Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

พบแม่น้ำกกที่แม่อายปนเปื้อนสารหนู เชียงรายเตือน เลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

สสจ.เชียงรายเตือนประชาชนเลี่ยงใช้น้ำแม่น้ำกก หลังพบสารหนูปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

เชียงใหม่, 5 เมษายน 2568 – สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงราย ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง หลังมีการตรวจพบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในบริเวณต้นน้ำที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย ขณะนี้ผลการตรวจคุณภาพน้ำในเขตจังหวัดเชียงรายยังอยู่ระหว่างการรอผลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สสจ.เชียงรายระบุว่า ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ แต่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันเพื่อความปลอดภัย

ความเป็นมาของปัญหา

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่จังหวัดเชียงราย โดยผ่านอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเชียงแสน ประชาชนในพื้นที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนี้ทั้งเพื่อการเกษตร การท่องเที่ยว และการผลิตน้ำประปา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อาย หลังพบว่าน้ำมีสีขุ่นผิดปกติและมีตะกอนดินปนเปื้อนจำนวนมาก ซึ่งต่างจากช่วงฤดูแล้งปกติที่น้ำมักใสสะอาด

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 โดยนายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 ระบุว่า น้ำในแม่น้ำกกบริเวณบ้านแก่งตุ้ม อำเภอแม่อาย ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำไหลจากเมียนมาเข้าสู่ไทย มีค่าสารหนูสูงถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 0.01 mg/L กว่าสองเท่า นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูในจุดอื่น ๆ เช่น บ้านท่าตอน (0.012 mg/L) และบ้านผาใต้ (0.013 mg/L) ซึ่งทั้งหมดเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

นอกจากสารหนูแล้ว ยังพบสารตะกั่ว (Lead) ในระดับ 0.076 mg/L ที่จุดบ้านแก่งตุ้ม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.05 mg/L รวมถึงค่าความขุ่นสูงถึง 988 NTU (หน่วยวัดความขุ่น) ซึ่งสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปที่ 100 NTU อย่างมาก ส่งผลให้แหล่งน้ำอยู่ในเกณฑ์ “เสื่อมโทรม” และไม่เหมาะสำหรับการอุปโภคหรือบริโภค

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

นายอาวีระระบุว่า สารหนูและตะกั่วที่พบในแม่น้ำกกอาจมีที่มาจากการทำเหมืองแร่ทองคำในเขตเมืองสาด รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก โดยสารหนูถือเป็น “เพื่อนแร่” (Associated Mineral) ที่มักพบร่วมกับแร่ทองคำตามธรรมชาติ การขุดเหมืองและกระบวนการแยกแร่อาจปล่อยสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ลงสู่แหล่งน้ำ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม น้ำเสียจากเหมืองอาจไหลลงสู่แม่น้ำกกและส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงไทย

รายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองฝั่งเมียนมาเผยว่า มีการขุดเปิดหน้าดินในบริเวณกว้างและปล่อยตะกอนดินลงสู่แม่น้ำ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมเหมืองขนาดเล็กที่ดำเนินการโดยนักธุรกิจภายใต้การอนุญาตของกองกำลังทหารว้า (United Wa State Army – UWSA) ความขุ่นของน้ำและการปนเปื้อนของสารพิษจึงอาจเป็นผลโดยตรงจากกิจกรรมดังกล่าว

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง หากสัมผัสในระยะสั้นอาจทำให้เกิดผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนัง หรือท้องเสีย หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด หรือมะเร็งตับได้ ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การบริโภคสารหนูในปริมาณ 100 มิลลิกรัมสามารถถึงแก่ชีวิตได้ ขณะที่ตะกั่วส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การชักหรือเสียชีวิต

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย กล่าวว่า “ประชาชนที่สัมผัสน้ำโดยตรงบางรายเริ่มมีอาการผื่นแดงและคัน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในน้ำ เรากำลังเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำกกในช่วงนี้” ด้านนางสาวสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะสารปรอท (Mercury) ในปลานักล่าที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำกก เนื่องจากอาจมีการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้บริโภค

การตอบสนองของหน่วยงานในเชียงราย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย) ได้ออกคำแนะนำ 4 ข้อสำหรับประชาชนในพื้นที่ ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในช่วงนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ
  2. ผู้ที่ใช้น้ำประปาในเขตเทศบาลนครเชียงรายสามารถใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากมีระบบบำบัดน้ำที่มีมาตรฐาน
  3. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน ท้องเสีย หรือสัมผัสน้ำโดยตรง ควรรีบพบแพทย์
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และงดแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน

สสจ.เชียงรายระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยที่เชื่อมโยงกับสารปนเปื้อนในเขตจังหวัดเชียงราย แต่ได้ประสานกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เพื่อรอผลการตรวจตัวอย่างน้ำ 3 จุดในเขตเมืองเชียงราย ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในสองสัปดาห์ หรือราววันที่ 18 เมษายน 2568

นายแพทย์ธวัชชัย ปานทอง สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “เรากำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกหน่วยงานกำลังดำเนินการเต็มที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา หากผลตรวจในเชียงรายพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เราจะมีมาตรการเพิ่มเติมทันที”

การดำเนินการของหน่วยงานในเชียงใหม่

ในจังหวัดเชียงใหม่ นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการ สคพ.1 เปิดเผยว่า หลังการตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน ได้แจ้งเตือนประชาชนในอำเภอแม่อายให้งดเล่นน้ำและบริโภคน้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง รวมถึงประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบระบบประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกก ซึ่งอาจมีระบบกรองที่ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ระบุว่า “เราได้แจ้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนแล้ว และในวันที่ 8 เมษายนนี้ จะมีการประชุมใหญ่ระดับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประปาส่วนภูมิภาค และสาธารณสุขจังหวัดเข้าร่วม”

ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีความซับซ้อน เนื่องจากต้นตออาจอยู่ในเขตเมียนมา ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของหน่วยงานไทย พันโท บุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าตอน อำเภอแม่อาย กล่าวว่า “เราเชื่อว่าสาเหตุมาจากเหมืองทองในรัฐฉาน แต่การแก้ไขต้องอาศัยการเจรจาระดับรัฐบาล ซึ่งท้องถิ่นอย่างเรามีอำนาจจำกัด ถึงแม้จะเคยรณรงค์เรื่องมลพิษข้ามแดน เช่น ไฟป่า แต่ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน”

นายอาวีระเสนอแนวทางระยะสั้น เช่น การสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาแผนลดมลพิษ และการตรวจสอบระบบประปา ส่วนระยะยาวต้องมีการประสานความร่วมมือกับเมียนมาเพื่อจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานและต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผลกระทบต่อชุมชนและการเกษตร

แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนในเชียงรายและเชียงใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ใช้น้ำเพื่อการชลประทาน หากน้ำปนเปื้อนสารพิษในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและความปลอดภัยของอาหาร เช่น ข้าว ผัก และสัตว์น้ำ นายสมชาย บุญมา เกษตรกรจากอำเภอเมืองเชียงราย กล่าวว่า “ถ้าน้ำใช้ไม่ได้ เราก็ต้องหาแหล่งน้ำใหม่ ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้ชาวนา หวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้เร็ว ๆ”

ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งแม่น้ำกกเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน เช่น การล่องแพและเล่นน้ำ ก็อาจได้รับผลกระทบ พันโท บุญโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเล่นน้ำแล้ว ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ การท่องเที่ยวในท่าตอนอาจซบเซาไปเลย”

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ปริมาณน้ำในแม่น้ำกก: จากข้อมูลกรมชลประทาน ในช่วงฤดูแล้ง (มีนาคม-เมษายน) ปริมาณน้ำในแม่น้ำกกเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากฤดูฝนที่สูงถึง 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ที่มา: รายงานสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน, 2567)
  2. การปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำไทย: กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) พบแหล่งน้ำบาดาลในภาคเหนือปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐาน 12 แห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติและมลพิษจากมนุษย์ (ที่มา: รายงานคุณภาพน้ำบาดาล, 2567)
  3. ผลกระทบสุขภาพจากสารหนู: องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ทั่วโลกมีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำดื่มปนเปื้อนสารหนูมากกว่า 140 ล้านคน โดยในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบมากที่สุด (ที่มา: WHO Arsenic Fact Sheet, 2023)

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กรณีการปนเปื้อนในแม่น้ำกกนำมาซึ่งมุมมองที่แตกต่างกันในสังคม ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การตรวจพบสารหนูและการออกคำเตือนของหน่วยงานรัฐเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายที่ยังไม่พบผลกระทบรุนแรง การที่น้ำประปาในเมืองยังปลอดภัยยิ่งเป็นหลักประกันว่า สถานการณ์ยังควบคุมได้ และประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติหากปฏิบัติตามคำแนะนำ

ในทางกลับกัน บางฝ่ายมองว่านี่เป็นสัญญาณของปัญหามลพิษข้ามแดนที่รัฐบาลไทยยังแก้ไขไม่ได้ การที่ต้นตออาจมาจากเหมืองในเมียนมาทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการเจรจาระหว่างประเทศ และการตรวจสอบที่ล่าช้าอาจทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเกษตรกรและชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำกก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบระยะยาว

จากมุมมองที่เป็นกลาง การตอบสนองของหน่วยงานทั้งในเชียงใหม่และเชียงรายแสดงถึงความพยายามในการปกป้องประชาชน แม้จะยังมีข้อจำกัดในการจัดการต้นตอของปัญหา การรอผลตรวจในเชียงรายและการประชุมในวันที่ 8 เมษายนจะเป็นตัวชี้วัดว่า มาตรการต่อไปจะครอบคลุมเพียงใด ขณะที่ข้อกังวลของฝ่ายที่สองก็สมเหตุสมผล เนื่องจากมลพิษข้ามแดนเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องใช้ความร่วมมือระดับนานาชาติ การแก้ไขจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • WHO
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดีเอสไอ เผย ‘ไชน่า เรลเวย์’ คว้างานรัฐ พบ 1 ใน 29 โครงการที่ ‘เชียงราย’

ดีเอสไอเผย 29 โครงการรัฐ “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” รับงาน 2.7 หมื่นล้าน เชียงรายร่วมตรวจสอบ

เชียงราย, 4 เมษายน 2568 – กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยรายชื่อ 29 โครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินการในรูปแบบกิจการร่วมค้า และได้รับงานก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐรวมมูลค่ากว่า 27,803 ล้านบาท โดยหนึ่งในโครงการที่อยู่ในความสนใจคืออาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและได้รับการตรวจสอบหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เพื่อยืนยันความปลอดภัยของโครงสร้าง

การแถลงของดีเอสไอและที่มาของคดี

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยพันตำรวจโท ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้แถลงผลการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 32/2568 เกี่ยวกับกรณีการประกอบธุรกิจของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการใช้ “นอมินี” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ความสูง 30 ชั้น ย่านจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

ดีเอสไอได้ขยายผลการสืบสวนไปยังการประมูลงานภาครัฐของบริษัทนี้ พบว่า ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ได้ร่วมมือกับเอกชนในรูปแบบ “กิจการร่วมค้า” อย่างน้อย 11 ราย และคว้างานก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐรวม 29 โครงการทั่วประเทศ ด้วยวงเงินงบประมาณรวม 27,803,128,433.13 บาท และเงินตามสัญญารวม 22,773,856,494.83 บาท โครงการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้างอาคารพักอาศัย ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา

รายชื่อโครงการที่เกี่ยวข้อง

รายชื่อ 29 โครงการที่ดีเอสไอเปิดเผย มีดังนี้:

  1. อาคารพักอาศัยสูง 32 ชั้น ชุมชนดินแดง การเคหะแห่งชาติ กรุงเทพฯ (807 ล้านบาท)
  2. ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ (563 ล้านบาท)
  3. เปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นใต้ดิน ถนนอรุณอมรินทร์-บรมราชชนนี การไฟฟ้านครหลวง กรุงเทพฯ (1,261 ล้านบาท)
  4. อาคารที่ทำการสถานีตำรวจ สน.สุทธิสาร กรุงเทพฯ (139 ล้านบาท)
  5. อาคารบ้านพักส่วนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพฯ (231 ล้านบาท)
  6. อาคารที่ทำการศาลแรงงานกลาง กรุงเทพฯ (467 ล้านบาท)
  7. ระบบรวบรวมน้ำเสียริมคลองแสนแสบ กรุงเทพฯ (541 ล้านบาท)
  8. วางท่อประปา การประปานครหลวง กรุงเทพฯ (347 ล้านบาท)
  9. อาคารศาลแพ่งและศาลอาญามีนบุรี กรุงเทพฯ (782 ล้านบาท)
  10. หอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (129 ล้านบาท)
  11. ทาวน์โฮมสองชั้น โครงการเคหะชุมชน จังหวัดภูเก็ต (343 ล้านบาท)
  12. อาคารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดภูเก็ต (210 ล้านบาท)
  13. อาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 9 จังหวัดสงขลา (386 ล้านบาท)
  14. อาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสงขลา (424 ล้านบาท)
  15. อาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานนราธิวาส (639 ล้านบาท)
  16. งานป้องกันน้ำท่วมคลองประปา จังหวัดปทุมธานี (194 ล้านบาท)
  17. ระบบป้องกันน้ำท่วมสถานีสูบน้ำดิบสำแล จังหวัดปทุมธานี (372 ล้านบาท)
  18. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี (716 ล้านบาท)
  19. อาคารคลังพัสดุ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ กรุงเทพฯ (146 ล้านบาท)
  20. อาคารกองบังคับการ กรมพลาธิการทหารเรือ กรุงเทพฯ (179 ล้านบาท)
  21. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ กรุงเทพฯ (2,136 ล้านบาท)
  22. อาคารเรียนโรงเรียนวัดอัมรินทราราม กรุงเทพฯ (160 ล้านบาท)
  23. อาคารสถาบันวิชาการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดนครปฐม (606 ล้านบาท)
  24. อาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย (468 ล้านบาท)
  25. ศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ (540 ล้านบาท)
  26. การกีฬาแห่งประเทศไทย (608 ล้านบาท)
    27-28. แขวงทางหลวงชนบทสุพรรณบุรี (10.7 ล้านบาท และ 9.9 ล้านบาท)
  27. รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา (9,348 ล้านบาท)

โครงการในเชียงรายและการตรวจสอบหลังแผ่นดินไหว

หนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดเชียงราย คือการก่อสร้างอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) วงเงิน 468 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการโดย “กิจการร่วมค้า ทีพีซี” อันประกอบด้วยบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยพารากอน คอนสตรัคชั่น จำกัด การประมูลโครงการนี้ใช้วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยกิจการร่วมค้า ทีพีซี เสนอราคาต่ำสุดและชนะการประมูล

หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลกระทบถึงเชียงรายและกรุงเทพฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้นำทีมผู้บริหาร วิศวกรโยธา และเจ้าหน้าที่ส่วนอาคารสถานที่ เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารทั่วทั้งมหาวิทยาลัย รวมถึงอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 29-30 มีนาคม 2568 ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า ไม่พบความเสียหายใด ๆ จากเหตุแผ่นดินไหว โดยมหาวิทยาลัยยืนยันว่า อาคารทุกหลังได้รับการออกแบบให้ทนต่อแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐาน และมีการควบคุมการก่อสร้างอย่างเข้มงวด

ความคืบหน้าการก่อสร้างและการควบคุมคุณภาพ

ปัจจุบัน การก่อสร้างอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ของ มฟล. มีความคืบหน้าโดยรวมร้อยละ 46 โดยงานโครงสร้างหลักแล้วเสร็จทั้งหมด และกำลังดำเนินการในส่วนงานสถาปัตยกรรมและงานภายนอก อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ล่าช้ากว่าแผนเดิม เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการจัดหาวัสดุและแรงงาน

มหาวิทยาลัยระบุว่า วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. และผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียน รวมถึงมีการตรวจสอบคุณภาพวัสดุโดยหน่วยงานทดสอบอิสระ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างมีความแข็งแรงตามข้อกำหนด การก่อสร้างอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทวิศวกรรมที่แยกจากกรณีอาคาร สตง. และมีการประชุมติดตามความคืบหน้าร่วมกับผู้รับเหมาทุกสัปดาห์ เพื่อให้งานเป็นไปตามแบบและมาตรฐาน

เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย มหาวิทยาลัยได้ประสานผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานกลาง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าตรวจสอบโครงสร้างเพิ่มเติมหลังเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายจะมีการรายงานในภายหลัง

กลยุทธ์ธุรกิจของไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10

จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ พบว่า ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ใช้โมเดล “กิจการร่วมค้า” ร่วมกับเอกชนไทยอย่างน้อย 8 ราย เพื่อเข้าประมูลงานภาครัฐ โดยเริ่มจากงานรับเหมาก่อสร้าง ก่อนขยายไปสู่การวางระบบสาธารณูปโภค เช่น สายไฟฟ้าใต้ดินและท่อประปา ระหว่างปีงบประมาณ 2562-2568 บริษัทนี้เป็นคู่สัญญารัฐอย่างน้อย 18 สัญญา รวมวงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมโครงการอื่น ๆ ที่ดีเอสไอระบุ พบว่าได้งานถึง 29 โครงการ

ในกรณีอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์เชียงราย บริษัทได้ร่วมมือกับไทยพารากอน คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2532 มีทุนจดทะเบียน 110 ล้านบาท และมีผู้ถือหุ้นหลักเป็นคนไทยและจีน อย่างไรก็ตาม งบการเงินล่าสุดปี 2565 แสดงผลขาดทุนสุทธิ 24.79 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนถึงความท้าทายในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

 

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. จำนวนโครงการก่อสร้างภาครัฐในเชียงราย: จากข้อมูลของสำนักงานจังหวัดเชียงราย ในช่วงปี 2565-2567 มีโครงการก่อสร้างที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐในจังหวัดเชียงรายรวม 142 โครงการ วงเงินรวม 15,873 ล้านบาท (ที่มา: รายงานงบประมาณจังหวัดเชียงราย, 2567)
  2. เหตุแผ่นดินไหวในภาคเหนือ: กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ในรอบ 10 ปี (2558-2567) ภาคเหนือเผชิญเหตุแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบถึงโครงสร้างอาคารรวม 12 ครั้ง โดยครั้งรุนแรงที่สุดเกิดเมื่อปี 2557 ขนาด 6.3 ริกเตอร์ (ที่มา: รายงานธรณีพิบัติภัย, กรมอุตุนิยมวิทยา, 2567)
  3. มูลค่างานรับเหมาก่อสร้างของบริษัทต่างชาติในไทย: สภาวิศวกรระบุว่า ในปี 2566 บริษัทต่างชาติได้รับงานก่อสร้างจากภาครัฐไทยรวมมูลค่ากว่า 85,000 ล้านบาท คิดเป็น 22% ของงานทั้งหมด (ที่มา: รายงานประจำปีสภาวิศวกร, 2566)

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

การเปิดเผยข้อมูลของดีเอสไอจุดประกายความเห็นสองฝั่งในสังคม ฝ่ายหนึ่งมองว่า การที่ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 คว้างานรัฐจำนวนมาก โดยเฉพาะในเชียงราย เป็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น การที่ มฟล. ตรวจสอบและยืนยันความปลอดภัยของอาคารหลังแผ่นดินไหว แสดงถึงความรับผิดชอบต่อคุณภาพงาน ซึ่งอาจพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ทุกโครงการของบริษัทนี้มีปัญหา

ในทางกลับกัน อีกฝ่ายกังวลว่า การใช้โมเดล “นอมินี” และการชนะประมูลด้วยราคาต่ำสุดอาจนำไปสู่การลดคุณภาพงาน เพื่อประหยัดต้นทุน เหตุการณ์ที่ สตง. เป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและมาตรฐานการก่อสร้างของบริษัทนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างเชียงราย

จากมุมมองที่เป็นกลาง การสืบสวนของดีเอสไอเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและคุณภาพงาน ซึ่งจะช่วยคลายข้อสงสัยของประชาชนได้ ขณะที่การยืนยันของ มฟล. ถึงความปลอดภัยของโครงการในเชียงราย ก็เป็นหลักฐานที่ควรพิจารณา การหาข้อสรุปต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่ตัดสินล่วงหน้าจากกรณีใดกรณีหนึ่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
  • เว็บไซต์จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (www.gprocurement.go.th)
  • ฐานข้อมูล ACT Ai (www.actai.co)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ข้อมูลฐานข้อมูลผู้ถือหุ้น)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  • พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
  • พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ตึก สตง. ถล่ม ACT ชี้พิรุธ ชนะประมูลแต่ทำไมไร้ชื่อ

ACT เรียกร้องรัฐเร่งปฏิรูปความโปร่งใส หลังพบข้อพิรุธประมูลก่อสร้างอาคาร สตง. ที่พังถล่มจากแผ่นดินไหว

เชียงราย, 4 เมษายน 2568 – องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT นำโดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กร ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อความไม่ชอบมาพากลในโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังเกิดเหตุอาคารถล่มจากแรงแผ่นดินไหวในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก

ข้อพิรุธสำคัญที่ ACT เปิดเผยต่อสื่อมวลชน คือ การตรวจสอบข้อมูลจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) พบว่า บริษัท ITD-EREC ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ชนะการประมูลในโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. ไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ยื่นเสนอราคาหรือรายชื่อบริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและเทคนิคในระบบ แต่กลับมีชื่อในประกาศผลผู้ชนะอย่างเป็นทางการ

ข้อสงสัยต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นายมานะระบุว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล อย่างไรก็ตาม รัฐจำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะโดยเร็ว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความสูญเสียของภาครัฐ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทั้งนี้ ยังมีข้อสังเกตต่อระบบเว็บไซต์ e-GP ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการเปิดเผยข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ว่ายังคงมีความซับซ้อน ข้อมูลไม่ครบถ้วน และยากต่อการเข้าถึงสำหรับประชาชนทั่วไป

ACT Ai ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงการตรวจสอบสาธารณะ

ACT ยังได้นำเสนอระบบ ACT Ai หรือ “ระบบฐานข้อมูลจับโกงจัดซื้อจัดจ้าง” ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อรวบรวมข้อมูลกว่า 42 ล้านโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และข้อมูลผู้ค้า 1.5 ล้านราย โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกับนิติบุคคลในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ได้

ที่ผ่านมา ระบบ ACT Ai มีบทบาทในการสนับสนุนภาคประชาชนและสื่อมวลชนให้สามารถสืบค้นข้อมูลในหลายกรณี เช่น คดีกำนันนก, กรณีเสาไฟกินรี, โครงการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สาธารณะ เช่น เครื่องกรองน้ำและโซล่าเซลล์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงโครงการที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลังงบประมาณถูกเบิกจ่าย

ข้อเสนอ 3 มาตรการปฏิรูปความโปร่งใส

เพื่อแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ นายมานะ ได้เสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ผ่าน 3 มาตรการหลักดังนี้

  1. กำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล – รัฐและผู้รับเหมาต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการให้ชัดเจน ครบถ้วน ตรวจสอบได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมเปิดเผยทันทีเมื่อต้องการใช้ข้อมูล
  2. บังคับใช้ข้อตกลงคุณธรรมในทุกโครงการ – ให้นำหลักการข้อตกลงคุณธรรมที่มีมาตรฐานสากลมาใช้กับทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง หรือโครงการพิเศษ เช่น โครงการ PPP และ EEC โดยไม่ยกเว้น
  3. เพิ่มจำนวนโครงการที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม – โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจคที่ใช้เงินภาษีจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อประชาชน ควรมีหน่วยงานอิสระเข้าร่วมสังเกตการณ์ตลอดทุกขั้นตอน

ปัญหาเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดในข้อตกลงคุณธรรม

แม้ว่าข้อตกลงคุณธรรมจะสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้แล้วกว่า 77,000 ล้านบาท แต่ยังคงมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่

  • โครงการที่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมมีขนาดเล็กลงจากเดิมมาก โดยจากเดิมที่ครอบคลุมโครงการรวมมูลค่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี ปัจจุบันเหลือเพียง 50,000 ล้านบาท
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการบางแห่งเลือกถอนตัวจากการเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม หรือหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล ด้วยการตีความกฎหมายเฉพาะ
  • โครงการ PPP และ EEC ใช้ข้อตกลงคุณธรรมในเวอร์ชันที่ตนเองกำหนด โดยไม่มีการกำกับจากหน่วยงานกลาง ทำให้ไม่สอดคล้องกับหลักสากล

เสียงสะท้อนจากสังคม ความเห็นสองด้านต่อมาตรการตรวจสอบ

ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูป เห็นว่า มาตรการที่ ACT เสนอมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีหากรัฐมีเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบฐานข้อมูล ACT Ai ซึ่งมีศักยภาพเป็นเครื่องมือทางสาธารณะที่ทรงพลังในการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างทั่วประเทศ

ฝ่ายที่มีข้อกังวล ชี้ว่าการเปิดเผยข้อมูลมากเกินไปโดยไม่ควบคุมอาจส่งผลให้เกิดการตีความผิด หรือกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้ผู้บริหารโครงการทำงานอย่างระมัดระวังจนขาดประสิทธิภาพ และอาจทำให้กระบวนการพัฒนาล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน คือหลักสำคัญที่ต้องมีในทุกโครงการที่ใช้เงินภาษีประชาชน

ข้อเท็จจริงและสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่บันทึกในระบบ ACT Ai: มากกว่า 42,000,000 โครงการ
  • จำนวนผู้ค้าหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบ: มากกว่า 1,500,000 ราย
  • มูลค่างบประมาณที่ข้อตกลงคุณธรรมช่วยประหยัดได้: 77,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก ACT ณ ปี 2567)
  • มูลค่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยรวมในแต่ละปี (เฉลี่ย): 4.5-5 แสนล้านบาท
  • จำนวนโครงการที่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมในปีล่าสุด: ไม่ถึง 50,000 ล้านบาท

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) – www.anticorruption.in.th
  • เว็บไซต์โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) – www.gprocurement.go.th
  • ระบบ ACT Ai – www.actai.co
  • รายงานประจำปี 2567 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • รายงานติดตามการใช้งบประมาณรัฐ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

“มฟล.” ยันอาคารปลอดภัยแม้พบ ผู้รับเหมาที่อยู่เกี่ยว ‘อาคาร สตง.’

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยืนยันอาคารปลอดภัยหลังแผ่นดินไหว ขณะที่ข้อสงสัยเรื่องผู้รับเหมาก่อสร้างหอพักบุคลากรทางการแพทย์ยังคงถูกตั้งคำถาม

เชียงราย, 1 เมษายน 2568 – มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ออกแถลงการณ์ยืนยันความปลอดภัยของอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในมหาวิทยาลัย หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ที่มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงจังหวัดเชียงราย โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เร่งดำเนินการตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียดทันทีหลังเกิดเหตุ และผลการตรวจสอบระบุว่าไม่พบความเสียหายใด ๆ ต่อโครงสร้างอาคาร โดยยืนยันว่าทุกอาคารได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานที่สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้

การตรวจสอบความเสียหายและการยืนยันความปลอดภัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำทีมผู้บริหาร วิศวกรโยธา และช่างจากส่วนอาคารสถานที่ ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั่วทั้งมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง การตรวจสอบดำเนินการระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคม 2568 โดยครอบคลุมทั้งโครงสร้างหลัก ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า ไม่พบร่องรอยความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในทุกอาคารของมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเน้นย้ำว่า อาคารทุกหลังได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิศวกรรมที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว โดยมีการดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อสร้าง การควบคุมงาน และการตรวจรับงานอย่างถูกต้องตามสัญญา รวมถึงมีการทดสอบวัสดุทุกชนิดที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งผลการทดสอบยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

นอกจากนี้ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFU MCH) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเพจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 โดยระบุว่า ทีมวิศวกรโยธาผู้เชี่ยวชาญจากส่วนอาคารสถานที่ของมหาวิทยาลัย ร่วมกับทีมวิศวกรของโรงพยาบาล ได้เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารและระบบความปลอดภัยอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทั้งภายในและภายนอก ระบบไฟฟ้า ระบบสัญญาณเตือนภัย ระบบป้องกันอัคคีภัย และเส้นทางอพยพ ผลการตรวจสอบยืนยันว่า โครงสร้างอาคารมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่พบความเสียหายที่ส่งผลต่อความปลอดภัย และระบบสำคัญทั้งหมดยังคงทำงานได้ตามปกติ โรงพยาบาลจึงเปิดให้บริการตามปกติ และพร้อมให้การดูแลผู้ป่วยด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วน ทางมหาวิทยาลัยได้ประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานกลาง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือสภาวิศวกร เพื่อเข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติมในขั้นตอนต่อไป โดยคาดว่าการตรวจสอบนี้จะช่วยยืนยันความปลอดภัยของอาคารอย่างเป็นทางการ และลดข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่

โครงการหอพักบุคลากรทางการแพทย์และข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ โครงการก่อสร้าง “หอพักบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมระบบสาธารณูปการ” ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการภายในบริเวณมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โครงการนี้มีราคากลาง 468 ล้านบาท และผู้รับเหมาก่อสร้างคือ กิจการร่วมค้า TPC ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ไทยพารากอน คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด การจัดหาผู้รับเหมาเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ผ่านวิธีการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-bidding) ซึ่งเป็นกระบวนการที่โปร่งใสและเปิดเผย

ปัจจุบัน โครงการหอพักบุคลากรทางการแพทย์มีความคืบหน้าโดยรวมแล้วเสร็จ 46% โดยงานโครงสร้างหลักทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานในส่วนของงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายนอก อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เผชิญกับความล่าช้าจากแผนเดิมที่กำหนดไว้ เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้การจัดหาวัสดุและการทำงานในบางช่วงหยุดชะงัก

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่า การก่อสร้างอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ได้ดำเนินการตามแบบและมาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เช่น เหล็กที่ต้องได้รับมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนให้ทดสอบวัสดุอย่างถูกต้อง วัสดุทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของโครงสร้างได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานบริการทดสอบวัสดุที่ได้มาตรฐาน ซึ่งผลการทดสอบยืนยันว่าเป็นไปตามข้อกำหนดในแบบและมาตรฐานการก่อสร้าง

สำหรับการควบคุมงานก่อสร้าง ทางมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้บริษัทควบคุมงานที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดูแล รวมถึงตั้งคณะกรรมการควบคุมการทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้า โดยมีการประชุมร่วมกับผู้รับจ้างทุกสัปดาห์ และมีการเข้าไปสังเกตการณ์ในขั้นตอนสำคัญของการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่างานทุกส่วนเป็นไปตามหลักการออกแบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว โดยมีการคำนวณโครงสร้างให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดของอาคาร

ข้อสงสัยจากสาธารณชนและการเชื่อมโยงกับกรณีอาคาร สตง.

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมาในกรุงเทพมหานคร ข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารต่าง ๆ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อพบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างอาคาร สตง. มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกของกิจการร่วมค้า TPC ที่รับผิดชอบการก่อสร้างหอพักบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เพจ “China Story” ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ระบุว่า “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับตึก สตง. ถล่ม ยังมีชื่อปรากฏในโครงการหอพักบุคลากรทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง…” ซึ่งจุดกระแสให้เกิดการตั้งคำถามในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนถึงความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาในโครงการนี้ ขณะที่เพจ “บิ๊กเกรียน” ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บริษัทจีนที่มีส่วนในกรณีอาคาร สตง. ยังได้รับงานก่อสร้างหอพักและโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดเชียงราย ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการก่อสร้าง

สื่อออนไลน์ภาคเหนือ “Lanner” รายงานว่า ในเดือนสิงหาคม 2565 กิจการร่วมค้า TPC ได้ลงประกาศรับสมัครวิศวกรโครงการเพื่อประจำงานที่ “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” โดยระบุที่อยู่สำนักงานของผู้รับเหมาที่เลขที่ 493 ซอยพุทธบูชา 44 แยก 11 ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด นอกจากนี้ เอกสารการซื้ออิฐมอญจำนวน 3.9 ล้านก้อนจากจังหวัดลำปาง ซึ่งใช้ในโครงการนี้ ยังระบุชื่อผู้ซื้อว่า “กิจการร่วมค้า ทีพีซี (สำหรับโครงการอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย)” และระบุที่อยู่สำนักงานเดียวกันนี้ โดยเชื่อมโยงกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด อย่างชัดเจน

การค้นพบนี้ทำให้เกิดคำถามว่า กิจการร่วมค้า TPC และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และการที่บริษัทนี้มีส่วนในกรณีอาคาร สตง. ถล่ม จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในโครงการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่า บริษัทควบคุมงานก่อสร้างของโครงการหอพักบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่รายเดียวกับที่ควบคุมงานก่อสร้างอาคาร สตง. และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างไม่มีรายการใดที่เกี่ยวข้องกับเหล็กยี่ห้อที่ปรากฏในข่าวเกี่ยวกับกรณี สตง.

การตอบสนองของมหาวิทยาลัยต่อข้อกังวล

เพื่อคลายความกังวลของสาธารณชน ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมว่า การดำเนินงานก่อสร้างหอพักบุคลากรทางการแพทย์ได้ผ่านการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยย้ำว่า งานโครงสร้างที่เสร็จสิ้นไปแล้วได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่พบปัญหาใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย แม้จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด นอกจากนี้ การที่โครงการล่าช้ามาจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของงานก่อสร้าง

มหาวิทยาลัยยังระบุว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในการตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีข้อสงสัยจากสาธารณชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในจังหวัดเชียงรายที่อาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กรณีนี้ได้นำไปสู่การถกเถียงในสองมุมมองหลัก ฝ่ายหนึ่งมองว่า การที่บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ปรากฏชื่อในโครงการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นสัญญาณที่น่ากังวลเกี่ยวกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความเสียหายรุนแรงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความบกพร่องในกระบวนการก่อสร้างหรือการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดถึงความสัมพันธ์ของบริษัทนี้กับโครงการต่าง ๆ ในประเทศไทย

ในทางกลับกัน อีกฝ่ายหนึ่งให้เหตุผลว่า การที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยืนยันว่าอาคารทุกหลัง รวมถึงหอพักบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แสดงถึงความแข็งแรงและคุณภาพของงานก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งการจัดหาผู้รับเหมาผ่านระบบ E-bidding เป็นกระบวนการที่โปร่งใสตามกฎหมาย และการล่าช้าของโครงการเกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่ใช่ปัญหาด้านคุณภาพ การเชื่อมโยงกับกรณีอาคาร สตง. อาจเป็นเพียงการตีความที่มากเกินไป โดยขาดหลักฐานที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของความบกพร่อง

จากมุมมองที่เป็นกลาง การตั้งข้อสงสัยของสาธารณชนต่อบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด มีเหตุผลในแง่ที่เกิดจากความกังวลต่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม อย่างไรก็ตาม การยืนยันของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ระบุถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานและผลการตรวจสอบที่ไม่พบความเสียหาย ก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลดความกังวลในเบื้องต้น การหาข้อสรุปที่ชัดเจนจำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่ควรรีบตัดสินหรือกล่าวโทษผู้รับเหมาหรือมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียวในขณะนี้

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2550-2567 ประเทศไทยเผชิญแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบในประเทศ 12 ครั้ง โดยเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดก่อนหน้านี้เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ขนาด 6.3 ริกเตอร์ ในจังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน 1,200 หลัง (ที่มา: รายงานภัยพิบัติ ปภ., 2567)
  2. โครงการก่อสร้างภาครัฐที่ล่าช้า: สำนักงบประมาณระบุว่า ในช่วงปี 2558-2567 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่าเกิน 400 ล้านบาท มีจำนวน 120 โครงการ โดยร้อยละ 25 เผชิญปัญหาความล่าช้าจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น โควิด-19 และการขาดแคลนวัสดุ (ที่มา: รายงานงบประมาณแผ่นดิน, 2567)
  3. การใช้ E-bidding ในประเทศไทย: การกีฬาแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในปี 2566 การจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ E-bidding คิดเป็นร้อยละ 85 ของโครงการภาครัฐทั้งหมด ช่วยลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการประมูล (ที่มา: การกีฬาแห่งประเทศไทย, สถิติการจัดซื้อจัดจ้าง 2566)

สรุป

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ยืนยันถึงความปลอดภัยของอาคารทุกหลัง รวมถึงหอพักบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยย้ำถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานและการตรวจสอบที่รัดกุม อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเชื่อมโยงกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความมั่นใจแก่ทุกฝ่ายในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

แม่ฮ่องสอนผวา พบ 6 หลุมยุบ เร่งตรวจสอบด่วน

แม่ฮ่องสอนพบหลุมยุบในพื้นที่เกษตรบ้านแม่สุริน ปภ.เร่งตรวจสอบและปิดกั้นเพื่อความปลอดภัย

แม่ฮ่องสอน, 1 เมษายน 2568 – สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ปภ.แม่ฮ่องสอน) รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 10:00 น. ได้รับแจ้งเหตุจากนายณรงค์พัชญ์ นาคทรัพย์ นายอำเภอขุนยวม เกี่ยวกับการพบหลุมยุบหลายขนาดในพื้นที่การเกษตร บริเวณบ้านแม่สุริน หมู่ที่ 3 ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

จากการแจ้งเตือนดังกล่าว อำเภอขุนยวมได้ประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบลขุนยวม (อบต.ขุนยวม) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ทันที การสำรวจเบื้องต้นพบหลุมยุบในพื้นที่การเกษตรจำนวน 6 หลุม โดยแบ่งเป็นหลุมขนาดใหญ่ 2 หลุม และหลุมขนาดเล็ก 4 หลุม ซึ่งหลุมเหล่านี้เกิดขึ้นในบริเวณที่เป็นที่นาของเกษตรกรในหมู่บ้านแม่สุริน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรและประชาชนเข้าไปใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เกิดหลุมยุบยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

นายณรงค์พัชญ์ นาคทรัพย์ นายอำเภอขุนยวม เปิดเผยว่า การพบหลุมยุบครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพื้นที่ดังกล่าว และอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ที่มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดหลุมยุบยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกต่อไป

เจ้าหน้าที่จาก ปภ.แม่ฮ่องสอน ระบุว่า หลุมยุบที่พบมีลักษณะแตกต่างกัน โดยหลุมขนาดใหญ่ 2 หลุม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เมตร และมีความลึกที่ยังไม่สามารถวัดได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการสำรวจ ส่วนหลุมขนาดเล็ก 4 หลุม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร ซึ่งการเกิดหลุมยุบในครั้งนี้ยังไม่พบรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของประชาชน แต่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในบริเวณนั้น

ติดตั้งป้ายเตือนและกั้นแนวเขตห้ามเข้าในรัศมี

เพื่อความปลอดภัยของประชาชน อำเภอขุนยวมและ อบต.ขุนยวม ได้ติดตั้งป้ายเตือนและกั้นแนวเขตห้ามเข้าในรัศมีที่กำหนด พร้อมแจ้งเตือนให้เกษตรกรและชาวบ้านในหมู่บ้านแม่สุรินหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณหลุมยุบ จนกว่าการสำรวจและประเมินสถานการณ์จะเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทีมเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสาเหตุ

สำนักงาน ปภ.แม่ฮ่องสอน ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสาเหตุของหลุมยุบอย่างละเอียด โดยคาดว่าการสำรวจเพิ่มเติมจะสามารถระบุได้ว่าหลุมยุบเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น การเคลื่อนตัวของชั้นดินจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว หรืออาจมีสาเหตุอื่น เช่น การทรุดตัวของชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในบางพื้นที่

นายณรงค์พัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราได้แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าสังเกตความผิดปกติของพื้นดินในบริเวณใกล้เคียง และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบหลุมยุบเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดหลุมยุบเพิ่มหรือไม่ แต่เราจะดำเนินการทุกขั้นตอนเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก”

เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 169 ครั้ง

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในช่วงที่ยังคงมีการเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 มีการเกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 169 ครั้ง แม้ว่าความรุนแรงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงส่งผลให้เกิดความกังวลในพื้นที่ใกล้เคียงจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

สำนักงาน ปภ.แม่ฮ่องสอน ยังได้แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านบุคลากรและเครื่องมือ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมจากเหตุการณ์นี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ปภ.แม่ฮ่องสอน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเลือกตั้งคึกคัก 2 ทีมใหญ่ชิงนายกเทศมนตรี

สนามเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงรายคึกคัก! เปิดรับสมัครวันแรกสองทีมใหญ่ลงชิงชัย

เชียงราย, 31 มีนาคม 2568 – บรรยากาศที่สำนักงานเทศบาลนครเชียงรายเต็มไปด้วยความคึกคัก ในวันแรกของการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ทั้ง 4 เขต รวม 24 คน โดยมีผู้สมัครเดินทางมาเตรียมพร้อมรอสมัครตั้งแต่เช้าก่อนเวลาเปิดรับสมัครในเวลา 08.30 น.

สองทีมใหญ่เปิดศึกชิงตำแหน่ง

การเลือกตั้งในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีสองทีมหลักที่ประกาศลงสมัครแข่งขัน ได้แก่ ทีมของ นายวันชัย จงสุทธานามณี อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงราย และ ทีมของ พรรคประชาชน นำโดย นายศราวุธ สุตะวงค์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งต่างก็ประกาศเจตนารมณ์ในการพัฒนาเชียงรายอย่างเต็มที่

การจับสลากหมายเลขสมัคร

เมื่อถึงเวลาเปิดรับสมัคร ทั้งสองทีมไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องหมายเลขสมัคร ทำให้ พ.จ.อ.อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ต้องให้มีการจับสลากเพื่อกำหนดหมายเลขสมัคร ผลการจับสลากปรากฏว่า

  • นายศราวุธ สุตะวงค์ จากพรรคประชาชน จับได้ หมายเลข 1 ท่ามกลางเสียงเฮจากกองเชียร์ที่มาร่วมให้กำลังใจ
  • นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้รับ หมายเลข 2 พร้อมทีมสมาชิกสภาเทศบาลที่ได้รับหมายเลข 7-12
  • ขณะที่ ทีมของพรรคประชาชน ทีมสมาชิกสภาเทศบาลได้รับหมายเลข 1-6 ตามลำดับ

นโยบายและวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร

นายวันชัย จงสุทธานามณี ระบุว่า เขามุ่งเน้นการสานต่อโครงการพัฒนาเมืองเชียงรายที่ได้ริเริ่มไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ โดยมีเป้าหมายในการสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชน เพิ่มโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจุดเด่นของจังหวัดเชียงราย

นายศราวุธ สุตะวงค์ จากพรรคประชาชน ชูนโยบาย “4 เสาหลัก” ในการพัฒนาเชียงราย ประกอบด้วย:

  1. เศรษฐกิจดี – ส่งเสริมการค้าขายให้มีความต่อเนื่องตลอดทั้งปี
  2. เชียงรายปลอดภัย – สร้างความมั่นคงในด้านชีวิต ความเป็นอยู่ และการลงทุน
  3. สุขภาวะที่ดี – ประชาชนทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ
  4. เชียงรายเมืองเดินได้ – ปรับปรุงโครงสร้างเมืองให้เอื้อต่อการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว

บรรยากาศการเลือกตั้ง

กองเชียร์ของทั้งสองทีมต่างส่งเสียงเชียร์ มอบพวงมาลัยและดอกกุหลาบแดงให้กำลังใจผู้สมัครของตนอย่างคึกคัก ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงรายได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้สมัครและประชาชนที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

จากการสำรวจข้อมูลการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย พบว่าในช่วงปี 2565-2567 มีอัตราการใช้สิทธิ์เลือกตั้งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 65-70% โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเขตเมืองที่มีการแข่งขันสูงมักมีผู้มาใช้สิทธิ์มากขึ้น การเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้ คาดการณ์ว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์อย่างคึกคัก เนื่องจากมีผู้สมัครที่มีชื่อเสียงและมีฐานเสียงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง

ทัศนคติและความคิดเห็นที่แตกต่าง

  • ฝ่ายสนับสนุนทีมวันชัย จงสุทธานามณี เชื่อว่าการมีผู้นำที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารเมืองจะสามารถสานต่อโครงการที่มีอยู่และพัฒนาเมืองเชียงรายให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
  • ฝ่ายสนับสนุนทีมศราวุธ สุตะวงค์ มองว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำและแนวทางการบริหารใหม่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่หลากหลายและสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประชาชนในการเลือกผู้นำที่มีความสามารถ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชน การเลือกตั้งในครั้งนี้จะมีขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2568 ขอเชิญชวนประชาชนชาวเชียงรายออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อกำหนดอนาคตของเมืองเชียงรายต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • สำนักงานเทศบาลนครเชียงราย
  • รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวหลัก
  • ข้อมูลการสำรวจจากศูนย์วิจัยการเลือกตั้งแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ตึกถล่ม ACT ชี้พิรุธ สตง. ยันโปร่งใส

อาคาร สตง. ถล่มจากแผ่นดินไหว ACT ชี้ข้อผิดสังเกตการก่อสร้าง สตง. ยันโปร่งใสตามข้อตกลงคุณธรรม

ประเทศไทย, 30 มีนาคม 2568 – เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13:20 น. ส่งผลกระทบรุนแรงถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท พังถล่มลงมาทั้งหมด สร้างความเสียหายอย่างหนัก และกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพการก่อสร้างและการบริหารจัดการโครงการ โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกมาเปิดเผยข้อสังเกตเกี่ยวกับความล่าช้าและปัญหาการก่อสร้าง ขณะที่ สตง. ยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้ “โครงการข้อตกลงคุณธรรม”

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสถานการณ์ล่าสุด

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้อาคาร สตง. แห่งใหม่ ซึ่งมีความสูง 30 ชั้น และตั้งอยู่บนพื้นที่ 10 ไร่ 3 งาน ถล่มลงมาทั้งหมด โดยศูนย์นเรนทร สถานบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รายงานเมื่อเวลา 15:07 น. วันที่ 29 มีนาคม 2568 ว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 50 ราย ซึ่งถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ผู้เสียชีวิต 1 ราย และยังมีผู้ติดอยู่ในซากอาคารจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ตามข้อมูลจากหัวหน้าคนงานในพื้นที่ ขณะนี้หน่วยกู้ภัยและทีมวิศวกรกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยแข่งกับเวลาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียเพิ่มเติม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568 พร้อมระบุว่า ยังคงตรวจพบสัญญาณชีพของผู้สูญหาย 15 ราย ในระดับความลึกประมาณ 3 เมตรใต้ซากอาคาร และได้สั่งระดมเครื่องจักรหนักเพื่อเร่งเคลื่อนย้ายเศษซาก คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง

ข้อสังเกตจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT)

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดเผยว่า องค์กรได้ร่วมกับ สตง. ลงนามใน “โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อส่งผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าร่วมตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมของ ACT เกิดขึ้นหลังจากที่ สตง. ได้คัดเลือกผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) รวมถึงแบบก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้ผู้สังเกตการณ์จาก ACT ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนด TOR หรือการคัดเลือกผู้รับเหมาในขั้นต้น

นายมานะระบุว่า ตลอดระยะเวลาการสังเกตการณ์ พบข้อผิดสังเกตหลายประการ เช่น การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด ผู้รับเหมามีพฤติกรรมหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกของโครงการ และเมื่อกลับมาดำเนินการต่อก็มีความล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด คณะผู้สังเกตการณ์ได้ทักท้วงถึงปัญหาดังกล่าวต่อ สตง. อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคม 2568 สตง. มีท่าทีเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา เนื่องจากความล่าช้าที่กระทบต่อความคืบหน้าของโครงการ

“ผู้สังเกตการณ์จาก ACT มีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารสัญญาก่อสร้างว่าสอดคล้องกับแบบและเงื่อนไขในสัญญาหรือไม่ หากมีการแก้ไขแบบหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุ สตง. และผู้ควบคุมงานต้องแจ้งให้เราทราบ แต่การควบคุมคุณภาพทางวิศวกรรม เช่น การป้องกันการล่าช้า หรือการเปลี่ยนวัสดุที่อาจกระทบต่อโครงสร้าง เป็นความรับผิดชอบของ สตง. และบริษัทผู้ควบคุมงาน ไม่ใช่ ACT” นายมานะกล่าว

นายมานะยังชี้ว่า “โครงการข้อตกลงคุณธรรม” เป็นเครื่องมือสากลที่ ACT นำมาจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) และเริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558 เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยปัจจุบันมีผู้สังเกตการณ์อิสระ 252 คน ร่วมตรวจสอบ 178 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณได้ 77,548 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.7 อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โครงการที่รัฐเลือกเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมมีขนาดและความสำคัญลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม ซึ่งนายมานะมองว่าเป็นการสูญเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างคุ้มค่า

การชี้แจงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษก สตง. ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวอิศราว่า ขณะนี้ผู้บริหาร สตง. อยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย และจะมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมา สตง. ได้ตรวจรับงานก่อสร้างเป็นงวด ๆ ไปแล้วประมาณร้อยละ 20-25 เท่านั้น และการดำเนินโครงการนี้อยู่ภายใต้กรอบความโปร่งใสตาม “โครงการข้อตกลงคุณธรรม”

สตง. ชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550 โดยได้รับอนุมัติงบประมาณเบื้องต้นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวม 1,832,906,600 บาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 1,826,950,000 บาท และค่าควบคุมงาน 5,956,600 บาท ต่อมาในปี 2563 สตง. ขอปรับเปลี่ยนรายการและเพิ่มงบประมาณเป็น 2,636,800,000 บาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 2,560,000,000 บาท และค่าควบคุมงาน 76,800,000 บาท ซึ่งได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563

ผู้รับเหมาก่อสร้างคือ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) ด้วยวงเงิน 2,136 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 386.15 ล้านบาท ส่วนผู้ควบคุมงานคือ กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้น จำกัด) ด้วยวงเงิน 84,560,600 บาท โดยมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างจากกำหนดเดิม 1,080 วัน (15 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2566) ออกไปอีก 148 วัน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และการปรับแก้แบบก่อสร้าง

สตง. เน้นย้ำว่า โครงการนี้ได้ยึดหลักความโปร่งใสตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยมีการเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน และดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ความเป็นมาของโครงการและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งใหม่เริ่มวางแผนมาตั้งแต่ปี 2550 โดยมีเป้าหมายเพื่อย้ายสำนักงานจากที่ตั้งเดิมไปยังอาคารทันสมัยที่มีพื้นที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ตัวอาคารสูง 30 ชั้น ตั้งอยู่ใกล้สถานี MRT กำแพงเพชร และสถานีกลางบางซื่อ มีเนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 1,800 ล้านบาท ซึ่งต่อมาเพิ่มเป็น 2,560 ล้านบาทในปี 2563 และมีการขอเพิ่มงบควบคุมงานอีก 9,718,716 บาท ในปี 2567

ระหว่างการก่อสร้าง โครงการเผชิญปัญหาหลายครั้ง เช่น การหยุดงานจากสถานการณ์โควิด-19 และเหตุเครนถล่มเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งทำให้คนงานชาวกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย ส่งผลให้มีการระงับการก่อสร้างชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

โครงสร้างผู้รับเหมาและสถานะทางการเงิน

จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างชั้นนำของไทย และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (จีน) ถือหุ้น 49% ส่วนผู้ถือหุ้นไทย ได้แก่ นายโสภณ มีชัย (40.80%), นายประจวบ ศิริเขตร (10.20%) และนายมานัส ศรีอนันท์ (0.00%, 3 หุ้น) งบการเงินล่าสุดปี 2566 ระบุว่า บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,804,535,819 บาท หนี้สิน 2,952,877,175 บาท และขาดทุนสุทธิ 199,669,872 บาท ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่น่าเป็นห่วง

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝ่าย

กรณีการถล่มของอาคาร สตง. ได้จุดกระแสข้อถกเถียงระหว่างสองมุมมองหลัก โดยฝ่าย ACT ชี้ถึงปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการบริหารจัดการที่ไม่รัดกุมหรือการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ สตง. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามหลักการโปร่งใส และการถล่มอาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่เกินขีดความสามารถของโครงสร้าง

จากมุมมองที่เป็นกลาง การวิพากษ์วิจารณ์ของ ACT มีน้ำหนักในแง่ของการชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าและการหยุดงาน ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาการบริหารสัญญาหรือการควบคุมงานที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่ ACT ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR และคัดเลือกผู้รับเหมา อาจทำให้ข้อมูลที่นำเสนอไม่ครอบคลุมทุกมิติ ในทางกลับกัน การชี้แจงของ สตง. ที่ระบุถึงความโปร่งใสและการประหยัดงบประมาณจากการประมูลที่ต่ำกว่าราคากลาง มีความสมเหตุสมผลในแง่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่คำถามเรื่องคุณภาพโครงสร้างยังคงต้องการการตรวจสอบเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เพื่อยืนยันว่าการถล่มเกิดจากแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว หรือมีปัจจัยอื่น เช่น การออกแบบหรือวัสดุที่ไม่เหมาะสมร่วมด้วย

ทั้งนี้ การหาข้อสรุปที่ชัดเจนจำเป็นต้องรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ควรเร่งตัดสินว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันการกล่าวโทษที่อาจขาดหลักฐานรองรับ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ความเสียหายจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2550-2567 ประเทศไทยเผชิญแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบในประเทศ 12 ครั้ง ส่วนใหญ่มีศูนย์กลางในเมียนมาและลาว โดยเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดก่อนหน้านี้เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 (ขนาด 6.3 ริกเตอร์) ในจังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน 1,200 หลัง และวัด 50 แห่ง (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, รายงานภัยพิบัติ 2567)
  2. งบประมาณเมกะโปรเจกต์ในไทย: สำนักงบประมาณระบุว่า ในช่วงปี 2558-2567 โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท มีทั้งสิ้น 245 โครงการ รวมมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท โดยร้อยละ 15 เผชิญปัญหาความล่าช้า (ที่มา: สำนักงบประมาณ, รายงานงบประมาณแผ่นดิน 2567)
  3. การทุจริตในโครงการภาครัฐ: Transparency International รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยในปี 2566 อยู่ที่ 35 คะแนน จาก 100 คะแนน (อันดับ 101 จาก 180 ประเทศ) สะท้อนถึงความท้าทายในการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ (ที่มา: Transparency International, CPI 2023)

สรุป

เหตุการณ์ถล่มของอาคาร สตง. ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังจุดประเด็นถกเถียงถึงความโปร่งใสและคุณภาพการก่อสร้าง ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันค้นหาความจริง เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สำนักงบประมาณ
  • Transparency International
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายมั่นใจ ตรวจโรงแรม ปลอดภัยบ้านร้าวไม่ใช่แผ่นดินไหว

ผู้ว่าฯ เชียงราย มอบหมายหน่วยงานตรวจสอบโครงสร้างโรงแรม หลังแผ่นดินไหว สร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

เชียงราย, 29 มีนาคม 2568 – จากสถานการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศไทย ล่าสุด นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารโรงแรม และสถานที่สำคัญในจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

การตรวจสอบความปลอดภัยของโรงแรมสำคัญ

นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น และโรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าพักจำนวนมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายในโครงสร้างหลักของอาคาร รวมถึงระบบความปลอดภัยภายในอาคารยังคงใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำให้โรงแรมทุกแห่งตรวจสอบระบบป้องกันภัยภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ

การลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชน

ในส่วนของประชาชน นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลตำบลสันทราย ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเรือนที่ได้รับรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย

โดยหลังการตรวจสอบพบว่า รอยแตกร้าวที่ได้รับแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นรอยเดิมที่ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวล่าสุด นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเข้าทำลายของปลวกและการซ่อมแซมก่อนหน้านี้ด้วยพียูโฟม ซึ่งมีการเปลี่ยนสีตามระยะเวลา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานเจ้าของบ้านเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งในวันที่ 30 มีนาคม 2568 เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

การสั่งการและติดตามสถานการณ์

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้รายงานผลการตรวจสอบอาคารที่มีความเสี่ยงภายในวันนี้ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่พบความเสียหายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสำรวจอาคารโรงพยาบาล โรงเรียน วัด และสถานที่ราชการที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอาคารเก่าที่มีโครงสร้างเสี่ยงต่อการเสียหาย

สถิติและผลกระทบจากแผ่นดินไหว

จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 มีขนาด 8.2 ตามมาตราแมกนิจูด และมีจุดศูนย์กลางลึกลงไปประมาณ 10 กิโลเมตรในประเทศเมียนมา ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงหลายจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดเชียงราย

เบื้องต้นมีการรายงานความเสียหายเล็กน้อยในพื้นที่ 11 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ทั้งในส่วนของอาคารบ้านเรือน โรงพยาบาล วัด และสถานที่ก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ความเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการการตรวจสอบ:

  • ประชาชนและผู้ประกอบการโรงแรมหลายรายชื่นชมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงราย

ฝ่ายที่มีข้อกังวล:

  • อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของอาคารเก่าในพื้นที่เสี่ยง โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและจัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น

สรุป

จังหวัดเชียงรายยังคงติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการสำรวจและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความมั่นใจในความปลอดภัย ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นความเสียหายเพิ่มเติม สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือได้ทันที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ข้อมูลภัยพิบัติแห่งชาติ
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งเร่งสำรวจตึกเสี่ยงแผ่นดินไหว 11 อำเภอ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งสำรวจอาคารที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว พร้อมรายงานผลภายในวันนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

เชียงราย, 29 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (28 มีนาคม 2568) อย่างละเอียด โดยเน้นย้ำให้เร่งสำรวจอาคารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงพยาบาล วัด โรงเรียน และอาคารของหน่วยงานราชการ เพื่อประเมินความปลอดภัยและรายงานผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบภายในวันนี้

รายงานสถานการณ์ล่าสุด

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ. เชียงราย) ได้รายงานสถานการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 11 อำเภอ 12 ตำบล 12 หมู่บ้าน รวมถึงวัด 1 แห่ง โรงพยาบาล 9 แห่ง และสถานที่ก่อสร้าง 1 แห่ง มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์เสียหายรวม 7 คัน ส่วนบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายบางส่วน 1 หลัง ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วน

อำเภอที่ได้รับผลกระทบหลัก

  • อำเภอเชียงของ: วัดท่าข้ามศรีดอนชัย ตำบลศรีดอนชัย หมู่ 7 ได้รับความเสียหายจากการพังถล่มของหลังคาอาคารวัฒนธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างไม้เก่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  • อำเภอป่าแดด: เกิดเหตุคานถล่มบริเวณจุดก่อสร้างทางรถไฟ บ้านโป่งศรีนคร หมู่ 11 ตำบลโรงช้าง คานคอนกรีตขนาด 10 ตัน จำนวน 20 ท่อน ถล่มลงมาทับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 7 คัน โดยโชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  • อำเภอเมืองเชียงราย: โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พบรอยร้าวเล็กน้อยที่ผนังอาคาร แต่ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างหลัก เครื่องมือแพทย์ และผู้ป่วย ยังคงสามารถให้บริการได้ตามปกติ
  • อำเภอดอยหลวง: บ้านเรือนประชาชนที่ตำบลโป่งน้อย หมู่ 8 และตำบลโชคชัย หมู่ 5 ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้ผนังบ้านแตกร้าว 1 หลัง โรงพยาบาลดอยหลวงเกิดรอยร้าวที่ผนังอาคาร แต่โครงสร้างหลักยังคงปลอดภัยและเปิดให้บริการได้ตามปกติ

มาตรการและการสั่งการเพิ่มเติม

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจและตรวจสอบอาคารที่มีความเสี่ยงโดยละเอียด ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล วัด และอาคารที่สูง พร้อมรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายในวันเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้มีการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และวิศวกรโยธา เพื่อเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารและให้คำแนะนำในการซ่อมแซม

ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบวัดวาอารามที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างละเอียด ขณะที่สำนักงานการศึกษา ได้เร่งตรวจสอบสภาพอาคารเรียนของโรงเรียนทุกแห่งในจังหวัด เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา

การให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่ประชาชน

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแต่ละอำเภอ เพื่อรับแจ้งเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยประชาชนสามารถติดต่อแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

ในกรณีที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอให้ประชาชนตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวส่งจากชื่อผู้ส่ง “DDPM” ซึ่งเป็นชื่อทางการ และหากพบว่ามีการส่งลิงก์แนบมากับข้อความ ขอให้ระมัดระวัง เนื่องจากอาจเป็นกลลวงจากมิจฉาชีพ

ข้อเสนอแนะในการป้องกันและรับมือแผ่นดินไหว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและรับมือแผ่นดินไหว ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผนัง หน้าต่าง หรือสิ่งของที่อาจตกหล่น
  2. หากอยู่ภายในอาคารให้หมอบลงและใช้มือป้องกันศีรษะ
  3. หากอยู่ภายนอกอาคาร ให้หลีกเลี่ยงเสาไฟฟ้าและอาคารสูง
  4. ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

สถิติที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว

จากสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยมีแผ่นดินไหวขนาด 4.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15-20 ครั้ง และแผ่นดินไหวที่มีขนาด 6.0 ขึ้นไปที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 10-15 ปี โดยครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

  • กรมอุตุนิยมวิทยา

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย

  • สำนักข่าวไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

แผ่นดินไหวเมียนมา เชียงรายระทึก 3 อำเภอเสียหาย

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงราย ติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหว พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

เชียงราย,28 มีนาคม 2568 – กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานสถานการณ์และผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ 3 ตำบล ได้แก่ อำเภอเชียงของ อำเภอป่าแดด และอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเป็นการด่วน

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

  1. อำเภอเชียงของ:
    • วัดท่าข้ามศรีดอนชัย หมู่ที่ 7 ตำบลศรีดอนชัย ได้รับความเสียหายบริเวณ หลังคาอาคารวัฒนธรรม ซึ่งพังถล่มลงมาเนื่องจากโครงหลังคาที่เป็นไม้เก่ารองรับน้ำหนักไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  2. อำเภอป่าแดด:
    • เกิดเหตุ คานคอนกรีตถล่ม บริเวณจุดก่อสร้างทางรถไฟ บ้านโป่งศรีนคร หมู่ที่ 11 ตำบลโรงช้าง โดยคานคอนกรีตขนาดใหญ่ จำนวน 20 ท่อน น้ำหนักประมาณ 10 ตันต่อท่อน พังลงมาทับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งหมด 7 คัน ได้แก่ รถสิบล้อ 2 คัน รถกระบะ 3 คัน รถเก๋ง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  3. อำเภอเมืองเชียงราย:
    • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้ ผนังอาคารบางส่วนเกิดรอยร้าว แต่โครงสร้างหลักยังคงปลอดภัย ไม่มีรายงานความเสียหายต่อเครื่องมือแพทย์หรือผู้ป่วย โรงพยาบาลยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

การให้ความช่วยเหลือและมาตรการเบื้องต้น

ภายหลังจากเกิดเหตุ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด โดยประสานงานกับสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย รวมถึงหน่วยงานด้านวิศวกรรม เพื่อประเมินโครงสร้างอาคารในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในแต่ละอำเภอเพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล วัด และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ อย่างละเอียด

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายสนับสนุน: ผู้ที่สนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดเชียงรายชื่นชมในความรวดเร็วของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถเข้าพื้นที่และเริ่มการช่วยเหลือได้อย่างทันเวลา รวมถึงการประเมินความปลอดภัยของอาคารสำคัญอย่างเร่งด่วน
  • ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมีความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงที่อาจไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดในอดีต โดยเสนอให้มีการเพิ่มมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในพื้นที่ที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนแผ่นดินไหว

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • ขนาดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางในเมียนมา: 7.7 แมกนิจูด (ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา)
  • จำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดเชียงราย: 3 แห่ง (วัด โรงพยาบาล และจุดก่อสร้าง) (ที่มา: กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)
  • การเกิดแผ่นดินไหวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2568: มากกว่า 20 ครั้ง (ที่มา: ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News