Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

จากคาดเดาเป็นคาดการณ์! เชียงรายผสาน Mobile Mapping และ Lidar สร้างแผนที่น้ำท่วม 3 มิติ รับมือภัยพิบัติซ้ำซาก

เชียงรายเปิด “เชียงรายโมเดล” ยกระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เปลี่ยนจาก ‘คาดเดา’ เป็น ‘คาดการณ์’ ด้วยข้อมูลท่วม 1,512 จุดและเทคโนโลยี Mobile Mapping Survey

เชียงราย, 13 ธันวาคม 2568 – ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และชุมชนในเช้าวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อจังหวัดเชียงรายประกาศ “เปลี่ยนเกม” การรับมืออุทกภัย ผ่านการเปิดตัวโครงการ Kick Off การพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม จังหวัดเชียงราย (Beyond Recovery Project) ที่มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำท่วมจากระบบเดิมที่อาศัยประสบการณ์และการคาดเดา ไปสู่ยุคใหม่ที่ใช้ข้อมูลจริงและเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นฐานในการตัดสินใจ

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF) เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (Thai Network for Disaster Resilience – TNDR) หน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัครและชุมชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสร้าง “ต้นแบบเชียงราย” ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และนำไปขยายผลสู่พื้นที่เสี่ยงอื่นของประเทศ

ในพิธีเปิด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า น้ำท่วมไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติที่เกิดแล้วจบ แต่คือความท้าทายที่กระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของจังหวัด จำเป็นต้องมี “ระบบใหม่” ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกันของความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจรับมือในแต่ละครั้ง

หัวใจของเชียงรายโมเดล เก็บข้อมูลจริง 1,512 จุดด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

แกนกลางของโครงการ Beyond Recovery Project คือการสำรวจและทำเครื่องหมายระดับน้ำท่วม (Flood Marks) อย่างเป็นระบบควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Mobile Mapping Survey (MMS) เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ละเอียดและเชื่อถือได้เป็นครั้งแรกของจังหวัด

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทีมสำรวจจากมูลนิธิ TDPF ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และหน่วยงานท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในเขตเมืองเชียงรายและตำบลที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก รวม 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลดอยฮาง ริมกก เวียง แม่ข้าวต้ม บ้านดู่ รอบเวียง และแม่ยาว

ผลการสำรวจพบว่า สามารถติดตั้งและบันทึกหมุดน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 1,512 จุด แยกเป็น

  • ต.ดอยฮาง 63 จุด
  • ต.ริมกก 455 จุด
  • ต.เวียง 35 จุด
  • ต.แม่ข้าวต้ม 201 จุด
  • ต.บ้านดู่ 272 จุด
  • ต.รอบเวียง 387 จุด
  • ต.แม่ยาว 99 จุด

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “สถิติ” แต่คือร่องรอยระดับน้ำจริงในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งบอกให้เห็นทั้งความสูง ระยะเวลาขัง และรูปแบบการไหลของน้ำในแต่ละย่าน เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะทำให้จังหวัดมี “แผนที่ความเสี่ยง” ที่ชัดเจนกว่าที่เคยมีมา

ข้อมูลระดับน้ำในแต่ละจุดถูกบันทึกด้วยเทคโนโลยี Mobile Mapping Survey (MMS) ที่ผสานกล้องถ่ายภาพรอบทิศและระบบ Lidar ทำให้ได้ภาพและข้อมูลเชิงพื้นที่แบบสามมิติที่มีความละเอียดในระดับเซนติเมตร ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนที่น้ำท่วมดิจิทัลฉบับปรับปรุงของจังหวัดเชียงราย โดยอ้างอิงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อใช้ในการจำลองสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า กำหนดระดับน้ำคาดการณ์ และระบุพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำกว่าการใช้แผนที่สองมิติแบบเดิม

ที่สำคัญ ชาวบ้านในแต่ละชุมชนไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ให้ข้อมูล” แบบครั้งคราว แต่ถูกเชิญให้ร่วมบอกเล่าประสบการณ์น้ำท่วมในอดีต จุดที่ท่วมซ้ำซาก เส้นทางน้ำไหล รวมถึงจุดอพยพที่ใช้จริงในภาวะวิกฤติ ข้อมูลเชิงประสบการณ์เหล่านี้จึงถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ฐานข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากห้องประชุมสู่หมู่บ้าน ลงพื้นที่ฟังเสียงชุมชนเสี่ยงซ้ำซาก

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน คณะผู้ร่วมประชุมจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ออกจากห้องประชุมไปพบปะตัวแทนชุมชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย และหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร พร้อมลงเรือสำรวจแนวตลิ่งและบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายบริเวณท่าปางช้างแม่ยาว

ผู้นำชุมชนสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ยืดเยื้อจากอุทกภัย ทั้งในมิติรายได้ครัวเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน และผลต่อกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เสนอแนวทางที่อยากเห็น เช่น จุดอพยพที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้เร็ว เส้นทางเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครเตือนภัยในชุมชน รวมถึงการมีข้อมูลล่วงหน้าที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ต้องรื้อของหนีน้ำ “แบบเดาสุ่ม” เหมือนหลายครั้งในอดีต

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกนำกลับเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อใช้ในการกำหนดพื้นที่เปราะบาง ลำดับความเร่งด่วนของการแก้ปัญหา และออกแบบมาตรการเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละชุมชนได้ดียิ่งขึ้น

TNDR ย้ำ 4 ภารกิจหลัก: งานวิจัยต้องลงสู่มือชุมชน

บนเวทีเสวนา ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ระบุชัดว่า เป้าหมายของเครือข่ายไม่ใช่การผลิตรายงานทางวิชาการเพื่อเก็บไว้บนชั้นหนังสือ หากแต่ต้องการสร้าง “ต้นแบบการจัดการน้ำท่วมที่ใช้ได้จริง” ในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

TNDR จึงกำหนดภารกิจหลัก 4 ประการ ได้แก่

  1. พัฒนาโมเดลระบบจัดการน้ำท่วมและการคาดการณ์ล่วงหน้า ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้ในอนาคต
  2. ส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้าถึงและใช้ข้อมูล–เทคโนโลยีได้จริง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงในวงนักวิชาการ
  3. ถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างศักยภาพให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  4. ขยายผลต้นแบบจากเชียงรายไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น เช่น อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดยะลา ที่มีรูปแบบความเสี่ยงจากน้ำท่วมแตกต่างกัน แต่สามารถใช้หลักคิดเดียวกันได้

การวางภารกิจในลักษณะนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสถาบันการศึกษาจาก “ผู้ศึกษาและวิเคราะห์” มาเป็น “หุ้นส่วนด้านการป้องกันและฟื้นฟู” ร่วมกับหน่วยงานรัฐและประชาชนในพื้นที่

เสียงจากปภ.และท้องถิ่น เมื่อระบบเตือนภัยยัง “จำกัดมาก”

การเสวนาเชิงระบบในเวทีเดียวกันได้เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสะท้อนภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำท่วมในปัจจุบัน

ตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ชี้ให้เห็นว่า แม้จังหวัดเผชิญน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบข้อมูลที่ใช้ในการคาดการณ์ยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านจำนวนสถานีวัดระดับน้ำ ความครอบคลุมของข้อมูลฝน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้การเตือนภัยล่วงหน้ายังทำได้จำกัด

ผู้นำท้องถิ่นและตัวแทนหน่วยงานโยธาธิการต่างยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วมเมือง หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำ มีความจำเป็น แต่จะไม่เพียงพอหากไม่มี “ระบบข้อมูลเตือนภัยที่ทันสมัย” ทำงานไปพร้อมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงรายได้นำประสบการณ์หลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 มาสะท้อนมิติที่มักถูกมองข้าม นั่นคือความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด โดยระบุว่า หลังเกิดเหตุทัวร์ท่องเที่ยวถูกยกเลิกมากถึงร้อยละ 98 รายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร มัคคุเทศก์ และธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่อง “หายไปเกือบทั้งระบบ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำท่วมไม่ใช่ภัยของชุมชนริมลำน้ำเท่านั้น แต่กระทบถึงเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของทั้งจังหวัด

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้การจัดทำ Flood Map และระบบเตือนภัยเชิงรุกไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคนิค แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวในระยะยาว

โมเดล “รู้–รับ–ปรับ–ฟื้น” สูตรใหม่ของเมืองที่ท่วมซ้ำ

หนึ่งในกรอบคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวที คือแนวคิด “รู้–รับ–ปรับ–ฟื้น” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเข็มทิศให้เมืองที่เผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซาก

  1. รู้ความเสี่ยง – ใช้ข้อมูลสามมิติจาก MMS ผนวกกับ Flood Marks และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกันว่า พื้นที่ใดเสี่ยงมาก–เสี่ยงน้อย ระดับน้ำคาดการณ์จะสูงเพียงใด และเส้นทางน้ำหลักคือจุดใดบ้าง
  2. รับมือได้ – สร้างระบบเตือนภัยท้องถิ่น จุดอพยพ เส้นทางเคลื่อนย้าย และเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชน โดยเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้สามารถตัดสินใจอพยพได้ทันเวลาโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
  3. ปรับพื้นที่–ปรับชีวิตให้ทนทาน – นำข้อมูลจาก Flood Map มาใช้วางผังเมือง กำหนดพื้นที่แก้มลิงชุมชน ปรับโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เกษตรให้เหมาะสม รวมถึงใช้การจำลองสถานการณ์สามมิติ (3D Simulation) เพื่อวางแผนโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม
  4. ฟื้นฟูให้แข็งแรงกว่าเดิม – ใช้ข้อมูลมาตรฐานเป็นฐานในการฟื้นฟูบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “สร้างกลับให้ดีกว่าเดิม” ไม่ใช่เพียงการซ่อมให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเชียงราย แต่ถูกวางให้เป็นโมเดลที่ต่อยอดได้ทั้งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา ซึ่งล้วนเผชิญปัญหาน้ำท่วมในรูปแบบที่แตกต่างกัน หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม

สามแรงประสาน สร้างภูมิคุ้มกันระดับจังหวัด

การประชุมในครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมยุคใหม่ต้องใช้ “สามแรงประสาน” ทำงานคู่กันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

หนึ่ง เทคโนโลยีใหม่ – ทั้ง Mobile Mapping Survey, ระบบ Lidar, แผนที่สามมิติ และฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งจะช่วยให้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการคาดการณ์ระดับน้ำมีความแม่นยำและทันเวลา

สอง ข้อมูลจากชุมชนจริง – ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก จุดที่น้ำไหลบ่า หรือเส้นทางอพยพที่ใช้จริง ข้อมูลเหล่านี้เป็น “องค์ความรู้ท้องถิ่น” ที่จำเป็นต้องถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การวางแผนไม่ขัดกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

สาม ความร่วมมือของทุกภาคส่วน – ตั้งแต่มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐระดับชาติและจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ไปจนถึงเครือข่ายอาสาสมัครและชุมชน ความต่อเนื่องของกลไกความร่วมมือจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ “เชียงรายโมเดล” เดินหน้าได้จริง ไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีสัมมนา

หากโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม สามารถขับเคลื่อนตามแผนที่วางไว้ เชียงรายจะไม่ใช่เพียงจังหวัดที่ “เคยประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก” แต่จะกลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่เปลี่ยนบทเรียนจากภัยพิบัติให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการความเสี่ยงของทั้งจังหวัด

จากวันนี้ที่ข้อมูลระดับน้ำท่วม 1,512 จุดเริ่มถูกแปลงเป็นแผนที่สามมิติและระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เชียงรายจึงไม่ได้พึ่งพาเพียง “การคาดเดา” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ยุคของ “การคาดการณ์บนฐานข้อมูลจริง” ที่พร้อมจะปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และอนาคตของชุมชนริมสายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF)
  • เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (Thai Network for Disaster Resilience – TNDR)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสมต้านโรคไหม้ ผลผลิต 830 กก./ไร่ มั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสม 3 สายพันธุ์ ผลผลิตเฉลี่ย 830 กก./ไร่ หวังยกระดับรายได้และความมั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยา, 12 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางความผันผวนของราคาข้าวและภาวะเสี่ยงจากโรคพืชที่เกษตรกรไทยเผชิญมาหลายปี การพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียวใหม่ “หอม มพ. 1” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและหน่วยงานด้านการเกษตร กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็น “คำตอบใหม่” ให้กับชาวนาในภาคเหนือตอนบน ทั้งในมิติของผลผลิตที่แน่นอนขึ้น ต้นทุนที่บริหารจัดการได้ดีขึ้น และโอกาสสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่นี้ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่อง “กินอร่อย–ปลูกได้จริง” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการทำงานวิจัยเชิงระบบ ที่พยายามเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในขณะเดียวกันก็สร้าง “ความหวัง” ให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ที่ต้องการพันธุ์ข้าวที่แข็งแรงกว่าเดิม และไม่เสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคระบาดในแปลงนาเหมือนที่ผ่านมา

วิกฤตเงียบในท้องนา เมื่อ “กข6” ไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา “กข6” เป็นชื่อที่คุ้นเคยในหมู่เกษตรกรภาคเหนือและอีสาน ข้าวเหนียวพันธุ์นี้ผูกพันกับวิถีชีวิตและอาหารพื้นบ้านของผู้คนจำนวนมาก แต่ในความคุ้นชินนั้น กลับซ่อนปัญหาที่สะสมเรื่อยมาจนกระทบต่อ “ความมั่นคงรายได้” ของชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาหลักของพันธุ์กข6 ที่เกษตรกรสะท้อนตรงกัน คือ ข้าวพันธุ์นี้ “ไวต่อช่วงแสง” ทำให้ปลูกได้จำกัดเพียงบางฤดูกาล การวางแผนเพาะปลูกจึงขาดความยืดหยุ่น และเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือฝนฟ้าไม่เป็นใจ ความเสี่ยงในการเสียหายทั้งแปลงก็เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ กข6 ยังเป็นพันธุ์ที่ “มักเป็นโรคไหม้” ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้ต้นข้าวเป็นวงกว้าง หากเกิดในช่วงสำคัญของการออกรวง ผลผลิตที่ได้อาจลดฮวบกว่าครึ่งในปีใดปีหนึ่ง

ภายใต้แรงกดดันจากทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลาดข้าวโลกที่แข่งขันรุนแรง และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนบ่อยครั้ง การพึ่งพาพันธุ์ข้าวแบบเดิมเพียงไม่กี่พันธุ์ จึงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลผลิตต่อไร่” แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านอาหารในระดับภูมิภาค

จากห้องทดลองสู่ท้องทุ่ง การเดินทางของ “หอม มพ. 1”

เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ทีมวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู ได้เริ่มต้นโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวที่ “ตอบโจทย์จริง” ทั้งด้านวิชาการและชีวิตจริงของชาวนา โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ข้าวพันธุ์ใหม่ต้อง

  • ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ยืดหยุ่นขึ้น
  • ทนทานต่อโรคสำคัญอย่างโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง
  • ให้ผลผลิตต่อไร่ในระดับที่คุ้มค่า
  • มีกลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับอาหารพื้นบ้านและการแปรรูป

ทีมวิจัยใช้ทั้ง “การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม” และ “เทคโนโลยีดีเอ็นเอสมัยใหม่” มาช่วยคัดเลือกต้นที่มีศักยภาพดีที่สุดอย่างเป็นระบบ ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” จึงเป็นผลลัพธ์จากการผสมข้ามระหว่าง 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • สันป่าตอง 1 – พันธุ์พื้นบ้านที่ชาวเหนือคุ้นเคยในเรื่องกลิ่นหอม
  • กข6 – พันธุ์หลักเก่าแก่ที่ต้องการนำข้อดีบางประการมาปรับใช้
  • สายพันธุ์วิจัย RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 – สายพันธุ์วิจัยที่นำมาเสริมเรื่องความทนทานต่อโรค

การคัดเลือกทีละรุ่นผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ได้ต้นแบบที่มีคุณสมบัติตามเป้าหมาย ทั้งด้านพันธุกรรมและลักษณะทางการเกษตร ก่อนจะได้รับการประเมินในแปลงทดลองและแปลงเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขที่เล่าเรื่องได้ ผลผลิต 830 กิโลกรัมต่อไร่ และความแข็งแรงของต้นข้าว

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้ “หอม มพ. 1” ถูกจับตามอง คือ ผลผลิตเฉลี่ยที่ประมาณ 830 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “ดีมาก” เมื่อเทียบกับข้าวเหนียวพันธุ์ดั้งเดิมในหลายพื้นที่ที่มักเผชิญปัญหาโรคและสภาพอากาศจนผลผลิตแกว่งไปมา

ข้าวพันธุ์นี้มีลำต้นแข็งแรง ความสูงเฉลี่ยประมาณ 126 เซนติเมตร รวงยาว เมล็ดใหญ่ ช่วยให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างสะดวก และลดความเสี่ยงจากการหักล้มในช่วงปลายฤดู นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติสำคัญคือ “ไม่ไวต่อช่วงแสง” ทำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีความหลากหลายของระบบนาชลประทานและนาปี

ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 140–150 วัน เหมาะอย่างยิ่งกับ “นาปี” ในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านการใช้น้ำที่ยังจำเป็นในระบบ “นาปรัง” ก็อยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดของทีมวิจัย เพื่อให้สามารถปรับตัวพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพน้ำในบางพื้นที่ได้มากขึ้นในอนาคต

ต้านโรคไหม้–ขอบใบแห้ง ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง

โรคไหม้และโรคขอบใบแห้งเป็น “ฝันร้าย” ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดภาคเหนือ เมื่อเกิดการระบาดขึ้นในช่วงวิกฤตของวงจรการเจริญเติบโต ผลผลิตทั้งแปลงอาจเสียหายอย่างรวดเร็ว และต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายด้านสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สูงขึ้น

การที่ “หอม มพ. 1” ถูกออกแบบให้มีความต้านทานโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี จึงมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขเชิงวิชาการ เพราะหมายถึง

  • ความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิตลดลง
  • ภาระต้นทุนด้านสารเคมีลดลง
  • ภาระงานดูแลรักษาแปลงนาลดลงในภาพรวม

เมื่อข้าวในนาแข็งแรงกว่าเดิม เกษตรกรย่อมมี “พื้นที่หายใจ” ในการวางแผนการผลิตมากขึ้น ไม่ต้องเดิมพันทั้งฤดูกาลกับโรคระบาดเพียงอย่างเดียว และเมื่อผลผลิตมีเสถียรภาพมากขึ้น การวางแผนขาย การต่อรองราคา ตลอดจนการวางแผนแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นตามไปด้วย

กลิ่นหอม–เมล็ดสวย จากหม้อข้าวในครัวสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากความแข็งแรงในแปลงนา จุดเด่นอีกด้านของ “หอม มพ. 1” คือ “กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัส” หลังการนึ่งที่ได้รับการเปรียบเทียบว่า “หอมชัด” กว่าสันป่าตอง 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่คนเหนือคุ้นเคยมานาน

เมื่อนึ่งเป็นข้าวเหนียวแล้วให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เหมาะกับเมนูพื้นบ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลาม เมนูหมกข้าว หรืออาหารร้านทั่วไป ขณะเดียวกัน เมล็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่และเรียงตัวสวย ยังเหมาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเป็น “สินค้าเพิ่มมูลค่า” เช่น ขนมพื้นบ้านบรรจุแพ็กเกจ, ชุดของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ชุมชน

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจฐานราก คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเปิดทางให้ไม่เพียง “ขายข้าวเปลือก” แต่ยังต่อยอดไปสู่การขายข้าวสารบรรจุถุง ข้าวเหนียวแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตได้อย่างชัดเจน

มากกว่าพันธุ์พืชใหม่ เศรษฐกิจหมุนเวียนในหมู่บ้าน

เมื่อข้าวพันธุ์หนึ่งสามารถให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยงจากโรค และมีคุณภาพเมล็ดที่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อ “ระบบเศรษฐกิจในหมู่บ้าน” อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงสีที่มีเมล็ดข้าวคุณภาพดีสำหรับแปรรูป ร้านอาหารท้องถิ่นที่มีวัตถุดิบมาตรฐาน ไปจนถึงกลุ่มแม่บ้านที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากข้าวพันธุ์เดียวกัน

การที่ “หอม มพ. 1” ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อกระจายสู่เกษตรกร จึงไม่ใช่เพียงก้าวย่างของงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการ “วางเมล็ดพันธุ์ทางเศรษฐกิจ” ให้กับหลายชุมชนในภาคเหนือตอนบน

สำหรับเกษตรกรรายย่อย ผลผลิตเฉลี่ยราว 830 กิโลกรัมต่อไร่ หากบริหารจัดการด้านต้นทุนและตลาดได้ดี ย่อมมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และเมื่อรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น เงินก็หมุนเวียนกลับเข้าสู่ร้านค้า โรงสี กลุ่มแปรรูป และธุรกิจบริการในหมู่บ้านมากขึ้น เป็นวงจรเศรษฐกิจที่มี “ข้าว” เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

 

พลังของเครือข่ายวิจัย จาก ม.พะเยา สู่ศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค

เบื้องหลัง “หอม มพ. 1” ไม่ได้เป็นเพียงผลงานของมหาวิทยาลัยพะเยาเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน นักวิจัย และศูนย์วิจัยในพื้นที่

โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู เป็นหัวหน้า ร่วมกับ อาจารย์วราวุฒิ โล๊ะสุข จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นางสาวศิริพร กออินทร์ศักดิ์ และ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมทั้งทีมผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ภายใต้กรมการข้าว ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมจริงของภาคเหนือตอนบน

ด้านงบประมาณและกรอบการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก. – องค์การมหาชน) ทำให้สามารถเดินหน้าทดลอง คัดเลือก และประเมินผลในระยะยาวจนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงในแปลงทดลองในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เครือข่ายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นรูปแบบความร่วมมือ “ห่วงโซ่คุณค่า” ตั้งแต่ห้องทดลอง ไปจนถึงแปลงนาและโรงสีในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยด้านเกษตรสมัยใหม่ ที่ต้องเชื่อมองค์ความรู้กับข้อเท็จจริงในภาคสนามให้ได้มากที่สุด

เชื่อมวิชาการกับวิถีชุมชน “เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจ คือกิจกรรม “วิถีวัฒนธรรมแห่งท้องทุ่ง เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา” ที่มหาวิทยาลัยพะเยาจัดขึ้น ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานนำคณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ในแปลงสาธิต

กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการ “ทดลองเก็บเกี่ยว” พันธุ์ข้าวใหม่ แต่ยังเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกระบวนการทำนาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเกี่ยวข้าว การตีข้าว ไปจนถึงการคัดแยกเมล็ด เป็นประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ เข้ากับภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับชุมชนในพื้นที่ การได้เห็นมหาวิทยาลัยไม่ยืนอยู่ห่างจากแปลงนา แต่ลงมาร่วมมือกับเกษตรกรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การทดลองปลูก ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมสร้าง “ความเชื่อมั่น” ว่า งานวิจัยที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงแค่ในรายงานหรือวารสารวิชาการ แต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่จริง

อนาคตของ “หอม มพ. 1” จากพันธุ์ข้าวสู่ความมั่นคงทางอาหาร

แม้ “หอม มพ. 1” จะเพิ่งผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผลิตเมล็ดพันธุ์เชิงระบบ แต่ในมุมมองเชิงนโยบายด้านเกษตรและความมั่นคงอาหาร พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้นอย่างชัดเจน

ประการแรก ข้าวพันธุ์ที่ทนโรค ต้านโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและลดต้นทุนของเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเกษตรยั่งยืนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ประการที่สอง การที่พันธุ์นี้ไม่ไวต่อช่วงแสง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปลูกมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการวางแผนรอบการปลูกตามปริมาณน้ำและสภาพพื้นที่

ประการที่สาม กลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับการแปรรูป ช่วยเปิดประตูสู่ “ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม” ในระดับชุมชน ตั้งแต่การขายข้าวสารบรรจุถุงภายใต้แบรนด์ท้องถิ่น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในหลายจังหวัดภาคเหนือ

ท้ายที่สุด การที่งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาควิชาการ และศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ได้เป็นโจทย์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งระบบ ที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง

ภาพปลายทุ่ง เมื่อเมล็ดพันธุ์ใหม่กำลังจะถึงมือชาวนา

เมื่อแปลงสาธิตเริ่มให้ผลผลิตจริง กิจกรรมเกี่ยวข้าวและตีข้าวถูกจัดขึ้น ท่ามกลางนิสิต นักวิจัย และเกษตรกรที่ยืนมองเมล็ดข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ที่ร่วงหล่นจากฟ่อนข้าวลงสู่ลานนวด หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเลข 830 กิโลกรัมต่อไร่ หรือชื่อสายพันธุ์ RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 หมายถึงอะไรในเชิงวิชาการ

แต่สำหรับชาวนา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคำตอบง่าย ๆ ว่า “ปลูกแล้วได้ผลไหม เสี่ยงน้อยลงหรือเปล่า และขายได้หรือไม่”

คำตอบเบื้องต้นจากการทดลองและการรับรองพันธุ์ คือ “หอม มพ. 1” มีศักยภาพที่จะช่วยให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในแง่ของผลผลิตที่แน่นอน คุณภาพข้าวที่ดี และโอกาสในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เมื่อเมล็ดพันธุ์ถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอและกระจายไปถึงมือชาวนาในภาคเหนือตอนบน วิถีของชุมชนหลายแห่งอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง

ในวันที่ราคาข้าวโลกยังผันผวน และสภาพอากาศยังคาดเดายาก เมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงหนึ่งเมล็ดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพันธุกรรมในต้นข้าว แต่คือ “โอกาสใหม่” ของครอบครัวหนึ่งครอบครัว และของชุมชนหนึ่งชุมชน ที่จะยืนหยัดอยู่บนผืนดินของตนเองต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
  • ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยพะเยา
  • โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
  • ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าว
  • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เลขาฯ ป.ป.ส. ชี้ หัวใจสำเร็จคือข่าวกรองข้ามแดน สกัดวงจรนักค้ายาที่ใช้เมียนมาเป็น “ที่หลบภัย”

เชียงรายรับตัวผู้ต้องหายาเสพติดจากเมียนมา 2 รายกลางสะพานมิตรภาพแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก สะท้อน “วาระแห่งชาติ” ปราบปรามยาเสพติดผ่านความร่วมมือข้ามแดน

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – บริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในช่วงบ่ายของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เป็นฉากสำคัญของปฏิบัติการด้านความมั่นคงครั้งล่าสุด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยที่หลบหนีหมายจับจากคดียาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติรวม 4 ราย จากทางการเมียนมา โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 ราย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามแดนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ฝั่งผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านมาจนถึงตลาดผู้เสพในหลายจังหวัดของไทย

ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ “การปราบปรามยาเสพติด” เป็นวาระแห่งชาติ การส่งตัวผู้ต้องหาข้ามแดนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปิดคดีเฉพาะราย แต่สะท้อนการขยายผลของยุทธศาสตร์ด้านข่าวกรอง ยึดทรัพย์ และทำลายเครือข่าย ที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และใช้จังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายเป็นแนวหน้าของการรับมือปัญหายาเสพติดเชิงโครงสร้างในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสามเหลี่ยมทองคำ

จากวาระแห่งชาติ สู่แนวหน้าแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก

การเคลื่อนไหวที่ชายแดนแม่สายในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขับเคลื่อนให้เกิดผลรูปธรรม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติดในทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ และเศรษฐกิจครัวเรือน

ประเทศไทยยังคงเผชิญภาระจากคดียาเสพติดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากรายงานด้านเรือนจำและระบบยุติธรรมชี้ว่า ผู้ต้องขังในเรือนจำไทยกว่าครึ่ง – และในบางช่วงปีมากกว่าสองในสาม – เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด สะท้อนให้เห็นว่า “ยาเสพติด” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้อนทับอยู่กับปัญหาความยากจน หนี้สิน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนจำนวนมาก

ในระดับภูมิภาค พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและแนวชายแดนไทย–เมียนมา–สปป.ลาว ยังคงถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียงเมทแอมเฟตามีนและสารเสพติดสังเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้จังหวัดชายแดนภาคเหนือของไทย รวมทั้งเชียงราย ต้องรับภาระการสกัดกั้นยาเสพติดที่ทะลักเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง การสกัดเส้นทางขนส่งและการตามล่า “ผู้สั่งการ” ที่ซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้

เบื้องหลังปฏิบัติการ เมื่อข่าวกรองข้ามแดนทำงาน

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหารด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ ปลัดจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย ผู้บริหารสำนักปราบปรามยาเสพติด ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารชายแดน กองกำลังผาเมือง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตัวแทนสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–เมียนมา (TBC) เพื่อร่วมรับมอบตัวผู้ต้องหา ณ สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก)

การส่งตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานไทย กับสำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Central Committee for Drug Abuse Control: CCDAC) และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา รวมถึงการบูรณาการข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยเฉพาะกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35.) กองกำลังผาเมือง กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุถึง “หัวใจของความสำเร็จ” ไว้อย่างชัดเจนว่า เกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ และจากการสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายในฝั่งเมียนมา ซึ่งแม้ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับไปอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ยังมีการติดต่อประสานงานกับเครือข่ายในฝั่งไทยอยู่ตลอดเวลา

สาระสำคัญของคำชี้แจง คือ การย้ำว่า “ผลสัมฤทธิ์ของปฏิบัติการครั้งนี้ อยู่ที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ และความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการที่ดีระหว่างไทย–เมียนมา” ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการต่อยอดจากกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ไทยและเมียนมาร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี CCDAC เป็นแกนกลางฝ่ายเมียนมา และ ป.ป.ส. ควบคู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นแกนกลางฝ่ายไทย

ผู้ต้องหายาเสพติด 2 ราย ฟันเฟืองสำคัญในเครือข่ายข้ามแดน

ผู้ต้องหาสัญชาติไทยที่ถูกส่งมอบในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด 2 ราย และผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง 1 ราย รวมทั้งผู้หลบหนีเข้าเมืองอีก 1 ราย

ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายแรก คือ นายพลชนะ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ในข้อหา “จำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคอลไรด์) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ข้อมูลจาก ป.ป.ส. ระบุว่า นายพลชนะมีบทบาทเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายของนายภัทรพงษ์ (สงวนนามสกุล) นักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่มีศักยภาพในการจัดหายาบ้าปริมาณระดับ 500,000 – 1,200,000 เม็ด เพื่อจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก

ผู้ต้องหายาเสพติดอีกราย คือ นายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ถูกออกหมายจับในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต” ลักษณะความผิดที่ถูกกล่าวหาสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทในระดับการค้าสend มากกว่าผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อยทั่วไป

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของเครือข่ายทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองรายต้องหลบหนีออกนอกประเทศไปพำนักในฝั่งเมียนมานั้น บ่งชี้ถึงระดับความเสี่ยงและบทบาทในเครือข่ายที่อยู่เหนือชั้นผู้ลำเลียงระดับพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการ “ไล่ตามคนสั่งการ” แทนที่จะหยุดเพียงการจับกุมผู้ลำเลียงและผู้ค้ารายย่อยเหมือนในอดีต

เลขาธิการ ป.ป.ส. ชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า ผู้ต้องหากลุ่มที่หลบหนีไปอยู่ฝั่งเมียนมามักมีความใกล้ชิดกับเจ้าของหรือผู้ผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ มีบทบาทในการสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือและเชื่อมโยงคำสั่งซื้อระหว่างเครือข่ายในฝั่งไทยกับกลุ่มผู้ผลิต เมื่อบุคคลกลุ่มนี้ยังคงมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ย่อมทำให้การส่งคำสั่งซื้อ การนัดหมายเส้นทางส่งมอบ และการขยายเครือข่ายใหม่ในฝั่งไทยเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง การนำตัวกลับมาดำเนินคดีจึงไม่ใช่เพียงการจัดการกับ “ผู้หลบหนีหมายจับ” แต่เป็นการตัดวงจรสำคัญของห่วงโซ่อุปทานในตลาดมืดด้วย

ชายแดนเชียงราย แนวหน้าในสมรภูมิยาเสพติดภูมิภาค

อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในด่านหน้าสำคัญของไทยทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง ด่านสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา ทั้งแห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 ถูกใช้เป็นช่องทางการขนส่งสินค้าถูกกฎหมายจำนวนมาก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องคอยเฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงยาเสพติดอย่างใกล้ชิดเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา มีรายงานการยึดเมทแอมเฟตามีน ไอซ์ และเฮโรอีนจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนแม่สาย และบางครั้งถึงขั้นเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับขบวนการลำเลียงยาเสพติดในแนวชายแดน

ภายใต้บริบทดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงกลายเป็นทั้ง “ประตูเศรษฐกิจ” และ “สมรภูมิด้านความมั่นคง” ไปพร้อมกัน การที่ ป.ป.ส. เลือกใช้แม่สายเป็นจุดรับมอบตัวผู้ต้องหาข้ามแดนในครั้งนี้ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า ชายแดนไม่ได้เป็นเพียงแนวรับ แต่เป็นเวทีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ

ต่างชาติ–ต่างหน่วยงาน แต่เป้าหมายเดียวกัน ความปลอดภัยของสังคมไทย

ปฏิบัติการรับมอบตัวผู้ต้องหาที่แม่สายครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการทั้ง “แนวนอน” และ “แนวตั้ง”

ในระดับนโยบาย รัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์จัดการยาเสพติดในกรอบแผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคและภัยสุขภาพจากยาเสพติด ปี 2566–2570 และแผนแม่บทด้านยาเสพติดที่มุ่งเน้นการลดอุปทาน ควบคู่กับการลดอุปสงค์และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในระดับปฏิบัติการ ป.ป.ส. ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองกำลังทหารชายแดน ศุลกากร และฝ่ายปกครอง เมื่อเครือข่ายยาเสพติดขยายตัวออกไปนอกพรมแดน การดำเนินการจึงต้องพึ่งพาความร่วมมือกับหน่วยงานคู่ขนานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น CCDAC ของเมียนมา ผ่านกรอบความตกลงทวิภาคีที่มีการประชุมร่วมและส่งตัวผู้ต้องหามาแล้วหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

เลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำว่า การร่วมมือกับทางการเมียนมาและ สปป.ลาว มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ขบวนการค้ายาเสพติดใช้ประโยชน์จากพรมแดนที่ยากต่อการควบคุมและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ในการสั่งการข้ามประเทศ การมีช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ และกระบวนการส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีในไทย เป็นตัวอย่างของ “ความร่วมมือที่จับต้องได้” มากกว่าการลงนามในเอกสารหรือแถลงการณ์เชิงสัญลักษณ์

จากการจับกุมสู่การตัดวงจร บทเรียนเชิงนโยบาย

แม้การนำตัวผู้ต้องหายาเสพติด 2 รายกลับมาดำเนินคดีในไทย จะไม่สามารถหยุดยั้งการผลิตและลำเลียงยาเสพติดทั้งหมดได้ในทันที แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การปิดช่องว่างไม่ให้ผู้ต้องหาสำคัญใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็น “ที่หลบภัย” ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดว่า “ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้ที่หลบหนีหมายจับ

อีกด้านหนึ่ง ปฏิบัติการนี้ยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของการดำเนินการเชิงระบบควบคู่กันไป ได้แก่

  1. การสืบสวนขยายผลทางการเงินและการยึดทรัพย์สิน
    การตัดวงจรยาเสพติดอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องยึดทรัพย์สินและตัดเส้นทางการเงินของเครือข่าย ไม่ให้สามารถนำผลกำไรจากธุรกิจผิดกฎหมายกลับมาฟอกเงินหรือสร้างอิทธิพลในชุมชนได้
  2. การดูแลผู้ใช้และผู้เสพในฐานะ “ผู้ป่วย” มากกว่า “อาชญากร”
    สัดส่วนผู้ต้องขังในเรือนจำที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการจัดการด้านบำบัดรักษา ฟื้นฟู และลดอันตราย (harm reduction) อย่างเป็นระบบ ก็อาจเกิดภาวะ “จับเท่าไรก็ไม่หมด” และสร้างภาระให้กับระบบยุติธรรมอย่างไม่สิ้นสุด
  3. การสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชนชายแดน
    ชุมชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่เพียงเป็นเส้นทางผ่านของยาเสพติด แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เยาวชนและแรงงานอาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การค้ายาเสพติดได้ง่าย หากขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจ การเสริมบทบาทภาคประชาสังคม และการสื่อสารความเสี่ยงในชุมชนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การสกัดกั้นที่ด่านพรมแดน

เสียงสะท้อนจากแม่สาย ความคาดหวังต่ออนาคต

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การเห็นเจ้าหน้าที่ไทยรับมอบตัวผู้ต้องหายาเสพติดกลับมาดำเนินคดีในประเทศ อาจไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันทันที แต่เป็น “สัญญาณเชิงสัญลักษณ์” ว่าปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญมานาน – ตั้งแต่ภัยยาเสพติดในชุมชน ไปจนถึงความรุนแรงและการปะทะในแนวชายแดน – กำลังถูกจัดการในระดับที่สูงกว่าการจับผู้กระทำผิดรายเล็กๆ

ปฏิบัติการครั้งนี้จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็น “จิ๊กซอว์หนึ่งชิ้น” ในภาพใหญ่ของการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องประกอบเข้ากับจิ๊กซอว์อื่นๆ อีกมาก ตั้งแต่การพัฒนาระบบข่าวกรอง การยึดทรัพย์เครือข่าย การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในชุมชนชายแดน ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจาก “วาระแห่งชาติด้านยาเสพติด” อาจไม่ได้มีเพียงตัวเลขการจับกุมหรือสถิติการยึดยาเสพติด แต่คือการเห็นชุมชนของตนปลอดภัยขึ้น เยาวชนมีทางเลือกในชีวิตมากกว่าการเข้าไปเป็น “แรงงาน” ในขบวนการผิดกฎหมาย และครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าพรมแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงเส้นแบ่งแผนที่ จะกลายเป็นช่องทางของภัยคุกคามที่มองไม่เห็น

ปฏิบัติการรับมอบตัวผู้ต้องหาจากทางการเมียนมา ณ ชายแดนแม่สายในครั้งนี้แม้จะเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ในกระแสข่าวอาชญากรรม แต่เมื่อมองผ่าน “เลนส์ของนโยบาย” และ “บริบทของภูมิภาค” ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดในศตวรรษที่ 21 ไม่อาจทำได้โดยลำพังภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการดำเนินการเชิงระบบระหว่างรัฐ เพื่อนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
  • สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC)
  • ส่วนข่าวกรองยาเสพติด สำนักปราบปรามยาเสพติด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ไม่คุมคอนเทนต์แต่คุมผู้ว่าจ้าง! ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์คุม Finfluencer หวังคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าจำกัดเสรีภาพ

ก.ล.ต.เดินหน้า “Responsible Voice” จัดระเบียบ ยุคตลาดอินอินฟลูเอนเซอร์ 16 ล้านราย ภายใต้โจทย์คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าควบคุมคอนเทนต์

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้เป็น “กระแสหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเสพข่าว หาความบันเทิง หรือเลือกซื้อสินค้า เสียงของ “อินฟลูเอนเซอร์” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำหนดความคิด การตัดสินใจ และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางการเงินและสุขภาพของผู้คนโดยตรง

แม้ประเทศไทยจะมีอินฟลูเอนเซอร์ทุกระดับรวมกันมากกว่า 16 ล้านราย ตั้งแต่มืออาชีพกว่า 3 แสนราย ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกหลายล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปสู่ Influencer Marketing พุ่งจากราว 15.5% และมีแนวโน้มแตะระดับ 21% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดในปีหน้า แต่คำถามที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตคือ “เราปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยไปแล้วหรือยัง?”

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทชวนคุยบนหน้าฟีด แท้จริงเป็นคำแนะนำด้าน “การลงทุน” หรือ “สุขภาพ” ที่อาจไม่มีใบอนุญาต ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ยอดไลก์ที่หายไป แต่คือ ชีวิต ออมทรัพย์ และโอกาสทางการเงินของครัวเรือนไทยนับไม่ถ้วน

ภายใต้ภาพใหญ่นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังขยับตัวครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “Responsible Voice” และชุดเกณฑ์ใหม่ที่เล็งเป้าไปที่ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แทนการพุ่งตรงไปที่การออกใบอนุญาตให้ครีเอเตอร์ – แนวทางที่สะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบความไว้ใจ” โดยไม่ฆ่าพื้นที่สร้างสรรค์บนออนไลน์ให้ตายไปพร้อมกัน

อินฟลูเอนเซอร์ จากเพื่อนในฟีด สู่ผู้ชี้ชะตาการเงินและสุขภาพ

หากมองย้อนกลับไปในระยะไม่กี่ปี “อินฟลูเอนเซอร์” เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเล่าเรื่องสินค้าให้สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าโฆษณาแบบเดิม แต่ในวันนี้ น้ำหนักของ “คำพูด” บนหน้าจอมือถือกลับกลายเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในเรื่องที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก

ในโลกที่ผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อว่า “คำแนะนำจากคนที่เราติดตาม” น่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาหรือสื่อหลัก ความผูกพันในระดับเพื่อนสนิทจึงกลายเป็นดาบสองคม – ยิ่งเชื่อมาก ยิ่งเปราะบาง หากข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อคอนเทนต์ด้าน การเงิน” และ “สุขภาพ” ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยผู้ที่อาจไม่มีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตวิชาชีพ ทำให้คำถามเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับความปลอดภัยของผู้บริโภค” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ จีน เลือกขีดเส้นให้คมชัด โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือเรื่องจริงจังอื่นๆ ต้องแสดงใบอนุญาตวิชาชีพหรือปริญญาที่เกี่ยวข้อง ก่อนสื่อสารในหัวข้อดังกล่าว และหากฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษปรับสูงถึงราว 4.5 แสนบาท อีกทั้งยังห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพในลักษณะโฆษณาแฝง พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Weibo และ Bilibili ต้องร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์ด้วย

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่านี้?”

ก.ล.ต. ใช้ AI สแกนโลกโซเชียล ก่อนออกเกณฑ์ใหม่คุมฟินฟลูเอนเซอร์

ฝั่งตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก.ล.ต. เริ่มต้นด้วยการทำงานเชิงวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กวาดเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Finfluencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีบทบาทสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อย

ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แต่มีบางส่วนที่ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง และบางส่วนเข้าข่ายมี ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) เช่น มีสปอนเซอร์หรือรับค่าตอบแทนจากผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ติดตามทราบอย่างชัดเจน

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า กฎเกณฑ์เดิมไม่ทันรูปแบบการสื่อสารใหม่ ก.ล.ต. จึงเริ่มต้นจากการทำ Gap Analysis แล้วนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์โฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัล (DA)

แก่นของการปรับปรุงครั้งนี้คือ ย้ายภาระความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้สร้างคอนเทนต์เพียงฝ่ายเดียว

“Responsible Voice” – จากแนวคิดคุมใบอนุญาต สู่โมเดล “ดูแลเสียงที่ทรงอิทธิพล”

ในเวทีสัมภาษณ์กับสื่อด้านเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้นำ “งานวิจัย” มาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5–6 ปี และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคจากการใช้ผลงานวิจัยพัฒนามาตรการที่นำไปใช้ได้จริง

สำหรับการกำกับดูแล Finfluencers นั้น ก.ล.ต. เลือกไม่เดินตามแนวทาง “บังคับออกใบอนุญาต” แบบเข้มที่สุด แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กรอบ กลับกันจึงออกแบบแนวทางสายกลางผ่านโครงการ “Responsible Voice” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่

  • ใช้ “อิทธิพลของ Finfluencers” ไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
  • เชิญกลุ่ม Finfluencers ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ทำงานเชื่อมโยงกับผู้กำกับดูแลอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน คปภ.
  • จัดอบรมมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจและกลุ่มรวม 75 ราย ที่มีผู้ติดตามรวมราว 14 ล้านราย
  • บางรายเมื่อเห็นความเสี่ยงของคอนเทนต์ตัวเอง ก็เลือกปิดเพจหรือยุติเนื้อหาที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเอง

แม้ ก.ล.ต. จะไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนต้องเลือกใช้เฉพาะ Finfluencers ที่อยู่ในโครงการนี้ แต่ก็เชื่อว่าการมี ตรารับรองเชิงคุณค่า” จะช่วยสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมในระยะยาว

แนวคิดนี้สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเลือกใช้ การดูแลด้วยความร่วมมือ” (co-regulation) มากกว่าการควบคุมแบบสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว

เกณฑ์ใหม่เล็งเป้าผู้ประกอบธุรกิจ คัด เลือก คุม เปิดเผย

อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ที่เจาะจงไปยัง “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวจริง

หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  1. คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาอย่างรอบคอบ
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (รวมถึง Finfluencer) ที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เลือกจากยอดผู้ติดตามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว
  2. ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
    ต้องมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่า ผู้จัดทำโฆษณาต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. ทั้งเรื่องความถูกต้อง การไม่ชวนเชื่อเกินจริง และการเปิดเผยความเสี่ยง
  3. ควบคุมดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามกฎ ไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ออกไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง เช่น กรณีโฆษณาคริปโทในวงกว้างที่อาจผิดหลักเกณฑ์
  4. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสบนโซเชียลมีเดีย
    เมื่อเป็นคอนเทนต์ที่ถูกว่าจ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนในคำอธิบายโพสต์ (description) หรือ caption ว่าเป็นโฆษณาโดยผู้ประกอบธุรกิจรายใด เพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความคิดเห็นส่วนตัว”

หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่บทลงโทษทางการเงินตามความเหมาะสม

เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี ก่อนมีผลบังคับจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า พร้อมกับการย้ำเตือนว่า หาก Finfluencer ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ข้อมูลบิดเบือนหรือให้คำปรึกษาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ได้อยู่เช่นเดิม

นักวิชาการเสนอ “ดูแลไม่ใช่ควบคุม” ยืนยันตัวตน – ยกระดับจริยธรรมวิชาชีพอินฟลูเอนเซอร์

ในอีกฟากหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าการออกกติกาเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งต้นจาก “หลักการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นสำคัญ

เขามองว่า หากมองผ่านกรอบดังกล่าว การกำกับดิจิทัลครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และราคายุติธรรม โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากข้อความที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

  • ให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคหรือจากการโฆษณา ต้องผ่านกระบวนการ “ยืนยันตัวตน” (KYC) คล้ายผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิทัลทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ
  • กำกับเฉพาะเนื้อหาที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ให้ต้องผ่านมาตรฐานความถูกต้อง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มข้นกว่าเนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป
  • ใช้คำว่า ดูแล” แทน “ควบคุม” เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าความต้านทาน โดยเป้าหมายหลักคือ
    • คัดคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
    • ส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพมีมาตรฐานสูงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้บทบาทของพวกเขาจะอยู่ระหว่าง “สื่อ” และ “ผู้ประกอบการ” ที่แสวงหาผลกำไรจากการโปรโมตสินค้า กฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม หรือโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ของครีเอเตอร์

เขาจึงเสนอให้ภาครัฐหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองในระดับหนึ่ง ซึ่งจะยืดหยุ่นกว่าและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น พร้อมทั้งใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” เช่น ระบบรับรองหรือรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีจริยธรรมควบคู่กับบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชี้นำสังคมในทางที่ผิด

มุมมองจากเอเจนซีสื่อ ต้องมีกฎ แต่ห้ามดึงจนขาด

ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและซีอีโอ มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศไทย “ขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริง” ในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้หน่วยงานบางแห่ง เช่น ก.ล.ต. หรือแพทยสภา จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม

เขาชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คนไทยกลับใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น โครงสร้างหลักของ Social Commerce และการกำหนดค่านิยมทางสังคม เมื่อรวมกับระดับ Media Literacy ของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแรง ความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดหรือการแนะนำที่ละเมิดจริยธรรมจึงสูงเป็นพิเศษ

ภวัตสนับสนุนแนวคิดการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ โดยเสนอว่าควรมี “เจ้าภาพหลัก” เช่น กสทช. ซึ่งดูแลโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การเงิน และสื่อ เพื่อออกแบบ “แผนแม่บทการกำกับดูแล” ที่ไม่ตึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่หลวมจนปล่อยให้สังคมเผชิญความเสี่ยง

เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองกลุ่มใหญ่

  • เนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง – ให้เสรีภาพสูง
  • เนื้อหากลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม การเงิน – ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกควรมีใบรับรองวิชาชีพ หรืออย่างน้อยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนบุคคล”

สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ให้จริงจัง และ กติกาที่ชัดเจนจะยกระดับคุณค่าของอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง ที่รู้จริงและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ผู้เล่นที่หวังแต่ยอดวิวระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

บทเรียนจากจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ โลกกำลังทดลองกรอบใหม่ของ “อิทธิพล”

ในระดับสากล การจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นโจทย์ของไทยประเทศเดียว

  • จีน เลือกใช้แนวทางที่เข้มงวดและชัดเจน ผ่านกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานไซเบอร์สเปซ (CAC) บังคับให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการเงิน สุขภาพ กฎหมาย และการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และบังคับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ
  • เกาหลีใต้ พิจารณากฎหมายจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมองว่า “เนื้อหาออนไลน์” สามารถกระทบความมั่นคงทางสังคมได้จริง
  • สหรัฐฯ กลับเดินเข้าอีกทิศหนึ่ง เมื่อแพลตฟอร์มบางแห่งผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ผลคือ พ็อดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายรายกลับมีน้ำหนักทางความคิดสูงขึ้น ในขณะที่สื่อดั้งเดิมถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนคำถามร่วมกันของทั้งโลกว่า เราจะรักษาเสรีภาพในการพูด โดยไม่ปล่อยให้ความไม่รู้และข้อมูลบิดเบือนทำร้ายสังคมได้อย่างไร?”

จาก “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” สู่ยุคครีเอเตอร์มืออาชีพ 200,000 ราย

คำกล่าวของ คมสันต์ แซ่ลี ซีอีโอ Flash Express ที่ว่า “ในอนาคตอินฟลูเอนเซอร์จะหายไป” อาจฟังดูสุดโต่งในครั้งแรก แต่เมื่อแยกชั้นความหมาย จะพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน “สามยุค” ของอีคอมเมิร์ซ

  1. ยุคโรงงานส่งตรง – สินค้าจากโรงงานถึงผู้บริโภคในราคาต่ำสุด
  2. ยุคอินฟลูเอนเซอร์ / KOL – ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคนที่ติดตาม
  3. ยุคอัลกอริทึมและ AI – แพลตฟอร์มใช้ข้อมูลและระบบแนะนำช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ทำให้บทบาท “คนกลาง” บางประเภทลดลง

ในมุมนี้ “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” จึงไม่ใช่การหายไปของผู้มีอิทธิพล แต่เป็นการ เปลี่ยนบทบาทจาก “ใครก็ตามที่พูดเก่ง” ไปสู่ “คนที่สร้างแบรนด์ สร้างคุณค่า และมีฐานแฟนจริง”

รายงานคาดการณ์เชิงกลยุทธ์เรื่องจำนวน KOLs และ Influencers ในไทยปี 2568 ชี้ว่า

  • ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) รวมราว 9 ล้านคน
  • แต่บัญชี KOL/Influencer ระดับมืออาชีพที่ถูกบริหารในระบบ Martech มีเพียงประมาณ 20,000 บัญชี
  • ภายในปี 2568 คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะขยายเป็น มากกว่า 200,000 บัญชี – ไม่ใช่เพราะจู่ ๆ มีอินฟลูเอนเซอร์เพิ่ม 900% แต่เพราะตลาดเริ่ม จัดระบบและทำให้หางยาว (Nano/Micro) เป็นมืออาชีพ” โดยใช้ AI และ Big Data ช่วยคัดเลือกและบริหารแคมเปญ

พร้อมกันนั้น มูลค่าตลาด Influencer Marketing ในปี 2567 ประเมินอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อราว 25% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์โดยรวมแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทและเติบโตเร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จะ “สิ้นสุด” แต่กำลังถูกยกชั้นสู่การเป็น “วิชาชีพ” ที่ต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรม มากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว

ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดทุน และอนาคตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย

การเดินหน้าของ ก.ล.ต. ผ่านโครงการ Responsible Voice และหลักเกณฑ์ใหม่ที่มุ่งไปยังผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ไม่ได้มีผลเฉพาะกับ Finfluencer แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ “อิทธิพลบนโลกออนไลน์” เพื่อขายสินค้าหรือชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับผู้บริโภค
กรอบกติกาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น เห็นได้ว่าคอนเทนต์ใดเป็นโฆษณา คอนเทนต์ใดเป็นความเห็นส่วนบุคคล และใครคือผู้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังต้องพัฒนาทักษะ Media Literacy ของตนเอง เพื่อไม่ให้ “ความไว้วางใจ” กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและแบรนด์
ยุคที่แบรนด์เลือกใช้เพียง Mega Influencer ไม่กี่รายกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องบริหาร พอร์ตอินฟลูเอนเซอร์” ทั้ง Nano, Micro, Macro อย่างเป็นระบบ การมีเกณฑ์กำกับชัดเจน แม้จะเพิ่มต้นทุนการตรวจสอบและการทำสัญญา แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงในระยะยาว

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์เอง
ผู้ที่สามารถรักษา “ความจริงใจ” ควบคู่กับความโปร่งใสในการเปิดเผยสปอนเซอร์ รักษามาตรฐานข้อมูล และยอมรับการถูกตรวจสอบ จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่ ในขณะที่ผู้ที่อาศัยเพียงดราม่าและการชี้นำโดยขาดความรับผิดชอบจะถูกคัดออกจากระบบโดยกลไกทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเอง

ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนช่วยให้ Creator Economy ไทยมีฐานที่มั่นคงขึ้น ใช้ Soft Power ด้านคอนเทนต์ ผลักดันธุรกิจไทยไปสู่ตลาดภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในประเทศตัวเอง

จัดระเบียบความไว้ใจ ก่อนตลาดโตเร็วกว่ากติกา

เรื่องราวของฟินฟลูเอนเซอร์และโครงการ Responsible Voice ที่เริ่มขยับจากเวทีเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่อง “กฎใหม่ของ ก.ล.ต.” แต่เป็นจุดเริ่มของการตั้งคำถามต่อทั้งระบบว่า

“ในโลกที่ใครก็พูดได้ ใครก็ขายได้ เราจะรักษาเสรีภาพไว้ โดยไม่ทิ้งผู้บริโภคให้เดินลำพังในดงคอนเทนต์ที่เราไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์กันแน่?”

ท่ามกลางตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านราย งบการตลาดที่กำลังไหลบ่า และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่เติบโตเร็วเกินกว่ากฎหมายจะไล่ทัน การเลือกเดินบนทางสายกลางของ ก.ล.ต. ที่ผสานการใช้เทคโนโลยี AI การออกเกณฑ์คุมผู้ประกอบธุรกิจ และการสร้างเครือข่าย “เสียงที่รับผิดชอบ” อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดระเบียบ “ความไว้ใจ” ให้เติบโตคู่ไปกับ “ความปลอดภัย” ของสังคม

ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎให้ครบทุกบรรทัด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วน – หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค – เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดูแลพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ร่วมกัน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน “อิทธิพล” ก็ยังคงอยู่ตราบใดที่มนุษย์ต้องการฟังเสียงจากคนที่ไว้ใจได้ และคำถามสำคัญของยุคนี้คือ เราจะทำให้เสียงเหล่านั้น “รับผิดชอบ” มากพอที่จะอยู่กับเราไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
  • THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับ Finfluencers, ก.ล.ต. และ Responsible Voice
  • The Economic Times
  • The Korea Times
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

สงขลาโฟกัสส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้ว่าฯ จี้ 5 มาตรการเยียวยาหลังน้ำท่วม

วิกฤตอุทกภัยใต้ สงขลาสั่งอพยพด่วนทั่วหาดใหญ่ ตัวเลขชี้กระทบกว่า 7 แสนครัวเรือน ขณะที่ “เชียงราย” เปิดภารกิจ HUG หาดใหญ่ ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

เชียงราย/สงขลา, 24 พฤศจิกายน 2568 – มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ปกคลุมอ่าวไทยตอนล่างต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักคลื่นฝนหนักซ้ำเติมลุ่มน้ำภาคใต้ จนเช้าวันนี้เวลา 06.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบ 719,858 ครัวเรือน รวม 1,917,521 คน ใน 10 จังหวัด 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ขณะที่เมื่อมองในกรอบ 12 จังหวัดภาคใต้ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 740,405 ครัวเรือน 1,966,843 คน หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

จุดวิกฤต  สงขลายกระดับเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” หาดใหญ่ประกาศอพยพทั้งเมือง

ในบรรดาจังหวัดที่ถูกกระทบ สงขลา ถูกระบุเป็น “จุดร้อน” ที่สุด ทั้งเชิงปริมาณและความเร่งด่วน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบ 243,568 ครัวเรือน ครอบคลุม 16 อำเภอ 115 ตำบล 821 หมู่บ้าน ระดับน้ำในหลายชุมชนสูงกว่าหนึ่งเมตร และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จังหวัดจึงออกประกาศ “อพยพด่วน” ให้ประชาชนใน เทศบาลนครหาดใหญ่ เคลื่อนย้ายไปยังจุดพักพิงผ่านเส้นทางปลอดภัย ใช้รถสูงหรือเรือหลีกเลี่ยงน้ำเชี่ยว โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงและชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มเร็ว

ย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ตั้งแต่ถนนเศรษฐกิจ สถานีขนส่ง ศูนย์การค้า ไปจนถึงชุมชนริมคลอง ทยอยถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ น้ำกัดเซาะฟุตปาธและโครงสร้างเบา ขณะที่หน่วยกู้ภัยและ อปท. ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการอพยพผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากบ้านเรือนที่ถูกล้อมด้วยน้ำ

ตัวเลขที่ต้องรู้  ภาคใต้ตอนล่างรับแรงปะทะหนัก

  • ปัตตานี  กระทบ 58,009 ครัวเรือน (12 อำเภอ 101 ตำบล 485 หมู่บ้าน)
  • ยะลา  กระทบ 13,753 ครัวเรือน (4 อำเภอ 28 ตำบล 104 หมู่บ้าน)
  • นราธิวาส  กระทบ 34,036 ครัวเรือน (7 อำเภอ 29 ตำบล 134 หมู่บ้าน)
    พื้นที่อื่น ๆ อย่าง สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง หลังมีรายงานน้ำล้นตลิ่งและคลื่นน้ำป่าหลากเข้าเขตชุมชนและเกษตรซ้ำ ๆ

แม้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ในชั่วโมงรายงาน แต่ความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สินยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัย 3 ประการ  (1) ฝนต่อเนื่องยาว (2) ระบบระบายน้ำอิ่มตัว และ (3) เส้นทางสัญจรถูกตัดขาดเป็นระยะ ทำให้การลำเลียงเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และพลังงานเข้า–ออกพื้นที่ประสบภัยต้องบริหารอย่างรอบคอบ

เสียงจากพื้นที่  จดหมายเปิดผนึก “สงขลาโฟกัส” ถึงผู้ว่าฯ เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วน

ท่ามกลางเหตุฉุกเฉิน สื่อท้องถิ่น สงขลาโฟกัส” ได้ออก จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สะท้อนบทเรียนอุทกภัยใหญ่ในอดีต พ.ศ. 2531, 2543, 2553 และชี้ว่าความเสียหายครั้งนี้ “ยังไม่สายนัก” หากทุกฝ่ายขยับพร้อมกันตาม 5 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่

  1. เปิดจุดโรงครัวอย่างน้อย 10 จุดในเทศบาลนครหาดใหญ่ พร้อมจุดรับบริจาคน้ำดื่ม/ของจำเป็น เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง
  2. ระดมเทศบาล/อบต. ใกล้เคียงร่วมเปิดพื้นที่สนับสนุนทุกเขต
  3. สำรวจเชิงรุก ผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ที่ออกจากบ้านไม่ได้ เพื่อจัดสรรทีมเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า
  4. ตั้ง ศูนย์บัญชาการกลาง รวบรวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า
  5. เตรียม มาตรการเยียวยาหลังน้ำลดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ขนย้ายโคลนตะกอน ล้างบ้าน สถานศึกษา สะพาน ถนน สาธารณูปโภค จัดการเงินเยียวยา/เคลมประกัน สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อพาคนสงขลากลับสู่ชีวิตปกติ “เร็วที่สุด”

สาระในจดหมายสะท้อนความคาดหวังสองด้าน การบริหารวิกฤตระยะสั้นที่ต้องเร็วและเข้ม และการฟื้นฟูระยะกลาง ยาวที่ต้องโปร่งใส ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว

น้ำใจเหนือ–ใต้  เชียงรายเปิด “HUG หาดใหญ่” ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

ขณะชั่วโมงวิกฤตกำลังเดินหน้า เชียงราย” ทางภาคเหนือได้ขยับเป็น “กองหนุน” สำคัญ ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม โดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นแกนประสานงานร่วมกับ

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (เชื่อมชุมชน ศิลปวัฒนธรรมช่วยระดมสิ่งของ)
  • ภาคเอกชน เช่น CPALL (โลจิสติกส์ สิ่งของจำเป็น)
  • สื่อท้องถิ่น ทั้ง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส (ประสานข้อมูลพื้นที่จริง)
  • ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย (สนับสนุนการคัดแยก ขนส่งไปยังพื้นที่พักพิงและจุดฟื้นฟู)

โครงการตั้งเป้าชัดเจน  ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยกู้ภัยด่านหน้า แต่จะเติม “ด้านหลังบ้าน” เมื่อระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ช่วงที่ครัวเรือนต้องการ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ ผ้าอนามัย/ผ้าอ้อม และอุปกรณ์ล้าง ฟื้นฟูบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชน “กลับยืนได้ด้วยตัวเอง” เร็วที่สุด ลดเวลาหยุดชะงักของเศรษฐกิจครัวเรือน

“เราตั้งใจเป็นกองหนุนระยะฟื้นตัว จุดที่มักขาดมากที่สุด แต่สำคัญต่อการพาคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี”   แนวทางปฏิบัติการของเครือข่ายผู้ประสานงานโครงการ HUG หาดใหญ่ (อ้างอิงตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

แผนบนโต๊ะ  จากอพยพ พักพิง สู่ฟื้นฟูเมืองและความเชื่อมั่น

เพื่อคลี่คลายปมและลดต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจที่พอกพูน “ชั่วโมงทอง” หลังฝนซา น้ำลด คือช่วงเวลาที่ต้องขับเคลื่อน 4 โหนดหลักอย่างพร้อมเพรียง

  1. ข้อมูล สื่อสารกลาง  ใช้ศูนย์บัญชาการรวมของจังหวัด (EOC) ทำงานร่วมกับ ปภ. อปท. สื่อท้องถิ่น จัดแผนที่น้ำท่วม จุดอพยพ จุดแจกจ่าย เส้นทางปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ลดข่าวลือและความตื่นตระหนก จัดสายด่วนเชื่อมผู้ป่วยติดเตียง
  2. ลอจิสติกส์ช่วยเหลือ  บูรณาการคลังสิ่งของ (น้ำดื่ม อาหาร ยา ของใช้จำเป็น) เข้ากับเครือข่ายไปรษณีย์ เอกชน ใช้ระบบคิวอาร์/บาร์โค้ดติดตามการกระจายเพื่อลดซ้ำซ้อนและตกหล่น
  3. ฟื้นฟูสาธารณูปโภค  สำรวจสะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า สื่อสาร และระดมทีมล้างโคลน ฉีดล้างฆ่าเชื้อในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ราชการ เพื่อให้บริการสาธารณะคืนสภาพก่อนเปิดเมือง
  4. เยียวยา ปลุกเศรษฐกิจ  ตั้งเคาน์เตอร์เดียว (one stop) รับคำร้อง ประเมินความเสียหาย เชื่อม เงินเยียวยารัฐ ประกันภัย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือน SMEs พร้อมแผน อีเวนต์ปลุกเมือง เมื่อพร้อม เช่น ถนนคนเดิน เทศกาลชุมชน สร้างทราฟฟิกการค้า ท่องเที่ยวกลับคืน

ทำไม “จุดหลังน้ำลด” จึงชี้ชะตาความเร็วการฟื้นตัว

บทเรียนจากอุทกภัยใหญ่ในอดีต ที่สื่อท้องถิ่นยกปี 2531, 2543, 2553 มาเทียบเคียง ชี้ตรงกันว่า การ “อพยพได้ปลอดภัย” เป็นเพียงครึ่งแรกของเกม อีกครึ่งคือ “การทำให้เมืองกลับมาทำงาน” ให้เร็วที่สุด หากรอนาน ความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานรากจะยืดเยื้อ ธุรกิจขนาดเล็ก รายวันขาดสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และคนย้ายถิ่นชั่วคราวเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนทางสังคม

ในมุมนี้ การที่เชียงรายประกาศตนเป็นกองหนุนด้าน สิ่งของจำเป็น ชุดฟื้นฟูบ้าน จึงเติมช่องโหว่สำคัญ เพราะบ้านนับหมื่นหลังต้อง “เริ่มใหม่พร้อมกัน” จากกวาดโคลน ตากเฟอร์นิเจอร์ ล้างเครื่องใช้ ฆ่าเชื้อโรคในครัว ห้องน้ำ ไปจนถึงซ่อมสายไฟ ปลั๊กที่เปียกน้ำ การมี “ชุดฟื้นฟูมาตรฐาน” ที่คัดสรรแล้ว ช่วยลดต้นทุนเวลาและการเดินทางของครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากจดหมายเปิดผนึก  ทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือ “ไปถึงคนตัวเล็ก”

ข้อเรียกร้อง 5 ประการของ สงขลาโฟกัส ไม่ได้เป็นเพียงแคตตาล็อกความต้องการ แต่สะท้อน “สถาปัตยกรรมการบริหารวิกฤต” ที่ควรจัดวางในสถานการณ์เช่นนี้

  • โรงครัว 10 จุดในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่  กระจายอาหารร้อนสม่ำเสมอ ลดการเดินทางของผู้ประสบภัย
  • เปิดพื้นที่โดยรอบ  เทศบาล/อบต. ข้างเคียงช่วยเสริมคลัง สถานที่พักพิง ลดความแออัด
  • สำรวจผู้ป่วยติดเตียง  ใช้ อสม. ทุนชุมชน เป็นตา หู มือ เข้าประตูบ้านที่ไปไม่ถึง
  • ศูนย์ข้อมูลกลาง  รวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย ป้องกันการ ขึ้นราคาสินค้า/กักตุน ซึ่งเป็นความเปราะบางซ้ำเติม
  • แพ็กเกจฟื้นฟู  ทำให้คน “กลับบ้านได้จริง” ตั้งแต่ ล้าง ย้าย ซ่อม เยียวยา สินเชื่อ จนกลับสู่กิจกรรมปกติ

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ปภ. และจังหวัดต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางอยู่แล้ว แต่การเน้น “ความเร็ว ความโปร่งใส การเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง” คือรายละเอียดที่ทำให้มาตรการเห็นผลบนดิน

เชื่อมเหนือ ใต้ด้วยข้อมูล ความไว้ใจ  บทบาทสื่อท้องถิ่นสองเมือง

ความร่วมมือระหว่าง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส ทำให้การสื่อสาร “ปลายทาง ต้นทาง” เชื่อมติดกัน ปลายทางบอกความต้องการจริง ต้นทางจัดหาตรงจุด ลดของล้นประเภทหนึ่ง ขาดประเภทหนึ่ง อีกทั้งยังเพิ่ม ความไว้ใจ ให้ผู้บริจาคเห็นเส้นทางสิ่งของจากคลังภาคเหนือสู่ครัว บ้าน โรงเรียนภาคใต้แบบตรวจสอบได้

ทางสองแพร่งของสงขลา  ระหว่าง “น้ำยังไม่ลด” กับ “ชีวิตต้องเดินต่อ”

ขณะที่ฝนยังไม่หมดภาค ใต้ สงขลาจึงต้องบริหารสองสมการพร้อมกัน

  1. ความปลอดภัยวันนี้  เร่งอพยพ คัดแยกกลุ่มเสี่ยง รักษาโครงข่ายสื่อสาร ไฟฟ้าในพื้นที่สำคัญ
  2. ความหวังพรุ่งนี้  เตรียมแผนฟื้นฟูให้ “พร้อมทำงานทันทีที่น้ำลด” ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันเรื่องข้อมูลหรือขั้นตอน

การที่ภาคเหนือยืนมือมาพร้อม โลจิสติกส์ คลังสิ่งของ เครือข่ายสื่อ ทำให้สมการข้อสองมีทรัพยากรตั้งต้น และนี่คือความงามของ “ความร่วมมือข้ามภูมิภาค” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงข่าวใหญ่ แต่สานต่อสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้ หากถูกจัดวางเป็นระบบ

อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของสมรรถนะการบริหารวิกฤตไทย ทั้งในระดับจังหวัดและความร่วมมือข้ามภูมิภาค ตัวเลข กว่า 7 แสนครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบ (และแตะ เกือบ 7.5 แสนครัวเรือน เมื่อมองทั้ง 12 จังหวัด) ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือชีวิตจริงที่ต้องการอาหาร น้ำ ยา ความปลอดภัย และความหวังว่าจะกลับบ้านได้ในเร็ววัน

สงขลา เลือก “ตั้งหลักด้วยการอพยพด่วน” และส่งเสียงผ่าน จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอ 5 มาตรการเร่งด่วน ขณะที่ เชียงราย ตอบรับด้วยการเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่ เชื่อมข้อมูล สื่อ โลจิสติกส์ ให้ความช่วยเหลือไปถึง “คนตัวเล็ก” อย่างทันเวลา

เมื่อคลื่นฝนผ่านไป สิ่งที่จะนิยามความทรงจำของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงระดับน้ำที่สูงเพียงใด แต่คือ เราลดเวลาคนกลับบ้านได้เร็วแค่ไหน และ เราสร้างระบบที่เข้มแข็งกว่าเดิมได้หรือไม่ คำตอบของสองประโยคนี้ จะสะท้อนว่าเรายืนอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่เมืองปลอดภัย ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งของจำเป็นที่โครงการ HUG หาดใหญ่เชิญชวนร่วมบริจาค (ตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

  • ข้าวสาร
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / อาหารกระป๋อง
  • น้ำดื่ม
  • ยาสามัญประจำบ้าน (เช่น ยาลดไข้แก้ปวด)
  • ผ้าอนามัย / ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

หมายเหตุ  การจัดส่ง คัดแยกประสานผ่าน อบจ.เชียงราย, ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายสื่อพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.)
  • สำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย  ข้อมูลความร่วมมือโครงการ “HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม” โครงข่ายประสานงานและรายการสิ่งของจำเป็น
  • หน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดสงขลา (เทศบาลนครหาดใหญ่/อปท.พื้นที่)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่าน EIA ขยายสู่ 237 เตียง พร้อมยกระดับบริการเฉพาะทาง

เชียงรายเดินหน้าศูนย์แพทย์มาตรฐานสากล “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA ยกระดับบริการ-คุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

เชียงราย, 21 พฤศจิกายน 2568 – โครงการ “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญของจังหวัด หลังมีหนังสือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แจ้งผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีมติ “ให้ความเห็นชอบรายงาน” พร้อมกำชับให้ผู้พัฒนาโครงการถือปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบพื้นที่โครงการ (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)

หนังสือแจ้งมติ 

การขยายศักยภาพครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน จากโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางบนถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย ที่ให้บริการผู้ป่วยในได้ 57 เตียง สู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ป่วยได้ 237 เตียง เพิ่มขีดความสามารถด้านบริการเฉพาะทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

บริบทโครงการ จาก “ความต้องการรักษา” สู่ “สาธารณูปโภคสุขภาพของเมือง”

เชียงรายเป็นประตูเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และโครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนกดดัน “อุปทานบริการแพทย์คุณภาพ” ให้ต้องขยายตัว โครงการส่วนต่อขยายของโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายจึงถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในจังหวัด นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ป่วยชายแดน โดยยังคงหลักคิดสำคัญ “ขยายบริการไปพร้อมมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน”

สาระสำคัญของโครงการตามเอกสารประชาสัมพันธ์ EIA และรายละเอียดจากผู้พัฒนา

  • ที่ตั้ง  เลขที่ 369 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย
  • ขอบเขตการก่อสร้าง
    • ปรับปรุงอาคารเดิม คสล. สูง 7 ชั้น เพิ่มเตียงผู้ป่วยในรวม 28 เตียง (ชั้น 4 และ 6)
    • ก่อสร้างอาคารใหม่ คสล. สูง 8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เพิ่มเตียงอีก 152 เตียง
    • องค์ประกอบสนับสนุน อาคารพักแพทย์ 3 ชั้น, อาคารห้องพักมูลฝอยรวม 1 ชั้น, อาคารห้องผ้า 1 ชั้น, พื้นที่ให้เช่า
    • พื้นที่ใช้สอยรวม  33,860.37 ตร.ม.
    • ที่จอดรถ  รถยนต์ 144 คัน รถจักรยานยนต์ 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ  24 เดือน (เริ่มจากงานรื้อถอนอาคารเดิมจนแล้วเสร็จ)

สาระดังกล่าวสะท้อนทิศทาง “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพ” ของเมือง ผ่านการเสริมเตียงผู้ป่วย การเพิ่มบริการเฉพาะทาง และการสร้างระบบสนับสนุนบุคลากรแพทย์ (เช่น อาคารพักแพทย์) เพื่อลดข้อจำกัดการดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้อยู่ปฏิบัติงานในภูมิภาค

เส้นทาง EIA  ผ่านด่านสำคัญ พร้อมเงื่อนไขคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

หนังสือ สผ. ที่ส่งถึงผู้พัฒนาและที่ปรึกษาโครงการ ระบุชัดเจนว่าคณะผู้ชำนาญการได้ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบรายงาน EIA” ของโครงการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ผลรายงานเป็นฐานประกอบการอนุญาตต่าง ๆ และให้ผู้พัฒนาปฏิบัติตาม มาตรการป้องกัน-แก้ไข-ติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตามที่ระบุไว้ในรายงานอย่างเข้มงวด (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568, หน้า 1–2)

เหตุผลเชิงนโยบายของกระบวนการ EIA

ในทางปฏิบัติ โครงการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องพิสูจน์ว่า “ประโยชน์สาธารณะ” (การเข้าถึงบริการรักษาคุณภาพสูง) จะเกิดขึ้นควบคู่กับ “การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” (ฝุ่น เสียง น้ำเสีย มูลฝอยติดเชื้อ จราจร และความปลอดภัยชุมชน) เอกสาร EIA จึงทำหน้าที่เป็น “สัญญาทางสังคม” กำหนดมาตรการคุ้มครองที่ตรวจสอบได้ ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ

สาระสำคัญที่ สผ. เน้นย้ำในหนังสือ

  • โครงการต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขตามรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ
  • ให้ถือเป็นฐานประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานอื่น (เช่น ผังเมือง สิ่งปลูกสร้าง ระบบบำบัด ฯลฯ)
  • เมื่อได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง ต้องแจ้งกลับเพื่อให้ สผ. ติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (หน้า 2)

เสียงสะท้อนจากรั้วชุมชน กังวลอะไร และโครงการจะตอบอย่างไร

โรงพยาบาลขยาย…ชุมชนต้องอยู่สบายกว่าเดิม” คือประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความคาดหวังของคนรอบพื้นที่ เมื่อโครงการประกาศแผนเพิ่มเตียงและก่อสร้างอาคาร 8 ชั้น ทุกสายตาจึงจับจ้อง “มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม” ที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

ระยะก่อสร้าง  ฝุ่น-เสียง-จราจร ต้อง “ชัด-เช็ค-โชว์”

  • ฝุ่น PM และดินโคลน  ควบคุมด้วยผ้าใบคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำเป็นรอบเวลา กำหนดจุดล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ และทำความสะอาดผิวทางอย่างสม่ำเสมอ
  • เสียงและแรงสั่นสะเทือน  กำหนดเวลาใช้เครื่องจักรเสียงดังในช่วงกลางวัน ติดตั้งแผงกั้นเสียงชั่วคราวตามแนวเขตก่อสร้าง ตรวจวัดระดับเสียง/สั่นสะเทือนเป็นระยะ และแจ้งชุมชนหากมีงานที่ต้องใช้วิธีการก่อสร้างพิเศษ
  • ความปลอดภัยไซต์งาน  กำหนดทางเข้า-ออกเฉพาะรถงานก่อสร้าง ติดตั้งป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด และผู้ควบคุมการจราจรช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ถนนพหลโยธินและซอยเชื่อม
  • สื่อสารเชิงรุก  เปิดช่องทางร้องเรียน-แจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง พร้อมกลไกตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด และรายงานผลการดำเนินมาตรการบนบอร์ดข้อมูลหน้าไซต์/สื่อออนไลน์ของโครงการ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง  การก่อสร้างเดินหน้าตามเวลา ขณะที่ผู้พักอาศัยและสถานประกอบการรอบข้างสามารถประกอบกิจวัตรได้โดยไม่ถูกรบกวนเกินมาตรฐาน

ระยะดำเนินการ น้ำเสีย-มูลฝอยติดเชื้อ-จราจรผู้มาใช้บริการ ต้อง “ออกแบบไว้ก่อน”

  • น้ำเสียโรงพยาบาล  แยกเส้นทางน้ำเสียหอผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ห้องแลบ ไปบำบัดในระบบเฉพาะของโรงพยาบาล ก่อนระบายต้องผ่านค่ามาตรฐานตามกฎหมาย และติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวัง” (Monitoring) รายงานผลต่อหน่วยงานกำกับเป็นระยะ
  • มูลฝอยทั่วไป-ติดเชื้อ  จัดห้องพักมูลฝอยรวมแบบควบคุมอุณหภูมิ/การปนเปื้อน แยกถังสีตามประเภท (ทั่วไป/อันตราย/ติดเชื้อ) และทำสัญญา “ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต” ขนส่งตามเส้นทาง-รอบเวลาเฉพาะ ลดการรบกวนพื้นที่ชุมชน
  • คุณภาพอากาศ-กลิ่น  ห้องเก็บสารเคมี/ยา และระบบกรองอากาศในพื้นที่เสี่ยงใช้ HEPA/ถ่านกัมมันต์ตามหลักวิศวกรรม มีแผนบำรุงรักษาระบบอย่างเคร่งครัด และตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบเป็นระยะ
  • พลังงานและคาร์บอน  ใช้แนวคิดอาคารเขียว (ความหนาผนัง ฉนวน กันความร้อน/รั่วอากาศ) จัดสรรแสงสว่างธรรมชาติ ผสานระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และบริหารพลังงานสำรอง (เครื่องปั่นไฟ) ให้เหมาะสมเพื่อลดมลพิษทางเสียง/ไอเสีย
  • การจราจรผู้รับบริการ  วางผังทางเข้า-ออกแยกประเภทผู้มาใช้บริการ รถฉุกเฉิน รถส่งของ-ขยะติดเชื้อ และบุคลากร พร้อมที่จอดรถเพียงพอ (รถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน) และแผนจัดระเบียบจราจรช่วงพีก เช่น คลินิกยอดนิยม/วันตรวจสุขภาพองค์กร

เป้าหมายสูงสุด  โรงพยาบาลที่ “รักษาได้มากขึ้น” แต่ “รบกวนน้อยลง” กับผู้คนรอบข้าง

โครงสร้างกายภาพรองรับบริการเฉพาะทาง และเหตุผลที่ต้องมี “อาคารพักแพทย์”

องค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ อาคารพักแพทย์สูง 3 ชั้น โครงสร้างนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ โรงพยาบาลภูมิภาคที่ต้องการยกระดับสู่การรักษา “หัตถการซับซ้อน” จำเป็นต้องมี แพทย์เฉพาะทาง ประจำการอย่างเพียงพอ การมีที่อยู่อาศัยคุณภาพในรั้วโรงพยาบาลช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรฝีมือให้อยู่กับระบบบริการนอกเมืองใหญ่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ความต่อเนื่องของบริการ” และ “ความเร็วของการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน”

เหตุผลเชิงสังคม-เศรษฐกิจ  โรงพยาบาลที่ดี “ประหยัดต้นทุนสังคม” ได้อย่างไร

แม้โครงการมุ่งยกระดับบริการเชิงพาณิชย์ แต่ในเชิงสังคม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีระบบส่งต่อผู้ป่วยและการแพทย์เฉพาะทางครบวงจร เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานของเมือง” ที่ช่วย ลดต้นทุนการเดินทางรักษา ของผู้ป่วย/ญาติ และ ลดภาระโรงพยาบาลรัฐ ในบางกลุ่มโรคที่สามารถร่วมบริการได้ นอกจากนี้ ความพร้อมของบริการแพทย์คุณภาพยังเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดการลงทุน/การท่องเที่ยว และยกระดับความเชื่อมั่นของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางอยู่อาศัย-ทำงาน-ท่องเที่ยว

ประเด็นที่ชุมชน-หน่วยงานควร “ติดตามต่อ” หลัง EIA ผ่าน

การ “ให้ความเห็นชอบ EIA” เป็นเพียง จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ โครงการยังต้องเดินหน้าปฏิบัติตามมาตรการและเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  1. แผนจัดการฝุ่น-เสียง ระยะก่อสร้าง – รายงานผลการตรวจวัดถี่แค่ไหน? วิธีตอบสนองเมื่อเกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างไร?
  2. การเดินรถบรรทุกวัสดุ – กำหนดช่วงเวลา/เส้นทางหลีกเลี่ยงชุมชนหรือโรงเรียนแล้วหรือไม่?
  3. ระบบจัดการมูลฝอยติดเชื้อ – ห้องพักมูลฝอยรวมมีการควบคุมการปนเปื้อน/กลิ่นและบันทึกการขนส่งด้วยระบบติดตาม (tracking) หรือไม่?
  4. น้ำเสียสถานพยาบาล – ผลตรวจ BOD, COD, ค่ามาตรฐานอื่น ๆ หลังบำบัดเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
  5. ความปลอดภัยชุมชน – การซ้อมแผนอัคคีภัย/สารเคมีรั่วไหล และช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลกับชุมชนรอบข้างเชื่อมกันแล้วหรือยัง?
  6. การสื่อสารสาธารณะ – ช่องทางร้องเรียน 24 ชม. ผู้รับผิดชอบ และ SLA ในการแก้ไขข้อร้องเรียน ถูกนำมาใช้จริงและรายงานผลแบบโปร่งใสหรือไม่?

หากคำตอบของทั้ง 6 ข้อ “ชัด-มีหลักฐาน-ตรวจสอบได้” ความเชื่อมั่นของชุมชนย่อมสูงขึ้นตามลำดับ

ไทม์ไลน์และขั้นตอนอนุญาต  จาก EIA สู่ใบอนุญาตปลายทาง

หลังได้รับความเห็นชอบ EIA โครงการต้องเดินหน้าขอใบอนุญาตเฉพาะจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง (เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ระบบบำบัดน้ำเสีย มาตรฐานห้องเก็บมูลฝอยติดเชื้อ และการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค) เมื่อเอกสารอนุญาตครบถ้วนจึงเข้าสู่การก่อสร้างระยะเวลา ประมาณ 24 เดือน ก่อนทดสอบระบบและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ สผ. ระบุในหนังสือให้โครงการแจ้งกลับเมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง เพื่อประสานการติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

มุมมองบรรณาธิการ  “อาสาสมัครข้อมูล” คือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน

โครงการโรงพยาบาลไม่ใช่อาคารคอนกรีต แต่คือ “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” ระหว่างผู้พัฒนา แพทย์ บุคลากร คนไข้ และชุมชน การทำให้ข้อมูลมาตรการสิ่งแวดล้อม “อยู่ในที่เดียวกัน อ่านง่าย อัปเดตได้” จะลดความกังวลใจและทำให้การรับฟังข้อเสนอจากชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่โครงการสามารถทำได้ทันที ได้แก่

  • Dashboard สิ่งแวดล้อมสาธารณะ  สรุปค่าฝุ่น-เสียง-น้ำทิ้ง-ข้อร้องเรียนแบบเรียลไทม์/รายเดือน พร้อมคำอธิบายมาตรการแก้ไข
  • Community Walk & Talk  นัดหมายเดินดูไซต์ก่อสร้างร่วมกับตัวแทนชุมชนทุกไตรมาส รับข้อเสนอแนะและสรุป “สิ่งที่แก้แล้ว/กำลังดำเนินการ/กำหนดเสร็จ”
  • Hotline & SLA  ระบุเวลาตอบสนองและเวลาปิดงานร้องเรียนอย่างชัดเจน พร้อมเผยแพร่สถิติการให้บริการประชาชน

หากทำได้ครบ วงจร “รับฟัง-ปรับปรุง-รายงานผล” จะช่วยให้โครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“ขยายบริการสุขภาพ” กับ “คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” ต้องเดินไปพร้อมกัน

การที่โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่านความเห็นชอบรายงาน EIA คือสัญญาณเชิงสถาบันว่า การขยายบริการสุขภาพของเมืองสามารถทำได้โดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบพื้นที่

ก้าวถัดไปจึงอยู่ที่ วินัยของการปฏิบัติตามมาตรการ, ความโปร่งใสของข้อมูล, และ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากสามเสาหลักนี้ยืนมั่นคง เชียงรายจะได้ทั้งโรงพยาบาลคุณภาพระดับภูมิภาค และแบบอย่างการพัฒนาเมืองที่เคารพสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน

ข้อมูลโครงการโดยสรุป

  • ชื่อโครงการ  โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)
  • ที่ตั้ง  369 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
  • สถานะ EIA  ให้ความเห็นชอบรายงาน (เลขที่รายงาน 256806-49; หนังสือแจ้งผลจาก สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)
  • ขนาดโครงการ  เพิ่มจำนวนเตียงจาก 57 เป็น 237 เตียง; อาคารใหม่สูง 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน 1; ปรับปรุงอาคารเดิม 7 ชั้น; พื้นที่ใช้สอยรวม 33,860.37 ตร.ม.; จอดรถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้าง  ประมาณ 24 เดือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หนังสือ สผ. แจ้งผลการพิจารณารายงาน EIA โครงการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย) ลงวันที่ 25 กันยายน 2568  
  • ภาพสถานะระบบฐานข้อมูลโครงการ EIA
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายชี้เป้า UNSEEN THAI THAI สู้ศึก Tourism War วธ.ดัน บ้านห้วยน้ำกืน สู่แบรนด์ ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงรายชี้เป้า “UNSEEN THAI THAI” รับศึก Tourism War: วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่แบรนด์ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568 –  ท่ามกลางแรงกดดันของ “สงครามท่องเที่ยวเอเชีย” ซึ่งคู่แข่งเร่งสร้างแลนด์มาร์ก ผ่อนคลายวีซ่า หนุนการบินอย่างเป็นระบบ เชียงรายเลือก “อัตลักษณ์ชุมชน” เป็นหัวหอก วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนเจาะลึกทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแปรความเป็นไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ พร้อมตั้งโจทย์การตลาดท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้อง “แตกต่าง มีคุณค่า วัดผลได้” ขณะเดียวกัน ภาพรวมระดับประเทศยังต้องเร่งอุดจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย มาตรฐานประสบการณ์ และโครงสร้างข้อมูล ให้ทันเกมรุกของภูมิภาคตามดัชนี TTDI 2024 กับความเป็น “ฮับการบิน” ที่กำลังก้าวหน้าแต่ยังต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ (เช่น SAT-1 และรันเวย์ที่ 3 ของสุวรรณภูมิ) เพื่อดึงตลาดคุณภาพกลับมาอย่างยั่งยืน

ฉากตั้งต้น เมื่อ “เรื่องเล่า” ต้องชนะ “ส่วนลด”

ในตลาดท่องเที่ยวเอเชียปี 2567–2568 หลายประเทศเดินเกมเข้มข้น ทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขนาดใหญ่ (เช่น Zootopia ที่ Shanghai Disney) และยกระดับแหล่งเดิมให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าการเที่ยวเชิงเช็คอิน (สิงคโปร์พัฒนา Rainforest Wild Asia และโครงการรีแบรนด์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง) ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า “นโยบายด้านการเดินทาง” ที่กระตุ้นดีมานด์ เช่น ยกเว้นวีซ่า ขยายเวลาพำนัก e-Visa วีซ่ากลุ่มพิเศษ ตลอดจนการเพิ่มความถี่และความเชื่อมต่อของเครือข่ายการบิน ซึ่งทำให้การตัดสินใจเดินทางของผู้คน “เร็ว ง่าย คุ้ม” กว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยเองมีชุดมาตรการปรับตัว ทั้งการขยายยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับหลายประเทศ และเปิด “Destination Thailand Visa (DTV)” เพื่อดึงดูดดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ รวมถึงการแพทย์เชิงคุณภาพและพำนักระยะยาว (LTR/Thailand Privilege) เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง แต่ในโลกที่ทุกประเทศต่าง “จัดเต็ม” เชิงยุทธศาสตร์ การชนะด้วย “ราคา ส่วนลด” เพียงอย่างเดียวเริ่มเพดานต่ำลง—เมืองปลายทางต้อง “ขายคุณค่า” ผ่านเรื่องเล่า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งจับต้องได้.

เหตุการณ์หลักในพื้นที่  วธ.เชียงราย “ลงมือ ลงพื้นที่” บ้านห้วยน้ำกืน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อตรวจสำรวจ “ทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น” ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI   อันซีน ไท ไทย เสน่ห์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย” โดยเน้นความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน เพื่อคัดเลือก “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่สามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ–สังคม–จิตใจ สอดคล้องนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่ง “ยกระดับไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัย” ของกระทรวงวัฒนธรรม. (ข้อมูลจากประกาศ/รายงานของหน่วยงานท้องถิ่น)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 3 ส่วน คือ

  1. การทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม (Cultural Mapping)  ชี้จุดอัตลักษณ์ วิถี คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปะพื้นถิ่น ที่ “เล่าได้ ขายได้ ยืนระยะได้”
  2. การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)  แปลง “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อป/พิธีกรรม/งานหัตถกรรม/อาหารพื้นถิ่น ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวรอบพื้นที่
  3. การสร้างความพร้อมชุมชน (Capacity Building)  ยกระดับมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก พิธีการต้อนรับหลายภาษา และการสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดคุณภาพ/พักยาว

 หากประเทศคู่แข่ง “เร่งสร้างที่เที่ยวใหม่” ไทยต้อง “เล่าและจัดการของเดิมให้เป็นใหม่” จนเกิดคุณค่าที่เหนือราคา—และเชียงรายกำลังพิสูจน์สมมติฐานนี้ผ่าน UNSEEN THAI THAI บนฐานชุมชนจริง

ไทม์ไลน์  จากนโยบาย “ไท ไทย” สู่ปฏิบัติการในหมู่บ้าน

  • ก่อนหน้า 2568  กระทรวงวัฒนธรรมวางวิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” และชูแนวคิด “ไท ไทย” เพื่อยกระดับความเป็นไทยดั้งเดิม (Traditional Thai) ให้สอดรับกับความร่วมสมัย (Contemporary Thai) ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์พาวเวอร์
  • 2567–2568 (ระดับภูมิภาค)  ประเทศคู่แข่งในเอเชียเปิดแลนด์มาร์ก/ธีมแลนด์ ยกเครื่องวีซ่า หนุนเครือข่ายการบิน เร่งทำคอนเทนต์/อินฟลูเอนเซอร์อย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันดุเดือด (เช่น จีนเปิด Zootopia แห่งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์รีสอร์ต; สิงคโปร์เดินหน้ากลุ่มโครงการ Mandai และแหล่งเรียนรู้ทางทะเลขนาดใหญ่)
  • 18 พ.ย. 2568 (ระดับพื้นที่)  วธ.เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping จุดประกายเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เปิดขายได้จริง (เช่น เวิร์กช็อปหัตถกรรม, พิธีกรรมท้องถิ่นที่เคารบวิถี, อาหารพื้นถิ่นเล่าเรื่อง)
  • หลังการลงพื้นที่ (ก้าวถัดไป)  บูรณาการกับ อปท./ททท./เอกชนทัวร์/OTA เพื่อจัดทำ “สินค้า เส้นทาง ปฏิทินกิจกรรม” แบบ ทดลองขาย (pilot) พร้อมสร้างตัวชี้วัด (KPI) ด้านรายได้ชุมชน การจ้างงาน การยืดระยะพำนัก คะแนนประสบการณ์ (CSAT/NPS) และอัตราการกลับมาเยือนซ้ำ

ภาพใหญ่ประเทศ  ทำไมไทย “ต้องเร่ง” วางยุทธศาสตร์ยาว

  1. ความสามารถในการแข่งขันเชิงระบบ
    ดัชนี Travel & Tourism Development Index 2024 โดย World Economic Forum จัดอันดับภาพรวม “ความพร้อมและสภาพแวดล้อม” ด้านท่องเที่ยวของประเทศ—ไทยยังอยู่หลังคู่แข่งหลายด้าน โดยเฉพาะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนว่าต่อให้ทรัพยากรท่องเที่ยวโดดเด่น หากระบบบริหารจัดการยัง “ไม่เข้มแข็งพอ” ไทยจะเสียเปรียบในศึกยืดเยื้อ
  2. เครือข่ายการบินและศักยภาพฮับ
    รายงาน OAG Megahubs สะท้อนความเข้มแข็งของจุดเชื่อมต่อการบินระดับโลก โดย กัวลาลัมเปอร์ (KUL) และ อินชอน (ICN) ทำผลงานโดดเด่นขึ้นติดท็อป ขณะที่ สุวรรณภูมิ (BKK) ขยับอันดับดีขึ้นตามการเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 และ “รันเวย์ที่ 3” ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรับ กระจายผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เพื่อให้กลายเป็น “แม่เหล็กจริง” ไทยต้องเชื่อมจิ๊กซอว์ การตลาด วีซ่า ตารางบิน การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่างมีแผนเดียวทั้งระบบ
  3. นโยบายวีซ่า ผลิตภัณฑ์วีซ่าพิเศษ
    ไทยประกาศผ่อนคลายกฎวีซ่าหลายระลอก และเปิด DTV เจาะกลุ่มดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ พร้อมวีซ่าระยะยาว/การแพทย์ เพื่อดึงกำลังซื้อคุณภาพ—ทิศทางนี้ “ถูกทาง” แต่ต้อง บูรณาการสื่อสาร จัดเส้นทาง ยกระดับประสบการณ์ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง มิฉะนั้นจะ “เปิดประตูติดป้ายต้อนรับ” แต่คนยังไม่เข้า เพราะเรื่องเล่ายังไม่ชัด สินค้ายังไม่พร้อม.

เชื่อมโยงเชียงรายกับสงครามท่องเที่ยว  How to Win

เชียงราย มีจุดแข็งชัดเจนด้าน ความปลอดภัย ธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเป็นเมืองพำนัก (long-stay) และกำลังสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ที่ตอบโจทย์เส้นทางภาคเหนือและสามเหลี่ยมทองคำ การที่ วธ.เชียงรายนำ UNSEEN THAI THAI ลงชุมชนจริง—คือการกำหนด ประสบการณ์หลัก” ที่ขายได้ยาว และไม่ชนตรงกับจุดขายส่วนลดของคู่แข่ง โดยโฟกัส 4 ยุทธศาสตร์ต่อไปนี้

  1. Differentiation by Culture
    ลงทุนกับ “เรื่องเล่าอัตลักษณ์” เช่น พิธี อาหาร งานช่าง ดนตรี ผ้าทอ ความเชื่อ—เลือกเฉพาะที่ “เล่าได้ ถ่ายทอดได้ เป็นธรรมชาติของชุมชน” แล้วออกแบบเป็นประสบการณ์ Must Try/Must See ที่ไม่ซ้ำเมืองไหน (เช่น “เช้า สัมผัสวิถี/สาย ลงมือทำ/บ่าย แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา/เย็น ร่วมพิธีท้องถิ่น/ค่ำ ดูฟ้าและเรื่องเล่า/นอนโฮมสเตย์มาตรฐาน”)
  2. Quality First, Then Quantity
    ตั้ง KPI เป็น รายได้ต่อหัว ระยะพำนัก สัดส่วนกิจกรรมคุณค่า” แทนการไล่ตัวเลขคนเข้าเมือง ยกระดับมาตรฐานไมโครบีดดิ้ง (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/ข้อมูลโภชนาการ/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) เพื่อให้ตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป “รู้สึกคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”
  3. Route Design & Distribution
    เชื่อมเชียงรายกับ แพ็กเกจข้ามจังหวัด และ เส้นทาง thematic (เช่น “ชา กาแฟ ผ้าพื้นเมือง”, “เวียง วัด วิถี”, “สุขภาพ สมาธิ สมุนไพร”) แล้วกระจายผ่าน OTA/เอเยนต์ สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะกลุ่ม (คราฟต์/ถ่ายภาพ/กาแฟ/สายครอบครัว/ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง)
  4. Data-Driven & Continuous Improvement
    วัดผลแบบเรียลไทม์  รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, CSAT/NPS, Net Benefit ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม, และปริมาณเนื้อหาที่ถูกบอกต่อ (UGC) เพื่อ “ปรับสูตร เพิ่มคุณค่า ลดรอยรั่ว” อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ทำได้จริง (Draft)

  • Craft & Spirit  เวิร์กช็อปงานช่าง/ผ้าทอ/เครื่องเงิน + เรื่องเล่าคติความเชื่อ + พิธีขอบคุณป่า/น้ำ ตามมารยาทชุมชน
  • Food & Faith  ทำอาหารพื้นถิ่น “กับข้าวเล่าประวัติ” + ลองปลูก เก็บ ปรุง + เส้นทางวัด เวียง ชุมชน
  • Quiet Wellness  สมาธิยามเช้า เดินป่าเบา ๆ อาบไอหมอก สมุนไพรพื้นบ้าน สปาไทยร่วมสมัย
  • Photo & Story  จุดชมวิว แสงเช้า/เย็น คลาสเล่าเรื่องถ่ายภาพ งานเล็ก ๆ ในชุมชน

ทุกโปรแกรมต้องมี มาตรฐานความปลอดภัย การแยกขยะ การใช้น้ำ การจัดการฝุ่น/ควัน และ แนวปฏิบัติสำหรับแขก (do & don’t) ที่เข้าใจง่ายหลายภาษา พร้อม ป้ายอักษรเบรลล์/สัญลักษณ์สากล และ เส้นทางสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อรองรับ Friendly Design ให้เป็นปลายทางที่ “ทุกคนเข้าถึงได้”.

บทเรียนจากคู่แข่ง  โครงสร้างและการสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยว

  • สิงคโปร์ เดินหน้าสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวระดับประเทศและการลงทุนในแลนด์มาร์ก/พิพิธภัณฑ์/สวนเชิงเรียนรู้ พร้อมทำงานแบบ รัฐ เอกชนร่วม ยกระดับประสบการณ์ทุกจุดสัมผัส (จากสนามบินสู่ย่านสร้างสรรค์)
  • จีน ใช้ “ธีมแลนด์ เมืองหิมะ เมืองโบราณรีโนเวต” เป็นแม่เหล็กเพื่อยืดฤดูกาลและเพิ่มกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมผ่อนคลายวีซ่าบางส่วน—เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลัง “สร้างของใหม่” แข่งเช่นกัน
  • ไทย เองกำลังก้าวหน้าในฝั่งโครงสร้างสนามบิน (SAT-1/รันเวย์ที่ 3) ซึ่งช่วยเรื่องการเชื่อมต่อ แต่อีกฟากคือ “การจัดการปลายทาง” ตั้งแต่ ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา มาตรฐานบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูล ที่ยังต้องเร่ง “ทำให้แน่น” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด TTDI ที่ยังเป็นจุดอ่อน

มุมข้อมูล ตัวเลข “ชวนคิด” (สำหรับผู้กำหนดยุทธศาสตร์)

  • TTDI 2024 ชี้ไทยยังมีช่องว่างสำคัญด้าน Enabling Environment/ความยั่งยืน/โครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบคู่แข่ง—สะท้อนว่าการพึ่ง “ชื่อเสียงปลายทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับระบบและมาตรฐานพร้อมกัน
  • เครือข่ายการบิน  การขยับอันดับ Megahubs ของสุวรรณภูมิเป็นสัญญาณบวก—แต่ “การเชื่อมต่อเที่ยวบิน” ควรไปพร้อมกับ “สินค้าที่พร้อมขาย” ของเมืองรอง เช่น เชียงราย เพื่อแปลงผู้โดยสารต่อเครื่องเป็น “ผู้มาเยือนคุณภาพ”
  • วีซ่า/ผลิตภัณฑ์วีซ่า  มาตรการ 60 วัน และ DTV จะเกิดผลสูงสุดต่อเมื่อมี แพ็กเกจ ประสบการณ์ ระบบรับรองมาตรฐาน ให้กลุ่มดิจิทัลโนแมด/ระยะยาวตัดสินใจได้ทันที—ไม่ใช่เพียง “ขอมาแล้วค่อยหา”.

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการจัดการ (สำหรับจังหวัดและหน่วยงานร่วม)

  1. DMO เชียงรายแบบเบา-คล่อง (Light-DMO)
    จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วย (วธ.–ททท.–อปท.–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา) ทำหน้าที่ ออกแบบเส้นทาง บ่มเพาะผู้ประกอบการชุมชน ทำการตลาดร่วม วัดผล รายงานสาธารณะ รายไตรมาส
  2. มาตรฐานประสบการณ์ & Friendly Design
    กำหนดมาตรฐานบริการ (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/อาหารแพ้อาหาร/แคชเลส/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) พร้อมอบรมชุมชนและผู้ประกอบการ และทำ “ตรารับรอง” จังหวัด
  3. Data Lake ท่องเที่ยวเชียงราย
    รวมข้อมูลการจอง/เส้นทางยอดนิยม/การใช้จ่าย/รีวิว/CSAT/NPS/ปัญหาระหว่างเดินทาง สู่แดชบอร์ดสาธารณะจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วน วางแผน ปรับทัพ บูรณาการงบ ได้บนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  4. Prototype → Scale
    เริ่มจาก บ้านห้วยน้ำกืน เป็นพื้นที่ต้นแบบ “UNSEEN THAI THAI” แล้วขยายสู่หมู่บ้านรอบข้าง แบบ “วงแหวน” (Ring Strategy) เพื่อให้ ทรัพยากร รายได้ คน กิจกรรม กระจายตัว ไม่กระจุกจุดเดียว
  5. การสื่อสารเชิงแบรนด์ร่วม
    จัดทำ “Brand Book เชียงราย UNSEEN THAI THAI” ระบุโทนภาษา ภาพ จริยธรรมการท่องเที่ยว do & don’t แนวถ่ายภาพที่เคารพชุมชน และ Content Calendar ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงคุณภาพ (ไม่เน้นไวรัลที่ผิดบริบทวัฒนธรรม)

ชนะด้วย “คุณค่าที่วัดผลได้”

การที่ วธ.เชียงราย ลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืน มิใช่เพียง “กิจกรรมเชิงพิธีการ” แต่เป็นการ พลิกโจทย์ ศึกท่องเที่ยวจากการแข่ง “จำนวน ส่วนลด” ไปสู่การแข่ง “คุณค่า ประสบการณ์ ความยั่งยืน” หากทำต่อเนื่องและวัดผลได้จริง เชียงรายจะกลายเป็น ต้นแบบเส้นทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ช่วยให้ไทย ยืดระยะพำนัก เพิ่มรายได้ต่อหัว สร้างงานท้องถิ่น รักษาทรัพยากร และ “เล่าเรื่องไทย” ให้คนทั้งโลกเข้าใจในแบบที่สัมผัสได้

และในภาพใหญ่ระดับประเทศ ไทยจำเป็นต้อง เดินสองขา ไปพร้อมกัน

  • ขาโครงสร้าง นโยบาย  วีซ่า เครือข่ายบิน มาตรฐาน ข้อมูล ความปลอดภัย DMO
  • ขาประสบการณ์ แบรนด์  UNSEEN THAI THAI/Soft Power/เรื่องเล่า/เส้นทางใหม่/กิจกรรมเชิงเรียนรู้

เมื่อ “โครงสร้าง” หนุน “เรื่องเล่า” และ “เรื่องเล่า” กลับไปขับ “โครงสร้าง” อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะไม่ต้องเผชิญ Tourism War ด้วย “ราคา” อีกต่อไป แต่จะชนะด้วย “ความหมายและคุณค่า” ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย—และอยากกลับมาอีก

ภาคผนวก  ไทม์ไลน์ย่อ   ปฏิบัติการเชื่อมโยงพื้นที่ นโยบาย

  • ก่อน 2568: กระทรวงวัฒนธรรมวางกรอบ “ไท ไทย” ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
  • ต้น–กลาง 2568: ประเทศคู่แข่งเร่งเปิดแลนด์มาร์ก/เพิ่มเครือข่ายบิน/เดินหน้าวีซ่า อีเวนต์ยักษ์
  • ต.ค.–พ.ย. 2568: เชียงรายเร่งสำรวจทุนวัฒนธรรม แปลงสู่แผนเส้นทาง กิจกรรมชุมชน
  • 18 พ.ย. 2568: วธ. เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping ดีไซน์ประสบการณ์
  • ปลาย 2568–ต้น 2569: ทดลองแพ็กเกจ/ตั้งตัวชี้วัด/ฟังเสียงผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • ตลอด 2569: ขยายวงต้นแบบ ยกระดับมาตรฐาน ต่อยอดสู่ปฏิทินกิจกรรมเมืองรอง

ข้อมูลเหตุการณ์ภาคสนามใน จ.เชียงราย รวมถึงรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน/วันเวลา/สถานที่ ลงพื้นที่ ฯลฯ อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ส่งข่าวจัดเตรียมให้โดยตรง (แหล่งข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ซึ่งผู้เขียนใช้เป็น “แกนหลัก” ในการเรียบเรียงไทม์ไลน์ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงสาธารณะระดับประเทศ/ภูมิภาคด้านนโยบายท่องเที่ยวและโครงสร้างเชิงระบบตามที่ระบุข้างต้น

บทความนี้ยึดหลัก ความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ เคารพชุมชน เนื้อหาเชื่อมโยง “ข้อเท็จจริงพื้นที่” กับ “บริบทเชิงนโยบาย” เพื่อให้ผู้อ่านเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงงาน/เชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาตัวเลขนอกเหนือแหล่งอ้างอิงสาธารณะ และเสนอแนวปฏิบัติที่ จับต้องได้ วัดผลได้ ยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Economic Forum. Travel & Tourism Development Index 2024
  • OAG. Megahubs Index
  • Shanghai Disney Resort. Zootopia Land
  • Mandai Wildlife Group / National Geographic
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้าวหอมมะลิจ่อแตะ 1.5 หมื่น/ตัน! ธรรมนัส–นเรศ เร่งพลิกเข็มทิศข้าวไทยสู่คุณภาพ คาร์บอนต่ำ

ราคาข้าวขยับ–เชียงรายขยับตัว” ธรรมนัสดันหอมมะลิแตะ 1.5 หมื่นบาท/ตัน–นเรศจ่อเข้านบข. เสนอปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่–เร่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชูคุณภาพและรายได้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — สายลมต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาทางตอนล่างของเชียงรายพาเอาความคาดหวังกลับคืนมาสู่ชาวนาอีกครั้ง เมื่อสัญญาณสำคัญจากส่วนกลางระบุชัดว่า “ราคาข้าวกำลังปรับตัวดีขึ้น” โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขยับแตะ 13,500 บาทต่อตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาทต่อตัน จากอานิสงส์มาตรการ “ชะลอการขายข้าว” ซึ่งทำหน้าที่ “ตัดยอด” ปริมาณออกจากตลาดในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน

เสียงยืนยันจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมนำ “ชุดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อ “พลิกเข็มทิศ” การผลิตข้าวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” ไปพร้อมกับการปรับพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม นำร่อง 1 ล้านไร่ และยกระดับโครงสร้างรองรับ อาทิ การสนับสนุนเครื่องบรรจุ ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และการใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกหลัก

ราคาดีเพราะ “ชะลอขาย” แต่ต้องชะลออย่าง “มีวินัย”

หัวใจของสัญญาณราคาครั้งนี้คือ “การชะลอขาย” ที่ช่วยผ่อนแรงกดอุปทานในตลาดช่วงสำคัญ หากมองจากมุมพื้นที่อย่างเชียงราย จังหวัดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ “จับจังหวะตลาด” ผ่านพ่อค้าคนกลาง/โรงสีและสหกรณ์ มาตรการดังกล่าวจะได้ “ราคา” ก็ต่อเมื่อมีวินัยในสามจุดพร้อมกัน ได้แก่

  1. การเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว ให้คุณภาพเมล็ดไม่เสื่อมจากความชื้น/เชื้อรา เพราะข้าวคุณภาพดีคือเงื่อนไขต่อรองราคา
  2. การเข้าถึงสินเชื่อ/สภาพคล่อง ระหว่างรอขาย เพื่อไม่ให้ต้อง “ขายขาดทุนเพราะเงินถึงมือช้า”
  3. ข้อมูลราคาและสัญญาณตลาด เพื่อกำหนด “จังหวะปล่อยของ” ให้สอดคล้องความต้องการ

ในบริบทนี้ เชียงรายถือว่ามี “ทุนสถาบัน” รองรับสำคัญ ทั้งเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และสาขา ธ.ก.ส. 29 สาขา ซึ่งติดอันดับ 8 ของประเทศ (เท่ากับสุราษฎร์ธานี) ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนระยะสั้นและบริการทางการเงินเฉพาะด้านได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการระดับชาติ จึงเพิ่มโอกาส “รอให้ถึงราคา” โดยไม่เสียคุณภาพหรือสภาพคล่อง

จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ” เข็มทิศใหม่ที่ชี้ตรงเชียงราย

ข้อเสนอของ นายนเรศ ที่จะเสนอต่อนบข. วาง “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” เป็นแกนกลาง และใช้เครื่องมือสองขาเดินคู่กัน ได้แก่

  • ขาแรก โซนนิ่งการผลิต + โซนนิ่งการตลาด
    ปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ “ไม่เหมาะสมต่อการทำนา” ไปสู่ พืชทางเลือก ที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ บริหารความเสี่ยงด้านน้ำ/ดิน พร้อมเดินโซนนิ่งการตลาดคู่ขนาน เพื่อไม่ให้เกิด “ปลูกแล้วตันที่หน้าประตูตลาด”
  • ขาที่สอง  ยกระดับโครงสร้างคุณภาพ
    สนับสนุน เครื่องบรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็น “ฐานผลิต ฐานความรู้ ฐานตรวจรับรองเบื้องต้น” เชื่อมสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อน ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ใส่ใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้投入ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับเชียงราย แนวทางนี้ “เข้าทาง” โครงสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย มีทั้งที่ราบเหมาะทำนา และโซนที่อาจเหมาะกับพืชทางเลือก การเดินนโยบายบนฐานข้อมูลความเหมาะสมของดิน น้ำ ภูมิอากาศ จะช่วยให้เกษตรกร “วางพอร์ตพืช” ได้สมดุลกว่าเดิม ลดการเสี่ยงผันผวนด้านราคา และจูนให้เข้ากับตลาดจริง

คลายความสับสน “พันธุ์ข้าว”  หอมมะลิมาตรฐานไม่เท่ากับ “หอมสยาม”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว อธิบายชัดในสองชั้นสำคัญ

  • ชั้นมาตรฐาน  ข้าวหอมมะลิมาตรฐาน คือ กข15 และ หอมดอกมะลิ 105 ซึ่ง “มีราคาอ้างอิงตามเกณฑ์ตลาด” และเป็นฐานการซื้อขายที่วงการยอมรับ
  • ชั้นพันธุ์เอกชน  “หอมสยาม” เป็นพันธุ์ที่ เอกชนจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จึงจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ แต่ ยังอยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ทำให้ ราคาแตกต่างจากหอมมะลิมาตรฐานแน่นอน

สาระสำคัญสำหรับเกษตรกรเชียงราย คือ “แยกแยะให้ชัดเจน” ระหว่างพันธุ์มาตรฐานกับพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างการรับรอง เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังราคาที่คลาดเคลื่อน ระดับพื้นที่ควรใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ โรงสี เป็น “จุดเช็คข้อมูลพันธุ์และราคา” ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์หรือทำสัญญาขาย เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในระบบ

เชียงรายในฐานะ “สนามจริง”  ทำอย่างไรให้ได้ทั้ง “ราคา คุณภาพ ความยั่งยืน”

เมื่อข้อเท็จจริงจากส่วนกลางชัดเจน สิ่งที่จังหวัดต้องทำคือ “แปลงสัญญาณนโยบาย” ให้เป็น เวิร์กโฟลว์ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะหกประเด็นต่อไปนี้

  1. แผนชะลอขายระดับสหกรณ์
    สหกรณ์/กลุ่มชาวนาควรร่วมกำหนด แผนรับ เก็บ ปล่อยของ ตามสัญญาณตลาด สื่อสาร “จังหวะขาย” แบบรายสัปดาห์ พร้อม แนวปฏิบัติการเก็บรักษา (ความชื้น การรม การถ่ายเทอากาศ) เพื่อคงคุณภาพเมล็ด
  2. สินเชื่อหมุนเวียน คลังเก็บ การประกันคุณภาพ
    ใช้ความพร้อมของ ธ.ก.ส. 29 สาขา เชื่อมสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นกับ ระบบคลังกลาง/ไซโลชุมชน และจัดทำ มาตรฐานประกันคุณภาพ ก่อนปล่อยขาย ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การคัดเลือกพื้นที่ปรับพืช (Pilot 1 ล้านไร่)
    บูรณาการข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อคัด “จุดนำร่อง” ในเชียงราย ที่ควรเปลี่ยนไปปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ พืชตระกูลถั่ว พร้อมจับคู่ ผู้รับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ ตลาดถั่ว ให้แน่ชัด (โซนนิ่งการตลาด)
  4. สายพานข้าวคาร์บอนต่ำ
    สร้างคู่มือปฏิบัติการลดคาร์บอนในแปลงนา (จัดการฟาง น้ำ เคมี) และ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้น ที่ศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมกับโรงสีขนาดเล็กที่ได้รับเครื่องจักรสนับสนุน เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอและการติดฉลากคุณภาพ
  5. ลดความสับสนเรื่องพันธุ์ที่หน้าทุ่ง
    จัด คลินิกพันธุ์ข้าว ฤดูละหนึ่งครั้ง รวบรวมเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นักปรับปรุงพันธุ์ โรงสี พ่อค้าพันธุ์ มาชี้แจง หอมมะลิมาตรฐาน vs พันธุ์การค้าอื่น พร้อมตารางราคาอ้างอิง ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง
  6. สื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล
    ทำ “แดชบอร์ดราคาข้าวรายสัปดาห์” ของจังหวัด (ผ่านสหกรณ์/ศูนย์ข้าวชุมชน) เพื่อให้ชาวนารับรู้ราคากลาง/แนวโน้ม/คำแนะนำจังหวะปล่อยของ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ซื้อรายใหญ่

ข้อเท็จจริงที่ “เปิดโอกาส” ให้เชียงราย

  • ราคาข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน มีโอกาสถึง 15,000 บาท/ตัน  เป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เกษตรกรสามารถใช้กลยุทธ์ชะลอขาย (อย่างมีวินัย) เพื่อปิดจุดคุ้มทุนและทำกำไร
  • นโยบายปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่  สำหรับโซนที่ทำนา “ไม่คุ้มต้นทุน” การเปลี่ยนพืชลดเสี่ยงราคาและน้ำ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ที่มั่นคงกว่า แต่ต้องมีตลาดรองรับคู่ขนาน
  • โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง  เปิดโอกาสโรงสีชุมชนในเชียงรายที่พร้อมยกระดับอุปกรณ์ บรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ขึ้นสู่ห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เชื่อมตลาดพรีเมียม
  • ธ.ก.ส. 29 สาขาในเชียงราย  เป็น “โครงสร้างทางการเงิน” ที่เอื้อการหมุนสภาพคล่องระหว่างรอขาย และรองรับการลงทุนย่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว (เครื่องวัดความชื้น โรงเรือนอบแห้งขนาดเล็ก ฯลฯ)

ข้อควรระวัง  ราคาที่ดีต้องไม่แลกด้วยคุณภาพที่ตก

มาตรการชะลอขายจะได้ผลสูงสุด เมื่อ “เมล็ดข้าวยังคงคุณภาพ” เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับ

  • การลดความชื้นตามมาตรฐาน ก่อนเข้าคลัง เพราะความชื้นสูงทำให้เกิดเชื้อราและสูญเสียบทต่อรอง
  • การคัดแยกสิ่งเจือปน และรักษาความสะอาด ช่วยลด “ค่าหัก” จากโรงสี/ผู้ซื้อ
  • เอกสารการซื้อขาย/มาตรฐานพันธุ์ ทำให้การรับซื้อโปร่งใส ตรงตามประเภทพันธุ์ และเคลียร์ราคาง่าย

คำถามใหญ่ที่ตอบด้วยนโยบาย

  1. จะไม่ให้เกษตรกรต้อง “ขายแบบจำยอม” ได้อย่างไร?
    คำตอบคือ “สภาพคล่องระยะสั้น + คลังเก็บคุณภาพ + ข้อมูลราคา” ต้องมาพร้อมกัน จังหวัดซึ่งมี ธ.ก.ส. ครอบคลุมสาขาใหญ่ ยิ่งควรเร่งการเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนเฉพาะกิจสำหรับการชะลอขาย
  2. จะเปลี่ยน 1 ล้านไร่ให้เป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระ”?
    คำตอบคือ “โซนนิ่งการตลาดคู่ขนานโซนนิ่งการผลิต” ต้องชัดตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสัญญารับซื้อ/โมเดลเชื่อมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้แปรรูปถั่ว
  3. จะทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็น “รายได้เพิ่ม” ไม่ใช่ภาระเอกสาร?
    คำตอบคือ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน โรงสีชุมชน ลดต้นทุนการตรวจ เอกสาร และเชื่อมฉลากคุณภาพกับราคารับซื้อที่ให้ “พรีเมียมจริง”

สรุปภาพใหญ่มุมเชียงราย  จาก “สัญญาณราคา” สู่ “เข็มทิศใหม่ของทุ่งนา”

สัญญาณว่าข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาท/ตัน ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวดีชั่วคราว” หากสะท้อนว่าการบริหารอุปทานด้วยมาตรการชะลอขาย เมื่อประกอบกับการปรับโครงสร้างไปสู่ คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ–โภชนาการสูง และการปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ทำแบบบูรณาการ สามารถ “ยกทั้งระบบ” ให้ชาวนาอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย เมืองเกษตรกรรมที่มีทั้งโครงสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง ศูนย์ข้าวชุมชน และ ธ.ก.ส. 29 สาขา เป็นทุนตั้งต้น ผลลัพธ์ของนโยบายขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ทำให้เป็นงาน” ระดับตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่แผนชะลอขายที่มีวินัย คลังเก็บที่รักษาคุณภาพ การเลือกรูปแบบการผลิตตามโซนนิ่ง ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องพันธุ์และราคาอย่างโปร่งใส หากทุกฟันเฟืองหมุนไปทางเดียวกัน “ราคาที่ดี” จะไม่ใช่แค่จังหวะได้เปรียบชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “โครงรายได้ใหม่” ที่ยืนระยะ พร้อมพาชาวนาเชียงรายเดินหน้าในตลาดที่ยากขึ้นและพิถีพิถันขึ้น

ประโยคชวนคิด  เมื่อชาวนารู้ “จังหวะปล่อยของ” โรงสีชุมชนรู้ “มาตรฐานคุณภาพ” ศูนย์ข้าวชุมชนรู้ “เส้นทางพันธุ์–คาร์บอนต่ำ” และเงินทุนระยะสั้นเข้าถึงทันเวลา “ราคาดี” จะไม่ใช่โชค หากเป็น “ระบบงานที่ออกแบบได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมการข้าว
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทวนสอบรายชื่อ 5,071 ครัวเรือน ปมพายุ “วิภา” เร่งจ่ายเงินช่วยเหลืออุทกภัย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ภายใน 90 วัน

เชียงรายเร่งเครื่อง “เงินถึงมือใน 90 วัน” ประชุมคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ครั้งที่ 9/2568 ขยับมาตรการจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ พร้อมเคลียร์คำขอท่วมหนักจาก “วิภา”

เชียงราย, 8 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายเดินหน้ากลไกบรรเทาทุกข์หลัง “ฤดูฝน 2568” ที่ทิ้งร่องรอยความเสียหายในหลายอำเภอ ด้วยการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ก.ช.ภจ.ชร.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน วางกรอบการช่วยเหลือ “ตรงสิทธิ–โปร่งใส–ทันเวลา” ภายใต้ มติคณะรัฐมนตรี 21 ตุลาคม 2568 ที่กำหนดให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน ด้วยระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) และให้จังหวัด ตรวจสอบ–อนุมัติ–จ่าย ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ

จากเจอคลื่นน้ำ สู่คลื่นเงินช่วยเหลือ เมื่อ “เวลาคือความเป็นอยู่”

หัวใจของการประชุมอยู่ที่การ “เร่งเครื่อง” ให้เงินช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนตามกรอบเวลา เพราะในภาวะหลังน้ำลด ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ร่องรอยตะกอน แต่ลามไปถึงรายได้ที่หายไป ต้นทุนเริ่มต้นเพาะปลูกใหม่ ค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครัวเรือน และหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระ ความล่าช้าเพียงสัปดาห์สามารถสะเทือน “สภาพคล่องครัวเรือน” ได้โดยตรง การกำหนดเส้นตาย 90 วัน จึงเป็นเสมือน “สัญญาประชาคม” ที่รัฐตั้งไว้กับประชาชนว่า ความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นทันเวลา

แผนจ่าย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ 3 ชั้นป้องกันความผิดพลาด

ที่ประชุมรับทราบ สถานะวงเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และย้ำขั้นตอนการจ่ายเงินที่ต้อง ถูกต้อง–โปร่งใส–ตรวจสอบได้

  1. ตรวจสิทธิและคุณสมบัติ อำเภอ–ท้องถิ่นตรวจสอบทะเบียนราษฎร หลักฐานความเสียหาย และไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น
  2. เชื่อมฐานข้อมูลการเงิน ใช้ พร้อมเพย์ ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อโอนตรงถึงเจ้าของสิทธิ ลดความเสี่ยงโอนผิดบัญชี/บุคคลแอบอ้าง
  3. กลไกธนาคารออมสิน เป็น “ท่อจ่าย” ที่มีระบบควบคุมตรวจสอบธุรกรรมและสามารถรายงานความคืบหน้าการโอนให้จังหวัดติดตามเป็นระยะ

ความถูกต้อง” จึงสำคัญพอ ๆ กับ “ความเร็ว” เพราะหากข้อมูลต้นทางคลาดเคลื่อน ระบบที่ตามมาจะรวนทั้งแถว ที่ประชุมจึงสั่งเน้น การทวนสอบรายชื่อ ณ ระดับพื้นที่ และ ประชาสัมพันธ์เชิงรุก ให้ครัวเรือนผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนเพื่อรับเงินได้ทันทีเมื่ออนุมัติ

ไทม์ไลน์ความเสียหาย “วิภา” กับตัวเลขที่ต้องชดเชย

เชียงรายเผชิญเหตุอุทกภัยหลายระลอกในฤดูฝน 2568 โดยเฉพาะจาก พายุ “วิภา” ระหว่าง 20–26 กรกฎาคม 2568 ซึ่งสร้างความเสียหายใน 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน กระทบเกษตรกร 932 ราย มีวงเงินขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท และเหตุอุทกภัยวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ใน 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท นอกจากนี้ยังมีเหตุวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ใน อำเภอเมืองเชียงราย ครอบคลุม 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
เฉพาะด้าน “การดำรงชีพ” อำเภอแม่สาย เสนอคำขอวงเงินรวม 2,584,071 บาท เพื่อจ่ายครัวเรือนตามเกณฑ์ และเมื่อรวมทั้งฤดูฝน 2568 จังหวัดได้พิจารณาจ่ายช่วยเหลือ 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท สะท้อน สเกลการเยียวยา ที่กว้างและลึกยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเหตุปีปกติ

ห้องประชุม ปภ. ชั้น 3 เมื่อ “ตัวเลข” ต้องแปลงเป็น “คุณภาพชีวิต”

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการรับทราบตัวเลข หากแต่คือการ “แปลงตัวเลขเป็นการกระทำ” ผ่านการสรุป เช็กลิสต์ภารกิจ ที่ทุกหน่วยต้องเดินพร้อมกัน ได้แก่

  • ทวนสอบฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ ให้ครบถ้วน (ชื่อ–ที่อยู่–เลขบัตรประชาชน–ผูกพร้อมเพย์)
  • เร่งจัดทำคำของบ และ รับจัดสรรงบประมาณ ให้ทันตามกรอบเวลา
  • สื่อสารสาธารณะ ถึงสิทธิ เงื่อนไข และช่องทางตรวจสอบสถานะการจ่ายเงิน
  • วางระบบติดตามผล ทั้งเชิงการเงิน (เงินถึง/ไม่ถึง) และเชิงผลลัพธ์ (ครัวเรือนกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วเพียงใด)

เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ชัด เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทจึงเป็นมากกว่า “ตัวเลขเดียวกันทั้งประเทศ” หากแต่ เข้าถึงผู้เดือดร้อนจริงในเชียงราย โดยลดการรั่วไหล การซ้ำซ้อน และความล่าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ชุดเหตุ–ชุดภารกิจ รายพื้นที่ รายมาตรการ

แม่สาย นอกจากคำขอด้านการดำรงชีพ 2,584,071 บาท ยังต้องเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานหมู่บ้านที่ถูกน้ำกัดเซาะ และวางแผนป้องกันน้ำจากฝนสะสมในช่วงปลายฤดูฝน–ต้นฤดูหนาว
เชียงแสน–เชียงของ–เมืองเชียงราย (ผลกระทบจาก “วิภา”) โจทย์หลักคือ พืชผลเสียหาย ซึ่งกระทบ “กระแสเงินสด” ของครัวเรือนเกษตรโดยตรง ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเร่งตรวจสอบเอกสารหลักฐาน (แบบสำรวจความเสียหาย แผนผังพื้นที่เพาะปลูก หลักฐานครัวเรือน) เพื่อเดินกระบวนการช่วยเหลือพืชผลให้ทันรอบเพาะปลูกใหม่
ดอยหลวง–เชียงของ (27 ก.ค.) เน้น การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ที่ขาดช่องทางหารายได้สำรอง และ การเชื่อมโยงมาตรการซ่อมบ้านเรือน/สาธารณูปโภค ของท้องถิ่นเข้ากับการช่วยเหลือการดำรงชีพเพื่อลดช่วงว่างของคุณภาพชีวิต
เมืองเชียงราย (23 ส.ค.) แม้ตัวเลขเกษตรกรได้รับผลกระทบ (13 ราย วงเงิน 88,775 บาท) จะไม่สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความหนาแน่นของชุมชนเมืองทำให้การสื่อสารสิทธิและการตรวจเอกสารต้องลงละเอียด เพื่อให้เงินถึงมือเร็วและลดปัญหาคอขวด

90 วัน—เส้นตายที่ “ต้องทำได้จริง”

การกำหนดเส้นตาย 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นกลไกสร้างวินัยเชิงระบบ—จากจังหวัดสู่อำเภอ จากอำเภอสู่ท้องถิ่น และจากท้องถิ่นสู่ บัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย การ “ทำได้จริง” หมายถึง

  • ฐานข้อมูลสะอาด (Clean Data) ลดชื่อซ้ำ พื้นที่ซ้ำ โครงการซ้ำ
  • บัญชีพร้อมเพย์พร้อม ผูกด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อโอนตรง–ลดปัญหาชื่อบัญชี–ชื่อผู้รับไม่ตรง
  • เส้นทางร้องเรียนเปิดเผย มีช่องทางให้ประชาชนสอบถาม/ติดตาม/ร้องเรียนได้ และมี SLA การตอบกลับ

โปร่งใส–ตรวจสอบได้ ศรัทธาที่มาพร้อมข้อมูล

ความช่วยเหลือภายใต้งบฉุกเฉินต้อง “ตรงวัตถุประสงค์” และ “ตรวจสอบย้อนหลังได้” ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับ การบันทึกข้อมูลดิจิทัล ครบวงจร ตั้งแต่คำขอ–อนุมัติ–เบิกจ่าย–ถึงมือผู้รับ พร้อม เปิดเผยตัวเลขสรุป เป็นระยะ เพื่อให้ภาคประชาชน สื่อ และสภาท้องถิ่นช่วยกันเป็น “ดวงตา” ตรวจสอบ ลดข้อครหา และเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบงบประมาณภัยพิบัติ

เงิน 9,000” กับ “ต้นทุนเริ่มใหม่” มุมเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท/ครัวเรือน แม้ไม่ใช่การทดแทนความเสียหายทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็น “เมล็ดทุนสภาพคล่อง” ให้ครัวเรือน เริ่มใหม่ ได้โดยไม่ต้องใช้หนี้ดอกสูงหรือขายทรัพย์สินระยะสั้น เช่น

  • ซื้อเมล็ดพันธุ์/ปัจจัยการผลิตชุดแรก
  • ซ่อมแซมเครื่องมือจำเป็น (ปั๊มน้ำ/เครื่องฉีดพ่น/อุปกรณ์ประจำครัวเรือน)
  • ดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครอบครัวช่วงฟื้นตัว (อาหาร ยา ค่าเดินทาง)
    เมื่อจับคู่กับ การช่วยเหลือด้านพืชผลตามเกณฑ์กระทรวง จะยิ่งทำให้ครัวเรือน “ยืนขึ้นได้เร็ว” ลดความเสี่ยงหล่นสู่ความยากจนถาวร

บทเรียน–ข้อเสนอ จาก “แจกเงิน” สู่ “จัดการความเสี่ยง”

ในขณะที่การเยียวยาเป็นหน้าที่เร่งด่วน บทเรียนจากฤดูฝน 2568 สะท้อนว่า การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า สำคัญไม่แพ้กัน จังหวัดสามารถต่อยอดได้ 3 ด้านหลัก

  1. ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มรายหมู่บ้าน (ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อัปเดต) เพื่อสั่งการอพยพ–เตรียมจุดพัก–วางแผนเฉพาะพื้นที่
  2. ระบบประกันภัยพืชผล/สหกรณ์การเงินชุมชน เชื่อมกับฐานข้อมูลภัยพิบัติ เพื่อลดภาระงบฉุกเฉินของรัฐ และเพิ่มเครื่องมือการเงินให้ครัวเรือน
  3. ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure) เช่น คูระบายน้ำขยายหน้าตัด, สะพานยกระดับ, ทางระบายน้ำฉุกเฉินในชุมชนเมือง ซึ่งช่วยลด “ต้นตอความเสียหาย” ในเหตุซ้ำรอย

จากห้องประชุม…ถึงบัญชีครัวเรือน

การประชุม ก.ช.ภจ.ชร. 7 พ.ย. 2568 คือกลไก “เชื่อมปลายทาง” ระหว่างมติ ครม. กับชีวิตครัวเรือนในเชียงราย สิ่งที่ประชาชนจับต้องได้คือ เงินช่วยเหลือที่เข้าบัญชีตรงเวลา และ คำอธิบายสิทธิที่ชัดเจน ส่วนสิ่งที่รัฐต้องทำให้เห็นคือ ข้อมูลเปิดเผย–กระบวนการโปร่งใส–ช่องทางร้องเรียนที่ใช้งานจริง เพราะในวันที่น้ำลด ความไว้วางใจต่างหากคือทุนสาธารณะที่ประเมินค่าไม่ได้

กล่องข้อมูล (Key Figures & Cases)

  • มติ ครม. 21 ต.ค. 2568 เงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน–พร้อมเพย์ ดำเนินการ ภายใน 90 วัน หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ
  • ฤดูฝน 2568 (สรุปการจ่าย) 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท
  • ชุดเหตุ “วิภา” (20–26 ก.ค. 2568) 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน เกษตรกร 932 ราย ขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท
  • เหตุ 27 ก.ค. 2568 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท
  • เหตุ 23 ส.ค. 2568 (อ.เมืองเชียงราย) เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
  • อ.แม่สาย (ดำรงชีพ) คำขอรวม 2,584,071 บาท

ขั้นตอน–คำแนะนำสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ

  1. ตรวจสอบการผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน กับธนาคารพาณิชย์/ออมสิน เพื่อพร้อมรับโอน
  2. เตรียมเอกสารหลักฐานความเสียหาย ตามแบบฟอร์มท้องถิ่น/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. ติดตามประกาศรายชื่อ–สถานะสิทธิ–กำหนดการจ่าย ผ่านที่ว่าการอำเภอ/เทศบาล/อบต. และช่องทางสื่อสารของจังหวัด
  4. หากพบความผิดพลาด (ตกหล่น/ซ้ำซ้อน/ชื่อไม่ตรง) แจ้งหน่วยงานพื้นที่ทันทีเพื่อแก้ไขก่อนรอบโอน

 “เร็ว–ถูกต้อง–ตรวจสอบได้” คือสามเสาหลัก

ประสิทธิผลของมาตรการเยียวยาวัดได้จาก เวลาที่เงินถึงมือ, ความแม่นยำของผู้รับสิทธิ, และ ระดับความโปร่งใสที่เปิดให้สังคมร่วมตรวจสอบ เชียงรายมีโอกาส “ยกระดับมาตรฐาน” งานเยียวยาให้เป็นต้นแบบ หากทำให้ทั้งสามเสาหลักนี้ “ยืนได้พร้อมกัน” ในทุกอำเภอ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • ธนาคารออมสิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยืนยัน 1 ม.ค. 69 วัดร่องขุ่นปรับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี”

วัดร่องขุ่น” ขยับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท มีผล 1 ม.ค. 2569 ตอกย้ำคุณค่าศิลปะระดับโลก เดินหน้าแผนบริหารจัดการพื้นที่-ยกระดับประสบการณ์ผู้เยือน

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” ยืนยันปรับค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก 100 บาทเป็น 200 บาทต่อคน เริ่ม 1 มกราคม 2569 โดยคนไทยยังเข้าชมฟรีเหมือนเดิม พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี” และ “ยืมผ้าถุงฟรี” เพื่อรักษามาตรฐานความเหมาะสมในการแต่งกาย ขณะที่ฝ่ายท่องเที่ยวมองเป็นโอกาสยกระดับคุณภาพ สอดรับแนวโน้มท่องเที่ยวคุณภาพสูงของเชียงราย

เช้าวันหนึ่งที่ “ขาวจัด—คมชัด—และงอกงาม”

ยามแสงเช้ากระทบปลีเสาศิลาปูนปั้นสีขาว เจิมประกายกระจกนับพันบนสิมวัด ภาพจำของ “วัดร่องขุ่น” หรือ “วัดขาว” ในอำเภอเมืองเชียงราย ยังทำให้ผู้มาเยือนหยุดหายใจสั้น ๆ ด้วยความตื่นตา วัดร่วมสมัยที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายด้านศิลปวัฒนธรรม หากยังแปลงร่างเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ต้องดูแล บำรุงรักษา และจัดการผู้เยือนนับล้านอย่างเป็นระบบ

ในฉากหลังอันงดงามนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปรับ “ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ” จาก 100 บาทเป็น 200 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยอาจารย์เฉลิมชัยยืนยันผ่านสื่อสังคมว่า การปรับราคาสะท้อน “ศักดิ์ศรีงานศิลปะระดับโลก” และช่วยรองรับต้นทุนการบริหาร ดูแล และรักษามาตรฐานพื้นที่อันซับซ้อนของวัดร่วมสมัยที่ยังคงสร้าง-ซ่อม-เสริมรายละเอียดไม่สิ้นสุด  

ทำไม “200 บาท” จึงสมเหตุสมผล เมื่อศิลปะต้องคู่มาตรฐานการจัดการ

มิติคุณค่าและความสากลของผลงาน วัดร่องขุ่นมิใช่วัดโบราณที่หยุดนิ่ง หากเป็น “โครงการศิลปกรรมขนาดใหญ่” ที่ค่อย ๆ เติบโตมาตลอดกว่าสองทศวรรษ การเพิ่มค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติเป็น 200 บาทจึงเป็นการ “ราคาให้สมคุณค่า” เมื่อเทียบกับแลนด์มาร์กทางศิลปะและพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกซึ่งประเมินค่าเข้าชมสูงกว่านี้หลายเท่า อาจารย์เฉลิมชัยชี้ว่า ราคาดังกล่าวยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมสถานที่ศิลปะขนาดย่อมในต่างประเทศ และตน “รอจังหวะเหมาะสม” มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จนถึงวันนี้จึงแจ้งกำหนดใช้จริง

มิติมาตรฐานประสบการณ์ สิทธิพิเศษใหม่สองรายการ

มาตรการใหม่ไม่ใช่เพียง “ขึ้นราคา” แต่เป็น “ยกระดับแพ็กเกจประสบการณ์” ชัดเจนผ่าน 2 สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมชาวต่างชาติ ได้แก่

  • เข้าชม “ถ้ำ” ฟรี ส่วนจัดแสดงงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ของวัด ซึ่งเคยจำกัดหรือมีค่าใช้จ่ายตามโอกาส จะเปิดโอกาสให้สัมผัสมากขึ้นในบัตรเดียว
  • ยืมผ้าถุงฟรี เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมตามธรรมเนียมการแต่งกายเข้าพื้นที่ศาสนา ลดภาระการเช่าจากร้านรอบวัด และทำให้การควบคุมมาตรฐานการแต่งกายละเอียดขึ้น (แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายเข้าเขตพุทธาวาสและความยาวท่อนล่างมีการสื่อสารในช่องทางชุมชน ตัวอย่างข้อแนะนำสาธารณะเรื่องครอบไหล่/ยาวคลุมเข่า

มิติความเป็นธรรมคนไทยเข้าฟรีเหมือนเดิม

แม้จะขึ้นค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ แต่ คนไทยยังคงเข้าฟรี แนวทางที่วัดร่องขุ่นยึดถือมายาวนานเพื่อให้ชุมชนไทยเข้าถึงศิลปะร่วมสมัยได้ไม่เป็นภาระ (สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันที่สะท้อนว่า “ชาวต่างชาติ 100 บาท/คน ก่อนปรับเป็น 200 บาท”

ผลกระทบ “บวก” ที่คาดหมาย จากหน้าประตูวัดสู่เศรษฐกิจเมือง

การบริหารพื้นที่และความปลอดภัย วัดร่วมสมัยที่มีองค์ประกอบละเอียดอ่อน จากงานปูนปั้น กระจกโมเสก ไปจนถึงภูมิทัศน์และระบบทางเดิน ย่อมต้องมีต้นทุนดูแลสูง ทั้งงานทำความสะอาดเชิงเทคนิค การบำรุงซ่อมแซมเฉพาะทาง และการควบคุมฝูงชนช่วงพีก ค่าเข้าชมที่เพิ่มขึ้นถูกอธิบายว่า “คืนกลับ” ในรูปมาตรฐานการจัดการพื้นที่ที่เข้มขึ้น ตั้งแต่วัสดุ อุปกรณ์บุคลากร ไปจนถึงระบบอำนวยความสะดวก

การคัดกรองและยกระดับ “คุณภาพการเยือน” ประสบการณ์ของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกชี้ว่า ราคาบัตรที่สะท้อนคุณค่าช่วย “คัดกรองความตั้งใจ” ของผู้เยือน ทำให้สัดส่วนผู้เข้าชมที่มุ่งหมายทางศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น กระตุ้นพฤติกรรมท่องเที่ยวรับผิดชอบ (responsible tourism) และลดแรงกดดันต่อทรัพยากร

เศรษฐกิจท้องถิ่นและคลัสเตอร์บริการเม็ดเงินจากผู้เยือนต่างชาติที่ “ไม่มากเกินไป” แต่ “เพียงพอ” ต่อการดูแลสถานที่ สามารถหมุนกลับสู่ห่วงโซ่บริการรอบวัดไกด์พื้นที่ ผู้ให้บริการขนส่ง ร้านอาหาร ของที่ระลึก และโฮมสเตย์ ในภาพใหญ่ระดับจังหวัด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับนโยบายท่องเที่ยวคุณภาพและการใช้ soft power ของเชียงราย ซึ่งในช่วงหลังโควิดกลับมาฟื้นตัวดีแม้ตัวเลขเชิงลึกแบบรายจังหวัดต้องติดตามจากฐานข้อมูลรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางมหภาคสะท้อนผ่านดัชนีท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยวของประเทศที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์และข้อเท็จจริงเชิงบริบท จาก “100 บาท” สู่ “200 บาท”

  • ก่อนหน้า หลายปีที่ผ่านมา วัดร่องขุ่นสื่อสารนโยบาย “คนไทยเข้าฟรีชาวต่างชาติ 100 บาท” ต่อเนื่อง
  • ประกาศใหม่ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยัน ปรับเป็น 200 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านคุณค่าและต้นทุนการบริหารจัดการ พร้อมสื่อสารสิทธิพิเศษเพิ่มเติม
  • ระหว่างนี้ แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสมยังคงเข้มงวดคลุมไหล่/ยาวคลุมเข่าและมี “บริการผ้าถุง” เพื่อช่วยให้ผู้เยือนแต่งกายได้ตามธรรมเนียม

วิเคราะห์เชิงนโยบาย “ราคาบัตร” กับ “ธรรมาภิบาลแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม”

1) ราคาบัตรคือเครื่องมือกำกับคุณภาพ (price as a governance tool)
ในแหล่งมรดกหรือพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ราคารองรับบทบาทสำคัญ เป็นทั้ง “สัญญาณคุณค่า” และ “ทรัพยากรเพื่อบำรุงรักษา” ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (preventive conservation) ซึ่งเหมาะกับงานศิลปะที่เสี่ยงต่อการผุกร่อนจากฝุ่นละอองและความชื้น รวมถึงความเสียหายจากการสัมผัส

2) Differentiated pricing ความเป็นธรรมระหว่าง “เจ้าของวัฒนธรรม” กับ “ผู้มาเยือน”
การคงสิทธิคนไทยเข้าฟรี สะท้อนแนวคิด “ทำให้ศิลปะกลับสู่สังคมไทย” และยืนยันว่าชาวเชียงราย/ไทยยังเข้าถึงได้โดยไม่ถูกต้นทุนกีดกัน ขณะที่ “ผู้มาเยือนต่างชาติ” มีส่วนร่วมสมทบค่าดูแลที่สอดคล้องกับความสามารถในการจับจ่ายเป็นแนวทางที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายแห่งใช้

3) มาตรฐานประสบการณ์และความเหมาะสม (dress code)
การประกาศ “ยืมผ้าถุงฟรี” ลดแรงเสียดทานหน้างานแทนที่จะผลักภาระไปยังร้านค้าเอกชนเพียงด้านเดียว วัดเลือก “อำนวยความสะดวก” ภายใต้กรอบความเหมาะสมของพื้นที่ศาสนา ซึ่งท้ายที่สุดช่วยยกระดับภาพรวมประสบการณ์และความเคารพสถานที่

มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความท้าทายที่ต้องสื่อสารให้ตรงจุด

แม้สังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งอาจตั้งคำถามเรื่อง “ผลกระทบต่อจำนวนผู้เยือน” แต่ในมุมปฏิบัติ ค่าเข้าชม 200 บาทสำหรับผู้เดินทางข้ามพรมแดนซึ่งมักใช้จ่ายทริปละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท แทบไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินใจเดินทางเทียบกับ ความคุ้มค่าของประสบการณ์ และ เวลาเข้าชมที่ราบรื่น มากกว่า นอกจากนี้ การประกาศล่วงหน้าพร้อมเหตุผลชัดเจนและสิทธิพิเศษที่เพิ่มเป็นสิ่งสะท้อน “ธรรมาภิบาลการสื่อสาร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์ ไกด์ และแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ปรับข้อมูลบริการได้ทันกำหนด

ในทางกลับกัน ผู้ดูแลวัดจำเป็นต้อง ติดตามผลเชิงข้อมูล อย่างใกล้ชิดทั้งจำนวนผู้เยือนต่อวัน ช่วงพีก การร้องเรียนเรื่องแออัด/รอคิว ตลอดจนผลสะเทือนต่อร้านค้ารอบวัด เพื่อโยง “รายได้จากบัตร” กลับไปสู่งานพัฒนาพื้นที่และบริการเชิงประจักษ์ เช่น ป้ายทางเดินหลายภาษา ระบบเข้าคิวอัจฉริยะ ห้องน้ำสะอาด-เพียงพอ จุดพักร่ม ระบบอธิบายงานศิลป์ (interpretation) ที่เข้าถึงคนทั่วไปและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว

เชียงรายในระยะยาว เมืองศิลปะ-วัฒนธรรม-ธรรมชาติ ที่ต้องบริหาร “สมดุล”

จังหวัดเชียงรายสะสมทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย ธรรมชาติ และอีเวนต์คุณภาพไว้แน่นจากวัดร่องขุ่น สิงห์ปาร์ค พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ไปจนถึงเทศกาลเชิงวัฒนธรรมหลากหลายล้วนวางเชียงรายไว้ในแผนที่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ” ของไทย ในบริบทเช่นนี้ การปรับค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวหลักให้สมเหตุสมผลกับคุณค่าและต้นทุนดูแล ถือเป็น “องค์ประกอบหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการกระจายผู้เยือนไปยังอำเภอรอบนอก เส้นทางกาแฟ-ชา-ชุมชนสร้างสรรค์ และการพัฒนาการเดินทางสาธารณะภายในจังหวัด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เยือนต่างชาติ (สรุปเร็ว)

  • เตรียมงบค่าเข้าชม 200 บาท/คน เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
  • คนไทยเข้าฟรี พกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตน
  • แต่งกายสุภาพ คลุมไหล่ กางเกง/กระโปรงคลุมเข่า หากไม่พร้อม มีบริการยืมผ้าถุงฟรี ณ จุดเข้าชมตามประกาศล่าสุด
  • วางแผนเวลา ช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ แสงสวย หลีกเลี่ยงช่วงพีกทัวร์รวม หากมากับครอบครัวหรือผู้สูงอายุให้เผื่อเวลาเดินชมมากขึ้น

 “ราคาบัตร” คือสัญญาและภารกิจดูแลมรดกศิลป์ร่วมสมัยของไทย

การขยับ “200 บาท” ของวัดร่องขุ่นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหน้าประตู หากเป็น “สัญญา” ระหว่างผู้สร้าง ผู้ดูแล และผู้มาเยือน ว่าศิลปะร่วมสมัยอันงอกงามของไทยจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม ทั้งในมิติความงาม ความรู้ และความสงบในวิถีวัฒนธรรมล้านนา ขณะเดียวกัน ก็เป็นบททดสอบธรรมาภิบาล รายได้จากบัตรต้อง “ไหลกลับ” สู่คุณภาพหน้างานอย่างสัมผัสได้ เพื่อให้สังคมไทยและผู้มาเยือนทั่วโลกมั่นใจว่า ทุกบาทที่จ่าย คือการร่วมกันรักษา “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ชิ้นเอกของเชียงรายให้คงอยู่อย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วัดร่องขุ่น – Wat Rong Khun – White Temple , Chiang Rai , Thailand 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News