Categories
FEATURED NEWS

“บิ๊กโจ๊ก” บินด่วน!! เตรียมพบอัยการตำรวจเยอรมันตามความคืบหน้าผู้ต้องหาซื้อบริการเด็ก

 

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  หรือ “บิ๊กโจ๊ก” บินด่วน!! เตรียมพบอัยการ ตำรวจเยอรมัน ตามความคืบหน้าผู้ต้องหาเยอรมัน ซื้อบริการเด็ก อ้างจ่ายสินบนหนึ่งล้านบาท แลกการประกันตัวกลับประเทศ 

โดยได้เข้าพบ นายอรรถพงศ์ พันธุ์รัตน์ รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ไทยประจำนครแฟรงค์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อขอให้ประสานงานขอพบตำรวจและอัยการของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในวันที่ 25 มกราคม เพื่อเคลียร์ประเด็นข้อเท็จจริง ที่มีสื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวว่านายเจน จ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐและการประกันตัวกลับประเทศ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบช.ส. พ.ต.อ.ทรงเอก พัชรวิชญ์ รอง ผบก.ตท. พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.ศิลา ตันตระกูล ผกก.ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 3 ตท. จึงได้บินไปสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวยืนยันกับนายอรรถพงศ์ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ฯ ว่าที่มาเพราะต้องการทำความจริงให้ปรากฏเรื่องข้อเท็จจริงกรณีจากที่นายเจน คริช อ้างว่าจ่ายเงินไป 1 ล้านบาท เพื่อแลกการประกันตัว นายเจน นั้นจ่ายให้กับผู้ใดและเป็นเงินค่าอะไรหรือเป็นเงินสินบนที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวจ่ายให้กับทนายความไปโดยเงินจำนวน 500,000 บาทถูกใช้ไปในการวางเงินประกันตัวที่ศาล ต่อมาเมื่อนายเจน คริช ผิดนัดไม่มาศาลจึงถูกยึดเงินประกันรวม 700,000 บาท และศาลออกหมายจับ

 

แต่สื่อต่างประเทศ กลับเสนอข่าวเป็นเรื่องการจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย ทั้งในแง่มุมการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก และในแง่มุมของการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเยอรมันหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่อยากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น

ขณะที่รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ฯ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ถือเป็นอันดับ 2 ในสหภาพยุโรปรองจากอังกฤษ (ยกเว้นรัสเซีย) ที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด จึงพร้อมสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ หากมีประเด็นที่จะต้องประสานงานติดตามผลในเรื่องใด ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือดำเนินการ ร่วมมือกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ขับเคลื่อนแผนสกัดกยาเสพติด ในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ

 

เมื่อ 11 มกราคม 2567 ที่วิทยาลัยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พลโทนฤทธิ์ ถาวรวงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ หรือ นบ.ยส.35 เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ชายแดนภาคเหนือ พ.ศ. 2567 โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ปปส. ภาค 5 ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

 

.
พลโทนฤทธิ์ ถาวรวงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือกล่าวว่า ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ให้มีการสกัดกั้นยับยั้งยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ อย่างเป็นรูปธรรมจึงได้กำหนดพื้นที่เร่งด่วนใน 5 อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ และ 6 อำเภอชายแดนจังหวัดเชียงราย ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันโดยมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ซึ่งประกอบด้วยกำลังทหาร, ตำรวจ, ป.ป.ส. และ ฝ่ายปกครอง ร่วมดำเนินการ ซึ่งทางรัฐมนตรียุติธรรมได้ให้ความสำคัญ และกำหนดการปฏิบัติ 10 เดือน(1 ธ.ค.66 – 30 ก.ย.67) นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาภัยความมั่นคงที่สำคัญประการหนึ่ง
 
 
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือกล่าวต่อไปว่า ในห้วงวันที่ 11 – 12 มกราคม 2567 นบ.ยส.35 ได้กำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ วิทยาลัยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อสร้างความร่วมมือและพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ระหว่างองค์กร บูรณาการความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหายาเสพติดครอบคลุมพื้นที่ชายแดนภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่อ.เวียงแหง,อ.เชียงดาว,อ.ไชยปราการ, อ.ฝาง, อ.แม่อาย และพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้แก่ อ.แม่จัน, อ.แม่ฟ้าหลวง, อ.แม่สาย, อ.เชียงแสน, อ.เชียงของ, อ.เวียงแก่น มีหน่วยเข้าร่วมประชุม ได้แก่ ทหาร, ตำรวจ,ฝ่ายปกครอง, ปปส.ภาค 5, ศุลกากร และอุตสาหกรรมอันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการสกัดกั้นยาเสพติดจากชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบลำเลียงขนส่งเข้ามายังพื้นที่ตอนใน ซึ่งในห้วงที่ผ่านมามีผลการดำเนินการ การสกัดกั้นและจับกุม จำนวน 14 ครั้ง ได้ ผู้ต้องหาจำนวน 3 คน กลุ่มผู้ลำเลียงเสียชีวิตจำนวน 19 ศพ และยึดของกลาง ยาบ้า จำนวน20 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ จำนวน 323 กก.
 
 
“นบ.ยส.35 มีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าดำเนินการ และปฏิบัติการ ดังนี้ สกัดกั้น ยับยั้ง และจับกุม ไม่ให้มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ เข้ามาในประเทศได้ ปราบปราม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติดและวงจรทางการเงิน ของกลุ่มนักค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ปราบปรามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านระบบโลจิสติกส์ตามแนวชายแดน เสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดน เพื่อต่อต้านยาเสพติด เฝ้าระวัง ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข่าว ในพื้นที่รับผิดชอบให้มากที่สุดและยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้ช่วยดำเนินการปราบปราม จับกุมผู้ค้ายาเสพติด และผู้ที่หลบหนีหมายจับเข้าไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ดำเนินการอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ยาเสพติดถูกลักลอบลำเลียงเข้ามาในประเทศได้”พลโทนฤทธิ์ กล่าว
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“เกณฑ์ใหม่ขึ้นเครื่อง“ เที่ยวบินในประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

 
CAAT แจงหลักเกณฑ์ใหม่ บัตรผ่านขึ้นเครื่อง – เอกสารยืนยันตัวตน ที่ใช้เดินทางทางอากาศภายในประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

บัตรผ่านขึ้นอากาศยาน (Boarding Pass) รูปแบบใดบ้างที่ยอมรับได้

1) Boarding Pass ที่สายการบินออกให้ ณ จุดเคาน์เตอร์เช็กอิน

2) Boarding Pass ที่ผู้โดยสารพิมพ์ด้วยตนเองจากตู้เช็กอินอัตโนมัติ (Self Check-in Kiosk)

3) ไฟล์ PDF ในโทรศัพท์ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่สายการบินจัดส่งให้ผู้โดยสาร

4) E-Boarding Pass ที่แสดงผ่าน Mobile Application ของสายการบิน หรือ Application Wallet หรือ E-mail ที่ส่งโดยสายการบินเท่านั้น

 

เอกสารยืนยันตัวตน ที่ใช้ร่วมกับบัตรผ่านขึ้นอากาศยาน (Boarding Pass) สำหรับผู้โดยสารที่มีสัญชาติไทย (อายุมากกว่า หรือ เท่ากับ 7 ปี)

1) บัตรประชาชนฉบับจริง หรือ สำเนาบัตรประชาชนที่ได้รับการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน หรือ

2) หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง หรือ เอกสารแทนหนังสือเดินทางที่กระทรวงการต่างประเทศออกให้ หรือ

3) ใบอนุญาตขับขี่รถฉบับจริง หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ และสามเณรฉบับจริง บัตรประจำตัวคนพิการฉบับจริง

 

เอกสารยืนยันตัวตน ที่ใช้ร่วมกับบัตรผ่านขึ้นอากาศยาน (Boarding Pass) สำหรับผู้โดยสารที่มีสัญชาติไทย (อายุน้อยกว่า 7 ปี)

1) สูติบัตรฉบับจริง หรือ สำเนาข้อมูลสูติบัตรที่ได้รับการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือ

 2) หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง หรือ เอกสารแทนหนังสือเดินทางที่กระทรวงการต่างประเทศออกให้ หรือ

3) ทะเบียนบ้านฉบับจริง หรือ สำเนาข้อมูลทะเบียนบ้านที่ได้รับการรับรอง หรือ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือ

4) หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ และสามเณรฉบับจริง บัตรประจำตัวคนพิการฉบับจริง

เอกสารยืนยันตัวตนของผู้โดยสารที่แสดงทางแอปพลิเคชัน อาทิเช่น

 (1) บัตรประชาชนดิจิทัล ทะเบียนบ้านดิจิทัล ผ่านทางแอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครอง

 (2) ใบอนุญาตขับรถดิจิทัล ผ่านทางแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ของกรมการขนส่งทางบก

 (3) บัตรประจำตัวคนพิการ ผ่านทางแอปพลิเคชันบัตรคนพิการ ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : On Route Trip

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เตือนไทย! เตรียมรับมือเข้าสู่ ‘ฤดูฝุ่น’ กรมควบคุมมลพิษ หนักสุดในช่วง ก.พ. 67

 

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 ร้อยเอก รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกันประกาศไทยเข้าสู่ฤดูฝุ่น ขอให้ทุกหน่วยงานคุมเข้ม ควบคุมต้นตอแหล่งกำเนิดฝุ่น

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นในวันนี้จะเริ่มรุนแรง ช่วงวันที่ 5 – 12 มกราคมนี้ ซึ่งมีผลมาจากความกดอากาศสูง อัตราการระบายฝุ่นต่ำ ลมสงบ ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นในปริมาณมาก ขณะที่แหล่งกำเนิดฝุ่นหลักในกทม.นอกจากการจราจรแล้ว การเผาพื้นที่การเกษตรในพื้นที่โล่ง นาข้าว จากภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา ลอยตามทิศทางลมมายังกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงต้องเฝ้าระวัง ขอให้ทุกหน่วยงาน ควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ตนเอง เพราะก่อนปีใหม่พบจุดความร้อนประมาณ 200 จุด แต่หลังปีใหม่พบจุดความร้อนมากกว่า 1,200 จุด

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอกด้วยว่า โดยปกติฤดูฝุ่น PM2.5 จะเริ่มขึ้นตั้งแต่พฤศจิกายน – มีนาคม แต่คาดว่า ฝุ่นจะหนักสุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์  

ส่วน น.ส.ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่าในปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 จุด ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางการเกษตรและนาข้าว โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศงดการเผา และควบคุมการเผา รวมทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ควบคุมการเผาผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่ท้ายลม อีกทั้งได้ซักซ้อมกับ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานควบคุมฝุ่นพิษ

คำแนะนำการดูแลและป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจาก PM 2.5

1. ให้อยู่ภายในอาคารบ้านเรือน หากไม่จำเป็นอย่าออกนอกบ้าน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง

2. ปิดประตูหน้าต่างป้องกันฝุ่นเข้า หากปิดไม่ได้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำทำเป็นม่านปิดแทน

3. หากต้องออกนอกบ้าน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดๆ ปิดจมูกและปาก หรือใส่หน้ากากกรองฝุ่น

4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและทำงานหนัก เมื่ออยู่นอกบ้าน

5. ดื่มน้ำมากๆ และไม่สูบบุหรี่ ในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก

6. ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่มีฝุ่นละออง

7. ไม่เผาขยะ โดยเฉพาะขยะที่เป็นสารพิษ เช่น พลาสติก, ยางรถยนต์ รวมทั้งขยะทั่วไป

8. ลดการใช้รถยนต์ หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มลพิษจากท่อไอเสีย ทำให้คุณภาพอากาศแย่ลง.

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ปิดฉากสายการบินไทยสมายล์ ย้ายการปฏิบัติการไปยังการบินไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567

 

เมื่อวันนี้ (31 ธ.ค. 66) บมจ. การบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมดูแลลูกค้าของสายการบินไทยสมายล์ให้ได้รับความสะดวกสบายอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจฯ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ และโอนย้ายการปฏิบัติการบินและบริการต่างๆ ทั้งหมดจากไทยสมายล์ไปยังการบินไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เป็นต้นไป

โดยเว็บไซต์ thaismileair.com ได้ปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา และศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Smile Contact Center) จะให้บริการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับท่านผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารของไทยสมายล์ที่ยังประสงค์เดินทางตามกำหนดเดิม บริษัทฯ จะดำเนินการจัดการด้านบัตรโดยสารและการสำรองที่นั่ง

โดยท่านผู้โดยสารจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด สำหรับท่านที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ในช่องทาง ดังนี้

– เว็บไซต์ thaiairways.com

– สำนักงานขายการบินไทยและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

– THAI Contact Center 0-2356-1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือที่ contact@thaiairways.com

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การบินไทย จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ในหลวง – พระราชินี พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ 2567 แก่ปวงชนชาวไทย

 
วันที่ 31 ธันวาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานพรเนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ปวงชนชาวไทย ความว่า “ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 นี้ ข้าพเจ้าขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน ในรอบปีที่ล่วงแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราหลายอย่างดังที่ท่านทั้งหลายก็คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว 
 
เรื่องหนึ่งที่ควรกล่าวถึงก็คือ ได้มีการประกาศให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นวันนวมินทรมหาราช และได้มีพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนไปร่วมงาน ร่วมถวายราชสักการะ และร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นจำนวนมาก
 

ทั้งยังมีเรื่องที่น่ายินดี คือ เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม นำความปลาบปลื้มใจมาสู่เราทุกคนโดยถ้วนหน้ากัน

การที่บ้านเมืองเราดำรงมั่นคงและมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศชาติจวบจนทุกวันนี้ ก็ด้วยเราทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญความดีและมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมมาโดยตลอด ดั่งเช่น โครงการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนก็เป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำให้ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ ทุกคนยังช่วยกันสืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมอันดีงามของไทย โดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยเห็นได้ชัดเจนจากการจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดงาม

ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ทุกท่านร่วมมือร่วมใจกันอย่างมั่นคงแน่วแน่ และหากมีอุปสรรคปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ก็เผชิญปัญหาอย่างผู้มีสติมีปัญญา และร่วมกันคิดอ่านปฏิบัติแก้ไขด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ รวมกำลังความรู้ความสามารถของทุกคนทุกฝ่าย มาใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม ทันต่อเหตุการณ์ ถ้าทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันได้ดังนี้ ประเทศชาติของเราก็จะเจริญวัฒนาเป็นที่อยู่ที่อาศัยอันสงบร่มเย็นของเราทั้งหลายได้สืบไป

ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ พร้อมด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จงคุ้มครองรักษาทุกท่าน ให้ปราศจากทุกข์โศก โรคภัย ทุกๆ ประการ บันดาลให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา ประสบแต่สิ่งที่พึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้และตลอดไป

ด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างเป็นตราพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และตราพระนามาภิไธย ส.ท.

เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวา มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ระบุพระปรมาภิไธย “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และพระนามาภิไธย “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” ส่วนด้านซ้ายของบัตรพระราชทานพร มีข้อความว่า “พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๖๗ พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักพระราชวัง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

จับตา 10 คดี ‘คอร์รัปชัน’ แห่งปี 2023 ACT เสนอรัฐปฏิรูป “ตำรวจ-ราชทัณฑ์-ป.ป.ช.”

 

เมื่อเร็วๆ นี้ เพจองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและMana Nimitmongkol  ได้เผยแพร่บทความเขียนโดยนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT  มีสาระสำคัญความว่า “โกงไม่อายใคร ท้าทายไม่เกรงกลัว” ปรากฏชัดมากขึ้นในปีที่ผ่านมาโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์และ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานที่น่ากังขา ขณะที่ตำรวจ ป.ป.ป. ก้าวมาเป็นความหวังใหม่ พฤติกรรมฉ้อฉลแบบย้อนยุคของนักการเมืองกำลังหวนคืน กลไกรัฐหลงอำนาจและซื้อขายได้กลายเป็นโอกาสให้เอกชนบางรายเอาเปรียบสังคม ดังปรากฏพบความเกี่ยวข้องกับ 10 คดีคอร์รัปชันหรือกรณีคาบเกี่ยวกับการทุจริตในรอบปี 2566  ประกอบด้วย

  1. คดีส่วยสินบนกรมอุทยานแห่งชาติ อดีตอธิบดีถูกจับพร้อมหลักฐานซองเงินค่าวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งและค่ารักษาเก้าอี้ เงินส่วย เงินทอน และกระเช้าของขวัญจำนวนมาก กรมนี้มีงบประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท บุคลากร 4 หมื่นคน ดูแลผืนป่า 73.61 ล้านไร่
  2. คดีทุนจีนสีเทา อาชญากรรมข้ามชาติมีเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองสนับสนุน ช่วยเหลือ ปกป้อง นำไปสู่การเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ เช่น กรณีตู้ห่าวและผับจินหลิง กรณีนายหยู ชิน ซี ที่ตั้งสมาคมเถื่อนเป็นช่องทางจัดหาวีซ่าให้คนจีนเข้าประเทศมากถึง 7 พันคนในช่วงปี 2563 – 2564 กรณีสารวัตรซัว นายตำรวจพัวพันบ่อนออนไลน์เครือข่ายใหญ่ กรณีบ่อนมินนี่และเว็บพนันออนไลน์888 ที่มีนายพลตำรวจสายไอทีมีเอี่ยว จนสังคมสงสัยว่า การที่แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ระบาดเต็มบ้านเต็มเมืองได้เพราะนายตำรวจหลายคนไปรับเงินจากขบวนการจีนเทาด้วย ใช่หรือไม่
  3. คดีโกดังพลุเถื่อนระเบิดที่บ้านมูโน๊ะ นราธิวาส ทั้งที่ตั้งอยู่กลางตลาดและเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษของทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กอ.รมน. ศอ.บต. จึงเชื่อว่างานนี้ต้องมีคนรับส่วยกินสินบนค่าปิดตามองไม่เห็นแน่นอน ล่าสุดเจ้าของโกดังต้องคดี แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกแจ้งข้อหา คนตาย 11 ราย บาดเจ็บ 389 ราย เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน 649 หลัง โรงเรียน 4 หลัง ยานพาหนะของชาวบ้านอีกจำนวนมาก แม้ทางการระบุมูลค่าความเสียหายไวเพียง 146 ล้านบาท แต่ค่าเสียหายจริงและความบอบช้ำสำหรับชาวบ้านแล้วประเมินค่ามิได้
  4. คดีดัง 2 ส.ว. กับพฤติกรรมใช้อำนาจฉ้อฉล ได้แก่ คดี ส.ว. ซุกกิ๊ก ก่อเรื่องฉาวซ้อมทหารรับใช้หญิงยศสิบโท สะท้อนการเอาเปรียบหลวงของเครือข่ายผู้มีอำนาจในวงการทหาร ตำรวจและการเมืองที่ให้การอุปถัมภ์พวกพ้องอย่างน่ารังเกียจ ถึงปัจจุบันเรื่องเงียบหายไป ส.ว. คนดังไม่มีความผิด และอีกคดีคือ ส.ว. ชื่อดังถูกอัยการสั่งฟ้อง 6 ข้อหาพัวพันเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติและธุรกิจมืดชายแดนพม่าช่วงแรกที่เกิดคดี ประชาชนให้ความสนใจติดตามเป็นอย่างมาก นอกจากตำรวจแล้วยังมีหน่วยงานอื่นเข้าร่วมสอบสวนมากเป็นประวัติการณ์ เช่น ป.ป.ช. สตง. ดีเอสไอ กรมสรรพากร ป.ป.ง. ป.ป.ท. และกระทรวงมหาดไทย
  5. คดีกำนันนก นักธุรกิจท้องถิ่นผู้มีอิทธิพล ช่วง 12 ปี ได้งานจากรัฐ 1,200 โครงการ มูลค่าราว 7 พันล้านบาท คดีนี้พัวพันการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ รถบรรทุกน้ำหนักเกิน ธุรกิจสีเทา ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง การฟอกเงิน และเครือข่ายบ้านใหญ่ในจังหวัด
  6. คดีหมูแช่แข็งเถื่อน ลักลอบนำเข้าต่อเนื่องมา 3 ปีนับหมื่นตู้คอนเทนเนอร์ รัฐขาดรายได้จากภาษีไม่น้อยกว่า 2.5 พันล้านบาท แต่กระทบต่อความอยู่รอดของผู้เลี้ยงหมูและอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูอย่างรุนแรงชัดเจน คดีนี้พัวพันระหว่างพ่อค้านำเข้า ห้างค้าส่ง โรงงานแปรรูปอาหาร แต่ที่หลบในมุมมืดคือ นักการเมืองใหญ่อดีต รมช. สองกระทรวง กับอีก 3 หน่วยงานรัฐคือ กรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมประมง  
  7. กรณีลูกเขยนายชาดา รมช. มหาดไทยถูกจับเพราะเรียกรับเงิน 6 แสนบาทจากผู้รับเหมาฯ งานนี้สังคมอยากรู้ว่า รัฐบาลจะกำจัดผู้มีอิทธิพลหรือกำจัดคู่แข่งของผู้มีอิทธิพลได้ก่อนกัน
  8. คดีเสาไฟกินรี และโครงการประเภท “คิด ทำ ทิ้ง” ทั่วประเทศ เช่น เครื่องออกกำลังกาย เครื่องกรองน้ำและโซล่าเซลล์ ลานออกกำลังกายชุมชน เครื่องผลิตน้ำประปา เสาไฟโซล่าเซลล์ ฯลฯ คดีเสาไฟกินรีเฉพาะที่ อบต. ราชาเทวะเพียงแห่งเดียว จัดซื้อไปแล้ว 871 ล้านบาท ทำให้ประเมินว่าทั่วประเทศมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่มากเท่าไหร่นั้นยากจะระบุชัด เพราะจัดซื้อโดยหน่วยราชการและ อปท. ทั่วประเทศ โดยใช้ชื่อโครงการจัดซื้อหรือเรียกชนิดสินค้าแตกต่างกันอย่างมาก จนปัจจุบันการจัดซื้อเสาไฟกินรียังทำได้ไม่มีข้อห้าม คดีที่ ป.ป.ช. สอบสวนตั้งแต่ปี 2558 ยังไร้บทสรุป สำนักงบประมาณ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างไม่มีข้อกำหนดใดออกมา
  9. กรณีส่วยทางหลวง สติ๊กเกอร์และขบวนการรีดไถรถบรรทุก มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งตำรวจทางหลวง กรมทางหลวง ตำรวจท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนถึงอัยการจังหวัดบางคน
  10. กรณีโกงนมโรงเรียน (งบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) อาหารกลางวันเด็ก (งบประมาณ 2.85 หมื่นล้านบาท) ตำราเรียน (งบประมาณ 5.18 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ นายมานะระบุว่า ทุกเรื่องมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของทุกคนจึงขอเชิญชวนประชาชนช่วยกันเฝ้าระวัง สอดส่อง เพราะจากคดีดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า ห่วงโซ่คอร์รัปชันโกงกินร่วมกันระหว่างข้าราชการ-นักการเมือง-กลุ่มทุนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ยิ่งการที่คนของรัฐกลับมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คอร์รัปชันเสียเอง ยิ่งจำเป็นต้องอาศัยเจตน์จำนงของผู้นำประเทศเข้มงวด เคี่ยวกรำ กำราบ เพราะหากก้าวข้ามคอร์รัปชันไม่ได้ รัฐบาลคิดทำอะไรก็ยากจะสำเร็จ เพราะคนจ้องจะคดโกงมีมาก จนสังคมไม่ไว้วางใจ ไม่ร่วมมือ

 

 “เพื่อหยุดวิกฤตนี้ รัฐบาลต้องใส่ใจจริงจัง ต่อสู้เชิงรุกโดยประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งวอร์รูมโดยนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะทำงานร่วมกับภาคประชาชน”  เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวและว่า ขนานกันไปยังจำเป็นต้องอาศัยพลังประชาชนร่วมกันติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อให้เกิดผลในทางป้องกัน ทั้งนี้ จาก 10 คดีคอร์รัปชัน สามารถใช้เครื่องมือจับโกงโดยเครื่องมือหลักยังเป็น ACTAi (https://actai.co)  ดังนี้

 

กลุ่มแรก คดีกำนันนก, คดีลูกเขยนายชาดา, คดีก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจ, โครงการรถไฟทางคู่, การขยายอาคารผู้โดยสารสนามบิน, คดีเสาไฟกินรี เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง สามารถสืบค้นข้อมูลโครงการที่ “จับโกงจัดซื้อจัดจ้าง” (https://actai.co) และ จับโกงงบ อบจ. https://localbudgeting.actai.co/

 

กลุ่มที่สอง คดีหมูแช่แข็งเถื่อน, คดีสวยสินบนกรมอุทยาน, คดีจับลูกเขยนายชาดา และคดีนักการเมืองครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่าย ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้อมูลนักการเมือง ท่านสามารถสืบค้นความสัมพันธ์เชิงเครือญาติผ่านนามสกุล ได้ผ่านเครื่องมือ “จับโกงเครือข่ายความสัมพันธ์” (http://bit.ly/actai-connection) และเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประวัติการทำงาน การโยกย้ายตำแหน่ง ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน และความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ผ่านเครื่องมือ “ฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง” (https://poldata.actai.co/) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเพิ่มเติมข้อมูลในระบบ

 

กลุ่มที่สาม กรณีโกงในโรงเรียน ทั้งครู ผู้ปกครอง นักเรียนสามารถเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมธรรมาภิบาลในโรงเรียนผ่านการลงมือทำ ด้วยการใช้เครื่องมือ “โรงเรียนโปร่งใส” (https://schoolgov.actai.co/)

 

นอกจากนั้น เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ยังได้ตั้งประเด็นถึง เรื่องน่าสงสัยในกระบวนการลงโทษคนโกง ประกอบด้วย (1) กรมราชทัณฑ์ลดโทษ ขออภัยโทษให้นักโทษคดีคอร์รัปชัน รวมถึงปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียม ไม่มีอภิสิทธิ์ชน เช่นกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ  (2) หลายคดีที่ ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูลความผิดแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือ สตง. เห็นว่าไม่ผิด หลายคดีที่ศาลตัดสินว่าผิดแต่ให้รอลงอาญา และหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยทำแค่สั่งลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง (3) คดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม หนีไปต่างประเทศ หลังป.ป.ช.ส่งสำนวนถึงอัยการล่าช้ามาก (4) คดีก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจ นักการเมืองพ้นผิด แต่ตำรวจติดคุก 8 นาย เช่นเดียวกับ (5) คดีรุกป่าเขาใหญ่ นายสุนทร นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ พ้นผิด แต่ข้าราชการติดคุก (6) นักการเมืองครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย แม้หลายคนโดนลงโทษแล้ว แต่ยังเหลืออีกมากกว่า 10 คดีในมือ ป.ป.ช. เช่น ครอบครัวนักการเมืองใหญ่รุกที่ดินการรถไฟที่เขากระโดง บุรีรัมย์

ปิดท้ายด้วย กรณีต้องจับตาในปี 2567 การประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโครงการขนาดใหญ่ ได้แก่  (1) การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ล้มและเลื่อนยาวเพราะเจ้าหน้าที่รัฐทำเรื่องไม่ชอบมาพากลซ้ำซ้อน (2) สัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จบการประมูล 5 ปีแล้วแต่เอกชนผู้ชนะยังขอเจรจาอยู่แล้วแต่เอกชนผู้ชนะยังขอเจรจาอยู่ โดยไม่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้สิ่งที่เปลี่ยนไป ถือเป็นการทำลายหลักพื้นฐานการประมูลงานอย่างเป็นธรรม (3) โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน 1.79 แสนล้านบาท ที่ล่าช้า ยืดเยื้อ มากข้อขัดแย้ง (4) สินบนข้ามชาติไม่คืบหน้า สินบนโรลส์รอยซ์ สวนปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซีย เหมืองทอง   (5) โครงการรถไฟทางคู่ที่กำลังก่อสร้างและจะประมูลเพิ่มเติม (6) การขยายอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ เฟสสอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ครม.​ เคาะตั้ง KPI ผู้ว่าฯ ภาคเหนือแก้ฝุ่น​ PM. 2.5 ต้องลดลง ร้อยละ​ 40

 

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในปี2567 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้ออกมาตรการพร้อมกลไกการบริหารจัดการและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปดำเนินการ รวมทั้งเสนอให้รับทราบแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการปัญหามลภาวะทางอากาศเพื่อความยั่งยืน

 
 

ปัญหาหมอกควันฝุ่นพิษ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีจนถึงต้นปี จะมีมรสุมความกดอากาศทางตอนเหนือ ส่งผลให้อากาศไม่กระจายตัว อีกทั้งในปีนี้เข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดหมอกควันคือ ไฟป่า การเผาพื้นที่ทางการเกษตร หมอกควันข้ามพรมแดน และควันจากการจราจร กระทรวงทรัพยากรฯ ได้เสนอให้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และเสนอกลไกแก้ไขระดับชาติและในพื้นที่ โดยเน้นมาตรการ 5 ข้อ คือ 

1.กำหนดพื้นที่เป้าหมายในภาคเหนือ 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พร้อมกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่เป็นป่าอนุรักษ์ 10 แห่ง และป่าสงวนแห่งชาติ 10 แห่งรวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรที่เคยมีประวัติการเผาซ้ำซาก

2. สร้างกลไกการทำงานให้ทางเอกชนเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเพื่อลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ

 3.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อสั่งการลงสู่ระดับพื้นที่ 

4.การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค 

5. ยกระดับการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนให้เข้มข้นจากระดับภูมิภาคอาเซียนไปสู่การเจรจาระดับทวิภาคี 

 

โดยกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดให้เป็น KPI ของผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมตั้งเป้าลดการเผา 50% ในเขตป่าอนุรักษ์และ เขตป่าสงวนแห่งชาติ ถัดมาเป็นพื้นที่เป้าหมายรองที่ไม่ได้อยู่ใน 17 จังหวัด ให้ตั้งเป้าว่าต้องลดการเผาลง 20% ส่วนพื้นที่เกษตรอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในภาคเหนือ 17 จังหวัดให้ลดการเผาลง 10%

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการกำหนด KPI ต้องดูว่า PM 2.5 ลดลงเท่าไร โดยมีการกำหนดในแต่ละพื้นที่ดังนี้ ภาคเหนือค่าเฉลี่ยต้องลดลง 40% กรุงเทพมหานครลดลง 20% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 10% และภาคกลางลดลง 20% ส่วนจำนวนวันที่มีหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน ภาคเหนือต้องลดลง 30% กรุงเทพมหานคร 5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5% ภาคกลาง 10% ทั้งนี้ ภาคราชการจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศูนย์คอยติดตาม และมีชุดปฏิบัติการอำเภอลงไปในพื้นที่สำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเผา หากจะเผาต้องมีการขอ โดยจะจัดคิวหากมีการขออนุญาตเพื่อทำการเผา

 

ขณะที่การส่งเสริมภาคเอกชนที่จัดนำเอาวัสดุการเกษตรต่างๆ เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ฯ จะนำไปทำเชื้อเพลิง วัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือ จะนำไปทำเป็นอาหารสัตว์รัฐจะมีมาตรการส่งเสริม เซนต์ได้สิทธิพิเศษทางภาษี และการอุดหนุนดอกเบี้ย เป็นต้น ที่สำคัญมากต่อไปนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ผลงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ซึ่งจะเป็น KPI ที่สำคัญเราสามารถชั่ง ตวง วัดได้เพรามีเครื่องวัดมาตรฐานแน่นอน ผลงานจะผ่านต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

SONP จับมือ MarTech เสริมแกร่งทักษะสื่อยุคดิจิทัล One Day Training ครั้งที่ 2

 

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2566  ณ ห้องแมนดาริน ซี ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในโครงการความร่วมมือองค์กรสื่อขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดให้มีการฝึกอบรม One Day Training แลกเปลี่ยน – เรียนรู้กับกูรูออนไลน์ ประจำปี 2566 ครั้งที่ 2  หัวข้อ “ความสำคัญของ MarTech กับอุตสาหกรรมสื่อดิจิทัล ในยุค Digital Era” โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด (MerTech)  ในการจัดอบรมในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาทักษะให้แก่บุคลากรด้านการผลิตข่าว การตลาด รวมทั้งการสร้างรายได้ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล มีสมาชิกผู้เข้าอบรม จำนวน 58 ท่าน

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมฯ และบรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวต้อนรับวิทยากร และผู้เข้ารับการอบรม

 

          คุณชุตินธรา กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามีข้อมูลขนาดมหาศาลที่เรียกว่า Big Data เกิดขึ้น การตลาดดิจิทัลก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีเครื่องมือมากมายเลยสำหรับการทำการตลาด สามารถจะเอามาใช้ในการวิเคราะห์ในการวางกลยุทธ์ เราจะนำคอนเท้นท์ไปถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างไร จะหากลุ่มเป้าหมาย อย่างไร และจะนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มอะไร เราจะปรับปรุงพัฒนาตัวคอนเท้นท์ของเราให้มีประสิทธิภาพอย่างไร เครื่องมือการตลาดสามารถช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ หวังว่าความรู้และทักษะที่ผู้อบรมจะได้รับจากผู้บรรยาย จะสามารถที่นำไปประยุกต์ พัฒนา ปรับปรุงเนื้อหาของเราให้มีคุณภาพ วางแผนกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นพร้อมรับมือ AI ที่กำลังจะมา”

 

            ด้าน คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า “นับว่าเป็นโอกาสดีที่ผู้บริหารคนรุ่นใหม่กลุ่ม Start up ในสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาดได้มาแชร์ความรู้ ประสบการณ์ทำงาน ในด้าน MerTech เพื่อตอบคำถามของสื่อมวลชนว่า เป้าหมายการทำงานต่อจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน แกนหนึ่งที่สำคัญคือ  “เรื่องของข้อมูล” เป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้อย่างยิ่ง สามารถไปต่อยอดในด้านกลยุทธ์หรือการขายก็ได้  เช่น  ข้อมูลของเพจ “ส่องสื่อ” ที่รวมรวม Engagementโดยจัดเรียงอันดับ ทำให้เราเห็น ความสัมพันธ์ของจำนวนการโพสต์ กับจำนวนผู้ติดตามในแต่ละเพจอย่างชัดเจน ” 

 

         การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณจิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ นายกสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด หรือ MarTech มาบรรยายถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีด้านการตลาดมาช่วยในการปรับปรุง หรือ สร้างวิธีการทำงานแบบใหม่ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด  “MarTech คือ เครื่องมือที่ทำให้การทำการตลาดยุคใหม่ไม่ต้องใช้วิธี Manual เราสามารถทำแบบ Automation ได้ ซึ่ง MarTech มาจากการความก้าวหน้าของการใช้  Software ที่อยู่บนคลาวด์ SAAS (Software AS A Services)  ใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิเช่น การเก็บข้อมูลจาก Social การช่วยตัดสินใจในธุรกิจ (Data Driven Business) ช่วยในการเก็บข้อมูลลูกค้า การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) การทำการตลาดอัตโนมัติ (Marketing Automation)”

 

          คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesight ให้มุมมองเรื่องการทำงานที่ท้าทายในปัจจุบัน Trend ของ Social media ไม่ได้หยุดแค่ Social Media  เพราะบริบทของ Social Media หมายถึง ผู้บริโภคทั้งหมด What Next 2024 มาดูกันว่า ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และคอนเท้นท์บน Social media มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไร บริบทของสังคมในภาพใหญ่ ปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้เราสามารถวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง Tactic ได้ว่าในปี 2024  เราควรจะปรับตัวเรื่องอะไรบ้าง การเปลี่ยนแปลงในเชิงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Disruption ถ้าใครปรับตัวใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้ก่อน ก็จะสามารถสร้างความได้เปรียบในปี 2024 ค่อนข้างมาก “ในอนาคต งานจะเหมือนเดิม แต่วิธีการทำงานจะเปลี่ยน ถ้าเราทำเหมือนเดิม เราจะตกยุค”

 

          คุณณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์  ผู้บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท พรีดิกทีฟ  (Predictive) ผู้ให้บริการด้าน Data Intelligent กล่าวถึง “การนำเครื่องมือ เทคโนโลยีการตลาดมาใช้ ทั้งในด้าน กระบวนการ วิธีคิด และกลยุทธ์ ในฐานะสื่อจะสามารถสร้างรายได้มากขึ้นจากการใช้ข้อมูล ไม่ว่าจากการวิเคราะห์ Segmentation ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาบนเว็บไซต์ ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทั้งในแกนของ นักการตลาดและแกนของผู้ใช้งาน  พวกเขามีความคาดหวังอย่างไรบ้าง เราสามารถนำข้อมูล มาสร้างมูลค่าเพิ่มในการหารายได้อย่างไร ซึ่งกระบวนการคิดจะเริ่มจาก ต้องรู้ว่าปัจจุบันข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กร ที่จัดเก็บมาเป็นสิบๆ ปีมีตรงไหนบ้าง นำมาสร้างมูลค่าให้เราได้ การนำข้อมูลไปสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือสามารถ Monetized เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกิดขึ้น เช่น การทำ CPM ถ้าเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์แยกแยะประเภทของข้อมูลให้ละเอียดมากขึ้น เราก็จะอาจจะขายได้ในมูลค่าที่มากกว่าเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เราวางกลยุทธ์ไว้ สามารถนำไปสร้างรายได้อย่างไรบ้าง ข้อมูลไม่ได้มาฟรี ๆ คุณต้องลงทุนเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า ”

 

          คุณภาวัต พุฒิดาวัฒน์  ผู้บริหาร บริษัท โกเซล  (Gosell) สตาร์ทอัพผู้ให้บริการด้าน ระบบจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้าออนไลน์ กล่าวถึงการทำการตลาด  Ecommerce & Affiliated Marketing ว่า สื่อทุกค่ายมี Follower หรือผู้ติดตามจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดไปคือ การเพิ่มช่องทางการขาย เช่นการทำ Affiliate การเพิ่มรายได้จากฝั่ง E commerce นำไปปรับใช้กับธุรกิจสามารถสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้น และแพลตฟอร์มที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือ TikTok ที่ Disruption วิธีการขาย Affiliate แบบเก่า กลายมาเป็นรูปแบบของคลิปวีดีโอ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้กับกลุ่ม Influencer

 

          คุณชนกานต์ ชินชัชวาล ผู้บริหาร บริษัท Robolingo (ZWIZ.AI) ผู้ให้บริการระบบ AI Chat Bot และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก บรรยายในหัวข้อ “ Social Commerce” แนะการหารายได้ บนช่องทาง Social Media เช่น Facebook  Line, IG, TikTok และ การนำ Automation Tool  มาช่วยในการขาย เช่น ออกรายการทีวีแล้วปิดการขายผ่าน Line ผ่าน Chat Facebook มีตัวช่วยเยอะมาก ถ้าสื่อบวกกับ MarTech ในเชิงการใช้เครื่องมือต่าง ๆ จะช่วย Brand และผู้ประกอบการ เรื่องยอดขายได้มากขึ้น เพิ่ม Reach การเข้าถึงได้มากขึ้น การออกแบบโครงสร้าง Chatbot ให้ดี ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และนำไปสู่การเพิ่มยอดขายได้

 

          คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ ผู้บริหารบริษัท AIYA บรรยายในหัวข้อ Proximity Marketing หรือการทำการตลาดแบบใกล้ชิด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น  การทำ Location base Marketing ใน Line Application เป็นการตลาดที่น่าสนใจ มุ่งเน้นไปที่การเจาะกลุ่มลูกค้าตามโลเคชั่นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง สามารถวัดสถิติได้ เป็นการสื่อสารที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถสร้างผู้ติดตามใน Line

กล่าวโดยสรุป การใช้เทคโนโลยีในการทำการตลาดยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ มีความสำคัญต่อการปรับตัวขององค์กรสื่อ เพื่อมองหาโอกาสในการหารายได้เพิ่ม และเรียนรู้เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงเนื้อหา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาบุคคลากรองค์กรสื่อให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น และโครงการ One Day Training เป็นหนึ่งในโครงการที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อุทยานฯ แจงแล้ว ค่าเข้าถ้ำหลวง 950 บาท เป็นสวัสดิการของเจ้าหน้าที่อุทยาน

 

18 ธันวาคม 2566 จากกรณี กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ประกาศเปิดท่องเที่ยวในพื้นที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน โดยช่วงแรกของการเปิดการท่องเที่ยว เข้าชมถ้ำหลวงในโถง 1-3 จะเปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาวถึงร้อนและจะปิดบริการในช่วงฤดูฝน โดยจะเก็บค่าบริการ ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย รายละ 950 บาท และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายละ 1,500 บาท ต้องจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์อุทยานถ้ำหลวง ซึ่งการเข้าชมจะแบ่งเป็นกลุ่มละ 10 คน วันละ 2 รอบ เนื่องจากระยะทางเดิน 800 เมตรถึงโถง 3 และกลับออกมาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง 

 

 

โดยได้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดงาน “หนาวนี้ เที่ยวอุทยานแห่งชาติ National Parks to Remember Winter Festival” โดยมีร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. นายอรรถพล เจริญชันษา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายศรัญยู มีทองคำ ผวจ.เชียงราย ข้าราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงาน

 

 

ต่อมาเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลจำนวนมาก ถึงราคาค่าบริการ โดยหลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ราคาแพงเกินไป เพราะกิจกรรมไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีบางส่วนบอกว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโอกาส ทางนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่บริเวณ โถงที่ 1 ซึ่งมีระยะทาง 200 เมตร ของถ้ำหลวงนั้น ประชาชนยังสามารถเข้าเที่ยวชมได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ โถงที่ 2 และ3 เนื่องจากเป็นพื้นที่พิเศษ ต้องมีคนนำทาง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปคนเดียวได้

 

 

 

ต่อมามีนายชุติเดช กมนณชนุตม์ ผอ.สำนักบริการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย แถลงชี้แจงกรณีค่าเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวถ้ำหลวง โกงที่ 2 และ 3 การเก็บค่าเข้าร่วมกิจกรรมตามรอยหมูป่า (ท่องเที่ยวถ้ำหลวงโถงที่ 2 และ 3) อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) โดยมีค่าเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับชาวไทย 950 บาท ชาวต่างชาติ 1,500 บาท จำกัดจำนวนผู้เที่ยวชม วันละ 2 รอบ รอบละไม่เกิน 10 คน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยเป็นผู้นำทาง บรรยายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรณีถ้ำ และความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือ 13 หมูป่า ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการกู้ภัย ที่มีนักท่องเที่ยวโวยว่า ค่าเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวแพงเกินไปนั้น

ทั้งนี้ การเก็บค่าเข้าร่วมกิจกรรมราคาดังกล่าว ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านถ้ำทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ในการเที่ยวถ้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่พิเศษ และเสี่ยงต่ออันตรายและการหลงทางในถ้ำ สำหรับการเที่ยวชมถ้ำหลวงโถง 2 และ 3 ของถ้ำหลวง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถในการนำเข้าไปในถ้ำ เพราะสภาพพื้นที่มีความลาดชันสูง มีการไต่เชือกขึ้นผาหิน ลอดช่องแคบ ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมกิจกรรม การเที่ยวชมถ้ำหลวงโถง 2-3 ต้องมีการจองล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบได้คัดเลือกผู้มีความพร้อมทั้งสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจ ตลอดจนจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการเที่ยวชม

 

สำหรับการอนุญาตให้เปิดถ้ำหลวงโถง 2 ถึงจุดเชื่อมต่อโถง 3 ระยะทางประมาณ 715 เมตร ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการถ้ำแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการถ้ำหลวงได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดถ้ำหลวงโถง 2-3 มาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยค่าเข้าร่วมกิจกรรมจะเก็บโดยกองทุนสวัสดิการอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ นักท่องเที่ยวชาวไทย แบ่งเป็นค่าบุคลากรนำเที่ยว (ผู้เชี่ยวชาญ 300 บาท ผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ 50 บาท เจ้าหน้าที่กู้ภัย 2 คน 100 บาท ผู้นำเที่ยวท้องถิ่น 50 บาท) นำเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 150 บาท นำเข้ากองทุนสวัสดิการถ้ำหลวง 300 บาท

“อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีประวัติศาสตร์การกู้ภัยระดับโลก การท่องเที่ยวตามรอยการกู้ภัยดังกล่าว ถือว่ามีความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์ในถ้ำหลวงที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ สำหรับประชาชนที่ไปเที่ยวในบริเวณโถง 1 ซึ่งมีระยะทาง 200 เมตร จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ยังคงเที่ยวได้ตามปกติ”

 

โดยการเก็บเงินค่าเข้าร่วมกิจกรรมตามรอยหมูป่า (ท่องเที่ยวถ้ำหลวงโถงที่ 3) อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) รายละ 950 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเก็บโดยกองทุนสวัสดิการอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) มีรายละเอียด คือ

  1. บุคลากรนำเที่ยว เป็นเงิน 500 บาท
    1.1 ผู้เชี่ยวชาญ 300 บาท
    1.2 ผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญ 50 บาท
    1.3 เจ้าหน้าที่กู้ภัย 2 คน 100 บาท
    1.4 ผู้นำเที่ยวท้องถิ่น 50 บาท
  2. นำเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นเงิน 150 บาท
    2.1 กองทุนมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล    
    2.2 กองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  3. นำเข้ากองทุนสวัสดิการถ้ำหลวง เป็นเงิน 300 บาท
    3.1 สวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ)
    3.2 ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ในถ้ำและบริเวณด้านนอก (ที่ไม่สามารถเบิกจ่ายจากทางราชการได้)
    3.3 จัดหาอุปกรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ
    3.4 ค่าอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
    3.5 ค่าประกันชีวิตเจ้าหน้าที่และบุคลากรนำเที่ยวถ้ำหลวง

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News