Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘สนามบินเชียงราย’ เปิดระบบสแกนใบหน้า พร้อมอีก 5 สนามบิน เริ่มใช้ 1 พ.ย.

AOT เปิดตัวระบบไบโอเมตริกที่ 6 สนามบิน พร้อมรับผู้โดยสารทะลุ 120 ล้านคน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดตัวระบบไบโอเมตริกเพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับการเดินทางใน 6 สนามบินหลักของไทย โดยมีการติดตั้งเทคโนโลยี Facial Recognition เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้กับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งระบบนี้จะเริ่มให้บริการกับผู้โดยสารภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 และจะเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารระหว่างประเทศในวันที่ 1 ธันวาคม 2567

ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้แก่
  1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)
  2. ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.)
  3. ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.)
  4. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.)
  5. ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.)
  6. ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.)

เทคโนโลยีไบโอเมตริกเพื่อการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ AOT กล่าวว่า ระบบ Biometric ถูกนำมาใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อช่วยลดเวลารอคิวของผู้โดยสารในจุดบริการต่าง ๆ โดยผู้โดยสารสามารถลงทะเบียนไบโอเมตริกได้ง่าย ๆ ที่จุดเช็กอิน โดยมี 2 วิธี ได้แก่ การเช็กอินผ่านเจ้าหน้าที่และการเช็กอินผ่านเครื่องอัตโนมัติ หลังจากลงทะเบียนแล้ว ผู้โดยสารสามารถผ่านด่านตรวจสัมภาระ จุดตรวจค้น และจุดขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องแสดงเอกสารการเดินทางซ้ำอีก

การเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและลดปัญหาการแออัดในสนามบิน

การใช้งานระบบ Biometric ช่วยให้การระบุตัวตนทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้การเดินทางราบรื่นและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้โดยสารสามารถผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ภายในสนามบินได้รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดของสนามบิน และสร้างโอกาสให้ผู้โดยสารมีเวลามากขึ้นในการพักผ่อน เลือกซื้อสินค้าปลอดอากร และใช้บริการต่าง ๆ ภายในสนามบิน นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางผ่านด่านต่าง ๆ ได้สะดวกและไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

การเติบโตของผู้โดยสารและคาดการณ์สำหรับปีงบประมาณ 2568

จากสถิติในปีงบประมาณ 2567 พบว่า ท่าอากาศยานของ AOT มีผู้โดยสารกว่า 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.22% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่จำนวนเที่ยวบินรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 732,690 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 14.5% AOT คาดการณ์ว่าปีงบประมาณ 2568 จะมีผู้โดยสารรวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% และเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32%

การขยายขีดความสามารถและการพัฒนาความสะดวกสบายในท่าอากาศยาน

AOT มุ่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในท่าอากาศยานให้ทันสมัยและตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการติดตั้งระบบ CUPPS (Common Use Passenger Processing System) เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Biometric ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็กอินไปจนถึงการขึ้นเครื่อง ซึ่งรวมถึงการใช้งานเครื่อง CUTE (เครื่องตรวจบัตรโดยสาร) เครื่อง CUSS (เครื่องเช็กอินด้วยตนเอง) เครื่องรับสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD) ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตน (PVS) และระบบประตูขึ้นเครื่อง (SBG) ที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเพื่ออนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

การเปิดตัวระบบ Biometric ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาท่าอากาศยานของไทยให้เป็นท่าอากาศยานระดับโลก โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การเดินทางของผู้โดยสารอย่างแท้จริง AOT ตั้งเป้าหมายในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กระทรวงอุตฯ ร่วม TikTok ยกระดับความปลอดภัยออนไลน์

กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือ TikTok ร่วมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยผู้บริโภคในโลกดิจิทัล

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้หารือร่วมกับผู้บริหารจากบริษัท ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ จำกัด ณ สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม TikTok

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่าน TikTok Shop

ในการพบปะครั้งนี้ TikTok ได้นำเสนอถึงศักยภาพของแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ผ่าน TikTok Shop ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้อย่างกว้างขวางและสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงลูกค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีกลุ่มผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาดและขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ TikTok ยังมีแผนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะด้านการตลาดดิจิทัลและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความน่าสนใจแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถและทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ความร่วมมือเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภค

นอกจากการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว ความปลอดภัยของผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับการหารือ ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว การควบคุมคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดย TikTok ได้แสดงความรับผิดชอบในการปกป้องผู้บริโภคและให้ความสำคัญกับการควบคุมสินค้าที่จำหน่ายในแพลตฟอร์มของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงของการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน

การป้องกันการแพร่กระจายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นายเอกนัฏ กล่าวว่า “การแพร่กระจายของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรมมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอบคุณต่อ TikTok ที่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้และพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม

TikTok เองก็ได้ยืนยันถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยระบุว่าการร่วมมือกับภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และให้ความมั่นใจว่าการใช้ TikTok Shop จะได้รับการป้องกันและการควบคุมคุณภาพสินค้าที่ดีเยี่ยม ทั้งนี้ TikTok ยังมีแผนจัดทำแนวทางสำหรับผู้ค้าในแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตามมาตรฐานและการคุ้มครองผู้บริโภค

นโยบาย “Save อุตสาหกรรมไทย” และการสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Save อุตสาหกรรมไทย” ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่เน้นการสร้างมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายในตลาดออนไลน์ นโยบายนี้มีเป้าหมายในการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูง

การประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมมือกันเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและ TikTok นับเป็นก้าวสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถมั่นใจในคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงอุตสาหกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดตัวนางสาวไทยเชียงราย 2568 ดึงเสน่ห์เมืองเหนือ

การเปิดตัวการประกวดนางสาวไทยเชียงราย 2568 และภาพยนตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว “Endpresso ปณิธานหวานน้อย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 เวลา 14.00 น. ณ ร้าน Stella Café and Bar ตลาดล้านเมือง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวการประกวดนางสาวไทย เชียงราย ๒๕๖๘ โดยมีนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้มีเกียรติจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมสนับสนุนงานนี้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างสรรค์โอกาสให้สาวงามจากจังหวัดเชียงรายได้เป็นตัวแทนเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 เพื่อส่งเสริมบทบาทสาวงามทูตวัฒนธรรม

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 ครั้งนี้จัดขึ้นโดยบริษัท โปร อินฟินิตี้ บิช จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดนางสาวไทยในจังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาวงามที่ไม่เพียงแต่มีความงดงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีความรู้และความสามารถในการเป็นทูตวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย ผู้เข้าประกวดจะได้รับบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ อาหารพื้นบ้าน ประเพณี และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้เข้ามาเยี่ยมชมและสัมผัสเสน่ห์ของเชียงราย

การประกวดนี้มีกำหนดการจัดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะมีสาวงามจากทั่วเชียงรายสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยผู้ชนะจะได้เป็นตัวแทนของเชียงรายในการประกวดนางสาวไทย และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

การกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล

การจัดการประกวดครั้งนี้นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเชื่อมโยงกับการสร้างโอกาสให้ธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในพื้นที่เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นจะช่วยดึงดูดผู้คนให้มาเยือนเชียงรายและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดจึงไม่เพียงแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

การเปิดตัวภาพยนตร์ “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวเชียงราย

ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังมีการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวรักที่ถ่ายทำในจังหวัดเชียงราย โดยมุ่งหวังให้เป็นสื่อหนึ่งในการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวของเชียงราย ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอฉากหลังที่งดงามของสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงราย ซึ่งจะช่วยสร้างความสนใจแก่ผู้ชมภาพยนตร์ให้มาเยือนจังหวัด อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมและบรรยากาศที่อบอุ่นของชุมชนชาวเชียงรายอีกด้วย

การเปิดตัวภาพยนตร์ในครั้งนี้มีผู้มีเกียรติหลากหลายจากวงการท่องเที่ยว อาทิ นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย และ นางสาวกัญธนัช กิตติถิรธรรม ผู้บริหารบริษัท บิววี่ ดี-ว่า จำกัด ผู้จัดงาน ได้เน้นถึงความสำคัญของภาพยนตร์นี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือนตลอดปี

การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

งานแถลงข่าวได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ทั้งนี้นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้ส่งตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมงานด้วย โดยมีนางสาวณพิชญา นันตาดี และนายจิรัฏฐ์ ยุทธ์ธนประวิช นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ที่เข้าร่วมงานและสนับสนุนการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น

บทสรุป: การรวมพลังเพื่อสร้างเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

การประกวดนางสาวไทย เชียงราย 2568 และภาพยนตร์ “Endpresso ปณิธานหวานน้อย” เป็นสื่อสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมเชียงรายในด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการดำเนินงานทั้งสองเพื่อผลักดันให้เชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย ร่วมมือ Shopee เสริมรายได้ครีเอเตอร์

YouTube เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เสริมรายได้ให้ครีเอเตอร์ผ่านแอฟฟิลิเอตร่วมกับ Shopee

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 YouTube ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด “YouTube Shopping” ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการแอฟฟิลิเอตที่ร่วมมือกับ Shopee โดยเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถหารายได้เพิ่มจากการติดแท็กสินค้าในวิดีโอของตนได้ และคนดูก็สามารถช็อปปิ้งสินค้าได้อย่างง่ายดายขณะดูวิดีโอ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่ได้ใช้ YouTube Shopping

การเปิดตัว YouTube Shopping ครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลก และเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตนี้ ต่อจากสหรัฐอเมริกา เกาหลี และอินโดนีเซีย นับเป็นการยืนยันความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

ครีเอเตอร์มีสิทธิ์รับค่าคอมมิชชั่น 100% ในช่วงแรกของโครงการ

สำหรับครีเอเตอร์ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ต้องมีคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เช่น มียอดชั่วโมงการดูวิดีโอมากกว่า 4,000 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา และมียอดผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน เมื่อครีเอเตอร์สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าคอมมิชชันจากการติดแท็กสินค้าที่มีจำหน่ายบน Shopee ขณะที่คนดูก็สามารถคลิกที่ลิงก์และซื้อสินค้าผ่าน Shopee ได้ทันที โดยวิดีโอยังคงเล่นต่อไปได้เช่นเดิม

เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูง YouTube จึงเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ

การที่ YouTube กระโดดเข้าสู่สนามการช็อปปิ้งครั้งนี้ มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคิดเป็น 61% ของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ในปี 2566 และคาดว่าในปี 2568 มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ชม

YouTube กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการช็อปปิ้ง โดยมีการดูคลิปเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ผู้ชมถึง 85% เห็นด้วยว่าครีเอเตอร์ในไทยผลิตคอนเทนต์ที่เชื่อถือได้ และการสำรวจจาก Kantar ยังเผยอีกว่า 87% ของผู้ชมใช้ข้อมูลจาก YouTube ในการตัดสินใจซื้อสินค้า

การสนับสนุนจาก Shopee และโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้

Shopee ยังสนับสนุนครีเอเตอร์ในหลายๆ ด้าน โดยครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมสามารถรับค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นได้จากร้านค้าที่ร่วมโปรแกรมพิเศษ ค่าคอมมิชชันอาจสูงถึง 80% ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าผ่านวิดีโอ

โอกาสในการเติบโตของครีเอเตอร์ไทยผ่าน YouTube Shopping

สำหรับครีเอเตอร์ไทย YouTube Shopping เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยเพิ่มรายได้และเปิดโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้ชมผ่านการช็อปปิ้งในรูปแบบใหม่ โดยการเปิดตัวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยอย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : YouTube

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งฟื้นฟูแม่สาย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ต.ค. นี้

ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจติดตามการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่สาย ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

การลงพื้นที่ตรวจสอบของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสิทธิศักดิ์ อินใจคำ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตอำเภอแม่สาย โดยเฉพาะบริเวณบ้านถ้ำผาจม ตลาดสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ และชุมชนสำคัญอื่น ๆ ในพื้นที่

ความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย

ผลการฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการล้างถนนและทำความสะอาดพื้นที่เพื่อให้การสัญจรกลับมาปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในบริเวณตลาดสายลมจอย ซึ่งมีจำนวนบ้านพักอาศัยทั้งหมด 66 หลังคาเรือน ที่ถูกฟื้นฟูโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ และภาคเอกชน

กิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

ในวันนี้ ทางคณะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อทำความสะอาดถนนและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ส่งคืนพื้นที่ภายในวันที่ 28 ตุลาคม

การฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัยในอำเภอแม่สายมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการฟื้นฟูในระยะต่อไปได้ภายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงราย เคาะเครื่องจักรซ่อมถนน ‘บ้านเมืองงิม’ เริ่ม 28 ต.ค. นี้

ความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมหลังน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สอบถามถึงความคืบหน้าจาก นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เกี่ยวกับ การซ่อมแซมถนนเส้นบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หลังจากที่ได้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายต่อถนนและการสัญจรของประชาชนในพื้นที่

การลงพื้นที่ตรวจสอบของวิศวกร

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ให้การสนับสนุนทีมวิศวกรจิตอาสาจาก สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจสอบความเสียหายของถนนเส้นนี้ โดยมีการร่วมมือระหว่างวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อให้การซ่อมแซมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

งบประมาณและแผนการซ่อมแซมถนน

นายวิญญู ทองทัน ได้แจ้งว่า ขณะนี้ทาง นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมถนนเส้นนี้แล้ว ซึ่งงบประมาณจะถูกนำไปใช้ในการจัดหาเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อ ปรับปรุงถนนให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ความสำคัญของการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิม

การซ่อมแซมถนนในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ สัญจรของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากถนนเส้นบ้านเมืองงิมเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อระหว่างตำบลริมกกกับตัวเมืองเชียงราย หากไม่ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อย ประชาชนจะได้รับความลำบากในการเดินทางไปทำงาน และการขนส่งสินค้าจะต้องหยุดชะงัก นอกจากนี้ยังเป็น มาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ด้วยการปรับปรุงพื้นผิวถนนและระบบระบายน้ำเพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีขึ้น

สรุปการดำเนินการในอนาคต

การซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมจะเริ่มต้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 และจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดโดยทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ถนนกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ประชาชนในพื้นที่จึงสามารถวางใจได้ว่าการดำเนินการซ่อมแซมถนนในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความปลอดภัยในการสัญจร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงราย-เชียงใหม่เร่งกำจัดขยะน้ำท่วม กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หลังจากที่ทั้งสองจังหวัดประสบอุทกภัยน้ำท่วม นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องการจัดการขยะและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม โดยระบุว่า คพ. ได้เฝ้าระวังและดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ในระหว่างการดำเนินการ กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาสถานที่สำหรับกองขยะชั่วคราว โดยได้คัดแยกขยะออกเป็นหลายประเภท ขยะที่มีการปนเปื้อนดินและสิ่งสกปรกได้ถูกนำไปฝังกลบ ขณะที่ขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ก็ได้มีการติดต่อสมาคมซาเล้งเพื่อมารับไปรีไซเคิล นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับภาคเอกชนที่มีความสามารถในการเผาขยะที่เหลือเพื่อกำจัดขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย

ความคืบหน้าการจัดการขยะในพื้นที่เชียงราย

นางสาวปรีญาพร ได้รายงานว่า ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีปริมาณขยะสะสมจากอุทกภัยประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดเก็บและกำจัดขยะทั้งสิ้นเรียบร้อยแล้ว 100% ขณะที่พื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความคืบหน้าในการกำจัดขยะไปแล้ว 96% และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

การฟื้นฟูพื้นที่เชียงใหม่

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยประมาณ 15,000 ตัน โดยได้มีการจัดเก็บไปแล้ว 12,000 ตัน ยังคงเหลือขยะตกค้างอีก 3,000 ตัน ซึ่งเทศบาลนครเชียงใหม่ได้วางแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว

การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยังระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายกำลังวางแผนเปิดพื้นที่เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ภาคเหนือกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกครั้ง ทั้งนี้ การฟื้นฟูและกำจัดขยะในพื้นที่ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง

จากการดำเนินการของกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดการขยะและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในทั้งสองจังหวัดได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ซอฟต์พาวเวอร์ยกระดับเศรษฐกิจไทย นายกฯ ชี้คือโอกาสอนาคต

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2-3 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมคณะรัฐมนตรี อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมงานเสวนา “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ไปอย่างไรให้มีพลัง” ในงาน “Dailynews Talk 2024” ซึ่งมีหัวข้อ “Soft Power: โอกาสประเทศไทย”

ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี

ในระหว่างงาน นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงความท้าทายของประเทศไทยที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน และได้เน้นย้ำว่าการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต

ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์

นายกฯ กล่าวถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ที่มีความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมที่สามารถขายได้และพัฒนาได้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้หลงใหลในเอกลักษณ์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม หรือสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเน้นถึงการพัฒนาแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานทักษะสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

หนึ่งในโครงการสำคัญที่นายกฯ ได้กล่าวถึงคือโครงการ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” หรือ OFOS ซึ่งเป็นการให้โอกาสคนไทยในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์อย่างครอบคลุม ผ่านการฝึกอบรมทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและไม่มีค่าใช้จ่าย

ยกระดับศักยภาพแรงงานและการต่อยอดนวัตกรรม

นายกฯ เน้นว่าการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะสูงและนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดกับนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก โดยยกตัวอย่างแบรนด์ “Korakot” ที่นำภูมิปัญญาไทยมาสร้างเป็นสินค้าประติมากรรมไม้ไผ่ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับสากล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมอัญมณีไทยที่เติบโตขึ้นมาอย่างมหาศาล แต่ยังคงขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยควรเร่งพัฒนาแรงงานในภาคนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้เติบโตต่อไปอีก

การสร้างเศรษฐกิจผ่าน Soft Power

นอกจากอุตสาหกรรมสินค้าและบริการ นายกฯ ยังได้เน้นถึงโอกาสในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลก ด้วยภูมิปัญญาด้านสมุนไพร นวดไทย และการดูแลสุขภาพกายและใจ

นายกฯ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาเทศกาลวัฒนธรรมต่างๆ เช่น มหาสงกรานต์ ลอยกระทง ผีตาโขน และบุญบั้งไฟ เพื่อสร้างเศรษฐกิจเทศกาลในระดับสากล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่สำหรับการจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์

สรุปปาฐกถาของนายกฯ

นายกฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “พี่น้องประชาชนและรัฐบาล คือหุ้นส่วนประเทศไทย ที่ต้องร่วมกันช่วยพัฒนาประเทศไทย     ให้เจริญรุ่งเรือง ให้เป็นประเทศพัฒนาที่มีรายได้สูง และคนไทยไม่ยากจนอีกต่อไป เมื่อประชาชนพัฒนาศักยภาพทักษะ ยกระดับรายได้และฐานะให้ร่ำรวยรัฐบาลก็จะสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น ภาษีที่เก็บได้จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศให้รุ่งเรือง ประโยชน์ก็จะกลับตกอยู่กับประชาชนคนไทย” 

ทั้งหมดนี้แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และนำพาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและนวัตกรรมระดับโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : งานเสวนา เดลินิวส์ ทอล์ก 2024 (Dailynews Talk 2024) “Soft Power: โอกาสประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 – 3 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก เปิดขายทดลองที่โครงการสลาก 80

ประชาชนต้อนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลักด้วยความตื่นเต้น

การทดสอบจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 เวลา 12.00 น. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ได้ดำเนินการทดสอบการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลักที่จุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 เท่านั้น โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายอย่างเต็มใจ

ทีมงานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเยี่ยมเยียนจุดจำหน่าย

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และ เรือโท สุภาสชาญ ทัศนกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานฯ ได้ไปเยี่ยมชมจุดจำหน่าย เพื่อสนับสนุนและให้คำแนะนำในการจำหน่ายสลากฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

บรรยากาศการจำหน่ายสลากฯ ในระบบ Sandbox

การจำหน่ายในวันแรกมีความคึกคักอย่างมาก สำนักงานสลากฯ จะจำหน่ายสลากฯ ไม่เกิน 5 ล้านฉบับต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ผู้สนใจสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และชำระเงินด้วยระบบดิจิทัลในราคาฉบับละ 20 บาท

ความร่วมมือจากจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 ทั่วประเทศ

สำนักงานสลากฯ ได้กำหนดให้การจำหน่ายและซื้อสลากฯ ต้องผ่านจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 จำนวน 647 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้จำหน่าย โดยมีการติดตั้งจอสมาร์ททีวีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง และใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก ในการจำหน่ายสลากฯ

คุณสมบัติใหม่ของสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก

สลากฯ ตัวเลขสามหลักเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีการจ่ายเงินรางวัลแบบผันแปรตามจำนวนผู้ถูกรางวัลในแต่ละหมายเลข ผู้ซื้อต้องการทราบจำนวนเงินรางวัลสามารถตรวจสอบผ่านแอปเป๋าตังในฟีเจอร์ ‘เช็กเลขขายดีและเงินรางวัลงวดนี้’ ซึ่งจะแสดงข้อมูลครบถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ

การติดตามและการเตรียมเปิดจำหน่ายเต็มรูปแบบ

สำนักงานสลากฯ ขอบคุณประชาชนและจุดจำหน่ายที่ให้ความร่วมมือในการทดสอบครั้งนี้ และจะติดตามผลกระทบเพื่อให้การจำหน่ายเต็มรูปแบบในเมษายน 2568 เป็นไปอย่างราบรื่น

กระบวนการออกรางวัลสลากฯ ตัวเลขสามหลัก

การออกรางวัลจะอ้างอิงจากผลการออกรางวัลสลากฯ หกหลักที่ออกรางวัลเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน โดยรางวัลสามตรงและสามสลับหลัก มาจากเลข 3 ตัวท้ายของผลรางวัลที่ 1 รางวัลสองตรงมาจากผลรางวัลเลขท้าย 2 ตัว และรางวัลพิเศษจะสุ่มจากผู้ถูกรางวัลสามตรงเท่านั้น ผู้ถูกรางวัลจะได้รับการเตือนในแอปเป๋าตังและสามารถกดรับเงินรางวัลได้ทันที

การสนับสนุนโรงเรียนด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์

สำนักงานสลากฯ ยังได้จัดพิธีส่งมอบการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 100 กิโลวัตต์ ให้กับโรงเรียนในกลุ่มภาคเหนือ ตามแผนการดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคม (CSR) เพื่อสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินน้ำท่วม ปี 2567 สูง 30,000 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2567 สูงถึง 3 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เปิดเผยการประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมในปี 2567 ว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.16% ของ GDP ของประเทศไทย หากสถานการณ์น้ำท่วมลากยาวหรือขยายพื้นที่ ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านบาท หรือ 0.27% ของ GDP

การประเมินผลกระทบจากน้ำท่วม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2567 จะเกิดขึ้นอย่างหนักในภาคเกษตรและรายได้ของครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ภัยพิบัติจากน้ำท่วมมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคเกษตร

น้ำท่วมปีนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เช่น เชียงรายและเชียงใหม่ ที่น้ำท่วมซ้ำหลายรอบ นอกจากนี้ รายได้ของครัวเรือนและภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก ทำให้การบริโภคลดลงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

การขยายพื้นที่น้ำท่วมและความเสียหายที่เพิ่มขึ้น

หากสถานการณ์น้ำท่วมขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองของภาคกลางและภาคใต้ ผลกระทบจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 50,000 ล้านบาท หรือ 0.27% ของ GDP การขยายพื้นที่น้ำท่วมยังส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนทรุด สะพานขาด และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและธุรกิจในพื้นที่

การเตรียมรับมือกับภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้ภัยพิบัติจากน้ำท่วมมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น การวางแผนรับมือเช่น การมีระบบเตือนภัยที่เข้าใจง่าย แผนปฏิบัติการฉุกเฉิน การทำประกันภัย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับความเสี่ยงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วมในอนาคต

การประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและการเคลื่อนย้ายพื้นที่เสี่ยง

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำได้ประเมินว่าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันจะเคลื่อนจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางในเดือนกันยายนและตุลาคม มาเป็นภาคกลางและภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม การเคลื่อนย้ายพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมนี้ทำให้ต้องมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใหม่

ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจ

น้ำท่วมปี 2567 ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก ถนนทรุด สะพานขาด และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ซึ่งทำให้การดำเนินธุรกิจและการเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก นอกจากนี้ ภาคการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้การผลิตหยุดชะงักและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและบทบาทของภาครัฐและเอกชน

หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย การฟื้นฟูพื้นที่จะต้องพึ่งพางบประมาณของภาครัฐและการใช้จ่ายของภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการก่อสร้างและการตกแต่งบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ครัวเรือนก็อาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ส่งผลให้มีการกดดันการใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ของครัวเรือน

บทสรุป

น้ำท่วมปี 2567 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคเกษตรและรายได้ของครัวเรือน การวางแผนรับมือและการฟื้นฟูพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในอนาคต การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News