Categories
NEWS UPDATE

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรผ้าไทย เชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคเหนือ

เชียงใหม่, 14 มีนาคม 2568 – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน

วันที่ 13 มีนาคม 2568 เวลา 13.42 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

โอกาสนี้ พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนจาก 22 กลุ่มงานสำคัญ อาทิ กลุ่มเตาหลวงสตูดิโอ จ.เชียงใหม่ กลุ่มเชียงใหม่ศิลาดล ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ใยกัญชงทรายทอง จ.เชียงใหม่ กลุ่มเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง จ.เชียงราย และวิสาหกิจชุมชนงานเครื่องปั้นเครื่องเคลือบเวียงกาหลง จ.เชียงราย เป็นต้น

การพัฒนาและส่งเสริมผ้าไทยภาคเหนือ

จากนั้น พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะ “โครงการหลวงเลอตอ” ซึ่งเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร

นิทรรศการที่น้อมนำแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) มานำเสนอ ประกอบด้วย หัตถอุตสาหกรรมกัญชง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำมาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้สูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง 9,000 – 14,000 บาทต่อไร่ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ อาทิ ผ้าปักชนเผ่าต่าง ๆ เช่น อาข่า ม้ง กะเหรี่ยง เมี่ยน และลีซู เป็นต้น

เชียงใหม่: ศูนย์กลางงานหัตถกรรมและอัตลักษณ์ล้านนา

สำหรับจังหวัดเชียงรายนั้น ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางงานหัตถกรรมและอัตลักษณ์ล้านนา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซรามิกและเครื่องเคลือบดินเผา ซึ่งเวียงกาหลงเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของเวียงกาหลง ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาเคลือบเซรามิกที่ได้รับอิทธิพลจากยุคสุโขทัยและล้านนา รวมถึงผ้าทอพื้นเมืองที่มีลวดลายเฉพาะตัว อาทิ ผ้ายกดอกลำพูน ผ้าฝ้ายทอมือ และผ้าขิดจากชุมชนต่าง ๆ ซึ่งมีการพัฒนาและออกแบบให้ทันสมัยมากขึ้น

จากการสำรวจของ Google Maps และรีวิวจากนักท่องเที่ยว พบว่าจังหวัดเชียงรายมีสถานที่ที่ได้รับการรีวิวสูงสุดเกี่ยวกับงานหัตถกรรมและวัฒนธรรมล้านนา ได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ (Black House Museum) – มีรีวิวกว่า 12,298 รีวิว
  2. วัดร่องขุ่น – มีรีวิวกว่า 21,753 รีวิว
  3. วัดร่องเสือเต้น – มีรีวิวกว่า 22,374 รีวิว
  4. ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมล้านนาเชียงราย – ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
  5. กลุ่มหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง – ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นหนึ่งในแหล่งเรียนรู้หัตถกรรมที่ดีที่สุดของภาคเหนือ

บทสรุปและแหล่งอ้างอิง

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในครั้งนี้ เป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและหัตถกรรมท้องถิ่นของภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการและโครงการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโตต่อไปในอนาคต พร้อมกับยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย / มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ / Google Maps / ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมล้านนาเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ตั๋วเครื่องบินสงกรานต์ถูกลง สุริยะจัด 124 เที่ยวบิน ลด 30%

สุริยะ สั่งเพิ่มเที่ยวบิน 124 เที่ยว พร้อมลดค่าตั๋ว 30% แก้ปัญหาราคาตั๋วเครื่องบินแพงช่วงสงกรานต์

คมนาคมเร่งอำนวยความสะดวกประชาชน เตรียมระบบขนส่งรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

ประเทศไทย, 13 มีนาคม 2568 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มีการประชุมร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในช่วง เทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11-17 เมษายน 2568 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาตั๋วเครื่องบินราคาสูงในช่วงที่มีความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาตั๋วโดยสารแพง กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาและหารือกับ 6 สายการบินหลักของไทย ได้แก่ การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท เพื่อเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ 124 เที่ยวบิน และเพิ่มที่นั่งรวม 25,000 ที่นั่ง พร้อมทั้งกำหนด ลดราคาตั๋วเครื่องบินลง 30% จากราคาเพดาน สำหรับเที่ยวบินในประเทศที่ได้รับความนิยม

รายละเอียดเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและมาตรการลดราคาค่าโดยสาร

เส้นทางบินที่มีการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและลดราคาค่าโดยสาร ได้แก่:

  • กรุงเทพฯ – เชียงใหม่
  • กรุงเทพฯ – เชียงราย
  • กรุงเทพฯ – ภูเก็ต
  • กรุงเทพฯ – กระบี่
  • กรุงเทพฯ – สมุย
  • กรุงเทพฯ – นครพนม
  • กรุงเทพฯ – อุดรธานี
  • กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี
  • กรุงเทพฯ – ขอนแก่น
  • กรุงเทพฯ – หาดใหญ่
  • กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ การจำหน่ายตั๋วเครื่องบินตามมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 11-20 มีนาคม 2568 ผ่านช่องทางจำหน่ายของแต่ละสายการบินโดยตรง เช่น เว็บไซต์, Call Center และเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่สนามบิน

ไทยแอร์เอเชีย ขานรับมาตรการรัฐ ลดค่าตั๋ว 30% จองได้ 11-20 มีนาคม

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ทางสายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษใน 5 เส้นทางหลัก ได้แก่ ดอนเมือง – เชียงใหม่, ดอนเมือง – เชียงราย, ดอนเมือง – นครพนม, ดอนเมือง – อุดรธานี และดอนเมือง – อุบลราชธานี

“เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ไทยแอร์เอเชียได้เพิ่มเที่ยวบินในบางเส้นทาง เช่น ดอนเมือง – เชียงใหม่ จาก 17 เป็น 18 เที่ยวบินต่อวัน และดอนเมือง – อุดรธานี จาก 5 เป็น 6 เที่ยวบินต่อวัน พร้อมทั้งลดราคาตั๋วเครื่องบิน 30% จากราคาเพดาน โดยสามารถจองตั๋วได้ตั้งแต่ วันที่ 11-20 มีนาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.airasia.com, แอปพลิเคชัน AirAsia MOVE และเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารที่สนามบินทั่วประเทศ

มาตรการรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2568

  1. การเพิ่มเที่ยวรถไฟและรถโดยสาร
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพิ่มขบวนรถพิเศษเสริม 5 เส้นทาง รวม 26 ขบวน ไป-กลับ ได้แก่ กรุงเทพอภิวัฒน์ – เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ศิลาอาสน์ และยะลา คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ 758,024 คน-เที่ยว
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เสริมรถโดยสารไม่ประจำทางอีก 1,000 คัน รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 100,000 คน
  1. การเปิดทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ฟรี
  • M6 (บางปะอิน – นครราชสีมา) ช่วงหินกอง – เลี่ยงเมืองนครราชสีมา ระยะทาง 167 กิโลเมตร
  • M81 (บางใหญ่ – นครปฐม – กาญจนบุรี) ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร
  1. การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ
  • ทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก (บางพลี – สุขสวัสดิ์) ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 17 เมษายน
  • ทางพิเศษศรีรัช เฉลิมมหานคร และอุดรรัถยา ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 15 เมษายน
  • มอเตอร์เวย์ M7 (กรุงเทพฯ– บ้านฉาง) และ M9 (วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ) ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 17 เมษายน
  1. มาตรการเพื่อความปลอดภัยการเดินทาง
  • กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำหนดว่า รถโดยสารไม่ประจำทางที่เดินทางเกิน 400 กิโลเมตร ต้องมีพนักงานขับรถ 2 คน หรือหยุดพักอย่างน้อย 30 นาทีทุก 4 ชั่วโมง
  • ห้ามรถบรรทุกขนส่งสินค้าเดินทางบนถนนบางสาย ระหว่างวันที่ 11 – 13 เมษายน และ 15 – 17 เมษายน
  • GPS ติดตามรถบรรทุก เพื่อลดความเร็วเกินกำหนดและป้องกันอุบัติเหตุ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • กระทรวงคมนาคม คาดการณ์ว่าช่วงสงกรานต์ มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากกว่า 1.2 ล้านคนต่อวัน
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (2567) รายงานว่า ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว ราคาเฉลี่ยตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นกว่า 40% ส่งผลให้ประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมาก
  • กรมทางหลวง คาดว่าปริมาณจราจรในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15% จากปีที่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักกรุงเทพฯ – ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ – ภาคอีสาน

สรุป

กระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 ด้วยการเพิ่มเที่ยวบิน 124 เที่ยว พร้อมลดค่าตั๋วเครื่องบิน 30% รวมถึงเสริมระบบขนส่งสาธารณะด้านรถไฟและรถโดยสาร ทั้งนี้ การเปิดให้ทดลองใช้มอเตอร์เวย์ฟรีและมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการเดินทางคาดว่าจะช่วยลดปัญหาจราจรติดขัด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม / สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย / การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) / กรมทางหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ครม.ทุ่ม 22.2 ล้าน ให้ผู้ว่าฯ เชียงราย ขุดลอก “แม่น้ำกก” แก้ปัญหาน้ำท่วม

ครม. เห็นชอบแผนแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน แม่น้ำปิง-แม่น้ำกก วงเงิน 213 ล้านบาท

เตรียมรับมือฤดูฝน ขุดลอกแม่น้ำ ปรับปรุงร่องน้ำ รื้อถอนสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ

กรุงเทพฯ, 11 มีนาคม 2568 – คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ภายใต้วงเงินงบประมาณรวม 213 ล้านบาท (ค่างานโยธา 193.6 ล้านบาท และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 19.4 ล้านบาท) ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม (คค.) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

ที่มาของโครงการ

โครงการนี้เป็นผลมาจากการประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในภาคเหนือ โดยเน้นการขุดลอกลำน้ำและการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ขวางการไหลของน้ำในลำน้ำปิงและแม่น้ำกก

รายละเอียดโครงการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

  1. แผนแก้ไขปัญหาแม่น้ำปิง
  • โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำปิง ปริมาณดินขุดลอก 752 ล้านลูกบาศก์เมตร วงเงิน 157.6 ล้านบาท
  • โครงการรื้อถอนฝายเก่า 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล วงเงิน 8 ล้านบาท
  1. แผนแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก
  • โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำกก ปริมาณดินขุดลอก 337,812.5 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 22.2 ล้านบาท
  • กรมเจ้าท่า สำรวจออกแบบ ประเมินปริมาณงาน
  • หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาดำเนินงานขุดลอก กม.85+000 – 88+500 ปริมาณ 189,108 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 12.1 ล้านบาท
  • กรมชลประทาน กม.72+000 – 72+950 บริเวณสถานีสูบน้ำบ้านฟาร์ม  ปริมาณ 148,704.5 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 10.1 ล้านบาท
  • ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด วงเงิน 2.2 ล้านบาท

 

แนวทางการดำเนินงาน

เพื่อให้โครงการสำเร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด รัฐบาลได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับผิดชอบในแต่ละด้าน ดังนี้:

  1. กรมเจ้าท่า (คค.) – รับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมและการตรวจสอบโครงการ
  2. หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย (กห.) – รับผิดชอบดำเนินงานขุดลอกแม่น้ำ เนื่องจากมีความพร้อมด้านกำลังพลและเครื่องจักร
  3. ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงกรมชลประทาน (กษ.) – ดูแลการจัดหาพื้นที่ทิ้งดินจากการขุดลอกและบริหารจัดการมวลชน

โครงการทั้งหมดต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน เดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่จะมาถึง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันภัยพิบัติ

  • ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะตลิ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก
  • ปรับปรุงโครงสร้างลำน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนในฤดูฝนได้ดีขึ้น
  • ลดปัญหาการตื้นเขินของแม่น้ำที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ

ด้านเศรษฐกิจและชุมชน

  • กระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างงานภายในโครงการ
  • เพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าทางน้ำให้สะดวกขึ้น
  • สนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ

ข้อกังวลจากภาคประชาชนและนักวิชาการ

แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นแนวทางที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ แต่บางฝ่ายแสดงความกังวลในประเด็นต่างๆ ได้แก่:

  1. ผลกระทบต่อระบบนิเวศ – การขุดลอกแม่น้ำอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชพรรณธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว หากไม่มีมาตรการฟื้นฟูที่เพียงพอ
  2. งบประมาณที่ใช้ – มีคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของงบประมาณในการรื้อถอนฝายเก่า ซึ่งบางส่วนอาจยังสามารถใช้ประโยชน์ได้
  3. การมีส่วนร่วมของประชาชน – ภาคประชาชนบางส่วนต้องการให้มีการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมก่อนดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างในแม่น้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (2567) คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 8% จากค่าเฉลี่ยปกติ อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2567) รายงานว่า แม่น้ำปิงและแม่น้ำกกมีปัญหาตื้นเขินสะสมมานานกว่า 10 ปี โดยอัตราการตะกอนสะสมเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 2-5%
  • ข้อมูลจากกรมเจ้าท่า (2567) ระบุว่าการขุดลอกแม่น้ำในภาคเหนือสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ 30-50% และลดโอกาสเกิดน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเมือง

สรุป

แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญในการลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและพัฒนาโครงสร้างลำน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา (2567) / สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2567) / กรมเจ้าท่า (2567)/ รายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี (11 มีนาคม 2568)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

แองเจิลเชียงรายคืนสนามบิน ต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังดราม่าหนัก

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายต้อนรับ “Angel Of Chiang Rai” อย่างเป็นทางการ

ฟื้นคืนแลนด์มาร์กศิลปะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

[ประเทศไทย, 7 มีนาคม 2568] – ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมต้อนรับ “Angel Of Chiang Rai” ณ อาคารผู้โดยสาร โดยมี นางแสงเดือน อ้องแสนคำ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ด้านสนับสนุนธุรกิจ) และ ดร.สิทธิปัฐพ์ มงคลอภิบาลกุล รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ด้านปฏิบัติการและบำรุงรักษา) ร่วมมอบของที่ระลึกตราสัญลักษณ์ AOT ให้แก่ผู้โดยสาร พร้อมกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับผลงานศิลปะอันโดดเด่นนี้

“Angel Of Chiang Rai” เป็นผลงานของ อาจารย์ไกรวุฒิ ดอนจักร ศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะเชียงราย ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการรวม 10 ชาติพันธุ์ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประติมากรรมนี้เคยถูกจัดแสดงที่ด่านพรมแดนไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ก่อนที่จะถูกย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) และได้รับการบูรณะซ่อมแซมก่อนที่จะกลับมาตั้ง ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายในเดือนมีนาคม 2568

