Categories
FEATURED NEWS

EXIM BANK จับมือ NEXI คุ้มครองความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ดร.พสุ โลหารชุน ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) พร้อมด้วยนายโอบะ ยูอิจิ อุปทูตรักษาสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “EXIM Thailand and NEXI Collaboration: A New Chapter Begins” จัดโดย EXIM BANK ร่วมกับองค์กรรับประกันแห่งประเทศญี่ปุ่น (Nippon Export and Investment Insurance : NEXI) เพื่อสนับสนุนความรู้ โอกาส และเครื่องมือทางการเงินทั้งสินเชื่อและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง โดยมีผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นจำนวนกว่า 100 คน เข้าร่วมงาน ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ด้านการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และนางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นวิทยากร ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566


ประธานกรรมการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นตลาดใหม่ (New Frontiers) ที่มีศักยภาพสูงด้านการค้าและการลงทุน ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จำนวนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น การขยายตัวของชุมชนเมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรม  เสถียรภาพทางการเมือง และข้อตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคีและพหุภาคี ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้ประกอบการจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าไปลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมถึงใช้ประเทศเหล่านี้เป็นฐานการผลิตสินค้าและดำเนินธุรกิจบริการ รองรับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศที่สาม อาทิ จีนและอินเดีย โดยมีผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าไปเติมเต็มและเชื่อมโยงกับ Supply Chain การค้าโลก

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ก้าวใหม่ความร่วมมือระหว่าง EXIM BANK และ NEXI ในโลกการค้ายุคใหม่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ทั้งบริการประกันการส่งออกและการลงทุน และการรับประกันต่อ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น ขยายผลสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในภูมิภาคเอเชียร่วมกัน ครอบคลุมการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน ตลอดจนการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยทั้งสองหน่วยงานจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นมีความพร้อมที่จะเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจระหว่างประเทศได้มากขึ้นอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชียที่คล้ายคลึงกัน EXIM BANK จะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของธนาคารในการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน โดยการเติมความรู้ โอกาสทางธุรกิจ และเงินทุน ตลอดจนเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

จากการคาดการณ์ขององค์กรรับประกันชั้นนำของโลก โควิด-19 และสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทำให้ธุรกิจล้มละลายเพิ่มสูงขึ้นกว่า 14% จากปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีอำนาจการต่อรองต่ำและเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก จึงควรต้องบริหารความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า โดยกระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดที่ยังเติบโตหรือมีกำลังซื้อสูง เช่น ตลาดใหม่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เอเชียใต้ เป็นต้น และใช้เครื่องมือทางการเงินในการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ทั้งนี้ EXIM BANK ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการประกันการส่งออกตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี 2537 มีปริมาณธุรกิจรับประกันการส่งออกสะสมจำนวน 1.82 ล้านล้านบาท ยอดจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนรวมประมาณ 1,400 ล้านบาท โดย 76% เกิดจากกรณีผู้ซื้อในต่างประเทศปฏิเสธการชำระเงินค่าสินค้า รองลงมาประมาณ 23% เกิดจากผู้ซื้อล้มละลาย และอีก 1% เกิดจากผู้ซื้อปฏิเสธการรับมอบสินค้า ประเทศที่มีมูลค่ายื่นขอรับสินไหมทดแทนสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ สินค้าที่มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุด ได้แก่ ข้าว อัญมณีและเครื่องประดับ และอะลูมิเนียม

“ความร่วมมือกับ NEXI ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจของ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่มุ่งดำเนินบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนา โดยขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ติดอาวุธให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเป็นนักรบเศรษฐกิจในตลาดโลกได้มากขึ้น ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเอเชีย ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” ดร.รักษ์ กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนสื่อสารองค์กร ฝ่ายส่งเสริมภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร
โทร. 0 2169 9999 ต่อ 4110-4


EXIM Thailand Teams up with NEXI to Provide Risk Hedging for Thai and Japanese Entrepreneurs in Expansion of Trade and Investment to Target Countries along Greater Mekong Subregion

Dr. Pasu Loharjun, Chairman of Export-Import Bank of Thailand (EXIM Thailand), and Mr. Oba Yuichi, Charges d’Affaires Ad Interim, Embassy of Japan in Thailand, presided over the opening ceremony of a seminar titled “EXIM Thailand and NEXI Collaboration: A New Chapter Begins” organized by EXIM Thailand in joint forces with Nippon Export and Investment Insurance (NEXI) at Capella Bangkok Hotel on June 7, 2023. The seminar, participated by more than 100 Thai and Japanese entrepreneurs, aimed to provide the entrepreneurs with knowledge, opportunities and financial tools in terms of both credit and insurance facilities. Both organizations would jointly support Thai and Japanese entrepreneurs in access to fresh opportunities in trade and investment in countries along the Greater Mekong Subregion (GMS). Speakers at the event were Dr. Rak Vorrakitpokatorn, EXIM Thailand President; Mr. Narit Therdsteerasukdi, Secretary-General, Thailand Board of Investment (BOI); and Mrs. Arada Fuangtong, Deputy Director-General, Department of International Trade Promotion, Ministry of Commerce.    

