Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดร.บุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่เชียงราย ดัน “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ที่เชียงแสน เป็นจุดอพยพและศูนย์ฝึกกู้ชีพถาวร

เชียงรายเดินเกม “รับมือภัยพิบัติ” ระยะยาว ดร.บุ๋ม องค์กรทำดี ดันแนวคิด “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ ตั้งเป้าเป็นจุดอพยพ ศูนย์ฝึกกู้ชีพ ชูโปร่งใสไม่การเมือง แต่โจทย์ใหญ่คือ “ระบบบริหาร” ที่ต้องตรวจสอบได้

เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — บทเรียนจากน้ำท่วมและโคลนถล่มไม่ได้ทิ้งไว้แค่ภาพความเสียหาย แต่ทิ้ง “คำถาม” ที่หนักกว่านั้นเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ดับ เมื่อข่าวลือวิ่งเร็วกว่าเรือท้องแบน เมื่อคนไม่รู้ว่าควรไปอยู่จุดไหน… ใครคือศูนย์กลางคำสั่ง? ใครยืนยันข้อมูล? และความช่วยเหลือจะถูกกระจายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

ในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติทั่วโลกถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การตั้ง “ศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดชายแดนที่มีภูเขา ต้นน้ำ และชุมชนกระจายตัว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ศูนย์หนึ่งแห่ง ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความหวัง หากต้องเป็น โครงสร้างที่ใช้งานได้จริง ในวันที่ทุกอย่างรวนที่สุด

สอบถามพื้นที่ “เห็นเอกสารแล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียด” และยังรอคำชี้แจงจากมูลนิธิ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังมูลนิธิ “องค์กรทำดี” แต่ ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะเดียวกัน ในการลงพื้นที่ ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย ทีมข่าวได้โทรสอบถาม นายพิเศษ อาษา นายกเทศมนตรีตำบลห้วยสัก ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ได้เห็นเอกสารเกี่ยวกับการสร้างศูนย์แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด และในส่วน “พื้นที่ตั้ง” ยังไม่มีการเปิดเผย ต้องรอรายละเอียดด้านการก่อสร้างอีกครั้ง

น้ำหนักของคำให้ข้อมูลนี้สะท้อนว่า โครงการอยู่ในช่วง “เริ่มเดินเอกสาร เริ่มประสาน” มากกว่าช่วงประกาศรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา ว่า อะไรคือข้อมูลที่มีแล้ว และ อะไรคือข้อมูลที่ยังต้องเปิดเผยเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้

จุดเริ่มต้นของแนวคิด เมื่อ “สัญญาณล่ม” ความสับสนกลายเป็นภัยซ้ำ

ตามข้อมูลที่ทีมข่าวรวบรวม โครงการ “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ถูกอธิบายว่าเกิดจากบทเรียนวิกฤตน้ำท่วมและโคลนถล่มในปีก่อนหน้า โดย “ปัญหาหนัก” ที่เจอซ้ำคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด คนในพื้นที่และหน่วยกู้ภัยจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จุดอพยพที่แน่ชัด และระบบรับ กระจายของบริจาคถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส จนทำให้ความช่วยเหลือล่าช้ากว่าที่ควร

ในเชิงการจัดการภัยพิบัติ ความล่มของการสื่อสารมักทำให้เกิด “โดมิโน” ตั้งแต่การอพยพช้า การช่วยเหลือซ้ำซ้อน ไปจนถึงการละเลยกลุ่มเปราะบาง เพราะทุกคนไม่มี “จุดยึดร่วม” ว่าข้อมูลใดจริง จุดใดปลอดภัย และใครเป็นผู้ประสานหลัก

ภาพใหญ่ของความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดกับเชียงรายเท่านั้น รายงานข่าวสากลสะท้อนว่าเหตุอุทกภัยในไทยในช่วงไม่กี่ปีหลังส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก และภาคเหนือรวมถึงเชียงรายเคยถูกระบุเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบางระลอกด้วย

“30 ไร่” ที่เชียงราย ศูนย์ฯ จะเป็นอะไรในวันเกิดเหตุ และเป็นอะไรในวันปกติ

ข้อมูลโครงการที่ทีมข่าวมีระบุว่า พื้นที่ศูนย์ฯ ได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อมร มอบที่ดิน 30 ไร่ คาดว่าจะอยู่ที่ ต.ห้วยสัก จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนาศูนย์ฯ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงผ่าน “ประชาพิจารณ์” แล้ว

ภารกิจ “วันเกิดเหตุ” จุดอพยพหลัก ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ

บทบาทช่วงเกิดภัยพิบัติถูกวางให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็น

  • จุดอพยพหลัก
  • ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ
    เพื่อรองรับเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง

หากมองในมาตรฐานสากลของการบริหาร “ศูนย์พักพิงรวม/collective centre” หัวใจไม่ใช่แค่พื้นที่กว้าง แต่คือการจัดการให้เกิด ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย การเข้าถึง และการประสานบริการ เพราะศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่ความเปราะบางของผู้คนถูกบีบให้มาอยู่รวมกันในช่วงเวลาวิกฤต

ภารกิจ “วันปกติ” ฝึกกู้ชีพ สร้างทักษะให้คนธรรมดาช่วยกันได้จริง

อีกด้านที่โครงการชู คือการทำศูนย์ฯ ให้เป็น “โรงเรียนของชุมชน” ผ่านกิจกรรม

  • ฝึก CPR
  • กู้ภัยทางน้ำ ตามแนว “ตะโกน โยน ยื่น”
  • ค่ายลูกเสือ/เยาวชน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญของคู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่เน้นว่า “คนธรรมดา” ที่มีทักษะพื้นฐานสามารถเพิ่มโอกาสรอดก่อนทีมแพทย์ถึงจุดเกิดเหตุได้ โดยแนวทาง BLS/CPR และการใช้ AED ถูกสื่อสารผ่านคู่มือฝึกอบรมหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการแพทย์ในไทย

ปลูกป่า” เป็นเงื่อนไขการใช้พื้นที่ เชื่อมการกู้ภัยกับการลดความเสี่ยงต้นทาง

โครงการระบุว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ศูนย์ฯ จะต้องร่วมกิจกรรม ปลูกป่า” เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรธรรมชาติ

ในเชิงแนวคิด นี่คือการพยายามเชื่อม “การรับมือปลายทาง” (อพยพ ช่วยเหลือ) กับ “การลดความเสี่ยงต้นทาง” (ต้นน้ำ/ดินถล่ม) แม้การปลูกป่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมว่า การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องมี “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่รอความช่วยเหลืออย่างเดียว

จุดขาย “โปร่งใส ไม่การเมือง” ดีในหลักการ แต่ต้องชัดในกลไกตรวจสอบ

หนึ่งในสารหลักที่โครงการย้ำ  คือการสร้างระบบบริจาคที่ โปร่งใส ส่งตรงถึงมือประชาชน และ “ไม่ผ่านกลไกทางการเมือง”

ในเชิงมาตรฐานศูนย์พักพิง สิ่งที่ทำให้คำว่าโปร่งใส “ยืนได้” มักต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 4 กลไก:

  1. บัญชีรับ–จ่าย/สต็อกแบบตรวจสอบย้อนกลับ
  2. เกณฑ์จัดลำดับความเร่งด่วน (กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย)
  3. ระบบข้อมูลผู้รับบริการที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  4. ช่องทางร้องเรียน/รับข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ความไม่เป็นธรรมในศูนย์พักพิง

แนวคิดนี้สอดรับกับกรอบการจัดการ collective centres ที่เน้นการประสานบริการและคุ้มครองผู้พักพิง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเข้าถึง และการมีส่วนร่วม

กล่าวให้ตรง ถ้าศูนย์ฯ จะชูว่า “ไม่การเมือง” สิ่งที่สาธารณะต้องเห็นคือ ระบบที่ทำให้การเมืองแทรกได้ยาก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ทำให้การเมืองแทรกได้เงียบ

โจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้ ใครสั่งการ ใครรับผิดชอบ และประสานรัฐอย่างไร

ศูนย์อพยพที่ทำงานได้จริงต้องไม่ทำงาน “ขนาน” กับรัฐ แต่ต้องทำงาน “เชื่อม” กับระบบรัฐ เพราะวันเกิดเหตุจริงจะมีหน่วยงานหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ปภ. อปท. สาธารณสุข ตำรวจ อาสาสมัคร และเครือข่ายกู้ภัย

กรอบปฏิบัติของหน่วยงานท้องถิ่นและแผนด้านสาธารณภัยมักเน้นองค์ประกอบศูนย์พักพิง เช่น การจัดพื้นที่ ความปลอดภัย สุขาภิบาล การบริหารข้อมูล และการประสานงานหลายหน่วย ซึ่งปรากฏในเอกสารแนวทางของภาครัฐ/ท้องถิ่นที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำหรับข่าวเชิงลึก นี่คือ “รายการคำถามที่ต้องมีคำตอบ” ก่อนศูนย์ฯ เปิดใช้งานจริง เช่น

  • เมื่อเกิดเหตุ ใครเป็น “ผู้จัดการศูนย์” และมีโครงสร้างบัญชาการแบบใด
  • ระบบคัดกรองผู้เข้าพัก/การดูแลกลุ่มเปราะบางทำอย่างไร
  • มาตรการสุขาภิบาล น้ำสะอาด ห้องน้ำ ขยะ การควบคุมโรคในศูนย์
  • ความปลอดภัยเวลากลางคืน/การป้องกันความรุนแรงในศูนย์
  • ระบบสื่อสารสำรองเมื่อ “สัญญาณล่ม” (วิทยุสื่อสาร จุดประกาศเสียงตามสาย แผนที่ออฟไลน์)

ช่องทางมีส่วนร่วม ชวนบริจาควัสดุก่อสร้าง แต่ “ผู้บริจาคต้องได้เครื่องมือกำกับความโปร่งใส”

โครงการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาควัสดุก่อสร้าง เช่น เสา ปูน และให้ประสานผ่าน Facebook Page “องค์กรทำดี” หรือ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”

ในมิติความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริจาค โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างซึ่ง “ติดตามยาก” กว่าเงินบริจาค ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือ

  • ขอเอกสารรับมอบวัสดุ (วันที่/รายการ/จำนวน/ผู้รับมอบ)
  • ขอ “แผนการใช้วัสดุ” ตามเฟสก่อสร้าง
  • ขอระบบรายงานความคืบหน้าแบบสาธารณะเป็นงวด (เช่น รายเดือน)
    นี่ไม่ใช่การตั้งแง่ แต่คือ “มาตรฐานความร่วมมือ” ที่ทำให้โครงการไม่ต้องแบกความสงสัย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที (ไม่ต้องรอภัยพิบัติรอบใหม่)

  1. รู้จุดปลอดภัยของชุมชน คุยกับผู้นำชุมชน/อปท. ว่าหากเกิดน้ำท่วมหรือดินถล่ม “จุดรวมพล” อยู่ที่ไหน
  2. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ยาโรคประจำตัว เอกสารสำคัญ ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ น้ำดื่ม
  3. ฝึกทักษะช่วยชีวิต เรียน CPR/BLS และความรู้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากหลักสูตร/คู่มือที่เชื่อถือได้
  4. ทำแผนสื่อสารสำรองในครอบครัว นัดหมาย “จุดพบกัน” และใช้ข้อความสั้น/วิทยุ/ผู้ประสานในชุมชนเมื่อโทรศัพท์ล่ม
  5. สนับสนุนอย่างมีหลักฐาน หากร่วมบริจาควัสดุหรือแรงงาน ให้ช่วยกันผลักให้มีระบบรายงานที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก

จาก “น้ำท่วมปีนั้น” สู่โครงสร้างถาวร โอกาสที่เชียงรายต้องไม่ปล่อยหลุดมือ

ภาพรวมอุทกภัยในไทยช่วงหลังสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้หายไป และบางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัด การมี “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ที่พร้อมใช้จึงเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ความจริงของยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของศูนย์ลักษณะนี้จะถูกตัดสินด้วย 2 คำ มาตรฐาน และ ความไว้วางใจ

  • มาตรฐาน ต้องสอดคล้องหลักการบริหารศูนย์พักพิง/collective centre ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัย พร้อมการประสานบริการอย่างเป็นระบบ
  • ความไว้วางใจ ต้องสร้างจากข้อมูลเปิดเผย ตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกับชุมชน/รัฐอย่างชัดเจน

สุดท้ายแล้ว “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” จะมีความหมายที่สุด ก็ต่อเมื่อวันที่สัญญาณดับจริง คนเชียงรายยังรู้ว่า ต้องไปที่ไหน” และความช่วยเหลือจะ ไปถึงมือใคร” อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เร็วเฉพาะบางคน แต่เร็วพอสำหรับทุกคน

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
  • องค์กรทำดี
  • รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติในเชียงราย สำนักประชาสัมพันธ์/รายงาน
  • แนวทางศูนย์พักพิงชั่วคราว (ภาครัฐไทย): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM)
  • แนวทางสากลด้าน collective centre / การบริหารศูนย์พักพิง: UNHCR–IOM Collective Centres Guidelines และฉบับภาษาไทยของ IOM
  • องค์ความรู้การฝึก CPR/ปฐมพยาบาลสำหรับประชาชน: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และสภากาชาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ประกันสังคม 2569 เมื่อแชตหลุดและระบบล่ม บรรจบกับเพดานเงินสมทบใหม่ของแรงงานเชียงราย

เงินออมของแรงงาน กับบททดสอบความเชื่อมั่น” เชียงรายจับสัญญาณ “ปฏิรูปประกันสังคม” ปี 2569 เมื่อแชตหลุด ระบบล่ม เพดานสมทบใหม่ บรรจบกันบนชีวิตลูกจ้างตัวจริง

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — เชียงรายเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และงานบริการ “ความแน่นอน” ของรายได้มักเป็นสิ่งที่แรงงานจำนวนมากไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แรงงานเชื่อว่าควร “มีแน่” คือหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือในวันที่ต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว นั่นคือระบบประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแส “แชตหลุดบอร์ด” กลายเป็นชนวนใหญ่ ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องโครงการไอทีมูลค่าสูง และการปรับเพดานคำนวณเงินสมทบปี 2569 ภาพของ “กองทุนที่ควรเป็นที่พึ่ง” จึงถูกลากเข้าสู่ไฟสปอร์ตไลต์ ทั้งในเชิงจริยธรรม การบริหาร และความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ชีวิตแรงงานในเชียงรายซึ่งอาศัยเศรษฐกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนคำถามเดียวกับคนทั้งประเทศว่า “เงินที่ส่งทุกเดือน กำลังถูกดูแลแบบไหน และจะทันต่อความเสี่ยงจริงหรือไม่”

 

เมื่อความเชื่อมั่นสะดุดด้วย “แชตหลุด”

ประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนักคือภาพแชตที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบทสนทนาที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างในระบบประกันสังคม มีถ้อยคำรุนแรงในทำนอง “ทวงบุญคุณ” ต่อผู้ประกันตน พร้อมการพาดพิงสื่อด้วยคำหยาบคาย จนนำไปสู่แรงกดดันให้ตรวจสอบจริยธรรมและท่าทีของผู้กำกับกองทุน โดยมีการอ้างถึง “กำไรจากการลงทุน” ระดับหลายหมื่นล้านบาทเป็นองค์ประกอบของการถกเถียง

ในเชียงราย กระแสดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงดราม่าเมืองหลวง เพราะ “ภาษาที่ใช้” สะท้อนวิธีคิดต่อแรงงานฐานราก กลุ่มคนที่ต้องส่งเงินสมทบจากรายได้ที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว หากผู้กำกับกองทุนมองผู้ประกันตนเป็นเพียง “ตัวเลข” มากกว่าผู้ถือสิทธิ คำถามเรื่องความชอบธรรมย่อมขยายตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างแรงงานเมืองท่องเที่ยว กับความเปราะบางที่ “ต้องมีหลักประกัน”

เชียงรายมีแรงงานภาคบริการจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงรถรับจ้าง โลจิสติกส์ และแรงงานในโครงการก่อสร้างที่รองรับเมืองท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจดี คนทำงานอาจอยู่ในระบบมาตรา 33 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภัยพิบัติ น้ำท่วม ดินถล่ม หรือการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ความเสี่ยง “ตกงาน/รายได้หาย” จะเกิดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น

ในภาพรวมประเทศ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ระดับราว 12 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราอยู่ระดับ 24–25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความใหญ่ของระบบและความสำคัญเชิงสังคม
สำหรับเชียงราย แม้เอกสารสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรา 33 รายเดือนแบบย่อยจังหวัดในชุดข้อมูลข่าวที่ตรวจพบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างคือเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยว การค้าชายแดน บริการ ซึ่งทำให้แรงงานในระบบมีบทบาทสูง และความขัดข้องของระบบส่วนกลางย่อมสะเทือนพื้นที่ชายขอบไม่แพ้เมืองใหญ่

คำถามชวนคิดสำหรับเชียงราย ถ้าแรงงานบริการที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลาง ต้องพึ่งระบบออนไลน์เป็นหลัก แล้วระบบ “ล่ม” หรือ “ติดขัด” ใครแบกรับต้นทุนช่วงรอยต่อ แรงงาน นายจ้างท้องถิ่น หรือรัฐ?

 

เพดานสมทบใหม่ปี 2569 ภาระเพิ่ม แต่ต้องแลกกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น

อีกเส้นเรื่องที่เข้มข้นคือการสื่อสารเรื่อง เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ซึ่งทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน ในส่วนที่คำนวณตามเพดาน โดยมีการอธิบายสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ในมุมของแรงงานเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับกลางในโรงแรม/บริการมาตรฐาน การเปลี่ยนเพดานคำนวณไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลข” แต่คือคำถามว่าการจ่ายเพิ่มหรือการคำนวณบนเพดานใหม่จะทำให้

  • การเข้าถึงบริการแพทย์รวดเร็วขึ้นหรือไม่
  • การจ่ายกรณีว่างงาน/ทดแทนรายได้แม่นยำและทันเวลาหรือไม่
  • ระบบดิจิทัลรองรับพื้นที่ภูเขา/ชายแดนที่เดินทางยากได้จริงแค่ไหน

หากคำตอบยังไม่ชัด การตั้งคำถามต่อการบริหารย่อมเข้มขึ้นตามธรรมชาติ

 

 “ยกเครื่องสู่มืออาชีพ” วาระรัฐ คำประกาศที่ต้องพิสูจน์ด้วยกลไกตรวจสอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีการให้ข่าว/สื่อสารถึงการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยเน้นแนวคิดเพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ และการใช้ข้อมูล (Big Data) เพื่อกำกับการตัดสินใจลงทุนและบริการ พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่าง “เขตเมือง” กับ “พื้นที่ดอย/ชายแดน” หากการปฏิรูปหมายถึงระบบบริการที่เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตรวจสอบได้จริง ผลดีจะตกกับแรงงานที่ต้องเดินทางไกล ลดต้นทุนเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” ในการอนุมัติสิทธิ

แต่หากการปฏิรูปเป็นเพียงคำประกาศ โดยไม่มีการเปิดข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ความขัดแย้งเชิงความเชื่อมั่นก็อาจยืดเยื้อ และกระทบความร่วมมือของทุกฝ่ายในระยะยาว

ปมร้อนงบไอที การลงทุน เมื่อ “ระบบหลังบ้าน” กลายเป็นความเดือดร้อนหน้าบ้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักสุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น ระบบไอที SSO Core มูลค่า 850 ล้านบาท (ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมและกรอบข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้าง) เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ไม่ใช่ TOR หรือสถาปัตยกรรมระบบ แต่คือ “เงินชดเชยมาไม่ทัน” “ทำรายการไม่ได้” “ติดต่อยาก” เมื่อระบบติดขัด

ขณะที่อีกกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TU Dome ซึ่งสื่อรายงานว่าลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับคนเชียงรายที่อยู่ในเศรษฐกิจรายวัน ภาพเหล่านี้กระตุ้นคำถามแบบตรงไปตรงมา

  • เงินของผู้ประกันตน “ถูกนำไปเสี่ยง” มากน้อยแค่ไหน
  • ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
  • ใครรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจผิดพลาด
  • กลไกถ่วงดุล ทั้งภายในและภายนอก ทำงานจริงหรือไม่

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “แชตหลุด” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันไปแตะความเชื่อมั่นใน “คน” ที่กำกับ “ระบบ” และกำกับ “เงิน” พร้อมกัน

 

เชียงรายในสมการค่าแรง SMEs ภาระต้นทุนกับการรักษาการจ้างงาน

แม้ประกาศที่ตรวจพบเรื่อง “ค่าแรง 400 บาท” จะระบุ 10 จังหวัดนำร่อง (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ) และเงื่อนไขเฉพาะกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
แต่เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญ “แรงกดดันต้นทุนแรงงาน” ในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่แข่งขันด้วยบริการและคุณภาพคน

เมื่อรวมกับประเด็นเงินสมทบ ระบบไอที และข้อกังขาการใช้งบ ความเสี่ยงในพื้นที่จึงเกิด “ซ้อนชั้น” นายจ้างต้องบริหารต้นทุน แรงงานต้องการหลักประกัน และหน่วยงานต้องพิสูจน์คุณภาพบริการ หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด ผลกระทบอาจไปจบที่ “การลดชั่วโมงงาน/การจ้างงานไม่เต็มเวลา/การหลุดจากระบบ” ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบหดตัวในระยะยาว

ทางออกที่สังคมคาดหวัง เปิดข้อมูล เพิ่มการมีส่วนร่วม ทำระบบให้เชื่อถือได้

บทเรียนจากกระแสครั้งนี้ชี้ว่า “กำไรจากการลงทุน” ไม่เพียงพอจะสร้างความชอบธรรม หากกระบวนการตัดสินใจไม่โปร่งใสหรือสื่อสารไม่เคารพผู้ประกันตน ขณะเดียวกัน การประกาศปฏิรูปจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมี

  1. การเปิดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (ผลตอบแทน/ความเสี่ยง/ค่าใช้จ่ายโครงการ/เหตุผลเชิงนโยบาย)
  2. การตรวจสอบอิสระ และการรับผิดรับชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
  3. การพัฒนาระบบดิจิทัลที่ “ใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะพื้นที่ไกลอย่างหลายอำเภอของเชียงราย
  4. การรับฟังผู้ประกันตนในฐานะผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งเงินสมทบ

ในแง่นี้ คำประกาศของฝ่ายนโยบายเรื่องการยึดหลักข้อมูลและธรรมาภิบาลจึงเป็น “มาตรฐานที่สังคมใช้วัดผล” มากกว่าคำขวัญ

ปี 2569 คือ “จุดเปลี่ยน” ที่เชียงรายหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเชียงราย เรื่องประกันสังคมไม่ใช่ข่าวส่วนกลางที่อ่านแล้วผ่านไป แต่เป็น “ระบบประคองชีวิต” ของแรงงานเมืองท่องเที่ยวและบริการ หากระบบโปร่งใสและทำงานได้จริง จะช่วยให้แรงงานกล้าอยู่ในระบบ นายจ้างรักษาคน และชุมชนมีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่หากปัญหาความเชื่อมั่นยังไม่ถูกแก้ด้วยข้อมูลและความรับผิดรับชอบ ความขัดแย้งจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น เพราะทุกเดือนเงินสมทบยังถูกหักออกจากค่าจ้างของคนทำงานเหมือนเดิม ขณะที่คำถามปลายทางยังค้างอยู่
เมื่อวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้สิทธิ ระบบจะอยู่ตรงนั้น…อย่างที่ควรอยู่หรือไม่”

สถิติ/ตัวเลขสำคัญที่ใช้ประกอบข่าว (ตรวจสอบได้)

  • ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราในระบบประกันสังคมอยู่ระดับ ประมาณ 24–25 ล้านคน และมาตรา 33 ระดับ ประมาณ 12 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก สปส.ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ)
  • เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาท/เดือน (ตามการสื่อสารสาธารณะ/คำอธิบายสิทธิประโยชน์)
  • กรอบการปฏิรูปที่ฝ่ายนโยบายสื่อสาร เพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ ยึดข้อมูลและธรรมาภิบาล
  • กรณี TU Dome ถูกสื่อรายงานว่าเป็นการลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงมาก
  • กระแส “แชตหลุดบอร์ด” ถูกสื่อรายงานรายละเอียดและแรงกดดันทางสังคมต่อการตรวจสอบจริยธรรม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)   ข้อมูลสิทธิประโยชน์/การสื่อสารเรื่องเพดานคำนวณเงินสมทบ (อ้างผ่านสื่อ/ช่องทางสาธารณะ)
  • กระทรวงแรงงาน   ประกาศ/ข่าวประชาสัมพันธ์ด้านค่าแรงขั้นต่ำในบางกลุ่มกิจการและพื้นที่
  • Thai PBS / Thai PBS Active   ประเด็นนโยบายและการสื่อสารเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม
  • ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)   รายงานประเด็นแชตหลุดและบริบทความขัดแย้งสาธารณะ
  • Dailynews   รายงานกรณี TU Dome และข้อถกเถียงด้านการลงทุน
  • PPTVHD36 / GCC   รายงาน/สรุปสถิติจำนวนผู้ประกันตนจากข้อมูล สปส. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

นครเชียงรายนิวส์โพลเผย สงครามทางความคิดระหว่างวัย คนรุ่นใหม่เทใจพรรคส้ม ขณะรุ่นใหญ่ยังกั๊กเพื่อไทย

“สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” โพลของคนเชียงรายเจาะลึกสมรภูมิเลือกตั้งเชียงราย 2569 “เมื่ออุดมการณ์ใหม่ท้าทายฐานที่มั่นบ้านใหญ่ เสียงสะท้อนจากคนเชียงราย 1,578 ชีวิต”

เชียงราย,19 มกราคม 2569 – ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดตัดสินครั้งสำคัญเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขัน “ใครชนะ-ใครแพ้” แบบผิวเผิน หากมองให้ลึกลงไป มันคือสนามที่ความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนผ่านพร้อมๆ กับแรงกดดันปากท้องที่ยังไม่คลาย และเครือข่ายการเมืองพื้นที่ที่ยังหยั่งรากอยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน

รายงานฉบับนี้อาศัยข้อมูลจาก ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ซึ่งผู้จัดทำระบุว่าเก็บข้อมูลช่วง 14–19 มกราคม 2569 รวมตัวอย่าง 1,578 และคัดกรองเหลือ 1,563 ตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 7 เขตของเชียงราย พร้อมระบุค่าความคลาดเคลื่อน ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ) เพื่อถอด “สัญญาณ” ที่กำลังก่อตัวในเชียงราย ก่อนวันหย่อนบัตรจะมาถึง

แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขคะแนนนิยม หากคือคำถามที่ใหญ่กว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่เทใจให้การเปลี่ยนแปลงแบบท่วมท้น ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดโยงกับความคุ้นเคยเดิม?
ทำไมเขตเมืองกับเขตชายแดนมีจังหวะการเมืองไม่เหมือนกัน?
และที่สำคัญที่สุด เมื่อ “อุดมการณ์” กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง แต่ “ปากท้องและหนี้สิน” ยังเป็นนโยบายที่ผู้คนอยากให้แก้เร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองจะตอบโจทย์สองอย่างนี้พร้อมกันได้อย่างไร?

วันเลือกตั้งที่ขยับเข้ามาใกล้ สนามเชียงรายในบริบทประเทศ

การประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ทำให้ทุกจังหวัดต้องเข้าสู่โหมด “เร่งเครื่อง” ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การหาเสียง และการประเมินกระแสความนิยม ขณะที่การเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณการปี 2569 952,266 คน ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 942,885 คนจำนวน สส. เขต: จังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง (สส. 7 คน) โดยเฉลี่ยมีจำนวนราษฎรประมาณ 162,384 คน ต่อ สส. หนึ่งคน ซึ่งสะท้อน “น้ำหนัก” ของเกมการเมืองรอบใหม่อย่างชัดเจน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่พึ่งพาราคาตลาด/ต้นทุนการผลิต รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่คนพื้นที่รับรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลฝุ่นควันภาคเหนือที่ต้องติดตามผ่านระบบรายงานของรัฐอย่าง Air4Thai หรือความกังวลเรื่องความเสี่ยงมลพิษในลุ่มน้ำสำคัญอย่าง “แม่น้ำกก” ซึ่งกังวลต่อความเสี่ยงมลพิษจากกิจกรรมเหมืองในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดน

เมื่อประเด็นสาธารณะหนักขึ้น ความคาดหวังต่อผู้แทนฯ ก็หนักขึ้นตามไปด้วย และนี่คือฉากหลังของ “โพลเชียงราย” ที่ไม่ได้สะท้อนแค่ความชอบพรรค แต่สะท้อนความต้องการเชิงโครงสร้างของสังคมด้วย

โพลนี้ “วัดอะไร” และ “บอกอะไรได้แค่ไหน” ความโปร่งใสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลระบุว่าใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนและโควตาตามสัดส่วนเขต เพศ อายุ และใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ออนไลน์ 1,397 คน และภาคสนาม 181 คน เพื่อดึงเสียงจากคนที่ไม่ถนัดออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุและเกษตรกร อย่างไรก็ดี ในเชิงมาตรฐานข่าวเชิงข้อมูล จำเป็นต้องย้ำ “ข้อจำกัด” เพื่อไม่ให้สังคมตีความเกินจริง

  1. โพลเป็นภาพ ณ ช่วงเวลาเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผลเลือกตั้งจริง
  2. ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้นเมื่อแยกกลุ่มย่อย เช่น รายเขต รายอายุ รายเพศ
  3. อคติจากการตอบแบบสมัครใจ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ อาจทำให้กลุ่มที่ตื่นตัวทางการเมืองมีสัดส่วนมากกว่าความเป็นจริง
  4. เหตุการณ์ข่าวระหว่างเก็บข้อมูล อาจทำให้ผู้ตอบ “แกว่ง” มากกว่าปกติ ซึ่งช่วง 14–19 ม.ค. มีข่าวระดับประเทศหลายเรื่อง ทั้งคดีเกี่ยวกับผู้สมัครและกระแสโต้กันทางการเมืองในสื่อ (มีรายงานการจับกุมผู้สมัครในต่างจังหวัดโดยตำรวจไซเบอร์ในช่วงเวลาใกล้เคียง) และมีเหตุการณ์อุบัติเหตุโครงสร้าง/การก่อสร้างที่ถูกนำเสนอในข่าวจำนวนมาก

การวางกรอบแบบนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของโพล แต่เป็นการทำให้โพล “ใช้งานได้อย่างรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้อ่านต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหรือทำงานเชิงนโยบาย

ภาพรวมจังหวัด คะแนนนิยม “นายกฯ” และ “พรรคบัญชีรายชื่อ” ส่งสัญญาณอะไร

ใครคือ “นายกฯ ในใจคนเชียงราย” (คำถามเชิงความชอบ ณ วันนี้)

จากข้อมูลในรายงาน ผู้ตอบให้คะแนนสูงสุดแก่

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • กลุ่ม “ยังไม่มี/ยังไม่ตัดสินใจ” 4.37%
  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(พรรคประชาธิปัตย์)  2.85%

หากตีความแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อน 3 ชั้นความหมาย

ชั้นที่ 1: ความชัดของกระแสผู้นำรุ่นใหม่
คะแนนระดับ 60%+ ในคำถามเชิงตัวบุคคลบอกว่า “ความนิยมไม่ได้อยู่แค่แบรนด์พรรค” แต่โยงไปถึงภาพผู้นำที่ผู้ตอบยอมรับ

ชั้นที่ 2: ฐานเดิมยังไม่หายไปไหน
คะแนน 24%+ ของอีกขั้ว คือฐานเสียงที่ยังมี “ความแน่น” และในสนามจริง ฐานแบบนี้หากรวมกับพลังบ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ อาจแปรเป็นผลลัพธ์ระดับเขตได้

ชั้นที่ 3: ความหมายของผู้ยังไม่ตัดสินใจ
4–5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ในสนามที่ผลแพ้ชนะรายเขตอาจวัดกันเป็นหลักพันคะแนน “คนยังไม่ตัดสินใจ” คือกลุ่มที่ทุกพรรคอยากได้ และเป็นกลุ่มที่ไวต่อเหตุการณ์ข่าว/ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร

คะแนนนิยม “บัญชีรายชื่อ” แบรนด์พรรคแข็งแรงแค่ไหน

ผลบัญชีรายชื่อในรายงานระบุว่า

  • พรรคประชาชน 61.15%
  • เพื่อไทย 24.46%
  • ภูมิใจไทย 4.31%
  • ยังไม่มีพรรคที่เหมาะสม 3.17%
  • ประชาธิปัตย์ 2.85%

ความน่าสนใจคือ คะแนนพรรคอันดับ 1 สูงกว่าคะแนนตัวบุคคลเล็กน้อย ซึ่งตามตรรกะการเมืองเชิงแบรนด์ หมายถึง “คนไม่ได้เชียร์แค่ตัวบุคคล แต่เชียร์ภาพรวมพรรค” และในทางกลับกัน พรรคอันดับ 2 ที่คะแนนตัวบุคคลและคะแนนพรรคเท่ากันพอดี สะท้อนการยึดโยงแบบ “พรรค-เครือข่าย” ที่ยังมั่นคง

อ่านรายเขต ทำไม “เขต 3” กลายเป็นป้อมปราการ และทำไมชายแดนยังสูสีมากกว่าเขตอื่น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลแยก 7 เขตเลือกตั้ง และรายงานว่า “พรรคประชาชน/ผู้สมัครนายกฯ ที่นำโพล” นำทุกเขต แต่ระดับคะแนนต่างกัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเชียงราย) สงครามทางความคิดกลางเวียง เมื่ออุดมการณ์ไล่กวดปากท้อง

เขต 1 ของเชียงรายมีสถานะมากกว่า “ศูนย์กลางราชการ” เพราะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางความคิดของจังหวัดในเชิงสังคมและการเมืองด้วย ข้อมูลที่คุณให้สะท้อนภาพการแข่งขันเชิงความหมายอย่างชัดเจน เมื่อ “นายณัฐพงษ์” และ “พรรคประชาชน” นำอยู่ที่ 54.67% และ 55.49% ตามลำดับ ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ที่ 27% ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่เพียงผลรวมของคะแนน แต่เป็นสัญญาณของการจัดวางความสำคัญระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ปากท้อง” ที่สูสีที่สุดในจังหวัด และส่วนต่างความสำคัญห่างกันไม่ถึง 2% ยิ่งตอกย้ำว่าเขตเมืองกำลังตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่อื่น

โครงสร้างประชากรของอำเภอเมืองมีสัดส่วนชนชั้นกลาง พนักงานเอกชน ข้าราชการ นักศึกษา และผู้ประกอบการบริการมากกว่าเขตชนบท ทำให้การรับรู้ปัญหาเอนเอียงไปทาง “สาเหตุเชิงระบบ” คนเมืองจำนวนหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเป็นอาการปลายทาง ขณะที่ต้นทางคือระบบรวมศูนย์ การจัดสรรงบประมาณ และกติกาที่ไม่เอื้อต่อการกระจายโอกาส ดังนั้นคะแนนนำของพรรคประชาชนจึงตีความได้ว่าเป็น “การลงคะแนนให้การปรับโครงสร้าง” มากกว่าการยึดติดตัวบุคคล อย่างไรก็ดี คะแนน 27% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้” ยังมีน้ำหนักสูง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ตลาดสด ธุรกิจบริการ และผู้ที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อรายวัน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลทันที

บทสรุปของเขต 1 จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “ความหวังในอนาคต” กับ “ความอยู่รอดในปัจจุบัน” ในเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายที่นำจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่าแผนปฏิรูปจะส่งผลต่อรายได้จริงอย่างไร ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องยกระดับภาพนโยบายเศรษฐกิจให้ทันสมัย มีระบบ และเชื่อมกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพื่อดึงฐานปัญญาชนและคนรุ่นใหม่กลับมาโดยไม่สูญเสียฐานปากท้องเดิ

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่จันบางส่วน) สัญญาณการทลายกำแพงเดิม เมื่อการเมืองนำหน้าปากท้อง

เขต 2 เป็นกรณีที่สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของพื้นที่กึ่งเกษตรกึ่งเมือง” ได้เด่นชัดที่สุดตามข้อมูลที่คุณให้ เมื่อพรรคประชาชนกวาดคะแนนสูงถึง 63.87% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยที่ 20.42% จุดที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงส่วนต่างคะแนน แต่คือเหตุผลการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยประชาชนระบุว่าให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปโครงสร้างการเมือง” 37.17% เป็นอันดับหนึ่ง และแซงเรื่องปากท้องอย่างชัดเจน ภาพนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเดิมถูกมองว่าอิงเครือญาติและความสัมพันธ์แบบชุมชน กำลังขยับไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและหลักการมากขึ้น

เวียงชัยและเวียงเชียงรุ้งมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการศึกษา การทำงานนอกพื้นที่ และการรับสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลไหลเร็วขึ้น การผูกขาดการสื่อสารของเครือข่ายเดิมย่อมลดลงตามไปด้วย ดังนั้น “การเลือกเพราะตัวบุคคล” หรือ “เลือกเพราะระบบอุปถัมภ์” จึงอาจลดน้ำหนักลง ขณะที่กรอบคิดใหม่ เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการตรวจสอบอำนาจ กลับกลายเป็นเหตุผลที่พูดคุยกันได้ในระดับครัวเรือนมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงว่า กฎหมายและกติกาที่ไม่เป็นธรรมทำให้ตนเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด หรือความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เมื่อมองแบบนี้ “การเมืองที่ดี” จึงถูกวางไว้เป็นเงื่อนไขก่อน “เศรษฐกิจที่ดี” อย่างเป็นตรรกะในสายตาของผู้ลงคะแนน

สำหรับเพื่อไทย ตัวเลข 20.42% ในเขตที่กระแสอุดมการณ์สูงถือเป็นสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่านโยบายประชานิยมแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อพื้นที่ที่ต้องการคำตอบเชิงระบบมากขึ้น หากยังยืนภาพเดิมว่าเป็นพรรคบริหารเศรษฐกิจอย่างเดียว อาจถูกมองว่า “แก้อาการ” มากกว่า “แก้เหตุ” ในขณะที่พรรคที่นำต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำให้แนวคิดปฏิรูปจับต้องได้ ไม่เช่นนั้นคะแนนที่สูงอาจถูกตีความว่าเป็นเพียงคลื่นความคาดหวังที่ผันผวนได้

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.แม่ลาว, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า) ส้มแลนด์สไลด์ และความล่มสลายของระบบอุปถัมภ์

เขต 3 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่เกิด “แลนด์สไลด์” ชัดที่สุด เมื่อพรรคประชาชนได้ 71.99% ทิ้งห่างเพื่อไทยที่ 17.73% และปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือ “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่นำโด่งถึง 48.58% ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเคยถูกจัดวางว่าเป็นชนบทหรือพื้นที่ภูเขา ไม่ได้อยู่ไกลจากการเมืองเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป และการรับรู้ของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายปากท้องระยะสั้นเหมือนภาพจำเดิม

ภูมิศาสตร์ของแม่สรวยและเวียงป่าเป้ามีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน ในอดีต นักการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” มักใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ ทรัพยากรส่วนตัว และการเข้าถึงระบบราชการเป็นเครื่องมือรักษาฐานเสียง อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ทะลุ 70% บ่งชี้ว่ากลไกเดิมกำลังเผชิญแรงท้าทายอย่างหนัก เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบทางเลือกทางการเมืองด้วยเกณฑ์เดียวกับคนเมืองได้มากขึ้นด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพรรคที่ชนะ แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่

อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “ความคาดหวังเรื่องศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วม” ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการเพียงงบพัฒนาแบบลงมาตามวาระ หรือการสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องการความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิ์กำหนดอนาคตตนเอง การเข้าถึงบริการรัฐอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ที่เคยไปทำงานหรือเรียนในเมือง ทำให้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงถูกส่งต่อในครอบครัวได้จริง และเกิดการสนทนาการเมืองเชิงหลักการมากขึ้นในระดับชุมชน

ในเชิงการแข่งขัน ฝ่ายที่นำต้องระวังไม่ให้ภาพการเมืองกลายเป็น “กระแสที่พูดเก่ง” แต่ลงมือทำไม่เป็นรูปธรรม เพราะพื้นที่ภูเขายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน เช่น โครงข่ายคมนาคม การเข้าถึงตลาด และความมั่นคงในอาชีพ ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังใช้วิธีหาเสียงแบบเดิมโดยพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเป็นหลัก ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพการเมืองแบบเก่าที่ประชาชนกำลังปฏิเสธอยู่

เขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.พาน, ป่าแดด) ปราการปากท้องสุดท้าย โจทย์ที่ต้องตีให้แตก

เขต 4 มีความโดดเด่นเพราะเป็นพื้นที่ที่ “เศรษฐกิจ” ถูกยกเป็นเหตุผลหลักอย่างชัดเจนตามข้อมูลที่คุณให้ โดยประชาชนระบุว่าเลือกจาก “นโยบายเศรษฐกิจ” สูงถึง 44.38% แม้พรรคประชาชนยังนำที่ 57.30% แต่เพื่อไทยได้ 26.97% และถือเป็นหนึ่งในเขตที่เพื่อไทย “ยื้อฐาน” ได้ดีที่สุด ภาพนี้ทำให้เขตพานและป่าแดดถูกมองได้ว่าเป็น “สนามทดสอบความสามารถด้านเศรษฐกิจฐานราก” ของทุกพรรคมากกว่าสนามอุดมการณ์

โครงสร้างเศรษฐกิจของอำเภอพานมีความเป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และพาณิชย์ท้องถิ่นสูง ผู้คนจำนวนมากทำเกษตรแบบคิดต้นทุน-กำไร มีการลงทุน มีภาระหนี้ และพึ่งพาราคาในตลาดอย่างใกล้ชิด เมื่อชีวิตผูกกับราคาพืชผล ต้นทุนปุ๋ย ยา และการขนส่ง การตัดสินใจทางการเมืองจึงยึดผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นหลัก นี่อธิบายได้ว่าทำไมเพื่อไทยยังรักษาฐานเสียงไว้ได้จากความเชื่อมั่นสะสมต่อ “นโยบายแก้จน” และ “การยกระดับราคาสินค้าเกษตร” ที่เป็นภาพจำสำคัญของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้จริง

อย่างไรก็ตาม คะแนนนำของพรรคประชาชนที่ 57.30% ยังสะท้อนว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงเข้ามาถึงพื้นที่เกษตรแล้วเช่นกัน เพียงแต่โจทย์ของพื้นที่นี้ไม่ใช่การพูดเรื่องโครงสร้างอย่างเดียว เพราะชาวบ้านต้องการคำตอบเชิงกลไก เช่น หากเลือกแล้ว “ราคาข้าวจะดีขึ้นอย่างไร” “ต้นทุนจะลดลงด้วยเครื่องมือแบบไหน” หรือ “การเข้าถึงตลาดและแหล่งทุนจะถูกปรับอย่างไร” หากคำตอบยังเป็นนามธรรม พื้นที่นี้จะกลายเป็นจุดที่คะแนนสามารถเหวี่ยงได้ในช่วงปลายทางการเมือง

ในทางกลยุทธ์ เขต 4 เป็นจุดที่ทุกฝ่ายต้องสื่อสารแบบละเอียด ฝ่ายที่นำควรเสนอ “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจใหม่” ที่แปลเป็นมาตรการระดับไร่นาได้จริง เช่น การเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร การลดภาระต้นทุน และการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับราคาเดียว ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังพึ่ง “แจกเงิน” อย่างเดียว อาจถูกท้าทายจากความคาดหวังใหม่ที่ต้องการนโยบายเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.เทิง, พญาเม็งราย, ขุนตาล) แผลเป็นจากหนี้สิน และทางเลือกใหม่จากค่ายสีน้ำเงิน

เขต 5 ถูกนิยามได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ “ปัญหาหนี้สินและปากท้อง” กดทับชีวิตผู้คนอย่างเข้มข้นตามข้อมูลที่คุณให้ โดยพรรคประชาชนนำ 59.76% และเพื่อไทยตาม 26.04% ขณะเดียวกัน ประเด็นหลักที่ประชาชนโฟกัสคือ “การแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้สิน” สูงถึง 36.09% สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้กระแสการเมืองเชิงโครงสร้างจะมีพลัง แต่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยังเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ

ความน่าสนใจเพิ่มเติมคือการขยับขึ้นของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ 6.51% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายเขตของจังหวัดตามที่คุณให้ ตัวเลขนี้มักสะท้อนการทำพื้นที่แบบ “เข้าถึงชาวบ้าน” และการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่ผู้คนติดหล่มหนี้ เมื่อครัวเรือนต้องรับแรงกดดันจากการทวงหนี้ รายได้ไม่แน่นอน และต้นทุนการทำมาหากินที่สูงขึ้น การช่วยเหลือที่มาถึงประตูบ้านย่อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นคะแนนของพรรคที่เน้นปฏิบัติการจึงยังมีที่ยืน แม้จะไม่ใช่ผู้ชนะหลักก็ตาม

ในมุมของพรรคประชาชน เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องพิสูจน์ “ความเร็ว” ควบคู่ “ความยั่งยืน” เพราะประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่ต้องการทางออกที่ทันต่อสถานการณ์ชีวิตจริง หากการสื่อสารยังอยู่บนระดับโครงสร้างอย่างเดียว อาจถูกมองว่าไกลตัวในวันที่ต้องแก้หนี้ทันที นี่ทำให้โจทย์สำคัญคือการทำให้อุดมการณ์ เช่น การกระจายอำนาจหรือการลดความผูกขาด กลายเป็นเครื่องมือแก้หนี้ได้จริง เช่น การออกแบบธนาคารชุมชน กลไกสินเชื่อที่เป็นธรรม การเพิ่มรายได้ในท้องถิ่น และกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย

สำหรับเพื่อไทย คะแนน 26.04% ยังบอกว่าความเชื่อมั่นต่อเครื่องมือเศรษฐกิจแบบเดิมยังไม่หายไป แต่ต้องแข่งขันกับความคาดหวังใหม่ที่อยากเห็นระบบช่วยเหลือที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภูมิใจไทยและสายปฏิบัติการอื่นๆ อาจใช้จุดแข็งเรื่องการเข้าถึงพื้นที่เป็นแรงเสริม หากสถานการณ์หนี้สินยังยืดเยื้อ เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่คะแนนสามารถเปลี่ยนทิศได้จาก “ความเดือดร้อนเฉียบพลัน” มากกว่าจากการถกเถียงเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว

เขตเลือกตั้งที่ 6 (อ.แม่สาย, แม่ฟ้าหลวง) บารมีชายแดน และการแสวงหาผู้บริหารมืออาชีพ

เขต 6 เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความพิเศษทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งมี “สองชั้นเหตุผล” ตามข้อมูลที่คุณให้ นายณัฐพงษ์นำอยู่ 62.99% ขณะเดียวกัน นายยศชนันจากเพื่อไทยได้คะแนนเกือบแตะ 30% ภาพนี้สะท้อนว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และในเวลาเดียวกันก็ยังยึดโยงกับความสำคัญของ “ประสบการณ์” และ “ความสามารถในการบริหารพื้นที่ชายแดน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างเศรษฐกิจของแม่สายผูกกับการค้าข้ามพรมแดน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และความคล่องตัวของระบบราชการชายแดน ประชาชนจำนวนหนึ่งจึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่ทำให้การค้าขายสะดวก ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และลดปัญหาอำนาจไม่เป็นทางการที่บิดเบือนการแข่งขัน ความคาดหวังเช่นนี้สอดคล้องกับคะแนนที่เทไปยังพรรคประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็นแรงผลักให้เกิดความโปร่งใสและการปัดกวาดระบบที่ถูกตั้งข้อกังวลเรื่องส่วยหรือการรีดไถ

อย่างไรก็ตาม คะแนนเกือบ 30% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “บารมีตัวบุคคล” และ “เครือข่ายการจัดการ” ยังมีความหมายในพื้นที่ชายแดน เพราะปัญหาชายแดนจำนวนมากต้องอาศัยการประสานงานหลายฝ่าย ตั้งแต่หน่วยงานความมั่นคง ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงกลไกท้องถิ่นในชีวิตจริง ผู้คนในพื้นที่จึงอาจลังเลที่จะปล่อยมือจากผู้ที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบยืดหยุ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชายแดนมีความผันผวนสูง

ในเชิงกลยุทธ์ เขต 6 จึงไม่ใช่สนามของ “อุดมการณ์ล้วนๆ” แต่เป็นสนามของ “ความเป็นมืออาชีพ” ฝ่ายที่นำต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเปลี่ยนโครงสร้างจะทำให้การค้าชายแดนคล่องตัวขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระขั้นตอนเพิ่ม และไม่ทำให้การบริหารพื้นที่พิเศษสะดุด ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องพิสูจน์ว่า ประสบการณ์และเครือข่ายจะถูกใช้เพื่อระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพื่อคงอยู่ของวิธีการเดิม หากทำได้ เขต 6 จะกลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันยังเปิดกว้าง แม้คะแนนนำจะชัดในตัวเลขก็ตาม

เขตเลือกตั้งที่ 7 (อ.เชียงแสน, ดอยหลวง, เวียงแก่น, เชียงของ) เขตเศรษฐกิจปากเหว และความหวังโค้งสุดท้าย

เขต 7 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่ “ความวิตกเศรษฐกิจ” เด่นที่สุดในจังหวัด โดยประชาชนให้ค่าน้ำหนักเรื่อง “การแก้ไขปัญหาปากท้อง” สูงถึง 41.13% แม้พรรคประชาชนจะนำที่ 59.68% และเพื่อไทยที่ 26.61% แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจตีความได้ว่าเป็น “คะแนนที่ยังรอคำตอบ” มากกว่าคะแนนที่ปิดเกมแล้ว เพราะเศรษฐกิจของพื้นที่ริมโขงและชายแดนพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และความต่อเนื่องของตลาดเป็นหลัก

เชียงแสนและเชียงของเป็นหัวใจของการค้าลุ่มน้ำโขงและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขนส่งสะดุด หรือการค้าชายแดนติดขัด ชุมชนในเขตนี้จะรับแรงกระแทกก่อนเสมอ ความเปราะบางดังกล่าวทำให้ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งพร้อมเปลี่ยนใจตาม “นโยบายที่ช่วยให้รอด” มากกว่า “ความจงรักภักดีต่อพรรค” ดังนั้นคะแนนที่พรรคประชาชนได้รับในช่วงนี้อาจเป็นทั้งคะแนนคาดหวังและคะแนนประท้วงต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อผู้คนมองว่ารัฐบาลเดิมหรือพรรคใหญ่ยังแก้โจทย์ชายแดนได้ไม่ตรงจุด

จุดน่าจับตาคือ “ความเหวี่ยง” ของคะแนนที่คุณกล่าวถึง เพราะหากเพื่อไทยสามารถเสนอแพ็กเกจนโยบายเชิงพื้นที่ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จริง ไม่กระจุกที่ทุนใหญ่ คะแนนอาจไหลกลับได้เร็วเช่นกัน ในทางกลับกัน พรรคประชาชนหากนำเสนอนโยบายการจัดการน้ำโขง การส่งออกสินค้าเกษตร และการลดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์แบบมีรายละเอียดและทำได้จริง ก็มีโอกาส “ล็อกชัยชนะ” ให้มั่นคงขึ้น

ในเชิงยุทธศาสตร์ เขต 7 จึงเป็นพื้นที่ที่การสื่อสารต้องเฉียบคมและยึดปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ชุมชน การค้าชายแดนที่เป็นธรรม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และกลไกช่วยผู้ประกอบการรายย่อย หากฝ่ายใดแสดงภาพ “ช่วยได้จริง” ในโค้งสุดท้ายได้ชัดที่สุด ย่อมมีโอกาสครองใจพื้นที่นี้อย่างยั่งยืนมากกว่าการชนะด้วยกระแสเพียงช่วงเวลาเดียว

“ภาพรวมทั้ง 7 เขตชี้ชัดว่า ‘พรรคประชาชน’ ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ด้วยกระแสอุดมการณ์ แต่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ยังคงมีกำแพงที่แข็งแกร่งในเรื่องความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะในเขต 4 และเขต 7” “ที่น่าจับตาคือกลุ่ม ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘ประชาธิปัตย์’ ที่เริ่มแทรกตัวใน เขต 2 และ 5 ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญหากคะแนนระหว่างสองพรรคใหญ่เบียดกันในช่วงเลือกตั้งจริง” “สำหรับพรรคกล้าธรรม คะแนนบัญชีรายชื่อ (Party List) อาจจะยังดูไม่หวือหวาในตอนนี้ แต่ในทางสถิติการเมืองเชียงราย คะแนนที่ปรากฏในเขต 7 และเขต 3 คือสัญญาณเตือนพรรคใหญ่เพราะพรรคนี้เน้นการทำงานผ่าน ‘ตัวบุคคล’ และ ‘ระบบเครือข่ายท้องถิ่น'”

สงครามทางความคิดระหว่างวัย ทำไมคนอายุน้อยกว่า 45 ปี “เทไปทางเดียวกัน” และทำไม 61+ กลับเป็น “พื้นที่ชิงดำ”

หนึ่งในส่วนที่ชัดที่สุดของรายงาน คือการแยกตามช่วงอายุ

  • อายุ 18–28 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 77%
  • อายุ 29–44 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 69%
  • อายุ 45–60 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 51% (เริ่มสูสีขึ้น)
  • อายุ 61+ ปี: เลือกพรรคเพื่อไทย เฉือนนำ พรรคประชาชน เล็กน้อย

นี่คือ “ภาพสามชั้น” ของการเมืองเชียงราย

ชั้นแรก: คนรุ่นใหม่เลือกด้วยอุดมการณ์และภาพอนาคต
เมื่อคนอายุ 18–44 เทไปในทิศทางเดียวกันมาก แปลว่าพวกเขามี “กรอบการเมืองร่วม” ที่สอดคล้องกัน เช่น การปฏิรูปกติกา ความเท่าเทียม และความโปร่งใส

ชั้นสอง: วัยทำงานตอนปลาย/วัยกลางคนคือกลุ่มที่เริ่ม “ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย”
คน 45–60 คือกลุ่มที่รับแรงกดดันเศรษฐกิจครัวเรือน หนี้สิน สุขภาพ และอนาคตลูกหลานพร้อมกัน การตัดสินใจจึงเริ่มแตกเป็นสองขั้วอุดมการณ์ยังสำคัญ แต่ “ความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้จริง” สำคัญไม่แพ้กัน

ชั้นสาม: 61+ คือ “กลุ่มตัวแปร” เพราะออกมาใช้สิทธิจริงสูงและตัดสินจากประสบการณ์สะสม
ในหลายประเทศ การเลือกตั้งมักถูกชี้ขาดด้วยผู้สูงอายุ เพราะ turnout สูงกว่า และเน้นความมั่นคงของชีวิตมากกว่า “ความฝันทางการเมือง” ดังนั้น การที่เขตชนบท/กลุ่มสูงอายุยังสูสี จึงทำให้คำว่า “แลนด์สไลด์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

เพศสภาพกับทิศทางการเมือง สิ่งที่ตัวเลขบอกได้ และสิ่งที่สังคมต้องไม่เผลอตีตรา

รายงานแยกผลตามเพศ พบว่า

  • กลุ่มผู้ชาย พรรคอันดับ 2 มีสัดส่วนสูงกว่าเพศอื่น
  • กลุ่มผู้หญิง พรรคอันดับ 1 นำชัด
  • กลุ่ม LGBTQ+ พรรคอันดับ 1 สูงมาก (ทะลุ 70% ตามรายงาน)

ในฐานะข่าวเชิงลึก สิ่งที่ควรย้ำคือ “ตัวเลขไม่ใช่ใบอนุญาตให้เหมารวม” แต่เป็นสัญญาณว่า กลุ่มคนต่างประสบการณ์ อาจตอบสนองต่อนโยบายต่างกัน โดยเฉพาะนโยบายด้านสิทธิ ความเท่าเทียม ความปลอดภัยในชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยตัดสินใจ เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “ตัวบุคคล” และนโยบายปากท้องยังครองอันดับหนึ่ง

ปัจจัยตัดสินใจมากที่สุด (ระดับคุณค่า/กรอบคิด)

  • อุดมการณ์ทางการเมือง 45.18%
  • นโยบายของพรรค 39.73%
  • ตัวบุคคลผู้สมัคร 15.09%

นี่คือประโยคที่อธิบายสนามเชียงรายได้คมที่สุด
คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังอยากเห็นผลลัพธ์จับต้องได้”

นโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด (ระดับชีวิตจริง)

  • ปากท้องและหนี้สิน 35.74%
  • ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง 32.51%
  • ปราบปรามทุจริต 17.30%
  • การศึกษาและสวัสดิการ 6.34%
  • ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ/ฝุ่น PM2.5 4.25%

แม้สิ่งแวดล้อมจะเป็นสัดส่วนไม่สูงในภาพรวม แต่ในพื้นที่ชายแดนกลับถูก “ยกอันดับ” ในความรู้สึกของผู้คนได้ง่าย เพราะเป็นปัญหาที่เห็นกับตาและกระทบชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ฤดูฝุ่นควันภาคเหนือซึ่งรัฐมีระบบติดตามรายวัน หรือความกังวลเรื่องมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่ถูกพูดถึงในรายงานข่าว/งานวิจัยระดับภูมิภาค

ปัจจัยข่าวและความผันผวน ทำไมโพลช่วง 14–19 ม.ค. จึงต้องอ่านแบบ “ยึดหลักฐาน–ระวังอารมณ์ตลาดข่าว”

ช่วงเวลาที่โพลเก็บข้อมูลทับซ้อนกับ “สภาพอากาศข่าว” ที่เข้มข้น ทั้งข่าวการบังคับใช้กฎหมาย/การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองในต่างจังหวัดซึ่งถูกเผยแพร่ในสื่อ และข่าวเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่ม/อุบัติเหตุที่เป็นประเด็นความปลอดภัยสาธารณะ

ในทางพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ผลพร้อมกัน

  1. ทำให้ “คนที่มีจุดยืนชัด” ยิ่งรวมตัวแน่นขึ้น (polarization)
  2. ทำให้ “คนลังเล” ผันผวนและพร้อมเปลี่ยนใจตามความน่าเชื่อถือ/ความรู้สึกต่อความยุติธรรม

ดังนั้น แม้ตัวเลขในเชียงรายจะชี้ว่ากระแสพรรคอันดับ 1 นำห่าง แต่ “เกมจริง” ยังต้องดู 3 เงื่อนไขเสมอ ผู้สมัครเขต, เครือข่ายพื้นที่, และ turnout ของกลุ่ม 61+

ฉากทัศน์ก่อนวันจริง 3 ทางเป็นไปได้ของสนามเชียงราย (บนฐานข้อมูลโพล)

ฉากทัศน์ที่ 1: “กระแสเปลี่ยนแปลงกินพื้นที่จริง”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • คน 18–44 ออกมาใช้สิทธิสูง
  • คน 45–60 เทไปทางกระแสใหม่มากขึ้นจากเดิม
  • พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถ “เพิ่มคะแนนในกลุ่มวัยทำงานตอนต้น” ได้
    ผลลัพธ์คือ เขตที่คะแนนสูสีอาจเปลี่ยนเป็นนำแบบมีระยะห่าง

ฉากทัศน์ที่ 2 “บ้านใหญ่ประคองเขตคะแนนพรรคไม่เท่ากับคะแนนคน”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • ผู้สมัครเขตของฐานเดิมมีงานพื้นที่เข้มข้น
  • ประเด็นปากท้องถูกสื่อสารเป็นรูปธรรมมากกว่าอุดมการณ์
  • ผู้สูงอายุออกมาใช้สิทธิสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัย
    ผลลัพธ์คือ อาจเห็น “คะแนนพรรค” นำ แต่ “คะแนนเขต” ไม่ได้แลนด์สไลด์

ฉากทัศน์ที่ 3 “พรรคที่สามแทรกแบบเฉพาะจุด”

ตัวเลขพรรคที่สามยังต่ำ แต่หากมีผู้สมัครเด่นในบางอำเภอ และเล่นโจทย์เฉพาะพื้นที่ เช่น เศรษฐกิจชายแดน/ความมั่นคง/โครงการลงทุน ก็อาจเกิด “การตัดคะแนน” ทำให้เขตบางเขตพลิกได้

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่คนเชียงรายส่งสัญญาณถึงทุกพรรค (อ่านจากโจทย์ปากท้อง + โครงสร้าง)

หากแปลคะแนน “นโยบายที่อยากให้แก้เร่งด่วน” ให้เป็นวาระสาธารณะ จะได้ 3 โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคเลี่ยงไม่ได้

  1. หนี้ครัวเรือน–รายได้–ต้นทุนชีวิต คนต้องการมาตรการที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำสัญญากว้างๆ
  2. กติกาการเมือง–ความเป็นธรรม–ปราบคอร์รัปชัน คนจำนวนมากเชื่อว่าถ้าโครงสร้างไม่เปลี่ยน ปากท้องก็แก้ไม่สุด
  3. ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ในพื้นที่ภาคเหนือและชายแดน ประเด็นฝุ่น/ลุ่มน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว การมีระบบติดตามรัฐอย่าง Air4Thai ทำให้คน “เห็นข้อมูลจริงทุกวัน” และงานวิจัย/ข่าวเชิงลึกเรื่องมลพิษลุ่มน้ำทำให้ความกังวลขยายตัว

โพลไม่ได้บอกผู้ชนะ แต่บอก “เงื่อนไขที่ผู้ชนะต้องทำให้ได้”

เมื่อสรุปภาพทั้งหมด โพลชุดนี้ชี้ว่าเชียงรายกำลังอยู่ในช่วง “การเมืองสองจังหวะ”

  • จังหวะแรกคือ แรงผลักจากอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ที่กลายเป็นพลังนำ
  • จังหวะที่สองคือ แรงยึดจากความคุ้นเคย เครือข่ายพื้นที่ และโจทย์ปากท้องแบบเร่งด่วน ที่ยังทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและบางพื้นที่ชายแดน

ดังนั้น หากจะตอบคำถามใหญ่ “เชียงรายจะเปลี่ยนหรือไม่” คำตอบที่เป็นกลางที่สุดคือ
เชียงรายกำลังเปลี่ยนแล้วในระดับความคิด แต่ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ turnout รายกลุ่มและความเข้มของเกมรายเขตในช่วงโค้งสุดท้าย

และในท้ายที่สุด ไม่ว่าพรรคใดจะได้เปรียบจากกระแส ความชอบ หรือเครือข่ายพื้นที่ ผู้ชนะที่แท้จริงควรเป็น “ประชาชน” ที่ได้รัฐบาลและผู้แทนซึ่งตอบโจทย์ทั้ง ความยุติธรรมของระบบ และ ความอยู่รอดของครัวเรือน ไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ (สรุปจากข้อมูล “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ที่ผู้จัดทำส่งให้)

  • ตัวอย่างรวม 1,578 / ใช้วิเคราะห์ 1,563 (คัดข้อมูลไม่เข้าเกณฑ์ 15)
  • ช่วงเก็บข้อมูล 14–19 ม.ค. 2569 (ภาคสนาม 17 ม.ค. 2569)
  • MoE ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ)
  • คะแนนนิยม “นายกฯ” อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%, อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%, อันดับ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • บัญชีรายชื่อ พรรคอันดับ 1 พรรคประชาชน: 61.15%, พรรคอันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 24.46%, พรรคอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 4.31%
  • ปัจจัยตัดสินใจ อุดมการณ์ 45.18% / นโยบาย 39.73% / ตัวบุคคล 15.09%
  • นโยบายสำคัญ ปากท้อง–หนี้สิน 35.74% / ปฏิรูปการเมือง 32.51% / ปราบทุจริต 17.30% / การศึกษา–สวัสดิการ 6.34% / ฝุ่น-สารพิษ 4.25%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล”
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ศึกเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569: สง่า เพื่อไทย ปะทะ สุธีระพงษ์ บ้านใหญ่ และสุทัศน์ พรรคประชาชน

สนามเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569 ศึกริมโขง–ริมกก วัดพลัง “กระแสพรรค–บ้านใหญ่–การเมืองอุดมการณ์” บนสมรภูมิมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 5 มกราคม 2569 – เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น และบางส่วนของอำเภอแม่จันกับเชียงของ กำลังก้าวสู่หนึ่งในสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของการเลือกตั้งปี 2569 ไม่เพียงเพราะเป็นเขตที่มี “ผู้สมัครมากที่สุด” ของจังหวัดถึง 10 คน แต่เพราะที่นี่คือจุดตัดระหว่างการเมืองระดับชาติ การเมืองบ้านใหญ่ และการเมืองแบบอุดมการณ์ใหม่

เหนือสิ่งอื่นใด เขตนี้ยังเป็นแนวหน้าของปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” จากการทำเหมืองในรัฐฉาน และเงาของโครงการเขื่อนปากแบงบนลำน้ำโขง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย แต่ยังโยงตรงไปถึงระบบประปา การเกษตร และเศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้งจริงจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินว่าใครจะได้ครองเก้าอี้ ส.ส. เขต 7 แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างพลัง “กระแสพรรค” “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” และ “แนวคิดการเมืองใหม่” แบบพรรคประชาชน ใครจะได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นปากเสียงของประชาชนริมโขง–ริมกก ในยุคที่ภัยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจเปราะบาง และความขัดแย้งผลประโยชน์ข้ามพรมแดนซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

เขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ภาพรวม 10 คน บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมโขง

เขต 7 ครอบคลุมพื้นที่หลากหลายทั้งเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการค้าชายแดน และชุมชนเกษตรบนภูเขา ผู้สมัครทั้ง 10 คน ประกอบด้วยหลากหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคใหญ่ พรรคกลาง ไปจนถึงพรรคขนาดเล็ก ได้แก่

  1. ร.ต.อ. ดอน สมควร (หมายเลข 1 – พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 – พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน (หมายเลข 3 – พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (หมายเลข 4 – พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (หมายเลข 5 – พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (หมายเลข 6 – พรรคกล้าธรรม)
  7. น.ส. มิรันตี บุญแก้ว (หมายเลข 7 – พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 8 – พรรคเพื่อไทย)
  9. น.ส. อรทัย บัวศรี (หมายเลข 9 – พรรคประชากรไทย)
  10. นายทนงศักดิ์ ศรีทองจันทร์ (หมายเลข 10 – พรรคเศรษฐกิจ)

แม้บนกระดาษจะมีผู้สมัครถึง 10 ราย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า “ศูนย์ถ่วงหลัก” ในเขตนี้อยู่ที่ “สามตัวเต็ง” หรือ Big Three ได้แก่

  • นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าจากการเลือกตั้งซ่อม
  • นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ตัวแทนบ้านใหญ่สายท้องถิ่น
  • นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ตัวแทนการเมืองแบบอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่

ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น แม้คะแนนอาจไม่ถึงขั้นท้าชิงเก้าอี้โดยตรง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการ “แบ่งเค้กคะแนน” ข้ามกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานเสียงคละกันระหว่างพรรคอนุรักษนิยม พรรคสายรัฐบาลเดิม และคะแนนเชิงบุคคลของผู้สมัครบางราย

สามขั้วอำนาจ “กระแสพรรค – บ้านใหญ่ – การเมืองอุดมการณ์”

การแข่งขันในเขต 7 จึงไม่ได้เป็นแค่การวัดความนิยมตัวบุคคล แต่เป็น “สนามทดสอบสามโมเดลการเมือง” ที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยภาพใหญ่

  1. กระแสพรรค (เพื่อไทย – นายสง่า พรมเมือง)
    พรรคเพื่อไทยครอบครองที่นั่ง ส.ส. เขตนี้มาต่อเนื่อง ผ่านชื่อที่คนคุ้นอย่าง พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ก่อนจะส่งนายสง่า พรมเมือง ลงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 15 กันยายน 2568 และคว้าชัยด้วยคะแนน 43,229 เสียง ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแรงของ “แบรนด์เพื่อไทย” ในพื้นที่เชียงแสน–เชียงของ–แม่จัน แต่ยังสะท้อนอิทธิพลของเครือข่ายการเมืองระดับชาติ นำโดย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกมองว่าเป็น “มือเก๋าการเมืองเชียงราย”
  2. บ้านใหญ่ท้องถิ่น (กล้าธรรม – นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์)
    ในอีกด้าน ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเชียงรายยาวนาน จากฐานในอำเภอเทิงสู่การก้าวขึ้นเป็น “บ้านใหญ่ระดับจังหวัด” ผ่านบทบาทของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองส่วนกลาง ทั้งสายภูมิใจไทยและเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า การที่นายสุธีระพงษ์ หรือ “สจ.เล็ก” ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เขต 7 ในนามพรรคกล้าธรรม จึงมีนัยสำคัญ เป็นการ “ลงสนามใหญ่เต็มตัว” ของบ้านใหญ่เจียงฮาย
  3. การเมืองอุดมการณ์–ระบบทีม (พรรคประชาชน – นายสุทัศน์ ยาละ)
    พรรคประชาชน (ที่ถูกมองว่าเดินรอยต่อจากคลื่นส้มในอดีต) ส่งนายสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครต่อเนื่อง หลังเคยคว้าอันดับสองในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ปี 2568 เบื้องหลังคือความพยายาม “ยึดพื้นที่การเมืองโดยใช้แนวคิดอุดมการณ์” ผสานกับ “เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่” ผ่านทีมงานที่หลายคนมีพื้นฐานการทำงานภาคประชาชนและท้องถิ่นร่วมกัน

สนามนี้จึงถูกจับตาในฐานะ “ห้องทดลองการเมือง” ว่าโมเดลใดจะตอบโจทย์ประชาชนริมโขง–ริมกก ได้มากกว่ากัน ในยุคที่ประชาชนไม่ได้มองแค่สีพรรค หรือชื่อบ้านใหญ่ แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “ใครจะจัดการกับปัญหามลพิษ น้ำกินน้ำใช้ และอนาคตลูกหลานได้จริง”

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระเลือกตั้ง

ประเด็น “มลพิษข้ามพรมแดน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของศึกเลือกตั้งเขต 7 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลที่ชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมติดตาม พบว่าการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีสารโลหะหนัก เช่น สารหนูและแบเรียม ปรากฏในลำน้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ในลำน้ำโขงเองก็มีแรงกดดันจากการพัฒนาเขื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงโดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบงใน สปป.ลาว

สำหรับชาวบ้านริมกก–ริมโขง ความกังวลจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม หากเกี่ยวข้องกับคำถามง่าย ๆ แต่หนักหนา เช่น

  • น้ำที่ใช้ผลิตประปา “ปลอดภัยจริงหรือไม่”
  • หากเขื่อนปากแบงเดินหน้าเต็มที่ น้ำโขงที่ไหลเอ่อกลับจะทำให้ที่ดินริมน้ำเสียหายมากเพียงใด
  • ใครจะรับผิดชอบ หากผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านและการเกษตรกลายเป็นความจริง

ข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชน คือ การผลักดันให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐเร่งหา “แหล่งน้ำดิบใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าน้ำโขง–น้ำกกสำหรับการผลิตน้ำประปา รวมทั้งจัดตั้งระบบกรองตะกอนพิษที่ได้มาตรฐานจริง ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราว

ในบริบทนี้ ผู้สมัครที่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไรได้บ้างบนเวทีสภาไทย” เพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งการทูตพหุภาคี สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านน้ำ ย่อมได้รับการจับตาเป็นพิเศษ

นายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน เน้นสื่อสารเรื่อง “การเจรจาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” และการผลักดันระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้า ขณะที่นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย มีจุดแข็งด้านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายรัฐต่อรัฐ (G2G) และการผลักดันนโยบายระดับกระทรวง ส่วนบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ของนายสุธีระพงษ์ วางน้ำหนักไปที่ “การทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่

การที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกยกขึ้นมาเป็น “วาระหลัก” แทนที่จะเป็นเพียงวาระรองของการหาเสียง จึงเป็นสัญญาณว่าการเมืองชายแดนเหนือกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่เสียงของแม่น้ำและภูเขามีน้ำหนักไม่แพ้ถนนและสะพาน

บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ โมเดล “เขียว–น้ำเงิน” ฝ่ากระแสแดง–ส้ม

หนึ่งในจุดที่ทำให้เขต 7 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือบทบาทของ “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ที่เลือก “กระจายความเสี่ยง” ทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • ในเขต 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม
  • ในเขต 5 “ส.ส.โอ” รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ เครือญาติเดียวกัน ยังคงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ลงสนามล้างตาคู่ปรับเก่าจากเพื่อไทย

การวางตำแหน่งเช่นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ “เขียว–น้ำเงิน” คือใช้ทั้งพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกลาง เพื่อลดความเสี่ยงการแพ้แบบเหมาเขตให้กับ “แดง–ส้ม”

ตลอดสองปีที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของบ้านใหญ่เชียงรายปรากฏชัดในเวทีส่วนกลาง เมื่อ “ส.ส.โอ” ได้เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางลงพื้นที่เชียงรายอย่างถี่ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับเขต 7 นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า หากนายสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่าย ส.อบจ. เทศบาล และกลไกท้องถิ่นที่สั่งสมมาระยะยาว เข้าไปตัดตอนคะแนนในชุมชนสำคัญและหมู่บ้านชายแดน การเมืองรูปแบบ “บ้านใหญ่ผสานพรรคกลาง” อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการฝ่าแรงกดดันจากกระแสพรรคใหญ่และคลื่นการเมืองอุดมการณ์ในภาคเหนือตอนบน

สง่า พรมเมือง แชมป์เก่ากับภารกิจป้องกันเขตเดิม

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามระดับชาติ แต่มีเส้นทางการเมืองที่โยงแน่นกับพื้นที่เชียงแสน

เขาเริ่มจากการเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอำเภอเชียงแสน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ. สมัยแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จากนั้นไม่นาน พรรคเพื่อไทยตัดสินใจ “ดันขึ้นสนามใหญ่” โดยส่งเขาลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

ผลที่ออกมา สง่า พรมเมือง คว้าชัยชนะด้วยคะแนน 43,229 คะแนน รักษาเก้าอี้เขตเดิมของพรรคเพื่อไทยไว้ได้ หลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

ด้านพื้นฐานการศึกษาและวิชาชีพ นายสง่าจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านบทบาทผู้บริหารในบริษัทด้านการเกษตรและโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในพื้นที่ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทำงานด้านการตรวจสอบการทำงานของตำรวจใน สภ.เชียงแสน และบทบาทในสโมสรโรตารีเชียงแสน

จุดขายสำคัญของเขาคือ “การเข้าใจพื้นที่ชายแดนในฐานะคนทำงานจริง” และ “การเชื่อมโยงปัญหาเกษตร–การค้า–คมนาคม” เข้ากับโครงสร้างนโยบายระดับชาติของพรรค ชูแนวคิดแก้หนี้เกษตรกร และการพัฒนาระบบท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ริมโขงให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี การเป็น “แชมป์เก่า” ก็หมายถึงการถูกจับจ้องมากที่สุดเช่นกัน ทั้งจากผู้สมัครคู่แข่งและจากฐานเสียงที่ต้องการเห็น “ผลงานจับต้องได้” ในระยะเวลาไม่นานหลังการเลือกตั้งซ่อม

สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากเวที อบจ. สู่การสอบใหญ่ในสภาฯ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ หรือ “สจ.เล็ก” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม คืออีกหนึ่งตัวละครสำคัญในสมรภูมิเขต 7

เดิมทีเขาทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นมานาน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา อบจ. เชียงราย ทำให้มีประสบการณ์ตรงกับการบริหารงบประมาณ การกระจายทรัพยากร และการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ–ตำบลอย่างใกล้ชิด

ความเป็น “น้องชาย” ของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ตัวแทนบ้านใหญ่” ที่ได้เปรียบด้านเครื่องมือ–เครือข่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการในหลายเขต

การเลือกลงในนามพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สะท้อนจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ว่า “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ต้องการยืนอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงทั้งพรรคในรัฐบาลกลาง และเครือข่ายท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้าง “สะพานอำนาจ” จากกรุงเทพฯ สู่ชายแดนแม่น้ำโขง

สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย คำถามสำคัญคือ หากสุธีระพงษ์ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เขาจะสามารถ “แปลงอำนาจท้องถิ่น” ที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรองในสภาฯ” เพื่อผลักดันงบประมาณ–โครงการพัฒนาที่ตอบโจทย์ปากท้องและสิ่งแวดล้อมของเขต 7 ได้มากน้อยเพียงใด

สุทัศน์ ยาละ การเมืองรุ่นใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์

ในอีกมุมหนึ่ง นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาชน เป็นภาพแทนของ “การเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบทีมและข้อมูล” มากกว่าการพึ่งพาบ้านใหญ่หรือแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว

สุทัศน์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เขาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในจังหวัดเชียงราย

ประสบการณ์ทำงานของเขาเชื่อมโยงทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ เช่น การเป็นคณะกรรมการภาคประชาชนประจำสำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ และที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหล่ายงาว

การลงสมัครในนามพรรคประชาชน ทำให้เขากลายเป็น “ตัวแทนสายอุดมการณ์” ที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงชายแดน

แม้ผลเลือกตั้งซ่อมปี 2568 เขาจะแพ้ให้กับนายสง่าอย่างขาดลอย แต่การได้อันดับสองในเมื่อเผชิญทั้ง “กระแสพรรคใหญ่” และ “บ้านใหญ่” ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากสามารถต่อยอดการทำงานภาคสนามและใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ฐานคะแนนของเขาอาจขยายตัวในระยะยาว

บทเรียนจากเลือกตั้งซ่อม 2568 ตัวเลข 43,229 เสียงที่ทุกฝ่ายต้องอ่าน

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 7 เมื่อ 15 กันยายน 2568 เกิดขึ้นหลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. โดยเขตเลือกตั้งในครั้งนั้นประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.บุญเรือง) และ อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้)

ผลการเลือกตั้งที่นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ชนะด้วยคะแนน 43,229 เสียง ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของบุคคล แต่เป็น “ดัชนีชี้วัด” หลายประเด็น

  • ฐานเสียงดั้งเดิมของเครือข่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช ในอำเภอเชียงแสน เชียงของ และแม่จัน ยังแข็งแรงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความพยายามของบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ที่เคยเสนอชื่อ “สจ.เอ” วสุพล จตุรคเชนทร์เดชา ให้พรรคส้ม (ก่อนมาเป็นพรรคประชาชน) ลงสมัครในเขตนี้ สะท้อนว่าบ้านใหญ่ “เล็งเขต 7 มานานแล้ว” แม้สุดท้ายพรรคจะเลือกสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครแทน
  • การแพ้ของสุทัศน์ในนามพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่า “การเมืองอุดมการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ” ในพื้นที่ที่โครงสร้างบ้านใหญ่และเครือข่ายพรรคใหญ่ฝังรากลึก แต่ก็ยังสร้างฐานรับรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนได้ระดับหนึ่ง

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลข 43,229 จึงไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็น “จุดอ้างอิง” ที่ทุกฝ่ายใช้วางสมมติฐาน ตั้งแต่การวางแผนแบ่งเขตการลงพื้นที่ การเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย ไปจนถึงการกำหนดสโลแกนหาเสียงในแต่ละอำเภอ

เดิมพัน 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศึกที่มากกว่าแค่เก้าอี้เดียว

แม้เขต 7 จะมีเพียง 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเชิงการเมืองระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “นัยสำคัญ” หลายด้าน

  • หาก พรรคเพื่อไทย รักษาเก้าอี้ไว้ได้ จะเป็นสัญญาณว่า “กระแสพรรคใหญ่” ยังเหนียวแน่นในภาคเหนือตอนบน แม้จะถูกท้าทายทั้งจากบ้านใหญ่และพรรคอุดมการณ์ใหม่
  • หาก บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ผ่านนายสุธีระพงษ์ สามารถ “เจาะเขต 7” สำเร็จ โมเดลบ้านใหญ่ + พรรคกลาง–รัฐบาล อาจกลายเป็นต้นแบบในการขยายอิทธิพลสู่เขตอื่นในอนาคต
  • หาก พรรคประชาชน ผ่านนายสุทัศน์ สามารถเบียดเข้าชนะได้ จะเป็น “จุดพลิกประวัติศาสตร์” ที่แสดงว่า การเมืองเชิงอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่สามารถเอาชนะทั้งกระแสพรรคใหญ่และบ้านใหญ่ในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขต 7 ยังอยู่ในบริบทของสนามเชียงรายทั้งจังหวัด ที่แชมป์เก่ามาจาก “คู่แดง–ส้ม” โดยการเลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อไทยกวาด 4 ที่นั่ง และพรรคในสายส้มกวาด 3 ที่นั่ง การที่บ้านใหญ่ลงเล่นสนามใหญ่เต็มตัวในรอบนี้ จึงเป็นเหมือนการ “ตอกเสาเข็ม” ท้าทายสมดุลเดิมของจังหวัดโดยตรง

เสียงริมโขง–ริมกก จะกำหนดทิศการเมืองเหนืออย่างไร

เมื่อมองจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับหมู่บ้าน เสียงของประชาชนในเขต 7 ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขคะแนน” แต่คือการแสดงจุดยืนต่อคำถามสำคัญ 3 ข้อ

  1. พวกเขาเชื่อมั่นใน “พรรคใหญ่ที่เคยพิสูจน์ผลงานในอดีต” มากน้อยเพียงใด
  2. พวกเขายังเห็นว่าบ้านใหญ่ท้องถิ่นที่รู้ทางน้ำ–ทางดอย มีความจำเป็นต่อการจัดการปัญหาปากท้องและโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
  3. พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ “การเมืองแบบอุดมการณ์–โปร่งใส–ระบบทีม” แค่ไหน ในสังคมที่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก จึงไม่ใช่เพียงสมรภูมิของเรือประมง หรือนาข้าวริมตลิ่ง แต่กลายเป็นสมรภูมิของ “แนวคิดการเมือง” ที่กำลังปะทะกันอย่างเข้มข้นระหว่างรุ่นเก่า–รุ่นใหม่ ระดับชาติ–ท้องถิ่น และผลประโยชน์–สิ่งแวดล้อม

เมื่อประชาชนในอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น แม่จัน และเชียงของ เดินเข้าสู่คูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใบลงคะแนนหนึ่งใบของแต่ละคน จึงเป็นมากกว่าการเลือกชื่อคน ๆ เดียว หากเป็นการเลือก “โมเดลอนาคต” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบนไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร

  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY TOP STORIES

เจาะลึกแผนพัฒนา 5 ปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกระดับสู่ Smart Airport และประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของธุรกิจการบินและแรงกดดันให้สนามบินทั่วโลกยกระดับ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 –  “สนามบินอัจฉริยะ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มองว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” หากแต่กำลังวางยุทธศาสตร์ 5 ปีเพื่อยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายท่าอากาศยานในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มุ่งสู่มาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก ทั้งด้านผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ในเวลาเดียวกัน ระดับส่วนกลาง AOT ก็กำลังอยู่ในช่วง “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ขนานใหญ่ ทั้งในมิติการลงทุน โครงสร้างรายได้ การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนมาถึงสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายโดยตรงจากระดับรันเวย์ที่แม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่ห้องประชุมบอร์ด AOT และมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ก่อนกลับมาคลี่ให้เห็นว่า สนามบินจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือแห่งนี้กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของจิ๊กซอว์ “การบินไทยบนเวทีภูมิภาค” อย่างไร

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

“ปัจจุบันเรายังมี Capacity อีกมาก โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบ Direct Flight ทั้งขนาดเครื่องและจำนวนเที่ยวบิน เราเปิด 24 ชั่วโมง เป็นสนามบินนานาชาติพร้อมให้บริการตลอดเวลา” นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ย้ำภาพรวมการดำเนินงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในช่วงต้นปี 2569

ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันที่เคยอยู่ในระดับ “ห้าพันปลาย ๆ” กำลังก้าวขึ้นแตะ “เจ็ดพันคนต่อวัน” สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเชียงราย และศักยภาพของสนามบินในการรองรับนักเดินทางเพิ่มเติมได้อีกพอสมควร

เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายเชิงท่องเที่ยวธรรมชาติ หากแต่เริ่มขยับบทบาทสู่ “เมืองอีเวนต์ระดับภูมิภาค” มากขึ้น กิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล “Chiangrai Road Classic 2025” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอีเวนต์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศตัวเป็น “ด่านแรกของการต้อนรับ” นักปั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยสนามบินยืนยันความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การขนส่งอุปกรณ์กีฬา และการดูแลด้านความปลอดภัย

ในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย สนามบินแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแกนกลาง” ของเศรษฐกิจจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว การค้า การลงทุน หรือแม้แต่โลจิสติกส์ชายแดนที่เชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

แผน 5 ปี ขยายเทอร์มินอล–รันเวย์–ระบบเชื่อมต่อ คิดล่วงหน้าให้ไกลกว่าการท่องเที่ยว

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย วันนี้อยู่ใน “ปีแรก” ของแผนพัฒนา 5 ปีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตโดยตรง

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อธิบายว่า แผนดังกล่าวเริ่มต้นจาก “การจ้างออกแบบ” ทั้งในส่วนหน้า (Landside/Terminal) และส่วนเขตการบิน (Airside) เพื่อให้การลงทุนในระยะถัดไปตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสารและอากาศยานอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของแผนมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่
    • ท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการออกแบบเทอร์มินอลใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว
    • แนวคิดการออกแบบจะเน้น “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐานที่ AOT และสมาคมสนามบินนานาชาติ (ACI) กำหนด
  2. การขยายเขตการบิน (Airside Expansion)
    • มีแผนขยายทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) เพื่อรองรับทั้งเครื่องบินขนาดใหญ่และจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
    • การจัดสรรหลุมจอดจะคำนึงถึงศักยภาพรองรับอากาศยานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเครื่องบินขนส่งสินค้า (เช่น แบบ B767-300SF) ที่อยู่ในแผนหารือกับสายการบินคาร์โก
  3. การเชื่อมต่อ “บก–ราง–อากาศ”
    • แม้โครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงตัวสนามบินโดยตรง แต่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ ระบบราง และท่าอากาศยานให้ “ราบรื่นไร้อุปสรรค” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า
    • เป้าหมายคือทำให้การเดินทางระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยวหลัก และสนามบินเกิดความต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แผนพัฒนา 5 ปีของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จึงไม่ใช่แค่การ “ขยายให้ใหญ่ขึ้น” แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับบทบาทที่กำลังเปลี่ยนจากสนามบินท่องเที่ยวปลายทาง สู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของโครงข่ายการบินและโลจิสติกส์ในภาคเหนือ

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

Smart & Green Airport เมื่อเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด กลายเป็นภารกิจหลัก

ในโลกสนามบินยุคใหม่ มาตรฐานไม่ได้วัดจาก “จำนวนเที่ยวบิน” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความฉลาด” และ “ความเขียว” ของการบริหารจัดการด้วย แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถูกบูรณาการเข้าอยู่ในโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมของ ACI และนโยบายลดคาร์บอนของ AOT อย่างเต็มตัว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ระบุว่า สนามบินมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และออกแบบอาคารใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เราอยู่ในโปรแกรมของ ACI ในการลด Carbon Footprint และลดการใช้พลังงาน ระยะยาวเรามีแผนติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม และออกแบบอาคารใหม่เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน” เขาอธิบายภาพรวมเชิงสิ่งแวดล้อมของสนามบิน

ในมิติ “Smart Airport” หลังโควิด-19 ท่าอากาศยานในเครือ AOT รวมถึงแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้นำระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) และคีออสสำหรับ Self Check-in มาใช้จริงแล้ว

  • ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนใช้งาน Biometrics สามารถเช็คอินและเดินผ่านจุดตรวจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนทุกด่าน
  • ระบบนี้ช่วยลดเวลาแออัดหน้าเคาน์เตอร์ และทำให้ผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าและค่ำสามารถ “ไหลผ่านระบบ” ได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สนามบินขนาดไม่ใหญ่เช่นแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สามารถ “ยืดขีดความสามารถเชิงคุณภาพ” ให้ทัดเทียมสนามบินเมืองใหญ่ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพอยู่ก็ตาม

ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น ซ้อมแผน–บูรณาการทุกหน่วยงานรับเทศกาลปีใหม่

อีกหนึ่งมิติที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คือ “ความปลอดภัย” ในเขตสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
  • กองบังคับการท่องเที่ยว 2 (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2)

เพื่อฝึกซ้อมการตรวจพบ “วัตถุต้องสงสัย” ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยาน โดยมุ่งยกระดับความพร้อมทั้งด้านแผนเผชิญเหตุ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในสถานการณ์จริง

การซ้อมแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียง “พิธีการตามระเบียบ” แต่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีปริมาณการเดินทางหนาแน่น
  2. ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุ และลดความสับสนในการสั่งการ
  3. ยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลักของประเทศในเครือ AOT

ด้านจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ำว่า จังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งด้านความปลอดภัย การคมนาคม และการบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยตั้งเป้าสร้าง “ความประทับใจและความอุ่นใจ” ให้ผู้มาเยือนทุกคน

CEI สู่ Cargo Hub ภูมิภาค ดีล K-Mile Air และโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์เหนือ

หาก “ผู้โดยสาร” คือภาพที่ประชาชนทั่วไปเห็นชัดที่สุด การ “ขนส่งสินค้า” หรือ Cargo กลับเป็นอีกเส้นเลือดหนึ่งของสนามบินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 ผู้อ่านในแวดวงการบินจับตาเป็นพิเศษเมื่อ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ และทีมงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) ซึ่งถือเป็น “สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศรายแรกของไทย” ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าด่วนพิเศษ และให้บริการเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็น “ฐานปฏิบัติการบิน (Base)” สำหรับเครื่องบินคาร์โก รวมถึงการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกหลายมิติ เช่น

  • พื้นที่ลานจอดอากาศยานสำหรับเครื่องบินแบบ B767-300SF
  • ความพร้อมด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน
  • การให้บริการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดสรรพื้นที่สำนักงานและพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) ในโซนที่ใกล้หลุมจอด เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air ต่างแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสนามบิน ว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการบินและการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในอนาคตได้

หากดีลนี้เดินหน้าเต็มตัว เชียงรายจะไม่ได้เป็นเพียง “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” แต่จะได้รับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประตูขนส่งสินค้าทางอากาศ” เชื่อมโยงสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าโลจิสติกส์จากภาคเหนือออกสู่ตลาดภูมิภาค

MRO และห่วงลงทุน โปรเจ็กต์ใหญ่ที่ยังต้องการ “จังหวะและความเชื่อมั่น”

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในพื้นที่สนามบินเชียงราย

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการ MRO ยังอยู่ในช่วง “เดินต่อ” แต่ต้องเผชิญแรงเหวี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใน 7–8 เดือนข้างหน้า โครงการจะสามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างได้อีกครั้ง หากทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโมเดลธุรกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงมีความคุ้มค่าเพียงพอ

สำหรับเชียงราย การมีศูนย์ MRO อยู่ในพื้นที่ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้าง “งานทักษะสูง” ให้กับแรงงานท้องถิ่น และช่วยผลักดันจังหวัดให้กลายเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการบินของภาคเหนืออย่างแท้จริง

AOT บนเวทีตลาดทุน เมื่อสนามบินเชียงรายอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ใหญ่

แม้เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เชียงราย แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ของ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (ปิดสมุดทะเบียนเดือนธันวาคม 2568) สะท้อนว่า AOT ยังคงเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างมาก

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ AOT ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง – 10,000,000,000 หุ้น (70.00%)
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด – 468,872,380 หุ้น (3.28%)
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง – 345,959,000 หุ้น (2.42%)
  4. สำนักงานประกันสังคม – 195,775,520 หุ้น (1.37%)
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED – 171,637,725 หุ้น (1.20%)

ที่น่าสังเกตคือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น AOT จาก 1.26% (สิ้นปี 2567) เป็น 2.42% ในสิ้นปี 2568 หรือเกือบ “เท่าตัว” แม้ในช่วงเดียวกัน ราคาหุ้น AOT จะปรับตัวลดลงประมาณ 7.56% สะท้อนมุมมองว่า กองทุนดังกล่าวมอง AOT เป็นสินทรัพย์ที่ควร “สะสมในระยะยาว” มากกว่าการมองเพียงความผันผวนระยะสั้นของราคา

นอกจากวายุภักษ์แล้ว ผู้บริหาร AOT ยังระบุว่า มีกองทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กองทุนแห่งชาติจากฮ่องกง” เดินทางเข้าพบเพื่อขอรับฟังข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของบริษัทโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับท่าอากาศยานระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้าง Synergy เพื่อเติบโตร่วมกัน

ในด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น เอเซียพลัส และ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า AOT มีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญคือ

  • การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายน 2569
  • การเจรจาสัมปทาน Duty Free และผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ดีกว่าคาด
  • ปริมาณผู้โดยสารในเครือสนามบินทั้ง 6 แห่งที่เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินโลก

บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิของ AOT ในปีงบประมาณ 2568/2569 อาจแตะระดับ 22,000 ล้านบาท และเร่งตัวต่อไปที่ราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569/2570 หากสมมติฐานด้าน PSC และ MG เดินตามแผน

แม้ฝ่ายวิเคราะห์บางแห่งให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายราว 50–55 บาทต่อหุ้น แต่สำหรับสนามบินอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาหุ้นในกระดาน หากคือ “ความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในระดับบริษัทแม่

วิสัยทัศน์ใหญ่ของ AOT และแรงสะเทือนมาถึงสนามบินเชียงราย

ในระดับกลยุทธ์องค์กร AOT กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพบริการ ความเป็นสนามบินอัจฉริยะ และความยั่งยืนทางรายได้ เป้าหมายสำคัญสามารถสรุปได้ 4 ประการ ได้แก่

  1. สนามบินในเครือ AOT ต้องเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก มีการให้บริการที่ดีเยี่ยม
  2. เป็นสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. เป็นบริษัทที่มีรายได้ยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือในตลาดทุน
  4. มีธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และคุณธรรมในการดำเนินงาน

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ AOT เคยระบุว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “Classical Model ทางธุรกิจ” คือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จำเป็นต้อง “Transform ทั้งองค์กร” ให้คล่องตัว โปร่งใส และสามารถลงทุนอย่างฉลาด (Smart Investment) เพื่อรองรับ Demand ผู้โดยสารในอนาคต

สำหรับแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แนวนโยบายเช่นนี้หมายความว่า

  • สนามบินต้องยกระดับคุณภาพบริการให้สะท้อนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร (Customer Experience) และมาตรฐาน ACI / ASQ / Skytrax
  • การลงทุนทุกโครงการ ตั้งแต่ขยายเทอร์มินอล ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ไปจนถึงโครงการ MRO และฐานคาร์โก ต้องพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ส่วนกลาง และศักยภาพเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย
  • สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายต้องบริหาร “รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน” (Aero) และ “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน” (Non-Aero) ให้สมดุล ทั้งจากสัมปทานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสนามบิน

ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ในสถานะ “สนามบินเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่” เพราะทุกก้าวเดินไม่ได้สะท้อนเพียงตัวจังหวัด หากสะท้อนความพยายามของทั้งองค์กร AOT ในการยืนหยัดอยู่ในตำแหน่ง “Aviation Hub ระดับภูมิภาค” ของไทยในระยะยาว

เชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทย สนามบินหนึ่งแห่ง เชื่อมสามระดับความหมาย

หากจัดสัดส่วนภาพรวมของเรื่องนี้ตามกรอบการมอง 3 ระดับ จะเห็นบทบาทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ระดับจังหวัดเชียงราย
    • สนามบินคือ “เส้นเลือดหลัก” ของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และกิจกรรมอีเวนต์ระดับนานาชาติ
    • แผนพัฒนา 5 ปี การเตรียมฐานคาร์โก และโครงการ MRO สะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของภาคเหนือ
  2. ระดับภาคเหนือและอนุภูมิภาค
    • CEI เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของโครงข่ายสนามบินในภาคเหนือ ร่วมกับสนามบินหลักอื่นของ AOT
    • หากฐานคาร์โกและศูนย์ซ่อมบำรุงเดินหน้า เชียงรายมีโอกาสกลายเป็น “หลังบ้านโลจิสติกส์” ที่รองรับสินค้าและบริการจากจังหวัดรอบข้าง และประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  3. ระดับประเทศและตลาดทุน
    • ผลการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ AOT ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาในสนามบินภูมิภาค
    • ความสนใจของกองทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น AOT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยในระยะยาว

สนามบินที่เปิด 24 ชั่วโมง กับคำถาม 5 ปีข้างหน้าของเชียงราย

ในวันนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังคงเปิดไฟส่องรันเวย์ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเที่ยวบินที่อาจมาถึงได้ทุกเวลา ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 7,000 คน บอกเราอย่างหนึ่งว่า เชียงรายไม่ได้อยู่ชายขอบแผนที่การเดินทางอีกต่อไป

แผน 5 ปีในการขยายเทอร์มินอลและรันเวย์ โครงการ Smart & Green Airport การเจรจากับ K-Mile Air เรื่องฐานคาร์โก และโครงการ MRO ที่รอจังหวะกลับมาดำเนินการ ล้วนเป็นภาพ “อนาคต” ที่กำลังถูกออกแบบอยู่บนฐานของ “ปัจจุบัน” ที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

คำถามสำคัญในช่วง 5 ปีจากนี้คือ

  • เชียงรายจะสามารถแปร “วิสัยทัศน์บนเอกสาร” ให้กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง” ได้มากน้อยเพียงใด
  • ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากการยกระดับสนามบินครั้งนี้
  • และในวันที่ AOT ก้าวสู่การเป็นองค์กรใน Classical Model ที่ต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ สนามบินเชียงรายจะถูกมองเป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาส” ของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ยืนรอผู้โดยสารอย่างเงียบงัน หากกำลังก้าวออกไป “เชื้อเชิญสายการบินใหม่ โอกาสใหม่ และบทบาทใหม่” เข้ามาเชื่อมต่อกับรันเวย์ของจังหวัดเชียงราย – จังหวัดเหนือสุดของไทยที่กำลังขยับเข้าใกล้จุดตัดสำคัญของการบิน การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียยนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับทิศทางสนามบินปี 2569 แผนพัฒนา 5 ปี การบริหาร Capacity ผู้โดยสาร และการนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air Company Limited)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

สรุป 10 คดีทุจริตแห่งปี 2568 จากอาคาร สตง. ถล่ม ถึงส่วยเว็บพนัน และบททดสอบกระบวนการยุติธรรมไทย

เจาะลึก 10 ข่าวคอร์รัปชัน 2568 พร้อม 3 เรื่องใหญ่ปี 69 ปลุกกระแสเลือกตั้งไทยไม่เอาคนโกง


เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาสรุปภาวะเศรษฐกิจ การเมือง หรือทิศทางประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่สังคมไทยต้องย้อนมอง “บาดแผลเรื้อรัง” เรื่องเดิมที่ยังไม่หาย นั่นคือปัญหาคอร์รัปชันซึ่งไม่ได้เกิดเป็นรายคดีโดดๆ อีกต่อไป หากขยายตัวเป็น “เครือข่ายผลประโยชน์” เชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ และทุนเทาข้ามชาติอย่างแนบแน่น

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จึงรวบรวม “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เพื่อชวนสังคมทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตผู้คน ระบบราชการ และหลักนิติรัฐไทย พร้อมชี้ให้เห็น “3 เรื่องใหญ่” ที่ยังค้างคาและต้องติดตามต่อในปี 2569 และย้ำว่าทางออกหนึ่งที่ประชาชนยังมีอยู่ในมือ คือ “1 สิทธิ์เลือกตั้ง” ที่สามารถใช้เพื่อไม่เอาคนโกงกลับเข้ามาบริหารบ้านเมืองอีก

บทความข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงจากข้อสังเกตของ ACT เพื่อให้เห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียดของแต่ละกรณีอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสำหรับสังคมในปีต่อไป

ปีแห่ง “การโกงเป็นเครือข่าย” และความเชื่อมั่นที่ถดถอย

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อธิบายผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ขององค์กรว่า ปี 2568 เป็นปีที่ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ในระดับ “คนโกงคนเดียว” หรือ “เจ้าหน้าที่บางราย” หากแต่ปรากฏชัดว่าเป็น “การโกงเป็นเครือข่าย” ที่อาศัยอำนาจรัฐและช่องโหว่กฎหมายเป็นเกราะกำบัง

เขาชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการอาวุโส สมาชิกวุฒิสภา และกรรมการองค์กรอิสระจำนวนไม่น้อย กลับกลายเป็น “ภาระ” ของบ้านเมืองมากกว่าจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การต่อต้านคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน

คำเตือนดังกล่าวสะท้อนผ่าน 10 ข่าวสำคัญที่ ACT หยิบยกขึ้นมา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัยสาธารณะ ระบบศาสนา ระบบสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ไปจนถึงธุรกิจผิดกฎหมายที่บั่นทอนโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง

1.อาคาร สตง. ถล่ม – โศกนาฏกรรม 86 ศพที่ยังไร้คำตอบ

คดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดของปี 2568 ทั้งในมิติความสูญเสียและคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของรัฐ อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 86 ราย และความเสียหายทางทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภายหลังกลับไม่ปรากฏ “ตัวผู้บงการ” หรือสาเหตุแท้จริงอย่างเปิดเผย รายงานสอบสวนอย่างเป็นทางการยังคงถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรัฐบาล ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย และความน่าเชื่อถือของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่ ป.ป.ช. ใช้เป็นเครื่องมือวัดหน่วยงานรัฐ

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคดีที่มีทั้ง “เลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน” ยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบของรัฐย่อมถดถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.วิกฤตศรัทธาในวงการสงฆ์ – เมื่อเงินวัดกลายเป็นสนามโกง

ข่าวพระระดับเจ้าคุณและพระชื่อดังถูกกล่าวหาเรื่องโกงเงินวัด เป็นอีกหนึ่งคดีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธุชนอย่างหนัก โดยเฉพาะคดี “สีกากอล์ฟ” ซึ่งมีพระระดับเจ้าคุณถูกดำเนินคดีถึง 13 รูป ภายในช่วงเวลาราว 3 ปี ความเสียหายที่ตรวจสอบได้มีมูลค่าราว 385 ล้านบาท

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเปิดปฏิบัติการ “ปูพรมไล่จับ” พระและผู้เกี่ยวข้องอีก 181 ราย โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำให้สังคมมองเห็นว่าการโกงเงินวัดไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางศาสนาและการกำกับดูแลของภาครัฐ

สำหรับประชาชนผู้มีศรัทธา วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงสะเทือนใจในฐานะพุทธศาสนิกชน แต่ยังทำให้ตั้งคำถามว่า “เงินทำบุญ” และทรัพย์สินส่วนรวมที่มอบให้วัดเพื่อสาธารณประโยชน์ ถูกใช้ไปในทิศทางใด และระบบตรวจสอบทางการเงินของวัดมีความเข้มแข็งเพียงพอหรือไม่

3.ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้าน – เงามืดทุนเทากับรัฐไทย

การยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย 3 กลุ่ม ที่มีมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท และมีชื่อที่ถูกสงสัยเชื่อมโยงกับ “ยิม เลียก – เบน สมิธ – ก๊ก อาน – เฉิน จื้อ” เป็นข่าวที่สะท้อนมิติใหม่ของคอร์รัปชันไทยในยุคทุนข้ามชาติ

นอกจากขนาดของทรัพย์สินที่ถูกยึดแล้ว เรื่องนี้ยังได้สร้างกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาพถ่ายและความเชื่อมโยงกับบุคคลมีชื่อเสียงถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง สังคมจึงตั้งคำถามว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์” เชื่อมโยงกับใครในแวดวงการเมือง ข้าราชการ และธุรกิจระดับบนของไทยมากน้อยเพียงใด

ACT ประเมินว่า กรณีนี้ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องส่วนลึกระหว่าง “ส่วยสินบนของตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย” กับทุนเทาระดับโลก ซึ่งมีผลให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อความเสียหายรวมถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่กลไกรัฐจำนวนไม่น้อยยังอ่อนแอ เลือกปฏิบัติ และเต็มไปด้วยความลับ

4.ขบวนการทุจริตยาในโรงพยาบาล – เมื่อความป่วยไข้กลายเป็นช่องทางโกง

กรณีการทุจริตยาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ซึ่งถูกเปิดโปงว่าเป็นขบวนการที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี มีแพทย์และผู้ร่วมขบวนการกว่า 20 คน และสร้างความเสียหายราว 80 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งข่าวที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของประเทศ

กรณีนี้ถูกเปิดเผยโดยหญิงผู้หนึ่งซึ่ง ACT เรียกว่า “ผู้กล้า” เนื่องจากเธอใช้เวลากว่า 2 ปีในการรวบรวมหลักฐาน ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คดีจะเริ่มถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีข่าวอื่นๆ ที่ย้ำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กรณีแพทย์ตำรวจหรือ “หมอแอร์” เกี่ยวข้องกับการค้ายา รวมถึงข่าวแพทย์ทหารฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอมให้ผู้ป่วย

ACT ชี้ว่า การโกงยาและงบประมาณด้านสาธารณสุขเช่นนี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคุณภาพบริการของระบบบัตรทองและโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งที่กำลังขาดเงินหมุนเวียน

5.คดีอดีตนายกฯ ติดคุกจริงหลัง “คุกทิพย์” – บททดสอบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม

ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำ และเกิดข้อสงสัยของสังคมต่อการปฏิบัติที่แตกต่างจากนักโทษทั่วไป ทั้งการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน การใช้ดุลพินิจของกรมราชทัณฑ์ และการตีความกฎหมายที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใกล้ชิดอำนาจ

ภายหลัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ACT มองว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างของ “การบิดเบือนกฎหมายและความจริง” ที่ทำลายความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตานานาชาติและประชาชนในประเทศ

6.คดีรับส่วยเว็บพนันออนไลน์ – รอยด่างในเครื่องแบบตำรวจ

ข่าวการชี้มูลความผิด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวกกว่า 200 นาย ในข้อหารับเงินจากขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์ ถือเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ของปีในมิติ “ความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจ”

คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่ง ACT ระบุว่าเป็น “ข่าวมัวหมองที่สุดของวงการตำรวจในรอบปี” และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “หากผู้บังคับใช้กฎหมายเองยังถูกกล่าวหาว่ารับส่วย ประชาชนจะพึ่งใครได้?”

เมื่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจสั่นคลอน ย่อมกระทบต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งในด้านความปลอดภัย ทรัพย์สิน และความเชื่อในคำว่า “กฎหมายเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน”

7.คดีงบประมาณของอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร – ภาพสะท้อนการใช้งบเอื้อพื้นที่ตัวเอง

อีกคดีที่ถูกจับตาคือกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเสนอและผลักดันงบประมาณโครงการที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ของตนเอง รวมมูลค่า 443 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568

ACT ระบุว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในรัฐสภาไทย หากแต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยถูกตรวจสอบจนกลายเป็นคดี ทำให้งบประมาณแผ่นดินกระจุกตัวในบางพื้นที่และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ กรณีนี้จึงถือเป็น “คดีตัวอย่าง” ที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นของการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจัง

8.สำนักงานประกันสังคม – ความกังวลต่อกองทุนที่คนทำงานฝากชีวิตไว้

ข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักงานประกันสังคมในปี 2568 ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำปฏิทินปีละกว่า 50 ล้านบาท การซื้อตึกเก่ามูลค่า 7,000 ล้านบาทที่ถูกมองว่าแพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว การจัดจ้างพัฒนาแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาท และกรณีการพยายามขายหุ้นบริษัท บางจาก ให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง

ในสายตา ACT เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวฉาว” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะทรัพย์สินของสำนักงานประกันสังคมคือ “หลักประกันชีวิตและสุขภาพของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน” ที่ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท หากการลงทุนและการใช้จ่ายขาดความรอบคอบหรือมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ย่อมสะเทือนความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว

9.ห้องลับในเรือนจำ – สิทธิพิเศษของนักโทษ VVIP

การเปิดโปง “ห้องลับนักโทษ VVIP” ในเรือนจำแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดสิทธิพิเศษให้ผู้ต้องขังคดีสำคัญตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ช่องว่างอำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคล

ACT มองว่า กรณีนี้ตอกย้ำปัญหาที่สังคมรับรู้กันมานานว่า เรือนจำหลายแห่งเต็มไปด้วย “ระบบส่วยและสินบน” ตั้งแต่การเลื่อนชั้นนักโทษ การย้ายเข้าโรงพยาบาลโดยไม่ป่วยจริง การทุจริตค่าอาหาร ไปจนถึงการใช้งบก่อสร้างไม่โปร่งใส เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีห้องลับจึงถือเป็น “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาในระบบราชทัณฑ์ไทย

10.3 ป. จับสด – ก้าวใหม่ของการบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ข่าวการปฏิบัติการร่วมกันของสามหน่วยงาน ได้แก่ ตำรวจ ป.ป.ป. (กองบังคับการปราบปรามการทุจริต), ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ในการ “จับสด” เจ้าหน้าที่รัฐที่รีดไถ เรียกรับสินบน หรือโกงเงินหลวงหลายสิบคดีตลอดปี ถือเป็นสัญญาณด้านบวกในภาพรวมที่มองเห็นได้ชัดเจน

ปฏิบัติการเหล่านี้นำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐระดับต่างๆ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล บุกรุกป่า และพระชั้นผู้ใหญ่ที่โกงเงินวัด ทำให้เห็นว่าหากหน่วยงานด้านปราบปรามคอร์รัปชันร่วมมือกันอย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดที่มีอำนาจก็ “ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้” และได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

สามเรื่องใหญ่ที่ยังต้องลุ้นในปี 2569

นอกเหนือจาก 10 ข่าวข้างต้น ACT ยังชี้ให้สังคมจับตา “สามกรณีใหญ่” ที่สะท้อนทิศทางนิติรัฐไทยในปีหน้า ได้แก่

  1. การไม่สามารถเอาผิดผู้บงการในคดีสินบนข้ามชาติ
    ทั้งคดีสวนปาล์มในอินโดนีเซีย คดีสินบนโรลส์-รอยซ์ ในรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน และคดีฮั้วประมูลสร้างโรงพัก 6,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาติและโครงการขนาดใหญ่ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถนำตัวผู้บงการระดับสูงมารับโทษได้
  2. ศึกเขากระโดงและคดีฮั้วเลือก ส.ว.
    ACT เห็นว่าเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐและกลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จนส่งผลให้หลักนิติรัฐไทยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้งในเรื่องความเป็นกลางและความยุติธรรม
  3. การแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
    การพยายามปรับแก้สัญญาที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน” ถูกให้ความสำคัญมากกว่ากัน ACT เห็นว่าทั้งสองโครงการจะเป็น “บททดสอบศักดิ์ศรีด้านธรรมาภิบาลของไทยในสายตานานาชาติ”

จากข้อมูลสู่กล่องเลือกตั้งปี 2569 – 1 สิทธิ์ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ นายมานะ นิมิตรมงคล ได้เชื่อมโยงประเด็นคอร์รัปชันกับการเมืองเชิงโครงสร้าง โดยมองว่า ข่าวการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้านบาทคือกรณีที่ส่งผลกระทบในระดับลึกที่สุด เพราะสะท้อนการเชื่อมต่อของทุนเทากับเครือข่ายอำนาจ ทั้งในเชิงการเงินและการเมือง ซึ่งท้ายที่สุดจะย้อนมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน

เขาย้ำว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วันที่ 11 มกราคม และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือโอกาสสำคัญที่คนไทยจะใช้ “1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล” โดยการเลือกคนเก่ง คนดี ที่ไม่มีประวัติคดโกงหรือโยงใยทุนเทาเข้ามาบริหารประเทศ

ACT จึงเชิญชวนให้ประชาชน “หยุดวัฏจักรเลือกตั้งแบบเดิม” ที่เทคะแนนให้ผู้ซื้อเสียง บ้านใหญ่นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลที่มีประวัติทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะทุกคะแนนเสียงที่มอบให้คนเหล่านี้ ย่อมย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของระบบคอร์รัปชันในระยะยาว

ปี 2568 ในกระจกคอร์รัปชัน – บทเรียนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เมื่อมองย้อนทั้ง 10 ข่าวและ 3 เรื่องใหญ่จะเห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันในปี 2568 ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแผ่ขยายตั้งแต่ระบบราชการส่วนกลาง องค์กรศาสนา สาธารณสุข ระบบยุติธรรม กองทุนของคนทำงาน ไปจนถึงโครงสร้างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า “คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของโรงพยาบาลที่ขาดยา ถนนที่สร้างไม่เสร็จตามแบบ การศึกษาที่งบประมาณรั่วไหล หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการผูกขาดและธุรกิจทุนเทา

ปี 2569 จึงเป็นปีที่สังคมไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งผลการดำเนินคดีที่ค้างอยู่ มาตรการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ และผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในทุกระดับ ว่าจะนำพาคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในความโปร่งใสเข้าสู่ระบบการเมืองได้มากเพียงใด หรือปล่อยให้ “เครือข่ายเดิม” ยังคงหมุนต่อไปใต้ฉากหน้าใหม่

คำถามสำคัญที่ ACT ฝากไว้คือ “เราจะยอมให้การโกงเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยต่อไปอีกกี่ปี?” ซึ่งคำตอบสุดท้ายคงไม่อยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนที่ถือบัตรเลือกตั้ง และพร้อมจะใช้ 1 สิทธิ์ของตนอย่างมีสติและรับผิดชอบต่ออนาคตส่วนรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) – ข้อความและสรุป “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
  • ข้อมูลประกอบเกี่ยวกับคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เหตุถล่ม, คดีทุจริตในวงการสงฆ์, คดีทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก, คดีเครือข่ายสแกมเมอร์, กรณีสำนักงานประกันสังคม และปฏิบัติการ “3 ป. จับสด” – รวบรวมจากข่าวเผยแพร่ของสื่อมวลชนและเอกสารประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • แถลงการณ์และบทความแสดงความคิดเห็นของนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับผลกระทบเชิงโครงสร้างของคอร์รัปชัน และข้อเสนอเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อต่อต้านคนโกง ในช่วงปลายปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

3 สมาคมสื่อแถลงด่วน! ห่วงความปลอดภัยนักข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งกองบรรณาธิการประเมินภาพรวมก่อนส่งทีม

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความห่วงใยสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากรสื่อมวลชนที่รายงานข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเทศไทย,14 ธันวาคม 2568 – ข้อห่วงใยจากองค์กรวิชาชีพสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมเสนอแนะแนวทางเข้มงวดให้กองบรรณาธิการประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน และเน้นย้ำใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานราชการทดแทนการลงพื้นที่ด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความมั่นคงของประเทศ  องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่สำคัญ 3 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วนภายใต้หัวข้อ ข้อห่วงใยสื่อมวลชน ในการลงพื้นที่รายงานข่าวที่มีความเสี่ยง” ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักต่อสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและเสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกคน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ดังกล่าว องค์กรวิชาชีพเหล่านี้ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้เสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลักและ 1 แนวทางทดแทนที่สำคัญ:

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน (Editor’s Responsibility)

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ขอให้ กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • เหตุผลเชิงนโยบาย: แถลงการณ์ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมมองเฉพาะจุดเท่านั้น ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่จะส่งบุคลากรเข้าไปในพื้นที่ ควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการข่าวในสถานการณ์ความมั่นคง
  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก (Field Safety First)

หลักการพื้นฐานที่องค์กรสื่อย้ำเตือนคือ การคำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนามเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและยังคงมีการปะทะ หรือมีการใช้อาวุธหนัก

เนื้อหาแนวทางปฏิบัติทางเลือกและการคำนึงถึงความมั่นคง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมขอชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและ

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ ดังต่อไปนี้

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน : ขอให้กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด

  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก : คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตที่ยังคงมีการปะทะ ใช้อาวุธหนักในสถานการณ์

 

ในกรณีที่จำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ขอแนะนำให้ใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกทดแทนการเข้าพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสียต่อบุคลากรสื่อมวลชน

ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ด้านความมั่นคงครั้งนี้ อยากให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามทุกคน รวมทั้งบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหารรวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ภาพ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลทางด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชนคือหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าว ที่ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

การจัดการความเสี่ยงในสถานการณ์ความขัดแย้ง

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 3 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศไทย

  1. การยกระดับบทบาทกองบรรณาธิการ:

แถลงการณ์ได้โอนถ่ายอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม ไปยัง กองบรรณาธิการ” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” จากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามหลักการสากลในการรายงานข่าวสงครามหรือความขัดแย้ง ซึ่งถือว่าความปลอดภัยของบุคลากรคือต้นทุนที่ไม่อาจประเมินค่าได้

  1. สื่อสารมวลชนกับความมั่นคงแห่งชาติ:

การเน้นย้ำให้ตรวจสอบภาพถ่ายสถานที่ทางการทหารและที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะ ผู้รักษาความรับผิดชอบ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเวลาวิกฤต ในขณะที่ต้องธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งเป็นบทบาทที่ต้องสร้างสมดุลอย่างชาญฉลาดตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ

  1. การใช้ข้อมูลทดแทนที่เชื่อถือได้:

การแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ในกรณีจำเป็น เป็นการยอมรับกลไกความร่วมมือระหว่างสื่อและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนยังได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่ลดความเสี่ยงของบุคลากรสื่อ การใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยบรรณาธิการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้นั้นเป็น ข้อมูลที่เป็นกลาง และมิได้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับองค์กรสื่อในประเทศไทย เพื่อให้สามารถรายงานข่าวในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าวที่ต้องมีความรับผิดชอบ” เป็นการยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียบุคลากรอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีความอ่อนไหว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Thai Journalists Association – TJA)
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (The Thai Broadcast Journalists Association – TBJA)
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online News Providers Association – SONP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

งบฯ เกือบ 3 พันล้าน! เปิดแผน 8 ปี “รื้อ-สร้างใหม่ทั้งทางน้ำและเมืองชายแดน” แก้ปัญหาน้ำท่วมแม่สายถาวร

งบฯ เกือบ 3 พันล้าน เปิดแผน 8 ปี “รื้อ–สร้างใหม่ทั้งทางน้ำและเมืองชายแดน” แก้น้ำท่วมแม่สายถาวร รับบทประตูเศรษฐกิจ GMS

แม่สาย, จังหวัดเชียงราย – วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ห้องประชุมโรงแรมปิยะพร พาวิลเลี่ยนฮอลล์ อำเภอแม่สาย เต็มไปด้วยตัวแทนหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนริมฝั่งแม่น้ำสายที่เคยถูกน้ำหลากซัดบ้านเรือนจนเสียหาย เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 เพื่อศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จังหวัดเชียงราย” อย่างเป็นทางการ

ภายใต้แผนนี้ รัฐเตรียมใช้งบประมาณรวม 2,950 ล้านบาท ในช่วงเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงสิ้นปี 2575 เพื่อบูรณะทั้ง “ทางน้ำ–โครงสร้างป้องกัน–ระบบระบายน้ำ–พื้นที่ตั้งถิ่นฐานของประชาชน” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ยุติวงจรน้ำหลาก–น้ำท่วมซ้ำซาก” ในเขตเศรษฐกิจชายแดนแม่สายที่ถูกนิยามว่าเป็นประตูสำคัญเชื่อมไทย–เมียนมา และกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)

การประชุมครั้งนี้มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ร่วมด้วยนายอำเภอแม่สาย ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้มอบหมายให้บริษัท วอเตอร์ ดีเว็ลลัฟเม็นต์ คอนซัลแท็นส์ กรุ๊ป จำกัด ทำหน้าที่ที่ปรึกษาและนำเสนอรายละเอียดเชิงวิศวกรรมและผังเมืองต่อที่ประชุม

น้ำท่วมซ้ำซาก–ความเสียหายกว่า 6 พันล้าน ฉากหลังของ “แผนใหญ่น้ำสาย”

อำเภอแม่สายในวันนี้ ไม่ใช่เพียงอำเภอชายแดนที่มีสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาและตลาดค้าชายแดนคึกคัก หากแต่เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ที่ชื่อของมันถูกเชื่อมโยงกับข่าวน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนไหลบ่ามาอย่างต่อเนื่องหลายปี

รายงานของบริษัทที่ปรึกษาชี้ให้เห็นว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาอยู่ที่ “การขยายตัวของชุมชนและเขตเมือง” ซึ่งรุกล้ำเข้าไปใน “เขตทางน้ำหลากของแม่น้ำสาย” ไปจนเกือบเต็มตลอดแนวบางช่วงของลำน้ำ เมื่อประกอบเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ น้ำจึงไม่สามารถไหลผ่านตามธรรมชาติได้อย่างสะดวก เกิดเป็นน้ำหลากและน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

เหตุการณ์ล่าสุดในเดือนกันยายน 2567 ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างชัดเจน หลังจากมีฝนสะสมกว่า 200 มิลลิเมตรในพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำหลาก–ดินโคลนไหลจากพื้นที่ต้นน้ำลงสู่เขตเศรษฐกิจชายแดน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ทั้งบ้านเรือน ร้านค้า โกดังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐ

ด้วยสถานะของแม่สายในฐานะ “ด่านการค้าชายแดนและเมืองหน้าด่านของไทยใน GMS” รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจขยับจากมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่ “แผนหลักถาวร” ที่มีทั้งการศึกษาเชิงระบบ ออกแบบรายละเอียด และกำหนดกรอบการลงทุนระยะยาว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์น้ำหลากกลายเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ต่อเศรษฐกิจชายแดนในอนาคต

ในปีงบประมาณ 2568–2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเบื้องต้นจำนวน 23,578,000 บาทให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ใช้สำหรับการศึกษาแผนหลักและออกแบบรายละเอียดในพื้นที่เป้าหมาย ก่อนจะนำไปสู่การของบดำเนินการเต็มรูปแบบรวม 2,950 ล้านบาทในช่วงปีถัดไป

พื้นที่ศึกษา 10.75 ตร.กม. ในเมือง 3 เทศบาล ปรับทางน้ำ–จัดระเบียบเมือง

แผนการศึกษาครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลเวียงพางคำ เทศบาลตำบลแม่สาย และเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ ซึ่งมีเนื้อที่รวม 56.13 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่จะถูกศึกษาความเหมาะสมเชิงลึกและออกแบบรายละเอียดอยู่ที่ 10.75 ตารางกิโลเมตร โดยเน้นบริเวณที่ได้รับผลกระทบและมีความสำคัญต่อการระบายน้ำของแม่น้ำสายและพื้นที่ชุมชนโดยรอบ

แนวคิดหลักของโครงการ คือ “จัดระบบทางน้ำหลากใหม่” ให้สามารถรองรับน้ำหลากที่ไหลผ่านฝายเหมืองแดงบริเวณวัดถ้ำผาจมได้ไม่น้อยกว่า 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในปี 2567 ตัวเลขนี้ถูกใช้เป็น “ค่ามาตรฐานออกแบบ” (design discharge) เพื่อให้โครงสร้างต่าง ๆ มีความสามารถเพียงพอต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

การออกแบบโครงสร้างป้องกันและระบบระบายน้ำ จะประกอบด้วย

  • การจัดให้มี “ทางน้ำหลาก” เพื่อเปิดพื้นที่ให้กระแสน้ำเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นในช่วงฝนตกหนัก
  • การสร้าง “คันป้องกันน้ำหลากริมฝั่งแม่น้ำสาย” (พนังกั้นน้ำ) เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน
  • การปรับปรุง “ระบบระบายน้ำหลัก” ทั้งท่อระบายน้ำ คูระบายน้ำ และจุดเชื่อมต่อระหว่างทางน้ำสาธารณะกับแม่น้ำสาย เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำฝนได้ดีขึ้น

คันกั้นน้ำ 3 ช่วง–ถนน 4 สาย–การรื้อถอนอาคารริมฝั่ง ผังเมืองใหม่บนฐานความเสี่ยงเดิม

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนเวทีประชุม คือ “แผนก่อสร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำสาย” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก รวมความยาวประมาณ 3,920 เมตร ได้แก่

  • ช่วงที่ 1 ความยาว 998 เมตร
  • ช่วงที่ 2 ความยาว 1,361 เมตร
  • ช่วงที่ 3 ความยาว 1,561 เมตร

คันกั้นน้ำดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแนวถนนสายสำคัญ 4 สาย ที่ต้องมีการ “รื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้าง” ตามความจำเป็นในเขตขนานถนนเพื่อเปิดทางให้โครงสร้างใหม่ ได้แก่

  • ถนนสายลมจอย ความยาว 485 เมตร
  • ถนนตัดแนวใหม่ ความยาว 631 เมตร
  • ถนนเกาะทราย ความยาว 769 เมตร
  • ถนนกรมชลประทาน ความยาว 2,035 เมตร

แนวคันกั้นน้ำและถนนที่ปรับปรุงใหม่เหล่านี้ เปรียบเสมือน “โครงกระดูกหลัก” ของการจัดการน้ำหลากในอนาคต เพราะนอกจากจะทำหน้าที่ป้องกันน้ำเข้าท่วมชุมชนแล้ว ยังจะเป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างระบบถนน–ระบบน้ำ–ระบบระบายน้ำในเมือง ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีทิศทาง

แต่ในเชิงสังคมและชุมชน การรื้อย้ายอาคารริมฝั่งแม่น้ำและในแนวถนนที่กำหนด ย่อมมีผลต่อครัวเรือน ร้านค้า และกิจการจำนวนไม่น้อย รัฐจึงต้องวางแผนการจัดหาที่ดินใหม่และการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นระบบควบคู่ไปด้วย

จัดหาที่ดิน 3 แปลงรองรับผู้ได้รับผลกระทบ ย้ายออกจากทางน้ำหลากสู่พื้นที่ปลอดภัยกว่า

เพื่อรองรับการโยกย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการรื้อถอนอาคารในเขตทางน้ำหลากและแนวคันกั้นน้ำ โครงการได้กำหนด “พื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐานใหม่” ไว้เบื้องต้น 3 แปลง ได้แก่

  1. แปลงที่ 1 – ที่ดินสถานีใบยาสูบเวียงพาน เนื้อที่ 78 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2.5 กิโลเมตร
  2. แปลงที่ 2 – ที่ดินของกระทรวงการคลัง เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 7.5 กิโลเมตร
  3. แปลงที่ 3 – ที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ 35 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ที่ดินเหล่านี้จะถูกนำมาศึกษาความเหมาะสมในมิติผังเมือง การคมนาคม การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และศักยภาพการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ประกอบอาชีพในอนาคต ก่อนจะกำหนดรูปแบบการจัดแบ่งที่ดิน การชดเชย หรือการจัดสรรใหม่ในรายละเอียดต่อไป

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การจัดหาที่ดินรองรับไม่เพียงเป็นมาตรการรองรับผลกระทบจากโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการ “จัดระเบียบการตั้งถิ่นฐานใหม่” ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ โดยผลักชุมชนที่รุกล้ำทางน้ำหลากออกจากพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากขึ้น

ไทม์ไลน์ 8 ปี–งบประมาณ 2,950 ล้านบาท จากแบบบนกระดาษสู่โครงสร้างจริงริมแม่น้ำ

โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแม่สายครั้งนี้มีกรอบการดำเนินงานยาวนานราว 8 ปี และใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,950 ล้านบาท แบ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • ปลายปี 2568 – กลางปี 2569 (ประมาณ 6 เดือน)
    สำรวจพื้นที่ เก็บข้อมูล ออกแบบรายละเอียดเบื้องต้น และจัดทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
  • ปี 2569 – 2570 (ระยะเวลา 15–18 เดือน, งบประมาณราว 600 ล้านบาท)
    จัดหาที่ดินโดย “วิธีเจรจาตกลงซื้อขาย” กับเจ้าของที่ดินในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่สำหรับคันกั้นน้ำ ทางน้ำหลาก ถนน และพื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐานใหม่
  • ต้นปี 2570 – ปลายปี 2571 (ระยะเวลา 12–18 เดือน, งบประมาณ 140 ล้านบาท)
    เริ่มก่อสร้าง “คันดินฐานป้องกันน้ำท่วม” และ “คันคอนกรีตเสริมเหล็กระยะแรก” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำหลักในช่วงต้นของโครงการ
  • ปลายปี 2570 – กลางปี 2573 (ระยะเวลา 24–35 เดือน, งบประมาณ 160 ล้านบาท)
    ก่อสร้างคันคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งถนนใหม่ และการปรับปรุงถนนเดิมที่เชื่อมโยงแนวคันกั้นน้ำและชุมชนโดยรอบ
  • ต้นปี 2571 – สิ้นปี 2572 (ระยะเวลา 12–24 เดือน, งบประมาณ 400 ล้านบาท)
    จัดหาที่ดินด้วย “วิธีปรองดอง/ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน” พร้อมมาตรการเยียวยาและจัดการสิทธิในที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • กลางปี 2571 – สิ้นสุดโครงการปี 2575 (ระยะเวลา 42–48 เดือน, งบประมาณ 450 ล้านบาท)
    ปรับปรุง “ระบบระบายน้ำหลัก” ของเมือง ทั้งคูระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ และจุดระบายน้ำสู่แม่น้ำสาย เพื่อรองรับฝนตกหนักในอนาคต
  • กลางปี 2572 – กลางปี 2575 (ระยะเวลา 30–36 เดือน, งบประมาณ 400 ล้านบาท)
    ก่อสร้าง “เขื่อนป้องกันตลิ่ง” และ “จัดภูมิทัศน์ทางน้ำหลาก” เพื่อป้องกันการพังทลายของตลิ่งและยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมริมแม่น้ำ ทั้งด้านความปลอดภัยและทัศนียภาพ

เมื่อนำงบประมาณแต่ละส่วนมารวมกัน จะได้ตัวเลขรวม 2,950 ล้านบาท ซึ่งต้องอาศัยการจัดสรรและการผลักดันต่อเนื่องตลอดหลายรัฐบาล จึงจะทำให้แผนนี้เดินหน้าไปจนถึงเส้นชัยได้ตามเป้าหมายปี 2575

จากกำแพงดินชั่วคราวสู่ระบบป้องกันถาวร บทเรียนจากน้ำท่วมปลายปี 2567

หลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567 ก่อนมีแผนหลักฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ทหารกรมการทหารช่าง กองทัพบก ได้ลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายปกครอง ใช้เครื่องจักร–อุปกรณ์–กำลังพลเข้ารื้ออาคารริมฝั่งแม่น้ำบางส่วน และก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม “ชั่วคราวและกึ่งถาวร” สูงประมาณ 3 เมตร ตลอดแนวแม่น้ำสายระยะทางราว 3 กิโลเมตร พร้อมทั้งร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 ขุดลอกแม่น้ำรวก ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร

มาตรการดังกล่าวช่วย “ซื้อเวลา” ให้แม่สายพ้นจากภาวะวิกฤติในระยะสั้น ลดความเสี่ยงในการเผชิญกับน้ำหลากทันทีในฤดูกาลถัดมา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ

  • ยังมีอาคารริมฝั่งจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรื้อถอนได้ในทันที
  • แนวป้องกันที่สร้างขึ้นถูกออกแบบในลักษณะเฉพาะหน้า
  • ระบบระบายน้ำภายในเมืองยังไม่ได้รับการปรับปรุงรองรับอย่างครบวงจร

จึงเป็นที่มาของการ “รอคอยการเข้ามาดำเนินการ” ของกรมโยธาธิการและผังเมืองในรูปแบบแผนระยะยาว เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเชิงจุด ไปสู่โครงสร้างถาวรที่วางบนการศึกษาทั้งทางวิศวกรรม ผังเมือง และมิติทางสังคมร่วมกัน

โจทย์ที่มากกว่า “ตลิ่งและตัวเลขงบประมาณ” เมืองชายแดนที่ต้องอยู่กับน้ำอย่างเข้าใจ

แม้แผนหลักแก้น้ำท่วมแม่สายจะมีตัวเลขและไทม์ไลน์ที่ชัดเจน แต่การผลักดันให้แผนนี้ประสบความสำเร็จจริง ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

  1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระยะ
    การรื้อย้ายอาคาร การเปลี่ยนแปลงแนวถนน และการจัดหาที่ดินใหม่ ย่อมกระทบต่อชีวิตและการทำมาหากินของครัวเรือนจำนวนไม่น้อย การสร้างความเข้าใจ ความโปร่งใสในการชดเชย และการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมออกแบบอนาคตชุมชนของตนเอง จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ ว่าแผนนี้จะได้รับการยอมรับหรือไม่
  2. ความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว
    ด้วยกรอบเวลากว่า 8 ปี และงบประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาท โครงการลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัย “ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย” ข้ามรัฐบาลและข้ามปีงบประมาณ การกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดจากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จะช่วยให้แผนไม่หยุดชะงักกลางคัน และสามารถปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับสภาพจริงที่เปลี่ยนไปได้
  3. การประสานกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน
    แม่สายในฐานะเมืองเศรษฐกิจชายแดน ต้องรองรับทั้งการค้าข้ามแดน การท่องเที่ยว และการลงทุนในอนาคต การจัดระเบียบทางน้ำ ทางถนน และพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ จึงควรผูกโยงกับ “ภาพรวมการพัฒนาเมืองชายแดน” ไม่ให้มาตรการด้านน้ำกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กลับช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนว่าพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

แผนน้ำ 3 พันล้านกับอนาคตแม่สาย–จากเมืองเสี่ยงน้ำท่วมสู่เมืองหน้าด่านที่ยืนได้อย่างยั่งยืน

เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดทั้งหมด แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในอำเภอแม่สาย ไม่ใช่เพียง “โครงการชลศาสตร์” แต่เป็น “แผนผังเมือง–ผังชีวิต–ผังเศรษฐกิจ” ฉบับใหญ่ของเมืองชายแดนแห่งนี้

ตัวเลขงบประมาณ 2,950 ล้านบาท และกรอบเวลา 8 ปี อาจดูใหญ่และยาวนาน แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำหลากครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียวที่สูงกว่า 6,000 ล้านบาท และความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำในอนาคต หากไม่มีการจัดระเบียบทางน้ำและที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง การลงทุนครั้งนี้จึงอาจเป็น “ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อความมั่นคงระยะยาว” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมของคนแม่สายและจังหวัดเชียงราย โครงการนี้คือบททดสอบสำคัญว่า เมืองชายแดนที่ยืนอยู่บนจุดตัดของเศรษฐกิจ–การเมือง–การค้าระหว่างประเทศ จะสามารถ “อยู่กับน้ำ” ได้อย่างเข้าใจและเป็นระบบเพียงใด

หากแผนดำเนินไปได้ตามเป้าหมาย ทั้งทางน้ำหลาก คันกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ และการจัดสรรพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ถูกออกแบบอย่างรอบด้าน แม่สายอาจไม่เพียงหลุดพ้นจากภาพเมืองที่ถูกน้ำหลากซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังเสริมสถานะให้เป็น “เมืองหน้าด่านที่มั่นคง ปลอดภัย และพร้อมรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต” ของทั้งจังหวัดเชียงรายและประเทศไทยโดยรวม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย และที่ทำการอำเภอแม่สาย
  • บริษัท วอเตอร์ ดีเว็ลลัฟเม็นต์ คอนซัลแท็นส์ กรุ๊ป จำกัด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME