Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประกาศวาระแห่งชีวิต! ลดตาย 41% ตั้งเป้าเหลือ แสนคน ปี 2570 ชี้หมวกนิรภัยคือโจทย์ใหญ่

วาระแห่งชีวิต เชียงรายรำลึก “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสีย” เร่งเครื่องเป้าลดตายเหลือแสนคน ปี 2570—ชี้โจทย์ใหญ่ “หมวกนิรภัย” 80% ต้องแก้วัฒนธรรม

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงนาฬิกากลางเมืองดังไปพร้อมกับความเงียบงันหนึ่งนาที เมื่อผู้ร่วมงานนับร้อยคนยืนไว้อาลัยให้ผู้จากไปจากอุบัติเหตุทางถนน ณ บริเวณหน้าสวนตุงและโคมนครเชียงราย เช้าวันอาทิตย์นี้ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่กินใจ มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมี นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) กล่าวรายงาน ท่ามกลางผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน “รำลึก–เรียนรู้–และตั้งเป้าลดการสูญเสียใหม่” ไปพร้อมกัน

พิธีไว้อาลัยจบลง ผู้แทนหน่วยงานทยอยวางดอกไม้หน้ารูปผู้เสียชีวิต ขบวนเดินรณรงค์เคลื่อนไปยังบริเวณหอนาฬิกาเมือง สื่อสารข้อเท็จจริงและคำเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนริมทาง ก่อนที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะอ่านสารนายกรัฐมนตรีและย้ำเป้าหมายเชิงนโยบาย  ภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เชียงรายตั้งเป้า ลดบาดเจ็บสาหัสเหลือ 2,052 คน” ตามกรอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน

จาก “สถิติสูงสุดของประเทศ” สู่ “พลิกเกมด้วยบังคับใช้เข้ม”  บทเรียนจากสองสงกรานต์

หากย้อนไป สงกรานต์ 2567 เชียงรายเคยเผชิญ “จุดต่ำสุด” ของความปลอดภัยทางถนน กลายเป็นจังหวัดที่ เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 82 ครั้ง และ เสียชีวิตสะสมสูงสุด 17 ราย ของประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่ “พฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก” ทั้งขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และดื่มแล้วขับ โดยมียานพาหนะหลักคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 80% ของอุบัติเหตุทั้งหมด

ทว่าเพียง หนึ่งปีถัดมา สงกรานต์ 2568 เชียงราย “พลิกภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ สถิติ ผู้เสียชีวิตลดลง 41% จาก 17 เหลือ 10 ราย และ จำนวนอุบัติเหตุลดลง 43% จาก 82 เหลือ 47 ครั้ง ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกคืบเชิงปฏิบัติการ ตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด และผลักดัน ด่านชุมชนสะสมถึง 2,755 ด่าน ตลอด 7 วันอันตราย ทำให้สามารถสกัด “พฤติกรรมเสี่ยง” ก่อนทะลักเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีความเร็วสูง

ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือ “สัญญาณความเป็นไปได้” ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เมื่อผนวกกับความร่วมมือระดับชุมชน ย่อมแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง

มหันตภัยเงียบของหมวกนิรภัย” 4 ใน 5 ผู้เสียชีวิต “ไม่สวม”

แม้ปฏิบัติการเชิงรุกช่วยดึงกราฟลงได้ แต่ โจทย์ใหญ่ของเชียงรายยังเป็นเรื่องเดิม รถจักรยานยนต์และการไม่สวมหมวกนิรภัย ข้อมูลช่วง ปีใหม่ 2568 ยืนยันภาพชัด  ผู้เสียชีวิต 4 ใน 5 ราย (80%) ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่นหมายความว่า “ช่องว่างเล็ก ๆ” บนศีรษะ กลายเป็น “ความเสี่ยงใหญ่” ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ในทันที

การบังคับใช้กฎหมายแม้จะดำเนินคดีปริมาณสูง เฉพาะช่วงปีใหม่ 2567 มีการดำเนินคดีรวมกว่า 2,000 ราย จากข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย 998 ราย และไม่มีใบขับขี่ 756 ราย แต่ความสูญเสียยังคงสูง แปลว่าการปรับและการจับอย่างเดียว ไม่พอ” ต้อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้กลายเป็น บรรทัดฐานสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน หน่วยราชการ ไปจนถึงถนนสายเล็กในชุมชน

เส้นทางภูเขา–หมอก–โค้ง  วิศวกรรมคือเกราะป้องกันระยะยาว

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่ภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขาขึ้นลงคดเคี้ยวจำนวนมาก เช่น เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง มักเจอ หมอกลงจัด และ พื้นผิวถนนลื่นจากน้ำค้าง โดยเฉพาะช่วงเช้า ผู้ขับขี่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่ จึงเสี่ยงสูงกว่าปกติ “มาตรการลงโทษ” จึงยังไปไม่ถึงรากของปัญหา จำเป็นต้องเสริมด้วย มาตรการวิศวกรรมถาวร เช่น ปรับปรุงป้ายเตือนที่อ่านง่ายในสภาพทัศนวิสัยต่ำ ระบบจำกัดความเร็วแปรผันตามการมองเห็น (Variable Speed) การปรับผิวถนนเพื่อลดความลื่น ติดตั้งแผงกั้นกันตกเหวในจุดวิกฤต และจัดการสิ่งกีดขวางระหว่างก่อสร้างให้ปลอดภัย การลดความสูญเสียบนเส้นทางภูเขาจึงต้อง “เปลี่ยนสนามรบ” จากพฤติกรรมคน ไปสู่ “โครงสร้างถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด (forgiving roads)” มากขึ้น

จาก “เทศกาล” สู่ “ทั้งปี”  เปลี่ยนโมเดลคุมเข้มให้ยั่งยืน

บทเรียนสองเทศกาลชี้ชัดว่า “คุมเข้มช่วงพีก” ให้ผลลัพธ์ดีในระยะสั้น แต่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 12/แสนคนภายในปี 2570 เชียงรายจำเป็นต้อง “ขยายช่วงเวลาเฝ้าระวัง” จาก 7–10 วันสู่ ทั้งปี โดยเฉพาะ ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง 18.00–21.00 น. บนถนนสายรองและทางในชุมชนที่มักถูกมองข้าม ให้การตั้งด่านสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมาย “เกิดขึ้นให้เห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่แค่ในเทศกาล

แผนปฏิบัติการ 4R  ยึดโยงคน–กฎหมาย–วิศวกรรม–ชุมชน

เพื่อเปลี่ยน “เป้าตัวเลข” ให้เป็น “ความเป็นจริงบนถนน” เชียงรายผลักดันชุดข้อเสนอเชิงระบบ ดังนี้

R1 บุคลากรภาครัฐต้องเป็นแบบอย่าง
ให้หน่วยงานภาครัฐ “คาด–สวม–ขับตามกฎ” อย่างเคร่งครัด ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ทำจริง ภาคเอกชนและประชาชนจะยอมรับกติกาง่ายขึ้น

R2 กวดขันเยาวชนและผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง
เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ–ปรับ–และกำหนดมาตรการทางสังคมร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อตรวจพบเยาวชนขับขี่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการอบรมความปลอดภัยที่มี “ภาคบังคับ”

R3 ปรับปรุงวิศวกรรมบนเส้นทางภูเขา
จัดทำแผนที่จุดเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนหมอก–จำกัดความเร็วตามทัศนวิสัย ปรับปรุงผิวถนนและแผงกั้นถาวรในทางลงเขาโค้งต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมยาก

R4 เปลี่ยนจากคุมเข้มเทศกาลสู่เฝ้าระวังตลอดปี
ย้ำยุทธศาสตร์ “1 ตำบล 1 จุดเสี่ยง 1 ด่านชุมชน” ทำงานเชื่อมโยงกับจุดตรวจหลัก และใช้ข้อมูลจับเวลาพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อจัดสรรกำลังคนช่วงพีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง  “ลด 41%” ไม่ใช่ความบังเอิญ

  • สงกรานต์ 2567  อุบัติเหตุสะสม 82 ครั้ง, เสียชีวิตสะสม 17 ราย (สูงสุดของประเทศ)
  • สงกรานต์ 2568  อุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง, บาดเจ็บ 44 ราย, เสียชีวิต 10 ราย
    อุบัติเหตุลดลง 43% และ เสียชีวิตลดลง 41% ภายในหนึ่งปี
  • การบังคับใช้กฎหมาย  ช่วงสงกรานต์ 2568 มีการตั้ง 33 จุดตรวจหลัก และ ด่านชุมชนสะสม 2,755 ด่าน; ช่วงปีใหม่ 2567 ดำเนินคดีรวม 2,057 ราย (ไม่สวมหมวก 998 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 756 ราย, ดื่มแล้วขับ 80 ราย)
  • สัดส่วนเสี่ยง  รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของการเกิดเหตุ (มากกว่า 80%) และผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ 2568 80% ไม่สวมหมวกนิรภัย

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำว่า “การบังคับใช้กฎหมาย–การมีส่วนร่วมของชุมชน–และการสื่อสารความเสี่ยง” ทำงานร่วมกันได้จริง แต่หากไม่ยกเครื่องวัฒนธรรมการสวมหมวกนิรภัยและไม่จัดการจุดเสี่ยงบนทางภูเขา “กันชนสถิติ” ที่สร้างไว้ อาจอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป

วัฒนธรรมหมวกนิรภัย  ทำอย่างไรให้ “กลายเป็นปกติ”

  1. ทำให้ใกล้ตัว  แจกหมวกนิรภัยให้นักเรียน–เยาวชนในงานรัฐและโรงเรียน พร้อมกิจกรรมสาธิตปรับสายรัดให้ถูกต้อง
  2. ทำให้เห็นจริง  เจ้าหน้าที่รัฐสวมหมวก–คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ออกตรวจ ให้เป็นภาพจำของพื้นที่
  3. ทำให้เข้มข้นอย่างมีเมตตา  ดำเนินคดีต่อเนื่อง แต่ควบคู่กับ “ชั่วโมงเรียนรู้บังคับ” และกิจกรรมรับผิดชอบสังคม เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่เก็บค่าปรับ
  4. ทำให้ต่อเนื่องในชุมชน  ใช้ “ด่านชุมชน” เป็นแนวหน้าคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงก่อนขึ้นถนนใหญ่ โดยผู้นำหมู่บ้าน–อสม.–เยาวชนจิตอาสา เป็นแรงเสริม

ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว  ถนนปลอดภัยคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

สองปีที่ผ่านมา เชียงรายเผชิญแรงกระทบจากภัยพิบัติและเหตุสิ่งแวดล้อมหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก กดดันรายได้ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการจำนวนมาก หากจังหวัดยังมี “ภาพจำ” ว่าอันตรายบนท้องถนนสูง ย่อมยากต่อการฟื้นตัวแบบยั่งยืน การลดการตาย 41% ในสงกรานต์ 2568 จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะด้านสาธารณสุข แต่คือ “การลงทุนในความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–และนักเดินทางผ่านแนว R3A ที่เชื่อมลาว–จีน ซึ่งเชียงรายเป็น “ประตูสำคัญ” การสื่อสารความปลอดภัยบนถนนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญท่องเที่ยวเมืองปลายทาง

จากตัวเลขสู่การตัดสินใจ  ทำไม “12 คน” จึงไปถึงได้จริง

  • มีแบบอย่างสำเร็จระยะสั้น  กรณีสงกรานต์ 2568 พิสูจน์แล้วว่า “บังคับใช้เข้ม + ด่านชุมชน” ดึงกราฟลงได้
  • รู้โจทย์ชัด  รถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยคือ Pain Point ที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตโดยตรง
  • รู้พื้นที่เสี่ยง  ทางภูเขา–หมอก–โค้ง ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่ปรับเพียงพฤติกรรม
  • รู้จังหวะเวลา  โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. และถนนสายรองในชุมชน
  • มีโครงสร้างความร่วมมือ  ศปถ.จังหวัด–ปภ.–ตำรวจ–ขนส่งจังหวัด–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–เครือข่ายหมู่บ้าน–ภาคเอกชน พร้อมขับเคลื่อน

ประโยคชวนคิด  ถ้าหมวกนิรภัยถูกสวม “ก่อนสตาร์ต” ไม่ใช่ “หลังเจอด่าน” ตัวเลขชีวิตที่รักษาไว้ได้ จะมากกว่าทุกสถิติที่เราเขียนบนรายงาน

Roadmap เชียงราย 2569–2570  ก้าวถัดไปสู่เป้าแห่งชาติ

  1. ผลักดันระเบียบ “Safe Public Servant”  เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างคาด–สวม–ขับตามกฎหมาย
  2. ยกระดับ “ด่านชุมชนอัจฉริยะ”  ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ช่วงเวลาพีก จัดกำลังอย่างยืดหยุ่น เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกแบบ real-time
  3. งบวิศวกรรมจุดเสี่ยงภูเขา  จัดทำลิสต์โครงการด่วน–กลาง–ยาว ติดตั้งระบบเตือนหมอก–แผงกั้น–ผิวถนน–ป้ายสะท้อนแสงในจุดวิกฤต
  4. โปรแกรมเยาวชน “หมวกนิรภัย 100%”  ผนวกโรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน ลงนามข้อตกลงร่วม พร้อมระบบติดตามผล
  5. รายงานความคืบหน้ารายไตรมาส  ศปถ.จังหวัดสื่อสารตัวชี้วัดสำคัญ (เสียชีวิต/บาดเจ็บสาหัส/สัดส่วนสวมหมวก/คดีไม่มีใบขับขี่) เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ

ภาพพิธีและกิจกรรมที่หน้างาน (สรุปสาระสำคัญ)

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน อ่านสารนายกรัฐมนตรีและเปิดกิจกรรม
  • ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัย 1 นาที และวางดอกไม้รำลึกแก่ผู้เสียชีวิต
  • มอบหมวกนิรภัยแก่นักเรียนตัวแทน เพื่อเริ่มต้นวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์
  • นิทรรศการความปลอดภัยทางถนนจากหน่วยงานเครือข่าย และขบวนเดินรณรงค์ไปยังหอนาฬิกา

 “ความทรงจำ” เปลี่ยนเป็น “ความปลอดภัย”

“วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีไว้อาลัย หากคือ “สมุดบันทึกบทเรียน” ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนวิธีคิดและวิธีทำงาน เมื่อเชียงรายทำให้เห็นแล้วว่า “จากสถิติสูงสุดของประเทศ ลดตาย 41%” ในหนึ่งปีเป็นไปได้ เป้าหมาย 12/แสนคนในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปลายทาง หากคือ “คำมั่นร่วมกัน” ว่าถนนทุกสายจะปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยหมวกนิรภัยที่สวมก่อนสตาร์ต, ด้วยด่านชุมชนที่เฝ้าระวังทุกค่ำคืน, ด้วยวิศวกรรมถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด, และด้วยแบบอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เห็นจริง

เชียงรายประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า จะ ไม่ปล่อยให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงความเศร้า แต่จะเปลี่ยน “ความทรงจำ” ให้เป็น “ความปลอดภัย” ที่จับต้องได้บนถนนทุกสายของจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดเชียงราย (ศปถ.จ.ชร.)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) / องค์การความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมการท่องเที่ยวรับรอง 5 ชุมชนเชียงรายได้ CBT Standard หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว 5 ชุมชนคว้า “CBT Thailand Standard” ควบคู่สนามบินแม่ฟ้าหลวงติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว ตอกย้ำ “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – เช้าตรู่ฤดูหนาวเมื่อม่านหมอกปกคลุมแนวดอย แสงอาทิตย์ค่อย ๆ คลี่คลุมทุ่งนาสีทองและหมู่บ้านที่ขนาบด้วยกาแฟบนไหล่เขา จังหวัดเชียงรายประกาศ “ข่าวดีที่จับต้องได้” ให้กับภาคการท่องเที่ยวท้องถิ่น—5 ชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษของเชียงรายผ่านการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) ประจำปีงบประมาณ 2568 จากกรมการท่องเที่ยว ในห้วงเวลาเดียวกัน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เดินหน้ายกระดับโครงสร้างสำคัญ โดย รื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ภายใต้กระบวนการ Safety Risk Management (SRM) ตามมาตรฐานและคู่มือการดำเนินงานสนามบินอย่างเคร่งครัด

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อน “สองเสาหลัก” ของการพัฒนาปลายทางคุณภาพ—มาตรฐานชุมชน ที่เข้มแข็ง และ มาตรฐานสนามบิน ที่ปลอดภัย—ทำให้ห่วงโซ่ประสบการณ์การเดินทางของผู้มาเยือน “มั่นใจได้ตั้งแต่ล้อแตะรันเวย์จนถึงหน้าบ้านชุมชน”

CBT Thailand Standard จากใบรับรองสู่ “สัญญาคุณภาพ” ของชุมชน

มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT Thailand Standard ของกรมการท่องเที่ยวคือ “เครื่องมือยกระดับคุณภาพ” ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (community-led) เพื่อพัฒนา การบริหารจัดการ–บริการ–ความปลอดภัย–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล เป้าหมายไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้มาเยือน แต่คือการรับประกันว่าการท่องเที่ยวจะ “ทิ้งร่องรอยดี” ให้ชุมชน ทั้งในมิติรายได้ อัตลักษณ์ และระบบนิเวศ

รายชื่อชุมชนเชียงรายที่ผ่านการรับรอง (พ.ศ. 2568)

  • อำเภอแม่สาย
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเที่ยวดอยผาหมี
  • อำเภอแม่จัน
    • วิสาหกิจชุมชนวิถีไทย วิถียอง สันทางหลวง
    • วิถีไทย วิถียอง บ้านสันทางหลวง
  • อำเภอเชียงแสน
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน
  • อำเภอเมืองเชียงราย
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์

คำสำคัญของมาตรฐาน (Key Themes)

การบริหารจัดการที่ดี, เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง, คงอัตลักษณ์วัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม, และ บริการ–ความปลอดภัยได้มาตรฐาน — 5 หัวใจนี้ทำให้ “การต้อนรับ” ของชุมชนกลายเป็น “ระบบคุณภาพที่ตรวจสอบได้” ไม่ใช่เพียงมิตรไมตรีแบบปากต่อปาก

เมื่อเรื่องเล่าท้องถิ่นถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน

  • ดอยผาหมี – แม่สาย ภูมิทัศน์ชายแดน กาแฟบนไหล่ดอย และวัฒนธรรมอาข่า

ชุมชนบนไหล่ดอยที่เห็นเส้นขอบฟ้ากั้นไทย–เมียนมา โดดเด่นด้วยวิถีกาแฟคุณภาพและพิธีกรรมชุมชนอาข่า เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐาน CBT การจัดการเส้นทางเดินป่า มัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และระบบความปลอดภัย จึงถูกยกขึ้นเป็น “มาตรฐาน” ที่สื่อสารร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ–ผู้มาเยือน–หน่วยงานกำกับดูแล

  • วิถียอง สันทางหลวง – แม่จัน หัตถกรรม–เกษตรปลอดภัย–ธรรมาภิบาลชุมชน

อัตลักษณ์ “ไทยอง” ถ่ายทอดผ่านผืนผ้าและครัวท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเกษตรปลอดภัยและระบบชุมชนเข้มแข็ง การยกระดับมาตรฐานเปิดทางให้กิจกรรมเรียนรู้ (workshop) และเส้นทางวัฒนธรรมรองรับผู้คนได้ “มากขึ้นอย่างยังยืน” โดยยังคงความแท้จริงของวิถีเดิม

  • เมืองเชียงแสน – ริมโขง จากมรดกประวัติศาสตร์สู่ประสบการณ์สร้างสรรค์

เมืองโบราณที่ผสาน “จิตวิญญาณล้านนา–สายน้ำโขง–ประวัติศาสตร์การค้า” ลงในกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เส้นทางวัดเก่า เวิร์กช็อปงานสร้างสรรค์ อาหารถิ่น และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มาตรฐาน CBT ช่วยจัดวาง “ลำดับเรื่องเล่า” ให้สื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างเป็นระบบ และปลอดภัย

  • บ้านเมืองรวง – ต.แม่กรณ์ เมืองเชียงราย OTOP นวัตวิถี–เศรษฐกิจหมุนเวียน

การจัดการขยะของชุมชนถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรม “ดินบ้านเมืองรวง” กิจกรรมศึกษาดูงาน/CSR และศูนย์เรียนรู้ด้านคุณภาพชีวิต เน้น “สะอาด–เป็นระเบียบ–เรียนรู้ได้จริง” สอดรับ CBT ในเสาหลักสิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจท้องถิ่น–บริการ

สาระสำคัญร่วม มาตรฐานทำให้ “ความดีงามที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็น “ระบบที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน”—ตั้งแต่วิธีรับแขก ความปลอดภัยกิจกรรม แผนฉุกเฉิน สุขอนามัยอาหาร ไปจนถึงสื่อความหมายสองภาษา

 ด้านอากาศยาน สะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว – คุณภาพประสบการณ์เริ่มที่ “ประตูเมือง”

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ระหว่างดำเนินงาน รื้อถอน–ติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ซึ่งเป็น Change Management ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานภาคพื้นและการสัญจรของผู้โดยสารโดยตรง จึงต้อง ประเมินความเสี่ยง–กำหนดมาตรการควบคุม–สื่อสาร–ฝึกอบรมบุคลากร–ติดตามผล ตามกระบวนการ Safety Risk Management (SRM) และคู่มือการดำเนินงานสนามบิน

ความหมายเชิงระบบของงานนี้

  • ความปลอดภัยมาก่อน กำหนดเขตกั้น–ป้ายเตือน–แผนจราจรภาคพื้น–ขั้นตอนขึ้นลงเครื่องที่รัดกุม
  • คุณภาพการให้บริการ ยกระดับความสะดวก ลดจุดคอขวด เพิ่มความเชื่อมั่นด้านเวลา (on-time performance)
  • เชื่อมโยงสู่ชุมชน “การเดินทางที่ราบรื่น” ที่สนามบิน คือจุดเริ่มต้นของ “ความประทับใจ” ก่อนถึงชุมชน CBT

เมื่อ “ประตูเมือง” (สนามบิน) ลงทุนในความปลอดภัย–คุณภาพ พร้อมกับ “หมู่บ้านปลายทาง” (ชุมชน) ลงทุนในมาตรฐาน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของเชียงรายจึงมี “รางวิ่งคู่” ที่ประสานกันได้จริง

ทำไม “มาตรฐาน” จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชน

  1. ความเชื่อมั่น = รายได้ที่ยั่งยืน
    มาตรฐานช่วยให้ผู้ซื้อทัวร์/องค์กร/นักท่องเที่ยวต่างชาติ “มั่นใจล่วงหน้า” ว่าประสบการณ์ได้คุณภาพ–ปลอดภัย–เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (จ่ายต่อหัวสูง อยู่ยาว เรียนรู้ลึก) จึงเพิ่มขึ้น
  2. การคุ้มครองอัตลักษณ์ = ความต่างที่มีมูลค่า
    CBT ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยวบ้าน” แต่คือ “ไปเรียนรู้ระบบคุณค่า” ของวัฒนธรรม–ทรัพยากร–ผู้คน มาตรฐานจึงทำหน้าที่เป็น “รั้ว” ป้องกันการบิดเบือนอัตลักษณ์เพื่อการค้า
  3. บริการ–ความปลอดภัย = ใบอนุญาตสู่ตลาดสากล
    มาตรฐานด้านความปลอดภัยและบริการทำให้ชุมชนพร้อมรับข้อกำหนดตลาดสากลและกลุ่มองค์กร (เช่น study tour, CSR, MICE ชุมชน)

กล่องข้อมูล (FACT BOX) CBT Thailand Standard – จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2568)

  • แม่สาย ดอยผาหมี (2 วิสาหกิจชุมชน)
  • แม่จัน วิถียองสันทางหลวง (2 หน่วย)
  • เชียงแสน เมืองเชียงแสน (1 วิสาหกิจชุมชน)
  • เมืองเชียงราย บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ (1 วิสาหกิจชุมชน)

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย – โครงการปัจจุบัน

  • งาน รื้อถอน–ติดตั้ง สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว
  • กรอบ Change Management + Safety Risk Management (SRM)
  • เป้าหมาย ความปลอดภัย–ความสะดวก–ความตรงเวลา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย–การขยายผล

  • แผนสื่อสาร “เส้นทางมาตรฐาน” ทั้งจังหวัด
    จัดทำแผนสื่อสารเชื่อม สนามบิน–เมือง–ชุมชน CBT เป็น “เส้นทางคุณภาพ” เดียวกัน พร้อมข้อมูลภาษาไทย–อังกฤษ (capacity ต่อวัน, วิธีจอง, แนวปฏิบัติความปลอดภัย, มารยาทชุมชน)
  • Open Data & Dashboard ชุมชน
    เผยแพร่ข้อมูลเปิดด้านกิจกรรม–รองรับนักท่องเที่ยว–มาตรการสิ่งแวดล้อม–ข้อควรปฏิบัติ ช่วยผู้ประกอบการวางแผน ลด “โอเวอร์โหลด” และเสริม “ความโปร่งใส”
  • Upskill ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม–ภาษา–ดิจิทัล
    ต่อยอดทักษะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แผนฉุกเฉิน กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อกลุ่มเปราะบาง และทักษะด้านภาษา/การสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและความหลากหลายของผู้มาเยือน
  • Circular Economy ในทุกชุมชน
    ยกระดับบทเรียนจาก บ้านเมืองรวง ให้เป็นโมดูลฝึกอบรมเรื่อง “ขยะสู่มูลค่า”–นวัตกรรมชุมชน ลดการปล่อยของเสีย และสร้างรายได้เสริม
  • กลไกติดตาม–ประเมินผล (Quarterly Review)

    ตั้งคณะทำงานจังหวัดติดตาม ตัวชี้วัด CBT รายไตรมาส (เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, ความพึงพอใจนักท่องเที่ยว) เพื่อให้มาตรฐาน “มีชีวิต” และ “ปรับปรุงต่อเนื่อง”

มุมมองจากโซ่อุปทานท่องเที่ยว เมื่อ “มาตรฐาน” เป็นภาษากลาง

  • นักท่องเที่ยว ได้ “สัญญาคุณภาพ” ตั้งแต่ลงเครื่องถึงหมู่บ้าน
  • ผู้ประกอบการ มี “กรอบปฏิบัติ” ชัดเจน ขยายธุรกิจบนฐานคุณภาพ
  • หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่น ใช้ “ตัวชี้วัดเดียวกัน” ในการประเมิน–สนับสนุน
  • ชุมชน ได้ “อำนาจต่อรอง” สูงขึ้น เพราะคุณภาพและมาตรฐานคือสินทรัพย์ร่วม

การที่ 5 ชุมชนของเชียงราย ผ่านการรับรอง CBT Thailand Standard ในปีงบประมาณ 2568 พร้อม ๆ กับการยกระดับ สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง ไม่ใช่เพียงเหตุบังเอิญของเวลา แต่คือ “แผนที่เดียวกัน” ของการพัฒนาที่มองเห็น “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นแกนกลางเดียวกัน หากจังหวัดสามารถทำให้ “ภาษาเดียวของมาตรฐาน” ไหลลื่นจากประตูสนามบินสู่ปลายทางในหมู่บ้าน เชียงรายจะยืนอยู่ในตำแหน่ง “ปลายทางคุณภาพอย่างยั่งยืน” ที่ ใครมาเยือนก็มั่นใจ ใครอยู่จึงภาคภูมิใจ และใครเกี่ยวข้องก็เติบโตไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายพร้อม! รัฐอุดหนุน ไร่ละ 1,000 บาท แลกเปลี่ยนพฤติกรรม งดเผาในพื้นที่เกษตร

ครม.ไฟเขียว “ไร่ละ 1,000” ขับเคลื่อนสวนลำไยคุณภาพ 8 จังหวัดเหนือ เชื่อมเงื่อนไขงดเผา ลด PM2.5เชียงรายพร้อมเดินหน้า ยกระดับเกรดพรีเมียม A–AA

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางวัฏจักรราคาลำไยที่ผันผวนและปัญหามลพิษทางอากาศที่เกาะกินภาคเหนือมายาวนาน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติ โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย” ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา น่าน และตาก โดยกำหนดอัตราสนับสนุน ไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน พร้อมออกแบบเงื่อนไข งดการเผาในพื้นที่เกษตร เป็น “ประตูสู่สิทธิ” เพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัญหา PM2.5 ในพื้นที่จริง

การตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งนี้ นำโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนผ่านกลไก คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) โดยมีสาระสำคัญคือ “การยกคุณภาพแทนการทุ่มปริมาณ” พร้อมวางโครงสร้างสนับสนุนด้านทุน ความรู้ และการตลาดแบบครบวงจร เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรก้าวพ้นสมการ “ผลผลิตล้น–ราคาตก–หนี้เพิ่ม” ที่ยืดเยื้อมานาน

เงินอุดหนุนที่ผูกกับวินัยการผลิต จาก “ปลดล็อกต้นทุน” สู่ “วางวินัยคุณภาพ”

โครงการกำหนดให้เกษตรกรที่ ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรปี 2568 กับกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถยื่นรับสิทธิ ไร่ละ 1,000 บาท (สูงสุด 10 ไร่) โดยเงินจะ โอนผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบ 3 ระดับ ตามกระบวนการที่หน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนด

แต่ “เงินอุดหนุน” ไม่ใช่ประเด็นเดียวโครงการวาง เงื่อนไขคุณภาพ ที่คุมตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่

  • พื้นที่ต้องเป็นต้นลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว อายุ 5–25 ปี
  • พันธุ์ที่เข้าร่วม ได้แก่ อีดอ สีชมพู พวงทอง เบี้ยวเขียว (สอดรับตลาดและศักยภาพให้ได้เกรดสูง)
  • ต้องตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามคู่มือที่กำหนด พร้อม แนบใบเสร็จปัจจัยการผลิต ในกรอบเวลาที่ระบุ
  • ต้องเข้ารับการถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อปรับมาตรฐานการผลิตให้เท่าทันตลาด

ขณะเดียวกัน รัฐกำหนด เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม” ชัดเจน ผู้รับสิทธิ ต้องไม่มีประวัติการเผาในพื้นที่เกษตร” และ ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน PM2.5 นับเป็นการผูก “เงินอุดหนุน” กับ “วินัยสิ่งแวดล้อม” โดยตรง ซึ่งในทางปฏิบัติจะทำให้แรงจูงใจงดเผามี ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม ที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

ทำไม “ตัดแต่ง–ฟื้นฟู–คุมพันธุ์” จึงสำคัญต่อ A–AA

ในเชิงเกษตรกรรม การขยับจากผลผลิตปริมาณมาก ไปสู่คุณภาพระดับ A–AA จำเป็นต้องบริหาร แสง–อากาศ–ทรงพุ่ม–ช่อผล อย่างมีวินัย เพื่อควบคุม ขนาด/น้ำหนัก/ความสม่ำเสมอ/คุณภาพเนื้อ ให้ได้ตามสเปกตลาดพรีเมียม การระบุพันธุ์เป้าหมายและช่วงอายุของต้นที่พร้อมให้ผลผลิต ช่วยลดความเสี่ยงเชิงชีวภาพ (เช่น ต้นแก่–ทรงพุ่มแน่นเกินไป–คุณภาพผลไม่เสถียร) และทำให้เงินอุดหนุนถูกใช้ไปกับ “ต้นทุนที่จำเป็น” เพื่อผลลัพธ์คุณภาพจริง

เมื่อประกบกับ การถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อออนไลน์ และการตรวจติดตาม 3 ระดับ (จากแปลงจริง) โครงการนี้จึงไม่ใช่ “แจกเงิน” แต่คือ การซื้อวินัยคุณภาพ ที่มีมาตรฐานตรวจรับผลลัพธ์ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ Fruit Board พยายามผลักให้เกิดจริงในภาคสนาม

เชียงรายในสมการ จากล้นตลาดสู่คุมคุณภาพ–เพิ่มมูลค่าที่ต้นทาง

สำหรับ เชียงราย ที่มีทั้งพื้นที่ราบและพื้นที่ลาดเชิงเขา ปัญหาภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนและแรงงานที่เริ่มตึงตัว ทำให้การ “ตัดแต่งอย่างถูกวิธี” และ “คุมจำนวนผล/ทรงพุ่ม” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดันคุณภาพ เนื้อ–รส–ความหวาน ให้ไปสู่ เกรด A–AA โครงการนี้จึงตอบโจทย์ “ขีดจำกัดแรงงาน” ด้วยเงินสนับสนุนที่ช่วย แบ่งเบาต้นทุนช่วงสำคัญของรอบการผลิต และลดแรงจูงใจ “เร่งปริมาณ” ที่มักจบลงด้วย “คุณภาพเฉลี่ยต่ำ–ราคาถูก–ขายยาก”

ในเวลาเดียวกัน มาตรการงดเผา ผูกสิทธิประโยชน์ไว้กับ “พฤติกรรมไม่ปล่อยมลพิษ” นำไปสู่การลด PM2.5 ที่เชียงรายและจังหวัดเพื่อนบ้านเผชิญซ้ำซากทุกปี การเปลี่ยนผ่านจาก “การจัดการซากพืชด้วยไฟ” ไปสู่ “การจัดการเชิงกล–ปุ๋ยหมัก–ใช้แรงงาน/เครื่องจักร” แม้มีต้นทุนเพิ่มในระยะสั้น แต่เมื่อมีเงินสนับสนุนและช่องทางเข้าถึง สินเชื่อเพื่อการแปรรูป และ มาตรการด้านแรงงาน ผลประโยชน์ระยะยาวเชิงระบบ ทั้ง คุณภาพอากาศ และ มูลค่าผลผลิต ย่อมคุ้มต้นทุน

เงิน 1,000 ล้านบาท ไม่ได้ยุติที่ปลายนา เชื่อมสินเชื่อ–ตลาด–แรงงาน ให้ครบวงจร

โครงการวาง มาตรการเสริม ประกบการอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท ได้แก่

  1. สินเชื่อเพื่อการแปรรูป – เปิดช่องให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/ผู้ประกอบการรายย่อย ลงทุนใน การตัดแต่ง–คัดไซส์–แพ็กกิ้ง–อบแห้ง–ทำผลิตภัณฑ์ เพื่อยืดอายุสินค้าและเพิ่มทางเลือกตลาด
  2. มาตรการกระจายผลผลิต – ลด “การเทกระจาด” ในฤดูกาลพีก ผ่านการเชื่อมระบบตลาด และการวางแผน จังหวะขาย/เก็บ/แปรรูป
  3. มาตรการด้านแรงงาน – ผนึกภาครัฐ–เอกชน สนับสนุนฤดูกาลแรงงานเกษตร และ การฝึกช่างตัดแต่ง/ดูแลทรงพุ่ม/เก็บเกี่ยว ให้เป็นแรงงานทักษะ

ด้วยกลไกเหล่านี้ เงินอุดหนุนจึงเป็นเพียง “เชื้อเพลิงเริ่มต้น” ที่ทำให้เครื่องยนต์คุณภาพเดินหน้า จากนั้นเครื่องยนต์ แปรรูป–ตลาด–แรงงานทักษะ จะเข้ามายกระดับ รายได้/ไร่ และภูมิคุ้มกันความเสี่ยงราคาในระยะกลาง–ยาว

ขั้นตอนเข้าร่วม ชัดเจน ตรวจได้ และกระจายสิทธิอย่างยุติธรรม

กรมส่งเสริมการเกษตรจะ พิจารณาสิทธิจากผู้ปรับปรุงทะเบียนรายเดิมเป็นลำดับแรก หากยังไม่ครบเป้าหมาย จึงเปิดให้ รายเดิมที่ยังไม่ปรับปรุง และ รายใหม่ ตามลำดับ ทั้งหมดต้องผ่าน

  • การ ยื่นแบบแสดงความประสงค์
  • การ ตรวจสอบแปลงจริง และ บันทึกพิกัด (Geolocation) โดยเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ
  • การ รายงานผลการตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามกรอบเวลา
  • การ แนบใบเสร็จปัจจัยการผลิต เพื่อยืนยันการดำเนินการจริง

เมื่อผ่านเกณฑ์ ธ.ก.ส. จะเป็นผู้โอนเงินสนับสนุนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ลดความล่าช้า และเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการ

เสียงจากทำเนียบฯ สะท้อนแนวนโยบาย “คุณภาพ–ยั่งยืน–ลดมลพิษ”

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระการตัดสินใจของที่ประชุม ครม. (11 พ.ย. 68) ว่า โครงการนี้มุ่ง ช่วยเหลือเกษตรกร 8 จังหวัดเหนือ ให้ ฟื้นฟูสวน–ยกคุณภาพ–เพิ่มรายได้ พร้อมย้ำเงื่อนไข งดเผา และมาตรการกำกับติดตามเพื่อให้ “เงินอุดหนุน” แปรเป็น “ผลลัพธ์คุณภาพ” ในระดับแปลงจริง ขณะที่ฝ่ายนโยบาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นว่าการผลักดันครั้งนี้เป็น มาตรการเชิงโครงสร้าง เพื่อลดการพึ่งพา “มาตรการเฉพาะหน้า” ที่ได้ผลเพียงชั่วคราว

ทำไมต้อง “คุณภาพ” ตอนนี้ บทเรียนจากวัฏจักรราคาและตลาดโลก

ตลาดลำไยในและนอกประเทศมี ความต้องการเกรดพรีเมียมสูงขึ้น ทั้งในแง่ ความสม่ำเสมอของขนาด/น้ำหนัก/เนื้อ และ มาตรฐานความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม การยกระดับสู่ A–AA จึงเป็น ใบเบิกทาง ไปสู่ตลาดที่ราคาและความยืดหยุ่นดีกว่า ลดความเสี่ยงถูกกดราคาในช่วงออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก

ในบริบทภาคเหนือที่แรงงานเริ่มหายาก การสร้าง แรงงานทักษะตัดแต่ง–คัดคุณภาพ–แปรรูป ในพื้นที่ ช่วยให้ชุมชนมี งานที่มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้เกษตรกร ไม่จำเป็นต้องเร่งตัด–เร่งขาย ในสภาวะเสียเปรียบ การบูรณาการ สินเชื่อ และ โครงสร้างตลาดรับซื้อ จึงเป็นคันโยกให้เงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท “ขยายพลัง” เกินกว่าต้นทุนสวน

PM2.5 เมื่อเงินอุดหนุนกลายเป็นแรงจูงใจทางอากาศสะอาด

เงื่อนไข ไม่มีประวัติการเผา” คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้การ งดเผา มี “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่ครัวเรือนเห็นจริง หากเผา เสียสิทธิ หากไม่เผา ได้สิทธิและยังได้คุณภาพผลผลิตที่สูงขึ้นจากดินและจุลินทรีย์ที่ไม่ถูกทำลาย ซ้ำยังลดความเสี่ยง ควันไฟข้ามพรมแดน ที่แตะคุณภาพชีวิตคนทั้งภูมิภาค การผูกเงินกับวินัยสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการ แปลงนโยบายอากาศสะอาดให้ลงถึงระดับแปลง อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางข้างหน้า จากมติ ครม. สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในครัวเรือน

ในช่วงเปิดรับสมัคร สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด จะเป็นด่านหน้าสำคัญ ช่วยคัดกรอง–ให้คำปรึกษา–ตรวจพิกัด–ติดตามงานตัดแต่ง และอบรมออนไลน์ เพื่อให้ครัวเรือนทำถูกขั้นตอน เกษตรกร เชียงราย ที่พร้อมปรับสู่ วินัยคุณภาพ และร่วม งดเผา จะได้ประโยชน์ทั้งค่าสนับสนุนต้นทุน และ ราคาขายที่ดีขึ้น จากผลผลิตระดับ A–AA ที่ตลาดต้องการ

ในมุมโครงสร้าง หาก อัตราการเข้าร่วมสูง และ การตัดแต่ง/ฟื้นฟู เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอำเภอ ผลรวมเชิงระบบจะเห็นได้จาก

  • สัดส่วนเกรด A–AA เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง
  • ความผันผวนราคาหน้าสวนลดลง
  • ความต้องการแรงงานทักษะในชุมชนเพิ่มขึ้น (เกิดการจ้างงานที่มีมูลค่า)
  • การเผาลดลง สะท้อนจากข้อมูลร้องเรียน/ตรวจการเผา
  • ภาพลักษณ์ลำไยไทย ในตลาดต่างประเทศดีขึ้นด้วยมาตรฐานคุณภาพ–สิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนี้คือ “ผลคูณ” จากการผูก เงิน–ความรู้–ตลาด–สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกันในนโยบายเดียว

สำหรับเกษตรกรเชียงราย

คุณสมบัติผู้เข้าร่วม

  1. เป็นเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา น่าน และตาก
  2. ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2568 กับกรมส่งเสริมการเกษตร
  3. ไม่มีประวัติการเผา ในพื้นที่เกษตร ตามมาตรการป้องกัน PM2.5

เงื่อนไขแปลง

  • ต้นลำไย อายุ 5–25 ปี (ให้ผลผลิตแล้ว)
  • พันธุ์ที่เข้าร่วม อีดอ / สีชมพู / พวงทอง / เบี้ยวเขียว
  • ต้อง เข้ารับการถ่ายทอดความรู้ออนไลน์
  • ต้อง ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามข้อกำหนด, รายงานผล ให้เจ้าหน้าที่ทราบ
  • ต้อง แนบใบเสร็จ การซื้อปัจจัยการผลิตในช่วงเวลาที่กำหนด

อัตราสนับสนุน

  • ไร่ละ 1,000 บาท, สูงสุด 10 ไร่/ครัวเรือน
  • โอนเงินโดย ธ.ก.ส. หลังผ่านการตรวจ 3 ระดับ

มาตรการเสริม

  • สินเชื่อเพื่อการแปรรูป
  • มาตรการกระจายผลผลิต
  • มาตรการด้านแรงงาน

ช่องทางติดต่อ

  • สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ใกล้บ้าน เพื่อยื่นความประสงค์และนัดตรวจแปลง

 

มติ ครม. ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “เงินช่วยเหลือ” ช่วงสั้น แต่คือการ ขยับฐานคิด ของนโยบายผลไม้ไทย จากการจูงใจเชิงปริมาณ ไปสู่ วินัยเชิงคุณภาพ ที่ตรวจรับได้จริงในแปลง โดยผูกกับ เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม เพื่อลด PM2.5 และพ่วง สินเชื่อ–ตลาด–แรงงาน ให้ครบวงจร หาก เชียงราย และจังหวัดเครือข่ายเดินเกมนี้พร้อมกัน “คุณภาพ A–AA” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผลผลิตลำไยภาคเหนือ ส่งผ่าน รายได้ที่มั่นคงกว่า สู่ครัวเรือน และ อากาศที่ดีขึ้น สู่ทั้งชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบ โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือ อัตราสนับสนุน ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ครัวเรือน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้ระบุ)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • สำนักนายกรัฐมนตรี
  • อาบูซูลู สาวอาข่า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์เชียงราย ดัน IQ ถึง 103 ปิดแผลเยาวชนหลุดระบบด้วยทักษะ

ยกระดับ “ทุนมนุษย์” เชียงราย เกมรุกสองขา IQ 103–EQ 85% และ “แรงงานฝีมือ” เพื่อปิดแผลเยาวชนหลุดระบบ

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ จังหวัดเชียงรายกำลังผลักดันยุทธศาสตร์ ทุนมนุษย์” แบบบูรณาการสองขา ยกระดับ IQ/EQ เด็กปฐมวัย ให้ถึงเป้าหมายชาติ และ เสริมทักษะอาชีพ ให้เยาวชนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบภาคบังคับเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ อย่างมีคุณภาพ นโยบายนี้มีฐานข้อมูลสนับสนุนชัดเจน  แม้ค่าเฉลี่ย IQ เด็กไทย ป.1 = 102.8 อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ “ปลายหางต่ำ” ยังน่ากังวล 4.2% อยู่ในเกณฑ์ IQ < 70 สูงกว่าเกณฑ์สากล (~2.2%) เกือบเท่าตัว สะท้อนช่องว่างการคัดกรองและแทรกแซงก่อนวัยเรียนที่ยังไม่ครอบคลุม

ฉากหลัง  ตัวเลขที่ชวนคิด เฉลี่ยดี แต่ปลายหางคือจุดปะทะนโยบาย

ภาพรวมระดับชาติจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต (ปี 2564) ระบุว่าเด็ก ป.1 ไทยมี IQ เฉลี่ย 102.8 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล (100) และมีสัดส่วน IQ > 130 ประมาณ 10.4% สะท้อนศักยภาพด้าน “ยอดพีระมิด” ที่เติบโตดี ทว่าด้านที่ต้องเร่งคือ Low-tail distribution  เด็ก IQ < 70 = 4.2% สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับความคาดหมายตามการกระจายแบบปกติ (~2–3%) นั่นหมายความว่า หากไม่ปิดแผลปลายหาง ตั้งเป้า IQ เฉลี่ย 103 อาจเป็น “เป้าหมายที่ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากกลุ่มเสี่ยงจะกดประสิทธิภาพเชิงระบบในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ กรมสุขภาพจิตจึงวางเป้าหมาย ปี 2568–2570 ให้ประเทศมุ่งสู่ IQ ≥ 103 และ EQ ในเกณฑ์ปกติ 85% สองตัวชี้วัดที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะงานวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ EQ ดีกว่าเกณฑ์ มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ 1.6–2.5 เท่า การ “ยก EQ” จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “คันโยก” ทางสติปัญญา

เชียงรายเริ่มแล้ว  โต๊ะบูรณาการ “แรงงานฝีมือ” ดึงเยาวชนคืนระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” ปีงบประมาณ 2569 (อยู่ในกรอบ Vocational Skills Enhancement Project – VSEP) โดยมีหน่วยงานร่วม เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมประชาสัมพันธ์

วัตถุประสงค์ คือ “เปิดทางเลือก” และ “เติมทักษะ” ให้เยาวชนที่หลุดจากเส้นทางการศึกษา ได้ก้าวสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งแต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว ไปจนถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป และงานช่างเทคนิคที่มีอุปสงค์สูง

ที่ประชุมได้วางกรอบ แผนปฏิทิน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม  วันชี้แจงผู้บริหาร/ครูแนะแนว, กิจกรรมศึกษาดูงานและรับสมัคร, วันเปิดฝึกอบรม และการกำหนดชุดหลักสูตรที่ “สอดรับตลาดแรงงานจริง” เพื่อเลี่ยงการฝึกที่ไม่ตอบโจทย์การจ้างงาน ทั้งหมดมุ่งหวังให้ ทักษะที่เรียน = ค่าจ้างที่ดีขึ้น” ลดโอกาสวนกลับสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครอบครัว

อีกขา (ที่สำคัญกว่า)  ปิดแผลปลายหางด้วย Early Intervention

เสาหลักด้านเด็กเล็กคือ Early Intervention (EI) การคัดกรองทารกและเด็กเล็ก 0–3 ปี แบบ “คาดการณ์ความเสี่ยง” แล้วเข้า โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเข้มข้น ตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล หลักฐานเชิงคลินิกชี้ว่า หากทำได้มาตรฐาน เด็กในกลุ่มเสี่ยงสามารถ เพิ่ม IQ ได้ 8 คะแนนขึ้นไป และ >70% ของเด็กพัฒนาล่าช้าจะกลับมาสมวัย นี่คือ “ผลตอบแทนสูงสุด” ของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ เพราะทุก 1 คะแนน IQ ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพการเรียนรู้และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

ดังนั้น กรอบปฏิบัติของเชียงรายควร “ย้ายศูนย์กลาง” จากการรอวัดผล ชั้น ป.1 ไปสู่การคัดกรองเชิงทำนาย 0–3 ปี โดยยึด ปัจจัยเสี่ยงปริกำเนิด เป็นเข็มทิศ ได้แก่ น้ำหนักแรกคลอดต่ำ (<2,500 กรัม), ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด, มารดาอายุน้อย (<20 ปี), และทุพโภชนาการ (โดยเฉพาะ ขาดไอโอดีน) ควบคู่การคัดกรองโรคร่วมทางพัฒนาการ (ASD/ADHD) ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง IQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

“EQ ขับ IQ” ทำไมบ้านและผู้ปกครองคือตัวคูณ

หลักฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการระบุชัด บ้าน คือสนามพัฒนาการที่เข้มข้นที่สุด เครื่องมือ “ลงทุนต่ำแต่ได้ผลสูง” จึงต้องเข้าไปถึงมือพ่อแม่/ผู้ดูแลทุกครัวเรือน เช่น

  • อ่านนิทาน/หนังสือภาพ  เสริมภาษาและการคิดเชิงสัญลักษณ์
  • พาเดินสังเกตสิ่งรอบตัว  ฝึกการรับรู้–ประมวลผลข้อมูล
  • ทำอาหารร่วมกัน  ฝึกคิดเชิงเหตุและกระบวนการ
  • กิจกรรมใช้มือ–ตา  ปูรากฐานการคิดมีเหตุผลและแก้ปัญหา

สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับการค้นพบว่า เด็กที่ EQ อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือดีกว่า มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำ 1.6–2.5 เท่า การเทรนพ่อแม่ให้ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” อย่างมีวินัย จึงเป็น ตัวคูณ ที่ต้นทุนต่ำแต่ยกระดับผลเชิงระบบได้จริง

ใช้ทุนทางสังคมของเชียงราย  “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” สู่การขยายผลทั้งจังหวัด

เชียงรายมีต้นแบบที่น่าศึกษา สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” ในอำเภอแม่ลาว ซึ่งขับเคลื่อนโดย อปท. และภาคีสุขภาพ (สสส./สถ.) บนแนวคิด “เล่น–เรียนรู้–เติบโตแบบองค์รวม” ครอบคลุมกาย–ใจ–สติปัญญา–อารมณ์ จุดแข็งของโมเดลนี้คือ ต้นทุนต่ำ–ขยายง่าย และสอดคล้องวัฒนธรรมชุมชน หากจังหวัดตั้ง ศูนย์ต้นแบบ และ คู่มือขยายผล ที่คุม “ความซื่อตรงของหลักสูตร (fidelity)” ได้ ก็สามารถยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งจังหวัดอย่างเป็นระบบ

ความท้าทาย อยู่ที่ “การวัดผล” ให้ชัด เชื่อม ข้อมูลกิจกรรม เข้ากับ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (เช่น อัตราเด็กกลับมาสมวัย, คะแนนประเมินพัฒนาการ, สัดส่วน EQ ปกติ) แล้วรายงานในระดับ อำเภอ/ตำบล เพื่อให้ ทรัพยากรถูกอัดฉีด ไปยัง “พื้นที่อ่อนแอ” ได้ตรงจุด

สิ่งแวดล้อมก็มีส่วน  มลพิษอากาศ–ความเสี่ยงเงียบต่อพัฒนาสมอง

เชียงรายเผชิญปัญหา คุณภาพอากาศ เป็นระยะ โดยเฉพาะฤดูกาลฝุ่น การสัมผัส PM2.5 ในวัยที่สมองกำลังพัฒนา ถูกจัดเป็น ปัจจัยเสี่ยงทางระบบประสาท ในเชิงทฤษฎี การบูรณาการ สาธารณสุข–ควบคุมมลพิษ–ท้องถิ่น เพื่อ ลดการสัมผัส ในกลุ่มเสี่ยง (หญิงตั้งครรภ์/ทารก/เด็กเล็ก) และเพิ่มการเข้าถึง พื้นที่ปลอดฝุ่น (เช่น ห้องปลอดฝุ่นใน รพ./ศูนย์เด็กเล็กช่วงวิกฤต) เป็น “มาตรการเสริม” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อเสนอเชิงระบบ (2568–2570)  จากร่างนโยบายสู่การปฏิบัติ

  1. Predictive Screening 0–3 ปี  ผูกแฟ้มเสี่ยงจาก รพ./รพ.สต. (น้ำหนักแรกคลอด ต่ำกว่าเกณฑ์, มารดาอายุน้อย, ปัญหาปริกำเนิด) เข้ากับ นัดคัดกรอง 9–18–30 เดือน แบบเข้มข้น และพาเข้า โปรแกรม EI โดยอัตโนมัติ
  2. Capacity Building หน่วย EI ขยายคลินิก/ทีม EI สู่ รพ.ชุมชน–รพ.สต. ให้เพียงพอ และตั้ง ตัวชี้วัดผลลัพธ์ เช่น เป้าหมาย เพิ่ม IQ ≥ 8 จุด ในกลุ่มเข้าโปรแกรม และ ≥70% กลับมาสมวัย
  3. Parental Training ทั้งจังหวัด บังคับใช้ หลักสูตรมาตรฐานพ่อแม่ 0–5 ปี ผ่าน อปท. /ศพด. ทุกแห่ง ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” เป็นแกน พร้อมระบบติดตาม “ความถี่–คุณภาพ” การทำกิจกรรมที่บ้าน
  4. Scale-up สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ยกระดับ แม่ลาว เป็น “Hub” ถ่ายทอดความรู้, สร้าง เครือข่ายพี่เลี้ยง ระดับอำเภอ, ตั้ง กองทุนกิจกรรมเล็ก สำหรับครอบครัวรายได้น้อย
  5. ข้อมูล–หลักฐาน–ความโปร่งใส  จัดตั้ง แดชบอร์ดจังหวัด รายงาน IQ/EQ รายอำเภอ/ตำบล, อัตราเข้า EI, ผลลัพธ์หลัง 6–12 เดือน เพื่อให้ผู้บริหาร “เห็นปัญหาแบบพิกัด” และปรับทรัพยากรแบบ realignment
  6. สะพานสู่แรงงานฝีมือ (VSEP)  ผูกข้อมูล ผู้เรียนเสี่ยงหลุดระบบ กับ ตำแหน่งงานจริง ของกรมการจัดหางาน/เอกชนในพื้นที่ ออกแบบ หลักสูตรโมดูลาร์ ระยะสั้น–ยืดหยุ่น ตั้งแต่ช่างเทคนิคเบื้องต้น, ดิจิทัลเบื้องต้น, อาหาร–ท่องเที่ยว ไปจนถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ “เรียนแล้วมีงาน–มีรายได้”
  7. สื่อสารสาธารณะ (Public Buy-in)  แคมเปญ “EQ ขับ IQ ครอบครัวเชียงราย” สื่อสารภาษาง่าย–จับต้องได้ เชิญโรงพยาบาล, โรงเรียน, วัด, ผู้นำชุมชนร่วมเป็น “เจ้าบ้าน” เพื่อให้ทุกครัวเรือน “ลงมือทำได้จริง”

เกณฑ์วัดความสำเร็จที่ชัด–วัดได้–ตรวจสอบได้

  • ลดอัตรา IQ < 70 จากฐานประเทศ 4.2% ให้ เข้าใกล้เกณฑ์สากล 2.2% ภายในปี 2570 (วัดในกลุ่มเด็กเข้า EI ต่อเนื่อง)
  • เพิ่มสัดส่วน EQ ปกติ 85% ในกลุ่มเด็ก 0–5 ปีที่เข้าร่วม Parental Training/สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา
  • อัตราเยาวชนเข้า–จบหลักสูตร VSEP และ อัตราการมีงานทำภายใน 3–6 เดือน หลังจบหลักสูตร (เชื่อมฐานข้อมูลกรมการจัดหางาน)
  • สัดส่วนเด็กพัฒนาล่าช้ากลับมาสมวัย 70% ภายใน 6–12 เดือนหลังเข้าโปรแกรม EI
  • การเข้าถึงบริการ  ร้อยละของครัวเรือนเด็ก 0–5 ปีที่ได้รับ Parental Training อย่างน้อย 1 คอร์ส/ปี, จำนวน อปท./ศพด. ที่ยกระดับเป็น “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” มาตรฐาน
  • การลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่  ค่าเฉลี่ย IQ/EQ ระดับอำเภอที่ต่ำกว่าเกณฑ์ “ไล่ทัน” ค่าเฉลี่ยจังหวัดตามเป้ารายปี

 “ทุนมนุษย์เชียงราย” จะก้าวทันโลกได้ เมื่อเราปิดปลายหาง และพาเยาวชนกลับสู่ศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ

ข้อมูลชี้ชัด ค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ทุกอย่าง “ปลายหางต่ำ” คือโจทย์จริงของสังคม หากเชียงราย “ปิดแผล” IQ < 70 ได้ใกล้เกณฑ์สากล ขณะเดียวกัน เชื่อมสะพานทักษะ ให้เยาวชนที่หลุดจากระบบกลับมามีศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ เมืองทั้งเมืองจะได้ ผลตอบแทนสูงสุด ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ครอบครัวเข้มแข็ง และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นี่คือการลงทุนที่ “จำเป็นและคุ้มค่า” มากที่สุดในทศวรรษหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งซ่อมแหล่งน้ำเล็ก 250 แห่งปี 69 ก่อนถ่ายโอนภารกิจสู่ อปท. ตามมติ ครม. 2565

เชียงรายเดินหน้าซ่อมแซม “แหล่งน้ำขนาดเล็ก” หนุนนโยบายกระจายอำนาจวางเป้าปี 2569 สำรวจ 1,881 แห่ง ออกแบบ 200 แห่ง ซ่อมจริง 250 แห่ง ชี้กุญแจสู่ความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิต

เชียงราย, 8 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายขยับเกียร์เดินหน้า “โครงการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่กำหนดให้หน่วยงานส่วนกลางเร่งสำรวจซ่อมแซมแหล่งน้ำเดิม ก่อนส่งต่อภารกิจให้ อปท. ดูแลอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงรายจัดประชุมกลุ่มอำเภอเพื่อวางแนวทางการดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงราย แม่จัน พาน และแม่สรวย โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ ร่วมเป็นประธาน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

จาก “โครงสร้างทรัพย์สินเดิม” สู่ “ทรัพย์สินสาธารณะของท้องถิ่น”

ใจกลางของวาระครั้งนี้คือการปรับสภาพ “แหล่งน้ำเดิม” ของส่วนราชการให้กลับมาใช้งานได้จริงไม่ใช่เพียงซ่อมเพื่อซ่อม แต่ซ่อมเพื่อ “ถ่ายโอน” ตามหลักกระจายอำนาจ และส่งต่อไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างถูกต้องครบถ้วน เมื่อ อปท. รับมอบแล้ว จะสามารถบรรจุภารกิจดูแลบำรุงรักษาไว้ใน แผนพัฒนาท้องถิ่น และตั้งงบประมาณประจำปีได้อย่างมั่นคง

ภาพใหญ่ระดับชาติถูกวางไว้ตั้งแต่ มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 ด้วยกรอบเวลา พ.ศ. 2565–2570 ตั้งเป้า สำรวจ 3,029 แห่ง และ ซ่อมแซม 750 แห่ง ภายใต้หน่วยงานเจ้าของสินทรัพย์เดิม คือ กรมทรัพยากรน้ำ และ กรมพัฒนาที่ดิน ก่อนเดินเข้าสู่กระบวนการถ่ายโอน โดยมี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่เชื่อมโยงเข้ากับ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกันทั้งเชิงพื้นที่และเชิงยุทธศาสตร์

แผนปี 2569 “สำรวจกว้าง ออกแบบแม่น ซ่อมจุดคุ้มค่า”

สำหรับปีงบประมาณ 2569 โครงการในส่วนของ กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ถูกวางโครงให้เดินอย่างเป็นจังหวะ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. การสำรวจชี้เป้า แหล่งน้ำ 1,881 แห่ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญอย่างมีหลักฐาน,
  2. การสำรวจออกแบบ ทางวิศวกรรม 200 แห่ง เพื่อเตรียมแบบและงบประมาณอย่างรัดกุม, และ
  3. การซ่อมแซมร่วมกับ อปท. 250 แห่ง เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกระทบต่อชุมชนสูงสุด

กลยุทธ์ “สำรวจกว้าง ออกแบบแม่น ซ่อมจุดคุ้มค่า” ช่วยลดความเสี่ยงเชิงวิศวกรรม งบประมาณ และทำให้ ทุกบาทที่ลงไป มีที่มาที่ไปจากข้อมูลจริงของพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเพิ่มความพร้อมสำหรับ “ขั้นถ่ายโอน” เพราะแบบ ข้อมูลทะเบียนทรัพย์สิน จะครบถ้วนพร้อมปฏิบัติเมื่อถึงมือ อปท.

ตัวเลขที่บอกความคืบหน้า 60% ของข้อมูลพื้นที่รากฐานสำคัญก่อนลงมือซ่อม

ในช่วง ปี 2567–2568 โครงการสามารถ สำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่ได้แล้วกว่า 60% ซึ่งเท่ากับ “วางเสาเข็มข้อมูล” ให้พร้อมสำหรับการซ่อมจริงในปี 2569 การมีข้อมูลทันสมัยช่วยให้เลือกแหล่งน้ำที่ คุ้มค่าการซ่อม มากที่สุด (เช่น จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์, ศักยภาพการเพิ่มปริมาตรเก็บกัก, ความเชื่อมโยงต่อพื้นที่เกษตร/อุปโภคบริโภค) และช่วยจัดคิวงานให้ “ตรงจุด ตรงเวลา” โดยเฉพาะในกลุ่มอำเภอเมืองเชียงราย แม่จัน พาน แม่สรวย ที่ชุมชนพึ่งพิงแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายอยู่หลายจุด

อุปสรรคที่ต้องฝ่า “แหล่งน้ำในที่ดินเอกชน” และโจทย์กฎหมายที่ซับซ้อน

การประชุมระบุอุปสรรคสำคัญว่า แหล่งน้ำบางส่วนตั้งอยู่ในที่ดินเอกชน ซึ่งทำให้การใช้งบสาธารณะไปซ่อมแซมแล้วถ่ายโอนให้ อปท. ดูแลติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้อง ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ และหา “ทางออกทางกฎหมาย” ที่เหมาะสม อาทิ

  • ภาระจำยอม (Easement) หรือ สิทธิเหนือพื้นดิน เพื่อให้รัฐ/อปท. เข้าถึง บำรุงรักษาได้โดยชอบ,
  • แนวทางคืนสภาพที่สาธารณะ หากมีหลักฐานว่าเป็นสาธารณสมบัติเดิม, หรือ
  • มาตรการอื่นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
    ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ “น้ำสาธารณะ” อยู่ในกรอบสิทธิที่ชัดเจน ลดข้อพิพาท และที่สำคัญคือ ซ่อมแล้วถ่ายโอนได้จริง

จุดแข็งของเชียงราย ใช้ “ปิดทองหลังพระฯ” เป็นคานงัดเชื่อมรัฐกับฐานราก

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโมเดลเชียงรายคือการวางบทบาทให้ มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ เป็นหน่วยสนับสนุนหลักด้านสำรวจและซ่อมแซมเบื้องต้น และยังทำหน้าที่เป็น หน่วยปฏิบัติหลัก ในการขับเคลื่อนแผนแม่บทน้ำร่วมกับ สทนช. จุดเด่นของโมเดลนี้คือ

  • ยึดโจทย์ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community-Driven) เริ่มจากความต้องการจริงของประชาชน,
  • ต้นทุนคุ้มค่า จากการ “ร่วมแรงร่วมใจ” ชุมชน และการจัดซื้อวัสดุอย่างประหยัด,
  • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการบูรณาการพัฒนาอาชีพ ตลาดควบคู่ไปกับการมีน้ำใช้

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากพื้นที่นำร่องหลายจังหวัดสะท้อนว่า การทำงานรูปแบบนี้สามารถสร้าง ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า เพิ่ม ปริมาตรเก็บกัก อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ ครัวเรือนหลุดพ้นความยากจน ในระดับที่วัดผลได้ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความเชื่อมั่น” ที่ทำให้โมเดลเชียงรายมีแรงส่งทางสังคมสูง

เล่าเรื่องผ่านผลลัพธ์ที่ชุมชนสัมผัสได้ “น้ำมากขึ้น เสี่ยงน้ำน้อยลง รายได้ยั่งยืนกว่าเดิม”

หากมองจากมุมบ้าน–นา–ไร่ แหล่งน้ำชุมชนขนาดเล็กคือ “ประกันภัย” ของครัวเรือนเกษตรรายย่อย การซ่อมฝายหรือสระเก็บน้ำหนึ่งแห่งอาจหมายถึง

  • ฤดูกาลเพาะปลูกที่ไม่สะดุดแม้น้ำฝนแปรปรวน,
  • ต้นทุนสูบน้ำที่ลดลงเพราะอยู่ใกล้แหล่งกักเก็บ,
  • ความมั่นคงด้านการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนและคุณภาพสุขภาวะที่ดีขึ้น

ในบริบทความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (ฝนทิ้งช่วง–ฝนตกหนักเฉียบพลัน) “แหล่งน้ำเล็กแต่เยอะ” และกระจายทั่วพื้นที่ กลายเป็น โครงข่ายค้ำยัน (Resilience) ของจังหวัด การที่จังหวัดเชียงรายเร่งซ่อมให้ใช้งานได้จริงและเตรียมส่งไม้ต่อให้ อปท. ดูแล จึงเท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนในเชิงโครงสร้าง

เทียบมิติการเงินสาธารณะ เงินกลาง แผนประจำ ถ่ายโอนทรัพย์สิน เพื่อ “ไม่กลับไปทรุดโทรม”

มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 วางหลักการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นขั้นตอน เฟสต้นปรับแผน ใช้งบปีเดิมของหน่วยงานก่อน หากไม่พอจึงขอ งบกลาง เสริม ต่อเนื่องด้วยการบรรจุเข้ากระบวนการงบประมาณปกติในช่วงปีถัดไป ที่จังหวัดระดับปฏิบัติการ จะเห็นผลเป็น “โครงการซ่อม” ที่มุ่งทำให้ ทรัพย์สินพร้อมถ่ายโอน และเมื่อถ่ายโอนแล้ว อปท. จะบรรจุ ค่าบำรุงรักษา ไว้ในแผนท้องถิ่นนี่คือการปิดจุดอ่อน “ซ่อมแล้วไม่มีใครดูแล” ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ทำงานเชิงกฎหมายคู่ขนานและเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้

เพื่อให้เป้าหมาย ซ่อมแซม 250 แห่งในปี 2569 เดินหน้าได้จริง จังหวัดควรตั้งคณะทำงานกฎหมายแบบสหสาขาวิชาชีพ (ที่ดิน–กฎหมายปกครอง–อปท.) ทำ “คู่มือภาระจำยอม” สำหรับแหล่งน้ำชุมชน และเดินหน้าขอความยินยอมเจ้าของที่ดินที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ศักยภาพการเจรจาของภาคประชาสังคม/ปิดทองหลังพระฯ เป็นเครื่องมือหนุน

ขณะเดียวกัน การ เปิดข้อมูลสาธารณะ ตั้งแต่รายชื่อแหล่งน้ำที่จะซ่อม สถานะสิทธิในที่ดิน แบบ งบประมาณ ไปจนถึงกำหนดการส่งมอบ ถ่ายโอน จะช่วยให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ลดข้อครหา เพิ่มความไว้วางใจ และดึง “แรงร่วมมือ” ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแก้ปัญหาแหล่งน้ำที่คาบเกี่ยวสิทธิเอกชน

ซ่อมวันนี้เพื่อส่งไม้ต่อและยืนระยะความมั่นคงน้ำของเชียงราย

การประชุม 7 พ.ย. 2568 ของเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการนัดหมายเชิงพิธีการ แต่คือ “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้ภาพใหญ่ตั้งแต่มติ ครม. การจัดลำดับความสำคัญโดยข้อมูลจริง การใช้โมเดลภาคประชาสังคมที่คุ้มค่า และการเตรียมถ่ายโอนภารกิจประกอบเข้าหากันอย่างเป็นระบบ หากปี 2569 เดินตามแผน “สำรวจ 1,881 / ออกแบบ 200 / ซ่อม 250” ได้ครบถ้วน พร้อมการจัดการปมกฎหมายแหล่งน้ำในที่เอกชน เชียงรายจะมี “เครือข่ายแหล่งน้ำขนาดเล็ก” ที่พร้อมใช้งาน กระจายทั่วพื้นที่ และมีเจ้าของ (อปท.–ชุมชน) ดูแลอย่างแท้จริง

แก่นของเรื่อง จึงไม่ใช่เพียง “จำนวนแห่งที่ซ่อม” แต่คือการสร้าง วัฏจักรดูแล (O&M) ที่ยั่งยืนภายใต้ท้องถิ่นซึ่งหมายถึงน้ำที่มั่นคงขึ้น ความเสี่ยงภัยแล้งที่ลดลง และรายได้ที่ยืนระยะของครัวเรือนเชียงรายในวันหน้า

กล่องข้อมูล (Key Numbers)

  • มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 เป้าหมายระดับชาติ สำรวจ 3,029 แห่ง / ซ่อม 750 แห่ง (พ.ศ. 2565–2570)
  • เชียงราย (ประชุม 7 พ.ย. 2568) ขับเคลื่อนปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุม อ.เมืองเชียงราย แม่จัน พาน แม่สรวย
  • เป้าหมาย กรมพัฒนาที่ดิน (ปี 2569) สำรวจชี้เป้า 1,881 / ออกแบบ 200 / ซ่อมร่วม อปท. 250 แห่ง
  • ความคืบหน้า ข้อมูลพื้นที่ (ปี 2567–2568) สำรวจ–ปรับปรุงแล้วกว่า 60%
  • อุปสรรคหลัก แหล่งน้ำในที่ดินเอกชน ต้องจัดการสิทธิให้ชัดเพื่อซ่อม–ถ่ายโอน

หมายเหตุเชิงนโยบาย (สำหรับผู้กำหนดนโยบายในพื้นที่)

  1. เร่งตั้งคณะทำงานกฎหมายเฉพาะกิจ จัดทำ “แม่แบบภาระจำยอม” สำหรับแหล่งน้ำชุมชน และลิสต์แหล่งน้ำที่ต้องดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วน
  2. ผูกข้อมูล “ทะเบียนทรัพย์สิน–สถานะสิทธิที่ดิน แบบ งบ กำหนดส่งมอบ” ไว้ในแดชบอร์ดกลางของจังหวัด เพื่อการติดตามโปร่งใส
  3. ใช้โมเดล “ร่วมแรง–ร่วมงบ” ระหว่างรัฐ ปิดทองหลังพระฯ ชุมชน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ และทำให้ O&M หลังซ่อมมีเจ้าภาพชัดเจน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) / กรมพัฒนาที่ดิน (พด.)
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ
  • จังหวัดเชียงราย / ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) / กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายห้ามเผา 86 วันคุมเชื้อเพลิง ตั้งเป้าลด PM2.5 15-30% ปี 69

เชียงรายยกระดับสู้ฝุ่น! จังหวัดเตรียม “ห้ามเผาในที่โล่ง” 86 วัน (14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569) ตั้งธงลด PM2.5 ลง 15–30% ขยายผลบทเรียน “เชียงรายฟ้าใส” – ภาคประชาชนเสนอรื้อโครงสร้างและอุดหนุน อปท.ทั่วพื้นที่เสี่ยง

เชียงราย,8 พฤศจิกายน 2568 – จังหวัดเชียงรายประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน กำหนดกรอบ “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด” ปี 2569 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม (ประมาณ 86 วัน) เพื่อคุมเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง ตั้งเป้าลดจำนวนวันที่ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานลง 15–30% พร้อมลดจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาศัยบทเรียนปี 2568 ที่เชียงรายลดฮอตสปอตได้มากกว่า 80% ขณะเดียวกัน “สภาลมหายใจเชียงราย” ย้ำรัฐต้องรื้อโครงสร้างจากคำสั่งเฉพาะกิจเป็นระบบถาวร เพิ่มงบ อปท. ติดเซนเซอร์คุณภาพอากาศระดับตำบล และจัดการเผาอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานเดียวกัน

ทำไม “เริ่มเร็ว–คุมเข้ม” ถึงสำคัญกับเชียงราย

ในพื้นที่สูงภาคเหนือ ไฟป่าและหมอกควันวนกลับมาเป็นวัฏจักรทุกฤดูแล้ง การเริ่ม “ห้ามเผา” ให้เร็วขึ้นคือการขังเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามช่วงมีลมแรงและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำในเดือนมีนาคม–เมษายน ซึ่งเป็นหน้าวิกฤตสุดของปี การตัดสินใจของจังหวัดเชียงรายให้เริ่มช่วงห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ต่างจากปีก่อนๆ ที่เริ่มช้ากว่านี้ และสอดรับกับข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ที่เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดน รับอิทธิพลฝุ่นข้ามแดนและไฟป่าปะทุในป่าสงวน/ป่าอนุรักษ์จำนวนมาก หากคุมต้นฤดูได้ ความรุนแรงปลายฤดูก็จะ “ฟุบ” ลงตามสมมติฐานแบบจำลองการลุกไหม้ที่หน่วยงานด้านภูมิสารสนเทศใช้อ้างอิง (GISTDA รายงานการติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ผ่านแดชบอร์ด FireD; ข้อมูลนี้ถูกใช้ในการวางแนวกันไฟและบริหารเชื้อเพลิงในพื้นที่จริง)

บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

  • กรอบเวลาใหม่ จังหวัดตั้งใจ “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด” ระหว่าง 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 (86 วัน) เพื่อคุมเชื้อเพลิงช่วงต้นฤดูแล้ง ลดการสะสมมลพิษก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤต โดยวางตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อลดวันค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน 15–30% ร่วมกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดการเชื้อเพลิงเชิงรุก อิงบทเรียนปีก่อนที่ทำให้ “จุดความร้อน” ของเชียงรายลดลงมากกว่า 80% ตามสรุปผลที่เผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นที่อ้างอิงข้อมูลจังหวัด/หน่วยงานป่าไม้และปภ.จังหวัด (ลดเหลือราว 600 จุด และพื้นที่เผาไหม้รวม ~5.2 หมื่นไร่ ลดลงจากปีก่อนราว 16%)
  • กรอบกฎหมายระดับชาติ ด้านภาคการเกษตร ราชกิจจานุเบกษาเคยประกาศกำหนดช่วง “งดเผา” และบทลงโทษเชิงปกครองต่อเกษตรกรที่เผา โดยยืนยันแนวทาง “งดเผาในช่วงวิกฤต” พร้อมมาตรการตัดสิทธิประโยชน์รัฐบางประเภท ซึ่งเป็นฐานนโยบายที่จังหวัดสามารถเชื่อมต่อไปสู่การบังคับใช้ระดับพื้นที่ได้ (แม้ปี–ช่วงเวลาจะกำหนดใหม่เป็นรายปี แต่หลักการและเครื่องมือทางปกครองคงเดิม)
  • ข้อเสนอภาคประชาชน “สภาลมหายใจเชียงราย” เสนอให้ รื้อโครงสร้าง จากคำสั่งเฉพาะกิจเป็นระบบถาวร, อุดหนุนงบ อปท. ครบทุกพื้นที่เสี่ยง, มาตรฐานเดียวกันเรื่อง “ชิงเผา”, และการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศระดับตำบล (DustBoy/Air Sensor) เปิดข้อมูลเรียลไทม์ต่อสาธารณะ ซึ่งสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ชุมชนที่ต่อเนื่องมาหลายปีในภาคเหนือ

ภาพรวมสถานการณ์ ตัวเลขเล่าเรื่อง

  1. ฮอตสปอต–ไฟไหม้สะสม ปี 2568 เชียงราย “กดฮอตสปอต” ลงได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบฐานปี 2567 และพื้นที่เผาไหม้รวมลดลงราว 16% เหลือราว 52,312 ไร่ (ข้อมูลสรุปภาพรวมจากแหล่งข่าวท้องถิ่นที่อ้างข้อมูลราชการ/ป่าไม้) ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามาตรการเชิง ป้องกันการจุดไฟ ทำงานได้ แต่ในทางยุทธศาสตร์ยังต้องเร่งเรื่อง การจัดการเชื้อเพลิง และ การกดพื้นที่ลุกลามในป่าสงวน/ไร่หมุนเวียน ให้ลึกขึ้น เพราะสัดส่วนพื้นที่ป่าที่ไหม้ยังสูง และบางหมวดพื้นที่เพิ่มขึ้นสวนทาง (เช่น ป่าสงวนฯ และพื้นที่ไร่หมุนเวียน) ตามบทวิเคราะห์ในพื้นที่เอง
  2. คุณภาพอากาศ มาตรฐาน PM2.5 รายวันของไทยกำหนดไว้ที่ 37.5 µg/m³ ส่วนเกณฑ์ WHO (ค่าแนะแนว) เข้มกว่ามาก เมื่อพิจารณาภาพรวมประเทศ ปัญหา PM2.5 ใน “โหมดวิกฤต” ช่วงฤดูแล้งภาคเหนือยังเกิดซ้ำ การลดวัน “เกินมาตรฐาน” จึงเป็น KPI ที่จับต้องได้สำหรับคนในพื้นที่ เพราะสัมพันธ์กับการเตือนภัยสุขภาพและการทำมาหากินของประชาชน (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ/กรมควบคุมมลพิษรายงานสถานการณ์และค่าสังเกตจุดต่อจุด ตลอดจนแนวโน้มโดยรวมอย่างต่อเนื่อง)
  3. การเฝ้าระวังเชิงภูมิสารสนเทศ GISTDA ยืนยันว่าข้อมูลดาวเทียม/แบบจำลองไฟป่าถูกส่งต่อให้หน่วยงานภาคสนามใช้วางแนวกันไฟ จัดการเชื้อเพลิง และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้จังหวัดต่างๆ (รวมทั้งเชียงราย) ใช้กำหนดช่วง “ห้ามเผา” ให้เหมาะกับสภาพจริงแต่ละปี

จาก “บทเรียนปีที่แล้ว” สู่ยุทธศาสตร์ 2569 เริ่มเร็ว–บังคับใช้จริง–เชื่อมโยงฐานข้อมูล

การขยาย “หน้าต่างห้ามเผา” เป็น 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 ทำให้จังหวัดมีเวลาบังคับใช้ยาวพอที่จะคุมต้นฤดูและคุมปลายฤดูร่วมกัน แนวทางนี้พ้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการควบคุมช่วงต้นฤดูช่วยลด “คลื่นไฟ” ช่วงพีก และลดโอกาสเกิด “ซูเปอร์ไฟ” ในป่าสงวน/อนุรักษ์ (ที่ดับยากกว่าและกินพื้นที่มากกว่า) ซึ่งสอดรับกับสิ่งที่หลายจังหวัดภาคเหนือทำในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยข้อมูลฮอตสปอตสดจากระบบดาวเทียม (VIIRS/FIRMS) และแดชบอร์ด FireD ของ GISTDA ในการตัดสินใจระดับปฏิบัติการแต่ละวัน

ในด้านการสื่อสารกับประชาชน การกำหนด KPI ที่ “พูดภาษาเดียวกับสาธารณะ” เช่น จำนวนวัน PM2.5 เกินมาตรฐาน ถือเป็นความคืบหน้า เพราะประชาชนเข้าใจผลกระทบได้ทันที ไม่ต้องแปลศัพท์เทคนิค ขณะเดียวกัน จังหวัดยังคงต้องสื่อสาร “ผลกระทบทางปกครอง–เศรษฐกิจ” ต่อผู้ฝ่าฝืน (โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมช่วงวิกฤต) ให้ชัดเจนและ “ทำจริง” เชื่อมมาตรการจังหวัดกับกรอบนโยบายระดับชาติที่เคยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้านการบังคับใช้ (แม้ประกาศจะอัปเดตทุกปี แต่หลักคิดเรื่องช่วงงดเผาและบทลงโทษ/ตัดสิทธิ์ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือหลัก)

เสียงภาคประชาชน “รื้อโครงสร้าง–เติมงบ–ข้อมูลโปร่งใส”

“สภาลมหายใจเชียงราย” และเครือข่ายภาคเหนือ เสนอ 7 แกนหลัก ได้แก่ (1) กำหนดแนวทางเดียว “ห้ามเผาเด็ดขาด” หรือ “จัดการเชื้อเพลิงแบบลงทะเบียน” ลดความสับสนหน่วยงาน, (2) เตรียมระบบ–คนล่วงหน้า, (3) งบบูรณาการต้องทันเวลา, (4) คุม “ชิงเผา” ด้วยมาตรฐานเดียว–ห้ามเผากลางคืน–เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ, (5) อุดหนุนงบ อปท. ครบทุกพื้นที่เสี่ยง, (6) ขยายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศระดับตำบล (DustBoy/Air Sensor) และเปิดข้อมูลเรียลไทม์, (7) ทำยุทธศาสตร์ Airshed ข้ามจังหวัด–ข้ามแดน รับมือฝุ่นข้ามพรมแดน เสนอเชิงนโยบายเหล่านี้สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภาคสนามตลอดหลายปี ซึ่งมักติด “คอขวด” ที่งบกลางล่าช้า เครื่องมือแทนการเผายังไม่พอ และข้อมูลคุณภาพอากาศระดับหมู่บ้านยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร

ความท้าทาย 3 ด้านที่เชียงรายต้องข้ามให้พ้นในฤดู 2569

1) จาก “กดจุดไฟ” สู่ “ลดพื้นที่ลุกลาม”

บทเรียน 2568 บอกชัดว่า เชียงรายทำได้ดีมากในการกดจำนวนฮอตสปอตให้ต่ำลง แต่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงไม่มากเท่าที่หวัง แปลว่าทุกครั้งที่ไฟเกิด มักลุกลามกินพื้นที่กว้าง โดยเฉพาะในป่าสงวน/อนุรักษ์และพื้นที่ไร่หมุนเวียน การแก้สมการนี้จึงต้องเร่ง “จัดการเชื้อเพลิงเชิงรุก” ก่อนเข้าหน้าห้ามเผา เช่น แนวกันไฟในจุดเสี่ยงของอำเภอเวียงแก่น เวียงป่าเป้า พาน การชุ่มชื้นเชื้อเพลิงด้วยฝายชะลอน้ำ และยกระดับ “ยุทธวิธีดับไฟ” ให้ลดเวลาเฉลี่ยเข้าควบคุมเพลิง พร้อมตัวชี้วัดใหม่อย่าง “พื้นที่ไหม้เฉลี่ยต่อเหตุ” (Average Burned Area/Incident) เพื่อปรับยุทธวิธีแบบรายพื้นที่แทนการใช้มาตรการเดียวทั้งจังหวัด (ข้อมูลภาพรวมปี 2568 ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยืนยันว่าพื้นที่ป่าเป็นสัดส่วนใหญ่ของพื้นที่ไหม้ และบางหมวดเพิ่มขึ้น)

2) บังคับใช้เชิงปกครองในภาคเกษตรอย่างจริงจัง

กรอบกฎหมายส่วนกลางเคยประกาศ “งดเผา” พร้อมบทลงโทษตัดสิทธิประโยชน์รัฐแก่ผู้ฝ่าฝืน ซึ่งเป็น “คันโยก” ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่สำคัญ จังหวัดควรเชื่อมเข้ากับข้อมูลฮอตสปอต–พิกัดแปลงเกษตร เพื่อให้การเตือน–บันทึก–ตัดสิทธิ์ มีน้ำหนักและเป็นธรรม เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างปภ., เกษตรจังหวัด, ป่าไม้, และกรมการค้าต่างประเทศในกรณีนโยบายการค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง (ในช่วงที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศที่วางกรอบ “งดเผา–ตัดสิทธิ์” ในภาคเกษตรไว้เป็นฐาน)

3) ขยาย “ชั้นข้อมูลสาธารณะ” ให้ถึงระดับหมู่บ้าน

ข้อเสนอให้ติดเซนเซอร์ราคาย่อมเยาระดับตำบล/หมู่บ้าน (เช่น DustBoy/Air Sensor) เป็นแนวทางที่ประจักษ์แล้วในหลายจังหวัดเหนือ เพราะทำให้คนเห็นค่าฝุ่นจริงหน้าโรงเรียน–ศูนย์เด็กเล็ก–ตลาด ซึ่งกระตุ้นให้ร่วมมือได้ดีกว่าการรายงานเชิงจังหวัดเพียงอย่างเดียว และช่วยให้หน่วยบังคับใช้กำหนดจุดลาดตระเวน–เวรยาม–แนวกันไฟแบบ “อิงข้อมูลจริง” ในวันต่อวัน (เครือข่ายสภาลมหายใจเผยแพร่ข้อเสนอมาต่อเนื่อง)

มิติข้ามแดนและโซ่อุปทาน ลด “การรั่วไหล” ของมลพิษ

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดน ต้องเผชิญฝุ่นข้ามแดนจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือในบางช่วง การสร้างยุทธศาสตร์ “Airshed ภาคเหนือ” ที่มองลม–ภูมิประเทศ–รูปแบบเผาให้เป็นผืนเดียวกัน และการประสานเพื่อนบ้านในระดับจังหวัด–กลไกรัฐ เป็นหัวใจของการลด “วันที่วิกฤต” แม้จังหวัดเดียวทำดีที่สุด ตัวเลขก็ยังผันผวนเมื่อเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ฝั่งนอก การทำข้อตกลงภาคเกษตรกับห่วงโซ่นำเข้าที่ “ไม่เอื้อต่อการเผา” (เช่น เงื่อนไขตรวจย้อนกลับวัตถุดิบ) และการเพิ่ม “แรงจูงใจราคา” ให้ผลผลิตปลอดการเผา เป็นเครื่องมือที่เครือข่ายภาคประชาชน–เอกชนผลักดันคู่ขนานกับรัฐมาโดยตลอด ขณะที่ระดับประเทศก็ขยับใช้ประกาศ–มาตรการเพื่อคุมช่วงวิกฤตภาคเกษตรเป็นการทั่วไปตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจังหวัดสามารถนำไปประยุกต์ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ (หลักการและเจตนารมณ์ในประกาศดังกล่าวอธิบายเครื่องมือรัฐที่ใช้ได้จริงในภาคสนาม)

แผนปฏิบัติการเชิงข้อเสนอ (สำหรับจังหวัด–อปท.–ชุมชน)

  1. จัดการเชื้อเพลิงเชิงรุกก่อน 14 ก.พ.
    • เร่งทำแนวกันไฟถาวร/กึ่งถาวรใน “คอขวดลุกลาม” ของเวียงแก่น–เวียงป่าเป้า–พาน โดยอิงฮอตสปอตย้อนหลัง 3 ปี และแบบจำลองการแพร่ไฟของ GISTDA/FireD (ข้อมูลสาธารณะ) เพื่อจัดลำดับความสำคัญรายตำบล/หมู่บ้าน
    • สนับสนุนเครื่องมือทดแทนการเผา (ไถกลบ ย่อยเศษพืช) พร้อมเงินอุดหนุนเชิงเป้าหมายแก่เกษตรกรใน “พื้นที่ต้นเพลิงซ้ำซาก” และสร้างเส้นทางระบายเศษพืชไปสู่เชื้อเพลิงชีวมวล/ปุ๋ยหมัก โดยบูรณาการงบท้องถิ่น–กองทุนสิ่งแวดล้อม–ภาคเอกชน (CSR)
  2. บังคับใช้เชิงปกครอง–อาญา “สั้น กระชับ ชัดเจน”
    • ประกาศคำสั่งจังหวัดพร้อม “แนบท้าย” ขั้นตอนเตือน–บันทึก–ตัดสิทธิ์–ร้องทุกข์ ให้ อปท./กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านใช้เป็นคู่มือเดียว เพื่อให้การดำเนินการ “เป็นธรรม–ตรวจสอบได้” ตามกรอบกฎหมายกลางที่เคยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (งดเผาช่วงวิกฤต–ตัดสิทธิ์ผู้ฝ่าฝืน)
  3. สร้าง Data Hub จังหวัด
    • ผูกข้อมูล ฮอตสปอต (รายวัน) × แปลงเกษตร (พิกัด) × สถานีวัดฝุ่น (ตำบล) เพื่อแจ้งเตือนเชิงรุกและวางเวรยาม/เส้นทางดับไฟให้ตรงจุด รวมถึงใช้เป็นหลักฐานประกอบการบังคับใช้เชิงปกครองต่อเกษตรกรที่เผาในช่วงห้าม
    • เปิดแดชบอร์ดสาธารณะ (เบต้า) ให้ประชาชนเห็นค่าฝุ่นหน้าบ้าน–หน้าโรงเรียนแบบใกล้จริง (จากเซนเซอร์ระดับชุมชน) เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมและแรงกดดันทางสังคมในช่วง 86 วันห้ามเผา (ภาคประชาชนเสนอขยายเซนเซอร์ DustBoy/Air Sensor ครอบคลุมตำบล)
  4. สื่อสารสาธารณะ “หนึ่งเสียง”
    • แพ็กข้อความ 3 ชั้น— สุขภาพ วิธีป้องกัน, จุดแจกหน้ากาก/ห้องปลอดฝุ่น, กฎหมาย ช่วงห้ามเผา–บทลงโทษ–ตัดสิทธิ์, การมีส่วนร่วม ช่องทางแจ้งเหตุ–อาสาดับไฟ–ร่วมลาดตระเวน—สื่อสารผ่านวิทยุชุมชน เสียงตามสาย โรงเรียน รพ.สต. และแพลตฟอร์มออนไลน์จังหวัด/อำเภอ
    • ห้ามเผากลางคืน–ข้ามคืน (ตามข้อเสนอเครือข่าย) เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เสียเปรียบในการเฝ้าระวังและตอบสนอง และลดการจุดไฟแบบ “ซ่อนควัน” ในช่วงเวลาที่ประชาชนสังเกตการณ์น้อย
  5. บูรณาการข้ามแดน–ข้ามหน่วย
    • ทำ “ปฏิทินลม” กับจังหวัดเพื่อนบ้าน/ประเทศเพื่อนบ้าน วางเวรยามเข้มช่วงลมพัดข้ามแดน
    • ประชุมร่วมผู้ประกอบการเมล็ดพืชอาหารสัตว์–สหกรณ์เกษตรชายแดน กำหนดเงื่อนไขรับซื้อที่ไม่จูงใจการเผา (แนวคิด traceability/ปลอดการเผาในห่วงโซ่อุปทาน เกื้อหนุนการลดไฟป่าชายแดน)

มองไปข้างหน้า เป้าหมาย “ลดวันวิกฤต” ให้ประชาชนสัมผัสได้

เป้าหมายลดวันค่า PM2.5 เกินมาตรฐานลง 15–30% อาจดูไม่หวือหวาเท่าการประกาศ “ศูนย์ฮอตสปอต” แต่เป็นเป้าหมายที่ประชาชน “รู้สึกได้” เพราะสัมพันธ์กับการปิด–เปิดโรงเรียน สาธารณสุข และเศรษฐกิจฐานราก วิธีไปให้ถึงจึงไม่ใช่เพียงการ “ห้ามเผา” แต่ต้องใส่ “ฟันเฟือง” เพิ่มในจุดคอขวด การจัดการเชื้อเพลิงในป่า, การดับไฟที่เร็วและแม่น, การบังคับใช้ในภาคเกษตรที่ยึดข้อมูล, และการเติมอุปกรณ์วัดฝุ่นระดับชุมชนให้ครอบคลุม

เชียงรายมีแต้มต่อจากบทเรียนปี 2568 ที่พิสูจน์แล้วว่า “กดไฟให้เบา” ทำได้จริง ตัวเลขฮอตสปอตที่ลดฮวบยืนยันคุณภาพการประสานงานของจังหวัด–อปท.–ชุมชน หากปี 2569 เติมดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านข้อมูลและยกระดับมาตรการเชิงปกครองควบคู่ไปกับการสนับสนุนเครื่องมือทดแทนการเผา เป้าหมายลดวันวิกฤตก็ไม่ไกลเกินเอื้อม และจะส่งสัญญาณสำคัญสู่ทั้งประเทศว่า “ระบบถาวรแก้ฝุ่นควัน” สามารถทำได้ตั้งแต่ฐานจังหวัด

สรุปเชิงนโยบาย (Key Takeaways)

  1. เริ่มเร็ว–คุมเข้ม 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 คือหน้าต่างทองสำหรับคุมไฟต้นฤดู–ปลายฤดูพร้อมกัน
  2. วัดผลที่ประชาชนสัมผัสได้ KPI ลดวัน PM2.5 เกินมาตรฐาน 15–30% สอดรับการปกป้องสุขภาพและเศรษฐกิจฐานราก (โรงเรียน–ท่องเที่ยว–ค้าขาย)
  3. ป้องกัน” ดีแล้ว แต่ต้อง “กดลุกลาม” ให้ได้ เติมเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง–แนวกันไฟ–ยุทธวิธีดับไฟ เพื่อลดพื้นที่ไหม้ต่อเหตุ (เฉพาะจุดเสี่ยง) อิงบทเรียนปีที่ผ่านมาในเชียงรายที่พื้นที่ไหม้ยังสูงเมื่อเทียบกับฮอตสปอตที่ลดลงมาก
  4. เชื่อมกฎหมายกลาง–ข้อมูลท้องถิ่น ใช้กรอบราชกิจจานุเบกษาเรื่องงดเผา/ตัดสิทธิ์เป็นฐาน บูรณาการข้อมูลฮอตสปอตกับแปลงเกษตรและเซนเซอร์ชุมชนเพื่อบังคับใช้ที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และลดข้อโต้แย้ง
  5. รื้อโครงสร้างเชิงระบบ เดินตามข้อเสนอ “สภาลมหายใจเชียงราย”—เพิ่มงบ อปท., มาตรฐานเดียวเรื่องชิงเผา, และขยายเซนเซอร์ให้ครอบคลุมตำบล เปิดข้อมูลเรียลไทม์เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบร่วมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • กรมควบคุมมลพิษ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
  • ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ภาคการเกษตร  
  • กรมป่าไม้ (Forest Info)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

สัญญาณล้ำข้ามแดน ตร.-กสทช. สั่งปรับทิศทางเสาแม่สอด-เชียงแสน ตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตร.-กสทช.” ลุยแม่สอด–เชียงราย กดสวิตช์ “ดิจิทัลบอร์เดอร์” สกัดสแกมเมอร์—ขณะวิกฤต 1,598 คนจาก KK Park ท้าทายระบบ NRM

เชียงราย/ตาก, 5 พฤศจิกายน 2568 — ลมหายใจของชายแดนไทยในสัปดาห์นี้เต็มไปด้วยสัญญาณ—ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทางฝั่งเหนือและตะวันตก เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตหลายต้นถูกตรวจวัดความสูง–ความแรง–ทิศยิงคลื่นอย่างละเอียด ด้วยโดรนและอุปกรณ์วัดสนามคลื่น ขณะที่อีกด้าน หน่วยงานไทยยังเดินหน้าคัดกรองชาวต่างชาติ 1,598 คน ที่หลบหนีความรุนแรง–การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมใน KK Park จังหวัดเมียวดี เข้าสู่ฝั่งไทย

ในเช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย นำโดย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ นายศุภลักษณ์ รูปศรี ผอ.สำนักงาน กสทช. เขต 34 ลงพื้นที่ อ.เชียงแสน–อ.แม่สาย ตรวจสายสื่อสารข้ามแดนและเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้าม คิงส์โรมัน เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และแนวสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1–2 อ.แม่สาย ที่เชื่อมต่อกับท่าขี้เหล็ก เมียนมา

พบเสาส่งสัญญาณบางจุดสูงเกินเกณฑ์อย่างชัดเจน” แหล่งข่าวในชุดตรวจระบุถึงผลตรวจเบื้องต้น อ.เชียงแสน วัดสูง 33 เมตร ขณะที่ อ.แม่สาย บ้านสันทราย พบเสาเครือข่ายมือถือ 2 ค่าย สูง 37 เมตร และ 40 เมตร ตามลำดับ—ทั้งหมดสูงเกิน ลิมิต 15 เมตร ตามมติบอร์ด กสทช. ปี 2568 พร้อมมีคำสั่ง ปรับทิศส่ง–ลดองศา–หันสัญญาณเข้าสู่ประเทศ เพื่อจำกัดการล้ำข้ามแดน และ แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตลดความสูงตามกฎหมาย โดยกำชับให้ สภ.เชียงแสน/สภ.แม่สาย รายงานผลการแก้ไข–ทดสอบครอบคลุมสัญญาณทั้งฝั่งไทยและฝั่งตรงข้าม

ฝั่ง โครงข่ายอินเทอร์เน็ต จุดชุมสายในแนว สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ปัจจุบันเหลือ 6 บริษัท 9 สาย จากเดิม 6 บริษัท 12 สาย (เหตุอุทกภัย) ส่วน สะพานฯ แห่งที่ 2 เดิมมีเอกชน 2 บริษัท 3 สาย ปัจจุบัน ปิดใช้งานทุกสาย สะท้อนแนวโน้ม “กระชับช่องทางข้ามแดน” ที่อาจถูกใช้หนุนโครงข่ายหลอกลวงออนไลน์

หนึ่งวันถัดมา (4 พ.ย.) แนวรบเลื่อนไป แม่สอด จ.ตาก ตำรวจภูธรภาค 6 ภายใต้การกำกับของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ มอบหมาย พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6 และ พล.ต.ต.ไพศาล นันตา ผบก.ภ.จว.ตาก ลงพื้นที่ตรวจจุดเสี่ยง ด่านบ้านวังตะเคียน (ตรงข้าม เมียวดีคอมเพล็กซ์) และแนวตรงข้าม ชเวก๊กโก โดยใช้โดรน “บินสำรวจ–วัดความแรง” เจาะจงจุดที่เคยมีปัญหา โรมมิ่ง ไปใช้เครือข่ายเพื่อนบ้าน และสัญญาณไทย “ล้ำข้ามแดน” อันอาจกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์–สแกมเมอร์ใช้งาน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกิจ หากอยู่ภายใต้กรอบนโยบายกำกับของ สำนักงาน กสทช. ที่ออกประกาศ มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” 8 ข้อ (มีผล 30 ส.ค. 2568) และแนวทาง ระงับบริการบริเวณชายแดนเสี่ยง” ซึ่งให้อำนาจกำกับตรวจสอบ–บังคับแก้ไขต่อผู้รับใบอนุญาตที่ฝ่าฝืน ทั้งในเชิงวิศวกรรมโครงข่ายและการคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ชายแดน

เมื่อ “เสา–คลื่น–ทิศยิง” กลายเป็นแนวป้องกันหน้าด่าน

ในสมรภูมิอาชญากรรมออนไลน์ “สัญญาณ” คืออาวุธและเส้นเลือดใหญ่ การยกมาตรฐานทางเทคนิคชายแดนจึงเป็นการ เสริมรั้วที่มองไม่เห็น” ให้กับไทย การพบเสาที่ สูง 33–40 เมตร เทียบ ลิมิต 15 เมตร สะท้อนความจำเป็นของ การกำกับแบบจุดต่อจุด (site-by-site) ไม่ใช่คำสั่งกว้าง ๆ ระดับประเทศเท่านั้น

ผลคาดหวัง จากการหันทิศ–ลดองศา–ลดความสูงเสา คือ

  1. ลดโอกาส “สัญญาณไทย” ล้ำไปเลี้ยงอุปกรณ์ของขบวนการในฝั่งนอก, 2) ลดโอกาส โรมมิ่ง ของผู้ใช้ไทยไปใช้เครือข่ายเพื่อนบ้านโดยไม่ตั้งใจ (ซึ่งเปิดช่องเสี่ยงด้านค่าบริการ–ความปลอดภัยข้อมูล), 3) ทำให้การ วัด–ติดตาม ความผิดปกติของทราฟฟิกในแนวแดนทำได้แม่นขึ้น

แนวสะพานมิตรภาพฯ ซึ่งเป็น “จุดบรรจบ” ของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่ลากข้ามพรมแดน กำลังถูก “ทำให้เรียวลง” (จาก 12 เหลือ 9 สายในสะพานที่ 1 และ 0 สายในสะพานที่ 2 ณ ขณะตรวจ) เพื่อลดจุดเสี่ยง—พร้อมคำสั่งทดสอบครอบคลุมสัญญาณถึงฝั่ง คิงส์โรมัน และ ท่าขี้เหล็ก ภายหลังการปรับปรุง

อีกฟากของชายแดน “1,598 ชีวิต” ที่บอกเราว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เทคนิค

ในเวลาใกล้เคียงกัน กัณวีร์ สืบแสง อดีต ส.ส. แสดงความห่วงกังวลผ่านสื่อสังคม ตั้งคำถามถึง การบริหารจัดการของรัฐบาลไทย ต่อชาวต่างชาติ 1,598 คน จาก 28 ประเทศ ที่หลบหนีจากเหตุปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน KK Park เมียวดี เข้าสู่ไทยตั้งแต่ปลายต.ค. โดยให้ข้อมูลว่า 12 วัน ผ่านไป คัดกรอง ~700 คน ส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง >700 คน, เข้าสู่กลไก NRM เพียง 18 คน, และเข้าสถานคุ้มครองในฐานะ เหยื่อการค้ามนุษย์ 5 คน (เวียดนาม 1, จีน 4)

คำถามหลักมีสองชั้น—ชั้นแรก คือรัฐไทยจะ “รีดข้อมูลโครงข่าย” จากกลุ่มนี้อย่างไรให้ได้มากที่สุดก่อนส่งกลับ เพื่อสาวไปถึง ขบวนการนำพา–ตัวการใหญ่–การฟอกเงิน ที่ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการกระจาย “แรงงานสแกมเมอร์” ไปยังพม่า–กัมพูชา–ลาว ชั้นถัดมา คือสมดุลระหว่าง ภาระมนุษยธรรม กับ ความมั่นคง–กฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศต้นทางยังไม่เร่งรับกลับ ขณะที่บางชาติอย่าง อินเดีย (465 คน) มีแผนรับกลับ 6 พ.ย.

เสียงเตือนของกัณวีร์โยงไปสู่บทเรียนอดีต—คดีโรฮิงญา ที่การปราบปรามครั้งใหญ่ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง–นักการเมืองถูกดำเนินคดีจำนวนมาก แต่ขบวนการยังไม่หมดไป “อย่าปล่อยให้เป็นงานชั่วคราว—ต้องเป็นระบบ” เขาระบุทิ้งท้าย พร้อมเสนอให้ “ไล่ย้อนจาก เส้นทางเงิน–บริษัทพัวพัน” บวกมาตรการ อายัด–ทลายเครือข่าย ควบคู่ไปกับการเร่ง NRM ให้ทำงานเต็มฟังก์ชัน

ภาพใหญ่เดียวกัน ดิจิทัลบอร์เดอร์ + NRM + ดี-ริสก์การเงินเครือข่าย

ปฏิบัติการตรวจเสา–จำกัดสัญญาณล้ำแดนคือ แนวป้องกันชั้นนอก ที่มุ่งตัด “แบนด์วิธ” ของอาชญากร แต่เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่อง ต้องมี สองฟันเฟืองเสริม
หนึ่ง—NRM และเครื่องมือกฎหมายพิเศษในการ คัดแยกเหยื่อ–ผู้เกี่ยวข้อง–ผู้กระทำผิด ให้ชัด (เพื่อคุ้มครองเหยื่อและใช้เป็นพยานเชิงเครือข่าย)
สองดี-ริสก์เส้นทางการเงิน อายัดทรัพย์–เครือข่ายฟอกเงิน–บริษัทหน้าฉาก และ เอกชน/ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ที่เอื้อให้โครงข่ายตั้งฐานได้

ตัวเลข 33–40 เมตร ของความสูงเสาเมื่อเทียบเกณฑ์ 15 เมตร ดูเป็นเรื่องวิศวกรรม แต่ความจริงคือ ปุ่มเปิด–ปิด” ความเสี่ยงทางอาชญากรรมที่อาจไหลข้ามแดนโดยไร้พรมแดนทางกายภาพ ขณะเดียวกัน ตัวเลข 1,598–700–18–5 เป็น คอขวดมนุษยธรรม–การข่าว–กฎหมาย” ที่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐไทยในการทำงานเชิงระบบ

Roadmap เชิงข้อเสนอ (บนฐานข้อมูลที่เปิดเผย)

  1. ทำแผนที่สัญญาณชายแดน (Border RF Heatmap) รายสัปดาห์ในจุดเสี่ยง—ผูกกับ SLA การแก้ไข ของผู้รับใบอนุญาตและรายงานผลสาธารณะ
  2. คณะทำงานร่วม “สัญญาณ–การเงิน” (กสทช.–ตำรวจ–AMLO) ไล่จับ จุดตัด ระหว่าง “ความผิดปกติของคลื่น/ทราฟฟิก” กับ “การเงินเครือข่าย” เพื่อเชื่อมคดี
  3. เร่งขยายศักยภาพ NRM ให้ “จำแนก–เก็บคำให้การ–เก็บดิจิทัลอีแวิดนซ์” ได้ไวขึ้น โดยคัดบางส่วนเป็น พยานความร่วมมือ (cooperating witnesses) เพื่อสาวเชิงลึกไปถึงตัวการ
  4. ความร่วมมือระหว่างประเทศ แบบเชิงรุก—ไม่รอเฉพาะการประสานของสถานทูต แต่ใช้กรอบทวิ/พหุภาคีด้าน ค้ามนุษย์–อาชญากรรมข้ามชาติ–ไซเบอร์ เร่งผลักดัน

ปิดคลื่น–เปิดข้อมูล

เมื่อชายแดนไม่ได้มีเพียงรั้วและแม่น้ำ แต่มี “คลื่นสัญญาณ” เป็นพรมแดนชั้นใหม่ การบังคับใช้กติกาเรื่อง ความสูง–ทิศ–องศา ของเสาส่งสัญญาณจึงเป็น มาตรการเชิงหลักการ ที่จับต้องได้และวัดผลได้เร็ว การที่ตำรวจภูธรภาค 5–6 และ กสทช. ลงมือ “จูนชายแดนดิจิทัล” อย่างจริงจังในเชียงราย–ตากสะท้อนความเข้าใจร่วมว่าต้อง ตัดทางโลจิสติกส์ของคลื่น” ควบคู่กับการ ตัดทางโลจิสติกส์ของมนุษย์–เงิน” ในเครือข่ายสแกมเมอร์

อย่างไรก็ดี ตัวเลข 1,598 คน จาก 28 ประเทศ ที่ไหลเข้ามาในช่วงเวลาอันสั้นคือคำเตือนว่า ปิดคลื่นอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เปิดข้อมูล”—กล่าวคือ รัฐต้อง รีดข้อมูล–สร้างแฟ้มเครือข่าย–อายัดเส้นทางเงิน–ปลดซัพพลายเชน ไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้วิกฤตวันนี้กลายเป็นวงจรซ้ำพรุ่งนี้

ชายแดนที่ปลอดภัยในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่แค่ รั้วสูง–น้ำเชี่ยว” แต่คือ สัญญาณเป็นระเบียบ–ข้อมูลเป็นระบบ–ความร่วมมือเป็นเครือข่าย” และนี่คือบททดสอบสำคัญที่ไทยกำลังก้าวผ่าน—ด้วยการลงมือแก้ทั้ง “เสา” และ “คน” ไปพร้อมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6
  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
  • ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • ตำรวจภูธรจังหวัดตาก/แม่สอด
  • กัณวีร์ สืบแสง (Kannavee Suebsang)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย เร่งเรือธง ผุด “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ-สำรวจสะพานแม่จัน วางแผนรับมือภัยพิบัติ

อบจ.เชียงรายเดินหน้าปฏิบัติการ “7 เรือธง” ด้านน้ำและคมนาคม สร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ–สำรวจสะพานแม่จัน วางระบบรับมือภัยพิบัติแบบบูรณาการ (PDOSS)

เชียงราย, 2 พฤศจิกายน 2568 — องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เร่งเครื่องนโยบาย “7 เรือธง” เน้นภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. ลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ หมู่ที่ 6 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย เปิดเวทีประชาคมชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพน้ำต้นทุนในชุมชน ควบคู่กับการขยายผล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ) ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 6 และ สะพานบ้านแม่เฟือง หมู่ที่ 5 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน โดยมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“การสร้างฝายแกนดินซีเมนต์และระบบกักเก็บน้ำขนาดเล็กเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชน เพราะน้ำคือหัวใจของการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก อบจ.เชียงรายพร้อมทำงานร่วมกับชลประทานและชุมชนทุกแห่ง เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอตลอดปี และสามารถรับมือภัยแล้งหรือน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ” — นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย

 “น้ำ–ทาง” สองเสาหลักของคุณภาพชีวิต ที่ต้องแก้แบบบูรณาการ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เมือง–ชนบทของเชียงรายเผชิญ “ความแปรปรวนด้านอุทกภัยและภัยแล้ง” ที่วนซ้ำเป็นวงจร ทั้งจากฝนทิ้งช่วงยาวในบางฤดูกาล และฝนตกหนักเฉียบพลันในบางห้วงเวลา ผลกระทบสะเทือนตั้งแต่ระดับครัวเรือน (น้ำอุปโภคบริโภคไม่พอเพียง น้ำบาดาลตื้นคุณภาพลดลง) ไปจนถึงระดับเศรษฐกิจฐานราก (ต้นทุนเกษตรสูง ผลผลิตผันผวน) ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม—โดยเฉพาะ “สะพานและทางผ่านลำห้วย” ในเขตพื้นที่เชื่อมต่อภูเขา–ที่ราบ—มักเป็นจุดเปราะบางต่อกระแสน้ำหลากและการกัดเซาะตลิ่ง

การเดินหน้าญัตติ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย โดยดึง PDOSS เป็นกรอบกลาง จึงมิใช่โครงการแบบ “จุด–จบ–จุด” แต่คือการวาง สถาปัตยกรรมการบริหารจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรน้ำ ที่เชื่อมโยงหน่วยงาน สะท้อนเสียงประชาชน และลงสู่การแก้ปัญหา “หน้าดินจริง–สะพานจริง–ลำห้วยจริง” เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เวทีประชาคมบ้านป่าอ้อ ฝายแกนดินซีเมนต์—เครื่องมือเล็กที่แก้โจทย์ใหญ่

สาระของโครงการ
ฝายแกนดินซีเมนต์ (cemented-soil core weir) เป็นโครงสร้างชลศาสตร์ขนาดเล็ก–กลาง ที่ใช้แกนดินผสมปูนซีเมนต์เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานต่อการรั่วซึม ช่วย “หน่วง–กัก–ชะลอ” การไหลน้ำในลำห้วยย่อย ยกระดับน้ำใต้วังน้ำ–แก้มลิงธรรมชาติ เพิ่ม น้ำต้นทุน” สำหรับระบบประปาหมู่บ้าน–การเกษตรแปลงเล็ก และช่วย ลดพีกน้ำหลาก ยามฝนหนัก จุดเด่นคือ คุ้มค่า–ดูแลรักษาง่าย–เข้ากับภูมิประเทศ และสามารถวางเป็น เครือข่ายหลายจุด เพื่อกระจายประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำ

การมีส่วนร่วม
การประชุมประชาคมครั้งนี้มี นายวัชระ ลิ้มวิเศษศิลป์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 1 และเจ้าหน้าที่ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิค ตั้งแต่ตำแหน่งร่องน้ำ การคำนวณระดับสันฝาย การกำหนดปริมาณระบายน้ำ (spillway) ไปจนถึงมาตรการดูแลรักษาหลังงาน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย—ตั้งแต่ผู้นำชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงกลุ่มสตรีและเยาวชน—ได้สะท้อนมุมมองต่อ ภาวะน้ำแล้งปลายฤดู–น้ำหลากช่วงมรสุม” ซึ่งเป็นวงจรที่ต้องปรับ โครงสร้าง” ให้เดินควบคู่ วินัยน้ำ” ของชุมชน

เป้าหมายที่ชัดเจน

  • เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตร
  • ลดโอกาสเกิดน้ำหลากเฉียบพลันที่กัดเซาะคันดิน–ตลิ่ง
  • เสริมความยืดหยุ่น (resilience) ให้ระบบน้ำระดับหมู่บ้าน
  • วางต้นแบบเพื่อขยายผลเครือข่ายฝายขนาดเล็กในลำห้วยข้างเคียง

ภาพรวมนี้เสริม ยุทธศาสตร์เรือธงด้านน้ำของ อบจ. ที่ต้องการเห็น “จุดหน่วงหลายจุด–เชื่อมทั้งลำห้วย” แทนการฝากความหวังกับโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว

 

PDOSS สู่พื้นที่จริง สำรวจสะพานแม่จัน—จากจุดเสี่ยงสู่แผนแก้ไขที่วัดผลได้

ในวันเดียวกัน คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย นำโดย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ร่วมกับ นายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภา อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน เพื่อตรวจสภาพสะพาน บ้านผาตั้ง (หมู่ที่ 6) และ บ้านแม่เฟือง (หมู่ที่ 5) จุดที่มีการใช้งานหนาแน่นเชื่อมหมู่บ้าน–แปลงเกษตร–สถานศึกษา และเคยรับแรงกดดันจากกระแสน้ำหลากในบางช่วงฤดู

กรอบการสำรวจ ประกอบด้วย

  • ตรวจสภาพโครงสร้างส่วนบน–ส่วนล่าง (พื้นสะพาน คาน เสา ตอม่อ)
  • ตรวจร่องรอยการกัดเซาะตลิ่ง–ฐานราก และการปะทะของท่อนซุง/วัสดุพัดพา
  • ประเมินทางน้ำไหลใต้สะพาน (hydraulic opening) เทียบกับปริมาณน้ำฝนหนัก
  • ฟังข้อมูลการใช้งานและอุบัติเหตุจากผู้นำชุมชน–ประชาชนในพื้นที่

หลักคิด PDOSS คือ “เห็น–รู้–ปฏิบัติ” ในสายเดียวกัน ตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การคัดลำดับความเสี่ยง การวางมาตรการแก้ไข (เสริมโครงสร้าง/ป้องกันตลิ่ง/ปรับปรุงทางระบายน้ำใต้สะพาน/ติดตั้งสัญญาณเตือน) ไปจนถึงการกำหนด ตัวชี้วัด เช่น ระยะเวลาปิด–เปิดใช้งานช่วงน้ำหลาก จำนวนเหตุสะดุดการสัญจร และระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ทาง

การเชื่อมโยง “น้ำ–คมนาคม–ความปลอดภัย” ทำไมต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

  1. น้ำหลาก–สะพาน หากไม่มีจุดหน่วง–กักต้นน้ำ กระแสน้ำหลากจะพุ่งเข้าจุดคอขวดใต้สะพาน เพิ่มแรงปะทะต่อโครงสร้างและกัดเซาะตลิ่ง การสร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” ช่วย “ปรับกราฟน้ำหลาก” ให้ต่ำลงและยืดระยะเวลาไหล ลดความเสี่ยงสะพาน
  2. น้ำแล้ง–เศรษฐกิจครัวเรือน น้ำต้นทุนที่เสถียรช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปาชุมชน/สูบน้ำ ลดต้นทุนเกษตร และปลดล็อกการปลูกพืชหลังนา สร้างรายได้แฝงในฤดูแล้ง
  3. คมนาคม–การเข้าถึงบริการสาธารณะ สะพานที่ปลอดภัยลดเวลาการเดินทาง เพิ่มการเข้าถึงโรงเรียน–สถานพยาบาล ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และลดต้นทุนขนส่งผลผลิตเกษตร—สะท้อนกลับเป็น “รายได้สุทธิ” ของครัวเรือน

กล่าวอย่างย่อ จุดหน่วงน้ำที่ดี + สะพานที่ปลอดภัย” = คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน และนี่คือเหตุผลที่ อบจ.เชียงราย เลือกเดินพร้อมกันทั้งสองขา ภายใต้เรือธง PDOSS

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ความต้องการที่ชัด–เงื่อนไขความสำเร็จที่จับต้องได้

ระหว่างเวทีประชาคม มีเสียงสะท้อน 3 มิติหลักที่สอดคล้องกัน ได้แก่

  • ความพอเพียงของน้ำตลอดปี ครัวเรือนต้องการความมั่นคงของน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเกษตร โดยเฉพาะปลายฤดูแล้งที่บ่อบาดาลตื้นแห้งเร็ว
  • ความปลอดภัยโครงสร้าง ผู้ใช้เส้นทางต้องการความมั่นใจช่วงฝนหนัก—ไม่ต้องลุ้นปิดสะพาน/ทางขาด
  • การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ชุมชนพร้อมร่วมดูแลฝาย/คู–ร่องน้ำ และเฝ้าระวังขยะ–เศษวัสดุที่กีดขวางทางน้ำ หากมีระบบ “อาสาสมัครน้ำ–สะพาน” ที่ชัดเจน

เงื่อนไขความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่ “งบ–แบบ–สเปก” เท่านั้น หากแต่รวมถึง การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) กลไกเฝ้าระวังชุมชน และ ฐานข้อมูลน้ำฝน–ระดับน้ำ ที่ชุมชนเข้าถึงได้ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นเรื่องของทุกคน

กรอบติดตาม–ประเมินผล (M&E) วัดผลให้ชัด เห็นผลให้เร็ว

เพื่อให้ประชาชนรับรู้ความก้าวหน้าของงาน อบจ.เชียงรายสามารถกำหนด ตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับชุมชนและชลประทาน อาทิ

  • ระยะเวลามีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องในฤดูแล้ง (วัน/ปี)
  • ระดับน้ำหลากสูงสุด (peak) ใต้สะพานในปีที่มีพายุฝนเทียบกับก่อนสร้างฝาย
  • จำนวนครั้งการปิดสะพาน/จำกัดการสัญจรต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินโครงสร้างเทียบปีก่อนหน้า
  • ความพึงพอใจของประชาชนต่อความมั่นคงน้ำ–ความปลอดภัยทางสัญจร

การสื่อสารตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างโปร่งใส จะ เปลี่ยนโครงการจาก “ความรู้สึกดี” เป็น “ผลลัพธ์จริง” และช่วยจัดลำดับความสำคัญการลงทุนในจุดเสี่ยงอื่น ๆ ต่อไป

มิติการขยายผล จากต้นแบบบ้านป่าอ้อ สู่เครือข่ายฝายขนาดเล็กทั้งลุ่มน้ำย่อย

หากต้นแบบบ้านป่าอ้อสัมฤทธิ์ผล อบจ.เชียงรายสามารถขยับสู่ เครือข่ายฝายแกนดินซีเมนต์หลายจุด” ตามแนวคิด หลายแกน–หลายจุด–มากผล” ในลำห้วยข้างเคียง โดยเดินคู่กับแผนบูรณะสะพาน–ป้องกันตลิ่งจุดเสี่ยงสำคัญในแม่จันและอำเภออื่น ๆ ทำให้ แผน PDOSS กลายเป็น โครงข่ายป้องกัน–หน่วง–ระบาย” ที่ทำงานสอดประสานในระดับพื้นที่จริง

ทำไม “โครงสร้างเล็ก–งบเหมาะ–ชุมชนมีส่วนร่วม” จึงตอบโจทย์ยุคความเสี่ยงสูง

  1. คุ้มค่าต่อหน่วยงบประมาณ โครงสร้างขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์เร็วกว่าโครงการใหญ่ที่ใช้เวลาศึกษา–ก่อสร้างนาน
  2. เสริมภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เมื่อฝนหนัก–แล้งยาวเกิดถี่ขึ้น เครือข่ายฝายช่วยหน่วง–เติมน้ำได้ยืดหยุ่น
  3. เสริมทุนสังคม การมีส่วนร่วมดูแล–เฝ้าระวังของชุมชน ทำให้โครงสร้างคงสภาพดี ลดค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินระยะยาว
  4. ข้อมูล–การเรียนรู้ ทุกจุดฝาย/สะพานคือ “สถานีเรียนรู้” ที่เก็บบทเรียน—นำไปสู่การปรับแบบที่เหมาะกับภูมิประเทศจริงของเชียงราย

 “น้ำมั่นคง–ทางปลอดภัย–ชุมชนเข้มแข็ง” ภายใต้ 7 เรือธง

การลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ–แม่จัน ในวันเดียวกัน สะท้อนภาพ บูรณาการบนดินจริง” ของ อบจ.เชียงราย ที่จับ “โจทย์น้ำ” และ “โจทย์ทาง” พร้อมกันในกรอบ PDOSS การผลักดัน ฝายแกนดินซีเมนต์ ไม่เพียงเพิ่มน้ำต้นทุน แต่ยังปรับเสถียรภาพทางชลศาสตร์เพื่อคุ้มครองสะพานและเส้นทางสัญจร ขณะที่การสำรวจสะพานอย่างเป็นระบบ จะต่อยอดสู่แผนเสริมความปลอดภัยที่วัดผล–สื่อสารได้

สาระสำคัญคือ การเดินงานต่อเนื่อง จากประชาคม–ออกแบบ–ก่อสร้าง–ดูแลรักษา–ติดตามประเมินผล—โดยมีประชาชน “ร่วมถือหางเสือ” เคียงข้างหน่วยงานรัฐ เมื่อทุกภาคส่วนเดินไปในทิศเดียวกัน น้ำ–ทาง–ชีวิต” ของเชียงรายจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็น ผลลัพธ์ของการออกแบบร่วมกัน

แก่นของ “7 เรือธง” จึงไม่ใช่คำขวัญ แต่คือ กลไกเปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงให้กลายเป็นความมั่นคง ด้วยโครงการที่พอเหมาะ พอดี พึ่งพาตนเองได้ และต่อยอดได้จริง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ (สรุปประเด็นสำคัญ)

  • 2 พ.ย. 2568 (เช้า–บ่าย) เวทีประชาคม บ้านป่าอ้อ หมู่ 6 ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย ชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์ รับฟังความเห็นประชาชนและข้อเสนอจาก สำนักงานชลประทานที่ 2
  • 2 พ.ย. 2568 (บ่าย–เย็น) คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ต.ป่าตึง อ.แม่จัน ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง (ม.6) และ สะพานบ้านแม่เฟือง (ม.5) ประเมินความเสี่ยง–กำหนดแนวแก้ไขเบื้องต้น
  • ระยะถัดไป จัดทำแบบ–ถอดรายการ–จัดลำดับความเร่งด่วน–กำหนด ตัวชี้วัด M&E ร่วมกับชุมชน และจัดตารางรายงานความคืบหน้าโปร่งใส

 

ข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงเชิงกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยอาศัยข้อมูลและถ้อยแถลงที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การนำเสนอเชื่อมโยง นโยบาย 7 เรือธง–กรอบ PDOSS–โครงสร้างฝายแกนดินซีเมนต์–การสำรวจสะพาน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ “เหตุ–ผล–ผลลัพธ์คาดหมาย” อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Soft Power เชียงราย แฟชั่นโชว์ผ้าไทย-ชาติพันธุ์ ดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

เชียงรายจุดประกายซอฟต์พาวเวอร์ชายแดน “Fashion on the Road” ครั้งที่ 3 โชว์ผ้าไทย–ชาติพันธุ์กว่า 200 ชุด เชื่อมดีไซน์–การค้า–ท่องเที่ยว ดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดโลก รับยุทธศาสตร์ NEC

เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามบ่ายปลายตุลาคม แสงแดดส่องทาบแนวสะพานพรมแดนไทย–เมียนมา อำเภอแม่สาย กลายเป็นรันเวย์กลางแจ้งที่ส่งเสียงของ “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ดังออกไปไกลกว่าขอบเขตจังหวัด เมื่อ จังหวัดเชียงราย จัดงาน “Fashion on the Road 3rd Chiang Rai Designer’s Competition” ครั้งที่ 3 อย่างคึกคัก โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแรงสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐท้องถิ่นและเครือข่ายเอกชน ทั้ง เทศบาลตำบลแม่สาย และ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ที่มาร่วมผลักดันผลงานผ้าไทย–ผ้าท้องถิ่นให้เดินหน้า “จากชุมชนสู่สากล” อย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจของงานในปีนี้คือ การประกวดและแฟชั่นโชว์กว่า 200 ชุด ที่นำผืนผ้าล้านนา–ชาติพันธุ์มาถักทอเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย โอบล้อมด้วยเสียงเชียร์จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่แวะเวียนมาชมแนวคิดสร้างสรรค์ริมเส้นทางการค้าชายแดน ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สื่อสารอัตลักษณ์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็น “ตลาดทดลอง” ให้ดีไซเนอร์และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ทดสอบรสนิยมผู้บริโภคจริงในพื้นที่ที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

เมื่อ “รันเวย์” ผสาน “การค้า” บนพรมแดน

เวลา 16.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2568 บริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สายเปลี่ยนโฉมเป็นเวทีสีสัน ผู้คนจากสองฟากชายแดนเบียดเสียดเข้ามาจับจองพื้นที่ชมแฟชั่นโชว์ที่ท้าทายความคิดเดิมเกี่ยวกับ “ผ้าไทย” และ “ผ้าท้องถิ่น” ชุดแล้วชุดเล่าถ่ายทอดความแยบยลของ เส้นฝ้าย–ไหม–กี่กระตุก ไปจนถึงผ้าลายชาติพันธุ์ที่ขับรายละเอียดด้วยการปัก การย้อม และการกรองริ้วผ้าสไตล์โมเดิร์น ดีไซเนอร์รุ่นใหม่สลับคิวกับนักออกแบบมืออาชีพทั้งไทยและต่างประเทศ ขณะที่เสียงบรรยายแนวคิดการออกแบบชี้ให้เห็นรากของภูมิปัญญาและเส้นทางต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผู้จัดงานเน้นย้ำ “บริบทชายแดน” ให้เป็นมากกว่าฉากหลัง ด้วยการจัดพื้นที่ “Chiang Rai Premium Market : มหกรรมสินค้าคุณภาพเชียงรายสู่ตลาดโลก” แบบคู่ขนาน รวมร้านค้าและผู้ผลิตจากกลุ่ม GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์), Chiang Rai Brand และกลุ่ม Wellness กว่า 100 บูธ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสและเลือกซื้อสินค้าจริง ขยับบทบาทแฟชั่นโชว์จากการสื่อสารแบรนด์สู่การสร้างรายได้ตรงหน้า—เงื่อนงำหนึ่งของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่จับต้องได้ทันที

ซอฟต์พาวเวอร์ที่มีฐานราก—จาก “ผืนผ้า” สู่ “โอกาส”

จังหวัดเชียงราย วางงานนี้ไว้ในเส้นทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC: Northern Economic Corridor) ที่เน้นย้ำการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม–สร้างสรรค์ ให้สอดรับศักยภาพท่องเที่ยว–การค้าชายแดน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมอีเวนต์ แต่เป็น เวทีประลองโมเดลธุรกิจสร้างสรรค์” ที่เชื่อม ดีไซน์–การผลิต–การจำหน่าย–การท่องเที่ยว เข้าไว้อย่างครบวงจร

ด้านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ งานยัง น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับอาชีพช่างฝีมือและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้ถูกตีความผ่านผลงานที่ “ใส่ได้จริง ขายได้จริง” ตั้งแต่เสื้อผ้าแนวเอนกประสงค์สำหรับเดินทาง จนถึงชุดร่วมสมัยที่ออกแบบสำหรับโอกาสพิเศษ—ลดช่องว่างระหว่าง “งานศิลป์บนรันเวย์” กับ “สินค้าเชิงพาณิชย์บนราวแขวน”

เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น 10+Wow Chiang Rai และบทบาท “พาณิชย์จังหวัด”

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย รับบท “พี่เลี้ยง” ในการเชื่อมโลกดีไซน์กับโลกธุรกิจ ผ่านแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” ที่ยกจุดแข็งสิบประการของจังหวัด—ประเพณีล้านนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าชาติพันธุ์ กาแฟ–ชา งานหัตถศิลป์–คหกรรม—มาออกแบบเป็น ประสบการณ์ มากกว่าการขาย “สินค้าเดี่ยว” ในงานปีนี้ “Wow” ถูกพัฒนาต่อเป็น “แพ็กเกจเชื่อมประสบการณ์” เช่น ชุดแฟชั่นจากลายผ้าชาติพันธุ์จับคู่กับแอ็กเซสซอรีงานเงิน–หวายสาน พร้อมคูปองส่วนลดคาเฟ่กาแฟเขตเมืองเก่าและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน—โมเดลที่ทำให้เงิน “ไหลลึก” จากโชว์สู่ร้านค้า–ครัวเรือนในพื้นที่

บูธ GI และ Chiang Rai Brand ทำหน้าที่เป็น “ตราประทับคุณภาพ” ให้สินค้าในสายตานักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างถิ่น ขณะเดียวกันยังเป็น เครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่น ให้ร้านค้าปลีกออนไลน์และตัวแทนจำหน่ายนอกจังหวัดเพื่อขยายตลาดหลังจบงาน นี่คือบทเรียนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์—มาตรฐานและการรับรอง คือภาษากลางที่ทำให้เรื่องเล่าท้องถิ่นแปลความเป็นมูลค่าในตลาดสมัยใหม่

แม่สาย พรมแดนที่เป็น “ตลาดทดสอบ” และเวที Soft Power ภาคเหนือ

การเลือกจัดงานที่ หน้าด่านพรมแดนแม่สาย ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างบรรยากาศ แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อให้ ผลงานดีไซน์ ได้ “สอบผ่าน” กับฐานลูกค้าที่หลากหลายทั้งภาษา–วัฒนธรรม–ความต้องการ ตั้งแต่นักเดินทางวันเดียว นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงผู้ประกอบการจากเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้ การขายจริง–ฟังจริง–ปรับจริง ที่หน้าด่านช่วยให้ดีไซเนอร์ จับสัญญาณตลาดแบบเรียลไทม์ ว่าดีเทล–แพตเทิร์น–โทนสีใด “ติดตลาด” และราคาใด “รับได้” ก่อนเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก

ในทางเศรษฐกิจมหภาค ช่วงไฮซีซันท่องเที่ยวปลายปี—ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าการบริโภคเอกชนขยายตัวและมาตรการภาครัฐช่วยหนุนกำลังซื้อ—ทำให้พื้นที่จัดงานมีโอกาสรับเม็ดเงินหมุนเวียนสูงขึ้นกว่าปกติ โดย แฟชั่น ทำหน้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ดึงผู้คน ขณะที่ Premium Market เปลี่ยน “ความสนใจ” ให้กลายเป็น “การซื้อจริง” ได้ในจุดเดียว

บทสะท้อนจากเวที อัตลักษณ์–ร่วมสมัย–ความยั่งยืน

แฟชั่นโชว์ปีนี้วางกรอบ สามคำหลัก ชัดเจน—อัตลักษณ์, ร่วมสมัย, ความยั่งยืน ผลงานหลายชุดเลือก เส้นใยธรรมชาติ และเทคนิคย้อมสีจากพืชท้องถิ่น ลดการใช้สารเคมี ขณะที่บางคอลเล็กชันทดลอง รีดีไซน์” (upcycle) เศษผ้า–ผ้าคงคลังให้เป็นงานชิ้นใหม่ ชี้ให้เห็นแนวโน้มตลาดแฟชั่นที่ผู้บริโภคคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้าน อัตลักษณ์ นักออกแบบหยิบลายผ้า–เอกลักษณ์ชาติพันธุ์มาเล่าใหม่อย่างเคารพบริบทชุมชนผ่านการร่วมงานกับกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ ช่วยให้รายได้กลับคืนสู่คนทำผ้าต้นน้ำ

มิติ ร่วมสมัย สะท้อนผ่านการวางแพตเทิร์นที่ “ใส่ได้จริงและทุกเพศ” (gender-inclusive) ตอบไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว–คนทำงาน–นักเรียน–นักศึกษา และผู้สูงวัยที่ต้องการความคล่องตัว—แนวทางที่เปิดประตูสู่ตลาดกว้างขึ้นกว่าการเน้นความงามบนเวทีเพียงอย่างเดียว

การบริหารจัดการงาน บูรณาการท้องถิ่น–เอกชน–ดีไซเนอร์

ความสำเร็จของงานเกิดจากการบูรณาการ สามฟันเฟือง คือ

  1. ภาครัฐท้องถิ่น (จังหวัดเชียงราย–เทศบาลแม่สาย–พาณิชย์จังหวัด) ทำหน้าที่ “อำนวยความสะดวก–กำกับมาตรฐาน–ประชาสัมพันธ์ภาพรวม”
  2. เอกชน–ผู้ประกอบการ ตั้งแต่โรงทอและกลุ่มหัตถกรรมจนถึงผู้จำหน่ายปลายทาง ร่วมออกบูธ สาธิต และทดลองตลาด
  3. นักออกแบบ–สถาบันการศึกษา เติมองค์ความรู้ด้านดีไซน์–การตลาด–ดิจิทัลคอมเมิร์ซ สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแฟชั่นท้องถิ่น

การจัดพื้นที่แบบ “โชว์–ขาย–เล่าเรื่อง” ในจุดเดียว ช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจ ที่มา–วัตถุดิบ–แรงบันดาลใจ ของแต่ละชุด ลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ และเปิดทางให้เกิด ออเดอร์แบบ B2B จากผู้ซื้อที่ต้องการคอลเล็กชันเฉพาะสำหรับรีสอร์ต–สปา–ร้านบูติก หรือกิจกรรมองค์กร

จาก “อีเวนต์” สู่ “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

งานปีนี้ตั้งอยู่บนเป้าหมาย สามชั้น
ชั้นที่หนึ่ง สร้างรายได้ทันทีแก่ผู้ประกอบการผ่านการจำหน่ายหน้างานและออเดอร์ล่วงหน้า
ชั้นที่สอง วางเครือข่ายความร่วมมือระหว่างดีไซเนอร์–ช่างทอ–โรงงานตัดเย็บ–ผู้ค้า เพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์หลังงาน
ชั้นที่สาม สร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ โดยอาศัยพื้นที่ชายแดนเป็น “หน้าต่าง” สื่อสารซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้เยือนหลากหลายสัญชาติ และปูทางการเข้าร่วมเวทีแฟชั่น–ไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาคในอนาคต

ในเชิงนโยบายท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่ “ห่วงโซ่คุณค่า” ได้รับคือ ช่างทอ–กลุ่มแม่บ้าน–เยาวชน มีแรงจูงใจสืบสานและพัฒนาอาชีพงานผ้า ด้านผู้ประกอบการได้ ต้นแบบสินค้า ที่ผ่านการทดสอบตลาดจริง ขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับ ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องเมืองเชียงราย มากกว่าสินค้าชิ้นเดียว—องค์ประกอบทั้งหมดขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

มองอย่างเป็นกลาง โอกาส–ความท้าทาย และการบ้านหลังเวที

แม้งานสะท้อนทิศทางบวก แต่ก็มี โจทย์เชิงโครงสร้าง ที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง

  • มาตรฐานคุณภาพและไซส์: หากต้องการขยายสู่ต่างจังหวัด–ต่างประเทศ จำเป็นต้องมีมาตรฐานไซซิงและคุณภาพผ้า–ตัดเย็บที่สม่ำเสมอเพื่อรองรับออเดอร์จำนวนมาก
  • ทรัพย์สินทางปัญญา: ลายผ้า–ลวดลายชาติพันธุ์ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิและจัดทำระบบอนุญาตใช้ลายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ชุมชนเสียเปรียบ
  • การเงิน–โลจิสติกส์: ผู้ประกอบการรายย่อยควรเข้าถึงเครื่องมือทางการเงิน (เช่น สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น) และบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งข้ามแดนที่ต้องอาศัยความเข้าใจข้อกำหนดประเทศเพื่อนบ้าน
  • การตลาดดิจิทัล: การต่อยอดยอดขายหลังงานต้องอาศัยช่องทางอีคอมเมิร์ซ–คอนเทนต์มัลติมีเดียและความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงวัฒนธรรมที่สื่อสารเรื่องราว “ทำไมต้องเชียงราย” ได้ชัดเจน

การบ้านที่ชัดเจนหลังเวที คือ การเก็บข้อมูลออเดอร์–ประเภทสินค้า–ช่วงราคาที่ขายได้ ตลอดจนฟีดแบ็กจากนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นฐานในการออกแบบคอลเล็กชันฤดูกาลหน้า และเพื่อประสานกับโครงการ NEC ในการจัดทำ “Design to Market” ที่ครบวงจรยิ่งขึ้น

น้ำหนักความสำคัญในข่าว จังหวัดเชียงราย 50% | ภาคเหนือ 30% | ประเทศไทย 20%

บทวิเคราะห์นี้ให้สัดส่วนความสำคัญกับ เชียงราย เป็นหลัก ผ่านการเจาะกลไกการจัดงานที่หน้าด่านแม่สาย ผลต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น และการบ้านหลังงาน ตามด้วยบริบท ภาคเหนือ ที่ตอกย้ำศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปิดท้ายด้วยภาพ นโยบายส่วนกลาง ที่เป็นกรอบสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ฐานรากช่วงไฮซีซัน

เวทีชายแดนที่ “เชื่อมโลก” ด้วยผืนผ้า

“Fashion on the Road” ครั้งที่ 3 ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ริมพรมแดน หากแต่เป็น ห้องทดลองนโยบายสาธารณะ ที่เอาคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ออกจากหน้ากระดาษแล้วแปลงเป็น รายได้–อาชีพ–ความภาคภูมิใจ ของผู้คนในชุมชน งานแสดงให้เห็นว่าผ้าไทย–ผ้าชาติพันธุ์สามารถยืนข้างแฟชั่นร่วมสมัยอย่างสง่างาม และเมื่อจับคู่กับตลาดชายแดนที่มีชีพจรทางการค้าสูง ก็กลายเป็น สะพานเศรษฐกิจ ที่พาผู้ประกอบการเชียงรายเดินจาก “ของดีบ้านเรา” ไปสู่ “สินค้าคุณภาพที่โลกต้องการ”

ความต่อเนื่องคือคำสำคัญ—หากจังหวัดและหน่วยงานคู่ขับเคลื่อนรักษาความสม่ำเสมอของงาน สร้างฐานข้อมูลตลาด และสนับสนุนมาตรฐาน–ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง เวทีริมพรมแดนแห่งนี้จะเติบโตจาก “งานอีเวนต์” เป็น แพลตฟอร์มถาวรของอุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างสรรค์เชียงราย ที่ยืนได้ด้วยตัวเองบนเวทีภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

คุรุสภายกเลิกสอบ “วิชาเอก” คงเหลือสอบ “วิชาครู” เร่งป้อนกำลังคนเข้าสู่วิชาชีพ

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • ประชาชนเรียกร้องเร่งด่วนที่สุด: ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย-ใช้ได้จริง (44.27%), ลดค่าใช้จ่ายให้เรียนฟรีจริงถึง ม.6 (44.05%), เน้นทักษะกับงานจริง (37.86%), ยกระดับความเท่าเทียม (35.95%)
  • ลดภาระครูคือคันโยกใหญ่: 57.40% มองว่าครูมีภาระงานที่ไม่ใช่งานสอนมากเกินไป และกว่า 80% เชื่อว่าการลดภาระช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริง
  • ก.ค.ศ. ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ: ยึด “ผลงานเชิงประจักษ์” แทนงานวิจัยในหลายกรณี, ยกระดับกระบวนการประเมินผ่านระบบ DPA, กำหนดมาตรฐานงานวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษให้พิมพ์ในวารสารที่มี peer-review
  • TRS ยืดหยุ่น-ลดต้นทุน: เปิดให้ระบุได้ 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ลดค่าใช้จ่ายเอกสารรวมครูราว 14–21 ล้านบาท/ปี
  • คุรุสภา “ยกเลิกสอบวิชาเอก”: คงสอบเฉพาะ “วิชาครู”, เปิด “7 โมดูล” ขอ P-License ชั่วคราวให้ครูใหม่เข้าสู่ระบบเร็วขึ้น แต่ต้องออกแบบการเปลี่ยนผ่านให้เป็นธรรมต่อผู้ที่เคยสอบผ่านเกณฑ์เดิม

ปฏิรูปการศึกษาไทยเร่งเครื่อง นิด้าโพลชี้ “หลักสูตรล้าสมัย–ค่าใช้จ่ายแฝง” ขณะแกนกลางนโยบายขยับพร้อมกัน—ก.ค.ศ. ลดภาระครู–ยกระดับวิทยฐานะเชิงประจักษ์ คุรุสภายกเลิกสอบวิชาเอก จัด 7 โมดูล P-License

ประเทศไทย, 30 ตุลาคม 2568 — เสียงประชาชนต้องการ “ปรับหลักสูตร–ลดค่าเทอม” ทำทันที มากกว่า 44% สอดรับมติสำคัญ 30 ต.ค. 2568 ที่ขยับทั้งสมรรถนะครู ระบบย้ายครู และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แนวทางใหม่ถูกยกให้ลดภาระและเพิ่มความคล่องตัว แต่สังคมยังถกเถียงเรื่องมาตรฐานทางวิชาการและมาตรการเยียวยาผู้ที่ผ่านการสอบวิชาเอกเดิม

 สัญญาณการปฏิรูปการศึกษาไทยเดินหน้าเป็นรูปธรรม เมื่อผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดย “นิด้าโพล ร่วมกับ Thailand Education Partnership (TEP)” ระหว่างวันที่ 17–21 ตุลาคม 2568 ชี้ชัด “หลักสูตรไม่ทันสมัย” และ “ขาดทักษะทำงาน” เป็นปัญหาเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เร่งเครื่องสองแนวรุกพร้อมกัน—คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปรับเกณฑ์วิทยฐานะแบบยึดผลงานเชิงประจักษ์และลดภาระเอกสาร พร้อมยกระดับระบบย้ายครู (TRS) ให้ยืดหยุ่น ส่วนคุรุสภา “ยกเลิกสอบวิชาเอก” คงเฉพาะ “วิชาครู” และจัดหลักสูตร 7 โมดูลเพื่อขอใบอนุญาตชั่วคราว (P-License) เพื่อเปิดทางให้ครูรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบเร็วขึ้น

เสียงของประชาชนต่อการศึกษาไทย

ผลสำรวจ “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คนทั่วประเทศ สะท้อนภาพความคาดหวังที่ชัดเจนต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 49.31 (2) หลักสูตรขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์สำหรับการทำงานจริง ร้อยละ 48.09 และ (3) ความปลอดภัยในโรงเรียน (บูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร) ร้อยละ 38.78 ขณะเดียวกัน ประเด็น “คุณภาพโรงเรียน/ครูไม่เท่ากัน” (ร้อยละ 37.33) และ “เรียนฟรีไม่มีจริงเพราะมีค่าใช้จ่ายแฝง” (ร้อยละ 31.30) ถูกยกเป็นปัญหาหนักต่อความเสมอภาคและภาระครัวเรือน

สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำ “ทันที” สะท้อนความเป็นรูปธรรมสองด้าน ได้แก่ “ปรับหลักสูตร–การเรียนรู้ให้ทันสมัย ใช้ได้จริง” ร้อยละ 44.27 และ “ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ให้เรียนฟรีจริงถึง ม.6” ร้อยละ 44.05 ตามด้วย “เน้นฝึกทักษะเพื่อการทำงานจริง” ร้อยละ 37.86 และ “เพิ่มโอกาส–ความเท่าเทียมทางการศึกษา” ร้อยละ 35.95 ประชาชนกว่าร้อยละ 80 เชื่อว่าการลดภาระงานที่มิใช่งานสอนของครูจะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา โดยร้อยละ 55.19 ระบุ “ช่วยได้มากแน่นอน” และร้อยละ 25.50 ระบุ “ค่อนข้างช่วยได้”

ด้านความรู้สึกต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาการศึกษา สังคมยัง “หวังแบบระแวดระวัง” ร้อยละ 30.84 ระบุ “กังวลแต่ยังมีความหวัง” ขณะที่ร้อยละ 25.11 ระบุ “ไม่กังวลแต่ไม่มีความหวัง” และร้อยละ 21.99 ระบุ “ไม่กังวลและมีความหวัง” สัญญาณนี้ชี้ว่าประชาชนพร้อม “ให้โอกาส” แต่จะติดตาม “ผลลัพธ์จริง” อย่างใกล้ชิด

มติก.ค.ศ.—วิทยฐานะเชิงประจักษ์ ลดภาระงานครู และ TRS ยืดหยุ่น

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมก.ค.ศ. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีมติสำคัญเพื่อลดภาระงาน บูรณาการเกณฑ์วิทยฐานะให้ยึด “ผลการปฏิบัติหน้าที่/ผลงานเชิงประจักษ์” เป็นฐานหลัก มากกว่าการ “ผลิตงานวิจัย” เป็นรายชิ้น ดังสรุปสาระสำคัญดังนี้

  • โครงสร้างผลงานทางวิชาการ แบ่ง 2 ประเภท ได้แก่ (1) รายงานการสร้าง/พัฒนานวัตกรรมเชิงประจักษ์ และ (2) รายงานการวิจัย (กรณีทำร่วมต้องมีส่วนร่วม ≥60%)
  • วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ หากเสนอเป็นงานวิจัย ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่าน peer-review ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 1 หรือ 2 หรือฐานข้อมูลวิชาการนานาชาติ
  • ระบบประเมินด้านที่ 3 (ผลงานทางวิชาการ) ผ่าน DPA ปรับกระบวนการเป็นความลับ โปร่งใส และมีคณะกรรมการ 3 คน พร้อมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • วันมีผลใช้บังคับ ส่วนใหญ่ (ว 9–11/2564 และ ว 18/2567) เริ่ม 16 พฤษภาคม 2569 ส่วนการแก้ไข ว 12/2564 เริ่ม 1 ธันวาคม 2568 โดยคำขอที่ยื่นไปก่อนยังให้เดินตามหลักเกณฑ์เดิมจนแล้วเสร็จ

ขนานไปกับเกณฑ์วิทยฐานะ ก.ค.ศ. เห็นชอบแนวทางพัฒนา ระบบย้ายครู TRS ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มโอกาสการย้าย ลดต้นทุนเอกสาร และจัดคนให้เหมาะสมกับงานมากขึ้น โดยปรับ “ความยืดหยุ่นของตำแหน่งว่าง” จากเดิม 1 วิชาเอก/อัตราว่าง เป็น “ระบุกลุ่มวิชา/ทาง/สาขาวิชาเอก” ได้สูงสุด 3 สาขา/อัตราว่าง ช่วยให้โรงเรียนเติมเต็มครูครบชั้น ครบวิชา สอดรับบริบทพื้นที่ นอกจากนี้ การทำคำร้องย้ายกว่า 70,000 คำร้อง/ปี จะลดค่าใช้จ่ายรวมราว 14–21 ล้านบาท/ปี จากการใช้ดิจิทัลสนับสนุนแทนเอกสารแบบเดิม

ในเชิงนโยบาย มติก.ค.ศ. สอดรับผลสำรวจที่สะท้อนว่าครู “แบกภาระงานนอกสอนมากเกินไป” (ร้อยละ 57.40) โดยการปรับเกณฑ์และระบบงานบุคคลที่ยึด “ผลงานจริง” และ “การใช้เทคโนโลยี” อาจช่วยคืนเวลาให้ครูได้โฟกัสกับการสอนและพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น

มติคุรุสภา—ยกเลิกสอบวิชาเอก คงเฉพาะ “วิชาครู” และ 7 โมดูล P-License

ในวันเดียวกัน คุรุสภามีมติซึ่งถือเป็น “การปรับเชิงระบบ” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดย ยกเลิกการสอบวิชาเอก และคงไว้เฉพาะการสอบ “วิชาครู” มีผลตั้งแต่สนามสอบเดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เหตุผลสำคัญคือการลดภาระผู้เข้าสอบและทำให้การทดสอบ “ตรงประเด็น” มากขึ้น ในขณะที่มาตรฐานความรู้วิชาเอกให้พึ่งพา “ระบบประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย” ภายใต้กำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และการคัดกรองภายหลังผ่านสนามสอบบรรจุครูผู้ช่วย

ควบคู่กัน คุรุสภาจะจัดทำ หลักสูตร “7 โมดูล” เพื่อขอ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) ซึ่งเป็นใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับผู้จบหลักสูตรที่คุรุสภารับรองแล้วแต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทดสอบสมรรถนะ ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดทางวิชาชีพครูรุ่นใหม่” ให้เข้าสู่ห้องเรียนเร็วขึ้น สอดรับโจทย์ความขาดแคลนครูในบางกลุ่มวิชา และใช้ช่วงเวลาปฏิบัติการเป็น “สะพาน” เตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอใบอนุญาตถาวร

มติดังกล่าวตามมาด้วยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ และการรับรองคุณวุฒิ/หลักสูตรของสถาบันการศึกษาจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตครูสอดคล้องกับทิศทางใหม่ทั้งเชิงมาตรฐานและตลาดแรงงาน

ปฏิกิริยาและข้อถกเถียง มาตรฐาน–ความเป็นธรรม–การเยียวยา

แม้มติ “ยกเลิกสอบวิชาเอก” จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เห็นว่าช่วยลดภาระและซ้ำซ้อนของระบบเดิม แต่แรงสะท้อนจากผู้เข้าสอบบางรุ่น—โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านวิชาเอกมาแล้ว (“รุ่น 66”)—สะท้อน “ความค้างคาใจ” และคำถามเรื่องความเสมอภาคของผู้ที่ลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการสอบเดิม ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพครูอย่าง รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ก็ชี้ให้เห็น “เหตุผลด้านสมรรถนะวิชาชีพ” ว่าความรู้เฉพาะทางของวิชาเอกเป็นรากฐานที่จะส่งผลต่อคุณภาพการสอนและผลลัพธ์ผู้เรียน จึงควรมีระบบประกันคุณภาพที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับ

ในเชิงนโยบาย คำถามที่ท้าทายมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. มาตรฐานทางวิชาการ: เมื่อ “วิชาเอก” ไม่ใช่สนามสอบกลาง สิ่งทดแทนคืออะไร?—คำตอบหนึ่งคือ “ระบบประกันคุณภาพมหาวิทยาลัย” และ “สนามบรรจุครูผู้ช่วย” จะต้องเข้มข้น โปร่งใส และอธิบายได้ว่าควบคุมคุณภาพเชิงเนื้อหาเพียงพอ
  2. ความเป็นธรรมและการเยียวยา: กลุ่มที่ผ่านวิชาเอกเดิมควรได้รับการชดเชยหรือเทียบโอนคุณค่า (recognition) อย่างไร เพื่อไม่ให้ “ภาระที่ได้จ่ายไปแล้ว” กลายเป็น “ต้นทุนจม” ทางนโยบาย
  3. การสื่อสารสาธารณะ: เมื่อสังคม “กังวลแต่ยังมีความหวัง” ภาครัฐจำเป็นต้องจัดทำคำอธิบายนโยบายอย่างเป็นระบบ มี “ไทม์ไลน์–คู่มือ–FAQ” ที่ตอบคำถามเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษาปรับตัวทันเวลา

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)

  • ครูในระบบ: การประเมินวิทยฐานะที่ยึด “ผลงานเชิงประจักษ์” ช่วยเปิดพื้นที่ให้ครูที่ทำงานกับผู้เรียนจริงได้สะท้อนคุณค่าการทำงานผ่านนวัตกรรมชั้นเรียน/การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน แทนการต้องจัดทำงานวิจัยรูปแบบเดิม ลดภาระงานเอกสาร และทำให้ “เวลาสอน” กลับมาเป็นหัวใจ
  • ครูรุ่นใหม่/ผู้จบใหม่: การมี P-License 7 โมดูล ทำให้เข้าสู่ระบบงานสอนได้เร็วขึ้น มีเวลาพัฒนาทักษะบนเวทีจริง แต่ต้องแลกกับวินัยตนเองในการสะสมสมรรถนะเพื่อขอใบอนุญาตถาวรในอนาคต
  • มหาวิทยาลัย/สถาบันผลิตครู: บทบาท “แนวหน้า” ด้านประกันคุณภาพความรู้วิชาเอกจะเพิ่มขึ้น ต้องทำให้มาตรฐาน หลักสูตร และการประเมินผล “ตรวจสอบได้–เปรียบเทียบกันได้” และสอดรับตลาดแรงงาน
  • ผู้ปกครอง/นักเรียน: คาดหวัง “คุณภาพในห้องเรียน” ที่สัมผัสได้—ความปลอดภัย บรรยากาศการเรียนรู้ และทักษะเพื่ออนาคต ขณะเดียวกันยังหวังให้รัฐลดค่าใช้จ่ายแฝงเพื่อทำให้ “เรียนฟรี” เป็นจริงมากขึ้น
  • ผู้กำหนดนโยบาย: ต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ลดภาระ” กับ “คงมาตรฐาน” พร้อมระบบติดตามประเมินผล (M&E) ที่วัดผลลัพธ์จริงของผู้เรียนและโรงเรียน และมีฐานข้อมูลสาธารณะให้ตรวจสอบได้

ความเสี่ยง–โอกาส และตัวชี้วัดความสำเร็จ

โอกาส ของแพ็กเกจปฏิรูปคือการทำให้ “เวลาและแรงครู” กลับคืนสู่ห้องเรียน ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เน้นทักษะ และขยายโอกาสการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม หากทำสำเร็จ สังคมจะเห็นคุณภาพผู้เรียนที่ “ใช้การได้จริง” ในตลาดแรงงาน พร้อมการลดภาระทางการเงินของครัวเรือน

ความเสี่ยง อยู่ที่ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” หากมาตรการรองรับไม่ชัดเจน อาจเกิดความสับสนในสนามสอบและการรับรองคุณวุฒิ ผลักภาระไปยังสถาบันผลิตครูโดยขาดทรัพยากรสนับสนุน และเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ปฏิบัติตามกติกาเดิมแล้วผ่านเกณฑ์ไปก่อนหน้า

ตัวชี้วัด ที่ควรถูกติดตาม ได้แก่

  • เวลาเฉลี่ยที่ครูใช้กับงานสอน/เตรียมสอนต่อสัปดาห์ (ควรเพิ่มขึ้น)
  • สัดส่วน/ตัวอย่าง “ผลงานเชิงประจักษ์” ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ผู้เรียน (เช่น อัตราการอ่านออกเขียนได้ ระดับชั้นประถม การคิดวิเคราะห์ระดับมัธยม และทักษะอาชีพ/ดิจิทัล)
  • อัตราการย้ายครูที่ตอบโจทย์ “ครบชั้น–ครบวิชา” ภายในจังหวัด/เขต และความพึงพอใจของครูต่อระบบ TRS
  • ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของครัวเรือน (ค่าใช้จ่ายแฝง) และดัชนีความปลอดภัยในโรงเรียน
  • คุณภาพผลการเรียนรู้ที่วัดด้วยการประเมินภายนอกและเส้นทางสู่อาชีพหลังจบการศึกษา

สิ่งที่ต้องจับตา (What to Watch)

  1. คู่มือ–แนวปฏิบัติ–FAQ: ศธ./ก.ค.ศ./คุรุสภาจะสื่อสารชุดเอกสารอธิบายนโยบายอย่างละเอียดทันเวลาเพียงใด
  2. มาตรการเยียวยา/เทียบโอน: จะมีรูปแบบการรับรองคุณค่าแก่ผู้ที่สอบวิชาเอกผ่านแล้วอย่างไร
  3. ความเข้มแข็งของระบบประกันคุณภาพมหาวิทยาลัย: จะตอบโจทย์มาตรฐานความรู้วิชาเอกให้สังคมเชื่อมั่นได้แค่ไหน
  4. หลักสูตร 7 โมดูล P-License: เนื้อหา–กลไกประเมิน–คุณภาพการนิเทศภาคสนาม เพียงพอหรือไม่
  5. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ผู้เรียน: ภาคนโยบายจะรายงานข้อมูลผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ต่อสาธารณะเป็นระยะอย่างไร

ผลสำรวจสะท้อน “ความต้องการที่ชัดเจน” ของประชาชนให้รัฐ “ปรับหลักสูตร–ลดค่าใช้จ่าย” และ “คืนเวลาให้ครูได้สอน” มติของก.ค.ศ. และคุรุสภาในวันเดียวกันจึงถือเป็นการ “ล็อกทิศ” จากระบบเดิมที่พึ่งพาเอกสารและเส้นทางสอบหลายด่าน ไปสู่ระบบที่ยึด “ผลงานในห้องเรียนจริง” และ “การรับรองคุณภาพโดยสถาบันผลิตครู” อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์เดิม สื่อสารอย่างโปร่งใส และวัดผลด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์ผู้เรียนที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่า “ลดภาระ” แล้ว “คุณภาพดีขึ้นจริง” ตามที่ประชาชนคาดหวัง

สถิติสำคัญจากผลสำรวจ (คัดประเด็น)

  • ปัญหาเร่งด่วน: หลักสูตรล้าสมัย 49.31% | ขาดทักษะทำงานจริง 48.09% | ความปลอดภัยในโรงเรียน 38.78%
  • สิ่งที่อยากให้ทำทันที: ปรับหลักสูตร–ใช้ได้จริง 44.27% | ลดค่าใช้จ่าย–เรียนฟรีจริงถึง ม.6 44.05% | เน้นฝึกทักษะเพื่อการทำงาน 37.86%
  • ภาระครู: ประชาชน 57.40% เห็นว่าครูมีภาระงานอื่นมากเกินไป | กว่า 80% เชื่อว่าลดภาระช่วยคุณภาพการศึกษา
  • ความรู้สึกต่อรัฐบาล: “กังวลแต่ยังมีหวัง” 30.84% | “ไม่กังวลแต่ไม่มีความหวัง” 25.11% | “ไม่กังวลและมีความหวัง” 21.99%
  • TRS และต้นทุน: คำร้องย้ายเฉลี่ย ~70,000 เรื่อง/ปี | ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ~14–21 ล้านบาท/ปี หลังใช้ดิจิทัล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership – TEP
  • กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
  •  คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.
  • รศ.ดร.สมบัติ นพรัก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News