Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
  • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
  • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยชุดข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ถูกเผยแพร่ผ่านหน่วยงานจัดทำในสายวิชาการ
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้จัดทำชุดสถิติท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 ที่ถูกรายงานผ่านสื่อเศรษฐกิจและการเงิน
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมตรุษจีนประจำปี 2569 ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะของหน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเชียงรายก้าวข้าม 5 หมื่นล้าน! กรอ. วางหมาก “MICE & Wellness” รับมือวิกฤตภาคการผลิตไทย

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 เมื่อรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.1 หมื่นล้าน เดินหมากไมซ์ซิตี้ รับเกมโลจิสติกส์โขง พร้อมจับเทรนด์เวลเนสและทรัพย์สินทางปัญญา

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด เส้นแบ่งที่ไม่ใช่แค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลหนาว หรือการคาดหวังยอดขายช่วงเทศกาลเท่านั้น หากแต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างการเติบโตที่พึ่งพาแรงหนุนเดิม กับการก้าวไปสู่โครงสร้างรายได้แบบใหม่ที่ยกระดับคุณภาพการใช้จ่าย เพิ่มมูลค่าจากบริการ และเชื่อมต่อการค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

ภาพใหญ่ที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองในปี 2569 เริ่มต้นจากตัวเลขที่หนักแน่นในปี 2568 จังหวัดทำรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขรายได้ข้ามหลัก 50,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ตัวเลขนี้ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่เป็นสัญญาณว่าภาคบริการได้กลายเป็นกลไกประคองเศรษฐกิจท้องถิ่นท่ามกลางความผันผวนของภาคการผลิตในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสถิติที่สวยงามยังมีรายละเอียดที่ต้องอ่านให้ครบ เพราะตัวเลขเดียวกันกำลังบอกว่า เชียงรายยังพึ่งพากำลังซื้อจากคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ตลาดต่างชาติลดลงในอัตราที่สะท้อนความเปราะบางของการฟื้นตัว และถ้าหากจังหวัดต้องการเดินเกมเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะยาว เป้าหมายไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง และนวัตกรรมสุขภาพ จะต้องไม่เป็นเพียงคำขวัญ แต่ต้องแปลงเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและครัวเรือนในพื้นที่

ปี 2568 คนไทยคือแรงพยุงหลักของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

สถิติท่องเที่ยวปี 2568 ของจังหวัดเชียงรายสะท้อนโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 ของผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหมด สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3 ของรายได้รวม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.88 และรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 แม้ตัวเลขรวมเป็นบวก แต่หากแยกดูเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะพบแนวโน้มลดลง โดยจำนวนลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

สารสำคัญของข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของเชียงรายในปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการกลับมาของตลาดต่างชาติ หากเกิดจากกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก เศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงยังผูกอยู่กับพฤติกรรมไทยเที่ยวไทย ซึ่งมีความไวต่อค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูง

ฤดูกาลท่องเที่ยวชี้ชัด ไตรมาส 4 แรง แต่ไตรมาส 1 ไม่แพ้กัน

หากมองการกระจายตัวตามไตรมาส การท่องเที่ยวเชียงรายเติบโตสูงในไตรมาส 4 ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

รายละเอียดรายเดือนยังสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากที่สุดคือเดือนมกราคม 644,347 คน สร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนที่มีชาวไทยน้อยที่สุดคือกันยายน 330,826 คน สร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

ในฝั่งต่างชาติ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดคือธันวาคม 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ส่วนเดือนที่น้อยที่สุดคือกันยายน 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันจะเห็นว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่รายได้รวมสูงมาก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าเดือนมกราคม นัยสำคัญคือ เชียงรายกำลังมีสัญญาณของการยกระดับการใช้จ่ายต่อหัวในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เมืองท่องเที่ยวที่แข็งแรงควรมี และเป็นจุดตั้งต้นที่สอดรับกับแนวคิดไมซ์ซิตี้ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

รายได้ 5.1 หมื่นล้านไม่ใช่จุดจบ แต่คือทุนตั้งต้นของยุทธศาสตร์ใหม่

คำถามที่ชุมชนธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายต้องตอบในปี 2569 คือ รายได้ท่องเที่ยวระดับนี้จะถูกต่อยอดเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใด หากยึดอยู่กับการรอฤดูกาลท่องเที่ยว เศรษฐกิจจะผันผวนตามสภาพอากาศ ตามข่าวความปลอดภัย และตามกระแสการเดินทางของผู้บริโภค

แต่หากใช้รายได้จากท่องเที่ยวเป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างกิจกรรมที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง เช่น การประชุมสัมมนา งานนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการค้าข้ามพรมแดนที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ เมืองจะขยายฐานรายได้อย่างมีคุณภาพ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียว

นี่คือฉากหลังของการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สะท้อนว่า จังหวัดกำลังเดินเกมรุกพร้อมกันหลายแนวรบ

16 กุมภาพันธ์ 2569 กรอ.เชียงราย วางหมากเศรษฐกิจใหม่ มุ่งไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์โขง และตลาดคาร์โกจีน

การประชุม กรอ.ครั้งที่ 3 ปี 2569 มีสาระสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจผ่านการติดตามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การประเมินศักยภาพเมืองเพื่อก้าวสู่ไมซ์ซิตี้ การเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก การบูรณาการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงการผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้

ไมซ์ซิตี้คือเกมยกระดับรายได้ต่อหัวของเมืองท่องเที่ยว

หัวใจของไมซ์ซิตี้ไม่ใช่แค่การได้ป้ายรับรอง แต่คือการดึงคนทำงาน คนประชุม และนักธุรกิจเข้ามาใช้จ่ายในเมืองด้วยงบประมาณที่สูงกว่าเที่ยวทั่วไป โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางในเมือง และบริการเสริมจะได้ประโยชน์ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า จังหวัดอยู่ระหว่างปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานประเมินศักยภาพเมือง 8 ด้าน เพื่อผลักดันเชียงรายสู่การเป็นเมืองไมซ์ในอนาคต หากการประเมินนี้เดินหน้าได้เร็ว เชียงรายจะมีเครื่องมือสำคัญในการดึงงานประชุมระดับภูมิภาคเข้ามา ซึ่งสอดรับกับการที่จังหวัดได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

ในมุมเศรษฐศาสตร์เมือง งานประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศเป็นมากกว่างานอีเวนต์ เพราะเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการระดับประเทศ เม็ดเงินการเดินทาง การเช่าพื้นที่จัดงาน และเครือข่ายธุรกิจ ยิ่งเชียงรายใช้โอกาสนี้เชื่อมกับการเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม และเชื่อมชายแดน เม็ดเงินจะไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้กว้างขึ้น

คาร์โกไฟลต์จีน หากเกิดจริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสินค้าเกษตรพรีเมียม

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสนใจของสายการบินจากจีนในการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าแบบคาร์โก ระหว่างเชียงรายกับคุนหมิง หากเส้นทางเกิดขึ้นจริง จะย่นระยะเวลาโลจิสติกส์ของสินค้าเกษตรพรีเมียมและผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันด้านความสด ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้มาตรฐานและแบรนด์ท้องถิ่นเจาะตลาดจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางคาร์โกจะสร้างผลเชิงเศรษฐกิจได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบต้นน้ำถึงปลายน้ำถูกยกระดับพร้อมกัน ตั้งแต่มาตรฐานสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น การขนส่งภายในจังหวัด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ที่ทำให้สินค้าของเชียงรายแตกต่างจากคู่แข่ง

ท่าเรือเชียงแสนและความร่วมมือกับ สปป.ลาว คือแกนเชื่อมลุ่มน้ำโขง

การผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้ และการขยายความร่วมมือกับแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว เป็นอีกแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง หากขยับได้จริง เชียงรายจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวปลายทาง แต่จะเป็นเมืองผ่านของการค้าและโลจิสติกส์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญา 2569 เมื่อสุขภาพและนวัตกรรมกลายเป็นเข็มทิศตลาด

ขณะเชียงรายวางเกมพื้นที่ อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณว่า ตลาดในปี 2569 ให้รางวัลกับธุรกิจที่ตอบโจทย์สุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากขึ้น

ข้อมูลสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนมกราคม 2569 ที่เปิดเผยโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวม 6,171 คำขอ ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการเพิ่มขึ้น

ในรายละเอียด เครื่องหมายการค้ามีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ติดอยู่ในกลุ่มที่มีคำขอสูง สะท้อนว่าเวลเนสไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสจริง

สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ผู้ยื่นต่างชาติยังครองสัดส่วนสูงถึง 92 และนวัตกรรมที่ยื่นมากคือยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะที่อนุสิทธิบัตรผู้ยื่นไทยครอง 96 และหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังนำมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการศึกษาไทยจำนวนมากเป็นผู้ยื่นสำคัญ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีคำขออนุสิทธิบัตรสูงในเดือนดังกล่าว

ข้อมูลชุดนี้ช่วยวางคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ให้เชียงรายว่า หากจังหวัดต้องการโตแบบมีคุณภาพ การเชื่อมการท่องเที่ยวกับสุขภาพและนวัตกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร และบริการเวลเนส จะสอดรับกับทิศทางตลาดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคการผลิตไทยส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจบริการยิ่งต้องแข็งแรง

ในขณะที่เชียงรายยืนบนฐานท่องเที่ยว ภาพรวมระดับประเทศยังมีแรงกดดันจากภาคการผลิต ข้อมูลที่อ้างถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยในเอกสารแนบสะท้อนว่า การเปิดโรงงานใหม่ชะลอลง และการแข่งขันกับสินค้านำเข้ายังคงรุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ กำลังซื้อที่อ่อนแอจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน สงครามการค้าและค่าเงิน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า

ภาพรวมเชิงโครงสร้างนี้ทำให้จังหวัดที่พึ่งพาบริการอย่างเชียงรายต้องถามตัวเองให้ชัดว่า จะทำให้เครื่องยนต์ท่องเที่ยวแข็งแรงอย่างไรในช่วงที่ประเทศอาจเผชิญแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ และจะทำให้รายได้กระจายไปถึงคนตัวเล็กได้อย่างไร ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่

จุดท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM2.5 คือบททดสอบความเชื่อมั่นและต้นทุนสุขภาพ

ปี 2569 เชียงรายไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องการตลาดท่องเที่ยว แต่ต้องแข่งขันเรื่องความน่าอยู่และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าถูกยกขึ้นเป็นวาระสำคัญทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

ข้อมูลแนบระบุว่า จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และตรวจพบจุดความร้อนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประมาณ 193 จุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์และกิจกรรม Dust Patrol ในเครือข่าย 9 อำเภอ รวมบุคลากรและผู้นำชุมชน 360 คน เพื่อเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยง

หากมองในมุมเศรษฐกิจ ฝุ่นไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนที่กดทับรายได้ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 โดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจจากคุณภาพอากาศและภาพลักษณ์ความปลอดภัย เมืองที่อยากเป็นไมซ์ซิตี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะงานประชุมและอีเวนต์ต้องการความแน่นอนด้านสุขภาพและการเดินทาง

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 คำถามใหญ่ไม่ใช่โตหรือไม่โต แต่โตแบบไหนให้คนทั้งจังหวัดได้ประโยชน์

การมีรายได้ท่องเที่ยวระดับ 51,540.09 ล้านบาท คือข้อเท็จจริงที่น่าภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือ รายได้ดังกล่าวจะกลายเป็นรายได้ครัวเรือนและการจ้างงานที่มั่นคงเพียงใด

ถ้ากลไกไมซ์ซิตี้เดินหน้าได้จริง เชียงรายจะได้ประโยชน์มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะไมซ์เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว เพิ่มคืนต่อธุรกิจบริการ และเพิ่มความถี่การเดินทางนอกฤดูกาล แต่ถ้ากลไกโลจิสติกส์คาร์โกและท่าเรือขยับได้จริง เชียงรายจะไม่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็นเมืองการค้าและการขนส่งที่สร้างรายได้ให้ภาคเกษตรและผู้ประกอบการส่งออก

ในเวลาเดียวกัน เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญาที่ชี้ไปยังสุขภาพ เวลเนส สมุนไพร อาหาร และนวัตกรรม บอกจังหวัดว่า โอกาสใหม่อาจไม่ได้อยู่ไกล หากอยู่ในท้องถิ่นเอง ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ

และเหนือสิ่งอื่นใด การต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 คือโจทย์ที่ไม่อาจเลื่อน เพราะเป็นทั้งสุขภาพของประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความน่าเชื่อถือของเมืองที่จะเป็นศูนย์กลางไมซ์ในอนาคต

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันทีในปี 2569

ประชาชนสามารถร่วมลดการเผาและแจ้งเหตุจุดเสี่ยงในชุมชนตามช่องทางที่จังหวัดกำหนด รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูงด้วยการติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่ออยู่ในเกณฑ์เสี่ยง

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรยกระดับมาตรฐานบริการที่เน้นความยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสุขภาพ เพราะตลาดกำลังให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าระบบไมซ์และกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ภาคเกษตรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรพรีเมียมควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ หากเส้นทางคาร์โกและโลจิสติกส์ขยับเป็นรูปธรรม จะเป็นโอกาสที่คนพร้อมก่อนจะได้เปรียบก่อน

สถิติสำคัญที่ใช้ประกอบรายงาน

สถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568

  • ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน รายได้ 44,460.27 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน รายได้ 7,079.82 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลการยื่นคำขอทรัพย์สินทางปัญญา เดือนมกราคม 2569

  • ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 6,171 คำขอ
  • เครื่องหมายการค้า 4,833 คำขอ
  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 599 คำขอ
  • อนุสิทธิบัตร 354 คำขอ
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 385 คำขอ
  • แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำอินโฟกราฟิกสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ตามภาพที่แนบ
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กรอ.จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จากเอกสารแนบ
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สถิติการยื่นคำขอและการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเดือนมกราคม 2569 ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ และข้อมูลสื่อเผยแพร่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจดทะเบียน
  • ข้อมูลวิเคราะห์ภาคการผลิตและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อ้างอิงจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ผู้ใช้จัดเตรียม และบทวิเคราะห์ภาพรวมภาคการผลิตของ KResearch ที่เผยแพร่สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM 2.5 ประกาศงดเผา 86 วัน พร้อมเปิดตัว “Dust Patrol” อาสาจิ๋วเฝ้าระวังภัย

เชียงรายเดินเกมสู้ฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้น งดเผา 86 วัน ผนึกมหาดไทยคุมไฟป่า ดันเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพท้องฟ้าเหนือแอ่งเชียงรายในช่วงปลายฤดูหนาวกำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำอีกครั้งว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมรายฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ การบังคับใช้ในพื้นที่ และความร่วมมือของประชาชนแบบยืดหยุ่นต่อสถานการณ์

ในรอบ 3 วัน ตั้งแต่ 16 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายขยับมาตรการต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมติดตามสถานการณ์กับกระทรวงมหาดไทย การประกาศงดเผาในที่โล่งทุกชนิด 86 วัน ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผ่านโรงเรียนและชุมชนใน 9 อำเภอ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การจัดวางยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การดับไฟหรือกวดขันการเผา แต่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างการรับมือของจังหวัด ให้มีระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และพฤติกรรมร่วมของคนในพื้นที่เป็นแกนหลัก เพื่อให้เชียงรายผ่านเดือนวิกฤตที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่หลายหน่วยงานประเมินว่ามีความเสี่ยงไฟป่าสูง และเข้าถึงพื้นที่ยากหากเกิดเหตุในป่าลึก

มหาดไทยส่งสัญญาณยกระดับ เน้นคุมเข้มพื้นที่เปราะบางและป่าภาคเหนือ

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยกำชับการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผา การจัดการฝุ่นเมือง และการเฝ้าระวังหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมเน้นการทำงานของหน่วยงานป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะหากเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยาก การควบคุมเพลิงจะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐมองฝุ่น PM2.5 เป็นสมการหลายตัวแปร ทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่นจากเมือง การเคลื่อนตัวของมวลอากาศ และหมอกควันข้ามแดน เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องใช้ชุดคำสั่งเดียวกันทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อทำให้การบังคับใช้เกิดผลจริง

เชียงรายประกาศงดเผา 86 วัน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ปิดประตูความเสี่ยงช่วงฤดูแล้ง

ก่อนที่กิจกรรมภาคสนามจะเริ่มเต็มรูปแบบ เชียงรายส่งสัญญาณชัดผ่านการเตรียมประกาศห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ครอบคลุมช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งรวมระยะเวลา 86 วัน โดยเหตุผลหลักคือการลดความเสี่ยงฝุ่นสะสมในฤดูแล้ง และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและผู้มาเยือน

การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศหลายพื้นที่เป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้เกิดภาวะกักฝุ่นได้ง่ายในช่วงอากาศปิด หากมีการเผาเพิ่มแม้เพียงบางจุด ก็อาจทำให้ค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน และกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาด

ในเชิงการบริหารความเสี่ยง การงดเผาแบบต่อเนื่องยาว 86 วัน ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดกำลังเฝ้าระวังและวางตารางลาดตระเวนได้ชัด ลดช่องว่างการบังคับใช้ และเพิ่มแรงกดดันเชิงสังคมต่อการเผาแบบลักลอบ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่การตรวจตราไม่ต่อเนื่อง

จุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย เมื่อไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งจังหวัด

ข้อมูลระดับพื้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรวจพบจุดความร้อนในเชียงรายสะสมราว 193 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการวางกำลังปฏิบัติการของหน่วยงานในพื้นที่

แม้ตัวเลขจุดความร้อนจะไม่เท่ากับจำนวนไฟป่าที่ลุกลามเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นสัญญาณเตือนให้จังหวัดต้องเร่งจัดการต้นตอ ก่อนที่ไฟในจุดเล็กจะขยายเป็นแนวไหม้ และก่อนที่ควันจากป่าและพื้นที่เกษตรจะรวมตัวกับฝุ่นจากเมืองจนกลายเป็นหมอกพิษหนาแน่น

เกณฑ์คุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำแรงกดดัน เมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้นและโลกตั้งเป้าสูงกว่าเดิม

การสู้ฝุ่นไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าฝุ่นลดลงชั่วคราว แต่ต้องทำให้ “อยู่ในระดับปลอดภัย” ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่เข้มขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 กำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มสากลกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพราะองค์การอนามัยโลกปรับแนวทางแนะนำคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อเกณฑ์ถูกยกระดับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือรายวัน เพราะหากยังปล่อยให้การเผาและไฟป่าเกิดซ้ำทุกปี เมืองจะถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรปิดของฝุ่นพิษโดยไม่รู้จบ

จากห้องประชุมสู่ห้องเรียน เชียงรายเปิดตัวเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol

18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายเดินหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น โดยใช้แนวคิดป้องกันเชิงรุกและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นแกนกลาง เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้การรับมือฝุ่นเป็นภาระของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว แต่ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า โครงการนี้บูรณาการเครือข่ายจาก 9 อำเภอ รวม 360 คน จากโรงเรียนนำร่อง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ลดปัจจัยเสี่ยง และสื่อสารการดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูง

การดึงเด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสมการ แทนที่จะมองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องอย่างเดียว เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่สำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ส่งสารในบ้าน เขาสามารถแปลคำเตือนให้พ่อแม่เข้าใจ ทำให้การลดการเผาและการป้องกันตนเองไม่ใช่คำสั่งจากรัฐ แต่เป็นพฤติกรรมที่ครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน

เสียงจากผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติการ สารเดียวกันคือสุขภาพต้องมาก่อน

ภาพรวมการสื่อสารของจังหวัดและส่วนกลางในรอบนี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรก และย้ำการทำงานเชิงรุก หากพบไฟป่าหรือฝุ่นพิษให้แจ้งสายด่วนนิรภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้เข้าควบคุมสถานการณ์เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน การรายงานจุดความร้อนและการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการภาคสนาม ถูกใช้มากขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะการรายงาน hotspot จากหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดกำลังลาดตระเวนมีความแม่นยำกว่าเดิม

ที่ต้องจับตา หลังมาตรการเริ่มเดินเต็มระบบ

ประเด็นเด่นคือการบังคับใช้งดเผาต่อเนื่อง 86 วัน หากทำได้จริง จะลดโอกาสที่ฝุ่นจะพุ่งสูงจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ

ประเด็นรองที่สำคัญคือการยกระดับเครือข่ายภาคการศึกษาและชุมชนผ่าน Dust Patrol เพราะเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแคมเปญระยะสั้น และอาจเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ได้

อีกประเด็นรองที่มีผลต่อชีวิตผู้คน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรฐานคุณภาพอากาศและความหมายของตัวเลข เพราะเมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้น การใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นสูงต้องอาศัยการตัดสินใจบนข้อมูล เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ปรับรูปแบบการทำงาน ใช้หน้ากากที่เหมาะสม และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ในช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569

หนึ่ง งดเผาในที่โล่งทุกชนิด และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการลักลอบเผา เพราะไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งอำเภอในไม่กี่ชั่วโมง
สอง ติดตามข้อมูลค่าฝุ่นและคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิดหรือมีลมสงบ
สาม ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง และเตรียมแผนสำรองในการเดินทางและทำกิจกรรม
สี่ หากพบไฟป่าหรือเหตุที่เสี่ยงต่อการลุกลาม รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าควบคุมได้เร็ว ลดความเสียหายและลดควันสะสม

เมื่อเชียงรายเลือกเดินเกมยาว เปลี่ยนการสู้ฝุ่นจากฤดูกาลสู่ระบบ

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายปี 2569 กำลังถูกจัดวางใหม่ให้เป็น “ภารกิจร่วม” มากกว่าปฏิบัติการเฉพาะกิจ การประชุมกำกับจากส่วนกลาง การงดเผายาว 86 วัน การติดตาม hotspot และการสร้างเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol คือชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน

หากชิ้นส่วนเหล่านี้เดินพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่ใช่เพียงค่าฝุ่นที่ลดลงในบางวัน แต่คือการลดความถี่ของวิกฤต ลดความสูญเสียต่อสุขภาพ และยกระดับความสามารถของจังหวัดในการอยู่กับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศแบบไม่ถอยหลังทุกปี

ท้ายที่สุด เมืองที่ผ่านวิกฤตได้ไม่ใช่เมืองที่ไม่เจอปัญหา แต่คือเมืองที่มีระบบรับมือเร็ว มีข้อมูลชัด และมีคนในพื้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

สถิติสำคัญในข่าว

  • ช่วงงดเผาในที่โล่งทุกชนิดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
  • จุดความร้อนสะสมในเชียงรายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงช่วงกลางกุมภาพันธ์ ราว 193 จุด ตามรายงานในพื้นที่
  • เครือข่ายโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol ครอบคลุม 9 อำเภอ รวม 360 คน
  • มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของไทย ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2566
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์การอนามัยโลก
  • ตัวอย่างการรายงาน hotspot จากข้อมูล GISTDA ที่เผยแพร่สาธารณะในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Athita The Hidden Court เชียงแสน คว้า Thailand Good Travel ตอกย้ำต้นแบบบูทีคโฮเทลยั่งยืนปี 69

Athita The Hidden Court เชียงแสน ผงาดคว้า Thailand Good Travel หนุนบูทีคโฮเทลไทยสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายรายได้ชุมชนและอนุรักษ์เมืองมรดกอย่างสมดุล

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงแสนไม่ใช่เพียงเมืองเก่าที่เก็บความทรงจำไว้ในกำแพงอิฐและคูเมือง หากแต่เป็น “เมืองมรดกมีชีวิต” ที่กำลังตอบคำถามใหญ่ของการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ว่า จะเติบโตได้อย่างไรโดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในวันที่การแข่งขันด้านประสบการณ์การพักผ่อนเข้มข้นขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้มองหาแค่ที่พักสวยหรือภาพถ่ายเช็กอิน แต่เริ่มมองหา “ความรับผิดชอบ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่วิธีจัดการพลังงานและขยะ ไปจนถึงการเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

บนฉากหลังของโจทย์นี้ โรงแรม Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับแรงส่งสำคัญเมื่อเข้ารับมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน Thailand Good Travel ภายใต้โครงการ Thailand Green Plan 2030 ซึ่งจัดโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรฐาน Thailand Good Travel ถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่คำสวยหรูบนแผ่นพับ แต่เป็นระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ต่อคนในพื้นที่

ภาพรวมพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel และความหมายเชิงนโยบาย

พิธีมอบตราสัญลักษณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Thailand Green Plan 2030 เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภาพรวมของประเทศ โดยมีการมอบตราสัญลักษณ์แก่แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรวม 39 แห่ง ครอบคลุมหลายกลุ่ม ตั้งแต่มาตรฐานที่พักขนาดเล็ก Small Good Stay จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว Thailand Good Travel CBT จำนวน 15 แห่ง รวมถึงกลุ่มอื่นในห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือคณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการจำนวน 30 แห่ง ที่ถูกคัดเลือกเพื่อเตรียมส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับสากล ได้แก่ Green Destinations Top 100 Stories และ Good Travel Stories Competition สะท้อนแนวทางที่ไม่เพียงยกระดับภายในประเทศ แต่ต้องการยกระดับการเล่าเรื่องและมาตรฐานไทยให้เป็นที่ยอมรับในสายตานานาชาติ

ในถ้อยแถลงระหว่างพิธี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เน้นย้ำว่า การมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในอนาคต

Athita The Hidden Court จากงานดีไซน์สู่ระบบบริหารจัดการที่ยั่งยืน

ชื่อของ Athita The Hidden Court ถูกกล่าวถึงในฐานะบูทีคโฮเทลที่ “สวยแบบมีเหตุผล” และ “นิ่งแบบเคารพพื้นที่” จุดเด่นคือการออกแบบที่ยึดโยงกับบริบทเชียงแสน เลือกใช้วัสดุท้องถิ่นและสนับสนุนช่างฝีมือในพื้นที่ เพื่อให้สถาปัตยกรรมไม่กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทับซ้อนเมืองเก่า แต่ทำหน้าที่เหมือนฉากที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าของเชียงแสนได้ถูกฟังอย่างตั้งใจ ในงานสื่อสายบ้านและการออกแบบ มีการอธิบายแนวทางของโครงการที่พักลักษณะนี้ว่าให้ความสำคัญกับพื้นที่ว่าง ลานคอร์ต และองค์ประกอบที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สงบและมีอัตลักษณ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel “เพิ่มน้ำหนัก” ให้กับภาพลักษณ์ของโรงแรม ไม่ได้หยุดอยู่ที่สุนทรียภาพด้านการออกแบบ แต่เป็นการรับรองแนวทางบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งตามแนวคิดมาตรฐานสากลอย่าง GSTC จะพิจารณามิติหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อเชื่อมโยงกรอบคิดดังกล่าวเข้ากับพื้นที่เชียงแสน ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเติบโตของการท่องเที่ยวจะไม่ทำให้ “เมืองมรดก” กลายเป็นสินค้าแช่แข็งที่ขายได้เฉพาะเปลือก แต่ต้องรักษาจิตวิญญาณของชุมชนและทำให้คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จริง ทั้งในรูปของการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือ และการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่

เสียงจากผู้บริหาร สุนทรียภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ผู้บริหารโรงแรม Athita The Hidden Court ที่สะท้อน “แกนคิด” ของการทำธุรกิจโรงแรมในเมืองมรดก โดยสรุปใจความว่า โรงแรมตั้งใจให้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของเชียงแสน รางวัลด้านดีไซน์เป็นการยืนยันสุนทรียภาพ แต่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นการพิสูจน์ความสวยงามในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งการดูแลพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของภาครัฐ คำกล่าวของปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในพิธีชี้ให้เห็นว่า Thailand Good Travel จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมแนวทางขยายผลโครงการสู่ทุกภูมิภาค และผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติ

 ทำไมมาตรฐานนี้จึงสำคัญต่อเชียงรายและเชียงแสน

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการ “คุณภาพการท่องเที่ยว” มากพอ ๆ กับ “ปริมาณนักท่องเที่ยว” เพราะเมื่อตลาดโลกผันผวน เมืองท่องเที่ยวที่ยืนระยะได้มักเป็นเมืองที่มีความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบ ไม่ใช่เพียงเมืองที่ขายวิวสวย

ข้อมูลภาพใหญ่ของภาคท่องเที่ยวไทยในช่วงก่อนหน้านี้สะท้อนความไม่แน่นอน ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวของไทยระบุว่าในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยสะสมในหลายช่วงเวลาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีการปรับคาดการณ์ทั้งปีลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าต่อหัวมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาปริมาณเพียงอย่างเดียว

ในบริบทเชียงแสน การมีที่พักที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับชาติช่วยทำหน้าที่อย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรก คือการเพิ่มความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงและเคารพกติกาพื้นที่

ด้านที่สอง คือการยกระดับผู้ประกอบการรายอื่นในพื้นที่ผ่านการแข่งขันเชิงคุณภาพ เมื่อมีตัวอย่างที่จับต้องได้ ผู้ประกอบการรายย่อยจะเห็นภาพว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ทำได้เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการขยะ ลดพลาสติก จัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนวิถีชีวิตชุมชน

ด้านที่สาม คือการเชื่อมเชียงแสนเข้าสู่เครือข่ายการเล่าเรื่องระดับประเทศและนานาชาติ ตามแนวทางที่คณะกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเข้าประกวดในเวทีสากล ซึ่งหากเชียงแสนมีเรื่องเล่าที่แข็งแรง เมืองจะได้ประโยชน์ทั้งด้านภาพลักษณ์และรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

จากบูทีคโฮเทลสู่ Smart Heritage City เมื่อเมืองเก่าต้องฉลาดด้วยระบบ ไม่ใช่ฉลาดด้วยคำโฆษณา

คำว่า Smart Heritage City มักถูกพูดถึงในหลายพื้นที่ของโลก แต่แก่นแท้ไม่ใช่การติดตั้งเทคโนโลยีให้ดูทันสมัย หากคือการบริหารจัดการเมืองมรดกด้วยข้อมูล ระบบ และความร่วมมือ เพื่อให้เมือง “อยู่ได้” ทั้งสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน

การที่โรงแรมในเชียงแสนได้รับตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน จึงไม่ควรถูกมองเป็นข่าวดีเฉพาะธุรกิจโรงแรม แต่เป็นสัญญาณต่อระบบเมืองท่องเที่ยวทั้งหมด ตั้งแต่การคมนาคม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการหัตถกรรม ไปจนถึงผู้ให้บริการทัวร์ เพราะมาตรฐานความยั่งยืนมักดึงให้เกิดการปรับตัวเป็นลูกโซ่ เช่น โรงแรมต้องการวัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน ร้านค้าในชุมชนต้องยกระดับบรรจุภัณฑ์และการจัดการขยะ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ต้องมีแนวปฏิบัติที่เคารพชุมชนและไม่สร้างภาระต่อโบราณสถาน

เมื่อเชื่อมกับกรอบ GSTC ที่เน้นทั้งการจัดการที่ยั่งยืน ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ มิติทางวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เมืองมรดกอย่างเชียงแสนจึงมี “แผนที่นำทาง” ที่ชัดขึ้นว่า การเติบโตควรเกิดพร้อมกับการปกป้องสิ่งที่เป็นรากของเมือง

จุดที่ประชาชนและชุมชนได้ประโยชน์จริง อยู่ตรงไหน

มาตรฐานความยั่งยืนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่มักให้ความสำคัญมีตั้งแต่การจ้างงานท้องถิ่น การเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ผลิตรายย่อย ไปจนถึงการรักษาพื้นที่สาธารณะและทรัพยากรธรรมชาติ

ในกรณีโรงแรมบูทีคที่เน้นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชนมักอยู่ในรูปของการจ้างงานที่ใช้ทักษะบริการ การซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือและผู้ผลิตงานหัตถกรรม การสร้างดีมานด์สินค้าและประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เวิร์กช็อป งานคราฟต์ เส้นทางเดินเมืองเก่า และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียด แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบ จะช่วยทำให้รายได้ท่องเที่ยว “ไม่ไหลออก” ไปอยู่เฉพาะส่วนกลางหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้มาตรฐานเป็นเครื่องมือหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างสมดุล

ก้าวต่อไปของ Athita และโจทย์ร่วมของเชียงแสน

การได้ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นเหมือน “จุดเริ่มต้นของภารกิจระยะยาว” มากกว่าปลายทาง เพราะความยั่งยืนเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ในทางปฏิบัติ ความท้าทายหลังได้รับมาตรฐานมักอยู่ที่การรักษาวินัยของระบบ เช่น การติดตามผลด้านพลังงาน น้ำ ขยะ การยกระดับทักษะพนักงาน การทำงานกับชุมชนอย่างเคารพ และการสื่อสารอย่างโปร่งใส

สำหรับเชียงแสน โจทย์ร่วมคือการทำให้เมืองเก่ามี “สมดุล” ระหว่างความสงบที่เป็นเสน่ห์ กับการรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น หากความสำเร็จของโรงแรมช่วยดึงผู้มาเยือนมากขึ้น เมืองต้องเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบการท่องเที่ยว และการดูแลโบราณสถาน เพื่อไม่ให้ความนิยมระยะสั้นกลายเป็นต้นทุนระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง หากเชียงแสนทำได้ เมืองจะมีโอกาสสร้างชื่อในฐานะต้นแบบเมืองมรดกที่ใช้มาตรฐานความยั่งยืนเป็นเครื่องมือพัฒนา เฉกเช่นแนวทางที่ภาครัฐประกาศว่าจะผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้ทันที

ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว
เลือกใช้บริการที่พักหรือผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานความยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เคารพชุมชน เช่น ลดการใช้พลาสติก เคารพกติกาพื้นที่เมืองเก่า และสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่มีแหล่งที่มาชัดเจน

ผู้ประกอบการในเชียงราย
ใช้กรอบมาตรฐานความยั่งยืนเป็น “เช็กลิสต์” ปรับปรุงกิจการเป็นขั้นตอน เริ่มจากเรื่องที่ทำได้ทันที เช่น การจัดการขยะ การลดพลังงาน การจัดซื้อจากท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์อย่างไม่บิดเบือน

หน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมืองมรดก
เตรียมระบบรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งการจัดการพื้นที่ การคมนาคม การดูแลโบราณสถาน และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ความนิยมของเมืองไม่กระทบคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand Good Travel ภายใต้ Thailand Green Plan 2030
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • Global Sustainable Tourism Council
  • Reuters
  • สื่อสายการออกแบบและไลฟ์สไตล์ที่รายงานแนวคิดการออกแบบและบริบทของโครงการ Athita The Hidden Court เพื่อประกอบภาพรวมงานสถาปัตยกรรมและอัตลักษณ์พื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล. จับมือ บพท. พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มฟล. จับมือ บพท. เปิดตลาด Appropriate Technology ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากในเมืองชายแดน การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกำลังถูกตั้งคำถามว่า ต้องเริ่มจากการอัดเม็ดเงิน หรือเริ่มจากการยกระดับศักยภาพคนและชุมชนให้ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการจริง คำตอบหนึ่งปรากฏชัดขึ้นที่อำเภอเชียงแสน เมื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Appropriate Technology Business Matching Event ครั้งที่ 1 เพื่อเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีที่เหมาะสม และทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จับต้องได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ด้วยยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท จากผลงานสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน

ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงงานขายของชุมชนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณของรูปแบบตลาดใหม่ที่ให้คุณค่าแก่เรื่องเล่า วัสดุ การใช้งาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกยกระดับด้วยการออกแบบสมัยใหม่ บนพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีและมรดกวัฒนธรรมของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีความสำคัญต่อภาพจำของเชียงรายในระดับประเทศ

ประเด็นเด่นที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงแสน จากเมืองเก่าสู่ตลาดใหม่ที่ขายได้จริง

แกนหลักของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่แนวคิด Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้จริง และไม่สร้างภาระเกินกำลังชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับรากความคิดเรื่องเทคโนโลยีขนาดพอดีและเหมาะกับสังคม โดยเน้นความเรียบง่าย ความคุ้มค่า และการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าความล้ำสมัยที่ชุมชนดูแลต่อไม่ได้

ยกระดับขีดความสามารถชุมชนให้ซึมซับเทคโนโลยีได้

อีกคำสำคัญที่ถูกย้ำตลอดโครงการคือ Absorptive Capacity หรือขีดความสามารถในการมองเห็นคุณค่าความรู้ใหม่จากภายนอก นำมาปรับใช้ และต่อยอดให้เกิดผลเชิงพาณิชย์ งานวิชาการคลาสสิกของ Cohen และ Levinthal ชี้ว่า ความสามารถนี้เป็นหัวใจของการเรียนรู้และนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกชุมชนจะนำความรู้ใหม่ไปใช้ได้ทันที หากไม่มีฐานความรู้เดิมและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ในบริบทเชียงแสน แนวคิดดังกล่าวถูกแปลให้เป็นรูปธรรมผ่านการทำงานกับนวัตกรชุมชน 50 คน และเป้าหมายการเพิ่มรายได้ครัวเรือน 112 ครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามที่ระบุในกรอบงานและเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ของโครงการ

เวทีในเมืองเก่า เมื่อของที่ระลึกต้องก้าวข้ามคำว่าแบบเดิม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน บรรยากาศการค้าแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทดลองตลาดที่มีผู้ซื้อเป้าหมายอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มจัดประชุมสัมมนา และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกต่อผลิตภัณฑ์ การตั้งเวทีลักษณะนี้ทำให้ชุมชนได้เห็นทันทีว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความพร้อมใช้งาน คุณภาพวัสดุ การกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า และเรื่องเล่าที่จับใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าชุมชนในเมืองท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในภาพจำของของฝากราคาย่อมเยา ซื้อครั้งเดียวจบ เมื่อผู้ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวผ่านทาง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มให้ค่ากับประสบการณ์และตัวตน การแข่งขันจึงย้ายจากการขายถูกไปสู่การขายความหมาย และนั่นทำให้เชียงแสนมีแต้มต่อ เพราะเมืองนี้มีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ ศิลปะ ลุ่มน้ำโขง และวิถีชายแดนอยู่แล้ว

เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ใช่คำสวย แต่คือกลไกสร้างรายได้

หัวใจของ Appropriate Technology ในกิจกรรมนี้ คือการหยิบเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาทำให้ขายได้จริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งจนชุมชนรับไม่ไหว การทำงานไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ผลิตสินค้า แต่เริ่มจากโจทย์ตลาด แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า ชุมชนมีอะไรอยู่ในมือบ้าง และจะเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบใด

ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิด Appropriate Technology ยังทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองชุมชนจากความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เพราะในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ชุมชนไม่อยากพัฒนา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน ใช้ทักษะ และใช้การบำรุงรักษาเกินกำลังมาวางไว้ แล้วปล่อยให้ชุมชนรับภาระต่อเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้จริง

บทบาท มฟล. กับการเชื่อมวิจัยลงสู่ดิน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับตลาด โดยพาแนวคิด AI และการสร้างต้นแบบมาช่วยให้ชุมชนเห็นภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น ลดการลองผิดลองถูกที่กินต้นทุนเวลาและเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสินค้าตามความชอบของผู้ผลิต แต่เป็นการทำสินค้าที่มีเหตุผลเชิงตลาดรองรับตั้งแต่ต้น

กระบวนการนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่ที่เน้นให้เกิดผลลัพธ์จริงต่อครัวเรือน โดยบพท. ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มีภารกิจขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกลไกทุนวิจัย

เสียงจากภาคธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อบอกโจทย์ตรงหน้า

หนึ่งในช่วงที่สะท้อนภาพการเรียนรู้ร่วมกันคือการให้ข้อเสนอแนะจาก บริษัท ไก่ตัวดี ซึ่งเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสร้างสรรค์ โดยให้มุมมองว่า สินค้าของนวัตกรเชียงแสนมีพัฒนาการก้าวกระโดด เข้าใจวัสดุและการใช้งานมากขึ้น แต่ยังต้องปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมทำได้ต่อเนื่อง

ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสารที่ชัดเจนว่า สินค้าชุมชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาต่ำสุดเสมอไป หากสามารถกำหนดตำแหน่งในตลาดแบบ Niche ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและไมซ์ที่ต้องการของที่มีเรื่องเล่า ใช้ได้จริง และสื่อสารภาพลักษณ์สถานที่จัดงานหรือแบรนด์ขององค์กรได้

ตัวเลข 96,719 บาท กับความหมายที่มากกว่ายอดขาย

ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายให้สินค้าที่ผ่านการคิดมาแล้ว ทั้งในด้านดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน และการเล่าเรื่อง จุดนี้ต่างจากงานออกร้านทั่วไปที่ยอดขายขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดิน เพราะในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ผู้ซื้อจำนวนไม่มากก็สามารถสร้างผลลัพธ์สูงได้ หากเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจตัดสินใจและมีการใช้งานต่อในระบบธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดคือการเพิ่มรายได้สุทธิให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รายได้ครั้งคราว

มาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ

เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อจากภาคธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องมาตรฐาน การผลิตให้สม่ำเสมอ และการส่งมอบตรงเวลา นี่คือด่านที่หลายชุมชนสะดุด เพราะการผลิตแบบครัวเรือนอาจยังไม่พร้อมสำหรับคำสั่งซื้อที่ต้องการคุณภาพเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างแบรนด์ที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

สินค้าพรีเมียมต้องมีแบรนด์ แต่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงโดยไม่ทำให้เรื่องเล่าถูกทำให้บางลง คือโจทย์สำคัญ หากเชียงแสนจะเดินไปสู่ภาพเมืองมรดกที่ทันสมัย ชุมชนต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความจริงแท้ของท้องถิ่น

ช่องทางตลาดหลังจบงาน

งานจับคู่ธุรกิจเป็นตัวเร่ง แต่ตลาดยั่งยืนต้องมีช่องทางหลังงาน ทั้งการเชื่อมกับโรงแรม ร้านของที่ระลึกคุณภาพสูง ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้รายได้กระจายตลอดปี ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะอีเวนต์

ก้าวต่อไปของเชียงแสนในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ ววน.

ในภาพนโยบายระดับประเทศ แนวทางยกระดับรายได้ครัวเรือนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง โดยกรอบเป้าหมายที่เผยแพร่ผ่านระบบข้อมูลภาครัฐด้านวิจัย ระบุการมุ่งยกระดับรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับพื้นที่

เมื่อเชียงแสนถูกยกเป็นพื้นที่ทดลองที่เชื่อมวิจัย นวัตกรรมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกัน เมืองเก่าจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบถ่ายรูปแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรายได้หมุนเวียนจริง และถ้ากลไกนี้ทำงานได้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะคนรุ่นใหม่ให้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นอาชีพ เป็นรายได้ และเป็นความภาคภูมิใจ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที

หนึ่ง เลือกพัฒนาสินค้าที่เริ่มจากโจทย์การใช้งานจริง ไม่เริ่มจากของที่ทำถนัดอย่างเดียว
สอง สร้างเรื่องเล่าของสินค้าให้ชัด ตั้งแต่ที่มา วัสดุ ความหมาย และวิธีใช้ เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมกล้าจ่าย
สาม รวมกลุ่มกันเพื่อคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ เพราะคำสั่งซื้อจากธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ
สี่ ใช้เวทีจับคู่ธุรกิจเป็นพื้นที่รับคำวิจารณ์ ไม่ใช่พื้นที่ขายอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากผู้ซื้อคือทางลัดในการพัฒนาสินค้า
ห้า วางแผนช่องทางขายต่อเนื่องหลังงาน ทั้งร้านพันธมิตร โรงแรม และออนไลน์ เพื่อให้รายได้ไม่สะดุด

สถิติและข้อมูลสำคัญจากกิจกรรมและกรอบโครงการ

  • วันที่จัดกิจกรรม 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน จากสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน
  • นวัตกรชุมชนเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา 50 คน
  • เป้าหมายครัวเรือน 112 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามกรอบผลลัพธ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกิจกรรมและเป้าหมายโครงการ MFU GAIl จากข้อความรายละเอียดที่ผู้ใช้แนบ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ข้อมูลภาพรวมสถานที่และบทบาทแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ บพท ข้อมูลภารกิจและบทบาทหน่วยงาน
  • แนวคิด Absorptive Capacity อ้างอิงจากบทคัดย่อผลงาน Cohen และ Levinthal ปี 1990 เรื่อง Absorptive Capacity A New Perspective on Learning and Innovation
  • แนวคิด Appropriate Technology ภาพรวมแนวคิดและนิยามเชิงสาธารณะจากแหล่งอ้างอิงสากล
  • เพจ เชื่อม รัด มัด ร้อย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ส่องสถิติจดทะเบียนรถเชียงรายล่าสุด BEV ไล่กวดไฮบริด รับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ 1 ม.ค. 69

จุดเปลี่ยนตลาดยานยนต์เชียงราย 2568 ถึง 2569 หลังภาษีสรรพสามิตใหม่ และการผงาดของ EV ท่ามกลางบททดสอบจากหนี้ครัวเรือนและภัยธรรมชาติ

เชียงราย, 16 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูยังพัดผ่านโชว์รูมบนถนนสายหลักของเมืองเชียงรายเหมือนทุกปี แต่บรรยากาศการซื้อขายไม่เหมือนเดิม ป้ายโปรโมชันยังตั้งตระหง่าน แคมเปญผ่อนสบายยังติดไฟสว่าง ทว่าเสียงตัดสินใจของผู้ซื้อกลับเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าโชว์รูม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่จะเลือกรุ่นไหน แต่อยู่ที่เลือกระบบขับเคลื่อนแบบใด และควรรีบตัดสินใจก่อนหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569

วันที่เริ่มต้นโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ยึดโยงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นเส้นแบ่งเชิงจิตวิทยาของตลาด รถน้ำมันและไฮบริดจำนวนหนึ่งถูกมองว่าจะแพงขึ้น ขณะที่รถไฟฟ้าล้วนได้แรงส่งจากภาษีที่ต่ำลงตามกรอบนโยบายที่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เชียงรายในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนบนและประตูสู่ลุ่มแม่น้ำโขง จึงไม่ได้รับผลกระทบแบบจังหวัดชายขอบ หากแต่เป็นพื้นที่ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะผู้ซื้อมีทั้งกลุ่มใช้รถเพื่อทำมาหากิน กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มค้าชายแดน และกลุ่มคนเมืองที่เริ่มให้ค่ากับต้นทุนพลังงานและภาพลักษณ์ความยั่งยืน

สัญญาณจากทะเบียนรถใหม่ เมื่อพลังงานสะอาดเริ่มไล่บี้รถน้ำมัน

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเดือนตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายมียอดจดทะเบียนรถใหม่รวม 2,975 คัน โดยรถสันดาป 2,688 คัน คิดเป็นร้อยละ 90.35 ส่วนกลุ่มพลังงานสะอาดรวม 287 คัน คิดเป็นร้อยละ 9.65 ภายในกลุ่มนี้ รถไฟฟ้าล้วน 135 คัน รถไฮบริด 141 คัน และปลั๊กอินไฮบริด 11 คัน

ตัวเลขชุดนี้มีนัยมากกว่าแค่สัดส่วน เพราะมันสะท้อนว่าเชียงรายกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มเชื่อว่ารถไฟฟ้าไม่ใช่ของใหม่ที่ต้องเสี่ยงอีกต่อไป การที่ BEV ไล่ทัน HEV ในระดับเดือนเดียว บอกถึง 3 เงื่อนไขสำคัญที่เริ่มลงตัวพร้อมกัน

เงื่อนไขแรกคือราคาเริ่มเข้าใกล้รถน้ำมันในเซกเมนต์เดียวกันมากขึ้นจากการแข่งขันของตลาดและมาตรการภาครัฐ

เงื่อนไขที่สองคือโครงสร้างพื้นฐานเริ่มถูกพูดถึงในระดับใช้งานจริง ไม่ใช่แค่แผนงาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จในเมือง เส้นทางท่องเที่ยว และเส้นทางเศรษฐกิจ

เงื่อนไขที่สามคือการตัดสินใจของผู้ซื้อถูกเร่งด้วยนโยบายภาษีใหม่ เพราะเมื่อภาษีเชื่อมกับการปล่อย CO2 ต้นทุนของรถน้ำมันและไฮบริดบางช่วงปล่อย CO2 ย่อมมีแรงกดดันมากขึ้นในเชิงราคาและโปรโมชัน

ภาษีสรรพสามิตใหม่ เปลี่ยนเกมราคาและการทำตลาด

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับการปล่อย CO2 เป็นกลไกหลัก ถูกมองว่าเป็น Tax Shock ของอุตสาหกรรม เพราะทำให้การตั้งราคาในปี 2569 ไม่สามารถยืนอยู่บนฐานเดิมได้

ข้อมูลแนบชี้ให้เห็นว่า BEV ได้อัตราภาษีลดลง ขณะที่ HEV ในหลายช่วงปล่อย CO2 มีแนวโน้มภาษีสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ปล่อย CO2 ช่วง 121 ถึง 150 กรัมต่อกิโลเมตร ที่มีการปรับขึ้นมากกว่าเดิมอย่างมีนัย ซึ่งทำให้รถไฮบริดที่เคยเป็นคำตอบของคนกลัวเรื่องระยะทาง อาจต้องเจอกับแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น

อีกด้านหนึ่ง สื่อเศรษฐกิจและบทวิเคราะห์ตลาดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ซื้อรถใหม่ที่ใช้น้ำมันจะเผชิญต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ระดับหลักพันไปจนถึงสูงกว่านั้นตามรุ่นและช่วงปล่อย CO2 และมีการคาดหมายว่าแบรนด์บางรายจะเลือกตรึงราคาในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษายอดขายและส่วนแบ่งตลาด

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จึงไม่ใช่แค่รถแพงขึ้นหรือถูกลง แต่คือพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยน

  • ผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งเร่งจบดีลก่อนภาษีใหม่
  • ผู้ซื้ออีกกลุ่มชะลอเพื่อรอดูราคาหลังภาษี
  • ผู้ซื้อที่สนใจ EV ใช้ภาษีเป็นเหตุผลเสริมในการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น

สำหรับดีลเลอร์ในเชียงราย การบริหารสต็อกจึงกลายเป็นงานที่ต้องเดินให้ถูกจังหวะ โดยเฉพาะสต็อก HEV ที่ปล่อย CO2 สูง และรุ่นเครื่องยนต์ใหญ่ที่มีความเสี่ยงด้านภาษีมากกว่าเดิม

หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อเช่าซื้อ ตัวแปรที่กดเพดานกำลังซื้อ

แม้ฝั่งเทคโนโลยีและนโยบายจะผลักให้ตลาดขยับไปข้างหน้า แต่เพดานกำลังซื้อของครัวเรือนคือแรงต้านสำคัญในทุกจังหวัด

ข้อมูลสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย และธนาคารกลางมีความพยายามกำกับดูแลผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มนอนแบงก์ เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน

ในเวลาเดียวกัน ภาพอัตราปฏิเสธสินเชื่อรถยนต์ที่สูงขึ้นถูกสะท้อนผ่านการติดตามภาคการเงินและผู้ประกอบการลีสซิ่ง โดยมีการชี้ว่า rejection rate เพิ่มสูงและกระทบยอดขายรถใหม่โดยตรง

สำหรับเชียงราย ความหมายเชิงปฏิบัติคือ ต่อให้ภาษีหนุนรถไฟฟ้าให้ดูคุ้มขึ้น แต่ถ้าสินเชื่อเข้ม ผู้ซื้อจำนวนมากก็ยังเข้าไม่ถึงรถใหม่อยู่ดี ตลาดจึงแบ่งเป็นสองชั้นชัดเจน

ชั้นแรกคือผู้ซื้อที่มีเงินสดหรือเครดิตแข็งแรง ซึ่งเริ่มเปลี่ยนไป EV เร็วและตัดสินใจตามเหตุผลด้านต้นทุนรวมระยะยาว

ชั้นที่สองคือผู้ซื้อที่ต้องพึ่งสินเชื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขไฟแนนซ์มากกว่าคำว่า EV หรือ ICE

ภาพเช่นนี้ทำให้ดีลเลอร์ต้องทำตลาดแบบยืดหยุ่นขึ้น ทั้งการนำเสนอแพ็กเกจบริการหลังการขาย การรับประกันแบตเตอรี่ การแลกเปลี่ยนรถเก่า และการออกแบบดาวน์ที่เหมาะกับความเสี่ยงของไฟแนนซ์

บทเรียนจากอุทกภัย กำลังซื้อฟื้นพร้อมภาระหนี้ใหม่

กลางปี 2568 ภัยธรรมชาติทิ้งร่องรอยไว้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวพันกับยานยนต์ ตั้งแต่รถเสียหาย การซ่อมแซม การเคลมประกัน ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถทดแทน

การซื้อทดแทนในทางหนึ่งช่วยพยุงยอดขาย แต่ในอีกทางหนึ่งคือการเพิ่มภาระหนี้ก้อนใหม่ให้กับครัวเรือนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์หนักมา เมื่อผนวกกับหนี้ครัวเรือนระดับประเทศที่สูงอยู่แล้ว ตลาดรถใหม่จึงไม่สามารถฟื้นแบบกระโดดได้ง่าย แม้ความต้องการมีอยู่จริง

ที่สำคัญ ภัยธรรมชาติยังทำให้ผู้บริโภคเริ่มถามหาความทนทานและความปลอดภัยมากขึ้น รถที่มีระบบช่วยขับ ระบบเตือน และมาตรฐานความปลอดภัยสูง กลายเป็นเหตุผลทางใจที่เสริมการตัดสินใจ แม้ราคาจะสูงกว่า

เทรนด์พลังงาน NGV ขาลง Jet A1 ขาขึ้น และเงาสะท้อนเศรษฐกิจ

ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งปี 2568 ที่ถูกอ้างถึงจากกรมธุรกิจพลังงาน ระบุปริมาณการใช้เฉลี่ย 154.85 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ NGV ลดลงมากถึงร้อยละ 16.4 ดีเซลลดลง และ Jet A1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6

ชุดข้อมูลนี้มีความหมายต่อเชียงรายในอย่างน้อยสามมิติ

มิติแรกคือ NGV ที่ลดลงสะท้อนโครงสร้างพลังงานที่เปลี่ยนไป ผู้ใช้จำนวนหนึ่งย้ายกลับไปน้ำมันหรือย้ายไปไฟฟ้า ส่วนสถานีบริการบางส่วนทยอยลดบทบาท

มิติที่สองคือดีเซลที่ลดลงมักสัมพันธ์กับกิจกรรมภาคผลิตและการขนส่งบางส่วนที่ชะลอ ซึ่งกระทบตลาดรถเชิงพาณิชย์และรถเพื่อทำมาหากิน

มิติที่สามคือ Jet A1 ที่เพิ่มขึ้นสอดรับการเดินทางและการท่องเที่ยว เมื่อการท่องเที่ยวฟื้น รถเช่า รถบริการ และรถรับส่งในเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายย่อมต้องปรับตัว และเริ่มมีผู้ประกอบการบางส่วนมอง EV เป็นจุดขายด้านต้นทุนและภาพลักษณ์

การค้าชายแดนและโลจิสติกส์ เชียงรายยังต้องพึ่งรถใช้งานหนัก

เชียงรายไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน ความต้องการรถกระบะ รถบรรทุกขนาดเล็ก และรถเพื่อโลจิสติกส์ยังเป็นฐานตลาดสำคัญ ที่ทำให้ภาพรวมตลาดไม่สามารถเปลี่ยนเป็น EV แบบรถนั่งส่วนบุคคลได้ทันที

โจทย์เฉพาะของเชียงรายจึงอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านของรถเชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ใช่แค่รถนั่ง

หากภาษีและมาตรการเอื้อต่อ EV มากขึ้นในระยะถัดไป ความเป็นไปได้ของรถกระบะไฟฟ้าและรถขนส่งไฟฟ้าจะกลายเป็นเวทีแข่งขันใหม่ แต่ทั้งหมดต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่รองรับการใช้งานหนักจริง รวมถึงระบบซ่อมบำรุงและช่างที่มีทักษะเฉพาะ

ความปลอดภัยทางถนน และแรงกดดันให้รถรุ่นใหม่ต้องปลอดภัยขึ้น

อีกมิติที่หลบอยู่ใต้ตัวเลขยอดขายคือความปลอดภัย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของหลายครัวเรือนในภาคเหนือ และอุบัติเหตุช่วงเทศกาลยังเป็นบาดแผลประจำปี การยกระดับรถยนต์รุ่นใหม่ให้มีระบบช่วยขับและระบบเตือนจึงถูกพูดถึงมากขึ้น พร้อมกับการเข้มงวดด้านวินัยจราจร

ในเชิงตลาด นี่ทำให้รถรุ่นใหม่ที่มี ADAS หรือระบบความปลอดภัยขั้นสูง กลายเป็นเหตุผลที่จับต้องได้สำหรับคนที่ลังเลเรื่องการเปลี่ยนรถ แม้ไม่ได้เลือก EV ก็ตาม

เชียงรายกำลังเข้าสู่ยุคปรับตัวรุนแรง และผู้ชนะคือคนที่บริหารความเสี่ยงได้

เมื่อมองภาพรวม ตลาดรถใหม่เชียงรายปี 2568 ถึง 2569 คือยุคของการปรับตัวแบบยืดหยุ่นสูง ภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ผูกกับ CO2 คือแรงผลักทางโครงสร้าง ขณะที่หนี้ครัวเรือนและสินเชื่อเข้มงวดคือแรงต้านทางการเงิน ส่วนภัยธรรมชาติคือแรงกระแทกที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในเชิงความรู้สึกและความเสี่ยง

สิ่งที่น่าจับตาคือ EV ไม่ได้ชนะเพราะคำว่าเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ชนะเพราะสมการใหม่ของต้นทุนรวม ภาษี และภาพลักษณ์ ขณะเดียวกัน ICE และ HEV ยังไม่หายไป เพราะเชียงรายยังมีโจทย์ใช้งานจริง ทั้งระยะทาง ภูมิประเทศ และการค้าชายแดน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เกี่ยวข้องในเชียงราย

สำหรับดีลเลอร์และผู้ประกอบการ

  • เร่งจัดพอร์ตสินค้าและสต็อกให้สอดคล้องภาษี CO2 และพฤติกรรมผู้ซื้อหลัง 1 มกราคม 2569
  • ขยายบริการหลังการขาย EV ให้ครบวงจร ตั้งแต่ประกันแบตเตอรี่ รถสำรอง ไปจนถึงศูนย์ซ่อมมาตรฐาน
  • ทำงานร่วมไฟแนนซ์เชิงรุก ออกแบบแพ็กเกจดาวน์และผ่อนที่ลดความเสี่ยง rejection rate

สำหรับผู้บริโภค

  • หากต้องการรถน้ำมันหรือไฮบริด ให้ตรวจสอบราคาและเงื่อนไขหลังภาษีใหม่ รวมถึงแคมเปญตรึงราคาที่บางแบรนด์ประกาศในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • หากสนใจ BEV ให้พิจารณาสถานีชาร์จในเส้นทางใช้งานจริง และต้นทุนรวมทั้งการประกันภัยและบริการหลังการขาย ไม่ใช่แค่ราคาหน้าป้าย

สำหรับภาครัฐและท้องถิ่น

  • วางแผนเครือข่ายชาร์จแบบรองรับเมืองท่องเที่ยวและเส้นทางเศรษฐกิจ รวมถึงจุดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์
  • สนับสนุนทักษะแรงงานช่าง EV และระบบกู้ภัยความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เชียงรายอาจไม่ใช่เมืองแรกที่รถไฟฟ้าครองถนน แต่กำลังเป็นหนึ่งในเมืองรองที่เห็นการเปลี่ยนผ่านชัดที่สุด เพราะทุกแรงกดดันมาบรรจบกันพร้อมกัน ทั้งภาษีใหม่ หนี้ครัวเรือน การท่องเที่ยว การค้าชายแดน และบทเรียนจากภัยธรรมชาติ ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของยอดขาย หากเป็นปีที่ตลาดจะคัดเลือกผู้เล่นที่เดินเกมด้วยข้อมูล ความเข้าใจผู้บริโภค และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข่าวประชาสัมพันธ์ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์บางประเภท มีผล 1 มกราคม 2569
  • กรมธุรกิจพลังงาน สรุปภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568 เฉลี่ย 154.85 ล้านลิตรต่อวัน NGV ลดลง 16.4 และ Jet A1 เพิ่มขึ้น 7.6
  • Reuters รายงานหนี้ครัวเรือนไทยและการกำกับดูแลผู้ให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่ง โดยระบุหนี้ครัวเรือนร้อยละ 88.4 ของ GDP ณ สิ้นปี 2567 และบริบทการเข้มงวดสินเชื่อรถ
  • The Standard รายงานภาพ rejection rate สินเชื่อรถยนต์สูง และผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

Illus Illy ปลุกกระแสสัตว์วิเศษล้านนา! จากตำนานโบราณสู่ตัวการ์ตูนร่วมสมัยที่ทุกคนตามหาในสิงห์ปาร์ค

เมื่อสัตว์วิเศษล้านนากลับมามีชีวิตในรูปแบบร่วมสมัย กลุ่มศิลปินเชียงรายสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนจากตำนานโบราณสู่ปรากฏการณ์ที่ทุกคนตามหา

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ควันหลงจากการจัดงาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ยังคงทิ้งเรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษที่กลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เข้าร่วมงาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผลงานชุดนี้เกิดจากฝีมือของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวเชียงราย ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ Illus Illy ซึ่งได้นำสัตว์ในตำนานต่างๆ ของล้านนามาตีความหมายใหม่ จนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่ารักและยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวที่ปรากฏในงานครั้งนี้ ประกอบด้วยแมงสี่หูห้าตา พญานาคี ช้างงู โต และสิงห์มอม ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีรากฐานมาจากตำนานและความเชื่อของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่สนุกสนานและน่าติดตาม

การเดินทางจากตำนานสู่ความร่วมสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัตว์วิเศษเหล่านี้ในต้นแบบดั้งเดิมมักมีรูปลักษณ์ที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศศนันท์ บุตรขุนทอง หนึ่งในสมาชิกหลักของทีม Illus Illy อธิบายถึงความท้าทายในการออกแบบว่า การลดทอนโดยไม่ลดคุณค่าคือหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้ โดยทีมงานได้เลือกปรับภาษาทางสายตาให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญไว้ เช่น รูปทรง เขา เกล็ด และท่วงท่า จากนั้นจึงปรับสัดส่วนและเส้นสายให้โค้งมนนุ่มนวลขึ้น ลดรายละเอียดที่ซับซ้อน และเลือกใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สดใส และอบอุ่น

ทีมงานเล่าว่ากระบวนการออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดในตำนาน รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความใหม่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัวละครใดตัวหนึ่ง แต่คือการทำให้ทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนในขณะที่ยังคงยึดโยงกับต้นแบบทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคง

ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ อีกหนึ่งสมาชิกของทีม กล่าวถึงรายละเอียดที่ถูกใส่เข้าไปในการออกแบบว่า ทีมได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผู้คนในเชียงรายสามารถจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเฉพาะ ลวดลายที่อ้างอิงจากงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น หรือโทนสีที่สัมพันธ์กับภูมิทัศน์ของพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ตัวละครมีรากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแฟนตาซีที่ลอยตัว แต่เป็นตัวแทนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผ่านลายผ้า

สิ่งที่ทำให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบตัวละครที่น่ารัก แต่ยังรวมถึงการนำลายผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมาผสมผสานอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะลายผ้าของชาวลาหู่และชาวไทใหญ่ กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ หนึ่งในทีมออกแบบ อธิบายว่าทีมไม่ได้เลือกลายผ้าจากความสวยงามเท่านั้น แต่เลือกจากเรื่องราวที่จะถูกผสานเข้าไปในโครงสร้างของตัวละคร

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละคร โต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานความเชื่อของชาวไทใหญ่ ทีมงานจึงใส่ลายผ้าลักษณะพิเศษของชาวไทใหญ่เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของสัตว์วิเศษนั้น การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงรายที่มีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของตนเอง

การตัดสินใจเลือกใช้ลายผ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การนำมาใช้นั้นมีความเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารเรื่องราวของความหลากหลายนี้ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและชื่นชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การวางตัวละครตามบริบทสถานที่

สัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้ถูกวางอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าในสิงห์ปาร์ค แต่มีการออกแบบตำแหน่งอย่างพิถีพิถันให้สอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้นๆ ชยพล ทุนอินทร์ สมาชิกทีมอีกคนหนึ่ง อธิบายว่าทีมมองว่าสัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้แค่ตั้งอยู่ แต่มีบทบาทของตัวเองในพื้นที่นั้น บางตัวมีหน้าที่ต้อนรับ บางตัวเป็นผู้เฝ้ามอง บางตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ หน้าตาและท่าทางของแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น พญานาคีที่ถูกวางไว้บริเวณใกล้น้ำ สะท้อนถึงความเชื่อเดิมที่ว่าพญานาคเป็นผู้ปกป้องแหล่งน้ำและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือช้างงูที่ถูกวางไว้ในทุ่งดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสัตว์ผสมที่มีทั้งความอ่อนโยนของช้างและความคล่องแคล่วของงู การวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสมจริงทางเรื่องเล่า แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการและเข้าใจบริบทของแต่ละตัวละครได้ดีขึ้น

ประสบการณ์การผจญภัยผ่านกิจกรรมสะสมแสตมป์

นอกจากรูปปั้นของสัตว์วิเศษที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว ทางสิงห์ปาร์คยังได้จัดกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่จุดประสงค์คือการกระตุ้นให้ครอบครัวได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมดและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละตัว รัชรินทร์ อินธุระ สมาชิกทีม เล่าถึงกระบวนการเตรียมงานว่า ก่อนเปิดงานทีมได้มีการลองเดินเส้นทางและสวมบทบาทเป็นนักผจญภัยเอง พบว่าความสนุกและตื่นเต้นเกิดขึ้นในหลายจังหวะ เช่น เวลาใกล้ถึงแต่ละจุดจะมีความลุ้น มีคำถามกันว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า มีการชะเง้อมองตั้งแต่รถยังไม่จอด หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่มองเห็นตัวโมเดลจากระยะไกล

สิ่งที่ทีมคาดหวังมากที่สุดคือการเห็นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่และลูกที่ยืนอยู่หน้าสัตว์แต่ละตัว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมเรื่องราวว่า พญานาคีตัวนี้โผล่ขึ้นมาจากน้ำมารอต้อนรับพวกเราตรงนี้ หรือช้างงูที่รอจนง่วงอยู่ในทุ่งดอกไม้แต่ก็ยังแอบลืมตามาทักทาย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีบ่อหงส์ ทุ่งดอกไม้ และสวนสัตว์ให้เด็กได้สำรวจ หลังจากสะสมแสตมป์ครบจึงไม่ใช่แค่การมาแลกของรางวัล แต่เป็นการปิดไดอารี่วันนั้นด้วยประสบการณ์ที่เต็มอิ่มไปด้วยเรื่องราวของสัตว์ในตำนาน การได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว และการได้เปิดประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในเส้นทางฟาร์มทัวร์อีกด้วย

สินค้าที่ระลึกในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผลงานของ Illus Illy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าต่างๆ เช่น แผนที่ พัด สติกเกอร์ และลวดลายของรถโดยสาร ธัญวีร์ เพ็งรัตน์ สมาชิกทีมอธิบายว่า ด้วยความตั้งใจออกแบบตัวละครให้มีความแปลกใหม่จากภาพเดิม เข้าถึงง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และด้วยสีสันที่น่ารัก ทีมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้ที่พบเห็น

จุดประสงค์ในการทำพัดคือเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อในชีวิตประจำวัน พกพาได้ และทีมยังแอบใส่เรื่องเล่าสนุกๆ ลงไปในด้านหลังพัด รวมถึงตัวแผ่นพับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์และยังสามารถเล่าต่อให้กับผู้คนต่อไปได้ ส่วนสติกเกอร์ลายสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวก็สามารถนำไปติดเคสโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก หรือขวดน้ำ ด้วยดีไซน์ที่น่ารักเข้าถึงได้ ทีมคาดหวังให้มีการมองเห็นและการเล่าต่อถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ได้พบเจอในเส้นทางการผจญภัยครั้งนี้

การออกแบบสินค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการขยายการเข้าถึงของตัวละครและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้คนนำพัดหรือสติกเกอร์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็กลายเป็นทูตวัฒนธรรมที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาไปยังคนรอบข้าง สร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบอินทรีย์

เชียงรายในฐานะแหล่งวัตถุดิบทางวัฒนธรรม

เมื่อถูกถามว่าเชียงรายมีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอะไรอีกบ้างที่รอให้คนรุ่นใหม่หยิบมาพัฒนา ทีม Illus Illy ตอบอย่างมั่นใจว่าจังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา หรือวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนในอดีต มีเรื่องราว ตำนาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมไปถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เหล่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือคนรุ่นใหม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในวิธีที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่สามารถนำมาตีความใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อวงการศิลปะท้องถิ่น

ความร่วมมือกับสิงห์ปาร์คในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การสร้างสรรค์ผลงานชุดหนึ่ง ทีมงานคาดหวังว่าจะได้เห็นความมั่นใจของศิลปินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โปรเจกต์นี้คือการพิสูจน์ว่างานที่มีรากฐานจากท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นงานดั้งเดิมที่หยุดนิ่งเสมอไป แต่สามารถพัฒนาและตีความใหม่ให้ร่วมสมัยได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพรากเหง้าและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ทีมอยากให้คนในพื้นที่เห็นว่าของบ้านเราสามารถเติบโตและต่อยอดจนมีมาตรฐานในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนที่แท้จริงของมัน การได้รับโอกาสจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสิงห์ปาร์คยังเป็นการเปิดประตูให้ศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานและสร้างอาชีพจากความสามารถของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่

ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการยกระดับศักยภาพของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การรับมือกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

การนำสัตว์ในตำนานมาตีความใหม่ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าผิดเพี้ยนหรือไม่เคารพต้นฉบับ ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าการตีความหมายใหม่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการทำให้ตำนานกลับมามีชีวิต วิธีการสื่อสารของทีมคือการให้เกียรติที่มา ศึกษาข้อมูล และอธิบายเจตนาอย่างชัดเจน

ทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคนรุ่นเก่าเห็นถึงความตั้งใจ และคนรุ่นใหม่สามารถสนุกร่วมไปกับงานได้ จุดตรงกลางก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน การสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์และเจตนาที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่างานนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทนที่หรือลบล้างภาพลักษณ์ดั้งเดิม แต่เป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้

ในความเป็นจริง การที่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักสัตว์วิเศษเหล่านี้ผ่านตัวละครที่น่ารักอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานดั้งเดิมในภายหลัง มากกว่าที่พวกเขาจะไม่เคยรู้จักสัตว์เหล่านี้เลย

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

เมื่อถูกถามถึงแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทีม Illus Illy มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทะเยอทะยาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดกลุ่มวาดภาพประกอบสู่การสร้าง IP (Intellectual Property) สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวให้กลายเป็น Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Character Brand ประจำจังหวัด โดยอิงแนวคิดในการสร้างสัตว์วิเศษแห่งเชียงรายให้กลายเป็น Soft Power ด้านศิลปะร่วมสมัย พัฒนาเป็นของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และขยายสู่ตลาดนักสะสม Art Toy รวมถึงตลาดท่องเที่ยว ทีมคาดหวังว่าจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์เรื่องเล่าผ่าน Storytelling สร้าง Emotional Value ที่สามารถต่อยอดสู่ Franchise IP ได้ และถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หากสำเร็จในระยะ 2 ถึง 3 ปี ทีมคาดหวังว่าสัตว์วิเศษเหล่านี้จะสามารถต่อยอดเป็น Mascot ประจำเมืองเชียงราย ภาพยนตร์ Animation สั้นที่อาจนำไปปรับใช้เป็นสื่อโปรโมทการท่องเที่ยว หรือปรับใช้กับหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หรือพัฒนาไปเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ในตำนาน พงศาวดาร และประวัติศาสตร์ของเชียงรายให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้าง Art Installation กลางเมือง และอาจพัฒนาไปสู่เทศกาลสัตว์วิเศษเชียงราย เป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด คล้ายกับเทศกาลดอกไม้งามหรืองานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ความหมายในระดับที่กว้างขึ้น

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสร้างสรรค์ของไทย ที่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทร่วมสมัย แทนที่จะเลียนแบบเทรนด์จากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การมีกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความสามารถและโอกาสไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้

ผลงานของ Illus Illy ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหลายองค์กรกำลังพยายามส่งเสริม การที่ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนทุกวัยและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บทเรียนสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของการทำการบ้าน การศึกษาข้อมูลและเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ประการที่สองคือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์และการปรับให้ร่วมสมัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์

ประการที่สามคือความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวของศิลปินหลายคนที่มีความสามารถและมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดและทำงานร่วมกันทำให้ผลงานมีความสมบูรณ์และหลากหลายมากขึ้น

สุดท้ายคือความกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่และความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ทีม Illus Illy ไม่ได้กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างหรือท้าทาย แต่ก็เปิดใจรับฟังและพร้อมอธิบายเจตนาของพวกเขา ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีนัยสำคัญ

รายชื่อทีมงานหลักโดยกลุ่มศิลปิน illus illy CEI 1.ศศนันท์ บุตรขุนทอง 2.ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ 3.กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ 4.ชยพล ทุนอินทร์ 5.รัชรินทร์ อินธุระ 6.ธัญวีร์ เพ็งรัตน์

มองไปข้างหน้า

ในขณะที่งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ได้จบลงแล้ว แต่เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การที่ผลงานได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ผู้เข้าร่วมงานนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแผนการพัฒนาต่อในอนาคต

สำหรับจังหวัดเชียงราย โปรเจกต์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การมีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจะช่วยสร้างจุดขายที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

สำหรับวงการศิลปะและการออกแบบของไทย โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสร้างผลงานที่มีคุณภาพระดับสากลได้ อาจจะกระตุ้นให้ศิลปินและนักออกแบบคนอื่นๆ หันกลับมามองหาเรื่องราวและภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเองและนำมาพัฒนาต่อยอดในทำนองเดียวกัน

ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนอย่างสิงห์ปาร์คกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม การให้โอกาสและเวทีแก่ศิลปินท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขา แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม

บทสรุป

เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาที่กลับมามีชีวิตผ่านฝีมือของกลุ่ม Illus Illy เป็นมากกว่าแค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ที่ยังคงรากเหง้า และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเพื่อคงคุณค่า แต่สามารถปรับเปลี่ยนและตีความใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยได้ โดยยังคงความเคารพและความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โปรเจกต์นี้เป็นแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสและความสำเร็จไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ สำหรับผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม มันเป็นตัวอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม

ในที่สุด เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวนี้ไม่ได้จบลงที่งาน Balloon Fiesta แต่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีม Illus Illy ร่วมกับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์วิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงรายและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลในข่าวฉบับนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงาน Illus Illy ประกอบด้วย ศศนันท์ บุตรขุนทอง, ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์, กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ, ชยพล ทุนอินทร์, รัชรินทร์ อินธุระ และธัญวีร์ เพ็งรัตน์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโปรเจกต์การออกแบบตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษล้านนา
  • งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงรา
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Balloon Fiesta และกิจกรรมต่างๆ ในสิงห์ปาร์คสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของสิงห์ปาร์ค เชียงราย

     

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สถิติท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่างชาติจองโรงแรมพุ่ง 77% เชียงรายสบช่องรับกลุ่มมหาเศรษฐีผ่าน Private Jet

เจาะลึก Hotel in the Sky และระบบนิเวศอัลตราลักชูรี เมื่อ Four Seasons Private Jet ปักหมุดเชียงราย และสิ่งที่เมืองปลายทางได้มากกว่าคำว่าไฮเอนด์

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสมการ จากการแข่งขันด้วยจำนวนผู้มาเยือน ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพของการใช้จ่าย ระยะเวลาการพำนัก และประสบการณ์ที่หาแทนกันไม่ได้ การปรากฏตัวของเครื่องบินเช่าเหมาลำภายใต้โปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience ซึ่งมีการรายงานว่าใช้เครื่องบิน Airbus A321LR ทะเบียน G-XATW และดำเนินการบินโดย Titan Airways ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่านของภาคเหนืออีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางระดับอัลตราลักชูรีที่เลือกโลกทั้งใบได้ และเลือกความสงบแบบมีมาตรฐานเป็นคำตอบของการพักผ่อน

ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความหรูหราในเชิงรูปธรรมของยานพาหนะหรือโรงแรม หากยังสะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 ที่แรงขับเคลื่อนสำคัญกำลังถูกกำหนดโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเข้าพักที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลตรงต่อรายได้โรงแรม การจ้างงาน และโซ่อุปทานบริการในเมืองปลายทาง

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ เมื่อการเดินทางกลายเป็นโรงแรมบนฟ้า

Four Seasons Private Jet Experience ถูกอธิบายว่าเป็นการออกแบบการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบการเดินทางเชิงมวลชน แต่ได้ระบบดูแลแบบโรงแรมหรูที่ถูกยกขึ้นไปอยู่บนความสูงระดับน่านฟ้า

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในแวดวงการท่องเที่ยวและสื่อธุรกิจระบุว่า เครื่องบินในโปรแกรมดังกล่าวได้รับการปรับแต่งภายในให้รองรับผู้โดยสารเพียง 48 ที่นั่ง จากศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่รองรับได้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ส่วนบุคคล ความเงียบ ความสบาย และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth

ทะเบียน G-XATW ถูกบันทึกในฐานข้อมูลการบินว่าเป็นเครื่อง Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการบิน Titan Airways ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการรายงานว่า Four Seasons ใช้พันธมิตรสายการบินสำหรับการปฏิบัติการบินเช่าเหมาลำในโปรแกรมนี้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความตื่นตาของคนรักเครื่องบินเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามเชิงเศรษฐกิจของเมืองปลายทางว่า ทำไมลูกค้าระดับโลกจึงเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย และเมืองจะเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนได้อย่างไร

เชียงรายในฐานะ Quiet Luxury ปลายทางที่ความหรูไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง

เมื่อพูดถึงปลายทางในเชียงรายที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ระดับนี้ ชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และถูกนำเสนอในเชิงประสบการณ์แบบ Quiet Luxury คือเน้นความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และบริการที่จัดสรรแบบพอดี ไม่ใช่ความหรูหราที่ต้องอาศัยความหนาแน่นของสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวระบุว่า แคมป์มีจำนวนยูนิตที่พักจำกัดในระดับหลักสิบ พร้อมตัวเลือกบ้านพักแบบ Explorer’s Lodge และให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ริมฝั่งน้ำและผืนป่ามากพอ ๆ กับมาตรฐานการบริการ

อีกมิติที่ถูกพูดถึงควบคู่กันคือการเชื่อมโยงกับงานอนุรักษ์ช้าง ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Golden Triangle Asian Elephant Foundation ซึ่งถูกกล่าวถึงในสื่อของ Four Seasons เองในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของประสบการณ์และความรับผิดชอบต่อสัตว์ป่าและชุมชน

อย่างไรก็ตาม ในการเล่าเรื่องเชิงข่าว การชูภาพสวยเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ เพราะความท้าทายของเมืองปลายทางมักซ่อนอยู่ใต้ความงาม นั่นคือการจัดการผลกระทบ การคุมมาตรฐานบริการ และการทำให้การท่องเที่ยวระดับสูงไม่กลายเป็นเกาะเศรษฐกิจที่ลอยแยกจากชุมชน

ตัวเลขที่บอกทิศทาง ประเทศไทยกำลังอยู่ในเกมที่ต่างชาติเป็นแรงขับหลัก

รายงานแนวโน้มการจองโรงแรมที่เผยแพร่ในไทยโดยอ้างอิงข้อมูลของ SiteMinder ชี้ว่า การจองโรงแรมในประเทศไทยมีสัดส่วนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมด ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่เป็นแม่เหล็กท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และอินโดนีเซีย โดยไทยถูกวางตำแหน่งว่าเป็นตลาดที่มีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างโดดเด่น

ขณะเดียวกัน รายงานเดียวกันสะท้อนแนวโน้มการพักนานขึ้น โดยสัดส่วนการเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปขยับขึ้น และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันหรือ ADR มีการขยับขึ้นเป็น 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

ข้อมูลชุดนี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่จุดขายสำคัญคือธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งเข้ากับเทรนด์ Stay Longer มากกว่าการมาเช็กอินแล้วไปต่อแบบรีบเร่ง เมืองที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้น ย่อมมีโอกาสให้รายได้ไหลไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น

ในมุมของช่องทางขาย รายงานยังระบุว่า เว็บไซต์ของโรงแรมหรือการจองตรงไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มช่องทางรายได้สำคัญ เป็นสัญญาณว่าตลาดระดับบนและตลาดที่ภักดีต่อแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญกับการจองแบบ Direct มากขึ้น

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ยังให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ว่า สิ่งสำคัญคือความเร็วในการเข้าสู่ตลาดและการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อมองหาตลาดต้นทางใหม่และปัจจัยกระตุ้นดีมานด์ ซึ่งสะท้อนแนวคิด Data Driven ที่กำลังกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างโรงแรมที่โตได้กับโรงแรมที่เพียงประคองตัว

เมื่อ Four Seasons Private Jet มาถึง เมืองปลายทางได้อะไรบ้างในเชิงรูปธรรม

การใช้จ่ายที่กระจายเป็นห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่ค่าห้องพัก

การท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชูรีไม่ได้หยุดที่โรงแรม แต่ขยายไปถึงบริการขนส่งภาคพื้น ร้านอาหารเฉพาะทาง งานไกด์เชิงประสบการณ์ สปา สุขภาพ งานศิลป์ และสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องเล่า ยิ่งกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เม็ดเงินยิ่งมักไหลไปสู่ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานและบริหารงานแบบมืออาชีพ

มาตรฐานบริการที่ยกระดับทั้งเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมืองปลายทางต้องรับมือกับความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเล็กน้อยในห่วงโซ่บริการอาจสะท้อนภาพลักษณ์ทั้งปลายทางได้รวดเร็ว นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องยกระดับภาษา การบริการ ความปลอดภัย และความเป็นสากล

ความท้าทายด้านสมดุลชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวระดับบนที่พึ่งพาธรรมชาติและความสงบ ต้องแลกมากับวินัยด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน เพราะความเสื่อมโทรมเพียงเล็กน้อยสามารถลดความน่าดึงดูดของ Quiet Luxury ได้ทันที เมืองจึงต้องคิดเรื่องการจัดการขยะ น้ำ พลังงาน และการคุ้มครองพื้นที่อ่อนไหวควบคู่กับการตลาด

เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าเป็นปลายทางระดับโลกได้จริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของการมาถึงของ Four Seasons Private Jet ไม่ใช่ความน่าตื่นตา แต่คือการทดสอบความพร้อมของระบบนิเวศเมืองในสามด้าน

ด้านแรกคือความพร้อมของซัพพลายบริการแบบพรีเมียมที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางภาคพื้น ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของแขก

ด้านที่สองคือความสามารถในการทำให้คุณภาพการท่องเที่ยวกระจายสู่ชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่ในไม่กี่พื้นที่ หากเมืองทำได้ เม็ดเงินจะแปลเป็นการจ้างงาน ทักษะใหม่ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กล้าลงทุนกับมาตรฐาน

ด้านที่สามคือการรักษาอัตลักษณ์ เพราะเสน่ห์ของเชียงรายในเวทีโลก ไม่ได้อยู่ที่การเหมือนเมืองอื่น แต่อยู่ที่ความเป็นเชียงรายที่ถูกเล่าอย่างร่วมสมัยและเคารพรากเดิม

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นภาพผ่านตา

สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
ยกระดับมาตรฐานบริการให้ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การจอง การชำระเงิน ความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการสื่อสารภาษาและการรับข้อร้องเรียน เพราะลูกค้าระดับนี้ตัดสินใจจากความมั่นใจมากพอ ๆ กับความสวยงาม

สำหรับชุมชน
รวมกลุ่มสร้างเรื่องเล่าของพื้นที่ให้ชัด และกำหนดขอบเขตการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายวิถีชีวิต การท่องเที่ยวที่ดีคือการที่คนในพื้นที่ยังอยู่ได้อย่างภูมิใจ ไม่ใช่ถูกบีบให้หลบทางให้ผู้มาเยือน

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
ทำข้อมูลท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เข้าถึงง่าย ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย เส้นทางฉุกเฉิน คุณภาพอากาศ การจัดการพื้นที่ธรรมชาติ และกลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะตลาดคุณภาพมองความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

เมื่อความหรูหราไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นสัญญาณของการแข่งขันระดับใหม่

การที่เชียงรายถูกกล่าวถึงในเส้นทางของประสบการณ์ Four Seasons Private Jet เป็นสัญญาณว่า เมืองกำลังถูกอ่านในฐานะปลายทางที่ขายความสงบได้ในมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับแนวโน้มที่ประเทศไทยยังมีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างเด่นชัด โดยสัดส่วนการจองจากต่างชาติอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มพักนานขึ้นพร้อม ADR ที่ขยับขึ้น

แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้โอกาสนี้ไม่เป็นเพียงข่าวชั่วคราว เมืองต้องเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นการยกระดับทักษะ มาตรฐาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ เพราะในโลกของ Quiet Luxury ความหรูหราไม่ใช่เสียงดัง หากคือความมั่นใจว่า ทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้วอย่างดี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • สัดส่วนการจองโรงแรมในไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมดตามรายงานที่เผยแพร่โดยอ้างอิงข้อมูล SiteMinder
  • ค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวัน ADR 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มการเข้าพักยาวขึ้นตามรายงานเดียวกัน
  • ทะเบียนเครื่องบิน G-XATW ระบุเป็น Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับ Titan Airways ตามฐานข้อมูลการบิน
  • การรายงานว่าห้องโดยสารถูกปรับแต่งรองรับ 48 ที่นั่งในโปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ThaiPR.NET รายงานสรุปข้อมูลแนวโน้มการจองโรงแรม อ้างอิง SiteMinder พร้อมตัวเลขสัดส่วนต่างชาติ ADR และแนวโน้มการเข้าพัก รวมถึงความเห็นผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder
  • Planespotters.net ฐานข้อมูลเครื่องบิน ใช้ยืนยันทะเบียน G-XATW และรายละเอียดพื้นฐานของอากาศยานและผู้ดำเนินการบิน
  • Business Insider รายงานเชิงธุรกิจเกี่ยวกับ Four Seasons Private Jet Experience และองค์ประกอบประสบการณ์การเดินทางระดับอัลตราลักชูรี
  • Four Seasons Magazine บทความที่กล่าวถึง Golden Triangle Asian Elephant Foundation ในบริบทของ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle
  • Golden Triangle Asian Elephant Foundation ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและความเชื่อมโยงกับแคมป์ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับแรงกดดันสังคมสูงวัย! นายก อบจ.เชียงราย ชูนโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัส ยกระดับสุขภาพคนเชียงของ

เชียงรายเดินหมากสาธารณสุขใกล้บ้าน นายก อบจ.ชูโฮงยาใกล้บ้านพลัส ปรับอาคารภาพเก่าเมืองเชียงของเป็นคลินิกชุมชนต้นแบบ รับแรงกดดันสังคมสูงวัยและภาระโรงพยาบาล

เชียงราย,15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่การเข้าถึงบริการสุขภาพกำลังถูกทดสอบด้วยสองแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภาระการเดินทางของคนพื้นที่ชายแดนที่ยังมีต้นทุนสูงในชีวิตจริง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเดินเกมสาธารณสุขเชิงพื้นที่ โดยเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เช้าวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นายชัยวุฒิ สมุดความ ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย และบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน ตามนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ โฮงยาใกล้บ้านพลัส

ภาพที่เห็นในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการปักหมุดทิศทางของบริการสุขภาพที่ต้องใกล้กว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และลดขั้นตอนกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในอำเภอเชียงของและพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางเมื่อจำเป็นต้องพึ่งโรงพยาบาลหลัก

จุดเริ่มต้นที่ท่าเรือบั๊ค จากอาคารเล่าอดีต สู่พื้นที่ดูแลปัจจุบัน

อาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของในพื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ของชุมชน แต่ในมุมของการบริหารสาธารณะยุคใหม่ สถานที่ที่คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่ายสามารถถูกต่อยอดให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพได้ หากออกแบบบริการให้สอดคล้องความต้องการจริงของคนในพื้นที่

แกนคิดของการปรับใช้พื้นที่ครั้งนี้อยู่ที่การกระจายบริการสาธารณสุขให้ถึงฐานราก ลดความแออัดของโรงพยาบาล และทำให้ประชาชนได้รับบริการสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดย อบจ.เชียงรายระบุแนวทางสำคัญไว้ชัดเจน

  • ผลักดันพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือคลินิกชุมชน
  • บูรณาการกำลังคนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแล
  • วางแผนยกระดับศักยภาพเพื่อเปิดบริการด้านทันตกรรมในอนาคต เพื่อให้บริการครบวงจรมากขึ้น

สาระสำคัญของโมเดลนี้คือการทำให้บริการระดับพื้นฐานเกิดขึ้นใกล้ชุมชน ลดการเดินทาง ลดขั้นตอน และลดภาระที่ไหลไปกองรวมที่โรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งมักเป็นจุดที่คนไข้ต้องรอคิวนานและบุคลากรต้องรับภาระหนัก

ทำไมโฮงยาใกล้บ้านจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ

เหตุผลที่นโยบายลักษณะนี้ถูกยกเป็นความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกหรือกระแสชั่วคราว แต่มีรากจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วจริงในระดับประเทศ

ข้อมูลสถิติประชากรไทยปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนการเกิด 416,574 คน และจำนวนการตาย 559,684 คน โดยจำนวนการตายสูงกว่าการเกิด 143,110 คน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่หนักแน่นในเชิงนโยบายว่า ประเทศกำลังเผชิญภาวะประชากรลดลงต่อเนื่อง และสัดส่วนผู้สูงอายุจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการบริการสุขภาพระยะยาวจะมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลต่อเนื่องในชุมชน

เมื่อจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่กำลังคนและศักยภาพของโรงพยาบาลหลักไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนอย่างทันเวลา ระบบบริการจึงต้องขยับไปสู่การดูแลใกล้บ้านมากขึ้น และต้องทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิมีบทบาทจริง ไม่ใช่เป็นเพียงจุดส่งต่อ

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนยังมีบริบทเฉพาะของพื้นที่ ระยะทาง และความเชื่อมโยงกับการเดินทางข้ามอำเภอ ซึ่งทำให้ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสูงกว่าหลายพื้นที่ การมีคลินิกชุมชนที่เข้าถึงได้จึงไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องของความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

จากภาระการเดินทาง สู่ภาระโรงพยาบาล ถ้าไม่กระจายบริการ ความแออัดจะยิ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในพื้นที่จริง ภาพที่คนจำนวนมากคุ้นชินคือการต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลักแม้เป็นอาการที่สามารถดูแลระดับพื้นฐานได้ หรือการต้องกลับมาตามนัดหลายรอบเพราะขั้นตอนซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้ทั้งคนไข้และระบบแบกรับภาระร่วมกัน

นโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัสพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง คือทำให้บริการบางส่วนเกิดในชุมชน ลดแรงกดดันต่อโรงพยาบาล ลดเวลารอ ลดการแออัด และเพิ่มโอกาสให้แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลหลักได้ทุ่มทรัพยากรกับเคสที่ซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับเชียงของ การทำให้พื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นคลินิกชุมชนยังมีนัยสำคัญในมิติสังคม เพราะเป็นการสร้างพื้นที่บริการที่คนรู้สึกเป็นเจ้าของและเข้าถึงได้ง่าย หากออกแบบการให้บริการให้เป็นมิตร ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง

บทบาท อบจ. กับการบริหารสุขภาพเชิงพื้นที่ เมื่อการดูแลไม่ควรขึ้นกับโรงพยาบาลอย่างเดียว

การลงพื้นที่ของนายก อบจ.เชียงรายครั้งนี้สะท้อนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังขยับจากการสนับสนุนแบบโครงการรายปี ไปสู่การออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่สังคมสูงวัยทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนเพิ่มขึ้น และทำให้ภาระของรัฐต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการบูรณาการบุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัด อบจ. เพื่อหมุนเวียนมาดูแล เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะทำให้โมเดลมีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมด และหากเพิ่มบริการทันตกรรมได้ในอนาคต ก็จะช่วยลดการเดินทางของประชาชนได้อีกขั้น

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือรูปแบบบริการที่จะเปิดให้ประชาชนใช้จริง ช่วงเวลาให้บริการ ระบบนัดหมาย การเชื่อมต่อส่งต่อผู้ป่วย และมาตรฐานเครื่องมือเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า คลินิกชุมชนต้นแบบจะกลายเป็นคำตอบที่ยั่งยืนได้เพียงใด

สิ่งที่ประชาชนได้ทันที และสิ่งที่ระบบต้องทำต่อ

แม้โครงการยังอยู่ในขั้นวางแนวทาง แต่ประโยชน์ที่ถูกวางไว้ชัดเจนคือการลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดความแออัดของโรงพยาบาล หากเปิดบริการได้ตามเป้าหมาย ประชาชนจะได้ประโยชน์ในสามมิติหลัก

  • เวลาและค่าใช้จ่ายลดลง เพราะไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อบริการพื้นฐาน
  • ความรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพราะระบบคิวของโรงพยาบาลหลักลดแรงกดดัน
  • ความต่อเนื่องของการดูแลดีขึ้น เพราะหน่วยบริการอยู่ในชุมชนและเข้าถึงง่าย

ในอีกด้าน ระบบต้องทำต่อให้ครบวงจร คือกำหนดมาตรฐานบริการ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอน การประเมินกำลังคน และการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพเพื่อให้การส่งต่อมีประสิทธิภาพ เพราะคลินิกใกล้บ้านที่ดีไม่ใช่เพียงอยู่ใกล้ แต่ต้องรักษาได้จริง ติดตามได้จริง และส่งต่อได้เร็วเมื่อจำเป็น

ภาพใหญ่ของเชียงราย เมื่อสุขภาพกลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

เรื่องสุขภาพในยุคประชากรเปลี่ยน ไม่ได้เป็นเพียงบริการสาธารณะ แต่เป็นความมั่นคงของชุมชนโดยตรง เพราะกระทบตั้งแต่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภาระของครอบครัว ไปจนถึงแรงงานและเศรษฐกิจฐานราก

การเลือกปรับอาคารที่มีเรื่องเล่าทางชุมชนให้เป็นคลินิกชุมชนจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้สิ่งเดิมตอบโจทย์ปัจจุบันได้ดีขึ้น และกระจายประโยชน์ได้จริงกับคนส่วนใหญ่

หากโมเดลท่าเรือบั๊คเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ ก็มีโอกาสเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นของเชียงรายหรือจังหวัดชายแดนที่มีข้อจำกัดคล้ายกัน นำไปปรับใช้ต่อได้ในอนาคต โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้การรักษาใกล้ขึ้น และทำให้ความเจ็บป่วยไม่พ่วงต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับครัวเรือน

สถิติสำคัญในข่าว

  • จำนวนการเกิดของไทย ปี 2568 จำนวน 416,574 คน
  • จำนวนการตายของไทย ปี 2568 จำนวน 559,684 คน
  • จำนวนการตายสูงกว่าการเกิด ปี 2568 จำนวน 143,110 คน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาเป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงของ ข้อมูลผู้เข้าร่วมภารกิจลงพื้นที่และการประสานงานในพื้นที่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลสถิติการเกิดและการตายของไทย ปี 2568 เผยแพร่ผ่านการรายงานของสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME