Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ ไทย 2569 หนี้ครัวเรือนพุ่งดันกระแส Generation Rent และโอกาสทองที่ดินแนวรถไฟเชียงราย

อสังหาฯ ไทย 2569 ยุค “รักษาสมดุลความเสี่ยง” และการกลายร่างของ “เชียงราย” สู่ประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 25 มกราคม 2569 — หากปี 2568 คือปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย “ชะงักเพื่อประเมินความเสียหาย” จากแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อบ้านต้อง “เดินบนเส้นเชือก” อย่างมีสติยิ่งกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกบังคับให้ต้องบริหารให้เดินต่อได้

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายเลี่ยงไม่ได้คือ ภาระหนี้ครัวเรือนของไทย ใกล้ระดับ 90% ของ GDP ได้กลายเป็น “เพดานกำลังซื้อ” ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นธุรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มีการระบุอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ สูงถึง 70–80% ในบางช่วง

ในบริบทเช่นนี้ CBRE ประเทศไทย ประเมินทิศทางตลาดปี 2569 ว่าเป็น “ปีแห่งการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน” พร้อมชี้ว่า ตลาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวคิด คุณภาพเหนือปริมาณ” มากขึ้น ขณะที่ตลาดสำนักงานเดินหน้าไปตามเทรนด์ Flight-to-Quality และกลุ่มที่โดดเด่นต่อเนื่องคือ Industrial & Logistics โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ในพื้นที่ EEC

แต่ถ้ากรุงเทพฯ คือเวทีแข่งขันของสินทรัพย์ระดับบน แบรนด์ และทุนขนาดใหญ่ “เชียงราย” กำลังถูกดึงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาของเมืองที่กำลัง “เปลี่ยนสถานะ” จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลและเกษตรกรรม สู่เมืองยุทธศาสตร์ชายแดนและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทย–สปป.ลาว–จีน ภายใต้แรงส่งจากเมกะโปรเจกต์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2569 ตลาดไม่ได้ถามว่า “ฟื้นไหม” แต่ถามว่า “เสี่ยงแค่ไหนถึงคุ้ม”

ภาพตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม ผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มต้นจาก “จะเปิดตัวโครงการเพิ่มกี่ยูนิต” แต่เริ่มจาก “หากเปิดแล้วขายไม่ออก จะรับความเสี่ยงไหวหรือไม่” เพราะต้นทุนความผิดพลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนการเงิน สต็อกคงค้าง และการแข่งขันที่รุนแรง

ในปี 2567 สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง และมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ในช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 ถูกมองว่าเป็นมาตรการลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ใช่ “เวทมนตร์” ที่ทำให้คนกู้ผ่านทันที หากฐานะรายได้และภาระหนี้เดิมยังเปราะบาง 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มาตรการช่วย “คนที่เกือบพร้อม” ให้ขยับได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถยก “คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต” ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีของการ “คัดคน” และ “คัดสินค้า” มากกว่าปีก่อน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “คุณภาพเหนือปริมาณ” กับการย้ายสนามแข่งขันของอสังหาฯ

นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ CBRE ประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มว่า ตลาดที่พักอาศัยจะมุ่งไปสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยเฉพาะโครงการในย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มเป็นโครงการระดับบน เน้นความเป็นส่วนตัว และการยกระดับด้วยแนวคิด Branded Residence หรือการบริหารจัดการมาตรฐานบริการที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาพสำนักงานที่ผู้ใช้สรุปไว้สะท้อนพฤติกรรมผู้เช่าที่เริ่ม “ย้าย” ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า  เทรนด์ Flight-to-Quality  เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ภาพลักษณ์องค์กร และต้นทุนรวมในระยะยาว โดยตลาดที่ผู้ใช้ชี้ว่า “โดดเด่นที่สุด” คือกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่แรงขับสำคัญคือการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

สาระสำคัญของภาพใหญ่คือ ตลาดกำลังปรับจากการแข่งขันเชิงปริมาณ (จำนวนยูนิต/จำนวนโครงการ) ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ (มาตรฐานอาคาร บริการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถบริหารความเสี่ยง)

เมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นชีวิตจริง  ตลาดเช่าจึงกลายเป็นตลาดหลัก (ไม่ใช่ตลาดรอง)

หนึ่งในตัวเลขที่สะเทือนความเข้าใจเดิมของตลาดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ผู้ใช้ระบุว่าอยู่ระดับ 70–80% ในบางช่วงเวลา ซึ่งหากตัวเลขนี้สะท้อนภาวะจริงในภาคสนาม ก็เท่ากับว่าความต้องการของคนจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบด้วย “ประตูสินเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความไม่อยากซื้อ”

ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ Generation Rent มีคนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าแทนซื้อ” และการเกิดโมเดล Rent-to-Own (เช่าซื้อ) ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเช่าอยู่อาศัยก่อน แล้วนำค่าเช่าบางส่วนมาหักเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดกำแพงการเข้าถึงบ้านสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก

นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อการเช่าไม่ใช่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “ทางหลัก” ผู้ประกอบการที่ยังยึดโมเดลรายได้จากการขายอย่างเดียว ย่อมเผชิญความเสี่ยงสภาพคล่องมากกว่าผู้ที่ออกแบบพอร์ตให้รองรับรายได้จากการเช่า/การบริการ/การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

เชียงราย “เมืองที่กำลังถูกเขียนใหม่” ด้วยรางรถไฟ โลจิสติกส์ และบทเรียนภัยพิบัติ

หากจะมีจังหวัดหนึ่งที่สะท้อนคำว่า “การกลายร่างท่ามกลางวิกฤติ” ได้ชัด เชียงรายคือหนึ่งในนั้น เพราะเมืองกำลังยืนอยู่บนแรงดึงสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือแรงกดจากกำลังซื้อระดับล่างที่เปราะบางและการกู้ที่ยากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยบางเซกเมนต์ชะลอตัวและต้องปรับฐาน
อีกด้านคือแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน ที่ทำให้อสังหาฯ เชิงยุทธศาสตร์  ทำเลโลจิสติกส์ พื้นที่พาณิชย์รอบจุดเชื่อมต่อ และที่อยู่อาศัยรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว  เริ่มมีความหมายมากขึ้น

และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ”

เมกะโปรเจกต์เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ “ความคืบหน้า 50.49%” คือสัญญาณที่ตลาดใช้คำนวณได้

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ถูกวางให้เป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมภาคเหนือสู่พื้นที่ชายแดนและการค้าลุ่มน้ำโขง ผู้ใช้ระบุความคืบหน้า ณ สิ้นปี 2568 ว่าอยู่ที่ ประมาณ 50.49% (เร็วกว่าแผน) และแจกแจงรายสัญญา ได้แก่

  • สัญญา 1 เด่นชัย–งาว 47.61% (ล่าช้าเมื่อเทียบแผน)
  • สัญญา 2 งาว–เชียงราย 56.72% (เร็วกว่าแผน)
  • สัญญา 3 เชียงราย–เชียงของ 45.79% (เร็วกว่าแผน)

สำหรับตลาดอสังหาฯ ตัวเลขความคืบหน้าเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางวิศวกรรม แต่คือ “สัญญาณความเป็นจริง” ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มนำไปใส่ในสมการความเสี่ยง ทำเลที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์เริ่มถูกตีราคาใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่รอบแนวสถานีและถนนบายพาสที่ผู้ใช้ระบุว่าแนวคิด TOD ช่วยดันราคาเสนอขายที่ดินไปแตะ ราว 2.3 ล้านบาทต่อไร่ ในบางจุด

หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจเมือง รถไฟทางคู่กำลังเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองปลายทาง” ไปสู่ “เมืองผ่านที่มีมูลค่า” เพราะการผ่านของสินค้า คน และบริการ คือสิ่งที่สร้างดีมานด์ต่อคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า พื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน

ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย ปรับฐานด้วยตัวเลข  และสะท้อนแรงกดจริงของครัวเรือน

ในข้อมูลเชิงสถิติที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายราว 2,758 หน่วย (ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน) และมีหน่วยเหลือขายราว 2,656 หน่วย มูลค่ารวมราว 10,499 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรระดับราคา 2–5 ล้านบาท และทำเลหลักอย่างอำเภอเมืองเชียงราย/โซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตัวชี้วัดที่สะท้อนการชะลอตัว ได้แก่

  • หน่วยขายได้ใหม่ 102 หน่วย (ลดลง 55.5% YoY)
  • มูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ 372 ล้านบาท (ลดลง 61.1% YoY)
  • อัตราดูดซับต่อเดือน 1.6%
  • ระยะเวลาคาดว่าจะขายหมด 57 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? อย่างน้อยสองอย่าง
หนึ่ง ตลาดไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการใหม่” เพื่อดันการเติบโตได้เหมือนเดิม
สอง ผู้ประกอบการต้องคิดหนักขึ้นเรื่องการจัดการสต็อก โปรโมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรม “เช่าแทนซื้อ” ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก

ความปลอดภัย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของราคา น้ำท่วม–แผ่นดินไหว และต้นทุนความเชื่อมั่น

บทเรียนอีกด้านที่เชียงรายเผชิญคือภัยพิบัติ ผู้ใช้ระบุว่าแม่สายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และภาครัฐมีแผนป้องกันน้ำท่วมถาวรงบประมาณรวมราว 3,430 ล้านบาท พร้อมรายละเอียด เช่น ขุดลอกลำน้ำสาย/น้ำรวก การสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 843 หลัง และงบชดเชยราว 1,830 ล้านบาท

เมื่อความเสี่ยง “ปรากฏเป็นภาพจริง” ความปลอดภัยจึงไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็น “ตัวแปรราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจะไม่ประเมินแค่ทำเล–ฟังก์ชันบ้าน แต่ประเมินว่า

  • โครงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากหรือไม่
  • มีมาตรการระบายน้ำ/ยกพื้น/แนวป้องกันหรือไม่
  • โครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้เพียงใด
  • วัสดุและระบบอาคารลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวได้จริงหรือไม่

นั่นทำให้ผู้ใช้ชี้ว่าแนวทาง Green & Safety และการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว/ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ “ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์” แต่เป็น “เงื่อนไขเพื่อขายได้” ในเมืองที่ความเชื่อมั่นเคยถูกกระทบ

Chiang Rai Wellness City จาก “อยู่” ให้กลายเป็น “อยู่ดี” และเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นประสบการณ์สุขภาวะ

ผู้ใช้ระบุยุทธศาสตร์ผลักดันเชียงรายสู่ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งเปลี่ยนโจทย์อสังหาฯ จาก “บ้าน” ไปสู่ “Wellness Living Experience” โดยทำเลอย่างโซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ยังมี Real Demand สูงจากนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรอบนี้ อสังหาฯ ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงบ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว เช่น การออกแบบพื้นที่สีเขียว การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสะดวกในการเดินทาง และความปลอดภัยของชุมชน ซึ่งเมื่อผสานกับเทรนด์ long-stay และสังคมสูงวัย ยิ่งทำให้เชียงรายมี “เรื่องเล่าใหม่” ที่ต่อยอดไปสู่ตลาดคุณภาพได

ผู้ซื้อต่างชาติและแรงเคลื่อนย้ายทุน เมื่อเมียนมา “ขยับขึ้น” และเชียงรายได้อานิสงส์ด้านความปลอดภัย

REIC ระบุว่า ไตรมาส 1/2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 3,919 หน่วย มูลค่าราว 16,392 ล้านบาท และชาวเมียนมาขยับขึ้นเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 แซงหน้ารัสเซีย  โดยเหตุผลสำคัญเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้เกิดแรงผลักให้ผู้มีฐานะมองหาที่พำนักในไทย

สำหรับเชียงราย “ความใกล้ชายแดน” ซึ่งเคยเป็นจุดขายด้านการค้าและท่องเที่ยว กำลังเพิ่มความหมายใหม่ในฐานะ “พื้นที่หลบความเสี่ยง” ที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ และอยู่ในระยะทางที่เดินทางเชื่อมต่อได้จริง นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้บางผลิตภัณฑ์ เช่น บ้านคุณภาพสูงหรือโครงการที่วางตำแหน่งรองรับการอยู่อาศัยจริงของชาวต่างชาติ มีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อในประเทศจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

ฉากการแข่งขันผู้ประกอบการ “ทุนใหญ่” กับ “Local Heroes” และเกมที่ไม่เหมือนเดิม

ผู้ใช้จัดเตรียมภาพการแข่งขันในเชียงรายไว้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่และรสนิยมล้านนา

ตัวอย่างที่ผู้ใช้ระบุ ได้แก่ ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาพร้อมโปรโมชันแรงและมาตรฐานบริการหลังการขาย รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังครองฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและระดับกลางถึงบนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างและความคุ้นเคยของทำเล

แต่ในปี 2569 เกมไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดโครงการใหญ่กว่า” หากวัดกันที่

  • ใครคุมต้นทุนได้ดีพอให้ทนรอบขายช้าลง
  • ใครปรับโมเดลรายได้ให้รองรับตลาดเช่า/เช่าซื้อได้จริง
  • ใครสื่อสารความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ใครเลือกทำเลที่สอดคล้องกับดีมานด์แท้ (มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จุดคมนาคม) มากกว่าการหวังเก็งกำไร

เศรษฐกิจปี 2569 เมื่อการเติบโตชะลอ และความไม่แน่นอนสูง  อสังหาฯ จึงต้อง “วางแผนรอด” ก่อน “วางแผนรวย”

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่ามีโอกาสชะลอลง เหตุจากแรงกดดันการส่งออก อุปสงค์โลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกจาก WTO ที่ผู้ใช้ระบุไว้

แม้ในข่าวนี้จะไม่ลงรายละเอียดทุกบรรทัดของชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ คือ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่แน่นอน “การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่” จะยิ่งอ่อนไหว และทำให้พฤติกรรมผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจมากขึ้น

ในเชิงจิตวิทยาตลาด อสังหาฯ ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ขาย “ความมั่นคงของชีวิต” และในยุคที่รายได้ถูกกดดัน หนี้สูง และภัยพิบัติสร้างความไม่แน่นอน ความมั่นคงนั้นยิ่งมีราคาแพงขึ้น

มุมมองเชิงนโยบาย เมืองที่กำลังโต ต้องโตอย่างไม่ทิ้งคนข้างหลัง

อีกด้านที่ข่าวเชิงลึกเลี่ยงไม่ได้คือ “ผลกระทบต่อชุมชน” เพราะการขยับของราคาที่ดินรอบแนวคมนาคม (เช่น TOD) และการยกระดับเมืองไปสู่ Wellness City อาจนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หากตลาดเคลื่อนไปสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงมากขึ้น ขณะที่คนทำงานรายได้ปานกลาง–ล่างยังติดเงื่อนไขสินเชื่อ

นี่ทำให้โมเดลเช่า/เช่าซื้อและการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์แท้ กลายเป็น “โจทย์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่โจทย์ธุรกิจ เพราะมันคือเครื่องมือให้แรงงานและครอบครัวในเมืองสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (ปี 2569–2573) 

เพื่อความเป็นกลาง ข่าวส่วนนี้จะนำเสนอเป็น “แนวทางเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ได้สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ชี้ว่าแนวทางใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

1) ปรับพอร์ตสู่ตลาดเช่าและเช่าซื้อ

รองรับกลุ่ม Generation Rent และผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก ลดความเสี่ยงจากยอดขายชะลอ และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

2) ยกระดับ Green & Safety ให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่มูลค่าเพิ่ม

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จัดการน้ำ และใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงาน เพื่อแปลง “ความปลอดภัย” ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้

3) โฟกัสทำเล TOD และแนวคมนาคมที่มีความคืบหน้าจริง

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งผู้ใช้ระบุกรอบการเปิดใช้งานไว้ในอนาคต และชี้โอกาส capital gain ของทำเล

4) เจาะกลุ่มลูกค้า CLMV/ต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวและเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นผู้ซื้ออันดับต้น ๆ ในภาพรวม

 “ความเสี่ยง” คือราคาใหม่ของอสังหาฯ ไทย และเชียงรายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุกโครงการ “ขายได้เพราะตลาดขึ้น” แต่เป็นยุคที่ต้อง “ขายได้เพราะอ่านความเสี่ยงขาด” ความเสี่ยงของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของสินเชื่อ ความเสี่ยงของภัยพิบัติ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ในภาพนี้ เชียงรายกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “เมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ทำให้บทบาทเมืองเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ Wellness City ช่วยยกระดับความหมายของการอยู่อาศัยจาก “อยู่ให้ได้” ไปสู่ “อยู่ให้ดี” ท่ามกลางสังคมที่ให้ราคากับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น

แต่โอกาสจะเป็นของผู้ที่บริหารสมดุลได้จริงเท่านั้น  ผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ต ผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้เมืองโตอย่างไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และผู้ซื้อที่ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความหวัง

เพราะในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูงและความไม่แน่นอนเป็นปกติใหม่ คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “จะซื้อบ้านไหม” แต่คือ “บ้านแบบไหน ทำเลแบบไหน และเงื่อนไขแบบไหน ที่ปลอดภัยพอจะผูกชีวิตไว้ระยะยาว”

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างถึงในข่าว

  1. หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ 90% ของ GDP 
  2. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% ช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 
  3. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้า 50.49% และความคืบหน้ารายสัญญา 
  4. ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย หน่วยเสนอขาย/เหลือขาย/อัตราดูดซับ/ระยะเวลาขายหมด และตัวเลขขายได้ใหม่ 
  5. พฤติกรรมผู้บริโภค อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท 70–80%, คนรุ่นใหม่ 66% เลือกเช่า 
  6. ชาวต่างชาติโอนห้องชุดไตรมาส 1/2568 3,919 หน่วย มูลค่า 16,392 ล้านบาท และแนวโน้มผู้ซื้อเมียนมาขยับขึ้น 
  7. แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สาย งบประมาณรวม 3,430 ล้านบาท, รื้อถอนอาคาร 843 หลัง, งบชดเชย 1,830 ล้านบาท 
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CBRE Thailand 
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมธนารักษ์ 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด

 “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

  1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
    EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
  2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
    ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
  3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
    แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
  4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
    แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
  5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
    ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

 “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์/นายนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • PEA VOLTA (กฟภ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
EDITORIAL WORLD PULSE

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. บทเรียนจาก Walk for Peace เมื่อความเงียบทรงพลังกว่าเสียงตะโกนแห่งความขัดแย้ง

เดินเปลี่ยนโลก “Walk for Peace” ธุดงค์ข้ามอเมริกากับสัญญาณใหม่ของพุทธศาสนาในเวทีโลก บทเรียนที่สังคมไทยควรถอดรหัสอย่างมีสติ

รัฐเท็กซัส, 21 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ข่าวสารทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความกลัว และการเมืองที่แบ่งขั้ว ภาพที่สวนทางกลับปรากฏขึ้นบนถนนชนบทและไหล่ทางหลวงในสหรัฐอเมริกา คณะพระสงฆ์นุ่งห่มจีวรสีกรัก เหลืองหม่น เดินแถวเดี่ยวอย่างสงบเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลัง “ลดเสียงโลก” ลงทีละก้าว ข้างกายมีสุนัขชื่อ Aloka เดินร่วมทาง สัญลักษณ์เล็ก ๆ ของมิตรภาพและความเมตตาที่คนดูจำนวนมากบอกว่า “ทำให้หัวใจอ่อนลง” ในโลกที่แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน

เรื่องราวนี้คือ Walk for Peace การจาริกธุดงค์ข้ามประเทศของพระสงฆ์เถรวาท ซึ่งเริ่มต้นปลายเดือนตุลาคมจากรัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางรวมราว 2,300 ไมล์ (ประมาณ 3,700 กิโลเมตร) ผ่านหลายรัฐตลอดหลายเดือน และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักของสหรัฐฯ ให้ความสนใจ พร้อมการติดตามบนโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนถึงหลักล้านในเวลาไม่นาน

แต่เหนือกว่ายอดวิวหรือความไวรัล “ประเด็นจริง” ที่ทำให้ผู้คนหยุดยืนริมถนนเพื่อมองขบวนพระเดินผ่าน คือคำถามร่วมสมัยที่ทั้งโลกกำลังเผชิญ เราจะหาสันติภาพได้อย่างไร ในสังคมที่ถูกทำให้ตึงเครียดตลอดเวลา? และสันติภาพนั้นเริ่มที่ “ระบบ” หรือเริ่มที่ “ใจ” กันแน่

สุนัขชื่อ Aloka

ภาพแรกของปรากฏการณ์ ความสงบที่ดึงคนออกจากความวุ่นวาย

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงหลายเมือง ผู้คนมักมารอต้อนรับตั้งแต่เช้า บางแห่งเป็นลานหน้าศาลาว่าการ บางแห่งเป็นจัตุรัสเมือง บางแห่งเป็นโบสถ์คริสต์ หรือวัดพุทธในชุมชนผู้อพยพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเกิดภาพที่หาได้ยากในอเมริกายุคแตกแยก ผู้คนต่างศาสนา ต่างสีผิว มายืนอยู่ร่วมกันเพื่อ “ฟังความเงียบ” มากกว่าฟังการปราศรัย

คำสอนที่ถูกถ่ายทอดซ้ำในหลายจุดพักของขบวนคือเรื่อง “สติ” และการบริหารความรู้สึก ผู้นำคณะ พระภิกษุปัญญากระ (Venerable Bhikkhu Pannakara) ให้ถ้อยคำในเชิงหลักปฏิบัติว่า ชีวิตมีทั้งวันที่ดีและแย่ แต่สิ่งสำคัญคือการรู้วิธีจัดการมัน และใช้ชีวิตอย่างตั้งใจเพื่อมุ่งสู่ความสงบภายใน

หากมองแบบข่าวเชิงสังคมวิทยา นี่ไม่ใช่เพียง “กิจกรรมศาสนา” แต่เป็นปรากฏการณ์ของ พิธีกรรมสาธารณะ (public ritual) ที่ทำหน้าที่เยียวยาความรู้สึกร่วมของสังคม ในช่วงที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม ข่าวร้าย หรือความสูญเสียส่วนตัว

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. เส้นทาง 2,300 ไมล์ที่ตั้งใจให้ “พบผู้คน” มากกว่าพิชิตระยะทาง

ข้อมูลจากสำนักข่าว AP ระบุว่า การเดินเริ่มต้นวันที่ 26 ตุลาคม จากศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส และตั้งใจสิ้นสุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยแกนภารกิจสำคัญไม่ใช่การชวนคน “เปลี่ยนศาสนา” แต่คือการเชื่อมต่อผู้คนและเชิญชวนให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน

ระหว่างทาง พวกเขาเลือกพักแบบเรียบง่าย (เช่นกางเต็นท์) และยืนยันการเดินอย่างมีวินัย บางรูปเดินเท้าเปล่าเพื่อ “รับรู้พื้นดิน” และอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการเดินในสหรัฐฯ มีข้อจำกัดต่างจากเอเชียใต้ เช่น ไม่สามารถตัดผ่านทุ่งนาได้เพราะเป็นพื้นที่เอกชน ต้องเดินเลียบถนนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สภาพร่างกายถูกทดสอบหนักขึ้น

สถิติที่สะท้อน “ความยาวของเรื่อง” จึงไม่ใช่เพียงระยะทาง 3,700 กิโลเมตร แต่คือจำนวนเมืองที่พวกเขา “หยุดเพื่อพบผู้คน” จนเกิดกิจกรรมต้อนรับและพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเครือข่ายต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จากเท็กซัส สู่รัฐต่าง ๆ ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนมุ่งขึ้นสู่ฝั่งตะวันออกไปยังเมืองหลวง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนทั้งประเทศหันมามอง อุบัติเหตุบนทางหลวงและ “ความไม่โกรธ” ที่ท้าทายโลกข่าว

การเดินทางไม่ราบรื่นเสมอไป รายงานข่าวระบุว่าเกิดอุบัติเหตุเมื่อรถบรรทุกชนรถนำขบวน/รถคุ้มกันใกล้เมืองหนึ่งในเท็กซัส ส่งผลให้พระบาดเจ็บ และอย่างน้อยหนึ่งรูปต้องสูญเสียขา เหตุการณ์นี้ทำให้ “ข่าว” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความน่าประทับใจ แต่ยกระดับเป็นคำถามเรื่องความเปราะบางของมนุษย์บนท้องถนน และการตอบสนองต่อความสูญเสีย

ในตรรกะข่าวทั่วไป เหตุรุนแรงมักนำไปสู่ความโกรธ การเรียกร้อง การกล่าวโทษ แต่สิ่งที่รายงานข่าวชี้ให้เห็นคือ คณะสงฆ์ยังเดินต่อ โดยย้ำบทเรียนเรื่องสติ การให้อภัย และการเยียวยา ความนิ่งนั้นเองที่ทำให้ผู้คน “เชื่อว่าความสงบมีอยู่จริง” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูบนโปสเตอร์

หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไกลไปพบขบวนพระ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเทศของเธอมีสิ่งที่ “บอบช้ำหัวใจ” เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของพระ เธอเห็น “ความสงบ” และรู้สึกเหมือนได้พื้นที่ว่างให้หัวใจได้พักจากความหนักหน่วง

เมื่อ “ศาสนา” ไม่ได้ถูกเสนอเป็นการเมือง ทำไมคนต่างศาสนาจึงเข้ามาร่วมวง

หนึ่งในภาพที่สะท้อนความหมายเชิงสังคม คือสถานที่ต้อนรับไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “วัดพุทธ” แต่ขยายไปถึงโบสถ์และพื้นที่สาธารณะ หลายเมืองมีคนมาร่วมหลักร้อยถึงหลักพันในบางจุดพัก มีการกล่าวต้อนรับจากผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเกิดกิจกรรมร่วมที่ไม่ยัดเยียดความเชื่อ แต่เชื้อเชิญให้ “หายใจ” ให้เป็น และอยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน

กรณีหนึ่งที่ AP ยกตัวอย่างคือ บาทหลวงคริสต์ในรัฐแอละแบมาเป็นเจ้าภาพต้อนรับในคืนคริสต์มาส และประเมินจำนวนผู้มาร่วมราว 1,000 คน จนบรรยากาศคล้ายงานชุมชนขนาดย่อม เขาสะท้อนว่า คนที่ทำงานเพื่อสันติภาพอย่างเปิดเผยและเสียสละ “ยืนอยู่ใกล้หัวใจของพระเยซู” ไม่ว่าจะแชร์ประเพณีเดียวกันหรือไม่ ถ้อยคำนี้ไม่ใช่การผสมศาสนา แต่เป็นการยืนยันว่า “ความกรุณา” เป็นภาษากลางที่สังคมยังแปลออก

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการอ่านสถานการณ์โลก ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธศาสนาเสียทั้งหมด แต่ปฏิเสธ “ศาสนาที่กลายเป็นเครื่องมือแบ่งฝักฝ่าย” และกำลังโหยหา “ศาสนาในฐานะพื้นที่เยียวยา” ที่ไม่ทำให้ใครต้องเลือกข้าง

ความเงียบที่ดังกังวาล ในวันที่โลกตะวันตกดูเหมือนจะหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด… บนถนนเลียบทางหลวงในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับมีภาพที่หยุดสายตาคนทั้งโลก… . พระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ เดินเท้าอย่างสงบ ท่ามกลางแดดจ้าและลมหนาว… นี่คือโครงการ “Walk for Peace” การจาริกธุดงค์กว่า 3,700 กิโลเมตร… ภาพพระสงฆ์ไทยนุ่งห่มจีวรสีกรัก เดินเคียงข้างไปกับสุนัขชื่อ ‘อโลกา’ กลายเป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนใจผู้คน… ไม่ใช่เพราะความแปลกตา แต่เพราะ “ความนิ่ง” ที่พวกท่านแสดงให้เห็นท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย

เมื่อความสูญเสียกลายเป็นครู บทเรียนที่ลึกที่สุดของก้าวเดินนี้ เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุกพุ่งชนรถนำขบวนจนพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องสูญเสียขา… ในนาทีที่ความโกรธแค้นควรจะเกิดขึ้น คณะสงฆ์กลับตอบโต้ด้วย “สติ” และการเดินต่อด้วยใจที่ให้อภัย… . เหตุการณ์นี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมายังสังคมไทย… ในวันที่เรามักใช้ความรุนแรงทางอารมณ์โต้ตอบกันในโลกโซเชียล หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เข้มข้น… การเดินครั้งนี้เตือนใจเราว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่การรอให้โลกสงบ แต่มันคือการรักษา “ความสงบภายในใจ” ให้ได้ แม้ในวันที่เราถูกทำร้ายหรือสูญเสียสิ่งสำคัญไป

ถอดรหัสหัวใจศาสนาที่ใช้งานได้จริง ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่องศรัทธาและมาตรฐานความประพฤติของสงฆ์… ปรากฏการณ์ในอเมริกากลับชี้ให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการพิธีกรรมที่หรูหรา หรือสถาบันที่ดูสูงส่งจนแตะต้องไม่ได้… แต่พวกเขาโหยหา “ธรรมะที่ใช้งานได้จริง”… . คนต่างศาสนาที่เข้ามาขอร่วมเดิน หรือบาทหลวงที่เปิดโบสถ์ต้อนรับพระสงฆ์ในคืนคริสต์มาส คือเครื่องยืนยันว่า… เมื่อเราทำธรรมะให้เรียบง่ายและจริงใจ ศาสนาจะกลายเป็น “ภาษาสากล”… เป็นเครื่องมือดูแลใจที่คนธรรมดาหยิบมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนนุ่งขาวห่มเหลืองในวัดเท่านั้น

ก้าวที่ก้าวหน้าที่สุดของไทย บทเรียนจาก Walk for Peace จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพระสงฆ์ที่เดินข้ามทวีป… แต่คือการถามตัวเองว่า ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะกลับมาหา “แก่น” มากกว่า “กระพี้”… กลับมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันด้วยความเมตตา แทนการตัดสิน… . ในโลกที่เดินเร็วเกินไป… การหยุดนิ่งเพื่อดูใจตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีสติ… อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับคนไทยในพุทธศตวรรษนี้… เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เริ่มที่ไหนไกล… แต่มันเริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่เราหยุดทำร้ายกัน… ทั้งด้วยคำพูดและทางความคิด

 สังคมอยากลดความรุนแรง ต้องทำให้ “สติ” เข้าถึงได้

ปรากฏการณ์ Walk for Peace ไม่ได้ยืนยันว่า “ศาสนาจะแก้ทุกปัญหา” แต่ยืนยันว่า การจัดการอารมณ์และบาดแผลทางใจ เป็นวาระสาธารณะของยุคนี้ ไม่ว่าจะประเทศใด เมื่อสังคมเผชิญความเครียดสูง ความรุนแรงในครอบครัว การเสพข่าวร้ายต่อเนื่อง หรือความโดดเดี่ยวหลังโรคระบาด เครื่องมือแบบ “สติ” และ “ความกรุณา” จะถูกเรียกหาเสมอ เพียงแต่จะมาในรูปศาสนา จิตวิทยา หรือสุขภาวะก็ได้

สำหรับประเทศไทย การพูดเรื่องนี้อย่างรับผิดชอบควรมุ่งไปที่การสร้างระบบสนับสนุนที่หลากหลาย

  • พื้นที่เรียนรู้การดูแลใจในชุมชนและโรงเรียน
  • การสื่อสารสาธารณะเชิงสุขภาวะ (public mental health communication)
  • การยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของสถาบันที่ผู้คนคาดหวังให้เป็นที่พึ่ง
    ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องผูกกับศาสนาอย่างเดียว แต่ Walk for Peace ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ “การปฏิบัติ” ถูกทำให้เรียบง่ายและจริงใจ คนจะเข้ามาหาเอง

สันติภาพที่คนทั้งโลกกำลังตามหา อาจเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่บ้านเรา

ท้ายที่สุด Walk for Peace ทำหน้าที่เหมือนกระจก สะท้อนว่าโลกสมัยใหม่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาด “การหยุด” เพื่อรู้เท่าทันใจตนเอง การที่พระสงฆ์เดินเงียบ ๆ กลับถูกต้อนรับด้วยฝูงชนจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับเสียงตะโกนของความขัดแย้ง และกำลังโหยหาภาษาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ภาษาที่ไม่ต้องชนะอีกฝ่าย แต่อยู่ได้โดยไม่ทำร้ายกัน

สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า “ทำไมเขาศรัทธาเพิ่ม” แต่คือการถามตัวเองว่า เราจะทำให้แก่นของพุทธ สติ เมตตา ไม่เบียดเบียน กลับมาเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนธรรมดาได้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็ต้องกล้าพัฒนามาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของสถาบันที่สังคมคาดหวัง เพื่อให้ศาสนาไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงข่าวอื้อฉาว หรือเหลือเพียงพิธีกรรมที่ผู้คนทำตามกันไปวัน ๆ

ในโลกที่ “เดินเร็ว” เกินไป บางทีการเดินช้า ๆ อย่างมีสติ อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ยุคนี้ ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อกลับมาอยู่กับโลกอย่างไม่ทำร้ายกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Associated Press (AP)
  • Reuters
  • United Nations (UN) – General Assembly Resolution  
  • Walk for Peace
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย นำทีมปฏิบัติการ “โฮงยาใกล้บ้าน Plus” เสริมแกร่ง รพ.สต. หวังลดป่วยหนักกลุ่มโรค NCDs

อบจ.เชียงราย ปักหมุด “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เติมอาวุธคัดกรอง NCDs ให้ รพ.สต. เวียงป่าเป้า–เชียงของ หวัง “จับให้เจอเร็ว” ลดป่วยเรื้อรังถึงประตูบ้าน

เชียงราย,21 มกราคม 2569  – ในหลายครัวเรือนของเชียงราย ความเจ็บป่วยไม่ได้เริ่มต้นด้วยเหตุฉุกเฉินที่พาไปโรงพยาบาลใหญ่ หากเริ่มจาก “อาการเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม” เวียนหัวบ่อยขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ปลายเท้าชาเล็กน้อย หรือความดันที่ขึ้นๆ ลงๆ จนกลายเป็นความคุ้นชิน กระทั่งวันหนึ่งความคุ้นชินนั้นพาไปสู่คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเรื้อรังอื่นๆ ในกลุ่ม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพที่ต้องแบกรับภาระโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เดินหน้าผลักดันนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ให้เห็นภาพจริงในระดับชุมชน ผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ. เพื่อขยาย “บริการปฐมภูมิ” ให้เข้าถึงบ้านคนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ยังมีต้นทุนสูงทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และกำลังของผู้สูงอายุ

จากตัวเลขโลก สู่ความจริงหน้าบ้าน เมื่อ NCDs ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หากมองจากภาพใหญ่ NCDs คือหนึ่งในความท้าทายของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เคยชี้ให้เห็นว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และเป็นภาระที่กระทบประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างหนัก โดยมีความเสี่ยงทับซ้อนกับปัจจัยด้านพฤติกรรม สังคม และความเหลื่อมล้ำ (อ้างอิงภาพรวมจากรายงานสถานการณ์ NCDs ของ WHO)

ขณะที่ในบริบทประชากรสูงวัย WHO ยังสะท้อนภาพเชิงระบบว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาระโรคและภาวะสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) มักถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ประเทศและท้องถิ่นต้องยิ่งเน้น “ป้องกัน–คัดกรอง–ควบคุมโรค” ในระดับปฐมภูมิ ไม่ใช่รอรักษาเมื่ออาการหนัก

ภาพใหญ่เหล่านี้ เมื่อตัดกลับมาที่เชียงราย กลายเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ตรงไปตรงมา เราจะทำอย่างไรให้คนเจอโรคเร็วขึ้น ก่อนที่โรคจะพาเขาไปถึงภาวะแทรกซ้อน? และ จะทำอย่างไรให้การดูแลโรคเรื้อรังไม่กลายเป็นภาระซ้ำซ้อนที่ผลักคนจนให้จนลง?

คำตอบหนึ่งที่หลายพื้นที่เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ทำให้หน่วยปฐมภูมิแข็งแรง” และให้เครื่องมือกับด่านหน้าที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุด

อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือการวางระบบให้ตรวจได้ถึงชุมชน

นโยบาย “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ของ อบจ.เชียงราย ถูกวางให้เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงด้านบริการสุขภาพ โดยย้ำแนวคิดสำคัญว่า “ระยะทางไม่ควรเป็นกำแพงของการรักษา” และ “การคัดกรองคือด่านสำคัญของการลดป่วยหนัก”

ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการลงพื้นที่ส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังโรคเรื้อรัง โดยมี 2 ปฏิบัติการหลักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 19–20 มกราคม 2569 ครอบคลุมอำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งชุมชนเมืองย่อย ชุมชนชนบท และบริบทการเดินทางที่ต่างกัน

ปฏิบัติการที่ 1 เวียงป่าเป้า เสริมเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกให้ รพ.สต. 3 แห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. อบจ.เชียงรายมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข ลงพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองสุขภาพ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และ เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ณ ห้องประชุม รพ.สต.แม่เจดีย์ โดยมี รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงรายเข้ารับมอบ 3 แห่ง ได้แก่

  • รพ.สต.เวียงกาหลง
  • รพ.สต.แม่เจดีย์
  • รพ.สต.แม่เจดีย์ใหม่

การรับมอบมีคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ร่วมรับมอบ เพื่อยกระดับความพร้อมของหน่วยปฐมภูมิในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามกลุ่มเสี่ยง NCDs ในระดับชุมชน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงข่าว นี่ไม่ใช่เพียงการ “ให้เครื่องมือ” แต่เป็นการ “เพิ่มโอกาส” ให้บุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะ รพ.สต. และ อสม. ที่ทำงานใกล้ชิดกับคนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง

เพราะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ “การไปโรงพยาบาล” อาจไม่ใช่เรื่องยากเฉพาะค่าเดินทาง แต่หมายถึงคนดูแลที่ต้องลางาน รถที่ต้องหา เวลาและแรงที่ต้องใช้ และความเสี่ยงจากการรอคิวนาน ทั้งหมดคือกำแพงที่ทำให้หลายคนเลื่อนการตรวจออกไปเรื่อยๆ จนโรคเดินนำหน้าไปไกล

ปฏิบัติการที่ 2 เชียงของ   “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ไปถึง 4 ตำบล

ต่อเนื่องในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ อำเภอเชียงของ พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เพื่อมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในรูปแบบ “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือคัดกรองสำคัญ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ให้แก่ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่

  • ต.ห้วยซ้อ
  • ต.ครึ่ง
  • ต.ศรีดอนชัย
  • ต.สถาน

โดยมี นายทวี ครึ่งธิ ผอ.รพ.สต.บ้านห้วยซ้อ พร้อมคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และ อสม. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากเวียงป่าเป้าเป็นภาพของการเสริมกำลัง “ฐานบริการปฐมภูมิ” เชียงของคือภาพของการเน้น “เข้าถึงเป็นเครือข่าย” เพราะบริบทพื้นที่มีการกระจายตัวของชุมชน และความจำเป็นต้องพึ่งพา “ระบบส่งต่อและติดตาม” ที่ทำงานร่วมกันได้ระหว่าง รพ.สต.–อสม.–ผู้นำชุมชน

NCDs ในมุมของคนทำงาน ทำไม “เครื่องวัดความดัน” และ “เครื่องเจาะน้ำตาล” ถึงเป็นหัวใจ

สำหรับคนทั่วไป อุปกรณ์คัดกรองอาจดูเป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” แต่สำหรับหน่วยปฐมภูมิ เครื่องมือสองประเภทนี้คือประตูด่านแรกของการคุมเกมโรคเรื้อรัง

  1. ความดันโลหิตสูง มักไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และไต หากคัดกรองเร็วและติดตามต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต
  2. เบาหวาน เช่นกัน หากปล่อยให้น้ำตาลสูงสะสมโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายค่อยๆ เกิดกับเส้นเลือด ปลายประสาท ไต และดวงตา จนเมื่อแสดงอาการชัด บางครั้งก็เป็น “ช่วงที่แก้ยากและแพง” แล้ว

จุดนี้เองที่คำว่า “จับให้เจอเร็ว” มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพซ่อนอยู่   การลงทุนกับการคัดกรองและป้องกัน มักใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการรักษาภาวะแทรกซ้อน และสำคัญที่สุดคือ ลดความสูญเสียของครัวเรือน ที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยระยะยาว

คำกล่าวจากพื้นที่ “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” กับความหมายของความเท่าเทียม

ในกิจกรรมที่เชียงของ นายก อบจ.เชียงรายได้สื่อสารทิศทางเชิงนโยบายว่า อบจ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยยึดแนวทาง “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เป็นแกนการขับเคลื่อน (ตามถ้อยคำและสาระที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงวาระสาธารณะ คำกล่าวลักษณะนี้กำลังชี้ให้เห็น “ความคาดหวังใหม่ของประชาชนต่อท้องถิ่น” กล่าวคือ ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะด้านกายภาพ แต่กำลังถูกคาดหวังให้เป็น “กลไกสุขภาวะ” ที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดที่พื้นที่กว้าง ชุมชนกระจาย และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากรายงานสถิติระดับจังหวัดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ชุดรายงานจังหวัดเชียงราย) สะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่ท้องถิ่นต้องรับมือมากขึ้น ทั้งด้านผู้สูงอายุและภาระการดูแลในครัวเรือน ซึ่งทำให้การขยับของ อบจ.เชียงรายในมิติ “สุขภาพใกล้บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมครั้งคราว แต่เป็นการตอบโจทย์โครงสร้างระยะยาว

เวียงป่าเป้า–เชียงของ เลือกพื้นที่อย่างมีนัย ไม่ใช่ทำแบบหว่าน

สองพื้นที่ที่ถูกเน้นในข่าวครั้งนี้สะท้อน “ตรรกะเชิงระบบ” ที่ต่างกันแต่เสริมกัน

  • เวียงป่าเป้า มีชุมชนกระจายหลายตำบลและมีความต้องการบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็งเพื่อคัดกรองและติดตามโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง การเสริมอุปกรณ์ให้ รพ.สต. 3 แห่งจึงเป็นการเพิ่มกำลัง “จุดบริการ” ให้ทำงานได้คล่องขึ้น
  • เชียงของ เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การค้าชายแดน และการเคลื่อนย้ายของผู้คนในระดับหนึ่ง ทำให้การทำงานสุขภาพชุมชนต้องยึด “เครือข่าย” เป็นแกน   รพ.สต. หลายตำบลทำงานร่วมกับ อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อคัดกรองถึงบ้านและส่งต่อเมื่อจำเป็น

ในมุมของงานข่าวเชิงลึก นี่คือรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า นโยบายเดียวกันสามารถออกแบบ “วิธีทำงาน” ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ ไม่ใช่ยกโมเดลเดียวไปใช้ทุกแห่งแบบไม่ดูบริบท

AI, เทคโนโลยี และ “คำถามที่ต้องตอบให้ได้” หากอยากให้ผลลัพธ์เกิดจริง

แม้ข่าวนี้เน้นการมอบอุปกรณ์ แต่ในยุคที่หลายหน่วยงานพูดถึงการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการดูแลสุขภาพ สิ่งที่สังคมต้องการเห็นควบคู่กัน คือ “ระบบหลังบ้าน” ที่ทำให้อุปกรณ์ทำงานเกิดผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำให้เกิดภาพข่าวเพียงวันเดียว

คำถามเชิงนโยบายที่ควรถูกวางไว้ในข่าวอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่

  1. เวชภัณฑ์สิ้นเปลืองและการซ่อมบำรุง เครื่องเจาะน้ำตาลต้องใช้แถบตรวจอย่างต่อเนื่อง หากแถบตรวจไม่พอ หรือกระบวนการจัดซื้อช้า การคัดกรองจะสะดุดทันที
  2. มาตรฐานการวัดและการสอบเทียบ เครื่องวัดความดันต้องมีความแม่นยำและมีมาตรฐาน เพื่อให้ผลคัดกรองนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง
  3. การจัดการข้อมูลและระบบติดตาม คัดกรองแล้ว “ต้องตามต่อ” ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการนัดติดตาม การให้คำแนะนำ และการส่งต่อเมื่อเกินศักยภาพปฐมภูมิ
  4. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcomes) ถ้าตั้งเป้า “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ควรมีตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ชั้น
    • ชั้นที่ 1: จำนวนคนคัดกรองเพิ่มขึ้นเท่าไร (coverage)
    • ชั้นที่ 2: จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าสู่การติดตามต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเท่าไร (continuity)
    • ชั้นที่ 3: ภาวะแทรกซ้อน/การส่งต่อฉุกเฉิน/การนอนโรงพยาบาลลดลงหรือไม่ (impact)

การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การลดทอนความสำเร็จ แต่เป็นการ “ทำให้ความสำเร็จเดินต่อได้” และนี่คือหัวใจของงานข่าวเชิงนโยบายที่มุ่งประโยชน์สาธารณะ

เมื่อ “สุขภาพ” คือเศรษฐกิจของบ้าน และ “ปฐมภูมิ” คือเกราะของชุมชน

ในท้ายที่สุด ข่าวนี้ไม่ได้พูดถึงเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่กำลังพูดถึง “ต้นทุนชีวิต” ของผู้คน

เพราะในโลกของ NCDs ความสูญเสียมักค่อยๆ สะสม ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของผู้ดูแล รายได้ที่หายไปจากการลางาน ภาระหนี้สินในครัวเรือน และความเครียดที่ก่อตัวจนกระทบทั้งสุขภาพกายและใจ

ในภาพใหญ่ WHO เคยเตือนว่าการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ “ทำได้จริงในระดับประเทศและชุมชน” และหากไม่เร่งดำเนินการ ภาระจะยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งด้านชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่ อบจ.เชียงรายเลือกขับเคลื่อน “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ด้วยการเสริมความพร้อม รพ.สต. และเครือข่าย อสม. จึงเป็นการเดินหมากที่สอดคล้องกับตรรกะสาธารณสุขร่วมสมัย ลดความเหลื่อมล้ำด้วยบริการใกล้บ้าน และลดป่วยหนักด้วยการคัดกรองให้เร็ว

ข่าวดีของวันนี้ กับ “งานหนักของพรุ่งนี้” ที่ต้องเดินต่อ

ภาพข่าวการมอบอุปกรณ์คัดกรองให้ รพ.สต. ในเวียงป่าเป้าและเชียงของ คือสัญญาณเชิงบวกของการยกระดับบริการปฐมภูมิ   ทำให้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น ทำให้หน่วยด่านหน้าทำงานได้มั่นใจขึ้น และทำให้คำว่า “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” มีความหมายมากกว่าถ้อยคำบนป้าย

แต่หากต้องการให้ผลลัพธ์เกิดจริงตามเป้าหมาย “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ภารกิจถัดไปคือการทำให้ระบบเดินต่อเนื่อง ตั้งงบเวชภัณฑ์ให้พอ วางมาตรฐานเครื่องมือให้แม่น สร้างฐานข้อมูลให้ติดตามได้ และรายงานผลให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม

ในสนามนโยบายสุขภาพ ความสำเร็จไม่ใช่ “วันที่มอบของ” แต่คือ “วันที่จำนวนคนป่วยหนักลดลง” และถ้าการลงทุนวันนี้ทำให้ชาวเชียงรายวันพรุ่งนี้ “เจอโรคเร็ว รักษาเร็ว และอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น” นั่นจึงเป็นชัยชนะที่แท้จริงของนโยบายสุขภาพใกล้บ้าน

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด 

  • ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพโลก และเป็นประเด็นที่ WHO ติดตามและรายงานต่อเนื่อง
  • ในบริบทประชากรสูงวัย ภาระการสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และจำเป็นต้องเน้นมาตรการป้องกัน คัดกรอง ดูแลต่อเนื่อง
  • รายงานสถิติระดับจังหวัด (เชียงราย) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุในระยะยาว
  • WHO เคยประเมินว่าหากประเทศต่างๆ นำมาตรการที่ได้ผลมาใช้จริงอย่างทั่วถึง จะสามารถลดการเสียชีวิตจาก NCDs ได้จำนวนมากในทศวรรษหน้า (อ้างอิงข่าวสรุปจากรายงาน WHO)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ.เชียงราย: เวียงกาหลง, แม่เจดีย์, แม่เจดีย์ใหม่ และ รพ.สต.ในพื้นที่ ต.ห้วยซ้อ, ต.ครึ่ง, ต.ศรีดอนชัย, ต.สถาน อ.เชียงของ
  • เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนูในแม่น้ำโขง-สาย พร้อมเปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” สร้างเชื่อมั่น

ผู้ว่าฯ เชียงรายชี้คุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำ “ดีขึ้นต่อเนื่อง” ย้ำประปามาตรฐาน–ปลา–ผักยังปลอดภัย พร้อมยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนู–เตรียมระบบตรวจ Real-time

เชียงราย, 20 มกราคม 2569 — สายน้ำในเชียงรายไม่ใช่เพียงภาพทิวทัศน์ที่ไหลผ่านเมืองเหนือ หากแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตจริง” ตั้งแต่น้ำประปาที่เปิดใช้ทุกเช้า อาหารที่ขึ้นจากตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจชายแดนที่พึ่งพาการสัญจรและการค้าตามแนวลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อใดที่เกิดคำถามเรื่อง “สารปนเปื้อน” แม้เพียงข่าวลือ ผลสะเทือนมักไปไกลกว่าความกังวลส่วนบุคคล เพราะมันกระทบทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค รายได้ของชุมชนประมง–เกษตรกร และภาพลักษณ์ความปลอดภัยของจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน

ในบริบทเช่นนี้ การประชุม คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการ “รายงานตัวเลข” หากเป็นการประกาศทิศทางร่วมของรัฐต่อสาธารณะว่า จังหวัดจะสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างไร จะสร้างความมั่นใจแบบมีหลักฐานอย่างไร และจะเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในจุดไหนบ้าง

ภาพรวมที่ผู้ว่าฯ ยืนยัน น้ำใสขึ้น คุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง ประปาผ่านมาตรฐานทุกแห่ง

ตามสรุปสาระการประชุมที่จังหวัดรายงานล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า คุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำหลักมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในภาพรวม พร้อม “ย้ำความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค” โดยยืนยันว่า ระบบน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเชียงรายผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกแห่ง ประชาชนสามารถใช้ดื่มและใช้สอยได้ตามปกติ (สาระดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะโดยยึดการตรวจตามมาตรฐานและการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง)

ในเชิงนโยบาย “ประปาผ่านมาตรฐาน” เป็นคำที่สั้น แต่เบื้องหลังคือระบบตรวจวัดคุณภาพตามเกณฑ์สุขาภิบาลและมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งหนึ่งในสารที่สังคมให้ความสนใจสูงคือ สารหนู (arsenic)” โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่ามาตรฐานเชิงแนวทาง (guideline value) ในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ลิตร และประเทศไทยมีแนวทางมาตรฐานน้ำบริโภคที่สอดคล้องกับหลักการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพในทิศทางเดียวกัน

การย้ำประเด็นนี้จึงหมายถึง “สัญญาณเชิงระบบ” ว่าจังหวัดเลือกตอบความกังวลของประชาชนด้วยกลไกมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยคำปลอบใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารของภาครัฐในเรื่องคุณภาพน้ำจำเป็นต้องพ่วงคำว่า “ตรวจแล้ว” และ “อยู่ในเกณฑ์” อยู่เสมอ

มิติอาหาร สุ่มตรวจปลาและพืชผัก “ไม่พบเกินมาตรฐาน” และเริ่มใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกตั้งคำถามทันทีเมื่อมีประเด็นสารปนเปื้อนในน้ำ คือ “อาหารจากแหล่งน้ำ” โดยเฉพาะ ปลา และ ผักริมลำน้ำ ซึ่งจังหวัดรายงานว่า การสุ่มตรวจปลาและพืชผักจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเสริมด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสื่อสารความปลอดภัยไปถึงผู้บริโภค ผ่านแอปพลิเคชัน ปลาปลอดภัย” ที่ถูกอธิบายในเชิงแนวคิดว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปลา “ตั้งแต่ต้นทางถึงจานอาหาร” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากข่าวลือ

หากมองด้วยสายตาสื่อเชิงลึก “แอปปลาปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่สะท้อนการขยับของรัฐจาก “การสื่อสารแบบประกาศ” ไปสู่ “การสื่อสารแบบให้ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการบริหารความเสี่ยงสาธารณะในหลายประเทศ ยิ่งสังคมกังวลมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้มากเท่านั้น

ตัวเลขสุขภาพที่เป็นหัวใจความเชื่อมั่น กลุ่มเสี่ยง 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน

ในข่าวด้านสิ่งแวดล้อม “ตัวเลขน้ำ” มักไม่ทรงพลังเท่า “ตัวเลขคน” เพราะสิ่งที่ประชาชนถามจริง ๆ คือ “กระทบสุขภาพไหม” จังหวัดรายงานผลที่ถือเป็น “ข่าวดีเชิงสาธารณสุข” ว่า จากการตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย ปัจจุบัน เหลือเพียง 1 ราย ที่ตรวจพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การสื่อสารตัวเลขนี้มีความสำคัญสองชั้น

  • ชั้นแรกคือ “ลดความตื่นตระหนก” เพราะทำให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดกับคนจำนวนมากอย่างที่สังคมอาจกังวล
  • ชั้นที่สองคือ “สะท้อนงานติดตามต่อเนื่อง” เพราะการจะเหลือ 1 รายได้ ต้องมีกระบวนการติดตาม ตรวจซ้ำ ให้คำแนะนำ และเฝ้าระวังรายกรณีอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในเชิงจริยธรรมสื่อมวลชน การนำเสนอควรระมัดระวังไม่ทำให้สังคมตีความเกินจริงว่า “ปัญหาจบแล้ว” เพราะประเด็นสารหนู/โลหะหนักในระบบนิเวศน้ำ โดยธรรมชาติสามารถแฝงอยู่ใน “ตะกอน” และสะสมในบางจุดได้ แม้น้ำผิวหน้าจะดูดีขึ้นก็ตาม

จุดที่จังหวัด “ยังไม่วางใจ” ตะกอนดินในบางช่วงของแม่น้ำสายและโขง ความเสี่ยงแบบสะสมที่ต้องใช้เวลา

สาระสำคัญหนึ่งที่จังหวัดสื่อสารอย่างชัดเจน คือแม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ โดยเฉพาะ การสะสมของสารหนูและโลหะหนักในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากกว่า “น้ำขุ่น–น้ำใส” เพราะตะกอนคือการสะสมระยะยาว

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักฐานจากการติดตามเชิงวิชาการของภาครัฐที่ชี้ว่าการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องดูทั้ง “น้ำ” และ “ตะกอน” โดยรายงานการติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงช่วงก่อนหน้า เคยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขของ สารหนูในตะกอน ในบางจุดและบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงยังยึดมาตรการ “ติดตามตะกอน” เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง

ในทางสื่อสารสาธารณะ ภาพที่ควรถอดรหัสให้ประชาชนเข้าใจง่ายคือ

  • “น้ำดีขึ้น” อาจหมายถึงค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำผิวดิน เช่น ความสกปรกทางอินทรีย์หรือความใส ฯลฯ
  • แต่ “ตะกอน” คืออีกมิติหนึ่งที่สะท้อนการสะสมของสารบางประเภท และต้องใช้การจัดการเชิงวิศวกรรม/เชิงระบบนานกว่า

และเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน การอธิบายกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน (การจัดประเภทแหล่งน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เข้าใจว่า “เกณฑ์ดี” ของหน่วยงานรัฐหมายถึงอะไรและวัดด้วยอะไร

5 มาตรการเชิงรุกที่จังหวัด “กางแผน” เดินหน้าต่อ จากประปาหมู่บ้านถึง Real-time Monitoring

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าจังหวัดกำหนดการดำเนินการต่อเนื่องในจุดเสี่ยงสำคัญ โดยสรุปมาตรการหลักที่สื่อสารต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 5 แนวทาง

  1. เฝ้าระวังตะกอนดิน   ติดตามการสะสมโลหะหนักและสารหนูในตะกอน โดยเฉพาะบางจุดของแม่น้ำสายและโขง
  2. ยกระดับความปลอดภัย “ประปาหมู่บ้าน”   เร่งติดตั้ง/เสริมระบบกำจัดสารหนูเพิ่มเติม เพื่อให้มาตรฐานความปลอดภัยครอบคลุมพื้นที่นอกเขตระบบประปาขนาดใหญ่
  3. งานวิจัยเชิงลึก   ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ (เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อศึกษาที่มาและกลไกการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ
  4. เตรียมติดตั้งระบบตรวจวัดแบบ Real-time   เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทันทีหากพบค่าความผิดปกติ
  5. การจัดการตะกอนและฟื้นฟูแหล่งน้ำ   แนวคิดเรื่องฝายดักตะกอน/การฟื้นฟู เป็นมาตรการที่สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองปัญหาแบบรายวัน แต่เป็นการจัดการเชิงโครงสร้างระยะกลาง–ยาว

เมื่อวางทั้งหมดไว้บนเส้นเรื่องเดียวกัน จะเห็นภาพว่า “ข่าวนี้” ไม่ใช่แค่ข่าวผู้ว่าฯ สรุปสถานการณ์ แต่คือการสื่อสารว่า จังหวัดกำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถาม “ปลอดภัยไหม” ไปสู่การบริหารระบบ “ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ด้วยเครื่องมือทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และดิจิทัล

ทำไม “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสมรภูมิสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนเกาะอยู่กับความเชื่อมั่นของคนนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ผู้ซื้อสินค้าเกษตร ผู้ค้าชายแดน และผู้บริโภคปลาน้ำจืด เมื่อเกิดประเด็นคุณภาพน้ำ สิ่งที่เสียหายได้ทันทีคือ “ราคาสินค้า” และ “ความไว้วางใจ” แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะคลี่คลาย

ดังนั้น การที่จังหวัดหยิบทั้ง 3 มิติขึ้นมาพร้อมกันในเวทีเดียว น้ำประปา / อาหาร / สุขภาพคน จึงเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด เพราะมันตอบคำถามประชาชนแบบครบวงจร ไม่ปล่อยให้สังคมไปเติมคำตอบเองด้วยความกลัวหรือข่าวลือ

ในมุมของการบริหารความเสี่ยงสาธารณะ “ความจริง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “หลักฐาน” และ “ช่องทางตรวจสอบ” ด้วย ซึ่งการอ้างอิงมาตรฐาน (เช่น ค่าสารหนูในน้ำดื่ม) และการผลักเครื่องมืออย่าง “ปลาปลอดภัย” จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับโต๊ะอาหาร ระหว่างรัฐกับประชาชน

เสียงสะท้อนที่ควรได้ยิน ดีขึ้นแล้ว แต่ต้องสื่อสารแบบไม่ประมาท

เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นต้องสะท้อนทั้งสองด้านอย่างสมดุล

ด้านบวก (ความคืบหน้า)

  • จังหวัดยืนยันแนวโน้มคุณภาพน้ำดีขึ้น
  • ระบบน้ำประปาใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
  • สุ่มตรวจปลาและพืชผักไม่พบเกินมาตรฐาน
  • ตัวเลขสุขภาพกลุ่มเสี่ยงดีขึ้นมาก (322 เหลือ 1 รายเกินมาตรฐาน)

ด้านที่ต้องเฝ้าระวัง (ความเสี่ยงคงค้าง)

  • ตะกอนดินในบางจุดยังเป็นความเสี่ยงสะสม
  • ประปาหมู่บ้านต้องเสริมระบบกำจัดสารหนู
  • ต้องมีการวิจัยที่มาของสารปนเปื้อนและระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อป้องกันการกลับมาของปัญหา

ประเด็นสำคัญคือ การสื่อสารแบบ “ดีขึ้น” ไม่ควรทำให้สังคม “หยุดสนใจ” เพราะการปกป้องทรัพยากรน้ำต้องอาศัยการเฝ้าระวังระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ลุ่มน้ำเชื่อมโยงหลายพื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ความมั่นคงของมนุษย์” ผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อม น้ำสะอาดคือสวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้

ในทางนโยบายสาธารณะ น้ำสะอาดไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ หากประชาชนต้องซื้อเครื่องกรองน้ำเพราะไม่มั่นใจ หรือชาวประมงขายปลาไม่ได้เพราะผู้บริโภคหวาดกลัว ทั้งหมดคือ “ต้นทุนเงียบ” ที่สังคมจ่ายแทนรัฐ

ดังนั้น ข่าวการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิง “การยืนยันความรับผิดชอบของรัฐ” ว่า

  • รัฐรับรู้ความกังวล
  • รัฐมีข้อมูลและมาตรฐานรองรับ
  • รัฐมีแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • และรัฐกำลังสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ การสื่อสารเชิงหลักฐานคือหัวใจของการคลี่คลาย “ปมความกลัว” ที่อาจทำให้จังหวัดทั้งจังหวัดต้องแบกผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

แนวโน้มดีขึ้นคือข่าวดี แต่ “การเฝ้าระวังต่อเนื่อง” คือเงื่อนไขของความยั่งยืน

การประชุมติดตามคุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำหลักของเชียงรายในครั้งนี้ สะท้อนสารหลัก 2 ประโยคที่ต้องไปด้วยกันเสมอ

  1. แนวโน้มดีขึ้นและประชาชนสามารถใช้น้ำประปาได้ตามปกติ
  2. ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงด้านตะกอนและยกระดับระบบตรวจวัด–แจ้งเตือน

หากจังหวัดเดินหน้าได้ตามแผน ตั้งแต่เสริมระบบกำจัดสารหนูในประปาหมู่บ้าน งานวิจัยหาที่มา ไปจนถึงระบบตรวจ Real-time เชียงรายจะไม่ได้แค่ “ผ่านวิกฤตความกังวล” แต่จะยกระดับไปสู่ “จังหวัดต้นแบบการจัดการความเสี่ยงคุณภาพน้ำ” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สายน้ำที่ไหลผ่านบ้านและตลาด ไม่ได้พาเอาความเสี่ยงที่มองไม่เห็นมาด้วย

 

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ในข่าว (จากข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม + แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้)

  • ผลตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมจากสรุปการประชุมจังหวัด)
  • แนวคิด “สารหนูในตะกอน” เป็นความเสี่ยงสะสม มีรายงานติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงที่แสดงค่าการตรวจสารหนูในตะกอนในบางช่วงเวลา
  • มาตรฐาน/แนวทางค่าสารหนูในน้ำดื่มระดับสากลที่มักใช้อ้างอิง: WHO guideline value 0.01 มก./ลิตร
  • แนวทางมาตรฐานน้ำดื่ม/น้ำบริโภคของไทยในเชิงสาธารณสุข (เอกสารหน่วยงานรัฐไทย)
  • กรอบการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของไทย (เอกสารกฎระเบียบ/มาตรฐานภาครัฐ)
  • การสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำประปาและการตรวจมาตรฐานโดยหน่วยงานรัฐ/สื่อกระแสหลัก
  • แอป “ปลาปลอดภัย” ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น/ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของปลา (สื่อสารโดยหน่วยงาน/เครือข่ายวิจัยรัฐ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายความร่วมมือวิจัย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พม. ปักหมุดเชียงของโมเดลพื้นที่ปลอดภัย ผนึกเครือข่ายสกัดความรุนแรงในครอบครัว พร้อมดัน AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง

พม.ปักหมุด “เชียงของโมเดลพื้นที่ปลอดภัย” ผนึกท้องถิ่น–เครือข่ายสกัดความรุนแรงในครอบครัว ชู 4 นโยบายพร้อมดัน AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในเมืองชายแดนที่ผู้คนคุ้นชินกับการเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำโขงและการค้าระหว่างประเทศ “ความเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้มาในรูปของตัวเลขการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากยังปรากฏเงียบ ๆ ในอีกสมรภูมิหนึ่งที่อยู่หลังประตูบ้าน ความรุนแรงในครอบครัว ความเปราะบางของเด็กและสตรี และความเสี่ยงของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร

บ่ายวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569หอประชุมโรงเรียนเชียงของวิทยาคม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นาย อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดโครงการ สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมต้อนรับ พร้อมหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

แต่แก่นของงานครั้งนี้ มิได้หยุดอยู่ที่พิธีเปิดหรือภาพถ่ายหน้าเวที หากอยู่ที่คำถามใหญ่กว่า เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังเกิดซ้ำ โครงสร้างคุ้มครองทางสังคมระดับพื้นที่จะ “ทัน” ความจริงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้อย่างไร

พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือระบบที่ต้องทำให้เกิดจริง

ภาพหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมองเห็นร่วมกันในหอประชุมวันนั้น คือการประกาศ “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เป็นวาระร่วมของพื้นที่ชายแดนเชียงของ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเคลื่อนย้ายผู้คน

ด้าน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) สรุปสถานการณ์ท้าทายที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดโครงการ โดยชี้ไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. ปัญหาสังคมผู้สูงวัย ที่เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน
  2. ครอบครัวต่างวัย ช่องว่างระหว่างวัยในครัวเรือนที่นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน
  3. ครอบครัวเปราะบาง และจำนวนผู้ประสบปัญหาทางสังคมที่เพิ่มขึ้น

ในทางนโยบาย คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” จึงถูกวางความหมายให้กว้างกว่าการป้องกันเหตุเฉพาะหน้า แต่หมายถึง “ระบบคุ้มครอง” ที่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเข้าถึงบริการ การรับแจ้งเหตุ การส่งต่อ และการติดตามฟื้นฟู ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยทั้งบุคลากรและการประสานงานหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ภาระของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง

ตัวเลขที่ทำให้ปัญหา “มองเห็นได้” ความรุนแรงในครอบครัวคือเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

การผลักดันงาน “พื้นที่ปลอดภัย” มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นงานเชิงสัญลักษณ์หรือไม่ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่สถิติซึ่งทำให้ “ปัญหาที่อยู่ในบ้าน” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

หน่วยงานในสังกัด พม. ที่ทำงานด้านนี้โดยตรงรายงานว่า ในปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย หรือเฉลี่ย ประมาณ 42 รายต่อวัน (ตัวเลขระดับประเทศ) สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า ความรุนแรงไม่ได้เป็น “เหตุการณ์ผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนไม่น้อย

เมื่อวางตัวเลขนี้ไว้ข้าง ๆ ความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนที่ผู้คนทำงานหนัก รายได้ผันผวน และครอบครัวต้องรับมือกับความต่างวัย การดูแลผู้สูงอายุ หรือภาระหนี้สิน “ความรุนแรง” จึงไม่ควรถูกอธิบายอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงปัญหานิสัยหรืออารมณ์ หากเป็นผลลัพธ์ของแรงกดทับหลายมิติที่ต้องการระบบรองรับที่เข้มแข็งกว่าเดิม

เชียงรายกับโจทย์สังคมสูงวัย เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน งานคุ้มครองต้องเปลี่ยนตาม

เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูง และนี่ไม่ใช่ “ความรู้สึก” แต่มีข้อมูลรองรับจากหน่วยงานทางการ

  • สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงรายรายงาน ร้อยละของผู้สูงอายุ ปี 2567 อยู่ที่ 23.31%
  • ขณะเดียวกัน ชุดข้อมูลด้านสาธารณสุขระดับจังหวัดยังสะท้อนแนวโน้มสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้น (ขึ้นกับนิยามและฐานข้อมูลที่ใช้)

ความหมายของตัวเลขนี้ในเชิงนโยบายคือ “ภาระการดูแล” จะย้ายจากระบบสาธารณสุขไปสู่ “ครัวเรือน” มากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อการดูแลตกอยู่ที่ครอบครัว ความเสี่ยงด้านความเครียด ความขัดแย้ง และความรุนแรงก็มีโอกาสเพิ่มตาม หากพื้นที่ไม่มีระบบช่วยเหลือที่เข้าถึงง่ายและไวต่อสถานการณ์จริง

ดังนั้น โครงการพื้นที่ปลอดภัยในเชียงของ จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นความพยายาม “ปรับระบบคุ้มครอง” ให้รองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงการแก้เหตุเฉพาะราย

4 นโยบาย “พม. 2569” กับโจทย์ทำให้รัฐลงไปอยู่ในชีวิตจริงของคน

ภายใต้กรอบโครงการ กระทรวง พม. ได้ประกาศแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย 4 ประการ (ตามข้อมูลในพื้นที่) ได้แก่

  1. ยกระดับบทบาทองค์กร ให้เป็นองค์กรกำหนดนโยบายสังคมที่มีประสิทธิภาพ
  2. สร้างโอกาสทุกช่วงวัย ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและบริการที่พึงได้รับอย่างทั่วถึง
  3. พัฒนานวัตกรรมดิจิทัล และปรับใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม
  4. เสริมพลังเครือข่าย ทำงานร่วมทุกภาคส่วนเพื่อความยั่งยืน

ในเชิงยุทธศาสตร์ การจัดวางนโยบายเช่นนี้มีนัยสำคัญ 2 ด้าน

ด้านแรก: การยืนยันว่าปัญหาสังคมต้อง “บริหารด้วยข้อมูล”
แนวคิดใช้เทคโนโลยี/AI ในงานสังคมของรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว โดยภาครัฐไทยมีการผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในหลายมิติ ทั้งการคัดกรองและการส่งต่อบริการ

ด้านที่สอง: การยอมรับว่ารัฐส่วนกลางทำคนเดียวไม่ได้
คำว่า “สานพลังเครือข่าย” จึงมีความหมายเชิงปฏิบัติ คือการดึงศักยภาพของจังหวัด อบจ. เทศบาล องค์กรชุมชน โรงเรียน และภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนร่วมกัน เพราะ “ความปลอดภัย” ของเด็กและสตรีไม่เกิดขึ้นจากคำสั่งส่วนกลางเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นผู้มองเห็นและเข้าถึงผู้เดือดร้อนก่อนเสมอ

เสียงจากท้องถิ่น อบจ.ประกาศบทบาท “กลไกหลัก” เพื่อสวัสดิการที่ยั่งยืน

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้โครงการเชียงของครั้งนี้ถูกจับตา คือการที่ “ท้องถิ่นระดับจังหวัด” แสดงท่าทีรับลูกอย่างเป็นรูปธรรม

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ระบุในสาระสำคัญว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างสมดุลในทุกมิติ (อ้างตามข้อมูลข่าวพื้นที่)

ในเชิงโครงสร้าง นี่สะท้อน “การขยับบทบาทท้องถิ่น” จากผู้สนับสนุนงบ/กิจกรรม ไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบสวัสดิการในพื้นที่ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพราะผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ต้องการจุดพึ่งใกล้บ้าน เร็ว และปลอดภัย มากกว่าการเดินเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

กฎหมายคือหลังพิงของผู้ถูกกระทำ ทำไม “พื้นที่ปลอดภัย” ต้องเชื่อมกับระบบคุ้มครองตามกฎหมาย

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดจริง จำเป็นต้องยึด “กลไกทางกฎหมาย” เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำ และกำหนดแนวปฏิบัติของหน่วยงานอย่างชัดเจน

ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นฐานกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองและดำเนินมาตรการต่อความรุนแรงในครอบครัว
นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการช่วยเหลือจำเป็นต้องมีช่องทางที่ประชาชนรู้จักและใช้ได้จริง โดย พม. มี สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เป็นช่องทางหลักที่ประชาชนสามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อเชื่อมสามส่วน พื้นที่ (ชุมชน/โรงเรียน/ท้องถิ่น) + กฎหมาย + ช่องทางช่วยเหลือ โครงการพื้นที่ปลอดภัยจึงมีโอกาสขยับจาก “กิจกรรม” ไปเป็น “ระบบคุ้มครอง” ที่จับต้องได้

AI ในงานสังคม โอกาสของการช่วยได้เร็วขึ้น และความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องไม่มองข้าม

การประกาศใช้ AI/ดิจิทัลในงานดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นประเด็นที่ทั้ง “มีพลัง” และ “มีความเสี่ยง” ในเวลาเดียวกัน

โอกาส: ทำให้การช่วยเหลือเร็วและแม่นยำขึ้น

ในเชิงปฏิบัติ หากรัฐสามารถใช้ข้อมูลเพื่อคัดกรองความเสี่ยง เช่น ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุพึ่งพิงสูง เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ผู้ดูแลมีภาระหนี้สินสูง หรือเคยมีประวัติขอความช่วยเหลือ ระบบอาจ “มองเห็นสัญญาณ” ก่อนเกิดเหตุรุนแรง และส่งต่อบริการได้ทันท่วงที

ความเป็นส่วนตัว–การตีตรา–ความพร้อมของคนหน้างาน

แต่อีกด้าน การใช้ข้อมูลรายบุคคลย่อมต้องตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)
ข้อถกเถียงสำคัญในเชิงนโยบายคือ

  • จะออกแบบระบบอย่างไรไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล
  • จะป้องกันการตีตราครัวเรือนเปราะบางอย่างไร
  • และจะทำให้บุคลากรในพื้นที่มีทักษะใช้ระบบดิจิทัลได้จริงอย่างไร

หากไม่มี “ธรรมาภิบาลข้อมูล” ที่ชัดเจน โครงการอาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นในระยะยาว แม้เจตนารมณ์จะมุ่งช่วยเหลือก็ตาม

ทำไมต้อง “เชียงของ” พื้นที่ชายแดนคือจุดตัดของเศรษฐกิจ การย้ายถิ่น และความเปราะบาง

การเลือกเชียงของเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์มีนัยยะสำคัญ เชียงของเป็นเมืองชายแดนที่มีความเคลื่อนไหวของผู้คนและเศรษฐกิจสูง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนหนึ่งต้องรับมือกับ

  • รายได้ที่ผันผวนตามฤดูกาลและการค้า
  • การแยกกันอยู่ของสมาชิกครอบครัวจากการทำงาน
  • ภาระการดูแลผู้สูงอายุ/เด็กโดยผู้ดูแลเพียงคนเดียวในบางบ้าน

ในบริบทนี้ “พื้นที่ปลอดภัย” จึงไม่ใช่แค่การรับมือความรุนแรง แต่เป็นการสร้าง “ตาข่ายรองรับ” ให้ครอบครัวไม่หลุดจากระบบช่วยเหลือเมื่อเจอวิกฤต

หากจะวัดความสำเร็จ ต้องวัดที่ “หลังเวที” ไม่ใช่ “หน้าเวที”

คำถามที่ผู้สนใจข่าวเชิงลึกมักถามต่อทันทีหลังพิธีเปิดคือ “แล้วต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นจริง”

ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม (เชิงระบบ) ได้แก่

  1. การเข้าถึงบริการ: จำนวนการแจ้งเหตุ/ขอคำปรึกษาที่เพิ่มขึ้นไม่ควรถูกตีความว่าแย่เสมอไป แต่อาจสะท้อนว่าประชาชน “กล้าขอความช่วยเหลือ” มากขึ้น
  2. ความเร็วในการช่วยเหลือและส่งต่อ: จากรับแจ้งถึงเข้าถึงผู้เดือดร้อน ใช้เวลากี่ชั่วโมง/กี่วัน
  3. คุณภาพของการคุ้มครอง: ผู้ประสบเหตุได้รับความปลอดภัยต่อเนื่องหรือกลับไปเสี่ยงซ้ำ
  4. ความพร้อมของเครือข่าย: ท้องถิ่น โรงเรียน ชุมชน ตำรวจ สาธารณสุข และ พม. ทำงานเชื่อมกันได้จริงหรือยัง
  5. ธรรมาภิบาลข้อมูล: หากใช้ดิจิทัล/AI ต้องมีมาตรการตาม PDPA และแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้

กล่าวอีกแบบคือ “พื้นที่ปลอดภัย” จะถูกพิสูจน์ในวันที่ไม่มีพิธี ไม่มีเวที แต่มีคนหนึ่งคนต้องการความช่วยเหลือ และระบบต้องตอบสนองได้ทันที

เชียงของโมเดลในวันที่สังคมไทยต้องเลือก “ช่วยให้ทัน” หรือ “ปล่อยให้สายเกินไป”

การเปิดโครงการ “สานพลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว” ที่เชียงของในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการขยับจากการทำงานเชิงสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ “คิดล่วงหน้า” และ “ทำงานร่วมกัน” มากขึ้น

เมื่อสถิติความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล และเมื่อเชียงรายเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โจทย์พื้นที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่งานเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่เกี่ยวพันกับคุณภาพชีวิตของทุกครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเชียงของโมเดลจะไม่ได้ขึ้นกับคำประกาศเรื่อง AI หรือจำนวนหน่วยงานบนป้ายหน้าเวที หากขึ้นกับ “การทำให้ระบบทำงานได้จริง” ภายใต้กรอบกฎหมายที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำ และภายใต้หลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม

ในท้ายที่สุด พื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง อาจไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือวันที่คนในชุมชนเชื่อมั่นว่า “เมื่อเกิดเหตุขึ้น เขาจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง” และรัฐกับท้องถิ่นจะไปถึงเขาให้ทัน ก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องสายเกินแก้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
  • สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม พม. 1300
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Highland Roots แม่จัน จากรอยพระบาทสู่รอยทางอาชีพ ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

Highland Roots ที่แม่จัน จาก “รอยพระบาทบนดอยสูง” สู่ “รอยทางอาชีพ” ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่ลมหนาวยังไม่คลายตัวเหนือแนวเขาแม่จัน ผู้คนหลากวัยทยอยเดินเข้าสู่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย (ศพส.เชียงราย) ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน ด้วยบรรยากาศที่ต่างจากงานราชการทั่วไปอย่างน่าประหลาด บนลานกิจกรรมมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กลิ่นอาหารพื้นถิ่นจากครัวชุมชน สีสันของผืนผ้าทอ ผ้าปัก เครื่องเงิน และจังหวะการแสดงชาติพันธุ์ที่ทำให้ “พื้นที่สูง” ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากเป็น “ภูมิใจ” ที่กำลังถูกนำมาเล่าใหม่ในภาษาของเศรษฐกิจและสิทธิ

ในวันเดียวกันนั้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ “Highland Roots  วิถีชนเผ่า สร้างอาชีพสู่อนาคต” ซึ่งหน่วยงานในสังกัด พม. ระบุว่าเป็นการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจบนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์” เพื่อสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน โดยยก ทุนวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น ทุนเศรษฐกิจ” ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การต่อยอดการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ (ตามข้อมูลรายงานที่ผู้ใช้จัดเตรียม และรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อภาครัฐ)

แต่ความหมายของงานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การขายของ” หรือ “การจัดอีเวนต์” หากกำลังเชื่อมต่อกับบริบทใหญ่กว่านั้น คือปีแรก ๆ ของการเดินหน้ากฎหมายฉบับประวัติศาสตร์อย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 กันยายน 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 เป็นต้นมา นัยสำคัญคือรัฐไทยเริ่ม “รับรองสิทธิทางวัฒนธรรม” และการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รอยพระบาทที่แม่จัน ทำไมสถานที่จัดงาน “ไม่ธรรมดา”

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย ถูกเล่าในพื้นที่ข่าวและคำปราศรัยว่าเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ด้วยเคยเป็นหนึ่งในจุดที่มีการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนพื้นที่สูงในอดีต (รายละเอียดตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และเมื่อวางภาพใหญ่ของงาน Highland Roots ลงบนฉากหลังเช่นนี้ งานจึงไม่ใช่เพียงพิธีเปิดโครงการ แต่คือการ “ผูกความหมาย” ระหว่างสามชั้นสำคัญ

  1. ชั้นประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูง   จากยุคที่รัฐทำงานพัฒนาเชิงสวัสดิการและความมั่นคง
  2. ชั้นเศรษฐกิจร่วมสมัย   ที่ตลาดต้องการเรื่องราว อัตลักษณ์ ความแตกต่าง และมาตรฐาน
  3. ชั้นสิทธิและศักดิ์ศรี   ที่กฎหมายชาติพันธุ์เริ่มสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางนโยบาย” ให้การแสดงตัวตนมีฐานทางกฎหมายมากขึ้น

การจัดงานในพื้นที่ที่มีความหมายทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ “Soft Power” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นกลไกที่รัฐพยายามทำให้จับต้องได้ ทั้งในเชิงรายได้และในเชิงการยอมรับตัวตนของผู้คนที่เคยอยู่ชายขอบของการพัฒนา

Highland Roots เมื่อรัฐประกาศ “เปลี่ยนวิธีช่วย” จากสงเคราะห์ สร้างอาชีพ

แกนคิดของ Highland Roots ตามข้อมูลที่เผยแพร่ คือการทำให้การช่วยเหลือคนบนพื้นที่สูง “ออกจากกรอบเดิม” ที่เน้นการสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างอาชีพที่ใช้ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน โดยสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่ถูกอ้างถึงในงานว่าเป็นแนวทาง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ขยายโอกาสทางสังคม” (ตามข้อมูลในข่าวและเอกสารที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากแปลเป็นภาษานโยบายที่ชัดขึ้น Highland Roots กำลังบอกว่า

  • รายได้จะไม่ยั่งยืน หากไม่ยกระดับทักษะ + มาตรฐาน
  • ตลาดจะไม่มั่นใจ หากไม่มีระบบคุณภาพ + เรื่องราวที่น่าเชื่อถือ
  • อัตลักษณ์จะไม่ปลอดภัย หากไม่มีหลักประกันเชิงสิทธิ (ซึ่งเชื่อมกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์)

นี่คือการเปลี่ยน “หน่วยคิด” ของการพัฒนา จากการมองชุมชนเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การมองชุมชนเป็นผู้สร้างมูลค่า แต่การเปลี่ยนหน่วยคิดนี้เอง ที่เปิดทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ซึ่งต้องถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาในข่าวเชิงลึก

4 เส้นทางอาชีพ งานฝีมือ–จักสาน–อาหารชาติพันธุ์–ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์

ข้อมูลจากการนำเสนอระบุแนวทางพัฒนาอาชีพที่ต่อยอดจากอัตลักษณ์ ได้แก่

  1. งานฝีมือประณีต   ผ้าปักชนเผ่า การออกแบบเครื่องประดับเงินให้เข้ากับตลาดร่วมสมัย
  2. งานจักสานสร้างสรรค์   ยกระดับเครื่องจักสานสู่ของตกแต่งบ้าน/สินค้าไลฟ์สไตล์
  3. อาหารชาติพันธุ์ (Ethnic Cuisine)   เมนูเฉพาะถิ่นเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว/นักชิม
  4. ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์   เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่เน้น “ประสบการณ์จริง” และไม่ทำลายวัฒนธรรม (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงการสื่อสาร นี่คือการทำให้ “สิ่งที่เคยเป็นเรื่องในบ้าน” กลายเป็น “สินค้าในตลาด” ผ่านการออกแบบใหม่ โดยรัฐเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม โครงสร้างความรู้ และช่องทาง

อย่างไรก็ตาม ในเชิงจริยธรรมการพัฒนา จุดเปราะบางอยู่ที่คำว่า “ไม่ทำลายวัฒนธรรม” เพราะตลาดมีแรงดึงดูดสูง และเมื่อของเริ่มขายดี การผลิตอาจถูกเร่ง การเล่าเรื่องอาจถูกทำให้ตื้น เพื่อเอาใจผู้ซื้อ และพิธีกรรม/อัตลักษณ์บางส่วนอาจถูก “ทำเป็นโชว์” จนความหมายเดิมค่อย ๆ ถูกกลืนหาย

นี่คือโจทย์สำคัญที่ Highland Roots ต้องตอบให้ได้ด้วย “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “เจตนา”

สีสันวัฒนธรรมกับความหมายทางสังคม การแสดงไม่ใช่แค่โชว์ แต่คือการประกาศตัวตน

การจัดงานที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิการเต้นและการบรรเลงตามวิถีของชุมชนต่าง ๆ รวมถึงนิทรรศการประวัติศาสตร์เส้นทางการพัฒนาพื้นที่สูง (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) สะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมเป็นภาษา” เพื่อบอกสังคมว่า

  • กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียง “แรงงานชายขอบ” หรือ “ชุมชนห่างไกล”
  • แต่เป็น “ผู้มีทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจได้ หากระบบเอื้อ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระของการประกาศใช้กฎหมายชาติพันธุ์ที่ถูกอธิบายว่าเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและความเสมอภาคบนความหลากหลาย

กฎหมายชาติพันธุ์ จาก “การมองเห็น” ไปสู่ “การคุ้มครอง” (และข้อท้าทายที่ตามมา)

การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมาย” ที่รัฐเริ่มวางหลักประกันทางนโยบายให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

แต่กฎหมายฉบับนี้ ในเชิงนโยบายสาธารณะ ทำให้เกิดคำถามเชิงปฏิบัติทันที เช่น

  • พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจะถูกกำหนดอย่างไร ให้ชัด โปร่งใส และมีส่วนร่วม
  • การใช้วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ จะมีมาตรการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่
  • รายได้จาก Soft Power จะกลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมเพียงใด
  • ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร/ที่ดิน/การจัดการพื้นที่ จะถูกคลี่คลายด้วยกลไกใด

กล่าวให้ชัด งาน Highland Roots คือ “ภาพสวย” ของปลายน้ำที่สังคมอยากเห็น แต่ความสำเร็จจริงอยู่ที่ “ต้นน้ำของระบบ” ตั้งแต่สิทธิ การกำกับมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดสรรผลประโยชน์

เชียงรายในฐานะ “Hub พื้นที่สูง” โอกาสทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังต่อรัฐ

เชียงรายถูกวางภาพให้เป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านพื้นที่สูง ทั้งในมิติชาติพันธุ์ ภูมิประเทศ และการท่องเที่ยว เมื่อรัฐประกาศจะปั้น “โมเดลเศรษฐกิจชาติพันธุ์” คำถามคือ โมเดลนี้จะพาคนไปไกลแค่ไหน

โอกาส ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรม/อาหาร/บริการท่องเที่ยวที่มีเรื่องเล่าและความแตกต่าง
  • เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องย้ายแรงงานไปเมืองใหญ่
  • เกิดการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด ทำให้รายได้เสถียรขึ้นในระยะยาว

ความเสี่ยง ที่ต้องบริหาร ได้แก่

  • “ความดัง” ที่เร็วเกินไป อาจทำให้การผลิตล้นมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือพังเร็ว
  • “การทำให้เป็นสินค้า” อาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของบางพิธีกรรมถูกบิด
  • “การกระจายรายได้” อาจไม่เท่ากัน เกิดผู้ได้ประโยชน์กระจุกตัวในผู้ประกอบการไม่กี่ราย
  • “การแข่งขันในตลาดออนไลน์” อาจทำให้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ หากไม่วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนควบคู่

กล่าวอีกแบบคือ Highland Roots จะสำเร็จได้ ต้องเป็นมากกว่างานเปิดตัว ต้องเป็น “ระบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ที่มีเครื่องมือครบชุด

ระบบที่ต้องมี หากหวังผลจริง 6 เงื่อนไขความยั่งยืนของ “เศรษฐกิจชาติพันธุ์”

เพื่อให้ข่าวนี้ไม่เป็นเพียงรายงานกิจกรรม แต่เป็นข่าวเชิงลึกที่ใช้ประกอบการทำงานได้ จำเป็นต้องชี้เงื่อนไขเชิงระบบอย่างน้อย 6 ข้อ (อ้างอิงจากหลักปฏิบัติของงานพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยทั่วไป และกรอบสิทธิทางวัฒนธรรมที่ถูกเน้นย้ำในบริบทกฎหมายชาติพันธุ์)

  1. มาตรฐานคุณภาพ + มาตรฐานเรื่องเล่า
    สินค้าพรีเมียมไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง “พิสูจน์ได้” ว่ามาจากชุมชนจริง วัสดุจริง กระบวนการจริง
  2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้จริง
    หากไม่มี Traceability ตลาดสมัยใหม่จะไม่เชื่อมั่น และการปลอมปนจะทำลายแบรนด์ชุมชน
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเชิงชุมชน
    ไม่ใช่แค่โลโก้ แต่รวมถึงลวดลาย แพตเทิร์น เรื่องเล่า และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น
  4. การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยแบบไม่ลบตัวตน
    จุดยากคือ “ปรับให้ขายได้” โดยไม่ “ลดทอนความหมาย” จนเหลือแค่ของตกแต่ง
  5. การแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส
    รายได้จากงานอีเวนต์/ท่องเที่ยว/คำสั่งซื้อ ต้องมีระบบกองทุนชุมชนหรือกลไกคืนประโยชน์
  6. การมีส่วนร่วมและความยินยอม (Consent) ของชุมชน
    โดยเฉพาะการนำพิธีกรรม/อัตลักษณ์ไปเผยแพร่ ต้องเคารพขอบเขตของชุมชน ไม่ใช่ “ใครเห็นว่าสวยก็เอาไปใช้ได้”

 “อาชีพแห่งอนาคต” จะเกิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่

วลี “สร้างอาชีพสู่อนาคต” จะเป็นจริงได้ ต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง

  • รายได้ต้องพอเลี้ยงชีพและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่ขายดีเฉพาะเทศกาล
  • งานต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกมองเป็นของฝากราคาถูก
  • ทักษะต้องต่อยอดได้ เช่น ดีไซน์ การตลาดดิจิทัล การถ่ายภาพ การเล่าเรื่องแบรนด์ การบริหารบัญชี

หาก Highland Roots ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น “เส้นทางอาชีพ” ที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ โครงการจะไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่จะเป็นการ “เปลี่ยนโครงสร้างโอกาส” ในพื้นที่สูง

Highland Roots คือบททดสอบของรัฐไทยในยุค “Soft Power + Rights”

ภาพที่แม่จันในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่ภาพงานวัฒนธรรม แต่เป็นภาพ “การทดลองทางนโยบาย” ที่สำคัญของรัฐไทย การใช้ Soft Power เพื่อเศรษฐกิจ พร้อมเดินคู่กับการยกระดับสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทที่กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทยเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน

คำถามสุดท้ายที่สังคมควรจับตา ไม่ใช่เพียง “งานจัดดีไหม” แต่คือ

  • รายได้เพิ่มขึ้นจริงกี่ครัวเรือน และเพิ่มอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
  • การคุ้มครองอัตลักษณ์ทำได้จริงหรือเป็นเพียงคำประกาศ
  • ผลประโยชน์กระจายเป็นธรรมหรือกระจุกตัว
  • ชุมชนมีอำนาจกำหนดขอบเขตของการใช้วัฒนธรรมหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด “รากเหง้า” จะไม่ฟื้นด้วยเวทีและไฟส่องงานเพียงวันเดียว แต่จะฟื้นได้ด้วยระบบที่ให้เกียรติผู้คนเท่ากับที่ให้มูลค่าแก่สินค้า และนี่คือเดิมพันที่แท้จริงของ Highland Roots

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME