
เชียงรายเดินเกม “รับมือภัยพิบัติ” ระยะยาว ดร.บุ๋ม องค์กรทำดี ดันแนวคิด “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” 30 ไร่ ตั้งเป้าเป็นจุดอพยพ ศูนย์ฝึกกู้ชีพ ชูโปร่งใสไม่การเมือง แต่โจทย์ใหญ่คือ “ระบบบริหาร” ที่ต้องตรวจสอบได้
เชียงราย, 28 มกราคม 2569 — บทเรียนจากน้ำท่วมและโคลนถล่มไม่ได้ทิ้งไว้แค่ภาพความเสียหาย แต่ทิ้ง “คำถาม” ที่หนักกว่านั้นเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ดับ เมื่อข่าวลือวิ่งเร็วกว่าเรือท้องแบน เมื่อคนไม่รู้ว่าควรไปอยู่จุดไหน… ใครคือศูนย์กลางคำสั่ง? ใครยืนยันข้อมูล? และความช่วยเหลือจะถูกกระจายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร
ในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติทั่วโลกถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การตั้ง “ศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดชายแดนที่มีภูเขา ต้นน้ำ และชุมชนกระจายตัว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ศูนย์หนึ่งแห่ง ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความหวัง หากต้องเป็น โครงสร้างที่ใช้งานได้จริง ในวันที่ทุกอย่างรวนที่สุด
สอบถามพื้นที่ “เห็นเอกสารแล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียด” และยังรอคำชี้แจงจากมูลนิธิ
ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังมูลนิธิ “องค์กรทำดี” แต่ ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะเดียวกัน ในการลงพื้นที่ ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย ทีมข่าวได้โทรสอบถาม นายพิเศษ อาษา นายกเทศมนตรีตำบลห้วยสัก ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ได้เห็นเอกสารเกี่ยวกับการสร้างศูนย์แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด และในส่วน “พื้นที่ตั้ง” ยังไม่มีการเปิดเผย ต้องรอรายละเอียดด้านการก่อสร้างอีกครั้ง
น้ำหนักของคำให้ข้อมูลนี้สะท้อนว่า โครงการอยู่ในช่วง “เริ่มเดินเอกสาร เริ่มประสาน” มากกว่าช่วงประกาศรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา ว่า อะไรคือข้อมูลที่มีแล้ว และ อะไรคือข้อมูลที่ยังต้องเปิดเผยเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้
จุดเริ่มต้นของแนวคิด เมื่อ “สัญญาณล่ม” ความสับสนกลายเป็นภัยซ้ำ
ตามข้อมูลที่ทีมข่าวรวบรวม โครงการ “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ถูกอธิบายว่าเกิดจากบทเรียนวิกฤตน้ำท่วมและโคลนถล่มในปีก่อนหน้า โดย “ปัญหาหนัก” ที่เจอซ้ำคือ เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด คนในพื้นที่และหน่วยกู้ภัยจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จุดอพยพที่แน่ชัด และระบบรับ กระจายของบริจาคถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส จนทำให้ความช่วยเหลือล่าช้ากว่าที่ควร
ในเชิงการจัดการภัยพิบัติ ความล่มของการสื่อสารมักทำให้เกิด “โดมิโน” ตั้งแต่การอพยพช้า การช่วยเหลือซ้ำซ้อน ไปจนถึงการละเลยกลุ่มเปราะบาง เพราะทุกคนไม่มี “จุดยึดร่วม” ว่าข้อมูลใดจริง จุดใดปลอดภัย และใครเป็นผู้ประสานหลัก
ภาพใหญ่ของความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดกับเชียงรายเท่านั้น รายงานข่าวสากลสะท้อนว่าเหตุอุทกภัยในไทยในช่วงไม่กี่ปีหลังส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก และภาคเหนือรวมถึงเชียงรายเคยถูกระบุเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบางระลอกด้วย
“30 ไร่” ที่เชียงราย ศูนย์ฯ จะเป็นอะไรในวันเกิดเหตุ และเป็นอะไรในวันปกติ
ข้อมูลโครงการที่ทีมข่าวมีระบุว่า พื้นที่ศูนย์ฯ ได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อมร มอบที่ดิน 30 ไร่ คาดว่าจะอยู่ที่ ต.ห้วยสัก จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนาศูนย์ฯ และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงผ่าน “ประชาพิจารณ์” แล้ว
ภารกิจ “วันเกิดเหตุ” จุดอพยพหลัก ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ
บทบาทช่วงเกิดภัยพิบัติถูกวางให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็น
- จุดอพยพหลัก
- ศูนย์กระจายความช่วยเหลือ
เพื่อรองรับเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง
หากมองในมาตรฐานสากลของการบริหาร “ศูนย์พักพิงรวม/collective centre” หัวใจไม่ใช่แค่พื้นที่กว้าง แต่คือการจัดการให้เกิด ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย การเข้าถึง และการประสานบริการ เพราะศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่ความเปราะบางของผู้คนถูกบีบให้มาอยู่รวมกันในช่วงเวลาวิกฤต
ภารกิจ “วันปกติ” ฝึกกู้ชีพ สร้างทักษะให้คนธรรมดาช่วยกันได้จริง
อีกด้านที่โครงการชู คือการทำศูนย์ฯ ให้เป็น “โรงเรียนของชุมชน” ผ่านกิจกรรม
- ฝึก CPR
- กู้ภัยทางน้ำ ตามแนว “ตะโกน โยน ยื่น”
- ค่ายลูกเสือ/เยาวชน
ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระสำคัญของคู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่เน้นว่า “คนธรรมดา” ที่มีทักษะพื้นฐานสามารถเพิ่มโอกาสรอดก่อนทีมแพทย์ถึงจุดเกิดเหตุได้ โดยแนวทาง BLS/CPR และการใช้ AED ถูกสื่อสารผ่านคู่มือฝึกอบรมหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการแพทย์ในไทย
“ปลูกป่า” เป็นเงื่อนไขการใช้พื้นที่ เชื่อมการกู้ภัยกับการลดความเสี่ยงต้นทาง
โครงการระบุว่า ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ศูนย์ฯ จะต้องร่วมกิจกรรม “ปลูกป่า” เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรธรรมชาติ
ในเชิงแนวคิด นี่คือการพยายามเชื่อม “การรับมือปลายทาง” (อพยพ ช่วยเหลือ) กับ “การลดความเสี่ยงต้นทาง” (ต้นน้ำ/ดินถล่ม) แม้การปลูกป่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมว่า การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องมี “ความรับผิดชอบร่วม” ไม่ใช่รอความช่วยเหลืออย่างเดียว
จุดขาย “โปร่งใส ไม่การเมือง” ดีในหลักการ แต่ต้องชัดในกลไกตรวจสอบ
หนึ่งในสารหลักที่โครงการย้ำ คือการสร้างระบบบริจาคที่ โปร่งใส ส่งตรงถึงมือประชาชน และ “ไม่ผ่านกลไกทางการเมือง”
ในเชิงมาตรฐานศูนย์พักพิง สิ่งที่ทำให้คำว่าโปร่งใส “ยืนได้” มักต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 4 กลไก:
- บัญชีรับ–จ่าย/สต็อกแบบตรวจสอบย้อนกลับ
- เกณฑ์จัดลำดับความเร่งด่วน (กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย)
- ระบบข้อมูลผู้รับบริการที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว
- ช่องทางร้องเรียน/รับข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ความไม่เป็นธรรมในศูนย์พักพิง
แนวคิดนี้สอดรับกับกรอบการจัดการ collective centres ที่เน้นการประสานบริการและคุ้มครองผู้พักพิง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเข้าถึง และการมีส่วนร่วม
กล่าวให้ตรง ถ้าศูนย์ฯ จะชูว่า “ไม่การเมือง” สิ่งที่สาธารณะต้องเห็นคือ ระบบที่ทำให้การเมืองแทรกได้ยาก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ทำให้การเมืองแทรกได้เงียบ
โจทย์ใหญ่ที่ต้องตอบให้ได้ ใครสั่งการ ใครรับผิดชอบ และประสานรัฐอย่างไร
ศูนย์อพยพที่ทำงานได้จริงต้องไม่ทำงาน “ขนาน” กับรัฐ แต่ต้องทำงาน “เชื่อม” กับระบบรัฐ เพราะวันเกิดเหตุจริงจะมีหน่วยงานหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ปภ. อปท. สาธารณสุข ตำรวจ อาสาสมัคร และเครือข่ายกู้ภัย
กรอบปฏิบัติของหน่วยงานท้องถิ่นและแผนด้านสาธารณภัยมักเน้นองค์ประกอบศูนย์พักพิง เช่น การจัดพื้นที่ ความปลอดภัย สุขาภิบาล การบริหารข้อมูล และการประสานงานหลายหน่วย ซึ่งปรากฏในเอกสารแนวทางของภาครัฐ/ท้องถิ่นที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
สำหรับข่าวเชิงลึก นี่คือ “รายการคำถามที่ต้องมีคำตอบ” ก่อนศูนย์ฯ เปิดใช้งานจริง เช่น
- เมื่อเกิดเหตุ ใครเป็น “ผู้จัดการศูนย์” และมีโครงสร้างบัญชาการแบบใด
- ระบบคัดกรองผู้เข้าพัก/การดูแลกลุ่มเปราะบางทำอย่างไร
- มาตรการสุขาภิบาล น้ำสะอาด ห้องน้ำ ขยะ การควบคุมโรคในศูนย์
- ความปลอดภัยเวลากลางคืน/การป้องกันความรุนแรงในศูนย์
- ระบบสื่อสารสำรองเมื่อ “สัญญาณล่ม” (วิทยุสื่อสาร จุดประกาศเสียงตามสาย แผนที่ออฟไลน์)
ช่องทางมีส่วนร่วม ชวนบริจาควัสดุก่อสร้าง แต่ “ผู้บริจาคต้องได้เครื่องมือกำกับความโปร่งใส”
โครงการเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาควัสดุก่อสร้าง เช่น เสา ปูน และให้ประสานผ่าน Facebook Page “องค์กรทำดี” หรือ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”
ในมิติความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริจาค โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างซึ่ง “ติดตามยาก” กว่าเงินบริจาค ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือ
- ขอเอกสารรับมอบวัสดุ (วันที่/รายการ/จำนวน/ผู้รับมอบ)
- ขอ “แผนการใช้วัสดุ” ตามเฟสก่อสร้าง
- ขอระบบรายงานความคืบหน้าแบบสาธารณะเป็นงวด (เช่น รายเดือน)
นี่ไม่ใช่การตั้งแง่ แต่คือ “มาตรฐานความร่วมมือ” ที่ทำให้โครงการไม่ต้องแบกความสงสัย
สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที (ไม่ต้องรอภัยพิบัติรอบใหม่)
- รู้จุดปลอดภัยของชุมชน คุยกับผู้นำชุมชน/อปท. ว่าหากเกิดน้ำท่วมหรือดินถล่ม “จุดรวมพล” อยู่ที่ไหน
- เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ยาโรคประจำตัว เอกสารสำคัญ ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ น้ำดื่ม
- ฝึกทักษะช่วยชีวิต เรียน CPR/BLS และความรู้การช่วยเหลือเบื้องต้นจากหลักสูตร/คู่มือที่เชื่อถือได้
- ทำแผนสื่อสารสำรองในครอบครัว นัดหมาย “จุดพบกัน” และใช้ข้อความสั้น/วิทยุ/ผู้ประสานในชุมชนเมื่อโทรศัพท์ล่ม
- สนับสนุนอย่างมีหลักฐาน หากร่วมบริจาควัสดุหรือแรงงาน ให้ช่วยกันผลักให้มีระบบรายงานที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก
จาก “น้ำท่วมปีนั้น” สู่โครงสร้างถาวร โอกาสที่เชียงรายต้องไม่ปล่อยหลุดมือ
ภาพรวมอุทกภัยในไทยช่วงหลังสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้หายไป และบางเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือบางจังหวัด การมี “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” ที่พร้อมใช้จึงเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ความจริงของยุคสภาพอากาศสุดขั้ว
แต่ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของศูนย์ลักษณะนี้จะถูกตัดสินด้วย 2 คำ มาตรฐาน และ ความไว้วางใจ
- มาตรฐาน ต้องสอดคล้องหลักการบริหารศูนย์พักพิง/collective centre ที่คุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัย พร้อมการประสานบริการอย่างเป็นระบบ
- ความไว้วางใจ ต้องสร้างจากข้อมูลเปิดเผย ตรวจสอบได้ และทำงานร่วมกับชุมชน/รัฐอย่างชัดเจน
สุดท้ายแล้ว “ศูนย์ต้านภัยพิบัติ” จะมีความหมายที่สุด ก็ต่อเมื่อวันที่สัญญาณดับจริง คนเชียงรายยังรู้ว่า “ต้องไปที่ไหน” และความช่วยเหลือจะ “ไปถึงมือใคร” อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เร็วเฉพาะบางคน แต่เร็วพอสำหรับทุกคน


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
- องค์กรทำดี
- รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติในเชียงราย สำนักประชาสัมพันธ์/รายงาน
- แนวทางศูนย์พักพิงชั่วคราว (ภาครัฐไทย): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM)
- แนวทางสากลด้าน collective centre / การบริหารศูนย์พักพิง: UNHCR–IOM Collective Centres Guidelines และฉบับภาษาไทยของ IOM
- องค์ความรู้การฝึก CPR/ปฐมพยาบาลสำหรับประชาชน: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และสภากาชาดไทย









































































