กระแสดราม่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ประติมากรรม “Angel Of Chiang Rai” เคยตกเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเชื่อมโยงเหตุการณ์น้ำท่วมกับการติดตั้งรูปปั้นดังกล่าว ณ ด่านพรมแดนไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้น้ำจะท่วมสูง แต่รูปปั้นกลับไม่ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ไกรวุฒิ ดอนจักร ศิลปินเจ้าของผลงาน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ศิลปะไม่มีอำนาจในการก่อภัยพิบัติ” และขอให้ผู้ที่เชื่อมโยงงานศิลปะกับภัยธรรมชาติ ใช้เหตุผลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายมากกว่าความเชื่อส่วนบุคคล นอกจากนี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ยังได้ออกมาปกป้องงานศิลปะดังกล่าว โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องไร้สาระที่จะโทษรูปปั้นว่าเป็นต้นเหตุของน้ำท่วม” และเสนอให้ย้ายรูปปั้นไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงรายเพื่อป้องกันกระแสต่อต้านที่อาจเกิดขึ้น

“Angel Of Chiang Rai” กับบทบาทใหม่ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

การนำ “Angel Of Chiang Rai” กลับมาติดตั้งที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการคืนแลนด์มาร์กศิลปะให้กับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาคุณภาพการให้บริการผู้โดยสารของท่าอากาศยาน โดยมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรต่อผู้เดินทาง รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ การนำงานศิลปะกลับมาติดตั้งยังสอดคล้องกับแนวทางขององค์การยูเนสโก ที่ประกาศให้เชียงรายเป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” (City of Design) ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด

ความคิดเห็นของประชาชนต่อ “Angel Of Chiang Rai”

แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรูปปั้นในอดีต แต่ปัจจุบัน “Angel Of Chiang Rai” ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารที่เดินทางมายังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย หลายคนเห็นว่างานศิลปะชิ้นนี้เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงราย และสมควรได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกศิลปะร่วมสมัย

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการนำรูปปั้นกลับมาติดตั้ง โดยให้เหตุผลว่าความเชื่อทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ควรเคารพ และหากประชาชนบางส่วนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับฮวงจุ้ยหรืออาถรรพ์ ก็ควรหาสถานที่ที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับการจัดแสดง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการท่องเที่ยวในเชียงราย

จากข้อมูลของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม โดยในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายกว่า 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 15% นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย (CCAM) มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นกว่า 30% หลังจากมีการจัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลาย รวมถึงการนำ “Angel Of Chiang Rai” กลับมาติดตั้งอีกครั้ง

นักวิชาการด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้ความเห็นว่า การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายที่มีความโดดเด่นด้านศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ หากมีการบริหารจัดการและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม อาจทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางศิลปะระดับนานาชาติได้ในอนาคต

บทสรุป

การกลับมาของ “Angel Of Chiang Rai” ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่เพียงแต่เป็นการคืนแลนด์มาร์กให้กับจังหวัด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการพัฒนาเมืองผ่านศิลปะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เคยเป็นกระแสดราม่าในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางความเชื่อในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกัน

ในขณะที่เชียงรายยังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวอาจเป็นแนวทางที่ช่วยให้เมืองนี้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ศธ.เข้ม! ฟันวินัยครูยุ่งบุหรี่ไฟฟ้า สร้างโรงเรียนปลอดภัย

ศธ. เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

ประกาศใช้มาตรการเข้มงวด ป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้มาตรการเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยระบุว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและพฤติกรรมของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียน และอนาคตของเยาวชนไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น

มาตรการในระยะสั้นมุ่งเน้นการป้องกันและลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยดำเนินการดังนี้:

  • กำหนดเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • บูรณาการการเรียนการสอนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า
  • ปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนให้รัดกุมขึ้น
  • ประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้
  • พัฒนาบุคลากรให้สามารถป้องกันและให้คำแนะนำเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าได้
  • ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในการควบคุมและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

มาตรการระยะกลางเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายเยาวชน

ในระยะกลาง กระทรวงศึกษาธิการจะขยายผลแนวทางป้องกันและเฝ้าระวัง โดยใช้เทคนิค “เพื่อนเตือนเพื่อน” ผ่านกิจกรรมของสภานักเรียน พร้อมกับสร้างแกนนำเยาวชนในการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการ:

  • ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจัดสัมมนาและกิจกรรมรณรงค์
  • ปรับปรุงหลักสูตรอบรมบุคลากรให้มีเนื้อหาครอบคลุมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า
  • บูรณาการมาตรการร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

มาตรการระยะยาวเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมเยาวชน

มาตรการในระยะยาวจะเน้นการปลูกฝังความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งด้านกฎหมายและสุขภาพ รวมถึง:

  • เสริมบทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤติในการเฝ้าระวัง
  • ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ข้าราชการมีอำนาจในการตรวจค้นและทำลายบุหรี่ไฟฟ้า
  • คาดโทษทางวินัยบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

บทลงโทษสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

เพื่อให้บุคลากรในสังกัดเป็นแบบอย่างที่ดี กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดบทลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยย้ำว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียน

สถิติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทย

จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2567 พบว่า จำนวนเยาวชนไทยที่เคยทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึง 15% ของกลุ่มอายุ 15-24 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีเพียง 12% นอกจากนี้ การสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการปกป้องสุขภาพของเยาวชนแล้ว ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ในระยะยาว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงศึกษาธิการ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

แม่สายรื้อบ้านรุกล้ำ ไทย-เมียนมา ขุดลอก น้ำสาย-น้ำรวก

ไทย-เมียนมา เดินหน้าขุดลอกลำน้ำแม่สาย-น้ำรวก แก้ปัญหาการรุกล้ำเขตแดน

เร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ร่วมมือขุดลอกแม่น้ำเพื่อความชัดเจนของแนวเขตแดน

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขุดลอกลำน้ำแม่สายและลำน้ำรวก ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ว่าหลังจากการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (JCR) เมื่อวันที่ 16-17 มกราคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย มีข้อตกลงให้ทั้งสองประเทศรับผิดชอบการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ของตนเอง

ฝ่ายเมียนมาจะดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายเป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร ตั้งแต่ชุมชนบ้านถ้ำผาจม หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปจนถึงเขตติดต่อตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ขณะที่ฝ่ายไทย มีกองทหารช่างเป็นผู้รับผิดชอบขุดลอกลำน้ำรวก ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ไปจนถึงบ้านสบรวก สามเหลี่ยมทองคำ ในเขตอำเภอเชียงแสน และไหลออกสู่แม่น้ำโขง

การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวเขตแดน

นายวรายุทธ ค่อมบุญ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพบว่าฝ่ายเมียนมามีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย 33 จุด ขณะที่ฝ่ายไทยมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตเมียนมา 45 จุด ล่าสุด ทางการเมียนมาได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำไปแล้ว 20 จุด และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการรื้อถอนที่เหลือให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนฝ่ายไทยได้เริ่มกระบวนการรื้อถอนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และสามารถดำเนินการไปแล้ว 7 จุด โดยจะเร่งให้แล้วเสร็จตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

ในวันที่ 10 มีนาคม 2568 คณะเจ้าหน้าที่ไทย นำโดยนายประสงค์ หล้าอ่อน จะเดินทางไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เพื่อร่วมลงนามข้อตกลงในการขุดลอกลำน้ำสาย-น้ำรวก ตามสนธิสัญญาที่กำหนดไว้ หลังการลงนามอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มกระบวนการขุดลอกทันที

ผลกระทบต่อประชาชนริมฝั่งแม่น้ำ

ปัญหาหนึ่งที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก โดยเฉพาะที่บ้านเกาะทราย ซึ่งบางหลังอยู่ในเขตเมียนมา และอาจต้องถูกรื้อถอนตามข้อตกลงของทั้งสองประเทศ นางขันแก้ว อายุ 54 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่าตนเองและครอบครัวอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคน โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าแนวเขตแดนอยู่ที่ใด หากต้องรื้อถอนที่อยู่อาศัยจริงก็อยากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในเรื่องที่ดินหรือที่อยู่ใหม่ เพราะประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่กันมานานและไม่มีทรัพย์สินเพียงพอในการหาที่อยู่ใหม่ด้วยตัวเอง

ในส่วนของการรื้อถอนฝั่งเมียนมา มีรายงานว่า ตั้งแต่ใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่เมียนมาได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในลำน้ำสาย รวมถึงมีการขุดลอกบางจุดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการก่อสร้างกำแพงกันน้ำใหม่ ซึ่งในบางกรณี ประชาชนที่มีฐานะดีในเมียนมาได้รับอนุญาตให้สร้างแนวกันน้ำได้โดยมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยกำกับดูแล

สถิติและแนวโน้มการขุดลอกลำน้ำชายแดนไทย-เมียนมา

ตามข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง การขุดลอกลำน้ำชายแดนไทย-เมียนมา มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขุดลอกแม่น้ำชายแดนไทย-เมียนมา แล้วกว่า 120 กิโลเมตร ซึ่งช่วยลดปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ การรุกล้ำแนวเขตแดน และลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การขุดลอกลำน้ำครั้งใหม่นี้มีความท้าทายเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องดำเนินการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีความล่าช้าในเรื่องของขั้นตอนทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ การดำเนินโครงการนี้จึงต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล และป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

แม้ว่าการขุดลอกลำน้ำสาย-น้ำรวกครั้งนี้จะช่วยทำให้แนวเขตแดนมีความชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาและการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจากภาครัฐ ทั้งของไทยและเมียนมา เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

บอร์ดแอลกอฮอล์ “ไฟเขียว” ‘ขายเหล้า-เบียร์’ วันพระใหญ่ได้บางที่

รัฐบาลไฟเขียวขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่วันสำคัญทางศาสนา เร่งออกกฎก่อนวันวิสาขบูชา

ประเทศไทย, 4 มีนาคม 2568 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ว่าที่ประชุมมีมติ ผ่อนคลายมาตรการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา เพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยว แต่ยังคงควบคุมให้เกิดความเหมาะสมและไม่กระทบต่อค่านิยมทางศาสนาและวัฒนธรรมของไทย

ผ่อนปรนการขายแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่วันสำคัญทางศาสนา

ที่ประชุมมีมติให้สามารถ จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา 5 วัน ได้แก่

  1. วันมาฆบูชา
  2. วันวิสาขบูชา
  3. วันอาสาฬหบูชา
  4. วันเข้าพรรษา
  5. วันออกพรรษา

แต่จำกัดเฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น โดยสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย ได้แก่

  1. สนามบินที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ – สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ในร้านอาหารและเลานจ์ภายในสนามบิน
  2. สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ – เช่น ผับ บาร์ ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบันเทิง
  3. สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ – เช่น ย่านทองหล่อ พัฒน์พงศ์ หรือถนนข้าวสาร ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด
  4. โรงแรมที่ให้บริการนักท่องเที่ยว – อนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในโรงแรม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
  5. สถานที่จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ – เช่น งานประชุมสัมมนา งานแสดงสินค้า หรือกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

ทั้งนี้ พื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุข้างต้น ยังคงห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา ตามกฎหมายเดิม

มาตรการควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสังคม

เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว รัฐบาลกำหนดให้สถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัด ได้แก่

  • การคัดกรองผู้ซื้อ – ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
  • การรักษาความสงบเรียบร้อย – เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสถานที่จำหน่าย
  • การจำกัดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน – ห้ามโฆษณาหรือส่งเสริมการขายที่กระตุ้นให้เกิดการดื่มเกินขนาด

รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า มาตรการนี้จะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 15 วัน ก่อนนำเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณารับรอง และส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จก่อนวันวิสาขบูชาในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568

มาตรการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์

รองนายกฯ ย้ำว่า มาตรการผ่อนปรนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ แต่เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะ ส่วนข้อเสนอให้ ขยายระยะเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กำหนด นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้มีการพิจารณา เนื่องจากหากจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ต้องมีการแก้ไข พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก

ความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ

กลุ่มที่สนับสนุนมาตรการ

  • ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการร้านอาหาร มองว่ามาตรการนี้เป็นการปรับตัวที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนาเดิมอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของสถานประกอบการ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก
  • ผู้บริหารโรงแรมและสนามบิน เห็นว่าการอนุญาตให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเป็นหลัก จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักเดินทาง

กลุ่มที่คัดค้านมาตรการ

  • องค์กรทางศาสนาและกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แสดงความกังวลว่าการผ่อนคลายมาตรการนี้อาจเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาและอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย
  • กลุ่มรณรงค์ต่อต้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระบุว่าการผ่อนปรนมาตรการในวันสำคัญทางศาสนาอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เช่น การเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย

  • ปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย (ปี 2567) – เฉลี่ย 5 ลิตรต่อคนต่อปี
  • รายได้จากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย (ปี 2567) – ประมาณ 250,000 ล้านบาท
  • สัดส่วนอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (ปี 2567)22% ของอุบัติเหตุทั้งหมด
  • จำนวนร้านค้าที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย – มากกว่า 120,000 ร้านค้า
  • จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (ปี 2567) – มากกว่า 6,500 ราย

บทสรุป

การผ่อนปรนมาตรการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา ถือเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากกลุ่มที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม

รัฐบาลจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว กับ การรักษาคุณค่าและวัฒนธรรมไทย เพื่อให้มาตรการนี้สามารถดำเนินไปได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในระยะยาว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ให้คะแนนรัฐบาล ‘นิด้าโพล’ เผย 6 เดือน “แพทองธาร” ทำงาน

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ 6 เดือนรัฐบาลแพทองธาร ประชาชนพอใจบางนโยบายแต่ยังมีข้อกังวล

ประชาชนให้คะแนนรัฐบาลครบรอบ 6 เดือน – การทำงานของแต่ละกระทรวงแตกต่างกัน

เชียงราย, 2 มีนาคม 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับผลงานของ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หลังดำรงตำแหน่งครบ 6 เดือน โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,310 คน

การสำรวจใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 97.0 ผลสำรวจสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาล รวมถึงการทำงานของกระทรวงต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีแรกของรัฐบาล

ความพึงพอใจต่อภาพรวมการทำงานของรัฐบาล

จากผลสำรวจ 34.58% ของประชาชนระบุว่าไม่ค่อยพอใจ กับการทำงานของรัฐบาล รองลงมา 32.60% ค่อนข้างพอใจ, 20.00% ไม่พอใจเลย และ 12.82% พอใจมาก สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนบางส่วนจะเห็นว่านโยบายบางด้านมีความก้าวหน้า แต่ยังมีข้อกังวลในบางประเด็น

เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อ การทำงานของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรโดยตรง พบว่า 32.60% ของประชาชนไม่ค่อยพอใจ, 31.76% ค่อนข้างพอใจ, 22.28% ไม่พอใจเลย และ 13.36% พอใจมาก แสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นของประชาชนต่อผลงานนายกรัฐมนตรีมีทั้งบวกและลบอย่างสมดุล

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศ

  • 36.41% ของประชาชนระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่น
  • 26.26% ไม่เชื่อมั่นเลย
  • 25.04% ค่อนข้างเชื่อมั่น
  • 12.29% เชื่อมั่นมาก

แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาประเทศของรัฐบาล แม้ว่าจะมีบางส่วนที่ให้การสนับสนุน

การประเมินผลงานของแต่ละกระทรวง

เมื่อแยกผลสำรวจตาม กระทรวงหลัก ๆ พบว่าประชาชนมีความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยมีคะแนนพอใจและไม่พอใจที่แตกต่างกัน

กระทรวงที่ได้รับคะแนนค่อนข้างดี

  1. กระทรวงสาธารณสุข
    • ค่อนข้างพอใจ: 32.45%
    • พอใจมาก: 17.02%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 29.16%
    • ไม่พอใจเลย: 19.08%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.29%
  2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ค่อนข้างพอใจ: 32.14%
    • พอใจมาก: 15.04%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 27.25%
    • ไม่พอใจเลย: 17.02%
    • ไม่มีข้อมูล: 8.55%
  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • ค่อนข้างพอใจ: 33.44%
    • พอใจมาก: 10.76%
    • ไม่ค่อยพอใจ: 31.00%
    • ไม่พอใจเลย: 19.69%
    • ไม่มีข้อมูล: 5.11%

กระทรวงที่ได้รับคะแนนต่ำ

  1. กระทรวงมหาดไทย
    • ไม่ค่อยพอใจ: 36.03%
    • ไม่พอใจเลย: 24.27%
    • ค่อนข้างพอใจ: 26.26%
    • พอใจมาก: 11.91%
    • ไม่มีข้อมูล: 1.53%
  2. กระทรวงกลาโหม
    • ไม่ค่อยพอใจ: 36.56%
    • ไม่พอใจเลย: 21.60%
    • ค่อนข้างพอใจ: 28.63%
    • พอใจมาก: 10.31%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.90%
  3. กระทรวงพาณิชย์
    • ไม่ค่อยพอใจ: 35.95%
    • ไม่พอใจเลย: 26.49%
    • ค่อนข้างพอใจ: 25.80%
    • พอใจมาก: 9.39%
    • ไม่มีข้อมูล: 2.37%

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล: เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายหลายด้านที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจส่งผลดีในระยะยาว
  • ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มีข้อกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องและการบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ นิด้าโพล และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า:

  • ในช่วง 6 เดือนแรกของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร มีการออกนโยบายใหม่กว่า 50 ฉบับ
  • อัตราความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 37.3%
  • กระทรวงที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจต่ำสุด ได้แก่ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นิด้าโพล / สำนักงานสถิติแห่งชาติ / สำนักวิจัยเศรษฐกิจและสังคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“อนุทิน” จัดระเบียบสังคม! เข้มสถานบริการ KPI รายงานทุกเดือน

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบสังคม มุ่งสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้ประชาชน

กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบสังคม เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกข้อสั่งการให้มีการขับเคลื่อนการจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มข้น โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น สถานบริการ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การครอบครองอาวุธปืน การพนัน และเฝ้าระวังกลุ่มผู้มีอิทธิพล พร้อมกำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานทุกเดือน ซึ่งจะถูกนำมาประกอบการประเมินผลปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มาตรการจัดระเบียบสังคมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบสังคม โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน

แนวทางดำเนินการที่สำคัญ

  1. การควบคุมและตรวจสอบสถานบริการและสถานบันเทิง
    • ตรวจสอบใบอนุญาตการดำเนินกิจการ
    • บังคับใช้มาตรการควบคุมอายุผู้เข้าใช้บริการ
    • ป้องกันการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาชญากรรม
  2. การปราบปรามและป้องกันยาเสพติด
    • ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด
    • สนับสนุนมาตรการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้
  3. การควบคุมการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย
    • ตรวจสอบและดำเนินคดีกับนายจ้างที่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย
    • เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์
  4. การควบคุมอาวุธปืนและอาชญากรรมรุนแรง
    • ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย
    • ควบคุมการจำหน่ายและนำเข้าอาวุธปืนอย่างเข้มงวด
  5. การจัดการกับปัญหาการพนันผิดกฎหมาย
    • ปิดกั้นช่องทางการเล่นพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย
    • เข้มงวดกับการเปิดบ่อนการพนันที่ไม่มีใบอนุญาต
  6. การติดตามและควบคุมผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
    • บังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการกลุ่มผู้มีอิทธิพล
    • สืบสวนและจับกุมเครือข่ายที่กระทำผิด

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร่วมสนับสนุนและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของตน โดยกำหนดให้มีการสืบสวน ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

การรายงานผลและการประเมินผลการดำเนินงาน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุกเดือน โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องรายงานความคืบหน้าต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สามารถประเมินผลลัพธ์ของนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม และปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: เห็นว่ามาตรการนี้เป็นแนวทางที่จำเป็นต่อการจัดระเบียบสังคม เนื่องจากช่วยลดปัญหาอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น
  • ฝ่ายที่กังวล: มีความเห็นว่าการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดมากเกินไป อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายโดยมิชอบหรือการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย ในปี 2567 พบว่า:

  • คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2566
  • จำนวนคดียาเสพติดที่ถูกจับกุมเพิ่มขึ้น 8%
  • การพนันออนไลน์ผิดกฎหมายมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
  • ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังการค้ามนุษย์ระดับ Tier 2 ตามรายงานของสหรัฐอเมริกา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / กระทรวงมหาดไทย / กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

“เราเที่ยวด้วยกัน” คัมแบ็ก! รัฐจ่ายครึ่ง เที่ยวคุ้ม พ.ค.-ก.ย.

เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาอีกครั้ง! รัฐช่วย 50% กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่น

กรุงเทพฯ, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวไทย! โครงการ เราเที่ยวด้วยกัน” กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยปรับโฉมใหม่ในรูปแบบ รัฐจ่าย 50% และประชาชนจ่ายอีก 50% ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเดินทาง และกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น ระหว่าง พฤษภาคม – กันยายน 2568

โครงการนี้จะมี เฟสแรกจำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายโรงแรมและร้านอาหาร ส่วนค่าโดยสารเครื่องบินกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม คาดว่าการเปิดลงทะเบียนจะได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

ภาครัฐอัดงบ 3,500 ล้านบาท กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงกลางปี

นาย สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเตรียม เสนอของบประมาณกลาง 3,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลังในการพิจารณารายละเอียดของมาตรการ

เงื่อนไขของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โฉมใหม่ มีรายละเอียดดังนี้:

  • รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 50% และประชาชนจ่ายเอง 50%
  • สามารถใช้สิทธิ์กับโรงแรมที่พัก และร้านอาหาร ที่เข้าร่วมโครงการ
  • เปิดให้ จองสิทธิ์ล่วงหน้า 1 ล้านสิทธิ์
  • ใช้สิทธิ์ได้ระหว่าง พฤษภาคม – กันยายน 2568

ส่วนของ ตั๋วเครื่องบิน ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังกำลังหารือว่ารัฐจะสามารถสนับสนุนได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนเร็ว ๆ นี้

ระบบการจองผ่านแพลตฟอร์มกลาง พร้อมดึง OTA และโรงแรมเข้าร่วม

เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีแผนพัฒนา แพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้สามารถจองสิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย โดยคาดว่าจะมีการเปิดรับ บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เช่น Agoda, Booking.com, Traveloka และโรงแรมโดยตรงให้เข้าร่วมโครงการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกจองห้องพักและบริการได้สะดวกขึ้น

รัฐคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงกลางปีที่มักเป็นช่วง โลว์ซีซั่น ของการท่องเที่ยวไทย ช่วยให้โรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ผลกระทบและความคาดหวังของโครงการ

  • ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย
  • ส่งเสริมการเดินทางในช่วงโลว์ซีซั่น ให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารมีรายได้มากขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ
  • ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในภาคท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

  • จำนวนนักท่องเที่ยวไทยในประเทศ ปี 2567: 135 ล้านคน (ที่มา: ททท.)
  • รายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ ปี 2567: 650,000 ล้านบาท (ที่มา: กระทรวงการท่องเที่ยวฯ
  • โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ปี 2566: กว่า 10,000 แห่ง (ที่มา: ททท.)
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวไทย: 5,200 บาท/ทริป (ที่มา: ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจการท่องเที่ยว)

บทสรุป

โครงการ เราเที่ยวด้วยกัน” โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ในช่วงโลว์ซีซั่น โดยภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนเป็น 50% และเปิดให้จอง 1 ล้านสิทธิ์ นักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้สิทธิ์ควรติดตามข่าวสารและเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อโครงการเปิดรับลงทะเบียน เพราะสิทธิ์อาจหมดอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลคาดว่า โครงการนี้จะมีผลช่วยเพิ่มการเดินทางภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

เตรียมแพลนเที่ยวได้เลย! พฤษภาคม – กันยายนนี้ เราเที่ยวด้วยกัน กลับมาแล้ว!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา / การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) / สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) / ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ / ธุรกิจการท่องเที่ยว

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News