Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จากห้องเรียนสู่เวทีโลก! อาชีวะเชียงรายใช้เทคนิคแกะโฟมจำลองสนามจริง ก่อนลุยชิงแชมป์หิมะที่จีน

อาชีวะเชียงรายปั้น “ช่างฝีมือระดับสูง” ลุยศึกแกะสลักหิมะโลก ณ ฮาร์บิน ใช้ “โฟม” จำลองสมรภูมิหนาว – จากห้องเรียนสู่เวทีนานาชาติ

เชียงราย, 21 ธันวาคม 2568 – เมื่อพูดถึง “หิมะ” เมืองเชียงรายอาจไม่มีเกล็ดหิมะโปรยปรายเหมือนในภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่ในห้องปฏิบัติการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เยาวชนอาชีวะกำลังฝึกฝนทักษะเฉพาะทางที่ต้องใช้ในสภาพอากาศติดลบหลายสิบองศาเซลเซียส ห่างออกไปกว่าพันกิโลเมตร ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ภายใต้การนำของ ดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการฯ กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ช่างฝีมือระดับสูงสู่เวทีโลก” ด้วยการจัดโครงการฝึกอบรม “การแกะสลักโฟม–น้ำแข็ง จำลองสถานการณ์การแกะสลักน้ำแข็งจากหิมะ” ระหว่างวันที่ 12–14 ธันวาคม 2568 เพื่อเตรียมทีม “Fighting frost TH” ตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติระดับมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 18 (International Collegiate Snow Sculpture Contest: ICSSC 2026) ณ เมืองฮาร์บิน ช่วงต้นเดือนมกราคม 2569

เบื้องหลังการฝึกอบรม 3 วันไม่ใช่เพียงคาบเรียนเสริมทักษะ แต่คือกระบวนการ “จำลองสนามจริง” ตั้งแต่การออกแบบ การบริหารเวลา ไปจนถึงการทำงานภายใต้แรงกดดันทั้งทางกายภาพและจิตใจ เพื่อให้เยาวชนอาชีวะไทยพร้อมเผชิญสมรภูมิหิมะที่แท้จริง

จากเมืองร้อนสู่เมืองหิมะ ทำอย่างไรให้เด็กไทยแกะสลักหิมะได้

ข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทยคือ เป็นประเทศเขตร้อน ไม่มีหิมะธรรมชาติให้ฝึกซ้อม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายจึงใช้ “โฟมอุตสาหกรรมความหนาแน่นสูง” เป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน ผ่านรายวิชา “การแกะสลักโฟม” (รหัสวิชา 2307 9012) ปรับรูปแบบการเรียนให้ตอบโจทย์การแข่งขันแกะสลักหิมะโดยตรง

โฟมแต่ละก้อนถูกออกแบบให้มีขนาดและปริมาตรใกล้เคียงกับบล็อกหิมะอัดแน่นที่ใช้จริงในสนามฮาร์บิน นักศึกษาเรียนรู้เทคนิคการลบเนื้อวัสดุ (Subtractive Sculpture) การคำนวณสัดส่วน และการคุมสมดุลน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกร้าวหรือพังถล่มของชิ้นงาน ซึ่งในสนามจริงอาจหมายถึงการ “ตกรอบ” ทั้งทีมภายในเวลาไม่กี่นาที

เพื่อให้การฝึกมีความใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด วิทยาลัยฯ เชิญ นายสุพัฒน์ ปักกาโต ผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะสลักโฟม–น้ำแข็ง และ นายศิวาวุธ แสงสวาสดิ์ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษจากสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน มาร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ตรง ทั้งเรื่องเทคนิคเครื่องมือ การวางโครงสร้างภายในชิ้นงาน ตลอดจนสภาวะการทำงานในอุณหภูมิติดลบ ที่ต้องสลับการทำงานและพักร่างกายอย่างมีวินัย

โครงการทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ดร.อรพิน ดวงแก้ว ที่วางแนวทางชัดเจนว่า การพัฒนาทักษะต้อง “เริ่มจากสถานศึกษาท้องถิ่นแต่ไปจบที่เวทีโลก” ผ่านการบูรณาการระหว่างสองแผนกหลัก ได้แก่

  • แผนกวิชาการออกแบบ นำโดย นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ดูแลโครงสร้าง รูปทรง และมิติทางศิลปะ
  • แผนกวิชาวิจิตรศิลป์ นำโดย นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง รับผิดชอบด้านองค์ประกอบทัศนศิลป์และความละเอียดของผลงาน พร้อมทำหน้าที่ผู้ควบคุมทีมแข่งขัน

การทำงานข้ามสาขาเช่นนี้ ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ใช่แค่ “สวยงาม” แต่ยังมีความแข็งแรงทางวิศวกรรม รองรับสภาพการแกะสลักบนก้อนหิมะจริงขนาดประมาณ 3×3×3 เมตร ที่มีน้ำหนักหลายตัน

รู้จัก “Fighting frost TH” – เยาวชนเชียงรายที่แบกธงไทยขึ้นสู่สนามโลก

ทีม Fighting frost TH ประกอบด้วยนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) แผนกวิชาวิจิตรศิลป์ จำนวน 4 คน ซึ่งล้วนเติบโตมาจากภูมิหลังที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันด้วยศิลปะและเมืองเชียงราย ได้แก่

  1. นางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม (น้องหยวย) จากบ้านถ้ำ อำเภอแม่สาย พื้นที่ชายแดนที่ผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม
  2. นางสาวมริสา แบแจกู่ (น้องเฟิร์น) จากบ้านปางขอน อำเภอเมืองเชียงราย แหล่งปลูกกาแฟชื่อดังบนพื้นที่สูงของจังหวัด
  3. นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพู (น้องมิ้ว) จากตำบลดอยลาน อำเภอเมืองเชียงราย
  4. นางสาวจิรปรียา ยานะนวล (น้องการ์ตูน) จากตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย

เชียงรายในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” ของยูเนสโก เป็นฉากหลังสำคัญของการเติบโตทางศิลปะให้กับเยาวชนทั้งสี่คน พื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยแกลเลอรี ศิลปินร่วมสมัย และประเพณีท้องถิ่น ได้กลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่หล่อหลอมให้พวกเขากล้าที่จะฝันไกลออกไปนอกเหนือจากขอบเขตจังหวัด

นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูผู้ควบคุมทีม บอกเล่าผ่านเวทีอบรมว่า จุดแข็งของทีมนี้ไม่ใช่แค่ “ฝีมือ” แต่คือความรับผิดชอบและวินัยในการฝึกซ้อมต่อเนื่อง แม้จะต้องฝึกในเวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด นักศึกษายังพร้อมเต็มที่ เพราะรู้ว่าบนเวทีฮาร์บิน ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจทำให้ทีมไทยเสียโอกาสสำคัญ

ปลากัดและบัวสี่เหล่า” – ศิลปะบนหิมะที่เล่าเรื่องอาชีวะไทย

ผลงานที่ทีม Fighting frost TH เลือกนำเสนอในการแข่งขัน ใช้แนวคิดหลักว่า
สร้างฝันด้วยหิมะ จุดประกายอนาคตด้วยสติปัญญา”

รูปแบบชิ้นงานเป็น ปลากัดไทย ว่ายวนอยู่บนลูกโลก ประดับด้วย ดอกบัวสี่เหล่า ที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นจากผืนน้ำ แนวคิดนี้มีชั้นเชิงทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงศิลปะ

  • ปลากัด สื่อถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีทั้งความงดงามและความแข็งแกร่ง เป็นภาพแทนเยาวชนอาชีวะที่ต้อง “สู้ไม่ถอย” ในสนามแข่งขันต่างแดน
  • ลูกโลก สะท้อนเวทีโลกและยุคโลกาภิวัตน์ ที่ความรู้และทักษะแพร่กระจายอย่างไร้พรมแดน เยาวชนจากเมืองชายขอบอย่างเชียงรายสามารถก้าวขึ้นไปเล่นบนเวทีเดียวกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก
  • บัวสี่เหล่า ใช้สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาอธิบาย “ลำดับขั้นของการเรียนรู้” ตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ไปจนถึงผู้ที่พร้อมเบ่งบานเหนือผืนน้ำ เปรียบเทียบกับเส้นทางการศึกษาของนักเรียนอาชีวะที่ค่อย ๆ สั่งสมทักษะ จากห้องเรียนสู่การเป็น “ฝีมือชน”

ในเชิงเทคนิค การแกะสลักปลากัดให้มีครีบพลิ้วไหว และบัวที่ซ้อนชั้นกันอย่างประณีต ถือเป็นโจทย์ยากบนวัสดุหิมะที่เปราะและแตกหักได้ง่าย ทีมจึงต้องออกแบบโครงสร้างภายในอย่างรอบคอบ เพื่อให้สัดส่วนทุกส่วนรองรับน้ำหนักกันได้จริง ไม่เพียงแต่สวยในภาพสเก็ตช์

 

อาชีวะไทยบนเวทีฮาร์บิน: ความต่อเนื่องของ “มาตรฐานแชมป์”

การแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติที่เมืองฮาร์บิน เป็นหนึ่งในเวทีที่สำคัญที่สุดของโลกในสาขาศิลปะหิมะและน้ำแข็ง ทีมจากประเทศไทย โดยเฉพาะจากสายอาชีวศึกษา เคยสร้างชื่อเสียงมาแล้วหลายครั้ง ทั้งจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และเสาวภา ที่คว้ารางวัลระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อเดือนมกราคม 2567 ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งที่ฮาร์บินได้สำเร็จอีกครั้ง สะท้อนศักยภาพของนักศึกษาอาชีวะไทยที่ยืนอยู่แถวหน้าบนเวทีโลก แม้ประเทศไทยจะไม่มีทรัพยากรหิมะตามธรรมชาติเลยก็ตาม

ปูมหลังความสำเร็จเหล่านี้กลายเป็น “แรงกดดันเชิงบวก” ให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายในฐานะผู้เล่นรายใหม่ ทีม Fighting frost TH จึงไม่ได้เพียงไปเพื่อ “เข้าร่วม” แต่ต้องการ “รักษามาตรฐาน” ที่รุ่นพี่เคยสร้างไว้ พร้อมกับใส่ลายเซ็นของเชียงรายลงบนผลงานชุดใหม่

จากการพัฒนาทักษะสู่ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ–สังคมเชียงราย

มิติที่น่าสนใจของโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ คือ ผลลัพธ์ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การแข่งขัน หากมองในระยะยาว การสร้าง “ช่างฝีมือระดับสูง” ด้านประติมากรรมน้ำแข็งและโฟม มีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเชียงราย

  1. เพิ่มมูลค่าแรงงานอาชีวะ
    ทักษะการแกะสลักสามารถต่อยอดสู่งานบริการระดับพรีเมียม เช่น การจัดงานอีเวนต์ โรงแรมหรู งานเทศกาลฤดูหนาว หรืองานศิลปะเชิงพาณิชย์ นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถรับงานเสริมระหว่างเรียนหรือเปิดสตูดิโอของตนเองได้ในอนาคต
  2. เสริมภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์
    เชียงรายซึ่งมีชื่อเสียงด้านศิลปะอยู่แล้ว หากสามารถจัดกิจกรรมหรือเทศกาล “หิมะจำลอง–น้ำแข็งจำลอง” ในช่วงฤดูหนาว โดยใช้ทักษะของนักศึกษาอาชีวะ จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงกับแลนด์มาร์กเดิมอย่างศูนย์ศิลปะ วัด และพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
  3. สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน
    การที่เยาวชนระดับ ปวช. จากจังหวัดชายแดนสามารถขึ้นแข่งขันในเวทีเดียวกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เป็นตัวอย่างจับต้องได้ว่า “เส้นทางสายอาชีพ” ก็สามารถพาคนหนุ่มสาวไปสู่เวทีโลกได้เช่นเดียวกับสายสามัญ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มองว่าการส่งทีมเข้าร่วม ICSSC 2026 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ยกระดับทักษะช่างฝีมือไทยให้เทียบเท่าสากล และเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์อาชีวศึกษาไทยให้สังคมเห็นคุณค่ามากขึ้น ทั้งในมิติวิชาชีพและมิติศิลปะร่วมสมัย

กำหนดการสู่สมรภูมิฮาร์บิน และเสียงเชียร์จากเชียงราย

ตามกำหนดการ ทีม Fighting frost TH จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังเมืองฮาร์บิน ระหว่างวันที่ 4–7 มกราคม 2569 เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะในกรอบงานเทศกาลน้ำแข็งและหิมะนานาชาติประจำปีของเมือง ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลายล้านคนในแต่ละฤดูกาล

สวท.เชียงราย สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ได้เชิญชวนประชาชนชาวเชียงรายและคนไทยทั่วประเทศร่วมส่งแรงใจให้กับทีมตัวแทนอาชีวะเชียงรายในการแข่งขันครั้งนี้ ทั้งผ่านสื่อกระจายเสียง และช่องทางออนไลน์ของหน่วยงาน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังการเดินทางของเยาวชนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง มีพลังใจจากคนทั้งจังหวัดคอยหนุนอยู่ข้างหลัง

ในมุมของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย โครงการฝึกอบรมครั้งนี้ถือเป็นเพียง “ก้าวแรก” หากผลการแข่งขันออกมาเป็นที่น่าพอใจ สถาบันมีแนวคิดจะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เฉพาะทางด้านประติมากรรมน้ำแข็งและโฟมในอนาคต เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปยังรุ่นน้อง และเปิดโอกาสให้เยาวชนจากจังหวัดอื่น ๆ เข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากเวทีโลกกลับมาสู่ชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง

หมายเหตุสำคัญต่อผู้อ่าน

ข่าวเชิงลึกชิ้นนี้ ไม่ใช่งานวิจัยหรืองานวิชาการ แต่เป็นการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข่าวจากสื่อมวลชน และข้อมูลเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บางส่วน ผู้เขียนข่าวยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการด้านอาชีวศึกษา ศิลปกรรม หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเพิ่มเติม แก้ไข หรือขยายความข้อมูลเชิงลึกในประเด็นที่ยังไม่ครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะและต่อการพัฒนานโยบายด้านการศึกษาในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • สำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY SOCIETY & POLITICS

บินส่วนตัวเชียงใหม่-เชียงราย Ezy Airlines ชูความเร็ว-ยืดหยุ่น

Ezy Airlines เปิดตัว Private Charter เชียงใหม่-เชียงราย ชั่วโมงละ 1.2 แสน ตอบโจทย์กลุ่ม High-End

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ภาพเครื่องบินลำเล็กสีขาวบนท้องฟ้าเหนือภูเขาภาคเหนือ พร้อมข้อความ “Private. Fast. Flexible. Fly your way with Ezy Airlines charter flights” ที่ปรากฏบนเพจ Ezy Airlines เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 อาจดูเหมือนโพสต์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนในภาคเหนือ ภาพและข้อความสั้น ๆ นั้นกำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของสมการการเดินทางระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน

สิ่งที่น่าจับตาคือ การประกาศชัดเจนถึง “ราคาและรูปแบบบริการ” เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Private Charter) เส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย ที่กำหนดอัตราค่าบริการ เที่ยวบินชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง บินได้ทุกวัน และเป็น “ราคาที่รวมทุกอย่างแล้ว” หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งสะท้อนการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจนในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ต้องการ “ซื้อเวลาและความสะดวกสบาย” มากกว่าซื้อ “ราคาตั๋วที่ถูกที่สุด”

ในขณะเดียวกัน เส้นทางบินที่เพจระบุในแผนการเดินทางจากเชียงใหม่และเชียงรายเชื่อม แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน กำลังค่อย ๆ วาดภาพ “คอร์ริดอร์การบินเหนือ” รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มุ่งดึงทุกคนเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงเมืองเดียว แต่เลือกเชื่อม “เมืองรอง–เมืองรอง” ให้เดินทางถึงกันได้ภายในเวลาประมาณ 30–60 นาที แทนการนั่งรถข้ามภูเขาหลายชั่วโมงอย่างที่คุ้นเคยกันมานาน

จากบริษัทเทคโนโลยีการบินสู่สายการบินภูมิภาคเฉพาะทาง

เบื้องหลังแบรนด์ Ezy Airlines คือ บริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด (M-Landarch Co., Ltd.) บริษัทการค้าที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการบิน และซอฟต์แวร์ให้กับภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ ภายใต้เครือข่ายธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายและผู้ให้บริการด้านเครื่องบินเทอร์โบพร็อป Cessna ในประเทศไทย

ข้อได้เปรียบสำคัญของ M-Landarch คือ “การบูรณาการตามแนวดิ่ง” (Vertical Integration) ที่ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเครื่องบิน แต่มีความชำนาญทั้งด้านเทคนิค การซ่อมบำรุง และการบริหารจัดการโครงการด้านอากาศยาน เมื่อผู้บริหารตัดสินใจขยายสู่ธุรกิจสายการบิน จึงมีทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายพร้อมในระดับหนึ่ง

ภายใต้การนำของ นายธานี ธาราปักษ์ กรรมการผู้จัดการ และ พลเอกศุภกร สงวนชาติสรณ์ไกร ประธานคณะที่ปรึกษา Ezy Airlines ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าเดินอากาศ (AOL) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566 และใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 92.7 ล้านบาท สะท้อนความตั้งใจปักธงในตลาดการบินภูมิภาคอย่างจริงจัง

พันธกิจของสายการบินที่ย้ำอยู่เสมอ คือ
“Easy every trip, punctual, convenient, fast, and safe”
หรือการทำให้ทุกการเดินทาง “ง่าย ตรงเวลา สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และผู้ป่วยที่ต้องการการเดินทางฉุกเฉิน ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อ “ลดเวลาเดินทางหลายชั่วโมงบนถนน” ให้เหลือเพียงไม่กี่สิบนาทีบนอากาศ

Cessna 208B Grand Caravan EX เครื่องบินลำเล็กที่ออกแบบมาเพื่อภูเขาและสนามบินเมืองรอง

หัวใจของการดำเนินงานของ Ezy Airlines คือเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX ซึ่งเป็นเครื่องบินเทอร์โบพร็อปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเหมาะสมกับงานบินภูมิภาคและสนามบินเมืองรอง

ด้วยเครื่องยนต์ Pratt & Whitney Canada PT6A-140 กำลัง 867 แรงม้า ทำให้รุ่น EX มีอัตราไต่ระดับดีกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 38% สามารถรับมือกับสภาพอากาศและภูมิประเทศแบบภูเขาสูงของภาคเหนือได้ดี ความเร็วเดินทางสูงสุดประมาณ 343 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้สูงสุดราว 25,000 ฟุต และมีพิสัยการบินกว่า 1,600 กิโลเมตร

ที่สำคัญคือ คุณสมบัติการขึ้น–ลงระยะสั้น (STOL) ใช้ระยะทางวิ่งขึ้นราว 658 เมตร ทำให้สามารถปฏิบัติการบนสนามบินขนาดเล็ก เช่น แม่ฮ่องสอน หรือสนามบินปาย ที่มีข้อจำกัดด้านทางวิ่งและภูเขาล้อมรอบ ได้ดีกว่าเครื่องบินลำใหญ่ประเภทเจ็ตของสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC)

ห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารประมาณ 10–12 คน พร้อมลูกเรือ 2 คน ตกแต่งด้วยเบาะหนังแบบเอ็กเซ็กคิวทีฟ มีระบบปรับอากาศเต็มรูปแบบ และติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน Garmin G1000 NXi ซึ่งให้ข้อมูลการบินที่ทันสมัย พร้อมระบบเสริมความปลอดภัยสำหรับการบินท่ามกลางเมฆ หมอก และสภาพทัศนวิสัยจำกัดตามฤดูกาลของภาคเหนือ

สำหรับภารกิจเฉพาะทาง เช่น การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน (MEDEVAC) ห้องโดยสารสามารถจัดรูปแบบใหม่เพื่อรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์ ICU เคลื่อนที่ รวมถึงแคปซูลแรงดันลบในกรณีโรคติดเชื้อขั้นรุนแรง โดยยังคงความคล่องตัวในการขึ้น–ลงสนามบินภาคเหนือที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลใหญ่

คอร์ริดอร์การบินเหนือ จากโค้ง 1,864 โค้ง สู่เที่ยวบิน 30–60 นาที

การขยายแผนบินของ Ezy Airlines ในภาคเหนือถูกวางในกรอบยุทธศาสตร์ปี 2568–2570 โดยใช้ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางสำคัญ และเริ่มขยายไปยัง เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน ทั้งในรูปแบบเที่ยวบินตามตาราง (Scheduled) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัว (Private Charter)

เส้นทางที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยที่สุด คือ เชียงใหม่–แม่ฮ่องสอน ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าการเดินทางทางถนนต้องผ่านโค้งกว่า 1,864 โค้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5–6 ชั่วโมง ท่ามกลางความเสี่ยงอุบัติเหตุและความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ การมีเที่ยวบินระยะเวลาราว 35 นาที จึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่สำหรับบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วย ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้บริหารที่มีภารกิจเร่งด่วน นับเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านเวลา” ที่เปลี่ยนวิธีวางแผนชีวิตอย่างแท้จริง

ส่วนเส้นทาง เชียงใหม่–ปาย ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง บนเส้นทางเขาคดเคี้ยว ก็เป็นอีกกรณีที่เครื่องบิน Cessna ขนาด 10–12 ที่นั่งของ Ezy Airlines สามารถเติมเต็มช่องว่างได้ดี เนื่องจากสนามบินปายไม่รองรับเครื่องบินเจ็ตลำใหญ่ แต่เหมาะกับเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กที่ต้องใช้ระยะทางวิ่งขึ้น–ลงสั้น

เส้นทาง เชียงใหม่–น่าน ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง ก็ถูกออกแบบให้ลดเหลือเที่ยวบินประมาณ 45–50 นาที โดยมุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวต่างชาติที่พักระยะยาว และกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ต้องการเสียเวลาบนเส้นทางภูเขานานหลายชั่วโมง

ด้าน เชียงใหม่–เชียงราย ซึ่งทางถนนใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง การเปิดบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำราคาเที่ยวบินละ 120,000 บาท บินได้วันละหลายรอบตามความต้องการลูกค้า กลายเป็น “สมการใหม่” ของการเดินทางระหว่างสองหัวเมืองหลักของล้านนา โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน และกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องเดินทางไป–กลับในวันเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคิดแบบง่าย ๆ เมื่อเครื่องบินหนึ่งลำรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง ราคาขั้นต่ำ 120,000 บาทต่อชั่วโมง หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งเท่ากับ 10,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ลดลงจาก 3.5 ชั่วโมงบนถนนเหลือราว 1 ชั่วโมงบนอากาศ การตัดสินใจเลือกใช้บริการจึงขึ้นอยู่กับ “มูลค่าของเวลา” ในมุมมองของผู้โดยสารแต่ละกลุ่มมากกว่ามองแค่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว

นโยบายรัฐผลักดัน “New Route – New Airline” และวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND

การเติบโตของสายการบินภูมิภาคอย่าง Ezy Airlines ไม่ได้เกิดในสุญญากาศ หากแต่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง โดยเฉพาะภายใต้วิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, Aviation Hub” ที่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ภายใต้นโยบาย “New Route – New Airline” กระทรวงคมนาคม และกรมท่าอากาศยาน ได้กำหนดมาตรการจูงใจสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่ในสนามบินภูมิภาค เช่น

  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมลงจอด 100% ในปีแรก และลด 50% ในปีที่สอง
  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมจอดเครื่องบินในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติการ
  • ให้ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่สำนักงานและคลังสินค้าในสนามบิน
  • ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการตลาดเชิงรุก

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระต้นทุนของสายการบินในช่วงเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ ซึ่งมักมีจำนวนผู้โดยสารยังไม่สูงมาก แต่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่

Private Charter โมเดล “บินแบบคุณกำหนดเอง”

จุดเด่นที่ Ezy Airlines เน้นย้ำในโพสต์วันที่ 11 ธันวาคม 2568 คือคอนเซปต์ “Private. Fast. Flexible.” หรือ ส่วนตัว รวดเร็ว ยืดหยุ่น” ซึ่งสะท้อนแกนกลางของบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ที่ลูกค้าสามารถกำหนดเวลาเดินทาง เส้นทาง และจำนวนผู้โดยสารได้เอง

ลูกค้าสามารถติดต่อเพื่อขอใบเสนอราคา หรือวางแผนเที่ยวบินได้ผ่าน

  • โทรศัพท์: +66 2 096 2916
  • WhatsApp: 092 131 5146
  • Line Official: @EzyAirlines

โครงสร้างบริการลักษณะนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความยืดหยุ่นสูง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ต้องการทริปส่วนตัวระหว่างเชียงใหม่–ปาย กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางระหว่างเชียงราย–เชียงใหม่แบบไปเช้า–เย็นกลับ หรือนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการสำรวจพื้นที่ทำเลทองในน่านและแม่ฮ่องสอนโดยไม่เสียเวลาบนถนนหลายชั่วโมง

การจองผ่านช่องทางที่ “คุยกับคนจริง” แทนการจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชันเหมือนสายการบินทั่วไป ยังช่วยให้สามารถออกแบบบริการเสริมได้ เช่น การจัดรถรับ–ส่งจากสนามบินไปยังโรงแรม การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ หรือการประสานงานด้านสัมภาระพิเศษ เช่น อุปกรณ์กีฬา หรือสัมภาระทางธุรกิจ

MEDEVAC และบริการเพื่อสังคม บินที่ไม่ได้มีแค่เรื่องท่องเที่ยว

นอกเหนือจากมิติด้านธุรกิจและท่องเที่ยว Ezy Airlines ยังวางฐานการดำเนินงานให้รองรับภารกิจ MEDEVAC (Medical Evacuation) หรือการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤติจากพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่

สำหรับจังหวัดในภาคเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน น่าน หรือพื้นที่ภูเขาชายแดนที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถเป็นชั่วโมง การมีเที่ยวบินลำเลียงผู้ป่วยที่สามารถย่นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรให้เหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง คือ “ปัจจัยด้านเวลา” ที่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เครื่อง Cessna 208B ที่มีประตูบานกว้าง พื้นเรียบ และความสามารถขึ้น–ลงสนามบินทางวิ่งสั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจลักษณะนี้

การเตรียมความพร้อมของระบบ MEDEVAC ยังมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ และบริษัทประกันภัยนานาชาติที่ต้องจัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่างชาติหรือผู้ป่วยที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลกลับเข้าสู่เมืองใหญ่หรือประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ–สังคม จากสนามบินสู่ราคาอสังหาฯ และโอกาสเมืองรอง

ประสบการณ์จากหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ภูเก็ต หรือเมืองต่างประเทศจำนวนมากสะท้อนว่า เมื่อพื้นที่ใดมีการลงทุนด้านสนามบินและโครงข่ายเส้นทางบินเพิ่มขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่มักขยับขึ้นตามไปด้วย

รายงานบางฉบับชี้ว่า การพัฒนาสนามบินให้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงภูมิภาค สามารถทำให้มูลค่าที่ดินในรัศมี 5 กิโลเมตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–20% ภายในไม่กี่ปี จากการหลั่งไหลของนักลงทุน ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มทำงานทางไกลที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมืองรอง

สำหรับภาคเหนือ เมืองอย่าง ปาย–น่าน–แม่ฮ่องสอน กำลังปรากฏในสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในฐานะ “เมืองพักผ่อนระยะยาว” และ “เมืองวัฒนธรรมเชิงลึก” ขณะที่ เชียงราย เองก็มีศักยภาพสูงในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงสปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ การมีเที่ยวบินเชื่อมต่อแบบยืดหยุ่นจากเชียงใหม่–เชียงราย และต่อเนื่องไปยังเมืองรองอื่น ๆ ช่วยเสริมบทบาทของเชียงรายให้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่าย” สำคัญของระบบเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงตอนบน

โครงข่ายเที่ยวบินเช่นนี้ ยังเอื้อต่อการออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ทริปกอล์ฟ ทริปเวลเนส ทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เน้นการพักในโรงแรมบูทีคหรือรีสอร์ตระดับบน และใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำบินข้ามเมืองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ใช้เวลาในสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าบนถนน”

ความท้าทายและโจทย์ใหญ่ในระยะยาว

แม้โอกาสจะเปิดกว้าง แต่การดำเนินธุรกิจสายการบินขนาดเล็กบนเส้นทางภูมิภาคยังเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทาย

หนึ่งคือ ความผันผวนของสภาพอากาศและภูมิประเทศ ในภาคเหนือที่มีทั้งฤดูฝนที่เมฆต่ำและลมแรง ฤดูหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รวมถึงข้อจำกัดของสนามบินบางแห่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ การลงทุนในเครื่องบินที่มีระบบช่วยการบินทันสมัย และการฝึกนักบินเฉพาะทางสำหรับการบินในพื้นที่ภูเขา จึงเป็นทั้งต้นทุนและข้อจำเป็นด้านความปลอดภัยที่สายการบินไม่อาจละเลย

สองคือ สมการความคุ้มทุน ของการบินด้วยเครื่องบินเล็กที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด ต้นทุนต่อที่นั่งย่อมสูงกว่าเครื่องบินลำใหญ่ที่บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 180 คนต่อเที่ยวบิน โมเดลอย่าง Ezy Airlines จึงจำเป็นต้องวางตำแหน่งชัดเจนว่า “ขายคุณค่าเวลาและความสะดวก” แทนการแข่งขันด้านราคา โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้บริหาร นักลงทุน แพทย์ ผู้ป่วย หรือกลุ่มเฉพาะทางอื่น ๆ ที่เห็นว่าต้นทุนเวลาและความเสี่ยงบนถนน “แพงกว่า” ราคาตั๋วเครื่องบินเช่าเหมาลำ

สามคือ การแข่งขันด้านบุคลากรและมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารสายการบิน แม้จะเป็นสายการบินขนาดเล็ก ก็ต้องผ่านเกณฑ์ของ CAAT และมาตรฐานสากลด้านการบินพาณิชย์อย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของนักบิน ช่างอากาศยาน และระบบการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) การรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูงท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกจึงเป็นอีกสมการสำคัญที่ต้องบริหาร

 

เมื่อ “เที่ยวบิน 120,000 บาท” เป็นมากกว่าตัวเลขราคา

หากมองแบบผิวเผิน ราคาค่าเช่าเหมาลำเที่ยวบินเชียงใหม่–เชียงราย ชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นบริการที่ “ไกลตัว” แต่หากมองจากมุมของผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้บริหาร หรือผู้ป่วยที่ต้องแข่งกับเวลา ตัวเลขนี้สะท้อน “มูลค่าของเวลา ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต” ที่เงินพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับการเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง แทนการนั่งรถ 3.5 ชั่วโมงบนถนน

พร้อมกันนั้น การที่เส้นทางดังกล่าวถูกขยายเชื่อมต่อไปยังแม่ฮ่องสอน ปาย และน่าน ผ่านคอร์ริดอร์การบินเหนือ ก็ทำให้ “เที่ยวบินเช่าเหมาลำ” ไม่ใช่เพียงบริการหรูหราของกลุ่มคนส่วนน้อย แต่เริ่มมีบทบาทระดับโครงสร้างในฐานะกลไกหนึ่งของการเชื่อมเมืองรอง การกระจายรายได้ และการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ–สังคมของภาคเหนือในภาพรวม

คำถามที่ปรากฏบนโพสต์ของ Ezy Airlines ว่า
“Where do you want to go next?” – คุณอยากไปที่ไหนต่อไป?
จึงไม่ใช่เพียงคำถามถึงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นคำถามถึงทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศของภาคเหนือ และบทบาทของสายการบินขนาดเล็กในสมการ “เวลา–โอกาส–คุณภาพชีวิต” ของผู้คนในภูมิภาคนี้ในระยะยาวด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Ezy Airlines
  • ข้อมูลโครงสร้างองค์กรและทุนจดทะเบียนบริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด
  • ข้อมูลด้านเทคนิคเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX
  • กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สรุป 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี 2569 เทรนด์ดิจิทัลและ ESG มาแรง พร้อมโมเดลยั่งยืนที่เชียงราย

ส่องธุรกิจ “ดาวรุ่ง” และ “ดาวร่วง” ประจำปี 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงจะสอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล การดูแลสุขภาพ และความรับผิดชอบต่อโลก

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากวิกฤตภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่รุนแรงมากขึ้น ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 พร้อมโจทย์ใหญ่ข้อเดียวกันคือ “จะเติบโตบนเส้นทางที่ยั่งยืนได้อย่างไร” คำตอบของโจทย์นี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านรายชื่อ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วง จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปถึงกรอบความยั่งยืนระดับโลกอย่าง SDGs และ ESG ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายใหม่ ๆ ในพื้นที่นำร่องอย่างจังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการ SDG Localisation Phase II ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

บทความข่าวเชิงลึกชิ้นนี้จึงชวนผู้อ่านมอง “ภาพรวมใหญ่ของโลก” ควบคู่กับ “ภาพย่อยในพื้นที่เชียงราย” เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดแนวคิดด้านความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับผู้ประกอบการคนตัวเล็ก ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไป

ดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 สัญญาณเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว–ดิจิทัล

ผลสำรวจของสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุชัดว่า เทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในปี 2569 ล้วนโยงกับสามคำสำคัญคือ Digital – Health – ESG โดยการจัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่งและดาวร่วงใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตั้งแต่ผลสำรวจผู้ประกอบการรายสาขา สถานการณ์เศรษฐกิจไทย–ต่างประเทศ ไปจนถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ

กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง 5 อันดับแรก สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยยุคใหม่อย่างชัดเจน

  1. เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล – บริการ Cloud Service แพลตฟอร์ม Social Media และ Online Entertainment ที่รองรับทั้งเศรษฐกิจคอนเทนต์และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
  2. อาชีพดิจิทัลและนายหน้าออนไลน์ – Content Creator ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร และนายหน้าออนไลน์ขายสินค้า สะท้อนอิทธิพลของเศรษฐกิจฐานผู้ติดตาม (Follower Economy)
  3. E-commerce และธุรกิจความเชื่อ – ร้านค้าออนไลน์ควบคู่กับบริการสายมู หมอดู และฮวงจุ้ย ที่ใช้ช่องทางดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มจากความเชื่อส่วนบุคคล
  4. การแพทย์ ความงาม และเทคโนโลยีการเงินเร่งด่วน – ธุรกิจการแพทย์และความงาม ธุรกิจ AI รวมถึงโรงรับจำนำและเงินด่วน ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพร่างกายและความต้องการสภาพคล่องทางการเงิน
  5. โลจิสติกส์และไลฟ์สไตล์รายวัน – ธุรกิจ Delivery คลังสินค้า Street Food และธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภคเมืองและครอบครัวเดี่ยว

ในลำดับถัดมา ยังมีธุรกิจพลังงานทดแทน อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า Fintech ธุรกิจประกันภัย ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกีฬา ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาด ความปลอดภัยทางการเงิน และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในทางกลับกัน 10 ธุรกิจดาวร่วง ที่ถูกระบุ ได้แก่ ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านขายหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านโชห่วยดั้งเดิม ธุรกิจถ่ายเอกสาร ธุรกิจของเล่นเด็กแบบเดิม ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิม ร้านถ่ายรูป–ล้างอัดภาพ และรถยนต์มือสอง เป็นต้น ภาพรวมสะท้อนว่า ธุรกิจที่ยึดติดกับรูปแบบบริการยุคก่อนไม่สามารถตามทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลและโลกสีเขียวได้ทันเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ธุรกิจใดจะรุ่งหรือร่วง” แต่คือ “ผู้ประกอบการจะปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยั่งยืนได้อย่างไร” และคำตอบหนึ่งที่กำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือกรอบแนวคิด SDGs และ ESG

SDGs–ESG จากกรอบโลกสู่เข็มทิศธุรกิจไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักมีคำถามว่าแนวคิด SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environment, Social, Governance) มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใดองค์กรธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองกรอบนี้ควบคู่กัน

ฝ่ายวางแผนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทยอธิบายว่า

  • SDGs เป็น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก” ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2558 รวม 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ ครอบคลุมสามเสาหลักของความยั่งยืนคือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติด้านสันติภาพและหุ้นส่วนการพัฒนา แต่ละเป้าประสงค์มีตัวชี้วัดที่สามารถหยิบไปใช้ติดตามความก้าวหน้าได้จริงในระดับประเทศและระดับพื้นที่
  • ESG เป็น กรอบการประเมินความยั่งยืนระดับองค์กรธุรกิจ” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุน โดยพิจารณาความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Environment) การดูแลสังคม (Social) และระบบกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส (Governance)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง SDGs คือภาพใหญ่ของโลกที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องเดินไปให้ถึง ขณะที่ ESG คือเกณฑ์วัดผลย่อยลงมาในระดับองค์กร ว่าบริษัทหนึ่ง ๆ ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

ปัจจุบันสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งจัดทำ ดัชนีความยั่งยืน (Sustainability Index) เช่น Dow Jones Sustainability Indices (DJSI), MSCI ESG Index หรือเกณฑ์หุ้นยั่งยืน THSI ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำนวนมากจึงมองหาบริษัทที่ “ทำกำไรได้” ควบคู่กับ “รับผิดชอบต่อโลกและสังคม”

การแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การขยายสาขาหรือเพิ่มยอดขาย แต่คือการพิสูจน์ว่าองค์กรนั้นสามารถเติบโตโดยไม่ทิ้งภาระให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม MSME และวิสาหกิจชุมชน ต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า โมเดลธุรกิจในปัจจุบันพร้อมรองรับเกณฑ์ ESG หรือยัง

จากนโยบายสู่ภูมิภาค เชียงรายกับบทบาทเมืองนำร่อง SDGs

หาก SDGs เป็นกรอบเป้าหมายระดับโลก คำถามต่อมาคือ “จะทำให้เกิดผลจริงในพื้นที่ได้อย่างไร” คำตอบส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านโครงการ SDG Localisation Phase II (SDG-L 2.0) ที่ UNDP และสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นราธิวาส ระยอง หนองคาย สระแก้ว และกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและ UNDP Thailand ได้เดินทางมายังจังหวัดเชียงราย พบหารือกับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่

บรรยากาศการหารือสะท้อน “ความหวังและความกังวล” ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง UNDP แสดงความชื่นชมต่อบทบาทความเป็นผู้นำของจังหวัดเชียงรายในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายชี้ให้เห็นว่า จังหวัดต้องเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 อุทกภัย วาตภัย ภัยหนาว ไปจนถึงปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

นายชูชีพระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และตั้งอยู่บนภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน การขับเคลื่อน SDGs ทั้ง 17 ข้อจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งด้านการขจัดความยากจน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เขาย้ำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาเพื่ออนาคตของลูกหลานในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และประชาคมโลก” จึงจำเป็นต้องมีการร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน ภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในช่วงการลงพื้นที่ คณะของ UNDP และสหภาพยุโรปได้สำรวจลุ่มน้ำกก ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ชลประทานเชียงราย สาธารณสุขจังหวัด ประมงจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาปัญหามลพิษข้ามพรมแดน การบริหารจัดการลุ่มน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ประกอบการออกแบบโครงการในระยะต่อไป รวมถึงการเยี่ยมพื้นที่ด่านแม่สายและจุดเสี่ยงอุทกภัย เพื่อถอดบทเรียนการจัดการภัยพิบัติในเชิงพื้นที่จริง

กล่าวได้ว่า เชียงรายกำลังกลายเป็น “ห้องทดลองนโยบายความยั่งยืน” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อมชายแดน ความมั่นคงทางสังคม และการพัฒนาพหุวัฒนธรรมให้เดินไปในทิศทางเดียวกับ SDGs และ ESG

BCG และเศรษฐกิจหมุนเวียน อาวุธใหม่ของผู้ประกอบการ MSME

ขณะที่ระดับพื้นที่กำลังขับเคลื่อน SDGs ผ่านโครงการนำร่อง ระดับนโยบายกลางของไทยก็เดินหน้า “ติดอาวุธ” ให้ผู้ประกอบการรายย่อยด้วยแนวคิด เศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ (Bio) การออกแบบระบบหมุนเวียน (Circular) และการเติบโตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้จัดตั้ง CE Innovation Policy Forum ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนและออกแบบนโยบายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการอบรม Circular Design ผ่านหลักสูตร CIRCO จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้วิธีออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการแบบหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทาง

ในเชิงปฏิบัติ สอวช. ยังร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมธุรกิจ MSME ด้วย BCG” จัดอบรมหลักสูตร “BIO-CIRCULAR-GREEN เศรษฐกิจใหม่ ใกล้ตัว” ให้ผู้ประกอบการจากทั้ง 5 ภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้ MSME เข้าใจว่าการ “รักษ์โลกอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงการลดขยะหรือปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่คือการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ตั้งแต่กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน

สำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย แนวทางดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เพราะพื้นที่นี้พึ่งพาเศรษฐกิจเกษตร การท่องเที่ยว และพาณิชย์ชายแดนเป็นหลัก การนำแนวคิด BCG ไปผสานกับ SDGs–ESG จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น กาแฟ ชา พืชสมุนไพร หรือสินค้าเกษตรแปรรูป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

จากเชียงรายสู่ผู้ประกอบการไทยบนเส้นทางความยั่งยืน

เมื่อเชื่อมโยงทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน – ผลสำรวจ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสุขภาพ กรอบ SDGs และ ESG ที่เป็นเข็มทิศให้ทั้งประเทศและภาคธุรกิจเลือกเส้นทางการเติบโตอย่างรับผิดชอบ การขับเคลื่อน SDG Localisation Phase II ในจังหวัดเชียงรายที่มุ่งเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่จริง และความพยายามผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียน–BCG ในกลุ่ม MSME ล้วนส่งสารเดียวกันคือ

“ธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่เพียงธุรกิจที่ทำกำไรได้เร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และพร้อมปรับตัวไปกับกติกาใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือ การปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับ BCG–ESG ตั้งแต่วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตามเทรนด์ แต่คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ลูกหลาน และโลกใบเดียวกันใบนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Thailand)
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • บ้านเจ้ากอกล้วย ณ.ห้วยปลากั้ง.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ม.พะเยาเปิดตัว Final Design อาคารคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่ ชูคอนเซปต์ Smart Campus กลางหุบเขา

ม.พะเยาเปิดโฉม Final Design อาคารกองอาคารสถานที่ – คณะเกษตรศาสตร์ฯ ก้าวสู่ Smart Campus และ Green University สร้างเมืองการเรียนรู้กลางหุบเขาอย่างยั่งยืน

พะเยา, 19 ธันวาคม 2568 – มหาวิทยาลัยพะเยาเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้และการบริหารทรัพยากรอาคารอย่างยั่งยืน เมื่อบริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ภาพ Final Design ของโครงการอาคารกองอาคารสถานที่ และกลุ่มอาคารเรียน–ห้องปฏิบัติงานของคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Campus – Green University” ที่ผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ภูมิประเทศแบบหุบเขา และเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารยุคดิจิทัลอย่างลงตัว

ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องเผชิญความท้าทายเรื่องงบประมาณ การดูแลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความคาดหวังด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แบบอาคารชุดใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการก่อสร้าง” หากแต่เป็นการจัดวางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และชุมชนรอบข้างในระยะยาว

ผังแม่บทกลางหุบเขา จากสำนักงานอธิการบดีสู่เครือข่ายอาคารเรียนรวม

มหาวิทยาลัยพะเยาตั้งอยู่บนพื้นที่หุบเขาและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบผังแม่บทจึงยึดหลักสอดประสานกับภูมิประเทศ ไม่ฝืนภูมิภูมิศาสตร์ แต่ใช้ความลาดชันและแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างหลักของการจัดวางอาคารต่าง ๆ

ศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยคือ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 8,600 ตารางเมตร ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2540 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังเหตุเพลิงไหม้ในปี 2552 ให้มีความทันสมัยและกลมกลืนกับหอประชุมพญางำเมือง ปัจจุบันอาคารแห่งนี้มิใช่เพียงที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูง แต่ยังเป็นที่ตั้งของกองงานสายสนับสนุนสำคัญ รวมถึง “กองอาคารสถานที่” ที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

ล้อมรอบศูนย์กลางดังกล่าวคือเครือข่ายอาคารเรียนรวม ได้แก่ อาคารเรียนรวม PKY พื้นที่ใช้สอยกว่า 18,400 ตารางเมตร และ อาคารเรียนรวม CE พื้นที่ราว 11,213 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบให้มีความต่อเนื่องของพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่พบปะของนิสิตจากหลากหลายคณะ การจัดวางอาคารในรัศมีใกล้กันช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายวิชาการและฝ่ายสนับสนุนเป็นไปอย่างคล่องตัว และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ภายในแคมปัส

ภาพ Final Design ที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นการพัฒนาเครือข่ายอาคารชุดใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ และกองอาคารสถานที่ที่ “ต่อยอด” จากผังแม่บทเดิม ไม่ใช่การแยกส่วนออกจากกัน แต่เป็นการต่อเส้นเวลาและพื้นที่ให้รองรับภารกิจใหม่ในอนาคต

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ห้องทดลองกลางป่าและศูนย์นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ (School of Agriculture and Natural Resources) เป็นหนึ่งในคณะที่มีภารกิจซับซ้อนที่สุดของมหาวิทยาลัยพะเยา เนื่องจากต้องดูแลทั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล โรงเรือนปศุสัตว์ แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และแปลงปลูกพืชภาคสนามบนพื้นที่จริง การออกแบบกลุ่มอาคารชุดใหม่จึงต้องตอบโจทย์ “ทั้งห้องเรียน ห้องแล็บ และฟาร์มทดลอง” ไปพร้อมกัน

ภายใต้การบริหารของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิพรพรรณ เนื่องเม็ก คณบดีคณะฯ พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ ถูกวางบทบาทให้เป็น “ห้องทดลองระดับภูมิภาค” ที่สร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่และทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับจุลภาคถึงระดับภูมิทัศน์ โดยโครงสร้างห้องปฏิบัติการเฉพาะทางประกอบด้วย

  • กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมการประมง ที่มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเคยใช้เป็นฐานการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ของโลกโดยนักวิจัยของคณะ
  • กลุ่มสัตวศาสตร์ พร้อมโรงเรือนมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์และพัฒนาอาหารสัตว์ สนับสนุนการยกระดับฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  • กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชและงานจุลชีววิทยาเชิงลึก
  • กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ซึ่งมีห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน Food Safety สำหรับการแปรรูปและถนอมอาหาร เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร

ภายนอกอาคารเรียน ระบบนิเวศการเรียนรู้ยังต่อเนื่องไปยัง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ งานพัฒนาพันธุ์พืช งานปศุสัตว์ งานประมง และงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองกลางแจ้ง” ที่นิสิตสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีจากแล็บสู่การปฏิบัติจริงในแปลง

ภาพ Final Design ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ สื่อให้เห็นกลุ่มอาคารสีน้ำตาล–ครีมที่จัดวางท่ามกลางแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว และทางเดินโค้งโอบรับภูมิรูปแบบหุบเขา ลานกว้างหน้าคณะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กิจกรรม เปิดมุมมองสู่บึงน้ำและแปลงสาธิตเกษตร พร้อมป้าย “SMART Agriculture” ที่ตอกย้ำบทบาทคณะในฐานะต้นแบบเกษตรอัจฉริยะของภูมิภาค

กองอาคารสถานที่ ฟันเฟืองโครงสร้างพื้นฐานและผู้ดูแลเมืองการเรียนรู้

หากคณะเกษตรศาสตร์ฯ คือ “หัวใจด้านองค์ความรู้” ของการพัฒนาพื้นที่เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัย กองอาคารสถานที่ (Division of Buildings and Grounds) ก็เปรียบเสมือน “ระบบไหลเวียนโลหิตและโครงกระดูก” ที่ทำให้เมืองการเรียนรู้แห่งนี้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

กองอาคารสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักงานอธิการบดี ทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เอกสารธุรการ ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องปรับอากาศ งานโยธา และภูมิทัศน์ทั่วทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ นายจีรวัฒน์ มังคาร ผู้อำนวยการกองฯ โครงสร้างการทำงานถูกแบ่งเป็น 4 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. งานธุรการ รับผิดชอบสารบรรณ การเงิน พัสดุ และข้อมูลสารสนเทศ โดยมีหัวหน้างานคือ นางนิรชา เตชะกุลวิโรจน์ ดูแลให้การใช้งบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานธรรมาภิบาล (ITA)
  2. งานความปลอดภัย ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง งานป้องกันอัคคีภัย และระบบรักษาความสะอาด ซึ่งมีหมายเลขติดต่อฉุกเฉิน 054-466-710 สำหรับเหตุการณ์นอกเวลาราชการ
  3. งานสวนและภูมิทัศน์ ซึ่งดูแลพื้นที่สีเขียวและคลังพันธุ์ไม้นานาชนิด มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายสมปอง ใจประเสริฐ และนักจัดสวน นายกมล มูลป้อน ที่ทำให้พื้นที่มหาวิทยาลัยกลายเป็น “อุทยานการเรียนรู้” ที่ร่มรื่นและเหมาะกับการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
  4. งานสาธารณูปโภคและบำรุงรักษา ทำหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้า ประปา และโครงสร้างทางวิศวกรรม โดยมีวิศวกรโยธาและสถาปนิกประจำกอง เช่น นายกิตติธัช อาจทะตัน เข้ามาควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและซ่อมบำรุง

ภาพ Final Design ของอาคารกองอาคารสถานที่ที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นอาคารรูปทรงทันสมัย ใช้เส้นสายแนวนอนและแผงกันแดดไม้ รวมถึงหลังคาที่เตรียมพื้นที่รองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำด้านหน้าอาคาร สอดรับกับบทบาทของหน่วยงานที่ต้องรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม

Smart Campus เมื่อเทคโนโลยีอาคารเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนิสิต

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการอาคารของมหาวิทยาลัยพะเยาคือการพัฒนาระบบ “Smart Campus Infrastructure” ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารทรัพยากร โดยกองอาคารสถานที่ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาและผู้ใช้จริงในเวลาเดียวกัน

ระบบเด่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • Smart Services – ระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้คณะต่าง ๆ เช่น คณะเกษตรศาสตร์ฯ สามารถแจ้งปัญหาวัสดุอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้า–ประปาได้แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามงาน
  • Smart Water – ระบบจัดการน้ำประปา ซึ่งมหาวิทยาลัยผลิตน้ำใช้เองตั้งแต่การเก็บน้ำดิบจนถึงการควบคุมแรงดันน้ำในอาคารสูง ทำให้สามารถวางแผนรับมือภัยแล้งและเหตุฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ
  • Garden System และฐานข้อมูล Trees Req ที่บันทึกข้อมูลพรรณไม้ภายในมหาวิทยาลัย ช่วยให้การตัดแต่งกิ่งไม้ การดูแลต้นไม้ใหญ่ และการพัฒนาภูมิทัศน์ทำได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพ ไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้พื้นที่
  • UP IMS & Purchasing ระบบคลังพัสดุและจัดหาพัสดุที่เชื่อมโยงกับข้อมูล ITA สร้างร่องรอยการใช้จ่ายงบประมาณที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ระบบ EV Shuttle Bus ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อมต่อจุดสำคัญอย่าง P1 (หน้ามหาวิทยาลัย), P8 (สำนักงานอธิการบดี–กองอาคารสถานที่), P9 (อาคารเรียนรวม PKY–พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ) และ P12 (หอพักนิสิต UP Dorm) ก็เป็นอีกหนึ่งมิติของ Smart Campus ที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตและบุคลากร

เมื่อพิจารณาจากภาพ Final Design จะเห็นได้ว่าโครงการอาคารใหม่ถูกผูกโยงเข้ากับโครงข่าย Smart Campus เหล่านี้อย่างแนบแน่น ทั้งในมิติการวางตำแหน่งอาคาร ทางเดิน และจุดจอดรถไฟฟ้า ทำให้ระบบกายภาพและระบบดิจิทัลทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

พื้นที่เรียนรู้–พื้นที่พบปะ สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อคน

จุดเด่นอีกประการของ Final Design คือการออกแบบ “พื้นที่กึ่งทางการ–กึ่งไม่เป็นทางการ” ให้เกิดขึ้นทั้งในอาคารและภายนอกอาคาร

ภาพภายในอาคารเรียนของคณะเกษตรศาสตร์ฯ แสดงให้เห็นห้องแลปสีขาว–ฟ้า สว่าง โปร่ง มีโต๊ะยาวและเก้าอี้ล้อเลื่อน รองรับการเรียนปฏิบัติการที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตลอดเวลา ขณะที่ห้องบรรยายขนาดใหญ่ในอาคารสำนักงานและอาคารกองอาคารสถานที่ออกแบบให้รองรับการประชุมเชิงวิชาการและการอบรมของบุคลากรจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

อีกภาพหนึ่งเป็นโถงบันไดกว้างที่ตกแต่งด้วยอิฐแดงและหินสีเทา สร้างบรรยากาศคล้าย “ขั้นบันไดเมือง” ที่นิสิตสามารถนั่งพูดคุย ทำงานกลุ่ม หรือรอเข้าชั้นเรียน ขณะที่ชั้นบนเปิดรับแสงธรรมชาติและมองออกไปเห็นต้นไม้เขียวขจีภายนอก สถาปัตยกรรมในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด “Learning Commons” ที่ให้พื้นที่อาคารเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเปลือกหุ้มของห้องเรียนแบบเดิม

ในส่วนอาคารนิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงผลงาน ถูกออกแบบให้มีผนังสีเขียวและงานไม้ ผสมผสานวัสดุธรรมชาติกับระบบไฟส่องสว่างสมัยใหม่ เหมาะสำหรับการจัดแสดงผลการวิจัย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่เดินไปด้วยกัน

ในมุมเชิงยุทธศาสตร์ การวางกลุ่มอาคารคณะเกษตรศาสตร์ฯ และอาคารกองอาคารสถานที่ให้ทำงานเกื้อหนุนกัน มีนัยสำคัญมากกว่าการประหยัดงบประมาณก่อสร้าง ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์แบบ “พึ่งพากันสองทิศทาง”

ด้านหนึ่ง คณะเกษตรศาสตร์ฯ ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคและการบำรุงรักษาที่มีมาตรฐานสูง ทั้งระบบไฟฟ้าของห้องแล็บ ระบบบำบัดน้ำทิ้ง และโครงสร้างโรงเรือนทดลองจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองอาคารสถานที่ อีกด้านหนึ่ง กองอาคารสถานที่เองก็ใช้พื้นที่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ เป็น “ห้องทดลองชีวภาพขนาดใหญ่” ในการออกแบบภูมิทัศน์ การจัดการต้นไม้ใหญ่ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้สมดุลระหว่างความสวยงามและความปลอดภัย

เมื่อเพิ่มชั้นของเทคโนโลยี Smart Campus เข้าไป การทำงานร่วมกันนี้ยิ่งมีความชัดเจน ระบบ Smart Services ทำให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ แจ้งซ่อมและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ฐานข้อมูล Trees Req กลายเป็นเครื่องมือให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ ใช้ข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยประกอบการเรียนการสอนและงานวิจัยได้โดยไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่

การออกแบบ Final Design ที่ให้ทั้งสองกลุ่มอาคารมีภาษาสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อน “โครงสร้างความร่วมมือ” ของสองหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงของมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “เมืองการเรียนรู้” มากกว่าสถานศึกษาในหุบเขา

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมาประกอบกัน ตั้งแต่ผังแม่บทกลางหุบเขา คณะเกษตรศาสตร์ฯ ที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ กองอาคารสถานที่ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ Smart Campus จนถึง Final Design ของอาคารชุดใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดว่า มหาวิทยาลัยพะเยากำลังเคลื่อนตัวจาก “มหาวิทยาลัยในภูเขา” ไปสู่ “เมืองการเรียนรู้” (Learning City) ที่มีระบบนิเวศการศึกษาเต็มรูปแบบ

ในมิติของนิสิต พื้นที่เหล่านี้หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องแลปสมัยใหม่ไปจนถึงแปลงทดลองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติของบุคลากร พื้นที่สำนักงานและห้องประชุมที่ได้รับการออกแบบใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมการทำงานและมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนในมิติของชุมชนโดยรอบ อาคารและศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ มีศักยภาพในการเปิดเป็นเวทีให้เกษตรกร หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพื้นที่ในระยะยาว

สุดท้าย ภาพ Final Design ที่บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ออกมา จึงไม่เพียงสะท้อนทิวทัศน์อาคารชุดใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อน “ทิศทางการพัฒนา” ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่ Green University และ Smart Campus อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อมูล ระบบ และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และข้อมูลศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ
  • ข้อมูลผังแม่บทและประวัติอาคารสำนักงานอธิการบดี–อาคารเรียนรวม PKY และ CE มหาวิทยาลัยพะเยา
  • บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

90% ไม่สวมหมวก! รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมด่วน ชี้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนเป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องแก้

เชียงรายคุมเข้มถนนรับปีใหม่ 2569 ดึงพลังชุมชน–ท้องถิ่น ร่วมสกัด “ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–มอเตอร์ไซค์” หลัง 10 เดือนดับแล้ว 337 ราย

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขยับมาตรการความปลอดภัยทางถนนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างจริงจัง หลังตัวเลขสถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนภาพ “วิกฤตเงียบ” บนท้องถนนของจังหวัด ทั้งในแง่จำนวนครั้งของอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บสาหัส และผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต่อวัน ท่ามกลางรูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย”

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว จังหวัดเชียงรายเลือกใช้ “ชุมชน” เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล โดยอาศัยกลไกผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในช่วง 7 วันควบคุมเข้ม ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวคือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

จุดตั้งต้นของมาตรการ ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากจำ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568 เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางป้องกัน–ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 ระบุว่า ในระยะเวลาเพียง 10 เดือน จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นแล้ว 1,962 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย และมีผู้เสียชีวิต 337 ราย หรือเฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียบนถนนในจังหวัดนี้แทบทุกวัน

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของอุบัติเหตุ จะพบลักษณะร่วมที่สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ด้านความปลอดภัย ดังนี้

  • ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็น “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุเอง” คิดเป็นร้อยละ 75.08
  • กลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 20–29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเปราะบางของคนวัยทำงานตอนต้น
  • ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 18.01–21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกงาน–สังสรรค์ และการเดินทางกลับที่พัก
  • ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 ของอุบัติเหตุทั้งหมดเกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์
  • ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ “ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย” โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย สูงถึงร้อยละ 90

ในเชิงพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายเป็นอำเภอที่มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด ขณะที่ถนนที่เกิดเหตุสูงสุดเป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง คิดเป็นร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 33.22 แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลัก หากครอบคลุมถึงถนนท้องถิ่นที่เชื่อมชุมชนเข้าด้วยกัน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย ไม่ใช่เพียง “เหตุการณ์ในช่วงเทศกาล” หากแต่เป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยปีใหม่ 2569 ถูกเลือกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรการเชิงรุก

เจาะพฤติกรรมเสี่ยง ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–ตัดหน้ากะทันหัน

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ขับรถเร็วเกินกำหนด – คิดเป็นร้อยละ 62.91
  2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ – คิดเป็นร้อยละ 29.73
  3. การตัดหน้ากระชั้นชิด – คิดเป็นร้อยละ 23.14

เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างผู้ประสบเหตุที่ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ และอยู่ในวัย 20–29 ปี จะเห็นภาพของ “ความคุ้นเคยที่ชะล่าใจ” คือ การคุ้นเส้นทาง คุ้นถนน คุ้นระยะ และคุ้นกับบรรยากาศการดื่ม–สังสรรค์ในชุมชน รวมถึงความเคยชินกับการไม่สวมหมวกนิรภัย

สำหรับรถจักรยานยนต์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 86.61 ของอุบัติเหตุทั้งหมด นอกจากจะเป็นยานพาหนะหลักของประชาชนในตัวเมืองและพื้นที่ชนบทแล้ว ยังเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การไปทำงาน ไปสวน ไปตลาด ไปพบเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน การไม่สวมหมวกนิรภัยในบริบทนี้ จึงไม่ใช่แค่การละเมิดกฎหมายจราจร แต่กลับกลายเป็น “พฤติกรรมปกติ” ที่ทวีความเสี่ยงต่อชีวิตในทุกวัน

สำหรับช่วงเวลา 18.01–21.00 น. ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดนั้น เป็นช่วงที่ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนโหมด จากการทำงานสู่การพักผ่อน การทานข้าวนอกบ้าน การพบปะสังสรรค์ และในหลายพื้นที่ของเชียงราย ยังเป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับจากไร่นา รวมถึงการเริ่มต้นกิจกรรมบันเทิงในชุมชน การขับขี่ในสภาพถนนมืด แสงสว่างไม่เพียงพอ ประกอบกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น

เชียงรายในบริบทความปลอดภัยบนถนน เมืองหลัก–ถนนหลัก–ชุมชนเป็นด่านหน้า

แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นสถิติของจังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่โครงสร้างของปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงที่ปรากฏ สะท้อนภาพร่วมของ “จังหวัดเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวในภาคเหนือ” ที่มีทั้งถนนสายหลักของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการสัญจรของทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มักมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายเอง อำเภอเมืองเชียงรายซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นทั้งศูนย์กลางการบริหารราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง การที่ถนนส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จึงตอกย้ำว่าปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่เพียง “ปลายทาง” ที่หมู่บ้าน หากเริ่มตั้งแต่โครงข่ายถนนสายหลักที่รองรับการเดินทางในระดับภูมิภาคด้วย

ในขณะเดียวกัน การที่อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับ “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุ” มากถึงร้อยละ 75.08 ทำให้ที่ประชุมเน้นย้ำว่า การปรับพฤติกรรมเสี่ยงจำเป็นต้องเริ่มจากชุมชน–ครอบครัว–หมู่บ้าน ไม่ใช่หวังพึ่งการบังคับใช้กฎหมายจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

ปรับใช้แนวทางระดับชาติ จากนโยบายบนลงสู่ชุมชนหน้างาน

ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำแนวทางจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาปรับใช้ในบริบทของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ “กลไกในระดับชุมชน” ควบคู่ไปกับ “การเฝ้าระวังบนถนนสายหลัก”

แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่

  1. ดึงผู้นำชุมชนเป็นกลไกหลัก
    เน้นบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็น “เจ้าภาพ” ในการประชาสัมพันธ์และตักเตือนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งในเวทีประชุมหมู่บ้าน กิจกรรมชุมชน และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย
  2. เฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทางเดินทางเป็นหมู่คณะ
    กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มการเฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทาง เช่น รถตู้ รถบัสขนาดเล็ก หรือรถโดยสารที่ใช้เดินทางเป็นหมู่คณะในช่วงเทศกาล เนื่องจากผู้ขับขี่อาจขาดความชำนาญเส้นทาง และอาจไม่ได้ตรวจสภาพรถอย่างเป็นระบบ การเดินทางลักษณะนี้ หากเกิดอุบัติเหตุย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนมากในคราวเดียว
  3. สื่อสารเจาะครอบครัว–หัวหน้าคนในบ้าน
    ใช้หัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชนเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารเรื่องผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเน้นให้เห็นผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ที่ทำให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ หรือไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใช่พฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ทุกครอบครัวล้วนต้องการให้สมาชิกเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้น จากมาตรการเชิงตัวเลขสู่การปฏิบัติจริง

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดเชียงรายได้กำหนด “ช่วงรณรงค์และประชาสัมพันธ์” ควบคู่กับ “ช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลานี้จะเป็นเฟสที่จังหวัด–อำเภอ–ท้องถิ่น–ชุมชน ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของ

  • การสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ในชุมชน
  • การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน–วัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
  • การติดตามดูแลจุดเสี่ยงบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง และถนนท้องถิ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน

แม้มาตรการเชิงปฏิบัติในรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละพื้นที่ แต่อัตลักษณ์ร่วมของการดำเนินการในปีนี้ คือ การเน้น “ชุมชนเป็นฐาน” พร้อมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติที่มีอยู่จริงมาชี้เป้าที่ชัดเจน เช่น เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ช่วงเวลาที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวัง และกลุ่มประชากรเสี่ยงตามช่วงอายุ

จากตัวเลขเหยื่อบนถนน สู่คำถามเรื่อง “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

สถิติอุบัติเหตุของจังหวัดเชียงรายในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนจำนวนครั้งของเหตุการณ์ หากยังชี้ให้เห็นประเด็นเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

หนึ่ง คือ โจทย์เรื่อง “วัฒนธรรมการใช้รถจักรยานยนต์” ในจังหวัดเชียงราย ที่รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง แต่การใช้หมวกนิรภัยยังไม่เป็น “มาตรฐาน” ในชีวิตประจำวัน ตัวเลขร้อยละ 90 ที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับทัศนคติและความเคยชินของคนในชุมชนด้วย

สอง คือ ความเปราะบางของคนวัย 20–29 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด แต่กลับอยู่ในกลุ่มอายุที่มีอุบัติเหตุสูงที่สุดของเชียงราย การสูญเสียในวัยนี้ไม่เพียงกระทบต่อครอบครัว หากยังตัดทอนกำลังแรงงานและทุนมนุษย์ของจังหวัดในระยะยาว

สาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนในพื้นที่” กับ “ถนนในบ้านตัวเอง” เมื่อผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นคนในอำเภอที่เกิดเหตุ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจใช้มาตรการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกำกับดูแลกันเองในระดับหมู่บ้าน–ชุมชน ให้ความคุ้นเคยกับถนนไม่กลายเป็นความประมาทที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต

ในบริบทนี้ การที่จังหวัดเชียงรายเลือกนำแนวทางระดับชาติ มาพัฒนาเป็นมาตรการที่เน้นชุมชนเป็นฐาน จึงถือเป็นความพยายาม “เปลี่ยนจุดยืน” จากการรอปฏิบัติการบนถนนสายหลัก ไปสู่การเริ่มต้นตั้งแต่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของตัวเอง

เป้าหมายระยะยาว เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกเทศกาล

การดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้จำกัดเพียงการรับมือ “7 วันอันตราย” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างภาพรวม “เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

หากมาตรการที่วางไว้สามารถทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัย 20–29 ปี และสามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัย ลดการดื่มแล้วขับ และลดการขับเร็วบนถนนสายหลักและถนนท้องถิ่น ก็จะช่วยลดทั้งจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการใด ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำสั่ง” หรือ “มติที่ประชุม” เพียงอย่างเดียว หากผูกโยงอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ตรถ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมหมวกนิรภัย การไม่ดื่มก่อนขับ การไม่เร่งความเร็วเกินจำเป็น หรือการเคารพป้ายจราจรและผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ

ในช่วงปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีจุดตรวจ–ด่านตรวจเพิ่มขึ้นกี่จุด” แต่คือ “เราจะช่วยกันทำให้คนในครอบครัวและชุมชนของเรา กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยครบทุกคนได้อย่างไร”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เที่ยว-วิ่ง-ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน! เชียงรายใช้ Astro Tourism ควบคู่การสร้างแนวกันไฟ สู้ PM 2.5 ชายแดน

อบจ.เชียงรายผนึก 4 อำเภอชายแดน เปิดกลไก “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” วางรากฐานจัดการหมอกควันข้ามแดน ควบคู่การท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรมไทย–ลาว

เชียงราย, 12 ธันวาคม 2568 – ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอขุนตาล จ.เชียงราย บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการในเช้าวันศุกร์มิได้เป็นเพียงเวทีราชการทั่วไป หากแต่เป็น “วงคุยใหญ่” ที่มีเดิมพันเป็นคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสี่อำเภอชายแดน และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาเพื่อนบ้าน เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ดำเนินการประชุมหารือกรอบความร่วมมือการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)”

การประชุมครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล ผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานความมั่นคง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝั่ง อบจ.เชียงราย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วมและนำข้อเสนอจากระดับพื้นที่เข้าสู่โต๊ะหารือ

การรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปผลประชุมครั้งที่ผ่านมา หากแต่เป็นการ “ตั้งเข็มทิศร่วมกัน” ให้กับกลไกความร่วมมือชายแดน ซึ่งจะต้องรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ภูมิทัศน์หมอกควันชายแดน ปัญหาข้ามพรมแดนที่ไม่มีรั้วกั้น

พื้นที่ชายแดนตอนบนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะสี่อำเภอเชียงของ เวียงแก่น เทิง และขุนตาล เป็นทั้ง “ประตูเชื่อมเศรษฐกิจไทย–ลาว–เมียนมา” และ “แนวหน้า” ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟป่า–หมอกควันซ้ำซากในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ภาพหมอกควันหนาทึบปกคลุมชายแดน ไม่เพียงทำให้ทัศนวิสัยการคมนาคมลดลง แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่สูง การเผาในพื้นที่เกษตร และการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ตัวเลขปริมาณฝุ่น PM2.5 และสถิติการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจในอดีตจะเป็นที่รับรู้กันในระดับนโยบาย แต่สิ่งที่ชัดเจนไม่แพ้ตัวเลขเหล่านั้น คือ “เสียงสะท้อนจากคนชายแดน” ที่ต้องอยู่กับกลิ่นควันและฟ้าหม่นเป็นเดือน ๆ ทุกปี การสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงาน “ข้ามอำเภอ–ข้ามหน่วยงาน–และข้ามพรมแดน” จึงกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการแก้ปัญหา มิใช่เพียงการสั่งห้ามเผาหรือเพิ่มจุดตรวจเพียงอย่างเดียว

ในบริบทนี้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ถูกออกแบบขึ้นให้เป็นทั้ง “กรอบความคิด” และ “กรอบปฏิบัติการ” ที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาอยู่ในวงเดียวกัน ตั้งแต่หน่วยงานด้านวิชาการ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนชายแดน

เวทีหารือครั้งที่ 4 สรุปบทเรียน–ตั้งเข็มทิศใหม่ให้ 4 อำเภอชายแดน

การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ต่อเนื่องจากการหารือสามครั้งก่อนหน้า วัตถุประสงค์หลักคือ การสรุปผลการดำเนินงานเดิม วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และกำหนด “ทิศทางร่วมกัน” ของกลไกความร่วมมือสี่อำเภอชายแดนในระยะต่อไป

นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในฐานะตัวแทนองค์กรปกครองส่วนจังหวัด ซึ่งมีบทบาทด้านการจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ นำเสนอประเด็นสำคัญในมุมของ อบจ.เชียงราย โดยเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ที่ “นายก นก” ผลักดันอย่างจริงจัง PDOSS เน้นการทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลและการบูรณาการเครือข่ายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และย้ำว่าปัญหาไฟป่า–หมอกควันไม่ใช่ “ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานด้านป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม” แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน

เวทีในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากแต่ละอำเภอชายแดนรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ แนวโน้มจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เสี่ยง การเผาในที่โล่ง และบทเรียนจากการปฏิบัติงานในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ภาคประชาสังคมและผู้นำท้องถิ่นก็ได้สะท้อนมุมมองจากระดับชุมชนถึงข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ และเครื่องมือ รวมไปถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ชดเชย–จูงใจ–และสร้างทางเลือก” ให้กับเกษตรกรและชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาการเผาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต

CLEAR Sky Strategy จากงานวิจัยสู่กรอบความร่วมมือในพื้นที่จริง

โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ดำเนินการโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จุดเน้นสำคัญคือ การแปลงองค์ความรู้เชิงวิชาการให้เป็น “กลไกการทำงานในพื้นที่” ที่จับต้องได้

เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ฟ้าใส ได้แก่

  • การจัดการพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอและแนวชายแดน ให้เกิดรูปแบบการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าร่วมกัน
  • การเพิ่มศักยภาพด้านข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้า ลดการเผาแบบไร้การควบคุม ด้วยมาตรการทั้งด้านกฎหมายและการสร้างแรงจูงใจ
  • การผลักดันไปสู่ “กรอบความร่วมมือระดับเมืองคู่ขนานไทย–ลาว” เพื่อให้ฝ่ายท้องถิ่นของทั้งสองประเทศมีแผนปฏิบัติการลดการเผาและหมอกควันร่วมกันในอนาคต
  • การขยายผลไปสู่ความร่วมมือในกรอบกว้างขึ้น เช่น เมืองคู่ขนานไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อรองรับลักษณะของหมอกควันที่ข้ามพรมแดนหลายชั้น

ในภาพรวม CLEAR Sky Strategy จึงเป็นทั้งเครื่องมือเชื่อมโยง “ระดับนโยบาย–ระดับพื้นที่–ระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน โดยในเวทีประชุมครั้งที่ 4 นี้ ได้มีการย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย ภาพถ่ายดาวเทียม และรายงานจุดความร้อนมาประกอบการกำหนดจุดเสี่ยง แนวกันไฟ และกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่อย่างละเอียดมากขึ้น

เชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจชุมชน แผนท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

ที่น่าสนใจคือ ในเวทีหารือเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลร่างกำหนดการและแนวคิดโครงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม “เที่ยวเชียงรายฟ้าใส ท่องเที่ยวธรรมชาติ เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาคส่วนในพื้นที่ที่จะใช้ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” เป็นกลไกควบคู่ไปกับการจัดการไฟป่าและหมอกควัน

ร่างแนวคิดเบื้องต้นระบุว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วยเส้นทางเดิน–วิ่งเชื่อมภูเขาสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ภูชี้เดือน ภูชี้ฟ้า และภูพญาม้า รวมระยะทางราว 12 กิโลเมตร พร้อมกิจกรรมดูดาวบนแนวสันเขา และการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมในชุมชนไทย–ลาวตามแนวชายแดน

กลุ่มเป้าหมายของโครงการท่องเที่ยวดังกล่าวตั้งไว้ที่ 800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวในพื้นที่ 500 คน และจากพื้นที่อื่น 300 คน กิจกรรมสำคัญนอกจากการเดิน–วิ่งและดูดาวแล้ว ยังมีการ “Kick off แนวกันไฟ” ตามสันเขาในพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงและแนวกันไฟให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนไปพร้อมกัน

ในร่างแนวคิดที่ฉายบนจอภาพ ยังมีการกล่าวถึงการออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร พืชผลทางการเกษตร และกาแฟ รวมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้เกิด “เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน” จากการท่องเที่ยวที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการลดการเผาในพื้นที่สูง

แม้รายละเอียดสุดท้ายของโครงการยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการไฟป่าและหมอกควนไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายเพื่อควบคุมความเสียหายเท่านั้น หากยังถูกมองเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางเศรษฐกิจของภูเขา ป่าไม้ และวิถีชีวิตชายแดน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่วางอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

จากเวทีประชุมสู่การลงมือทำ บททดสอบของกลไกความร่วมมือชายแดน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ของกลไกความร่วมมือ 4 อำเภอชายแดนครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการรับทราบรายงาน แต่เป็นเวทีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า

  • จะทำอย่างไรให้การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่หยุดอยู่แค่ “แผนบนกระดาษ”
  • จะสร้างกลไกให้ข้อมูลจากงานวิจัย ดาวเทียม และประสบการณ์ในพื้นที่ถูกนำไปใช้จริงในช่วงวิกฤติได้อย่างไร
  • และที่สำคัญ จะทำอย่างไรให้คนในชุมชนชายแดนรู้สึกว่า “เขาเป็นเจ้าของแผน” มิใช่เพียงผู้รับผลจากคำสั่งของหน่วยงานรัฐ

คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมเพียงครั้งเดียว แต่การที่มีตัวแทนชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และองค์กรวิชาการ มานั่งอยู่ในวงเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณสำคัญของ “วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจังหวัดชายแดนแห่งนี้

สำหรับ อบจ.เชียงราย การเข้าร่วมอย่างแข็งขันของรองนายก อบจ.เชียงรายและเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนจังหวัดที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยเท่านั้น แต่เข้ามาร่วมวางระบบการป้องกันล่วงหน้า ผ่านนโยบาย PDOSS และการสนับสนุนโครงการวิจัย–โครงการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย “เชียงรายฟ้าใส” ในระยะยาว

 “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” จุดตั้งต้นของเมืองชายแดนที่อยากเห็นท้องฟ้าโปร่ง…ไม่ใช่แค่ในฤดูท่องเที่ยว

หากมองในมิติภายนอก ตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย การประชุม และการวางแผนอาจดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากหมอกควันในแต่ละปี แต่ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์ฟ้าใสได้เริ่มวาง “โครงสร้างใหม่ของการทำงาน” ที่ทำให้ 4 อำเภอชายแดนของเชียงรายไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

การมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจน การสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยระดับชาติ การเข้ามามีบทบาทของ อบจ.เชียงราย และการขยายแนวคิดไปสู่มิติเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ทำให้เห็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ว่า

  • ป่าชายแดนจะไม่ถูกมองเพียงเป็นพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องดูแลร่วมกัน
  • หมอกควันที่เคยเป็นสัญลักษณ์ด้านลบของฤดูแล้ง อาจถูกแทนที่ด้วยภาพท้องฟ้าโปร่งและคณะนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมดาวบนภูสูง โดยรู้ดีว่าทุกก้าวที่เดินอยู่บนแนวกันไฟคือส่วนหนึ่งของการปกป้องป่าร่วมกับชุมชน
  • และเมืองชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา จะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะ “พื้นที่ต้นทางของวิกฤตมลพิษ” แต่เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดนด้วยความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกัน

ในช่วงเวลาที่โลกจับตาปัญหามลพิษอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดชายแดนเล็ก ๆ อย่างเชียงรายอาจไม่ได้มีเสียงดังก้องในเวทีนานาชาติ แต่ก้าวเล็ก ๆ ของการประสานงานในวันนี้ หากดำเนินต่อเนื่องอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการหมอกควันข้ามแดนในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครูบา-จิตอาสาสานพลัง! มทบ.37 จัดกิจกรรม “วันดินโลก” วางโครงสร้างนิเวศดักตะกอนดิน สร้างความมั่นคงด้านน้ำ

วันดินโลก” ที่บ้านร่องเบ้อ มทบ.37 นำจิตอาสาสร้างฝาย Gabion ฟื้นป่าต้นน้ำ–รับมือไฟป่าเชียงราย

เชียงราย – วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37) จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “น้อมรำลึก เนื่องในวันพ่อแห่งชาติและวันดินโลก” ณ บ้านร่องเบ้อ ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างแหล่งน้ำต้นทุนให้ชุมชน ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำแบบกล่องลวดตาข่าย Gabion ควบคู่กับการปลูกต้นไม้และปล่อยพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำชุมชน

กิจกรรมครั้งนี้มี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดเชียงราย (ฝ่ายพลเรือน) เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ประกอบด้วยกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน มทบ.37 หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ เยาวชน และชุมชนในพื้นที่บ้านร่องเบ้อ สะท้อนรูปธรรมของการบูรณาการทุกภาคส่วนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

วันดินโลก–จากพระราชดำริสู่การลงมือในป่าต้นน้ำเชียงราย

การจัดกิจกรรม “วันดินโลก” ในประเทศไทยมีความหมายลึกซึ้งเป็นพิเศษ เนื่องจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “World Soil Day” เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของดิน ต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศ โดยอ้างอิงพระราชดำริด้านการจัดการดินและน้ำของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนาน

กิจกรรมที่บ้านร่องเบ้อในวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จึงเป็นทั้งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และการต่อยอดหลักคิด “พัฒนาควบคู่อนุรักษ์” สู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยเลือกป่าต้นน้ำและลำห้วยของชุมชนเป็นสมรภูมิหลักในการทำงานเชิงจิตอาสา

พลังจิตอาสา 400 ชีวิต เครือข่ายที่เกินกว่า “งานวันเดียว”

หัวใจสำคัญของกิจกรรม คือ การรวมพลังภาคีเครือข่ายจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านความมั่นคง หน่วยงานด้านสังคม เศรษฐกิจ และเยาวชนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย

  • กำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 37
  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พม.จว.ช.ร.)
  • จิตอาสากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.จังหวัด ช.ร.)
  • สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย
  • คณะศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดเชียงราย (CSR เชียงราย)
  • ตัวแทนวิทยาลัยอาชีวศึกษา เยาวชนสภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย และกลุ่มเยาวชนไทยหัวใจอาสา
  • ผู้นำท้องถิ่นและประชาชนจิตอาสาบ้านร่องเบ้อ

การมีส่วนร่วมที่หลากหลายเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัย “ทุนทางสังคม” ของชุมชนในวงกว้าง ทั้งในมิติความรู้ กำลังคน ทุน และเครือข่าย

นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับเมตตาจาก “ครูบาศรีจอมหมอกฟ้างำเมือง” พระเกจิจากจังหวัดลำปาง เดินทางมาร่วมให้กำลังใจจิตอาสาและชาวบ้านที่ลงมือฟื้นฟูป่าต้นน้ำร่วมกันในพื้นที่บ้านร่องเบ้อ ช่วยเสริมมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณให้กับการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ ซึ่งมักจะต้องใช้ความต่อเนื่องและความศรัทธาในระยะยาว

ฝาย Gabion วิศวกรรมเรียบง่ายที่เปลี่ยนภูเขาแห้งให้กลายเป็น “ป่าเปียก”

ภารกิจหลักของกิจกรรมครั้งนี้ คือ การสร้าง “ฝายชะลอน้ำแบบกล่องลวดตาข่าย Gabion” บริเวณลำห้วยในพื้นที่ป่าต้นน้ำของบ้านร่องเบ้อ

ฝาย Gabion เป็นโครงสร้างชะลอน้ำที่สร้างจากกล่องลวดตาข่ายบรรจุก้อนหิน มีข้อดีคือแข็งแรง ปรับตัวตามสภาพพื้นที่ได้ดี และปล่อยให้กระแสน้ำไหลผ่านได้ แต่ถูกชะลอความเร็วลง ทำให้ตะกอนดินหยาบตกค้างอยู่ด้านเหนือฝาย พร้อมทั้งกักเก็บความชุ่มชื้นให้พื้นที่โดยรอบ เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนที่สะสมจะกลายเป็นแหล่งดินอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการเติบโตของพืชพรรณรอบลำห้วย

สำหรับบ้านร่องเบ้อ ฝาย Gabion ที่สร้างขึ้นถูกออกแบบให้ทำหน้าที่หลายประการพร้อมกัน ได้แก่

  1. ดักตะกอนป้องกันการพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน
  2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าต้นน้ำ สร้าง “ระบบนิเวศป่าเปียก” ที่ช่วยลดโอกาสเกิดไฟป่า
  3. เป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนสำหรับระบบประปาภูเขาของชุมชน
  4. ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับทีมดับไฟป่าชุมชนในช่วงฤดูแล้ง

เมื่อผนวกรวมกับกิจกรรมปล่อยปลาลงสู่แหล่งน้ำและปลูกต้นไม้ลดภาวะโลกร้อน กิจกรรมในวันเดียวจึงไม่ได้สร้างเพียง “ฝายหนึ่งตัว” หากแต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศและสังคมเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วมในระยะยาว

เชียงราย–เมืองหน้าด่านปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ

ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง จังหวัดเชียงรายและจังหวัดในภาคเหนือเผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจุดความร้อนในประเทศและหมอกควันข้ามแดน โดยข้อมูลจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า จุดความร้อนจำนวนมากที่เกิดจากไฟป่ามีแนวโน้มสัมพันธ์กับระดับฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ โดยเฉพาะแนวชายแดนที่รับอิทธิพลจากกระแสลมพัดพาควันไฟจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา

รายงานสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองในจังหวัดเชียงรายในช่วงฤดูหมอกควันระบุว่า หลายวันค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

ในบริบทนี้ การสร้าง “ป่าเปียก” ด้วยฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความชุ่มชื้นของผืนป่าและลดการแพร่กระจายของไฟป่า แต่ยังช่วยลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามกลายเป็นจุดความร้อนขนาดใหญ่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเกิดหมอกควัน PM2.5 ในระดับภูมิภาค

กิจกรรมที่บ้านร่องเบ้อจึงสะท้อนให้เห็นแนวคิด “คิดระดับภูมิภาค–ลงมือระดับหมู่บ้าน” กล่าวคือ แม้ฝายหนึ่งตัวในลำห้วยเล็ก ๆ จะดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาคนนอกพื้นที่ แต่เมื่อเชื่อมโยงกับระบบฝายชะลอน้ำจำนวนมากในลุ่มน้ำเดียวกัน ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศและคุณภาพอากาศของทั้งจังหวัดได้

หนองหลวง–ร่องเบ้อ แหล่งน้ำชุมชนที่มากกว่า “สระน้ำสำหรับทำการเกษตร”

พื้นที่บ้านร่องเบ้อ–หนองหลวง ที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชนในหลายมิติ เป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แหล่งประมงพื้นบ้าน และพื้นที่สีเขียวที่ช่วยรองรับกิจกรรมนันทนาการของชุมชน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชบริเวณหนองหลวงร่วมกับหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย เทศบาลตำบลห้วยสัก เทศบาลตำบลสิริเวียงชัย เทศบาลตำบลเมืองชุม และเทศบาลตำบลดอยศิลา เพื่อฟื้นฟูคุณภาพแหล่งน้ำให้กลับมาใสสะอาดและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ปัจจุบัน หนองหลวงได้รับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมจนกลับมามีคุณภาพน้ำที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมรองรับการเป็นหนึ่งในโซนจัดกิจกรรม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ในเขตอำเภอเวียงชัย กำหนดจัดระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของแหล่งน้ำและภูมิทัศน์ในพื้นที่

การสร้างฝาย Gabion ในลำห้วยต้นน้ำที่เกี่ยวเนื่องกับหนองหลวง จึงเป็นเหมือนการเสริม “หลังบ้านด้านนิเวศ” ให้มั่นคง เพื่อรองรับ “หน้าบ้านด้านการท่องเที่ยว” ที่กำลังได้รับการผลักดันอย่างจริงจังจากจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จิตอาสาพระราชทาน กับสมการ “ความมั่นคง–สิ่งแวดล้อม–ชุมชนเข้มแข็ง”

การขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาโดยมณฑลทหารบกที่ 37 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการระดมกำลังพลไปช่วยงานชุมชนระยะสั้น หากแต่สะท้อนบทบาทของกองทัพในมิติ “ความมั่นคงมนุษย์” ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้กับประชาชนในระยะยาว

ภายใต้กรอบแนวคิดจิตอาสาพระราชทาน กิจกรรมอนุรักษ์ป่าและการสร้างฝายชะลอน้ำจึงทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับเครือข่ายภาคประชาชน เยาวชน และภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการป้องกันไฟป่า ลดหมอกควัน และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชน

การบูรณาการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ ไปจนถึงการดูแลรักษาโครงสร้าง เช่น ฝายชะลอน้ำและแนวกันไฟ เพื่อให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมดูแลต่อเนื่องในระยะยาว

จาก “วันเดียว” สู่ “แผนระยะยาว” ความท้าทายและข้อเสนอเชิงนโยบาย

แม้กิจกรรมในวันดินโลกที่บ้านร่องเบ้อจะประสบความสำเร็จในแง่การระดมพลังจิตอาสาและผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในพื้นที่ แต่ความท้าทายสำคัญคือ การต่อยอดให้โครงการลักษณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนจัดการลุ่มน้ำและป่าต้นน้ำเชียงราย” ที่มีความชัดเจนและต่อเนื่อง

ประเด็นที่ควรพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่

  1. การสำรวจศักยภาพลำห้วยและป่าต้นน้ำรอบบ้านร่องเบ้อ–หนองหลวง
    เพื่อต่อยอดการสร้างฝายชะลอน้ำและแนวป่าเปียกให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่า โดยอาศัยฐานข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลไฟป่าที่หน่วยงานด้านภูมิสารสนเทศและสิ่งแวดล้อมรวบรวมไว้
  2. การเชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรมจิตอาสากับฐานข้อมูลการจัดการไฟป่าและ PM2.5
    หากสามารถบันทึกตำแหน่งฝายชะลอน้ำ แนวกันไฟ และพื้นที่ปลูกป่าที่เกิดจากโครงการจิตอาสาเข้าสู่ระบบข้อมูลกลาง ก็จะช่วยให้จังหวัดเชียงรายสามารถประเมินผลเชิงนโยบายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าการลงทุนด้านจิตอาสาและโครงสร้างนิเวศมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าและหมอกควันได้มากน้อยเพียงใด
  3. การเสริมบทบาทเยาวชนในฐานะ “ผู้พิทักษ์ต้นน้ำรุ่นใหม่”
    การมีส่วนร่วมของเยาวชนจากสภาลมหายใจและกลุ่มเยาวชนไทยหัวใจอาสาในกิจกรรมครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม หากได้รับการออกแบบโครงการต่อเนื่อง เช่น หลักสูตรเยาวชนเฝ้าระวังไฟป่า หรือโครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ฝายและลำห้วย ก็จะช่วยให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นวาระของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
  4. การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025
    หนองหลวงในฐานะหนึ่งในโซนจัดกิจกรรมของงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เล่าถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ฝายชะลอน้ำ และตำนานท้องถิ่น หากสามารถออกแบบเส้นทางเรียนรู้ที่เชื่อมระหว่างจุดชมดอกไม้กับพื้นที่ป่าต้นน้ำบ้านร่องเบ้อ ก็จะช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่า “ความสวยงามของดอกไม้ในงานมหกรรม” เชื่อมโยงกับ “ความชุ่มชื้นของป่าต้นน้ำ” อย่างไร

วันดินโลกที่บ้านร่องเบ้อ – เรื่องเล่าของดิน น้ำ ป่า และผู้คน

กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาที่บ้านร่องเบ้อในโอกาสน้อมรำลึกวันพ่อแห่งชาติและวันดินโลก ไม่ได้เป็นเพียงภาพของผู้คนที่ช่วยกันแบกหิน ใส่กล่องลวดตาข่าย ปลูกต้นไม้ และปล่อยปลาเท่านั้น หากแต่เป็น “ฉากย่อย” ของเรื่องเล่าขนาดใหญ่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดเชียงรายในศตวรรษที่ต้องเผชิญทั้งวิกฤตภูมิอากาศ ไฟป่า หมอกควัน และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ฝาย Gabion หนึ่งตัวอาจไม่สามารถหยุดไฟป่าทั้งจังหวัด หรือทำให้ค่า PM2.5 ลดลงในทันที แต่เมื่อมองในมิติของระบบนิเวศและความร่วมมือของผู้คน การมีฝายจำนวนมากขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำ การมีเยาวชนและชุมชนที่เข้าใจบทบาทของตนเอง การมีหน่วยงานรัฐ–ทหาร–เอกชน–ภาคศาสนาร่วมขับเคลื่อน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในการสร้าง “เมืองปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม” อย่างยั่งยืน

ในมุมหนึ่ง วันดินโลกที่บ้านร่องเบ้อจึงเป็นการย้ำเตือนว่าดิน น้ำ ป่า และผู้คน ไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกัน การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไม่ใช่เพียงการปกป้องต้นไม้ แต่เป็นการปกป้องชีวิตของผู้คนทั้งในวันนี้และอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
  • กรมชลประทาน
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT วางกรอบกฎหมายคุมมลภาวะทางแสงรับ Astro Tourism

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT–ท้องถิ่น–เยาวชน ดัน Astro Tourism รับท่องเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทะลุ 30 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จังหวัดเชียงรายกำลังเลือก “เส้นทางเฉพาะตัว” ในการยกระดับศักยภาพของพื้นที่ ด้วยการประกาศเดินหน้าสู่เป้าหมาย “จังหวัดท้องฟ้ามืด” (Chiang Rai Dark Sky Province) เพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (Astro Tourism) แห่งใหม่ของภูมิภาค ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องมลภาวะทางแสงที่ท้าทายการอนุรักษ์ท้องฟ้ายามค่ำคืน

ก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และหารือแนวทางจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันฯ เพื่อผลักดันโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” ให้เป็นรูปธรรม

การเยี่ยมชมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดูงานเชิงสัญลักษณ์ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมต่อกันของสองกระแสใหญ่ในประเทศ นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และความพยายามรักษาทุนทางธรรมชาติที่มองไม่เห็นในเวลากลางวันอย่าง “ท้องฟ้ามืด” ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงรายในระยะยาว

เศรษฐกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มกำลัง – โอกาสและแรงกดดันสำหรับเชียงราย

ตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวไทย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 7 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วรวม 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 1,405,480 ล้านบาท

เฉพาะในสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศรวม 669,991 คน หรือเฉลี่ยวันละราว 95,713 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้ากว่า 5.47% โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวโดดเด่น มีอัตราการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 8.10% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่กลับมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 28% หลังสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้คลี่คลาย

หากมองในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4,234,976 คน ตามด้วยจีน 4,184,791 คน อินเดีย 2,280,823 คน รัสเซีย 1,685,931 คน และเกาหลีใต้ 1,438,827 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตใหญ่” ขณะเดียวกันก็หมายถึงแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงเชียงรายด้วย

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น การเข้าสู่ช่วง High season ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล การยกเว้นบัตร ตม.6 และการส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งหมดนี้ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องเตรียมพร้อมรองรับ “จำนวนคน” ควบคู่ไปกับการปกป้อง “คุณภาพพื้นที่” ไปพร้อมกัน

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทุกสไตล์ และต่อยอดสู่เมืองสุขภาพ (Wellness City) การเลือกใช้ “ท้องฟ้ามืด” เป็นแกนกลางของการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นทั้งโอกาสสร้างจุดขาย และบททดสอบเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

มลภาวะทางแสง – ปมขัดแย้งระหว่างการเติบโตของเมืองกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

ในขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวระดับชาติเติบโตต่อเนื่อง เมืองท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ “มลภาวะทางแสง” (Light Pollution) ที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับความเจริญของเมือง แสงไฟจากอาคาร ร้านค้า ป้ายโฆษณา และโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายโดยขาดการจัดการ ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างมากขึ้นทุกปี

รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกประมาณหนึ่งในสาม ไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกจากที่พักอาศัยของตนได้อีกต่อไป การเรืองแสงของท้องฟ้าเหนือเมือง (Urban Sky Glow) กลายเป็น “ดัชนีเตือนภัย” ของมลภาวะทางแสงที่ค่อย ๆ กลืนกินความมืดตามธรรมชาติ

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างกว้างขวาง แสงกลางคืนที่สว่างเกินความจำเป็นทำให้สัตว์ป่าสับสน เช่น ลูกเต่าทะเลที่เคลื่อนทิศผิดไปจากทะเล หรือแมลงที่ถูกรบกวนวงจรชีวิต ในมุมของมนุษย์ การได้รับแสงในเวลาที่ไม่เหมาะสมยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและการรบกวนจังหวะชีวภาพของร่างกาย

สำหรับเชียงราย เป้าหมายการเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ทำให้คำถามเรื่องมลภาวะทางแสงมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าปกติ พื้นที่ที่ต้องรักษาความมืด เช่น รอบสวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง หรือชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน อาจถูกล้อมด้วยเขตชุมชนและการพัฒนาใหม่ หากขาดการวางผังเมืองและข้อกำหนดด้านการใช้แสงที่ชัดเจน แสงจากพื้นที่กันชน (Buffer Zones) ก็สามารถทำลายคุณภาพความมืดของพื้นที่แกนกลางได้ภายในเวลาไม่นาน

ก้าวแรกของเชียงราย จากพื้นที่ต้นแบบสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดทั้งจังหวัด

เชียงรายไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในจังหวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดตามมาตรฐานโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” ของ NARIT แล้วอย่างน้อย 2 แห่ง

สวนแม่ฟ้าหลวง ในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) ได้รับการรับรองเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” ในปี 2568 ถือเป็นพื้นที่แรกของประเทศในประเภทนี้ การใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง การควบคุมทิศทางของโคมไฟ และการรักษาบรรยากาศยามค่ำคืน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมท้องฟ้า ดวงดาว และทางช้างเผือกได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็สะท้อนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนของโครงการดอยตุง ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

อีกแห่งหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นกัน ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของการนำสถานะ “ท้องฟ้ามืด” มาต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสานดาราศาสตร์ (Agro–Astronomy Tourism) เกิดตำแหน่งงานใหม่ทั้งมัคคุเทศก์ดูดาว ผู้ให้บริการโฮมสเตย์ และผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างรายได้ให้ชุมชนและลดการย้ายถิ่นแรงงานออกนอกพื้นที่

ด้านฐานข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) ได้จัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ท้องฟ้ามืดตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา แผนที่ดังกล่าวช่วยระบุทั้งพื้นที่แกนกลางที่ยังมืดสนิท และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังมลภาวะทางแสง ข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของ อบจ.เชียงราย และ NARIT ในการกำหนดเขต Core Area และ Buffer Zone อย่างมีหลักฐานรองรับ

ดีลความร่วมมือใหม่ อบจ.เชียงราย–NARIT–เยาวชน วางกรอบกฎหมายควบคุมแสง

การเดินทางของคณะ อบจ.เชียงราย และสภาเยาวชน ไปยัง NARIT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม จึงมีความหมายมากกว่าการดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ หากแต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระดับจังหวัด

ในระหว่างการหารือ นางอทิตาธรย้ำเจตนารมณ์ของจังหวัดว่า ต้องการใช้แนวคิด “Dark Sky” เป็นกลไกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ เมืองสุขภาพ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ ภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แต่เพื่อให้เป้าหมายยกระดับเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” เกิดผลจริง จำเป็นต้องมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสมัครใจ

NARITจึงได้เสนอแนวทางเชิงเทคนิคสำหรับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมแสงสว่าง (Local Lighting Ordinance) โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลและประสบการณ์จากโครงการ Dark Sky ในพื้นที่อื่น แนวทางหลักประกอบด้วย

  • การบังคับใช้โคมไฟแบบส่องลงล่างทั้งหมด (Fully-Shielded Fixtures) เพื่อลดการรั่วไหลของแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า
  • การจำกัดอุณหภูมิสีของแสง (CCT) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3,000 เคลวิน เพื่อลดแสงสีฟ้าที่กระจายในบรรยากาศได้ไกล
  • การกำหนดช่วงเวลาลดระดับความสว่างหรือปิดไฟที่ไม่จำเป็นหลังเวลา 23.00 น. โดยเฉพาะในเขต Buffer Zone รอบพื้นที่แกนกลาง

ตัวอย่างจากโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งใช้หลอดไฟตามมาตรฐาน Dark Sky ชี้ให้เห็นว่า การจัดการแสงอย่างเหมาะสมช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้มากถึงราว 47.5% ขณะเดียวกันค่าความมืดของท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้มาตรฐานอุทยานท้องฟ้ามืดที่ NARIT กำหนด นั่นหมายความว่า “การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คืนผลประหยัดระยะยาวให้ท้องถิ่นได้จริง”

อบจ.เชียงรายจึงมีแนวโน้มจะเดินหน้าจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงโดยอาศัยข้อมูลจากแผนที่ท้องฟ้ามืดของ มรภ.เชียงราย เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ หากทำสำเร็จเชียงรายจะกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีกฎหมายท้องถิ่นด้านท้องฟ้ามืดอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อท้องฟ้ามืดกลายเป็น “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย

การก้าวสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดไม่ได้หมายถึงการทำให้จังหวัดมืดลง หากแต่เป็นการจัดการ “คุณภาพของแสง” ให้เหมาะสมกับทั้งความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และเมื่อท้องฟ้ากลับมามืดพอที่จะมองเห็นดาวจำนวนมากได้อย่างชัดเจน ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏให้เห็น

ประสบการณ์ในพื้นที่ต้นแบบอย่างฮ่อมลมจอย แสดงให้เห็นว่าการได้รับการรับรองเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเฉพาะที่ยินดีเดินทางไกลเพื่อประสบการณ์ดูดาวโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้จ่ายสูงและพักค้างคืนหลายวัน ทำให้รายได้กระจายสู่ธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างทั่วถึง

ในระดับจังหวัด หากเชียงรายสามารถเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเดิม เช่น ดอยตุง ดอยช้าง ดอยผาตั้ง หรือชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะสามารถออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว “Chiang Rai Dark Sky” ได้หลากหลาย ทั้งทริปดูดาว เดินป่า เรียนรู้กาแฟหรือชา และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาประสบการณ์ลึกซึ้งมากกว่าการเดินทางเชิงถ่ายรูปเพียงระยะสั้น

นอกจากนี้ การผลักดัน Astro Tourism ยังเชื่อมโยงโดยอ้อมกับวาระด้านคุณภาพอากาศของภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะท้องฟ้ามืดจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในช่วงที่ทัศนวิสัยปลอดโปร่ง การรักษาท้องฟ้าให้มืดและใสไปพร้อมกันจึงกลายเป็นแรงส่งให้จังหวัดต้องจริงจังกับทั้งการลดมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ

ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข – จากห้องประชุมสู่การมีส่วนร่วมของชุมชน

แม้เชียงรายจะมีพื้นที่ต้นแบบและฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์พร้อมแล้ว แต่การยกระดับทั้งจังหวัดให้เป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมแสงในโครงการพัฒนาใหม่ๆ ในเขตเมืองและชานเมือง ไปจนถึงความเข้าใจของประชาชนที่อาจกังวลว่า “ลดแสงแล้วจะไม่ปลอดภัย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านท้องฟ้ามืดจึงเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การปิดไฟจนมืดสนิท แต่อยู่ที่การใช้แสงให้ตรงจุดและเพียงพอ เช่น ใช้โคมไฟที่ส่องลงพื้นถนนแทนการกระจายขึ้นฟ้า ใช้แสงสีเหลืองอบอุ่นแทนแสงสีขาวจ้า และลดการเปิดไฟที่ไม่จำเป็น การสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจในการลดความเข้าใจผิด และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันว่า “ทุกคนมีส่วนในการรักษาท้องฟ้าของจังหวัด”

อีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำเป็นต้องออกแบบให้สมดุลระหว่างความเข้มงวดกับความยืดหยุ่น เช่น การให้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนโคมไฟของภาคเอกชน การจัดตั้งกองทุนหรือโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นมาตรฐาน Dark Sky สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ และการเปิดช่องให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอพื้นที่ที่ต้องการเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม

วิสัยทัศน์ระยะยาว จากเชียงรายสู่ต้นแบบอาเซียน

เมื่อมองไกลไปกว่าขอบเขตจังหวัด การขับเคลื่อน “Chiang Rai Dark Sky” มีศักยภาพจะกลายเป็นต้นแบบให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน การผสานกันของข้อมูลวิทยาศาสตร์จาก NARIT ฐานข้อมูลท้องถิ่นจาก มรภ.เชียงราย และอำนาจจัดการพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย แสดงให้เห็นโมเดลความร่วมมือไตรภาคีที่น่าสนใจ ทั้งด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากเชียงรายสามารถผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงให้มีผลบังคับใช้จริง พร้อมขยายผลจากพื้นที่แกนกลาง เช่น สวนแม่ฟ้าหลวงและฮ่อมลมจอย ไปสู่เครือข่ายชุมชนท้องฟ้ามืดทั่วจังหวัดได้สำเร็จ ก็จะไม่เพียงเป็นจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีนโยบายท้องฟ้ามืดในระดับจังหวัด แต่ยังอาจกลายเป็น “ห้องทดลองเชิงนโยบาย” ให้ประเทศอื่นในภูมิภาคนำไปปรับใช้

ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนหลั่งไหลเข้ามาสร้างรายได้ให้ประเทศไทย ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจังหวัดต่าง ๆ เลือกใช้การพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มองไม่เห็นในแสงจ้าเช่น “ท้องฟ้ามืด” สำหรับเชียงราย เส้นทางสู่การเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) – ข้อมูลโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” และเกณฑ์การรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – ข้อมูลการหารือโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” และการเยี่ยมชม NARIT ของคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย วันที่ 7 ธันวาคม 2568
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย – งานวิจัยและ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” ใช้ประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย – ข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายผนึกกำลังส่วนกลาง! ยุทธศาสตร์ 4 ด้านเน้น Zero Burning 2 เดือนเต็ม รับมือฝุ่นข้ามแดนและไฟป่า

เชียงรายร่วมประชุม “กอปภ.ก.” วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านรับมือฝุ่นพิษ PM 2.5 เชื่อมแผน “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” ภาคเหนือก่อนเข้าสู่ฤดูวิกฤต

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด บรรยากาศเช้าวันที่ 8 ธันวาคม เต็มไปด้วยความตื่นตัวของคณะทำงานด้านไฟป่าและหมอกควันของจังหวัด เมื่อ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำทีมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้าร่วมการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ผ่านระบบประชุมออนไลน์ เพื่อรับฟังสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เริ่มทวีความสำคัญขึ้นอีกครั้งก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งและฤดูเผาในหลายพื้นที่ของประเทศ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การเป็นประธานของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยแม้หัวข้อหารือหลักจะเน้นพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ แต่ข้อเสนอเชิงมาตรการและข้อสั่งการจากส่วนกลางถูกมองว่าเป็น “แผนแม่บท” ที่ทุกจังหวัด รวมถึงเชียงรายจำเป็นต้องนำไปปรับใช้และบูรณาการร่วมกับแผนระดับภูมิภาค โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ “ฟ้าใส” (CLEAR Sky Strategy) ที่ภาคเหนือกำลังเดินหน้าร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และเมียนมา เพื่อจัดการปัญหาหมอกควันและไฟป่าข้ามแดนอย่างจริงจัง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุระหว่างการประชุมว่า เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งฝุ่นควันจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่เอง และจากกระแสลมที่พัดพามลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านในบางช่วงของปี การได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการ “เชื่อมภาพรวมส่วนกลางกับบริบทพื้นที่จริง” เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์

ภาพใหญ่ของปัญหา จากกรุงเทพฯ สู่เชียงราย

ในระดับประเทศ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ถูกยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติหลังจากหลายปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานซ้ำซาก ทั้งในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่อิทธิพลสภาพอากาศ การเผาในที่โล่ง และการสะสมของมลพิษจากการคมนาคมและอุตสาหกรรมทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายต้องเผชิญทั้งหมอกควันจากไฟป่าในพื้นที่สูง การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และหมอกควันข้ามแดน ทำให้แผนการจัดการคุณภาพอากาศของจังหวัดไม่อาจแยกออกจากนโยบายระดับชาติได้ การประชุม กอปภ.ก. ครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนมาตรการเดิม เสริมจุดแข็ง และอุดช่องโหว่ของระบบรับมือวิกฤตฝุ่นควันในปี 2568–2569

ยุทธศาสตร์ 4 ด้านรับมือ PM 2.5 จากกระดาษสู่การปฏิบัติ

หนึ่งในหัวใจของการประชุม คือการสรุป “ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน” ที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอร่วมกันในการจัดการฝุ่น PM 2.5 โดยมีการเน้นย้ำทั้งมิติการบริหารจัดการในเขตเมือง การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร การป้องกันไฟป่า และการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอื่น ๆ ซึ่งจังหวัดต่าง ๆ ต้องนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

ด้านแรก คือ การจัดการในเขตเมือง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้นำเสนอแผนในฐานะ “ต้นแบบเมืองใหญ่” ผ่านมาตรการขยายเขตควบคุมมลพิษและการกำหนด Low Emission Zone ให้ครอบคลุม 51 เขต เพิ่มจุดตรวจควันดำรถบรรทุกและรถโดยสาร ควบคุมการก่อสร้างไม่ให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย พร้อมทั้งปรับรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home ในช่วงวันที่ค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน แนวทางเหล่านี้แม้จะถูกออกแบบมาสำหรับเมืองหลวง แต่หลักคิดเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเขตเมือง การจัดการจราจร และการสื่อสารเตือนภัยเชิงรุก สามารถนำมาปรับใช้กับเขตเมืองของเชียงราย เช่น พื้นที่ตัวเมืองเชียงราย หรืออำเภอที่มีการจราจรหนาแน่นได้เช่นกัน

ด้านที่สอง คือ การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร ภายใต้การนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รายงานสถานการณ์พืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและข้าวโพดที่มักเกี่ยวข้องกับการเผาเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว มาตรการสำคัญประกอบด้วยการสนับสนุนเกษตรกรรมแบบไม่เผา การจัดสรรสิทธิ์ช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขห้ามเผา การกำหนดมาตรฐานอ้อยไฟไหม้ไม่เกินร้อยละ 0.06 และการผลักดันการใช้เครื่องจักรทางการเกษตรทดแทนการเผาแปลง การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสั่งการเชิงห้ามปราม แต่ยังมุ่งสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตด้วย

ด้านที่สาม คือ การป้องกันไฟป่าและการเผาในพื้นที่ป่า ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอให้กำหนดช่วง “ห้ามเผาเด็ดขาด” หรือ Zero Burning อย่างน้อยสองเดือนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ควบคู่กับการเฝ้าระวังจุดความร้อนหรือ Hotspot แบบเรียลไทม์ การจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟ และการเตรียมแผนเผชิญเหตุร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยง เส้นทางปฏิบัติเหล่านี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของเชียงรายที่จำเป็นต้องมีเครือข่ายอาสาสมัครและหน่วยปฏิบัติการในหมู่บ้านห่างไกล เพื่อให้สามารถเข้าไปควบคุมสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างทันท่วงที

ด้านสุดท้าย คือ การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอื่น ๆ ทั้งจากรถบรรทุก รถโดยสาร โรงงานอุตสาหกรรม และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยหลายหน่วยงานได้เสนอให้เพิ่มความเข้มข้นของการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย และการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษให้ชัดเจนมากขึ้น ควบคู่กับการสื่อสารสร้างการรับรู้ความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ผ่านระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศแบบรายพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

ข้อสั่งการจากส่วนกลาง จากตัวเลขมาตรการสู่ความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากการสรุปภาพรวมมาตรการแล้ว นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน “เร่งนำมาตรการไปปฏิบัติจริง” พร้อมกำชับให้ติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นมีแนวโน้มพุ่งสูงเกินมาตรฐาน

หนึ่งในข้อสั่งการสำคัญ คือการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์จัดทำสื่อเผยแพร่ในรูปแบบวิดีทัศน์ (VTR) รวบรวมข้อมูลการดำเนินงานและมาตรการของทุกหน่วยงาน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ว่า ภาครัฐไม่ได้เพียง “เฝ้าดูตัวเลข” แต่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในมิติการป้องกัน การแก้ไข และการเยียวยาผลกระทบ การสื่อสารเชิงรุกนี้ยังช่วยลดความตื่นตระหนก ลดข่าวลือ และสร้างความเข้าใจร่วมว่าการแก้ปัญหาฝุ่นพิษต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

รมช.มหาดไทยย้ำว่า การลดฝุ่น PM 2.5 ให้ได้ผล ไม่สามารถพึ่งเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่ต้องเป็น “ชุดมาตรการบูรณาการ” ที่ทำงานไปพร้อมกัน ทั้งในระดับโครงสร้าง เช่น การควบคุมแหล่งกำเนิด และในระดับพฤติกรรมประชาชน เช่น การลดการเผาในที่โล่ง การตรวจสภาพรถ และการป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์เสี่ยง

เชียงรายในสมการคุณภาพอากาศ บทบาทของจังหวัดชายแดนภาคเหนือ

แม้การประชุม กอปภ.ก. จะเน้นรายงานสถานการณ์ภาคกลาง แต่สำหรับเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อน “คำเตือนล่วงหน้า” ว่าฤดูวิกฤตของภาคเหนือกำลังใกล้เข้ามา ขณะที่หลายจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเฝ้าจับตาฝุ่นจากการจราจรและอุตสาหกรรม เชียงรายต้องเตรียมรับมือกับฝุ่นจากไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และหมอกควันข้ามแดนที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและคณะทำงานจึงมีภารกิจสำคัญในการนำ “ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน” จากส่วนกลาง มาบูรณาการกับ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” ที่ภาคเหนือกำลังผลักดันอยู่เดิม ทั้งในมิติการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน การเฝ้าระวัง Hotspot บริเวณแนวชายแดน และการสร้างแนวร่วมกับชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งถือเป็น “ด่านหน้า” ในการป้องกันไฟป่าและการเผาในพื้นที่ป่า

การเน้นย้ำเรื่อง Zero Burning อย่างน้อยสองเดือนในพื้นที่ภาคเหนือจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการออกคำสั่งห้ามเผา หากแต่ต้องมาพร้อมมาตรการรองรับ เช่น การจัดหางานทดแทนให้กับผู้มีรายได้จากการเผาไร่ การสนับสนุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการเกษตรแบบไม่เผา รวมถึงการจัดงบประมาณเพื่อดูแลเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

จากตัวเลขสู่ชีวิตคนเชียงราย ทำไมการประชุมครั้งนี้จึงสำคัญต่อชุมชน

แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคเกี่ยวกับเขตควบคุมมลพิษ จุดตรวจควันดำ หรือมาตรฐานอ้อยไฟไหม้ อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ

หากมาตรการด้านการจราจรและการควบคุมการก่อสร้างถูกนำมาปรับใช้ในเขตเมืองเชียงรายอย่างเหมาะสม ประชาชนก็มีโอกาสหายใจอากาศที่สะอาดขึ้นในช่วงที่ฝุ่นจากไฟป่ากำลังปกคลุม หากการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรสามารถลดพื้นที่เผาได้จริง ผลกระทบจากหมอกควันในช่วงเก็บเกี่ยวก็จะเบาบางลง และหาก Zero Burning ทำได้ตามแผนร่วมกับการดับไฟป่าที่รวดเร็ว ภาคเหนือก็จะมีโอกาสเห็นท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งนานกว่าที่เคย

เช่นเดียวกับบทบาทของกรมประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชนในพื้นที่ การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องเกี่ยวกับค่าฝุ่น มาตรการของรัฐ และวิธีป้องกันตนเอง จะช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการทำงาน การเดินทาง หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ตระหนักรู้และปรับตัวอย่างเหมาะสม

ก้าวต่อไปของเชียงราย จากห้องประชุมสู่ภาคสนาม

หลังจากการประชุม กอปภ.ก. เสร็จสิ้น ภารกิจของจังหวัดเชียงรายไม่ได้จบลงที่การ “รับทราบมติ” หากแต่เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการแปลงนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริงในพื้นที่ ขั้นตอนต่อไปคือการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับจังหวัดที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ 4 ด้านกับยุทธศาสตร์ฟ้าใส การกำหนดช่วงห้ามเผา การเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า การสำรวจพื้นที่เกษตรเสี่ยงเผา และการจัดตั้งระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศรายตำบลหรือรายอำเภอ

ในขณะเดียวกัน การสร้างแนวร่วมกับภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โรงงานและผู้ประกอบการจำเป็นต้องร่วมมือในการลดการปล่อยฝุ่นจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยและโรงเรียนสามารถเป็นฐานข้อมูลและฐานความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่เครือข่ายชุมชนและอาสาสมัครในหมู่บ้านสามารถทำหน้าที่เป็น “ตาและหู” ในการแจ้งเตือนจุดความร้อนและการเผาในที่โล่งได้อย่างทันท่วงที

การประชุมออนไลน์เพียงครั้งเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่สะสมมานานหลายปีได้ แต่สำหรับเชียงราย การมีส่วนร่วมในเวที กอปภ.ก. ครั้งนี้คือการยืนยันว่า จังหวัดไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสมรภูมิฝุ่นควัน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการภัยพิบัติระดับชาติที่พยายามเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

เมื่อฤดูหมอกควันหวนกลับมาอีกครั้ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ค่าฝุ่นวันนี้เท่าไร” หากแต่คือ “มาตรการที่ประกาศไว้ได้ถูกนำไปใช้จริงเพียงใด และประชาชนได้รับการปกป้องมากน้อยแค่ไหน” ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแผนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน และยุทธศาสตร์ฟ้าใสที่เชียงรายกำลังเดินหน้า จะสามารถเปลี่ยนภาพจากท้องฟ้าหม่นหมอก ไปสู่ฟ้าใสที่ยั่งยืนได้หรือไม่ในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • กรุงเทพมหานคร (มาตรการเขตควบคุมมลพิษและ Low Emission Zone)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นโยบายเกษตรกรรมแบบไม่เผาและมาตรฐานอ้อยไฟไหม้)
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (มาตรการ Zero Burning และการเฝ้าระวัง Hotspot)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (ภารกิจจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์มาตรการ PM 2.5)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

5 แสนแรงงานนอกระบบ! โจทย์ใหญ่เชียงราย งาน “คนไทย ต้องมีงานทำ” เชื่อม 1,300 อัตรา สู่ทักษะใหม่

คนไทย ต้องมีงานทำ @เชียงราย” จากตัวเลขว่างงานต่ำ สู่โจทย์ใหญ่การยกระดับทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิตคนเชียงราย

เชียงราย, 8 ธันวาคม 2568 – ยามเช้าบริเวณหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อประชาชนหลากหลายวัย – ตั้งแต่นักศึกษาจบใหม่ แรงงานที่กำลังมองหางานใหม่ ไปจนถึงผู้ที่อยากเริ่มต้นอาชีพอิสระ – ทยอยเดินเข้ามาที่งาน “คนไทย ต้องมีงานทำ @ เชียงราย” ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงแรงงานและจังหวัดเชียงราย เป้าหมายไม่ใช่เพียง “หางานให้ได้” แต่คือการ “สร้างโอกาสในการมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น” ให้กับแรงงานในพื้นที่ภาคเหนือชายแดนสำคัญของประเทศ

เบื้องหลังงานนี้ คือความพยายามเชื่อมโยง นโยบายระดับประเทศ เข้ากับ สถานการณ์จริงในจังหวัด ผ่านการเปิดรับสมัครงานกว่า 1,300 อัตรา จับคู่แรงงาน–นายจ้างอย่างเป็นระบบ และเสริมด้วยกิจกรรมอัปสกิล–รีสกิล ที่เตรียมแรงงานเชียงรายให้พร้อมรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในอนาคต

แรงงานเชียงราย ว่างงานต่ำ แต่โครงสร้าง “เปราะบาง” จากแรงงานนอกระบบกว่า 5 แสนคน

แม้ตัวเลข “อัตราว่างงาน” จะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “ต่ำมาก” หากเทียบกับหลายจังหวัด แต่โครงสร้างแรงงานเชียงรายสะท้อนความท้าทายเชิงลึกที่ซับซ้อนกว่านั้น

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 960,013 คน ในจำนวนนี้เป็น กำลังแรงงาน 612,173 คน หรือคิดเป็น 63.77% ของประชากรทั้งหมด มีผู้มีงานทำ 606,590 คน และผู้ว่างงานเพียง 2,591 คน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของจังหวัดสามารถดูดซับแรงงานได้ค่อนข้างดีในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ จำนวนแรงงานนอกระบบกว่า 507,372 คน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับกำลังแรงงานทั้งหมด โดยกว่า 70% อยู่ในภาคเกษตรกรรมและประมง สะท้อนภาพจังหวัดที่ยังพึ่งพาเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง และยังมีช่องว่างด้านสวัสดิการ–หลักประกันทางสังคมที่แรงงานกลุ่มนี้อาจเข้าไม่ถึง

อีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงรายมีผู้ประกันตนตามมาตรา 33, 39 และ 40 รวมกว่า 166,177 คน ตัวเลขนี้แสดงว่า มีแรงงานจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเข้าสู่ระบบประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย แต่เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมด ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาการคุ้มครองทางสังคมอีกมาก

ในภาพรวม เชียงรายจึงเป็นจังหวัดที่ “คนส่วนใหญ่มีงานทำ” แต่คุณภาพงาน ความมั่นคง ความสอดคล้องของทักษะกับตำแหน่งงาน และการปกป้องสิทธิแรงงาน ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องการเครื่องมือเชิงนโยบายและโครงการในพื้นที่เข้ามาช่วยเสริม

เวทีจับคู่แรงงาน–นายจ้าง 54 สถานประกอบการ 1,317 อัตรา เชื่อมคนหางานเข้ากับโอกาสจริง

งาน “คนไทย ต้องมีงานทำ @ เชียงราย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยกระทรวงแรงงานร่วมกับจังหวัดเชียงรายและภาคีเครือข่าย ภายในงานมี สถานประกอบการเข้าร่วม 54 แห่ง เปิดรับสมัครงานรวม 410 ตำแหน่ง จำนวน 1,317 อัตรา ครอบคลุมทั้งงานประจำ งานพาร์ตไทม์ และตำแหน่งงานสำหรับคนพิการ

ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นสถานประกอบการที่มารับสมัครโดยตรงในพื้นที่ 40 แห่ง และอีก 14 แห่ง ฝากรับสมัครผ่านเจ้าหน้าที่จัดหางาน ขณะเดียวกันยังมีการเตรียม ตำแหน่งงานในจังหวัดใกล้เคียงกว่า 3,000 อัตรา ทั้งเชียงใหม่ พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อขยายทางเลือกให้ผู้หางานที่พร้อมย้ายถิ่นทำงานในภูมิภาคเหนือ

ตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการสูงในครั้งนี้ ได้แก่

  • พนักงานขาย
  • ช่างซ่อมบำรุง
  • ผู้จัดการแผนก
  • เจ้าหน้าที่คลังสินค้า
  • งานด้านการเงิน–บัญชี

พร้อมด้วยตำแหน่งเฉพาะทางที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น

  • ล่ามภาษาจีน สำหรับรองรับภาคการค้าและการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน
  • วิศวกรซ่อมบำรุงและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.วิชาชีพ) รองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น
  • งานด้านโลจิสติกส์ ที่เติบโตตามการขนส่งชายแดนและอีคอมเมิร์ซ
  • งานสายครีเอทีฟและการสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์

ภายในงาน ผู้หางานสามารถ สมัครและสัมภาษณ์งานได้ทันที ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่าง “ใบสมัครบนกระดาษ” กับ “โอกาสได้งานจริง” ให้กลายเป็นประสบการณ์ตรงของแรงงานในจังหวัด

คนไทย ต้องมีงานทำ” จากนโยบายส่วนกลาง สู่สนามจริงที่เชียงราย

เวลา 09.45 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้ตรวจราชการ หน่วยงานในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ประกอบการ แรงงานอิสระ อาสาสมัครแรงงาน บัณฑิตแรงงาน และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายสันติระบุในภาพรวมว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทย ต้องมีงานทำ” ภายใต้การกำกับของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายประยุทธ์ เทียนทอง (นุช เทียนทอง) ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งกำหนด นโยบายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อรองรับทั้งสถานการณ์เร่งด่วนและผลกระทบระยะยาวของตลาดแรงงานไทย ได้แก่

  1. การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน – โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา ที่สะเทือนต่อหลายภาคอุตสาหกรรม
  2. การยกระดับทักษะแรงงาน (Up Skill / Re Skill) – ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต
  3. การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต – รวมถึงการผลักดันกฎหมายแรงงานที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดปัญหาสังคม
  4. การสร้างโอกาสให้แรงงานไทยทำงานต่างประเทศ – เพื่อเสริมรายได้ครอบครัวและหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  5. การใช้เทคโนโลยียกระดับบริการภาครัฐด้านแรงงาน – เช่น การให้บริการด้านประกันสังคมและการจัดหางานที่สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย

นายสันติเน้นว่า นโยบายทั้ง 5 ด้านนี้ไม่ได้อยู่แค่ในเอกสาร แต่ต้อง “ลงถึงพื้นที่จริง” ผ่านกิจกรรมเชิงรูปธรรมอย่างการจัดงานนัดพบแรงงานในจังหวัดต่าง ๆ และงานที่เชียงรายถือเป็นหนึ่งในเวทีที่สำคัญ เพราะจังหวัดมีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ที่ต้องการแรงงานคุณภาพควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะของคนในพื้นที่

ติดอาวุธดิจิทัล–อาชีพอิสระ ทางเลือกใหม่ในวันที่งานประจำไม่พอสำหรับทุกคน

หนึ่งในประเด็นที่รองปลัดกระทรวงแรงงานหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาที่ไม่ได้อยู่แค่ “จำนวนตำแหน่งงานว่าง” แต่คือ ความไม่ตรงกัน” ระหว่างคุณสมบัติผู้หางานกับความต้องการของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาในสาขาที่ตลาดงานไม่ได้ต้องการสูง หรือมีทักษะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

เพื่อตอบโจทย์นี้ ภายในงานจึงไม่ได้มีเพียงบูธรับสมัครงาน แต่ยังมี กิจกรรมเสริมสร้างทักษะและอาชีพหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  • การบรรยายพิเศษด้าน ทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับแรงงานยุคใหม่
  • การให้คำปรึกษาเรื่องการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • การจำลองโลกอาชีพเสมือนจริงผ่าน แว่น VR เพื่อให้ผู้สนใจได้ลอง “เห็น–สัมผัส–ทดลอง” งานในสายต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ
  • กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากผู้ประกอบอาชีพที่ประสบความสำเร็จ

ควบคู่ไปกับนั้น ยังมี “โซนอาชีพอิสระ” ที่เปิดให้ประชาชนทดลองฝึกปฏิบัติจริง ทั้งการทำอาหารและเครื่องดื่มยุคใหม่ การทำขนมเพื่อสุขภาพ การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ งานหัตถกรรม และทักษะบริการต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่ เริ่มต้นได้ง่าย ใช้ต้นทุนน้อย แต่สามารถต่อยอดเป็นรายได้จริง

แนวคิดทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโครงการ “3 ม. – มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม” ที่กระทรวงแรงงานใช้เป็นกรอบในการผลักดัน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้แรงงานไทยสามารถกลับมาอัปสกิล–รีสกิลได้ตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยใกล้เกษียณ

5 หน่วยงานหลักของกระทรวงแรงงาน กลไกเบื้องหลังที่ทำให้นโยบายเดินได้จริง

เบื้องหลังงานขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่ได้มีเพียงกรมการจัดหางาน แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 5 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่

  1. สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน – ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายในภาพรวม ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและปลัดกระทรวง
  2. กรมการจัดหางาน – รับผิดชอบด้านข้อมูลตำแหน่งงานว่าง การประสานนายจ้าง–ผู้หางาน และจัดงานนัดพบแรงงานเช่นครั้งนี้
  3. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน – เป็นกำลังหลักในการจัดการอบรม Up Skill / Re Skill เพื่อให้คุณสมบัติของผู้สมัครใกล้เคียงกับที่นายจ้างต้องการมากที่สุด
  4. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) – ดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน เมื่อแรงงานจากสถานะ “ผู้ว่างงาน” ก้าวเข้าสู่สถานประกอบการ ทั้งกรณีเจ็บป่วย อุบัติเหตุ และสิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมายประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
  5. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน – กำกับดูแลเรื่องอัตราค่าจ้าง ค่าแรง และสภาพการทำงาน เพื่อให้แรงงานที่เข้าสู่ระบบได้รับค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด และมีความปลอดภัยในการทำงาน

การรวมพลังของทั้ง 5 หน่วยงาน ทำให้งาน “คนไทย ต้องมีงานทำ @ เชียงราย” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหางานชั่วคราว แต่เป็น “จุดเชื่อม” ระหว่าง นโยบาย–ตลาดแรงงาน–คุณภาพชีวิต ที่ทำให้แรงงานในจังหวัดเห็นเส้นทางการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ

จากเวทีรับสมัครงานหนึ่งครั้ง สู่คำถามใหญ่ของอนาคตแรงงานเชียงราย

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขทั้งหมด ภาพที่ปรากฏคือ

  • เชียงรายมี อัตราว่างงานต่ำ – ผู้ไม่มีงานทำมีเพียง 2,591 คน จากกำลังแรงงานกว่า 6 แสนคน
  • แต่มี แรงงานนอกระบบกว่า 5 แสนคน ส่วนใหญ่ในภาคเกษตรกรรมและประมง ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนในรายได้และไม่มีหลักประกันทางสังคมเท่าที่ควร
  • ตลาดแรงงานเริ่มต้องการ ทักษะใหม่ – ทั้งด้านดิจิทัล AI โลจิสติกส์ ภาษาต่างประเทศ และงานครีเอทีฟ ที่แตกต่างจากโครงสร้างเศรษฐกิจดั้งเดิมของจังหวัด

ในบริบทเช่นนี้ งาน “คนไทย ต้องมีงานทำ @ เชียงราย” จึงทำหน้าที่มากกว่าการเติม “ตำแหน่งงานว่าง” ให้เต็ม หากแต่เป็นพื้นที่ทดลองของแนวคิดใหม่ ได้แก่

  • การนำ นโยบายส่วนกลาง ลงสู่พื้นที่ ผ่านกลไกเชิงรูปธรรมที่ประชาชนจับต้องได้
  • การพยายามเชื่อม แรงงานดั้งเดิม–แรงงานรุ่นใหม่–แรงงานนอกระบบ เข้ากับทักษะใหม่ในโลกดิจิทัล
  • การส่งสัญญาณว่า “งานประจำ” อาจไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ “อาชีพอิสระที่มีทักษะรองรับ” ก็สามารถเป็นเส้นทางสู่ความมั่นคงได้เช่นกัน หากมีโครงสร้างสนับสนุนที่เหมาะสม

สุดท้าย การที่ภาครัฐ–สถานศึกษา–นายจ้าง–แรงงาน–ชุมชน เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันในสองวันนี้ ทำให้คำว่า “คนไทย ต้องมีงานทำ” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนบนเวที หากแต่เริ่มกลายเป็น กระบวนการร่วมกัน ที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อให้คนเชียงรายไม่เพียงแค่ “มีงานทำ” แต่ยัง “มีชีวิตการทำงานที่มีศักดิ์ศรีและมั่นคงมากขึ้น”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงแรงงาน
  • กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
  • สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย
  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME