Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จาก Value over Volume สู่การตลาด Gen Z ถอดบทวิเคราะห์เชียงรายเมืองศิลปะและสุขภาวะระดับสากล

เชียงรายกับโจทย์ “มัดใจ Gen Z” เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวต้องชนะด้วยคุณค่า ไม่ใช่จำนวน

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — เชียงรายยามเช้าในฤดูหนาวยังคงมีมนต์เสน่ห์แบบที่เมืองใหญ่ให้ไม่ได้ กลิ่นกาแฟบนดอยผสมกับหมอกบางเหนือแนวเขา วัดสีขาวสะท้อนแสงแดดแรกของวัน และวิถีชุมชนชาติพันธุ์ที่ยังหายใจไปพร้อมผืนป่า แต่ภายใต้ภาพคุ้นตานั้น จังหวัดเหนือสุดของไทยกำลังเผชิญคำถามใหม่ที่หนักกว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวให้มาเยอะขึ้นได้อย่างไร”

คำถามใหม่คือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากมา และอยากกลับมา โดยเฉพาะ Gen Z กลุ่มนักเดินทางที่กำลังขยับจากผู้ตามเทรนด์ สู่ผู้กำหนดทิศทางตลาดท่องเที่ยว ผ่านพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลแบบเรียลไทม์บนโซเชียล และการเลือกประสบการณ์ที่ “สะท้อนตัวตน” มากกว่าการเก็บเช็กลิสต์สถานที่

ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากปัญหา “เกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม” ซึ่งหมายถึงฐานแรงงานและกำลังซื้อในอนาคตที่เปลี่ยนไป เมืองท่องเที่ยวจึงถูกบังคับให้ปรับเกม จากการแข่งกันที่ปริมาณ สู่การสร้าง มูลค่า/รายได้ต่อหัว/ความยั่งยืนของชุมชน

ข่าวชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่า “เทรนด์” แต่เป็นบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ว่า เชียงรายควรรับมือกับ Gen Z อย่างไร เพื่อก้าวสู่ยุค Creative & Wellness Tourism ตามกรอบที่ผู้ใช้จัดเตรียม พร้อมเชื่อมกับแนวโน้มสากลจากรายงานเทรนด์การเดินทางปี 2026

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “เชียงรายต้องคิดใหม่” วิกฤตประชากรดันเมืองให้หาเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สัญญาณวิกฤตประชากรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลเชิงนโยบายและรายงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนภาพรวมว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่คือแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งตลาดแรงงาน การบริโภค และโครงสร้างรายได้ท้องถิ่น

สำหรับจังหวัดที่พึ่งพารายได้ท่องเที่ยว “การท่องเที่ยว” จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมบริการ แต่เป็น เครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ตั้งแต่คาเฟ่ โฮมสเตย์ ไกด์ท้องถิ่น งานคราฟต์ ศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงธุรกิจสุขภาวะ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งจำนวนคน (Volume) อย่างเดียวมีเพดานชัดเจน ทั้งความแออัด ต้นทุนสิ่งแวดล้อม คุณภาพบริการ และความเสี่ยงการเป็น “เมืองผ่าน” หากประสบการณ์ไม่ลึกพอให้คนอยากอยู่ต่อ

กรอบคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการท่องเที่ยวโลกคือ Value over Volume ทำให้คนมา “น้อยลงแต่ใช้จ่ายสูงขึ้น อยู่ยาวขึ้น และกระจายรายได้ลงชุมชนมากขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ผู้ใช้จัดเตรียมว่าเชียงรายกำลังพยายามวางตำแหน่งเป็นเมืองศิลปะและสุขภาวะ

ภาพ Worawit Sunny Hemmarat

ทำไม Gen Z จึงเป็น “กุญแจอนาคต” และทำไมการตลาดแบบเดิมถึงเริ่มไม่พอ Gen Z ไม่ได้เริ่มทริปด้วย Google เสมอไป แต่เริ่มจากฟีดและคอมเมนต์

แนวโน้มสากลสะท้อนชัดว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาคำตอบ ตั้งแต่ “จะกินอะไร” ไปจนถึง “จะไปที่ไหน” และแรงกระเพื่อมนี้ทำให้แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกเสิร์ชต้องปรับประสบการณ์ให้ “เหมือนโซเชียลมากขึ้น”

นัยสำคัญต่อเชียงรายคือ การสื่อสารปลายทางต้องเปลี่ยนจาก “โฆษณา” เป็น “คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้” และจาก “ภาพสวย” เป็น “เรื่องเล่าที่พิสูจน์ได้”
เพราะสำหรับ Gen Z ความน่าเชื่อถือจำนวนมากเกิดจาก คนเล่าจริง/รีวิวจริง/ประสบการณ์จริง ไม่ใช่คำโปรยเชิงขาย

Authentic Experience “ความจริงแท้” แพ้ไม่ได้

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมวางโจทย์ไว้ชัดว่า Gen Z ไม่ชอบการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ แต่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตและความหมายในพื้นที่ เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ วัฒนธรรมกาแฟ งานศิลป์ หรือกิจกรรมที่ “ได้ลงมือทำ” มากกว่า “ได้ถ่ายรูป”

นี่สอดคล้องกับธีมเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ที่สะท้อนว่า การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น และผู้ประกอบการต้องออกแบบประสบการณ์ให้ตอบความคาดหวังเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “ความง่าย” ในทุกขั้นตอน

เชียงรายมีแต้มต่ออะไรในสนาม Gen Z  “ศิลปะ สุขภาวะ ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ” ที่เล่าได้ไม่รู้จบ

ในโลกที่ปลายทางแข่งขันกันด้วยความคล้าย เชียงรายมีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ที่ “ไม่เหมือนใคร” และสามารถแปลงเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากออกแบบให้ถูก

ศิลปะร่วมสมัย = Soft Power ที่ต่อยอดเป็นเส้นทาง (Route) ได้

เชียงรายมีฐานภาพจำด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหม่คือ “ทำให้ศิลปะไหลออกจากพิพิธภัณฑ์” ไปสู่คาเฟ่ โฮมสเตย์ เวิร์กช็อป และคอมมูนิตี้อีเวนต์
Gen Z ไม่ได้อยาก “ดูงาน” อย่างเดียว แต่อยาก “มีส่วนร่วม” ให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เป็นตัวเอง

Wellness ที่ไม่น่าเบื่อ สุขภาพแบบประสบการณ์ ไม่ใช่แพ็กเกจผู้สูงวัย

ผู้ใช้ชี้แนวคิดสำคัญว่า Wellness ต้องถูกรีแบรนด์ให้สนุกและร่วมสมัย เช่น น้ำพุร้อนในรูปแบบแคมป์ปิ้ง, กิจกรรมเยียวยาใจ, อาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ หรือเครื่องดื่มฟังก์ชัน

จุดนี้เชื่อมกับเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่สะท้อน “การเดินทางเพื่อผิว/เพื่อการนอน/เพื่อสุขภาวะเชิงลึก” และการเปิดรับคำแนะนำจาก AI ของนักเดินทางจำนวนมากในหลายประเทศ

ถอดเทรนด์ปี 2026 ให้เป็น “โปรดักต์ท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ขายได้จริง

หัวใจของการรับมือ Gen Z ไม่ใช่การท่องคำว่า “เทรนด์” แต่คือการแปลงเทรนด์ให้เป็น เส้นทาง

กิจกรรม  ระบบบริการ  มาตรฐานความปลอดภัย ที่จับต้องได้

 “Romantasy Retreats” และพลังของบรรยากาศ หมอก ป่า ดอย = ฉากแฟนตาซีที่เชียงรายมีโดยธรรมชาติ

เทรนด์ท่องโลกโรแมนตาซีในปี 2026 ที่ Booking.com สะท้อน (จากการสำรวจผู้เดินทางหลายประเทศ) เปิดมุมใหม่ว่า “เรื่องเล่า” กำลังกลายเป็นแรงจูงใจในการเลือกจุดหมาย
เชียงรายมีวัตถุดิบชั้นยอด เส้นทางดอย, ไร่ชา, ป่าลึกลับ, หมอกหนา, สถาปัตยกรรมวัดร่วมสมัย

สิ่งที่ต้องทำ คือออกแบบเป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ที่พัก เช่น

  • เส้นทาง “หมอก ชา หนังสือ” เช็กอินไร่ชา  เวิร์กช็อปชงชา  มุมอ่านหนังสือ  ถ่ายภาพธีมแฟนตาซีแบบไม่ละเมิดวัฒนธรรม
  • กิจกรรมยามค่ำ ดนตรีอะคูสติก/เล่าเรื่องพื้นถิ่น/ดูดาว  มาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน
ภาพ Kit Tiphong Prasert

“Turbulence Test” ทริปพิสูจน์ความสัมพันธ์ เปลี่ยนความยากให้เป็นความสนุกแบบมีโครงสร้าง

ผู้ใช้ยกเทรนด์ “ทริปทดสอบความสัมพันธ์” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานเทรนด์ปี 2026 ของ Booking.com ที่พูดถึงการเดินทางเป็นแบบทดสอบความเข้ากันได้

เชียงรายสามารถออกแบบเป็นกิจกรรม “ร่วมแรงร่วมใจ” แบบปลอดภัย เช่น

  • เวิร์กช็อปอาหารท้องถิ่น/งานคราฟต์ ทำร่วมกัน แข่งกันอย่างสร้างสรรค์
  • กิจกรรมกู้ชีพพื้นฐาน/CPR เวอร์ชันนักท่องเที่ยว (ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
  • ภารกิจเดินป่าเบา ๆ/เส้นทางธรรมชาติที่มีไกด์มาตรฐาน ลดความเสี่ยง

แก่นสำคัญคือ “ความท้าทายต้องถูกควบคุม” ไม่ใช่ปล่อยให้เสี่ยง เพราะ Gen Z ให้คะแนนความปลอดภัยสูง และความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถกลายเป็นกระแสลบได้ในชั่วข้ามคืน

 “Glow-cations” และสุขภาวะเชิงลึก ขาย “การกลับบ้านในเวอร์ชันที่ดีขึ้น”

แนวคิดทริปดูแลผิว/การนอน/สุขภาพ (ที่ปรากฏในเทรนด์ปี 2026) เปิดช่องให้เชียงรายสร้างตลาดใหม่ที่ไม่ชนกับเมืองทะเลหรือเมืองบันเทิง
จุดขายของเชียงรายคือ “อากาศ ความสงบ ธรรมชาติ สมุนไพร ภูมิปัญญา” หากทำให้เป็นระบบและสื่อสารอย่างไม่โอเวอร์เคลม

โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ Gen Z “รักหรือเลิก” ปลายทาง

ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน หากระบบบริการไม่พร้อม ทริปอาจจบลงด้วยรีวิวที่ทำลายทั้งเส้นทาง

Digital Friendly จองง่าย จ่ายง่าย สื่อสารง่าย

Gen Z ต้องการความลื่นไหลตั้งแต่จอง เช็กอิน เดินทาง ขอความช่วยเหลือ
การยกระดับที่เห็นผลเร็ว ได้แก่

  • ช่องทางจอง/แชตที่ตอบไว
  • ข้อมูลการเดินทางเป็นแผนที่เดียวจบ (รวมเวลา ค่าใช้จ่าย จุดแวะ)
  • มาตรฐาน Wi-Fi/สัญญาณในจุดท่องเที่ยวหลัก (สื่อสารตามจริง ไม่โฆษณาเกิน)

 

ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น เมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้อง “มีระบบ”

ผู้ใช้พูดถึงความสำคัญของความปลอดภัยยามค่ำคืน แม้ตัวเลข “อันดับ” บางรายการยังยืนยันไม่ได้ แต่หลักการถูกต้องในเชิงตลาด ความปลอดภัยคือเงื่อนไขขั้นต่ำ ของนักเดินทางรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำได้ทันทีคือมาตรฐานแสงสว่าง จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน การเดินทางกลับที่พัก และการสื่อสารความเสี่ยง (เช่น PM2.5/สภาพอากาศ) แบบโปร่งใส

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย เมื่อโลกหัน “ลดแอลกอฮอล์” และมองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ผู้ใช้ยกประเด็นอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์โลกเผชิญปัญหาสต็อกล้นและดีมานด์ชะลอ ซึ่งมีรายงานและการวิเคราะห์ในสื่อตลาดการตลาดระดับสากลอ้างถึงภาวะสินค้าคงคลังมูลค่าสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่
แม้รายละเอียดตัวเลขต้องอ่านจากต้นฉบับเต็มของสื่อการเงิน แต่ “ทิศทาง” ที่ Gen Z ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเป็นแนวโน้มที่วงการท่องเที่ยวและเครื่องดื่มกำลังตอบสนอง

สำหรับเชียงราย นี่คือโอกาสสร้าง “เศรษฐกิจทางเลือก” ที่เข้ากับ Wellness เช่น

  • ชา/คราฟต์โซดาจากผลไม้เมืองหนาว
  • เครื่องดื่มฟังก์ชัน (เน้นข้อมูลโภชนาการ ไม่กล่าวอ้างเกินจริง)
  • กิจกรรมจับคู่เครื่องดื่มกับอาหารพื้นถิ่น (Gastro experience)

ความเสี่ยงที่ต้องพูดให้ครบ ถ้าจะชนะ Gen Z ต้องไม่แพ้เรื่องความยั่งยืนและความจริงใจ

การเร่งเครื่องท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน

  1. วัฒนธรรมถูกทำให้เป็นสินค้า   หากเล่าเรื่องชาติพันธุ์แบบผิวเผิน อาจกระทบศักดิ์ศรีชุมชนและเกิดแรงตีกลับ
  2. สิ่งแวดล้อมและขยะท่องเที่ยว   ยิ่งไวรัล ยิ่งเสี่ยงล้นความจุ
  3. ความเหลื่อมล้ำของรายได้   เม็ดเงินอาจกระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่ หากไม่ออกแบบการกระจายผลประโยชน์
  4. Greenwashing / Wellnesswashing   อ้างความยั่งยืนหรือสุขภาพเกินจริง จะเสียความเชื่อมั่นทันทีในยุคโซเชียล

ดังนั้น “ความจริงแท้” ที่ Gen Z มองหา ต้องถูกพิสูจน์ด้วย ระบบและมาตรฐาน ไม่ใช่สโลแกน

Action Plan 2026 ที่แปลงเป็นงานจริง 

ระดับจังหวัด/เมือง

  • ทำ “เส้นทาง City Hopping” ที่เชื่อมอำเภอแบบ 2–3 วัน (มีแผนที่เดียวจบ)
  • ตั้งมาตรฐานข้อมูลความเสี่ยง (อากาศ/PM2.5/ถนน/ความปลอดภัย) แบบอัปเดต
  • สนับสนุนครีเอเตอร์ท้องถิ่นให้เป็น “ผู้เล่าเรื่องเมือง” อย่างมีจริยธรรม

ระดับผู้ประกอบการ

  • ออกแบบแพ็กเกจตามเทรนด์ Romantasy / Turbulence / Glow-cations / Quiet nature
  • ทำบริการ “ถ่ายคอนเทนต์ได้ง่าย” (มุม แสง เรื่องเล่า) แต่ต้องไม่รบกวนชุมชน
  • สร้างสินค้า/เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพเป็นรายได้เสริม

ระดับชุมชน

  • ทำกติกาการท่องเที่ยวชุมชน (ความเป็นส่วนตัว, การถ่ายภาพ, การแต่งกาย, ขยะ)
  • สร้างกิจกรรมที่ชุมชน “เป็นเจ้าของ” ไม่ใช่เป็นเพียงฉากหลัง

เชียงรายจะชนะ Gen Z ได้ ไม่ใช่เพราะ “มีของดี” แต่เพราะ “ทำของดีให้เป็นประสบการณ์ที่คนอยากเล่า”

ในวันที่โลกเดินทางเร็วขึ้นและเทรนด์เปลี่ยนไว เมืองท่องเที่ยวไม่ได้แข่งกันที่จำนวนแลนด์มาร์ค แต่แข่งกันที่ “คุณค่าหลังการเดินทาง”   นักท่องเที่ยวกลับบ้านแล้ว หายใจได้ลึกขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงบันดาลใจมากขึ้น และรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไป “คุ้ม” เพราะได้ประสบการณ์ที่เป็นตัวเองจริง ๆ

เชียงรายมีแต้มต่อครบทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ชาติพันธุ์ และสุขภาวะ แต่การมัดใจ Gen Z จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการร่วมกันแปลงแต้มต่อเหล่านี้เป็น เส้นทางที่ชัด บริการที่ลื่นไหล มาตรฐานที่ไว้ใจได้ และเรื่องเล่าที่ซื่อสัตย์

เพราะในยุคที่การตัดสินใจอยู่บนปลายนิ้ว ความจริงแท้ ไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์
มันคือ “เงื่อนไขของการรอดและโต” ของเมืองท่องเที่ยวทั้งเมือง

สถิติ/ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ไทยเผชิญแนวโน้มเกิดน้อย สูงวัยเพิ่ม (ภาพรวมเชิงโครงสร้างประชากร)
  • Booking.com เผยกรอบเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามหลายประเทศ (ใช้เป็นฐานคิดออกแบบโปรดักต์/บริการ)
  • แนวโน้มคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลมากขึ้น กระทบวิธีทำการตลาดท่องเที่ยว
  • สัญญาณตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผชิญแรงกดดันจากดีมานด์ที่ชะลอและภาระสินค้าคงคลังในกลุ่มบริษัทใหญ่ (สะท้อนโอกาสเครื่องดื่มทางเลือก/สุขภาพ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Booking.com – Travel Predictions 2026 (press release/ข้อมูลวิธีวิจัยและกรอบแนวโน้ม)
  • สรุปเทรนด์ปี 2026 ที่อ้างอิง Booking.com (สื่อ/บทความที่รวบรวมประเด็น)
  • UNFPA/รายงานที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มประชากรและสังคมสูงวัย (ใช้ประกอบกรอบวิเคราะห์โครงสร้าง)
  • Wired – บทวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนรุ่นใหม่บนโซเชียลและผลต่ออุตสาหกรรมเสิร์ช (ใช้ประกอบกรอบพฤติกรรม Gen Z)
  • WARC – บทสรุปประเด็นตลาด/แรงกดดันฝั่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อ้างถึงการวิเคราะห์สื่อการเงิน)
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชุดตัวเลข/ตัวอย่างเส้นทาง/ตัวอย่างสถานที่และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย (ใช้เป็น “กรอบวิเคราะห์และข้อเสนอ” ในข่าวชิ้นนี้)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
EDITORIAL WORLD PULSE

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. บทเรียนจาก Walk for Peace เมื่อความเงียบทรงพลังกว่าเสียงตะโกนแห่งความขัดแย้ง

เดินเปลี่ยนโลก “Walk for Peace” ธุดงค์ข้ามอเมริกากับสัญญาณใหม่ของพุทธศาสนาในเวทีโลก บทเรียนที่สังคมไทยควรถอดรหัสอย่างมีสติ

รัฐเท็กซัส, 21 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ข่าวสารทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความกลัว และการเมืองที่แบ่งขั้ว ภาพที่สวนทางกลับปรากฏขึ้นบนถนนชนบทและไหล่ทางหลวงในสหรัฐอเมริกา คณะพระสงฆ์นุ่งห่มจีวรสีกรัก เหลืองหม่น เดินแถวเดี่ยวอย่างสงบเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับกำลัง “ลดเสียงโลก” ลงทีละก้าว ข้างกายมีสุนัขชื่อ Aloka เดินร่วมทาง สัญลักษณ์เล็ก ๆ ของมิตรภาพและความเมตตาที่คนดูจำนวนมากบอกว่า “ทำให้หัวใจอ่อนลง” ในโลกที่แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน

เรื่องราวนี้คือ Walk for Peace การจาริกธุดงค์ข้ามประเทศของพระสงฆ์เถรวาท ซึ่งเริ่มต้นปลายเดือนตุลาคมจากรัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางรวมราว 2,300 ไมล์ (ประมาณ 3,700 กิโลเมตร) ผ่านหลายรัฐตลอดหลายเดือน และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อกระแสหลักของสหรัฐฯ ให้ความสนใจ พร้อมการติดตามบนโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนถึงหลักล้านในเวลาไม่นาน

แต่เหนือกว่ายอดวิวหรือความไวรัล “ประเด็นจริง” ที่ทำให้ผู้คนหยุดยืนริมถนนเพื่อมองขบวนพระเดินผ่าน คือคำถามร่วมสมัยที่ทั้งโลกกำลังเผชิญ เราจะหาสันติภาพได้อย่างไร ในสังคมที่ถูกทำให้ตึงเครียดตลอดเวลา? และสันติภาพนั้นเริ่มที่ “ระบบ” หรือเริ่มที่ “ใจ” กันแน่

สุนัขชื่อ Aloka

ภาพแรกของปรากฏการณ์ ความสงบที่ดึงคนออกจากความวุ่นวาย

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อคณะสงฆ์เดินทางถึงหลายเมือง ผู้คนมักมารอต้อนรับตั้งแต่เช้า บางแห่งเป็นลานหน้าศาลาว่าการ บางแห่งเป็นจัตุรัสเมือง บางแห่งเป็นโบสถ์คริสต์ หรือวัดพุทธในชุมชนผู้อพยพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเกิดภาพที่หาได้ยากในอเมริกายุคแตกแยก ผู้คนต่างศาสนา ต่างสีผิว มายืนอยู่ร่วมกันเพื่อ “ฟังความเงียบ” มากกว่าฟังการปราศรัย

คำสอนที่ถูกถ่ายทอดซ้ำในหลายจุดพักของขบวนคือเรื่อง “สติ” และการบริหารความรู้สึก ผู้นำคณะ พระภิกษุปัญญากระ (Venerable Bhikkhu Pannakara) ให้ถ้อยคำในเชิงหลักปฏิบัติว่า ชีวิตมีทั้งวันที่ดีและแย่ แต่สิ่งสำคัญคือการรู้วิธีจัดการมัน และใช้ชีวิตอย่างตั้งใจเพื่อมุ่งสู่ความสงบภายใน

หากมองแบบข่าวเชิงสังคมวิทยา นี่ไม่ใช่เพียง “กิจกรรมศาสนา” แต่เป็นปรากฏการณ์ของ พิธีกรรมสาธารณะ (public ritual) ที่ทำหน้าที่เยียวยาความรู้สึกร่วมของสังคม ในช่วงที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม ข่าวร้าย หรือความสูญเสียส่วนตัว

จากเท็กซัสสู่ดี.ซี. เส้นทาง 2,300 ไมล์ที่ตั้งใจให้ “พบผู้คน” มากกว่าพิชิตระยะทาง

ข้อมูลจากสำนักข่าว AP ระบุว่า การเดินเริ่มต้นวันที่ 26 ตุลาคม จากศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส และตั้งใจสิ้นสุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยแกนภารกิจสำคัญไม่ใช่การชวนคน “เปลี่ยนศาสนา” แต่คือการเชื่อมต่อผู้คนและเชิญชวนให้ฝึกสติในชีวิตประจำวัน

ระหว่างทาง พวกเขาเลือกพักแบบเรียบง่าย (เช่นกางเต็นท์) และยืนยันการเดินอย่างมีวินัย บางรูปเดินเท้าเปล่าเพื่อ “รับรู้พื้นดิน” และอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการเดินในสหรัฐฯ มีข้อจำกัดต่างจากเอเชียใต้ เช่น ไม่สามารถตัดผ่านทุ่งนาได้เพราะเป็นพื้นที่เอกชน ต้องเดินเลียบถนนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สภาพร่างกายถูกทดสอบหนักขึ้น

สถิติที่สะท้อน “ความยาวของเรื่อง” จึงไม่ใช่เพียงระยะทาง 3,700 กิโลเมตร แต่คือจำนวนเมืองที่พวกเขา “หยุดเพื่อพบผู้คน” จนเกิดกิจกรรมต้อนรับและพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเครือข่ายต่อเนื่องตลอดเส้นทาง จากเท็กซัส สู่รัฐต่าง ๆ ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนมุ่งขึ้นสู่ฝั่งตะวันออกไปยังเมืองหลวง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนทั้งประเทศหันมามอง อุบัติเหตุบนทางหลวงและ “ความไม่โกรธ” ที่ท้าทายโลกข่าว

การเดินทางไม่ราบรื่นเสมอไป รายงานข่าวระบุว่าเกิดอุบัติเหตุเมื่อรถบรรทุกชนรถนำขบวน/รถคุ้มกันใกล้เมืองหนึ่งในเท็กซัส ส่งผลให้พระบาดเจ็บ และอย่างน้อยหนึ่งรูปต้องสูญเสียขา เหตุการณ์นี้ทำให้ “ข่าว” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความน่าประทับใจ แต่ยกระดับเป็นคำถามเรื่องความเปราะบางของมนุษย์บนท้องถนน และการตอบสนองต่อความสูญเสีย

ในตรรกะข่าวทั่วไป เหตุรุนแรงมักนำไปสู่ความโกรธ การเรียกร้อง การกล่าวโทษ แต่สิ่งที่รายงานข่าวชี้ให้เห็นคือ คณะสงฆ์ยังเดินต่อ โดยย้ำบทเรียนเรื่องสติ การให้อภัย และการเยียวยา ความนิ่งนั้นเองที่ทำให้ผู้คน “เชื่อว่าความสงบมีอยู่จริง” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูบนโปสเตอร์

หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไกลไปพบขบวนพระ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในประเทศของเธอมีสิ่งที่ “บอบช้ำหัวใจ” เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของพระ เธอเห็น “ความสงบ” และรู้สึกเหมือนได้พื้นที่ว่างให้หัวใจได้พักจากความหนักหน่วง

เมื่อ “ศาสนา” ไม่ได้ถูกเสนอเป็นการเมือง ทำไมคนต่างศาสนาจึงเข้ามาร่วมวง

หนึ่งในภาพที่สะท้อนความหมายเชิงสังคม คือสถานที่ต้อนรับไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “วัดพุทธ” แต่ขยายไปถึงโบสถ์และพื้นที่สาธารณะ หลายเมืองมีคนมาร่วมหลักร้อยถึงหลักพันในบางจุดพัก มีการกล่าวต้อนรับจากผู้นำชุมชนท้องถิ่น และเกิดกิจกรรมร่วมที่ไม่ยัดเยียดความเชื่อ แต่เชื้อเชิญให้ “หายใจ” ให้เป็น และอยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน

กรณีหนึ่งที่ AP ยกตัวอย่างคือ บาทหลวงคริสต์ในรัฐแอละแบมาเป็นเจ้าภาพต้อนรับในคืนคริสต์มาส และประเมินจำนวนผู้มาร่วมราว 1,000 คน จนบรรยากาศคล้ายงานชุมชนขนาดย่อม เขาสะท้อนว่า คนที่ทำงานเพื่อสันติภาพอย่างเปิดเผยและเสียสละ “ยืนอยู่ใกล้หัวใจของพระเยซู” ไม่ว่าจะแชร์ประเพณีเดียวกันหรือไม่ ถ้อยคำนี้ไม่ใช่การผสมศาสนา แต่เป็นการยืนยันว่า “ความกรุณา” เป็นภาษากลางที่สังคมยังแปลออก

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อการอ่านสถานการณ์โลก ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธศาสนาเสียทั้งหมด แต่ปฏิเสธ “ศาสนาที่กลายเป็นเครื่องมือแบ่งฝักฝ่าย” และกำลังโหยหา “ศาสนาในฐานะพื้นที่เยียวยา” ที่ไม่ทำให้ใครต้องเลือกข้าง

ความเงียบที่ดังกังวาล ในวันที่โลกตะวันตกดูเหมือนจะหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความตึงเครียด… บนถนนเลียบทางหลวงในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับมีภาพที่หยุดสายตาคนทั้งโลก… . พระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ เดินเท้าอย่างสงบ ท่ามกลางแดดจ้าและลมหนาว… นี่คือโครงการ “Walk for Peace” การจาริกธุดงค์กว่า 3,700 กิโลเมตร… ภาพพระสงฆ์ไทยนุ่งห่มจีวรสีกรัก เดินเคียงข้างไปกับสุนัขชื่อ ‘อโลกา’ กลายเป็นภาพจำที่สั่นสะเทือนใจผู้คน… ไม่ใช่เพราะความแปลกตา แต่เพราะ “ความนิ่ง” ที่พวกท่านแสดงให้เห็นท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย

เมื่อความสูญเสียกลายเป็นครู บทเรียนที่ลึกที่สุดของก้าวเดินนี้ เกิดขึ้นเมื่อรถบรรทุกพุ่งชนรถนำขบวนจนพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องสูญเสียขา… ในนาทีที่ความโกรธแค้นควรจะเกิดขึ้น คณะสงฆ์กลับตอบโต้ด้วย “สติ” และการเดินต่อด้วยใจที่ให้อภัย… . เหตุการณ์นี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมายังสังคมไทย… ในวันที่เรามักใช้ความรุนแรงทางอารมณ์โต้ตอบกันในโลกโซเชียล หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เข้มข้น… การเดินครั้งนี้เตือนใจเราว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่การรอให้โลกสงบ แต่มันคือการรักษา “ความสงบภายในใจ” ให้ได้ แม้ในวันที่เราถูกทำร้ายหรือสูญเสียสิ่งสำคัญไป

ถอดรหัสหัวใจศาสนาที่ใช้งานได้จริง ขณะที่บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่องศรัทธาและมาตรฐานความประพฤติของสงฆ์… ปรากฏการณ์ในอเมริกากลับชี้ให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการพิธีกรรมที่หรูหรา หรือสถาบันที่ดูสูงส่งจนแตะต้องไม่ได้… แต่พวกเขาโหยหา “ธรรมะที่ใช้งานได้จริง”… . คนต่างศาสนาที่เข้ามาขอร่วมเดิน หรือบาทหลวงที่เปิดโบสถ์ต้อนรับพระสงฆ์ในคืนคริสต์มาส คือเครื่องยืนยันว่า… เมื่อเราทำธรรมะให้เรียบง่ายและจริงใจ ศาสนาจะกลายเป็น “ภาษาสากล”… เป็นเครื่องมือดูแลใจที่คนธรรมดาหยิบมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนนุ่งขาวห่มเหลืองในวัดเท่านั้น

ก้าวที่ก้าวหน้าที่สุดของไทย บทเรียนจาก Walk for Peace จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพระสงฆ์ที่เดินข้ามทวีป… แต่คือการถามตัวเองว่า ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทยจะกลับมาหา “แก่น” มากกว่า “กระพี้”… กลับมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันด้วยความเมตตา แทนการตัดสิน… . ในโลกที่เดินเร็วเกินไป… การหยุดนิ่งเพื่อดูใจตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีสติ… อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับคนไทยในพุทธศตวรรษนี้… เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เริ่มที่ไหนไกล… แต่มันเริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่เราหยุดทำร้ายกัน… ทั้งด้วยคำพูดและทางความคิด

 สังคมอยากลดความรุนแรง ต้องทำให้ “สติ” เข้าถึงได้

ปรากฏการณ์ Walk for Peace ไม่ได้ยืนยันว่า “ศาสนาจะแก้ทุกปัญหา” แต่ยืนยันว่า การจัดการอารมณ์และบาดแผลทางใจ เป็นวาระสาธารณะของยุคนี้ ไม่ว่าจะประเทศใด เมื่อสังคมเผชิญความเครียดสูง ความรุนแรงในครอบครัว การเสพข่าวร้ายต่อเนื่อง หรือความโดดเดี่ยวหลังโรคระบาด เครื่องมือแบบ “สติ” และ “ความกรุณา” จะถูกเรียกหาเสมอ เพียงแต่จะมาในรูปศาสนา จิตวิทยา หรือสุขภาวะก็ได้

สำหรับประเทศไทย การพูดเรื่องนี้อย่างรับผิดชอบควรมุ่งไปที่การสร้างระบบสนับสนุนที่หลากหลาย

  • พื้นที่เรียนรู้การดูแลใจในชุมชนและโรงเรียน
  • การสื่อสารสาธารณะเชิงสุขภาวะ (public mental health communication)
  • การยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสของสถาบันที่ผู้คนคาดหวังให้เป็นที่พึ่ง
    ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องผูกกับศาสนาอย่างเดียว แต่ Walk for Peace ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ “การปฏิบัติ” ถูกทำให้เรียบง่ายและจริงใจ คนจะเข้ามาหาเอง

สันติภาพที่คนทั้งโลกกำลังตามหา อาจเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่บ้านเรา

ท้ายที่สุด Walk for Peace ทำหน้าที่เหมือนกระจก สะท้อนว่าโลกสมัยใหม่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาด “การหยุด” เพื่อรู้เท่าทันใจตนเอง การที่พระสงฆ์เดินเงียบ ๆ กลับถูกต้อนรับด้วยฝูงชนจำนวนมาก เป็นสัญญาณว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับเสียงตะโกนของความขัดแย้ง และกำลังโหยหาภาษาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ภาษาที่ไม่ต้องชนะอีกฝ่าย แต่อยู่ได้โดยไม่ทำร้ายกัน

สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า “ทำไมเขาศรัทธาเพิ่ม” แต่คือการถามตัวเองว่า เราจะทำให้แก่นของพุทธ สติ เมตตา ไม่เบียดเบียน กลับมาเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนธรรมดาได้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็ต้องกล้าพัฒนามาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของสถาบันที่สังคมคาดหวัง เพื่อให้ศาสนาไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงข่าวอื้อฉาว หรือเหลือเพียงพิธีกรรมที่ผู้คนทำตามกันไปวัน ๆ

ในโลกที่ “เดินเร็ว” เกินไป บางทีการเดินช้า ๆ อย่างมีสติ อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ยุคนี้ ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อกลับมาอยู่กับโลกอย่างไม่ทำร้ายกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Associated Press (AP)
  • Reuters
  • United Nations (UN) – General Assembly Resolution  
  • Walk for Peace
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

จุดเปลี่ยนเชียงราย เมื่อ “ความสวย” สู้ “ข้อมูล” ไม่ได้ ยุทธศาสตร์ใหม่ดึงนักท่องเที่ยวค้างคืนและกลับซ้ำ

เชียงราย ณ จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมื่อ “ตัวเลข” ส่งสัญญาณว่าเมืองสวยอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป

เชียงราย, 11 มกราคม 2569 – สายลมหนาวปลายปีพัดพาเกล็ดหมอกลอยต่ำเหนือแม่น้ำกก ขณะเดียวกัน “คลื่นข้อมูล” ชุดใหม่จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ กำลังกระแทกเข้ามายังจังหวัดเหนือสุดของสยามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขรายได้ จำนวนนักท่องเที่ยว และเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ ต่างบอกตรงกันว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากไม่เร่งปรับกลยุทธ์จากการขายความสวยงาม ไปสู่การออกแบบ “ประสบการณ์และเรื่องเล่า (storytelling)” อย่างเป็นระบบ เมืองที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นดาวรุ่งของภาคเหนือ อาจกลายเป็นเพียง “เมืองผ่าน” ที่นักท่องเที่ยวแวะมาครั้งเดียวแล้วจากไป

บทความเชิงวิเคราะห์นี้พยายามต่อภาพจากหลายชิ้นส่วน ตั้งแต่สถิติการท่องเที่ยวล่าสุด นโยบายระดับชาติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปจนถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักท่องเที่ยวต่อแหล่งท่องเที่ยวไทยในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำมาถามคำถามสำคัญว่า “เชียงรายพร้อมหรือยังกับยุค Data-Driven Tourism ที่สวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเล่าเรื่องและบริหารประสบการณ์ให้เป็นด้วย”

เชียงราย “ทางผ่าน” ที่ไม่ได้แปลว่าจุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของโอกาส

คำว่า “เหนือสุดยอดในสยาม” มักทำให้คนปรามาสว่าเชียงรายเป็นปลายทางที่ไปต่อไม่ได้ แต่หากเรามองข้ามเส้นเขตแดนทางกายภาพ แล้วแทนที่ด้วยเส้นกราฟทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เราจะพบว่าเชียงรายคือ จุดตัดและทางผ่านที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค” เชียงรายไม่ใช่ “สุดทาง” ของแผนที่ แต่มันคือ “จุดเปลี่ยน” ของยุทธศาสตร์ ถ้าประเทศไทยคือตัวเครื่องบิน เชียงรายก็คือส่วนปีกที่คอยโต้ลมพาความเจริญให้พุ่งทะยานไปสู่ระดับนานาชาติ

  1. ทางผ่านของฟันเฟืองเศรษฐกิจ (Economic Gateway)

ในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน เชียงรายทำหน้าที่เป็น สะพานเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียนเข้ากับจีนตอนใต้ ความเจริญจากต่างแดนต้องหลั่งไหลผ่านประตูบานนี้ และสินค้าไทยต้องใช้เชียงรายเป็นทางผ่านเพื่อกระจายสู่ตลาดโลก

  • จากเมืองปิดสู่ระเบียงเศรษฐกิจ: เชียงรายคือหัวใจของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) ที่ทำให้เม็ดเงินและนวัตกรรมวิ่งผ่านไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง
  1. ทางผ่านของแสงสีและเทศกาล (Cultural Crossroads)

เชียงรายไม่ใช่เมืองที่เงียบเหงา แต่เป็นทางผ่านของกระแสวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ทั้งศิลปะร่วมสมัย เทศกาลดนตรี และงานกีฬา

  • Soft Power ที่เคลื่อนที่: เมื่อเราจัดเทศกาล ความเจริญด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการจะถูกยกระดับขึ้นทันที เชียงรายกลายเป็น “สถานี” ที่นักคิด นักเขียน และศิลปินต้องมาหยุดพักเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ก่อนจะส่งต่อแรงบันดาลใจเหล่านั้นไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ
  1. ทางผ่านของความเจริญที่ยั่งยืน (Hub of Modernity)

การเป็นทางผ่านในที่นี้ หมายถึงการเป็น ตัวกลางการส่งต่อความเจริญ” จากส่วนกลางไปสู่ระดับภูมิภาค ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์ และเทคโนโลยีการเกษตร เชียงรายกำลังเปลี่ยนตัวเองจากเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่คอยรับส่งนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เติบโตในพื้นที่

ภาพใหญ่ของการท่องเที่ยวไทย จากตัวเลขสู่ยุทธศาสตร์ใหม่

ระดับประเทศ ททท.ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่การท่องเที่ยวไทยกลับมาสร้างรายได้รวมแตะ 3 ล้านล้านบาท อีกครั้ง แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2 ล้านล้านบาท และจากการท่องเที่ยวภายในประเทศอีกราว 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่คาดว่าปิดที่ 32.8–32.97 ล้านคน ขณะที่ตลาดในประเทศตั้งเป้า 208 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มจาก 202 ล้านคน-ครั้งในปีก่อนหน้า

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เคยสูงถึง 39.9 ล้านคน แต่ในเชิงรายได้ ททท.ต้องการ “กลับสู่ระดับ 2562 ให้ได้” ผ่านแนวคิดสำคัญคือ “Value over Volume” หรือการมุ่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูง ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าปริมาณคนเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์นี้ถูกถ่ายทอดลงในกรอบ “Amazing 5 Economy” และ กลยุทธ์ 6S ที่เน้นการดึงดูดกลุ่มคุณภาพ เช่น

  • Wellness Economy / Life Economy การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์
  • Sub-Culture Economy เจาะกลุ่มเฉพาะทางตั้งแต่คอหนัง (Film Maker) กีฬา Yacht & Cruise ไปจนถึงกลุ่ม Night Economy
  • การใช้ Smart Experience, Story to Tell, Sustainable Tourism และ Safety & Security เป็นฐานยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย

การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็น Amazing Thailand Ambassador การผลักดัน Night Economy และการจับมือกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Expedia Group เพื่อสร้าง “Intelligence Hub” ของข้อมูลการท่องเที่ยว ล้วนสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุคที่ “ทุกการตัดสินใจต้องมี Data รองรับ”

คำถามคือ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย อยู่ตรงไหนของกระดานหมากรุก?

ตัวเลขเดือนพฤศจิกายน 2568 ภาพรวมไทยเที่ยวไทย และตำแหน่งของเชียงราย

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า

  • คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน (-0.39% Y-o-Y)
  • แต่สร้างรายได้สูงถึง 99,000 ล้านบาท (9.90 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.18% แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น

เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับจังหวัด

  • กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ทั้งด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (2.86 ล้านคน) และรายได้ (23,446 ล้านบาท)
  • เชียงใหม่ ติดอันดับ 4 ด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน (943,449 คน) และอันดับ 3 ด้านรายได้ (7,735 ล้านบาท)
  • ที่สำคัญ เชียงรายแม้ไม่ได้ติด Top 5 ด้านจำนวนคน แต่ติดอันดับ 4 ด้านรายได้ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ด้วยตัวเลข 4,449 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนการเดินทาง

หากมองภาพรวมตามภูมิภาค

  • ภาคเหนือมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3,662,046 คน สร้างรายได้ 18,413 ล้านบาท
  • ภาคกลางและภาคตะวันตกมีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด 7.26 ล้านคน ขณะที่กรุงเทพฯเพียงพื้นที่เดียวมีรายได้เกิน 23,000 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญต่อเชียงราย เชียงรายถือเป็นหนึ่งใน “หัวหอกเศรษฐกิจท่องเที่ยว” ของภาคเหนือในแง่รายได้ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองรองอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในขณะที่ยอดเดินทางในประเทศโดยรวมขยับขึ้นช้า ๆ แต่รายได้ต่อทริปเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ นั่นหมายความว่าจังหวัดที่สามารถออกแบบประสบการณ์และสินค้าให้ “มีมูลค่า” จะได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าจังหวัดที่พึ่งพาแต่ปริมาณคน

เชียงรายในสมรภูมิท่องเที่ยวภาคเหนือ เมืองสวยที่เสี่ยงกลายเป็น “เมืองผ่าน”

หากมองทั้งปี 2568 ข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวระบุว่า เชียงรายมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 5,755,778 คน อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศ และเป็น อันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากเชียงใหม่ ที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10.6 ล้านคน หรือเกือบสองเท่าของเชียงราย

ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนภาคภูมิใจว่าเชียงรายยังเป็น “จังหวัดท่องเที่ยวหลัก” แต่เมื่อเทียบกับผลสำรวจ “จังหวัดที่คนไทยอยากกลับไปเที่ยวซ้ำมากที่สุด” จากเพจท่องเที่ยวชื่อดัง Go Went Go (5 กันยายน 2024) กลับพบว่า เชียงรายติดเพียงอันดับ 13 ขณะที่จังหวัดอื่นในภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ ลำปาง และเลย ทะยานสู่อันดับต้น ๆ แทบทั้งหมด

เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจของ Agoda ปี 2024 ที่ระบุว่า

  • คนไทย 74% มีพฤติกรรมกลับไปเที่ยวจังหวัดหรือประเทศเดิม
  • 54% กลับไปซ้ำ 1–3 ครั้งในรอบ 10 ปี และอีก 17% กลับไปมากกว่า 10 ครั้ง
  • เหตุผลหลักคือ “ความสนุกในการผจญภัย” (32%) “อาหารอร่อย” (23%) และ “ศิลปะวัฒนธรรม” (20%)
  • ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจกลับซ้ำ ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทาง 53% อาหารท้องถิ่นอร่อย 49% ความปลอดภัยและความสะอาด 42% ทำเลสะดวก 38% และการช้อปปิ้ง 30%

เมื่อปรับเลนส์มาดูเชียงราย จึงเห็นความย้อนแย้งชัดเจน เชียงรายมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ตั้งแต่วัดร่องขุ่น ไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำ แต่กลับไม่สามารถแปลงจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็น “เหตุผลในการกลับมาเที่ยวซ้ำ” ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โครงสร้างที่สับสน เมื่อภาครัฐ–เอกชนเดินคนละทิศ

หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงบ่อยในเชียงราย คือ การขาด KPI ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ภาครัฐมักชี้วัดความสำเร็จด้วย “จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจังหวัด” หรือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจรวม” ในขณะที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องรับมือกับความเป็นจริงที่ซับซ้อนกว่า เช่น อัตราการเข้าพักโรงแรม รายได้ต่อห้องต่อคืน และการใช้จ่ายจริงในร้านอาหาร ร้านของฝาก หรือกิจกรรมท่องเที่ยว

ตัวอย่างที่สะท้อนช่องว่างนี้ได้ชัด คือ พฤติกรรม “ไป–กลับวันเดียว” ของนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่มายังเชียงราย มีข้อมูลว่าบางกลุ่มยอมเช่าเหมาไป–กลับในราคาเที่ยวละราว 5,000 บาท โดยไม่ค้างคืน ทั้งที่เงินจำนวนเดียวกันสามารถจองโรงแรมระดับ 3–4 ดาวในเชียงรายได้อย่างสบาย แสดงให้เห็นว่า “เชียงรายยังไม่มีจุดดึงดูดหรือกิจกรรมพอจะทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจค้างคืน”

ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งถนนและระบบขนส่งที่ดีขึ้น กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไป–กลับได้สะดวกขึ้น หากไม่ได้รับการออกแบบเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันอย่างมีกลยุทธ์

การตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ” กับความเสี่ยงที่จะถูกแซง

แม้เชียงรายจะมีเทศกาลสำคัญ เช่น งานเชียงรายดอกไม้งามและมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ซึ่งล่าสุดสร้างเงินหมุนเวียนคาดการณ์กว่า 50 ล้านบาท และขยายการจัดงานไปถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกิจกรรมโฟล์กซองและดอกไม้เมืองหนาวที่หาดเชียงราย แต่ปัญหาที่สะท้อนจากผู้ประกอบการคือ

เชียงรายยัง ทำการตลาดแบบใกล้เวลา” ขาดปฏิทินกิจกรรมระยะยาวและแผนประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า 6–12 เดือน ขณะที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ วางแผนเดินทางล่วงหน้าตั้งแต่จองเที่ยวบินและที่พัก หากไม่มีข้อมูลเหตุการณ์สำคัญที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจึงเลือกไปจังหวัดอื่นที่การวางแผนชัดเจนกว่า

เมื่อเทียบกับจังหวัดที่มีการบริหารงานเชิงบูรณาการ เช่น เชียงใหม่ ที่มีทั้งเทศกาลระดับนานาชาติ งานวิ่ง งานดนตรี และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่อเนื่องตลอดปี ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น “เมืองที่ต้องมา” (Top of Mind Destination) ขณะที่เชียงรายยังถูกมองเป็น “เมืองที่ถ้ามีเวลาเหลือค่อยแวะ”

เสียงเงียบจากสมาคมท่องเที่ยว สัญญาณเตือนจากโลกโซเชียล

ในยุคที่การสื่อสารดิจิทัลกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการรับรู้ การเคลื่อนไหวขององค์กรธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงรายบนโซเชียลมีเดีย กลับสะท้อนภาพที่น่ากังวล หวังพึ่งเฉพาะเพจท่องเที่ยวแค่ภาครัฐ ททท.สำนักงานเชียงราย แล้วสมาคมอื่นคงต้องตั้งคำถามว่าจัดตั้งมาช่วยส่วนไหนได้บ้าง

  • เพจสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโพสต์ล่าสุดเมื่อ 1 ตุลาคม 2568
  • เพจสมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงรายมีความเคลื่อนไหวบ้างในช่วงต้นปี 2569
  • เพจสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด หยุดอัปเดตตั้งแต่ตุลาคม 2568
  • เพจด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนหลายแห่งแทบไร้ความเคลื่อนไหว

ความเงียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านภาพลักษณ์ แต่สะท้อนให้เห็นถึง การขาดความพร้อมด้านการสื่อสารเชิงรุก การขาด Single Command หรือศูนย์กลางสั่งการร่วมในการวางแผนสื่อสารและบริหารข้อมูล ทำให้แต่ละองค์กรทำงานในโลกของตัวเอง ไม่เชื่อมโยงข้อมูล ไม่ร่วมกันวิเคราะห์ตลาด และที่สำคัญ ยังไม่ใช้ “Data” เป็นฐานในการวางแผนจริงจัง

บทเรียนจาก “ตลาดน้ำดำเนินสะดวก” ตัวอย่างที่เชียงรายไม่ควรเดินตาม

อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โพสต์รีวิวเชิงลบเกี่ยวกับ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “กับดักนักท่องเที่ยว” ราคาค่าเรือแพงเกินจริง เน้นขายของที่ระลึกมากกว่าประสบการณ์จริง และมีพฤติกรรมเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ตั้งแต่นายหน้ารถ แท็กซี่ ไปจนถึงผู้ให้บริการเรือ – รีวิวเหล่านี้ถูกแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจาก หมอแล็บแพนด้า และกลายเป็นตัวอย่างเตือนภัยว่า หากไทย “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ด้วยการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม ภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวอาจหันไปเลือกประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม แทน

สำหรับเชียงราย ซึ่งกำลังมองหาทางเติบโตในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ บทเรียนจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกจึงชัดเจนว่า การรักษามาตรฐานบริการและความซื่อสัตย์ สำคัญไม่แพ้การลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพราะภายใต้ยุครีวิวออนไลน์ แค่ประสบการณ์แย่ ๆ ไม่กี่เคส สามารถทำลายความเชื่อมั่นที่ใช้เวลาสร้างมานานได้ในพริบตา

บริบทโลก เมื่อภาษี ศึกการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ผลักอาเซียนให้พึ่งการท่องเที่ยวมากขึ้น

ในระดับมหภาค การท่องเที่ยวไม่ได้เติบโตอยู่ในสุญญากาศ รายงานข่าวเศรษฐกิจระบุว่า มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่บังคับใช้กับประเทศกว่า 90 ประเทศ สะท้อนยุคใหม่ของการค้าระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความผันผวน นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอย่างอาเซียนต้องมองหา “กันชนทางเศรษฐกิจ” ใหม่

หนึ่งในกันชนที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวในฐานะ “การส่งออกบริการ” ซึ่งไม่เพียงสร้างงานและรายได้โดยตรง แต่ยังมีเอฟเฟกต์ต่อธุรกิจรอบข้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร คมนาคม ไปจนถึงธุรกิจสร้างสรรค์ต่าง ๆ ข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลก เช่น The World Travel & Tourism Council ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 14% ของ GDP ไทย และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจะขยายตัวแตะมูลค่าเกือบ 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

รายงานจาก The Business Times ยังชี้ว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีส่วนแบ่งการเติบโตของการเดินทางทั่วโลกถึง 50% ขณะเดียวกันข้อมูลจาก Expedia Group ระบุว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มจาก 37% ในปี 2562 เป็น 45% ในปี 2567 แสดงให้เห็นว่า “นักเดินทางกำลังมองอาเซียนเป็นหนึ่งภูมิภาคเดียวกัน” ไม่ได้แยกเป็นประเทศเดี่ยว ๆ อีกต่อไป

ในบริบทนี้ เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของไทย จึงไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับจังหวัดข้างเคียงเท่านั้น แต่กำลังอยู่ในสนามเดียวกับเมืองท่องเที่ยวในลาว เวียดนาม หรือเมียนมา ซึ่งต่างเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

Data-Driven สิ่งที่เชียงรายต้องมี หากไม่อยากเป็นแค่ “จังหวัดรองอันดับ 1”

จากข้อมูลและสถานการณ์ที่กล่าวมา แนวทางสำคัญที่เชียงรายจำเป็นต้องเดินตามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวแบบ Data-Driven อย่างแท้จริง โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้อย่างน้อย 4 ด้าน

  1. ตั้ง “Tourism Data Hub” ระดับจังหวัด
    เชียงรายควรมีศูนย์ข้อมูลกลางที่รวบรวมสถิติจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เช่น ข้อมูลการเข้าพักโรงแรม เส้นทางการเดินทางที่นิยม ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป ความถี่ในการกลับมาเที่ยวซ้ำ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของ ททท. และแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Agoda หรือ Expedia ที่มีข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาและการจองจริง
  2. กำหนด KPI ร่วมกันมากกว่าจำนวนหัว
    ตัวชี้วัดความสำเร็จของจังหวัดไม่ควรหยุดอยู่ที่ “จำนวนคนที่เดินทางเข้าเชียงราย” แต่ต้องรวมถึง
  • จำนวนคืนเฉลี่ยต่อทริป
  • รายได้เฉลี่ยต่อหัว
  • สัดส่วนผู้กลับมาเที่ยวซ้ำ
  • และระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว (ผ่านรีวิวและแบบสำรวจ)
  1. พัฒนาแพ็กเกจและปฏิทินกิจกรรมระยะยาว
    เชียงรายควรร่วมกับเอกชนและชุมชนออกแบบแพ็กเกจ เช่น “3 คืน 4 อำเภอ” ที่เชื่อมเมืองหลักกับเมืองรอง มีเส้นทางอาหารท้องถิ่น เส้นทางกาแฟ หรือเส้นทางศิลปะร่วมสมัย พร้อมประกาศปฏิทินกิจกรรมระดับจังหวัดล่วงหน้า 6–12 เดือน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “อีเวนต์ทั้งปี” ที่ ททท.ผลักดัน
  2. เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และ Sub-Culture
    ภายใต้แนวทาง Amazing 5 Economy ของ ททท. กลุ่ม Sub-Culture ตั้งแต่สายกีฬา ดนตรี แฟนภาพยนตร์ ไปจนถึงกลุ่มนักเดินทางเชิงจิตวิญญาณ เป็นตลาดใหม่ที่ทรงพลัง เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม สามารถพัฒนาเทศกาลหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่น งานศิลปะร่วมสมัย งานดนตรีกลางภูเขา หรือเส้นทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณให้สอดคล้องกับแนวคิด “Healing is the New Luxury” ได้ไม่ยาก หากมีการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมออกแบบ มากกว่าปล่อยให้โครงสร้างเดิมขับเคลื่อนเพียงลำพัง

จาก “จังหวัดรองอันดับ 1” สู่ “เมืองปลายทางที่อยากกลับมาอีก”

จากตัวเลขล่าสุดของเดือนพฤศจิกายน 2568 เชียงรายพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ทำรายได้จากตลาดไทยเที่ยวไทยได้ดี ตัวเลขรายได้ 4,449 ล้านบาทในเดือนเดียว บนฐานผู้เดินทางในภาคเหนือกว่า 3.6 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้มีศักยภาพด้านรายได้ต่อทริปสูง หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้ “ค้างคืนและกลับมาอีก” ได้มากขึ้น

พร้อมกันนั้น ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับชาติที่มุ่งสู่ Value over Volume, Amazing 5 Economy และกลยุทธ์ 6S ก็เปิดโอกาสให้เชียงรายก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองปลายทางคุณภาพ” ได้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะในมิติ Wellness, Sub-Culture, Night Economy หรือ Circular Economy ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน

แต่โอกาสจะไม่เกิดขึ้นเอง หากเชียงรายยังปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ ดำเนินต่อไป

  • ภาครัฐ–เอกชนทำงานคนละทิศ
  • สมาคมท่องเที่ยวเงียบงันในโลกออนไลน์
  • ไม่มี KPI ร่วมกัน
  • ขาดการใช้ข้อมูลในการวางแผน
  • ทำการตลาดแบบ “ใกล้วันค่อยทำ”
  • และยังไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกหันมามองหา “ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องได้” มากกว่าภาพถ่ายสวย ๆ เชียงรายซึ่งมีทั้งทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และศิลปะที่ทรงพลัง จึงยิ่งต้องเร่งเปลี่ยน “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” ให้กลายเป็น Storytelling เชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงทุกอำเภอ ทุกฤดูกาล และทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกัน

หากทุกภาคส่วนยอมรับความจริง เปิดพื้นที่สนทนาระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศ และร่วมกันวางเป้าหมายว่าเชียงรายจะไม่เป็นแค่ “เมืองที่แวะ” แต่เป็น “เมืองที่อยากกลับมาอีก” – จุดเปลี่ยนที่กำลังมาถึงในวันนี้ จะไม่ใช่จุดเสี่ยง แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับเชียงรายสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิการท่องเที่ยวไทยและอาเซียน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 (จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย รายได้ และอันดับจังหวัด/ภูมิภาค)
  • กรมการท่องเที่ยว – สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 และการจัดอันดับจังหวัดท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) – แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2568–2569, แนวคิด Value over Volume, กรอบ Amazing 5 Economy, กลยุทธ์ 6S, เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท
  • ข้อมูลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากแพลตฟอร์ม Agoda ปี 2024 เกี่ยวกับการกลับไปเที่ยวซ้ำ ปัจจัยการตัดสินใจ และสัดส่วนการเดินทางซ้ำ
  • ข้อมูลแนวโน้มการเดินทางโลกและอาเซียนจาก Expedia Group, The Business Times, World Travel & Tourism Council (WTTC) เกี่ยวกับสัดส่วนการเติบโตของการเดินทางและมูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
  • สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และสมาคมโรงแรมไทย (THA) – สถานการณ์นักท่องเที่ยวภาคเหนือ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย และผลกระทบจากความตึงเครียดชายแดน
  • ข้อมูลการจัดงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 และงานเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่ 22 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • บทความและโพสต์สะท้อนปัญหาการบริการนักท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก รวมถึงข้อคิดเห็นของ “หมอแล็บแพนด้า” และรีวิวนักท่องเที่ยวต่างชาติในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นกรณีศึกษาเตือนภัยด้านมาตรฐานบริการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

วิเคราะห์สถิติเลือกตั้งเชียงราย 2569 เมื่อ Gen Y 2.7 แสนคน เป็นตัวแปรตัดสินชะตาตระกูลการเมือง 20 ปี

เชียงรายเตรียมใช้สิทธิ เมื่อ 950,000 เสียงและตระกูลการเมือง 20 ปี กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

เชียงราย,6 มกราคม 2569 – จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 950,000 คน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และชาวเชียงรายกว่า 950,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเลขที่ออกมาจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา

952,266 เสียงที่รอคอย เชียงรายในภาพข้อมูล

ตามข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนสุดท้ายที่ประชาชนสามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ตามข้อกำหนด 90 วัน – เชียงรายมีประชากรทั้งหมด 1,158,331 คน โดยมีผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น 952,266 คน คิดเป็น 82.21% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อจำแนกตามช่วงอายุหรือ “เจเนอเรชัน” ตามคำจำกัดความของ McCrindle บริษัทวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชั้นนำในออสเตรเลีย พบว่าเชียงรายมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุด จำนวน 278,694 คน หรือคิดเป็น 29.27% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า กลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีประสบการณ์ชีวิต มีครอบครัว และกำลังหาเลี้ยงชีพ จะเป็นกลุ่มหลักที่กำหนดทิศทางการเมืองของเชียงรายในครั้งนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ First Voter ที่ยังต้องเรียนรู้ระบบการเมือง แต่เป็นกลุ่มที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร

“ตัวเลขโครงสร้างประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาและความต้องการของพื้นที่” นักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นระบุ “เมื่อเจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด นั่นหมายความว่านโยบายที่เกี่ยวกับงาน เศรษฐกิจ การศึกษาของลูกหลาน และคุณภาพชีวิต จะเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจ”

รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 248,770 คน คิดเป็น 26.12% และกลุ่ม Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 241,676 คน คิดเป็น 25.38% ซึ่งรวมกับผู้สูงอายุกลุ่ม Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) อีก 30,698 คน จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไปในเชียงรายมีจำนวนถึง 272,374 คน หรือคิดเป็น 28.60% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

ตัวเลกนี้เป็นเรื่องที่ผู้สมัครทุกคนต้องใส่ใจ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่ยังมีอัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ และมักมีความภักดีต่อพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ตนเองคุ้นเคย

ในขณะที่เจเนอเรชัน Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 152,428 คน คิดเป็น 16.01% โดยมี First Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18-19 ปี) จำนวน 26,460 คน คิดเป็น 2.78% กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีพลังและเสียงดังในโลกออนไลน์ การรณรงค์หาเสียงในยุคดิจิทัลจึงไม่สามารถมองข้ามกลุ่มนี้ได้

20 ปีของการเมืองเชียงราย เมื่อหน้าเดิมยังคงครองเวที

หากย้อนกลับไป 20 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เชียงรายได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในปี 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ – เชียงรายคือพื้นที่ที่มี “ตระกูลการเมือง” หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ที่มีความเข้มแข็งและต่อเนื่องที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ นับเป็นตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในเชียงราย โดย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สลับกันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตมาอย่างต่อเนื่องในการเลือกตั้งทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยขาดแม้แต่สมัยเดียว ความสามารถในการรักษาฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้

ตระกูลติยะไพรัช เป็นอีกหนึ่งตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในเชียงราย โดย ละออง ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่ง สส.เขต มาแล้วถึง 4 สมัย ในปี 2548, 2550, 2554 และ 2562 ก่อนจะส่งต่อไม้ให้ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ในการเลือกตั้งปี 2566 การส่งต่ออำนาจภายในตระกูลที่ราบรื่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดฐานเสียงและความน่าเชื่อถือที่คนในพื้นที่มีต่อตระกูล

นอกจากนี้ยังมี ตระกูลวันไชยธนวงศ์ โดย สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ชนะเลือกตั้งในปี 2548 และ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ครองตำแหน่ง สส.เขต ต่อเนื่อง 3 สมัย ในปี 2550, 2554 และ 2562 รวมถึง ตระกูลเชื้อเมืองพาน โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 4 สมัยเช่นกัน ในปี 2550, 2554, 2562 และ 2566

รายชื่ออื่นๆ ที่ครองเก้าอี้ สส.เขต ได้อย่างน้อย 3 สมัยในเชียงราย ได้แก่ สามารถ แก้วมีชัย, สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์, รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน – การเมืองเชียงรายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถูกครอบงำโดย “หน้าเดิม” ที่ผู้คนในพื้นที่คุ้นเคยและเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นคำถามสำคัญ – ทำไมคนเชียงรายจึงเลือก “คนเดิม” อยู่เสมอ?

ปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่” เมื่อความภักดีมากกว่าโครงสร้างอำนาจ

คำว่า “บ้านใหญ่” ในวงการการเมืองไทย มักถูกมองในแง่ลบว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เอาเปรียบประชาชน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทของภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงราย ภาพที่ปรากฏอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Lanner – สื่อท้องถิ่นที่ทำการสำรวจและวิเคราะห์การเมืองภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง – ชี้ให้เห็นว่าการที่ประชาชนเลือก “คนเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก หรือถูกบังคับ แต่อาจเป็นเพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองระดับชาติมีความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การยุบสภา และความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ ส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่นหันกลับมาพึ่งพา “คนที่รู้จัก” มากขึ้น

“ตัวแทนที่อยู่ใกล้ ที่รู้จัก ที่สามารถติดต่อได้ และที่เคยช่วยเหลือชุมชนมาก่อน กลายเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า” นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่นอธิบาย “นี่ไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจที่สะสมมาตลอดหลายปี”

อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์การเมืองกำลังเปลี่ยนไป การเลือกตั้งปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยผู้สมัครหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามว่า “บ้านใหญ่หมดยุคแล้วหรือ?” แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่

การเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อตระกูลการเมืองเปลี่ยนสี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่มีการเคลื่อนไหวของ “ตระกูลบ้านใหญ่” อย่างมาก ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่รวบรวมข้อมูลตระกูลการเมืองทั่วประเทศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 พบว่า ในเชียงราย ตระกูลเชื้อเมืองพาน ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปยังพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน

นี่ไม่ใช่กรณีเดียวในภาคเหนือ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ตระกูลจันทรสุรินทร์ จากจังหวัดลำปาง ก็ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการคำนวณทางการเมืองและการปรับตัวของตระกูลบ้านใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่

ในภาพรวมของภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ข้อมูลแสดงว่ามีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 22 ตระกูล โดยพรรคเพื่อไทยยังคงมีตระกูลบ้านใหญ่มากที่สุดที่ 10 ตระกูล แม้ว่าจำนวนจะลดลงจาก 12 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 5 ตระกูล, พรรคกล้าธรรม 4 ตระกูล และพรรคประชาชน 3 ตระกูล

น่าสนใจที่ตระกูลบ้านใหญ่ในภาคเหนือย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติมากที่สุด พรรคละ 3 ตระกูล ในขณะที่ตระกูลบ้านใหญ่ย้ายเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยมากที่สุด 4 ตระกูล แสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

สรุปจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ภาพรวมจำนวนผู้สมัครทั้ง 7 เขต จากการรับสมัครตลอด 5 วัน มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 55 คน โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้งได้ดังนี้:

  • เขตเลือกตั้งที่ 1: รวม 9 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน)
  • เขตเลือกตั้งที่ 2: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 3: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 4: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 5: รวม 6 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 6: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 7: รวม 10 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน + วันที่ 31 ธ.ค. 1 คน)

สรุปสถิติการรับสมัครรายวัน

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 (วันแรก): เป็นวันที่คึกคักที่สุด มีผู้สมัครรวม 52 คน ครบทุกเขต
  2. วันที่ 28 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  3. วันที่ 29 ธันวาคม 2568: มีผู้สมัครเพิ่ม 2 คน (เขต 1 และ เขต 7)
  4. วันที่ 30 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  5. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (วันสุดท้าย): มีผู้สมัครเพิ่ม 1 คน (เขต 7)

ภาพใหญ่ภาคเหนือ 9.4 ล้านเสียงที่กำหนดทิศทาง

การมองเฉพาะเชียงรายอาจไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือที่มีพลังทางการเมืองมหาศาล ข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี มีประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน

จากจำนวนนี้ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน คิดเป็น 83.23% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขเกือบ 10 ล้านเสียงนี้มีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมาก เพราะสามารถเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล

เมื่อจำแนกตามเจเนอเรชัน พบว่าภาคเหนือมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุดเช่นกัน จำนวน 2,690,874 คน คิดเป็น 28.59% รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน คิดเป็น 27.07% และ Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน คิดเป็น 24.71%

ที่น่าสนใจคือภาคเหนือมี First Voter จำนวน 263,353 คน คิดเป็น 2.80% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยพบมากที่สุดในจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร ตามลำดับ ในขณะที่ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 2,670,467 คน คิดเป็น 28.37% โดยพบมากที่สุดในจังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ ตามลำดับ

จังหวัดไหนเจเนอเรชันไหนครอง? การกระจายตัวของพลังเสียง

การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นความแตกต่างในแต่ละจังหวัด จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มีถึง 9 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y มากที่สุด ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน และลำพูน

ขณะที่ 5 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน X มากที่สุด ได้แก่ พิจิตร, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี และอีก 3 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers มากที่สุด ได้แก่ พะเยา, แพร่ และลำปาง

ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละเจเนอเรชันมีความต้องการและทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน เจเนอเรชัน Y มักให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ การมีงานทำ และการพัฒนาท้องถิ่น ในขณะที่เจเนอเรชัน X และ Boomers อาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมมากกว่า

เมื่อพรรคภูมิใจไทยดึง “ดูด” บ้านใหญ่ทั่วประเทศ

ภาพใหญ่ในระดับประเทศชี้ให้เห็นกระแสที่ชัดเจน จากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่าในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ยังคงลงสนามหรือสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งหมด 215 ตระกูลทั่วประเทศ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 22 ตระกูล, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71 ตระกูล, ภาคกลางและกรุงเทพฯ 60 ตระกูล, ภาคใต้ 36 ตระกูล, ภาคตะวันตก 15 ตระกูล และภาคตะวันออก 12 ตระกูล

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในการดึงดูดตระกูลบ้านใหญ่ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 48 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรค 41 ตระกูล และตระกูลที่ย้ายจากพรรคอื่นเข้ามาถึง 43 ตระกูล โดยย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 13 ตระกูล

ในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีตระกูลบ้านใหญ่ถึง 76 ตระกูลในปี 2566 เหลือเพียง 70 ตระกูลในการเลือกตั้งครั้งนี้ การสูญเสียตระกูลบ้านใหญ่ไปยังพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะครองอำนาจต่อ

พรรคกล้าธรรมเป็นอีกพรรคที่น่าสนใจ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ 28 ตระกูล ซึ่งเกือบทั้งหมดย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 12 ตระกูล, พรรคประชาธิปัตย์ 6 ตระกูล และพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 ตระกูล สะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของพรรคเดิมที่เคยมีอำนาจ

คำถามที่ยังค้างคา บ้านใหญ่จะหมดยุคจริงหรือ?

การเลือกตั้งปี 2566 ทำให้เกิดคำถามว่า “การเมืองบ้านใหญ่หมดยุคแล้ว” เมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้น แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่ และการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่กลับมาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรวมตัวกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามใหม่

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าบ้านใหญ่หมดอำนาจ แต่เป็นการปรับตัวของระบบการเมืองไทย ในการเลือกตั้งระดับชาติ “กระแสพรรค” และ “นโยบาย” อาจมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ในระดับท้องถิ่น “บุคคล” และ “ความสัมพันธ์” ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ” นักวิชาการด้านการเมืองระบุ “หากพรรคภูมิใจไทยที่รวบรวมบ้านใหญ่ไว้ได้มากที่สุดสามารถคว้าชัยชนะได้ นั่นจะพิสูจน์ว่าบ้านใหญ่ยังมีบทบาท แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจหมายความว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ”

เหลือ 34 วัน เชียงรายรอคำตอบ

เมื่อนับจากวันนี้ (6 มกราคม 2569) ถึงวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) เหลือเวลาอีกเพียง 34 วัน ชาวเชียงรายกว่า 952,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมด้วยชาวภาคเหนืออีกกว่า 8.4 ล้านคน กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาเท่านั้น แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญหลายข้อ

ตัวแทนที่ชาวเชียงรายจะเลือกในครั้งนี้ จะเป็น “หน้าเดิม” ที่คุ้นเคยอีกครั้งหรือไม่? ตระกูลการเมืองที่ครองเวทีมา 20 ปี จะยังคงได้รับความไว้วางใจต่อไปหรือถึงเวลาเปลี่ยนแปลง? กระแสของพรรคภูมิใจไทยที่ดึงดูดบ้านใหญ่เข้ามาจะแปลงเป็นคะแนนเสียงจริงได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด – โครงสร้างประชากรที่เจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร?

ทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบในอีก 34 วันข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ตัวเลข 952,266 เสียงในเชียงราย และ 9,412,968 เสียงในภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในบทใหม่

Lanner องค์กรสื่อท้องถิ่นที่ทำงานสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองภาคเหนือ สรุปไว้ว่า “การเปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เพียงช่วยให้เราได้เห็นโครงสร้างประชากรของแต่ละจังหวัด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ยังช่วยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของประชากร รวมถึงทิศทางการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับความต้องการเชิงพื้นที่ในอนาคต”

นี่คือเรื่องราวของเชียงราย จังหวัดที่กำลังยืนอยู่ณจุดเปลี่ยน ระหว่างอดีตที่คุ้นเคยกับอนาคตที่ยังไม่แน่ชัด ระหว่างความภักดีต่อตระกูลการเมืองที่คุ้นเคยกับโอกาสของความเปลี่ยนแปลง และระหว่างเสียงของคนรุ่นเก่าที่ต้องการความมั่นคงกับเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาส 34 วันข้างหน้า คำตอบจะชัดเจน และเชียงรายพร้อมกับภาคเหนือทั้งหมด จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • Lanner  
  • Rocket Media Lab
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เมื่อกาลเวลาพาสุดสาย! รถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสน ปิดฉากอาชีพ 5 รุ่นสู่รุ่น เหลือวิ่งเพียง 3 คันในปี 2569

ปิดตำนาน 50 ปี “รถเมล์หวานเย็น” เชียงราย-เชียงแสน เมื่อกฎหมายและกาลเวลาพามาถึง “สุดสาย” ของอาชีพ

เชียงราย, 31 ธันวาคม 2568 — เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยกำลังจะเงียบลงในบ่ายวันสุดท้ายของปี 2568 ท่ามกลางคราบน้ำตาและความผูกพันของผู้โดยสารที่ผ่านมามากกว่าครึ่งศตวรรษ เมื่อรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสนวิ่งเที่ยวสุดท้ายเวลา 14.30 น. นับเป็นจุดจบของอาชีพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำคนเชียงรายมาตั้งแต่ยุค “เมล์ขาว” จนกลายเป็น “เมล์เขียว” ในปัจจุบัน

กฎหมายใหม่ที่กำหนดให้รถโดยสารต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รถเมล์ในตำนานต้องปลดระวางถาวร โดยจาก 13 คันที่ยังให้บริการอยู่ มีถึง 10 คันที่ต้องหยุดวิ่ง เหลือเพียงรถสายสามเหลี่ยมทองคำอีก 3 คันที่จดทะเบียนใหม่กว่าเท่านั้นที่จะยังคงให้บริการต่อไปในปี 2569

จาก “พ่อเลี้ยง” สู่ความทรงจำสุดท้าย

คุณแต๋ม ทิพย์พิมล ชัยวงค์ เจ้าของรถเมล์เบอร์ 445 ย้อนเล่าถึงรากเหง้าของอาชีพที่สืบทอดมาจากพ่อ ว่า ในอดีตรถเมล์คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและโอกาสทางเศรษฐกิจ “สมัยพ่อทำอาชีพนี้ ใครมีรถเมล์จะถูกเรียกว่า ‘พ่อเลี้ยง’ เพราะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว ส่งลูกเรียน ซื้อบ้านซื้อที่ดินได้” คุณแต๋มเล่า ในช่วงที่พ่อของคุณแต๋มเริ่มประกอบอาชีพนี้ ยังเป็นยุคของ “เมล์ขาว” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เมล์เขียว” ในภายหลัง ขณะนั้นรถเมล์คือพาหนะหลักเพียงหนึ่งเดียวของชาวบ้าน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง และสร้างฐานะได้จริง

คุณแต๋มเข้ามาช่วยงานครอบครัวตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 และรับช่วงต่อจากพ่อ อย่างเต็มตัวเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา “ตอนที่ผมเข้ามาสืบทอดประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว รถเมล์ยังขายกันในราคาสูงอยู่ เพราะยังถือว่าเป็นอาชีพที่พออยู่ได้” คุณแต๋มระบุ อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ภูมิทัศน์การเดินทางก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้โดยสารหันไปใช้รถส่วนตัวและรถตู้มากขึ้น ทำให้รายได้จากการรับส่งผู้โดยสารลดลงอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนรถเมล์ที่เคยมีมากถึง 26 คันในอดีต ค่อยๆ ทยอยลดลงจนเหลือเพียง 13 คันก่อนการปิดตำนานในครั้งนี้

กฎหมาย 40 ปี จุดเปลี่ยนที่ยื้อต่อไม่ได้

แม้ผู้ประกอบการจะมีความตั้งใจที่จะวิ่งรถต่อไป แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงคมนาคมออกข้อบังคับใหม่ว่า รถโดยสารที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะไม่ได้รับการต่อทะเบียน

“เราไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่เป็นเพราะกฎหมายที่ออกมาจากกระทรวงคมนาคม” คุณแต๋มอธิบาย “เราเป็นแค่ชาวบ้าน ไม่ได้ติดตามกฎหมายหรือทราบรายละเอียดที่ซับซ้อนเหล่านี้”

การรับรู้ถึงกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงต้นปี 2568 เมื่อมีเจ้าของรถคันหนึ่งพยายามต่อทะเบียนในเดือนมีนาคม แต่เมื่อนำรถไปตรวจสภาพที่กรมการขนส่งทางบก ระบบคอมพิวเตอร์แจ้งว่าไม่สามารถต่อทะเบียนได้ เนื่องจากรถมีอายุเกินกว่า 40 ปี

“ตอนนั้นเพิ่งรู้เลยว่ามีกฎหมายแบบนี้” คุณแต๋มเล่า “แม้จะมีการยืดหยุ่นให้ถึง 50 ปีในบางกรณี แต่ทางกรมการขนส่งทางบกและบริษัทขนส่งก็ยึดถืออายุ 40 ปีเป็นหลัก”

รถเมล์ส่วนใหญ่ในสายเชียงราย-เชียงแสนจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514-2515 บางคันรวมถึงรถของคุณแต๋มเองที่จดทะเบียนปี พ.ศ. 2521 ซึ่งตามการคำนวณถ้ายึดอายุ 50 ปี จะยังสามารถวิ่งได้อีก 2-3 ปี แต่เนื่องจากทางการยึดหลักอายุ 40 ปี จึงทำให้รถทั้ง 10 คันต้องหยุดให้บริการในเวลาเดียวกัน มีเพียงรถสายสามเหลี่ยมทองคำ 3 คันเท่านั้นที่รอดพ้น เนื่องจากเป็นรถที่จดทะเบียนใหม่กว่า คือในช่วงปี พ.ศ. 2533-2536 จึงยังสามารถให้บริการต่อไปได้

“คุณแต๋มระบุไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ “มันเลยกลายเป็นว่าเราต้องออกจากอาชีพแบบจำใจ”

วิกฤตต้นทุนที่แบกรับ เมื่อรายได้หลักไม่ได้มาจากผู้โดยสาร

การดำเนินธุรกิจรถเมล์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ค่าโดยสารที่เคยเป็นเพียง 7 บาทในอดีต ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 53 บาทต่อคน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก คุณแต๋มเปิดเผยตัวเลขต้นทุนต่อวันว่า ค่าน้ำมันเดินทางไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 700 บาท ค่าคิววันละ 330 บาท และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่กรมการขนส่งทางบก 6 บาท รวมถึงค่าจอดรถที่เชียงแสนอีก 20 กว่าบาท รวมต้นทุนต่อวันสูงถึงประมาณ 1,050 บาท

“ถ้าพูดถึงว่ารายได้จากค่าหัว 53 บาทคุ้มไหม ตอบเลยว่าไม่คุ้ม” คุณแต๋มยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “เราอยู่ได้เพราะของฝากที่พอมาช่วยส่วนนี้เวลาที่ผู้โดยสารมีไม่มาก”

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ รายได้หลักของรถเมล์สายนี้มาจาก “การรับส่งของฝาก” มากกว่ารายได้จากผู้โดยสาร โดยมีค่าบริการรับส่งของฝากขั้นต่ำชิ้นละ 40 บาท ของหนักหรือของขนาดใหญ่อาจมีค่าบริการสูงขึ้นถึง 45-50 บาท ซึ่งเป็นรายได้ส่วนใหญ่ที่ประคองให้อาชีพนี้ยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“รายได้จากผู้โดยสารมีแค่บางเที่ยวเท่านั้น” คุณแต๋มอธิบาย “ถ้าไม่ได้ของฝาก เราก็อยู่ไม่ได้จริงๆ”

สถานการณ์ยิ่งทรุดหนักลงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารและปริมาณของฝากอย่างหนัก “หลังโควิดมา รายได้ได้แค่พออยู่ได้เท่านั้น” คุณแต๋มกล่าว

การเปรียบเทียบรายได้ระหว่างสมัยรุ่นพ่อกับรุ่นปัจจุบันสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน “สมัยพ่อสามารถสร้างฐานะได้ แต่พอมาถึงรุ่นเรา ก็แค่พออยู่ได้ พอกิน ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนสมัยก่อน” คุณแต๋มสรุป

ผลกระทบต่อชุมชน เมื่อ “เส้นเลือดฝอย” กำลังจะหายไป

การยุติการให้บริการของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกลุ่มผู้ใช้บริการที่ยังพึ่งพารถเมล์เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง แม้จำนวนผู้โดยสารจะลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปใช้รถส่วนตัวและรถตู้มากขึ้น แต่ยังมีกลุ่มผู้โดยสารประจำที่จำเป็นต้องใช้บริการ ได้แก่ ชาวบ้านทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา และแรงงานชาวลาว ที่เดินทางระหว่างเชียงรายกับเชียงแสนเป็นประจำ

“ผู้โดยสารเขาก็ถามว่า ถ้าไม่มีรถแล้ว พวกเขาจะทำยังไง” คุณแต๋มเล่าถึงความกังวลของผู้โดยสาร “เพราะยังมีชาวบ้าน คนแก่ คนเฒ่า เด็ก นักเรียน นักศึกษาที่ต้องใช้บริการอยู่”

การหายไปของรถเมล์ 10 คันจากระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ ในขณะที่เหลือเพียง 3 คันที่ยังให้บริการต่อไป อาจทำให้เกิดปัญหาการเดินทางที่ลำบากขึ้นสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีทางเลือกอื่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก ความผูกพันระหว่างรถเมล์กับชุมชนสะสมมาตลอดหลายทศวรรษ ผู้โดยสารหลายคนเดินทางกับรถเมล์คันเดียวกันตั้งแต่สมัยเด็กเรียนจนโตเป็นผู้ใหญ่และเกษียณอายุ ทำให้รถเมล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

แนวทางการปรับตัว จากรถประจำทางสู่รถโดยสารไม่ประจำทาง

แม้จะต้องจบบทบาทในฐานะผู้ประกอบการรถเมล์ประจำทาง แต่คุณแต๋มและภริยาไม่ได้หมดหวังกับอนาคต พวกเขาวางแผนที่จะนำรถไปประกอบอาชีพในรูปแบบใหม่

“ต่อไปเราจะนำรถไปประกอบอาชีพในลักษณะ ‘รถโดยสารไม่ประจำทาง’ หรือรถรับเหมาแทน” คุณแต๋มระบุ “เรายังยินดีให้บริการทุกท่านในฐานะรถโดยสารไม่ประจำทางต่อไป”

การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า รถจะไม่วิ่งตามเส้นทางและตารางเวลาที่กำหนดแบบเดิม แต่จะรับงานเหมาเหมารถตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกใช้เมื่อไม่สามารถดำเนินกิจการรถประจำทางต่อไปได้

“ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เดินทางมาจนสุดสายของอาชีพนี้แล้ว” คุณแต๋มกล่าวอย่างยอมรับความเป็นจริง “ต่อไปเราจะก้าวไปสู่อาชีพที่คล้ายกัน ขอแรงและส่งกำลังใจให้เราก้าวต่อไปในสายไหมของเรา”

เก็บรถไว้เป็นมรดก เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รำลึก

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความผูกพันและคุณค่าทางอารมณ์ต่ออาชีพนี้คือ การตัดสินใจของเจ้าของรถหลายคันที่จะไม่ขายรถเพื่อแยกชิ้นส่วน แต่เลือกที่จะเก็บรักษาไว้เป็นมรดกและความทรงจำ

“เราจะเก็บรถเมล์ไว้เป็นความทรงจำ ไม่ขาย” คุณแต๋มระบุอย่างชัดเจน “เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงตำนานรถเมล์หวานเย็นที่เคยโลดแล่นบนถนนเชียงราย”

เจ้าของรถเมล์เบอร์ 462 และ 445 ต่างก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ พวกเขาต้องการให้รถเหล่านี้เป็นสักขีพยานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยหนึ่ง ที่รถเมล์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่

“เก็บไว้ในความทรงจำ ย้ำเตือนทุกๆ ปีว่าเราเคยอยู่ตรงนี้มากกว่า 50 กว่าปี” คุณแต๋มกล่าว

การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชีพนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และมรดกที่ต้องการสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง แม้ว่าลูกหลานจะไม่ได้สานต่ออาชีพนี้ในอนาคต

ข้อสังเกตและบทเรียน เมื่อนโยบายสาธารณะพบกับความเป็นจริงของภาคประชาชน

กรณีของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับการบริหารจัดการนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะในภาคขนส่งมวลชน ประการแรก คือความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและทันเวลาระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการรายย่อย การที่กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยที่ผู้ประกอบการไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสวางแผนการปรับตัวหรือเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ประการที่สอง คือความสมดุลระหว่างนโยบายความปลอดภัยกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม แม้กฎหมายเรื่องอายุรถจะมีวัตถุประสงค์ที่ดีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่การขาดมาตรการรองรับหรือทางเลือกอื่นทำให้เกิดช่องว่างในการให้บริการขนส่งมวลชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทางเลือกจำกัด ประการที่สาม คือการพิจารณาถึงความยั่งยืนของอาชีพในภาคขนส่งมวลชนรายย่อย ตัวเลขที่ว่ารายได้หลักมาจาก “ของฝาก” มากกว่าผู้โดยสาร สะท้อนให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจรถเมล์แบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐควรพิจารณาในการกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุน

“การพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างน้อยหากมองมาดูพวกเราบ้าง” คุณแต๋มกล่าวถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการ “ต้นทุนที่สูงกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มันคุ้มไหม”

คำถามนี้สะท้อนถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจขนส่งมวลชนขนาดเล็ก ที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงแต่มีรายได้จำกัด ท่ามกลางการแข่งขันจากรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

ภารกิจสุดท้ายและคำอำลาจากใจ

ในบ่ายวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 14.30 น. รถเมล์เบอร์ 462 และ 445 พร้อมด้วยรถอีก 8 คันจะออกเดินทางเที่ยวสุดท้าย เป็นการปิดฉากของภารกิจที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ข้อความจากเจ้าของรถที่โพสต์ในกลุ่มผู้โดยสารสะท้อนถึงความรู้สึกผสมผสานระหว่างความซาบซึ้ง ความอาลัย และความหวัง

“จบภารกิจสำหรับรถเมล์ของเราวันนี้วันสุดท้ายแล้ว ขอบคุณทุกท่าน” คุณแต๋มเขียน “ขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการเรามาตลอด ไม่มีสิ่งใดตอบแทนนอกจากคำว่าขอบคุณจากใจจริง”

ารอำลาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปิดธุรกิจ แต่เป็นการจากลาอาชีพที่ผูกพันกับครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อ “ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อมาถึงรุ่นเรา จบที่รุ่นเรา ลูกหลานไม่ได้สานต่อ” คุณแต๋มระบุ

ในข้อความยังมีการขอบคุณเพื่อนร่วมงานและหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันมา “ขอบคุณคุณเพื่อนร่วมงานทุกๆ ท่าน ขอบคุณทีมงานนางฟ้าทางหลวงภูธร เราจะไปอยู่ในจุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม”

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการติดต่อใช้บริการรถเมล์ในอนาคต เจ้าของรถแนะนำให้ติดต่อกับรถที่เหลืออยู่ 3 คัน และระบุว่า “หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป อาจจะตอบคำถามอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่วิ่งคิวอยู่ ขออภัยในความไม่สะดวก”

การเลือกวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการนั้นมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ “วันสุดท้ายของปี วันสุดท้ายของเดือน และวันสุดท้ายของรถเมล์ 445” คุณแต๋มกล่าว “ต่อไปปีหน้าเราจะก้าวข้ามผ่านมันไปอย่างไร ตอนนี้ขอแค่ตั้งหลักแล้วจะก้าวไปสู่หนทางที่ดีกว่านี้”

มุมมองจากผู้โดยสาร ความผูกพันที่สะสมมา

ผู้โดยสารหลายคนที่ใช้บริการรถเมล์สายนี้มาเป็นเวลายาวนาน แสดงความรู้สึกอาลัยและความกังวลต่อการสูญเสียทางเลือกในการเดินทางหลายคนเล่าว่าพวกเขาเดินทางบนรถเมล์คันเดียวกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงาน และบางคนก็ใกล้เกษียณอายุแล้ว รถเมล์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในช่วงชีวิตที่สำคัญ

พวกเราชาวเมล์เขียวทั้งแม่สายและเชียงแสน บางคันที่หมดสัญญา ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนเรามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน” ข้อความจากกลุ่มเจ้าของรถระบุ “พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเราแล้วที่เราจะได้รับใช้และบริการท่านผู้โดยสาร”

การเรียกร้องให้ผู้โดยสารมาใช้บริการในวันสุดท้ายนั้นสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะปิดฉากอย่างสมเกียรติ “วันนี้และพรุ่งนี้ทุกคันทุกเที่ยวยินดีให้บริการ”

มรดกที่ตกทอด จาก “เมล์ขาว” สู่ “เมล์เขียว”

เมื่อย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ของรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสน จะเห็นว่ามันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในภาคเหนือตลอดหลายทศวรรษ ในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 2500-2510 รถเมล์ยังเป็น “เมล์ขาว” ขณะนั้นรถเมล์มีบทบาทสำคัญเป็นพาหนะหลักในการเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน เนื่องจากทางเลือกในการเดินทางยังมีจำกัด การมีรถเมล์ถือเป็นความมั่งคั่งและโอกาสทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ต่อมาเมื่อรถเมล์เปลี่ยนมาเป็น “เมล์เขียว” อุตสาหกรรมขนส่งก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย จำนวนรถเพิ่มขึ้นถึง 26 คัน สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่สูงในช่วงนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมพัฒนาและทางเลือกในการเดินทางมีมากขึ้น รถส่วนตัว รถตู้ และรูปแบบการขนส่งอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จำนวนรถเมล์จึงค่อยๆ ลดลง จากจุดสูงสุดที่ 26 คัน ลดลงเหลือ 13 คัน และในที่สุดก็เหลือเพียง 3 คันที่จะให้บริการต่อไปในปี 2569 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชียงรายเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ที่รถเมล์ท้องถิ่นต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับรูปแบบการเดินทางสมัยใหม่

ตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง

การวิเคราะห์ตัวเลขช่วยให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ด้านจำนวนรถ

  • ปี 2500-2520: มีรถเมล์สูงสุดถึง 26 คัน
  • ก่อนโควิด-19: ลดลงเหลือประมาณ 15-16 คัน
  • หลังโควิด-19: เหลือ 13 คัน
  • ปี 2569: จะเหลือเพียง 3 คัน

ด้านค่าโดยสาร

  • อดีต: 7 บาท
  • ปัจจุบัน: 53 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าตัว)

ด้านต้นทุนการดำเนินงานต่อวัน

  • ค่าน้ำมันไป-กลับ: 700 บาท
  • ค่าคิว: 330 บาท
  • ค่าธรรมเนียมและค่าจอด: ประมาณ 20-26 บาท
  • รวมต้นทุนต่อวัน: ประมาณ 1,050 บาท

ด้านอายุรถ

  • รถส่วนใหญ่จดทะเบียนปี พ.ศ. 2514-2521 (อายุ 47-54 ปี)
  • รถที่เหลือ 3 คันจดทะเบียนปี พ.ศ. 2533-2536 (อายุ 32-35 ปี)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของรถเมล์ที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารลดลง ทำให้รายได้หลักต้องพึ่งพาการรับส่งของฝากมากกว่าค่าโดยสาร

คำถามที่ยังค้างคาใจ อนาคตของขนส่งมวลชนในพื้นที่

การปิดตำนานของรถเมล์เชียงราย-เชียงแสนทิ้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่

ประการแรก จะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเปราะบางที่ยังต้องพึ่งพารถเมล์ยังสามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้? รถ 3 คันที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่?

ประการที่สอง ภาครัฐและบริษัทขนส่งจะมีแผนอย่างไรในการรองรับช่องว่างของการให้บริการที่เกิดขึ้น? จะมีการนำรถใหม่เข้ามาทดแทนหรือจะปล่อยให้ตลาดปรับตัวเอง?

ประการที่สาม บทเรียนจากกรณีนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการสื่อสารและการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นที่อาจเผชิญสถานการณ์คล้ายกันในอนาคตหรือไม่?

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า อนาคตของระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่จะมีทิศทางอย่างไร และจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และการตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างไร

สิ้นสุดยุคสมัย เริ่มต้นบทใหม่

การปิดฉากของรถเมล์สายเชียงราย-เชียงแสนในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการหยุดวิ่งของรถโดยสารจำนวนหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่งที่รถเมล์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่

จากจำนวน 26 คันในยุคทองของอาชีพ ลดลงเหลือเพียง 3 คันที่จะให้บริการต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของสังคมที่มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะที่มุ่งเน้นความปลอดภัย สำหรับคุณแต๋มและผู้ประกอบการรายอื่นๆ การจากลาอาชีพที่สืบทอดมาจากรุ่นพ่อนั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความทรงจำ แม้จะต้องปิดบทนี้ลง แต่พวกเขาก็ไม่ได้หมดหวัง ยังคงมีแผนที่จะก้าวต่อไปในรูปแบบใหม่การตัดสินใจเก็บรักษารถไว้แทนที่จะขายทิ้ง สะท้อนถึงคุณค่าที่เหนือกว่าตัวเงิน นั่นคือความภาคภูมิใจในอาชีพและความปรารถนาที่จะให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน

“วันสุดท้ายของปี วันสุดท้ายของเดือน และวันสุดท้ายของรถเมล์” คำพูดของคุณแต๋มสรุปความหมายของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้อย่างชัดเจน มันคือจุดจบของบทหนึ่ง และจุดเริ่มต้นของบทใหม่

สำหรับผู้โดยสารและชาวชุมชน รถเมล์เหล่านี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือน เป็นพาหนะที่พาพวกเขาไปสู่โรงเรียน ที่ทำงาน และกลับบ้าน เป็นเวลาหลายสิบปี และสำหรับเมืองเชียงราย นี่คือบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง การพัฒนา และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับการดูแลรักษาสิ่งที่มีคุณค่าต่อชุมชน เสียงเครื่องยนต์ของรถเมล์เบอร์ 462 และ 445 อาจจะเงียบลงในวันนี้ แต่เรื่องราวและมรดกของ “รถเมล์หวานเย็น” จะยังคงอยู่ต่อไป ในหัวใจของผู้คนที่เคยสัมผัส และในรถที่ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อบอกเล่าตำนานที่เคยโลดแล่นบนถนนเชียงรายมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สัมภาษณ์คุณแต๋ม ทิพย์พิมล ชัยวงค์ เจ้าของรถเมล์เบอร์ 445 สายเชียงราย-เชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

คู่มือเลือกตั้งเชียงราย 2569 วิเคราะห์เจาะลึกมวยคู่เอกทั้ง 7 เขต ใครคือตัวจริงบนเวทีการเมือง

สรุปสนามการเมืองเชียงราย 2569 ศึกปะทะบ้านใหญ่ย้ายค่าย และตัวแปรสำคัญในเขตเมือง

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในจังหวัดเชียงรายกำลังเดินทางสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของสังคมการเมืองทั้งประเทศ หากเปรียบสนามการเมืองเป็นเวทีมวย เชียงรายคือ “เวทีเหนือสุดยอดแดนสยาม” ที่มีทั้งมวยเก๋า มวยสด มวยย้ายค่าย และมวยสายบู๊ พร้อมขึ้นชกใน 7 รุ่น หรือ 7 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทุกคู่ต่างเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของ “บ้านใหญ่” และพลัง “กระแสส้ม” จากพรรคแนวคิดใหม่ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้วในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการประลองยุทธ์ระหว่าง “ทุนทางการเมืองเดิม” กับ “การเมืองกระแสใหม่” บนกติกาเดียวกัน คือคะแนนเสียงของประชาชนในแต่ละเขตที่เปรียบเสมือนกรรมการให้คะแนนรอบเวที ซึ่งพร้อมจะชูมือให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทำงานจริง เข้าใจพื้นที่จริง และตอบโจทย์อนาคตจังหวัดเชียงรายได้ชัดเจนที่สุด

ภาพรวมเวทีมวยการเมืองเชียงราย ก่อนระฆังปี 2569

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองเชียงรายสะท้อนภาพเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองกระแสหลักถือเข็มขัดแชมป์ต่อเนื่องหลายสมัย กระทั่งการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่พรรคแนวคิดใหม่ในนาม “พรรคประชาชน” สามารถเจาะเกราะป้องกันและคว้าเก้าอี้ไปครองหลายเขต ทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเปรียบเหมือน “ไฟต์ล้างตา” ของหลายตระกูลการเมืองในจังหวัด ขณะเดียวกันก็เป็น “ไฟต์ต่อยอด” ของ ส.ส. ชุดเดิมที่ต้องพิสูจน์ว่ากระแสที่เคยแรงเมื่อครั้งก่อน มิได้เป็นเพียงฟ้าผ่าชั่วคราว หากคือความเชื่อมั่นระยะยาวของประชาชนในพื้นที่ ความน่าสนใจอยู่ที่ ทุกเขตมีผู้ท้าชิงจากหลายค่ายการเมือง ส่งผลให้ทุกคู่ต้องเตรียมทั้งหมัดตรง หมัดฮุก เกมรับ และเกมรุกให้รัดกุมที่สุด

ด้านล่างนี้คือการไล่เรียง “การประกบคู่มวย” ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง โดยอิงจากรายชื่อผู้สมัครของแต่ละพรรค ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจการเมืองสามารถมองเห็นภาพการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น ก่อนเสียงระฆังยกแรกของปีเลือกตั้ง 2569 จะดังขึ้น

เขต 1 นครเชียงราย มวยคู่เอก ศึกศักดิ์ศรีเมืองหลวง

เขต 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นครเชียงราย เปรียบได้กับคู่เอกบนเวทีใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการปกครองของจังหวัด การชกในรุ่นนี้จึงมีทั้งเดิมพันเชิงสัญลักษณ์และเดิมพันทางการเมืองระดับชาติ

ในมุมของ “มวยบ้านใหญ่” พรรคเพื่อไทยส่ง ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี หมายเลข 7 ทายาทตระกูลจงสุทธานามณี ขึ้นชกในฐานะผู้ทวงเข็มขัดคืน การกลับมาลงสนามเต็มตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เทหมดหน้าตัก” หากไม่สามารถคว้าชัยได้ ความต่อเนื่องทางการเมืองของสายตระกูลในเขตเมืองอาจต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ฝั่ง “มวยกระแส” พรรคประชาชนส่ง ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นป้องกันเข็มขัด แม้ในโลกโซเชียลมีเสียงวิจารณ์เรื่องการ “เข้าไม่ถึงตัว” ในบางชุมชน แต่ข้อได้เปรียบของชิตวันคือพลังของฐานเสียงคนรุ่นใหม่และความนิยมของพรรคในระดับประเทศ ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเมืองใหญ่แบบเชียงราย

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง วุฒิชาติ เกรียงเกษร หมายเลข 6 นักธุรกิจท้องถิ่นที่ถูกขนานนามว่า “เสี่ยหนุ่ม” หรือ “หนุ่มแสนดี” ขึ้นเวทีในฐานะมวยสด การลงชกของวุฒิชาติอาจไม่ใช่การหวังน็อกเอาต์ในทันที หากแต่เป็นการ “ชกเก็บแต้ม” ด้วยการทำงานเชิงพื้นที่ระยะยาว ซึ่งอาจสั่นคลอนคะแนนของคู่หลักและทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนี้ออกมาเบียดกันจนแต้มไม่ห่าง

เขต 1 จึงเป็นศึกที่ทุกหมัดมีความหมาย เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายยก อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จุกอก” จากคะแนนที่เฉือนกันเพียงไม่กี่พันเสียง

เขตเลือกตั้งที่ 1

  1. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (พรรคประชาชน)
  2. นายนิติธร สมสิทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายธเนตร ติ๊บโก๊ะ (พรรคโอกาสใหม่)
  4. นายสมนึก ใจจักร์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายไอใจ ปู่หมื่อ (พรรคประชาธิปัตย์)
  6. นายวุฒิชาติ เกรียงเกษม (พรรคกล้าธรรม)
  7. นายธนรัช จงสุทธานามณี (พรรคเพื่อไทย)
  8. นายธนัยรัชต์ ศรีโชติ (พรรคปวงชนไทย)

เขต 2 แชมป์เก่ากับแรงกดดันรอบเวที

เขต 2 เป็นเวทีที่ ส.ส. โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครองเก้าอี้อยู่เดิม แม้ภาพรวมโปรไฟล์และเครือข่ายการเมืองจะทำให้ถูกมองว่าเป็น “มวยต่อ” แต่ในเวทีมวยการเมือง ลูกกลมๆ อย่างคะแนนเสียงสามารถเหวี่ยงได้ตลอดเวลา

ในไฟต์นี้ แชมป์เก่าต้องเผชิญกับผู้ท้าชิงจากหลายมุมเวที ทั้งจากพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ที่ต่างหวังเข้ามาตัดแต้ม แม้ชื่อผู้สมัครจากบางพรรคจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูในระดับประเทศ แต่การทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่องอาจเปลี่ยนสถานะจาก “ม้ารอง” เป็น “ม้าพลิกเกม” ได้ทุกเมื่อ

ความท้าทายของเขต 2 อยู่ที่โครงสร้างพื้นที่ซึ่งมีทั้งเขตเมืองกึ่งชนบทและชุมชนชนเผ่า ทำให้ผู้สมัครต้องใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนการ์ดตลอดเวลา” ระหว่างการเสนอภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ กับการตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคาพืชผล ถนนหนทาง และบริการสาธารณสุข หากฝ่ายใดมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ อาจถูกคู่แข่งใช้เป็น “หมัดโต้กลับ” ได้ทันที

เขตเลือกตั้งที่ 2

  1. นายพงษ์พณิช อันพาพรม (พรรคท้องที่ไทย)
  2. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (พรรคเพื่อไทย)
  3. นายหาญ ดอนลาว (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นายทรงพล ชีวินมหาชัย (พรรคกล้าธรรม)
  5. นางสาวช่อพฤกษา อุดมทรัพย์ (พรรคภูมิใจไทย)
  6. นายอุทิศ มณีจันสุข (พรรคประชาชน)
  7. นายประเวช ราชชมภู (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

เขต 3 มวยเก๋าปะทะมวยระบบใหม่

เวทีเขต 3 ถูกจับตามองในฐานะ “ซูเปอร์ไฟต์” ระหว่างมวยเก๋าประสบการณ์สูง และมวยระบบใหม่ที่มีเครื่องมือการเมืองยุคดิจิทัลหนุนหลัง

พรรคประชาชนส่ง ฐากูร ยะแสง หมายเลข 5 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นชกต่อในฐานะแชมป์เก่า จุดแข็งของฐากูรคือผลงานการทำงานต่อเนื่องในสภาและความใกล้ชิดกับชุมชนชนบทจำนวนมาก ทำให้ฐานเสียงเดิมยังคงเหนียวแน่นในสายตาผู้สนับสนุน

ขณะที่พรรคเพื่อไทยดึง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 6 อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. 9 สมัย กลับขึ้นเวทีด้วยตนเองอีกครั้ง เสมือนการส่ง “มวยเก๋าโอลด์เจเนอเรชัน” ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน การกลับมาสวมเสื้อขึ้นชกครั้งนี้ไม่เพียงเดิมพันด้วยชื่อเสียงส่วนตัว หากยังเป็นการทดสอบว่าบารมีทางการเมืองแบบดั้งเดิมจะยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในเขต 3 หรือไม่

ผลของไฟต์นี้จะสะท้อนชัดว่า ในสายตาของประชาชน การเมืองแบบ “ระบบทีมสมัยใหม่” หรือ “มวยเก๋าแทคติกแน่น” จะได้รับคะแนนไว้ใจมากกว่ากัน และอาจกลายเป็นต้นแบบเปรียบเทียบให้เขตอื่นๆ ทั่วจังหวัดด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 3

  1. นายอาคม จันต๊ะมา (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  2. นายเรืองฤทธิ์ พวกอินแสง (พรรคประชาธิปัตย์)
  3. นายพิทักษ์ แสงคำ (พรรคกล้าธรรม)
  4. นายประเวศน์ รวีนโอภาส (พรรคภูมิใจไทย)
  5. นายฐากูร ยะแสง (พรรคประชาชน)
  6. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  7. นายสมชาติ ขวัญชัย (พรรคพลังประชารัฐ)

เขต 4 ศึกสายเลือดบนผืนผ้าใบ

เขต 4 เป็นหนึ่งในเวทีที่มีมิติทางอารมณ์สลับซับซ้อนมากที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงศึกระหว่างสองพรรค หากยังเป็น “ศึกในสายตระกูล” ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ

ฝ่ายพรรคเพื่อไทยส่ง “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 4 ลูกสาวของวิสาร ลงป้องกันเก้าอี้ที่เคยคว้ามาได้ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของบ้านการเมืองเก่า ตลอดช่วงดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา วิสาระดีพยายามสื่อสารบทบาทด้านการพัฒนาพื้นที่และการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมดึง สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. 4 สมัย ซึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในสังกัดเพื่อไทยและเป็นคนกันเองในตระกูล เตรียมขึ้นชกในสีเสื้อใหม่ การเปลี่ยนค่ายครั้งนี้ทำให้ไฟต์เขต 4 ถูกขนานนามว่าเป็น “ศึกน้าปะทะหลาน” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันและเส้นทางการเมืองที่เริ่มแยกออกจากกันชัดเจน

สำหรับประชาชนในเขตนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงเรื่องความผูกพันส่วนบุคคล หากอยู่ที่คำถามว่า ใครสามารถต่อยอดการทำงานในสภาและผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ได้ชัดเจนมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คะแนนเสียงทุกใบคือการชูมือให้ “มวยที่ทำงานได้จริง” มากกว่ามวยที่มีเพียงชื่อเสียงในอดีต

เขตเลือกตั้งที่ 4

  1. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ (พรรคกล้าธรรม)
  2. นายธรรมวัตร พรมเสน (พรรคประชาชน)
  3. นายสหการ เขื่อนแปด (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  5. นายชาติบัญชา จำปาเจียม (พรรคพลวัต)
  6. นายอินตา เมืองมูล (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายเทียม เทพแสน (พรรคภูมิใจไทย)
  8. นายวัชรพงศ์ ปิโย (พรรคโอกาสใหม่)

เขต 5 และเขต 7 บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์แยกมุม – เมื่อมวยย้ายค่ายขึ้นชนเสื้อเดิม

สองเขตนี้คือไฮไลท์สำคัญของการเมืองเชียงรายรอบนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่บ้านใหญ่ตระกูลวันไชยธนวงศ์ แยกตัวออกจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และกระจายกำลังไปอยู่ในสองค่ายการเมืองใหม่ คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม

ในเขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 ขึ้นชกกับ เทอดชาติ ชัยพงษ์ จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ทั้งสองฝ่ายถือเป็นผู้ที่ทำงานพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่างคนต่างมีเครือข่ายผู้นำชุมชนหนุนหลัง การประกบคู่ครั้งนี้จึงเปรียบได้กับมวยรุ่นเดียวกันที่เคยซ้อมร่วมเวที แต่วันนี้ต้องมาชกกันเต็มยกต่อหน้าเจ้าถิ่นคนดูในอำเภอ

เขตเลือกตั้งที่ 5

  1. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ (พรรคเพื่อไทย)
  2. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายนาวิน วังแปง (พรรคประชาชน)
  4. (ในรูปข้ามเบอร์ 4)
  5. นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ (พรรคพลวัต)
  6. นายนิกร จันทร์หอม (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายสุรชาติ ผิวแดง (พรรคประชาธิปัตย์)

ส่วนเขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 6 ขึ้นเวทีพบ สง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 แชมป์ใหม่จากการเลือกตั้งซ่อมที่เพิ่งทำหน้าที่ ส.ส. เพียงช่วงสั้นก่อนมีการยุบสภา สุธีระพงษ์มีพื้นฐานการเมืองจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) และรองนายก อบจ. เชียงราย ก่อนยื่นลาออกเพื่อหันมาลงเล่นการเมืองระดับชาติเต็มตัว

ไฟต์ในเขต 7 จึงเป็นศึกระหว่าง “เจ้าถิ่นท้องถิ่นเก๋าเกม” กับ “แชมป์หน้าใหม่ในระดับชาติ” ที่ยังต้องพิสูจน์ศักยภาพต่อเนื่อง ถ้าสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่ายเดิมในระดับ อบจ. แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงระดับเขตได้สำเร็จ จะถือเป็นสัญญาณสำคัญของบทบาทบ้านใหญ่ที่ย้ายค่ายในยุคการเมืองใหม่

เขตเลือกตั้งที่ 7

  1. ร้อยตำรวจเอก ดอน สมควร (พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อมือพาน (พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคกล้าธรรม)
  7. นางสาวมิรันตี บุญแก้ว (พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (พรรคเพื่อไทย)

เขต 6 แม่สาย เวทีชายแดนเดือด สามมุมมองบนเชือกเส้นเดียว

เขต 6 ครอบคลุมอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านเศรษฐกิจชายแดนไทย–เมียนมา และเป็นประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ การแข่งขันในเขตนี้จึงมีทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจชายแดน และผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

พรรคเพื่อไทยดึง ชัยยนต์ ศรีสมุทร หมายเลข 4 อดีตนายกเทศมนตรีแม่สายที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยของเขตเมืองชายแดนขึ้นชก จุดแข็งของชัยยนต์คือความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการค้า การจราจร และการจัดระเบียบตลาดชายแดน ที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญอยู่ทุกวัน

ฝั่งพรรคประชาชนส่ง จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม หมายเลข 1 อดีต ส.ส. ขวัญใจคนรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานพื้นที่ชายแดนขึ้นเวที ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนการเมืองแนวทางใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการผลักดันนโยบายโปร่งใส

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง มลธิชา ไชยบาล ผู้ทำงานเชื่อมโยงกับมูลนิธิในเครือข่ายธรรมนัส ลงสู้ศึกในฐานะตัวเลือกจากค่ายที่มุ่งสร้างเครือข่ายช่วยเหลือชุมชนมายาวนาน การปรากฏตัวของมลธิชาทำให้เขต 6 กลายเป็น “ไฟต์สามมุมแดง–น้ำเงิน–ขาว” ที่คะแนนเสียงอาจถูกแบ่งกันอย่างสูสี

ด้วยความสำคัญของแม่สายในระดับเศรษฐกิจและความมั่นคง การตัดสินใจของประชาชนในเขตนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือก ส.ส. หากเป็นการเลือก “คนที่จะขึ้นเวทีเจรจาแทนชุมชน” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด่านชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และแรงงานข้ามแดนในระยะยาว

เขตเลือกตั้งที่ 6

  1. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม (พรรคประชาชน)
  2. นายธวัชชัย อภิวงค์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  3. นายอนันต์ แพทยานนท์ (พรรคพลังประชารัฐ)
  4. นายชัยยนต์ ศรีสมุทร (พรรคเพื่อไทย)
  5. นางภัทรวัลย์ ผลไพบูลย์ (พรรคพลวัต)
  6. นายกฤษฎ์ชัยณัชวงศ์ สมพฤกษ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
  7. นางมลธิชา ไชยบาล (พรรคกล้าธรรม)
  8. นายบัณฑิต สุรินเปา (พรรคไทยก้าวหน้า)

ปัจจัยตัดสินบนเวที พื้นที่ กระแสพรรค และความน่าเชื่อถือส่วนตัว

เมื่อไล่ดูทั้ง 7 เขตรวมกัน จะเห็นได้ว่าศึกเชียงรายปี 2569 มีปัจจัยหลักสามด้านที่จะตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละเวที

หนึ่ง คือ “ฐานพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น” ผู้สมัครที่ทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง ยืนมวยแบบ “ยกต่อยก” กับปัญหาของชาวบ้าน มีแนวโน้มจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าผู้ที่ปรากฏตัวเฉพาะช่วงหาเสียง

สอง คือ “กระแสพรรคในระดับชาติ” โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานแนวคิดชัดเจน เช่น พรรคประชาชนที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดี พรรคเพื่อไทยที่มากด้วยประสบการณ์บริหารประเทศ หรือพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมที่ใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นหนุนหลัง หากกระแสในภาพใหญ่ขึ้นสูงช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนของผู้สมัครในจังหวัดย่อมได้รับอานิสงส์โดยตรง

สาม คือ “ความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล” ทั้งประวัติการทำงาน ความโปร่งใส และท่าทีต่อประเด็นสำคัญของจังหวัด เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมิติใหม่ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับการติดตามผลงานในอดีตและท่าทีต่อปัญหาปัจจุบันมากกว่าคำพูดบนเวทีปราศรัยเพียงอย่างเดียว

บทสรุปก่อนระฆังดัง จากเวทีมวยสู่กล่องเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด แม้การวิเคราะห์ในภาพรวมจะทำให้เห็นว่าแต่ละเขตมีคู่มวยหลัก คู่มวยรอง และมวยม้ามืดที่น่าจับตาอย่างไรบ้าง แต่ “กรรมการตัวจริง” ที่จะชูมือให้ผู้ใดขึ้นแท่นผู้ชนะก็ยังคงเป็นประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีสิทธิ์ใช้เสียงของตนเองอย่างเสรี ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานของผู้สมัครในช่วงที่ผ่านมา

ศึกเลือกตั้ง 7 เขตของจังหวัดเชียงรายในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าการวัดพลังระหว่างบ้านใหญ่กับกระแสสีส้ม หากเป็นบททดสอบว่า การเมืองในยุคใหม่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์เก่าและพลังใหม่ได้อย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงชัยชนะบนผืนผ้าใบ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนบนผืนแผ่นดินเชียงรายอย่างยั่งยืน

เมื่อระฆังเลือกตั้งดังขึ้น ทุกคะแนนเสียงที่ถูกหย่อนในหีบจะกลายเป็น “คะแนนให้ดาวน์แต้ม” ที่ตัดสินว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป และอนาคตการเมืองเชียงรายในทศวรรษข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY EDITORIAL

เชียงราย 2569 กางแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ชูนวัตกรรม AI และ Medical Hub แก้ปมเศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงราย 2569 ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขงบนเส้นพรมแดนแห่งโอกาส และความยั่งยืนที่ต้องแลกด้วยนวัตกรรม

เชียงราย, 22 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดผ่านเทือกเขาถนนธงชัยในเช้าวันที่ 22 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ถวิลหาความงามของธรรมชาติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สนามทดลอง” ของยุทธศาสตร์การปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง. หลังจากผ่านพ้นปี 2567 ที่ทิ้งรอยแผลลึกจากอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ วันนี้เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความท้าทายและการคลี่คลายปมปัญหาที่สะสมมานาน ท่ามกลางตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทั้งน่ากังวลและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน.

จากวิกฤตสายน้ำสู่ความยั่งยืนถาวร

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นที่อำเภอแม่สาย เมืองหน้าด่านที่เคยบอบช้ำจากมวลน้ำป่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ต้องเปลี่ยนจาก “การเยียวยา” เป็น “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวร”. ปมปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่ทำลายย่านเศรษฐกิจแม่สายได้รับแนวทางคลี่คลายผ่านการประสานงานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อออกแบบพนังกันน้ำถาวรริมแม่น้ำสาย.

“การแก้ไขปัญหาแม่สายต้องแก้เรื่องอุทกภัยก่อน… การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนต้องทำพนังถาวรริมน้ำสาย” คือคำยืนยันจากรองนายกรัฐมนตรีที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคง. ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นน้ำยังถูกหยิบยกขึ้นมาจัดการ โดยมีการประสานให้หยุดการทำเหมืองต้นน้ำเพื่อลดสารปนเปื้อนในน้ำอุปโภคบริโภคของชาวเชียงรายและเชียงแสน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชากรกว่า 1.29 ล้านคนในพื้นที่.

เข็มทิศเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงและความผันผวนของตัวเลข

ในมิติของตัวเลขเศรษฐกิจ ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายในปี 2568 เผยให้เห็นภาพของ “ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ”. แม้ในครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2568) มูลค่าการค้าผ่านแดนจะสูงถึง 38,438.22 ล้านบาท แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาได้กลายเป็นปัจจัยลบที่ทำให้การค้าหดตัวอย่างรุนแรงถึง 66.9% ในเดือนสิงหาคม.

อย่างไรก็ตาม ปมเศรษฐกิจนี้เริ่มคลี่คลายด้วย “เส้นทาง R3A” หรือทางด่วนผลไม้ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการค้าสูงถึง 73.5% ของการค้าทั้งหมดในจังหวัด. ความหวังใหม่ยังฝากไว้กับความร่วมมือไทย-สปป.ลาว โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อดันมูลค่าการค้าชายแดนให้แตะ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570.

การเชื่อมโยงนี้จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ในเชียงราย เพื่อเปลี่ยน สปป.ลาว จากประเทศที่ไร้ทางออกสู่ทะเล (Land-locked) ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง (Land-linked) ที่มีไทยเป็นพันธมิตรหลัก.

พลังของเอกชนและการปรับตัวด้วย AI

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยง แต่ภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM กลับพบ “ขุมทรัพย์” ในเชียงราย. ในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 3 ปี 2568 ผู้บริหาร ILM ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า สาขาเชียงรายสามารถทำยอดขายได้ “ดีกว่าเป้ามาก” โดยเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 30%.

คุณเอกลักษณ์ ปฐมาศยนันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ ILM ระบุว่าเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงเกินคาด. สิ่งที่น่าสนใจคือการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในกระบวนการ Predictive Management เพื่อจัดการ Inventory ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้า (Shortage) และสินค้าล้นสต็อก (Overstock). นี่คือตัวอย่างของการใช้ “นวัตกรรม” เพื่อรับมือกับความผันผวนของกำลังซื้อและสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดา.

นอกจากนี้ ILM ยังมองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยสินค้ากลุ่ม Customiz Product อย่าง “Unique” และสินค้ากลุ่ม Solid Wood ที่เน้นความยั่งยืน (ESG) กลายเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ (New S-Curve) ที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP) จากการขายให้เติบโตขึ้น 3.9% แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ.

การแพทย์นำการเมือง และความยั่งยืนของมนุษย์

ปมสุดท้ายที่ได้รับการคลี่คลายคือเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำและสิทธิมนุษยชน” ผ่านบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.). โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล. ได้ยกระดับสู่การเป็น Medical Hub ที่ไม่ได้รักษาแค่โรค แต่รักษา “มิตรภาพชายแดน”. ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เน้นย้ำว่าการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพให้กับเพื่อนบ้านโดยไม่แบ่งแยกฐานะ คือการสร้างความไว้วางใจที่เป็นรากฐานของสันติภาพ.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือการนำเทคโนโลยีระดับโลก เช่น เครื่องเวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูง (HBOT) มาใช้รักษาแผลเบาหวาน ซึ่งในอดีตผู้ป่วยต้องเดินทางไกลถึงเชียงใหม่. ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือภารกิจทางสังคมในการ “ตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์สถานะบุคคล” ให้แก่กลุ่มคนไร้สัญชาติ เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน. สิ่งนี้คือการคลี่คลายปมปัญหาทางสังคมที่ฝังรากลึกในพื้นที่ชายแดนเชียงรายมาอย่างยาวนาน.

เชียงรายในฐานะ “เข็มทิศ” ของภูมิภาค

เชียงรายในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีตัวเลขการส่งออกผักผลไม้เพิ่มขึ้น 62.72% ผ่านท่าเรือเชียงแสนเท่านั้น แต่คือเมืองที่กำลังสร้างระบบระเบียบการรายงานผลคุณภาพน้ำและอากาศร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อสู้กับปัญหา PM 2.5 และสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน.

การตัดสินใจของนักลงทุนและประชาชนในวันนี้ ต้องมองให้ลึกกว่ายอดขายที่ลดลงในบางเดือน แต่ต้องมองถึง “โครงสร้าง” ที่กำลังถูกปฏิรูป. ตั้งแต่พนังกันน้ำถาวรที่แม่สาย, เส้นทางรถไฟลาว-จีนที่เชื่อมต่อกับถนน R3A, ไปจนถึงการใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ และการแพทย์ที่ไร้พรมแดน.

สถิติชวนคิด

  • 30%: คือยอดขายที่เกินเป้าของ ILM ในเชียงราย สะท้อนกำลังซื้อท้องถิ่นที่ยังคงซ่อนอยู่.
  • 73.5%: คือความสำคัญของเส้นทาง R3A ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้า.
  • 11,000 ล้านดอลลาร์: คือเป้าหมายการค้าไทย-ลาว ปี 2570 ที่เชียงรายเป็นกุญแจสำคัญ.

เชียงรายกำลังพิสูจน์ว่า แม้จะมีความผันผวนเพียงใด แต่หากมีการวางรากฐานด้วยความเข้าใจในยุทธศาสตร์พื้นที่และการใช้นวัตกรรมอย่างถูกจุด ปมปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไม่ได้ ก็สามารถกลายเป็นโอกาสที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแห่งนี้.

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สถิติเศรษฐกิจและผลประกอบการ: รายงาน Opportunity Day Q3/2025 บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (SET Thailand).
  • นโยบายรัฐบาลและการจัดการอุทกภัย: สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และถ้อยแถลงรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า).
  • การค้าชายแดนและความร่วมมือระหว่างประเทศ: กระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย.
  • ยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงลุ่มน้ำโขง: กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว).
  • นวัตกรรมการแพทย์และสังคม: โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY EDITORIAL

กลยุทธ์ “Sea-side Feeling” พลิกโฉมกว๊านพะเยา เพิ่มยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวท้าชนเมืองใหญ่

พะเยาปั้นกลยุทธ์ท่องเที่ยว “กว๊าน” สไตล์ริมทะเล ท้าชนเชียงราย ไทยไฟท์-เคาท์ดาวน์ปลายปีกระตุ้นท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยน “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง”

พะเยา, 21 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศริมกว๊านพะเยาช่วงปลายปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อจังหวัดพะเยาเดินหน้ายกระดับศักยภาพเมืองให้ก้าวจาก “เมืองทางผ่าน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวพักผ่อนแห่งใหม่ของล้านนาตะวันออก” ด้วยกลยุทธ์พัฒนากว๊านพะเยาให้มีบรรยากาศคล้ายริมทะเล (Coastal Vibe) ควบคู่กับการจัดงานระดับประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้แทนที่จะปล่อยให้นักท่องเที่ยวแวะผ่านไปยังเชียงรายเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism) ของภูมิภาค ที่ไม่เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นการเพิ่มระยะเวลาพักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อคน (Average Spending per Visitor หรือ ASV) โดยใช้ซอฟต์พาวเวอร์และงบประมาณพัฒนาโครงการต่างๆ รวม 300 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจรกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน)

ไทยไฟท์” รอบชิงชนะเลิศเปิดฉาก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพใหม่ของพะเยาคือการจัดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “Thai Fight พะเยา” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 ธันวาคม 2568 ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา ถือเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพะเยาเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมายังพะเยาในช่วงเวลาดังกล่าว

การจัดงาน Thai Fight ในพะเยาครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์การท่องเที่ยวในหลายมิติ เพราะนอกจากจะสร้างการรับรู้ระดับโลกแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของจังหวัดในการรองรับงานระดับนานาชาติและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาค้างคืนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่แวะผ่านเท่านั้น

มหกรรมเคาท์ดาวน์ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

ต่อเนื่องจากความสำเร็จของงานไทยไฟท์ จังหวัดพะเยาได้เตรียมจัดงาน “AMAZING THAILAND PHAYAO COUNTDOWN Flora Fest 2026 แสงแห่งรักพะเยา เทิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” การจัดงานมหกรรมเคาท์ดาวน์ครั้งนี้สอดคล้องกับแผน 5 ปี ฉบับทบทวน พ.ศ. 2568 ที่จัดสรรงบประมาณ 72.6 ล้านบาท โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว รวมถึงระบบแอปพลิเคชันท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ

งานนี้ยังเชื่อมโยงกับ “งานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งาม ริมกว๊านพะเยา ครั้งที่ 2” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับการจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์จากข้าว และอาหารท้องถิ่นต่างๆ โดยมีการจัดพื้นที่ออกเป็น 7 โซน จากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมประมง กรมการข้าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมวิชาการเกษตร

กว๊านพะเยา จากทะเลสาบสู่แลนด์มาร์กสไตล์ทะเล

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวของพะเยาคือการยกระดับพื้นที่ริมกว๊านพะเยาให้กลายเป็น “Sea-side Feeling Landmark” ที่มีบรรยากาศคล้ายริมทะเล แม้จะเป็นทะเลสาบน้ำจืดในภูมิภาคภาคเหนือ

กว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพื้นที่กว่า 20 ตารางกิโลเมตร เกิดจากการสร้างเขื่อนเมื่อปี พ.ศ. 2482 ในปัจจุบันจังหวัดพะเยาได้พัฒนาพื้นที่รอบกว๊านให้มีทางเดินริมน้ำที่สวยงาม จุดนั่งพักผ่อนหลากหลาย สวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล การจัดแสงประดับประดายามค่ำคืน และกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ที่สร้างแรงดึงดูดเชิงทัศนียภาพที่แตกต่างจากเชียงราย

การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้ทำลายเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น กลับกลายเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัยอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมวิวภูเขาโอบล้อม ผืนน้ำกว้างสุดสายตา ถ่ายรูปสวยๆ ได้ตลอดทั้งวัน และชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ ในช่วงเย็น

ความพิเศษของกว๊านพะเยาอีกประการหนึ่งคือ วัดติโลกอาราม วัดโบราณที่จมอยู่ใต้น้ำมากว่า 68 ปี นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือไปสักการะ “หลวงพ่อศิลา” พระพุทธรูปหินทรายอายุเก่าแก่กลางทะเลสาบ นอกจากนี้ยังมีพิธี “เวียนเทียนทางน้ำ” ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นความเฉพาะตัวที่สร้าง “ความทรงจำ” (Memorable Experience) ที่แข็งแกร่งกว่าการเที่ยววัดทั่วไป

PHOTO : พะเยา กิน ดื่ม เที่ยว

โรงแรมวิน ลากูน กรณีศึกษาความสำเร็จในทำเลทอง

โรงแรมวิน ลากูน พะเยา (Win Hotel Phayao หรือ Win Lagoon Hotel) ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าพะเยากำลังใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่กระชับมาเปลี่ยนนักเดินทางให้กลายเป็นผู้เข้าพักระยะยาวได้จริง

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 38/7 ถ.ราชสัมพันธ์ หรือ ถ.พหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ห่างจากกว๊านพะเยาเพียง 300-500 เมตร (เดินเท้าประมาณ 5 นาที) และอยู่ใกล้จุดขนส่งผู้โดยสาร (บขส.) และตลาดสด ทำให้มีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งอย่างมาก

โรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจริญภัณฑ์ (Charoenphan Group) มีจำนวนห้องพักประมาณ 94-110 ห้อง ได้มาตรฐาน 3 ดาว และได้รับคะแนนความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.4-7.7 จากคะแนนเต็ม 10 จากผู้เข้าพัก โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 และได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2558

จุดเด่นของโรงแรมวิน ลากูน คือกลยุทธ์การแบ่งโซนอาคารออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โซนตึกเก่าที่เน้นความประหยัด และโซนตึกใหม่ที่ออกแบบในสไตล์ “โมเดิร์นลอฟท์” (Modern Loft) ที่เน้นความทันสมัย ทำให้รับลูกค้าได้ทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงครอบครัว

ห้องพักมีความกว้างขวางเป็นพิเศษ โดยห้อง Superior มีพื้นที่ 24 ตารางเมตร ส่วนห้อง Deluxe มีถึง 36 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เครื่องปรับอากาศ ทีวีดาวเทียม ตู้เย็น โต๊ะทำงาน ระบบน้ำอุ่น และ Wi-Fi ฟรี นอกจากนี้โรงแรมยังมีศูนย์ออกกำลังกาย (Fitness Center) สระว่ายน้ำกลางแจ้ง บริการยืมจักรยาน ห้องประชุม และที่จอดรถส่วนตัวทั้งกลางแจ้งและในร่มที่กว้างขวาง

ความเชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรม

พะเยาไม่ได้พึ่งพาเพียงกิจกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จังหวัดพะเยามีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงยุคอาณาจักรภูกามยาว ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าเชียงใหม่ถึงสองศตวรรษ

อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง กษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งภูกามยาว ผู้ทรงเป็นพระสหายร่วมสาบานกับพ่อขุนเม็งรายมหาราชและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมวิน ลากูนเพียง 430 เมตร พื้นที่รอบอนุสาวรีย์เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามและเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสำคัญทั้งไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์ในครั้งนี้

วัดไชยอาวาสอยู่ห่างจากโรงแรมเพียง 150 เมตร ส่วนวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ที่ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในล้านนา อยู่ห่างออกไปเพียง 1.31 กิโลเมตร การเดินทางจากโรงแรมไปยังสถานที่สำคัญเหล่านี้ทำได้ง่ายด้วยการเดินเท้าหรือขับรถเพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ยังมีสถานีประมงน้ำจืดพะเยา ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินเช่นเดียวกับโรงแรม เป็นสถานที่แห่งแรกในโลกที่ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมปลาบึก ภายในมีอควาเรียมจัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดและพรรณไม้น้ำที่น่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ยังมีวัดอนาลโยทิพยาราม ที่ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัม มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมพม่าที่วิจิตรบรรจง และเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นกว๊านพะเยาได้ทั้งเมือง

ความท้าทายกับเชียงราย “การรั่วไหลของเวลาพัก”

การพัฒนาของพะเยามีนัยสำคัญต่อเชียงรายซึ่งเป็นศูนย์กลางคมนาคมและการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายที่อยู่ห่างจากพะเยาเพียง 99 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ชั่วโมง 20-30 นาทีเท่านั้น

ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ระบุว่า ในปี 2566 เชียงรายมีนักท่องเที่ยว 6.15 ล้านคน สร้างรายได้ 46,774 ล้านบาท คิดเป็น ASV (Average Spending per Visitor) 7,608 บาท ขณะที่พะเยามีนักท่องเที่ยว 1.01 ล้านคน สร้างรายได้ 2,290 ล้านบาท คิดเป็น ASV 2,268 บาท จะเห็นได้ว่าพะเยามีมูลค่าการใช้จ่ายต่อคนต่ำกว่าเชียงรายมาก

อย่างไรก็ตาม หากพะเยาสามารถพัฒนาเมืองให้มี “ความกระชับ” (Compact City) ที่เดินเท้าท่องเที่ยวได้ง่าย มีแหล่งพักผ่อนริมน้ำที่มีมาตรฐาน และมีที่พักราคาคุ้มค่าอย่างโรงแรมวิน ลากูนเป็นฐานสนับสนุน เชียงรายอาจเผชิญกับภาวะ “การรั่วไหลของเวลาพัก” (Overnight Stay Leakage) ที่นักท่องเที่ยวอาจเลือกบินมาลงเชียงราย แต่ตัดสินใจไปปักหมุดนอนและใช้จ่ายที่พะเยาแทน โดยเฉพาะในช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษริมกว๊านพะเยา

นอกจากนี้ อำเภอพานของเชียงราย ซึ่งอยู่กึ่งกลางเส้นทางระหว่างสนามบินและพะเยา (ห่างจากกว๊านประมาณ 47-50 กิโลเมตร หรือ 45-55 นาที) ก็มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองพัก เมืองแนะนำ” เพื่อยืดเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามค่ำที่กว๊านพะเยา ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพ เชียงราย-พะเยา (CR-PY Corridor) อย่างแท้จริง

งบประมาณและแผนพัฒนา

การพัฒนาพะเยาในครั้งนี้มีงบประมาณสนับสนุนที่ชัดเจนจากหลายหน่วยงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจรกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) จัดสรรงบประมาณรวม 300 ล้านบาท สำหรับพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์และโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดพะเยายังมีแผน 5 ปี ฉบับทบทวน พ.ศ. 2568 ที่จัดสรรงบประมาณ 72.6 ล้านบาท โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว รวมถึงระบบแอปพลิเคชันท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ

การลงทุนเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดพะเยาในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด โดยไม่เพียงแค่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเช่นในอดีต

Around Phayao - แวดพะเยา

ตลาดอาหารและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

การท่องเที่ยวในพะเยาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทัศนียภาพและที่พัก แต่ยังมีวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่น นักท่องเที่ยวที่มาพักที่โรงแรมวิน ลากูนสามารถเข้าถึง “ตลาดโต้รุ่ง” และ “ถนนคนเดินพะเยา” ซึ่งมีอาหารพื้นเมืองล้านนามากมาย เช่น แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง กุ้งเต้นเรือนโบราณ และปลากาดัง ซึ่งเป็นเมนูจากปลาในกว๊านพะเยาที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

ความใกล้ชิดระหว่างที่พักกับแหล่งอาหารท้องถิ่นทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพะเยาได้อย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารถยนต์หรือบริการขนส่งอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวเชิง “Walkable City” ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวสมัยใหม่

การแข่งขันในตลาดโรงแรม

แม้โรงแรมวิน ลากูนจะมีจุดแข็งด้านทำเลและราคา แต่ในพะเยายังมีโรงแรมคู่แข่งที่น่าสนใจหลายแห่ง ที่ติดริมกว๊านพะเยาและมีดีไซน์ทันสมัยกว่า ราคาเริ่มต้น 1,000-1,500 บาท ที่มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่และรองรับกรุ๊ปทัวร์ ราคาเริ่มต้น 800-1,200 บาท หรือที่เน้นความสดใหม่ตามมาตรฐานเครือข่าย ราคาเริ่มต้น 600-750 บาท และ ความหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมสระว่ายน้ำแบบเกลือ ราคาเริ่มต้น 1,600-2,500 บาท

การมีโรงแรมหลากหลายระดับราคาเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าพะเยากำลังสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มประหยัดไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม

มหาวิทยาลัยพะเยา จุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและวัฒนธรรมแล้ว พะเยายังมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวิชาการผ่านมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมวิน ลากูนประมาณ 14 กิโลเมตร มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของการจัดสัมมนา การประชุมวิชาการ และงานวิจัยต่างๆ ที่ดึงดูดนักวิชาการและนักธุรกิจเข้ามาในจังหวัด

โรงแรมวิน ลากูนมีห้องประชุมและพื้นที่จัดเลี้ยง (Meeting/Banquet Facilities) ที่สามารถรองรับการจัดสัมมนาหรืองานสังสรรค์ขนาดกลางได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับกลุ่มนักวิชาการที่ต้องการที่พักในตัวเมืองซึ่งมีราคาประหยัดกว่าโรงแรมใกล้มหาวิทยาลัย

แนวโน้มอนาคตและข้อเสนอแนะ

การพัฒนาของพะเยาในระยะนี้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่การเน้น “คุณภาพและความยั่งยืน” (Quality and Sustainability) นักท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและสามารถใช้เวลาผ่อนคลายได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เที่ยวผ่านๆ

สำหรับเชียงราย จำเป็นต้องเร่งพัฒนาพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่เชื่อมต่อกับย่านที่พักให้สะดวกขึ้น และสร้างกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์ลึกซึ้งเทียบเท่ากับการ “เวียนเทียนทางน้ำ” ของพะเยา เพื่อรักษาแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวยังคงเลือก “ปักหมุด” ที่เชียงรายต่อไป

ขณะเดียวกัน พะเยาก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ เพราะเอกลักษณ์ของพะเยาอยู่ที่ความเงียบสงบและวิถีชีวิตแบบชุมชน หากพัฒนามากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม อาจทำให้แรงดึงดูดหลักของจังหวัดลดลงได้

โอกาสสำคัญอีกประการคือการพัฒนา “Workation” คือการทำงานระยะไกลพร้อมพักผ่อนในที่เดียวกัน ซึ่งโรงแรมวิน ลากูนมีความได้เปรียบจากขนาดห้องพักที่ใหญ่และโต๊ะทำงานที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว หากพัฒนาการบริการเพิ่มเติม เช่น Wi-Fi ความเร็วสูง พื้นที่ร่วมทำงาน (Co-working Space) และแพ็คเกจพักระยะยาว อาจดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และ Remote Workers ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพักระยะยาวได้ “การพัฒนาของพะเยาเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กว๊านพะเยาเป็น Asset ทางธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว การนำมาพัฒนาให้เป็น Landmark ที่มี Identity ชัดเจนและมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี จะช่วยให้จังหวัดสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”

“ความสำเร็จของพะเยาจะขึ้นอยู่กับการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน” ถ้ามีการมองและวิเคราะห์โดยใช้จุดตั้งอ้างอิง “โรงแรมวิน ลากูนเป็นตัวอย่างที่ดีของภาคเอกชนที่เข้ามาเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาครัฐจัดหากิจกรรมระดับประเทศเพื่อดึงดูด Traffic และชุมชนรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว”

จากข้อมูลที่หาประกอบได้พบว่า “พะเยามีเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 โดยเฉพาะการเพิ่มระยะเวลาการพักค้างคืน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การจัดงานใหญ่อย่างไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การจัดงาน Thai Fight พะเยาและ PHAYAO COUNTDOWN FLORA FEST 2026 คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านบาท จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อมต่อการจ้างงานท้องถิ่น การขายผลิตภัณฑ์ชุมชน และการประชาสัมพันธ์จังหวัดในระดับสากล

โรงแรมต่างๆ ในพะเยาข้อมูลรายงานว่ามีการจองห้องพักเต็มเกือบ 100% ในช่วงงานไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงปกติถึง 3-4 เท่า แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การจัดกิจกรรมใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการรถเช่า และไกด์นำเที่ยว ต่างได้รับผลประโยชน์จากกระแสนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น สร้างการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

ความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แม้การพัฒนาจะสำคัญ แต่พะเยายังคงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำสำคัญและระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง การพัฒนาการท่องเที่ยวจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จังหวัดพะเยาได้กำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การจำกัดจำนวนเรือที่ใช้ในกว๊าน การจัดระบบการจัดการขยะในงานใหญ่ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการสนับสนุนให้โรงแรมต่างๆ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

โรงแรมวิน ลากูนเองก็มีการปรับปรุงระบบการใช้พลังงาน เช่น การใช้หลอดไฟ LED การปรับปรุงเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการส่งเสริมให้แขกใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำเพื่อลดการซักผ้าที่สิ้นเปลืองน้ำและพลังงาน

เปรียบเทียบตัวเลขการท่องเที่ยว

ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2566

จังหวัดเชียงราย

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 6.15 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยว: 46,774 ล้านบาท
  • Average Spending per Visitor (ASV): 7,608 บาท
  • จำนวนโรงแรมและที่พัก: มากกว่า 800 แห่ง

จังหวัดพะเยา

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 1.01 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยว: 2,290 ล้านบาท
  • Average Spending per Visitor (ASV): 2,268 บาท
  • จำนวนโรงแรมและที่พัก: ประมาณ 150-200 แห่ง

แม้พะเยาจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้น้อยกว่าเชียงรายมาก แต่อัตราการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของพะเยาสูงกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ต่อปี ขณะที่เชียงรายเติบโตประมาณ 8-12% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าพะเยากำลังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

พะเยากำลังยืนหยัดในฐานะคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดการท่องเที่ยวภาคเหนือ ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การพัฒนากว๊านพะเยาให้เป็นแลนด์มาร์กสไตล์ริมทะเล การจัดกิจกรรมระดับประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และการมีโรงแรมระดับกลางที่มีคุณภาพอย่างโรงแรมวิน ลากูนในทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พะเยาไม่ใช่แค่ “เมืองทางผ่าน” อีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับพะเยาในการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่มีความยั่งยืน และเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับเชียงรายในการรักษาความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทั้งสองจังหวัดอาจเลือกที่จะแข่งขันหรือร่วมมือกันสร้างระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองพื้นที่และภูมิภาคโดยรวม

สำหรับนักท่องเที่ยว การมีทางเลือกใหม่ที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ในภาคเหนือถือเป็นข่าวดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่เป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยว พะเยากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “เมืองเล็ก” ก็สามารถแข่งขันกับ “เมืองใหญ่” ได้ หากมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน การบูรณาการที่ดี และการรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE EDITORIAL

ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” เปิดเสียงศิลปินชาวเชียงราย สะท้อนวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน 5 ศิลปินร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแม่น้ำสายชีวิต ผ่านงานจิตรกรรม ภาพถ่าย เสียงธรรมชาติ และงานไม้ มอบรายได้ 50% สนับสนุนภารกิจฟื้นฟูแม่น้ำ ท่ามกลางวิกฤตมลพิษที่ยืดเยื้อมาเกือบปี

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 — ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ นักวิชาการ และชาวเชียงรายที่แห่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะที่มีความหมายเป็นพิเศษ ภายใต้ชื่อ “Crooked River แม่น้ำกก” ซึ่งจัดแสดงผลงานของศิลปิน 5 ท่าน ที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวของแม่น้ำกก สายน้ำแห่งความทรงจำและชีวิตของชาวเชียงราย ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการปนเปื้อนสารพิษครั้งรุนแรง

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ในฐานะประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ว่า เป็นการแสดงความรับผิดชอบของศิลปินที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาแม่น้ำที่เป็นประเด็นเร่งด่วนของจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน

จุดเริ่มต้นของวิกฤต เมื่อแม่น้ำสงบกลายเป็นน้ำโคลนพิษ

เรื่องราวของนิทรรศการครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลัง อังกฤษ อัจฉริยโสภณ หนึ่งในศิลปินหลักของนิทรรศการตั้งขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำของเรา?” คำถามนี้ก่อตัวขึ้นหลังจากที่เขายืนอยู่ริมแม่น้ำกกและสังเกตเห็นว่า แม้แม่น้ำจะยังคงไหลและผิวน้ำสองข้างทางยังดูเหมือนเดิม แต่มี “บางอย่าง” ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไป

“มันเหมือนกับผีหรือปีศาจที่หลอกหลอนเรา ทำให้เรากลัว ทำให้เรากังวล ทำให้เราไม่มั่นคงในการมีชีวิตอยู่ แต่เรามองไม่เห็นตัวมัน” อังกฤษกล่าวในพิธีเปิดงาน ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความกังวลที่คนในพื้นที่ต่างรับรู้ร่วมกัน

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความวิตกกังวลไร้เหตุผล แต่มีรากฐานมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เมื่อน้ำท่วมครั้งใหญ่พัดเอาน้ำโคลนสีเทาขุ่นข้นจากต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้าท่วมพื้นที่อำเภอแม่สาย และหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านต้องใช้เวลาหลายเดือนในการขุดโคลนและล้างบ้านเรือน เพราะตะกอนดินที่ถูกพัดมามีปริมาณมหาศาล

ตัวเลขที่น่าตกใจ สารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 5 เท่า

หลังเหตุการณ์น้ำท่วม กรมควบคุมมลพิษได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำทุก 2 สัปดาห์ ผลการตรวจวิเคราะห์กลับชี้ให้เห็นภาพที่น่าตระหนกยิ่งกว่าที่คาดไว้ จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ที่เก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 พบว่า แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู” และ “ตะกั่ว” เกินค่ามาตรฐานในหลายจุด

ที่บริเวณสบกกบ้านแซว ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จุดที่แม่น้ำกกไหลลงสู่แม่น้ำโขง ผลการตรวจวัดพบว่าค่าสารหนูอยู่ที่ 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่มาตรฐานกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หมายความว่าเกินค่ามาตรฐานถึง 3.6 เท่า ในบางจุดพบว่าสารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 5 เท่า ซึ่งถือว่าสูงมากและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ระบุว่า “เกินมาเกือบ 5 เท่า ซึ่งมันสูงมาก” และยังกล่าวเสริมว่า ในการตรวจสอบตะกอนดินพบสารหนูเกินมาตรฐาน 10 จุดจาก 17 จุดตรวจ โดย 4 จุดอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง)

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ โดยระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งหน่วยแพทย์เฉพาะกิจร่วมกับกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย ลงพื้นที่ตรวจหาสารหนูในห่วงโซ่อาหารเป็นระยะเวลา 4 เดือน พร้อมเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับพิษโลหะหนัก แม้ว่าในขณะนั้นยังไม่พบผู้ป่วยจากพิษสารหนูเรื้อรัง แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่

ต้นตอจากเหมืองข้ามพรมแดน ทุนจีนกับเหมืองแร่ในรัฐฉาน

รากเหง้าของปัญหานี้สืบย้อนไปถึงการทำเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขนาดใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกกในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยเฉพาะบริเวณเมืองสาด เมืองยอน และเมืองกก ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของแม่น้ำกก

จากข้อมูลการสำรวจโดยองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการพบว่า บริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกมีการทำเหมืองแร่อย่างน้อย 3 จุดใหญ่ การทำเหมืองดังกล่าวใช้สารเคมีในกระบวนการสกัดแร่ รวมถึงสารหนูที่ใช้ในการแยกทองคำออกจากแร่ เมื่อมีฝนตกหรือเกิดการชะล้างดิน สารพิษเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำกก แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย

นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น ทำให้เกิดดินถล่มเพราะใช้การละลายแร่ใต้ดิน สร้างมลพิษต่อน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสัตว์ป่าจนถึงแก่ชีวิต ตลอดจนพบการปนเปื้อนในพืชอาหารอีกด้วย

แม่น้ำกกมีความยาวประมาณ 300 กิโลเมตร ไหลจากรัฐฉานเข้าประเทศไทยที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย แม่จัน เวียงเชียงรุ้ง และดอยหลวง แล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่กว่า 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ผลกระทบต่อวิถีชีวิต เกษตรกร-ชาวประมงรับผลโดยตรง

การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรและชาวประมงที่พึ่งพาแม่น้ำกกในการประกอบอาชีพ จากการสำรวจเบื้องต้นเฉพาะในอำเภอเวียงชัย และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 58,000 ไร่ที่ยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำกก

ชาวประมงเริ่มประสบปัญหาปลาที่จับได้จากแม่น้ำกกไม่เป็นที่นิยม และถูกกดราคาจากตลาด ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการบริโภค แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันว่าปลามีสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่ แต่ความไม่แน่ใจนี้ส่งผลต่อรายได้และการดำรงชีพของชาวประมง

นอกจากนี้ ชาวบ้านริมแม่น้ำกกกว่า 100 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2567 โดยบ้านเรือนประมาณ 10 หลังถูกน้ำพัดไป ไม่เพียงแต่สูญเสียที่อยู่อาศัย แต่ยังสูญเสียที่ดินทำกินด้วย เพราะน้ำที่มีความเชี่ยวกรากพัดเอาหน้าดินไปด้วย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนสุ่มตรวจน้ำประปาหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำกกตลอดสายจนถึงเดือนกันยายน 2568 โดยส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1-1 เชียงราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าน้ำประปายังปลอดภัย

ศิลปะกับการปลุกจิตสำนึก 5 ศิลปิน 5 มุมมอง

ท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อมาเกือบปี กลุ่มศิลปิน 5 ท่าน ได้รวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงความเป็นแม่น้ำกกผ่านมุมมองและสื่อที่หลากหลาย นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของแม่น้ำและชุมชนริมฝั่ง

วันชัย พุทธวารินทร์ ช่างภาพชาวเชียงราย ซึ่งบ้านอยู่ทางแม่ข้าวต้ม ได้ใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมสูงของแม่น้ำกกในหลายโค้ง หลายมุม และหลายฤดูกาล ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นความงามของแม่น้ำที่คดเคี้ยวไปตามธรรมชาติ พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับผู้คน ทุ่งนา แปลงเกษตร และเหมืองทราย ภาพถ่ายของเขาเผยให้เห็น “ภาพใหญ่” ที่คนบนพื้นดินไม่สามารถมองเห็นได้

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ จิตรกรชาวเชียงรายที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม 40 ชิ้น โดยใช้ภาพถ่ายของวันชัยเป็นแรงบันดาลใจ เขาใช้สีสันแต่งเติมเรื่องราวและมุมมองของศิลปินเกี่ยวกับแม่น้ำกกลงไปในภาพวาด แต่ละชิ้นถูกแยกส่วนออกมา สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า “เรามิอาจจะเข้าถึงความจริงของแม่น้ำกกได้เพียงภาพเดียวหรือจากความจริงที่เรามีเพียงชิ้นเดียว”

เอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินและนักออกแบบอิสระ สร้างสรรค์ประติมากรรมไม้ตะเคียนที่จัดวางบนก้อนหินจากกลางแม่น้ำ เปรียบเหมือนคลื่นผิวน้ำที่ไหลอย่างสงบ แต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับมีปัญหาที่ทับถม ยากแก้ไข งานของเขาใช้เป็นฐานสำหรับวางชิ้นงานจิ๊กซอว์ร่วมของอังกฤษและวันชัย

วรพจน์ บุญความดี นักธรรมชาติวิทยาอิสระและนักบันทึกเสียงธรรมชาติ ผู้เคยทำงานในการจัดตั้งและบริหารจัดการ “พื้นที่อนุรักษ์น้ำคำ” อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่างปี 2549-2559 ได้นำเสนอ “เสียงจากแม่น้ำ” ที่เราอาจไม่เคยตั้งใจรับฟัง อยากสื่อสารถึงเสียงของชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำกก ทั้งเสียงนก เสียงแมลง เสียงแพลงก์ตน และเสียงปลา ซึ่งกำลังจะหายไปจากสายน้ำนี้

สมชาย ชื่นทรวงจิต นักบุปผากร ผู้ทำงานไฟฟ้าควบคู่กับการจัดดอกไม้ที่อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) ได้นำเสนองานจัดดอกไม้ที่แสดงความเรียบง่ายของการใช้วัสดุธรรมชาติ กิ่งไม้ ใบไม้ ทั้งสดและแห้ง พร้อมกรวดทรายและหินในแม่น้ำกก เพื่อนำความงามมาเยียวยาใจท่ามกลางความเศร้าที่เกิดจากวิกฤตน้ำท่วมและสารพิษ

ข้อความจากผู้ใหญ่ใจ “ศิลปินคือผู้นำทาง”

ศาสตราจารย์นคร ทองน้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมาร่วมให้กำลังใจศิลปิน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังว่า “แม่น้ำกกเราเนี่ยจะพึ่งใคร เทศบาลเหรอ ข้าราชการเหรอ ตำรวจหรือทหารหรอ พวกคุณนี่แหละที่จะต้องช่วยกันดูแลแม่น้ำกก ไม่ใช่คนอื่น การเป็นศิลปินหมายถึงการเป็นผู้ให้ การเป็นผู้เผื่อแผ่ การเป็นผู้ชี้ทาง การเป็นผู้ให้กำลังใจ ให้กำลังความคิด เป็นผู้ที่จะนำพาคนชาวเชียงราย”

เขากล่าวต่อว่า “เมืองไหนก็ตาม ถ้ามีแม่น้ำเป็นพิษแล้วเมืองนั้นอยู่ไม่ได้ มันง่ายแค่นั้นเอง” คำพูดที่ตรงไปตรงมานี้สะท้อนถึงความจริงจังของปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายตื่นตัวและร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวถึงบทบาทของมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ว่า ปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งของเชียงราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พร้อมด้วยสื่อมวลชนและองค์กรระหว่างประเทศ

ท่านยังเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 จะมีองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เข้ามาพูดคุยกับชาวเชียงรายและภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง

“ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เฉพาะแม่น้ำกกแล้ว แต่ลามไปถึงแม่น้ำโขงซึ่งจะส่งผลต่อภาคอีสานของเราด้วย และที่แม่น้ำสาละวินเราก็พบว่ามีเหมืองจำนวนมากถึง 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน” คุณเตือนใจกล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เราก็จะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติอยู่ได้อย่างดีเลย เพราะมนุษย์นี่แหละคือผู้ที่ทำลาย ถ้าเราไม่มีความอ่อนน้อม ความเคารพ ความกตัญญูต่อธรรมชาติ”

เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาและความหวัง

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” เปิดให้ผู้ชมได้สำรวจ สัมผัส มอง ฟัง และรู้สึก ปะติดปะต่อความหมายผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับแม่น้ำจากมุมมองที่แตกต่างกัน พจวรรณ พันธ์จินดา ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ อธิบายว่า การจัดแสดงครั้งนี้ต้องการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาถึงแม่น้ำกกผ่านงานศิลปะและจากผู้ชม เพื่อช่วยประกอบความเป็นแม่น้ำกกให้ชัดเจนและกว้างไกลขึ้น พร้อมทั้งฉายภาพความจริง ความหวัง และความฝันในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้

“เราไม่อาจจะเห็นแม่น้ำทั้งสายได้ เมื่อเรายืนอยู่ที่ริมฝั่ง” คือข้อความที่สะท้อนแนวคิดของนิทรรศการ ที่ต้องการเชื้อเชิญให้ผู้ชมเปิดมุมมองและเข้าใจแม่น้ำกกในมิติที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่สายน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้าน แต่คือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม

การจัดนิทรรศการครั้งนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมทุนสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยศิลปินทั้ง 5 ท่านยินยอมบริจาครายได้ 50% จากการจำหน่ายผลงานทุกชิ้น รวมถึงงานจัดดอกไม้และจิ๊กซอว์ ให้กับมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เพื่อใช้ในโครงการรณรงค์เกี่ยวกับแม่น้ำของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง

ความร่วมมือระดับนานาชาติ ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาได้จัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องของสารพิษในแม่น้ำทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยมีศิลปินเข้าร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้การรณรงค์มีสีสัน มีชีวิตชีวา และมีพลังมาก

ขณะนี้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการศึกษาวิจัยและติดตามสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีองค์กรระหว่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาสนับสนุน อาทิ องค์การสหภาพยุโรป (EU) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ซึ่งได้เปิดสำนักงานในพื้นที่

การเข้ามามีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศถือเป็นก้าวสำคัญ เนื่องจากปัญหาต้นตอมาจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานและเจรจาในระดับนานาชาติ ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงในระดับประเทศเดียว

ทางออกที่รอคอย จากความตระหนักสู่การลงมือ

แม้ว่าสถานการณ์จะยังคงน่ากังวล แต่การที่มีหลายฝ่ายเข้ามาให้ความสนใจและร่วมมือกันถือเป็นสัญญาณที่ดี นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การแก้ปัญหาต้องทำหลายแนวทาง ทั้งการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพ และที่สำคัญคือการหยุดการทำเหมืองแร่ที่ต้นน้ำ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำประปาหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำกก รวมถึงการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสารพิษ

สำหรับแนวทางระยะยาว มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาพร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคมกำลังผลักดันให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาเพื่อหยุดการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษ และมีการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้มีกฎหมายและกลไกในการควบคุมการลงทุนจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ข้อคิดจากศิลปะ เมื่อภาพวาดกลายเป็นเสียงเรียกร้อง

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปะทั่วไป แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม อังกฤษ อัจฉริยโสภณ กล่าวว่า “เราทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้” คือคำถามที่ศิลปินทุกคนถามตัวเอง และนิทรรศการครั้งนี้คือคำตอบหนึ่งที่พวกเขาหาเจอ

การที่ศิลปิน 5 ท่านจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ภาพถ่าย การบันทึกเสียง ประติมากรรม และงานจัดดอกไม้ มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ “แม่น้ำกก” แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการนำเสนอประเด็นสังคม และเชื่อมโยงผู้คนที่มีความห่วงใยร่วมกัน

นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบสหสาขาวิชา (Interdisciplinary) ที่นำเอาศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสานกัน ตั้งแต่ศิลปะ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชีววิทยา และสังคมศาสตร์ เพื่อนำเสนอภาพรวมของปัญหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

แขกผู้มีเกียรติและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ในพิธีเปิดงานมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ คุณจันทร์ นคร ทองน้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง คุณกิตติวัฒน์ ไลย์ศิริพันธ์ ตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คุณพิศาล จันทร์สิน จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายกสมาคมศิลปินแห่งประเทศไทย รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN และแขกจากภูเก็ต

การที่มีผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานแสดงให้เห็นว่าปัญหาแม่น้ำกกเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีผู้คนพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไข ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปิน นักวิชาการ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของการรักษาแม่น้ำและสิ่งแวดล้อม

คุณยุวนิต เตชะไพบูลย์ แขกจากภูเก็ต ที่เดินทางมาร่วมงาน แสดงให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาคล้ายกันสามารถนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียดการจัดแสดงและการเข้าชม

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” จัดแสดงระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ การเข้าชมไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผู้สนใจสามารถบริจาคหรือซื้อผลงานศิลปะเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้

ผลงานที่จัดแสดงประกอบด้วย ภาพถ่ายมุมสูงของแม่น้ำกกกว่า 20 ภาพโดยวันชัย พุทธวารินทร์ ภาพจิตรกรรม 40 ชิ้นโดยอังกฤษ อัจฉริยโสภณ จิ๊กซอว์ที่ผสมผสานระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรม ประติมากรรมไม้ตะเคียนโดยเอกพงษ์ ใจบุญ การบันทึกเสียงธรรมชาติจากแม่น้ำโดยวรพจน์ บุญความดี และงานจัดดอกไม้โดยสมชาย ชื่นทรวงจิต

พจวรรณ พันธ์จินดา ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ระบุว่า การจัดวางผลงานได้ออกแบบให้ผู้ชมได้สัมผัสแม่น้ำกกผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ตั้งแต่การมอง การฟัง การสัมผัส และการรับรู้ทางอารมณ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์และทำให้เข้าใจถึงความเป็นแม่น้ำกกในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บทเรียนสำหรับอนาคต จากแม่น้ำกกสู่แม่น้ำอื่นๆ

ปัญหาของแม่น้ำกกไม่ใช่กรณีเฉพาะ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายอื่นๆ ในภูมิภาค ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาละวิน ล้วนมีความเสี่ยงจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำเช่นกัน

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวว่า ที่แม่น้ำสาละวินซึ่งขณะนี้เป็นสายเดียวที่ไม่มีเขื่อนกั้นน้ำและยังคงสภาพธรรมชาติ กลับพบว่ามีเหมืองที่ต้นน้ำแล้ว และค่าสารพิษบางชนิดสูงถึง 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหามีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น และจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

การแก้ปัญหาในระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน

เสียงจากศิลปิน “อย่างน้อยเราได้เริ่มต้นบทสนทนา”

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ กล่าวปิดท้ายในพิธีเปิดงานว่า “อย่างน้อยศิลปะได้นำพาพวกเรามามาอยู่ร่วมกัน และเป็นจุดเริ่มต้นเล็กเล็กที่เราจะเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา” คำพูดนี้สะท้อนถึงความหวังของกลุ่มศิลปินที่ต้องการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกของผู้คน

การจัดนิทรรศการครั้งนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ในการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ แต่เป็นก้าวที่สำคัญในการแสดงให้เห็นว่าศิลปินและภาคประชาสังคมพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง และยินดีที่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการหรือต้องการสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อได้ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย หรือมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)
  • องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานประเทศไทย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา

เชียงรายส่งน้ำใจ “เหนือจรดใต้” ศาสนาพหุวัฒนธรรมรวมพลังช่วยน้ำท่วมสงขลา เมื่อพี่น้องภาคใต้ต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนัก ชาวเชียงรายจากทุกศาสนาไม่นิ่งนอนใจ ผนึกกำลังส่งมอบความหวังผ่านโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! พิสูจน์ว่าความเป็นไทยไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่จำกัดภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ อำเภอเมืองเชียงราย ภาพที่ปรากฏไม่ใช่แค่การส่งมอบกล่องสิ่งของธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนความสามัคคีที่ทรงพลังของสังคมพหุวัฒนธรรม ขณะที่ผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็น น้ำดื่ม และอาหารแห้ง มาร่วมสมทบในโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! เพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

วิกฤตน้ำท่วมใต้ – ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ศาสนสถาน และผู้นำศาสนาทุกศาสนาอย่างหนัก ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำ บ้านเรือนเสียหาย ทรัพย์สินถูกทำลาย และที่สำคัญคือความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐาน

ในขณะที่ภาคใต้กำลังเผชิญวิกฤต เสียงตอบรับจากทั่วประเทศก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจังหวัดเชียงราย ดินแดนล้านนาทางภาคเหนือที่ห่างไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร แต่กลับใกล้ชิดด้วยน้ำใจและความเป็นพี่น้องคนไทยเดียวกัน

ฮัก” หาดใหญ่ – โครงการที่เกิดจากหัวใจ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” ชาวเชียงรายรวมพลัง ส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา เป็นโครงการที่เกิดจากการผนึกกำลังขององค์กรสำคัญหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

การดำเนินงานของโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์กรและหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย 6 องค์กรหลัก ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์, CPALL บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย, และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคสิ่งของได้อย่างสะดวก ขณะที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับบริจาคหลัก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายตั้งแต่เริ่มโครงการ

เมื่อศาสนาพหุนำพาความหวัง

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในครั้งนี้คือการเข้าร่วมของกลุ่มศาสนาที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้นำสิ่งของมาร่วมสมทบในโครงการดังกล่าว การมีส่วนร่วมของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสากลของทุกศาสนาที่ส่งเสริมความเมตตาและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

นายสุเรชเจริญ อุปรา หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย และผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาซิกข์ในจังหวัดเชียงราย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างประทับใจถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

“สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ เป็นองค์กรทางศาสนาที่อยู่ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น เรารู้สึกสงสารและเห็นใจพี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่เป็นอย่างมาก” นายสุเรชเจริญ อุปรา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

บทเรียนจากอดีต – เมื่อเชียงรายเคยเป็นผู้รับความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนถึงหลักการ “กรรมดี” ของสังคมไทยคือการที่นายสุเรชเจริญ อุปราได้ย้อนระลึกถึงช่วงเวลาที่จังหวัดเชียงรายเองก็เคยประสบภัยพิบัติในอดีต และได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องชาวใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศอย่างเอื้ออาทร

“ในคราวที่เชียงรายเกิดภัยพิบัติ ทางภาคใต้ หลายจังหวัด รวมทั้งภาคอีสาน และกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความช่วยเหลือกับทางจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพี่น้องเราที่อยู่ในแม่สาย ซึ่งมีชาวอินเดียอยู่ ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และได้รับการช่วยเหลือจากพี่น้องทั่วแผ่นดิน” นายสุเรชเจริญ อุปราเล่าถึงความทรงจำที่ฝังใจ

การระลึกถึงความดีที่เคยได้รับนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชุมชนชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายตัดสินใจร่วมมือกันส่งความช่วยเหลือกลับไปยังภาคใต้ในครั้งนี้ มันคือการตอบแทนคุณและการส่งต่อน้ำใจที่สวยงาม แสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่เราให้ไปจะกลับมาหาเราในรูปแบบของวัฏจักรแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

น้ำใจที่ไร้พรมแดน – ข้ามภูมิภาค ข้ามศาสนา

นายสุเรชเจริญ อุปราได้กล่าวต่อด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมว่า “เมื่อประชาชนหรือพวกเราทุกคนเกิดเหตุภัยพิบัติ วันนี้เราก็อยากจะมีส่วนร่วมอย่างน้อยๆ เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวใต้ให้รู้สึกดีขึ้น ให้ไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป ผมเชื่อว่าคนทั่วแผ่นดินยินดีที่จะเข้าร่วม และเราก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

คำพูดของนายสุเรชเจริญ อุปราสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกที่ดีงามของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด ศาสนาใด หรือภูมิภาคใด เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์ได้ยาก ก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยความจริงใจ

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายสุเรชเจริญ อุปราได้แสดงความปรารถนาดีด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเคารพต่อศาสนาทุกศาสนา โดยกล่าวว่า “ขอพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า เทพยดาทุกพระองค์ในศาสนา และคุรุในศาสนา โปรดพรหมบันดาลให้ภัยพิบัติในครั้งนี้ได้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ให้พี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่ กลับมาฟื้นคืนชีพ และกลับมาใช้ชีวิตโดยปกติสุขโดยเร็ว”

เขายังขอให้พระองค์ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ สถาบันศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และศาสนาซิกข์ โปรดประทานพรให้พี่น้องชาวใต้และประชาชนทั้งหมดผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี การอธิษฐานข้ามศาสนาเช่นนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าทุกศาสนามีแก่นแท้เดียวกันคือความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์

การยอมรับจากภาครัฐ – ความสามัคคีที่เป็นรูปธรรม

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมการส่งมอบสิ่งของในครั้งนี้ และได้กล่าวขอบคุณผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ที่เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนา

นายพิสันต์ได้เน้นย้ำว่า การให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนาถือเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติอย่างแท้จริง การที่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายให้การสนับสนุนและยกย่องการกระทำของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนาและการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม

ภาคใต้ไม่ได้อยู่ลำพัง – ศูนย์รับบริจาคเชื่อมโยงทั่วประเทศ

ขณะที่ความช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากภาคเหนือ ภาคใต้เองก็ได้จัดระบบรองรับอย่างเป็นระบบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา และองค์การศาสนา 5 ศาสนา เปิดศูนย์รับบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อจัดส่งสิ่งของจำเป็นลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และภาคเอกชนทั้งในพื้นที่ภัยพิบัติและพื้นที่ที่ส่งความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบการจัดการภัยพิบัติของไทย และที่สำคัญคือความสามัคคีของคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเมื่อเกิดวิกฤต

เมื่อความแตกต่างกลายเป็นพลังรวม

เหตุการณ์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ ไม่ใช่แค่การส่งมอบสิ่งของบรรเทาภัยธรรมดา แต่เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ที่ผู้คนจากศาสนาที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

น้ำใจจากชาวเชียงรายและกลุ่มศาสนาที่มากล้นในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่าง แต่รวมกันด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิภาค เมื่อมีคนตกทุกข์ได้ยาก ทุกคนก็พร้อมที่จะเป็นพี่น้องกันและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! คำว่า “ฮัก” ในภาษาถิ่นหมายถึง “รัก” หรือ “เอ็นดู” ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและความเป็นพี่น้อง ชื่อโครงการนี้จึงสะท้อนถึงแก่นแท้ของการช่วยเหลือครั้งนี้ที่ไม่ได้มาจากหน้าที่หรือภาระบังคับ แต่มาจากความรักและความเอื้ออาทรที่มีต่อกันในฐานะคนไทยและเพื่อนมนุษย์

ในยามที่ภัยพิบัติทำให้ผู้คนต้องแยกจากกัน น้ำใจของคนไทยกลับทำให้ทุกคนใกล้ชิดกันมากขึ้น ระยะทาง 2,000 กิโลเมตรระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่ดูเหมือนจะหายไปเมื่อความเป็นพี่น้องเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน

สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่ได้มากมายมหาศาล แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังนั้นยิ่งใหญ่ มันคือการส่งต่อความหวัง ความอบอุ่น และข้อความที่ว่า “พี่น้องไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังอยู่ที่นี่และพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ”

การรวมพลังครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างภูมิภาค ระหว่างศาสนา และระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่มีหัวใจเดียวกันคือหัวใจของการให้ การแบ่งปัน และความเป็นพี่น้อง

ในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 นอกจากความเสียหายและความทุกข์ยากแล้ว สิ่งที่จะถูกจดจำคือเรื่องราวของความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพลังของน้ำใจที่ไหลจากทุกทิศทั่วประเทศมาบรรจบกันที่ภาคใต้ รวมถึงเรื่องราวของกลุ่มชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะมีที่มาจากไหน นับถือศาสนาใด เราล้วนเป็นคนไทยและเป็นมนุษย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันในยามยาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME