Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Athita The Hidden Court เชียงแสน คว้า Thailand Good Travel ตอกย้ำต้นแบบบูทีคโฮเทลยั่งยืนปี 69

Athita The Hidden Court เชียงแสน ผงาดคว้า Thailand Good Travel หนุนบูทีคโฮเทลไทยสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายรายได้ชุมชนและอนุรักษ์เมืองมรดกอย่างสมดุล

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงแสนไม่ใช่เพียงเมืองเก่าที่เก็บความทรงจำไว้ในกำแพงอิฐและคูเมือง หากแต่เป็น “เมืองมรดกมีชีวิต” ที่กำลังตอบคำถามใหญ่ของการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ว่า จะเติบโตได้อย่างไรโดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในวันที่การแข่งขันด้านประสบการณ์การพักผ่อนเข้มข้นขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้มองหาแค่ที่พักสวยหรือภาพถ่ายเช็กอิน แต่เริ่มมองหา “ความรับผิดชอบ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่วิธีจัดการพลังงานและขยะ ไปจนถึงการเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

บนฉากหลังของโจทย์นี้ โรงแรม Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับแรงส่งสำคัญเมื่อเข้ารับมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน Thailand Good Travel ภายใต้โครงการ Thailand Green Plan 2030 ซึ่งจัดโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรฐาน Thailand Good Travel ถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่คำสวยหรูบนแผ่นพับ แต่เป็นระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ต่อคนในพื้นที่

ภาพรวมพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel และความหมายเชิงนโยบาย

พิธีมอบตราสัญลักษณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Thailand Green Plan 2030 เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภาพรวมของประเทศ โดยมีการมอบตราสัญลักษณ์แก่แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรวม 39 แห่ง ครอบคลุมหลายกลุ่ม ตั้งแต่มาตรฐานที่พักขนาดเล็ก Small Good Stay จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว Thailand Good Travel CBT จำนวน 15 แห่ง รวมถึงกลุ่มอื่นในห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือคณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการจำนวน 30 แห่ง ที่ถูกคัดเลือกเพื่อเตรียมส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับสากล ได้แก่ Green Destinations Top 100 Stories และ Good Travel Stories Competition สะท้อนแนวทางที่ไม่เพียงยกระดับภายในประเทศ แต่ต้องการยกระดับการเล่าเรื่องและมาตรฐานไทยให้เป็นที่ยอมรับในสายตานานาชาติ

ในถ้อยแถลงระหว่างพิธี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เน้นย้ำว่า การมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในอนาคต

Athita The Hidden Court จากงานดีไซน์สู่ระบบบริหารจัดการที่ยั่งยืน

ชื่อของ Athita The Hidden Court ถูกกล่าวถึงในฐานะบูทีคโฮเทลที่ “สวยแบบมีเหตุผล” และ “นิ่งแบบเคารพพื้นที่” จุดเด่นคือการออกแบบที่ยึดโยงกับบริบทเชียงแสน เลือกใช้วัสดุท้องถิ่นและสนับสนุนช่างฝีมือในพื้นที่ เพื่อให้สถาปัตยกรรมไม่กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทับซ้อนเมืองเก่า แต่ทำหน้าที่เหมือนฉากที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าของเชียงแสนได้ถูกฟังอย่างตั้งใจ ในงานสื่อสายบ้านและการออกแบบ มีการอธิบายแนวทางของโครงการที่พักลักษณะนี้ว่าให้ความสำคัญกับพื้นที่ว่าง ลานคอร์ต และองค์ประกอบที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สงบและมีอัตลักษณ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel “เพิ่มน้ำหนัก” ให้กับภาพลักษณ์ของโรงแรม ไม่ได้หยุดอยู่ที่สุนทรียภาพด้านการออกแบบ แต่เป็นการรับรองแนวทางบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งตามแนวคิดมาตรฐานสากลอย่าง GSTC จะพิจารณามิติหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อเชื่อมโยงกรอบคิดดังกล่าวเข้ากับพื้นที่เชียงแสน ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเติบโตของการท่องเที่ยวจะไม่ทำให้ “เมืองมรดก” กลายเป็นสินค้าแช่แข็งที่ขายได้เฉพาะเปลือก แต่ต้องรักษาจิตวิญญาณของชุมชนและทำให้คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จริง ทั้งในรูปของการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือ และการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่

เสียงจากผู้บริหาร สุนทรียภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ผู้บริหารโรงแรม Athita The Hidden Court ที่สะท้อน “แกนคิด” ของการทำธุรกิจโรงแรมในเมืองมรดก โดยสรุปใจความว่า โรงแรมตั้งใจให้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของเชียงแสน รางวัลด้านดีไซน์เป็นการยืนยันสุนทรียภาพ แต่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นการพิสูจน์ความสวยงามในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งการดูแลพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของภาครัฐ คำกล่าวของปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในพิธีชี้ให้เห็นว่า Thailand Good Travel จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมแนวทางขยายผลโครงการสู่ทุกภูมิภาค และผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติ

 ทำไมมาตรฐานนี้จึงสำคัญต่อเชียงรายและเชียงแสน

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการ “คุณภาพการท่องเที่ยว” มากพอ ๆ กับ “ปริมาณนักท่องเที่ยว” เพราะเมื่อตลาดโลกผันผวน เมืองท่องเที่ยวที่ยืนระยะได้มักเป็นเมืองที่มีความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบ ไม่ใช่เพียงเมืองที่ขายวิวสวย

ข้อมูลภาพใหญ่ของภาคท่องเที่ยวไทยในช่วงก่อนหน้านี้สะท้อนความไม่แน่นอน ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวของไทยระบุว่าในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยสะสมในหลายช่วงเวลาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีการปรับคาดการณ์ทั้งปีลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าต่อหัวมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาปริมาณเพียงอย่างเดียว

ในบริบทเชียงแสน การมีที่พักที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับชาติช่วยทำหน้าที่อย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรก คือการเพิ่มความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงและเคารพกติกาพื้นที่

ด้านที่สอง คือการยกระดับผู้ประกอบการรายอื่นในพื้นที่ผ่านการแข่งขันเชิงคุณภาพ เมื่อมีตัวอย่างที่จับต้องได้ ผู้ประกอบการรายย่อยจะเห็นภาพว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ทำได้เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการขยะ ลดพลาสติก จัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนวิถีชีวิตชุมชน

ด้านที่สาม คือการเชื่อมเชียงแสนเข้าสู่เครือข่ายการเล่าเรื่องระดับประเทศและนานาชาติ ตามแนวทางที่คณะกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเข้าประกวดในเวทีสากล ซึ่งหากเชียงแสนมีเรื่องเล่าที่แข็งแรง เมืองจะได้ประโยชน์ทั้งด้านภาพลักษณ์และรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

จากบูทีคโฮเทลสู่ Smart Heritage City เมื่อเมืองเก่าต้องฉลาดด้วยระบบ ไม่ใช่ฉลาดด้วยคำโฆษณา

คำว่า Smart Heritage City มักถูกพูดถึงในหลายพื้นที่ของโลก แต่แก่นแท้ไม่ใช่การติดตั้งเทคโนโลยีให้ดูทันสมัย หากคือการบริหารจัดการเมืองมรดกด้วยข้อมูล ระบบ และความร่วมมือ เพื่อให้เมือง “อยู่ได้” ทั้งสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน

การที่โรงแรมในเชียงแสนได้รับตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน จึงไม่ควรถูกมองเป็นข่าวดีเฉพาะธุรกิจโรงแรม แต่เป็นสัญญาณต่อระบบเมืองท่องเที่ยวทั้งหมด ตั้งแต่การคมนาคม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการหัตถกรรม ไปจนถึงผู้ให้บริการทัวร์ เพราะมาตรฐานความยั่งยืนมักดึงให้เกิดการปรับตัวเป็นลูกโซ่ เช่น โรงแรมต้องการวัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน ร้านค้าในชุมชนต้องยกระดับบรรจุภัณฑ์และการจัดการขยะ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ต้องมีแนวปฏิบัติที่เคารพชุมชนและไม่สร้างภาระต่อโบราณสถาน

เมื่อเชื่อมกับกรอบ GSTC ที่เน้นทั้งการจัดการที่ยั่งยืน ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ มิติทางวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เมืองมรดกอย่างเชียงแสนจึงมี “แผนที่นำทาง” ที่ชัดขึ้นว่า การเติบโตควรเกิดพร้อมกับการปกป้องสิ่งที่เป็นรากของเมือง

จุดที่ประชาชนและชุมชนได้ประโยชน์จริง อยู่ตรงไหน

มาตรฐานความยั่งยืนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่มักให้ความสำคัญมีตั้งแต่การจ้างงานท้องถิ่น การเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ผลิตรายย่อย ไปจนถึงการรักษาพื้นที่สาธารณะและทรัพยากรธรรมชาติ

ในกรณีโรงแรมบูทีคที่เน้นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชนมักอยู่ในรูปของการจ้างงานที่ใช้ทักษะบริการ การซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือและผู้ผลิตงานหัตถกรรม การสร้างดีมานด์สินค้าและประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เวิร์กช็อป งานคราฟต์ เส้นทางเดินเมืองเก่า และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียด แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบ จะช่วยทำให้รายได้ท่องเที่ยว “ไม่ไหลออก” ไปอยู่เฉพาะส่วนกลางหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้มาตรฐานเป็นเครื่องมือหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างสมดุล

ก้าวต่อไปของ Athita และโจทย์ร่วมของเชียงแสน

การได้ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นเหมือน “จุดเริ่มต้นของภารกิจระยะยาว” มากกว่าปลายทาง เพราะความยั่งยืนเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ในทางปฏิบัติ ความท้าทายหลังได้รับมาตรฐานมักอยู่ที่การรักษาวินัยของระบบ เช่น การติดตามผลด้านพลังงาน น้ำ ขยะ การยกระดับทักษะพนักงาน การทำงานกับชุมชนอย่างเคารพ และการสื่อสารอย่างโปร่งใส

สำหรับเชียงแสน โจทย์ร่วมคือการทำให้เมืองเก่ามี “สมดุล” ระหว่างความสงบที่เป็นเสน่ห์ กับการรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น หากความสำเร็จของโรงแรมช่วยดึงผู้มาเยือนมากขึ้น เมืองต้องเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบการท่องเที่ยว และการดูแลโบราณสถาน เพื่อไม่ให้ความนิยมระยะสั้นกลายเป็นต้นทุนระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง หากเชียงแสนทำได้ เมืองจะมีโอกาสสร้างชื่อในฐานะต้นแบบเมืองมรดกที่ใช้มาตรฐานความยั่งยืนเป็นเครื่องมือพัฒนา เฉกเช่นแนวทางที่ภาครัฐประกาศว่าจะผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้ทันที

ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว
เลือกใช้บริการที่พักหรือผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานความยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เคารพชุมชน เช่น ลดการใช้พลาสติก เคารพกติกาพื้นที่เมืองเก่า และสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่มีแหล่งที่มาชัดเจน

ผู้ประกอบการในเชียงราย
ใช้กรอบมาตรฐานความยั่งยืนเป็น “เช็กลิสต์” ปรับปรุงกิจการเป็นขั้นตอน เริ่มจากเรื่องที่ทำได้ทันที เช่น การจัดการขยะ การลดพลังงาน การจัดซื้อจากท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์อย่างไม่บิดเบือน

หน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมืองมรดก
เตรียมระบบรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งการจัดการพื้นที่ การคมนาคม การดูแลโบราณสถาน และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ความนิยมของเมืองไม่กระทบคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand Good Travel ภายใต้ Thailand Green Plan 2030
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • Global Sustainable Tourism Council
  • Reuters
  • สื่อสายการออกแบบและไลฟ์สไตล์ที่รายงานแนวคิดการออกแบบและบริบทของโครงการ Athita The Hidden Court เพื่อประกอบภาพรวมงานสถาปัตยกรรมและอัตลักษณ์พื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 69 ทุ่ม 8 พันล้านเปิด “The Color” ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายขยายตัวร้อยละ 2.2

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 2569 ทุ่ม 6–8 พันล้าน เปิด “The Color” ชูทราฟฟิกคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์แต่ฐานผลิตหด และโจทย์ภูมิอากาศที่เริ่มเป็นต้นทุนเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ และเชียงราย, 14 กุมภาพันธ์ 2569 – วันหนึ่ง วงการค้าปลีกไทยประกาศหมากรุกใหม่อย่างเป็นทางการ อีกวันหนึ่ง จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายกำลังพยายามอ่านเกมเศรษฐกิจของตัวเองให้ขาดว่า “โต” แบบไหนที่ยั่งยืน และ “เสี่ยง” แบบไหนที่ต้องจัดการตั้งแต่วันนี้

ภาพทั้งสองไม่ได้เป็นคนละเรื่อง หากเป็นชิ้นส่วนเดียวกันของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น กำลังซื้อกระจายเป็นหลายกลุ่ม และความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มแทรกเข้ามาเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

เวทีคู่ค้าบิ๊กซีส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากห้างสู่พื้นที่ใช้ชีวิต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด มหาชน ในกลุ่มบีเจซี จัดงานประชุมคู่ค้าประจำปี “Big C Tenant Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “BIG VISION. BIG MOVE. The Next Chapter of Big C Development” ที่บีเจซี บิ๊กซี แคมปัส อาคารบิ๊กซี เฮ้าส์ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม โดยผู้บริหารประกาศทิศทางธุรกิจรีเทลปี 2569 ให้ชัดเจนว่า จะเดินหน้าขยายสาขา รีโนเวท และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์รูปแบบใหม่ “The Color” บนทำเลศักยภาพย่านแจ้งวัฒนะ เพื่อยกระดับจากศูนย์การค้าไปสู่จุดหมายของการใช้ชีวิต

แกนคิดที่ถูกย้ำในงานคือ รีเทลยุคนี้ไม่สามารถพึ่งความคึกคักเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนได้เหมือนเดิม สิ่งที่ห้างและผู้เช่าต้องการคือ “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” เพื่อให้ยอดขายเดินได้ทั้งปี และทำให้สาขาเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ

แผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายมินิ 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง

ในเชิงตัวเลข บิ๊กซีกำหนดกรอบงบลงทุนปี 2569 ราว 6,000–8,000 ล้านบาท วางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ในทำเลศักยภาพ ควบคู่เร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังสื่อสารโรดแมประยะยาวไปถึงปี 2030 ว่าตั้งเป้าขยายสาขาขนาดใหญ่เพิ่ม 8–10 สาขา โดยให้ความสำคัญกับทำเลที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและเมืองท่องเที่ยว และวางเป้าหมายให้รายได้จากค่าเช่ามีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างรายได้ในอนาคต

ผู้บริหารบิ๊กซีให้มุมมองว่า “The Color” ไม่ใช่เพียงศูนย์การค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้า ผู้เช่า และชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันบทบาทของบิ๊กซีในฐานะผู้พัฒนารีเทลสเปซขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“The Color” เดิมพันด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน

โมเดล “The Color แจ้งวัฒนะ” ถูกนำเสนอในฐานะไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ออกแบบให้รองรับ “จังหวะชีวิตทั้งวัน” ตั้งแต่ร้านอาหารและพื้นที่นั่งทำงาน ไปจนถึงพื้นที่กิจกรรมและแลนด์มาร์กยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเหตุผลให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลา และเปลี่ยนการมาเดินห้างให้เป็นการมาใช้ชีวิต

สาระสำคัญของแนวทางนี้คือ การทำให้พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ และสอดคล้องกับการแข่งขันรีเทลที่ขยับจากเรื่องราคาไปสู่เรื่องประสบการณ์และความคุ้มค่าเชิงเวลา

เศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้านผลิตหด สะท้อนโตไม่เท่ากันของพื้นที่

ขณะที่รีเทลระดับประเทศกำลังเร่งปรับตัว ภาพเศรษฐกิจระดับจังหวัดสะท้อนว่า การเติบโตในโลกจริงไม่ได้เรียบเสมอ

ตาม “รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568” เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว 2.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย โดยแรงส่งหลักมาจากด้านอุปสงค์หรือการใช้จ่ายขยายตัว 10.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ด้านอุปทานหรือการผลิตหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์

หากแยกองค์ประกอบการใช้จ่าย รายงานระบุแรงส่งจากการค้าชายแดน การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน โดยตัวเลขที่ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.1 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4 เปอร์เซ็นต์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 13.8 เปอร์เซ็นต์ และการค้าชายแดนขยายตัว 18.9 เปอร์เซ็นต์

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่าแม้การใช้จ่ายยังเดินหน้า แต่ตลาดแรงงานยังถูกกดดัน และความต่อเนื่องของรายได้ครัวเรือนยังเป็นตัวแปรสำคัญ

รายได้เกษตรหด 19.4 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ฐานรากที่บอกว่ากำลังซื้อไม่ได้เท่ากัน

จุดที่เป็นประเด็นรองแต่กระทบชีวิตจริง คือรายได้เกษตรที่หดตัว 19.4 เปอร์เซ็นต์ต โดยมีคำอธิบายว่าเป็นผลจากผลผลิตและราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ชะลอ

ในจังหวัดที่ฐานเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเลขนี้หมายถึงกำลังซื้อในชนบทและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ประกอบการรายย่อยอาจตึงมือขึ้น แม้ในเมืองจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายบางส่วนหรือฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

เมื่อเศรษฐกิจโตแบบไม่เท่ากัน การลงทุนรีเทลขนาดใหญ่หรือการยกระดับพื้นที่เช่าให้เป็นไลฟ์สไตล์สเปซ จึงไม่ได้วัดผลแค่จำนวนคนเดิน แต่ต้องวัดว่า “เงินหมุน” ลงไปถึงฐานรากมากน้อยเพียงใด และจะลดช่องว่างกำลังซื้อได้จริงหรือไม่

ท่องเที่ยวเชียงรายรายได้โต แต่ต่างชาติลดลง สัญญาณที่ต้องอ่านให้ขาด

ข้อมูลสรุปสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568  โดยอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36

เมื่อเจาะตามสัดส่วน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์
นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็น 10.8 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็น 13.7 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับปี 2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 15.13 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายว่าเชียงรายอาจต้องปรับกลยุทธ์ตลาดต่างชาติให้ตรงกลุ่มขึ้น และทำงานร่วมกับด่านชายแดน สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อยืดระยะพำนักและรักษาการใช้จ่ายเฉลี่ย

เมื่อภูมิอากาศกลายเป็นวาระเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายยกเรื่องเสี่ยงขึ้นโต๊ะนโยบาย

ท่ามกลางการเติบโตที่มีเงื่อนไข จังหวัดเชียงรายยังขยับอีกด้านเพื่อวางกลไกรับมือความเสี่ยงระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สาระสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การยอมรับว่า “ภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หากกระทบต่อเกษตร น้ำ พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่สะสมได้เงียบ ๆ

เมื่อวางภาพนี้คู่กับตัวเลขรายได้เกษตรที่หดตัวและการจ้างงานที่ยังถูกกดดัน จะเห็นว่า การพัฒนาเมืองและการลงทุนเอกชนในระยะยาวจำเป็นต้องผูกกับการบริหารความเสี่ยง ไม่เช่นนั้นการเติบโตอาจเป็นเพียงคลื่นใหญ่ที่ซัดผ่าน แต่ไม่กลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

ภาพใหญ่ที่เชื่อมกันจากรีเทลระดับประเทศถึงเมืองท่องเที่ยวระดับจังหวัด

เมื่อบิ๊กซีกำลังยกระดับโมเดลค้าปลีกไปสู่ไลฟ์สไตล์สเปซ ขณะที่เชียงรายมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน แต่ถูกกดทับจากรายได้เกษตรและความเสี่ยงภูมิอากาศ จะเห็นแกนร่วม 3 ประเด็นที่คมขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่ง การเติบโตในยุคนี้ต้องพึ่ง “ความเชื่อมั่น” และ “ประสบการณ์” ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือเมืองท่องเที่ยว
สอง โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นต้นทุนจำเป็น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
สาม เศรษฐกิจฐานรากต้องถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน หากรายได้เกษตรหดตัวแต่เมืองโตจากการใช้จ่ายบางกลุ่ม ช่องว่างกำลังซื้อจะยิ่งกว้าง และกดทับการเติบโตในระยะยาว

ประโยคที่หลายคนอาจต้องทบทวนคือ ต่อให้รายได้ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดทะลุห้าหมื่นล้านบาท แต่ถ้ารายได้ของคนทำงานและเกษตรกรไม่มั่นคง การเติบโตนั้นอาจไม่แทรกซึมลงไปเป็นความมั่นคงของชุมชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

สำหรับประชาชน
การเลือกใช้บริการและซื้อสินค้าในระบบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพ เป็นวิธีทำให้เม็ดเงินหมุนในพื้นที่มากขึ้น ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกจังหวัด

สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและท่องเที่ยว
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ที่แตกต่าง และการวางแผนรับมือฤดูกาล รวมถึงบริหารต้นทุนพลังงานและน้ำ จะเป็นหัวใจของการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มกระทบต้นทุนจริง

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
การทำข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงงบประมาณ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ และการยกระดับทักษะแรงงาน จะช่วยทำให้การเติบโต “กระจาย” ไม่ใช่ “กระจุก” และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว

สถิติสำคัญที่ใช้อ้างอิง

  • เศรษฐกิจเชียงรายเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์
  • ด้านอุปสงค์ขยายตัว 8 เปอร์เซ็นต์ และด้านอุปทานหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์
  • เงินเฟ้อทั่วไป 2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์
  • รายได้เกษตรหดตัว 4 เปอร์เซ็นต์
  • ท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568 นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท แล
  • ต่างชาติลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ด้านจำนวน ลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ด้านรายได้
  • บิ๊กซีกรอบลงทุนปี 2569 ที่ 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายบิ๊กซีมินิราว 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง และเปิดโมเดล “The Color” แจ้งวัฒนะ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ข้อมูลการประกาศทิศทางธุรกิจในงาน Big C Tenant Conference 2026 และแผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท

  • สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ข้อมูลเผยแพร่สาธารณะเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Balloon Love 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย ยกระดับอีเวนต์วาเลนไทน์สู่ World Class Love Destination

เชียงราย 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูน สะท้อนเทรนด์ความสัมพันธ์ไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ และสถิติสมรส-หย่าที่ช่องว่างแคบลง

เชียงราย,14 กุมภาพันธ์ 2569 – บนท้องฟ้าเหนือขุนเขาและไร่ชาในอ้อมกอดฤดูหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาพคู่บ่าวสาวโบกมือจากกระเช้าบอลลูนท่ามกลางบอลลูนหลากสีมากกว่า 30 ลูก กลายเป็นภาพจำใหม่ของวันวาเลนไทน์ไทย เมื่อคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในกิจกรรม Balloon Love 2026 ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ครั้งที่ 10 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย  ร่วมเป็นสักขีพยานร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวอวยพรต่อหน้าสื่อและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความโรแมนติกเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง จากยุคที่การแต่งงานเคยเป็นเส้นทางมาตรฐานของชีวิตคู่ ไปสู่ยุคที่ความสัมพันธ์หลากรูปแบบถูกยอมรับมากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหลังโควิด ความไม่แน่นอนของรายได้ การตัดสินใจมีบุตรที่ชะลอตัว และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งในปีแรกมีการจดทะเบียนรวม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง

ภาพใหญ่ของประเทศ ตัวเลขสมรสและหย่า 5 ปี กับช่องว่างที่แคบลง

ข้อมูลช่วงปี 2564 ถึง 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ชี้ว่าไทยมีการจดทะเบียนสมรสและหย่าในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2564 การสมรส 240,979 คู่ และการหย่า 110,942 คู่ ก่อนที่ปี 2565 จะเกิดการกระโดดของทั้งสองตัวเลข โดยสมรสพุ่งเป็น 305,487 คู่ และหย่าขยับขึ้นเป็น 146,159 คู่ ซึ่งถูกอธิบายในเชิงสังคมว่าเป็นผลสะสมจากช่วงล็อกดาวน์และข้อจำกัดการให้บริการของรัฐในยุคโควิดที่ทำให้ธุรกรรมทางทะเบียนจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป

จากนั้นในปี 2566 ถึง 2567 ตัวเลขหย่าทรงตัวในระดับสูงกว่า 147,000 คู่ ขณะที่การสมรสลดลงต่อเนื่องเป็น 279,748 คู่ และ 263,087 คู่ ก่อนปี 2568 การสมรสขยับขึ้นมา 275,480 คู่ ส่วนการหย่าลดลงเป็น 139,100 คู่ ภาพรวมปี 2568 จึงถูกตีความได้ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ หลังแรงกระแทกใหญ่ของช่วงหลังโควิด

จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือการเปรียบเทียบปี 2568 ที่ระบุว่า ในทุก 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 50.64 ช่องว่างระหว่างการเริ่มต้นและการยุติความสัมพันธ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตคู่ สุขภาวะครอบครัว รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง

สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ จุดเปลี่ยนที่มากกว่าตัวเลข

ในภาพเดียวกัน ปี 2568 ยังถูกระบุว่าเป็นปีแรกของสมรสเท่าเทียม และมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสรวม 25,814 คู่ ซึ่งผู้ใช้แนบการคำนวณว่าเทียบเป็นร้อยละ 9.3 ของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 ตัวเลขระดับนี้สะท้อนความต้องการสะสมของผู้คนจำนวนมากที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ และบ่งชี้ว่าโครงสร้างครอบครัวไทยกำลังขยับจากรูปแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสมรสเท่าเทียมยังถูกมองว่ามีมิติทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เพราะการจดทะเบียนสมรสจำนวนมากมักเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมงานแต่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองท่องเที่ยวที่ใช้ความรักเป็นแรงดึงดูด

และนี่เองที่พาเรื่องกลับมาที่เชียงราย เมืองซึ่งกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองบนแผนที่การท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูน

สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการยกระดับเทศกาลสู่เวทีโลก

ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ผู้จัดระบุว่ามีบอลลูนมากกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกิจกรรมหลักหลายรายการ ทั้งการแสดงบอลลูนแสงสีเสียงยามค่ำคืน Magic Night Glow การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ คอนเสิร์ตตลอด 5 วัน และการแสดงโขนกลางแปลงชุดใหญ่จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ร่วมกับยุวชนกว่า 200 ชีวิต

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ให้ข้อมูลในงานว่า ผู้จัดตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่การเป็น World Class Love Destination โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าได้รับความสนใจต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์มาตรฐานงานระดับนานาชาติถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ระบุว่างานเคยได้รับรางวัล Gold Award สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวที IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงชื่อเสียงของเทศกาลในสายอีเวนต์ระดับโลก

14 คู่รักบนฟ้า คือยุทธศาสตร์ปลายน้ำของเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองในเชิงการท่องเที่ยว กิจกรรม 14 คู่รักไม่ใช่แค่สตอรี่สวยงาม แต่เป็นการสร้างสัญญะใหม่ให้เชียงรายในฐานะปลายทางแห่งประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพต่อการขยายผลเป็นแคมเปญระยะยาว ตั้งแต่ทริปฮันนีมูน เส้นทางถ่ายภาพพรีเวดดิง ไปจนถึงแพ็กเกจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

ประเด็นนี้ยิ่งชัดเมื่อเชื่อมกับสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 ในด้านจำนวนคน และร้อยละ 4.36 ในด้านรายได้ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเป็นสัดส่วนหลัก 5,765,564 คน หรือร้อยละ 89.2 ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน หรือร้อยละ 10.8 และมีข้อสังเกตสำคัญว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้จากต่างชาติลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลชุดเดียวกันยังบอกด้วยว่าเดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน ส่วนรายได้สูงสุดของปีเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แม้จำนวนคนจะน้อยกว่ามกราคม ขณะที่ต่างชาติสูงสุดในเดือนธันวาคม 83,236 คน และต่ำสุดในเดือนกันยายน 37,754 คน พร้อมภาพรวมเชิงฤดูกาลที่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 มีสัดส่วนการท่องเที่ยวสูงสุดใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.7 ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามภาพอินโฟกราฟิกที่ผู้ใช้แนบ

เมื่ออ่านตัวเลขเหล่านี้คู่กับงานบอลลูน จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดขึ้น คือการรักษาฐานตลาดไทยที่ใหญ่ที่สุดให้แข็งแรง และในเวลาเดียวกันสร้างคอนเทนต์ระดับโลกเพื่อช่วยดึงต่างชาติกลับมา โดยใช้จุดขายแบบ Experience Based Tourism ที่มีความหมายทางอารมณ์และถ่ายภาพได้จริง

จุดชวนคิด เมืองท่องเที่ยวจะชนะเกมความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างไร

ตัวเลขสมรสและหย่าที่ช่องว่างแคบลงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกแต่งงานเพราะแรงกดดันทางสังคมเหมือนเดิม แต่เลือกเพราะพร้อมและต้องการความมั่นคงในแบบของตัวเอง ในวันที่คำว่า ครอบครัว ไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวที่ฉลาดจึงต้องทำมากกว่าการจัดฉากโรแมนติก แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคู่รัก และให้บริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ

เชียงรายกำลังทดลองคำตอบผ่านอีเวนต์ที่มีทั้งความงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยอยู่ในเฟรมเดียวกัน ตั้งแต่บอลลูนบนฟ้า โขนกลางแปลงบนพื้นดิน ไปจนถึงกิจกรรมครอบครัวและคอนเสิร์ตในยามค่ำคืน ซึ่งทั้งหมดผูกกันด้วยธีมเดียวคือประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำและอยากกลับมาเล่าซ้ำ

ขณะเดียวกัน การนำสถิติสมรสเท่าเทียมเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของการท่องเที่ยว ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรถูกวางอย่างระมัดระวังบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมจริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ World Class Love Destination มีความหมายมากกว่าแค่คำโปรย

จากทะเบียนราษฎรสู่ท้องฟ้าเชียงราย

ปี 2568 ของไทย ตัวเลขสมรสและหย่าที่สูงพร้อมกันบอกเราว่า ความสัมพันธ์เป็นทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องโครงสร้างชีวิต ขณะที่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ชี้ว่าการยอมรับความหลากหลายกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 ของเชียงราย กิจกรรม 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูนกำลังบอกอีกอย่างว่า เมืองท่องเที่ยวสามารถแปลงความหมายของความรักให้เป็นพลังเศรษฐกิจได้ หากทำด้วยมาตรฐานที่ดี เคารพผู้คน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าต่อชุมชนจริง

เมื่อภาพคู่รักบนฟ้าค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม เหลือไว้เพียงเสียงเชียร์จากพื้นดินและรอยยิ้มของคนดู คำถามที่ยังอยู่ต่อไม่ใช่แค่ว่า ปีหน้าจะมีอีกกี่คู่ แต่คือประเทศไทยกำลังนิยามคำว่า ครอบครัว ใหม่อย่างไร และเมืองอย่างเชียงรายจะยืนอยู่ตรงไหนบนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

สถิติสมรสและหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนกรมการปกครอง สมรสเท่าเทียม ปีแรก ปี 2568 จำนวน 25,814 คู่ 

การหย่า ปี 2564 – ปี 2568

  • การหย่า ปี 2564 จำนวน 110,942 คู่
  • การหย่า ปี 2565 จำนวน 146,159 คู่
  • การหย่า ปี 2566 จำนวน 147,337 คู่
  • การหย่า ปี 2567 จำนวน 147,621 คู่
  • การหย่า ปี 2568 จำนวน 139,100 คู่

การสมรส ปี 2564 – ปี 2568

  • การสมรส ปี 2564 จำนวน 240,979 คู่
  • การสมรส ปี 2565 จำนวน 305,487 คู่
  • การสมรส ปี 2566 จำนวน 279,748 คู่
  • การสมรส ปี 2567 จำนวน 263,087 คู่
  • การสมรส ปี 2568 จำนวน 275,480 คู่

สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569

  • นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Singha Park International Balloon Fiesta 2026 2
  • IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards
  • สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 และจำนวนสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจ และอ้างอิงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเนื้อหาที่แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมอาเซียนสัญจรเชียงราย ชู “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” แก้ฝุ่นข้ามพรมแดนและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เชียงรายบนเวทีอาเซียนสัญจร 2569 เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นวาระร่วมที่ต้องแก้ด้วยข้อมูลและกลไกภูมิภาค

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมในโรงแรม The Heritage วันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการตามกำหนดการประชุม แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโจทย์การพัฒนาชายแดนภาคเหนือที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคลื่อนฐานตามแรงกดดันของการบังคับใช้กฎหมาย

กิจกรรมอาเซียนสัญจรที่กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการ เพราะพื้นที่ปลายทางขององค์ความรู้ในวันนี้คือชีวิตจริงของคนชายแดน ผู้ประกอบการ นักเรียน ครู และหน่วยงานรัฐในจังหวัด ที่ต้องอยู่กับผลกระทบเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมราว 100 คนประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากโรงเรียนเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด กลุ่มผู้ฟังลักษณะนี้ทำให้วงสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำอธิบายโครงสร้างอาเซียน แต่ไหลไปสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า เมื่อปัญหาข้ามแดนหนักขึ้น กลไกอาเซียนช่วยอะไรได้จริง และคนเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนไม่ได้อยู่ไกล เมื่อเชียงรายอยู่ใกล้กว่าที่คิด

การตั้งกิจกรรมในเชียงรายมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะจังหวัดนี้เป็นหนึ่งในประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคผันผวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงชุมชนชายแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนเองเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นได้ หากรู้ช่องทางและรู้วิธีใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ข้อมูลตัวชี้วัดของอาเซียนระบุว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในระดับหลายร้อยล้านคน และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องหลังยุคโควิด ซึ่งหมายถึงโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่น รวมถึงเชียงราย หากสามารถเชื่อมกับตลาดภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม โอกาสและความเสี่ยงมักมาเป็นแพ็กเดียวกัน ยิ่งการเชื่อมต่อข้ามแดนมีความหนาแน่นมากขึ้น ปัญหาที่อาศัยช่องว่างชายแดนก็ยิ่งทวีความรุนแรง ตั้งแต่หมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ

น.ส. สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ประเด็นเด่นที่ถูกจับตา ฝุ่นข้ามแดนที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจริง ไม่ใช่การขอความร่วมมือแบบปีต่อปี

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนาวันนี้คือ การแก้ฝุ่นข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ที่ฝ่ายไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรองอธิบดีกรมอาเซียน นางสาวสุชาดา เมฆธารา ให้ข้อมูลในเชิงทิศทางว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง และต้องเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง

ในงานครั้งนี้ นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ภาพรวมว่า ประเด็นฝุ่น PM2.5 เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลไทย จึงมีความพยายามทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ พร้อมสะท้อนรายละเอียดการทำงานผ่านกิจกรรมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เมียนมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญร่วมกัน เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการป่า ระบบเตือนภัย และการติดตามจุดความร้อนซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

สาระสำคัญจากถ้อยคำที่นำเสนอในเวทีนี้คือ การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการเฉพาะหน้าภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นตอจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ และเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร พฤติกรรมการจัดการพื้นที่ป่า และระบบเตือนภัยที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

ในมุมกฎหมายและกรอบความร่วมมือ อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนซึ่งถูกลงนามตั้งแต่ปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 เพื่อยกระดับการร่วมมือ ป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดในเชียงรายวันนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้ลดความสำคัญลง ตรงกันข้ามคือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้กลไกที่มีอยู่เคลื่อนจริงในภาคสนาม

ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ได้มีแค่ตัวเลขรายวัน แต่คือความเสี่ยงระยะยาว งานอ้างอิงด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติชี้ว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกปรับลดค่าคำแนะนำของ PM2.5 ลงอย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานทางวิชาการยิ่งเข้ม การบริหารจัดการเชิงระบบก็ยิ่งต้องจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการสะสมของมลพิษในช่วงลมสงบ

อีกประเด็นที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันคือค่าอ้างอิงมาตรฐานภายในประเทศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยได้อ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ใช้ในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเกินเกณฑ์จะมีผลต่อสุขภาพและต้องมีมาตรการป้องกันส่วนบุคคลและชุมชน

ประเด็นเด่นอีกด้าน อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อคนชายแดนต้องการคำตอบที่จับต้องได้

หากฝุ่นข้ามแดนคือปัญหาที่มองเห็นด้วยตาในบางวัน อาชญากรรมออนไลน์คือปัญหาที่มองไม่เห็น แต่กัดกินเงินออมและความมั่นคงทางใจของผู้คนทุกวัน คำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประชิดชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ว่าอาเซียนมีเครื่องมืออะไรในการประสานงานหรือกดดันประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำอธิบายในเวทีนี้ชี้ไปยังกรอบความร่วมมือของอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และมีแนวคิดสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และพัฒนาไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกัน รวมถึงการทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมลดลง

นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่ากรอบอาเซียนมีทั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และกรอบการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแผนงานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เป้าหมายคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแชร์แนวปฏิบัติที่ดี และยกระดับไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกันในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การติดตามเครือข่ายบัญชีม้า

การย้ำว่าพยายามลดพื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญ คือกลุ่มหลอกลวงย้ายฐานไปตามจุดที่บังคับใช้กฎหมายได้ยากขึ้น หรืออาศัยช่องว่างระหว่างเขตอำนาจรัฐ

ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติระบุถึงโครงสร้างความร่วมมือ เช่น การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายแดนและอาชญากรรมรูปแบบใหม่

ด้านภาพรวมระดับภูมิภาค หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวสูงและมีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเพิ่มภาระให้ประเทศปลายทางที่ต้องรับผู้เสียหายและติดตามเงินที่ถูกโอนผ่านหลายทอด เมื่อมองจากเลนส์นี้ คำถามของคนเชียงรายจึงไม่ใช่แค่จะจับกุมได้กี่คดี แต่คือจะลดแรงจูงใจ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และลดพื้นที่ตั้งฐานได้อย่างไร

ประเด็นรองที่ซ่อนความหมาย โครงการห้องสมุดอาเซียน เมื่อความรู้คือเกราะป้องกันระยะยาว

ท่ามกลางประเด็นหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมอาเซียนสัญจรยังมีอีกแกนหนึ่งที่ดูเหมือนนุ่ม แต่ทรงพลังระยะยาว คือการต่อยอดโครงการห้องสมุดอาเซียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 และขยายครบ 77 จังหวัดในปี 2568 ตามข้อมูลที่ถูกกล่าวในเวที

รองอธิบดีกรมอาเซียนอธิบายภาพรวมว่า โรงเรียนหลายแห่งใช้ห้องสมุดอาเซียนเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ทำให้เด็กเห็นภาพโลกกว้าง เข้าใจว่าไทยไม่ได้อยู่ลำพังในภูมิภาค และเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มุมมองนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อปัญหาข้ามแดน ไม่ได้จบแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องลงทุนกับความรู้และเครือข่ายการศึกษา

แผนระยะต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในเวทีคือการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อให้ครูแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในอนาคต หากทำได้จริง เครือข่ายนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยง เช่น เรื่องฝุ่น การหลอกลวงออนไลน์ หรือข่าวลวง สามารถกระจายถึงผู้เรียนและครอบครัวได้เร็วขึ้น

เชียงรายจะได้อะไรจากเวทีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ที่การนำกลับไปทำจริง

คำถามที่ถูกตั้งในเวทีว่า คนท้องถิ่นเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียนด้านใดมากที่สุด ถูกตอบในเชิงภาพรวมว่าอาเซียนให้ประโยชน์ในสามมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเสถียรภาพและความปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และสังคมที่เข้มแข็งช่วยลดความเปราะบางต่อปัญหาข้ามแดน

แต่หากแปลงให้เป็นภาษาคนทำงานในพื้นที่ โจทย์ของเชียงรายหลังเวทีนี้ควรถูกจัดเป็นชุดปฏิบัติการที่ชัดขึ้น

มิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยและการจัดการจุดเสี่ยงเชื่อมกับการสื่อสารระดับชุมชนมากกว่าเดิม ตั้งแต่การสื่อสารภาวะฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้ามแดนภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่

มิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบอาเซียนแปลเป็นคู่มือป้องกันภัยให้ประชาชน เช่น วิธีสังเกตกลโกง วิธีอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ รวมถึงการลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ผ่านการให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษา

มิติการศึกษาและทุนมนุษย์ ต้องเร่งต่อยอดเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนให้เป็นเครือข่ายทักษะพลเมืองดิจิทัลในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่เร็วพอ ๆ กับฝุ่นควัน เพราะหากเด็กและครูมีชุดความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย การป้องกันความเสี่ยงจะยืนระยะได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เสียงจากผู้บริหารในเวที เมื่อคำว่าอาเซียนต้องถูกแปลเป็นความอุ่นใจของประชาชน

ประโยคที่สะท้อนแก่นของกิจกรรมวันนี้คือการย้ำว่า ปัญหาฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง และต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีต่อปี หากมองด้วยมาตรฐานงานข่าวเชิงนโยบาย นี่คือการประกาศทิศทางว่า ภาครัฐกำลังพยายามยกระดับเรื่องปัญหาข้ามแดนจากระดับพื้นที่ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเวทีนี้จะถูกวัดด้วยสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น จำนวนวันที่ค่าฝุ่นลดลง การแจ้งเตือนที่เข้าถึงคนกลุ่มเปราะบาง การลดจำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ และการมีช่องทางช่วยเหลือที่ทำงานได้จริง

เมื่อเชียงรายเป็นเสมือนแนวหน้า ความร่วมมืออาเซียนต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแรง

กิจกรรมอาเซียนสัญจรในเชียงราย 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บทบาทอาเซียนในสายตาคนท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนจากภาพรวมที่ไกลตัว มาเป็นเครื่องมือที่ประชาชนคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ทั้งฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่กัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

เชียงรายอาจเป็นจังหวัดหนึ่งในแผนที่ประเทศ แต่ในแผนที่ปัญหาข้ามแดน เชียงรายคือพื้นที่ที่รับผลกระทบก่อนและชัดกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นเวทีปฏิบัติการ และกลไกความร่วมมือจะมีความหมายต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า ความปลอดภัย สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

ท้ายที่สุด สิ่งที่กิจกรรมวันนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เอกสารกำหนดการหรือภาพถ่ายร่วม แต่คือโจทย์ร่วมของหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นอากาศที่หายใจได้สะดวกขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนเชียงรายและคนไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เนื้อหาและถ้อยคำจากกิจกรรมอาเซียนสัญจร จังหวัดเชียงราย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ เอกสารอ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เผยแพร่ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ปรากฏในเอกสารราวปี 2567
  • ASEAN Statistics Division ฐานข้อมูลสถิติทางการของอาเซียน รายการตัวชี้วัดหลัก เข้าถึงและอ้างอิงจากหน้าข้อมูลสถิติ
  • ASEAN Secretariat ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน และการมีผลใช้บังคับ
  • กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารอธิบายกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
  • งานวิชาการอ้างอิงแนวทางคุณภาพอากาศระดับนานาชาติ ที่สรุปค่าคำแนะนำและทิศทางการปรับปรุงแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • United Nations Office on Drugs and Crime ข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค อ้างผ่านการรายงานข่าว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

งบวิจัยไม่สะดุด! สกสว. เผย 201 หน่วยงานพร้อมรับทุน ววน. ปี 69 มุ่งปั้นนักวิจัยใหม่ทะลุ 3 พันคน

กองทุน ววน. ส่งสัญญาณบวก งบวิจัยปี 2569 ใกล้ครบวงจร ดันเชียงรายใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์นวัตกรรมพื้นที่

เชียงราย, 7 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันต่อการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยข่าวที่ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์และการศึกษา “หายใจโล่งขึ้น” ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 คือสัญญาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ที่ระบุว่าความคืบหน้าการส่งมอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมสนับสนุนให้ภารกิจต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยสื่อประชาสัมพันธ์ระบุว่ามีหน่วยงานในระบบเกี่ยวข้องรวม 201 หน่วยงาน และการจัดสรรดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น 

สำหรับจังหวัดเชียงราย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงระบบการคลัง แต่สัมพันธ์กับโจทย์ชีวิตจริงของพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่มลพิษและหมอกควัน ปัญหาน้ำหลากและความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจชายแดน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการลดความเหลื่อมล้ำ การที่เงินวิจัยเดินหน้าได้เร็ว จึงเท่ากับการเพิ่มความเร็วของ “คำตอบเชิงนวัตกรรม” ที่ประชาชนรอคอย

สถานะการจัดสรรงบประมาณล่าสุด

ความคืบหน้าล่าสุดจากการบริหารจัดการงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้ทุกภารกิจของหน่วยงานวิจัยทั่วไทยสามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่หยุดชะงัก

  • จัดสรรงบประมาณปี 2569 สำเร็จแล้วถึง 99.49% ของหน่วยรับงบประมาณทั้งหมด สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รวดเร็วและเป็นระบบ
  • ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ
  • ความพร้อมเต็มกำลัง ข้อมูลนี้เป็นหลักประกันว่ากลไกการวิจัยของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ผนึกกำลัง 201 หน่วยงาน “ครอบคลุมทุกกระทรวง”

กองทุน ววน. ขอขอบคุณในความร่วมมือและความทุ่มเทของ 201 หน่วยงานรับงบประมาณ ซึ่งขอย้ำว่าการทำงานของกองทุนฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น แต่เรา ครอบคลุมการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกกระทรวงทั่วประเทศไทย

พลังความร่วมมือจากทั้ง 201 หน่วยงานนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมกันเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศไทย ให้ก้าวไกลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เงินวิจัยไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่คือเวลาและโอกาสของประเทศ

ในทางปฏิบัติ งบวิจัยที่มาถึงช้า มักแปลเป็นการเริ่มโครงการล่าช้า การจ้างงานผู้ช่วยวิจัยสะดุด การเก็บข้อมูลภาคสนามไม่ทันฤดูกาล และท้ายที่สุดคือผลลัพธ์ที่ชุมชนควรได้ประโยชน์ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีใครอยากให้เกิด ซี่งการสื่อสารของกองทุน ววน. รอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเพิ่มความแน่นอนให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยวางแผนงานได้ตั้งแต่ต้นปี

ในเอกสารการขับเคลื่อนระบบ ววน. ปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ได้อธิบายโครงสร้างประเภททุนสำคัญของกองทุน ววน. โดยมีทั้งทุนสนับสนุนงานมูลฐาน หรือ FF และทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ หรือ SF รวมถึงหมวดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และหมวดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนว่าเงินวิจัยถูกออกแบบให้เชื่อมตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ไปจนถึงการนำไปใช้จริง

โครงสร้างทุนที่เปลี่ยนเกม คือความต่อเนื่องแบบหลายปี

หนึ่งในสาระที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพงานวิจัย คือแนวทางสนับสนุนโครงการต่อเนื่องหลายปีในทุน FF เอกสารของ สกสว. ระบุกรอบส่งเสริมโครงการแบบหลายปี ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบสัดส่วนร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร เพื่อให้โครงการที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีสามารถเดินไปถึงผลผลิตสุดท้ายได้จริง

กลไกนี้มีความหมายมากในพื้นที่อย่างเชียงราย เพราะโจทย์จำนวนมากไม่สามารถแก้ได้ในรอบปีเดียว เช่น การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและจุดความร้อน การจัดการลุ่มน้ำและน้ำหลาก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน หรือการต่อยอดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น งานเหล่านี้ต้องการ “ความต่อเนื่องของข้อมูล” และ “ความต่อเนื่องของทีม” มากพอ ๆ กับงบประมาณ

พร้อมกันนั้น เอกสารชุดเดียวกันยังสะท้อนภาพการสร้างคนรุ่นใหม่ในระบบ ววน. โดยระบุจำนวนนักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเงินกองทุนไม่ได้มุ่งเพียงผลงาน แต่รวมถึงการปั้นกำลังคนด้านวิจัยเป็นฐานระยะยาว

งานเชิงกลยุทธ์เดินด้วยระบบและหน่วยบริหารทุน

หาก FF คือฐานรากขององค์ความรู้ SF คือการเร่งเครื่องในประเด็นที่ประเทศต้องการคำตอบแบบมุ่งเป้า โดยการบริหาร SF ดำเนินผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณประกอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แบบฟอร์มแผนงานย่อย การกรอกข้อมูลในระบบ และการจัดการแผนงานตามรอบปีงบประมาณ

ในเชิงข่าวสาร นี่คือเหตุผลที่การส่งสัญญาณว่า “การจัดสรรใกล้ครบถ้วน” ทำให้ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังได้ว่า กลไกปลายน้ำอย่างโครงการเชิงพื้นที่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์จะไม่ชะงัก ซึ่งสำคัญต่อจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

เชียงรายกับบทบาทพื้นที่หน้าด่าน ที่ต้องใช้วิจัยเป็นเกราะ

เชียงรายเป็นพื้นที่ที่เผชิญโจทย์ซ้อนทับกันหลายชั้น ชั้นแรกคือภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนมีโอกาสสูง แต่ก็รับความเสี่ยงสูงเช่นกัน ชั้นที่สองคือสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่หมอกควันตามฤดูกาล ไปจนถึงความเปราะบางด้านน้ำและภัยพิบัติ ชั้นที่สามคือสังคมและสุขภาพ ซึ่งในพื้นที่ชายแดนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการและสถานะบุคคลของประชากรบางกลุ่ม

ในกรอบวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางเป็นกลไกหลักในการรับงบและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพื้นที่ ข่าวชิ้นนี้จึงให้ความสำคัญกับคำถามเดียวที่ผู้อ่านเชิงนโยบายต้องการคำตอบ คือเงินวิจัยที่เดินหน้าเร็ว จะเปลี่ยนชีวิตคนเชียงรายได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จากฐานวิชาการสู่ภารกิจสุขภาพและนวัตกรรมสังคม

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเน้นบทบาทด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่างงานบริการสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงงานตรวจพิสูจน์สถานะบุคคลของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวางข้อมูลดังกล่าวบนโครงสร้างกองทุน ววน. จะเห็นภาพการต่อยอดที่ชัดขึ้น เพราะกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนการนำผลงานไปใช้เชิงเศรษฐกิจและสังคม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น หรือคลี่คลายปัญหาเชิงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถถูกอธิบายได้ว่าเป็น “ผลลัพธ์เชิงสังคม” ที่อยู่ในเจตนารมณ์ของกองทุน ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครื่องมือยกระดับท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางบทบาทให้เชื่อมงานวิจัยกับท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีภารกิจลักษณะพี่เลี้ยงทางวิชาการในการออกแบบแผนงาน ติดตามประเมินผล และแก้โจทย์เร่งด่วนของพื้นที่

ในมิติการบริหารทุน หากโจทย์ของเชียงรายคือการลดความเสี่ยงและเพิ่มความพร้อมของชุมชน งานลักษณะนี้มักต้องอาศัยทั้งทุนฐานรากจาก FF เพื่อสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ และทุนเชิงกลยุทธ์จาก SF เพื่อเร่งการนำไปใช้จริงผ่านหน่วยบริหารทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ปรากฏชัดในเอกสารชี้แจงของ สกสว.

เหตุใดข่าวงบวิจัยจึงกลายเป็นข่าวผลประโยชน์สาธารณะ

ในทางข่าวสาร งบวิจัยอาจดูไกลตัว แต่ในทางผลประโยชน์สาธารณะ งบวิจัยคือเครื่องมือสร้างความมั่นคงรูปแบบใหม่ ความมั่นคงด้านสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านน้ำ และความมั่นคงด้านเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุน ววน. ระบุว่าการจัดสรรปี 2569 ครอบคลุมทั้งงานมูลฐาน งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมขอบคุณความร่วมมือของ 201 หน่วยงาน นัยยะทางนโยบายที่ตามมาคือ ภาครัฐกำลังพยายามทำให้ระบบวิจัย “เดินพร้อมกันทั้งประเทศ” และลดช่องว่างระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่

จุดชี้ขาดอยู่ที่การทำให้เงินถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ถึงแค่บัญชี

แม้สัญญาณการจัดสรรใกล้ครบถ้วนจะเป็นข่าวบวก แต่การประเมินแบบมืออาชีพต้องถามต่อว่า จากจุดนี้ระบบจะพาเงินไปสู่ผลลัพธ์ได้เร็วแค่ไหน

เอกสารของ สกสว. แสดงเงื่อนไขและแนวคิดของโครงการหลายปีใน FF ที่กำหนดให้ต้องมีเป้าหมายผลผลิตสุดท้ายชัดเจน และต้องมีสิ่งส่งมอบของแต่ละปีเพื่อพาไปสู่ผลผลิตสุดท้าย ข้อกำหนดลักษณะนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านโครงการค้างท่อ และเป็นจุดที่สังคมสามารถติดตามได้ว่า เงินวิจัยกำลังแปรเป็นผลลัพธ์หรือไม่

ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย เมื่อวิจัยถูกใช้เป็นคันโยก

เมื่อประกอบข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เชียงรายกำลังถูกอธิบายให้เป็นพื้นที่ที่ใช้มหาวิทยาลัยเป็น “คันโยก” ของการเปลี่ยนผ่าน โดยให้วิจัยและนวัตกรรมทำหน้าที่คู่กันสองด้าน

ด้านแรกคือการเพิ่มศักยภาพแข่งขันของพื้นที่ ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ชายแดน การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านที่สองคือการลดความเปราะบางของพื้นที่ ตั้งแต่มลพิษ หมอกควัน ความเสี่ยงน้ำหลาก ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและสถานะบุคคล

ขณะที่กองทุน ววน. ในเชิงระบบถูกออกแบบให้รองรับงานหลากมิติและสนับสนุนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ข่าวการจัดสรรที่เดินหน้าเร็วขึ้นจึงเท่ากับการเพิ่มแรงเฉื่อยให้แผนงานเหล่านี้ออกตัวได้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการในเชียงรายทำได้ทันที

หนึ่ง งานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากมีช่องทางสื่อสารสถานะหรือผลผลิตผ่านระบบของหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของกองทุน ววน. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ชี้ว่ามีระบบตรวจสอบสถานะให้ติดตามได้

สอง ภาคเอกชนและท้องถิ่นที่ต้องการใช้ผลงานวิจัย ควรเริ่มจากการระบุปัญหาหลักของตนเองให้ชัด เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ ปัญหาคุณภาพสินค้าเกษตร ปัญหาสุขภาพจากมลพิษ หรือปัญหาน้ำ แล้วจับคู่กับกลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันการนำผลงานไปใช้จริงตั้งแต่ต้นน้ำ

สาม ประชาชนสามารถมีบทบาทเป็นผู้ใช้ประโยชน์และผู้ให้ข้อมูลภาคสนาม โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งต้องการข้อมูลจริงระดับชุมชนเพื่อให้เทคโนโลยีและมาตรการ “ไม่หลุดจากชีวิตจริง”

บทสรุป

ข่าวดีของวงการวิจัยไทยในปีงบประมาณ 2569 ไม่ได้อยู่ที่ประโยคปลอบใจ แต่อยู่ที่การทำให้ระบบงบประมาณเคลื่อนตัวได้เร็วพอจะรับมือปัญหาจริงของประเทศ และสำหรับเชียงราย การที่กองทุน ววน. ส่งสัญญาณว่าการจัดสรรใกล้ครบถ้วน ยิ่งทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกจับตาในฐานะกลไกที่ต้องเปลี่ยน “งบวิจัย” ให้เป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” ให้ทันกับความท้าทายของพื้นที่ชายแดน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้อ้างอิงในข่าว

  • สื่อประชาสัมพันธ์ระบุการจัดสรรงบปี 2569 ดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน และกล่าวถึง 201 หน่วยงาน
  • สัดส่วนประเภททุนของกองทุน ววน. ในเอกสารชี้แจงของ สกสว. ระบุ FF ร้อยละ 35 ถึง 40 และ SF ร้อยละ 60 ถึง 65 พร้อมหมวด RU และ ST
  • แนวทางโครงการหลายปีใน FF ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร
  • นักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ตามเอกสารชี้แจงของ สกสว.
  • คู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ SF ปี 2569 ผ่านระบบของหน่วยบริหารและจัดการทุน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว เอกสาร การขับเคลื่อนระบบ ววน. ในปีงบประมาณ 2569
  • NRIIS เอกสารคู่มือ Manual for PMU SF69
  • ข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์และข้อความสรุปสถานะการจัดสรรงบปี 2569 ที่ระบุ 201 หน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลใหญ่ The Leafies 2025 ที่ลอนดอน การันตีคุณภาพชาอัสสัมไทยระดับโลก

ชาสิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลเวทีชาโลกที่ลอนดอน สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยจากผืนป่าภาคเหนือสู่สายตานานาชาติ

เชียงราย, 3 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกกำลังมองหาความหมายใหม่ของคำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมผ่านอาหาร เครื่องดื่ม และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ มักเป็นประเทศที่ได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้เสียงดัง ชาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์นั้น เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นผลรวมของดิน น้ำ อากาศ เวลา และมือของผู้คน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากภาคเหนือของไทยกำลังทำให้เรื่องเล่านี้ชัดขึ้น เมื่อชาจากแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงราย ภายใต้การพัฒนาของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ถูกประกาศชื่อบนเวทีประกวดชานานาชาติในกรุงลอนดอน และไม่ได้มาเพียงรางวัลเดียว แต่เป็น 2 รางวัลในปีเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายที่ธุรกิจเกษตรพรีเมียมไทยจับตา

จากไร่บนภูเขาสู่เวทีตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญชา

ตามข้อมูลการประกาศผลรางวัลของเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ผลงานจากสิงห์ปาร์ค เชียงราย ปรากฏชื่อในสองสาขาอย่างเป็นทางการ

รางวัลแรกคือ Gold Award ในสาขา New Region ให้กับ Mystique Assam Green Tea
รางวัลที่สองคือ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ให้กับ Premium Assam Green Tea

ความหมายของหมวด New Region ในโลกของชา ไม่ได้จำกัดอยู่ที่คำว่า แหล่งใหม่ เท่านั้น แต่สะท้อนการยอมรับว่าแหล่งเพาะปลูกนอกภูมิภาคดั้งเดิมสามารถสร้างเอกลักษณ์รสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิตได้ทัดเทียมตลาดหลัก เมื่อรางวัลระดับสูงสุดในหมวดนี้ถูกมอบให้แบรนด์จากไทย จึงเป็นสัญญาณเชิงภาพลักษณ์ที่แรงในระดับอุตสาหกรรม

รายละเอียดรางวัลที่ทำให้ไทยถูกพูดถึงในฐานะ New Region

ข้อมูลในเอกสารที่คุณแนบมา ระบุจุดเด่นด้านกระบวนการผลิตและลักษณะของใบชาอย่างชัดเจน ตั้งแต่การคัดเลือกยอดชา การควบคุมอุณหภูมิ เวลา และความชื้น ไปจนถึงโทนกลิ่นและรสที่ต้องการสื่อสาร ซึ่งทั้งหมดเป็นภาษาที่วงการชาพรีเมียมใช้จริงในการประเมินคุณภาพ

สำหรับ Mystique Assam Green Tea ถูกวางเป็นชาในหมวด New Region ที่ชูคาแรกเตอร์กลิ่นโทนดอกไม้ป่า และแนวทางเก็บใบชาด้วยมือเต็มรูปแบบ รวมถึงการระบุสภาพพื้นที่สูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลในจังหวัดน่านตามข้อมูลที่ส่งมา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ตลาดต่างประเทศมักใช้ทำความเข้าใจที่มาและเทอรัวร์

ส่วน Premium Assam Green Tea ได้ Highly Commended ในหมวด Green Panned หรือ Roasted โดยเน้นเทคนิคการคั่วและอบอย่างประณีต และการเลือกใช้เฉพาะยอดชาเพื่อให้ได้รสสัมผัสในโทนผลไม้สุก ดื่มง่ายและชุ่มคอ

คำกล่าวผู้บริหารและวิธีเล่าเรื่องที่เชื่อมภูมิปัญญากับมาตรฐานสากล

ในข้อความที่คุณแนบมา คุณพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด อธิบายความสำเร็จว่าเกิดจากความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งเพาะปลูก การเก็บใบชาด้วยมือ ไปจนถึงการแปรรูป และชี้ว่าชาอัสสัมจากจังหวัดน่านมีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งถูกนำมาผสานกับเทคนิคสมัยใหม่เพื่อสร้างคาแรกเตอร์เฉพาะของป่าน่าน

เมื่อมองย้อนอดีต ไทยเดินทางบนเวที Leafies มาอย่างไร

รางวัลในปี 2025 จะยิ่งมีน้ำหนักเมื่อวางบนไทม์ไลน์ที่ตรวจสอบได้ ในหน้าประกาศผลรางวัลปี 2024 มีรายชื่อจากประเทศไทยปรากฏในระดับ Highly Commended ในหนึ่งสาขา ย้อนกลับไปปี 2022 รายชื่อจากประเทศไทยก็เคยปรากฏในระดับ Highly Commended เช่นกัน แล้วปี 2025 ไทยไม่เพียงปรากฏชื่ออีกครั้ง แต่ได้ทั้ง Gold Award และ Highly Commended ในปีเดียวกันตามหน้าผลรางวัล

ลำดับเหตุการณ์นี้สะท้อนรูปแบบการไต่ระดับที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมเจออยู่เสมอ เริ่มจากการถูกมองเห็นในระดับรอง จากนั้นสะสมมาตรฐาน ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความชัดของเอกลักษณ์ จนขยับสู่รางวัลสูงสุดในหมวดที่สอดคล้องกับภาพจำใหม่ของประเทศ

ชาในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้

ซอฟต์พาวเวอร์มักถูกพูดถึงในภาษานโยบาย แต่สิ่งที่ทำให้มันเกิดจริงคือสินค้าและประสบการณ์ที่ผู้บริโภคต่างชาติสัมผัสแล้วเชื่อเอง ชาเป็นตัวอย่างที่ชัด เพราะผู้บริโภคสายพรีเมียมซื้อด้วยเหตุผล 3 อย่าง ซื้อคุณภาพที่พิสูจน์ได้
ซื้อเรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด ซื้อคุณค่าทางจริยธรรม เช่น ความยั่งยืนและผลประโยชน์ที่ย้อนกลับสู่ชุมชน เมื่อรางวัลระดับนานาชาติทำหน้าที่เป็นตรารับรองคุณภาพ การเล่าเรื่องแหล่งกำเนิดจึงเดินได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องยืนยันซ้ำหลายรอบ และนี่คือจุดที่ข่าวชิ้นนี้มีนัยต่อเศรษฐกิจชุมชน หากการยอมรับบนเวทีโลกทำให้เกิดคำสั่งซื้อ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หรือการยกระดับราคาผลผลิตได้จริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่แบรนด์ แต่ไปถึงมือเกษตรกรและแรงงานในห่วงโซ่

ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องพูดแบบมีฐานข้อมูล

ในเอกสารที่คุณให้มา มีการเชื่อมโยงชาอัสสัมกับการฟื้นฟูป่าและการลดแรงกดดันจากไร่เลื่อนลอย ประเด็นนี้ควรเล่าอย่างระมัดระวังและมีฐาน เพราะคำว่า ฟื้นฟู หรือ อนุรักษ์ ถูกใช้บ่อยจนบางครั้งกลายเป็นคำโฆษณา

อย่างไรก็ตาม งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทยมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาอัสสัมกับโครงสร้างป่า การพึ่งพาร่มไม้และการจัดการพื้นที่ในลักษณะที่ชาเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ มากกว่าจะเป็นพืชเชิงเดี่ยวล้วน ๆ

มุมนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่องชากับการอนุรักษ์มีน้ำหนักขึ้นในฐานะ แนวทางเกษตรที่สอดคล้องกับป่า หากทำอย่างถูกแบบและมีมาตรฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ

เศรษฐกิจชุมชนกับคำถามสำคัญที่ตามมาหลังเวทีรางวัล

รางวัลมีพลัง แต่คำถามของสังคมหลังจากนั้นสำคัญไม่แพ้กัน  หนึ่ง ราคาที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปถึงต้นน้ำหรือไม่ หากตลาดพรีเมียมขยายตัว สิ่งที่ต้องออกแบบคือกลไกรับซื้อที่เป็นธรรม มาตรฐานคุณภาพที่ชัด และการสนับสนุนองค์ความรู้ให้เกษตรกรทำได้จริง ไม่ใช่ให้แบรนด์โตเพียงฝั่งเดียว สอง ความยั่งยืนจะถูกพิสูจน์อย่างไร ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ การใช้สารเคมี การจัดการแรงงาน และผลกระทบต่อพื้นที่ป่า มากขึ้นทุกปี หากไทยต้องการยืนระยะในตลาดนี้ การสื่อสารเชิงความยั่งยืนต้องมีตัวชี้วัดและการรับรองที่ตรวจได้ สาม การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะกลายเป็นโอกาสของเชียงรายหรือไม่ เมื่อสินค้ามีรางวัลระดับโลก เมืองต้นทางมักได้อานิสงส์เป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ชิมชา เรียนรู้การผลิต และเชื่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จุดนี้คือโอกาสของเชียงรายในการต่อยอดภาพเมืองเกษตรสร้างสรรค์ที่ไม่ขายเพียงวิว แต่ขายคุณค่าและเรื่องเล่า

ภาพสะท้อนจากตลาดชาโลกที่เปลี่ยนไป

รายงานเชิงอุตสาหกรรมจำนวนมากชี้ว่า ตลาดชาไม่ได้เติบโตด้วยปริมาณอย่างเดียว แต่เติบโตด้วยคุณภาพ ความหลากหลาย และการยกระดับไปสู่สินค้าเฉพาะทาง ข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าตลาดชามีความลึกและมีวัฒนธรรมการดื่มที่แข็งแรงในหลายภูมิภาค

ในโลกแบบนี้ ประเทศที่ถูกจัดเป็น New Region ไม่ได้เสียเปรียบ หากสามารถพิสูจน์คุณภาพและสร้างอัตลักษณ์ชัดพอ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหาแหล่งกำเนิดใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากภาพจำเดิม

บทสรุปที่ชวนคิด

รางวัลชาอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่ในระดับโครงสร้าง มันแตะ 3 ประเด็นที่กระทบชีวิตและชุมชน หนึ่ง เกษตรกรและแรงงานต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน สอง การผลิตจะเดินหน้าควบคู่กับการรักษาป่าและทรัพยากรอย่างมีหลักฐานหรือไม่ สาม เชียงรายและน่านจะใช้โอกาสนี้ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงข่าวดีชั่วคราว คำตอบไม่ได้อยู่บนถ้วยชาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในระบบจัดการหลังรางวัล ตั้งแต่การรับซื้อ การพัฒนามาตรฐาน การสื่อสารแบบตรวจสอบได้ ไปจนถึงการทำให้คนในพื้นที่เป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ผู้ชมความสำเร็จจากข้างเวที

สถิติและข้อมูลสำคัญในข่าวนี้

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย ได้ 2 รางวัลจาก The Leafies International Tea Awards 2025 ได้แก่ Gold Award ในสาขา New Region และ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ตามหน้าประกาศผลรางวัล
  • ไทยเคยปรากฏชื่อในผลรางวัลของเวที Leafies อย่างน้อยในปี 2022 และ 2024 ในระดับ Highly Commended ตามหน้าประกาศผลรางวัลของแต่ละปี
  • งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการปลูกชากับโครงสร้างป่าและการจัดการพื้นที่ลักษณะพึ่งพาร่มไม้
  • ตัวอย่างบริโภคชาของประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. เปิดปฏิบัติการปลดล็อกคอขวดงานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจเวลเนสโลก

สกสว. เปิดปฏิบัติการ “ปลดล็อกคอขวด” งานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA-สวก. ดันสมุนไพรและเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ตลาดจริง

เชียงราย, 17 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งในเชียงราย เมืองที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะปลายทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยดอย แต่สำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการท้องถิ่น “เชียงราย” กำลังถูกตั้งโจทย์ใหม่ให้เป็นมากกว่านั้น พื้นที่ทดลองของระบบนวัตกรรม ที่ต้องทำให้งานวิจัย “เดินทางออกจากห้องแล็บ” ไปถึงมือคนใช้จริง

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการลงพื้นที่ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมเครือข่ายหน่วยงานปลายน้ำและกลไกสนับสนุนเชิงพาณิชย์ตาม “ข้อมูลประชาสัมพันธ์” ที่ระบุการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายช่วง 13–14 มกราคม 2569 เพื่อทำหน้าที่ “ปลดล็อกคอขวด” ที่ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาด

หากมองแบบผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงกิจกรรมภาครัฐอีกหนึ่งงาน แต่เมื่อวางลงบนฉากหลังของโลกที่กำลังแข่งขันกันในตลาดสุขภาพและเวลเนส ภาพของเชียงรายในวันนี้กำลังเชื่อมกับตัวเลขระดับโลกที่ “หนักแน่นจนหลีกเลี่ยงไม่ได้” — รายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2022) และเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เดินหน้าทิศทาง Traditional Medicine Strategy 2025–2034 เพื่อยกระดับการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้มีบทบาทอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และอิงหลักฐานมากขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ “สมุนไพร” จึงไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาพื้นบ้าน หากแต่เป็น สนามแข่งขันด้านมาตรฐาน หลักฐาน และกฎระเบียบ — และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “คอขวด” ถูกพูดถึงมากกว่าคำว่า “ขาดไอเดีย”

คอขวดของงานวิจัยสมุนไพร ไม่ได้ติดที่สูตร แต่ติดที่ “มาตรฐาน-กฎหมาย-หลักฐาน”

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในจังหวัดชายแดนมักมีคำถามคล้ายกัน ทำไมผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนทำได้ดี มีเรื่องเล่า มีอัตลักษณ์ กลับไปไม่ถึงชั้นวางในตลาดใหญ่ หรือไปไกลถึงตลาดต่างประเทศไม่ได้

คำตอบมักไม่ใช่ “ทำไม่เก่งพอ” แต่เป็นเพราะระบบปลายน้ำต้องการสิ่งที่เข้มงวดกว่าเรื่องรสชาติหรือบรรจุภัณฑ์ ได้แก่

  • มาตรฐานการผลิตและการทดสอบ
  • การขึ้นทะเบียน/การกล่าวอ้างสรรพคุณอย่างถูกกฎหมาย
  • ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่เชื่อถือได้
  • ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ (traceability) และคุณภาพล็อตต่อล็อต

ภาพรวมนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ สกสว. สื่อสารในเวทีสาธารณะว่า การขับเคลื่อนระบบ ววน. ต้อง “เห็นผลกระทบ” และทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL โดยมีหลักคิดเชิงการบริหารที่ถูกหยิบยกในสื่อ เช่น “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เห็น Impact” ซึ่งตอกย้ำว่างานวิจัยต้องไม่จบที่รายงาน แต่ต้องไปสู่การใช้จริง

การนำ “อย.” เข้ามาร่วมวงในระดับพื้นที่ จึงมีนัยสำคัญ เพราะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุกคำที่สื่อสารกับผู้บริโภคมีต้นทุนทางกฎหมาย และทุกข้อกำหนดที่ไม่เข้าใจ อาจทำให้ SME ต้องเสียเวลาเป็นปี ก่อนจะได้ใบอนุญาตที่ถูกต้อง

เชียงรายกับความพร้อมด้านสมุนไพร เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ฐานความรู้

หนึ่งในจุดแข็งของเชียงรายที่ทำให้ “ปลดล็อกคอขวด” มีความเป็นไปได้มากขึ้น คือการมีสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ผู้ประกอบการและชุมชน ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตงานวิชาการ

ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จากข้อมูลสาธารณะ คือบทบาทของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและห้องปฏิบัติการทดสอบ โดยมีการสะท้อนถึงมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และแนวทางยกระดับคุณภาพงานวิจัย/การทดสอบในมิติที่สัมพันธ์กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นัยสำคัญคือ หากพื้นที่มีความสามารถ “ทำมาตรฐาน” ได้ในจังหวัดเอง ต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันที — ทั้งต้นทุนเงิน ต้นทุนเวลา และต้นทุนการเดินทาง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำ R&D แบบวนซ้ำ (iterate) จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่อง “แต่งแบรนด์” แต่คือการเพิ่มมูลค่าบนฐานความจริง

ข้อมูลตั้งต้นระบุว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้หยุดที่สมุนไพร แต่รวมถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งหากเขียนแบบข่าวเชิงลึก จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่า “สร้างสรรค์” ไม่ใช่การทำให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ ขายได้ซ้ำ ขยายได้ และถูกกฎหมาย

ในตลาดสุขภาพสมัยใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สารสกัด แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” และ “ประสบการณ์” ทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่เกินจริง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ วิทยาศาสตร์ และ ครีเอทีฟ ต้องเดินด้วยกัน

ตลาดสมุนไพรไทย “ใหญ่พอ” แต่การแข่งขันอยู่ที่มาตรฐาน

ข้อมูลเชิงระบบของไทยสะท้อนว่า “สมุนไพร” ไม่ใช่ตลาดเล็กอีกต่อไป เอกสารเชิงนโยบายด้านสมุนไพรระบุว่า ตลาดสมุนไพรในประเทศมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบริบทการยอมรับของการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกในระดับนานาชาติ (มีหลายประเทศที่มีกฎหมาย/การกำกับดูแลด้านนี้)

เมื่อวางตัวเลขนี้คู่กับมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกที่ Global Wellness Institute ประเมินไว้ จะเห็นว่าโอกาส “มีอยู่จริง” แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินค้าหรือบริการของไทยสามารถผ่านด่านมาตรฐาน และสามารถสื่อสารกับตลาดโลกได้อย่างถูกต้องตามกฎ

 “ทำไมต้องปลดล็อก” และปลดล็อกอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชน

การปลดล็อกคอขวดของงานวิจัย หากทำแบบเร่งรัดโดยไม่ระวัง อาจเกิดความเสี่ยง 3 ชั้นที่กระทบชุมชนมากกว่าช่วยเหลือ ได้แก่

  1. เสี่ยงต่อการกล่าวอ้างเกินจริง
    หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรรีบเข้าสู่ตลาดโดยขาดหลักฐานหรือสื่อสารผิดกฎหมาย ผลที่ตามมาคือความเสียหายต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และกระทบความเชื่อมั่นของภาพรวมจังหวัด
  2. เสี่ยงต่อการ “มาตรฐานสูง แต่คนตัวเล็กเข้าไม่ถึง”
    ถ้ามาตรฐานถูกวางแบบที่ SME ไม่สามารถปฏิบัติตามได้จริง จะกลายเป็นการคัดคนออกจากตลาดโดยปริยาย ดังนั้น กลไกสนับสนุนต้องแปลมาตรฐานให้เป็น “ขั้นตอนที่ทำได้” และต้นทุนที่รับไหว
  3. เสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรเกินสมดุล
    เมื่อสมุนไพรบางชนิดถูกทำให้เป็นที่ต้องการสูง อาจเกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและการจัดการวัตถุดิบ จำเป็นต้องมีระบบติดตามแหล่งผลิตและการปลูกที่ยั่งยืน

ในมุมนี้ การที่ สกสว. สื่อสาร “SRI for ALL” ในเชิงระบบ และผลักดัน Open Science ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ เป็นกรอบที่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะทำให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติ “ไม่กระจุก” อยู่กับคนกลุ่มเล็ก

เชียงรายกำลังทดลอง ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ตัวถ่วง”

หัวใจของข่าวนี้จึงอยู่ที่คำถามเดียว ทำอย่างไรให้กฎระเบียบและมาตรฐาน กลายเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโต ไม่ใช่กำแพงกั้นโอกาส

แนวทางที่สะท้อนจากโครงสร้างพันธมิตร (อย. + หน่วยพัฒนานวัตกรรม/การลงทุน/การเกษตร) ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลส่งมา คือการจัด “ปลายน้ำ” มาอยู่ใกล้ “ต้นน้ำ” ให้มากที่สุด — เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้ประกอบการรู้ตั้งแต่ต้นว่า

  • ต้องเตรียมข้อมูลอะไร
  • ต้องทดสอบมาตรฐานไหน
  • ต้องขึ้นทะเบียนอย่างไร
  • และต้องสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยถ้อยคำแบบใดจึงถูกต้อง

หากทำได้จริง สิ่งที่เชียงรายจะได้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่คือ “เวลา” ที่ถูกคืนให้กับระบบ ลดเวลาลองผิดลองถูก ลดภาระเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการต่อยอดงานวิจัยเป็นธุรกิจที่โปร่งใส

เชียงรายไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “ภูมิปัญญา” กับ “มาตรฐาน”

ข่าวการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเชิงพิธีการ เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของระบบ ววน. จากการ “สนับสนุนงานวิจัย” ไปสู่การ “สนับสนุนเส้นทางของงานวิจัย” ตั้งแต่แปลงปลูก-แล็บ-โรงงาน-การขึ้นทะเบียน-การสื่อสาร-ตลาด

ในโลกที่เศรษฐกิจเวลเนสโตต่อเนื่อง และ WHO วางยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้เข้มแข็งด้วยคุณภาพและความปลอดภัย จังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและทุนวัฒนธรรมอย่างเชียงราย ไม่ได้ขาด “ของดี” แต่กำลังต้องการ “สะพานมาตรฐาน” เพื่อพาของดีนั้นออกไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม

และหากสะพานนี้ถูกสร้างอย่างเท่าเทียม — ให้ชุมชนเดินได้ ผู้ประกอบการรายเล็กเดินได้ นักวิจัยเดินได้ — คำว่า “ปลดล็อกคอขวด” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะกลายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่มั่นคงขึ้น และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพของเชียงรายที่ยืนระยะได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.): ยุทธศาสตร์กองทุน ววน. และวิสัยทัศน์ SRI For ALL
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.): ข้อมูลศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร (MPIC) และโรงงานมาตรฐาน GMP/PICS
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย): ข้อมูลผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อน Area-based Research
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): แนวทางการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU): บพข., TCELS, NIA และ สวก. (ข้อมูลการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการแข่งขัน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ซีพี ออลล์ เปิดตัว “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ร่วมรำลึกพระคุณครู ส่งแรงใจโรงเรียนบ้านป่าตึงเชียงราย

ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ปลูกฝัง “วิชาความสุข” ให้เยาวชนไทย

เชียงราย,12 มกราคม 2569 – “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” อาจไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยในตำราอีกต่อไป หากแต่มองเห็นได้จริงในโรงเรียนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ซึ่ง “โรงเรียนบ้านป่าตึง” ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นทั้งรั้วโรงเรียนและรั้วสุดท้ายของชีวิตเด็ก ๆ แม้จะมีนักเรียนเพียง 13 คน และบุคลากรทั้งโรงเรียนรวมเพียง 20 คน ท่ามกลางบริบท “วิกฤตเงียบ” ของโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่ค่อย ๆ หายไปจากแผนที่การศึกษาไทย

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “สร้างคน” เป็นปีที่ 18 ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู” ด้วยการนำเสนอภาพยนตร์สั้นชุด “วิชาความสุข” ที่หยิบเรื่องจริงและหัวใจของครูไทยมาเล่าใหม่ในรูปแบบสื่อร่วมสมัย เพื่อชวนสังคมกลับไปตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “เด็กต้องการอะไรจากการศึกษา”

บทความข่าวชิ้นนี้จึงไม่เพียงเล่าถึงกิจกรรม CSR ขององค์กรเอกชนรายหนึ่ง แต่ยังชวนมองให้ลึกลงไปถึงจุดตัดระหว่าง “หัวใจครูบ้านป่าตึง” กับ “วิชาความสุข” ที่ ซีพี ออลล์ พยายามส่งต่อสู่ห้องเรียนไทยในยุคที่คะแนนสอบอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

วิกฤตเงียบของโรงเรียนขนาดเล็ก กับลมหายใจสุดท้ายของ “บ้านป่าตึง”

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านประชากร การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน และความเปราะบางของครอบครัว

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 13 คน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่บุคลากรทั้งโรงเรียนมีรวม 20 คน ตัวเลขที่ดูเหมือน “ใหญ่เกินไป” เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า แต่ละคนต้องรับบทบาทเกินกว่าหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ระบุไว้ในโครงสร้างราชการ

ข้อมูลเชิงสถิติที่โรงเรียนใช้ติดตามเด็กสะท้อนความจริงที่น่าห่วงว่า นักเรียนกว่า 80% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่โดยตรง หลายครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง หรือจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้ ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตกับปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติผู้ใหญ่ในชุมชน ความขาดหายของ “ผู้ปกครองตัวจริง” ทำให้โรงเรียนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ คือการเป็นทั้งบ้าน สถานที่พักพิง และพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มี “ผู้อำนวยการตัวจริง” ตามระเบียบราชการ มีเพียงครูผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการที่ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่บริหารงบประมาณ ประสานราชการ ดูแลครู ตลอดจนเยี่ยมบ้านนักเรียนในยามจำเป็น ขณะที่ครูหลายคนต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้สอน คือเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ ในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องงบประมาณและนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จิตวิญญาณความเป็นครูของทีมงานบ้านป่าตึงกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรักษาการผู้อำนวยการและครูหลายคนยืนยันร่วมกันว่า “จะไม่ปิดโรงเรียน” และจะพายเรือจ้างลำนี้ไปจนกว่านักเรียนคนสุดท้ายจะจบการศึกษา

เจตจำนงเช่นนี้เองที่กลายเป็น “สัญญาณ” ให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ หันมองโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยแห่งนี้ในฐานะตัวแทนของครูชนบทไทยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเด็ก ๆ แม้ทรัพยากรจะจำกัดเพียงใดก็ตาม

จากห้องเรียนบนดอยสู่จอภาพ ซีพี ออลล์ กับ “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ของการสร้างคน

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม 2569 ซีพี ออลล์ เดินหน้าสานต่อปณิธาน “Giving & Sharing” หรือ “การให้และการแบ่งปัน” ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู ปีที่ 18” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้นชุดใหม่ในชื่อ “วิชาความสุข” เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท อาทิ YouTube ช่อง 7ElevenThailand และสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ

ภาพยนตร์สั้นชุดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการกล่าวถึงความสำเร็จด้านคะแนนสอบหรืออันดับโรงเรียน หากแต่เลือกตั้งคำถามกลางใจผู้ชมว่า

“เรากำลังทำเพื่ออนาคตของเด็ก หรือทำเพื่อความคาดหวังของผู้ใหญ่กันแน่?”

คำถามดังกล่าวไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวละครในเรื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงระบบการศึกษาทั้งระบบ ที่ในหลายครั้งเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ มากกว่าการได้ค้นพบ “ความสุข” และ “คุณค่าในตัวเอง”

ในภาพยนตร์ “วิชาความสุข” ตัวละครหลักคือ “ครูเหมย” ครูหญิงที่มองเห็นร่องรอยความเครียดในแววตาของเด็ก ๆ ที่ถูกบีบคั้นด้วยการบ้าน คะแนนสอบ และการเปรียบเทียบ เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ดูเรียบง่าย แต่ท้าทายกรอบความคิดเดิมของการศึกษาไทย นั่นคือ “เพิ่มคาบเรียนพิเศษ” ที่ไม่ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อว่า “วิชาความสุข”

วิชาความสุข” เมื่อห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ฝึกใจ ไม่ใช่แค่ฝึกสมอง

เนื้อหาของ “วิชาความสุข” ในภาพยนตร์ ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนแบบฝึกหัดชีวิตที่เด็กทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริง ครูเหมยแจก “สมุดบันทึกความสุข” ให้กับนักเรียนคนละหนึ่งเล่ม เพื่อให้พวกเขาบันทึกช่วงเวลาที่รู้สึกดีจากการ “เป็นผู้ให้” การ “แบ่งปัน” และการ “เห็นคุณค่าในตัวเอง”

เด็กบางคนเริ่มต้นจากการมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนใกล้ตัว เช่น พวงกุญแจตุ๊กตาชิ้นเล็ก ๆ ให้เพื่อนหรือคนที่ตนรัก แม้มูลค่าอาจไม่สูง แต่คุณค่าทางใจกลับยิ่งใหญ่เกินราคา เด็กอีกคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะกล้าเล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟังอย่างตรงไปตรงมา แทนการเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวาดไว้ให้ ส่วนอีกคนหนึ่งได้เรียนรู้ว่า มิตรภาพและการมีกันและกันสำคัญกว่าเหรียญทองหรือเหรียญเงินจากการแข่งขัน

แก่นของบทเรียนใน “วิชาความสุข” จึงไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการสอน แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “เด็กดีต้องได้ที่หนึ่ง” เป็น “เด็กที่ดีคือเด็กที่รู้จักรักตัวเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้าน “ภูมิคุ้มกันทางใจ” หรือ Mental Resilience ที่โลกการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญ

 

จุดคลี่คลายของเรื่อง วันที่ศิษย์ย้อนกลับมาดูแลครู

จุดคลี่คลายของเรื่องในภาพยนตร์สั้นชุดนี้อยู่ที่ช่วงเวลาที่ “ครูเหมย” ล้มป่วยและไม่สามารถมาสอนหนังสือได้ตามปกติ เมื่อเก้าอี้ครูว่างเปล่า ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกิจกรรม “วิชาความสุข” กลับเงียบเหงาไปชั่วขณะ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้ที่กลับด้าน” เมื่อบรรดาลูกศิษย์ที่เคยผ่านวิชาความสุข เดินทางกลับมาเยี่ยมครู พร้อมกับถือ “สมุดบันทึกความสุข” มาเปิดให้ครูดูทีละหน้า เป็นการเล่าว่า สิ่งที่พวกเขาเคยได้ทำ เคยรู้สึก และยังคงทำต่อเนื่องหลังจากนั้นคืออะไร

เด็กบางคนบอกเล่าความสุขจากการได้ช่วยเหลือคนในครอบครัวในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กอีกคนหนึ่งพูดถึงความสุขจากการทำตามความฝันที่ตนเองเลือก โดยไม่ถูกเปรียบเทียบกับใคร ขณะที่อีกคนหนึ่งเลือกย้ำว่าตนเองเลิกให้ความสำคัญกับ “การเป็นที่หนึ่ง” แล้วหันมาให้ค่ากับ “การมีเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กัน”

ฉากดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้ง แต่ยังสื่อสารอย่างชัดเจนว่า เมื่อเด็กได้ฝึก “ให้” ความสุขออกไป ความสุขนั้นย่อมย้อนกลับมาหาผู้ให้ในรูปแบบที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับที่ลูกศิษย์หวนกลับมาดูแลครูของตนในยามที่เธออ่อนแอที่สุด

จากจอภาพสู่ห้องเรียนจริง บ้านป่าตึงกับ “วิชาความสุขในชีวิตจริง”

หากมองจากมุมหนึ่ง ภาพยนตร์ “วิชาความสุข” อาจเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ใช้ตัวละครสมมติ แต่เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับกรณีของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย จะพบว่า “บทเรียนในเรื่องแต่ง” สอดคล้องกับ “ชีวิตจริง” อย่างน่าคิด

ที่บ้านป่าตึง ครูจำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่คล้าย “ครูเหมย” ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเด็กที่ขาดพ่อแม่ การเยี่ยมบ้านเพื่อทำความเข้าใจบริบทของครอบครัว หรือการพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แม้จะอยู่ในโรงเรียนที่เล็กจนหลายคนแทบไม่รู้จักชื่อก็ตาม

แม้จะไม่ได้มีชื่อวิชาอย่างเป็นทางการว่า “วิชาความสุข” แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ คือการปลูกฝังให้เด็ก 13 คน มีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และความเหลื่อมล้ำ

การที่ ซีพี ออลล์ เลือกใช้โรงเรียนบ้านป่าตึงเป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับแนวคิด “วิชาความสุข” ในปีที่ 18 ของภารกิจสร้างคน จึงเป็นการยืนยันว่า โรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยก็มี “เสียง” และมี “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่าสถาบันชื่อดังในเมืองใหญ่

ในมุมของผู้สนับสนุนจากพื้นที่ คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ซึ่งร่วมสนับสนุนการส่งต่อความสุขครั้งนี้ สะท้อนมุมมองต่อความร่วมมือดังกล่าวว่า

“การได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กรต้นแบบอย่าง ซีพี ออลล์ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการต่อลมหายใจให้โรงเรียนและเด็กๆ มีเวลาสู้ต่อไป และเมื่อเขารับความสุขจนเต็มที่แล้ว เขาจะส่งต่อมันออกไปเอง”

คำกล่าวดังกล่าวเป็นเสมือนการขยายเจตนารมณ์ของโครงการจากระดับองค์กรสู่ระดับชุมชน ว่าการ “สร้างคน” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อมีทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนในพื้นที่เดินไปด้วยกัน

ผลลัพธ์ จาก CSR เชิงกิจกรรม สู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

เมื่อพิจารณาตามกรอบกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การดำเนินงานของ ซีพี ออลล์ ผ่านโครงการ “วิชาความสุข” และการสนับสนุนโรงเรียนบ้านป่าตึง สามารถมองได้อย่างน้อย 3 ระดับผลลัพธ์ตามที่โครงการตั้งเป้าไว้

  1. การลดช่องว่างทางการศึกษา
    การเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ช่วยย้ำว่า “โอกาสทางการเรียนรู้” ไม่ควรถูกจำกัดด้วยจำนวนห้องเรียนหรือจำนวนนักเรียน การสื่อสารเรื่องราวของบ้านป่าตึงไปสู่สังคมวงกว้าง ยังมีส่วนสร้างการรับรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทที่มักถูกมองข้าม
  2. การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Resilience)
    ในยุคที่เด็กจำนวนมากต้องแบกรับแรงกดดันจากทั้งสังคมออนไลน์และความคาดหวังของผู้ใหญ่ แนวคิด “วิชาความสุข” เป็นการเสนออีกมุมหนึ่งของการศึกษา ที่ไม่ละเลยมิติทางอารมณ์และจิตใจ การให้เด็กได้ฝึกเป็น “ผู้ให้” และได้มองเห็นคุณค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คือการเสริมฐานรากให้พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
  3. การเชิดชูบทบาทครูในมิติใหม่
    ภาพของครูในภาพยนตร์สั้น และภาพของครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง สอดรับกันในฐานะ “ผู้สร้างรากฐานชีวิต” มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหาตามหลักสูตร การดึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเล่าในโอกาสวันครูแห่งชาติ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า สังคมยังคงเห็นคุณค่าในบทบาทของครู แม้ความท้าทายในระบบการศึกษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกปี

เมื่อมองผ่านเลนส์ของผู้บริโภคสื่อ ภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” จึงทำหน้าที่มากกว่าชิ้นงานสื่อสารขององค์กรเอกชน หากแต่เป็น “เวทีสนทนาใหม่” ที่ชวนให้ผู้ปกครอง ครู นักเรียน และสังคมในวงกว้าง กลับมาทบทวนว่า เราให้พื้นที่กับ “ความสุขของเด็ก” ในระบบการศึกษามากพอแล้วหรือยัง

วิชาที่ไม่มีในตำรา แต่ควรมีในทุกห้องเรียน

เรื่องราวของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย และภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” ของ ซีพี ออลล์ สะท้อนให้เห็นร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการไม่ใช่เพียง “โอกาสในการแข่งขัน” หากแต่เป็น “โอกาสในการมีความสุขอย่างเรียบง่ายและยั่งยืน”

โรงเรียนเล็ก ๆ ที่มีนักเรียนเพียง 13 คน กับโครงการ CSR ของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อาจดูเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่เมื่อมาบรรจบกันผ่าน “วิชาความสุข” ทั้งสองฝ่ายต่างตอกย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรมองเด็กเป็นเพียงตัวเลขผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากต้องมองเขาในฐานะ “มนุษย์หนึ่งคน” ที่ต้องการการดูแลทั้งหัวสมองและหัวใจ

และหาก “วิชาความสุข” จะกลายเป็นเพียงชื่อวิชาในภาพยนตร์สั้นหนึ่งเรื่อง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาของวิชานี้ได้เดินทางออกจากจอภาพไปสู่ห้องเรียนจริงแล้ว ที่โรงเรียนบ้านป่าตึงและอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศที่ครูจำนวนมากยังคงยืนหยัดเป็น “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” แม้จะต้องสอนในห้องเรียนเล็ก ๆ กลางหุบเขาก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

สกสว. เปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. รุ่น 1 ปั้นผู้นำเชิงระบบขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ศตวรรษที่ 21

ผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 กุญแจสำคัญเชื่อมงบประมาณและงานวิจัย ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และเดินหน้าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน “งานวิจัยและนวัตกรรม” ถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของรัฐไทยในช่วงทศวรรษนี้ แต่ในความเป็นจริง การทำให้เงินงบประมาณ คนทำงานวิจัย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงเปิดตัวหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” เพื่อสร้าง “ผู้นำเชิงระบบ” ที่เข้าใจทั้งภาพใหญ่ นโยบาย งบประมาณ กลไกการขับเคลื่อนงานวิจัย และการนำผลงานไปใช้จริงในพื้นที่และระดับประเทศ โดยมุ่งหวังให้ผู้บริหารจากหน่วยงานงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่ง สามารถเชื่อมโยงทิศทางเดียวกันในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ของไทย

โดยในครั้งนี้ คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ สำนักข่าวภูมิภาคหนึ่งเดียวในจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมเข้าไปศึกษา เรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นภาพของ “การเชื่อมโยงส่วนกลาง–ส่วนภูมิภาค” ที่เริ่มชัดขึ้นในระบบ ววน. ของไทย

ววน. ไม่ใช่เรื่องของนักวิจัยเพียงลำพัง แต่คือ “ระบบ” ที่ต้องขับเคลื่อนทั้งประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) อธิบายบทบาทของระบบ ววน. ไว้อย่างชัดเจนว่า หากมองเพียงโครงการวิจัยทีละโครงการ เราอาจเห็นผลลัพธ์ในระดับห้องทดลองหรือพื้นที่นำร่อง แต่ถ้าต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมอง “ทั้งระบบ” ตั้งแต่

  • การกำหนดนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น
  • การบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ
  • ไปจนถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงสังคม และเชิงนโยบาย

ที่ผ่านมา ระบบ ววน. ของไทยมักถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบ “แยกส่วน” แต่ละหน่วยมีโครงการของตนเอง งบประมาณของตนเอง ตัวชี้วัดของตนเอง ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างโจทย์วิจัยกับปัญหาจริงของประเทศยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร หลายโครงการมีผลลัพธ์ดีในเชิงวิชาการ แต่ยังไม่ถูกต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับเศรษฐกิจและชุมชน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ จึงเน้นย้ำว่า เป้าหมายในระยะต่อไปคือ “การเปลี่ยนจากการทำงานแบบหน่วยใครหน่วยมัน ไปสู่การทำงานเชิงประเด็นและมุ่งเป้า” มีการออกแบบงบประมาณที่ผูกกับผลลัพธ์ (Outcome-based) มากกว่าตัวกิจกรรม และต้องมี “เจ้าภาพเชิงระบบ” ที่ช่วยกำกับทิศทางให้หน่วยงานต่าง ๆ เคลื่อนตัวไปในแนวเดียวกัน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.)
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เหตุผลที่ต้องมี “หลักสูตรผู้นำ ววน.”

บนโจทย์ดังกล่าว สกสว. เห็นชัดว่า หากผู้บริหารหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ ววน. ยังมองเห็นภาพไม่ตรงกัน ระบบย่อมเดินหน้าได้ยาก หลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” จึงถูกออกแบบให้เป็น “พื้นที่เรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่ได้มุ่งให้ความรู้เชิงเทคนิควิจัย แต่เน้น 4 มิติสำคัญคือ

  1. เข้าใจนโยบายและยุทธศาสตร์ ววน. ของประเทศอย่างลึกซึ้ง
    ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้โครงสร้างกฎหมาย นโยบาย แผนแม่บท รวมถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบ ววน. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานและการจัดทำโครงการให้ตอบโจทย์ประเทศ
  2. เข้าใจกลไกการจัดสรรและบริหารงบประมาณ ววน.
    การใช้งบประมาณให้เกิดผลกระทบจริง ต้องเข้าใจทั้งกระบวนการขอรับงบ ระเบียบการเงินการคลัง การติดตามประเมินผล และข้อจำกัดที่แท้จริงของหน่วยงาน ซึ่งหลักสูตรจะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น “พื้นที่ของความยืดหยุ่น” ที่สามารถออกแบบกลไกใหม่ ๆ ได้
  3. เรียนรู้กรณีศึกษาการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง
    หลักสูตรมุ่งให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชน ว่างานวิจัยและนวัตกรรมจะถูกแปลงเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ นโยบายสาธารณะ หรือบริการสาธารณะอย่างไร
  4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (Strategic Alignment & Synergy)
    การมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยรับงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่งมาอยู่ในหลักสูตรเดียวกัน ทำให้เกิดโอกาสจับคู่ โยงโครงการ เชื่อมทรัพยากร และแลกเปลี่ยนแนวทางทำงานในเชิง “ระบบใหญ่” มากกว่ามองแค่บริบทของหน่วยงานตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เน้นว่า หากผู้บริหารเข้าใจทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) และนโยบาย ววน. อย่างชัดเจน ก็จะสามารถ “แปลงภาษายุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่จับต้องได้ และบริหารจัดการกองทุน ววน. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้จริง

จากห้องเรียนสู่ภาคสนาม ทำไมการมี “ผู้นำเชิงระบบ” จึงสำคัญต่อจังหวัดและชุมชน

แม้หลักสูตรนี้จะถูกออกแบบในระดับชาติ แต่ผลสะเทือนจะไปถึงระดับจังหวัดและท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังพัฒนาตนเองในหลายมิติ ทั้งด้านเกษตรมูลค่าสูง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากไม่มีผู้นำในพื้นที่ที่เข้าใจกลไก ววน. ก็อาจไม่สามารถดึงทรัพยากรด้านวิจัยและนวัตกรรมมาหนุนการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

การที่มีผู้บริหารจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชนท้องถิ่นอย่างสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เข้าไปเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ จึงมีความหมายสองชั้น

ชั้นแรก คือการทำให้ “เสียงจากพื้นที่” ได้ถูกส่งเข้าไปในห้องเรียนระดับชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารส่วนกลาง ทำให้การออกแบบเชิงนโยบายไม่หลุดจากบริบทจริงของจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย

ชั้นที่สอง คือการนำ “ความเข้าใจเชิงระบบ” กลับมาสื่อสารกับสาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับจังหวัด ทำให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ มองเห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้อยู่ไกลตัว หากแต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของจังหวัด เช่น การบริหารจัดการน้ำ ภัยพิบัติ การเกษตรยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หรือการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เป็นต้น

ในมุมนี้ สื่อท้องถิ่นที่เข้าใจระบบ ววน. จะมีบทบาทสำคัญในการ “แปลภาษาวิชาการ” ให้เป็นภาษาที่ชุมชนเข้าใจได้ และชวนให้คนในพื้นที่ตั้งคำถามว่า “เราจะใช้เครื่องมือด้านวิจัยและนวัตกรรม แก้ปัญหาของเราอย่างไร”

คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

ววน. กับโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

การเปิดหลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 ของ สกสว. เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นตัวหลังโควิด-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแรงงานและประชากร รวมถึงแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

ในบริบทนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่ “ทางเลือก” หากเป็น “ทางรอด” ของประเทศ แต่การจะไปถึงจุดที่ผลงานวิจัยตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง จำเป็นต้องมีอย่างน้อยสามเงื่อนไข

  1. มีโจทย์วิจัยที่เกิดจากปัญหาจริงของประเทศและชุมชน ไม่ใช่โจทย์ที่เกิดจากความสนใจเฉพาะกลุ่ม
  2. มีระบบงบประมาณและการบริหารจัดการที่ทำให้โครงการดี ๆ สามารถเดินต่อเนื่องจนถึงขั้นนำไปใช้ประโยชน์
  3. มี “ผู้นำเชิงระบบ” ที่สามารถเชื่อมคน เงิน ข้อมูล และองค์กรต่าง ๆ ให้ขับเคลื่อนไปทิศทางเดียวกัน

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. จึงเป็นความพยายามของรัฐไทยในการสร้างเงื่อนไขข้อที่สามให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาผู้นำจากทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่าย

สู่เครือข่ายผู้นำ ววน. ที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

สกสว. คาดหวังว่า เมื่อจบหลักสูตร รุ่นที่ 1 จะไม่ใช่เพียง “รุ่นบุกเบิก” ในเชิงพิธีการ หากแต่จะเป็นจุดตั้งต้นของเครือข่ายผู้นำระบบ ววน. ที่มองเห็นภาพเดียวกันในระยะยาว ผู้บริหารจากกระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และภาคสังคม จะสามารถกลับไปทำหน้าที่ของตนเองด้วยมุมมองใหม่ พร้อมมองหาความร่วมมือข้ามหน่วยงานมากขึ้น

สำหรับจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ การมีคนในพื้นที่เข้าร่วมหลักสูตรเช่นนี้ ยิ่งทำให้โอกาสในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาจังหวัดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดด้านเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว หรือการยกระดับระบบรับมือภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม

สุดท้าย การขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสำเร็จได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักวิจัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากขึ้นอยู่กับ “ระบบ” ที่ผู้บริหารทุกระดับร่วมกันออกแบบและลงมือทำจริง หลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างระบบดังกล่าวให้มีชีวิต และเดินหน้าไปด้วยกัน

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME