Categories
FEATURED NEWS

สนค. จัดสัมมนาการแยกห่วงโซ่อุปทาน สหรัฐ-จีน และนัยต่อเศรษฐกิจไทย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษา “โครงการศึกษาการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ของอุตสาหกรรมสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และนัยต่อเศรษฐกิจการค้าไทย” ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยภายในงานมีผู้แทนภาคเอกชนจาก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยในจีน และบริษัท
วิสอัพ จำกัด ร่วมในเวทีสัมมนา

 

            นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ เปิดเผยว่า สงครามการค้าของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ที่สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไปจีน และได้เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดกับการค้าการลงทุนของโลกอย่างต่อเนื่องยาวนาน จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามการค้าและทำให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน คือ สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมาย Chip and Science

 
Act 2022 เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในสหรัฐฯ โดยการให้เงินอุดหนุนอย่างมหาศาล และผ่านกฎหมาย Inflation Reduction Act 2022 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นมาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การใช้นโยบายดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปยังประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ต้องออกมาตรการในการดึงดูดการลงทุน รวมถึงป้องกันไม่ให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากประเทศตน โดยเฉพาะประเทศที่มีการผลิตชิป ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ทวีความสำคัญในแทบทุกสินค้า ความพยายามแบ่งแยกอุปทานดังกล่าวจึงน่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างกับโครงสร้างการผลิต การค้า และการลงทุนของโลก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไทยควรติดตาม ประเมิน และเตรียมแนวทางดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  เรื่องดังกล่าวเป็นโจทย์ของโครงการศึกษาวิจัยนี้ 

 

            ผลการศึกษา พบว่า decoupling ที่เกิดขึ้น ทำให้สหรัฐฯ และจีน มีบทบาทในฐานะประเทศคู่ค้า
ต่อกันและกันลดลง  โดยเฉพาะส่วนแบ่งตลาดของจีนในตลาดสหรัฐฯ ลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากสหรัฐฯ
หันมานำเข้าสินค้าจากไทยและเวียดนามเพิ่มขึ้นแทนที่  สินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงปี
พ.ศ. 2561-2565 เช่น เครื่องปรับอากาศ กล้องบันทึกรูป ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำแบบไวแสง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์  ในขณะที่ไทยยังไม่สามารถเข้าตลาดจีนได้เพิ่มมากนัก โดยส่วนแบ่งตลาด
ของไทยในตลาดจีนทรงตัวที่ประมาณร้อยละ 2 ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งขยายตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างเวียดนาม และมาเลเซีย

 

            อีกทั้งไทยยังได้รับอานิสงค์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การลงทุนจากจีนในกลุ่มยานยนต์ในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์และยางรถยนต์ แต่มูลค่าการลงทุนในไทยน้อยว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนส่วนใหญ่

 

            บทวิเคราะห์แผนที่การลงทุนของบริษัทข้ามชาติ พบว่า บริษัทจำนวนมากชะลอการลงทุนในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำที่เป็นเทคโนโลยีสำคัญท่ามกลางการแยกห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในการผลิตชิป ไม่ใช่เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสารเคมีพื้นฐาน  และการลงทุนที่ผ่านมาเป็นการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศ

 

            ที่ผ่านมา Decoupling ยังไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานในลักษณะที่ทำให้เกิดการหันเหแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะบทบาทของจีนที่มีอยู่ก่อน การปรับเปลี่ยนต่าง ๆ อาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในทางกลับกันชิ้นส่วนอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์) ซัพพลายเออร์ในจีนพยายามเข้าสู่ตลาดอื่น ๆ เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ  

 

            ในอุตสาหกรรมยานยนต์ Decoupling ส่งผลดีต่อชิ้นส่วนรถยนต์ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยสามารถขยายตัวในตลาดชิ้นส่วนทดแทน (Aftermarket) ได้มากขึ้น แต่ไม่มีผลกระทบในส่วนรถยนต์ ทั้งนี้ เพราะรถยนต์ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในมีการแบ่งเขตการขาย ไทยอยู่ในโซนอาเซียนและโอเชียเนีย
จึงไม่ได้อานิสงส์ในการเข้าตลาดสหรัฐฯ แต่อย่างใด  ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตในประเทศยังอยู่ในระยะเริ่มต้นจึงยังไม่เห็นแนวโน้มที่ชัดเจน

 

            นายพูนพงษ์ กล่าวเสริมว่า ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า ไทยต้องเตรียมการเพื่อเพิ่มศักยภาพทาง
ด้านการผลิตโดยเฉพาะประเด็นการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานเพื่อตักตวงประโยชน์จาก decoupling
ที่เกิดขึ้น เรื่องดังกล่าวต้องทำอย่างเป็นระบบที่มีแผนระยะสั้นและระยะยาวที่สอดรับกัน  นอกจากนั้นไทยจำเป็นต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกเพื่อลดความเสี่ยงจากโครงสร้างตลาดส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มกระจุกตัวสูง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลด
ความสลับซับซ้อนของกฎระเบียบ และมียุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน รวมไปถึงการดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาทำงานในประเทศ  สุดท้ายหัวใจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน มีอุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบายที่ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผลสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ (เราทำอะไรได้ เราต้องระวังอะไร เราพร้อมอะไร) และดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ธ.ก.ส. จัดประกวดออกแบบ Line Stickers Contest

 

ธ.ก.ส. เปิดพื้นที่ให้ผู้มีใจรักศิลปะและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ร่วมกิจกรรมและประกวดออกแบบ Line Stickers Contest หัวข้อ ธ.ก.ส.ใกล้คุณ ส่งผลงานเข้าประกวดในรูปแบบสติกเกอร์ภาพนิ่งผ่านทางอีเมล์ baacstickercontest@gmail.com ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 ส.ค.2566

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดพื้นที่ให้ผู้มีใจรักศิลปะและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมและประกวดออกแบบ Line Stickers Contest ในหัวข้อ ธ.ก.ส. ใกล้คุณ พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่มากมาย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ตั๋วเครื่องบินไป – กลับ ประเทศญี่ปุ่น 2 ที่นั่ง พร้อมได้ออกแบบผลงาน Line Sticker ของ Line Official Account BAAC Family ร่วมกับคุณมุนิน Creator ชื่อดัง จำนวน 1 ชุด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัล Popular vote สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 1 สลึง นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีการสัญจรไปจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจดังกล่าวให้กับน้อง ๆ นิสิตและนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้ง 4 ภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ตรัง) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมรับฟังไอเดียดี ๆ ในการสร้างผลงานจาก Creator ชื่อดังอย่าง คิ้วต่ำ Sundae kids และมุนิน สมัครเข้าร่วมการประกวด โดยดาวน์โหลดแบบฟอร์มผ่านทาง Line Official BAAC Family : Line Sticker Contest และส่งผลงานเข้าประกวดในรูปแบบสติกเกอร์ภาพนิ่งผ่านทางอีเมล์  baacstickercontest@gmail.com ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 สิงหาคม 2566