EXIM Thailand Chairman said that, at present, countries along the GMS, particularly Lao PDR, Cambodia and Vietnam are New Frontiers with high trade and investment potential and consistently recording robust economic growth with availability in multiple facets, such as low labor cost, abundant natural resources, increasing number of consumers with higher purchasing power, ongoing urbanization and industrial development, political stability, and bilateral and multilateral free trade agreements. All these factors would attract investments of entrepreneurs from countries around the world, contributing to target countries’ national development, along with relocation of production bases of products and operation of service businesses to serve domestic consumption and for export to third countries like China and India. In this regard, Thai and Japanese entrepreneurs would be major investors to fulfill such needs and enhance linkage with global supply chain.      

Meanwhile, Dr. Rak Vorrakitpokatorn, EXIM Thailand President, pointed out that this new chapter of collaboration between EXIM Thailand and NEXI in the global trade of the new era focuses on exchange of information and cooperation in development of financial tools, covering export credit and investment insurance, as well as reinsurance facilities, with a view to safeguarding Thai and Japanese entrepreneurs against international trade and investment risks and amplifying efforts to drive together national development of Asian countries. These include uplifting their people’s well-being, development of infrastructures and public utilities, labor skill development, and transfer and exchange of knowledge base and technology. Both institutions would promote and support Thai and Japanese entrepreneurs who are well-positioned to confidently start up or expand international businesses, particularly in new frontiers with good prospects, e.g. countries along the GMS, where there is similarity and familiarity of the cultures and behaviors of consumers. EXIM Thailand will optimize its expertise in promotion of export and investment by filling knowledge gap, opportunity gap and capital gap, and making available risk hedging tools for international trade and investment.  

As predicted by world leading insurance agencies, there could be an over 14% year-on-year increase in the number of bankrupt businesses as business sectors have been ravaged by the prolonged COVID-19 pandemic and Russia-Ukraine tensions. International trade operators, SMEs in particular, which have low negotiating power and small working capital, should thus manage risk of non-payment for goods by shifting their export markets to those with high growth or high purchasing power, such as emerging markets along the GMS, South Asia, and so on, and employing financial tools to manage such risks. EXIM Thailand has operated export credit insurance business since its official start of business operation in 1994. It has so far recorded accumulated export credit insurance turnover of 1.82 trillion baht and total insurance claim payment of approximately 1,400 million baht. Of the total claim payment, 76% has been caused by foreign buyers’ rejection of payment for goods, around 23% due to buyers’ bankruptcy, and the remaining 1% coming from buyers’ rejection of delivered goods. Countries with highest claim value are the United Arab Emirates, the US and Singapore, respectively, while the products with the highest claim value are rice, jewelry and accessories, and aluminum, respectively.  

“This cooperation with NEXI is another mission of EXIM Thailand as a state-owned specialized financial institution under the supervision of the Ministry of Finance. We have been committed to performing our role as Thailand Development Bank by expanding our collaboration with alliance agencies both at home and overseas, fully arming Thai entrepreneurs and advancing them to act as economic warriors in the world markets, and driving sustainable development at both national and Asian levels in economic, social and environmental dimensions,” added Dr. Rak.

For further information, please contact Corporate Branding and Communication Department
Tel. 0 2169 9999 ext. 4110-4

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS NEWS

พม. จัดงาน “KICK OFF ต่อต้านการค้ามนุษย์” TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน

พม. จัดงาน “KICK OFF ต่อต้านการค้ามนุษย์” TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เวลา 13.30 น. นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดงาน “KICK OFF รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์” ภายใต้แนวคิด TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  พร้อมเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก กรุงเทพมหานคร อีกทั้งผ่านระบบออนไลน์ โดยมีหัวหน้าและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสังกัดกระทรวง พม. เครือข่ายสภาเด็กและเยาวชน เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เข้าร่วม 

        นายอนุกูล  กล่าวว่า “การค้ามนุษย์” เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ ปัจจุบัน พบว่า ขบวนการค้ามนุษย์เปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เช่น การค้าประเวณี การหลอกเด็กหญิง เด็กชาย ผู้ชายและผู้หญิงเพื่อผลิตสื่อลามกอนาจาร และการหลอกลวงโฆษณาจัดหางาน เพื่อชักชวนคนไทยให้ไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น โดยปี 2565 มีคดีค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 182 คดี คิดเป็นร้อยละ 71 ของคดีค้ามนุษย์ทั้งหมด 253 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน  107 คดี คิดเป็นร้อยละ 70.09 ของคดีค้ามนุษย์ ทั้งหมด 188 คดี ทั้งนี้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในทุกมิติ โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย 

      นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จึงจัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2566 ในวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ณ ห้องฟีนิกซ์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  สำหรับวันนี้ กระทรวง พม. โดยกองต่อต้านการค้ามนุษย์  ได้จัดงาน KICK OFF วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ภายใต้แนวคิด TOGETHER WE CAN หยุด ค้ำ คน เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่เด็ก เยาวชน  และประชาชน ในการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์  และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และประชาชน เป็นเครือข่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทยที่เข้มแข็งต่อไป 

 

การจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 

1) การเปิดตัวทูตรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย คือ นางสาวเขมนิจ จามิกรณ์ ดารานักแสดง 

2) การปล่อยคาราวานรถตุ๊กตุ๊กรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ 

3) การเสวนาในหัวข้อ “สื่อออนไลน์กับการค้ามนุษย์” 

4) การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน และ 

5) การจัดแสดงบูธนิทรรศการผลงานของภาคีเครือข่าย จำนวน 14 บูธ 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) 

