Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมพันธมิตรเสริมภูมิคุ้มกันชีวิตตั้งแต่ปฐมวัย

 
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ส่งเสริมการพัฒนาทักษะสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน เตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัย เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักวิธีจัดการชีวิต โดยได้รับความร่วมมือจากจังหวัดเชียงราย ในการให้ความรู้แก่บุคลากรเครือข่ายสาธารณสุขและร่วมกันพัฒนาศักยภาพครูปฐมวัยอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมที่จะสร้างเชียงรายเป็นจังหวัดต้นแบบด้านการพัฒนาทักษะสมองจังหวัดแรกของประเทศ โดยกว่า 50 องค์กรในจังหวัดเชียงราย ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและสร้างความยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการระดับจังหวัดช่วยดำเนินการสานต่อการขับเคลื่อนงาน

 

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และดูแลฝ่ายบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่ามูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาทักษะสมองเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน” ที่จังหวัดเชียงราย                 มาตั้งแต่ปี 2563 และทำต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ซึ่งนับเป็นปีที่ 5 โดยนำแนวคิดการพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions: EF) มาถ่ายทอดให้แก่บุคลากรเครือข่ายสาธารณสุข ครูปฐมวัย และผู้ปกครอง โดยได้ทยอยทำมาอย่างต่อเนื่องจนครบทุกอำเภอของจังหวัดเชียงราย โดยมีอำเภอพญาเม็งรายเป็นต้นแบบของความสำเร็จ

 

“จากการติดตามผลการดำเนินโครงการฯ พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดูแลเลี้ยงดูเด็ก ส่งผลให้เด็กปฐมวัยกว่าร้อยละ 70 มีระดับทักษะสมอง EF ในระดับดีถึงดีมาก โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของทั้งผู้ดูแลเด็ก และเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น เด็กเลิกติดโทรศัพท์มือถือ มีการเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ค่อนข้างก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ มาเป็นเด็กที่สนใจหนังสือนิทาน เล่นกับเพื่อนได้ และเข้าสังคมได้เป็นปกติ หลังจากที่คุณแม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างของเด็กนักเรียนที่สามารถปรับตัวให้รู้จักการรอคอย มีความอดทนอดกลั้น รู้จักยับยั้งชั่งใจ มีการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ หลังจากที่คุณครูได้เข้าร่วมโครงการฯ และเปลี่ยนแนวทางการดูแลเด็กนักเรียนตามแนวทาง EF โดยเชื่อมั่นว่า เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นก็จะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของสังคม รวมทั้งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

 

“มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าจากนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐไปถึงผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งมั่นและแข็งขันในทุกภาคส่วน เชียงรายจะเป็นจังหวัดต้นแบบในการสร้างเด็กไทยที่มีคุณภาพ และองค์ความรู้ดังกล่าวจะเป็นต้นแบบอันทรงคุณค่า ทำให้จังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดการต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในวงกว้างทั้งประเทศ อันจะช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนได้”

 

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกับพรมแดนที่มีความเสี่ยงด้านยาเสพติด ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจทำให้พ่อ-แม่ต้องจากบ้านไปทำงาน ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้า และมีความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงไปในทางที่ผิด แต่หลังจากที่มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้ามาขยายผล “โครงการพัฒนาทักษะสมองเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน”  โดยใช้ต้นแบบ EF จากอำเภอพญาเม็งรายที่ได้

 

 

 

ขับเคลื่อน EF ในพื้นที่ จนส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการดีขึ้น โดยมีค่า EF  สูงกว่าค่ามาตรฐานของประเทศ (norm) ถึง 20%  มาบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทั้งจังหวัดเชียงราย ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานการศึกษาปฐมวัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในแต่ละอำเภอ ส่งผลให้เชียงรายเป็นจังหวัดต้นแบบด้านการพัฒนาทักษะสมองจังหวัดแรกของประเทศ

 

เด็กปฐมวัยของจังหวัดเชียงรายที่มีอายุระหว่าง 0-6 ปี มีจำนวน 57,853 คน คิดเป็นร้อย 46.3 ของเด็กและเยาวชน ทั้งหมดของจังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน มีเด็กปฐมวัย ที่เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนกว่า 35,377 คน และมีบุคลากรด้านสาธารณสุข ครูปฐมวัย ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนเข้าร่วมโครงการ 39,177 ราย และมีกลุ่มบุคลากรที่มีความรู้เรื่อง EF หรือ  EF Facilitator กว่า 270 คน ร่วมกันเผยแพร่ส่งต่อองค์ความรู้ดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ จังหวัดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) จังหวัดเชียงราย เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการดำเนินงานเชิงลึกและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง

 

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) เปิดเผยว่า การพัฒนาทักษะสมอง EF เริ่มตั้งแต่ขวบปีแรก จนถึงประมาณ 25 ปี แต่ช่วงอายุ 3-6 ปี เป็นช่วงเวลาที่ทักษะสมอง EF มีการพัฒนาเติบโตได้ดีที่สุด ปฐมวัยจึงเป็นการวางเสาเข็มของชีวิต เด็กที่ได้รับการพัฒนาทักษะสมอง หรือ Executive Functions: EF อย่างต่อเนื่อง จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตที่ดี มีวินัยและความรับผิดชอบ พร้อมผลักดันพากเพียรพาตนเองไปสู่เป้าหมายของชีวิต มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า หากเด็กตั้งแต่ปฐมวัยขาดทักษะ EF จะทำให้ไม่สามารถยับยั้งตนเอง หรืออดกลั้นต่อสิ่งเร้ารอบตัวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นได้ นำไปสู่การ “ติด” ต่างๆ ในอนาคต เช่น ติดเกม ติดเพื่อน ติดสุรา ติดบุหรี่และยาเสพติด หรือการตกอยู่ในภาวะจิตใจบกพร่อง เช่น ซึมเศร้า จิตเภท กำกับพฤติกรรมตนเองไม่ได้ ก้าวร้าว ทำผิดกฎหมาย แต่หากเด็กมีทักษะ EF เขาจะมีความสามารถในการกำกับความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนได้ดี นอกจากนี้ ทักษะสมอง EF เป็นฐานรากของการพัฒนาต่อยอดกระบวนการคิดและบุคลิกภาพที่ซับซ้อนขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็น “การคิดขั้นสูง” อันจะนำไปสู่การมี “ทักษะศตวรรษที่ 21” ที่จำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่

 

“ปัญหาเยาวชนไม่ว่า การกราดยิง ความก้าวร้าวรุนแรง ยาเสพติด แม่วัยใส โรคซึมเศร้า ฯลฯ ล้วนมีรากมาจากการเลี้ยงดูพัฒนาในช่วงปฐมวัยที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสะสมมาจนปรากฏเป็นความเสียหายในช่วงวัยรุ่น ส่งผลต่ออนาคตที่ง่อนแง่นคลอนแคลน แต่หากเด็กได้รับการพัฒนาให้เห็นคุณค่าในตนเอง สามารถกำกับตนเองได้ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และอยู่กับคนอื่นเป็นตั้งแต่ปฐมวัย โดยผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวในระบบนิเวศร่วมมือกันดูแลและให้โอกาสฝึกฝนอย่างจริงจัง ดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ส่งเสริม EF ต้นแบบจังหวัดเชียงราย โครงสร้างสมองของเด็กก็จะก่อรูป ฝังเป็นคุณลักษณะนิสัยที่จะช่วยให้เด็กๆ เติบโต เป็นคนคุณภาพของประเทศต่อไปในโลกที่แปรปรวน”

 

ในโอกาสที่จังหวัดเชียงรายได้พัฒนาจนเป็นจังหวัดต้นแบบของการพัฒนาทักษะสมอง EF ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด จึงได้เป็นประธานในการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย กว่า 50 องค์กร เพื่อยืนยันการร่วมมือกัน ขับเคลื่อนเชียงราย จังหวัดต้นแบบบูรณาการส่งเสริม EF และผลักดันแผนปฏิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัยจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นรูปธรรม

 

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิต ของกลุ่มคนที่เป็นรากฐานของสังคม โดยมีแนวทางในการทำงานร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับคนไทย

 

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.setfoundation.or.th

 

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ยึดมั่นใน “พลังความร่วมมือ เพื่อสังคมที่ดีกว่า (Partner for Better Society)”

 

SET…Make it Work for Everyone”

 

สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร อรสิริ บุญแต้ม 0 2009 9487 / ณัฐยา เมืองแมน 0 2009 9488 / กนกวรรณ เข็มมาลัย 0 2009 9478

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นับตั้งแต่ปี 2549 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจนปัจจุบัน มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจที่มีเป้าหมายในการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับชีวิตคนไทย โดยทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนเพื่อสร้าง “นวัตกรรมทางสังคม” เพื่อให้พลังร่วมเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และวางรากฐานสำคัญเพื่อการเดินหน้าไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

 

สถาบัน RLG

สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) เป็นหน่วยงานวิชาการภายใต้กลุ่มบริษัทรักลูก (ก่อตั้งปี พ.ศ. 2525)  โดยมุ่งเป้าหมายร่วมพัฒนาสังคม ด้วยการสร้างและสื่อสารเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาเด็กและครอบครัวไปทั่วประเทศ

โดยตั้งแต่ปี 2557 สถาบันฯ ร่วมกับนักวิชาการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย และภาคี Thailand EF Partnership จัดการความรู้และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทักษะสมอง EF เพื่อรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันชีวิตและพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัย

 

ปี 2559 สถาบันฯ ได้เชื่อมประสานกับโรงพยาบาลพญาเม็งรายในการนำความรู้ EF พัฒนาอำเภอพญาเม็งรายให้เป็นพื้นที่บูรณาการ ที่ทุกฝ่ายทั้งสาธารณสุข การศึกษา ผู้นำชุมชน และพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมมือกันดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสม  จนเกิดเป็นระบบนิเวศการพัฒนาที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางแบบ “พญาเม็งรายโมเดล” และสามารถขยายผลต่อ ครอบคลุมครบ 18 อำเภอในจังหวัดเชียงราย รวมทั้งขยาย “พญาเม็งรายโมเดล” ไปยังอำเภอต่างๆ ในหลายจังหวัด ทั่วทุกภาค นอกจากนี้  ยังได้ร่วมพัฒนาหลักสูตร “สมองและการเรียนรู้” กับคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ปัจจุบันมีนักศึกษาครูปฐมวัยจบการศึกษาและออกปฏิบัติงานในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศแล้ว

 

ปัจจุบันองค์ความรู้ EF เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการสาธารณสุข การศึกษาปฐมวัย และพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีความตื่นตัวและต้องการพัฒนาคุณภาพของเด็กปฐมวัย

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

8 มีนาคม วันสตรีสากล การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน

 

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ถือเป็น “วันสตรีสากล” หรือ International Women’s จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและสร้างความตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของผู้หญิง รวมถึงสิทธิมนุษยชนที่ผู้หญิงทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม เสมอภาค โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ซึ่งในปีนี้วันสตรีสากลได้เน้นย้ำถึง “การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน” (Inspire Inclusion) โดยทุกคนมีโอกาสและสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ในการเข้าถึงและได้รับสิทธิ หน้าที่ และโอกาส ตามหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

รู้จักและเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ

          ความเสมอภาค (Equality) คือ ความเท่าเทียมในสิทธิ หน้าที่ และโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งความแตกต่างทางเพศต้องไม่เป็นเงื่อนไขในการกำหนดสิทธิและโอกาสของบุคคลในสังคม ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศเป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่เท่าเทียมและเป็นที่มาของการกระทำรุนแรงที่ส่งผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ของบุคคล อคติทางเพศเป็นความรุนแรงที่สร้างปัญหาอย่างยิ่ง เช่น การกีดกันด้านการศึกษา อาชีพ ค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งงาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ความรุนแรงทางเพศ รวมถึงการคุกคามทางเพศ เป็นต้น

 

“ไทย” ความเสมอภาคทางเพศขยับขึ้น 5 อันดับ ติดอันดับ 74 ของโลก

ข้อมูลจากรายงานการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้เปิดเผยรายงานดัชนีความเสมอภาคทางเพศทั่วโลก ประจำปี 2566 (Global Gender Gap Index 2023) ที่ผ่านมาว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 74 จากทั้งหมด 146 ประเทศ โดยอันดับขยับขึ้น 5 อันดับจากอันดับที่ 79 ในปี 2565 ด้วยคะแนน 0.711 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.002 คะแนน

โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 24 ในหัวข้อความเสมอภาคด้านการมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนในด้านความสำเร็จทางการศึกษาอยู่ที่อันดับ 61 ขณะที่ด้านสุขภาพและการอยู่รอดอยู่ที่อันดับ 42 และการส่งเสริมศักยภาพทางการเมืองอยู่ที่อันดับ 120

สำหรับประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้าและตอบรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่ระบุความหมายของการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด (มาตรา 3) และได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558

ทั้งนี้ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ขอเป็นหนึ่งในพลังเสียงเพื่อสนับสนุนบทบาทสตรี และผลักดันให้ทุกคนให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในทุกมิติ โดยที่ผ่านมามูลนิธิฯ
มีการดำเนินงาน ส่งเสริมสิทธิเด็กและรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักแก่สาธารณชน รวมถึงมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนให้ความรู้แก่แม่ น้า และเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ อบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิเด็ก และนโยบายคุ้มครองเด็ก ทั้งด้านการใช้แรงงานเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ ความปลอดภัยด้านสุขภาพและร่างกาย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและตระหนักถึงสิทธิของตนเองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กในครอบครัวโสสะ ได้ที่ เว็บไซต์ https://www.sosthailand.org/donate-now

 และรับชมคลิป ความเสียสละและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของแม่โสสะ ผ่านหนังสั้นเรื่อง “แม่” ได้ที่ http://bit.ly/3XSxe5K

 

 

 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

พล.ต.อ.พัชรวาทฯ กำชับให้กรมอุทยานฯ ดูแลการสู้ไฟป่าต้องคำนึงความปลอดภัย

 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 67 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่านายพินิจ คงประพันธ์ หัวหน้าอุทยานขุนน่าน ได้รายงานกรณีมีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนป่าและเฝ้าระวังไฟป่า เสียชีวิต 1 นาย โดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ ขน.1 (นาขวาง) จำนวน 4 นาย ได้ออกปฏิบัติงานลาดตระเวนป้องกันการกระทำผิด และเฝ้าระวังไฟป่า ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. ขณะลาดตระเวนถึงลำน้ำว้า บริเวณสบแปด ท้องที่บ้านผาสุก หมู่ที่ 3 ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน นายพันศักดิ์ ใจมงคล อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน มีอาการช็อค หมดสติล้มลงกระทันหัน เจ้าหน้าที่ร่วมชุด ช่วยกันปั้มหัวใจ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ จึงประสานงานพนักงานสอบสวน สภ.บ่อเกลือแพทย์ ร.พ.บ่อเกลือ เพื่อดำเนินการ ต่อไป

 

ในวันเดียวกัน ได้รับรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติงานดับไฟป่า จำนวน 2 ราย รายแรกได้รับรายงานจาก นายนุชิต จันทาพูน หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าจอมทอง ว่านายประกอบ ศรีติ๊บ เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ขณะปฎิบัติหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง เกิดอาการสำลักควัน มีความดันต่ำมาก หน้ามืด อาเจียนและเป็นตะคริว เจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานร่วมกัน จึงแจ้งหัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าจอมทองให้ทราบ และแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยอุทยานแห่งชาติออบหลวง มาช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากบนเขาที่ปฏิบัติงานดับไฟป่า ลงมายังรถพยาบาลของอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ล่าสุด อาการดีขึ้นตามลำดับจนปลอดภัยแล้ว จึงได้กลับไปพักฟื้นที่หน่วยดับไฟเคลื่อนที่บ้านห้วยม่วง
 
 
เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการดับไฟป่ารายที่ 2 ได้รับรายงานจากนายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเดินทางมาสนธิกำลังช่วยควบคุมไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ได้แก่นายวัชรินทร์ คงธนาวินิจ เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแม่จริม ขณะปฏิบัติงานเกิดอาการฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวนายวัชรินทร์ฯ ส่งโรงพยาบาลอำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นสถานพยาบาลใกล้จุดเกิดเหตุ แพทย์ตรวจวินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีอาการขาดน้ำ มีตะคริว และค่าไตสูง สอบถามข้อมูลทราบว่านายวัชรินทร์ฯ ได้เข้าดับไฟป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 2 -3 มีนาคม 2567 เนื่องจากสภาพพื้นที่เข้าดับไฟป่ามีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ประกอบกับการปฏิบัติงานที่เหนื่อยล้า จึงส่งผลให้นายวัชรินทร์ฯ เกิดอาการฮีทสโตรกหรือโรคลมแดด ตรวจสอบอาการล่าสุดทราบว่านายวัชรินทร์ฯ อาการดีขึ้นตามลำดับและปลอดภัยแล้ว
 
 
สำหรับสถานการณ์ไฟป่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน โดยเฉพาะบริเวณป่าห้วยป่าตึง ผายายบาด ห้วยมดส้ม เจ้าหน้าที่ได้จัดทำแนวกันไฟ และใช้แนวธรรมชาติ เช่น ลำห้วยขาม แม่น้ำน่าน เป็นแนว และตรึงกำลังเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามไปจุดอื่น ซึ่งขณะนี้เสียหายไปแล้วกว่า 5 หมื่นไร่
 
 
นายอรรถพลฯ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวต่อว่า ได้รายงานให้พล ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทราบแล้ว สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยพล.ต.อ.พัชรวาท ได้แสดงความห่วงใยต่อการปฏิบัติงานอันยากลำบากของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก และขอให้กรมอุทยานฯดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยให้การช่วยเหลือขั้นสูงสุด
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 
เมื่อวันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2565 ที่หอประชุมสมเด็จย่า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย (อธิการบดีผู้ก่อตั้ง) กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
 
 
สำหรับปีนี้ผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตามที่สภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีมติอนุมัติ ได้แก่ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง แก่ รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ แก่ รองศาสตราจารย์ นภาลัย สุวรรณธาดา และสำหรับผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘ตุงทองคำ’ คือ นายศิริชัย มาโนช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุริยพงศ์ วัฒนาศักดิ์
 
 
โดยผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต เป็นจำนวน 2,169 คน จากสำนักวิชา แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นวัตกรรมสังคม จีนวิทยา การแพทย์บูรณาการ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมเกษตร นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง วิทยาศาสตร์สุขภาพ และพยาบาลศาสตร์ เป็นบัณฑิตชาวต่างชาติ จำนวน 60 คน ชาวต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ทั้งหมด 100 คน จากจีน เมียนมา ญี่ปุ่น มอริเชียส เกาหลีใต้ เยเมน อเมริกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ลาว อัฟริกาใต้ ศรีลังกา ภูฏาน อังกฤษ ไนจีเรีย
 
 
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดสอน 69 หลักสูตร ใน 15 สำนักวิชา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี โท และ เอก ในปีการศึกษา 2566 มีนักศึกษาทั้งสิ้น 14,488 คน จากทั่วทุกภาคของประเทศไทยและจากกว่า 47 ประเทศทั่วโลก จากนโยบายการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง และมีภาษาที่สองเป็นภาษาจีน ตลอดมานั้น ทำให้บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีทักษะและความสามารถ ที่จะร่วมพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การรับรู้ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นพลเมืองโลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 39,612 คน กระจายการทำงานอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ.
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สกสว. ร่วมมือ สมาชิกวุฒิสภา ขับเคลื่อน งานวิจัยท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนล้านนา

 

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ (ตอนบน) นำโดย พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ พร้อมด้วย นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้แทนผู้อำนวยการ สกสว.และผู้แทนผู้อำนวยการ บพข. ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เอกชัย มหาเอก รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะนักวิจัยมหาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna Platform) ณ ห้องพระยาศรีวิสารวาจา อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 1 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

        พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ รองประธานกรรมการฯ คนที่หนึ่ง กล่าวว่า แพลตฟอร์มล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna Platform) เกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ (ตอนบน) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมด้วยวิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี (CAMT) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้คิดค้นจัดทำแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยวุฒิสภาเล็งเห็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านการใช้ Soft Power จาก “อัตลักษณ์ประจำถิ่น” ที่โดดเด่น เช่น การท่องเที่ยว อาหาร แฟชั่น เทศกาลและประเพณีของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน และน่าน โดยเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องและจะขยายผลต่อยอดการใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวให้ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างโอกาสและรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 
         นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อน Soft Power โดยใช้พลังสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมไทย นำภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่มาทำให้เกิดความสร้างสรรค์และทันสมัย เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนได้ ซึ่งวิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี (CAMP) ที่สร้างแพลตฟอร์มล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna Platform) ออกแบบแผนที่ท่องเที่ยวสร้างสรรค์ผ่านการเล่นเกม หรือมูเตลูก็ตาม ได้แสดงถึงอัตลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น และการสร้างระบบ “PLAY EARN TRAVEL and E-commerce” ให้กับสินค้าและการท่องเที่ยวชุมชนล้านนาสามารถสร้างรายได้ให้กับ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาล้านนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    

        ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สกสว.และผู้แทนผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า ในภาคของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ กองทุนส่งเสริม ววน. และสกสว. ได้มอบหมายภารกิจให้ บพข. บริหารจัดการแผนงานวิจัยการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนงานย่อย 2 แผนงาน 

(1) การพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืน และเพิ่มรายได้ของประเทศ หรือแผนงานการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งมีกรอบการดำเนินการภายใต้แผนงานย่อย
จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ (1.1) การท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ
การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (1.2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (1.3) การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และ (2) การพัฒนาการและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืน และเพิ่มรายได้ของประเทศ หรือแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีกรอบการดำเนินการเพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เน้นการทำงานแบบแผนงานวิจัยเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนและผู้ให้บริการในภาคการท่องเที่ยว มุ่งตอบเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

        สกสว. บพข. และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้บูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนงานวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการวิจัย “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าแก่การท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนล้านนา” ประยุกต์แนวคิดของ PLAY TRAVEL and EARN เพื่อสร้างโอกาสในการใช้เทคโนโลยีและะนวัตกรรม หนุนเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่เชื่อมโยง ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ครอบคลุมการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวออนไลน์ในรูปแบบเกม ประกอบการท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานได้ความรู้ และสามารถนำเอาคะแนนที่ได้จากการเล่มเกมมาเปลี่ยนเป็นคะแนนเพื่อแลกส่วนลดในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

         

        ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เอกชัย มหาเอก รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีแผนพัฒนาการดำเนินงานล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna) มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  นำเอาภูมิปัญญาและต้นทุนที่มีอยู่ภายใต้ 5F ของ Soft Power มาต่อยอดในเชิงคุณค่าและเชิงมูลค่า
ซึ่งแพลตฟอร์มล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna Platform) สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยมีวิทยาลัยสื่อ ศิลปะ และเทคโนโลยี (CAMT) เป็นแรงขับเคลื่อนและผลักดันที่สำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับกระบวนการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมล้านนาในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงการของ CAMT ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านำไปสู่การสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดล้านนาได้

                ผศ.ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) กล่าวว่า CAMT ในฐานะผู้ดูแลจะใช้ “Leisure Lanna Super App”ภายใต้ตัวแบบธุรกิจ “PLAY TRAVEL EARN” สนับสนุนการท่องเที่ยว การเดินทาง การแนะนำสถานที่ ร้านค้า ที่พัก หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลเชิงการท่องเที่ยว การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ตลาด (Market Place) ให้กับสินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะยกระดับสู่การเป็นพื้นที่กลางเพื่อเป็นช่องทางสำหรับ “การท่องเที่ยวชุมชน” โดยเปิดพื้นที่กลางให้กับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสามารถสร้างข้อมูลและเส้นทางการท่องเที่ยว อัตลักษณ์และสินค้าชุมชนเข้าสู่แพลตฟอร์ม “Super App” กระบวนการนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ “ท่องเที่ยวชุมชน” ต้องเรียนรู้วิธีการสร้างเรื่องราวท่องเที่ยว และพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม “Leisure Lanna Super App” ในการนี้วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยีจึงได้วางแนวทางต่อยอดในอนาคต โดยออกแบบ พัฒนาหลักสูตร และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านสื่อสร้างสรรค์ (Creative Content) ทั่วประเทศไทย 4 ภูมิภาค ให้กับ SMEs และท่องเที่ยวชุมชนจำนวน 120 ราย เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ Generative AI มาใช้กับการสร้างคอนเทนท์และ Character สินค้าชุมชน เป็นรูปแบบการต่อยอดการใช้ทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่มาใช้ออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวและนำอัตลักษณ์ชุมชนมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้
             ทั้งนี้งานวิจัยแผนงาน “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าแก่การท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนล้านนา” โดยมี ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ และคณะ สังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนทุนโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นด้วยแนวคิด PLAY TRAVEL and EARN ออกเป็นสามแอพพลิเคชั่น ได้แก่
 

        1) แอพพลิเคชั่น “โลกเสมือนสามมิติสนับสนุนการท่องเที่ยวในรูปแบบประสบการณ์เชิงประวัติศาสตร์ เขตเมืองเก่าเชียงใหม่” ซึ่งจัดเก็บข้อมูลกับนักท่องเที่ยว เพื่อระบุกิจกรรมเชิงพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ นำมาพัฒนาและทดสอบระบบความจริงเสมือนและดิจิทัลเกมอย่างง่าย เก็บข้อมูลกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมล้านนา ในพื้นที่คูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ วิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมท่องเที่ยว พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา ออกแบบรูปแบบการใช้งานแอปพลิชันเกมอย่าง่ายและระบบตัวตนเสมือนจริง วิเคราะห์และออกแบบโลกเสมือนสำหรับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมล้านนา และสร้างกราฟิกสามมิติของโลกเสมือน และสร้างระบบของโลกเสมือน

        2) แอพพลิเคชั่น “สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงความศรัทธาด้วยเทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกแห่งความจริง” ภายใต้แนวความคิดที่จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีเทคโนโลยี AR เป็นส่วนประกอบเพื่อสร้างความแตกต่างและมอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจเชิงความเชื่อและความศรัทธา เช่น เส้นทางแห่งความรัก และเส้นทางเสริมบารมี เมื่อผู้ใช้งานอยู่บริเวณโบราณสถานและมองผ่านกล้องดิจิทัล ระบบจะทำการแสดงฟังก์ชันแสดงผลโลกเสมือนจริงให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เกิดการเดินทางมายังสถานที่จริง

        3) แอพพลิเคชั่น “เส้นทางเดินชมเมือง (Chiang Mai Old Town Trail) ในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ผ่านเทคโนโลยี AR ผ่านมุมมอง 360 องศา รองรับกิจกรรมท่องเที่ยวกายภาพ” ภายใต้ชื่อ Lanna Passport มุ่งหวังให้ใช้เป็นเครื่องมือเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ใช้แนวคิด Gamification การล่าเหรียญสมบัติในเมืองเก่า ใช้เทคโนโลยี AR ร่วมกับ AI Image recognition นำเสนอเรื่องราวได้ 3 ภาษา (ไทย จีน อังกฤษ) ก่อให้เกิดกิจกรรมทางกาย (Wellness) ผ่านการ เดิน วิ่ง ปั่น เพื่อคำนวณเป็นเหรียญรางวัลสำหรับกิจกรรมทางกาย นอกจากนี้ระบบที่ใช้เทคโนโลยี AR ได้นำเสนอเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยวในมุมมอง 360 องศาผ่านสายตาผู้ใช้งานในช่วงเวลาต่าง ๆ พร้อมกับการนำเสนอภูมิทัศน์เสียง หรือดนตรีที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนา จากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

        สำหรับแอพพลิเคชั่น “Leisure Lanna Super App” นอกเหนือจากเป็นแอพฯ หลักสำหรับเป็น Platform กลางสำหรับแอพพลิเคชั่นทั้งสามที่พัฒนาขึ้น ร่วมกับการเป็นพื้นที่นำเสนอข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวร้านค้าที่เข้าร่วมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นพื้นที่สำหรับแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เพื่อต่อยอดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ร่วมสมทบงบประมาณในการพัฒนา “Super App” มอบส่วนลดให้กับผู้เล่นได้รับเหรียญรางวัลสะสมจากการพิชิตกิจกรรมที่กำหนดในแต่ละแอพพลิเคชั่น สามารถนำมาใช้เพื่อแลกเป็นส่วนลดเพื่อใช้บริการได้ เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับรองรับแอพพลิเคชั่นอื่นที่อยู่ในรูปแบบสนับสนุนการเรียนรู้ และการท่องเที่ยวชุมชน

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค จัดงาน 105 ปี วันรำลึกถึง “คุณหมอบริกส์”

 
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2024 ทางโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค นพ.ณัฐชัย เครือจักร รักษาการผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ ได้จัดงานวันรำลึกถึงคุณหมอบริกส์ “จากอดีตถึงปัจจุบัน ศาสนาจารย์ นายแพทย์ วิลเลียม อัลเบิร์ต บริกส์”  ผู้ซึ่งมีคุณูปการต่อชาวเชียงราย ในโอการครบรอบ 105 ปี การจากไปหมอบริกส์ (วันเสียชีวิตที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919) ซึ่งภายในงานโรงพยาบาล โอเวอร์บรุ๊ค มีทั้งภาครัฐ และเอกชน ในจังหวัดเชียงรายที่เข้าร่วมงานนี้ครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติ จากท่านพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ศจ.ดร.ศิริรัตน์ ปุสุรินทร์คำ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน

 

ซึ่งการจากไปหมอบริกส์ (วันเสียชีวิตที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919) จุดประสงค์การจัดงานในครั้งนี้นอกจากเป็นการรำลึกถึงคุณหมอบริกส์ ผู้ริเริ่มและก่อสร้างโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ก่อสร้างศาลากลาง จังหวัดเชียงราย จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ก่อสร้างเรือนจำ นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้จัดวางแผนผังเมืองเชียงราย สิ่งที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือการรักษาพยาบาล พี่น้องชาวเชียงราย ได้รับการดูแลรักษาที่ดี ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “โฮงยาฝรั่ง” หรือโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ในการให้การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน บนแบบอย่างของความเชื่อของคริสตชน เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงราย เรียกกันว่า “คุณหมอบริกส์” เป็นผู้ริเริ่มและก่อสร้าง โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ก่อสร้างศาลากลาง จังหวัดเชียงราย จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ก่อสร้างเรือนจำ นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้จัดวางแผนผังเมืองเชียงรายเป็นต้น

 

คุณหมอบริกส์ เสียสละความสุขส่วนตัวในประเทศบ้านเกิดที่มีความเจริญ เสียสละความรู้ ความสามารถที่จะพัฒนาบ้านเมืองของตน เพื่อมาช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ยอมทิ้งเกียรติยศศักดิ์ศรี ที่ควรจะได้รับ มาอยู่ในประเทศ ชุมชน ที่ยากลำบากในสมัยนั้น คงไม่มีเหตุผลใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าคำว่า “ความรัก” และ “เสียสละ” ผ่านทางความเชื่อของท่าน โดยมี “องค์พระเยซูคริสต์” เป็นต้นแบบ

 

คุณูปการที่ “คุณหมอบริกส์” มีต่อชาวเชียงราย ที่สำคัญด้านหนึ่งคือการรักษา พี่น้องชาวเชียงราย ได้รับการดูแลรักษาที่ดี ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “โฮงยาฝรั่ง” ที่ยังติดปากพี่น้องชาวเชียงรายอยู่เสมอมา

พี่น้องชาวเชียงรายมีความทราบซึ้งใจ ในคุณงามความดีและความเสียสละของ “คุณหมอบริกส์” ซึ่งผ่านมาทาง “โฮงยาฝรั่ง” หรือโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ในการให้การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน บนแบบอย่างของความเชื่อของคริสตชน เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงราย

 

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ARTSTORY Creative Hub พลังแห่งศิลปะออทิสติกสู่ผู้คนในสังคม

 
[EN below]
 

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ศิลปะสามารถช่วยนำพาอารมณ์ความรู้สึกของคนเราให้ต่อสู้กับโรคหรืออาการบาดเจ็บได้ นอกจากนี้การสร้างสรรค์และความเพลิดเพลินในศิลปะยังช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการฟื้นตัว

เช่นเดียวกับการพัฒนาทักษะของบุคคลออทิสติก ที่มูลนิธิออทิสติกไทยเห็นความสำคัญในการใช้ศิลปะเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างเสริมพัฒนาการ ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ รวมไปถึงประสาทสัมผัส สมาธิ การเรียนรู้ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการที่ทำให้บุคคลออทิสติกดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในที่สุด

               จากจุดเริ่มต้นที่ศิลปะเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเยียวยา ต่อมาศิลปะได้กลายมาเป็นเครื่องมือโชว์ศักยภาพ สร้างอาชีพและรายได้ และในเวลานี้ศิลปะกำลังช่วยสื่อสาร และสร้างความเข้าใจ ระหว่างบุคคลออทิสติกและคนทั่วไป ผ่านพื้นที่เล็กๆ ที่มีชื่อว่า  ARTSTORY Creative Hub

 

ความพิเศษของพื้นที่เล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์

            ภายในมูลนิธิออทิสติกไทย ที่ตั้งอยู่ในย่านราชพฤกษ์ มีอาคารหลังเล็กหนึ่งชั้น ด้านหนึ่งคือร้านกาแฟ True Coffee ส่วนอีกด้านเป็นสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับทำเวิร์กช็อปงานศิลปะที่มีชื่อว่า ARTSTORY Creative Hub ความพิเศษของที่นี่ คือพนักงานเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มบุคคลออทิสติก ที่ผ่านการฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิต และพัฒนาทักษะทางอาชีพให้ทำงานได้เต็มศักยภาพและความถนัดของพวกเขา

“เมื่อก่อนคนบอกว่า เป็นออทิสติกแล้วไม่หาย แต่วันนี้ผมเชื่อว่า ฟื้นฟูจนดีขึ้น หลายคนอาจจะหายก็ได้” อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย เล่า “อย่างที่เราเห็นน้องบาริสต้า หรือผู้ช่วยสอนศิลปะในที่นี้ หลายคนก็ดูไม่ออกว่ามีภาวะออทิสติก แต่ถ้าได้เห็นพวกเขาตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาในมูลนิธิ จะรู้เลยว่า ตอนนี้เขาเป็นคนละคนกันเลย”

 

เมื่อศิลปะคือเครื่องมือฝึกหัดฟื้นฟูทักษะทางกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต

หนึ่งในภารกิจสำคัญของมูลนิธิออทิสติกไทย คือ การสนับสนุนและเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของบุคคลออทิสติก ซึ่งที่ผ่านมาอาจารย์ชูศักดิ์ ใช้ศิลปะเป็นหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของกลุ่มเด็กออทิสติก โดยเป็นทั้งการฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการจับดินสอ ปากกาหรือพู่กัน พร้อมไปกับการใช้สมาธิจากการลงมือทำ

“เริ่มจากวาดในสิ่งที่พวกเขาชอบก่อน จากนั้นก็ขยับไปในแนวอื่นๆ เพื่อไม่ให้ยึดติดทำแบบเดิม แล้วก็ค่อยๆ เสริมทักษะอื่นเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การอ่าน หรือการเรียนรู้ที่จะทำตามขั้นตอนต่างๆ ได้”

นอกจากนี้อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฟื้นฟูทักษะต่างๆ ในการใช้ชีวิต “พฤติกรรมของภาวะออทิสติกคือ ทำซ้ำแบบเดิม ถ้ามากเกินไปก็กลายเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนยาก การที่เด็กๆ ได้ลองทำงานศิลปะที่หลากหลาย กลายเป็นช่วยให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตที่เคยทำซ้ำๆ ได้เช่นกัน ทางบ้านก็มีฟีดแบ็กกลับมาว่า ดูแลลูกได้ง่ายขึ้น” อาจารย์ชูศักดิ์อธิบาย

 

งานศิลปะที่มีเอกลักษณ์สร้างอาชีพที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

ภายในแกลลอรีขนาดย่อมข้างห้องสตูดิโอแสดงภาพศิลปะที่สวยงามแปลกตาอันเกิดจากมุมมองของศิลปิน “พวกเขามีมุมมองต่อโลกแตกต่างจากคนทั่วไป โดยคิดและจดจำทุกอย่างเป็นภาพไว้ เมื่อถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะจึงมีความสวยงามเฉพาะตัว” อาจารย์ชูศักดิ์กล่าวระหว่างที่พาเดินชมผลงาน

เบื้องหลังผลงานภาพวาดแต่ละชิ้นคือ ความตั้งใจฝึกฝน ค้นหาศักยภาพ และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในด้านทักษะการเรียนรู้และฝีมือทางศิลปะของศิลปินออทิสติก ความโดดเด่นของศิลปะเหล่านี้กลายเป็นที่มาของโครงการ ARTSTORY By Autistic Thai ที่นำชิ้นงานมาพัฒนาเป็นสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างรายได้กลับมา  และเมื่องานศิลปะสามารถสร้างเป็นอาชีพได้ มูลนิธิจึงจัดตั้งเป็น บริษัท ออทิสติกไทย วิสาหกิจเพื่อสังคม ขึ้น โดยใช้ชื่อแบรนด์ ARTSTORY ที่ รายได้และกำไรจะคืนกลับให้กับบุคคลออทิสติกที่ได้ร่วมทำงาน หลายคนกลายเป็นศิลปินที่มีฝีมือโดดเด่นจนได้รับการติดต่อจากแบรนด์ชั้นนำให้ไปสร้างสรรค์ผลงานบนสินค้าในเทศกาลพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อยืด ผ้าพันคอ สมุด แก้วน้ำ ไปจนถึงลวดลายบนสินค้าหลายแบรนด์ ทำให้พวกเขาสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน   

 

ARTSTORY Creative Hub คือพื้นที่ที่ใช้พลังแห่งศิลปะสื่อสารความรู้สึกและแรงบันดาลใจ

            จากศักยภาพด้านศิลปะของกลุ่มศิลปินออทิสติกที่มีความเชี่ยวชาญ ทางมูลนิธิฯ จึงต้องการพื้นที่ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาสร้างสรรค์ศิลปะร่วมกับศิลปินออทิสติก  ARTSTORY Creative Hub จึงเกิดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สร้างเป็นส่วนต่อขยายของร้าน True Coffee สาขามูลนิธิออทิสติกไทย และมีคอร์สศิลปะ หลากหลาย ทั้งงานวาด งานปั้น งานปัก หรืองานภาพพิมพ์ เรียกได้ว่าใช้พลังของศิลปะเป็นสื่อกลางในการสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลออทิสติกกับคนในสังคมในหลากหลายมิติต่อไปนี้

  • Building an Inclusive Space เป็นพื้นที่ต้นแบบที่สร้างประสบการณ์ให้คนทั่วไปได้รับรู้ศักยภาพของบุคคลออทิสติก
  • Embracing Diversity เปิดให้สังคมได้เห็นความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขา ยอมรับและเห็นคุณค่าของความหลากหลาย และทำให้บุคคลออทิสติกรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นกัน
  • Skill Development and Empowerment บุคคลออทิสติกจะได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การสื่อสาร ที่ทำให้พวกเขามีความมั่นใจ พร้อมไปกับพัฒนาทักษะทางอาชีพของตัวเอง
  • Creative inspiration ศิลปะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคม รวมถึงบุคคลออทิสติกที่กำลังเรียนรู้ ฝึกฝนที่จะเป็นศิลปินออทิสติกต่อไปได้

“เราอยากให้ทุกคนที่เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่แห่งนี้ มองบุคคลออทิสติกเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งทุกคำพูดที่เราได้พูดคุยสื่อสารกันนั้น พวกเขาจะจดจำไว้ เมื่อเวลาที่ต้องออกไปเจอพบปะผู้คนทั่วไป พวกเขาก็จะรู้ว่าต้องพูดคุยแบบไหน ใช้คำพูดอย่างไรกับคนทั่วไปในสังคม” อาจารย์ชูศักดิ์ เน้นย้ำ

การเปิดพื้นที่ของ ARTSTORY Creative Hub เป็นหนึ่งโครงการเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมสนับสนุนมาตลอด 11 ปี  เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแอปพลิเคชัน True Autistic เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการฝึกพัฒนาการในชีวิตประจำวัน  การสร้างอาคารเพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทำงานบุคคลออทิสติก การฝึกอบรมบาริสต้าทรูคอฟฟี่เพื่อประกอบอาชีพ และ เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่ผ่านมาสร้างประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกกว่า 17,731 คน โดยมีบุคคลออทิสติกได้รับการจ้างงานตามกฎหมายจ้างงานคนพิการมาตรา 33/35 เป็นจำนวน 186 คน สร้างรายได้ให้บุคคลออทิสติกและครอบครัวถึง 300 ล้านบาท

 

แม้แตกต่าง แต่อยู่ร่วมกันได้

             แม้ในเวลานี้ มูลนิธิออทิสติกไทยได้สร้างแนวทางอาชีพและรายได้ให้กับบุคคลออทิสติกได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ความตั้งใจที่เป็นแก่นแท้นั้นคือ การสร้างความเข้าใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า บุคคลออทิสติกเป็นผู้ที่มีศักดิ์ศรีและสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมได้เช่นเดียวกับเราทุกคน

“บุคคลออทิสติกมีความสามารถมากกว่าที่หลายคนคิด พวกเขามีศักยภาพที่พัฒนาได้ ฝึกฝนได้ และสามารถทำงานได้หลากหลายอาชีพ ตอนนี้เราก็มีนักเขียนนิยายที่มีผลงานตีพิมพ์แล้ว และมีนักศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ที่อยากก้าวไปเป็นอาจารย์ แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ง่าย ต้องมีการเตรียมความพร้อม ทำงานร่วมกันระหว่างพ่อแม่ คุณครู เพื่อให้เขาก้าวไปสู่เป้าหมาย”

เส้นทางที่วางรากฐานให้บุคคลพิเศษกลุ่มนี้ได้มีเข้าถึงสิทธิ์ที่พึงได้เทียบเท่ากับคนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาและการผลักดันจากหลายภาคส่วน แต่อย่างน้อยการที่มีพื้นที่อย่าง ARTSTORY Creative Hub นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่อาจารย์ชูศักดิ์หวังว่าจะจุดประกายให้ผู้คนโอบรับความหลากหลายและสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมกันได้ในที่สุด

“เราทุกคนในสังคมล้วนมีความแตกต่าง ผมอยากให้มองว่าบุคคลออทิสติกก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นกัน ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจ เคารพและยอมรับความหลากหลาย ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้” อาจารย์ชูศักดิ์ ทิ้งท้าย

 
 
ARTSTORY Creative Hub: A space where the power of art is harnessed to communicate and inspire, connecting the autistic community with the wider world

 

The World Health Organization asserts that art can help guide our emotional responses to cope with diseases or injuries. Furthermore, creativity and enjoyment in art also promote overall health and serve as a catalyst for recovery.

Similar to the development of personal skills in autistic individuals, the Autistic Thai Foundation recognizes the importance of using art as a part of the process to enhance development, both physically and mentally, including sensory perception, mindfulness, and learning. This leads to the development that enables autistic individuals to engage in daily activities and ultimately improve their quality of life.

From its origins as a tool for healing and therapy, art has evolved into a showcase of potential, creating careers and income. At this moment, art is helping to communicate and foster understanding between autistic individuals and the general population through a small space known as ARTSTORY Creative Hub.

 

The uniqueness of small spaces brimming with the power of creativity

Within the Autistic Thai Foundation, located in the Ratchaphruek area, there is a single-story building. On one side is a True Coffee café, while the other side houses a modest-sized studio for conducting art workshops, known as the ARTSTORY Creative Hub. What makes this place special is that almost all the staff are individuals on the autism spectrum who have undergone training in life skills and professional development, enabling them to work to their full potential and utilize their talents.

“Before, people used to say, ‘Once you’re autistic, you’re always autistic.’ But today, I believe in improvement. Many might recover,” said Mr. Chusak Chantayanon, Chairman of the Autistic Thai Foundation. “As we’ve seen with individuals like Barbara or the art instructors here, many might not appear autistic at first glance. However, if you’ve seen them since they first stepped into the foundation, you’d know they’ve come a long way.”

 

When art is a tool for practicing and rehabilitating physical, mental, and life skills

One of the key missions of the Autistic Thai Foundation is to support and foster opportunities for learning and skill development among individuals with autism. In the past, Mr. Chusak has utilized art as a tool to promote the development of autistic children. This includes training in using fine motor skills to grip pencils, pens, or brushes, along with practicing mindfulness through hands-on activities.

“It starts with drawing what they like first, then gradually shifting towards other directions to avoid getting stuck in the same patterns. Then, gradually, other skills are integrated, whether it’s writing, reading, or following various learning processes.”

“Another clear outcome is the change in behaviors and the rehabilitation of various skills in daily life. ‘Autistic behavior is repetitive. If it becomes excessive, it can be difficult to change. When children try various art activities, it helps them adapt and change repetitive behaviors in their lives as well. Feedback from home indicates that taking care of them has become easier,” explained Mr. Chusak.

 

Unique artwork can lead to a career that sustains oneself and one’s family

Inside the modest-sized gallery adjacent to the studio, displays of beautiful and intriguing artworks catch the eye, each born from the unique perspectives of the artists. “They have a different view of the world from the general population, processing and remembering everything as images. When translated into art, it becomes uniquely beautiful,” Mr. Chusak remarked as he led the tour through the artworks.

The backstory of each piece of artwork lies in the dedication to practice, the exploration of potential, and the demonstration of development in learning skills and artistic abilities of autistic artists. The excellence of these artworks has become the foundation of the ARTSTORY By Autistic Thai project, which transforms these pieces into various products to generate income. When art can become a profession, the foundation establishes Autistic Thai Social Enterprise Company under the brand name ARTSTORY, where revenue and profits are returned to the autistic individuals who contributed to the work. Many have become skilled artists, receiving contracts from leading brands to create artwork on various products for special festivals, including bags, t-shirts, scarves, notebooks, water bottles, and even patterns on products of various brands. This enables them to sustain themselves and their families in a sustainable manner.

 

ARTSTORY Creative Hub: A Space Where Art Empowers Communication of Emotions and Inspiration

           

Drawing on the artistic expertise of autistic artists, the foundation seeks to provide a space where the public can engage in art creation alongside these talented individuals. Supported by the CP All Group and True Corporation, the ARTSTORY Creative Hub is an extension of the Autistic Thai Foundation’s True Coffee branch. It offers various art courses including drawing, sculpting, embroidery, and printmaking, utilizing the power of art as a medium to foster communication and relationships between autistic individuals and society in diverse dimensions:

  • Building an Inclusive Space: This serves as a prototype area that allows the general public to recognize the potential of autistic individuals.
  • Embracing Diversity: It opens up society to see their unique abilities, accept and appreciate diversity, and make autistic individuals feel like integral parts of society.
  • Skill Development and Empowerment: Autistic individuals can learn social skills and communication, boosting their confidence along with developing their professional skills.
  • Creative Inspiration: Art can serve as inspiration for both society and autistic individuals who are aspiring to become artists.

“We want everyone who participates in activities within this space to see autistic individuals as they would see any other friend. Every conversation we have with them, they will remember. When they have to go out and interact with people in society, they will know how to communicate and what words to use.” emphasized Mr. Chusak.

The opening of the ARTSTORY Creative Hub is part of a project supported by Charoen Pokphand Group and True Corporation, spanning 11 years. It began with the development of the True Autistic application, utilizing digital technology for daily life skill development. This initiative expanded to constructing a building serving as a training center for autistic individuals, providing vocational training, including barista training with True Coffee, among others. Over the years, these projects have benefited the lives of over 17,731 autistic individuals, with 186 individuals being employed under the Disabled Persons Employment Law (Section 33/35), generating income totaling approximately 300 million baht for autistic individuals and their families.

 

Embracing Differences for a Cohesive Society

Even now, the Autistic Thai Foundation has provided career paths and income opportunities for individuals with autism in a concrete form. However, the true essence of their intention lies in creating understanding and proving that individuals with autism are dignified human beings who can contribute valuable things to society just like everyone else.

“Autistic individuals have more capabilities than many people realize. They have the potential to develop, train, and work in various professions. We now have novelists with published works and master’s students in science who aspire to become professors. However, their paths are not easy. They require preparation and collaboration among parents, teachers, to help them reach their goals.”

The pathways to ensure equal access for this special group may require time and advocacy from various sectors, but at least having spaces like ARTSTORY Creative Hub is a good starting point. Mr. Chusak hopes it will ignite acceptance of diversity and ultimately foster an inclusive society.

“We all in society are different. I want people to see individuals with autism as part of society as well. If we understand, respect, and embrace diversity, everyone can coexist together,” concluded Mr. Chusak.

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดกิจกรรมสัมมนา “กระชับความสัมพันธ์ SONP” ระดมสมองทิศทางการดำเนินงานปี 67

 

เมื่อวันที่ 18-19 ก.พ. 2567 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดกิจกรรมสัมมนา “กระชับความสัมพันธ์ SONP” โดยมีกรรมการบริหาร ที่ปรึกษา และสมาชิก เข้าร่วมการสัมมนา ณ ห้องอิรวดี เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ

 

นายนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า “การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ระดมสมอง รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก SONP เพื่อขับเคลื่อนสมาคมฯ ภายใต้การบริหารรูปแบบใหม่ เน้นสร้างการมีส่วนร่วม และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ยกระดับวงการสื่อมวลชนและสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

 

ทั้งนี้ ในการสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วยกิจกรรมสันทนาการ ละลายพฤติกรรม  กระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งการระดมสมอง โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ด้านการสร้างมาตรฐานวิชาชีพ 2.ด้านพัฒนาเนื้อหา อาทิ โครงการหลักที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เช่น One Day Training แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกูรูออนไลน์ เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาทักษะ บุคลากรของสมาชิกให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี, โครงการอบรมผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ โครงการที่จะบ่มเพาะผู้ผลิตข่าวรุ่นใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพก่อนที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างมืออาชีพ, โครงการประกวดรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม เวทีในการส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจสื่อมวลชนออนไลน์ ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตข่าวออนไลน์ที่มีคุณภาพ ทั้งในเชิงลึกและสร้างสรรค์ สร้างแรงกระเพื่อม ส่งผลกระทบ กระตุ้น และส่งเสริมสังคมเชิงบวกมากขึ้น  และ 3. แนวทางการพัฒนาธุรกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรสมาชิก มองหาแนวทาง และพันธมิตรในการการหารายได้ใหม่ ๆ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างเป็นอย่างดี รวมทั้งได้รับข้อเสนอใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์

 

นายนันทสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ ต้องขอขอบพระคุณ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ผอ.สกสว. ปิดโครงการ ลกส. รุ่นที่ 1 ยันการสนับสนุนสภาการสื่อมวลชนฯ

 
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ การจัดอบรม โครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง : โลกาภิวัตน์ในกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ” ได้จัดให้มีการนำเสนอโครงงานของผู้เข้ารับการอบรม และปิดการอบรมหลักสูตรโครงการดังกล่าว โดยดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประธานคณะกรรมการหลักสูตร กล่าวปัจฉิมนิเทศว่า ครั้งแรกที่หารือกันในที่ประชุมกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เรื่องอยากจะให้ระดมพลคนสื่อมาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นใช้คำว่าโลกาภิวัตน์ กรรมการทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่ง จนทำให้เกิดเป็นวันนี้ขึ้นมา

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า การนำคน 20-30 คนมาอยู่ด้วยกัน คงมีโอกาสไม่มากนัก ประกอบกับต้องขยายขอบเขตให้คนที่ไม่ได้เป็นสื่อเข้ามาอยู่ในวงด้วยจนเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ แต่สำคัญยิ่ง นับเป็น Real Power ของพวกเราอย่างมาก เมื่อเรามีรุ่นแรก ก็น่าจะเป็นความคิดให้พวกเราช่วยกันมองอนาคตของสื่อที่จะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง และขยายโอกาสไปให้กลุ่มอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย หัวข้อในอนาคตอาจเป็นเรื่องอื่นๆ เพราะตอนนี้เราอยู่ในโลกที่มีความหลากหลายอย่างมาก ศาสตร์เดียวเอาไม่อยู่ เราต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต เพราะปัจจุบันมีหลายเรื่องเกิดขึ้น ทั้ง Geopolitics ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศต้องหาจุดยืน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกัน สิ่งแวดล้อมก็เป็นเงื่อนที่สำคัญยิ่ง แต่การตกลงในกรอบความร่วมมือต่างๆ ของโลกกลับยังไม่เห็นผลอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเยอะ หรือเรื่องของเทคโนโลยี ไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งสำหรับลูกหลานในอนาคต จึงเป็นเรื่องของพวกเราต้องช่วยกันบอกสังคมให้ตระหนักรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหล่านี้คือเรื่องของอนาคตจริงๆ

 

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่ทำให้รุ่น 1 เป็นจริงขึ้น ทุกคนล้วนบอกว่าสนุกสนานมีความสุข เพิ่มพูนองค์ความรู้ได้ดี นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ ก็หวังว่าในอนาคตจะช่วยกันสื่ออะไรที่สำคัญให้สังคมทราบ เพิ่มเครือข่ายการทำงานและความร่วมมือแบบนี้ ให้เพิ่มมากขึ้นอีก

 ส่วนช่วงบ่ายมีการนำเสนอโครงงานกลุ่มของผู้เข้ารับการอบรม กลุ่มที่ 1 ศักยภาพผู้สูงอายุไทยที่ไม่มีวัน…เกษียณแก้โจทย์แรงงานไทย หยุดตีกรอบวัยทำงาน สร้างทางเลือกหลังเกษียณ กลุ่มที่ 2 โอกาสและการขับเคลื่อน SOFT POWER ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงไทย กลุ่มที่ 3 วิกฤตการเกิด เรื่องกำเนิด…ใครกำหนด?

กลุ่มที่ 4 PM 2.5 วิกฤติฝุ่นพิษ “ข้ามแดน” ปัญหาไร้ทางออก? และกลุ่มที่ 5 ผีน้อยส่งออก “Made in Thailand” ผลผลิตจากสังคมไทยไร้โอกาส ซึ่งทั้ง 5 กลุ่มได้นำเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และปรับปรุงแก้ไขมาก่อนหน้านี้ โดยวันนี้กรรมการหลักสูตรและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วย

 รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวปิดการอบรมว่า ในนามสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติมาเป็นประธานปิดการอบรมโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง: โลกาภิวัตน์ในกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ” ซึ่งจัดโดยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติร่วมกับสกสว. ในวันนี้ 

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.เป็นองค์กรที่มุ่งยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. ของประเทศ เพื่อส่งมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การสนับสนุนสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติจัดหลักสูตรอบรมในครั้งนี้ จึงถือว่าสอดคล้องกับพันธกิจของ สกสว. ในการที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของสังคมทุกภาคส่วนในการใช้ความรู้และนวัตกรรมร่วมขับเคลื่อนประเทศ  โดยที่สื่อมวลชนไทย ในฐานะที่ท่าน ที่มีหน้าที่สำคัญในการเป็นสื่อกลางให้ข้อมูลความรู้แก่สังคม  สามารถเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและระเบียบโลก  สภาการสื่อมวลสามารถเป็นสื่อกลางให้กับสื่อมวลชนไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสื่อมวลชนและบุคลากรในหน่วยงาน ในการรายงานและวิเคราะห์ข่าว ความเคลื่อนไหวในมุมต่าง ๆ ของระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และเป็นไปตามหลักจริยธรรมของสื่อมวลชน อีกทั้งเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

 

ผอ.สกสว. กล่าวต่อว่า ส่วนตัวชอบทำงานกับคนรุ่นใหม่ อนาคตของประเทศ ซึ่งทั้ง 5 หัวข้อเลือกมาเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความหมายกับประเทศ ดีใจที่ทุกคนได้มีโอกาสสืบค้นข้อมูล สื่อมวลชนกับนักวิจัยมีส่วนคล้ายๆ กัน คือ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล และการสื่อสาร ว่าสิ่งที่ได้จากข้อมูลคืออะไร แต่สิ่งที่ต่างกันมากๆ คือนักวิชาการอาจเข้าถึงยากกำลังพูดหรือเขียนอะไร แต่สื่อมวลชนมีทั้งศาสตร์และศิลป์น่าจะเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่จะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตนเชื่อพลังของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ที่เมื่อก่อนเปลี่ยนโลก  สร้างแรงบันดาลใจได้ ยุคสมัยผ่านไปวรรณกรรมอาจอยู่เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่สื่อมวลชน คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายกว่า แล้วสื่อมวลชนจะสื่อสารเรื่องอะไร กรณีแบบนี้สื่อมวลชนอาจยากกว่านักวิชาการ งานวิจัยนักวิชาการจบ 1 เรื่อง แต่การทำความเข้าใจกับสาธารณะ ต้องบูรณาการหลายเรื่อง ถึงแก้ปัญหาได้ จะเห็นภาพเชิงระบบเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะและทางออกที่ดีกว่า สื่อมวลชนมีบทบาทช่วยได้มากในเรื่องนี้ ถ้าจะสร้างสังคมที่ดีกว่า คือการสร้างปัญญา การหาข้อเสนอหรือทางออก นักวิชาการกับสื่อจึงควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในการนำข้อมูลที่น่าสนใจและข้อมูลเชิงลึกต่างๆ เสนอให้สาธารณะรับทราบ

 

ผอ.สกสว. กล่าวอีกว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านจะได้นำความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่าไปใช้ในการรายงานข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมกันนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลจากการรายงานผลงานกลุ่มทุกท่าน และหวังว่าจะมีการเผยแพร่ผลงานดังกล่าวต่อสาธารณชนหรือภาคนโยบาย เพื่อร่วมกันสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศในประเด็นที่ท้าทายภายใต้ระเบียบโลกใหม่ และหวังว่าสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติจะจัดการอบรมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะมาช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์  วิเคราะห์ข้อมูลและเลือกหัวข้อสำหรับการจัดอบรมในครั้งต่อๆไป 

 

ผอ.สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการนำร่องที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติตั้งใจจะเพิ่มองค์ความรู้ด้านโลกาภิวัตน์หรือความเปลี่ยนแปลงของโลกให้แก่สื่อมวลชนไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทยมีความรอบด้านและครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่สะท้อนได้อย่างดีว่าผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่คือ ผลงานที่ผู้เข้ารับการอบรมผลิตตามที่หลักสูตรมอบหมาย

“ต้องขอบคุณทาง สกสว.เป็นอย่างมากที่เข้าใจและให้ความสำคัญต่อโครงการนี้ เชื่อว่าการสนับสนุนจาก สกสว.จะเป็นเริ่มต้นของการร่วมงานที่เป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างความรู้และศักยภาพของสื่อมวลชนไทย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การที่สาธารณชนจะได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนที่สมบูรณ์มากขึ้น” ประธานสภาการสื่อมวลชนฯกล่าว.

ซึ่งในการอบรมครั้งนี้ ทางนายกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้ง สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เข้าร่วมฝึกอบรมแลกเปลี่ยนในโครงการครั้งนี้ด้วย

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“BALLOON LOVE 2024″ เปิดบอลลูนเฟสติวัล สิงห์ปาร์คเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 67 ที่ลานสิงห์ปาร์คเชียงราย ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมเป็นสักขีพยานให้กับคู่รัก และร่วมถ่ายภาพในกิจกรรม Balloon Love2024 เทศกาลบอลลูนนานาชาติ โดยมีนายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และผู้บริหารบริษัทสิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น

 

โอกาสนี้ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ได้จัดกิจกรรมบอกรักบนฟ้า BALLOON LOVE 2024 ให้กับ 14 คู่รัก ผู้โชคดีจากการได้รับรางวัลคัดเลือกจากคู่รักกว่า130 คู่ที่ร่วมลุ้นรางวัล ซึ่งคู่รักทั้ง 14 คู่ จะได้ขึ้นไปสัมผัสความสวยงามของน่านฟ้าเชียงรายยามเช้า ดื่มด่ำกับความโรแมนติก พร้อมเหล่าบอลลูนจาก 11 ประเทศทั่วโลก กว่า 20 ลูก ตระการตาเต็มท้องฟ้า หน้าเนินสิงห์สีทอง ซึ่งจัดขึ้นพิเศษเฉพาะวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น
 
 
 
สำหรับงานสิงห์ปาร์ค เชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล บอลลูน เฟสติวัล 2024 ปีนี้จัดกิจกรรม Highlight ตลอดทั้ง 5 วัน ระหว่างวันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และการแข่งขันบอลลูนจากนักบอลลูนชั้นนำระดับโลกและในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ คือ การแสดงโขนริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย โดยกลุ่มศิลปินวังหน้ากว่า 100 ชีวิต เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระจักรีทรงกลดปฐมบทรามเกียรติ์” จัดขึ้น วันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 18.00 – 19.15 น. เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในฐานะองค์ปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูการแสดงโขนด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News