Categories
TOP STORIES

ชาเชียงราย “สยามเอิร์ลเกรย์” คว้า Highly Commended เวทีลอนดอน 2025 ตอกย้ำศักยภาพชาไทยพรีเมียม

สยามเอิร์ลเกรย์จากเชียงรายคว้าคำยกย่องบนเวทีโลก สะท้อนโอกาสชาไทยก้าวสู่สินค้ามูลค่าสูง

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ความสำเร็จของชาไทยบนเวทีนานาชาติกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อผลิตภัณฑ์ชาปรุงกลิ่นจากภาคเหนืออย่าง “สยามเอิร์ลเกรย์” ของแบรนด์สวรรค์บนดิน ได้รับการประกาศผลในเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ซึ่งจัดโดย UK Tea Academy ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในหมวด Scented Tea ระบุว่า SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับรางวัลระดับ Highly Commended

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากของภาคเหนือกำลังมองหา “เส้นทางใหม่” ในการเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจเดิม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือพืชสมุนไพร และในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงรายเองก็อยู่ในวงจรความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความผันผวนของตลาด เมื่อรางวัลจากลอนดอนเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีของผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณที่ชวนให้ถามต่อว่า อุตสาหกรรมชาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ เรื่องเล่า และมาตรฐานสากลได้จริงเพียงใด

เวทีลอนดอนที่คัดเลือกเข้ม และความหมายของคำว่า Highly Commended

The Leafies International Tea Awards เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมชานานาชาติจับตา โดยข้อมูลจาก UK Tea Academy ระบุว่า การประกวดปีดังกล่าวมีผู้ส่งผลงานรวม 411 รายการ จาก 21 ประเทศ และมีรายการที่ได้รับการยกย่องระดับ Highly Commended จำนวน 52 รายการ ในภาพรวม สิ่งที่เวทีลักษณะนี้สะท้อนคือการแข่งขันไม่หยุดอยู่แค่ “รสชาติ” แต่รวมไปถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความสะอาดปลอดภัย ความชัดเจนของแหล่งที่มา และความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์แตกต่างพอจะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้

สำหรับสยามเอิร์ลเกรย์ การถูกระบุชื่อในรายชื่อผู้ได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea เท่ากับการได้รับ “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” ในสายตากรรมการที่มาจากบริบทการดื่มชาต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีมาตรฐานการประเมินกลิ่น รส และบาลานซ์ที่ละเอียดมาก การได้ผลลัพธ์ระดับนี้จึงมีนัยต่อภาพลักษณ์ชาไทยในตลาดที่ผู้บริโภคเชื่อในรางวัล และเชื่อในมาตรฐานต้นทาง

จากดอยสูงสู่ชาปรุงกลิ่น ความท้าทายของการทำให้เอกลักษณ์ยืนระยะ

ในหมวดชาปรุงกลิ่น สิ่งที่ตัดสินกันจริงไม่ใช่เพียง “กลิ่นหอมถูกใจ” แต่คือความสามารถในการรักษากลิ่นธรรมชาติของใบชาให้ยังเป็นพระเอก ขณะเดียวกันก็ทำให้กลิ่นที่ปรุงเข้าไปมีความกลมกลืน ไม่ทับซ้อนจนกลายเป็นน้ำหอมในแก้วชา นั่นทำให้ชาปรุงกลิ่นที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศมักต้องอาศัยใบชาฐานที่มีคุณภาพสูงมาก มีความสะอาด และมีโครงสร้างรสที่ชัด

ข้อมูลที่ระบุในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลยืนยันเพียงประเด็นสำคัญคือ ชานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Scented Tea และได้รับ Highly Commended ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคของกระบวนการผลิตหรือแหล่งปลูกนั้น ยังเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตและเครือข่ายชุมชนต้องสื่อสารต่ออย่างเป็นระบบ หากต้องการให้รางวัลเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาด ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวแล้วจบไปกับฤดูกาลข่าว

ภาพอุตสาหกรรมชาไทย จุดแข็งด้านวัฒนธรรม แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่า

ในมุมตลาด ประเทศไทยมีตลาดชาในประเทศทั้งกลุ่มชาแห้งและชาพร้อมดื่ม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย รายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นข้อมูลมูลค่าตลาดค้าปลีกชาหลายประเภท รวมถึงข้อมูลการค้าและแนวโน้มภาพรวมของสินค้าในกลุ่มนี้ แม้รายงานฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อชี้เฉพาะเรื่องชาพรีเมียม แต่ช่วยยืนยันว่า “ชา” ยังเป็นสินค้าในกระแสการบริโภคต่อเนื่อง และมีพื้นที่ให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตได้

โจทย์ของชาพรีเมียมจึงไม่ใช่การแข่งขันกับชาพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อ หากแต่เป็นการสร้างตลาดอีกชั้นหนึ่งที่ยืนด้วยคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสินค้าแหล่งปลูกเฉพาะถิ่น มีเรื่องเล่า และมีการรับรองที่ตรวจสอบได้

เชียงรายกับโอกาสในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่ชุมชนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

เชียงรายมีทุนเดิมที่สำคัญ คือภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อพืชคุณภาพอย่างชาและกาแฟ มีองค์ความรู้ท้องถิ่น และมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อผลิตภัณฑ์ชาจากพื้นที่ได้การยอมรับระดับนานาชาติ โอกาสที่ขยายตามมาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยอดขายชา แต่รวมถึงการพัฒนากิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น ชิมชา เรียนรู้การผลิต เยี่ยมสวนชา หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่ผูกกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การขยับสู่โมเดลนี้จำเป็นต้องมี “มาตรฐานร่วม” ทั้งความปลอดภัยอาหาร การสื่อสารแหล่งที่มา และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ไม่ทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ เพราะสินค้าพรีเมียมในตลาดโลกมักถูกตรวจสอบย้อนกลับเข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

ความเสี่ยงที่ซ้อนอยู่หลังความสำเร็จ ภูมิอากาศและความผันผวนผลผลิต

รางวัลระดับนานาชาติช่วยดึงความสนใจ แต่ก็พาอุตสาหกรรมกลับมาเผชิญคำถามเดิมที่ใหญ่กว่าเดิม คือจะรักษาคุณภาพให้คงที่ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างไร หลายประเทศผู้ผลิตชารายใหญ่เผชิญปัญหาผลผลิตและคุณภาพได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งถูกนำเสนอเป็นประเด็นเศรษฐกิจในสื่อสากลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาคเหนือของไทย ความเสี่ยงลักษณะเดียวกันสามารถสะท้อนผ่านฤดูกาลที่เปลี่ยนเร็ว ฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูงขึ้น และแรงกดดันเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบผลผลิต แต่กระทบต้นทุนการดูแลสวนชา และทำให้การคุมมาตรฐานยากขึ้น หากอุตสาหกรรมจะใช้รางวัลเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดพรีเมียมจริง สิ่งที่ต้องตามมา คือระบบจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ และแผนการปรับตัวต่อภูมิอากาศในระดับชุมชน

มิติ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชาไทยต้อง “เล่าได้” และ “พิสูจน์ได้”

การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในช่วงหลังถูกเชื่อมกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น ในฝั่งภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานความคืบหน้าเรื่องสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสินค้า GI ในภาพรวม แม้ชาเชียงรายยังมีหลายโจทย์ด้านการสื่อสารอัตลักษณ์และการรวมกลุ่ม แต่แนวคิด GI และมาตรฐานแหล่งปลูกเฉพาะถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อได้ หากทำอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้จริง

ในโลกของผู้บริโภคพรีเมียม “เรื่องเล่า” มีน้ำหนักพอ ๆ กับ “ใบรับรอง” ชาที่ไปถึงตลาดระดับบนต้องเล่าได้ว่าเกิดจากพื้นที่แบบไหน ใครปลูก ปลูกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา การได้รับ Highly Commended จึงเป็นเหมือนการเปิดประตู แต่การเดินเข้าไปยืนในห้องนั้นให้นาน คือภารกิจระยะยาวของทั้งผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่

ประเด็นที่กระทบชีวิตชุมชน รายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกรรายย่อย

หากมองลึกลงไปในระดับชุมชน ความสำเร็จของสินค้าพรีเมียมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “รายได้กระจายถึงต้นน้ำ” อย่างเป็นธรรม เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โมเดลชาพรีเมียมที่ยั่งยืนจึงต้องสร้างระบบซื้อขายที่ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจรักษาคุณภาพ และได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามคุณภาพจริง ไม่ใช่เพียงการรับซื้อแบบเหมารวม

ในมุมผู้ประกอบการ ความท้าทายอยู่ที่การรักษาความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ การลงทุนด้านมาตรฐาน และการสื่อสารตลาดต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ ดังนั้นความร่วมมือแบบเครือข่าย และการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และมาตรฐาน จึงเป็นจุดที่หน่วยงานในประเทศสามารถมีบทบาทได้มาก โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดความพร้อมด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และการตลาดเชิงคุณค่า

รางวัลหนึ่งรายการกับคำถามใหญ่ของอุตสาหกรรมชาไทย

การที่ SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea ของ The Leafies International Tea Awards 2025 เป็นข่าวที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการและระบบการผลิตชาไทยที่เริ่มก้าวพ้นภาพจำเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน รางวัลก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะทำให้ “ความสำเร็จแบบพรีเมียม” กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนเข้าถึงได้จริงหรือไม่

ถ้าคำตอบคือใช่ ความเคลื่อนไหวต่อไปควรอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานต้นน้ำ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ การปรับตัวต่อความเสี่ยงภูมิอากาศ และการสร้างแบรนด์ที่เล่าเรื่องด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงการตลาด เพราะตลาดโลกให้คุณค่าอย่างมากกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และคุณภาพที่พิสูจน์ได้

ในท้ายที่สุด ชาในถ้วยหนึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภค แต่สำหรับเชียงราย มันคือความหวังของรายได้ใหม่ คือแรงจูงใจให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ และคือโอกาสในการเปลี่ยน “พืชเศรษฐกิจเดิม” ให้กลายเป็นสินค้าสร้างชื่อระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • UK Tea Academy, รายงานผลการประกวด The Leafies International Tea Awards 2025 และสถิติการประกวด เผยแพร่บนเว็บไซต์ผู้จัด
  • UK Tea Academy, รายชื่อผู้ได้รับรางวัลหมวด Scented Tea ระบุ SIAM EARL GREY ประเทศไทย ได้รับ Highly Commended
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานข้อมูลแนวโน้มตลาดและการค้าในกลุ่มสินค้าเกี่ยวข้องกับชา
  • Reuters รายงานผลกระทบสภาพอากาศต่อผลผลิตชาในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญ ใช้ประกอบการอธิบายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
  • กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา รายงานข้อมูลสินค้า GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รวมตัวหน้า กกต.เชียงราย 10 ก.พ. ร้องนับคะแนนใหม่และเปิดพื้นที่ตรวจสอบความโปร่งใส

กกต.เชียงรายสยบดราม่า #นับใหม่ทั้งประเทศ เปิดโกดังให้ตัวแทน ปชช. ตรวจสอบการเก็บหีบบัตรเขต 1

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย ไม่ได้มีเพียงความเงียบของงานเอกสาร หากแต่เต็มไปด้วยเสียงถามหาความชัดเจนจากประชาชนบางส่วนที่ทยอยรวมตัวกันเพื่อรับฟังคำชี้แจงต่อกระแสเรียกร้องให้ “นับคะแนนใหม่” ภายใต้แฮชแท็กที่แพร่กระจายกว้างในโลกออนไลน์ #นับใหม่ทั้งประเทศ

การรวมตัวครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย หากเริ่มด้วยคำถามที่สะท้อนแกนกลางของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งวัดได้ด้วยความสามารถในการตรวจสอบได้จริง และความรู้สึกว่าทุกเสียงถูกนับอย่างเป็นธรรม ผู้มารวมตัวหลายคนย้ำว่าเป้าหมายหลักคือ “ความชัดเจน” ไม่ใช่การเผชิญหน้า

ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนในพื้นที่และประชาชนที่ติดตามเหตุการณ์ใกล้ชิด นายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดเชียงราย ลงมารับฟังและชี้แจงข้อสงสัย พร้อมจัดขั้นตอนให้มีการตรวจสอบจุดจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการดูแลรักษาหีบและเอกสารสำคัญตามที่ประชาชนร้องขอ

จุดเริ่มต้นของคำถาม เมื่อความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ กลายเป็นความกังวลใหญ่

ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ประชาชนกลุ่มหนึ่งเข้ามารวมตัวบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.เชียงราย โดยมีคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทั้งเรื่องขั้นตอนการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง บทบาทของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และมาตรฐานการตัดสินบัตรดีบัตรเสียที่ประชาชนบางส่วนมองว่า “ไม่สม่ำเสมอ” ระหว่างหน่วย

ในมุมของผู้ชุมนุม ประเด็นที่ถูกย้ำซ้ำมีลักษณะเป็นคำถามเชิงระบบมากกว่าคำถามรายบุคคล

  • หน่วยเลือกตั้งมีขั้นตอนและมาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่
  • ใครเป็นผู้มีอำนาจตอบข้อสงสัยเมื่อเกิดกรณีคัดค้านในหน่วย
  • เหตุใดการจัดพื้นที่สังเกตการณ์จึงถูกมองว่าอยู่ไกลจนทำให้มองรายละเอียดบัตรดีบัตรเสียไม่ชัด
  • เหตุใดจึงมีความรู้สึกว่าบัตรเสีย “สูงผิดปกติ” และเกณฑ์วินิจฉัยเป็นอย่างไร

ผู้เข้าร่วมบางรายยังสะท้อนความกังวลเรื่อง “ความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน” โดยตั้งคำถามว่าหากมีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือความผิดปกติอื่น ๆ ผู้ให้ข้อมูลจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกคุกคามหรือถูกตอบโต้ในภายหลัง ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่งของการสนทนา เพราะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในช่วงหลังการเลือกตั้ง ว่าระบบรับเรื่องร้องเรียนให้ความคุ้มครองเชิงปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด

กกต.เชียงรายเปิดพื้นที่อธิบาย และตัดสินใจให้ตรวจโกดังเก็บหีบ

ภายใต้สถานการณ์ที่สายตาสาธารณะจับจ้อง นายชูชาติชี้แจงว่าการจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 ในโกดังด้านหลังสำนักงาน กกต.เชียงราย เป็นเพราะสถานที่จัดเก็บเดิมที่มักใช้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่รองรับ

เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ “สภาพหีบและการปิดผนึก” กกต.เชียงรายอนุญาตให้ตัวแทนประชาชน 2 ราย เข้าไปตรวจสอบภายในพื้นที่จัดเก็บร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่เฝ้าติดตามอยู่ด้านนอกตามเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ

ภายหลังการตรวจสอบ ตัวแทนประชาชนให้ข้อมูลต่อหน้าสื่อว่าเห็นการจัดเก็บในระดับที่ทำให้ “สบายใจขึ้น” และการรวมตัวค่อย ๆ คลี่คลายลงจนยุติในเวลาประมาณ 17.00 น. ภาพรวมเป็นไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุความรุนแรง และสะท้อนความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะประคองสถานการณ์ให้อยู่ในกรอบกฎหมายและความเรียบร้อย

เส้นแบ่งระหว่างความรู้สึกกับข้อพิสูจน์ เมื่อ “บัตรเสีย” ถูกยกเป็นโจทย์ใหญ่

แม้การตรวจสภาพโกดังเก็บหีบจะทำให้ความกังวลเฉพาะหน้าเบาบางลง แต่ประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ในบทสนทนาคือ “บัตรเสีย” และ “มาตรฐานการวินิจฉัย” ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเชื่อมโยงทั้งพฤติกรรมผู้ใช้สิทธิ ความชัดเจนของบัตรและคู่มือการลงคะแนน ตลอดจนดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการตัดสินว่าบัตรใดใช้ได้หรือเป็นบัตรเสีย

ในวงสนทนา มีการพูดถึงตัวเลขบัตรเสียหลายชุด รวมถึงการกล่าวอ้างว่าบัตรเสียอาจอยู่ในระดับสูงมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวในชุดข้อมูลนี้ยังไม่ปรากฏเป็นเอกสารผลการประกาศทางการ จึงต้องทำความเข้าใจว่า “ตัวเลขที่ถูกพูดถึง” ในพื้นที่ยังเป็นข้อกังวลของประชาชน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ผ่านการรับรอง

จุดสำคัญคือ หากสังคมต้องการคำตอบที่หนักแน่น บัตรเสียต้องถูกพูดถึงบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น รายงานผลรายหน่วย เอกสารสรุปการลงคะแนน และรายงานเหตุการณ์หรือการคัดค้านในหน่วยที่บันทึกไว้ตามระเบียบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นฐานให้ กกต.ใช้พิจารณาว่าจะมีเหตุให้ตรวจสอบเพิ่มเติมเพียงใด

คำชี้แจงจากส่วนกลาง เมื่อข้อเรียกร้อง “นับใหม่” ต้องผ่านเงื่อนไขกฎหมาย

ในวันเดียวกัน มีการแถลงข่าวที่ศูนย์การเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติ โดยรองเลขาธิการ กกต.ให้กรอบอธิบายต่อสาธารณะถึงหลักการและกระบวนการเกี่ยวกับการร้องขอนับคะแนนใหม่ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และเงื่อนไขที่ทำให้เกิดคำสั่งนับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ได้ โดยย้ำแกนหลักว่า

  • การนับคะแนนและการประกาศผลรายหน่วยต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้
  • การจะสั่งนับคะแนนใหม่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกหรือกระแส
  • อำนาจการสั่งนับใหม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกรอบกฎหมาย มิใช่คำสั่งเฉพาะหน้าจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหรือผู้แทนที่ลงพื้นที่

สาระสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ การอธิบายขั้นตอนหลังปิดหีบที่ประชาชนจำนวนมากอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการรวบรวมหีบและการเตรียมเก็บรักษา ซึ่งในบางพื้นที่อาจถูกมองว่าเป็น “ช่วงสุ่มเสี่ยง” หากประชาชนไม่ได้เห็นขั้นตอนเต็มภาพ การสื่อสารเชิงกระบวนการจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง

ช่องทางร้องเรียนซื้อเสียง ความกลัวการถูกตอบโต้ และโจทย์ความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล

อีกส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ปรากฏชัดในเนื้อหาคือ บทสนทนาเรื่องการร้องเรียนการซื้อเสียงและการทุจริตเลือกตั้ง ผู้เข้าร่วมบางรายสะท้อนว่า “ทุกคนรู้” แต่ไม่กล้าแจ้ง เพราะกังวลความปลอดภัยและความลับอาจรั่วไหล หรืออาจถูกดำเนินคดีกลับ

ฝั่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงในภาพรวมว่า กกต.มีกระบวนการรับเรื่องและการคุ้มครองข้อมูลผู้ร้องเรียน โดยย้ำความเป็นความลับของกระบวนการ และให้ความมั่นใจว่าเมื่อมีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินการจะเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งยังมีการย้ำความเข้าใจเรื่องโทษตามกฎหมายในกรณีเจ้าพนักงานหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกระทำผิด รวมถึงการดำเนินคดีต่อผู้ให้และผู้รับในกรณีซื้อเสียง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีมิติซับซ้อน เพราะความเชื่อมั่นของผู้ร้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำยืนยัน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสบการณ์ของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในทางปฏิบัติ ความเร็วในการติดตามคดี ความชัดเจนของการคุ้มครองพยาน และการสื่อสารที่ทำให้ผู้ร้องรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง

ความโปร่งใสที่ประชาชนเห็นด้วยตา กับความโปร่งใสที่ต้องพิสูจน์ด้วยเอกสาร

การตัดสินใจให้ตัวแทนประชาชนตรวจโกดังเก็บหีบ เป็นภาพสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะเป็นการนำ “ความโปร่งใสที่จับต้องได้” มาเชื่อมกับ “ความโปร่งใสเชิงระบบ” แต่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดที่ต้องยอมรับว่า แม้เห็นสภาพการปิดผนึกและการจัดเก็บ แต่ก็ไม่ได้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ “การตัดสินบัตรดีบัตรเสีย” หรือ “ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขระหว่างรายงานไม่เป็นทางการกับรายงานทางการ” ซึ่งต้องอาศัยเอกสารรายหน่วยและกระบวนการตรวจทานเป็นหลัก

รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงในเชิงหลักการว่า รายงานผลบางชุดที่เผยแพร่เร็วเพื่อให้ประชาชนติดตาม อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ และต้องรอผลประกาศที่ผ่านการตรวจสอบครบถ้วน ซึ่งเป็นผลทางการตามขั้นตอนของ กกต.

ในภาษาชาวบ้าน นี่คือความต่างระหว่าง “ข้อมูลเร็ว” กับ “ข้อมูลจริงที่ลงนามรับรอง” และเมื่อสังคมกำลังตื่นตัว ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามเป็นข้อกังวลใหญ่ได้ หากไม่มีการสื่อสารที่อธิบายขั้นตอนและกำหนดเวลาชัดเจน

บทเรียนที่โผล่ขึ้นจากคำถามเรื่องระยะสังเกตการณ์

หนึ่งในข้อสงสัยที่ถูกย้ำในพื้นที่คือ ระยะห่างในการสังเกตการณ์การนับคะแนน ผู้มารวมตัวบางส่วนสะท้อนว่าระยะที่ถูกจัดไว้ทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดบนบัตรอย่างชัดเจน จึงเกิดข้อกังวลว่าอาจตรวจสอบการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียได้ไม่เต็มที่

ในเชิงมาตรฐานกระบวนการ ความชัดเจนในหน่วยไม่ใช่เพียงเรื่อง “เปิดเผย” แต่เป็นเรื่อง “เปิดเผยอย่างที่ตรวจสอบได้จริง” เพราะหากประชาชนมองไม่เห็น ก็เท่ากับการตรวจสอบถูกลดทอนเหลือเพียงการรับฟัง ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความเชื่อมั่นในสถานการณ์ที่สังคมมีความระแวงสูง

แนวคิดที่ถูกหยิบยกในวงสนทนาบางช่วง เช่น การแสดงรายชื่อกรรมการประจำหน่วยให้ชัด การปรับวิธีนำเสนอผลให้สังเกตได้ง่ายขึ้น หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความโปร่งใส เป็นข้อเสนอเชิงระบบที่สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการบังคับให้เชื่อ แต่เกิดจากการออกแบบระบบให้สงสัยได้ยาก

ภาพรวมสถานการณ์ไทย เมื่อการร้องเรียนกลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมของหลายจังหวัด

การรวมตัวที่เชียงรายเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสจากหลายพื้นที่ที่ตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือกตั้งและการนับคะแนนในบางกรณี โดยมีการสื่อสารจาก กกต.ส่วนกลางว่ามีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก และการตรวจสอบต้องอยู่บนฐานพยานหลักฐาน รวมถึงมีกรอบเวลาที่ต้องเร่งรัดในบางพื้นที่เพื่อคลี่คลายความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดความตึงเครียด

สำหรับเชียงราย เหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการรวมตัวหน้าสำนักงาน กกต. แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของ “ศรัทธาหลังคูหา” ที่กำลังท้าทายทุกฝ่ายว่า จะพาสังคมเดินต่อด้วยหลักฐานและกฎหมายได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความไม่ไว้ใจนำหน้าข้อเท็จจริง

เสียงของประชาชนที่อยากรู้ ไม่ใช่เสียงของฝ่ายตรงข้าม

ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ มีการสัมภาษณ์ตัวแทนผู้มายื่นหนังสือ ซึ่งระบุข้อกังวลเป็นประเด็น ๆ เช่น ความไม่สอดคล้องของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์กับจำนวนบัตรที่ถูกนับรวม การวินิจฉัยบัตรเสียที่ถูกมองว่าสูงผิดปกติ และข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมผิดปกติในบางหน่วย รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงในพื้นที่บางจุด

สาระสำคัญของเสียงสะท้อนชุดนี้คือ ความต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม มีช่องทางติดตามได้ และมีหลักประกันว่าการร้องเรียนจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ร้องเอง

ในทางกลับกัน ฝั่งเจ้าหน้าที่เน้นกรอบว่าการตรวจสอบต้องเดินตามขั้นตอน การยื่นคำร้องต้องมีรายละเอียดเพียงพอ และการสั่งการที่กระทบผลการเลือกตั้งต้องใช้เหตุและผลตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมของทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

เฉพาะหน้า กับคำถามที่ยังรอคำตอบระยะยาว

เหตุการณ์ที่เชียงรายคลี่คลายลงได้ในวันเดียว เพราะมี “กลไกความโปร่งใสเฉพาะหน้า” คือการเปิดให้ตัวแทนประชาชนตรวจสอบสภาพการจัดเก็บหีบบัตรเขต 1 และมีการสื่อสารโดยตรงจากผู้บริหารสำนักงาน กกต.จังหวัดต่อหน้าประชาชน

แต่คำถามระยะยาวยังคงอยู่ และเป็นคำถามที่ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นสงครามข้อมูล

  • จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงเอกสารรายหน่วยได้สะดวกขึ้นและรวดเร็วขึ้น
  • จะทำอย่างไรให้การสื่อสารเรื่องข้อมูลไม่เป็นทางการไม่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  • จะทำอย่างไรให้ผู้ร้องเรียนมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความลับอย่างเป็นรูปธรรม
  • จะทำอย่างไรให้มาตรฐานการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียเข้าใจง่าย สื่อสารได้ และลดความแตกต่างในการปฏิบัติ

คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นโจทย์ร่วมของระบบเลือกตั้ง สื่อมวลชน และสังคมพลเมือง หากฝ่ายรัฐให้ข้อมูลครบถ้วนและเร็วพอ หากสื่อรายงานด้วยความระมัดระวังไม่ขยายความคลาดเคลื่อน และหากประชาชนใช้สิทธิ์ตรวจสอบด้วยหลักฐานมากกว่าความรู้สึก ความตึงเครียดก็จะลดลงได้โดยไม่ต้องแลกกับความแตกแยก

บทสรุป

เหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงาน กกต.เชียงราย แสดงให้เห็นทั้งพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนและความท้าทายของการจัดการเลือกตั้งในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าเอกสารทางการ ความสงบเรียบร้อยที่จบลงในเวลาประมาณ 17.00 น. อาจเป็นสัญญาณบวกว่าทุกฝ่ายยังยึดกติกาเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างซ้ำทุกครั้ง ด้วยความโปร่งใสที่ประชาชนตรวจสอบได้จริง

สถิติและข้อมูลประกอบที่ปรากฏในข้อมูลและคำชี้แจง

  • เวลาการรวมตัวและคลี่คลายของเหตุการณ์ในเชียงราย ประมาณ 15.00 น. ถึงราว 17.00 น. ตามรายงานในพื้นที่ที่ผู้ใช้ให้มา
  • การอนุญาตให้ตัวแทนประชาชน 2 ราย ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต.เชียงรายในข้อมูลที่ได้รับ
  • กกต.ส่วนกลางสื่อสารว่า การตรวจสอบและการสั่งนับคะแนนใหม่ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกรอบกฎหมาย และมีการกล่าวถึงจำนวนเรื่องร้องเรียนระดับร้อยเรื่องในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งปรากฏในคำแถลงและการรายงานข่าว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อคนเชียงรายเลือกคนที่อยู่กับปัญหา ทำที่นั่งพลิกแผนที่การเมืองเหนือปี 69

พรรคกล้าธรรมเขย่าแผนที่การเมืองเชียงราย คว้า 4 ที่นั่งจาก 7 เขต เสียงท้องถิ่นชนะกระแสโซเชียล

เชียงราย,9 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันหลังการเลือกตั้ง หน้าร้านกาแฟในตัวเมืองเชียงรายเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนทุกวัน แต่บทสนทนาบนโต๊ะกลับไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่คนถกเรื่องราคาเกษตรหรือท่องเที่ยว ปีนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทำไมชื่อที่ไม่ดังในโซเชียลถึงชนะ และทำไมบางพรรคที่เคยเป็นกระแสกลับไม่สามารถปักธงได้แม้แต่เขตเดียวในจังหวัดเชียงราย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนรูป เมื่อพรรคกล้าธรรมสามารถคว้าชัยชนะได้ 4 เขตจากทั้งหมด 7 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 2 เขต พรรคภูมิใจไทยได้ 1 เขต และพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยในจังหวัดนี้ตามชุดข้อมูลผลคะแนนที่ผู้สื่อข่าวรวบรวมจากพื้นที่

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ความคุ้นชื่อในชุมชน” อาจมีน้ำหนักมากกว่า “ความคุ้นหน้าในฟีดข่าว” และประสบการณ์ที่ประชาชนเจอจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังเหตุอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 ยังคงหลงเหลือเป็นความทรงจำที่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งของหลายคน

วันเลือกตั้งที่คนเชียงรายออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง

กรอบการออกเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไปกำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 17.00 น. และหลังปิดหีบจะเริ่มกระบวนการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งต่อหน้าประชาชน พร้อมมีระบบรายงานผลแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบและแดชบอร์ดออนไลน์ของ กกต. ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่แนวทางและขั้นตอนในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ในมุมของการกำกับดูแลความสุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน กกต. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1444 ซึ่งเป็นจุดย้ำสำคัญว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือไม่จบแค่วันลงคะแนน แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนรองรับ

บรรยากาศการใช้สิทธิในเชียงรายจึงไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ความคึกคักหน้าหน่วย แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าคะแนนแต่ละใบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความคาดหวังของจังหวัดชายแดนที่มีทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้า และพื้นที่ชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมคะแนนทั้งจังหวัด 7 เขต และความหมายของ 4 ที่นั่งที่พลิกเกม

เมื่อเรียงผลคะแนนทั้ง 7 เขตตามข้อมูลที่แนบ จะเห็น “สามภาพใหญ่” ที่ทับซ้อนกัน

ภาพแรกคือการยืนระยะของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีฐานการบริหารเมืองหรือการทำงานต่อเนื่องยาวนาน

ภาพที่สองคือการทะลุเพดานของพรรคที่สามารถเชื่อมงานช่วยเหลือหรือการประสานในพื้นที่ให้กลายเป็นความไว้วางใจทางการเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้

ภาพที่สามคือสัญญาณเตือนของการเมืองแบบกระแส เมื่อความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนความคุ้นเคยในชุมชนได้ หากประชาชนไม่เห็น “การอยู่กับปัญหา” ในวันที่พื้นที่เดือดร้อนจริง

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาเป็นพรรคกล้าธรรม 4 เขต พรรคเพื่อไทย 2 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชนไม่มีที่นั่งในเชียงรายตามชุดผลคะแนนที่ปรากฏ

เขต 1 เมืองเชียงราย ฐานท้องถิ่นและการบริหารเมืองยังเป็นแรงส่ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองเชียงราย ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ธนรัช จงสุทธานามณี ได้คะแนน 43,234 คะแนน ชนะผู้สมัครพรรคประชาชน ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ที่ได้ 33,004 คะแนน โดยมีส่วนต่าง 10,230 คะแนน

พื้นที่เขต 1 ถูกมองว่าเป็นเขตที่การบริหารท้องถิ่นส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนสูง เพราะมีความเป็นเมือง มีบริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเมืองที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่แนบระบุชื่อ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาเมืองและถูกกล่าวถึงว่าเป็นฐานสำคัญของความแข็งแรงทางการเมืองในพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนว่ามีการหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือช่วงอุทกภัยเดือนสิงหาคม 2567 มาพูดถึง โดยมี “ความเห็นของคนในพื้นที่บางส่วน” ว่าไม่ค่อยเห็นการลงพื้นที่อย่างชัดเจนของตัวแทนพรรคประชาชนในเขตอำเภอเมือง ข้อสังเกตนี้เป็นการรายงานบรรยากาศความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงชี้ผิดถูก และเมื่อเขียนในข่าวเชิงวิชาชีพจึงต้องวางให้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ

สิ่งที่คะแนนเขต 1 กำลังบอกคือ เมืองไม่ได้เลือกเพราะกระแสอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความแน่นอน” ที่มองเห็นได้ในระบบบริหารท้องถิ่น และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง

เขต 2 เวียงเชียงรุ้ง เวียงชัย แม่จันบางส่วน ความผูกพันในพื้นที่ยังคงมีผล

เขต 2 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย ได้ 33,745 คะแนน ชนะ ทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้ 24,283 คะแนน ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

ข้อมูลที่แนบสะท้อนภาพของผู้สมัครที่คนในพื้นที่เรียกติดปากและมีความเป็น “คนของพื้นที่” พร้อมทั้งมีความผูกพันผ่านบทบาททางสังคม เช่น การเชื่อมกับกีฬาในจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบทุนทางสังคมที่มักแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ค่ากับความใกล้ชิดและการเข้าถึงได้ง่าย

คะแนนเขต 2 จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า พรรคใหม่อาจรุกได้ แต่หากต้องชนกับเครือข่ายเดิมที่ทำงานในพื้นที่สม่ำเสมอ และมีนามสกุลที่ประชาชนจดจำได้ยาวนาน เกมจะตัดสินกันด้วยความต่อเนื่องมากกว่าความหวือหวา

เขต 3 แม่ลาว แม่สรวย เวียงป่าเป้า ความต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตรงจุดดันกล้าธรรมขึ้นนำ

เขต 3 พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,732 คะแนน ชนะ ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน ส่วนต่าง 8,167 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ 25,051 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขตนี้ถูกอธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประเด็นเชิงปากท้องและสิทธิในที่ดินทำกินมีน้ำหนักสูง และมีมุมมองจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนเชียงรายบางกลุ่มที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเร็วและเป็นรูปธรรม นี่เป็นทัศนะทางการเมืองที่ควรเล่าด้วยความระมัดระวัง เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนคนทั้งเขต

อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นข้อเท็จจริงในข้อมูลคือผู้ชนะในเขตนี้มีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาก่อน เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย เขต 1 ซึ่งทำให้เกิดภาพจำเรื่องความใกล้ชิดและการเข้าถึงพื้นที่ได้จริง

ในทางข่าวสารเชิงลึก เขต 3 จึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการเลือก “คนที่อยู่กับพื้นที่” มากกว่า “คนที่อยู่ในกระแส” และเป็นสัญญาณว่าความต้องการการเปลี่ยนแปลงจะถูกส่งผ่านคะแนนเสียงทันที หากประชาชนเชื่อว่ามีช่องทางทำให้ปัญหาได้รับการแก้

เขต 4 พาน ป่าแดด และพื้นที่ต่อเนื่อง เกมคะแนนตัดกันเปิดทางให้กล้าธรรมแทรกขึ้นมา

เขต 4 สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,725 คะแนน ชนะ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน ส่วนต่าง 4,155 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาชน ธรรมวัตร พรมเสน ได้ 25,724 คะแนน เป็นอันดับ 3

ตัวเลขเขตนี้สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและมีการกระจายคะแนนสูง เมื่อสองพรรคใหญ่แข่งขันกันอย่างใกล้เคียง โอกาสของพรรคที่สามจึงเกิดขึ้นได้หากสามารถรักษาฐานของตนเองและดึงคะแนนส่วนเพิ่มจากกลุ่มที่ลังเล

ข้อมูลระบุประวัติการทำงานของผู้ชนะในเขตนี้ชี้ชัดว่าเคยเป็นทั้งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย และเคยเป็น สส. มาก่อนในช่วงปี 2544 ถึง 2554 รวมถึงมีภาพจำเรื่องการผลักดันงบประมาณหรือกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนในเขตมีการตอบสนองต่อ “ผลงานที่คนจำได้” มากกว่าการสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์

ในมุมการเมืองท้องถิ่น เขต 4 ยังชี้ว่าการแข่งขันแบบตัดคะแนนกันเองของพรรคที่มีฐานใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนติดตามกระแส แต่เป็นไปตามกลไกการรวมคะแนนจริงใน

เขต 5 เทิง ขุนตาล พญาเม็งราย เชียงของบางส่วน ชัยชนะขาดลอยของภูมิใจไทยและพลังเครือข่ายพื้นที่

เขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 52,898 คะแนน ชนะ นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน ส่วนต่าง 35,593 คะแนน ขณะที่ เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 17,158 คะแนน เป็นอันดับ 3

นี่คือเขตที่คะแนนห่างที่สุดในชุดข้อมูล และเป็นเขตที่ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ตระกูลการเมืองและเครือข่ายท้องถิ่น” ยังทำงานได้จริงในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ชุมชน และการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตประจำวัน

ข้อมูลแนบระบุด้วยว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการพัฒนาจากงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความสามารถพึ่งตนเองของพื้นที่ ทำให้ความคาดหวังต่อรัฐบาลกลางอาจไม่ได้สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความคาดหวังต่อ “การเข้าถึงเร็ว” และ “การอยู่กับงานชุมชน” กลับสูงมาก

เขต 5 จึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่วัดกันด้วยความหนาแน่นของเครือข่าย และความเชื่อใจที่สะสมจากการลงพื้นที่ยาวนาน จนกระแสระดับชาติแทบไม่สามารถเขยื้อนได้

เขต 6 แม่สาย แม่ฟ้าหลวง แม่จันบางส่วน ชายแดนที่ใช้ความทรงจำเป็นบัตรเลือกตั้ง

เขต 6 มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม ได้ 28,294 คะแนน ชนะ จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน ส่วนต่าง 3,551 คะแนน ขณะที่ ชัยยนต์ ศรีสมุทร พรรคเพื่อไทย ได้ 19,007 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขต 6 ถูกพูดถึงมากในข้อมูลแนบ เพราะเป็นพื้นที่ชายแดนและเป็นพื้นที่ที่เผชิญแรงกดดันซ้อนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคง และเหตุอุทกภัยปี 2567 ที่กระทบชีวิตผู้คนอย่างหนัก

ในชุดข้อมูลที่สำคัญ มีการเล่าถึงว่าการช่วยเหลือหลังน้ำท่วมของกลุ่มหรือมูลนิธิที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนจดจำชื่อผู้ประสานงานได้ชัด และภาพการทำงานในพื้นที่ เช่น รถขนดิน รถตัดดิน ป้ายที่พบเห็นได้บ่อย กลายเป็นหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัสด้วยตา มากกว่าการรับรู้ผ่านข่าวออนไลน์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้เป็นการเล่าจากพื้นที่ส่วนหนึ่งและยังไม่มีหลักฐานในวงกว้างของการพูดคุยจึงควรวางน้ำหนักอย่างเป็นกลางว่า “เป็นภาพรับรู้ของชุมชน” ที่มีผลต่อความไว้วางใจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ทำ

ประเด็นสำคัญของเขต 6 คือการเมืองชายแดนไม่แยกจากปัญหาปากท้องและภัยพิบัติ เมื่อประชาชนต้องล้างโคลนจริง ความคาดหวังต่อผู้แทนย่อมไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภา แต่คือความสามารถประสานให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้ทัน

เขต 7 ดอยหลวง เวียงแก่น เชียงแสน เชียงของส่วนใหญ่ ความหวังงานไร้รอยต่อระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น

เขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,387 คะแนน ชนะ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

ในภาพของผู้ชนะในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่น เคยเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อของคนในพื้นที่ว่ามีความรู้จักพื้นที่จริง และมีเครือข่ายทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่อเนื่อง

อีกมิติหนึ่งที่ข้อมูลสะท้อนคือความคาดหวังของประชาชนหลังเหตุอุทกภัยว่าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังต้องซ่อมแซม และประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่เดินหน้าเร็วขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่า หากผู้แทนอยู่ในขั้วที่สามารถประสานกับกลไกรัฐได้ อาจทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากกว่า

เขต 7 จึงกลายเป็น “เขตแห่งความหวังงานประสาน” ไม่ใช่เพียงความหวังทางการเมือง แต่เป็นความหวังต่อการซ่อมถนน ซ่อมสะพาน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน และจัดการภัยพิบัติในอนาคต

ทำไมคนเชียงรายเลือกชื่อในแบนเนอร์มากกว่าชื่อในโซเชียล

ข้อสังเกตที่โดดเด่นในข้อมูลแนบคือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตามการเมืองท้องถิ่นว่า ชื่อผู้ชนะจำนวนมากเป็นชื่อที่คนในเขตรู้จักมานานกว่า 10 ปี และปรากฏบนแบนเนอร์หรือกิจกรรมในพื้นที่มากกว่าการเป็นชื่อดังในโลกออนไลน์

เมื่อแปลความในเชิงโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตัดสินใจจากสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือความคุ้นเคยแบบสัมพันธ์ตรง เคยพบ เคยคุย เคยเห็นการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงานกิจกรรม

เรื่องที่สองคือความสามารถเข้าถึงได้จริง เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อได้ แก้ได้ หรืออย่างน้อยลงมาดูให้เห็น

เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าเลือกแล้วจะพา “ทรัพยากร” เข้าพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงการ หรือการประสานหน่วยงาน

ผลการเลือกตั้งเชียงรายปีนี้จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นการตัดสินใจแบบผสม ระหว่างการประเมินผลงานเดิม การคาดหวังอนาคต และบทเรียนจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ โดยมีภัยพิบัติปี 2567 เป็นหนึ่งในฉากหลังที่ทำให้ประชาชนบางเขตให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและการฟื้นฟูมากขึ้น

การร้องเรียน การซื้อเสียง และบททดสอบความโปร่งใสหลังปิดหีบ

อีกมิติที่ปรากฏในข้อมูลก่อนหน้าและสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานรัฐคือการเฝ้าระวังการทุจริตและช่องทางร้องเรียน โดยในระดับประเทศมีการสื่อสารเรื่องการดำเนินการป้องกันข้อร้องเรียน การกำชับเจ้าหน้าที่ และการให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รวมถึงการสอบถามข้อมูลและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1444

ด้านหลักกฎหมาย การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน เป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงและความผิดที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับเชียงราย ข้อมูลที่คุณให้มาก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงการมีเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 1 กรณีในพื้นที่อำเภอพานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งในงานข่าวเชิงลึก จุดสำคัญไม่ใช่การชี้ว่าใครผิด แต่คือการติดตามว่า “กลไกตรวจสอบทำงานเร็วและโปร่งใสเพียงใด” เพราะหลังเลือกตั้ง ความชอบธรรมของผู้แทนจะตั้งอยู่บนความเชื่อของสังคมว่าเกมการแข่งขันเป็นธรรม

บทสรุปของเชียงราย 7 เขต คือความคาดหวังใหม่ของจังหวัดชายแดน

เมื่อรวบยอดทั้ง 7 เขต จังหวัดเชียงรายกำลังส่งสัญญาณเชิงนโยบายผ่านคะแนนเสียงอย่างน้อย 5 ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากให้รางวัลกับการทำงานที่ต่อเนื่องในพื้นที่ และลงโทษความรู้สึกว่าไม่เห็นการอยู่กับปัญหา ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นภาพรับรู้ ความรู้สึกนั้นมีผลจริงในคูหา

ประเด็นสอง ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้กลายเป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพผู้แทน” ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแม่สายและพื้นที่ชายแดน

ประเด็นสาม เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นยังคงแข็งแรง และสามารถเอาชนะกระแสส่วนกลางได้ หากเครือข่ายนั้นตอบโจทย์การเข้าถึงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ประเด็นสี่ พรรคการเมืองที่ต้องการปักธงภาคเหนือจำเป็นต้องทำงานแบบพื้นที่นิยม ไม่ใช่เพียงสื่อสารระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตชนะด้วยความไว้ใจรายชุมชน

ประเด็นห้า หลังจากนี้บททดสอบจะย้ายจากสนามหาเสียงไปสู่สนามบริหารและนิติบัญญัติว่า 4 ปีข้างหน้า ผู้แทนจะทำให้ความคาดหวังเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชายแดน และการรับมือภัยพิบัติ กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่

ตารางสรุปผลคะแนนตามข้อมูลที่แนบ

เขต 1

  • ธนรัช จงสุทธานามณี พรรคเพื่อไทย 43,234 คะแนน
  • ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ พรรคประชาชน 33,004 คะแนน
  • ส่วนต่าง 10,230 คะแนน

เขต 2

  • ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย 33,745 คะแนน
  • ทรงพล ชีวินมหาชัย พรรคกล้าธรรม 24,283 คะแนน
  • ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

เขต 3

  • พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม 33,732 คะแนน
  • ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,167 คะแนน

เขต 4

  • สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม 33,725 คะแนน
  • วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน
  • ส่วนต่าง 4,155 คะแนน

เขต 5

  • รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย 52,898 คะแนน
  • นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน
  • ส่วนต่าง 35,593 คะแนน

เขต 6

  • มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม 28,294 คะแนน
  • จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน
  • ส่วนต่าง 3,551 คะแนน

เขต 7

  • สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม 33,387 คะแนน
  • สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีหลังเลือกตั้ง

หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สามารถรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น วันเวลา สถานที่ ลักษณะเหตุการณ์ และแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 ตามช่องทางที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ไว้

การติดตามผลคะแนนควรแยกให้ออกระหว่างผลไม่เป็นทางการซึ่งใช้ดูแนวโน้ม กับผลอย่างเป็นทางการที่จะประกาศตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมพร้อมเลือกตั้งและการรายงานผล รวมถึงเวลาการออกเสียง ขั้นตอนรายงานผล และช่องทางติดต่อ กกต. และสายด่วน 1444 เผยแพร่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
  • เอกสารกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน
  • สถิติผลคะแนนเลือกตั้งรายเขตจังหวัดเชียงราย 7 เขต ใช้จาก “ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงาน” วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้เขียนยึดตามตัวเลขและรายชื่อที่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดีเบตเลือกตั้ง 2569 เชียงราย เมื่อมลพิษข้ามพรมแดนและภัยพิบัติแม่สายกลายเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล

เชียงรายสัญญาณเตือนจากสามเหลี่ยมทองคำ ดีเบตเลือกตั้ง 2569 ยกมลพิษข้ามพรมแดนและภัยพิบัติขึ้นเป็นวาระชาติ

เชียงราย 1 กุมภาพันธ์ 2569 ลมหนาวริมโขงพัดผ่านลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ในวันที่ภาพพระจันทร์สวยจนผู้ดำเนินรายการยังเอ่ยปากชม แต่ในบรรยากาศเดียวกันนั้น มีสิ่งที่ “สวยแต่ไม่เห็น” ถูกยกขึ้นกลางเวทีอย่างตรงไปตรงมา ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน น้ำปนเปื้อนจากต้นน้ำต่างประเทศ อาชญากรรมชายแดน และภัยพิบัติที่กำลังกลายเป็นเรื่องซ้ำปีซ้ำฤดูกาล

เวทีดีเบตสัญจรช่อง 3 ที่จัดขึ้น ณ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย เลือกตั้งใจให้พื้นที่ชายแดนเป็นฉากหลัง เพื่อสะท้อนว่า “ปัญหาชายแดน” ไม่ได้เป็นเรื่องปลายแถวอีกต่อไป หากแต่กำลังชนเข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่คุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้ ราคาปลาที่ขายไม่ได้ ไปจนถึงความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจจาก PM2.5 และความหวาดระแวงว่า น้ำหลากครั้งใหม่จะมาเมื่อไร

กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการเปิดภาพให้เห็นความต่างของ “เมืองคนละโลก” เมื่อมองข้ามแม่น้ำโขงไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่คนไทยคุ้นชื่อจากคาสิโนคิงโรมัน ขณะฝั่งเชียงแสนยังเป็นเมืองชุมชนและการท่องเที่ยวริมโขง ความต่างนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของคำถามใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ประเทศไทยจะ “เปลี่ยนใหม่” หรือ “ไปต่อ” กับชุดนโยบายเดิม ในวันที่ปัญหาข้ามแดนไม่รอระบบราชการและไม่รอรัฐบาลใหม่

บนเวทีมีตัวแทน 4 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมดีเบต ได้แก่ พรรคประชาชน โดยมี พรรณิการ์ วานิช ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย โดยมี เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม โดยมี วิกรม เตชะธีราวัฒน์ ทีมยุทธศาสตร์ และ พรรคพลวัต โดยมี กัณวีร์ สืบแสง เป็นผู้ร่วมเวที

ประเด็นใหญ่ 3 แกนในรายการคือ มลพิษน้ำจากเหมืองและสารปนเปื้อน มลพิษอากาศ PM2.5 และภัยพิบัติน้ำท่วม โดยผู้ดำเนินรายการย้ำว่า เวทีนี้ไม่ใช่เสวนาวิชาการ แต่คือการ “ขอคำมั่นสัญญา” ว่าจะทำอะไรจริงหากได้เป็นรัฐบาล เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกำลังกัดกินความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

ชาวบ้านริมลำน้ำกับคำถามที่ค้างอยู่ในร่างกาย

ช่วงหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศเวทีเปลี่ยนจาก “นโยบาย” ไปเป็น “ชีวิตจริง” คือคลิปเสียงสะท้อนชาวบ้านในพื้นที่ ที่พูดถึงน้ำขุ่น การต้องพึ่งบ่อบาดาลและประปาภูเขา รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความกลัวของผู้บริโภคต่อปลาที่จับได้

ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายแบบตรงไปตรงมาว่า ปลายังคงกินกันอยู่เพราะไม่มีทางเลือก แต่ความกังวลคือสิ่งที่สะสมในร่างกาย และสิ่งที่อาจไม่เห็นผลทันที ประโยคสำคัญที่สะท้อนจิตวิทยาของภัยเงียบคือ “คนเรา ถ้าไม่ได้เห็นตรงหน้า ไม่ได้หลั่งน้ำตาหรอก” ก่อนโยงกลับไปที่ข้อเรียกร้องเดียวกัน คือ ต้องแก้ที่ต้นตอ

อีกเสียงสะท้อนชี้ว่า น้ำปริ่มมาทุกปีและพาสารพิษตกค้างลงมา เมื่อสารพิษตกค้าง ผักที่ขึ้นริมน้ำก็ถูกเก็บกิน วงจรนี้หากปล่อยให้เหมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนในพื้นที่ก็ไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรเข้าไป “ไปเรื่อยๆ” และจะจบตรงไหน

นี่คือแก่นของเรื่องที่เวทีพยายามผลักจาก “เรื่องท้องถิ่น” ให้ขึ้นเป็น “วาระระดับชาติ” เพราะแม้ต้นทางจะอยู่นอกประเทศ แต่ปลายทางคือคนไทย

ความต่างของพรรคการเมือง เมื่อปัญหาอยู่นอกอำนาจอธิปไตย

ประเด็นยากที่สุดของมลพิษข้ามแดนคือ รัฐไทยไม่มีอำนาจสั่งการในประเทศต้นทาง เวทีจึงพุ่งไปที่ “การทูต” และ “กฎหมาย” ว่าใครจะทำอย่างไรให้เกิดผลจริง

พรรคภูมิใจไทย ชูแผนระยะสั้นถึงระยะยาว และเสนอร่างกฎหมายมลพิษข้ามแดน

ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการแก้ปัญหาระยะสั้นในพื้นที่แล้ว เช่น โครงการผันน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปาที่ปลอดภัย และย้ำการขับเคลื่อนมาตรการเรื่องมลพิษข้ามแดน โดยอ้างถึงประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องการตรวจสอบแหล่งที่มาไม่เกี่ยวกับการเผาในประเด็นฝุ่น

สำหรับนโยบายใหม่ที่ส่งให้ กกต. ตัวแทนพรรคกล่าวถึงการทำงานระยะกลางเพื่อสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และระยะยาวที่เน้นการต่างประเทศและห่วงโซ่อุปทานร่วม พร้อมประกาศแนวทางเสนอ “ร่างกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน” เพื่อปกป้องประชาชน หากกิจกรรมของบริษัทไทยไปเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ที่ทำให้คนไทยได้รับผลกระทบ

ช่วงที่เป็น “ใจกลางความขัดแย้ง” คือการตอบคำถามเรื่องการเจรจากับจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนพรรคยืนยันความมั่นใจต่อผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรค โดยกล่าวถึง อนุทิน ชาญวีรกูล และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าเป็นผู้ที่ “น่าไว้ใจ” ในการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอื่นบนเวทีโต้แย้งว่า ปัญหาดำรงอยู่มานานและการเจรจากับจีนยังไม่เห็นความคืบหน้าเชิงรูปธรรม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คำว่า “ความจริงใจ” ถูกหยิบมาขยายในช่วงต่อไป

พรรคพลวัต ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ และยกจีนเป็นตัวแปรสำคัญ

ตัวแทนพรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่กว่า “เชียงราย” โดยโยงให้เห็นวิกฤตชายแดนรอบด้านของไทย แล้วกลับมาที่สารพิษลำน้ำและเหมือง โดยระบุว่ารัฐรู้ต้นเหตุ แต่สิ่งที่ขาดคือ “จุดยืนทางการทูต” ที่ไม่เงียบและไม่วิ่งตามเกมประเทศใหญ่

จุดที่หนักที่สุดคือการกล่าวหาว่าต้นเหตุสำคัญคือการลงทุนจากจีนในพื้นที่เมียนมา และเรียกร้องให้ไทยใช้แนวคิด business and human rights กดดันให้เกิดความรับผิดชอบในห่วงโซ่ธุรกิจ รวมถึงเสนอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องแร่แรร์เอิร์ธในไทย ซึ่งฝ่ายนี้มองว่าเป็นสัญญาณสวนทางกับการต่อต้านแร่จากแหล่งปนเปื้อน

ข้อเสนอของพรรคนี้แบ่งเป็นระยะสั้นถึงระยะยาวคล้ายพรรคอื่น แต่เน้นหนักที่การปิดหรือควบคุมเหมืองที่ต้นทาง และยอมรับตรงไปตรงมาว่า หากเมียนมายังไร้สันติภาพ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยากมาก

พรรคประชาชน เสนอใช้กรอบความร่วมมือล้านช้างแม่โขง และระบบตรวจสอบย้อนกลับเชิงโครงสร้าง

พรรคประชาชนพยายามทำให้ข้อเสนอ “จับต้องได้” โดยอธิบายกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถบังคับใช้ได้จริงในมุมมองของพรรค และเสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้างแม่โขงซึ่งครอบคลุมประเทศในห่วงโซ่ เพื่อทำแผนปฏิบัติการร่วม ไม่ต้องเริ่มกฎหมายใหม่ทั้งหมด แต่ต้องทำให้การบังคับใช้จริงจัง

ตัวแทนพรรคยังยกโจทย์เชิงเทคนิคที่สื่อถึง “ช่องโหว่ระบบ” คือพิกัดศุลกากรของแร่ที่เป็นหมวดเดียว ทั้งที่แรร์เอิร์ธมีหลายชนิด ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับอาจไม่ละเอียดพอ ข้อเสนอจึงไปที่การปรับระบบพิกัดและข้อมูล เพื่อให้มาตรการตรวจสอบในกฎหมายที่มีอยู่ทำงานได้จริง

ส่วนที่เป็นประเด็นทางสังคมมากที่สุดคือ “การเยียวยา” ตัวแทนพรรคกล่าวถึงตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรและพื้นที่ริมแม่น้ำ พร้อมย้ำว่าคนที่รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นคนจน และตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรการเยียวยายังไม่จริงจัง

ในอีกมิติหนึ่ง พรรคประชาชนเสนอแนวทางสื่อสารความเสี่ยงแบบรวมศูนย์และรายงานต่อเนื่อง เช่น การตรวจสารในปลา น้ำ พืช และการสื่อสารเชิงปริมาณว่าควรบริโภคอย่างไรเพื่อลดผลกระทบ โดยยกตัวอย่างต่างประเทศเพื่อชี้ว่า “ข้อมูลต่อเนื่อง” ช่วยทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชน เพราะลดการตื่นตระหนกแบบเหมารวม

พรรคกล้าธรรม เสนอศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ และตรวจสุขภาพฟรีแบบเชิงรุก

ข้อเสนอหลักของพรรคกล้าธรรมคือการตั้งศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ ให้เป็นศูนย์รวมหลายกระทรวงเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานเดียว พร้อมเสนอเร่งชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ และยกระดับการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ รวมถึงการตรวจสุขภาพฟรีเพื่อค้นหาความเสี่ยงที่ประชาชนอาจไม่รู้ตัว

พรรคนี้ย้ำภาพการทำงานที่ “ทำมากกว่าพูด” ผ่านการอ้างถึงการลงพื้นที่ช่วยเหตุภัยพิบัติของแกนนำพรรคในอดีต ซึ่งเป็นการสื่อสารทางการเมืองที่พยายามแปลง “ความจริงใจ” ให้เป็นภาพจำเชิงปฏิบัติ

เสียงภาคประชาสังคม คำว่าความจริงใจและคำว่าเทาเทา

ช่วงที่ทำให้เวทีมีน้ำหนักเชิงสังคมมากขึ้นคือการเชิญ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มคนรักเชียงของ ขึ้นสะท้อนความเห็นหลังฟังตัวแทน 4 พรรค

เขาให้ความเห็นว่า นโยบายสำคัญ แต่เหนือกว่านโยบายคือ “ความจริงใจ” เพราะปัญหานี้รุนแรงและกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ ห่วงโซ่อาหาร และอนาคตคนรุ่นต่อไป พร้อมเสนอว่าควรแยกการแก้ปัญหาเป็นสองส่วนให้ชัด คือการแก้ภายในประเทศเพื่อดูแลสุขภาวะและอาชีพ และการแก้ข้ามพรมแดนที่ต้องยกระดับไปถึงความร่วมมืออนุภูมิภาคหรือระดับโลก

ประโยคที่สะเทือนที่สุดในเชิงการเมืองคือการกล่าวว่า เรื่องเหมืองและสารพิษ “สัมพันธ์กับเรื่องเทาเทา” และไป “เหยียบตีนใครมากมาย” ทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่เทคนิคการทูตหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลใหม่จะต้านแรงเสียดทานจากผลประโยชน์ทับซ้อนได้จริงแค่ไหน

ในความหมายทางข่าว นี่คือจุดที่ปมเรื่อง “มลพิษ” ถูกผูกเข้ากับปมเรื่อง “ธรรมาภิบาล” อย่างสมบูรณ์

ฝุ่น PM2.5 จากภาพพระจันทร์สวย สู่ตัวเลขที่ทำให้คนป่วยแบบผ่อนส่ง

เมื่อเวทีเข้าสู่ช่วงฝุ่น PM2.5 ผู้ดำเนินรายการใช้ภาพง่ายแต่แทงใจ คือพระจันทร์สวยที่เห็นด้วยตา แต่ฝุ่นพิษที่มองไม่เห็น และชวนผู้ชมต่างพื้นที่นึกถึงแจ้งเตือนบนมือถือในช่วงฤดูฝุ่น

สาระสำคัญของช่วงนี้ไม่ใช่การถกว่าฝุ่นมาจากไหนฝ่ายเดียว เพราะทุกคนยอมรับว่ามีทั้งในประเทศและข้ามแดน แต่คือ “เครื่องมือรัฐ” ที่จะทำให้การลดฝุ่นไม่เป็นแค่คำประกาศในฤดูข่าว

ปมร้อนเรื่องสินค้าเกษตรจากพื้นที่เผา เมื่อประกาศมีแล้ว แต่บังคับใช้จริงหรือไม่

แกนถกเถียงอยู่ที่มาตรการทางการค้า โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ และวิธีตรวจสอบย้อนกลับ

ฝ่ายพรรคประชาชนย้ำว่า รัฐบาลก่อนหน้าประกาศหลายครั้งว่าจะไม่นำเข้า แต่ไม่ทำจริง พร้อมวิจารณ์ว่าแนวทางที่ให้ “ผู้นำเข้ารับรองตัวเอง” เป็นช่องโหว่ เพราะไม่มีใครรับรองว่าตัวเองผิด และตั้งคำถามว่าเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางจะตรวจสอบอย่างไรในสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน

ฝ่ายภูมิใจไทยชี้แจงว่า การรับรองไม่ใช่จบที่คำพูด แต่ต้องแนบข้อมูลพื้นที่และตรวจสอบด้วยดาวเทียมได้ หากไม่ตรงก็ไม่รับซื้อ พร้อมให้เหตุผลว่า หากไม่อนุญาตนำเข้าเลยอาจเกิดสินค้าหนีภาษีหรือสินค้าเถื่อน จึงต้องมี “รั้วและการเฝ้าระวัง” แทนการปิดประตูทั้งหมด

พรรคกล้าธรรมเสนอกรอบ “การทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข” กล่าวถึงการใช้แต้มต่อของไทย เช่น พลังงานหรือไฟฟ้า เป็นเครื่องต่อรอง เพื่อให้ประเทศต้นทางลดการเผาและลดฝุ่นที่ไหลเข้ามา

พรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่ขึ้นไปอีก โดยพยายาม “รีเฟรม” PM2.5 ให้เป็นความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเพื่อใช้เวทีพหุภาคีระดับโลก และพูดถึงการใช้เงินทุนด้านภูมิอากาศเพื่อช่วยประเทศต้นทางปรับตัว ลดการเผา โดยเน้นแนวทางเชิงบวก ไม่ข่มขู่ แต่ยกระดับเรื่องขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศควบคู่กลไกอาเซียน

ในทางข่าว จุดที่ต้องจับตาคือ ทุกแนวทางจะชนะหรือแพ้ที่ “การตรวจสอบย้อนกลับ” และ “การบังคับใช้” เพราะหากมาตรการมีช่องโหว่ ความเชื่อมั่นของสังคมจะพัง และแรงกดดันจะไหลย้อนกลับมาที่เกษตรกรชายแดนไทยซึ่งไม่ใช่ต้นเหตุ

ภัยพิบัติแม่สาย ความทรงจำที่ยังไม่จาง และความกลัวที่นอนไม่หลับ

จากมลพิษที่ค่อยๆ สะสม เวทีพาเข้าสู่ภัยพิบัติที่ “มาแบบฉับพลัน” และทำลายทุกอย่างในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กรณีแม่สายถูกยกเป็นภาพจำของน้ำหลากและโคลนถล่มที่ทำให้การฟื้นฟูกินเวลายาวนาน

คำถามกลางเวทีถูกตั้งแบบไม่อ้อมค้อม ปีนี้จะโดนอีกหรือไม่ และรัฐบาลจะทำอะไรที่ใหม่กว่าเดิม ไม่ใช่แค่เยียวยาหลังน้ำลด แต่ต้องป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย

พรรคกล้าธรรมเสนอสามแกนหลัก คือการช่วยเหลือทันทีด้วยศูนย์บัญชาการที่มีอำนาจจริง การแก้ระบบระบายน้ำ ลอกคูคลอง และระบบเตือนภัยเรียลไทม์ พร้อมเสนอระบบเยียวยาดิจิทัลที่ติดตามได้ เพื่อเลิกยุคเอกสารกระดาษในวันที่ผู้ประสบภัยแทบไม่มีแรงทำเรื่อง

พรรคภูมิใจไทยชี้ไปที่ “ช่องว่างเชิงกฎหมาย” ในช่วงก่อนเกิดภัย โดยอธิบายว่า หากท้องถิ่นเตรียมศูนย์อพยพหรือจัดซื้อเพื่อป้องกันภัย แต่ภัยไม่เกิด อาจถูกตรวจสอบภายหลัง ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าลงมือ จึงเสนอให้ปรับกฎหมายหรือระเบียบให้รองรับการเตรียมการล่วงหน้าอย่างถูกต้อง พร้อมยกภาพการพัฒนาระบบบริการฉุกเฉินเป็นตัวอย่างว่าการเตรียมพร้อมเชิงระบบทำได้ หากรัฐออกแบบให้ถูก

พรรคประชาชนชู “เจตจำนงทางการเมือง” และการจัดลำดับความสำคัญ โดยยืนยันว่าการรับมือโลกรวนและภัยพิบัติถูกยกเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของทีมบริหาร และเน้นว่าช่วงเกิดภัย นายกรัฐมนตรีต้องนั่งหัวโต๊ะเพื่อสั่งการข้ามกระทรวง ลดไซโลราชการ พร้อมย้ำเรื่อง “ความเชื่อใจ” ระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะการเตือนภัยจะมีค่าเมื่อคนเชื่อว่าข้อมูลจริง ไม่มั่ว และสื่อสารเข้าใจง่าย

พรรคพลวัตเสนอภาพจากประสบการณ์ภาคใต้ ชี้ว่ากฎหมายและโครงสร้างมีอยู่แล้ว แต่ที่ล้มเหลวคือการบริหารแบบครอบงำจากส่วนกลาง ส่งหลายหน่วยลงพื้นที่จนซ้ำซ้อน เละในภาคปฏิบัติ และจึงเสนอแนวทางกระจายอำนาจถึงขั้นให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ผู้บริหารพื้นที่มีความชอบธรรมสูงและรู้ปัญหาจริง

ในเชิงข่าว นี่คือการถกกันระหว่างแนวคิด “รวมศูนย์เพื่อสั่งการเร็ว” กับ “กระจายอำนาจเพื่อรู้พื้นที่จริง” ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างเหตุผลด้านประสิทธิภาพ แต่ผลลัพธ์จริงจะตัดสินที่การออกแบบระบบบัญชาการร่วม การจัดงบประมาณ และความโปร่งใสในการใช้เงินภัยพิบัติ

เมื่อชายแดนไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป

เวทีเชียงแสนทำให้เห็นภาพชัดว่า “ชายแดน” ถูกยกระดับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศในสามมิติพร้อมกัน

มิติแรก สุขภาพและสิ่งแวดล้อม น้ำปนเปื้อนและฝุ่นพิษไม่หยุดที่เส้นแดน แต่เข้าถึงปอดและจานข้าวของคนไทย

มิติที่สอง เศรษฐกิจฐานราก เมื่อข่าวปนเปื้อนกระจาย ราคาสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำถูกกดลงทันที แม้ความเสี่ยงจริงจะยังต้องตรวจพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

มิติที่สาม ความมั่นคง ชายแดนเชื่อมกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และเศรษฐกิจเงา ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องอำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สิ่งที่เวทีไม่ปิดบังคือความจริงที่ว่า ปัญหาเหล่านี้แก้ยาก เพราะต้องไปแตะผลประโยชน์ ทั้งในและนอกประเทศ และต้องอาศัยการทูตแบบมีพลังต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลคนในพื้นที่แบบไม่ปล่อยให้เป็นผู้รับกรรมเงียบๆ

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตาหลังเวที

ประเด็นเด่นอันดับหนึ่ง การทำให้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ข่าวฤดูกาล
ทุกพรรคพูดถึงการทูตและความร่วมมือ แต่ต่างกันที่เครื่องมือ บางพรรคเน้นกฎหมายใหม่ บางพรรคเน้นกรอบความร่วมมือเดิม บางพรรคเน้นเงื่อนไขต่อรอง

ประเด็นเด่นอันดับสอง ระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง
ข้อเสนอเรื่องการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ การบูรณาการข้อมูลหลายหน่วยงาน และการสื่อสารเชิงปริมาณต่อประชาชน เป็นจุดที่หากทำได้จริงจะลดทั้งความเสี่ยงสุขภาพและความเสียหายเศรษฐกิจจากความตื่นตระหนก

ประเด็นเด่นอันดับสาม ภัยพิบัติและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ
การถกเถียงชี้ชัดว่า ประเทศยังติดปัญหาโครงสร้างในช่วงก่อนเกิดภัย ทั้งระเบียบงบประมาณ อำนาจท้องถิ่น และระบบบัญชาการร่วม

ประเด็นรองที่สำคัญ ความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
คำว่าเทาเทาถูกพูดบนเวทีโดยภาคประชาสังคม ทำให้รัฐบาลใหม่หากเกิดขึ้นต้องตอบด้วยความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นทุกนโยบายจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

ประเด็นรองอีกด้าน ความชอบธรรมของมาตรการการค้า
การห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่เผา หากทำไม่รัดกุม อาจกระทบผู้ประกอบการและเกิดตลาดมืด แต่หากทำแบบหลวม ก็ไม่ต่างจากการประกาศเพื่อภาพลักษณ์

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ระหว่างรอรัฐบาลใหม่และนโยบายใหญ่

หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง ใช้หน้ากากที่กรองอนุภาคละเอียดได้ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจ

สอง สำหรับชุมชนริมน้ำ ใช้น้ำจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ควรติดตามประกาศเตือนของหน่วยงานรัฐในพื้นที่และขอคำแนะนำจากหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

สาม เก็บหลักฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจและสุขภาพอย่างเป็นระบบ เช่น ใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายซื้อน้ำดื่ม เครื่องกรอง รายได้ที่หายไป เพื่อใช้ประกอบการขอเยียวยาหรือมาตรการช่วยเหลือ

สี่ ใช้สิทธิพลเมืองในการถามนโยบายให้เฉพาะเจาะจง เช่น จะตรวจสอบย้อนกลับอย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพข้อมูลกลาง จะประกาศพื้นที่เสี่ยงแบบใด จะชดเชยกลุ่มใดก่อน และมีกำหนดเวลาเท่าไร

บทสรุปจากเชียงแสน ถึงผู้มีอำนาจชุดต่อไป

เวทีดีเบตริมโขงไม่ได้ให้คำตอบว่าใคร “ชนะ” ในเชิงวาทกรรม แต่ให้ภาพชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่เส้นแบ่งแดนใช้การไม่ได้ ทั้งฝุ่น ทั้งน้ำ ทั้งภัยพิบัติ และทั้งเศรษฐกิจเงา

คำถามจริงจึงไม่ใช่แค่นโยบายสวยหรู แต่คือรัฐบาลชุดต่อไปจะกล้าพอไหมที่จะทำให้คำมั่นสัญญา “มีต้นทุนทางการเมือง” กับคนที่ไม่อยากให้เปลี่ยน และจะจริงใจพอไหมที่จะทำให้ชายแดนไม่ใช่พื้นที่รับกรรมเงียบๆ อีกต่อไป

หากรัฐบาลใหม่ทำได้ ชายแดนอาจกลายเป็นแนวหน้าแห่งความร่วมมือและความปลอดภัยของชีวิต แต่หากทำไม่ได้ สามเหลี่ยมทองคำในคืนพระจันทร์สวยก็จะยังเป็นภาพเดิม คือความสวยที่กลบฝุ่น และความคึกคักที่ซ่อนความเสี่ยงไว้ใต้ลมหายใจของคนท้องถิ่น

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

หมายเหตุ ข้อมูลส่วนนี้เป็นสถิติและกรอบมาตรฐานที่เผยแพร่สาธารณะต่อเนื่อง เพื่อประกอบความเข้าใจเรื่อง PM2.5 มลพิษข้ามแดน และการจัดการภัยพิบัติ ไม่ใช่ตัวเลขยืนยันเฉพาะเหตุการณ์ในคลิปดีเบต เว้นแต่ตัวเลขที่ผู้ร่วมเวทีกล่าวเองซึ่งต้องถือเป็นคำกล่าวบนเวทีและควรตรวจสอบซ้ำ

1 มาตรฐานคุณภาพอากาศ PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ
องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับปรับปรุงปี 2021 และชี้ความเชื่อมโยงระหว่าง PM2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

2 กลไกความร่วมมืออาเซียนด้านหมอกควันข้ามแดน
อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ลงนามปี 2002 เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญของภูมิภาค

3 ข้อมูลฮอตสปอตไฟป่าและการเผาในที่โล่ง
ประเทศไทยมีการรายงานจุดความร้อนจากดาวเทียมผ่านหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ใช้ประกอบการติดตามการเผาและการบริหารจัดการในฤดูหมอกควัน

4 การติดตามคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อน
หน่วยงานด้านมลพิษและทรัพยากรน้ำของไทยมีรายงานการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะในลุ่มน้ำหลัก ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานตรวจสอบข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำและตะกอน

5 การจัดการภัยพิบัติและกรอบกฎหมายในไทย
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรอบกฎหมายหลักสำหรับการเตรียมพร้อม การตอบโต้ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ครอบครัวข่าว3 
  • องค์การอนามัยโลก แนวทางคุณภาพอากาศโลก ฉบับปี 2021 เรื่อง PM2.5 และผลกระทบสุขภาพ

  • สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ปี 2002

  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศและรายงานสถานการณ์มลพิษ รวมถึงฐานข้อมูลการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ

  • กรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลสภาพอากาศ ลม และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการสะสมฝุ่นในบรรยากาศ

  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ข้อมูลจุดความร้อนและการติดตามการเผาจากดาวเทียม

  • กระทรวงพาณิชย์ ประกาศและมาตรการด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผาและการตรวจสอบย้อนกลับ

  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรอบการจัดการภัยพิบัติ แผนปฏิบัติการ และแนวทางการเตรียมพร้อมระดับพื้นที่

  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านการตรวจรักษาและการเข้าถึงบริการสุขภาพในภาวะเสี่ยง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เจาะลึกเลือกตั้งเชียงราย 2569 พลัง 9.4 แสนเสียงและเทรนด์ Google Trends ที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เจาะลึกความตื่นตัวคนเชียงรายบนสมรภูมิเลือกตั้ง จากขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงสู่เทรนด์ดิจิทัล และสัญญาณเตือนที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ก่อนถึงวันหย่อนบัตร บรรยากาศการเมืองในเชียงรายไม่ได้เริ่มที่เวทีปราศรัย หากเริ่มจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คำค้นหาว่าด้วยการใช้สิทธิพุ่งขึ้นเป็นคลื่น ผู้คนถามหาวิธีตรวจสอบสิทธิ ถามหาการเลือกตั้งล่วงหน้า ถามหาการเลือกตั้งนอกเขต และถามหานโยบายพรรคการเมืองแบบเจาะจงรายกระทรวง ภาพนี้ทำให้ “การตื่นตัว” ไม่ได้หมายถึงแค่การไปคูหา แต่หมายถึงการพยายามจัดการความไม่แน่นอนของชีวิตด้วยข้อมูล ในจังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 948,989 คนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เสียงหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ประชาธิปไตย แต่เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่กำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณ นโยบายสาธารณะ และอำนาจต่อรองของพื้นที่ชายแดนตอนบนในรัฐบาลชุดถัดไป

ขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงที่กระจายเป็น 7 เขต และผู้หญิงมากกว่าผู้ชายทุกเขต

ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม แสดงความหนาแน่นและการกระจายตัวที่พรรคการเมืองเลี่ยงไม่ได้ เขต 1 และเขต 4 เป็นพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมมากที่สุด แตะระดับมากกว่า 141,000 คนต่อเขต ขณะที่เขต 6 เป็นเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด 126,632 คน จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดคือ “องค์ประกอบ” เพราะทุกเขตมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเขต 1 ที่ส่วนต่างมากกว่า 11,000 คนตามข้อมูลที่คุณให้ไว้ นัยทางการเมืองของโครงสร้างเพศไม่ใช่เรื่องการเหมารวมรสนิยมทางการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ภาระชีวิต” และ “ความเสี่ยง” ที่ผู้มีสิทธิรู้สึกในแต่ละวัน เช่น ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สุขภาพ การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ความปลอดภัย และสวัสดิการที่แตะชีวิตจริง หากพรรคใดสื่อสารนโยบายแบบไม่เห็นความจริงเหล่านี้ ก็เท่ากับพูดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ของจังหวัด

เทรนด์ค้นหาพุ่ง แปลว่าตื่นตัว หรือกำลังวิตก

ข้อมูลสรุปจากการติดตามพฤติกรรมค้นหาในช่วงก่อนเลือกตั้งที่อ้างอิง Google Trends ชี้ว่า คำค้นหาเกี่ยวกับ “เลือกตั้งนอกเขต” เพิ่มขึ้นสูงมาก และคำค้นเกี่ยวกับ “ขั้นตอนการเลือกตั้ง” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถอดรหัสเชิงข่าวได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ประเด็นแรก การค้นหาเลือกตั้งนอกเขตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรแฝงที่ยังต้องการรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเอง คนทำงานนอกภูมิลำเนาไม่อยากถูกตัดออกจากอนาคตของบ้านเกิด ประเด็นที่สอง การค้นหานโยบายรายพรรคและรายกระทรวง สื่อว่าการตัดสินใจของประชาชนกำลังขยับจากความชอบส่วนตัวไปสู่การถามหาผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นโยบายไม่ใช่โปสเตอร์ แต่คือคำตอบเรื่องรายได้ ค่าครองชีพ และบริการสาธารณะ ประเด็นที่สาม การที่คำค้นอย่าง “ประชามติ” ถูกพูดถึงในฐานะคำค้นที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งเริ่มมองการเมืองเป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเลือกคน อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเชิงข้อมูลมักเกิดขึ้นคู่กับความไม่สบายใจ เพราะคนจะค้นหาหนักที่สุดในเรื่องที่รู้สึกว่า “เสี่ยง” หรือ “ไม่แน่ใจ” และการเมืองไทยในสายตาประชาชนก็ถูกวางอยู่ในอารมณ์แบบนั้นจริง

โพลพระปกเกล้า ชี้ความรู้สึกแย่ลง และความคาดหวังต่อผู้นำที่แก้ปากท้องกับปราบโกง

KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า รายงานว่า ประชาชนจำนวนมากมองการเมืองไทยแย่ลง และมีสัดส่วนที่มองว่าดีขึ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกด้าน โพลยังสะท้อน “ความหวังที่มีเงื่อนไข” คือประชาชนอยากได้ผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและจัดการคอร์รัปชันให้เห็นผล โจทย์นี้ตีความได้ว่า คนจำนวนมากเชื่อว่าปากท้องกับทุจริตเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีแฝงที่ประชาชนจ่ายผ่านค่าครองชีพ คุณภาพบริการรัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป เมื่อเอาโพลระดับประเทศมาวางทับกับบริบทเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน มีทั้งมิติท่องเที่ยว การค้า แรงงานย้ายถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จะยิ่งเห็นว่า “ปากท้อง” ในความหมายของคนเชียงรายไม่ใช่แค่รายได้รายวัน แต่รวมถึงความมั่นคงทางสุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนชีวิตจากความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

สมรภูมิผู้สมัครปี 2569 คนลงลดลง แต่เครือข่ายเดิมยังเหนียวแน่น และภาคเหนือเด่นสุด

ฐานข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เมื่อจำนวนผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั่วประเทศลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 และจำนวนพรรคที่ส่งผู้สมัครก็ลดลงเช่นกัน ในระดับภาค Rocket Media Lab ชี้ว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนอดีต สส. ที่กลับมาลงในนามพรรคเดิมสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งตีความได้ว่า “การเมืองแบบทำพื้นที่ต่อเนื่อง” ยังเป็นทุนสำคัญของภาคเหนือ ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้สมัครหน้าใหม่ แหล่งที่มาสำคัญคือ “นักการเมืองท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายชุมชน รู้ปัญหาเชิงพื้นที่ และสื่อสารกับฐานรากได้โดยไม่ต้องอาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก ภาพรวมนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการชนกันของพรรคใหญ่ แต่เป็นการชนกันของ “ระบบเครือข่าย” ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องตัดสินใจบนคำถามที่จริงจังขึ้นว่า ใครแก้ปัญหาได้จริง ใครตรวจสอบได้ ใครมีต้นทุนทางการเมืองที่ทำให้รับผิดรับชอบต่อพื้นที่ในระยะยาว

เชียงรายอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่า และคนค้นหานโยบายหนักขึ้น

เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่าอย่างชัดเจนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และพฤติกรรมค้นหานโยบายเพิ่มขึ้นตามสัญญาณจาก Google Trends เกมการเมืองในเชียงรายจึงยากขึ้นสำหรับการหาเสียงแบบคำขวัญกว้าง ๆ พรรคการเมืองที่คิดจะชนะในเชียงรายจำเป็นต้องตอบอย่างน้อย 3 เรื่องให้ได้แบบเป็นรูปธรรม เรื่องแรก ปากท้องที่ผูกกับโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน ตั้งแต่รายได้ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ไปถึงค่าครองชีพในเมืองที่สูงขึ้น เรื่องที่สอง บริการรัฐที่แตะชีวิตผู้ดูแลครอบครัว โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิการ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องรับบทดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนในบ้าน เรื่องที่สาม ความปลอดภัยและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่น เพราะความไม่ไว้ใจต่อการเมืองที่สะท้อนในโพล ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนต่อระบบที่ตรวจสอบยาก

วันเลือกตั้งใกล้เข้ามา และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือใช้สิทธิให้ไม่ตกหล่น

สื่อสากลรายงานว่า กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ พร้อมตัวเลขผู้มีสิทธิทั่วประเทศในระดับหลายสิบล้านคน ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อไม่ให้สิทธิตกหล่น คือ ตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้งของตนเองให้ถูกต้อง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลือกตั้งนอกเขตหรือเลือกตั้งล่วงหน้า ควรติดตามกรอบเวลาการลงทะเบียนตามประกาศทางการ อ่านนโยบายแบบเทียบกันเป็นชุด โดยถามหาตัวชี้วัดที่วัดผลได้ ไม่ใช่แค่คำสัญญา ตั้งคำถามกับผู้สมัครเรื่องปัญหาพื้นที่จริง ตั้งแต่เศรษฐกิจครัวเรือน งาน รายได้ ไปจนถึงประเด็นชายแดนและสิ่งแวดล้อมที่กระทบคุณภาพชีวิต

ความตื่นตัวของเชียงรายคือเสียงเตือนว่า ประชาธิปไตยกำลังย้ายจากเวทีปราศรัยสู่สมรภูมิข้อมูล

ภาพรวมทั้งหมดบอกว่า ความตื่นตัวของคนเชียงรายและคนไทยไม่ใช่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการขยับของประชาชนไปสู่การเมืองที่อิงข้อมูลมากขึ้น ในวันที่ความรู้สึกต่อการเมืองยังหนักไปทางแย่ลงตามผลสำรวจ ประชาชนจึงยิ่งต้องการความมั่นใจว่าเสียงของตนจะถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สำหรับพรรคการเมือง สัญญาณจากเชียงรายมีความหมายตรงไปตรงมา อย่าประเมินผู้มีสิทธิต่ำกว่าความจริง อย่าคิดว่าแบรนด์พรรคชนะได้ด้วยตัวเอง และอย่าละเลยความโปร่งใส เพราะยุคที่ประชาชนตามข้อมูลได้ง่ายขึ้น กำลังทำให้ต้นทุนของความคลุมเครือสูงขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร 
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Rocket Media Lab ฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งและการจัดกลุ่มผู้สมัคร
  • รายงานสรุปเทรนด์คำค้นจาก Google Trends ที่สื่อไทยเผยแพร่
  • สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll และการนำเสนอผลสำรวจผ่านสื่อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ดร.บุ๋ม ปนัดดา ลงพื้นที่เชียงราย ดัน “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ที่เชียงแสน เป็นจุดอพยพและศูนย์ฝึกกู้ชีพถาวร

เชียงรายเดินเกม “รับมือภัยพิบัติ” ระยะยาว ดร.บุ๋ม องค์กรทำดี ดันแนวคิด “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ ตั้งเป้าเป็นจุดอพยพ ศูนย์ฝึกกู้ชีพ ชูโปร่งใสไม่การเมือง แต่โจทย์ใหญ่คือ “ระบบบริหาร” ที่ต้องตรวจสอบได้

เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — บทเรียนจากน้ำท่วมและโคลนถล่มไม่ได้ทิ้งไว้แค่ภาพความเสียหาย แต่ทิ้ง “คำถาม” ที่หนักกว่านั้นเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ดับ เมื่อข่าวลือวิ่งเร็วกว่าเรือท้องแบน เมื่อคนไม่รู้ว่าควรไปอยู่จุดไหน… ใครคือศูนย์กลางคำสั่ง? ใครยืนยันข้อมูล? และความช่วยเหลือจะถูกกระจายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร

ในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติทั่วโลกถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การตั้ง “ศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดชายแดนที่มีภูเขา ต้นน้ำ และชุมชนกระจายตัว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ศูนย์หนึ่งแห่ง ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความหวัง หากต้องเป็น โครงสร้างที่ใช้งานได้จริง ในวันที่ทุกอย่างรวนที่สุด

สอบถามพื้นที่ “เห็นเอกสารแล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียด” และยังรอคำชี้แจงจากมูลนิธิ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังมูลนิธิ “องค์กรทำดี” แต่ ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะเดียวกัน ในการลงพื้นที่ ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย ทีมข่าวได้โทรสอบถาม นายพิเศษ อาษา นายกเทศมนตรีตำบลห้วยสัก ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ได้เห็นเอกสารเกี่ยวกับการสร้างศูนย์แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด และในส่วน “พื้นที่ตั้ง” ยังไม่มีการเปิดเผย ต้องรอรายละเอียดด้านการก่อสร้างอีกครั้ง

น้ำหนักของคำให้ข้อมูลนี้สะท้อนว่า โครงการอยู่ในช่วง “เริ่มเดินเอกสาร เริ่มประสาน” มากกว่าช่วงประกาศรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา ว่า อะไรคือข้อมูลที่มีแล้ว และ อะไรคือข้อมูลที่ยังต้องเปิดเผยเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้

จุดเริ่มต้นของแนวคิด เมื่อ “สัญญาณล่ม” ความสับสนกลายเป็นภัยซ้ำ

ตามข้อมูลที่ทีมข่าวรวบรวม โครงการ “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ถูกอธิบายว่าเกิดจากบทเรียนวิกฤตน้ำท่วมและโคลนถล่มในปีก่อนหน้า โดย “ปัญหาหนัก” ที่เจอซ้ำคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด คนในพื้นที่และหน่วยกู้ภัยจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จุดอพยพที่แน่ชัด และระบบรับ กระจายของบริจาคถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส จนทำให้ความช่วยเหลือล่าช้ากว่าที่ควร

ในเชิงการจัดการภัยพิบัติ ความล่มของการสื่อสารมักทำให้เกิด “โดมิโน” ตั้งแต่การอพยพช้า การช่วยเหลือซ้ำซ้อน ไปจนถึงการละเลยกลุ่มเปราะบาง เพราะทุกคนไม่มี “จุดยึดร่วม” ว่าข้อมูลใดจริง จุดใดปลอดภัย และใครเป็นผู้ประสานหลัก

ภาพใหญ่ของความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดกับเชียงรายเท่านั้น รายงานข่าวสากลสะท้อนว่าเหตุอุทกภัยในไทยในช่วงไม่กี่ปีหลังส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก และภาคเหนือรวมถึงเชียงรายเคยถูกระบุเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบางระลอกด้วย

“30 ไร่” ที่เชียงราย ศูนย์ฯ จะเป็นอะไรในวันเกิดเหตุ และเป็นอะไรในวันปกติ

ข้อมูลโครงการที่ทีมข่าวมีระบุว่า พื้นที่ศูนย์ฯ ได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อมร มอบที่ดิน 30 ไร่ คาดว่าจะอยู่ที่ ต.ห้วยสัก จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนาศูนย์ฯ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงผ่าน “ประชาพิจารณ์” แล้ว

ภารกิจ “วันเกิดเหตุ” จุดอพยพหลัก ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ

บทบาทช่วงเกิดภัยพิบัติถูกวางให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็น

  • จุดอพยพหลัก
  • ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ
    เพื่อรองรับเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง

หากมองในมาตรฐานสากลของการบริหาร “ศูนย์พักพิงรวม/collective centre” หัวใจไม่ใช่แค่พื้นที่กว้าง แต่คือการจัดการให้เกิด ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย การเข้าถึง และการประสานบริการ เพราะศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่ความเปราะบางของผู้คนถูกบีบให้มาอยู่รวมกันในช่วงเวลาวิกฤต

ภารกิจ “วันปกติ” ฝึกกู้ชีพ สร้างทักษะให้คนธรรมดาช่วยกันได้จริง

อีกด้านที่โครงการชู คือการทำศูนย์ฯ ให้เป็น “โรงเรียนของชุมชน” ผ่านกิจกรรม

  • ฝึก CPR
  • กู้ภัยทางน้ำ ตามแนว “ตะโกน โยน ยื่น”
  • ค่ายลูกเสือ/เยาวชน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญของคู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่เน้นว่า “คนธรรมดา” ที่มีทักษะพื้นฐานสามารถเพิ่มโอกาสรอดก่อนทีมแพทย์ถึงจุดเกิดเหตุได้ โดยแนวทาง BLS/CPR และการใช้ AED ถูกสื่อสารผ่านคู่มือฝึกอบรมหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการแพทย์ในไทย

ปลูกป่า” เป็นเงื่อนไขการใช้พื้นที่ เชื่อมการกู้ภัยกับการลดความเสี่ยงต้นทาง

โครงการระบุว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ศูนย์ฯ จะต้องร่วมกิจกรรม ปลูกป่า” เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรธรรมชาติ

ในเชิงแนวคิด นี่คือการพยายามเชื่อม “การรับมือปลายทาง” (อพยพ ช่วยเหลือ) กับ “การลดความเสี่ยงต้นทาง” (ต้นน้ำ/ดินถล่ม) แม้การปลูกป่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมว่า การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องมี “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่รอความช่วยเหลืออย่างเดียว

จุดขาย “โปร่งใส ไม่การเมือง” ดีในหลักการ แต่ต้องชัดในกลไกตรวจสอบ

หนึ่งในสารหลักที่โครงการย้ำ  คือการสร้างระบบบริจาคที่ โปร่งใส ส่งตรงถึงมือประชาชน และ “ไม่ผ่านกลไกทางการเมือง”

ในเชิงมาตรฐานศูนย์พักพิง สิ่งที่ทำให้คำว่าโปร่งใส “ยืนได้” มักต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 4 กลไก:

  1. บัญชีรับ–จ่าย/สต็อกแบบตรวจสอบย้อนกลับ
  2. เกณฑ์จัดลำดับความเร่งด่วน (กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย)
  3. ระบบข้อมูลผู้รับบริการที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  4. ช่องทางร้องเรียน/รับข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ความไม่เป็นธรรมในศูนย์พักพิง

แนวคิดนี้สอดรับกับกรอบการจัดการ collective centres ที่เน้นการประสานบริการและคุ้มครองผู้พักพิง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเข้าถึง และการมีส่วนร่วม

กล่าวให้ตรง ถ้าศูนย์ฯ จะชูว่า “ไม่การเมือง” สิ่งที่สาธารณะต้องเห็นคือ ระบบที่ทำให้การเมืองแทรกได้ยาก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ทำให้การเมืองแทรกได้เงียบ

โจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้ ใครสั่งการ ใครรับผิดชอบ และประสานรัฐอย่างไร

ศูนย์อพยพที่ทำงานได้จริงต้องไม่ทำงาน “ขนาน” กับรัฐ แต่ต้องทำงาน “เชื่อม” กับระบบรัฐ เพราะวันเกิดเหตุจริงจะมีหน่วยงานหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ปภ. อปท. สาธารณสุข ตำรวจ อาสาสมัคร และเครือข่ายกู้ภัย

กรอบปฏิบัติของหน่วยงานท้องถิ่นและแผนด้านสาธารณภัยมักเน้นองค์ประกอบศูนย์พักพิง เช่น การจัดพื้นที่ ความปลอดภัย สุขาภิบาล การบริหารข้อมูล และการประสานงานหลายหน่วย ซึ่งปรากฏในเอกสารแนวทางของภาครัฐ/ท้องถิ่นที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำหรับข่าวเชิงลึก นี่คือ “รายการคำถามที่ต้องมีคำตอบ” ก่อนศูนย์ฯ เปิดใช้งานจริง เช่น

  • เมื่อเกิดเหตุ ใครเป็น “ผู้จัดการศูนย์” และมีโครงสร้างบัญชาการแบบใด
  • ระบบคัดกรองผู้เข้าพัก/การดูแลกลุ่มเปราะบางทำอย่างไร
  • มาตรการสุขาภิบาล น้ำสะอาด ห้องน้ำ ขยะ การควบคุมโรคในศูนย์
  • ความปลอดภัยเวลากลางคืน/การป้องกันความรุนแรงในศูนย์
  • ระบบสื่อสารสำรองเมื่อ “สัญญาณล่ม” (วิทยุสื่อสาร จุดประกาศเสียงตามสาย แผนที่ออฟไลน์)

ช่องทางมีส่วนร่วม ชวนบริจาควัสดุก่อสร้าง แต่ “ผู้บริจาคต้องได้เครื่องมือกำกับความโปร่งใส”

โครงการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาควัสดุก่อสร้าง เช่น เสา ปูน และให้ประสานผ่าน Facebook Page “องค์กรทำดี” หรือ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”

ในมิติความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริจาค โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างซึ่ง “ติดตามยาก” กว่าเงินบริจาค ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือ

  • ขอเอกสารรับมอบวัสดุ (วันที่/รายการ/จำนวน/ผู้รับมอบ)
  • ขอ “แผนการใช้วัสดุ” ตามเฟสก่อสร้าง
  • ขอระบบรายงานความคืบหน้าแบบสาธารณะเป็นงวด (เช่น รายเดือน)
    นี่ไม่ใช่การตั้งแง่ แต่คือ “มาตรฐานความร่วมมือ” ที่ทำให้โครงการไม่ต้องแบกความสงสัย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที (ไม่ต้องรอภัยพิบัติรอบใหม่)

  1. รู้จุดปลอดภัยของชุมชน คุยกับผู้นำชุมชน/อปท. ว่าหากเกิดน้ำท่วมหรือดินถล่ม “จุดรวมพล” อยู่ที่ไหน
  2. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ยาโรคประจำตัว เอกสารสำคัญ ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ น้ำดื่ม
  3. ฝึกทักษะช่วยชีวิต เรียน CPR/BLS และความรู้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากหลักสูตร/คู่มือที่เชื่อถือได้
  4. ทำแผนสื่อสารสำรองในครอบครัว นัดหมาย “จุดพบกัน” และใช้ข้อความสั้น/วิทยุ/ผู้ประสานในชุมชนเมื่อโทรศัพท์ล่ม
  5. สนับสนุนอย่างมีหลักฐาน หากร่วมบริจาควัสดุหรือแรงงาน ให้ช่วยกันผลักให้มีระบบรายงานที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก

จาก “น้ำท่วมปีนั้น” สู่โครงสร้างถาวร โอกาสที่เชียงรายต้องไม่ปล่อยหลุดมือ

ภาพรวมอุทกภัยในไทยช่วงหลังสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้หายไป และบางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัด การมี “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ที่พร้อมใช้จึงเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ความจริงของยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของศูนย์ลักษณะนี้จะถูกตัดสินด้วย 2 คำ มาตรฐาน และ ความไว้วางใจ

  • มาตรฐาน ต้องสอดคล้องหลักการบริหารศูนย์พักพิง/collective centre ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัย พร้อมการประสานบริการอย่างเป็นระบบ
  • ความไว้วางใจ ต้องสร้างจากข้อมูลเปิดเผย ตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกับชุมชน/รัฐอย่างชัดเจน

สุดท้ายแล้ว “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” จะมีความหมายที่สุด ก็ต่อเมื่อวันที่สัญญาณดับจริง คนเชียงรายยังรู้ว่า ต้องไปที่ไหน” และความช่วยเหลือจะ ไปถึงมือใคร” อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เร็วเฉพาะบางคน แต่เร็วพอสำหรับทุกคน

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
  • องค์กรทำดี
  • รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติในเชียงราย สำนักประชาสัมพันธ์/รายงาน
  • แนวทางศูนย์พักพิงชั่วคราว (ภาครัฐไทย): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM)
  • แนวทางสากลด้าน collective centre / การบริหารศูนย์พักพิง: UNHCR–IOM Collective Centres Guidelines และฉบับภาษาไทยของ IOM
  • องค์ความรู้การฝึก CPR/ปฐมพยาบาลสำหรับประชาชน: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และสภากาชาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ประกันสังคม 2569 เมื่อแชตหลุดและระบบล่ม บรรจบกับเพดานเงินสมทบใหม่ของแรงงานเชียงราย

เงินออมของแรงงาน กับบททดสอบความเชื่อมั่น” เชียงรายจับสัญญาณ “ปฏิรูปประกันสังคม” ปี 2569 เมื่อแชตหลุด ระบบล่ม เพดานสมทบใหม่ บรรจบกันบนชีวิตลูกจ้างตัวจริง

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — เชียงรายเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และงานบริการ “ความแน่นอน” ของรายได้มักเป็นสิ่งที่แรงงานจำนวนมากไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แรงงานเชื่อว่าควร “มีแน่” คือหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือในวันที่ต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว นั่นคือระบบประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแส “แชตหลุดบอร์ด” กลายเป็นชนวนใหญ่ ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องโครงการไอทีมูลค่าสูง และการปรับเพดานคำนวณเงินสมทบปี 2569 ภาพของ “กองทุนที่ควรเป็นที่พึ่ง” จึงถูกลากเข้าสู่ไฟสปอร์ตไลต์ ทั้งในเชิงจริยธรรม การบริหาร และความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ชีวิตแรงงานในเชียงรายซึ่งอาศัยเศรษฐกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนคำถามเดียวกับคนทั้งประเทศว่า “เงินที่ส่งทุกเดือน กำลังถูกดูแลแบบไหน และจะทันต่อความเสี่ยงจริงหรือไม่”

 

เมื่อความเชื่อมั่นสะดุดด้วย “แชตหลุด”

ประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนักคือภาพแชตที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบทสนทนาที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างในระบบประกันสังคม มีถ้อยคำรุนแรงในทำนอง “ทวงบุญคุณ” ต่อผู้ประกันตน พร้อมการพาดพิงสื่อด้วยคำหยาบคาย จนนำไปสู่แรงกดดันให้ตรวจสอบจริยธรรมและท่าทีของผู้กำกับกองทุน โดยมีการอ้างถึง “กำไรจากการลงทุน” ระดับหลายหมื่นล้านบาทเป็นองค์ประกอบของการถกเถียง

ในเชียงราย กระแสดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงดราม่าเมืองหลวง เพราะ “ภาษาที่ใช้” สะท้อนวิธีคิดต่อแรงงานฐานราก กลุ่มคนที่ต้องส่งเงินสมทบจากรายได้ที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว หากผู้กำกับกองทุนมองผู้ประกันตนเป็นเพียง “ตัวเลข” มากกว่าผู้ถือสิทธิ คำถามเรื่องความชอบธรรมย่อมขยายตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างแรงงานเมืองท่องเที่ยว กับความเปราะบางที่ “ต้องมีหลักประกัน”

เชียงรายมีแรงงานภาคบริการจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงรถรับจ้าง โลจิสติกส์ และแรงงานในโครงการก่อสร้างที่รองรับเมืองท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจดี คนทำงานอาจอยู่ในระบบมาตรา 33 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภัยพิบัติ น้ำท่วม ดินถล่ม หรือการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ความเสี่ยง “ตกงาน/รายได้หาย” จะเกิดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น

ในภาพรวมประเทศ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ระดับราว 12 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราอยู่ระดับ 24–25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความใหญ่ของระบบและความสำคัญเชิงสังคม
สำหรับเชียงราย แม้เอกสารสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรา 33 รายเดือนแบบย่อยจังหวัดในชุดข้อมูลข่าวที่ตรวจพบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างคือเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยว การค้าชายแดน บริการ ซึ่งทำให้แรงงานในระบบมีบทบาทสูง และความขัดข้องของระบบส่วนกลางย่อมสะเทือนพื้นที่ชายขอบไม่แพ้เมืองใหญ่

คำถามชวนคิดสำหรับเชียงราย ถ้าแรงงานบริการที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลาง ต้องพึ่งระบบออนไลน์เป็นหลัก แล้วระบบ “ล่ม” หรือ “ติดขัด” ใครแบกรับต้นทุนช่วงรอยต่อ แรงงาน นายจ้างท้องถิ่น หรือรัฐ?

 

เพดานสมทบใหม่ปี 2569 ภาระเพิ่ม แต่ต้องแลกกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น

อีกเส้นเรื่องที่เข้มข้นคือการสื่อสารเรื่อง เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ซึ่งทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน ในส่วนที่คำนวณตามเพดาน โดยมีการอธิบายสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ในมุมของแรงงานเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับกลางในโรงแรม/บริการมาตรฐาน การเปลี่ยนเพดานคำนวณไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลข” แต่คือคำถามว่าการจ่ายเพิ่มหรือการคำนวณบนเพดานใหม่จะทำให้

  • การเข้าถึงบริการแพทย์รวดเร็วขึ้นหรือไม่
  • การจ่ายกรณีว่างงาน/ทดแทนรายได้แม่นยำและทันเวลาหรือไม่
  • ระบบดิจิทัลรองรับพื้นที่ภูเขา/ชายแดนที่เดินทางยากได้จริงแค่ไหน

หากคำตอบยังไม่ชัด การตั้งคำถามต่อการบริหารย่อมเข้มขึ้นตามธรรมชาติ

 

 “ยกเครื่องสู่มืออาชีพ” วาระรัฐ คำประกาศที่ต้องพิสูจน์ด้วยกลไกตรวจสอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีการให้ข่าว/สื่อสารถึงการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยเน้นแนวคิดเพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ และการใช้ข้อมูล (Big Data) เพื่อกำกับการตัดสินใจลงทุนและบริการ พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่าง “เขตเมือง” กับ “พื้นที่ดอย/ชายแดน” หากการปฏิรูปหมายถึงระบบบริการที่เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตรวจสอบได้จริง ผลดีจะตกกับแรงงานที่ต้องเดินทางไกล ลดต้นทุนเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” ในการอนุมัติสิทธิ

แต่หากการปฏิรูปเป็นเพียงคำประกาศ โดยไม่มีการเปิดข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ความขัดแย้งเชิงความเชื่อมั่นก็อาจยืดเยื้อ และกระทบความร่วมมือของทุกฝ่ายในระยะยาว

ปมร้อนงบไอที การลงทุน เมื่อ “ระบบหลังบ้าน” กลายเป็นความเดือดร้อนหน้าบ้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักสุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น ระบบไอที SSO Core มูลค่า 850 ล้านบาท (ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมและกรอบข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้าง) เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ไม่ใช่ TOR หรือสถาปัตยกรรมระบบ แต่คือ “เงินชดเชยมาไม่ทัน” “ทำรายการไม่ได้” “ติดต่อยาก” เมื่อระบบติดขัด

ขณะที่อีกกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TU Dome ซึ่งสื่อรายงานว่าลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับคนเชียงรายที่อยู่ในเศรษฐกิจรายวัน ภาพเหล่านี้กระตุ้นคำถามแบบตรงไปตรงมา

  • เงินของผู้ประกันตน “ถูกนำไปเสี่ยง” มากน้อยแค่ไหน
  • ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
  • ใครรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจผิดพลาด
  • กลไกถ่วงดุล ทั้งภายในและภายนอก ทำงานจริงหรือไม่

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “แชตหลุด” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันไปแตะความเชื่อมั่นใน “คน” ที่กำกับ “ระบบ” และกำกับ “เงิน” พร้อมกัน

 

เชียงรายในสมการค่าแรง SMEs ภาระต้นทุนกับการรักษาการจ้างงาน

แม้ประกาศที่ตรวจพบเรื่อง “ค่าแรง 400 บาท” จะระบุ 10 จังหวัดนำร่อง (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ) และเงื่อนไขเฉพาะกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
แต่เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญ “แรงกดดันต้นทุนแรงงาน” ในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่แข่งขันด้วยบริการและคุณภาพคน

เมื่อรวมกับประเด็นเงินสมทบ ระบบไอที และข้อกังขาการใช้งบ ความเสี่ยงในพื้นที่จึงเกิด “ซ้อนชั้น” นายจ้างต้องบริหารต้นทุน แรงงานต้องการหลักประกัน และหน่วยงานต้องพิสูจน์คุณภาพบริการ หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด ผลกระทบอาจไปจบที่ “การลดชั่วโมงงาน/การจ้างงานไม่เต็มเวลา/การหลุดจากระบบ” ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบหดตัวในระยะยาว

ทางออกที่สังคมคาดหวัง เปิดข้อมูล เพิ่มการมีส่วนร่วม ทำระบบให้เชื่อถือได้

บทเรียนจากกระแสครั้งนี้ชี้ว่า “กำไรจากการลงทุน” ไม่เพียงพอจะสร้างความชอบธรรม หากกระบวนการตัดสินใจไม่โปร่งใสหรือสื่อสารไม่เคารพผู้ประกันตน ขณะเดียวกัน การประกาศปฏิรูปจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมี

  1. การเปิดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (ผลตอบแทน/ความเสี่ยง/ค่าใช้จ่ายโครงการ/เหตุผลเชิงนโยบาย)
  2. การตรวจสอบอิสระ และการรับผิดรับชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
  3. การพัฒนาระบบดิจิทัลที่ “ใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะพื้นที่ไกลอย่างหลายอำเภอของเชียงราย
  4. การรับฟังผู้ประกันตนในฐานะผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งเงินสมทบ

ในแง่นี้ คำประกาศของฝ่ายนโยบายเรื่องการยึดหลักข้อมูลและธรรมาภิบาลจึงเป็น “มาตรฐานที่สังคมใช้วัดผล” มากกว่าคำขวัญ

ปี 2569 คือ “จุดเปลี่ยน” ที่เชียงรายหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเชียงราย เรื่องประกันสังคมไม่ใช่ข่าวส่วนกลางที่อ่านแล้วผ่านไป แต่เป็น “ระบบประคองชีวิต” ของแรงงานเมืองท่องเที่ยวและบริการ หากระบบโปร่งใสและทำงานได้จริง จะช่วยให้แรงงานกล้าอยู่ในระบบ นายจ้างรักษาคน และชุมชนมีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่หากปัญหาความเชื่อมั่นยังไม่ถูกแก้ด้วยข้อมูลและความรับผิดรับชอบ ความขัดแย้งจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น เพราะทุกเดือนเงินสมทบยังถูกหักออกจากค่าจ้างของคนทำงานเหมือนเดิม ขณะที่คำถามปลายทางยังค้างอยู่
เมื่อวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้สิทธิ ระบบจะอยู่ตรงนั้น…อย่างที่ควรอยู่หรือไม่”

สถิติ/ตัวเลขสำคัญที่ใช้ประกอบข่าว (ตรวจสอบได้)

  • ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราในระบบประกันสังคมอยู่ระดับ ประมาณ 24–25 ล้านคน และมาตรา 33 ระดับ ประมาณ 12 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก สปส.ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ)
  • เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาท/เดือน (ตามการสื่อสารสาธารณะ/คำอธิบายสิทธิประโยชน์)
  • กรอบการปฏิรูปที่ฝ่ายนโยบายสื่อสาร เพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ ยึดข้อมูลและธรรมาภิบาล
  • กรณี TU Dome ถูกสื่อรายงานว่าเป็นการลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงมาก
  • กระแส “แชตหลุดบอร์ด” ถูกสื่อรายงานรายละเอียดและแรงกดดันทางสังคมต่อการตรวจสอบจริยธรรม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)   ข้อมูลสิทธิประโยชน์/การสื่อสารเรื่องเพดานคำนวณเงินสมทบ (อ้างผ่านสื่อ/ช่องทางสาธารณะ)
  • กระทรวงแรงงาน   ประกาศ/ข่าวประชาสัมพันธ์ด้านค่าแรงขั้นต่ำในบางกลุ่มกิจการและพื้นที่
  • Thai PBS / Thai PBS Active   ประเด็นนโยบายและการสื่อสารเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม
  • ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)   รายงานประเด็นแชตหลุดและบริบทความขัดแย้งสาธารณะ
  • Dailynews   รายงานกรณี TU Dome และข้อถกเถียงด้านการลงทุน
  • PPTVHD36 / GCC   รายงาน/สรุปสถิติจำนวนผู้ประกันตนจากข้อมูล สปส. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

นครเชียงรายนิวส์โพลเผย สงครามทางความคิดระหว่างวัย คนรุ่นใหม่เทใจพรรคส้ม ขณะรุ่นใหญ่ยังกั๊กเพื่อไทย

“สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” โพลของคนเชียงรายเจาะลึกสมรภูมิเลือกตั้งเชียงราย 2569 “เมื่ออุดมการณ์ใหม่ท้าทายฐานที่มั่นบ้านใหญ่ เสียงสะท้อนจากคนเชียงราย 1,578 ชีวิต”

เชียงราย,19 มกราคม 2569 – ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดตัดสินครั้งสำคัญเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขัน “ใครชนะ-ใครแพ้” แบบผิวเผิน หากมองให้ลึกลงไป มันคือสนามที่ความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนผ่านพร้อมๆ กับแรงกดดันปากท้องที่ยังไม่คลาย และเครือข่ายการเมืองพื้นที่ที่ยังหยั่งรากอยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน

รายงานฉบับนี้อาศัยข้อมูลจาก ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ซึ่งผู้จัดทำระบุว่าเก็บข้อมูลช่วง 14–19 มกราคม 2569 รวมตัวอย่าง 1,578 และคัดกรองเหลือ 1,563 ตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 7 เขตของเชียงราย พร้อมระบุค่าความคลาดเคลื่อน ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ) เพื่อถอด “สัญญาณ” ที่กำลังก่อตัวในเชียงราย ก่อนวันหย่อนบัตรจะมาถึง

แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขคะแนนนิยม หากคือคำถามที่ใหญ่กว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่เทใจให้การเปลี่ยนแปลงแบบท่วมท้น ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดโยงกับความคุ้นเคยเดิม?
ทำไมเขตเมืองกับเขตชายแดนมีจังหวะการเมืองไม่เหมือนกัน?
และที่สำคัญที่สุด เมื่อ “อุดมการณ์” กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง แต่ “ปากท้องและหนี้สิน” ยังเป็นนโยบายที่ผู้คนอยากให้แก้เร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองจะตอบโจทย์สองอย่างนี้พร้อมกันได้อย่างไร?

วันเลือกตั้งที่ขยับเข้ามาใกล้ สนามเชียงรายในบริบทประเทศ

การประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ทำให้ทุกจังหวัดต้องเข้าสู่โหมด “เร่งเครื่อง” ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การหาเสียง และการประเมินกระแสความนิยม ขณะที่การเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณการปี 2569 952,266 คน ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 942,885 คนจำนวน สส. เขต: จังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง (สส. 7 คน) โดยเฉลี่ยมีจำนวนราษฎรประมาณ 162,384 คน ต่อ สส. หนึ่งคน ซึ่งสะท้อน “น้ำหนัก” ของเกมการเมืองรอบใหม่อย่างชัดเจน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่พึ่งพาราคาตลาด/ต้นทุนการผลิต รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่คนพื้นที่รับรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลฝุ่นควันภาคเหนือที่ต้องติดตามผ่านระบบรายงานของรัฐอย่าง Air4Thai หรือความกังวลเรื่องความเสี่ยงมลพิษในลุ่มน้ำสำคัญอย่าง “แม่น้ำกก” ซึ่งกังวลต่อความเสี่ยงมลพิษจากกิจกรรมเหมืองในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดน

เมื่อประเด็นสาธารณะหนักขึ้น ความคาดหวังต่อผู้แทนฯ ก็หนักขึ้นตามไปด้วย และนี่คือฉากหลังของ “โพลเชียงราย” ที่ไม่ได้สะท้อนแค่ความชอบพรรค แต่สะท้อนความต้องการเชิงโครงสร้างของสังคมด้วย

โพลนี้ “วัดอะไร” และ “บอกอะไรได้แค่ไหน” ความโปร่งใสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลระบุว่าใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนและโควตาตามสัดส่วนเขต เพศ อายุ และใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ออนไลน์ 1,397 คน และภาคสนาม 181 คน เพื่อดึงเสียงจากคนที่ไม่ถนัดออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุและเกษตรกร อย่างไรก็ดี ในเชิงมาตรฐานข่าวเชิงข้อมูล จำเป็นต้องย้ำ “ข้อจำกัด” เพื่อไม่ให้สังคมตีความเกินจริง

  1. โพลเป็นภาพ ณ ช่วงเวลาเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผลเลือกตั้งจริง
  2. ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้นเมื่อแยกกลุ่มย่อย เช่น รายเขต รายอายุ รายเพศ
  3. อคติจากการตอบแบบสมัครใจ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ อาจทำให้กลุ่มที่ตื่นตัวทางการเมืองมีสัดส่วนมากกว่าความเป็นจริง
  4. เหตุการณ์ข่าวระหว่างเก็บข้อมูล อาจทำให้ผู้ตอบ “แกว่ง” มากกว่าปกติ ซึ่งช่วง 14–19 ม.ค. มีข่าวระดับประเทศหลายเรื่อง ทั้งคดีเกี่ยวกับผู้สมัครและกระแสโต้กันทางการเมืองในสื่อ (มีรายงานการจับกุมผู้สมัครในต่างจังหวัดโดยตำรวจไซเบอร์ในช่วงเวลาใกล้เคียง) และมีเหตุการณ์อุบัติเหตุโครงสร้าง/การก่อสร้างที่ถูกนำเสนอในข่าวจำนวนมาก

การวางกรอบแบบนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของโพล แต่เป็นการทำให้โพล “ใช้งานได้อย่างรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้อ่านต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหรือทำงานเชิงนโยบาย

ภาพรวมจังหวัด คะแนนนิยม “นายกฯ” และ “พรรคบัญชีรายชื่อ” ส่งสัญญาณอะไร

ใครคือ “นายกฯ ในใจคนเชียงราย” (คำถามเชิงความชอบ ณ วันนี้)

จากข้อมูลในรายงาน ผู้ตอบให้คะแนนสูงสุดแก่

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • กลุ่ม “ยังไม่มี/ยังไม่ตัดสินใจ” 4.37%
  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(พรรคประชาธิปัตย์)  2.85%

หากตีความแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อน 3 ชั้นความหมาย

ชั้นที่ 1: ความชัดของกระแสผู้นำรุ่นใหม่
คะแนนระดับ 60%+ ในคำถามเชิงตัวบุคคลบอกว่า “ความนิยมไม่ได้อยู่แค่แบรนด์พรรค” แต่โยงไปถึงภาพผู้นำที่ผู้ตอบยอมรับ

ชั้นที่ 2: ฐานเดิมยังไม่หายไปไหน
คะแนน 24%+ ของอีกขั้ว คือฐานเสียงที่ยังมี “ความแน่น” และในสนามจริง ฐานแบบนี้หากรวมกับพลังบ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ อาจแปรเป็นผลลัพธ์ระดับเขตได้

ชั้นที่ 3: ความหมายของผู้ยังไม่ตัดสินใจ
4–5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ในสนามที่ผลแพ้ชนะรายเขตอาจวัดกันเป็นหลักพันคะแนน “คนยังไม่ตัดสินใจ” คือกลุ่มที่ทุกพรรคอยากได้ และเป็นกลุ่มที่ไวต่อเหตุการณ์ข่าว/ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร

คะแนนนิยม “บัญชีรายชื่อ” แบรนด์พรรคแข็งแรงแค่ไหน

ผลบัญชีรายชื่อในรายงานระบุว่า

  • พรรคประชาชน 61.15%
  • เพื่อไทย 24.46%
  • ภูมิใจไทย 4.31%
  • ยังไม่มีพรรคที่เหมาะสม 3.17%
  • ประชาธิปัตย์ 2.85%

ความน่าสนใจคือ คะแนนพรรคอันดับ 1 สูงกว่าคะแนนตัวบุคคลเล็กน้อย ซึ่งตามตรรกะการเมืองเชิงแบรนด์ หมายถึง “คนไม่ได้เชียร์แค่ตัวบุคคล แต่เชียร์ภาพรวมพรรค” และในทางกลับกัน พรรคอันดับ 2 ที่คะแนนตัวบุคคลและคะแนนพรรคเท่ากันพอดี สะท้อนการยึดโยงแบบ “พรรค-เครือข่าย” ที่ยังมั่นคง

อ่านรายเขต ทำไม “เขต 3” กลายเป็นป้อมปราการ และทำไมชายแดนยังสูสีมากกว่าเขตอื่น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลแยก 7 เขตเลือกตั้ง และรายงานว่า “พรรคประชาชน/ผู้สมัครนายกฯ ที่นำโพล” นำทุกเขต แต่ระดับคะแนนต่างกัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเชียงราย) สงครามทางความคิดกลางเวียง เมื่ออุดมการณ์ไล่กวดปากท้อง

เขต 1 ของเชียงรายมีสถานะมากกว่า “ศูนย์กลางราชการ” เพราะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางความคิดของจังหวัดในเชิงสังคมและการเมืองด้วย ข้อมูลที่คุณให้สะท้อนภาพการแข่งขันเชิงความหมายอย่างชัดเจน เมื่อ “นายณัฐพงษ์” และ “พรรคประชาชน” นำอยู่ที่ 54.67% และ 55.49% ตามลำดับ ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ที่ 27% ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่เพียงผลรวมของคะแนน แต่เป็นสัญญาณของการจัดวางความสำคัญระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ปากท้อง” ที่สูสีที่สุดในจังหวัด และส่วนต่างความสำคัญห่างกันไม่ถึง 2% ยิ่งตอกย้ำว่าเขตเมืองกำลังตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่อื่น

โครงสร้างประชากรของอำเภอเมืองมีสัดส่วนชนชั้นกลาง พนักงานเอกชน ข้าราชการ นักศึกษา และผู้ประกอบการบริการมากกว่าเขตชนบท ทำให้การรับรู้ปัญหาเอนเอียงไปทาง “สาเหตุเชิงระบบ” คนเมืองจำนวนหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเป็นอาการปลายทาง ขณะที่ต้นทางคือระบบรวมศูนย์ การจัดสรรงบประมาณ และกติกาที่ไม่เอื้อต่อการกระจายโอกาส ดังนั้นคะแนนนำของพรรคประชาชนจึงตีความได้ว่าเป็น “การลงคะแนนให้การปรับโครงสร้าง” มากกว่าการยึดติดตัวบุคคล อย่างไรก็ดี คะแนน 27% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้” ยังมีน้ำหนักสูง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ตลาดสด ธุรกิจบริการ และผู้ที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อรายวัน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลทันที

บทสรุปของเขต 1 จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “ความหวังในอนาคต” กับ “ความอยู่รอดในปัจจุบัน” ในเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายที่นำจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่าแผนปฏิรูปจะส่งผลต่อรายได้จริงอย่างไร ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องยกระดับภาพนโยบายเศรษฐกิจให้ทันสมัย มีระบบ และเชื่อมกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพื่อดึงฐานปัญญาชนและคนรุ่นใหม่กลับมาโดยไม่สูญเสียฐานปากท้องเดิ

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่จันบางส่วน) สัญญาณการทลายกำแพงเดิม เมื่อการเมืองนำหน้าปากท้อง

เขต 2 เป็นกรณีที่สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของพื้นที่กึ่งเกษตรกึ่งเมือง” ได้เด่นชัดที่สุดตามข้อมูลที่คุณให้ เมื่อพรรคประชาชนกวาดคะแนนสูงถึง 63.87% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยที่ 20.42% จุดที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงส่วนต่างคะแนน แต่คือเหตุผลการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยประชาชนระบุว่าให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปโครงสร้างการเมือง” 37.17% เป็นอันดับหนึ่ง และแซงเรื่องปากท้องอย่างชัดเจน ภาพนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเดิมถูกมองว่าอิงเครือญาติและความสัมพันธ์แบบชุมชน กำลังขยับไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและหลักการมากขึ้น

เวียงชัยและเวียงเชียงรุ้งมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการศึกษา การทำงานนอกพื้นที่ และการรับสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลไหลเร็วขึ้น การผูกขาดการสื่อสารของเครือข่ายเดิมย่อมลดลงตามไปด้วย ดังนั้น “การเลือกเพราะตัวบุคคล” หรือ “เลือกเพราะระบบอุปถัมภ์” จึงอาจลดน้ำหนักลง ขณะที่กรอบคิดใหม่ เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการตรวจสอบอำนาจ กลับกลายเป็นเหตุผลที่พูดคุยกันได้ในระดับครัวเรือนมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงว่า กฎหมายและกติกาที่ไม่เป็นธรรมทำให้ตนเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด หรือความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เมื่อมองแบบนี้ “การเมืองที่ดี” จึงถูกวางไว้เป็นเงื่อนไขก่อน “เศรษฐกิจที่ดี” อย่างเป็นตรรกะในสายตาของผู้ลงคะแนน

สำหรับเพื่อไทย ตัวเลข 20.42% ในเขตที่กระแสอุดมการณ์สูงถือเป็นสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่านโยบายประชานิยมแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อพื้นที่ที่ต้องการคำตอบเชิงระบบมากขึ้น หากยังยืนภาพเดิมว่าเป็นพรรคบริหารเศรษฐกิจอย่างเดียว อาจถูกมองว่า “แก้อาการ” มากกว่า “แก้เหตุ” ในขณะที่พรรคที่นำต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำให้แนวคิดปฏิรูปจับต้องได้ ไม่เช่นนั้นคะแนนที่สูงอาจถูกตีความว่าเป็นเพียงคลื่นความคาดหวังที่ผันผวนได้

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.แม่ลาว, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า) ส้มแลนด์สไลด์ และความล่มสลายของระบบอุปถัมภ์

เขต 3 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่เกิด “แลนด์สไลด์” ชัดที่สุด เมื่อพรรคประชาชนได้ 71.99% ทิ้งห่างเพื่อไทยที่ 17.73% และปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือ “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่นำโด่งถึง 48.58% ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเคยถูกจัดวางว่าเป็นชนบทหรือพื้นที่ภูเขา ไม่ได้อยู่ไกลจากการเมืองเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป และการรับรู้ของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายปากท้องระยะสั้นเหมือนภาพจำเดิม

ภูมิศาสตร์ของแม่สรวยและเวียงป่าเป้ามีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน ในอดีต นักการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” มักใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ ทรัพยากรส่วนตัว และการเข้าถึงระบบราชการเป็นเครื่องมือรักษาฐานเสียง อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ทะลุ 70% บ่งชี้ว่ากลไกเดิมกำลังเผชิญแรงท้าทายอย่างหนัก เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบทางเลือกทางการเมืองด้วยเกณฑ์เดียวกับคนเมืองได้มากขึ้นด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพรรคที่ชนะ แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่

อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “ความคาดหวังเรื่องศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วม” ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการเพียงงบพัฒนาแบบลงมาตามวาระ หรือการสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องการความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิ์กำหนดอนาคตตนเอง การเข้าถึงบริการรัฐอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ที่เคยไปทำงานหรือเรียนในเมือง ทำให้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงถูกส่งต่อในครอบครัวได้จริง และเกิดการสนทนาการเมืองเชิงหลักการมากขึ้นในระดับชุมชน

ในเชิงการแข่งขัน ฝ่ายที่นำต้องระวังไม่ให้ภาพการเมืองกลายเป็น “กระแสที่พูดเก่ง” แต่ลงมือทำไม่เป็นรูปธรรม เพราะพื้นที่ภูเขายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน เช่น โครงข่ายคมนาคม การเข้าถึงตลาด และความมั่นคงในอาชีพ ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังใช้วิธีหาเสียงแบบเดิมโดยพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเป็นหลัก ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพการเมืองแบบเก่าที่ประชาชนกำลังปฏิเสธอยู่

เขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.พาน, ป่าแดด) ปราการปากท้องสุดท้าย โจทย์ที่ต้องตีให้แตก

เขต 4 มีความโดดเด่นเพราะเป็นพื้นที่ที่ “เศรษฐกิจ” ถูกยกเป็นเหตุผลหลักอย่างชัดเจนตามข้อมูลที่คุณให้ โดยประชาชนระบุว่าเลือกจาก “นโยบายเศรษฐกิจ” สูงถึง 44.38% แม้พรรคประชาชนยังนำที่ 57.30% แต่เพื่อไทยได้ 26.97% และถือเป็นหนึ่งในเขตที่เพื่อไทย “ยื้อฐาน” ได้ดีที่สุด ภาพนี้ทำให้เขตพานและป่าแดดถูกมองได้ว่าเป็น “สนามทดสอบความสามารถด้านเศรษฐกิจฐานราก” ของทุกพรรคมากกว่าสนามอุดมการณ์

โครงสร้างเศรษฐกิจของอำเภอพานมีความเป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และพาณิชย์ท้องถิ่นสูง ผู้คนจำนวนมากทำเกษตรแบบคิดต้นทุน-กำไร มีการลงทุน มีภาระหนี้ และพึ่งพาราคาในตลาดอย่างใกล้ชิด เมื่อชีวิตผูกกับราคาพืชผล ต้นทุนปุ๋ย ยา และการขนส่ง การตัดสินใจทางการเมืองจึงยึดผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นหลัก นี่อธิบายได้ว่าทำไมเพื่อไทยยังรักษาฐานเสียงไว้ได้จากความเชื่อมั่นสะสมต่อ “นโยบายแก้จน” และ “การยกระดับราคาสินค้าเกษตร” ที่เป็นภาพจำสำคัญของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้จริง

อย่างไรก็ตาม คะแนนนำของพรรคประชาชนที่ 57.30% ยังสะท้อนว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงเข้ามาถึงพื้นที่เกษตรแล้วเช่นกัน เพียงแต่โจทย์ของพื้นที่นี้ไม่ใช่การพูดเรื่องโครงสร้างอย่างเดียว เพราะชาวบ้านต้องการคำตอบเชิงกลไก เช่น หากเลือกแล้ว “ราคาข้าวจะดีขึ้นอย่างไร” “ต้นทุนจะลดลงด้วยเครื่องมือแบบไหน” หรือ “การเข้าถึงตลาดและแหล่งทุนจะถูกปรับอย่างไร” หากคำตอบยังเป็นนามธรรม พื้นที่นี้จะกลายเป็นจุดที่คะแนนสามารถเหวี่ยงได้ในช่วงปลายทางการเมือง

ในทางกลยุทธ์ เขต 4 เป็นจุดที่ทุกฝ่ายต้องสื่อสารแบบละเอียด ฝ่ายที่นำควรเสนอ “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจใหม่” ที่แปลเป็นมาตรการระดับไร่นาได้จริง เช่น การเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร การลดภาระต้นทุน และการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับราคาเดียว ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังพึ่ง “แจกเงิน” อย่างเดียว อาจถูกท้าทายจากความคาดหวังใหม่ที่ต้องการนโยบายเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.เทิง, พญาเม็งราย, ขุนตาล) แผลเป็นจากหนี้สิน และทางเลือกใหม่จากค่ายสีน้ำเงิน

เขต 5 ถูกนิยามได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ “ปัญหาหนี้สินและปากท้อง” กดทับชีวิตผู้คนอย่างเข้มข้นตามข้อมูลที่คุณให้ โดยพรรคประชาชนนำ 59.76% และเพื่อไทยตาม 26.04% ขณะเดียวกัน ประเด็นหลักที่ประชาชนโฟกัสคือ “การแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้สิน” สูงถึง 36.09% สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้กระแสการเมืองเชิงโครงสร้างจะมีพลัง แต่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยังเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ

ความน่าสนใจเพิ่มเติมคือการขยับขึ้นของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ 6.51% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายเขตของจังหวัดตามที่คุณให้ ตัวเลขนี้มักสะท้อนการทำพื้นที่แบบ “เข้าถึงชาวบ้าน” และการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่ผู้คนติดหล่มหนี้ เมื่อครัวเรือนต้องรับแรงกดดันจากการทวงหนี้ รายได้ไม่แน่นอน และต้นทุนการทำมาหากินที่สูงขึ้น การช่วยเหลือที่มาถึงประตูบ้านย่อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นคะแนนของพรรคที่เน้นปฏิบัติการจึงยังมีที่ยืน แม้จะไม่ใช่ผู้ชนะหลักก็ตาม

ในมุมของพรรคประชาชน เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องพิสูจน์ “ความเร็ว” ควบคู่ “ความยั่งยืน” เพราะประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่ต้องการทางออกที่ทันต่อสถานการณ์ชีวิตจริง หากการสื่อสารยังอยู่บนระดับโครงสร้างอย่างเดียว อาจถูกมองว่าไกลตัวในวันที่ต้องแก้หนี้ทันที นี่ทำให้โจทย์สำคัญคือการทำให้อุดมการณ์ เช่น การกระจายอำนาจหรือการลดความผูกขาด กลายเป็นเครื่องมือแก้หนี้ได้จริง เช่น การออกแบบธนาคารชุมชน กลไกสินเชื่อที่เป็นธรรม การเพิ่มรายได้ในท้องถิ่น และกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย

สำหรับเพื่อไทย คะแนน 26.04% ยังบอกว่าความเชื่อมั่นต่อเครื่องมือเศรษฐกิจแบบเดิมยังไม่หายไป แต่ต้องแข่งขันกับความคาดหวังใหม่ที่อยากเห็นระบบช่วยเหลือที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภูมิใจไทยและสายปฏิบัติการอื่นๆ อาจใช้จุดแข็งเรื่องการเข้าถึงพื้นที่เป็นแรงเสริม หากสถานการณ์หนี้สินยังยืดเยื้อ เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่คะแนนสามารถเปลี่ยนทิศได้จาก “ความเดือดร้อนเฉียบพลัน” มากกว่าจากการถกเถียงเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว

เขตเลือกตั้งที่ 6 (อ.แม่สาย, แม่ฟ้าหลวง) บารมีชายแดน และการแสวงหาผู้บริหารมืออาชีพ

เขต 6 เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความพิเศษทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งมี “สองชั้นเหตุผล” ตามข้อมูลที่คุณให้ นายณัฐพงษ์นำอยู่ 62.99% ขณะเดียวกัน นายยศชนันจากเพื่อไทยได้คะแนนเกือบแตะ 30% ภาพนี้สะท้อนว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และในเวลาเดียวกันก็ยังยึดโยงกับความสำคัญของ “ประสบการณ์” และ “ความสามารถในการบริหารพื้นที่ชายแดน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างเศรษฐกิจของแม่สายผูกกับการค้าข้ามพรมแดน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และความคล่องตัวของระบบราชการชายแดน ประชาชนจำนวนหนึ่งจึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่ทำให้การค้าขายสะดวก ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และลดปัญหาอำนาจไม่เป็นทางการที่บิดเบือนการแข่งขัน ความคาดหวังเช่นนี้สอดคล้องกับคะแนนที่เทไปยังพรรคประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็นแรงผลักให้เกิดความโปร่งใสและการปัดกวาดระบบที่ถูกตั้งข้อกังวลเรื่องส่วยหรือการรีดไถ

อย่างไรก็ตาม คะแนนเกือบ 30% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “บารมีตัวบุคคล” และ “เครือข่ายการจัดการ” ยังมีความหมายในพื้นที่ชายแดน เพราะปัญหาชายแดนจำนวนมากต้องอาศัยการประสานงานหลายฝ่าย ตั้งแต่หน่วยงานความมั่นคง ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงกลไกท้องถิ่นในชีวิตจริง ผู้คนในพื้นที่จึงอาจลังเลที่จะปล่อยมือจากผู้ที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบยืดหยุ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชายแดนมีความผันผวนสูง

ในเชิงกลยุทธ์ เขต 6 จึงไม่ใช่สนามของ “อุดมการณ์ล้วนๆ” แต่เป็นสนามของ “ความเป็นมืออาชีพ” ฝ่ายที่นำต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเปลี่ยนโครงสร้างจะทำให้การค้าชายแดนคล่องตัวขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระขั้นตอนเพิ่ม และไม่ทำให้การบริหารพื้นที่พิเศษสะดุด ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องพิสูจน์ว่า ประสบการณ์และเครือข่ายจะถูกใช้เพื่อระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพื่อคงอยู่ของวิธีการเดิม หากทำได้ เขต 6 จะกลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันยังเปิดกว้าง แม้คะแนนนำจะชัดในตัวเลขก็ตาม

เขตเลือกตั้งที่ 7 (อ.เชียงแสน, ดอยหลวง, เวียงแก่น, เชียงของ) เขตเศรษฐกิจปากเหว และความหวังโค้งสุดท้าย

เขต 7 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่ “ความวิตกเศรษฐกิจ” เด่นที่สุดในจังหวัด โดยประชาชนให้ค่าน้ำหนักเรื่อง “การแก้ไขปัญหาปากท้อง” สูงถึง 41.13% แม้พรรคประชาชนจะนำที่ 59.68% และเพื่อไทยที่ 26.61% แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจตีความได้ว่าเป็น “คะแนนที่ยังรอคำตอบ” มากกว่าคะแนนที่ปิดเกมแล้ว เพราะเศรษฐกิจของพื้นที่ริมโขงและชายแดนพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และความต่อเนื่องของตลาดเป็นหลัก

เชียงแสนและเชียงของเป็นหัวใจของการค้าลุ่มน้ำโขงและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขนส่งสะดุด หรือการค้าชายแดนติดขัด ชุมชนในเขตนี้จะรับแรงกระแทกก่อนเสมอ ความเปราะบางดังกล่าวทำให้ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งพร้อมเปลี่ยนใจตาม “นโยบายที่ช่วยให้รอด” มากกว่า “ความจงรักภักดีต่อพรรค” ดังนั้นคะแนนที่พรรคประชาชนได้รับในช่วงนี้อาจเป็นทั้งคะแนนคาดหวังและคะแนนประท้วงต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อผู้คนมองว่ารัฐบาลเดิมหรือพรรคใหญ่ยังแก้โจทย์ชายแดนได้ไม่ตรงจุด

จุดน่าจับตาคือ “ความเหวี่ยง” ของคะแนนที่คุณกล่าวถึง เพราะหากเพื่อไทยสามารถเสนอแพ็กเกจนโยบายเชิงพื้นที่ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จริง ไม่กระจุกที่ทุนใหญ่ คะแนนอาจไหลกลับได้เร็วเช่นกัน ในทางกลับกัน พรรคประชาชนหากนำเสนอนโยบายการจัดการน้ำโขง การส่งออกสินค้าเกษตร และการลดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์แบบมีรายละเอียดและทำได้จริง ก็มีโอกาส “ล็อกชัยชนะ” ให้มั่นคงขึ้น

ในเชิงยุทธศาสตร์ เขต 7 จึงเป็นพื้นที่ที่การสื่อสารต้องเฉียบคมและยึดปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ชุมชน การค้าชายแดนที่เป็นธรรม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และกลไกช่วยผู้ประกอบการรายย่อย หากฝ่ายใดแสดงภาพ “ช่วยได้จริง” ในโค้งสุดท้ายได้ชัดที่สุด ย่อมมีโอกาสครองใจพื้นที่นี้อย่างยั่งยืนมากกว่าการชนะด้วยกระแสเพียงช่วงเวลาเดียว

“ภาพรวมทั้ง 7 เขตชี้ชัดว่า ‘พรรคประชาชน’ ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ด้วยกระแสอุดมการณ์ แต่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ยังคงมีกำแพงที่แข็งแกร่งในเรื่องความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะในเขต 4 และเขต 7” “ที่น่าจับตาคือกลุ่ม ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘ประชาธิปัตย์’ ที่เริ่มแทรกตัวใน เขต 2 และ 5 ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญหากคะแนนระหว่างสองพรรคใหญ่เบียดกันในช่วงเลือกตั้งจริง” “สำหรับพรรคกล้าธรรม คะแนนบัญชีรายชื่อ (Party List) อาจจะยังดูไม่หวือหวาในตอนนี้ แต่ในทางสถิติการเมืองเชียงราย คะแนนที่ปรากฏในเขต 7 และเขต 3 คือสัญญาณเตือนพรรคใหญ่เพราะพรรคนี้เน้นการทำงานผ่าน ‘ตัวบุคคล’ และ ‘ระบบเครือข่ายท้องถิ่น'”

สงครามทางความคิดระหว่างวัย ทำไมคนอายุน้อยกว่า 45 ปี “เทไปทางเดียวกัน” และทำไม 61+ กลับเป็น “พื้นที่ชิงดำ”

หนึ่งในส่วนที่ชัดที่สุดของรายงาน คือการแยกตามช่วงอายุ

  • อายุ 18–28 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 77%
  • อายุ 29–44 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 69%
  • อายุ 45–60 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 51% (เริ่มสูสีขึ้น)
  • อายุ 61+ ปี: เลือกพรรคเพื่อไทย เฉือนนำ พรรคประชาชน เล็กน้อย

นี่คือ “ภาพสามชั้น” ของการเมืองเชียงราย

ชั้นแรก: คนรุ่นใหม่เลือกด้วยอุดมการณ์และภาพอนาคต
เมื่อคนอายุ 18–44 เทไปในทิศทางเดียวกันมาก แปลว่าพวกเขามี “กรอบการเมืองร่วม” ที่สอดคล้องกัน เช่น การปฏิรูปกติกา ความเท่าเทียม และความโปร่งใส

ชั้นสอง: วัยทำงานตอนปลาย/วัยกลางคนคือกลุ่มที่เริ่ม “ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย”
คน 45–60 คือกลุ่มที่รับแรงกดดันเศรษฐกิจครัวเรือน หนี้สิน สุขภาพ และอนาคตลูกหลานพร้อมกัน การตัดสินใจจึงเริ่มแตกเป็นสองขั้วอุดมการณ์ยังสำคัญ แต่ “ความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้จริง” สำคัญไม่แพ้กัน

ชั้นสาม: 61+ คือ “กลุ่มตัวแปร” เพราะออกมาใช้สิทธิจริงสูงและตัดสินจากประสบการณ์สะสม
ในหลายประเทศ การเลือกตั้งมักถูกชี้ขาดด้วยผู้สูงอายุ เพราะ turnout สูงกว่า และเน้นความมั่นคงของชีวิตมากกว่า “ความฝันทางการเมือง” ดังนั้น การที่เขตชนบท/กลุ่มสูงอายุยังสูสี จึงทำให้คำว่า “แลนด์สไลด์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

เพศสภาพกับทิศทางการเมือง สิ่งที่ตัวเลขบอกได้ และสิ่งที่สังคมต้องไม่เผลอตีตรา

รายงานแยกผลตามเพศ พบว่า

  • กลุ่มผู้ชาย พรรคอันดับ 2 มีสัดส่วนสูงกว่าเพศอื่น
  • กลุ่มผู้หญิง พรรคอันดับ 1 นำชัด
  • กลุ่ม LGBTQ+ พรรคอันดับ 1 สูงมาก (ทะลุ 70% ตามรายงาน)

ในฐานะข่าวเชิงลึก สิ่งที่ควรย้ำคือ “ตัวเลขไม่ใช่ใบอนุญาตให้เหมารวม” แต่เป็นสัญญาณว่า กลุ่มคนต่างประสบการณ์ อาจตอบสนองต่อนโยบายต่างกัน โดยเฉพาะนโยบายด้านสิทธิ ความเท่าเทียม ความปลอดภัยในชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยตัดสินใจ เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “ตัวบุคคล” และนโยบายปากท้องยังครองอันดับหนึ่ง

ปัจจัยตัดสินใจมากที่สุด (ระดับคุณค่า/กรอบคิด)

  • อุดมการณ์ทางการเมือง 45.18%
  • นโยบายของพรรค 39.73%
  • ตัวบุคคลผู้สมัคร 15.09%

นี่คือประโยคที่อธิบายสนามเชียงรายได้คมที่สุด
คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังอยากเห็นผลลัพธ์จับต้องได้”

นโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด (ระดับชีวิตจริง)

  • ปากท้องและหนี้สิน 35.74%
  • ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง 32.51%
  • ปราบปรามทุจริต 17.30%
  • การศึกษาและสวัสดิการ 6.34%
  • ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ/ฝุ่น PM2.5 4.25%

แม้สิ่งแวดล้อมจะเป็นสัดส่วนไม่สูงในภาพรวม แต่ในพื้นที่ชายแดนกลับถูก “ยกอันดับ” ในความรู้สึกของผู้คนได้ง่าย เพราะเป็นปัญหาที่เห็นกับตาและกระทบชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ฤดูฝุ่นควันภาคเหนือซึ่งรัฐมีระบบติดตามรายวัน หรือความกังวลเรื่องมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่ถูกพูดถึงในรายงานข่าว/งานวิจัยระดับภูมิภาค

ปัจจัยข่าวและความผันผวน ทำไมโพลช่วง 14–19 ม.ค. จึงต้องอ่านแบบ “ยึดหลักฐาน–ระวังอารมณ์ตลาดข่าว”

ช่วงเวลาที่โพลเก็บข้อมูลทับซ้อนกับ “สภาพอากาศข่าว” ที่เข้มข้น ทั้งข่าวการบังคับใช้กฎหมาย/การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองในต่างจังหวัดซึ่งถูกเผยแพร่ในสื่อ และข่าวเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่ม/อุบัติเหตุที่เป็นประเด็นความปลอดภัยสาธารณะ

ในทางพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ผลพร้อมกัน

  1. ทำให้ “คนที่มีจุดยืนชัด” ยิ่งรวมตัวแน่นขึ้น (polarization)
  2. ทำให้ “คนลังเล” ผันผวนและพร้อมเปลี่ยนใจตามความน่าเชื่อถือ/ความรู้สึกต่อความยุติธรรม

ดังนั้น แม้ตัวเลขในเชียงรายจะชี้ว่ากระแสพรรคอันดับ 1 นำห่าง แต่ “เกมจริง” ยังต้องดู 3 เงื่อนไขเสมอ ผู้สมัครเขต, เครือข่ายพื้นที่, และ turnout ของกลุ่ม 61+

ฉากทัศน์ก่อนวันจริง 3 ทางเป็นไปได้ของสนามเชียงราย (บนฐานข้อมูลโพล)

ฉากทัศน์ที่ 1: “กระแสเปลี่ยนแปลงกินพื้นที่จริง”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • คน 18–44 ออกมาใช้สิทธิสูง
  • คน 45–60 เทไปทางกระแสใหม่มากขึ้นจากเดิม
  • พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถ “เพิ่มคะแนนในกลุ่มวัยทำงานตอนต้น” ได้
    ผลลัพธ์คือ เขตที่คะแนนสูสีอาจเปลี่ยนเป็นนำแบบมีระยะห่าง

ฉากทัศน์ที่ 2 “บ้านใหญ่ประคองเขตคะแนนพรรคไม่เท่ากับคะแนนคน”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • ผู้สมัครเขตของฐานเดิมมีงานพื้นที่เข้มข้น
  • ประเด็นปากท้องถูกสื่อสารเป็นรูปธรรมมากกว่าอุดมการณ์
  • ผู้สูงอายุออกมาใช้สิทธิสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัย
    ผลลัพธ์คือ อาจเห็น “คะแนนพรรค” นำ แต่ “คะแนนเขต” ไม่ได้แลนด์สไลด์

ฉากทัศน์ที่ 3 “พรรคที่สามแทรกแบบเฉพาะจุด”

ตัวเลขพรรคที่สามยังต่ำ แต่หากมีผู้สมัครเด่นในบางอำเภอ และเล่นโจทย์เฉพาะพื้นที่ เช่น เศรษฐกิจชายแดน/ความมั่นคง/โครงการลงทุน ก็อาจเกิด “การตัดคะแนน” ทำให้เขตบางเขตพลิกได้

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่คนเชียงรายส่งสัญญาณถึงทุกพรรค (อ่านจากโจทย์ปากท้อง + โครงสร้าง)

หากแปลคะแนน “นโยบายที่อยากให้แก้เร่งด่วน” ให้เป็นวาระสาธารณะ จะได้ 3 โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคเลี่ยงไม่ได้

  1. หนี้ครัวเรือน–รายได้–ต้นทุนชีวิต คนต้องการมาตรการที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำสัญญากว้างๆ
  2. กติกาการเมือง–ความเป็นธรรม–ปราบคอร์รัปชัน คนจำนวนมากเชื่อว่าถ้าโครงสร้างไม่เปลี่ยน ปากท้องก็แก้ไม่สุด
  3. ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ในพื้นที่ภาคเหนือและชายแดน ประเด็นฝุ่น/ลุ่มน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว การมีระบบติดตามรัฐอย่าง Air4Thai ทำให้คน “เห็นข้อมูลจริงทุกวัน” และงานวิจัย/ข่าวเชิงลึกเรื่องมลพิษลุ่มน้ำทำให้ความกังวลขยายตัว

โพลไม่ได้บอกผู้ชนะ แต่บอก “เงื่อนไขที่ผู้ชนะต้องทำให้ได้”

เมื่อสรุปภาพทั้งหมด โพลชุดนี้ชี้ว่าเชียงรายกำลังอยู่ในช่วง “การเมืองสองจังหวะ”

  • จังหวะแรกคือ แรงผลักจากอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ที่กลายเป็นพลังนำ
  • จังหวะที่สองคือ แรงยึดจากความคุ้นเคย เครือข่ายพื้นที่ และโจทย์ปากท้องแบบเร่งด่วน ที่ยังทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและบางพื้นที่ชายแดน

ดังนั้น หากจะตอบคำถามใหญ่ “เชียงรายจะเปลี่ยนหรือไม่” คำตอบที่เป็นกลางที่สุดคือ
เชียงรายกำลังเปลี่ยนแล้วในระดับความคิด แต่ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ turnout รายกลุ่มและความเข้มของเกมรายเขตในช่วงโค้งสุดท้าย

และในท้ายที่สุด ไม่ว่าพรรคใดจะได้เปรียบจากกระแส ความชอบ หรือเครือข่ายพื้นที่ ผู้ชนะที่แท้จริงควรเป็น “ประชาชน” ที่ได้รัฐบาลและผู้แทนซึ่งตอบโจทย์ทั้ง ความยุติธรรมของระบบ และ ความอยู่รอดของครัวเรือน ไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ (สรุปจากข้อมูล “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ที่ผู้จัดทำส่งให้)

  • ตัวอย่างรวม 1,578 / ใช้วิเคราะห์ 1,563 (คัดข้อมูลไม่เข้าเกณฑ์ 15)
  • ช่วงเก็บข้อมูล 14–19 ม.ค. 2569 (ภาคสนาม 17 ม.ค. 2569)
  • MoE ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ)
  • คะแนนนิยม “นายกฯ” อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%, อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%, อันดับ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • บัญชีรายชื่อ พรรคอันดับ 1 พรรคประชาชน: 61.15%, พรรคอันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 24.46%, พรรคอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 4.31%
  • ปัจจัยตัดสินใจ อุดมการณ์ 45.18% / นโยบาย 39.73% / ตัวบุคคล 15.09%
  • นโยบายสำคัญ ปากท้อง–หนี้สิน 35.74% / ปฏิรูปการเมือง 32.51% / ปราบทุจริต 17.30% / การศึกษา–สวัสดิการ 6.34% / ฝุ่น-สารพิษ 4.25%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล”
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ศึกเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569: สง่า เพื่อไทย ปะทะ สุธีระพงษ์ บ้านใหญ่ และสุทัศน์ พรรคประชาชน

สนามเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569 ศึกริมโขง–ริมกก วัดพลัง “กระแสพรรค–บ้านใหญ่–การเมืองอุดมการณ์” บนสมรภูมิมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 5 มกราคม 2569 – เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น และบางส่วนของอำเภอแม่จันกับเชียงของ กำลังก้าวสู่หนึ่งในสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของการเลือกตั้งปี 2569 ไม่เพียงเพราะเป็นเขตที่มี “ผู้สมัครมากที่สุด” ของจังหวัดถึง 10 คน แต่เพราะที่นี่คือจุดตัดระหว่างการเมืองระดับชาติ การเมืองบ้านใหญ่ และการเมืองแบบอุดมการณ์ใหม่

เหนือสิ่งอื่นใด เขตนี้ยังเป็นแนวหน้าของปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” จากการทำเหมืองในรัฐฉาน และเงาของโครงการเขื่อนปากแบงบนลำน้ำโขง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย แต่ยังโยงตรงไปถึงระบบประปา การเกษตร และเศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้งจริงจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินว่าใครจะได้ครองเก้าอี้ ส.ส. เขต 7 แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างพลัง “กระแสพรรค” “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” และ “แนวคิดการเมืองใหม่” แบบพรรคประชาชน ใครจะได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นปากเสียงของประชาชนริมโขง–ริมกก ในยุคที่ภัยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจเปราะบาง และความขัดแย้งผลประโยชน์ข้ามพรมแดนซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

เขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ภาพรวม 10 คน บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมโขง

เขต 7 ครอบคลุมพื้นที่หลากหลายทั้งเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการค้าชายแดน และชุมชนเกษตรบนภูเขา ผู้สมัครทั้ง 10 คน ประกอบด้วยหลากหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคใหญ่ พรรคกลาง ไปจนถึงพรรคขนาดเล็ก ได้แก่

  1. ร.ต.อ. ดอน สมควร (หมายเลข 1 – พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 – พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน (หมายเลข 3 – พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (หมายเลข 4 – พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (หมายเลข 5 – พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (หมายเลข 6 – พรรคกล้าธรรม)
  7. น.ส. มิรันตี บุญแก้ว (หมายเลข 7 – พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 8 – พรรคเพื่อไทย)
  9. น.ส. อรทัย บัวศรี (หมายเลข 9 – พรรคประชากรไทย)
  10. นายทนงศักดิ์ ศรีทองจันทร์ (หมายเลข 10 – พรรคเศรษฐกิจ)

แม้บนกระดาษจะมีผู้สมัครถึง 10 ราย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า “ศูนย์ถ่วงหลัก” ในเขตนี้อยู่ที่ “สามตัวเต็ง” หรือ Big Three ได้แก่

  • นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าจากการเลือกตั้งซ่อม
  • นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ตัวแทนบ้านใหญ่สายท้องถิ่น
  • นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ตัวแทนการเมืองแบบอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่

ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น แม้คะแนนอาจไม่ถึงขั้นท้าชิงเก้าอี้โดยตรง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการ “แบ่งเค้กคะแนน” ข้ามกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานเสียงคละกันระหว่างพรรคอนุรักษนิยม พรรคสายรัฐบาลเดิม และคะแนนเชิงบุคคลของผู้สมัครบางราย

สามขั้วอำนาจ “กระแสพรรค – บ้านใหญ่ – การเมืองอุดมการณ์”

การแข่งขันในเขต 7 จึงไม่ได้เป็นแค่การวัดความนิยมตัวบุคคล แต่เป็น “สนามทดสอบสามโมเดลการเมือง” ที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยภาพใหญ่

  1. กระแสพรรค (เพื่อไทย – นายสง่า พรมเมือง)
    พรรคเพื่อไทยครอบครองที่นั่ง ส.ส. เขตนี้มาต่อเนื่อง ผ่านชื่อที่คนคุ้นอย่าง พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ก่อนจะส่งนายสง่า พรมเมือง ลงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 15 กันยายน 2568 และคว้าชัยด้วยคะแนน 43,229 เสียง ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแรงของ “แบรนด์เพื่อไทย” ในพื้นที่เชียงแสน–เชียงของ–แม่จัน แต่ยังสะท้อนอิทธิพลของเครือข่ายการเมืองระดับชาติ นำโดย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกมองว่าเป็น “มือเก๋าการเมืองเชียงราย”
  2. บ้านใหญ่ท้องถิ่น (กล้าธรรม – นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์)
    ในอีกด้าน ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเชียงรายยาวนาน จากฐานในอำเภอเทิงสู่การก้าวขึ้นเป็น “บ้านใหญ่ระดับจังหวัด” ผ่านบทบาทของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองส่วนกลาง ทั้งสายภูมิใจไทยและเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า การที่นายสุธีระพงษ์ หรือ “สจ.เล็ก” ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เขต 7 ในนามพรรคกล้าธรรม จึงมีนัยสำคัญ เป็นการ “ลงสนามใหญ่เต็มตัว” ของบ้านใหญ่เจียงฮาย
  3. การเมืองอุดมการณ์–ระบบทีม (พรรคประชาชน – นายสุทัศน์ ยาละ)
    พรรคประชาชน (ที่ถูกมองว่าเดินรอยต่อจากคลื่นส้มในอดีต) ส่งนายสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครต่อเนื่อง หลังเคยคว้าอันดับสองในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ปี 2568 เบื้องหลังคือความพยายาม “ยึดพื้นที่การเมืองโดยใช้แนวคิดอุดมการณ์” ผสานกับ “เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่” ผ่านทีมงานที่หลายคนมีพื้นฐานการทำงานภาคประชาชนและท้องถิ่นร่วมกัน

สนามนี้จึงถูกจับตาในฐานะ “ห้องทดลองการเมือง” ว่าโมเดลใดจะตอบโจทย์ประชาชนริมโขง–ริมกก ได้มากกว่ากัน ในยุคที่ประชาชนไม่ได้มองแค่สีพรรค หรือชื่อบ้านใหญ่ แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “ใครจะจัดการกับปัญหามลพิษ น้ำกินน้ำใช้ และอนาคตลูกหลานได้จริง”

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระเลือกตั้ง

ประเด็น “มลพิษข้ามพรมแดน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของศึกเลือกตั้งเขต 7 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลที่ชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมติดตาม พบว่าการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีสารโลหะหนัก เช่น สารหนูและแบเรียม ปรากฏในลำน้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ในลำน้ำโขงเองก็มีแรงกดดันจากการพัฒนาเขื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงโดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบงใน สปป.ลาว

สำหรับชาวบ้านริมกก–ริมโขง ความกังวลจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม หากเกี่ยวข้องกับคำถามง่าย ๆ แต่หนักหนา เช่น

  • น้ำที่ใช้ผลิตประปา “ปลอดภัยจริงหรือไม่”
  • หากเขื่อนปากแบงเดินหน้าเต็มที่ น้ำโขงที่ไหลเอ่อกลับจะทำให้ที่ดินริมน้ำเสียหายมากเพียงใด
  • ใครจะรับผิดชอบ หากผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านและการเกษตรกลายเป็นความจริง

ข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชน คือ การผลักดันให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐเร่งหา “แหล่งน้ำดิบใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าน้ำโขง–น้ำกกสำหรับการผลิตน้ำประปา รวมทั้งจัดตั้งระบบกรองตะกอนพิษที่ได้มาตรฐานจริง ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราว

ในบริบทนี้ ผู้สมัครที่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไรได้บ้างบนเวทีสภาไทย” เพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งการทูตพหุภาคี สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านน้ำ ย่อมได้รับการจับตาเป็นพิเศษ

นายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน เน้นสื่อสารเรื่อง “การเจรจาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” และการผลักดันระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้า ขณะที่นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย มีจุดแข็งด้านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายรัฐต่อรัฐ (G2G) และการผลักดันนโยบายระดับกระทรวง ส่วนบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ของนายสุธีระพงษ์ วางน้ำหนักไปที่ “การทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่

การที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกยกขึ้นมาเป็น “วาระหลัก” แทนที่จะเป็นเพียงวาระรองของการหาเสียง จึงเป็นสัญญาณว่าการเมืองชายแดนเหนือกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่เสียงของแม่น้ำและภูเขามีน้ำหนักไม่แพ้ถนนและสะพาน

บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ โมเดล “เขียว–น้ำเงิน” ฝ่ากระแสแดง–ส้ม

หนึ่งในจุดที่ทำให้เขต 7 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือบทบาทของ “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ที่เลือก “กระจายความเสี่ยง” ทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • ในเขต 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม
  • ในเขต 5 “ส.ส.โอ” รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ เครือญาติเดียวกัน ยังคงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ลงสนามล้างตาคู่ปรับเก่าจากเพื่อไทย

การวางตำแหน่งเช่นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ “เขียว–น้ำเงิน” คือใช้ทั้งพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกลาง เพื่อลดความเสี่ยงการแพ้แบบเหมาเขตให้กับ “แดง–ส้ม”

ตลอดสองปีที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของบ้านใหญ่เชียงรายปรากฏชัดในเวทีส่วนกลาง เมื่อ “ส.ส.โอ” ได้เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางลงพื้นที่เชียงรายอย่างถี่ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับเขต 7 นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า หากนายสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่าย ส.อบจ. เทศบาล และกลไกท้องถิ่นที่สั่งสมมาระยะยาว เข้าไปตัดตอนคะแนนในชุมชนสำคัญและหมู่บ้านชายแดน การเมืองรูปแบบ “บ้านใหญ่ผสานพรรคกลาง” อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการฝ่าแรงกดดันจากกระแสพรรคใหญ่และคลื่นการเมืองอุดมการณ์ในภาคเหนือตอนบน

สง่า พรมเมือง แชมป์เก่ากับภารกิจป้องกันเขตเดิม

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามระดับชาติ แต่มีเส้นทางการเมืองที่โยงแน่นกับพื้นที่เชียงแสน

เขาเริ่มจากการเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอำเภอเชียงแสน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ. สมัยแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จากนั้นไม่นาน พรรคเพื่อไทยตัดสินใจ “ดันขึ้นสนามใหญ่” โดยส่งเขาลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

ผลที่ออกมา สง่า พรมเมือง คว้าชัยชนะด้วยคะแนน 43,229 คะแนน รักษาเก้าอี้เขตเดิมของพรรคเพื่อไทยไว้ได้ หลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

ด้านพื้นฐานการศึกษาและวิชาชีพ นายสง่าจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านบทบาทผู้บริหารในบริษัทด้านการเกษตรและโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในพื้นที่ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทำงานด้านการตรวจสอบการทำงานของตำรวจใน สภ.เชียงแสน และบทบาทในสโมสรโรตารีเชียงแสน

จุดขายสำคัญของเขาคือ “การเข้าใจพื้นที่ชายแดนในฐานะคนทำงานจริง” และ “การเชื่อมโยงปัญหาเกษตร–การค้า–คมนาคม” เข้ากับโครงสร้างนโยบายระดับชาติของพรรค ชูแนวคิดแก้หนี้เกษตรกร และการพัฒนาระบบท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ริมโขงให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี การเป็น “แชมป์เก่า” ก็หมายถึงการถูกจับจ้องมากที่สุดเช่นกัน ทั้งจากผู้สมัครคู่แข่งและจากฐานเสียงที่ต้องการเห็น “ผลงานจับต้องได้” ในระยะเวลาไม่นานหลังการเลือกตั้งซ่อม

สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากเวที อบจ. สู่การสอบใหญ่ในสภาฯ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ หรือ “สจ.เล็ก” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม คืออีกหนึ่งตัวละครสำคัญในสมรภูมิเขต 7

เดิมทีเขาทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นมานาน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา อบจ. เชียงราย ทำให้มีประสบการณ์ตรงกับการบริหารงบประมาณ การกระจายทรัพยากร และการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ–ตำบลอย่างใกล้ชิด

ความเป็น “น้องชาย” ของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ตัวแทนบ้านใหญ่” ที่ได้เปรียบด้านเครื่องมือ–เครือข่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการในหลายเขต

การเลือกลงในนามพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สะท้อนจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ว่า “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ต้องการยืนอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงทั้งพรรคในรัฐบาลกลาง และเครือข่ายท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้าง “สะพานอำนาจ” จากกรุงเทพฯ สู่ชายแดนแม่น้ำโขง

สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย คำถามสำคัญคือ หากสุธีระพงษ์ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เขาจะสามารถ “แปลงอำนาจท้องถิ่น” ที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรองในสภาฯ” เพื่อผลักดันงบประมาณ–โครงการพัฒนาที่ตอบโจทย์ปากท้องและสิ่งแวดล้อมของเขต 7 ได้มากน้อยเพียงใด

สุทัศน์ ยาละ การเมืองรุ่นใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์

ในอีกมุมหนึ่ง นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาชน เป็นภาพแทนของ “การเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบทีมและข้อมูล” มากกว่าการพึ่งพาบ้านใหญ่หรือแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว

สุทัศน์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เขาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในจังหวัดเชียงราย

ประสบการณ์ทำงานของเขาเชื่อมโยงทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ เช่น การเป็นคณะกรรมการภาคประชาชนประจำสำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ และที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหล่ายงาว

การลงสมัครในนามพรรคประชาชน ทำให้เขากลายเป็น “ตัวแทนสายอุดมการณ์” ที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงชายแดน

แม้ผลเลือกตั้งซ่อมปี 2568 เขาจะแพ้ให้กับนายสง่าอย่างขาดลอย แต่การได้อันดับสองในเมื่อเผชิญทั้ง “กระแสพรรคใหญ่” และ “บ้านใหญ่” ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากสามารถต่อยอดการทำงานภาคสนามและใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ฐานคะแนนของเขาอาจขยายตัวในระยะยาว

บทเรียนจากเลือกตั้งซ่อม 2568 ตัวเลข 43,229 เสียงที่ทุกฝ่ายต้องอ่าน

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 7 เมื่อ 15 กันยายน 2568 เกิดขึ้นหลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. โดยเขตเลือกตั้งในครั้งนั้นประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.บุญเรือง) และ อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้)

ผลการเลือกตั้งที่นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ชนะด้วยคะแนน 43,229 เสียง ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของบุคคล แต่เป็น “ดัชนีชี้วัด” หลายประเด็น

  • ฐานเสียงดั้งเดิมของเครือข่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช ในอำเภอเชียงแสน เชียงของ และแม่จัน ยังแข็งแรงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความพยายามของบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ที่เคยเสนอชื่อ “สจ.เอ” วสุพล จตุรคเชนทร์เดชา ให้พรรคส้ม (ก่อนมาเป็นพรรคประชาชน) ลงสมัครในเขตนี้ สะท้อนว่าบ้านใหญ่ “เล็งเขต 7 มานานแล้ว” แม้สุดท้ายพรรคจะเลือกสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครแทน
  • การแพ้ของสุทัศน์ในนามพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่า “การเมืองอุดมการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ” ในพื้นที่ที่โครงสร้างบ้านใหญ่และเครือข่ายพรรคใหญ่ฝังรากลึก แต่ก็ยังสร้างฐานรับรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนได้ระดับหนึ่ง

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลข 43,229 จึงไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็น “จุดอ้างอิง” ที่ทุกฝ่ายใช้วางสมมติฐาน ตั้งแต่การวางแผนแบ่งเขตการลงพื้นที่ การเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย ไปจนถึงการกำหนดสโลแกนหาเสียงในแต่ละอำเภอ

เดิมพัน 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศึกที่มากกว่าแค่เก้าอี้เดียว

แม้เขต 7 จะมีเพียง 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเชิงการเมืองระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “นัยสำคัญ” หลายด้าน

  • หาก พรรคเพื่อไทย รักษาเก้าอี้ไว้ได้ จะเป็นสัญญาณว่า “กระแสพรรคใหญ่” ยังเหนียวแน่นในภาคเหนือตอนบน แม้จะถูกท้าทายทั้งจากบ้านใหญ่และพรรคอุดมการณ์ใหม่
  • หาก บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ผ่านนายสุธีระพงษ์ สามารถ “เจาะเขต 7” สำเร็จ โมเดลบ้านใหญ่ + พรรคกลาง–รัฐบาล อาจกลายเป็นต้นแบบในการขยายอิทธิพลสู่เขตอื่นในอนาคต
  • หาก พรรคประชาชน ผ่านนายสุทัศน์ สามารถเบียดเข้าชนะได้ จะเป็น “จุดพลิกประวัติศาสตร์” ที่แสดงว่า การเมืองเชิงอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่สามารถเอาชนะทั้งกระแสพรรคใหญ่และบ้านใหญ่ในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขต 7 ยังอยู่ในบริบทของสนามเชียงรายทั้งจังหวัด ที่แชมป์เก่ามาจาก “คู่แดง–ส้ม” โดยการเลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อไทยกวาด 4 ที่นั่ง และพรรคในสายส้มกวาด 3 ที่นั่ง การที่บ้านใหญ่ลงเล่นสนามใหญ่เต็มตัวในรอบนี้ จึงเป็นเหมือนการ “ตอกเสาเข็ม” ท้าทายสมดุลเดิมของจังหวัดโดยตรง

เสียงริมโขง–ริมกก จะกำหนดทิศการเมืองเหนืออย่างไร

เมื่อมองจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับหมู่บ้าน เสียงของประชาชนในเขต 7 ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขคะแนน” แต่คือการแสดงจุดยืนต่อคำถามสำคัญ 3 ข้อ

  1. พวกเขาเชื่อมั่นใน “พรรคใหญ่ที่เคยพิสูจน์ผลงานในอดีต” มากน้อยเพียงใด
  2. พวกเขายังเห็นว่าบ้านใหญ่ท้องถิ่นที่รู้ทางน้ำ–ทางดอย มีความจำเป็นต่อการจัดการปัญหาปากท้องและโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
  3. พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ “การเมืองแบบอุดมการณ์–โปร่งใส–ระบบทีม” แค่ไหน ในสังคมที่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก จึงไม่ใช่เพียงสมรภูมิของเรือประมง หรือนาข้าวริมตลิ่ง แต่กลายเป็นสมรภูมิของ “แนวคิดการเมือง” ที่กำลังปะทะกันอย่างเข้มข้นระหว่างรุ่นเก่า–รุ่นใหม่ ระดับชาติ–ท้องถิ่น และผลประโยชน์–สิ่งแวดล้อม

เมื่อประชาชนในอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น แม่จัน และเชียงของ เดินเข้าสู่คูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใบลงคะแนนหนึ่งใบของแต่ละคน จึงเป็นมากกว่าการเลือกชื่อคน ๆ เดียว หากเป็นการเลือก “โมเดลอนาคต” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบนไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร

  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME