Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME