นัดหมายล่วงหน้า/ขยายชั่วโมงบริการบางคลินิก/ใช้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นด่านหน้า/เชื่อม Telemedicine/และกระจายบริการสู่จุดใกล้บ้านใกล้เมือง ซึ่งสะท้อนอยู่ในทั้งเอกสารวิชาการและการสื่อสารเชิงนโยบายของภาครัฐ

การตั้ง Premium Clinic ในห้าง ของ “โฮงยาไทย” จึงควรอ่านควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ ไม่ใช่ตัวแทนของการ “แปรรูปบริการ” หากแต่เป็น ทางเลือกเสริม” ที่เติมช่องว่างประสบการณ์ผู้รับบริการ—โดยที่สิทธิพื้นฐานยังอยู่ครบถ้วนตามกฎหมายและนโยบาย

ความคาดหวังที่สมเหตุผลคืออะไร?

  1. ความโปร่งใสเรื่องค่าบริการและการใช้สิทธิ
    การสื่อสารชัดว่าบริการใดอยู่ในแพ็กเกจพรีเมียม/ค่าใช้จ่ายประมาณการเท่าไร/ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิอื่น ๆ มีทางเลือกอะไร—คือหัวใจของการยอมรับ
  2. มาตรฐานวิชาชีพและความต่อเนื่องของข้อมูล
    ระบบเวชระเบียนเดียวกัน/การส่งต่อระหว่างคลินิกกับรพ.หลักแบบไร้รอยต่อ/มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย—ยิ่งแน่น ยิ่งสร้างความเชื่อมั่น
  3. สมดุลระหว่าง “ความสะดวก” กับ “ความเป็นธรรม”
    คลินิกพรีเมียมเพิ่มทางเลือกความสะดวก แต่ต้องไม่ดึงทรัพยากรสำคัญออกจากการดูแลตามสิทธิพื้นฐาน—การจัดสรรกำลังคนและตารางแพทย์จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
  4. การประเมินผลอย่างเป็นระบบ
    วัดจริงว่าคิวรพ.หลักลดลงแค่ไหน เวลาเฉลี่ยผู้ป่วยนอกดีขึ้นเท่าไร ความพึงพอใจ-ความปลอดภัย-ผลลัพธ์สุขภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างไร และรายได้-ค่าใช้จ่ายหน่วยบริการสมดุลหรือไม่

ก้าวเล็กในแปลนก่อสร้าง แต่คือก้าวใหญ่ของการดูแลสุขภาพแบบใหม่

จาก “โฮงยาไทย” ในความทรงจำของชาวเชียงราย สู่ Premium Clinic ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง—นี่คือตัวอย่างการพลิกมุมมองว่า “การแพทย์ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาล” และ “ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียทั้งวันเพื่อพบแพทย์ 10 นาที” หากออกแบบประสบการณ์ที่ดี เชื่อมโยงเทคโนโลยีและระบบคิวให้ฉลาด การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริง

ในระยะสั้น โครงการนี้จะเป็น จุดทดสอบ” ว่าเชียงรายสามารถกระจายบริการ ลดแออัด และยกระดับความพึงพอใจของประชาชนได้จริงเพียงใด ในระยะยาว หากโมเดลนี้เดินได้ด้วยความโปร่งใส ยึดมาตรฐานวิชาชีพ และเคารพสิทธิพื้นฐาน—เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของ คลินิกเมือง” ที่เมืองอื่น ๆ น่าศึกษาและต่อยอด

สิ่งที่ทุกฝ่ายรอคือ ประกาศอย่างเป็นทางการ เรื่องรายการบริการ เวลาเปิด-ปิด และเงื่อนไขการใช้สิทธิ/ค่าบริการ เมื่อถึงวันนั้น “คลินิกในห้าง” แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงโครงการสวย ๆ ในแปลน แต่จะกลายเป็น ประตูบานใหม่ของระบบสุขภาพ ที่เปิดออกสู่ผู้คนทุกวัน—ใกล้ขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นมิตรกับชีวิตมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เว็บไซต์ทางการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์: ข้อมูลสถาบัน/บทบาทโรงพยาบาลจังหวัด 
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สลน.)/สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 
  • HITAP – Health Intervention and Technology Assessment Program 
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) 
  • Hfocus.org 
  • ท้องถิ่นนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ติดตามการดำเนินงานตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ที่จังหวัดเชียงราย

กรมวังผู้ใหญ่ฯ ติดตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขที่เชียงราย

ลงพื้นที่เรือนจำกลางเชียงราย ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ 908 กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองประธานกรรมการกองทุนกำลังใจฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ณ เรือนจำกลางเชียงราย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินการภายในเรือนจำกลางเชียงราย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเสริมสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา

ตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต

พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำกลางเชียงราย โดยมีการตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine การทำงานของห้องปฏิบัติการระบบ JHCIS ห้องจ่ายยา และห้องทัณตกรรม นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเยี่ยมห้องแม่และเด็กภายในเรือนจำ พร้อมมอบของเยี่ยมให้แก่ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และมารดาที่มีเด็กติดผู้ต้องขัง รวมถึงผู้ต้องขังสูงอายุจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและสนับสนุนด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

เยี่ยมชมโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์

ในช่วงบ่าย พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน โดยได้รับการต้อนรับจากนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และทีมผู้บริหารโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ครอบคลุมหลายส่วนงานสำคัญ ได้แก่ ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ศูนย์นเรนทร ระบบ AOC (Ambulance Operation Center) อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หอผู้ป่วยรักษ์ใจ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด และการให้บริการ Telemedicine ในห้องตรวจผิวหนัง อาคารผู้ป่วยนอก 50 ปีอนุสรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขในจังหวัดเชียงราย

สถิติและแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

ตามข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ประเทศไทยมีผู้ต้องขังรวมกว่า 250,000 คน ซึ่งในปี 2567 พบว่ามากกว่า 60% เป็นผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้มีความจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในเรือนจำ โดยโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ได้ช่วยให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพมากขึ้น

โครงการนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแพทย์และฟื้นฟูจิตใจของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ การดำเนินงานของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยื

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

12 สิงหาคม ชาวเชียงรายร่วมใจ บริจาคโลหิต อวัยวะ และดวงตา

 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ที่มูลนิธิสาธารณะกุศลสงเคราะห์เชียงราย (หน้าโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม) อ.เมืองเชียงราย เหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 เพื่อถวายความจงรักภักดี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ที่ทรงมีต่อประชาชนและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ซึ่งเปิดรับบริจาคตั้งแต่เวลา 9.00 – 14.00 น. โดยภายในกิจกรรมวันนี้ ชาวเชียงรายต่างรวมใจสวมเสื้อสีฟ้า สีสัญลักษณ์ของวันแม่ มีทั้งประชาชนจิตอาสา นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้ที่มาบริจาคโลหิตจะได้รับของที่ระลึก ใบประกาศเกียรติคุณ และได้ลุ้นรับรางวัลพิเศษ จากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รวมถึงลุ้นรับแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ แก้วน้ำมินิมอล ร่ม และอื่นๆอีกมาย จาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย และไทย ฮอนด้า เชียงราย เพื่อเป็นการตอบแทนที่มีจิตอาสา ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการบริจาคโลหิตถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และยังเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้อื่น โดยการบริจาคเลือดปกติ 1 ครั้งสามารถช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 3 คน ทำให้มีเลือดเพียงพอในการรักษาชีวิตของผู้ป่วยตลอดไป

ทั้งนี้ “โลหิต” หรือ “เลือด” เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญในการใช้รักษาผู้ป่วย ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ที่สามารถคิดค้นสิ่งใดมาใช้ทดแทนโลหิตได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิต เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยการบริจาคโลหิตแต่ละครั้ง สามารถปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิตได้มากกว่า 3 ส่วน ช่วยชีวิตได้มากกว่า 3 ชีวิต และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์โลหิตได้อีกมากมาย เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อาทิ เกล็ดเลือด นำไปรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง นำไปรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ ผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการ ผ่าตัดหัวใจ อุบัติเหตุ ตกเลือดจากการคลอดบุตร พลาสมา นำไปรักษาผู้ที่มีอาการช็อกจากการขาดน้ำ ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัข 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย Kick Off 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

 

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จังหวัดเชียงราย โดยมี นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ คณะผู้บริหาร และบุคลากรสาธารณสุขเชียงราย ร่วมพิธีฯ เปิดกิจกรรม

นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าผลการดำเนินงานของจังหวัดเชียงราย โครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัลได้มากกว่า 22,155 ครั้ง ให้บริการการแพทย์และเภสัชกรรมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ทุกช่องทาง 20,528 ครั้ง ประชาชนลงทะเบียน Health ID กว่า 477,949 คน ให้บริการประชาชนนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ 255 ครั้ง ทั้งนี้หน่วยบริการเอกชนที่เข้าร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีประชาชนเข้ารับบริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น จำนวนกว่า 223,033 ครั้ง การเยี่ยมบ้านจำนวนกว่า 40,991 ครั้ง รับบริการร้านยาคุณภาพของฉัน จำนวนกว่า 48,885 ครั้ง บริการกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น จำนวน 3,211 ครั้ง บริการคลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น จำนวน 13 ครั้ง บริการคลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น จำนวน 1,726 ครั้ง และบริการคลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น จำนวน 911 ครั้ง โดยพบว่าประชาชนที่ใช้บริการแล้ว ส่วนใหญ่จะกลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอีก
 
นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กิจกรรม Kick Off ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวในครั้งนี้ เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน จาก 30 บาท รักษาทุกโรค สู่การเป็น 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ให้ประชาชนชาวเชียงราย สามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐ เอกชน คลินิก ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (LAB) และร้านขายยาใกล้บ้าน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุม ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และคุณภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ของตนเองและครอบครัวได้
 
ทั้งนี้ภายในงานยังมีการจัดบูธนิทรรศการ และการให้บริการประชาชน จำนวน 6 บูธ ประกอบด้วย 1. บูธนิทรรศการ ได้แก่ Provider ID (การยืนยันตัวตันผู้ให้บริการ) และ Health ID (การยืนยันตัวตนภาคประชาชน) 2. บูธนิทรรศการ Health Rider (บริการส่งยาถึงบ้าน) 3. บูธนิทรรศการ Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) 4. บูธนิทรรศการ หน่วยบริการนวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ (คลินิก, ร้านยาชุมชนอบอุ่น) 5. บูธนิทรรศการ Lab Anywhere (เจาะเลือด ตรวจแล็บ ที่คลินิกแล็บใกล้บ้าน) และ 6. บูธนิทรรศการ การตรวจวัดสมรรถภาพหลอดเลือดแดง จากภาคเอกชน โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน และประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยอดผ้าป่า 55,767,756.51 บาท มอบให้โรงพยาบาลเชียงรายฯ

 

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 67 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีถวายผ้าป่ากองทุนจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดระบบดิจิตอล และอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน เพื่อมอบให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมียอดผ้าป่ารวมทั้งสิ้น 55,767,756.51 บาท โดยมี พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงราย พร้อมใจใส่เสื้อเหลืองร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

ในพิธีถวายกองผ้าป่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่ปฏิบัติพิธีสงฆ์อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ประธานในพิธีนำกล่าวคำถวายกองผ้าป่า และถวายเงินกองทุนแด่ประธานสงฆ์ โดยมี พระสิริวัฒโนดม วิ. เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (ธรรมยุต) ประธานสงฆ์รับมอบเงินให้แก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จากนั้น ประธานในพิธีและผู้มีเกียรติร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรม แด่พระสงฆ์ 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธี กรวดน้ำ รับพร และกราบลาพระรัตนตรัย กราบลาประธานสงฆ์ เป็นอันเสร็จพิธี


ทั้งนี้ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จะนำเงินดังกล่าวไปจัดซื้อเครื่องเอกชเรย์หลอดเลือดระบบดิจิตอล และอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เป็นการเพิ่มโอกาสในการค้นพบโรค และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความพิการและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลงได้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มอบเครื่องวัดความดันโลหิต ให้โรงพยาบาลเชียงรายฯ

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่ห้องประชุม เสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ “โครงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดยมีนางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย  แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  หัวหน้าส่วนราชการ  สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม

 

           นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านมหาดไทย และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมด้วย สมาชิกแม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศ ดำเนินการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลน อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 133 รายการ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ 

 

          นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวขอขอบคุณทางสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ที่ได้มอบอุปกรณ์เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล เห็นความสำคัญในการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการสาธารณสุข รวมถึงการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ซึ่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก หากได้รับเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ลดความแออัดจุดคัดกรองได้เป็นอย่างดี

 


ในการนี้ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้รับเครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง จึงได้มอบให้แก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในการให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังประโยชน์ในการเพิ่มความสามารถด้านการช่วยเหลือประชาชนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสืบสานพระราชกรณียกิจ ด้านการสาธารณสุข และเป็นการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ตลอดจนเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร

 

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง และ คณะสมาชิกวุฒิสภาในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร (Center Of Therapeutic Radiology and Oncology) โดยมีพระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา ได้สวดอนุโมทนา พร้อมเจิมป้าย และประพรมน้ำพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวรายงาน ทั้งนี้แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ นำผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริจาคสมทบทุนสร้างศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร เข้าร่วมพิธี

 

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวว่า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาด 758 เตียง รับผิดชอบประชากรผู้ป่วยโรคมะเร็งจังหวัดเชียงราย-พะเยา รวมถึงประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย จากฐานข้อมูลทะเบียนมะเร็งของโรงพยาบาลเชียงรายฯ พบว่ามะเร็งที่พบบ่อยในประชากรเพศชาย สามอันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง และมะเร็งปอด ซึ่งในเพศหญิงสามอันดับแรก ได้แก่มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ส่วนมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุการตายสูงสุดของจังหวัดเชียงราย อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งปอด รองลงมาคือ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านม ตามลำดับ โดยจากข้อมูล 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งของจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา จะมีประมาณ 2,400ราย/ปี โดยมีผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการฉายรังสีประมาณ 1,200 ราย/ปี และกล่าวต่อไปว่า 

 

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สามารถให้การรักษาโรคมะเร็งด้วยการผ่าตัด และการให้ยาเคมีบำบัด แต่ยังขาดการรักษาด้วยรังสีรักษา ซึ่งเป็นการรักษาที่สามารถลดการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง และบรรเทาอาการของโรคในระยะแพร่กระจายได้ โดยผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาด้วยรังสีรักษา จำเป็นต้องเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นส่วนใหญ่ผู้ป่วยเข้ารับการฉายแสงโรงพยาบาลมะเร็งลำป่าง มีประมาณ 900 ราย/ปี ผู้ป่วยหายจากระบบประมาณ 300 ราย ที่ไม่เดินทางไปรับการรักษา เพราะผู้ป่วยจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจังหวัดลำปาง เพื่อเข้ารับการรักษาเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ประมาณ 15,000 บาทต่อราย 

 

ซึ่งการจัดตั้งศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร ณ อาคารรังสีรักษาแห่งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนและสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สามารถรับการรักษาได้ตามแผนการรักษา ส่งผลให้มีโอกาสหายจากโรคมะเร็งได้มากขึ้น สามารถบริการผู้ป่วยมะเร็งด้านรังสีรักษา พัฒนาบุคลากรรองรับบริการด้านรังสีรักษา และพัฒนาระบบสารสนเทศรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานบริการในเครือข่าย เพื่อความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยและการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อคุณภาพบริการแบบครบวงจร และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนชาวเชียงราย

 

พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง กล่าวว่า รู้สึกยินดีและดีใจที่จังหวัดเชียงรายมีศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร ขอชื่นชมโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ที่ได้มีความมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้สามารถบริการผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างครอบคลุมทั้งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การรักษา และบริการรังสีรักษาตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายจังหวัดเชียงราย-พะเยา ให้เข้มแข็ง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นให้เกิดปรโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน พร้อมกล่าวต่อไปว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่ต้องความสำคัญ 

 

ทั้งในด้านการป้องกัน และดูแล รักษา การเปิดศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะผู้ป่วยมะเร็งของจังหวัดเชียงราย-พะเยา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง จะสามารถเข้าถึงการรักษา ลดระยะเวลารอคอย ลดค่าใช้จ่าย ในการเดินทางเพื่อไปรักษา อีกทั้งยังได้รับการรักษาโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เครื่องมือที่มีมาตรฐานเป็นการดูแลแบบครบวงจรอีกด้วย

 

ทั้งนี้สมาชิกวุฒิสภา และมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระราชูปถัมภ์ ได้มอบเครื่องอุปโภค ของใช้จำเป็นให้กับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อมอบต่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากับโรงพยาบาล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการรับการรักษาต่อไป

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

วช. ผนึกกำลัง ทีม EARTH รับมือ 1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว

 

 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.เชียงราย โดยมี ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิจัยในพื้นที่ เป็นผู้นำคณะลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทั้งหมด 5 จุด ณ พื้นที่ จ.เชียงราย 

 

           จุดแรกคณะได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” นำโดย รศ.ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ศุภโชค มาศปกรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ 2 และทีมผู้บริหารโรงพยาบาลให้การต้อนรับ 

 

          รศ.ดร.ธีรพันธ์ฯ กล่าวว่า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้รับความเสียหายตรงบริเวณช่วงจุดเชื่อมต่อระหว่างอาคารเก่าและใหม่ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น อาคารแตกเป็นรอยแนวตั้งยาวสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากภายนอก และในวันที่เกิดแผ่นดินไหวนั้น ภายในอาคารมีผู้ป่วย แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้อาคารอยู่เป็นจำนวนมาก โดยได้ทำการซ่อมแซมเพื่อความมั่นใจของประชาชนที่เข้ารับบริการ และเพิ่มเติมระบบป้องกันเพื่อเตรียมรับแรงสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

          จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง โรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ นำโดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายพัฒน์พงษ์ เต็มเสาร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ กล่าวต้อนรับ และ ศ.ดร.อมรฯ ได้อธิบายว่า โรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ อาคารเรียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก 1 หลัง ต่อมาได้มีการสำรวจความเสียหายของสถานศึกษา ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินแล้วว่าต้องทุบทิ้งทั้งหมดอาคารเรียนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป และไม่สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จึงได้ทำการทุบอาคารเรียนทิ้งและสร้างอาคารใหม่ทดแทน และเนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง จึงได้มีการหารือกับวิศวกร เพื่อเสริมกำลังอาคารเรียนด้วยโครงสร้างใหม่ที่รองรับการเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต

 

            ต่อด้วยการเดินทางไปยังวัดดงมะเฟือง  นำโดย รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ จาก มูลนิธิมดชนะภัย ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายสุทัศน์ กิจพิทักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจอมหมอกแก้ว นายเหลี่ยม ปัญญาไว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านดงมะเฟือง ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลว่า ในขณะนั้น วิหารของวัดที่เสียหายบางส่วนจากเหตุแผ่นดินไหวก็ได้พังเสียหายทั้งหลัง และเกิดรอยร้าวที่เสากลางเพิ่มขึ้น ผนังหลังพระประธานพังทลายลง หลังคาหลุดร่อน ต้องรื้อทิ้งสร้างใหม่ทั้งหมด โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานจากหลายภาคส่วนระดมเข้ามาช่วยเหลือในการสร้างและปรับปรุงอาคารใหม่ ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ และมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี และลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว อีกทั้งได้รับความร่วมมือกับชุมชนในการเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

          และคณะได้เดินทางไปยัง  “เขื่อนแม่สรวย” นำโดย รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายศุภชัย พินิจสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม กรมชลประทาน และคณะให้การต้อนรับ และนายทรงพล พงษ์มุกดา หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีตนั้นจากการตรวจวัดค่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ 0.0000877g ซึ่งต่ำกว่าค่าความเร่งของพื้นดินจากแผ่นดินไหวที่ใช้ในการออกแบบอย่างมาก ดังนั้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ในพื้นที่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้กรมชลประทานยังร่วมมือกับคณะวิจัยในการปรับปรุงโครงสร้างของเขื่อนให้มีความแข็งแรง ทนทาน และรองรับต่อการเกิดเหตุแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น

 

          และจุดสุดท้ายคณะได้เดินทางไปยัง  โรงเรียนศรีถ้อยสุนทรราษฎร์วิทยา  นำโดย รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายรักษ์ชัย ฉัตรเงิน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวต้อนรับ และรศ.ดร.สุทัศน์ฯ กล่าวว่า แม้ว่าในวันเกิดเหตุแผ่นดินไหวโรงเรียนจะได้รับความเสียหายไม่มากนัก แต่จากการดำเนินการสำรวจของทีมวิจัย พบว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และอาคารของโรงเรียนมีรูปแบบที่เหมาะสมที่จะดำเนินการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ด้วยวิธีเสริมความแข็งแรงของเสาอาคารเรียน หรือ concrete jacketing ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้อาคารเดิมที่มีอยู่แล้วสามารถรองรับแรงแผ่นดินไหวได้มากขึ้นและป้องกันความเสียแก่อาคารเรียนได้ดียิ่งขึ้น

 

          สำหรับผลกระทบจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย นั้น นำไปสู่การสร้าง Research Ecosystem Facilities ที่จะเป็นกลไกหลักในการนำเสนอนโยบายและเพื่อการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเทคโนโลยีสำหรับตรวจวัดแผ่นดินไหวที่ทันสมัย แต่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลหรือข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวหากเกิดแผ่นดินไหวได้จาก “ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ วช. (EARTH)”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News