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

นวัตกรรมสินเชื่อ “SME มีทุน อุ่นใจ” ตอบแทนลูกค้าเดิมชั้นดี

 

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เผยว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความต้องการเงินทุน นำไปใช้หมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง หรือสำรองเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ รับโอกาสเดินหน้าธุรกิจได้เต็มศักยภาพ แต่ด้วยทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ส่งผลกระทบให้การบริหารจัดการควบคุมต้นทุนธุรกิจเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น เพื่อตอบแทนลูกค้าเดิมคนสำคัญของSME D Bank ให้คลายกังวลจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และสามารถวางแผนบริหารจัดการธุรกิจได้ดี  SME D Bank ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “SME มีทุน อุ่นใจ” จุดเด่นเป็นนวัตกรรมการให้สินเชื่อที่กู้ง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารซับซ้อน  ดอกเบี้ยต่ำคงที่ 3 ปี โดยปีแรกเพียง 5.99%ต่อปี ให้ระยะเวลากู้นานสูงสุดถึง 10 ปี ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แถมฟรีค่าธรรมเนียม บสย. 3 ปี วงเงินกู้เริ่มต้น 5 แสนบาทถึงสูงสุด 5 ล้านบาท โดยรวมวงเงินกู้เดิมสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท  ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันนี้ไปจนวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเดิมชั้นดีของ SME D Bank กลุ่มนิติบุคคล ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 3,000 รายเท่านั้น  ซึ่งลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับการติดต่อ เพื่อนำเสนอบริการจากเจ้าหน้าที่ SME D Bank โดยตรง  

นอกจากนั้น สำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ทุกรายที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปใช้ในกิจการ  SME D Bank พร้อมให้บริการผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่างๆ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ควบคู่ให้บริการงานพัฒนา ฟรี ทุกโปรแกรม ผ่านโครงการ “SME D Coach” ติดต่อและแจ้งความประสงค์ได้ที่ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ www.smebank.co.th , LINE Official Account : SME Development Bank เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : SME D Bank

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ไทยเยือนเวียดนามสานต่อความร่วมมือวิชาชีพสื่อ

 

มื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 คณะตัวแทนสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำโดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติและที่ปรึกษาสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ได้เดินทางมาเยือนประเทศเวียดนามตามคำเชิญของสมาคมนักข่าวเวียดนามเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศร่วมกัน

สำหรับผู้แทนของสมาคมสื่อมวลชนไทยที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ได้แก่ นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ในฐานะรองประธานสมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายพลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ อุปนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ นางสาวปิยะสุดา จันทรสุข อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย นางชนิดา จันทเลิศลักษณ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ นายสมศักดิ์ ศรีกำเหนิด เหรัญญิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายกฤษติน นิลมานนท์ กรรมการสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ประสานงานของสมาพันธ์ฯ

หลังจากเดินทางโดยสายการบินแอร์เอเชียมาถึงยังกรุงฮานอยได้เดินทางเข้าพบนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะรับฟังบรรยายสรุปถึงสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศเวียดนามเช่น ทางด้านการเมืองที่เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศระดับสูง ด้านสังคมเรื่องการต่อสู้กับโรคโควิด 19 ด้านเศรษฐกิจที่มีนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุน มีการทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ (FTA)กับหลายประเทศ และด้านความสัมพันธ์ ไทย – เวียดนามที่อยู่ในระดับ Strategic partner หรือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตไทยยังได้กล่าวชื่นชมความพยายามในการสานสัมพันธ์ทางด้านสื่อมวลชนระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไทยและเวียดนามด้วย

จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางไปยังสมาคมนักข่าวเวียดนาม โดยมี นาย LE QUOC MINH นายกสมาคมนักข่าวเวียดนามและคณะให้การต้อนรับเพื่อพบปะพูดคุยถึงการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างสื่อมวลชนของประเทศไทยและประเทศเวียดนาม โดยการพูดคุยสรุปพอสังเขปได้ว่าทั้งสมาพันธ์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าวเวียดนามต่างมีความยินดีที่จะสานต่อกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการอบรมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในวิชาชีพสื่อมวลชน เช่น ด้านภาษา ด้านเทคนิคการทำงานภาคสนามในสถานการณ์ที่เกิดภัยพิบัติ รวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่จะได้มีการหารือในรายละเอียดกันต่อไป

ซึ่งการเดินทางเยือนประเทศเวียดนามครั้งนี้
คณะสมาพนธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนการเดินทางจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และการสนับสนุนด้านกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนเวียดนาม./

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย จัดมหกรรมไม้ผล อัตลักษณ์ภาคใต้ 66

 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ จัดงานมหกรรมไม้ผลอัตลักษณ์ภาคใต้ ประจำปี 2566 ในระหว่างวันที่ 7 – 9 กรกฎาคม 2566 ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

จำหน่ายผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ของกลุ่มเกษตรกร จากกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่

1.ทุเรียนคุณภาพจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนสะเด็ดน้ำ จังหวัดยะลา ทุเรียนทะเลหอย จังหวัดกระบี่ ทุเรียนบางนรา จังหวัดนราธิวาส

2.จำปาดะคุณภาพจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงทั้งในรูปแบบผลสดและจำปาดะทอด เช่น จำปาดะควนโดน จังหวัดสตูล จำปาดะบ้านนา จังหวัดพัทลุง จำปาดะเขาพระ จังหวัดสงขลา

3.ลองกองคุณภาพจากระนอง กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา

4.มังคุดชุมพร นครศรีธรรมราช

5.มะม่วงเบา สงขลา

6.สละพัทลุง นราธิวาส

และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย และพบกับกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ เช่น แข่งขันกินผลไม้ จำหน่ายผลไม้ในราคาพิเศษ (นาทีทอง)

 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ครบรอบ 26 ปี สภาการสื่อมวลชนฯ กางโจทย์ใหญ่ “สังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง” ให้รัฐบาลหน้า

 
 

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดงานครบรอบ 26 ปี ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ องค์กรวิชาชีพสื่อที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรม รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และดิจิทัล โดยทำหน้าที่มาแล้ว 26 ปี การกำกับดูแลกันเองในด้านจริยธรรมของสมาชิกนั้น ถือเป็นภารกิจหลักของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ประกอบด้วยการกำกับดูแลจริยธรรมในเชิงรุก โดยมีกลไกในการสอดส่องและรับฟังข้อคิดเห็นจากสาธารณชนที่มีต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกว่า มีการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนในเรื่องใดหรือไม่ อย่างไร ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียน และการกำกับดูแลในเชิงรับ หรือการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายหรือผู้ที่เห็นว่าสื่อมวลชนหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนกระทำการละเมิดจริยธรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

สำหรับการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 26 ปี เริ่มที่ในส่วนภูมิภาค จัดที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “BCG: โอกาสของการพัฒนาอีสาน” โดย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ถัดมาเป็นปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทสื่อและองค์กรสื่อที่สังคมคาดหวัง” โดย ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก ประธานหลักสูตรนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณทิตเอเชีย อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และอดีตกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และเวทีเสวนา หัวข้อ “จริยธรรมสื่อกับความอยู่รอดทางธุรกิจของสื่อภูมิภาค”

“สภาการฯยืนยันที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองในด้านจริยธรรมสื่อมวลชนอย่างแข็งขัน และประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายชวรงค์ ระบุ

ทั้งนี้ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาให้ทรรศนะมุมมองอนาคตประเทศไทย ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เริ่มด้วย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางการเมืองไทยในบริบทการเมืองโลก”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในเวทีในปัจจุบัน มีลักษณะเป็น “วิกฤตถาวร” หรือ “Permacrisis” ซึ่งหมายถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องถาวร โดยเป็นการผสมระหว่างคำว่า “Permanent” แปลว่า คงทน ถาวร และ “Crisis” ที่แปลว่า วิกฤติ คำดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งเป็นวิกฤตที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทั้งโลก แม้ว่าทุกคนจะปรับตัวและหวังว่าสถานการณ์จะกลับมาสงบ แต่ในปัจจุบันโลกก็ยังผันผวนไม่แน่นอน มีวิกฤตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส หรือสงคราม โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผันผวนใหญ่ในเวทีโลกปัจจุบัน ประกอบไปด้วย 5 โจทย์ใหญ่ คือ 1) การสิ้นสุดของ “สงครามเย็นเก่า” ในปี 1991 และระเบียบโลกใหม่ 2) การก่อการร้ายกับสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 3) การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ หรือ “สงครามเย็นใหม่” 4) การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2019 และ 2020  และ 5) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวว่า โลกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลจากการ “Disruption” ของปัจจัยที่เกิดขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อการจัดระเบียบระหว่างประเทศ แต่ทั้งนี้ คำว่า “ระเบียบระหว่างประเทศ (International Oder)” หมายถึงแบบแผนหรือการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เป็นรัฐในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเวทีโลก โดยระเบียบระหว่างประเทศวางอยู่บน 3 เสาหลัก คือ กฎและกติการะหว่างประเทศ บรรทัดฐานระหว่างประเทศ และระบอบระหว่างประเทศ  สำหรับข้อกำหนดของระเบียบระหว่างประเทศ ในปัจจุบันมีแบบแผนเป็น “ระเบียบเสรีนิยม” ซึ่งขัดแย้งกับคุณค่าแบบอำนาจนิยม และมุ่งเน้นคุณค่าหลัก คือ ประชาธิปไตย เสริภาพ นิติรัฐ สิทธิมนุษยชน การค้าเสรี และความร่วมมีอระหว่างประเทศแบบพหุภาคี โดยยอมรับถึงการดำรงอยู่ของเอกราช บูรณภาพ และอธิปไตยแห่งรัฐ แต่ไม่ยอมรับต่อการใช้กำลังเป็นเครื่องมือในการปรับเส้นเขตแดนของรัฐ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวถึงวิกฤตโลกกับสงครามยูเครน-รัสเซีย ส่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร รวมถึงผู้อพยพ โดยสงครามถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดระเบียบระหว่างประเทศ โดยระเบียบโลกใหม่เกิดขึ้นหลังวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 วันที่รัสเซียเปิดฉากส่งกำลังทหารกว่า 2 แสนนายบุกข้ามชายแดนเข้าสู่ยูเครน ส่งผลให้เกิดการแบ่งโลกเป็น 2 ค่าย และ 2 ชุดความคิดทางการเมือง ทำให้การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการลากเส้นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของยุโรป รวมถึงการขยายระบบพันธมิตรในเวทีระหว่างประเทศ  อย่างไรก็ตาม สงคราม ไม่ได้มีเฉพาะมิติทางทหารเพียงเท่านั้น ยังรวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูง การควบคุมอาวุธ และลดอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ยังโยงถึงองค์กรระหว่างประเทศกับการควบคุมความขัดแย้ง และการกำหนดพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในส่วนต่างๆ ของโลกอีกด้วย

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ว่าอยู่ในสถานะไหนในจุดวิกฤติโลก พบว่า สงครามเย็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไทย ในส่วนปัญหาบทบาทและสถานะของรัฐไทยในเวทีสากล พบว่าตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวต่อว่า ไทยยังมีปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ เช่น ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดเหตุก่อความไม่สงบ อันเนื่องจาก ปัญหาการบริหารพื้นที่ / การกระจายอำนาจ นำมาสู่ปัญหาการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และปัญหาความเชื่อมั่นต่อรัฐ อีกทั้ง ปัญหาสถานะของกองทัพในสังคมไทย จากบทบาทของทหารในการเมือง ส่งผลต่อการจัดความสัมพันธ์พลเรือน – ทหาร รวมถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ

“นอกจากนี้ ไทยยังมีปัญหาความแตกแยกและความเห็นต่างทางการเมืองในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสงครามความคิด – สงครามความเชื่อ – สงครามความศรัทธา ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ (Climate Change) ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์และการฟื้นฟูสังคมไทยในยุคหลังโควิด-19 รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของไทย ที่จะเป็นตัวการสร้างขีดความสามารถของรัฐและสังคมในการรับมือกับ Global Disruption ในอนาคต” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

จากปัญหามากมายที่ไทยกำลังเผชิญอันเนื่องมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก นำมาสู่คำถามว่า รัฐบาลใหม่จะวางประเทศไทยไว้ตรงไหนบนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์โลก และจะพลิกฟื้นสถานะและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง สร้างความเชื่อถือทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในเวทีสากลโลกได้อย่างไร

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางเดินสำหรับประเทศไทยบนเวทีโลกที่เป็น Permacrisis นั้น จากเดิมที่ประเทศไทยวางตัวเป็นกลาง จะเป็นเหมือน “สนลู่ลม” ถ้าลมแรงสองทาง จะลู่ไปทางใด และการไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งนั้น ไทยอาจจะต้องตีความใหม่ว่า อะไรคือความเป็นกลาง การไม่เลือกข้างนั้น แปลว่าเราเลือกข้างไปแล้วหรือไม่

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” โดยเริ่มต้นที่คำถามว่า เศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรหลังการเลือกตั้ง โดยโจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ มีหลายเรื่องให้ตัดสินใจ เรื่องที่ 1 คือ ภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังไม่ได้ลดลงตามเป้าหมายที่น่าพอใจหลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัวหรืออาจถดถอย ก็อาจจะกระทบแรงกว่าที่คาดไว้ จึงอาจเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกประมาณ 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง

เช่นเดียวกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาปรับขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเช่นกัน ขณะที่เศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของภาคการผลิตและส่งออก แต่ยังมีข้อดีที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวจึงมาช่วยชดเชยเอาไว้ได้ส่วนหนึ่ง ฉะนั้นถ้าประเทศไทยปลดล็อกเรื่องการท่องเที่ยวได้ดี จะมีแรงส่งให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อาจเห็นการปรับขึ้นอีก 1-2 ครั้ง ทำให้ดอกเบี้ยจะปรับมาอยู่ที่ 2.25-2.50% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ปัจจุบันยังเผชิญกับปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบและภาระหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 โจทย์สำคัญจึงยังต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพื่อมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างต่อเนื่อง และหวังว่าการปลดล็อกเรื่องท่องเที่ยวจะเข้ามาช่วยประเด็นนี้ได้ดีขึ้นเช่นกัน

“ความท้าทายของโจทย์ในข้อนี้อาจจะไม่ใช่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เท่าไหร่ แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ผ่านก้อนวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้ และสามารถวิ่งได้อีกครั้งเมื่อทุกอย่างจบลง ถือว่าเป็นชัยชนะที่ดีน่าพอใจในระดับหนึ่ง” ดร.กอบศักดิ์ ระบุ

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ความท้าทายเรื่องที่ 2 คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ปัจจุบันยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็วมากเรียกว่าก้าวกระโดดยิ่งกว่าทวีคูณ ดังนั้น ประเทศไทยต้องก้าวให้ทันกับเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่นี้

เรื่องต่อมา คือสถานการณ์เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ไปที่อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ มาที่ประเทศไทยบ้างแต่เป็นส่วนน้อย โจทย์นี้จึงอยู่ที่จะทำอย่างไรเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ประเทศไทยน่าดึงดูดให้เข้ามาลงทุน ประเด็นนี้อาจจะไม่เห็นผลลัพธ์ในทันที แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้าเมื่อสร้างโรงงาน สร้างนิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่การผลิตต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน หากประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนเหล่านี้ได้ เราจะตกขบวนในอนาคต และขีดความสามารถการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนจะเปลี่ยนไป

สุดท้ายคือ เรื่องความขัดแย้งในสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ที่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้แต่ละประเทศเลือกข้าง ซึ่งในมุมมองของตนนั้นเห็นว่า การเลือกข้างใดข้างหนึ่งอาจไม่ใช่คำตอบ แต่การเลือกเป็นกลางน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ทั้งเชื่อว่าในอนาคตประเทศที่เลือกเป็นกลางน่าจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ แต่จะมีคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องกำหนดบทบาทและการวางตัวให้ชัดเจน ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์ของประเทศไทยในระยะยาว 20 ปีข้างหน้าด้วย

“จากโจทย์ทั้งหมดนี้ ความยากคือตอนนี้เรายังไม่เห็นหน้าตาที่ชัดเจนของรัฐบาล และด้วยโครงสร้างของการเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งจะต้องจัดสรรเกี่ยวกับการดูแลกระทรวงต่างๆ ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจจึงอาจไม่มีเอกภาพมากเพียงพอ เป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่ว่าจะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างไรต่อไป” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางสังคมไทย” ว่า ในปัจจุบัน สังคมไทยก้าวหน้าไปมาก จากสถิติเพื่อสำรวจความเห็นว่า “กฎหมายควรยอมรับการสมรสคนเพศเดียวกันหรือไม่” เมื่อปี 2558 มีคนเห็นด้วยเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในปี 2565 มีคนเห็นด้วยมากถึงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับการสำรวจความเห็นว่า “เพศที่ 3 ควรเปลี่ยนคำนำหน้านามได้” ในปี 2562 มีคนเห็นด้วยประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2565 มีคนเห็นด้วยราว 64 เปอร์เซ็นต์ จาก 2 สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยมีความก้าวหน้า และยอมรับความหลากหลายในสังคมมากขึ้น

สำหรับทิศทางสังคมไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การจ้างงานฟื้นตัว หลังจากที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของไทยติดลบ โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 จำนวนคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.29 พันคน และปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันมีคนว่างงานอยู่ที่ 1.05 พันคน

ในขณะที่อัตราการจ้างงานฟื้นตัว แต่ค่าจ้างขั้นต่ำยังต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภาพ ราคา และค่าจ้างขั้นต่ำ จนนำมาสู่วลีเด็ดว่า “เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน” โดยค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 300 บาทมาตั้งแต่ปี 2556 และปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 350 บาท เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำและระยะเวลาเกือบสิบปี พบว่า มีอัตราการปรับขึ้นอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าขึ้นน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ลูกจ้างควรจะได้รับ

“ค่าแรงขั้นต่ำควรอย่างน้อย 380 บาท ที่ควรจะได้ ก็เรียกได้ว่าอาจจะยังต่ำไปเมื่อเทียบกับนโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงไว้ 450 หรือ 600 บาท หรือถ้าจะรวมอัตราเงินเฟ้อในปีนี้เข้าไปด้วย ก็น่าจะได้อยู่ที่ 390 บาทต่อวัน รายได้ขั้นต่ำที่ควรจะเป็นขั้นต่ำจริงๆ ไม่ควรต่ำกว่านี้” ดร.สมเกียรติ ระบุ

เมื่อคนไทยมีงานทำ แต่ค่าจ้างไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ดีพอ นำมาสู่ปัญหาถัดมาคือ “หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น” ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของ GDP อยู่ที่ประมาณ 87 เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเชิงของมูลค่า คือ จาก 14 ล้านล้านบาท ไล่ต่อเนื่องมาจนถึง 15 ล้านล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ GDP สัดส่วนไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเร็วมากหนัก เพราะ GDP ก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ธปท.ได้ปรับปรุงข้อมูลสถิติและนิยาม “หนี้สินครัวเรือน” ใหม่ ให้ครอบคลุมหนี้ 4 กลุ่ม คือ หนี้ กยศ. หนี้ประกอบธุรกิจ หนี้การเคหะแห่งชาติ และหนี้พิโกไฟแนนซ์ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึง 16 ล้านล้านบาท และคิดเป็น 91 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ในภาพรวมก็ถือว่ายังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

“เมื่อหนี้ทะยานสูงขึ้น คนก็มักจะหาทางไต่เต้าทางเศรษฐกิจสังคมยากขึ้น และเราก็จะเห็นปรากฎการณ์ซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นทุก ๆ ต้นเดือนและกลางเดือน คือ ระบบ Online Payment หรือระบบโอนเงินออนไลน์ล่ม จากการศึกษาพบว่า สาเหตุเกิดจากการเสี่ยงโชค ซื้อหวย เนื่องจากคนมีรายได้ไม่พอ และเมื่อการขยันทำงานก็ยังยากสู่การสร้างเนื้อสร้างตัวได้ วิธีรวยทางลัด ก็คือการเสี่ยงโชค คำถามว่า ทำไมไม่ปรับปรุงระบบโอนเงินให้รองรับการใช้จำนวนมาก เพราะการใช้จำนวนมากเกิดขึ้นเพียงแค่สองวัน และไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น จึงไม่คุ้มกับการลงทุน”  ดร.สมเกียรติ กล่าว

ดร.สมเกียรติ ฉายภาพการมองสภาวะสังคมไทยจากการเสียชีวิต พบว่า สาเหตุการเสียชีวิตแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เกิดจากโรคไม่ติดต่อ เช่น มะเร็ง หลอดเลือดสมอง ปอดอักเสบ กลุ่มที่ 2 เป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และกลุ่มที่ 3 เป็นโรคติดต่อที่มีจำนวนมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาด แต่ในสถานการณ์ทั่วไปจะไม่ได้มีจำนวนมาก การเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อของคนไทยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต แต่เมื่อมองลึกลงไปก็จะพบว่าเป็นการเสียชีวิตที่ไม่จำเป็นเยอะ โดยสาเหตุมาจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น มะเร็งปอด ทำให้คนไทยเสียชีวิตปีละ 3.1 หมื่นคน และเสียปีสุขภาวะ 6.6 แสนต่อปี แม้ว่าจะไม่เสียชีวิตแต่ก็นับเป็นมูลค่าการเสียหายหลายแสนล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนไทยมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเครียด เสี่ยงซึมเศร้า จนถึงเสี่ยงฆ่าตัวตาย ชี้ให้เห็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงในด้านความปลอดภัย จากข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ารายงานการก่ออาชญากรรมทางทรัพย์หรือทางร่างกายมีมากขึ้น นอกจากนี้จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและมีผู้เสียชีวิตก็ไม่ได้ลดลง ตัวอย่างเช่นกรณีข่าวรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ขับรถชนแพทย์หญิงเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ นอกจากนั้นผู้กระทำผิดยังเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายด้วย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เนื่องจากเป็นเรื่องพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

ประเด็นต่อมาที่บ่งชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงคือ จำนวนเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดย 40 เปอร์เซ็นต์ ร้องเรียนเรื่องการบริการ ในเรื่องเสริมความงาม การโฆษณาเกินจริง การกู้เงินทางออนไลน์ นอกจากนี้เรื่องการผูกขาดในธุรกิจขนาดใหญ่ หากไม่ทำอะไรจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และรุนแรงมากขึ้น เช่น การควบรวมระหว่างทรูและดีแทค ทำให้ราคาค่าบริการแพงขึ้น การควบรวมโรงพยาบาลที่ทำให้ค่ารักษาที่แพงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการป้องกันไม่ให้รัฐและนายทุนเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกัน

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐและพลังงานสังคมว่า ประเทศที่จะพัฒนาได้สมดุล จะต้องมีอำนาจรัฐและพลังสังคมที่สมดุลกัน ถ้ามีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง การขับเคลื่อนหรือการพัฒนามักจะไม่ประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน มีอำนาจรัฐที่แข็งแกร่ง แต่ในส่วนเสรีภาพของประชาชนหรือพลังสังคมนั้นถูกจำกัด ขณะที่ประเทศอินเดีย พลังงานสังคมแข็งแรงมาก มีความเป็นประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันอำนาจรัฐไม่แข็งแรงมากพอ

โจทย์ของสังคมไทย จะต้องสร้างความเข้มแข็งขึ้นมาทัดทานรัฐและทุน ประเทศที่จะพัฒนาได้อย่างสมดุลจะต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ และรัฐจะต้องตอบสนองต่อความต้องการคนในสังคม อย่างเรื่อง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นมาหลายเดือน แต่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นี่คือตัวอย่างของรัฐที่ไม่มีความเข้มแข็งและไม่สามารถตอบสนองประชาชนได้

“สังคมแยกจากเศรษฐกิจ การเมืองไม่ได้ สังคมจะพัฒนาต่อไปได้ ต้องทำให้สังคมเข้ามาควบคุมรัฐ ซึ่งเงื่อนไขที่จำเป็นคือ ต้องให้กลไกประชาธิปไตยทำงาน โดยรูปธรรมในระบบรัฐสภา ส.ส. ที่เป็นตัวแทนประชาชน ควรมีอำนาจเต็มที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ตัวแทนใครไม่รู้ อย่าง ส.ว. เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนตำแหน่งประธานสภาก็เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองไปพูดคุยกัน ขออย่าให้มีอำนาจข้างนอกเข้ามาแทรก สังคมจึงจะสามารถควบคุมรัฐได้ และทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นเดินไปถูกที่ถูกทาง” ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เตรียมจัดงานรำลึกครบรอบ กู้ภัยถ้ำหลวง 5 ปี

 

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2566 ที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายชุติเดช กมนณชนุตม์ (กะ-มน-นะ-ปะ-นุด)ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 นางรุ่งศรัณย์ บันลือศักดิ์ชัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงาน “รำลึกครบรอบ 5 ปีกู้ภัยถ้ำหลวง” ในวันจันทร์ที่ 10 ก.ค.นี้ โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกำหนดเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจะร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โป่งผา ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 39 รูป พิธีบวงสรวงเจ้าแม่นางนอน และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ กิจกรรมการแสดงความรำลึกถึงผู้เสียสละ ได้แก่ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และเคยเป็นผู้บัญชาการในเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมเยาวชนหมูป่าอะคาเดมีจำนวน 13 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-10 ก.ค.2561 นาวาตรีสมาน กุนัน (จ่าแซม) ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ เรือโทเบรุต ปากบารา ทหารเรือซึ่งเสียชีวิตเมื่อเร็วๆ นี้ และนายดวงเพชร พรหมเทพ หรือน้องดอมหนึ่งในสมาชิกทีมหมูป่าที่เสียชีวิตขณะศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ

นอกจากนี้ยังมีการจัดการแสดงแสง สี เสียง บริเวณโถงถ้ำแรกที่อยู่ปากถ้ำซึ่งมีลักษณะเป็นโถงกว้างขวางและเพดานถ้ำมีความสูง รวมทั้งมีการเสวนาในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงถ้ำหลวงที่เกิดขึ้นหลักจากเกิดเหตุการณ์ค้นหาและกู้ภัย” โดยบุคคลสำคัญเข้าร่วมประกอบด้วยนายจงคล้าย วรพงศธร อดีตรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งขณะนั้นเป็นรองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พลเรือโทอาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือหรือหน่วยชีล พ.อ.นายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุน นายแพทย์ใหญ่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี นายชัยยนต์ ศรีสมุทร นากยกเทศมนตรี ต.แม่สาย พร้อมเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วม
 
นายชุติเดช กล่าวว่าการเสวนาดังกล่าวยังจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องมาบอกเล่าเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยปรากฎที่สื่อไหนมาก่อนว่าเมื่อ 5 ปีก่อนสถานการณ์ที่พวกเขาพบเจอในเหตุการณ์กู้ภัยที่ถ้ำหลวงเป็นอย่างไรจึงขอเชิญชวนผู้สนใจไปร่วมกิจกรรม โดยจะมีการจัดของที่รำลึกที่มีชิ้นเดียวและหาที่ไหนไม่ได้ให้กับผู้ไปร่วมจำนวน 500 ชุด ทั้งนี้ในปัจจุบันถ้ำหลวงได้รับการพัฒนาทั้งด้านทรัพยากรธรณี และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวสามาถเข้าชมได้ตั้งแต่โถงปากถ้ำไปจนถึงโถงถ้ำที่ 1 ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการช่วยเหลือในเหตุการณ์ปี 2561 และต่อไปจะผลักดันให้เป็นมรดกของอาเซียนต่อไป
 
ในปัจจุบันยังคงมีนักท่องเที่ยวไปเยือนถ้ำหลวงอย่างต่อเนื่อง โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สร้างอาคารบันทึกเหตุการณ์เป็นถ้ำจำลองเพื่อบอกเล่าเรื่องราวช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี มีศาลาอนุสรณ์สถานที่มีผลงานศิลปะที่เกี่ยวข้องและอนุสาวรีย์จ่าแซมที่สร้างโดยศิลปินนำโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย รวมทั้งมีการพัฒนาถนน ทางเดิน ไฟส่องสว่างและข้อมูลระหว่างทาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปชมและเข้าชมภายในโถงปากถ้ำถึงโถงถ้ำที่ 1 ได้โดยสะดวก อย่างไรก็ตามทางอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ด้มีประกาศปิดถ้ำหลวงตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. – 30 ก.ย.นี้ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนทำให้อาจมีปริมาณน้ำในถ้ำอาจเพิ่มมากขึ้น กระนั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางไปเที่ยวชมได้ถึงกลางเดือน ก.ค.นี้
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เสริมท่องเที่ยวเมืองรองปลดล็อกขอใบอนุญาตโรงแรมขนาดเล็ก

 

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ท้องถิ่น ประชาชนได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวกว้างขวางขึ้น หน่วยงานต่างๆ ได้ปรับปรุงเกณฑ์รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย ซึ่งในส่วนของกระทรวงมหาดไทยได้ออกและปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีการนำอาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กได้
 
โดยตั้งแต่ปี 2559 กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ผู้ที่ประสงค์จะนำอาคารประเภทต่างๆ เช่น ห้องแถว ตึกแถว โฮมสเตย์ สามารถปรับปรุงอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์และขอรับใบอนุญาตให้ใช้อาคารเป็นโรงแรม เพื่อประกอบการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกณฑ์สามารถสนับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมให้มีการใช้อาคารที่ได้มาตรฐาน ให้ความปลอดภัยแก่ผู้รับบริการมากที่สุด
 
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงกฎกระทรวงฯ เพิ่มเติม ออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 66 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญได้ขยายระยะเวลาของกฎกระทรวงจากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 ส.ค. 67 ไปสิ้นสุด 18 ส.ค. 68 เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารมีเวลาในการแก้ไขดัดแปลงอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ทัน
 
นอกจากนี้ กฎกระทรวงฯ ฉบับที่ 4 ยังได้ปลดล็อกส่วนที่เคยเป็นอุปสรรคอื่นๆอีก โดยมีการผ่อนผันให้อาคารที่มีอยู่ก่อนวันที่ 19 ส.ค. 59 ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับที่ว่างของอาคาร ช่องทางเดินในอาคาร ความกว้างของบันได ระยะถอยร่นแนวอาคาร ระยะดิ่งของอาคาร และที่จอดรถ เป็นต้น แต่อาคารที่จะเปลี่ยนการใช้ไปเป็นโรงแรมที่พักดังกล่าวต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและมีระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยและด้านอื่นๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
 
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กจะเข้าสู่ระบบรับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม ได้รับการดูแลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการพัฒนาบริการที่ได้มาตรฐานสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองรองมากยิ่งขึ้นตามมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล เพิ่มโอกาสและรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็มีทางเลือกพักโรงแรมที่หลากหลายภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย
 
กฎกระทรวง กำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566  : https://t.ly/ratchakitcha.moi.dpt

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เตือนผู้สมัครสอบ ธ.ก.ส. ระวัง !! มิจฉาชีพแอบอ้างหลอกเงินแลกเข้าทำงาน

 

ธ.ก.ส. แจ้งเตือนผู้สมัครสอบเพื่อเป็นพนักงาน ปี 2566 ทุกท่าน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นผู้มีอำนาจหรือมีความสามารถฝากเข้าทำงาน ธ.ก.ส. ได้ และมีการเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม ธ.ก.ส. ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และพร้อมดําเนินการเอาผิดตามขั้นตอนทางกฎหมายกับผู้ที่หลอกลวงต่อไป

นายไพศาล หงษ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการและโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากการที่ ธ.ก.ส. ได้มีการเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก เพื่อเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำสาขาและสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดทั่วประเทศ ปีบัญชี 2566 และมีผู้สนใจเข้าสมัครเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาพบว่า มีผู้แอบอ้างว่า สามารถให้ความช่วยเหลือให้สามารถเข้าทำงานกับ ธ.ก.ส. ได้ และมีการเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการติวและการขายข้อสอบ ทำให้มีผู้สมัครบางคนหลงเชื่อและสูญเสียเงินให้แก่บุคคลดังกล่าว จึงขอเรียนว่า ในการสอบคัดเลือกดังกล่าว ธ.ก.ส. ไม่มีวิธีการอื่นใด นอกเหนือจากการใช้ความรู้ ความสามารถของผู้สมัครในการสอบตามเกณฑ์ที่ประกาศเท่านั้น ขอให้ผู้สมัครทุกท่านอย่างหลงเชื่อบุคคลผู้มีพฤติการณ์ดังกล่าว  

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้องได้ผ่านช่องทางการสื่อสารหลักของธนาคาร ได้แก่ เว็บไซต์ www.baac.or.th Facebook Page “ธกส BAAC Thailand” “ธกส บริการด้วยใจ” และ LINE Official Account : @baacfamily  เนื่องด้วยปัจจุบันมิจฉาชีพมีรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย ดังนั้น หากไม่แน่ใจโปรดติดต่อโดยตรงที่ธนาคาร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 555 0555 *3 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งธนาคารจะดําเนินการเอาผิดตามขั้นตอนทางกฎหมายกับผู้ที่หลอกลวงในลักษณะดังกล่าวต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

Blue Carbon ทางเลือกในการกักเก็บ คาร์บอน และ โอกาสทางธุรกิจ”

ระบบนิเวศ Blue Carbon Ecosystem (BCE) ทั้งป่าชายเลนและหญ้าทะเล เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้ และต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับระบบนิเวศบนบก ขณะที่ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือ Blue Carbon Credits ที่ได้จากการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net-Zero GHG Emissions

ผู้ประกอบการที่ต้องการคาร์บอนเครดิตจากระบบนิเวศ BCE เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตอาจเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หากโครงการดำเนินการได้ตามเป้าหมาย 3 แสนไร่และปริมาณคาร์บอนที่กับเก็บได้ในระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ยศักยภาพฯ คาดว่าจะเกิดคาร์บอนเครดิตอย่างต่ำ 28 MtCO2

การฟื้นฟูระบบนิเวศ BCE ยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) หลายประการ อาทิ รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และธรรมชาติ การทำประมงที่มีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ยมากกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี

ในปัจจุบัน ภาคส่วนต่างๆ ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศมีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero GHG Emissions) ในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับวาระของโลกที่มุ่งลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะมีความพยายามที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง แต่ก็ทำได้ไม่ทั้งหมดเพราะต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจกสูงมาก จึงทำให้ยังมีความต้องการปริมาณคาร์บอนเครดิตจำนวนมาก เพื่อใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น บทความฉบับนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับทางเลือกใหม่ในการกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านระบบนิเวศชายฝั่งหรือ Blue Carbon Ecosystem (BCE) และโอกาสในการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากโครงการฟื้นฟูหรืออนุรักษ์ระบบนิเวศ Blue Carbon รวมไปถึงการใช้ในกิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือที่เรียกว่ากิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Blue Carbon Ecosystem เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ที่มีประสิทธิภาพสูง
Blue Carbon Ecosystem เป็นระบบนิเวศตามป่าชายเลน ที่ลุ่มน้ำเค็ม ที่ราบน้ำท่วมถึง และหญ้าทะเล ที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำหน้าที่ดูดซับและกักเก็บคาร์บอนในรูปของมวลชีวภาพและการทับถมของตะกอนลงสู่ชั้นดินลึกหลายเมตร โดยที่คาร์บอนจะถูกกักเก็บได้นานนับพันปีในชั้นตะกอนหากสภาพแวดล้อมของระบบนิเวศไม่ได้ถูกทำลายจากภัยธรรมชาติหรือกิจกรรมของคน (WEF, 2021) ต่างจากระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) เช่น ป่าฝน ที่แม้ว่าจะกักเก็บคาร์บอนในชีวมวลได้เช่นกัน แต่จะปล่อยคาร์บอนกลับออกมาเมื่อต้นไม้ตาย ที่ผ่านมา การวิจัยต่างๆ ชี้ว่าระบบนิเวศ Blue Carbon มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงกว่าป่าไม้ราว 5-10 เท่า  เนื่องจากสามารถดึงคาร์บอนประมาณ 50-90% ไปกักเก็บไว้ในใต้ดินที่มีน้ำทะเลท่วมขังซึ่งช่วยชะลอการเน่าเปื่อยของอินทรีย์วัตถุและช่วยเพิ่มปริมาณการสะสมคาร์บอนในดิน

การฟื้นฟูระบบนิเวศ Blue Carbon หลายประเภทมีศักยภาพการลด CO2 ต่อหน่วยพื้นที่ สูงกว่าภาคป่าไม้
ศักยภาพการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยพื้นที่ (Mitigation Potential) มีความแตกต่างกันตามประเภทกิจกรรมในแต่ละระบบนิเวศ โดยที่กิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลน (Mangrove restoration) โดยเฉลี่ยมีศักยภาพสูงกว่ากิจกรรมการฟื้นฟูสภาพป่า (Reforestation) ในระบบนิเวศป่าไม้ และกิจกรรมการฟื้นฟูหญ้าทะเล (Seagrass restoration) ในการลดปริมาณ CO2 ต่อหน่วยพื้นที่  โดยรวมแล้ว Blue Carbon โดยเฉพาะที่เกิดจากกิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถก้าวไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้
อนึ่ง จากงานวิจัยล่าสุดของ McKinsey & Company (2022) ประเมินว่ากิจกรรมการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน หญ้าทะเล และที่ลุ่มน้ำเค็มโดยรวมทั้งโลกจะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนราว 0.4-1.2 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์ (GtCO2) ต่อปี ภายใน ปี 2050

 

 

ต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกของ Blue Carbon อยู่ในระดับที่น่าสนใจเทียบกับราคาซื้อขายในตลาดคาร์บอน
จากการศึกษาต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ McKinsey & Company (2022) พบว่าต้นทุนสุทธิที่ต้องจ่ายเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจกต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2) ของ Blue Carbon ในหลายประเภทกิจกรรม/โครงการ เช่น การฟื้นฟูป่าชายเลน การอนุรักษ์ป่าชายเลน การอนุรักษ์หญ้าทะเล ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ tCO2 ซึ่งแข่งขันได้เมื่อเทียบกับกิจกรรมการกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศบนบก และน่าสนใจเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิตหากผู้ที่พัฒนาโครงการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ทั้งนี้จากข้อมูลของ Abatable พบว่าราคาคาร์บอนเครดิตจาก Blue Carbon โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ tCO2 โดยที่บางประเภทโครงการมีราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ tCO2

 

 

ชายฝั่งทะเลไทยก็มีระบบนิเวศป่าชายเลนและหญ้าทะเลเป็นอีกโอกาสสำคัญในการกักเก็บและดูดซับ CO2
ระบบนิเวศ Blue Carbon กระจายตัวอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่ราว 185 ล้านเฮกตาร์ และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงกว่า 30,000 TgC (Nature, 2021)  สำหรับประเทศไทยนั้น มีระบบนิเวศ Blue Carbon ทั้งป่าชายเลนและหญ้าทะเลซึ่งอยู่ตามชายฝั่งทะเลในจังหวัดหรือหมู่เกาะต่างๆ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเมินว่าไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพเป็นป่าอยู่ 1.74 ล้านไร่ โดยบางส่วนจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูจากการบุกรุกและใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ที่กระทบระบบนิเวศป่าชายเลน ขณะที่พื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นแหล่งหญ้าทะเลมีอยู่ราว 160,628 ไร่ แต่จากข้อมูลล่าสุดปี 2564 มีพื้นที่เพียง 99,325 ไร่ ซึ่งแสดงว่าไทยยังมีพื้นที่อีก 38% ที่สามารถฟื้นฟูหญ้าทะเลให้เป็นระบบนิเวศที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนได้

 

ภาครัฐตั้งเป้าฟื้นฟูป่าชายเลน 3 แสนไร่เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านความร่วมมือจากภาคเอกชน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้จัดทำ “โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต” ในพื้นที่ 23 จังหวัด จำนวน 3 แสนไร่ในช่วง 2565-2574 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ (ก) ทช. เป็นเจ้าของโครงการและผู้พัฒนาโครงการ (ข) อบก. เป็นผู้ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) หรือ T-VER มาตรฐานขั้นสูง (Premium T-VER) และรับรองคาร์บอนเครดิตให้กับผู้พัฒนาโครงการ (ค) องค์กรเอกชน ชุมชนท้องถิ่นหรือชายฝั่ง เป็นผู้พัฒนาโครงการ โดยสามารถเลือกกรอบระยะเวลาดำเนินการครั้งละ 10, 20, และ 30 ปี (ขอต่ออายุได้ครั้งละ 10 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) อนึ่งในแต่ละปี ทช. จะประกาศเชิญเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลน กำหนดพื้นที่เป้าหมาย และพิจารณาจัดสรรพื้นที่ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนให้กับผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ โดยในปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดสรรพื้นที่ 4.1 หมื่นไร่ ให้กับองค์กรเอกชนจำนวน 14 ราย ในการดำเนินโครงการฯ
สำหรับองค์กรเอกชนที่เข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลน จะได้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นในระยะข้างหน้าหากการดำเนินโครงการเป็นไปตามระเบียบของ ทช. ที่เกี่ยวกับการปลูกและบำรุงป่าชายเลนและการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต อนึ่ง การแบ่งปันคาร์บอนเครดิตระหว่าง ทช. กับบุคคลภายนอก กำหนดสัดส่วนเท่ากับ 10 : 90 หรือตามที่ตกลง โดยที่ ทช. จะได้รับสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 จากโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต

 

 

Blue Carbon Credit สร้างโอกาสในเชิงเศรษฐกิจและธุรกิจ รวมถึง Co-benefits ต่อหลายภาคส่วน
ป่าชายเลนมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ 9.4 tCO2 ต่อไร่ต่อปี อ้างอิงจากผลการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนในพื้นที่ 9 จังหวัดของไทยทั้งในโซนอ่าวไทยและโซนอันดามันของคณะทำงานร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ  ในเบื้องต้นสมมติว่าหาก ทช. สามารถดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนได้ครบตามเป้าหมาย 3 แสนไร่พร้อมกับกักเก็บปริมาณคาร์บอนได้ที่ระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยศักยภาพข้างต้น และได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตอย่างน้อย 10 ปี คาดว่าจะเกิดคาร์บอนเครดิตอย่างต่ำ 28 MtCO2
นับเป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจทั้งที่เป็นผู้พัฒนาโครงการเพื่อรับประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตหรือผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจากผู้ที่พัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลนดังกล่าว เพื่อใช้ในกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการเข้าใกล้เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net-Zero GHG Emissions ได้อีกทางหนึ่ง และเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เช่น เป้าหมาย SDG ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์มหาสมุทรและทรัพยากรทะเลอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับธุรกิจ ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของผู้บริโภคทั่วโลกที่ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
อนึ่ง ผู้ที่พัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่ขึ้นทะเบียนโครงการกับ อบก. จะได้ประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดจากการขายคาร์บอนเครดิตในประเทศเป็นระยะเวลา 3 รอบบัญชีต่อเนื่องกัน และยังสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตด้วย
นอกจากนี้ โครงการปลูกป่าชายเลนยังสร้างผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) หลายด้านที่นอกเหนือจากการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจและประเทศ เช่น เป็นแหล่งรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นจากรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล (Marine Ecotourism) ปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศชายฝั่งทะเล รวมถึงเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำซึ่งช่วยสนับสนุนด้านการทำประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยรวมแล้วนับเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชนและอื่นๆ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในเบื้องต้นระบบนิเวศทางทะเลดังกล่าวอาจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมให้กับประเทศโดยเฉลี่ยปีละ 4.8 แสนล้านบาทในช่วง 20 ปี (2557-2576) อ้างอิงจากการประมาณการมูลค่าเศรษฐกิจรวมของระบบนิเวศป่าชายเลนและหญ้าทะเล (รวมถึงแนวปะการัง) ของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปี 2557  ทั้งนี้ มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากภาคการท่องเที่ยวและการทำประมง ประโยชน์จากการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การดูดซับและกักเก็บคาร์บอน อย่างไรก็ดี เนื่องจากการศึกษาดังกล่าวประเมินไว้ในปี 2557 ผ่านมา 9 ปี ประมาณการมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมอาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปแต่อย่างน้อยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

Implication:
• การดำเนินโครงการการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศ Blue Carbon Ecosystem (BCE) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการกักเก็บคาร์บอนสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตหรือนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ในการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เนื่องจาก BCE มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้จำนวนมาก ในขณะเดียวกันมีต้นทุนในการดำเนินการเพื่อกักเก็บคาร์บอนในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับระบบนิเวศบนบก
• ในปัจจุบัน คาร์บอนเครดิตจากสาขาป่าไม้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยมีปริมาณซื้อขาย ราคา และมูลค่าการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสูงเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ เรามองว่าในอนาคต ราคาและปริมาณความต้องการคาร์บอนเครดิตจากโครงการประเภทการดูดซับ (Carbon Removal) อย่างเช่นกิจกรรมการปลูกป่าชายเลน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับคาร์บอนเครดิตจากโครงการประเภทการลดก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction) เนื่องจากภาคส่วนต่างๆ มีความต้องการใช้คาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงเพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net-Zero GHG Emissions
• ภาคเอกชนที่สนใจใน BCE อาจเริ่มจากการเข้าร่วมใน “โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต” ในพื้นที่ 23 จังหวัด ซึ่งจัดทำโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยองค์กรภาคเอกชนที่เข้าร่วมในการปลูกและบำรุงรักษาป่าชายเลนจะได้ประโยชน์จากการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน T-VER หรือมาตรฐานขั้นสูง Premium T-VER ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล โดยสามารถนำไปชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือจะสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพดี โดยที่กำไรสุทธิจากการขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 รอบบัญชีต่อเนื่องอีกด้วย
• นอกจากนี้ โครงการประเภท BCE ยังสร้างผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) หลายประการต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น เช่น ประโยชน์ทางด้านสันทนาการและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล (Marine Ecotourism) การปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศชายฝั่งทะเล รวมถึงการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำซึ่งช่วยสนับสนุนด้านการทำประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยรวมแล้วนับเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชนและส่งเสริมการพัฒนาอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Krungthai COMPASS

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News