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS NEWS

บสย. – ชาญอิสสระ จัดโครงการ CSR แจกกล้าไม้ ชวนคนเมืองเพิ่มพื้นที่สีเขียว

บสย. – ชาญอิสสระ จัดโครงการ CSR แจกกล้าไม้ ชวนคนเมืองเพิ่มพื้นที่สีเขียว

Facebook
Twitter
Email
Print
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย นางอรพรรณ อรุณรังสิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด จัดโครงการ CSR ร่วมแจกกล้าไม้มงคล จำนวน 300 กล้า เนื่องในโอกาสวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มิถุนายน และวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2566 ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนนำไปปลูกช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ณ ลานพลาซ่า ชั้น 1 อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2

สำหรับในปีนี้ บสย. ได้รับการสนับสนุน “ต้นยอ” จากกรมป่าไม้ จำนวน 300 กล้า สรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้ ช่วยเสริมสิริมงคลแก่เจ้าบ้าน และสมาชิกในบ้านตามความเชื่อ โดย บสย. นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปและชุมชนใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG ที่ บสย. มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้าน ESG ของประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ Sustainable Development Goals (SDGs) การสร้างมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนขององค์การสหประชาชาติ (UN)

ทั้งนี้ บสย. ยังสนับสนุน SMEs สู่ธุรกิจ ESG และ BCG ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. SMEs เข้มแข็ง” (PGS 10) กับผลิตภัณฑ์ Smart Green วงเงินค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท รวมทุกสถาบันการเงิน ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 4 ปีแรก และค้ำประกันสูงสุด 10 ปี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center 0-2890-9999 และสำนักงานเขตทั้ง 11 แห่ง ทั่วประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS NEWS

“กรุงไทย-GC” ตอกย้ำองค์กรความยั่งยืน ตอบโจทย์ เป้าหมาย Together to Net Zero

“กรุงไทย-GC” ตอกย้ำองค์กรความยั่งยืน ตอบโจทย์ เป้าหมาย Together to Net Zero

Facebook
Twitter
Email
Print
“ธนาคารกรุงไทย” ร่วมกับ “พีทีที โกลบอล เคมิคอล” บริหารจัดการทางการเงินเชื่อมโยงเป้าหมาย ESG หรือ ESG Financial Solution ครอบคลุมการบริหารสภาพคล่อง ESG Investing และบริหารความเสี่ยงด้วย ESG-Linked Derivatives ช่วยลดต้นทุน ตอบโจทย์เป้าหมาย Together to Net Zero และการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการเงินและการลงทุนตามแนวทาง การพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ตอบโจทย์ในลูกค้าและเหมาะสมทุกสภาวะตลาด รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ล่าสุด ธนาคารร่วมมือกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บูรณาการเครื่องมือทางการเงิน สนับสนุนธุรกรรมการลงทุนแบบยั่งยืนของ GC โดยพิจารณาเลือกลงทุนในสินทรัพย์เพื่อบริหารสภาพคล่องที่สอดคล้องกับหลักการ ความยั่งยืน (ESG Investing) และเข้าทำธุรกรรมบริหารความเสี่ยงทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน (ESG-Linked Derivatives) ในรูปแบบ ESG for ESG Solutions ซึ่งมีการออกแบบให้มีการวัดผล การดำเนินงานด้าน ESG เป็นเกณฑ์ในการลดต้นทุนของธุรกรรม และส่งต่อผลประโยชน์ที่ได้รับไปยังการลงทุนตามหลักการ ESG ต่อไป ถือเป็นความร่วมมือด้าน ESG ครั้งแรกที่มีการเชื่อมโยงการบริหารสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ทั้งสององค์กรบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ไปพร้อมกัน

“นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารนำความหลากหลายของเครื่องมือทางการเงิน มาเชื่อมโยงกับ เป้าหมาย ESG ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของทั้งสององค์กรให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนไปพร้อมกัน ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดด้านบริการทางการเงินที่ยั่งยืน (ESG Financial Solutions) ทั้งด้านบริหารความเสี่ยงทางการเงินและการบริหารจัดการการลงทุน ด้วยการออกแบบและพัฒนาบริการ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าอย่างตรงจุด สนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในข้อ 13 เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ กรุงไทยเคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า GC มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงและมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ภายใต้สมดุล 3 มิติ คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล (ESG)

ในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำแนวทางธุรกิจยั่งยืนมาปรับใช้กับนโยบายการลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่อง โดยจะเลือกสินทรัพย์ลงทุนที่สอดคล้องตามหลักการของ ESG และมีความเสี่ยงที่เหมาะสม นอกจากนี้ ในการทำ ESG-Linked Derivatives กับธนาคารกรุงไทยเพื่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงินนั้น ยังมีการกำหนดเป้าหมายด้าน ESG ที่บริษัทมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งส่วนลดต้นทุนทางการเงินดังกล่าว จะนำมาสนับสนุนนโยบายการลงทุนแบบ ESG Investing ต่อไป เป็นการบูรณาการเพื่อนำหลักการของ ESG มาปรับใช้กับการบริหารจัดการทางการเงินในทุกๆ ด้าน ส่งเสริมแนวทางของบริษัทในการเติบโตแบบยั่งยืน

Krungthai Bank and GC solidify their status as sustainable organizations with ESG financial solution addressing ‘Together to Net Zero’ mission

Krungthai Bank and PTT Global Chemical have joined forces to develop a financial management solution aimed at addressing environmental, social, and governance (ESG) targets, or an ESG financial solution, in which liquidity and risk are managed through ESG-linked derivatives. This collaborative effort is expected to reduce costs and contribute to addressing the net-zero target under the strategy “Together to Net Zero” and the sustainable business agenda.

Rawin Boonyanusasna, Senior Executive Vice President of the Global Markets Group at Krungthai Bank, said that Krungthai Bank is committed to developing financial and investment innovations that not only meet customer needs in different market conditions but also support sustainable development and the integration of ESG principles into business practices. In line with this commitment, the bank has recently partnered with PTT Global Chemical Public Company Limited (GC) to use financial instruments to support GC’s sustainable investing agenda by considering investing in assets that align with ESG investing for liquidity management purposes and entering into ESG-linked derivative agreement, which is considered an ESG for ESG solution. It is designed to measure the performance of ESG operations and pass on the benefits received to ESG investing. This is the first time that the ESG agenda is integrated into liquidity and risk management, and it is a crucial step that will support both organizations to achieve sustainability goals and net-zero targets together.

Rawin stated, “This marks the first time Krungthai Bank has utilized a diverse range of financial instruments to address ESG objectives. It is a significant milestone in propelling both organizations toward sustainable development goals. Moreover, it reinforces Krungthai Bank’s position as a leading provider of ESG financial solutions, both for liquidity and investment management, that effectively cater to the specific business needs of its customers, while addressing the United Nations’ Sustainable Development Goal 13: Climate Action. All of this aligns with our vision of ‘Growing Together for Sustainability.'”

Pattaralada Sa-ngasan, Executive Vice President of Finance and Accounting at PTT Global Chemical Public Company Limited (GC) said that the company focuses on sound financial and risk management practices, along with its commitment to integrating the United Nations’ Sustainable Development Goals into its operations, aiming to achieve balance across three dimensions: environmental, social, and governance (ESG). To this end, the company has adopted a sustainable business approach in its investment policy, strategically investing in assets that align with ESG principles and fall within its risk appetite. As part of the ESG-linked derivative deal with Krungthai Bank, specific ESG targets have been established, and the fee discounts received upon reaching these targets will be allocated towards the company’s ESG investing policy. This showcases the company’s comprehensive integration of ESG principles across all aspects of financial management, which aligns with its sustainable growth strategy.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารกรุงไทย

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS NEWS

นายกฯ ชมทีมเยาวชน รร. ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ทำผลงานยอดเยี่ยมในโครงการระดับโลก

นายกฯ ชมทีมเยาวชน รร. ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ทำผลงานยอดเยี่ยมในโครงการระดับโลก

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถึงผลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมสำหรับเยาวชน ระดับโลก ในรายการ Regeneron International Science and Engineering Fair 2023 ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566 ที่ เมือง Dallas รัฐ Texas สหรัฐอเมริกา 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประกวดครั้งนี้ มีเยาวชนและนักเรียนเข้าร่วมการประกวดถึง 1600 คน จาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยผลจากการประกวด มีทีมตัวแทนเยาวชนไทย ได้รับรางวัลในหลากหลายประเภท เช่น ทีมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้รับรางวัลสุดยอดนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Regeneron Young Scientist Awards) ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างจริงจังของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายของโลกอนาคต โดยใช้แนวคิดที่สร้างสรรค์แตกต่าง และรางวัล Grand Awards อันดับ 1 สาขาสัตวศาสตร์ ในโครงงาน“การเพิ่มอัตราการรอดของแมลงช้างปีกใสจากพฤติกรรมการฟักและการเลือกกินอาหาร (Innovation for Optimizing Lacewing Survivability)” นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล Grand Awards อันดับที่ 3 จากสาขาเดียวกันในโครงงาน “วิธีการยั่งยืนในการควบคุมปัญหาการเป็นศัตรูพืชของหนอนด้วงสาคู” (Approach to Control Red Palm Weevil Pests) อีกทั้ง โครงงานนี้ยังได้รับรางวัล Special Award อันดับที่ 2 จากหน่วยงาน U.S. Agency for International Development (USAID) ในสาขา Agriculture and Food Security

ทีมจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ได้รับรางวัล Grand Awards อันดับที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ จากโครงการ “วิธีการใหม่ในการตรวจสอบการติดเชื้อโรคเพบริน (Pebrine Disease Detection Using Silkworm Phototaxis)” และ ทีมจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 2 สาขาวิทยาศาสตร์โลกและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในโครงการ “การพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมป่าหลังเกิดไฟป่าเลียนแบบโครงสร้างของผลน้อยหน่าเครือ (A Novel Seed Delivery System for Effective Reforestation)” 

โดยในวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา นายอรรณพ จูจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และตัวแทนนักเรียนโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ให้การต้อนรับพร้อมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับนายธนวิชญ์ น้ำใจดี, นายพณทรรศน์ ชัยประการ, นางสาวกัญญาริณทร์ ศรีวิชัย และนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร ครูที่ปรึกษา ณ อาคารผู้โดยสารชั้น 1 ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง หลังคว้ารางวัลใหญ่ 2nd Place Grand Award พร้อมเงินรางวัล $2000 ในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม สำหรับเยาวชน ระดับโลก REGENERON ISEF 2023 จัดโดย Society for Science & the Public ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2566
โครงงานที่ได้รับรางวัล
Project Title : Pebrine Disease Detection Using Silkworm Phototaxis (วิธีการใหม่ในการตรวจสอบการติดเชื้อโรคเพบริน)
Project ID : ANIM026T
Category : Animal Sciences (สาขาสัตวศาสตร์)
 
ผู้ทำโครงงาน : นายธนวิชญ์ น้ำใจดี, นายพณทรรศน์ ชัยประการ, นางสาวกัญญาริณทร์ ศรีวิชัย
ครูที่ปรึกษา : นายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร
 
รายละเอียดโครงงาน : เราได้พัฒนาวิธีการใหม่ในการตรวจโรค Pebrine ในตัวอ่อนหนอนไหม ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับอุตสาหกรรมเลี้ยงไหม วิธีการใหม่นี้ใช้พฤติกรรมการเคลื่อนที่หาแสงมีประสิทธิภาพสูงในการตรวจโรคในตัวอ่อนทั้งหมดในกลุ่มและแยกตัวอ่อนติดเชื้อออกจากกลุ่มได้ โดยไม่ต้องทำลายตัวอ่อนทั้งหมดต่างจากวิธีการตรวจสอบแบบสุ่มที่ใช้กันอยู่ซึ่งต้องทำในห้องปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ วิธีใหม่นี้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ตรวจสอบในฟาร์มได้ด้วยตนเอง
โดยโครงการนี้เป็นตัวแทนประเทศไทย ที่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดในค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์แห่งชาติ ประจำปี 2565 (Thai Young Scientist Festival (TYSF)) ครั้งที่ 18 โดย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

ทีมโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 3 สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ จากโครงงาน “การศึกษาแบบจำลองผลของสนามแม่เหล็กต่อพายุทรงหลายเหลี่ยมบนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์โดยหลักความไม่เสถียรเชิงอุทกพลศาสตร์ (Study of Polygonal Cyclones on Jupiter and Saturn)”นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 4 สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์จากโครงการ “PROSynMOGN: การปรับปรุง Graph Neural Networks สำหรับโมเลกุลเพื่อทำนายการเสริมฤทธิ์ของยาคู่ผสมสำหรับรักษาโรคมะเร็งที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลการแสดงออกของโปรตีน”

ทีมจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ได้รับรางวัล Grand Award อันดับที่ 4 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปริวรรต (Translational Medical Science) จากโครงงาน ออร่า “ผู้ช่วยป้องกัน ชะลอ และฟื้นฟูข้อเสื่อม” (O-RA: Osteoarthritis Rehabilitation Assistant) นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้รับรางวัล Special Award อันดับที่ 1 จากหน่วยงาน : Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society ในสาขา: Life Sciences Discipline 

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสามารถของทีมตัวแทนเยาวชนไทยที่แสดงศักยภาพ และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับรางวัลจากหลายประเภทโครงงานในการประกวด และได้แสดงถึงศักยภาพทางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเยาวชนไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ในการแข่งขันระดับสากล ทั้งนี้ รัฐบาลเชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนไทย และขอบคุณที่นำความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย” นายอนุชาฯ กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

บสย. จับมือ BWG ส่งเครื่องแบบพนักงานเก่า เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด

บสย. จับมือ BWG ส่งเครื่องแบบพนักงานเก่า เปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด

Facebook
Twitter
Email
Print

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมส่งมอบเครื่องแบบพนักงานเก่า ให้แก่ ตัวแทนจาก บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จํากัด (มหาชน) (BWG) เพื่อนำเครื่องแบบพนักงานเก่าเข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี โดย BWG เป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ณ บสย. สำนักงานใหญ่

สำหรับการส่งมอบเครื่องแบบพนักงานเก่าในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ CSR “บสย. ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ด้วยกระบวนการเผาทำลายผ่านระบบปิด ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลพิษ PM2.5 และยังสามารถนำพลังงานความร้อนที่ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดทดแทนการใช้ถ่านหิน เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาการนำเครื่องแบบของพนักงาน บสย. ที่มีโลโก้เก่านำไปใช้ประโยชน์อันมิชอบ ซึ่ง บสย. ได้ Rebranding หรือเปลี่ยนตราสัญลักษณ์องค์กรเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่ลูกค้า ปลูกฝังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG ที่ บสย. มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้าน ESG ของประเทศต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

“กรุงไทย” และ “กลุ่ม สิงห์ เอสเตท” ก้าวสู่ Net Zero เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

“กรุงไทย” และ “กลุ่ม สิงห์ เอสเตท” ก้าวสู่ Net Zero เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

Facebook
Twitter
Email
Print

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขอเชิญชวนร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวทางรถไฟแนวใหม่ “นั่งรถไฟ KIHA183 ปลูกโกงกาง ที่บางปะกง” แบบวันเดย์ทริป เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ วันที่ 4 มิถุนายน นี้ โดยพาอินเทรนด์ไปกับการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Tourism)  นำผู้โดยสารเดินทาง ด้วยรถไฟไทยสไตล์ญี่ปุ่น KIHA 183  ร่วมกิจกรรมปลูกป่าโกงกาง ปล่อยปู สร้างบ้านปลาคอนโดปู เที่ยวบ้านสวนเมล่อน เรียนรู้การปลูก รับต้นกล้าเมล่อนกลับไปปลูกต่อที่บ้าน พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดกลางน้ำ ณ วัดหงส์ทอง และดื่มด่ำ ชมชิมช้อป ตลาดโบราณคลองสวน 100 ปี ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในอดีตที่ยังมีลมหายใจถึงปัจจุบัน  
 
สนใจรีบสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ เพียง 1,499 บาท จำนวนจำกัด 200 ที่นั่งเท่านั้น  โดยราคาดังกล่าวรวมรถบัสปรับอากาศ พร้อมอาหาร 2 มื้อ มื้อเช้าสไตล์ญี่ปุ่น เบนโตะอาหารไทย และมื้ออาหารกลางวันแบบจัดเต็ม จองตั๋วได้ที่สถานีรถไฟและช่องทางจำหน่ายตั๋วในระบบออนไลน์ D-Ticket ของ รฟท. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
 
สำหรับรายละเอียดการเดินทาง เริ่มลงทะเบียน สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 07.00 น. จากนั้น 07.40 น.ออกเดินทางสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา  ด้วยขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 993/994  ระหว่างทางเสิร์ฟอาหารเช้า เบนโตะอาหารไทย พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมระหว่างการเดินทางบนขบวนรถ KIHA 183 นอกจากนี้ผู้โดยสารจะได้พบกับจุด Unseen ซึ่งขบวนรถไฟจะจอดให้ผู้โดยสารชมวิวทิวทัศน์บริเวณกลางสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง มีลักษณะคล้ายรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา เวลา 10.00 น. เดินทางต่อโดยรถบัสปรับอากาศ สู่ตำบลท่าพลับ อำเภอบ้านโพธิ์ เที่ยวบ้านสวนเมล่อน เรียนรู้การปลูกต้นกล้าเมล่อนที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกร และเดินทางต่อไปตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง เยี่ยมชนแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าซายเลน โรงเรียนพระพิมลเสนี (พร้อม หงสกุล) นำทุกท่านร่วมกิจกรรม “รักษ์สิ่งแวดล้อมลดโลกร้อน ร่วมปลูกป่าชายเลน ปล่อยปู สร้างบ้านปลาคอนโดปู” ร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนของไทย

เวลา 12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ออกเดินทางต่อไปที่วัดหงษ์ทอง หรือ วัดกลางน้ำ ริมฝั่งอ่าวไทยบริเวณบ่าชายเลน เยี่ยมชมความงาม เจดีย์สีทองอร่าม 3 ชั้น ชั้นล่างประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธรจำลองและพระพุทธรูปอื่น ๆ ไว้ให้กราบไหว้ขอพร ส่วนชั้น 2 มี หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่สด หรือ พระมงคลเทพมุนี (สด จนทุสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ องค์พระแก้วมรกตจำลองประดิษฐานอยู่ รวมถึงจัดแสดงภาพวาดพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ส่วนชั้นบนสุดเป็น จุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทะเล พอเวลาน้ำขึ้นทำให้ดูเหมือนอาคารนี้ลอยอยู่กลางน้ำ และยังมีพระธาตุคงคามหาเจดีย์ เจดีย์สีเหลืองทองที่บรรจุพระธาตุพระอรหันต์อยู่ภายใน ตลอดจนมีพระอุโบสถของ วัดหงษ์ทอง ที่ตั้งอยู่กลางทะเลเช่นเดียวกัน
 
เวลา 15.00 น. ออกเดินทางไป ตลาดคลองสวน 100 ปี ตลาดที่อยู่ในสองจังหวัด มีเพียงสะพานไม้สูง ๆ ข้ามแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขต โดยมีความรุ่งเรืองตั้งแต่อดีตซึ่งเป็นทางผ่านของเรือขนส่งทั้งคนและสินค้าระหว่างบางกอกกับฉะเชิงเทรา ซึ่งสามารถเลือกชม ชิม  ช้อป สินค้าของฝาก อาหารคาวหวาน และของที่ระลึก ได้ตามอัธยาศัย จากนั้น 16.30 น.ออกเดินทางไปสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ถ่ายภาพที่ระลึกกับขบวนรถ KIHA 183 และเดินทางกลับสู่สถานีหัวลำโพง โดยระหว่างทางจอดรับส่งผู้โดยสาร ป้ายหยุดรถพระจอมเกล้า สถานีลาดกระบัง สถานีหัวหมาก สถานีคลองตัน สถานีมักกะสัน  ถึงสถานีหัวลำโพง โดยสวัสดิภาพ เวลา 18.30 น.  

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การรถไฟแห่งประเทศไทย

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

ตรวจเครดิตบูโรง่ายๆ ผ่าน “เป๋าตังเปย์” ได้แล้ว วันนี้

ตรวจเครดิตบูโรง่ายๆ ผ่าน “เป๋าตังเปย์” ได้แล้ว วันนี้

Facebook
Twitter
Email
Print

ธนาคารกรุงไทยร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต และเครดิตสกอริ่ง ผ่าน “เป๋าตังเปย์”  ซูเปอร์วอลเล็ตยอดนิยมของคนไทย บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพิ่มช่องทางให้ประชาชนตรวจสุขภาพทางการเงินได้สะดวก รวดเร็ว ครบทุกข้อมูลสินเชื่อ ทุกสถานะบัญชี ป้องกันภัยไซเบอร์ทางการเงิน เลือกรับรายงานทางอีเมลภายใน 24 ชั่วโมง หรือรับผลทางไปรษณีย์ภายใน 7 วันทำการ ยกระดับบริการเพื่อให้ประชาชน ตรวจเครดิตบูโรได้ง่ายในทุกช่องทางของธนาคาร  ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัล

ขั้นตอนตรวจเครดิตบูโรผ่านเป๋าตังเปย์ บนแอปฯ เป๋าตัง ทำได้โดย คลิกที่ “เป๋าตังเปย์” และเลือก “ตรวจเครดิตบูโร” ซึ่งประชาชนสามารถเลือกรายงานข้อมูลได้ 2 ประเภท คือ 1.ข้อมูลเครดิต 2.ข้อมูลเครดิตและคะแนนเครดิต (เครดิตสกอริ่ง)  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.ncb.co.th  หากพบปัญหาในการรับข้อมูลเครดิต ติดต่อ consumer@ncb.co.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111

ทั้งนี้ เครดิตบูโรและธนาคารกรุงไทย  ให้ความสำคัญและสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลเครดิตผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองให้ถูกต้อง ป้องกันภัยไซเบอร์ และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชน “ออมก่อนกู้ คิดก่อนใช้ มีวินัย เมื่อมีหนี้” รู้จักวางแผนทางการเงิน ตระหนักถึงความสำคัญของการออม และมีวินัยในการชำระหนี้ รักษาเครดิตของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารกรุงไทย

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

เตือน! ใช้ป้ายทะเบียนรถปลอม มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

เตือน! ใช้ป้ายทะเบียนรถปลอม มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

Facebook
Twitter
Email
Print

นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ป้ายทะเบียนรถถือเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้โดยแสดงว่ารถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือยานพาหนะนั้น ๆ ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และออกให้ใช้เฉพาะสำหรับรถคันที่จดทะเบียนไว้ 1 คัน ต่อ 1 หมายเลขทะเบียนเท่านั้น โดยข้อมูลหมวดอักษร หมายเลขทะเบียน จังหวัด ที่ปรากฏในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) ต้องถูกต้องและตรงกัน ณ ปัจจุบัน ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์มีมิจฉาชีพใช้ป้ายทะเบียนปลอมที่ผิดกฎหมายในหลายกรณี อาทิ ใช้ป้ายทะเบียนด้านหน้ารถและด้านหลังรถเป็นคนละหมายเลขกัน ใช้ป้ายทะเบียนรถที่หมายเลขไม่ตรงกับสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ ใช้ทะเบียนรถป้ายแดงปลอม หรือใช้ป้ายทะเบียนที่มีพื้นหลังเป็นลวดลายกราฟิกแต่ไม่ใช่ป้ายทะเบียนรถเลขสวยที่มีลักษณะพิเศษ (ป้ายประมูล) รวมถึงประชาชนอาจหลงเชื่อซื้อป้ายทะเบียนรถผ่านอินเทอร์เน็ต มีความเสี่ยงจะได้ป้ายทะเบียนปลอมและสูญเสียทรัพย์สิน กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขอเตือนผู้ที่ทำป้ายทะเบียนปลอมจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารราชการ ส่วนเจ้าของรถที่ใช้แผ่นป้ายทะเบียนดังกล่าวจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท นอกจากนี้ มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ มาตรา 11 ฐานติดแผ่นป้ายทะเบียนรถไม่ถูกต้องตามที่ทางราชการกำหนดปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ป้ายทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายออกโดย ขบ. สามารถสังเกตได้จากตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา ต้องมีลายน้ำตราเครื่องหมายราชการ ขบ. (รูปมาตุลีเทพบุตรขับรถเทียมม้า) ปรากฏในแผ่นป้ายทะเบียนรถ ลักษณะของสีแผ่นป้ายทะเบียนจะมีความสด สะท้อนแสง ตัวหนังสือหมวดอักษร ตัวเลขมีความคมชัด และจะต้องตรงกันกับสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ ในส่วนของป้ายแดงแต่ละบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถจะมีหมวดและหมายเลขป้ายแดงหมุนเวียนต้องใช้คู่กับสมุดคู่มือประจำรถและใบอนุญาตให้ใช้รถด้วย โดยผู้ใช้รถป้ายแดงต้องจดบันทึกข้อมูลการใช้รถลงในสมุดคู่มือประจำรถข้อมูลดังกล่าวได้แก่ ชื่อ – นามสกุลผู้ขับรถ ชื่อชนิดรถ หมายเลขตัวรถ หมายเลขเครื่องยนต์ ความประสงค์ในการขับรถยนต์ วันเดือนปีและระยะเวลาที่นำรถออกไปใช้ สำหรับผู้ซื้อรถป้ายแดงต้องตรวจสอบจำนวนวันการใช้รถขณะติดป้ายแดงต้องไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ

นอกจากนี้ป้ายทะเบียนรถเลขสวยลักษณะพิเศษ (ป้ายประมูล) ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะมีลักษณะ คือ พื้นหลังจะเป็นลวดลายกราฟิกมีตัวย่อ ขส ที่มุมด้านขวาล่าง และมีคำหรือข้อความที่มีตัวอักษร 2 ตัว ผสมสระหรือวรรณยุกต์ หรือตัวอักษรมากกว่า 2 ตัว โดยสามารถใช้ตัวอักษรผสมสระ หรือวรรณยุกต์ได้ หมายเลข ตัวอักษร สระรวมแล้วต้องไม่เกิน 7 หลัก และต้องไม่มีข้อความลักษณะต้องห้าม เช่น ข้อความที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร หรือหยาบคาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมหรือวัฒนธรรมอันดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

“ปตท.สผ.” ผนึก “กรุงไทย” นำร่องลงทุนบริหาร สภาพคล่องเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

“ปตท.สผ.” ผนึก “กรุงไทย” นำร่องลงทุนบริหารสภาพคล่องเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

Facebook
Twitter
Email
Print

ปตท.สผ. ร่วมกับ ธ.กรุงไทย นำร่องโครงการลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องของ ปตท.สผ. เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ระยะเวลา 1 ปี เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมนำผลตอบแทนบางส่วนซื้อคาร์บอนเครดิตคุณภาพ

นายสัมฤทธิ์ สำเนียง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน ) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า ปตท.สผ. มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 (Net Zero Greenhouse Gas Emissions by 2050) ตามที่ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ในการประชุม COP26 ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น บริษัทได้บริหารจัดการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P Portfolio) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท รวมถึงดำเนินกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และกิจกรรมที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า และโครงการบลูคาร์บอน เป็นต้น นอกจากนี้ การบริหารจัดการทางการเงินและรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน การลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องของ ปตท.สผ. ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสภาพคล่องแล้ว ยังสามารถนำผลตอบแทนจากการลงทุนบางส่วนไปซื้อคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ รวมทั้งการลงทุนในโครงการที่สนับสนุนการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการนำนวัตกรรมทางการเงินมาใช้ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านตลาดเงินตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มนิติบุคคล และนักลงทุนในทุกมิติ ทั้งการปฏิวัติการออกหุ้นกู้เอกชนในรูปแบบหุ้นกู้ดิจิทัล ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ทั้งตลาดแรก และตลาดรอง ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สะดวกและปลอดภัย อีกทั้งบริการด้าน การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินของนิติบุคคล ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน และในครั้งนี้ธนาคารกรุงไทยได้นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินลงทุนสำหรับสภาพคล่องของบริษัท มาผนวกกับเป้าหมายด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน จับมือกับปตท.สผ. ดำเนินโครงการลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Linked Investment Program) ถือเป็นประวัติการณ์ใหม่ ครั้งแรกในไทยที่ นำนวัตกรรมด้านการเงิน มาบริหารจัดการด้านการลงทุนให้กับลูกค้า เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งด้านการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และตอบโจทย์นโยบายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยธนาคารสนับสนุนการจัดหาคาร์บอนเครดิตให้กับปตท.สผ.เพิ่มเติม หากปตท.สผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2608

“นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่กรุงไทย และปตท.สผ.ได้ร่วมสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ให้ตลาดเงินและตลาดทุนไทย หลังประสบความสำเร็จในการปฏิวัติการลงทุนของประเทศ ด้วยหุ้นกู้ดิจิทัลครั้งแรกในเอเชีย พร้อมทำสัญญาอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน อ้างอิงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ESG-Linked Cross Currency Swap) เป็นครั้งแรกในประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน ESG Financial Solution ของธนาคาร ที่เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ที่ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะ SDGs ข้อ 13 เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”

PTTEP and Krungthai initiate Thailand’s first carbon credit linked investment program

PTTEP together with Krungthai Bank have jointly promoted sustainable finance through the introduction of a one-year carbon credit linked investment program for PTTEP’s liquidity management, which is the first of its kind in Thailand. Part of the returns will be used to purchase high-quality carbon credits, thereby contributing to the achievement of the greenhouse gas (GHG) reduction goal.

Sumrid Sumneing, Executive Vice President, Finance and Accounting Group at PTT Exploration and Production Public Company Limited (PTTEP), said that PTTEP is committed to achieving Net Zero GHG emissions by 2050, aligning with Thailand’s net zero pledge at COP26. To reach this aspirational goal, the company focuses on managing its exploration and production (E&P) portfolio, which constitutes its core business, and executes GHG emissions reduction plan from the production process. Additionally, PTTEP undertakes GHG offsetting initiatives such as forestation and blue carbon projects. The company recognizes that effective financial management and maintaining a robust capital structure can also be another approach contributing to this goal. By implementing the innovative carbon credit linked investment program, PTTEP aims to enhance liquidity management while using part of the returns from investments to purchase high-quality carbon credits and invest in projects that support GHG emissions management in the future. This groundbreaking financial approach represents the first instance of utilizing financial innovation to support a net zero GHG emissions target, playing a pivotal role in promoting mutual sustainable growth.

Rawin Boonyanusasna, Senior Executive Vice President of the Global Markets Group at Krungthai Bank, emphasized the bank’s unwavering commitment to developing new capital market products and services that cater to the requirements of corporate clients and investors. Past accomplishments include the corporate digital bond, which facilitated trading in both primary and secondary markets, thereby ensuring inclusive, equitable, convenient, and secure access to corporate bond investments. Additionally, the bank provides risk management services for corporate clients. These offerings align with the sustainable development framework. On this occasion, Krungthai Bank leverages its extensive experience and expertise in investment management to enhance liquidity while embracing a sustainable growth agenda. Through a partnership with PTTEP, the bank introduces the carbon credit linked investment program, which marks a significant milestone as it represents the first-ever utilization of financial innovation in Thailand to manage investments for clients, concurrently pursuing investment returns and the organization’s GHG emissions reduction goals. The bank will assist PTTEP in the acquisition of additional carbon credits, contingent upon PTTEP achieving the GHG reduction key performance indicators (KPIs). This collaborative effort contributes to Thailand’s targets of achieving carbon neutrality by 2050 and net zero emissions by 2065.

“Krungthai Bank and PTTEP have achieved yet another significant milestone in financial innovation within the Thai capital market. Building on the success of revolutionizing investment in the country with Asia’s first digital corporate bond and ESG-Linked Cross Currency Swap, we reaffirm our commitment to conducting business with a strong focus on ESG (Environmental, Social, and Governance) principles. This collaboration with PTTEP further solidifies our position as a leading provider of ESG financial solutions, continuously developing new financial products and services that address the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs), particularly SDG 13: Climate Action. Our aim is to drive sustainable growth for both our business and the Thai economy, aligning with our vision of ‘Growing Together for Sustainability’,” said Rawin.

Facebook
Twitter
Email
Print

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ปตท.สผ.

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE