Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. เปิดปฏิบัติการปลดล็อกคอขวดงานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA ดันสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจเวลเนสโลก

สกสว. เปิดปฏิบัติการ “ปลดล็อกคอขวด” งานวิจัยเชียงราย ผนึก อย.-TCELS-NIA-สวก. ดันสมุนไพรและเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ตลาดจริง

เชียงราย, 17 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งในเชียงราย เมืองที่คนทั่วไปรู้จักในฐานะปลายทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยดอย แต่สำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการท้องถิ่น “เชียงราย” กำลังถูกตั้งโจทย์ใหม่ให้เป็นมากกว่านั้น พื้นที่ทดลองของระบบนวัตกรรม ที่ต้องทำให้งานวิจัย “เดินทางออกจากห้องแล็บ” ไปถึงมือคนใช้จริง

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการลงพื้นที่ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมเครือข่ายหน่วยงานปลายน้ำและกลไกสนับสนุนเชิงพาณิชย์ตาม “ข้อมูลประชาสัมพันธ์” ที่ระบุการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายช่วง 13–14 มกราคม 2569 เพื่อทำหน้าที่ “ปลดล็อกคอขวด” ที่ทำให้งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาด

หากมองแบบผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงกิจกรรมภาครัฐอีกหนึ่งงาน แต่เมื่อวางลงบนฉากหลังของโลกที่กำลังแข่งขันกันในตลาดสุขภาพและเวลเนส ภาพของเชียงรายในวันนี้กำลังเชื่อมกับตัวเลขระดับโลกที่ “หนักแน่นจนหลีกเลี่ยงไม่ได้” — รายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2022) และเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เดินหน้าทิศทาง Traditional Medicine Strategy 2025–2034 เพื่อยกระดับการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้มีบทบาทอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และอิงหลักฐานมากขึ้น

ในบริบทเช่นนี้ “สมุนไพร” จึงไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาพื้นบ้าน หากแต่เป็น สนามแข่งขันด้านมาตรฐาน หลักฐาน และกฎระเบียบ — และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “คอขวด” ถูกพูดถึงมากกว่าคำว่า “ขาดไอเดีย”

คอขวดของงานวิจัยสมุนไพร ไม่ได้ติดที่สูตร แต่ติดที่ “มาตรฐาน-กฎหมาย-หลักฐาน”

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในจังหวัดชายแดนมักมีคำถามคล้ายกัน ทำไมผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนทำได้ดี มีเรื่องเล่า มีอัตลักษณ์ กลับไปไม่ถึงชั้นวางในตลาดใหญ่ หรือไปไกลถึงตลาดต่างประเทศไม่ได้

คำตอบมักไม่ใช่ “ทำไม่เก่งพอ” แต่เป็นเพราะระบบปลายน้ำต้องการสิ่งที่เข้มงวดกว่าเรื่องรสชาติหรือบรรจุภัณฑ์ ได้แก่

  • มาตรฐานการผลิตและการทดสอบ
  • การขึ้นทะเบียน/การกล่าวอ้างสรรพคุณอย่างถูกกฎหมาย
  • ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลที่เชื่อถือได้
  • ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ (traceability) และคุณภาพล็อตต่อล็อต

ภาพรวมนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ สกสว. สื่อสารในเวทีสาธารณะว่า การขับเคลื่อนระบบ ววน. ต้อง “เห็นผลกระทบ” และทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL โดยมีหลักคิดเชิงการบริหารที่ถูกหยิบยกในสื่อ เช่น “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เห็น Impact” ซึ่งตอกย้ำว่างานวิจัยต้องไม่จบที่รายงาน แต่ต้องไปสู่การใช้จริง

การนำ “อย.” เข้ามาร่วมวงในระดับพื้นที่ จึงมีนัยสำคัญ เพราะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุกคำที่สื่อสารกับผู้บริโภคมีต้นทุนทางกฎหมาย และทุกข้อกำหนดที่ไม่เข้าใจ อาจทำให้ SME ต้องเสียเวลาเป็นปี ก่อนจะได้ใบอนุญาตที่ถูกต้อง

เชียงรายกับความพร้อมด้านสมุนไพร เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ฐานความรู้

หนึ่งในจุดแข็งของเชียงรายที่ทำให้ “ปลดล็อกคอขวด” มีความเป็นไปได้มากขึ้น คือการมีสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ผู้ประกอบการและชุมชน ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตงานวิชาการ

ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จากข้อมูลสาธารณะ คือบทบาทของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรและห้องปฏิบัติการทดสอบ โดยมีการสะท้อนถึงมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และแนวทางยกระดับคุณภาพงานวิจัย/การทดสอบในมิติที่สัมพันธ์กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นัยสำคัญคือ หากพื้นที่มีความสามารถ “ทำมาตรฐาน” ได้ในจังหวัดเอง ต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันที — ทั้งต้นทุนเงิน ต้นทุนเวลา และต้นทุนการเดินทาง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำ R&D แบบวนซ้ำ (iterate) จนได้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่อง “แต่งแบรนด์” แต่คือการเพิ่มมูลค่าบนฐานความจริง

ข้อมูลตั้งต้นระบุว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้หยุดที่สมุนไพร แต่รวมถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งหากเขียนแบบข่าวเชิงลึก จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่า “สร้างสรรค์” ไม่ใช่การทำให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ ขายได้ซ้ำ ขยายได้ และถูกกฎหมาย

ในตลาดสุขภาพสมัยใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สารสกัด แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” และ “ประสบการณ์” ทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ความปลอดภัย ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่เกินจริง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ วิทยาศาสตร์ และ ครีเอทีฟ ต้องเดินด้วยกัน

ตลาดสมุนไพรไทย “ใหญ่พอ” แต่การแข่งขันอยู่ที่มาตรฐาน

ข้อมูลเชิงระบบของไทยสะท้อนว่า “สมุนไพร” ไม่ใช่ตลาดเล็กอีกต่อไป เอกสารเชิงนโยบายด้านสมุนไพรระบุว่า ตลาดสมุนไพรในประเทศมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมทั้งชี้ให้เห็นบริบทการยอมรับของการแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกในระดับนานาชาติ (มีหลายประเทศที่มีกฎหมาย/การกำกับดูแลด้านนี้)

เมื่อวางตัวเลขนี้คู่กับมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกที่ Global Wellness Institute ประเมินไว้ จะเห็นว่าโอกาส “มีอยู่จริง” แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินค้าหรือบริการของไทยสามารถผ่านด่านมาตรฐาน และสามารถสื่อสารกับตลาดโลกได้อย่างถูกต้องตามกฎ

 “ทำไมต้องปลดล็อก” และปลดล็อกอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชน

การปลดล็อกคอขวดของงานวิจัย หากทำแบบเร่งรัดโดยไม่ระวัง อาจเกิดความเสี่ยง 3 ชั้นที่กระทบชุมชนมากกว่าช่วยเหลือ ได้แก่

  1. เสี่ยงต่อการกล่าวอ้างเกินจริง
    หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรรีบเข้าสู่ตลาดโดยขาดหลักฐานหรือสื่อสารผิดกฎหมาย ผลที่ตามมาคือความเสียหายต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และกระทบความเชื่อมั่นของภาพรวมจังหวัด
  2. เสี่ยงต่อการ “มาตรฐานสูง แต่คนตัวเล็กเข้าไม่ถึง”
    ถ้ามาตรฐานถูกวางแบบที่ SME ไม่สามารถปฏิบัติตามได้จริง จะกลายเป็นการคัดคนออกจากตลาดโดยปริยาย ดังนั้น กลไกสนับสนุนต้องแปลมาตรฐานให้เป็น “ขั้นตอนที่ทำได้” และต้นทุนที่รับไหว
  3. เสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรเกินสมดุล
    เมื่อสมุนไพรบางชนิดถูกทำให้เป็นที่ต้องการสูง อาจเกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและการจัดการวัตถุดิบ จำเป็นต้องมีระบบติดตามแหล่งผลิตและการปลูกที่ยั่งยืน

ในมุมนี้ การที่ สกสว. สื่อสาร “SRI for ALL” ในเชิงระบบ และผลักดัน Open Science ให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ เป็นกรอบที่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะทำให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติ “ไม่กระจุก” อยู่กับคนกลุ่มเล็ก

เชียงรายกำลังทดลอง ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ใช่ “ตัวถ่วง”

หัวใจของข่าวนี้จึงอยู่ที่คำถามเดียว ทำอย่างไรให้กฎระเบียบและมาตรฐาน กลายเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโต ไม่ใช่กำแพงกั้นโอกาส

แนวทางที่สะท้อนจากโครงสร้างพันธมิตร (อย. + หน่วยพัฒนานวัตกรรม/การลงทุน/การเกษตร) ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลส่งมา คือการจัด “ปลายน้ำ” มาอยู่ใกล้ “ต้นน้ำ” ให้มากที่สุด — เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้ประกอบการรู้ตั้งแต่ต้นว่า

  • ต้องเตรียมข้อมูลอะไร
  • ต้องทดสอบมาตรฐานไหน
  • ต้องขึ้นทะเบียนอย่างไร
  • และต้องสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยถ้อยคำแบบใดจึงถูกต้อง

หากทำได้จริง สิ่งที่เชียงรายจะได้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่คือ “เวลา” ที่ถูกคืนให้กับระบบ ลดเวลาลองผิดลองถูก ลดภาระเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการต่อยอดงานวิจัยเป็นธุรกิจที่โปร่งใส

เชียงรายไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “ภูมิปัญญา” กับ “มาตรฐาน”

ข่าวการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเชิงพิธีการ เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของระบบ ววน. จากการ “สนับสนุนงานวิจัย” ไปสู่การ “สนับสนุนเส้นทางของงานวิจัย” ตั้งแต่แปลงปลูก-แล็บ-โรงงาน-การขึ้นทะเบียน-การสื่อสาร-ตลาด

ในโลกที่เศรษฐกิจเวลเนสโตต่อเนื่อง และ WHO วางยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม/ทางเลือกให้เข้มแข็งด้วยคุณภาพและความปลอดภัย จังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและทุนวัฒนธรรมอย่างเชียงราย ไม่ได้ขาด “ของดี” แต่กำลังต้องการ “สะพานมาตรฐาน” เพื่อพาของดีนั้นออกไปสู่ตลาดที่กว้างกว่าเดิม

และหากสะพานนี้ถูกสร้างอย่างเท่าเทียม — ให้ชุมชนเดินได้ ผู้ประกอบการรายเล็กเดินได้ นักวิจัยเดินได้ — คำว่า “ปลดล็อกคอขวด” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่จะกลายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่มั่นคงขึ้น และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพของเชียงรายที่ยืนระยะได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.): ยุทธศาสตร์กองทุน ววน. และวิสัยทัศน์ SRI For ALL
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.): ข้อมูลศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร (MPIC) และโรงงานมาตรฐาน GMP/PICS
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย): ข้อมูลผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อน Area-based Research
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): แนวทางการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU): บพข., TCELS, NIA และ สวก. (ข้อมูลการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการแข่งขัน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ซีพี ออลล์ เปิดตัว “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ร่วมรำลึกพระคุณครู ส่งแรงใจโรงเรียนบ้านป่าตึงเชียงราย

ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ปลูกฝัง “วิชาความสุข” ให้เยาวชนไทย

เชียงราย,12 มกราคม 2569 – “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” อาจไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยในตำราอีกต่อไป หากแต่มองเห็นได้จริงในโรงเรียนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ซึ่ง “โรงเรียนบ้านป่าตึง” ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นทั้งรั้วโรงเรียนและรั้วสุดท้ายของชีวิตเด็ก ๆ แม้จะมีนักเรียนเพียง 13 คน และบุคลากรทั้งโรงเรียนรวมเพียง 20 คน ท่ามกลางบริบท “วิกฤตเงียบ” ของโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่ค่อย ๆ หายไปจากแผนที่การศึกษาไทย

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “สร้างคน” เป็นปีที่ 18 ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู” ด้วยการนำเสนอภาพยนตร์สั้นชุด “วิชาความสุข” ที่หยิบเรื่องจริงและหัวใจของครูไทยมาเล่าใหม่ในรูปแบบสื่อร่วมสมัย เพื่อชวนสังคมกลับไปตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “เด็กต้องการอะไรจากการศึกษา”

บทความข่าวชิ้นนี้จึงไม่เพียงเล่าถึงกิจกรรม CSR ขององค์กรเอกชนรายหนึ่ง แต่ยังชวนมองให้ลึกลงไปถึงจุดตัดระหว่าง “หัวใจครูบ้านป่าตึง” กับ “วิชาความสุข” ที่ ซีพี ออลล์ พยายามส่งต่อสู่ห้องเรียนไทยในยุคที่คะแนนสอบอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

วิกฤตเงียบของโรงเรียนขนาดเล็ก กับลมหายใจสุดท้ายของ “บ้านป่าตึง”

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านประชากร การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน และความเปราะบางของครอบครัว

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 13 คน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่บุคลากรทั้งโรงเรียนมีรวม 20 คน ตัวเลขที่ดูเหมือน “ใหญ่เกินไป” เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า แต่ละคนต้องรับบทบาทเกินกว่าหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ระบุไว้ในโครงสร้างราชการ

ข้อมูลเชิงสถิติที่โรงเรียนใช้ติดตามเด็กสะท้อนความจริงที่น่าห่วงว่า นักเรียนกว่า 80% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่โดยตรง หลายครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง หรือจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้ ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตกับปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติผู้ใหญ่ในชุมชน ความขาดหายของ “ผู้ปกครองตัวจริง” ทำให้โรงเรียนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ คือการเป็นทั้งบ้าน สถานที่พักพิง และพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มี “ผู้อำนวยการตัวจริง” ตามระเบียบราชการ มีเพียงครูผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการที่ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่บริหารงบประมาณ ประสานราชการ ดูแลครู ตลอดจนเยี่ยมบ้านนักเรียนในยามจำเป็น ขณะที่ครูหลายคนต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้สอน คือเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ ในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องงบประมาณและนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จิตวิญญาณความเป็นครูของทีมงานบ้านป่าตึงกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรักษาการผู้อำนวยการและครูหลายคนยืนยันร่วมกันว่า “จะไม่ปิดโรงเรียน” และจะพายเรือจ้างลำนี้ไปจนกว่านักเรียนคนสุดท้ายจะจบการศึกษา

เจตจำนงเช่นนี้เองที่กลายเป็น “สัญญาณ” ให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ หันมองโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยแห่งนี้ในฐานะตัวแทนของครูชนบทไทยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเด็ก ๆ แม้ทรัพยากรจะจำกัดเพียงใดก็ตาม

จากห้องเรียนบนดอยสู่จอภาพ ซีพี ออลล์ กับ “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ของการสร้างคน

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม 2569 ซีพี ออลล์ เดินหน้าสานต่อปณิธาน “Giving & Sharing” หรือ “การให้และการแบ่งปัน” ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู ปีที่ 18” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้นชุดใหม่ในชื่อ “วิชาความสุข” เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท อาทิ YouTube ช่อง 7ElevenThailand และสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ

ภาพยนตร์สั้นชุดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการกล่าวถึงความสำเร็จด้านคะแนนสอบหรืออันดับโรงเรียน หากแต่เลือกตั้งคำถามกลางใจผู้ชมว่า

“เรากำลังทำเพื่ออนาคตของเด็ก หรือทำเพื่อความคาดหวังของผู้ใหญ่กันแน่?”

คำถามดังกล่าวไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวละครในเรื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงระบบการศึกษาทั้งระบบ ที่ในหลายครั้งเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ มากกว่าการได้ค้นพบ “ความสุข” และ “คุณค่าในตัวเอง”

ในภาพยนตร์ “วิชาความสุข” ตัวละครหลักคือ “ครูเหมย” ครูหญิงที่มองเห็นร่องรอยความเครียดในแววตาของเด็ก ๆ ที่ถูกบีบคั้นด้วยการบ้าน คะแนนสอบ และการเปรียบเทียบ เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ดูเรียบง่าย แต่ท้าทายกรอบความคิดเดิมของการศึกษาไทย นั่นคือ “เพิ่มคาบเรียนพิเศษ” ที่ไม่ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อว่า “วิชาความสุข”

วิชาความสุข” เมื่อห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ฝึกใจ ไม่ใช่แค่ฝึกสมอง

เนื้อหาของ “วิชาความสุข” ในภาพยนตร์ ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนแบบฝึกหัดชีวิตที่เด็กทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริง ครูเหมยแจก “สมุดบันทึกความสุข” ให้กับนักเรียนคนละหนึ่งเล่ม เพื่อให้พวกเขาบันทึกช่วงเวลาที่รู้สึกดีจากการ “เป็นผู้ให้” การ “แบ่งปัน” และการ “เห็นคุณค่าในตัวเอง”

เด็กบางคนเริ่มต้นจากการมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนใกล้ตัว เช่น พวงกุญแจตุ๊กตาชิ้นเล็ก ๆ ให้เพื่อนหรือคนที่ตนรัก แม้มูลค่าอาจไม่สูง แต่คุณค่าทางใจกลับยิ่งใหญ่เกินราคา เด็กอีกคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะกล้าเล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟังอย่างตรงไปตรงมา แทนการเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวาดไว้ให้ ส่วนอีกคนหนึ่งได้เรียนรู้ว่า มิตรภาพและการมีกันและกันสำคัญกว่าเหรียญทองหรือเหรียญเงินจากการแข่งขัน

แก่นของบทเรียนใน “วิชาความสุข” จึงไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการสอน แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “เด็กดีต้องได้ที่หนึ่ง” เป็น “เด็กที่ดีคือเด็กที่รู้จักรักตัวเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้าน “ภูมิคุ้มกันทางใจ” หรือ Mental Resilience ที่โลกการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญ

 

จุดคลี่คลายของเรื่อง วันที่ศิษย์ย้อนกลับมาดูแลครู

จุดคลี่คลายของเรื่องในภาพยนตร์สั้นชุดนี้อยู่ที่ช่วงเวลาที่ “ครูเหมย” ล้มป่วยและไม่สามารถมาสอนหนังสือได้ตามปกติ เมื่อเก้าอี้ครูว่างเปล่า ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกิจกรรม “วิชาความสุข” กลับเงียบเหงาไปชั่วขณะ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้ที่กลับด้าน” เมื่อบรรดาลูกศิษย์ที่เคยผ่านวิชาความสุข เดินทางกลับมาเยี่ยมครู พร้อมกับถือ “สมุดบันทึกความสุข” มาเปิดให้ครูดูทีละหน้า เป็นการเล่าว่า สิ่งที่พวกเขาเคยได้ทำ เคยรู้สึก และยังคงทำต่อเนื่องหลังจากนั้นคืออะไร

เด็กบางคนบอกเล่าความสุขจากการได้ช่วยเหลือคนในครอบครัวในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กอีกคนหนึ่งพูดถึงความสุขจากการทำตามความฝันที่ตนเองเลือก โดยไม่ถูกเปรียบเทียบกับใคร ขณะที่อีกคนหนึ่งเลือกย้ำว่าตนเองเลิกให้ความสำคัญกับ “การเป็นที่หนึ่ง” แล้วหันมาให้ค่ากับ “การมีเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กัน”

ฉากดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้ง แต่ยังสื่อสารอย่างชัดเจนว่า เมื่อเด็กได้ฝึก “ให้” ความสุขออกไป ความสุขนั้นย่อมย้อนกลับมาหาผู้ให้ในรูปแบบที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับที่ลูกศิษย์หวนกลับมาดูแลครูของตนในยามที่เธออ่อนแอที่สุด

จากจอภาพสู่ห้องเรียนจริง บ้านป่าตึงกับ “วิชาความสุขในชีวิตจริง”

หากมองจากมุมหนึ่ง ภาพยนตร์ “วิชาความสุข” อาจเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ใช้ตัวละครสมมติ แต่เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับกรณีของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย จะพบว่า “บทเรียนในเรื่องแต่ง” สอดคล้องกับ “ชีวิตจริง” อย่างน่าคิด

ที่บ้านป่าตึง ครูจำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่คล้าย “ครูเหมย” ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเด็กที่ขาดพ่อแม่ การเยี่ยมบ้านเพื่อทำความเข้าใจบริบทของครอบครัว หรือการพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แม้จะอยู่ในโรงเรียนที่เล็กจนหลายคนแทบไม่รู้จักชื่อก็ตาม

แม้จะไม่ได้มีชื่อวิชาอย่างเป็นทางการว่า “วิชาความสุข” แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ คือการปลูกฝังให้เด็ก 13 คน มีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และความเหลื่อมล้ำ

การที่ ซีพี ออลล์ เลือกใช้โรงเรียนบ้านป่าตึงเป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับแนวคิด “วิชาความสุข” ในปีที่ 18 ของภารกิจสร้างคน จึงเป็นการยืนยันว่า โรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยก็มี “เสียง” และมี “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่าสถาบันชื่อดังในเมืองใหญ่

ในมุมของผู้สนับสนุนจากพื้นที่ คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ซึ่งร่วมสนับสนุนการส่งต่อความสุขครั้งนี้ สะท้อนมุมมองต่อความร่วมมือดังกล่าวว่า

“การได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กรต้นแบบอย่าง ซีพี ออลล์ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการต่อลมหายใจให้โรงเรียนและเด็กๆ มีเวลาสู้ต่อไป และเมื่อเขารับความสุขจนเต็มที่แล้ว เขาจะส่งต่อมันออกไปเอง”

คำกล่าวดังกล่าวเป็นเสมือนการขยายเจตนารมณ์ของโครงการจากระดับองค์กรสู่ระดับชุมชน ว่าการ “สร้างคน” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อมีทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนในพื้นที่เดินไปด้วยกัน

ผลลัพธ์ จาก CSR เชิงกิจกรรม สู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

เมื่อพิจารณาตามกรอบกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การดำเนินงานของ ซีพี ออลล์ ผ่านโครงการ “วิชาความสุข” และการสนับสนุนโรงเรียนบ้านป่าตึง สามารถมองได้อย่างน้อย 3 ระดับผลลัพธ์ตามที่โครงการตั้งเป้าไว้

  1. การลดช่องว่างทางการศึกษา
    การเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ช่วยย้ำว่า “โอกาสทางการเรียนรู้” ไม่ควรถูกจำกัดด้วยจำนวนห้องเรียนหรือจำนวนนักเรียน การสื่อสารเรื่องราวของบ้านป่าตึงไปสู่สังคมวงกว้าง ยังมีส่วนสร้างการรับรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทที่มักถูกมองข้าม
  2. การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Resilience)
    ในยุคที่เด็กจำนวนมากต้องแบกรับแรงกดดันจากทั้งสังคมออนไลน์และความคาดหวังของผู้ใหญ่ แนวคิด “วิชาความสุข” เป็นการเสนออีกมุมหนึ่งของการศึกษา ที่ไม่ละเลยมิติทางอารมณ์และจิตใจ การให้เด็กได้ฝึกเป็น “ผู้ให้” และได้มองเห็นคุณค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คือการเสริมฐานรากให้พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
  3. การเชิดชูบทบาทครูในมิติใหม่
    ภาพของครูในภาพยนตร์สั้น และภาพของครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง สอดรับกันในฐานะ “ผู้สร้างรากฐานชีวิต” มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหาตามหลักสูตร การดึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเล่าในโอกาสวันครูแห่งชาติ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า สังคมยังคงเห็นคุณค่าในบทบาทของครู แม้ความท้าทายในระบบการศึกษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกปี

เมื่อมองผ่านเลนส์ของผู้บริโภคสื่อ ภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” จึงทำหน้าที่มากกว่าชิ้นงานสื่อสารขององค์กรเอกชน หากแต่เป็น “เวทีสนทนาใหม่” ที่ชวนให้ผู้ปกครอง ครู นักเรียน และสังคมในวงกว้าง กลับมาทบทวนว่า เราให้พื้นที่กับ “ความสุขของเด็ก” ในระบบการศึกษามากพอแล้วหรือยัง

วิชาที่ไม่มีในตำรา แต่ควรมีในทุกห้องเรียน

เรื่องราวของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย และภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” ของ ซีพี ออลล์ สะท้อนให้เห็นร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการไม่ใช่เพียง “โอกาสในการแข่งขัน” หากแต่เป็น “โอกาสในการมีความสุขอย่างเรียบง่ายและยั่งยืน”

โรงเรียนเล็ก ๆ ที่มีนักเรียนเพียง 13 คน กับโครงการ CSR ของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อาจดูเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่เมื่อมาบรรจบกันผ่าน “วิชาความสุข” ทั้งสองฝ่ายต่างตอกย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรมองเด็กเป็นเพียงตัวเลขผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากต้องมองเขาในฐานะ “มนุษย์หนึ่งคน” ที่ต้องการการดูแลทั้งหัวสมองและหัวใจ

และหาก “วิชาความสุข” จะกลายเป็นเพียงชื่อวิชาในภาพยนตร์สั้นหนึ่งเรื่อง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาของวิชานี้ได้เดินทางออกจากจอภาพไปสู่ห้องเรียนจริงแล้ว ที่โรงเรียนบ้านป่าตึงและอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศที่ครูจำนวนมากยังคงยืนหยัดเป็น “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” แม้จะต้องสอนในห้องเรียนเล็ก ๆ กลางหุบเขาก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

สกสว. เปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. รุ่น 1 ปั้นผู้นำเชิงระบบขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ศตวรรษที่ 21

ผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 กุญแจสำคัญเชื่อมงบประมาณและงานวิจัย ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และเดินหน้าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน “งานวิจัยและนวัตกรรม” ถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของรัฐไทยในช่วงทศวรรษนี้ แต่ในความเป็นจริง การทำให้เงินงบประมาณ คนทำงานวิจัย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงเปิดตัวหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” เพื่อสร้าง “ผู้นำเชิงระบบ” ที่เข้าใจทั้งภาพใหญ่ นโยบาย งบประมาณ กลไกการขับเคลื่อนงานวิจัย และการนำผลงานไปใช้จริงในพื้นที่และระดับประเทศ โดยมุ่งหวังให้ผู้บริหารจากหน่วยงานงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่ง สามารถเชื่อมโยงทิศทางเดียวกันในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ของไทย

โดยในครั้งนี้ คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ สำนักข่าวภูมิภาคหนึ่งเดียวในจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมเข้าไปศึกษา เรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นภาพของ “การเชื่อมโยงส่วนกลาง–ส่วนภูมิภาค” ที่เริ่มชัดขึ้นในระบบ ววน. ของไทย

ววน. ไม่ใช่เรื่องของนักวิจัยเพียงลำพัง แต่คือ “ระบบ” ที่ต้องขับเคลื่อนทั้งประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) อธิบายบทบาทของระบบ ววน. ไว้อย่างชัดเจนว่า หากมองเพียงโครงการวิจัยทีละโครงการ เราอาจเห็นผลลัพธ์ในระดับห้องทดลองหรือพื้นที่นำร่อง แต่ถ้าต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมอง “ทั้งระบบ” ตั้งแต่

  • การกำหนดนโยบายและแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น
  • การบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ
  • ไปจนถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งเชิงพาณิชย์ เชิงสังคม และเชิงนโยบาย

ที่ผ่านมา ระบบ ววน. ของไทยมักถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบ “แยกส่วน” แต่ละหน่วยมีโครงการของตนเอง งบประมาณของตนเอง ตัวชี้วัดของตนเอง ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างโจทย์วิจัยกับปัญหาจริงของประเทศยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร หลายโครงการมีผลลัพธ์ดีในเชิงวิชาการ แต่ยังไม่ถูกต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับเศรษฐกิจและชุมชน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ จึงเน้นย้ำว่า เป้าหมายในระยะต่อไปคือ “การเปลี่ยนจากการทำงานแบบหน่วยใครหน่วยมัน ไปสู่การทำงานเชิงประเด็นและมุ่งเป้า” มีการออกแบบงบประมาณที่ผูกกับผลลัพธ์ (Outcome-based) มากกว่าตัวกิจกรรม และต้องมี “เจ้าภาพเชิงระบบ” ที่ช่วยกำกับทิศทางให้หน่วยงานต่าง ๆ เคลื่อนตัวไปในแนวเดียวกัน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.)
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เหตุผลที่ต้องมี “หลักสูตรผู้นำ ววน.”

บนโจทย์ดังกล่าว สกสว. เห็นชัดว่า หากผู้บริหารหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ ววน. ยังมองเห็นภาพไม่ตรงกัน ระบบย่อมเดินหน้าได้ยาก หลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1” จึงถูกออกแบบให้เป็น “พื้นที่เรียนรู้เชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่ได้มุ่งให้ความรู้เชิงเทคนิควิจัย แต่เน้น 4 มิติสำคัญคือ

  1. เข้าใจนโยบายและยุทธศาสตร์ ววน. ของประเทศอย่างลึกซึ้ง
    ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้โครงสร้างกฎหมาย นโยบาย แผนแม่บท รวมถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบ ววน. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานและการจัดทำโครงการให้ตอบโจทย์ประเทศ
  2. เข้าใจกลไกการจัดสรรและบริหารงบประมาณ ววน.
    การใช้งบประมาณให้เกิดผลกระทบจริง ต้องเข้าใจทั้งกระบวนการขอรับงบ ระเบียบการเงินการคลัง การติดตามประเมินผล และข้อจำกัดที่แท้จริงของหน่วยงาน ซึ่งหลักสูตรจะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น “พื้นที่ของความยืดหยุ่น” ที่สามารถออกแบบกลไกใหม่ ๆ ได้
  3. เรียนรู้กรณีศึกษาการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง
    หลักสูตรมุ่งให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชน ว่างานวิจัยและนวัตกรรมจะถูกแปลงเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ นโยบายสาธารณะ หรือบริการสาธารณะอย่างไร
  4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (Strategic Alignment & Synergy)
    การมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยรับงบประมาณและภาคีเครือข่ายกว่า 300 แห่งมาอยู่ในหลักสูตรเดียวกัน ทำให้เกิดโอกาสจับคู่ โยงโครงการ เชื่อมทรัพยากร และแลกเปลี่ยนแนวทางทำงานในเชิง “ระบบใหญ่” มากกว่ามองแค่บริบทของหน่วยงานตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เน้นว่า หากผู้บริหารเข้าใจทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) และนโยบาย ววน. อย่างชัดเจน ก็จะสามารถ “แปลงภาษายุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่จับต้องได้ และบริหารจัดการกองทุน ววน. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้จริง

จากห้องเรียนสู่ภาคสนาม ทำไมการมี “ผู้นำเชิงระบบ” จึงสำคัญต่อจังหวัดและชุมชน

แม้หลักสูตรนี้จะถูกออกแบบในระดับชาติ แต่ผลสะเทือนจะไปถึงระดับจังหวัดและท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังพัฒนาตนเองในหลายมิติ ทั้งด้านเกษตรมูลค่าสูง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากไม่มีผู้นำในพื้นที่ที่เข้าใจกลไก ววน. ก็อาจไม่สามารถดึงทรัพยากรด้านวิจัยและนวัตกรรมมาหนุนการพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

การที่มีผู้บริหารจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชนท้องถิ่นอย่างสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เข้าไปเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ จึงมีความหมายสองชั้น

ชั้นแรก คือการทำให้ “เสียงจากพื้นที่” ได้ถูกส่งเข้าไปในห้องเรียนระดับชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารส่วนกลาง ทำให้การออกแบบเชิงนโยบายไม่หลุดจากบริบทจริงของจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย

ชั้นที่สอง คือการนำ “ความเข้าใจเชิงระบบ” กลับมาสื่อสารกับสาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับจังหวัด ทำให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ มองเห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ได้อยู่ไกลตัว หากแต่สามารถเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของจังหวัด เช่น การบริหารจัดการน้ำ ภัยพิบัติ การเกษตรยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หรือการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เป็นต้น

ในมุมนี้ สื่อท้องถิ่นที่เข้าใจระบบ ววน. จะมีบทบาทสำคัญในการ “แปลภาษาวิชาการ” ให้เป็นภาษาที่ชุมชนเข้าใจได้ และชวนให้คนในพื้นที่ตั้งคำถามว่า “เราจะใช้เครื่องมือด้านวิจัยและนวัตกรรม แก้ปัญหาของเราอย่างไร”

คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ตำแหน่ง CEO – ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

ววน. กับโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

การเปิดหลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 ของ สกสว. เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นตัวหลังโควิด-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแรงงานและประชากร รวมถึงแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

ในบริบทนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่ “ทางเลือก” หากเป็น “ทางรอด” ของประเทศ แต่การจะไปถึงจุดที่ผลงานวิจัยตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง จำเป็นต้องมีอย่างน้อยสามเงื่อนไข

  1. มีโจทย์วิจัยที่เกิดจากปัญหาจริงของประเทศและชุมชน ไม่ใช่โจทย์ที่เกิดจากความสนใจเฉพาะกลุ่ม
  2. มีระบบงบประมาณและการบริหารจัดการที่ทำให้โครงการดี ๆ สามารถเดินต่อเนื่องจนถึงขั้นนำไปใช้ประโยชน์
  3. มี “ผู้นำเชิงระบบ” ที่สามารถเชื่อมคน เงิน ข้อมูล และองค์กรต่าง ๆ ให้ขับเคลื่อนไปทิศทางเดียวกัน

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ววน. จึงเป็นความพยายามของรัฐไทยในการสร้างเงื่อนไขข้อที่สามให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาผู้นำจากทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่าย

สู่เครือข่ายผู้นำ ววน. ที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

สกสว. คาดหวังว่า เมื่อจบหลักสูตร รุ่นที่ 1 จะไม่ใช่เพียง “รุ่นบุกเบิก” ในเชิงพิธีการ หากแต่จะเป็นจุดตั้งต้นของเครือข่ายผู้นำระบบ ววน. ที่มองเห็นภาพเดียวกันในระยะยาว ผู้บริหารจากกระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และภาคสังคม จะสามารถกลับไปทำหน้าที่ของตนเองด้วยมุมมองใหม่ พร้อมมองหาความร่วมมือข้ามหน่วยงานมากขึ้น

สำหรับจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ การมีคนในพื้นที่เข้าร่วมหลักสูตรเช่นนี้ ยิ่งทำให้โอกาสในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาจังหวัดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดด้านเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว หรือการยกระดับระบบรับมือภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม

สุดท้าย การขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสำเร็จได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักวิจัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากขึ้นอยู่กับ “ระบบ” ที่ผู้บริหารทุกระดับร่วมกันออกแบบและลงมือทำจริง หลักสูตรผู้นำ ววน. รุ่นที่ 1 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างระบบดังกล่าวให้มีชีวิต และเดินหน้าไปด้วยกัน

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รุ่นที่ 1”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

นครเชียงรายนิวส์ จับมือศิลปิน “อิ๋ม พุทธรักษ์” มอบรายได้ขายกระเป๋าดูแลโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดปี

36 ปี นครเชียงรายนิวส์ เปลี่ยนศิลปะสู่โอกาส มอบความมั่นคงให้โรงเรียนป่าตึงตลอดปี

เชียงราย,29 ธันวาคม 2568 – เมื่อกระเป๋าผืนหนึ่งกลายเป็นมื้ออาหารหนึ่งปีเต็ม และความรักจากศิลปินกลายเป็นพลังต่อลมหายใจให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งบนดินแดนล้านนา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อทีมงานจากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ นำโดยคุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร พร้อมด้วยศิลปินหญิงชื่อดัง “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” และคุณพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เดินทางมาส่งมอบความสุขในวันพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปี (ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532) ของสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ แต่แทนที่จะเป็นงานเลี้ยงฉลองตามปกติ ผู้ก่อตั้งกลับเลือกที่จะเปลี่ยนวาระแห่งความสุขนี้ให้กลายเป็นการสร้างโอกาสที่ยั่งยืนแก่เยาวชนในพื้นที่

เมื่อศิลปะกลายเป็นสะพานแห่งการให้

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ กระเป๋าสะพาย Limited Edition ที่ออกแบบโดยศิลปินหญิงชาวเชียงราย “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพวาดฝาผนัง 7-Eleven เชียงราย ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า รัก – Luck” สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสีอะครีลิคบนกระดาษ โดยได้แรงบันดาลใจจาก “ผีเสื้อใบรัก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความปรารถนาดี

กระเป๋าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะนี้ถูกจำหน่ายในราคา 336 บาท (จำกัดการซื้อท่านละไม่เกิน 5 ใบ) และได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศอย่างล้นหลาม สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ รายได้จากการขายกระเป๋า ได้ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดทั้งปี 2569

นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตึง เปิดเผยถึงสภาพของโรงเรียนว่า “เด็กๆ ที่นี่ผูกพันกับพื้นที่มาก และครอบครัวส่วนใหญ่มีทุนทรัพย์จำกัดเพียงพอแค่การใช้จ่ายในท้องถิ่นเท่านั้น เราและคณะครูจึงเห็นตรงกันว่าจะเปิดทำการสอนจนกว่าจะไม่มีนักเรียนเหลืออยู่ และจะดูแลพวกเขาอย่างเต็มกำลังเท่าที่มี”

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะครูที่จะไม่ทิ้งเด็กๆ ไว้ข้างหลัง แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของสังคมจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องปิดตัวลง แต่โรงเรียนบ้านป่าตึงยังคงยืนหยัดดูแลเยาวชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง

วันแห่งความสุขที่โรงเรียนบ้านป่าตึง

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 29 ธันวาคม 2568 คณะผู้มาเยือนพิเศษได้มาถึงโรงเรียนบ้านป่าตึง กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นด้วยการจัดเตรียมอาหารกลางวันมื้อพิเศษ ซึ่งทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้จัดหามาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

เวลา 12.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุด เมื่อเด็กๆ นั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงความสุขง่ายๆ ที่เกิดจากการได้รับประทานอาหารอร่อยร่วมกับผู้ใหญ่ใจดีที่เดินทางมาไกลเพื่อมอบความห่วงใยให้พวกเขา

หลังจากนั้น ระหว่างเวลา 13.00-14.00 น. กิจกรรมระบายสีได้เริ่มขึ้น เด็กๆ ได้แสดงออกถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสีและพู่กัน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ซึ่งศิลปิน “อิ๋ม-พุทธรักษ์” ได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด คอยให้กำลังใจและแบ่งปันประสบการณ์ทางศิลปะแก่นักเรียน

ในช่วงท้ายของกิจกรรม เวลา 14.00-14.30 น. เป็นช่วงเวลาแห่งการมอบของและการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งนอกจากอาหารและกิจกรรมแล้ว ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ยังได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการศึกษาให้กับทางโรงเรียน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสให้เด็กๆ

เครือข่ายความดีจากทั่วทุกสารทิศ

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในกิจกรรมครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมตัวเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม โรงเรียนสกุลศึกษา (Sakulsuksa School) โรงเรียนเอกชนที่ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจและเห็นคุณค่าของการให้โอกาสแก่เยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศ

คุณพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมและอยู่ร่วมตลอดทั้งวัน เพื่อส่งต่อความสุขและกำลังใจให้แก่นักเรียนและคณะครู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ ส่วนบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการศึกษา ซึ่งเป็นการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

เสียงจากผู้ให้และผู้รับ ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าตัวเลข

คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวถึงความตั้งใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ยินดีที่ได้มาส่งความสุขให้กับน้องๆ นักเรียน เพราะเคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีอย่างโรงเรียนสกุลศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ที่เห็นความสำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ เราก็อยากส่งต่อ และเชื่อว่าน้องๆ ที่ได้รับ เมื่อได้รับเต็มที่แล้ว สิ่งที่เหลือก็จะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ต่อไป”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงปรัชญาการให้ที่มิใช่เพียงแค่การบริจาคครั้งเดียว แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการส่งต่อความดีให้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด การได้รับโอกาสในวันนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นและส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นต่อไปเมื่อพวกเขามีความพร้อม ศิลปิน “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “ยินดีและขอบคุณนครเชียงรายนิวส์ ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ซึ่งตัวเธอไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมครั้งนี้ และยังส่งต่อความสุข ความตั้งใจผ่านผลงานชิ้นนี้ การมาเห็นทำให้รู้สึกชื่นใจและมีกำลังใจในการทำงานต่อไป”

คำพูดจากศิลปินสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของศิลปะ ซึ่งมิใช่เพียงแค่งานสร้างสรรค์เพื่อความสวยงาม แต่คือสื่อกลางในการส่งต่อความรักและความหวังดีจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ

ด้านตัวแทนจากคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง ได้กล่าวขอบคุณถึงกิจกรรมในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง พวกเขารู้สึกดีใจที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ได้รับความเอาใจใส่ และนักเรียนได้สัมผัสกับอาหารและโอกาสที่ทุกคนมอบให้ ซึ่งเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พวกเขามีแรงสู้ต่อไปในการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่

การให้ที่ยั่งยืน มากกว่าหนึ่งมื้ออาหาร

สิ่งที่โดดเด่นของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” คือการมองไปไกลกว่าการช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้ตัดสินใจมอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการดูแลนักเรียนนาน 1 ปีเต็ม ซึ่งประกอบด้วย

  1. อาหารกลางวันมื้อพิเศษ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อเสริมสร้างพลังกายและพลังสมองในการเรียนรู้
  2. วัตถุดิบและเครื่องปรุงสำหรับการประกอบอาหารในโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารที่มีคุณภาพให้นักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
  3. ค่าประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับครอบครัวและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

การมอบความช่วยเหลือแบบครอบคลุมและยั่งยืนนี้ ทำให้คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนสามารถมุ่งความสนใจไปที่การจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณในการดูแลเด็กๆ ตลอดทั้งปี 2569

ทีมผู้บริหารนครเชียงรายนิวส์ย้ำว่า “เราไม่ได้ต้องการช่วยเพื่อให้จบ แต่ต้องการให้การช่วยเหลือคือการต่อยอด การต่อลมหายใจ ให้มีเวลาในการต่อสู้ต่อไป การช่วยที่ดีคือช่วยให้ดำเนินดำรงชีวิตตัวเองต่อไปได้”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การช่วยเหลือที่แท้จริงมิใช่การให้ปลา แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้รับสามารถยืนหยัดและสู้ต่อไปได้ด้วยตัวเอง การมอบความมั่นคงด้านอาหารและสวัสดิการเป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการให้โอกาสแก่โรงเรียนในการวางแผนพัฒนาด้านอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน

บทเรียนจาก “รัก – Luck” เมื่อ 336 บาทกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

กระเป๋าสะพายราคา 336 บาท อาจดูเป็นเพียงสินค้าชิ้นเล็กๆ แต่เมื่อมีผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศร่วมมือกัน มูลค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเงิน แต่คือความหวังและโอกาสที่มอบให้แก่เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านป่าตึงตลอดทั้งปี

การจำกัดการซื้อท่านละไม่เกิน 5 ใบ เป็นการกระจายโอกาสในการทำบุญและสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของโครงการให้กับผู้สนับสนุนจำนวนมากที่สุด ทุกคนที่ถือกระเป๋า “รัก – Luck” ใบนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคสินค้า แต่คือหนึ่งในผู้สร้างโอกาสให้เด็กๆ ในชนบทได้มีอนาคตที่ดีขึ้น

ความพิเศษของกระเป๋าชิ้นนี้ยังอยู่ที่การเป็น Limited Edition คอลเลกชันเดียวในโลก ที่ออกแบบโดยศิลปินระดับประเทศ และมีเรื่องราวความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทุกครั้งที่เจ้าของกระเป๋าหยิบใช้ จะได้นึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านป่าตึง และรู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม

36 ปี แห่งการเป็นสื่อมวลชนที่รับผิดชอบต่อสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 ตลอดระยะเวลา 36 ปี ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

แต่การเป็นสื่อมวลชนที่ดีมิใช่เพียงแค่การรายงานข่าว หากแต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น กิจกรรม CSR ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสำนักข่าวในการก้าวข้ามบทบาทสื่อมวลชนไปสู่การเป็น “ผู้สร้างสังคม” (Social Creator) ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

กิจกรรมในครบรอบปีนี้จึงไม่ใช่การเฉลิมฉลองเพียงแค่ภายในองค์กร แต่คือการส่งต่อคุณค่าที่สำนักข่าวได้รับจากสังคมกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติได้รับโอกาสที่ดีกว่า และเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมไทย

โรงเรียนบ้านป่าตึง จุดยืนแห่งความมุ่งมั่นท่ามกลางความท้าทาย

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังคงเปิดทำการสอนแม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร และข้อจำกัดด้านงบประมาณ นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญที่โรงเรียนยังคงเปิดให้บริการว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง และครอบครัวของพวกเขามีทุนทรัพย์เพียงพอแค่ใช้จ่ายในท้องถิ่น หากต้องส่งบุตรหลานไปเรียนในเมือง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักที่รับไม่ไหว

ด้วยเหตุนี้ คณะครูจึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดทำการสอนต่อไปจนกว่าจะไม่มีนักเรียนเหลืออยู่ และจะดูแลพวกเขาอย่างเต็มกำลังเท่าที่มี ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของครูที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้มองการศึกษาเป็นเพียงอาชีพ แต่คือพันธกิจในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนในพื้นที่

การได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนลมหายใจใหม่ที่จะช่วยให้โรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและสวัสดิการของนักเรียนตลอดทั้งปี

ระบบนิเวศแห่งการแบ่งปัน บทเรียนจากความสำเร็จของโครงการ

ความสำเร็จของกิจกรรม “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” สะท้อนให้เห็นถึงการทำ CSR ที่มีประสิทธิภาพใน 3 มิติสำคัญ

  1. มิติภาพลักษณ์องค์กร นครเชียงรายนิวส์ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เกินกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่คือผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม การที่องค์กรใช้วาระครบรอบปีมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมแทนการจัดงานเลี้ยงฉลอง สะท้อนถึงคุณค่าและหลักการดำเนินงานที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม
  2. มิติความยั่งยืน การมอบทุนที่ครอบคลุมทั้งอาหาร วัตถุดิบ และค่าประกันอุบัติเหตุตลอด 1 ปี ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้บริหารและคณะครูสามารถมุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน
  3. มิติทางจิตวิทยา การได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศส่งผลต่อทัศนคติของเด็กๆ ในชนบท ให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และพร้อมจะส่งต่อความสุขนี้ต่อไปในอนาคต ดังที่คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวว่า เมื่อน้องๆ ได้รับอย่างเต็มที่แล้ว วันหนึ่งพวกเขาจะส่งต่อโอกาสนี้ให้คนอื่นไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักรการให้ที่ไม่สิ้นสุด 

ข้อคิดสำหรับองค์กรและผู้ประกอบการ

โครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” เป็นต้นแบบของการทำ CSR ที่มีความหมายและสร้างผลกระทบที่แท้จริง ซึ่งมีหลายบทเรียนที่องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ การร่วมมือกับศิลปินและผู้สร้างสรรค์ การเชิญศิลปินระดับประเทศมาออกแบบสินค้าเพื่อการกุศล ไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงศิลปะกับการทำความดี ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของงานศิลปะที่มีความหมาย

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ การระบุว่ารายได้จะนำไปใช้ดูแลนักเรียนตลอด 1 ปี พร้อมรายละเอียดที่ครอบคลุมทั้งอาหาร วัตถุดิบ และประกัน ทำให้ผู้สนับสนุนเห็นภาพชัดเจนว่าเงินของตนจะไปช่วยเหลืออะไรบ้าง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาจากต่างจังหวัด เป็นการขยายพลังในการทำความดีและสร้างแรงบันดาลใจให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม การลงพื้นที่จริง การที่ทีมผู้บริหารเดินทางไปมอบความช่วยเหลือด้วยตนเอง ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ และถ่ายทอดบรรยากาศผ่านสื่อ สร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้สนับสนุน การสื่อสารที่โปร่งใส การเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน สร้างความมั่นใจให้ผู้สนับสนุนว่าเงินของพวกเขาไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แนวทางการส่งต่อความดีและการพัฒนาต่อยอด จากความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ซึ่งอาจรวมถึง

การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การกลับไปเยี่ยมเยียนและติดตามพัฒนาการของนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าตึง เพื่อดูว่าความช่วยเหลือที่มอบไปส่งผลอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กๆ การขยายเครือข่ายความช่วยเหลือ การเชื่อมโยงโรงเรียนบ้านป่าตึงกับแหล่งทุนและความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับโรงเรียนในระยะยาว การสร้างแรงบันดาลใจ การนำเสนอเรื่องราวของเด็กๆ และคณะครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการให้โอกาสแก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาโมเดลที่ทำซ้ำได้ การรวบรวมบทเรียนและแนวทางดำเนินงานจากโครงการนี้ เพื่อให้องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่อื่นๆ

ความหมายของการให้ที่ยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เกิดเรื่องราวพิเศษที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่การให้เงินจำนวนมาก หากแต่คือการให้โอกาสและความหวังที่ยั่งยืน กระเป๋า “รัก – Luck” ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงความรักและความปรารถนาดีจากผู้ใหญ่ใจดีทั่วประเทศ สู่รอยยิ้มและโอกาสของเด็กๆ ในชนบท รายได้ที่ได้รับไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือมื้ออาหารที่อิ่มท้อง ความมั่นคงด้านสุขภาพ และที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

ความสำเร็จของโครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” คือบทพิสูจน์ว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการช่วยให้คนอื่นสามารถยืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยตนเอง การต่อลมหายใจให้โรงเรียนบ้านป่าตึงครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การจัดเลี้ยงอาหารเพียงหนึ่งมื้อ แต่คือการวางรากฐานความมั่นคงทางร่างกายและจิตใจให้เยาวชนเชียงรายตลอดทั้งปี 2569 สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ในนามของสื่อมวลชนที่มีอายุครบ 36 ปี ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของสื่อในศตวรรษที่ 21 ที่มิใช่เพียงแค่ผู้รายงานข่าว แต่คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม การที่สำนักข่าวเลือกใช้วาระครบรอบปีมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชน สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจขององค์กร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ สัญญาว่าจะมุ่งมั่นเป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมเชียงรายให้เข้มแข็ง สดใส และยั่งยืนเช่นนี้สืบต่อไป เพราะเชื่อมั่นว่าการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชน คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ โครงการ “36 ปี นครเชียงรายนิวส์ ปันน้ำใจ ให้น้องอิ่ม” กิจกรรมวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านป่าตึง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
  • นายธีร์ ชมเชย รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตึง
  • คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • คุณอิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินผู้ออกแบบกระเป๋า “รัก – Luck”

หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน:

  • โรงเรียนสกุลศึกษา (Sakulsuksa School) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

สกสว. จับมือธนาคารโลกเปิด 10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2568 พร้อมโชว์ 10 นวัตกรรมไทยฝีมือคนไทย

จากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง! ไทยเปิดตัวนวัตกรรม HERDARA และ Thai-LLM ประกาศความพร้อมบนเวทีเทคโนโลยีโลก

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ในห้วงเวลาที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศไทยกลับยังเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่อง “การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ” ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คำถามสำคัญคือ ไทยจะยังเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ต่อไป หรือพร้อมพลิกบทบาทสู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ที่มีอธิปไตยทางปัญญาเป็นของตนเอง

ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) จึงเปิดตัวรายงาน “10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568” ควบคู่กับการประกาศผลดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย (Thailand SRI Index 2025) และการเดินหน้าโครงการ “การทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระยะที่ 2 (PER Phase 2)” เพื่อเร่งยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

SRI Index 2025 ฉายภาพจุดแข็ง–จุดอ่อน ไทยผลิตงานวิจัยเพิ่ม 2.48 เท่า แต่ดุลเทคโนโลยียังติดลบหนัก

ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยผลการตรวจวัด Thailand SRI Index 2025 ว่า “สุขภาพมวลรวมด้าน ววน. ของไทย” ในปี 2568 อยู่ที่ 7.77 คะแนน แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจากแรงปัจจัยภายนอก แต่เมื่อมองเชิงโครงสร้างกลับพบสัญญาณบวกหลายด้าน

ตลอดช่วงราวสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณผลงานวิจัยและตีพิมพ์ของนักวิจัยไทยเติบโตขึ้นถึง 2.48 เท่า สะท้อนว่าศักยภาพทางวิชาการและฐานองค์ความรู้ของประเทศกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง ดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีกลับเพิ่มขึ้นถึง 1.37 เท่า แสดงให้เห็นว่าไทยยังต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งด้านเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ และองค์ความรู้เชิงลึก

“แม้คะแนนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษาจะขยับดีขึ้นเล็กน้อย แต่ช่องว่างยังใหญ่มาก เราไม่สามารถพอใจเพียงแค่มีงานวิจัยจำนวนมาก หากยังปล่อยให้เงินจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศในรูปค่าซื้อเทคโนโลยี” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการลงทุนวิจัยให้ “รวมศูนย์เชิงยุทธศาสตร์” มีเจ้าภาพชัดเจนในการกำหนดเป้าหมาย มอบทุน และบริหารบุคลากร เพื่อให้ทุกโครงการเคลื่อนในทิศทางเดียวกันและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER Phase 2 ซึ่งจะช่วยประเมินประสิทธิผลของนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมทั่วทั้งระบบ ทั้งด้านงบประมาณ มาตรการภาษี กลไกสนับสนุนภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

10 เทคโนโลยีระดับโลกปี 2568 จาก AI ครองโลกถึงการรักษาล้ำยุค

ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. อธิบายว่า รายงานฉบับล่าสุดได้คัดเลือก “10 นวัตกรรมระดับโลก” ที่มีศักยภาพจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ “AI ครองโลก”, “พลังงานยุคใหม่” และ “การรักษาแบบล้ำยุค”

กลุ่มที่ 1 AI ครองโลก

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่แชตบอตหรือการสร้างภาพ แต่กำลังกลายเป็น “สมองส่วนกลาง” ของเมือง อุตสาหกรรม และระบบความปลอดภัย

  1. Collaborative Sensing – การรับรู้ร่วมอัจฉริยะ
    ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลรอบเมือง ตั้งแต่กล้องจราจร เครื่องวัดมลพิษ ไปจนถึงระบบตรวจวัดน้ำท่วม แล้วใช้ AI วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยคาดการณ์จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จัดการจราจร และรับมือภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ หลักคิดสำคัญคือ “ข้อมูลจากจุดเดียวไม่พอ” เมืองยุคใหม่ต้องเรียนรู้จากการรวมศูนย์ข้อมูลและประมวลผลร่วมกัน
  2. Autonomous Biochemical Sensing – เซนเซอร์เฝ้าระวังอัตโนมัติ
    ระบบเฝ้าระวังสารปนเปื้อนและมลพิษชีวภาพแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อพบสารพิษในอากาศ น้ำ หรืออาหาร แนวคิดคือหากตรวจพบเมื่อเกิดภัยแล้ว ย่อม “สายเกินไป” การมีระบบเซนเซอร์ที่รายงานผลต่อเนื่องจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม
  3. Generative Watermarking – ลายน้ำดิจิทัลในยุค Deepfake
    เมื่อภาพ เสียง และวิดีโอถูกปลอมได้อย่างแนบเนียน เทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลที่ฝังลงในเนื้อไฟล์โดยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงถูกพัฒนาเป็น “เกราะคุ้มกันความจริง” ช่วยยืนยันแหล่งที่มา ป้องกันการฉ้อโกงและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและระบบสื่อสารสาธารณะ

กลุ่มที่ 2 พลังงานยุคใหม่

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังขาดเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและต้นทุน

  1. Structural Battery Composites – แบตเตอรี่ไร้น้ำหนัก
    นวัตกรรมวัสดุที่ทำให้ “ตัวถัง” ยานยนต์ไฟฟ้าหรือโดรนสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้เอง ลดการพึ่งพาแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ซึ่งเป็นทั้งน้ำหนักและต้นทุนสำคัญ แนวคิด “Massless Energy” นี้ถูกมองว่าจะปฏิวัติทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และการบินในอนาคต
  2. Osmotic Power Systems – พลังงานจากความต่างความเค็ม
    เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากการไหลของน้ำระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำหรือพื้นที่ปากอ่าว สามารถผลิตพลังงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่เป็น “Base-load” พลังงานสะอาด เสริมระบบโซลาร์และลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีชายฝั่งยาวอย่างไทย
  3. Advanced Nuclear Technologies – นิวเคลียร์ขนาดเล็กปลอดภัย (SMRs)
    เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ออกแบบให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ใช้พื้นที่น้อย และติดตั้งใกล้แหล่งใช้ไฟฟ้าได้ เป็นคำตอบของความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบ AI ทั่วโลก โดยยังคงตั้งอยู่บนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ
  4. Green Nitrogen Fixation – ปุ๋ยคาร์บอนต่ำเพื่อเกษตรสีเขียว
    เทคโนโลยีการผลิตแอมโมเนียและปุ๋ยไนโตรเจนด้วยพลังงานสะอาดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมีและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเกษตรกรรมไทยสู่มาตรฐาน “เกษตรคาร์บอนต่ำ” และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตร

กลุ่มที่ 3 การรักษาแบบล้ำยุค

วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์กำลังทำให้ “การรักษาเฉพาะบุคคล” กลายเป็นจริง และลดการพึ่งพายานำเข้าราคาแพง

  1. Engineered Living Therapeutics – จุลชีพออกแบบรักษาโรค
    การใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เพื่อออกแบบจุลินทรีย์ให้เป็น “โรงงานผลิตยาในตัวมนุษย์” ช่วยรักษาโรคเรื้อรังบางประเภท ลดต้นทุนการผลิตยาและขยายโอกาสการเข้าถึงของผู้ป่วย
  2. GLP-1s for Neurodegenerative – ยาชะลอสมองเสื่อมในสังคมสูงวัย
    การค้นพบศักยภาพของยากลุ่ม GLP-1 ที่เดิมใช้รักษาเบาหวานและโรคอ้วน ว่าสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ กำลังกลายเป็นความหวังใหม่ของประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวอย่างไทย เพราะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว
  3. Nanozymes – นาโนเอนไซม์สังเคราะห์ราคาย่อมเยา
    เทคโนโลยีเอนไซม์เทียมที่มีความเสถียรและต้นทุนต่ำกว่าเอนไซม์ธรรมชาติ สามารถประยุกต์ใช้ทั้งในด้านการวินิจฉัยโรค การรักษาเฉพาะทาง และการบำบัดน้ำเสีย ช่วยลดการใช้สารเคมีที่มีราคาแพงและเป็นมลพิษ

ศาสตราจารย์สมปองระบุว่า การติดตามเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รู้เท่าทันโลก” แต่เป็นการชี้เป้าว่าไทยควรลงทุนตรงไหน จะจับจุดแข็งอะไรของประเทศมาผนวกกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาผู้อื่น

10 นวัตกรรมไทยปี 2568
ประกาศ “อธิปไตยทางปัญญา” บนเวทีโลก

ควบคู่กับเทคโนโลยีระดับโลก รายงานของ สกสว. ยังรวบรวม “10 นวัตกรรมไทย” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 แบ่งเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การแพทย์และสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า เศรษฐกิจชีวภาพและอาหาร และยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสังคม

มิติที่ 1 การแพทย์และสาธารณสุข – จากประเทศผู้นำเข้ายา สู่ผู้พึ่งพาตัวเอง

  1. HERDARA ยาชีววัตถุสู้มะเร็งเต้านม
    สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปิดห่วงโซ่การผลิตยาชีววัตถุชนิด trastuzumab biosimilar จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นครั้งแรก ความสำเร็จนี้ไม่เพียงลดต้นทุนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม แต่ยังเป็นการประกาศ “อธิปไตยด้านชีวเภสัชภัณฑ์” ของไทยในเวทีภูมิภาค
  2. CAR-T Cell ฝีมือคนไทย
    ความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการรักษามะเร็งเม็ดเลือดด้วยเซลล์บำบัด CAR-T Cell ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการรักษาในต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูง และมีเป้าหมายต่อยอดไปสู่การรักษามะเร็งชนิดก้อนในอนาคต
  3. การถอดรหัส “อ้วนลงพุงสู่สมองเสื่อม” ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการกิน จุลินทรีย์ในลำไส้ และการเสื่อมของสมอง จนได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2568 ขณะนี้กำลังต่อยอดสู่ชุดตรวจคัดกรองเชิงป้องกัน (Preventive Health Tech) เพื่อรับมือสังคมสูงวัยและลดภาระโรคสมองเสื่อมในระยะยาว

มิติที่ 2 วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

  1. Thai-LLM ปัญญาประดิษฐ์หัวใจไทย
    ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC/สวทช.) ร่วมพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง แก้ปัญหา AI ต่างชาติที่มักตีความข้อมูลไทยผิดพลาด Thai-LLM จึงเป็นรากฐานสำคัญของ GovTech และ Enterprise AI ที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลและความแม่นยำในภาษาท้องถิ่น
  2. เพย์โหลดไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การ NASA ส่งชุดทดลองด้าน “ผลึกเหลว” ขึ้นสู่วงโคจรบนสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จ เป็นการยืนยันว่ามาตรฐานวิศวกรรมระบบของนักวิจัยไทยสามารถผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยระดับโลก และเปิดประตูให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์อวกาศในอนาคต
  3. การค้นพบพัลซาร์ระบบ “แมงมุมแม่ม่ายดำ” โดย NARIT
    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ใช้ศักยภาพด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ร่วมกับเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทั่วโลก ค้นพบระบบดาวคู่พัลซาร์ชนิดพิเศษ ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์พลังงานสูง และสร้างบุคลากรด้าน Data Science ขั้นสูงให้ประเทศในเวลาเดียวกัน

มิติที่ 3 เศรษฐกิจชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร

  1. ข้าวเจ้า “ไบโอเทค 1” นักรบต้านเพลี้ย
    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC/สวทช.) พัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกสั้น ช่วยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร สอดคล้องกับเป้าหมายเกษตรคาร์บอนต่ำและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
  2. Future Food แพลตฟอร์มเร่งสปีดนวัตกรรมอาหาร
    เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ภายใต้ สวทช. พัฒนากระบวนการแปลงผลงานวิจัยด้านอาหารอนาคตให้พร้อมสู่ตลาดในเวลาสั้นลงจาก 2–3 ปี เหลือเพียงราว 6 เดือน สนับสนุนการเกิดแบรนด์อาหารฟังก์ชันและโปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบไทยสู่ตลาดโลก

มิติที่ 4 ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและรากฐานทางสังคม

  1. กรอบกฎหมายรองรับเทคโนโลยี SMR โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (OAP)
    แม้ไทยยังไม่เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ แต่ OAP ได้วางรากฐานด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เท่าทันเทคโนโลยีโลก ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านพลังงานสะอาดและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคในอนาคต
  2. ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง 29,000 ปี และเศรษฐกิจฐานมรดก
    การค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคน้ำแข็งที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ณ ถ้ำดิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกรมศิลปากร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยี 3D Scan และการวิเคราะห์ DNA โบราณ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “Heritage Economy” ที่ใช้มรดกทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์สมปอง สรุปภาพรวมว่า “ปี 2568 เป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยประกาศ ‘อธิปไตยทางปัญญา’ ผ่านกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ต่างๆ เรากำลังเปลี่ยนงบประมาณวิจัยให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for ALL’ ที่มุ่งให้นวัตกรรมกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้จริง”

จากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง โจทย์ต่อไป ปิดช่องว่างทักษะ–เงินทุน และบูรณาการนโยบาย

แม้ภาพรวมจะสะท้อนพลังศักยภาพใหม่ของประเทศไทย แต่รายงานของ สกสว. และธนาคารโลกยังชี้ให้เห็น “จุดอ่อนสำคัญ” สองด้าน คือ ช่องว่างทักษะบุคลากรกับเทคโนโลยีใหม่ และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

โครงการ PER Phase 2 จึงถูกออกแบบมาเพื่อทบทวนทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการสนับสนุน ตั้งแต่ขั้นการให้ทุนวิจัย การสร้างแรงจูงใจทางภาษีสำหรับเอกชนที่ลงทุน R&D ไปจนถึงการพัฒนากลไก “เงินร่วมลงทุนภาครัฐ–เอกชน” (Co-investment) ในสตาร์ตอัปเทคโนโลยีเชิงลึก

ในเชิงพื้นที่ รายงานยังเสนอให้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเมืองนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยโดยตรง เพื่อดึงดูดทั้งนักลงทุนต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานในภูมิภาค ผ่านหลักสูตร Reskill–Upskill ด้านดิจิทัล AI พลังงาน และชีววิทยาสังเคราะห์

ก้าวสู่ปี 2569 จาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรมที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้

เมื่อมองภาพรวมทั้งดัชนี SRI, รายงาน 10 เทคโนโลยีโลก และ 10 นวัตกรรมไทย จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาด “ความสามารถทางวิชาการ” หากแต่ความท้าทายคือการทำให้ความรู้ดังกล่าว “ไหลออกจากห้องปฏิบัติการ” สู่ภาคธุรกิจ ชุมชน และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง

หากไทยสามารถใช้ความร่วมมือกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER เพื่อปรับระบบงบประมาณและนโยบายให้คล่องตัวมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจชีวภาพ เป้าหมายการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางเพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้วก็จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นอนาคตที่ “วัดได้” จากคุณภาพชีวิต สุขภาพ และรายได้ของประชาชน

“สิ่งที่ สกสว. พยายามทำไม่ใช่เพียงสร้างผลงานวิจัยให้มากขึ้น แต่คือการทำให้นวัตกรรมกลายเป็น ‘สิ่งที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้’ ในตลาดโลก” ศาสตราจารย์สมปองกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การเดินหน้าของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ หรือจะลุกขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ที่ยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลกในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) – รายงาน “10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568” และข้อมูลโครงการ PER ระยะที่ 2
  • คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) – ผลการตรวจวัดดัชนี Thailand SRI Index 2025 และคำให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล
  • ธนาคารโลก (World Bank) – ข้อมูลความร่วมมือด้านการทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย
  • สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, NECTEC/สวทช., BIOTEC/สวทช., NARIT, Food Innopolis, มหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง – ข้อมูลโครงการ HERDARA, Thai-LLM, ข้าวไบโอเทค 1, CAR-T Cell, โครงการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ และการค้นพบ “ปังปอน” มนุษย์ยุคน้ำแข็ง
  • กรมศิลปากร และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ – ข้อมูลการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคน้ำแข็งและกรอบกฎหมายรองรับเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

เปิด ‘คุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม’ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค. 69

เคาท์ดาวน์เลือกตั้ง อบต. 2569! กกต. ปูพรมรณรงค์โค้งสุดท้าย ย้ำ “เสียงคุณคือพลังพัฒนาท้องถิ่น” เปิด 3 เช็กลิสต์สกัดการเสียสิทธิ-เตือนกลุ่มย้ายบ้านระวังชวดลงคะแนน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้าปลุกพลังคนไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ส.อบต. และ นายก อบต. ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ชูประเด็น “ทุกเสียงกำหนดอนาคตชุมชน” พร้อมแนะขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติละเอียดยิบ โดยเฉพาะกรณีการย้ายทะเบียนบ้านที่อาจทำให้พลาดสิทธิเลือกผู้แทนหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว ย้ำหากไม่ไปใช้สิทธิอาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองนานถึง 2 ปี

ปักหมุด 11 มกราคม กำหนดทิศทางงบประมาณและคุณภาพชีวิตชุมชน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมพลังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ใน วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชน เพราะการไปใช้สิทธิเลือกผู้แทนคือการร่วมกำหนดงบประมาณ ทิศทางการพัฒนา และคุณภาพชีวิตในชุมชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะย้ายทะเบียนบ้านผิดช่วงเวลา หรือไม่ทราบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย กกต. จึงได้สรุป 3 เช็กลิสต์สำคัญ เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนวันหย่อนบัตร ดังนี้

  1. การตรวจสอบคุณสมบัติและกรณีพิเศษการย้ายทะเบียนบ้าน

ผู้ที่มีสิทธิเข้าคูหาลงคะแนนในครั้งนี้ต้องมีสัญชาติไทย (หากเป็นผู้แปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

กรณีสำคัญสำหรับผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านภายใน อบต. เดียวกัน แต่ยังไม่ครบ 1 ปี

  • ในเขตเลือกตั้ง (หมู่) ใหม่: จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้เฉพาะ นายก อบต. เท่านั้น แต่ไม่สามารถเลือกสมาชิกสภา อบต. ในเขตใหม่ได้
  • หากประสงค์จะเลือกทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเดิม ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี และต้องยื่นคำขอเพิ่มชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอ ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยวันสุดท้ายคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 หากยื่นสำเร็จจะมีสิทธิลงคะแนนทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเลือกตั้งเดิม
  1. บุคคลต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว หากบุคคลใดมีลักษณะดังต่อไปนี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่)
  • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อควรระวัง กกต. เตือนว่าหากผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังพยายามไปใช้สิทธิหรือลงคะแนน ถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ดาบสองคมของการ “นอนหลับทับสิทธิ” กับการถูกจำกัดสิทธิ 2 ปี

การเลือกตั้งเป็นหน้าที่สำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน หากไม่ไปใช้สิทธิและไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือแจ้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่สมควร จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ

สิทธิทางการเมืองที่ท่านจะถูกจำกัด มีดังนี้

  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
  • สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นในตำแหน่งต่างๆ เช่น รองผู้บริหาร เลขานุการ หรือที่ปรึกษา
  • ห้ามดำรงตำแหน่งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของประธานสภาและรองประธานสภาท้องถิ่น

การสร้างระบบนิเวศการเลือกตั้งที่โปร่งใส

การเลือกตั้ง อบต. ในปี 2569 นี้ กกต. มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความโปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครและหน่วยเลือกตั้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบสังคมด้วยการแจ้งเบาะแสทุจริตผ่านแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด หรือสายด่วน 1444

การเตรียมความพร้อมในมิติต่างๆ ตั้งแต่การตรวจสอบรายชื่อจนถึงการทำความเข้าใจข้อกฎหมายเรื่องการย้ายถิ่นฐาน จะช่วยลดโอกาสการเสียสิทธิโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่การได้ “คนดี มีความสามารถ” เข้ามาบริหารท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า

ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและการแจ้งเหตุ

  • ตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้ง แอปพลิเคชัน Smart Vote
  • แจ้งเบาะแสทุจริต สายด่วน 1444 หรือแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์สำนักงาน กกต. (www.ect.go.th) และเพจสำนักงาน กกต.
  • เอกสารอ้างอิง พรบ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

#สร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปเลือกตั้งอบต

#เลือกตั้งอบต

 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักษณะต้องห้าม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. แนะ 3 มาตรการเร่งด่วน เปิดใช้ MFA สกัดแฮกเกอร์

ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. ยกระดับเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ เตือนรัฐ–เอกชน–ประชาชนเป็นแนวหน้าร่วมกัน

กรุงเทพฯ, 17 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค สมรภูมิที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไปคือ “สมรภูมิไซเบอร์” ซึ่งไม่มีเส้นเขตแดนให้เห็นด้วยตา พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยทิศทางภัยคุกคามและมาตรการรับมือในงานแถลงข่าว “สถานการณ์และแนวโน้มภัยคุกคามในบริบทสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังและการรับมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ” ว่า

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนความจริงสำคัญว่า ทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต – ตั้งแต่เครือข่ายของหน่วยงานรัฐ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ธนาคาร โรงพยาบาล ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชน – ล้วนสามารถกลายเป็นจุดเปราะบางที่ถูกใช้เป็นทั้ง “เป้าหมายโจมตี” และ “ฐานส่งต่อการโจมตี” ได้ในเวลาเดียวกัน

เลขาธิการ สกมช. ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งหรือสถานการณ์อ่อนไหวด้านความมั่นคงในโลกจริง แนวรบทางไซเบอร์มักจะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยอัตโนมัติ กลุ่มผู้โจมตีจำนวนไม่น้อยเป็น “Hacktivist” หรือกลุ่มนักรบไซเบอร์ที่อ้างอุดมการณ์ทางการเมืองหรือชาติพันธุ์ ใช้วิธีโจมตีเว็บไซต์และระบบออนไลน์ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงสัญลักษณ์หรือสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยา

“สิ่งที่เราเห็นชัดคือ ทุกครั้งที่ความตึงเครียดในสนามรบทางกายภาพพุ่งสูง กราฟการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งการยิง DDoS และการเปลี่ยนหน้าเว็บ จะพุ่งตามทันที” พลอากาศตรี อมร ระบุ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทั้งสองมิติไปพร้อมกัน

จาก Clickbait สู่ “Ragebait” – เมื่อสงครามข้อมูลเล็งเป้าอารมณ์โกรธ

นอกจากการโจมตีระบบโดยตรงแล้ว เลขาธิการ สกมช. ยังให้ความสำคัญกับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Operations – IO) ที่พัฒนาไปไกลกว่าการใช้พาดหัวดึงดูดให้คลิกแบบในอดีต

“ตอนนี้เราไม่ได้เจอแค่ Clickbait แต่กำลังอยู่ในยุคของ ‘Ragebait’ คือการโพสต์เนื้อหาที่ตั้งใจปลุกอารมณ์โกรธ ด่า แชร์ด้วยความโมโห เพราะทุกครั้งที่มีการโต้เถียงในคอมเมนต์ อัลกอริทึมจะดันโพสต์นั้นขึ้น ทำให้ฝ่ายที่ต้องการสร้างความแตกแยกมีตัวตนมากขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว” เขาอธิบาย

สงครามข้อมูลในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง แต่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ผนวกกับกลไกของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้ข่าวลวง (Misinformation/Disinformation) กลายเป็น “อาวุธที่มองไม่เห็น” ซึ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมอย่างช้า ๆ

สกมช. จึงจัดให้ “การบิดเบือนข้อมูล” อยู่ในกลุ่มภัยคุกคามหลักที่ต้องเฝ้าระวังเคียงข้างการโจมตีเชิงเทคนิค พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อสารมวลชนและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เพื่อจำกัดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

5 ภัยคุกคามไซเบอร์หลักในห้วงสถานการณ์ไม่ปกติ

บนเวทีแถลงข่าว ThaiCERT ซึ่งเป็นศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้สรุป “5 ประเภทภัยคุกคามไซเบอร์หลัก” ที่พบมากในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ได้แก่ DDoS Attack, Credential Theft, Data Breach/Data Destruction, Data Exposure และ Web Defacement พร้อมแนวทางป้องกันขั้นพื้นฐานสำหรับหน่วยงานและผู้ประกอบการ

  1. DDoS Attack – ยิงทราฟฟิกจนระบบล่ม
    เป็นการระดมส่งคำขอจำนวนมหาศาลเข้าใส่เว็บไซต์หรือระบบบริการ เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานไม่ไหวและไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ แม้เทคนิคไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เพราะสามารถเช่า “บริการยิง DDoS” หรือใช้เครือข่ายเครื่องที่ถูกยึด (Botnet) ได้ แต่หากไม่มีระบบป้องกัน ก็สามารถทำให้บริการที่สำคัญหยุดชะงักได้ทันที
  2. Credential Theft – ขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
    เป็นภัยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการหลอกลวงผ่านอีเมล เว็บไซต์ปลอม (Phishing) และซอฟต์แวร์เถื่อนที่ฝังมัลแวร์ประเภท Information Stealer ซึ่งไม่ได้ขโมยเพียงรหัสผ่าน แต่รวมถึงคุกกี้ล็อกอิน บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัล และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
  3. Data Breach / Data Destruction – เจาะระบบขโมยหรือทำลายข้อมูล
    เมื่อผู้โจมตีได้สิทธิ์ระดับสูงในระบบ (เช่น บัญชีแอดมิน) ก็สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ปรับแต่งสิทธิ์ หรือแม้กระทั่งลบข้อมูลสำคัญออกไปทั้งหมด กรณีนี้มักสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจและชื่อเสียงองค์กร
  4. Data Exposure – ข้อมูลรั่วจากการตั้งค่าผิดพลาด
    หลายกรณีไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ขั้นเทพ หากแต่จากการเปิดพอร์ตหรือบริการบนคลาวด์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ป้องกัน การตั้งค่าสิทธิ์แชร์ไฟล์แบบ “สาธารณะ” หรือการไม่เข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ทำให้ข้อมูลของลูกค้าหรือประชาชนถูกค้นพบและดึงออกไปได้ง่าย
  5. Web Defacement – เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์เพื่อประจานหรือปล่อยข่าวลวง
    มักเป็นเป้าหมายของกลุ่ม Hacktivist ที่ต้องการแสดงตัวว่า “เจาะได้แล้ว” ผ่านการเปลี่ยนโลโก้ ภาพ หรือข้อความบนหน้าเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน โดยเฉพาะโดเมน .th และเว็บไซต์ราชการขนาดเล็ก หรือโรงเรียนในภูมิภาค ซึ่งมักมีงบประมาณด้านความมั่นคงต่ำ

ThaiCERT ระบุว่า แม้ในหลายกรณี การโจมตีจะกินเวลาสั้นๆ แต่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนอาจยาวนานกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อภาพหน้าเว็บที่ถูกเปลี่ยน ถูกแชร์กระจายบนโซเชียลมีเดียในเวลาไม่กี่วินาที

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ศูนย์เฝ้าระวัง 24×7 และเป้าหมาย “แจ้งเตือนภายใน 5 นาที”

เพื่อรับมือกับภัยที่อาจปะทุได้ตลอดเวลา สกมช. และ ThaiCERT ได้จัดตั้งกลไกเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Information Infrastructure – CII) เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม การเงิน การคมนาคม และสาธารณสุข

หัวใจสำคัญของกลไกนี้ คือ “การตรวจพบ–แจ้งเตือน–ตอบสนอง” ให้ได้เร็วที่สุด ผ่านระบบป้องกันและตรวจจับอย่าง Web Application Firewall (WAF) และระบบวิเคราะห์ทราฟฟิก ซึ่งหากตรวจพบรูปแบบการโจมตีที่เข้าเกณฑ์ จะต้องแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 5 นาที

พลอากาศตรี อมร ยอมรับว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การติดต่อถึงตัวคนที่รับผิดชอบระบบ” โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ “เราพยายามย้ำว่าหากหน่วยงานใดได้รับโทรศัพท์จากหมายเลข ThaiCERT ตอนกลางคืน อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะเบอร์นี้คือด่านหน้าในการแจ้งเตือนเหตุจริง”

ซ้อมแผนระดับชาติ – จำลองไฟดับ โรงพยาบาลล่ม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

อีกหนึ่งมาตรการที่ สกมช. ผลักดันอย่างจริงจังคือ “การซ้อมแผนรับมือภัยไซเบอร์ระดับชาติ” โดยจำลองสถานการณ์วิกฤตหลายรูปแบบ เช่น ระบบโรงพยาบาลล่มจากการถูกโจมตี หรือไฟฟ้าดับเป็นเวลานานในหลายพื้นที่

การซ้อมแผนดังกล่าว ไม่ได้เน้นเพียงการกู้คืนระบบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประสานงานข้ามหน่วยงาน การสื่อสารกับประชาชน และการเรียกใช้แผนสำรอง (Business Continuity Plan – BCP) เพื่อให้ “บริการที่จำเป็นต่อชีวิตประชาชนเดินต่อได้ แม้ระบบดิจิทัลบางส่วนจะถูกโจมตี”

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าหากมีเหตุรุนแรงจริง ระบบจำเป็น เช่น โรงพยาบาล ไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสารพื้นฐาน จะยังทำงานได้ ประชาชนต้องไม่รู้สึกว่าบริการของรัฐหยุดชะงัก” เลขาธิการ สกมช. ย้ำ

สถิติสุดสะเทือนใจ รหัสผ่านคนไทยรั่วสะสมกว่า 200 ล้านรายการ

หนึ่งในข้อมูลที่เรียกเสียงฮือฮาในงานแถลงข่าว คือ ตัวเลข “ข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคนไทยที่รั่วไหลสะสมกว่า 200 ล้านรายการ” ที่ ThaiCERT ตรวจพบจากแหล่งข้อมูลใต้ดินและตลาดมืดออนไลน์

แม้จะไม่ได้หมายความว่ามีผู้ใช้ 200 ล้านคน (เพราะหลายบัญชีอาจซ้ำกันจากหลายแพลตฟอร์ม) แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “การใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป”

แหล่งที่มาของการรั่วไหลส่วนใหญ่ ได้แก่

  • การถูกหลอกให้กรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนเว็บจริงทุกประการ
  • การติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่แถมมัลแวร์ขโมยข้อมูลเข้ามาในเครื่อง
  • การใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายบริการ เมื่อแพลตฟอร์มหนึ่งถูกเจาะ แฮกเกอร์จึงสามารถนำชุดรหัสนั้นไปลองบนบริการอื่น ๆ ได้ (Credential Stuffing)

“ตลาดซื้อ–ขายข้อมูลล็อกอินในต่างประเทศมอง ‘บัญชีคนไทย’ เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเหมือนกัน เพราะสามารถใช้เจาะทั้งแอปการเงิน บริการออนไลน์ หรือแม้แต่ระบบภายในองค์กร ถ้าเจ้าของบัญชีใช้รหัสซ้ำกัน” ตัวแทน ThaiCERT อธิบาย

3 มาตรการเร่งด่วนสำหรับประชาชนและหน่วยงาน

เพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น สกมช. และ ThaiCERT เสนอ 3 มาตรการที่ทุกคนสามารถเริ่มได้ทันที

  1. เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (MFA)
    ไม่ว่าจะเป็น Google Authenticator, Microsoft Authenticator หรือระบบ OTP ของธนาคาร การเพิ่มชั้นการยืนยันตนถือเป็น “เกราะป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด” เพราะแม้รหัสผ่านจะรั่ว แฮกเกอร์ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย
  2. สำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ
    โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า เอกสารทางราชการ หรือไฟล์งานสำคัญของธุรกิจ หากเกิดเหตุถูกมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือลบข้อมูล การมีสำเนาที่เข้ารหัสและเก็บแยกจากระบบหลัก จะช่วยให้กลับมาดำเนินงานได้เร็วและลดความจำเป็นในการยอมจ่ายค่าไถ่
  3. อัปเดตระบบและตรวจสอบก่อนเชื่อข่าวออนไลน์
    เลขาธิการ สกมช. ยกตัวอย่างช่องโหว่ประเภท “Zero-click” บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีส่งไฟล์มัลแวร์มาเก็บในเครื่องผู้ใช้ได้โดยที่เจ้าของเครื่องไม่ต้องกดเปิดข้อความก็ถูกโจมตีได้ ดังนั้นการอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันจึงไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญ แต่คือ “วัคซีนดิจิทัล” ที่ต้องฉีดอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน ประชาชนควรฝึกนิสัย “หยุดคิดก่อนแชร์” โดยตรวจสอบแหล่งข่าวจากหน่วยงานรัฐหรือสื่อที่น่าเชื่อถือ หากพบข้อความปลุกปั่นหรือชวนให้เกลียดชัง ควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ เพราะทุกคอมเมนต์ด่าทอหรือแชร์ด้วยความโกรธ คือ “เชื้อเพลิง” ที่ทำให้ Ragebait ทำงานได้ผลยิ่งขึ้น

ภาครัฐ–เอกชนยังมีช่องโหว่ เว็บเล็ก งบน้อย แต่เป็นเป้าหมายใหญ่

จากการติดตามของ ThaiCERT พบว่า เว็บไซต์ที่ยังถูกโจมตีในลักษณะ Web Defacement และการฝังสคริปต์ไม่เหมาะสมจำนวนไม่น้อย เป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น โรงเรียน หรือสมาคมเอกชน ที่มักใช้ระบบเว็บสำเร็จรูปหรือ CMS รุ่นเก่า ไม่ได้อัปเดตแพตช์ด้านความปลอดภัย และไม่มีงบประมาณสำหรับบริการป้องกันขั้นสูง

ในหลายกรณี เจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า มีหน้าซ่อน (Hidden Page) ถูกสร้างขึ้นไว้เพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายฟิชชิ่งระหว่างประเทศ จนกว่าจะได้รับการแจ้งเตือนจาก ThaiCERT

สกมช. แนะนำว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการสาธารณะ ควรอยู่หลังระบบป้องกันอย่างน้อยระดับ Web Application Firewall (WAF) หรือบริการ DDoS Protection พื้นฐาน พร้อมทั้งตรวจสอบสุขภาพระบบ (Health Check) เป็นระยะ หากองค์กรไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพียงพอ สามารถประสานขอคำปรึกษาไปยัง ThaiCERT ได้โดยตรง

ทุกเครื่องคือแนวหน้า – การป้องกันเริ่มจาก “ดีไซน์นโยบาย” ไม่ใช่แค่ซื้ออุปกรณ์

แม้เทคโนโลยีป้องกันจะมีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบเข้ารหัส ขยายสิทธิ์แบบ Zero Trust ไปจนถึงแพลตฟอร์มแชร์ข้อมูลมัลแวร์ (Malware Information Sharing Platform – MISP) ที่ไทยเริ่มนำมาใช้ แต่เลขาธิการ สกมช. ย้ำว่า “หัวใจของความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ ‘การออกแบบและยึดถือวินัยร่วมกัน’”

องค์กรจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์สินทรัพย์สำคัญ (Critical Assets) ของตนเอง วางเกณฑ์ว่า ข้อมูลใดต้องเข้ารหัส ข้อมูลใดต้องจำกัดสิทธิ์เข้าถึง และบัญชีใดบ้างที่ต้องใช้ MFA และการตรวจสอบสองชั้น นอกจากนี้ควรกำหนดขั้นตอนการตอบสนองเหตุ (Incident Response Plan) ให้ชัดเจนว่า หากตรวจพบความผิดปกติ ใครมีหน้าที่ตัดสินใจ ใครเป็นผู้ติดต่อ ThaiCERT และใครเป็นโฆษกในการสื่อสารกับสาธารณชน

ช่องทางแจ้งเหตุและขอคำปรึกษา – ThaiCERT พร้อมรับแจ้ง 24 ชั่วโมง

เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทุกระดับสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย สกมช. และ ThaiCERT เปิดช่องทางรับแจ้งเหตุภัยคุกคามไซเบอร์และเหตุสงสัยต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้

ppt17122025

  • โทรศัพท์: 0 2114 3531
  • Line Official: @thaicert
  • Facebook: ThaiCERT
  • Email: thaicert@ncsa.or.th

ผู้ที่พบเห็นเว็บไซต์ต้องสงสัย ข้อความปลอมแปลงที่อ้างชื่อหน่วยงานรัฐ การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หรือได้รับอีเมล–ข้อความที่คาดว่าเป็นฟิชชิ่ง สามารถส่งหลักฐานประกอบ เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ หรือหัวอีเมล มายัง ThaiCERT เพื่อให้ทีมวิเคราะห์และประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความมั่นคงไซเบอร์คือเรื่องของทุกคน

จากภาพรวมทั้งหมด การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ “รายงานสถานการณ์” แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสังคมไทยว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งรัฐและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชนไปแล้ว

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัลเลือนหายไป ทุกคลิก ทุกบัญชีผู้ใช้ และทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “แนวหน้าร่วมกัน” หากภาครัฐยกระดับระบบป้องกัน ภาคเอกชนออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง และประชาชนเรียนรู้ที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้งมัลแวร์และข่าวลวง โอกาสที่ประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิไซเบอร์ได้อย่างมั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในคำเตือนของเลขาธิการ สกมช. ที่ว่า “ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” อาจตีความได้ต่อไปอีกขั้นว่า “ทุกคนคือทหารรักษาชายแดน” – และการเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนรหัสผ่าน เปิดใช้ MFA อัปเดตโทรศัพท์ ไปจนถึงหยุดแชร์ข่าวที่ยังไม่ตรวจสอบ คือหน้าที่พื้นฐานที่ไม่มีใครอื่นทำแทนเราได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)
  • บทให้สัมภาษณ์และคำอธิบายของ พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ในช่วงถาม–ตอบกับสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI Deep Dive Verification FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ผนึกกองทุนสื่อฯ ลุยจัดอบรม Fact Checking & Verification ยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนสกัดกั้นข่าวปลอม

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์–กองทุนสื่อฯ เปิดห้องเรียน “Fact Checking & Verification”
ยกระดับวิชาชีพสื่อไทย สู้กระแสข่าวปลอม–ข้อมูลบิดเบือนยุค AI

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 14 ธันวาคม 2568 –
ท่ามกลางกระแสข่าวลวง ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายรวดเร็วบนโลกออนไลน์ในทุกวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยพิบัติ หรือความตึงเครียดทางการเมือง ภารกิจของสื่อมวลชนไทยไม่ได้มีเพียง “รายงานให้เร็ว” อีกต่อไป แต่ต้อง “ตรวจสอบให้ลึก และอธิบายให้ชัด” ควบคู่กันไป

ในบริบทดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) โดยการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงจัดอบรม One Day Training ประจำปี 2568 ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Fact Checking & Verification – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอม ภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อมวลชน” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายให้สื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านข่าวออนไลน์ มีเครื่องมือและกรอบคิดเพียงพอในการรับมือกับข่าวลวงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

โครงการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการความร่วมมือองค์กรสื่อขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ซึ่ง SONP ร่วมดำเนินการกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงรับฟังบรรยายเชิงทฤษฎี แต่ยังได้ฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่การตรวจสอบต้นทางข่าว ไปจนถึงการกลั่นกรองเนื้อหาเพื่อสื่อสารเตือนภัยต่อสาธารณะ

เวทีเสวนา “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง”

หัวใจของงานอบรมครั้งนี้อยู่ที่เวทีเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ร่วมถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง และชี้แนะแนวทางทำงานข่าวในยุคที่เฟคนิวส์กลายเป็น “คู่แข่ง” คนสำคัญของความจริง

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

  • ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท
  • คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

ดำเนินรายการโดย คุณจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

การสนทนาบนเวทีสะท้อนภาพเดียวกันว่า ข่าวปลอมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง “ข้อความแชร์ต่อ” แบบเรียบง่ายอีกต่อไป แต่ผสานทั้งเทคโนโลยี ปฏิบัติการทางข้อมูล (information operation) และจิตวิทยาสังคมอย่างแนบเนียน จนหลายครั้งสื่อวิชาชีพเองก็อาจตกเป็นเหยื่อ หากขาดทักษะและเครื่องมือในการตรวจสอบ

ดร.ชำนาญ ข่าวจริงคือสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม เปิดมุมมองต่อวิวัฒนาการของข่าวปลอมว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้สร้างและบิดเบือนข้อมูลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งทางการเมือง

เขาเน้นว่า “พัฒนาการข่าวปลอมในปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤตจะมีข่าวเหล่านี้ออกมาเสมอ แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนในการตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง”

ดร.ชำนาญชี้ให้เห็นว่า การที่ประชาชนได้รับข่าวจริง ไม่ใช่เพียงเรื่อง “คุณภาพของข้อมูล” แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องใช้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะ ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย การเมือง และเศรษฐกิจ หากสังคมปล่อยให้ข่าวปลอมครอบงำ การตัดสินใจของประชาชนก็จะตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิดพลาด นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ

“การตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง เป็นสิ่งที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พยายามส่งเสริม หากสื่อไทยสามารถทำได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และทำให้สังคมไทยได้รับข่าวสารที่ถูกต้องได้ ทางกองทุนฯ พร้อมที่จะสนับสนุนสื่อมวลชนในการทำงานเรื่องนี้” ดร.ชำนาญกล่าวย้ำ

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของกองทุนสื่อฯ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนโครงการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ แต่ยังต้องลงทุนกับ “โครงสร้างพื้นฐานด้านความจริง” ผ่านการพัฒนาทักษะตรวจสอบข้อมูลให้กับสื่อและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ

นันทสิทธิ์ ต้องย้อนถาม “เฟคนิวส์คืออะไร – ใครได้อะไร”

ด้าน คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชวนผู้เข้าร่วมเวทีตั้งคำถามกลับไปยังต้นตอของปัญหา เขาเสนอว่า ทุกครั้งที่สื่อพบข่าวหรือข้อมูลที่น่าสงสัย ควรถามให้ชัดว่า

  1. เฟคนิวส์คืออะไรในบริบทนั้น – เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด บิดเบือนบางส่วน หรือใช้ข้อเท็จจริงไปในทางที่ทำให้เข้าใจผิด
  2. จุดประสงค์ของการปล่อยข่าวนั้นคืออะไร – เพื่อผลการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างกระแสในโลกออนไลน์

“หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการนำเสนอข่าว ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ โพสต์ได้ ใช้เทคโนโลยีขยายเสียงตัวเองได้ แต่แกนหลักของวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือการตรวจสอบความถูกต้อง” เขากล่าว

คุณนันทสิทธิ์ย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรค หากถูกใช้ให้ถูกทางก็กลายเป็น “ตัวช่วย” ให้การตรวจสอบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้สื่อเผชิญแรงกดดันคือสภาพการแข่งขันที่เน้น “ความเร็ว” เป็นตัวชี้วัดหลัก ส่งผลให้หลายสำนักเสี่ยงต่อการตกหลุมพรางข่าวปลอมโดยไม่รู้ตัว

เขายกตัวอย่างว่า ในช่วงข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เคยมีการแพร่ระบาดของข่าวลวงจำนวนมาก ทั้งภาพเก่า ภาพตัดต่อ และบทวิเคราะห์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หากสื่อไม่ตั้งหลักและไม่จัดทีมตรวจสอบอย่างจริงจัง ความสับสนในสังคมจะถูกซ้ำเติมด้วยการรายงานที่ขาดการกลั่นกรอง

“การตรวจสอบข่าวปลอมต้องใช้เวลา ซึ่งสวนทางกับแนวทางทำงานของสื่อยุคปัจจุบันที่เน้นความเร็วเป็นสำคัญ นี่คือความท้าทายที่เราต้องออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสม” นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าว

พีรพล เมื่อข่าวปลอมเริ่มต้นจาก “ต้นทางเทียม” และเสิร์ชเอนจินก็ถูกหลอกได้

คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท ซึ่งทำงานด้านการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง เตือนว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงข่าวปลอมที่ถูกตัดต่อจากข้อความหรือภาพเดิม แต่มีการสร้าง “โครงสร้างเทียม” ตั้งแต่ระดับเว็บไซต์ งานวิจัย เอกสารวิชาการ ไปจนถึงบุคคลหรือองค์กรต้นทางปลอม

“ตอนนี้มีคนสร้างข้อมูลปลอมตั้งแต่ต้นตอ ทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำเอกสารวิชาการปลอม ทำอินโฟกราฟิก และแม้กระทั่งสร้างเสิร์ชเอนจินปลอม เพื่อหลอกให้เวลาเราค้นหา เราไปเจอแต่ข้อมูลที่เขาอยากให้เห็น นี่คือเทคนิคที่ทำให้สื่อโดนหลอกง่ายที่สุด” เขาอธิบาย

การสร้าง “จักรวาลข้อมูลเทียม” เช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบยากขึ้นหลายเท่า เพราะแม้สื่อจะพยายามใช้เครื่องมือค้นหาออนไลน์เพื่อยืนยันข้อมูล แต่สิ่งที่พบอาจเป็นชุดข้อมูลปลอมที่ถูกออกแบบมาล่วงหน้า

คุณพีรพลเสนอว่า การสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่รวบรวมทั้งข่าวลวงที่ตรวจสอบแล้ว วิธีการตรวจสอบ และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้สื่อมีจุดอ้างอิงร่วมกัน ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของปฏิบัติการข่าวลวง พร้อมกันนั้น สื่อควรอธิบายกระบวนการตรวจสอบของตนเองต่อสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับผู้รับข่าวไปพร้อมกัน

“หากเรามีฐานข้อมูลกลางในการทำงาน ส่วนสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมอธิบายให้เห็นถึงแหล่งที่มาของข้อมูลและเครื่องมือในการตรวจสอบ จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเมื่อมีการตรวจสอบมากขึ้น จะนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมการตรวจสอบข่าวปลอมเพื่อค้นหาความจริงได้” เขาย้ำ

ห้องเรียนเชิงปฏิบัติการ จาก Reverse Image Search ถึง Fact & Policy Checking

นอกจากเวทีเสวนาเชิงนโยบายแล้ว การอบรม One Day Training ครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ทักษะภาคสนาม” ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสองช่วงหลัก ได้แก่

  1. เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง
  2. Fact & Policy Checking – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงการอบรมเรื่องเครื่องมือ คุณณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor แห่งสำนักข่าว AFP อธิบายว่า ความสามารถในการตั้งคำถามและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากขาดเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม การตรวจสอบก็อาจติดขัดหรือใช้เวลานานเกินไป

เขายกตัวอย่างเครื่องมือหลักที่ผู้สื่อข่าวยุคใหม่ควรรู้จักและใช้เป็นประจำ ได้แก่

  • Reverse Image Search หรือการค้นหาภาพย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบว่าภาพที่ถูกแชร์นั้นเคยปรากฏที่ใดมาก่อน ถูกใช้ในเหตุการณ์ใด และมีการดัดแปลงหรือไม่
  • เครื่องมือ Geolocation เพื่อระบุว่าภาพหรือวิดีโอถูกถ่ายที่ใด เมื่อใด โดยเปรียบเทียบภูมิประเทศ ป้ายถนน อาคาร หรือจุดสังเกตต่าง ๆ
  • การใช้ Google Map และแผนที่ออนไลน์อื่น ๆ เพื่อเทียบเคียงมุมภาพ ระยะทาง และตำแหน่งจริง

“เมื่อเรามีทักษะในการตรวจสอบข่าวลวงแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการใช้เครื่องมือในการตรวจสอบข่าวลวง ไม่ว่าจะเป็น Reverse Image Search การใช้ Geolocation หรือการใช้ Google Map ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง” คุณณัฐกรกล่าว

เขายังชี้ด้วยว่า แม้ AI จะถูกใช้สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็กำลังสร้างเครื่องมือเพื่อตรวจสอบและติดตามร่องรอยของข้อมูลเท็จเหล่านี้ควบคู่กันไป ดังนั้น สื่อมวลชนจำเป็นต้องอัปเดตความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ “AI สู้ AI” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thai PBS Verity บทเรียนจากโควิด-19 สู่องค์ความรู้เรื่อง Mis–Mal–Disinformation

ในช่วงท้ายของการอบรม คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากการจัดตั้งทีม Thai PBS Verity ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์

เธอเล่าย้อนว่า แนวคิดดังกล่าวเริ่มก่อตัวจริงจังในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสังคมไทยเผชิญ “ข้อมูลท่วม” ทั้งข่าวจริงและข่าวลวงในเวลาเดียวกัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรเชื่อถือ อะไรควรระมัดระวัง

คุณกนกพรอธิบายว่า การทำงานของทีมตรวจสอบข่าวปลอมจำเป็นต้องเข้าใจ “ประเภทของข้อมูล” อย่างชัดเจน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. Misinformation – ข้อมูลผิดหรือปลอมที่เผยแพร่โดยไม่มีเจตนาร้าย
  2. Malinformation – ข้อมูลจริงบางส่วนที่ถูกนำมาใช้ในบริบทที่มีเจตนามุ่งร้าย เช่น การนำข้อมูลส่วนตัวมาเผยแพร่เพื่อทำลายชื่อเสียง
  3. Disinformation – ข้อมูลบิดเบือนที่ถูกออกแบบอย่างจงใจ เพื่อชักจูงหรือบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณะ

การตรวจสอบข้อมูลทั้งสามประเภทต้องใช้ทั้งการสืบสวนหาต้นตอ การเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า “ส่วนไหนจริง–ส่วนไหนปลอม–ส่วนไหนถูกตัดต่อ” เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับการเสพข่าว

เธอยังชี้ถึงปัจจัยที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโซเชียลมีเดียและการปรับอัลกอริทึมที่เน้นข้อมูลกระตุ้นอารมณ์, การใช้ AI ดัดแปลงเนื้อหา, ช่องโหว่ของแพลตฟอร์มที่ยังไม่มีกลไกตรวจสอบเพียงพอ, รวมถึงจิตวิทยาของผู้คนในช่วงวิกฤตที่มักแชร์ข้อมูลเพราะ “กลัวตกข่าว” มากกว่าตรวจสอบก่อนแชร์

“การทำหน้าที่สื่อในปัจจุบัน ต้องไม่คำนึงถึงความเร็วเพียงอย่างเดียว เพราะการนำเสนอข้อมูลด้วยความเร็ว อาจไม่ได้มีความหมายเท่ากับการนำเสนอความจริง” คุณกนกพรกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าสื่อทุกสำนักจำเป็นต้องมีอย่างน้อยหนึ่งทีม หรือหนึ่งกลไกภายในองค์กร ที่รับผิดชอบงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

จากห้องอบรมสู่ห้องข่าว ความหวังต่อระบบนิเวศสื่อปลอดภัย

แม้การอบรม One Day Training จะมีเพียงหนึ่งวัน แต่เนื้อหาที่ผู้เข้าร่วมได้รับสะท้อนชัดว่า “การตรวจสอบข่าวปลอม” ไม่ใช่งานเฉพาะกิจที่ทำเป็นครั้งคราว หากแต่ต้องถูกฝังอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานของสื่อมวลชนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้สื่อข่าวภาคสนาม บรรณาธิการ ไปจนถึงผู้บริหารองค์กรสื่อ

การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การประสานความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น AFP และสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส แสดงให้เห็นว่าการรับมือข่าวปลอมจำเป็นต้องใช้ “พันธมิตรเชิงระบบ” ไม่อาจพึ่งพาเพียงสำนักข่าวใดสำนักข่าวหนึ่งได้

ในระยะยาว หากองค์ความรู้และเครื่องมือจากการอบรมครั้งนี้ถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วประเทศ และถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ย่อมมีโอกาสที่ประชาชนไทยจะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องรัดกุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคข่าวก็ต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิร้องเรียนเมื่อพบข้อมูลที่ส่อไปในทางบิดเบือน

ความท้าทายของสื่อไทยในยุคข่าวลวงจึงไม่ได้อยู่แค่ “จะสู้กับเฟคนิวส์อย่างไร” แต่คือ “จะสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของความจริงร่วมกันได้อย่างไร” และการอบรม Fact Checking & Verification ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวที่แสดงให้เห็นว่า ภาคสื่อไทยกำลังพยายามเดินไปในทิศทางนั้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) 
  • กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 
  • ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท 
  • สำนักข่าว AFP 
  • สำนักสื่อดิจิทัลและทีม Thai PBS Verity สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

22 ปีแห่งความยั่งยืน! เชียงรายดอกไม้งาม ผสานงานวัดร่องขุ่น-ศิลปินแห่งชาติ สร้าง Soft Power และรายได้ชุมชน

เชียงรายปลุกเมืองด้วย “เชียงรายดอกไม้งาม ปีที่ 22” หนุนเศรษฐกิจฐานราก–ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สู่เป้าหมาย “Wellness City” อย่างเป็นรูปธรรม

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำกก ณ อาคารเทิดพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จย่า เชิงสะพานขัวพญามังราย เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายมาร่วมกันประกาศความพร้อมจัดงาน “เชียงรายดอกไม้งาม ปีที่ 22” และเทศกาลดนตรีในสวน (Music In The Park) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนและเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก

งานเทศกาลซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานชมดอกไม้เมืองหนาว หากแต่เป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับการท่องเที่ยว และวางรากฐานให้เชียงรายเดินหน้าสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน” หรือ “Chiang Rai Wellness City” อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

การแถลงข่าวครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย, นางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงรายและที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย ตลอดจน นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้บริหารบริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลัก ร่วมสะท้อนมุมมองและทิศทางการพัฒนาเมืองผ่านงานเทศกาลที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษ

ดอกไม้ถวายแม่” จากความผูกพันเชิงสัญลักษณ์ สู่แนวคิด Wellness City

หัวใจสำคัญของงานในปีที่ 22 อยู่ที่แนวคิด “เรียงร้อยดวงใจ ดอกไม้ถวายแม่” ซึ่งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยออกแบบให้มีโซนดอกไม้สีฟ้า อาทิ ดอกไฮเดรนเยีย เพื่อเป็นพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะและแสดงความจงรักภักดี คล้ายกับการจัดงาน “ดอกไม้ถวายพ่อ” เมื่อปี 2559 ที่สร้างความประทับใจอย่างกว้างขวาง

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า แนวคิดของงานเทศกาลไม่ได้มองเพียงมิติความสวยงาม แต่เชื่อมโยงเข้ากับยุทธศาสตร์ “เชียงราย Wellness City” ที่มุ่งให้ “ทั้งคนที่มาเยือนและคนที่อยู่มีความสุข สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ” พร้อมระบุว่า เมื่อคนมีความสุข สุขภาพที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่น่าอยู่จะตามมาเองโดยธรรมชาติ

นโยบายด้าน Wellness ถูกเชื่อมโยงเข้ากับการส่งเสริมอาหารปลอดภัย (Safe Food) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การออกกำลังกาย และกีฬา โดยงานเชียงรายดอกไม้งามถูกวางให้เป็น “เวทีใหญ่” ที่ดึงศักยภาพด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนเชียงรายออกมาให้ได้มากที่สุดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นไฮซีซันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

ด้าน ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ระบุว่า เทศกาลเชียงรายดอกไม้งามได้กลายเป็นหนึ่งใน “อัตลักษณ์สำคัญของเมือง” ที่ชาวเชียงรายภาคภูมิใจ โดยเทศบาลนครเชียงรายยึดแนวทางการทำงานภายใต้แนวคิด “นครแห่งสีสันและเทศกาลตลอดปี” เพื่อให้เชียงรายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา มีกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวหมุนเวียนตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง

“เราต้องการให้งานทุกปีดีขึ้นกว่าปีก่อน ทั้งในด้านคุณภาพของการจัดงาน ความประทับใจของนักท่องเที่ยว และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่กลับคืนสู่พี่น้องประชาชน เราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่า เมื่อพูดถึงดอกไม้เมืองหนาว ก็ต้องนึกถึงเชียงรายเป็นลำดับแรก” ดร.วันชัย กล่าวในทำนองสะท้อนความมุ่งมั่นของท้องถิ่น

22 ปีของการสร้างรากเศรษฐกิจฐานราก และความร่วมมือภาคเอกชน

หากมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 การเริ่มต้นของ “เชียงรายดอกไม้งาม” เกิดจากภาพดอกไม้เมืองหนาวที่ชาวสวนในหลายอำเภอของเชียงรายทุ่มเทปลูกกันทั้งปี แต่กลับยังมีช่องทางไม่มากนักในการนำเสนอความงดงามเหล่านั้นสู่สายตานักท่องเที่ยวระดับประเทศ นางรัตนา จงสุทธานามณี ในฐานะผู้ริเริ่มงานได้ผลักดันแนวคิด “นำดอกไม้จากเกษตรกรสู่เมืองและนักท่องเที่ยว” เพื่อยกระดับคุณค่าจากการขายผลผลิตทางการเกษตร ไปสู่การสร้างประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงกว่า

จากวันนั้นถึงวันนี้ เทศกาลเชียงรายดอกไม้งามเติบโตเคียงคู่กับเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้เมืองหนาว สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนทุกฤดูกาลจัดงาน ทั้งจากการจำหน่ายดอกไม้ การขายอาหารพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝาก และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

ดร.วันชัย ระบุระหว่างการแถลงข่าวว่า การจัดงานไม่ได้มุ่งสร้างชื่อเสียงให้เทศบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการให้ “ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ผ่านการนำอาหารพื้นเมืองและสินค้าชุมชนมาจำหน่ายในพื้นที่งาน โดยเชื่อว่ารายได้จากการจัดงานจะเป็น “แรงหนุนสำคัญ” ในการทำให้เศรษฐกิจเชียงรายมีความมั่นคงในระดับฐานราก

อีกหนึ่งเสาหลักที่ทำให้เทศกาลสามารถดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี คือ การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน โดยเฉพาะ บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ที่ร่วมสนับสนุนเทศบาลนครเชียงรายมาตั้งแต่ยุคจัดงานวัฒนธรรมสรรพลุแม่น้ำโขง จนมาถึงงานดอกไม้ในปัจจุบัน

นายรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้บริหารบริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวย้ำในงานแถลงข่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่จะสนับสนุนเชียงรายต่อไป และสะท้อนความผูกพันกับพื้นที่ว่า “เชียงรายถือเป็นบ้านหลังที่สอง” การสนับสนุนที่ต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ผู้จัดงานยอมรับว่า หากไม่มีภาคเอกชนอย่างบุญรอด งานเทศกาลที่มีขนาดใหญ่ ทุนสูง และต้องดำเนินทุกปี อาจเผชิญความยากลำบากอย่างมากในการจัดให้ได้มาตรฐานเช่นปัจจุบัน

 ประติมากรรมดอกไม้–อุโมงค์เต่า สัญลักษณ์ใหม่ของการก้าวข้ามวิกฤตสู่ศักราชใหม่

หนึ่งในจุดขายทางภาพลักษณ์ที่ทำให้งานเชียงรายดอกไม้งามเป็นที่จดจำในระดับประเทศ คือการออกแบบ “ประติมากรรมดอกไม้” ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวเข้ากับจินตนาการด้านศิลปะอย่างลงตัว

พื้นที่กว่า 100 ไร่ของสวนสาธารณะหาดนครเชียงรายถูกเนรมิตให้เป็น “แกลเลอรีกลางแจ้ง” เต็มไปด้วยดอกลิลลี่ ดอกทิวลิป กล้วยไม้ และไม้ดอกหลากหลายชนิดนับล้านดอก โดยมีจุดไฮไลต์ในแต่ละปีสลับเปลี่ยนไปตามแนวคิดหลักของการจัดงาน

หลังจากปีที่ผ่านมา “อุโมงค์ตัวหนอนผีเสื้อ” กลายเป็นภาพจำที่ผู้มาเยือนจำนวนมากนำไปถ่ายรูปและเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ปีนี้ นางรัตนา และทีมงานได้ออกแบบประติมากรรมใหม่ในรูป “เต่ามงคล” สองตัว คือ “คุณตาเต่า” และ “คุณยายเต่า” จัดทำเป็นอุโมงค์ให้ผู้มาร่วมงานได้เดินลอด

“เต่าเป็นสัญลักษณ์ของความอายุยืน ความอดทน และไม่เบียดเบียนใคร เราอยากให้ทุกคนที่มาลอดอุโมงค์เต่าทั้งสองตัว รู้สึกเหมือนได้ก้าวข้ามศักราชเก่า เข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความสดชื่น แจ่มใส และขอให้อายุยืน หมื่นปี” นางรัตนา อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังประติมากรรมหลักของปีนี้ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งศิลปะ สิริมงคล และการฟื้นตัวหลังวิกฤตต่าง ๆ ที่สังคมเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง งานยังเชื่อมโยงกับแนวทาง Wellness City ผ่านการจัดโซนสมุนไพรและพืชผักพื้นถิ่น พร้อมติดตั้ง QR Code ให้ผู้เข้าชมสแกนอ่านข้อมูล เช่น สรรพคุณทางยา การนำไปใช้ในครัวเรือน หรือบทบาทของสมุนไพรในวิถีชีวิตล้านนา เป็นการ “มอบทั้งความสุขและความรู้” ในเวลาเดียวกัน

มิติศรัทธาและศิลปวัฒนธรรม ตักบาตรดอกไม้–ราชรถบุษบก–พิธีปีใหม่

นอกจากความงดงามของดอกไม้และประติมากรรมแล้ว เทศกาลเชียงรายดอกไม้งามยังมี “มิติทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงลึก

ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 จะมีพิธี “ตักบาตรดอกไม้” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงาน โดยจะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงรายจาก 9 วัด มาประดิษฐานบนราชรถบุษบก 9 คัน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

ดร.วันชัย เล่าย้อนถึงที่มาของราชรถบุษบกเหล่านี้ว่า เกิดจากการหารือร่วมกับพระธรรมราชานุวัฒน์ รวมทั้งศิลปินแห่งชาติและศิลปินล้านนาชื่อดัง เช่น อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เพื่อออกแบบให้บุษบกแต่ละหลังสะท้อนศิลปะล้านนาของ 8 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้เวลาสร้างสรรค์รวมหลายปีจนนำมาสู่ราชรถบุษบกที่งดงามดังเช่นปัจจุบัน

บรรยากาศแห่งศรัทธายังต่อเนื่องไปถึงเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเทศบาลนครเชียงรายจะจัดพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปแวดเวียงเจียงฮาย และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่สี่แยกสุริวงค์ ถนนธนาลัย ถึงสี่แยกศาลแขวงเชียงราย เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมต้อนรับศักราชใหม่ด้วยพิธีกรรมทางศาสนาที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ล้านนาอย่างกลมกลืน

พร้อมกันนี้ ตลอดช่วงการจัดงานจะมีเทศกาลดนตรีในสวน Music In The Park จัดแสดงทุกวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีทั้งศิลปินชื่อดังและการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชนในจังหวัดเชียงรายมาร่วมสร้างสีสัน ช่วยเติมเต็มภาพ “เมืองศิลปะริมโขง–ริมกก” ให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

วางอนาคต 20 ไร่ ศูนย์เรียนรู้–เมืองอาหารปลอดภัย–นวัตกรรมและ AI

ท่ามกลางความสวยงามของดอกไม้ในฤดูกาลหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “วิสัยทัศน์ระยะยาว” ที่ถูกเล่าควบคู่ในงานแถลงข่าว ดร.วันชัย เปิดเผยว่า เทศบาลนครเชียงรายมีแผนจะพัฒนาพื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะหาดนครเชียงราย ประมาณ 20 ไร่ ให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้และพื้นที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” ควบคู่กับการเป็นฐานในการขับเคลื่อนเมืองสู่เป้าหมาย “เมืองอาหารปลอดภัย”

แผนดังกล่าวประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ

  1. การสืบสานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการออกแบบกิจกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ ให้ประชาชนเห็นภาพว่าการพัฒนาท้องถิ่นสามารถเดินไปพร้อมกับความพอประมาณและความยั่งยืนได้อย่างไร
  2. การยกระดับสู่เมืองอาหารปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมถึงมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านเกษตรและระบบตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร พร้อมนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถผลิต จำหน่าย และสร้างแบรนด์สินค้าอาหารปลอดภัยได้อย่างมีมาตรฐาน
  3. การสร้างแหล่งเรียนรู้ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป ผ่านนิทรรศการถาวร แปลงสาธิต และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่เข้าใจทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรมสมัยใหม่ และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เทศบาลนครเชียงรายไม่ได้มองงานเทศกาลดอกไม้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่ใช้เป็น “เวที” และ “จุดตั้งต้น” ในการสื่อสารวิสัยทัศน์เมืองและดึงทรัพยากรจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนเชียงราย

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ และการยืนยันบทบาท “นครแห่งสีสันและเทศกาลตลอดปี”

จากการจัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เทศกาลเชียงรายดอกไม้งามพิสูจน์แล้วว่าเป็น “แม่เหล็กสำคัญ” ของการท่องเที่ยวฤดูหนาวในเชียงราย ภาครัฐและผู้ประกอบการท้องถิ่นคาดหวังว่า การจัดงานปีที่ 22 จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่จังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเดินทางทางอากาศและการจองที่พักในช่วงเวลาดังกล่าวจะคึกคักเป็นพิเศษ

แม้ยังไม่มีการระบุตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในงานแถลงข่าว แต่ท่าทีของผู้บริหารสะท้อนความเชื่อมั่นว่า งานเทศกาลจะช่วย “อัดฉีดเม็ดเงิน” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งในภาคการท่องเที่ยว การบริการ เกษตร และการค้าชุมชน โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ ของเทศบาล เช่น งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ หอนาฬิกานครเชียงราย และพิธีทำบุญตักบาตรปีใหม่บนถนนธนาลัย

ในมุมเชิงนโยบาย เทศบาลนครเชียงรายใช้โอกาสนี้ย้ำว่า การขับเคลื่อนเชียงรายสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองที่มีความยั่งยืน” จำเป็นต้องอาศัยทั้งพลังของภาครัฐ เอกชน ชุมชน และเยาวชน โดยงานเชียงรายดอกไม้งามถูกวางบทบาทให้เป็น “เวทีกลาง” ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม แสดงศักยภาพ และได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

ท้ายที่สุด คำเชิญชวนจากผู้จัดงานจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้คนมาชมดอกไม้เมืองหนาวที่บานสะพรั่งริมน้ำกกเท่านั้น หากแต่ชวนให้มาสัมผัส “เมืองที่กำลังใช้ศิลปะ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และนวัตกรรม” เป็นเครื่องมือในการสร้างคุณภาพชีวิตและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับผู้คนบนผืนแผ่นดินเหนือสุดของสยามแห่งนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME