Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ ไทย 2569 หนี้ครัวเรือนพุ่งดันกระแส Generation Rent และโอกาสทองที่ดินแนวรถไฟเชียงราย

อสังหาฯ ไทย 2569 ยุค “รักษาสมดุลความเสี่ยง” และการกลายร่างของ “เชียงราย” สู่ประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 25 มกราคม 2569 — หากปี 2568 คือปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย “ชะงักเพื่อประเมินความเสียหาย” จากแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อบ้านต้อง “เดินบนเส้นเชือก” อย่างมีสติยิ่งกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกบังคับให้ต้องบริหารให้เดินต่อได้

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายเลี่ยงไม่ได้คือ ภาระหนี้ครัวเรือนของไทย ใกล้ระดับ 90% ของ GDP ได้กลายเป็น “เพดานกำลังซื้อ” ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นธุรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มีการระบุอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ สูงถึง 70–80% ในบางช่วง

ในบริบทเช่นนี้ CBRE ประเทศไทย ประเมินทิศทางตลาดปี 2569 ว่าเป็น “ปีแห่งการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน” พร้อมชี้ว่า ตลาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวคิด คุณภาพเหนือปริมาณ” มากขึ้น ขณะที่ตลาดสำนักงานเดินหน้าไปตามเทรนด์ Flight-to-Quality และกลุ่มที่โดดเด่นต่อเนื่องคือ Industrial & Logistics โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ในพื้นที่ EEC

แต่ถ้ากรุงเทพฯ คือเวทีแข่งขันของสินทรัพย์ระดับบน แบรนด์ และทุนขนาดใหญ่ “เชียงราย” กำลังถูกดึงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาของเมืองที่กำลัง “เปลี่ยนสถานะ” จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลและเกษตรกรรม สู่เมืองยุทธศาสตร์ชายแดนและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทย–สปป.ลาว–จีน ภายใต้แรงส่งจากเมกะโปรเจกต์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2569 ตลาดไม่ได้ถามว่า “ฟื้นไหม” แต่ถามว่า “เสี่ยงแค่ไหนถึงคุ้ม”

ภาพตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม ผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มต้นจาก “จะเปิดตัวโครงการเพิ่มกี่ยูนิต” แต่เริ่มจาก “หากเปิดแล้วขายไม่ออก จะรับความเสี่ยงไหวหรือไม่” เพราะต้นทุนความผิดพลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนการเงิน สต็อกคงค้าง และการแข่งขันที่รุนแรง

ในปี 2567 สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง และมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ในช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 ถูกมองว่าเป็นมาตรการลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ใช่ “เวทมนตร์” ที่ทำให้คนกู้ผ่านทันที หากฐานะรายได้และภาระหนี้เดิมยังเปราะบาง 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มาตรการช่วย “คนที่เกือบพร้อม” ให้ขยับได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถยก “คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต” ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีของการ “คัดคน” และ “คัดสินค้า” มากกว่าปีก่อน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “คุณภาพเหนือปริมาณ” กับการย้ายสนามแข่งขันของอสังหาฯ

นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ CBRE ประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มว่า ตลาดที่พักอาศัยจะมุ่งไปสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยเฉพาะโครงการในย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มเป็นโครงการระดับบน เน้นความเป็นส่วนตัว และการยกระดับด้วยแนวคิด Branded Residence หรือการบริหารจัดการมาตรฐานบริการที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาพสำนักงานที่ผู้ใช้สรุปไว้สะท้อนพฤติกรรมผู้เช่าที่เริ่ม “ย้าย” ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า  เทรนด์ Flight-to-Quality  เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ภาพลักษณ์องค์กร และต้นทุนรวมในระยะยาว โดยตลาดที่ผู้ใช้ชี้ว่า “โดดเด่นที่สุด” คือกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่แรงขับสำคัญคือการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

สาระสำคัญของภาพใหญ่คือ ตลาดกำลังปรับจากการแข่งขันเชิงปริมาณ (จำนวนยูนิต/จำนวนโครงการ) ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ (มาตรฐานอาคาร บริการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถบริหารความเสี่ยง)

เมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นชีวิตจริง  ตลาดเช่าจึงกลายเป็นตลาดหลัก (ไม่ใช่ตลาดรอง)

หนึ่งในตัวเลขที่สะเทือนความเข้าใจเดิมของตลาดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ผู้ใช้ระบุว่าอยู่ระดับ 70–80% ในบางช่วงเวลา ซึ่งหากตัวเลขนี้สะท้อนภาวะจริงในภาคสนาม ก็เท่ากับว่าความต้องการของคนจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบด้วย “ประตูสินเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความไม่อยากซื้อ”

ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ Generation Rent มีคนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าแทนซื้อ” และการเกิดโมเดล Rent-to-Own (เช่าซื้อ) ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเช่าอยู่อาศัยก่อน แล้วนำค่าเช่าบางส่วนมาหักเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดกำแพงการเข้าถึงบ้านสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก

นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อการเช่าไม่ใช่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “ทางหลัก” ผู้ประกอบการที่ยังยึดโมเดลรายได้จากการขายอย่างเดียว ย่อมเผชิญความเสี่ยงสภาพคล่องมากกว่าผู้ที่ออกแบบพอร์ตให้รองรับรายได้จากการเช่า/การบริการ/การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

เชียงราย “เมืองที่กำลังถูกเขียนใหม่” ด้วยรางรถไฟ โลจิสติกส์ และบทเรียนภัยพิบัติ

หากจะมีจังหวัดหนึ่งที่สะท้อนคำว่า “การกลายร่างท่ามกลางวิกฤติ” ได้ชัด เชียงรายคือหนึ่งในนั้น เพราะเมืองกำลังยืนอยู่บนแรงดึงสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือแรงกดจากกำลังซื้อระดับล่างที่เปราะบางและการกู้ที่ยากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยบางเซกเมนต์ชะลอตัวและต้องปรับฐาน
อีกด้านคือแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน ที่ทำให้อสังหาฯ เชิงยุทธศาสตร์  ทำเลโลจิสติกส์ พื้นที่พาณิชย์รอบจุดเชื่อมต่อ และที่อยู่อาศัยรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว  เริ่มมีความหมายมากขึ้น

และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ”

เมกะโปรเจกต์เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ “ความคืบหน้า 50.49%” คือสัญญาณที่ตลาดใช้คำนวณได้

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ถูกวางให้เป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมภาคเหนือสู่พื้นที่ชายแดนและการค้าลุ่มน้ำโขง ผู้ใช้ระบุความคืบหน้า ณ สิ้นปี 2568 ว่าอยู่ที่ ประมาณ 50.49% (เร็วกว่าแผน) และแจกแจงรายสัญญา ได้แก่

  • สัญญา 1 เด่นชัย–งาว 47.61% (ล่าช้าเมื่อเทียบแผน)
  • สัญญา 2 งาว–เชียงราย 56.72% (เร็วกว่าแผน)
  • สัญญา 3 เชียงราย–เชียงของ 45.79% (เร็วกว่าแผน)

สำหรับตลาดอสังหาฯ ตัวเลขความคืบหน้าเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางวิศวกรรม แต่คือ “สัญญาณความเป็นจริง” ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มนำไปใส่ในสมการความเสี่ยง ทำเลที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์เริ่มถูกตีราคาใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่รอบแนวสถานีและถนนบายพาสที่ผู้ใช้ระบุว่าแนวคิด TOD ช่วยดันราคาเสนอขายที่ดินไปแตะ ราว 2.3 ล้านบาทต่อไร่ ในบางจุด

หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจเมือง รถไฟทางคู่กำลังเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองปลายทาง” ไปสู่ “เมืองผ่านที่มีมูลค่า” เพราะการผ่านของสินค้า คน และบริการ คือสิ่งที่สร้างดีมานด์ต่อคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า พื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน

ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย ปรับฐานด้วยตัวเลข  และสะท้อนแรงกดจริงของครัวเรือน

ในข้อมูลเชิงสถิติที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายราว 2,758 หน่วย (ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน) และมีหน่วยเหลือขายราว 2,656 หน่วย มูลค่ารวมราว 10,499 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรระดับราคา 2–5 ล้านบาท และทำเลหลักอย่างอำเภอเมืองเชียงราย/โซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตัวชี้วัดที่สะท้อนการชะลอตัว ได้แก่

  • หน่วยขายได้ใหม่ 102 หน่วย (ลดลง 55.5% YoY)
  • มูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ 372 ล้านบาท (ลดลง 61.1% YoY)
  • อัตราดูดซับต่อเดือน 1.6%
  • ระยะเวลาคาดว่าจะขายหมด 57 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? อย่างน้อยสองอย่าง
หนึ่ง ตลาดไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการใหม่” เพื่อดันการเติบโตได้เหมือนเดิม
สอง ผู้ประกอบการต้องคิดหนักขึ้นเรื่องการจัดการสต็อก โปรโมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรม “เช่าแทนซื้อ” ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก

ความปลอดภัย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของราคา น้ำท่วม–แผ่นดินไหว และต้นทุนความเชื่อมั่น

บทเรียนอีกด้านที่เชียงรายเผชิญคือภัยพิบัติ ผู้ใช้ระบุว่าแม่สายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และภาครัฐมีแผนป้องกันน้ำท่วมถาวรงบประมาณรวมราว 3,430 ล้านบาท พร้อมรายละเอียด เช่น ขุดลอกลำน้ำสาย/น้ำรวก การสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 843 หลัง และงบชดเชยราว 1,830 ล้านบาท

เมื่อความเสี่ยง “ปรากฏเป็นภาพจริง” ความปลอดภัยจึงไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็น “ตัวแปรราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจะไม่ประเมินแค่ทำเล–ฟังก์ชันบ้าน แต่ประเมินว่า

  • โครงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากหรือไม่
  • มีมาตรการระบายน้ำ/ยกพื้น/แนวป้องกันหรือไม่
  • โครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้เพียงใด
  • วัสดุและระบบอาคารลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวได้จริงหรือไม่

นั่นทำให้ผู้ใช้ชี้ว่าแนวทาง Green & Safety และการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว/ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ “ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์” แต่เป็น “เงื่อนไขเพื่อขายได้” ในเมืองที่ความเชื่อมั่นเคยถูกกระทบ

Chiang Rai Wellness City จาก “อยู่” ให้กลายเป็น “อยู่ดี” และเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นประสบการณ์สุขภาวะ

ผู้ใช้ระบุยุทธศาสตร์ผลักดันเชียงรายสู่ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งเปลี่ยนโจทย์อสังหาฯ จาก “บ้าน” ไปสู่ “Wellness Living Experience” โดยทำเลอย่างโซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ยังมี Real Demand สูงจากนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรอบนี้ อสังหาฯ ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงบ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว เช่น การออกแบบพื้นที่สีเขียว การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสะดวกในการเดินทาง และความปลอดภัยของชุมชน ซึ่งเมื่อผสานกับเทรนด์ long-stay และสังคมสูงวัย ยิ่งทำให้เชียงรายมี “เรื่องเล่าใหม่” ที่ต่อยอดไปสู่ตลาดคุณภาพได

ผู้ซื้อต่างชาติและแรงเคลื่อนย้ายทุน เมื่อเมียนมา “ขยับขึ้น” และเชียงรายได้อานิสงส์ด้านความปลอดภัย

REIC ระบุว่า ไตรมาส 1/2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 3,919 หน่วย มูลค่าราว 16,392 ล้านบาท และชาวเมียนมาขยับขึ้นเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 แซงหน้ารัสเซีย  โดยเหตุผลสำคัญเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้เกิดแรงผลักให้ผู้มีฐานะมองหาที่พำนักในไทย

สำหรับเชียงราย “ความใกล้ชายแดน” ซึ่งเคยเป็นจุดขายด้านการค้าและท่องเที่ยว กำลังเพิ่มความหมายใหม่ในฐานะ “พื้นที่หลบความเสี่ยง” ที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ และอยู่ในระยะทางที่เดินทางเชื่อมต่อได้จริง นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้บางผลิตภัณฑ์ เช่น บ้านคุณภาพสูงหรือโครงการที่วางตำแหน่งรองรับการอยู่อาศัยจริงของชาวต่างชาติ มีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อในประเทศจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

ฉากการแข่งขันผู้ประกอบการ “ทุนใหญ่” กับ “Local Heroes” และเกมที่ไม่เหมือนเดิม

ผู้ใช้จัดเตรียมภาพการแข่งขันในเชียงรายไว้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่และรสนิยมล้านนา

ตัวอย่างที่ผู้ใช้ระบุ ได้แก่ ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาพร้อมโปรโมชันแรงและมาตรฐานบริการหลังการขาย รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังครองฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและระดับกลางถึงบนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างและความคุ้นเคยของทำเล

แต่ในปี 2569 เกมไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดโครงการใหญ่กว่า” หากวัดกันที่

  • ใครคุมต้นทุนได้ดีพอให้ทนรอบขายช้าลง
  • ใครปรับโมเดลรายได้ให้รองรับตลาดเช่า/เช่าซื้อได้จริง
  • ใครสื่อสารความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ใครเลือกทำเลที่สอดคล้องกับดีมานด์แท้ (มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จุดคมนาคม) มากกว่าการหวังเก็งกำไร

เศรษฐกิจปี 2569 เมื่อการเติบโตชะลอ และความไม่แน่นอนสูง  อสังหาฯ จึงต้อง “วางแผนรอด” ก่อน “วางแผนรวย”

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่ามีโอกาสชะลอลง เหตุจากแรงกดดันการส่งออก อุปสงค์โลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกจาก WTO ที่ผู้ใช้ระบุไว้

แม้ในข่าวนี้จะไม่ลงรายละเอียดทุกบรรทัดของชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ คือ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่แน่นอน “การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่” จะยิ่งอ่อนไหว และทำให้พฤติกรรมผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจมากขึ้น

ในเชิงจิตวิทยาตลาด อสังหาฯ ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ขาย “ความมั่นคงของชีวิต” และในยุคที่รายได้ถูกกดดัน หนี้สูง และภัยพิบัติสร้างความไม่แน่นอน ความมั่นคงนั้นยิ่งมีราคาแพงขึ้น

มุมมองเชิงนโยบาย เมืองที่กำลังโต ต้องโตอย่างไม่ทิ้งคนข้างหลัง

อีกด้านที่ข่าวเชิงลึกเลี่ยงไม่ได้คือ “ผลกระทบต่อชุมชน” เพราะการขยับของราคาที่ดินรอบแนวคมนาคม (เช่น TOD) และการยกระดับเมืองไปสู่ Wellness City อาจนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หากตลาดเคลื่อนไปสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงมากขึ้น ขณะที่คนทำงานรายได้ปานกลาง–ล่างยังติดเงื่อนไขสินเชื่อ

นี่ทำให้โมเดลเช่า/เช่าซื้อและการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์แท้ กลายเป็น “โจทย์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่โจทย์ธุรกิจ เพราะมันคือเครื่องมือให้แรงงานและครอบครัวในเมืองสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (ปี 2569–2573) 

เพื่อความเป็นกลาง ข่าวส่วนนี้จะนำเสนอเป็น “แนวทางเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ได้สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ชี้ว่าแนวทางใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

1) ปรับพอร์ตสู่ตลาดเช่าและเช่าซื้อ

รองรับกลุ่ม Generation Rent และผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก ลดความเสี่ยงจากยอดขายชะลอ และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

2) ยกระดับ Green & Safety ให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่มูลค่าเพิ่ม

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จัดการน้ำ และใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงาน เพื่อแปลง “ความปลอดภัย” ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้

3) โฟกัสทำเล TOD และแนวคมนาคมที่มีความคืบหน้าจริง

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งผู้ใช้ระบุกรอบการเปิดใช้งานไว้ในอนาคต และชี้โอกาส capital gain ของทำเล

4) เจาะกลุ่มลูกค้า CLMV/ต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวและเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นผู้ซื้ออันดับต้น ๆ ในภาพรวม

 “ความเสี่ยง” คือราคาใหม่ของอสังหาฯ ไทย และเชียงรายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุกโครงการ “ขายได้เพราะตลาดขึ้น” แต่เป็นยุคที่ต้อง “ขายได้เพราะอ่านความเสี่ยงขาด” ความเสี่ยงของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของสินเชื่อ ความเสี่ยงของภัยพิบัติ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ในภาพนี้ เชียงรายกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “เมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ทำให้บทบาทเมืองเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ Wellness City ช่วยยกระดับความหมายของการอยู่อาศัยจาก “อยู่ให้ได้” ไปสู่ “อยู่ให้ดี” ท่ามกลางสังคมที่ให้ราคากับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น

แต่โอกาสจะเป็นของผู้ที่บริหารสมดุลได้จริงเท่านั้น  ผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ต ผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้เมืองโตอย่างไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และผู้ซื้อที่ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความหวัง

เพราะในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูงและความไม่แน่นอนเป็นปกติใหม่ คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “จะซื้อบ้านไหม” แต่คือ “บ้านแบบไหน ทำเลแบบไหน และเงื่อนไขแบบไหน ที่ปลอดภัยพอจะผูกชีวิตไว้ระยะยาว”

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างถึงในข่าว

  1. หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ 90% ของ GDP 
  2. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% ช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 
  3. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้า 50.49% และความคืบหน้ารายสัญญา 
  4. ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย หน่วยเสนอขาย/เหลือขาย/อัตราดูดซับ/ระยะเวลาขายหมด และตัวเลขขายได้ใหม่ 
  5. พฤติกรรมผู้บริโภค อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท 70–80%, คนรุ่นใหม่ 66% เลือกเช่า 
  6. ชาวต่างชาติโอนห้องชุดไตรมาส 1/2568 3,919 หน่วย มูลค่า 16,392 ล้านบาท และแนวโน้มผู้ซื้อเมียนมาขยับขึ้น 
  7. แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สาย งบประมาณรวม 3,430 ล้านบาท, รื้อถอนอาคาร 843 หลัง, งบชดเชย 1,830 ล้านบาท 
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CBRE Thailand 
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมธนารักษ์ 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด

 “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

  1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
    EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
  2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
    ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
  3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
    แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
  4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
    แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
  5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
    ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

 “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์/นายนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • PEA VOLTA (กฟภ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

สถิตินักท่องเที่ยวพะเยาพุ่ง 10% เตรียมรับอานิสงส์สนามบินใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน

ถอดรหัส “พะเยาโมเดล” เมื่อเมืองรองโตสุดเหนือด้วยอีเวนต์และเดิมพันอนาคตด้วยสนามบินภูมิภาค

พะเยา/ภาคเหนือตอนบน, 24 มกราคม 2569 — หากภาพจำเดิมของพะเยาคือ “เมืองผ่าน” ระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย ปี 2568 กำลังส่งสัญญาณว่าเมืองเล็กสามารถ “ย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ได้จริง เมื่อจังหวัดเร่งเครื่องด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จนได้ผลลัพธ์การเติบโตเชิงสถิติที่โดดเด่น (นักท่องเที่ยว +10.18% รายได้ +12.82% ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และในปี 2569 กำลังต่อยอดไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ “ท่าอากาศยานภูมิภาค” ที่อำเภอดอกคำใต้ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่ “พะเยาโตแค่ไหน” หากคือ โตแบบไหน และ ใครได้ประโยชน์ เพราะในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความผันผวนของตลาดต่างชาติ ขณะที่แรงหนุนระยะสั้นจากอีเวนต์อาจกลายเป็น “ยอดพุ่งแล้วแผ่ว” หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายที่กระจายตัวลงสู่ชุมชนและธุรกิจฐานรากได้จริง

ต่างชาติเริ่มคึก แต่ยังเป็นจังหวะ “กลับมาเป็นระลอก”

ต้นปี 2569 ตัวเลขรายสัปดาห์สะท้อนว่าต่างชาติยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 12–18 ม.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 749,725 คน และที่สำคัญคือ จีนกลับขึ้นอันดับ 1 (88,360 คน) ตามด้วยรัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้
สัญญาณนี้มีนัยต่อภาคเหนือ 2 ชั้น

  • ชั้นแรก คือ “ความเชื่อมั่นในการเดินทาง” เริ่มฟื้น จีนกลับมาเป็นแรงหนุนของทั้งประเทศ
  • ชั้นที่สอง คือ “การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว” จะเข้มขึ้น เมืองรองที่ไม่มีจุดขายชัดและไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ อาจถูกดูดกลับไปสู่เมืองหลัก

ในภาพรวม ตัวเลขสะสมที่ผู้ใช้จัดเตรียม (1–18 ม.ค. 2569 ต่างชาติ 1.87 ล้านคน รายได้ 92,641 ล้านบาท) ถูกใช้เป็นกรอบอธิบายว่า “ท่องเที่ยวไทยยังเป็นเครื่องยนต์ต้นปี” อย่างไรก็ตาม ในเชิงข่าวเชิงลึก การนำตัวเลขรายได้ไปตีความต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขรายได้รวมมักมีวิธีคำนวณและสมมติฐานประกอบ เมื่อใช้เป็น “ฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย” ยิ่งต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ชัดเพื่อความโปร่งใส

 “อีเวนต์นำทาง” ทำให้เมืองรองไม่ต้องรอเศรษฐกิจไหลมาเอง

สิ่งที่พะเยาทำในปี 2568 ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม คือการใช้ “Big Event Marketing” เป็นคันเร่ง เปลี่ยนเมืองจาก Transit City เป็น Destination City โดยวางกิจกรรมให้เกิด “เหตุผลในการมา” และ “เหตุผลในการค้างคืน” พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านกระแสสังคมและการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว

หัวใจของโมเดลนี้ไม่ใช่การจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่คือ ความถี่ + ความต่อเนื่อง + ธีมที่จำได้ เพื่อทำให้การท่องเที่ยว “มีฤดูกาลมากกว่าหนึ่งช่วง” และดึงให้เกิดการจับจ่ายในหลายหมวด เช่น ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และบริการท้องถิ่น

หากย้อนไปดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวของพะเยาในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (เช่น ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท) จะเห็นการพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างชาติยังมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เมืองรองส่วนใหญ่ “โตง่ายจากไทยเที่ยวไทย แต่โตยากในต่างชาติถ้าเดินทางไม่สะดวกและไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พะเยาพยายามดันโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ เพื่อไม่ให้อีเวนต์เป็นเพียงไฟแฟลชที่สว่างเร็วแล้วดับเร็ว

เดิมพันเกมยาว สนามบินพะเยา โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบคำถามความคุ้มค่า

แนวคิดท่าอากาศยานพะเยา (อ.ดอกคำใต้) ในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมถูกวางเป็น “ประตูบานใหม่” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยว–การแพทย์–สุขภาพ โดยมีรายละเอียดทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ และไทม์ไลน์
ในเชิงขั้นตอนภาครัฐ ประเด็นที่ตรวจสอบได้และมักปรากฏในเอกสารทางการคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็น/การศึกษา” ซึ่งกรมท่าอากาศยานมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการท่าอากาศยานพะเยาไว้ในเอกสารเผยแพร่สาธารณะ

อย่างไรก็ดี ในฐานะข่าวเชิงลึก ผลประโยชน์ของสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการมี “รันเวย์” แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศต่อไปนี้ให้เชื่อมถึงกันจริง

  • ดีมานด์ (Demand) มีผู้โดยสารพอให้สายการบินอยู่ได้
  • ซัพพลาย (Supply) ที่พัก บริการ การเดินทางต่อ (Last-mile) และมาตรฐานความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์ (Product) เมืองต้องขายอะไร วัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพ อาหาร หรือประชุมสัมมนา
  • การกระจายรายได้ (Distribution) เงินต้องลงชุมชน ไม่กระจุกอยู่ผู้เล่นไม่กี่ราย
  • ผลกระทบ (Externalities) ที่ดิน เสียง สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม การชดเชย ต้องมีมาตรการรองรับ

ประเด็นนี้ทำให้ “เสียงสนับสนุน” และ “เสียงกังวล” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นกลาง
ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่า สนามบินจะย่นเวลา เพิ่มการเข้าถึง และต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
ฝ่ายกังวลจะถามเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับสนามบินใกล้เคียง” “ความคุ้มค่าการลงทุน” และ “ภาระทางการคลัง/การเวนคืน”
โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การทำให้สนามบิน หากเดินหน้า เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียง “โครงการก่อสร้าง”

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับเชียงราย แข่งขันจริงหรือเสริมกัน?

ความน่าสนใจของภาคเหนือตอนบนคือ “เมืองไม่ได้โตเดี่ยว” การโตของพะเยาย่อมเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักที่มีสนามบินและระบบท่องเที่ยวพร้อมกว่า
เมื่อดูสัญญาณของเชียงรายจากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมก่อนหน้า (เช่น รายได้ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ทะลุ 51,540 ล้านบาท และติดอันดับรายได้ระดับประเทศ) ภาพรวมสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่กว่า แต่การขยายตัวของเมืองรองอย่างพะเยาสามารถเกิดในรูปแบบ “แบ่งเบา” และ “เติมเต็ม” ได้ หากวางตำแหน่งต่างกัน

  • เชียงรายแข็งในมิติ “ประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวครบวงจร” และการเชื่อมชายแดน
  • พะเยาอาจชู “ความสงบ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมริมกว๊าน” และต่อยอดสุขภาพ/การพักฟื้น

การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “แย่งกันเอง” แต่คือ “ภาคเหนือจะชนะเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นอย่างไร” ในวันที่นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้น และความคาดหวังสูงขึ้น

ถ้าพะเยาจะชนะระยะยาว ต้องเปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นเศรษฐกิจถาวร

ปี 2568 พะเยาพิสูจน์แล้วว่า “อีเวนต์” ทำให้เมืองรองถูกมองเห็น และทำให้ตัวเลขโตได้
ปี 2569–257x จะเป็นบททดสอบว่า เมืองจะเปลี่ยน “กระแส” ให้เป็น “ระบบ” ได้หรือไม่

ถ้า “พะเยาโมเดล” จะเป็นต้นแบบจริง ความสำเร็จควรถูกวัดด้วย 3 คำถามง่าย ๆ แต่ตอบยาก

  1. รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลงไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แค่ไหน
  2. นักท่องเที่ยวที่มาเพราะงาน กลับมาอีก หรือไม่ (Revisit)
  3. เมืองมี “เหตุผลให้ค้างคืน” เพิ่มขึ้นจริงหรือยัง (Length of Stay)

และหากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินเดินหน้าต่อ คำถามสำคัญที่สุดคือ
สนามบินจะทำให้ประชาชนได้อะไร มากกว่าได้เห็นอาคารใหม่”
เพราะสุดท้าย โครงการที่ชนะใจสังคม ไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และตรวจสอบได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 และสัปดาห์ 1-18 ม.ค. 69
  • กรมท่าอากาศยาน: แผนความคืบหน้าและการศึกษา EIA โครงการท่าอากาศยานพะเยา
  • ttb analytics / KResearch: บทวิเคราะห์มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” และการฟื้นตัวของเมืองรอง
  • กองทุน ววน. (สกสว.): ยุทธศาสตร์ “Wellness City” และนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ลำดับที่ 9 ของเชียงราย ดันยอดส่งออกพุ่ง 100 ล้าน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ดันผลไม้ลุ่มน้ำงาวสู่ตลาดสมัยใหม่ ย้ำคุมคุณภาพ-ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนรายได้ 1,383 ครัวเรือน

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสของแหล่งที่มา” มากพอๆ กับรสชาติและความคุ้มค่า การประกาศขึ้นทะเบียน ส้มโอเวียงแก่น” เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร หากเป็นการยกระดับ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ให้กลายเป็นสินค้าที่มีกรอบมาตรฐานรองรับชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อชื่อเสียงท้องถิ่นต้องมี “ระบบคุ้มครอง”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ระบุว่า การคุ้มครอง GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยหัวใจอยู่ที่ ระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่มากขึ้น

ในมุมของหลักการสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือ “สัญลักษณ์/ชื่อ” ที่ใช้กับสินค้าที่มี แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์เฉพาะ และมี คุณภาพหรือชื่อเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดนั้น พร้อมให้สิทธิในการป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
สาระนี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ป้ายชื่อ” แต่คุ้มครอง “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่า สินค้าที่ถือชื่อนั้นมาจากพื้นที่จริงและมีคุณลักษณะตามที่ประกาศไว้

ส้มโอเวียงแก่น” คืออะไร อัตลักษณ์ที่ผูกกับภูมิประเทศลุ่มน้ำงาว

DIP ระบุพื้นที่ผลิต “ส้มโอเวียงแก่น” ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอเวียงแก่น ได้แก่ ม่วงยาย, หล่ายงาว, ปอ และท่าข้าม โดยอธิบายเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์สำคัญ เช่น ลักษณะพื้นที่และระบบน้ำที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต

ในเชิง “สินค้า GI” จุดขายสำคัญไม่ใช่เพียงความหวานหรือความฉ่ำน้ำ แต่คือการทำให้คุณลักษณะเหล่านั้น พิสูจน์ได้ และ ตรวจสอบได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแอบอ้างชื่อในตลาด และช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ซื้อในห่วงโซ่สมัยใหม่

3 สายพันธุ์ขึ้นทะเบียน กำหนดเกณฑ์คุณภาพชัด “ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์”

ข้อมูลประกาศ/ข่าวการขึ้นทะเบียนระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุม 3 พันธุ์ ได้แก่

  • ขาวใหญ่ (ผลทรงรี เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ โทนรสเปรี้ยวอมหวาน)
  • ทองดี (ทรงกลมแป้น เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ โทนหวานอมเปรี้ยว)
  • เซลเลอร์ (ทรงกลม เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม โทนหวานอมเปรี้ยว)
    โดยระบุเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพ เช่น ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์

การกำหนดเกณฑ์เช่นนี้มีความหมายเชิงตลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้ “คุณภาพขั้นต่ำ” เป็นภาษากลางในการซื้อขาย และเป็นฐานข้อมูลให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต

เศรษฐกิจฐานราก 1,383 ครัวเรือน กับผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

มิติที่ทำให้ข่าวนี้ “มีน้ำหนักต่อชีวิตชุมชน” อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจซึ่ง DIP ระบุไว้ค่อนข้างชัด โดยปัจจุบันมีผู้ผลิต 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย ราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดรวม กว่า 100 ล้านบาทต่อปี และเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า GI ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่แตะถึง “รายได้จริง” ของเกษตรกรจำนวนมาก และมีนัยต่อการจัดการมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความสม่ำเสมอสูง

เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัด GI อันดับต้น 9 รายการ และมูลค่าเดิมกว่า 300 ล้านบาท/ปี

DIP ระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากรายการ GI เดิมของจังหวัด และชี้ว่า GI 8 รายการก่อนหน้าในเชียงรายสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด กว่า 300 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งทำให้เชียงรายถูกระบุว่าเป็นจังหวัดที่มี GI มากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ

สำหรับเชียงราย นัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มอีก 1 รายการ” แต่คือการสะสมพอร์ตสินค้าอัตลักษณ์ที่สามารถต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนได้ หากการกำกับมาตรฐานและการตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เสียงจากหน่วยงาน ชู “Quick Big Win” และเชื่อมตลาดสมัยใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้กรอบว่า GI เป็นภารกิจสำคัญตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยการขึ้นทะเบียนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชน

ในภาพใหญ่นโยบาย กระทรวงพาณิชย์ยังสื่อสารว่า GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้สินค้าไทย และภาพรวมสินค้า GI ของประเทศสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระดับสูง พร้อมมุมมองว่าการคุ้มครอง/ส่งเสริม GI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าในตลาดได้อย่างมีนัย

จาก “ขึ้นทะเบียน” สู่ “ทำให้ขายได้จริง” ปลายน้ำคือมาตรฐาน-การตลาด-การคุ้มครองชื่อ

แม้การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องเผชิญหลังจากนี้คือ “การทำให้มาตรฐานเดินได้ทุกล็อต” เพราะ GI ทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ชื่อ GI ปฏิบัติตามข้อกำหนดร่วมกัน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานจริง” ไม่ใช่มีเพียงในเอกสาร

อีกด้านหนึ่ง DIP ระบุแนวทางการขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ
ประเด็นนี้สะท้อน “ทิศทางตลาด” ที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยเดินทางถึงเวียงแก่น แต่สามารถ “ตัดสินใจซื้อ” จากหน้าจอได้ หากข้อมูลมาตรฐานและเรื่องราวถิ่นกำเนิดถูกสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือ

มุมชวนคิด: GI จะเพิ่มรายได้จริงได้อย่างไร และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องระวัง

การขึ้นทะเบียน GI มักถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เพิ่มราคา” และ “เพิ่มยอดขาย” แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับอย่างน้อย 3 เงื่อนไข

  1. ความสม่ำเสมอของคุณภาพ
    เมื่อมีเกณฑ์ (เช่น องศาบริกซ์) ตลาดจะคาดหวังให้สินค้าสม่ำเสมอขึ้น หากคุณภาพแกว่ง อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ชื่อ GI” ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รายสวน
  2. ต้นทุนการทำมาตรฐานและการตรวจสอบ
    การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการคุมคุณภาพมีต้นทุน ทั้งแรงงาน เวลา และการจัดการเอกสาร/ข้อมูล หากไม่มีการสนับสนุนหรือออกแบบให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย อาจเกิดปัญหา “ทำไม่ไหว” และทำให้การใช้ชื่อ GI กระจุกอยู่กับบางกลุ่ม
  3. ความเสี่ยงการแอบอ้างชื่อและการแข่งขันในตลาดส่งออก
    เมื่อชื่อเสียงเพิ่ม “แรงจูงใจในการลอกเลียน” ก็เพิ่มตาม หลักการของ WIPO ชี้ชัดว่า GI ช่วยให้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อสามารถป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลจริงต้องพึ่งการบังคับใช้และความร่วมมือในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมตามข้อมูลที่เผยแพร่

 “ส้มโอเวียงแก่น” กำลังเปลี่ยนสถานะจากผลไม้ท้องถิ่นสู่สินค้ามาตรฐาน

การประกาศขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ทำให้ผลไม้ลุ่มน้ำงาวก้าวพ้นการพึ่งพาชื่อเสียงแบบบอกต่อ ไปสู่การมี “กลไกคุ้มครองและมาตรฐานร่วม” ที่ตลาดสมัยใหม่เข้าใจได้ พร้อมตัวเลขฐานรากที่สะท้อนความหมายเชิงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ 1,383 ครัวเรือน ไปจนถึงผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานได้จริง” และการทำตลาดที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ซื้อกับความสามารถของเกษตรกรรายย่อย หากทำได้ GI จะไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนฉลาก หากเป็น “เครื่องมือปกป้องรายได้” และ “ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่ยืนระยะได้ในระยะยาว

สถิติสำคัญ (จากข้อมูลเผยแพร่ของหน่วยงาน/ข่าวที่อ้างอิง)

  • ผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่น: 1,383 ครัวเรือน
  • ผลผลิตเฉลี่ย: ประมาณ 25,130 ตัน/ปี
  • มูลค่าตลาดรวม: กว่า 100 ล้านบาท/ปี
  • มูลค่าส่งออก: ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี (จีนเป็นตลาดสำคัญ)
  • เชียงรายมีสินค้า GI: 9 รายการ และ GI เดิม 8 รายการสร้างมูลค่า กว่า 300 ล้านบาท/ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • นิยามและหลักการคุ้มครอง GI ตามมาตรฐานสากล (WIPO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องทางขนานเชียงราย-พะเยา: เมื่อเมืองหลักต้องพร้อมทุกวัน และเมืองรองต้องปังในวันสำคัญ

สองจังหวัดพี่น้องในล้านนา กับสองวิธีคิดที่กำลังแข่งกันเงียบ ๆ

เชียงราย,16 มกราคม 2569 – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ห้องประชุมจอมกิตติกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการเม็ดเงิน” เมื่อฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่เช็กตัวเลขการเบิกจ่าย โครงการที่เดินหน้าแล้ว โครงการที่ยังค้าง และเงินกันเหลื่อมปีที่ต้องเร่งให้ทันกรอบเวลา เพราะในมุมของเมืองหลัก การพัฒนาไม่ใช่แค่ทำให้ “มีงาน” แต่ต้องทำให้ “ระบบทำงาน” — ถนน ไฟฟ้า น้ำ การบริการสาธารณะ ความปลอดภัย เครือข่ายเศรษฐกิจชายแดน และความพร้อมรองรับคนเข้า–ออกตลอดปี

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของล้านนาตอนบน “กว๊านพะเยา” ถูกพูดถึงในฐานะเวทีพิสูจน์ว่าจังหวัดเมืองรองก็สร้างแรงดึงดูดได้ หากกล้ายกระดับงานให้ใหญ่พอจะชิงพื้นที่สื่อ ชิงการรับรู้ และชิงการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ไหลเข้าเมืองตัวเอง ภาพสะท้อนจากการสื่อสารด้านท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ชี้ว่า พะเยาถูกวางเป็น “ม้ามืด” ที่ใช้ Big Event Marketing ปั้นดีมานด์ และพยายามต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่อง

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่แค่ “ใครทำดีกว่า” แต่คือ “สองแนวทางนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร” และ “ประชาชนจะได้อะไรจริง” หากเมืองหลักเร่งฐานราก ขณะเมืองรองเร่งแม่เหล็กการตลาด

เชียงราย เมืองหลักกับโจทย์ “เงินต้องถึงพื้นที่” และ “โครงสร้างต้องเดินต่อเนื่อง”

จากรายงานการประชุม ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ตัวเลขปีงบประมาณ 2568 สะท้อนภาพการบริหารแบบ “เครื่องจักรราชการที่ต้องเดินให้ทันเวลา”

  • งบรวม 317,142,000 บาท ครอบคลุม 13 โครงการ 49 กิจกรรม
  • ยอดเบิกจ่ายสะสม 311,878,904.61 บาท
  • เงินเหลือจ่าย 5,263,898.39 บาท
  • เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 90,189,322.73 บาท (คิดเป็น 28.44%) จาก 9 หน่วยงาน 13 โครงการ 23 กิจกรรม

ในเชิงการคลัง ตัวเลขเบิกจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับกรอบงบรวม ทำให้เชียงรายดูเหมือน “ทำการบ้านส่งครบ” แต่เมื่อเจาะลึกในเชิงนโยบาย เงินกันเหลื่อมปีเกือบหนึ่งในสามคือสัญญาณที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะมันหมายถึง “โครงการยังไม่จบ” และยังมีความเสี่ยงเรื่องกรอบเวลา การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการส่งมอบผลลัพธ์ (delivery) หากหน่วยงานไม่เร่งรัดให้ทันตามระเบียบ

ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานเชิงลึก คือ เมืองหลักอย่างเชียงรายมี “ต้นทุนความคาดหวัง” สูงกว่าจังหวัดทั่วไป ชุมชนไม่ได้ถามแค่ว่ามีโครงการหรือไม่ แต่ถามว่า

  • โครงการนั้นแก้ปัญหาชีวิตจริงได้แค่ไหน
  • ทำให้ระบบบริการสาธารณะเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่
  • ช่วยเศรษฐกิจชายแดนและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่นอย่างไร

จึงไม่น่าแปลกที่เวที ก.บ.จ. จะเน้น “ติดตาม–เร่งรัด–เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกรอบ” เพราะเม็ดเงินของรัฐในเมืองหลักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้อง “ค้ำโครงสร้างระยะยาว” ให้เมืองรับมือการแข่งขันได้

พะเยา เมืองรองกับยุทธศาสตร์ “ชิงการรับรู้” ด้วยอีเวนต์ และเดิมพันด้วยความต่อเนื่อง

ฝั่งพะเยา ภาพที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนคือแนวคิด “กระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” และใช้งานใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าเมือง โดยกรณี “เคาต์ดาวน์กว๊านพะเยา” ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสร้างกระแสและการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก พร้อมแนวคิดว่าควรมีงานใหญ่ “เข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อรักษาโมเมนตัม

ในมุมการตลาดท่องเที่ยว กลไกนี้ทำงานแบบตรงไปตรงมา

  1. ทำให้เมือง “ถูกพูดถึง” (share of voice)
  2. ทำให้คน “ตัดสินใจเดินทาง” (conversion)
  3. ทำให้ผู้ประกอบการ “เห็นรายได้จริง” (cashflow)
  4. แล้วค่อยใช้ภาพความสำเร็จไปต่อยอดงบ/สปอนเซอร์/ความร่วมมือครั้งถัดไป

แต่ในมุมเชิงโครงสร้าง เมืองรองที่โตด้วยอีเวนต์มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน

  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน งานจบ คนกลับ เมืองเงียบ หากไม่มีสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทำให้คน “อยู่ต่อ–กลับมาอีก”
  • ความเสี่ยงด้านความสามารถรองรับ (capacity) ที่จอดรถ ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การจัดการขยะ ห้องน้ำสาธารณะ—สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่เมืองต้องพร้อม
  • ความเสี่ยงด้านความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ หากการจัดงานทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น แต่รายได้ไม่กระจาย ความชอบธรรมของนโยบายจะสั่นคลอน
พะเยาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ปี 2571 (Phayao International Horticultural Expo 2028) บริเวณพื้นที่รอบกว๊านพะเยา ภายใต้แนวคิด "Harmony of Nature & Culture"

เปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ “งบโครงสร้าง” vs “งบการตลาด” — สองกลไกที่ควรเสริมกัน ไม่ใช่ชนกัน

หากยึดตามข้อมูลเชียงราย เมืองหลักกำลังทำสิ่งที่รัฐคาดหวัง เบิกจ่ายสูง เดินเครื่องหลายโครงการ และพยายามปิดงานให้ทันกรอบ พร้อมถือเงินกันเหลื่อมปีไว้เพื่อไม่ให้โครงการสะดุด
ขณะที่ข้อมูลฝั่งพะเยาชี้ว่า เมืองรองกำลังถูกเล่าเรื่องผ่าน “ความสำเร็จของงานใหญ่” และแนวคิดต่อยอดอีเวนต์เพื่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย (ข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริง)

  • เชียงรายกำลังเล่นเกม “ความเชื่อมั่นของระบบ” (system reliability) — เมืองหลักต้องทำให้บริการสาธารณะนิ่งและทน
  • พะเยากำลังเล่นเกม “ความสนใจของตลาด” (market attention) — เมืองรองต้องทำให้คนอยากมาและอยากเล่า

ทั้งสองเกมจำเป็นต่อกัน เพราะถ้าเมืองหลักไม่แข็งแรง การไหลเวียนคน–สินค้า–บริการในภูมิภาคจะสะดุด แต่ถ้าเมืองรองไม่สร้างสีสันและเหตุผลใหม่ในการเดินทาง การกระจุกตัวจะกลับไปอยู่ที่เมืองเดิม และโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยจะหดลง

โอกาสของ “แพ็กเกจภูมิภาค” ที่ทำให้เชียงราย–พะเยาได้ประโยชน์ร่วม

หากต้องสรุปให้เป็น “ข้อเสนอที่จับต้องได้” โดยไม่แต่งเรื่องเกินฐานข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดจากสองเคสคือ ความจำเป็นของการออกแบบเส้นทางและเวลาการท่องเที่ยวร่วมกัน

  • เมืองหลักอย่างเชียงราย ซึ่งมีโครงสร้างและระบบราชการขับเคลื่อนได้ (สะท้อนจากตัวเลขเบิกจ่าย) สามารถทำหน้าที่เป็น “ฐาน” ของการเดินทาง การคมนาคม จุดบริการหลัก ที่พักหลากระดับ และบริการสนับสนุน
  • เมืองรองอย่างพะเยา ซึ่งสร้างแรงดึงด้วยงานใหญ่ สามารถทำหน้าที่เป็น “จุดพีก” ของประสบการณ์ วันที่ต้องไปให้ได้ ภาพที่ต้องถ่ายให้ได้ ช่วงเวลาที่ต้องแชร์

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้าออกแบบไม่ดี เมืองหลักอาจมองว่า “ต้องแบกต้นทุนระบบ” ส่วนเมืองรอง “ได้กระแส” ขณะที่เมืองรองอาจมองว่า “คนมาแล้วแวะผ่าน” เงินไม่ค้างในเมือง ดังนั้นตัวชี้วัดร่วมที่ควรพูดให้มากขึ้นในการกำหนดนโยบาย คือ

  • จำนวนคืนเฉลี่ย (Average Length of Stay)
  • การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
  • ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวในการรองรับอีเวนต์
  • ความพึงพอใจของคนท้องถิ่น (social license)

ระหว่าง “เมืองที่ต้องพร้อมทุกวัน” กับ “เมืองที่ต้องปังในวันสำคัญ” คนได้อะไร?

ภาพใหญ่ของปี 2569 ที่กำลังค่อย ๆ ชัดขึ้น คือภาคเหนือตอนบนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “โมเดลพัฒนา” เมืองหลักอย่างเชียงรายกำลังย้ำบทบาทผ่านการบริหารงบและเร่งปิดงานให้เกิดผลในพื้นที่
ส่วนเมืองรองอย่างพะเยากำลังถูกดันด้วยการตลาดเชิงกิจกรรม เพื่อชิงการรับรู้และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง

สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะตัดสินนโยบายจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักแน่น

  • “ถนนดีขึ้นไหม?”
  • “งานทำมาหากินเพิ่มจริงหรือเปล่า?”
  • “ค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วรายได้โตตามไหม?”
  • “ลูกหลานมีโอกาสมากขึ้นหรือยัง?”

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า งบโครงสร้างและงบการตลาดจะ “เสริมกัน” หรือ “ชนกัน” ในสนามจริงของชีวิตคนล้านนาตอนบน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย 2569 TDRI ชี้ทางรอดต้องปรับโครงสร้าง ปลุกความเชื่อมั่นดึงดูดการลงทุน

เศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวไทย 2568–2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตศักยภาพ และโจทย์ใหญ่ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ”

ประเทศไทย, 14 มกราคม 2569 – ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศคึกคักด้วยแสงไฟปีใหม่ ตัวเลขบนกระดาษจากหน่วยงานเศรษฐกิจกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือ “การเติบโตที่ชะลอตัวเรื้อรัง” ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม เสียงเตือนจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรวิจัยระดับชาติเริ่มดังขึ้นว่า หากปี 2569 ประเทศไทยยังไม่ “ยกเครื่องโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โอกาสหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางอาจถูกเลื่อนไปไกลถึงช่วงปี 2070

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลฐานทุนในภูมิภาคก็ส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าคิด ยอดเงินฝากภาคเหนือ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีเงินฝากรวมสูงสุดถึง 306,184 ล้านบาท ตามมาด้วยเชียงราย 87,844 ล้านบาท และนครสวรรค์ 65,556 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดปลายแถวอย่างแม่ฮ่องสอนมีเงินฝากเพียง 7,731 ล้านบาท ความต่างระดับเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่เพียงบางเมือง ขณะที่หลายพื้นที่ยังรอการเชื่อมโยงสู่กระแสหลักของเศรษฐกิจประเทศ

วิกฤตท่องเที่ยวไทยปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมา แต่รายได้และโครงสร้างตลาด “สั่นคลอน”

ตลอดปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 32,974,321 คน สร้างรายได้รวมจากการใช้จ่ายราว 1.53 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้แม้ดูสูงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อแยกดูรายประเทศกลับพบ “ภาพที่ไม่สมดุล” อย่างชัดเจน

5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่

  1. มาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 8.71%
  2. จีน 4,473,992 คน ลดลงรุนแรงถึง 33.55%
  3. อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82%
  4. รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80%
  5. เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79%

ด้านรายได้จากการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวจีนยังครองอันดับหนึ่งที่ 249,875 ล้านบาท แต่ลดลงถึง 31.54% ขณะที่รัสเซีย อินเดีย และสหราชอาณาจักรกลับแสดงศักยภาพการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยอังกฤษมีอัตราเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 21.70%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ตลาดจีน” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางจากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาค ขณะที่ตลาดใหม่อย่างอินเดียและรัสเซียกำลังขึ้นมาเป็นฐานสำคัญ แต่ยังต้องอาศัยการออกแบบนโยบายและบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวชี้ว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในภาพใหญ่หดตัวลงราว 3.3% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากอาเซียนที่ยังไม่กลับมาฟื้นเต็มที่ แม้มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” จะช่วยดันยอดจองในเมืองรองเพิ่มขึ้นราว 3.5% ก็ตาม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้เหยียบ 40 ล้านคนได้เมื่อใด” แต่คือ “จะออกแบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างไรให้สร้างรายได้คุณภาพสูง กระจายสู่ท้องถิ่น และไม่ฉุดทรัพยากรของประเทศให้ทรุดโทรมลงไปกว่านี้”

TDRI เตือนแรง ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน – หากไม่เร่งปรับโครงสร้างอาจต้องรอปี 2070 ถึงหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

ในเวทีเสวนาเศรษฐกิจต้นปี 2569 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียง “อาการชะลอตัวชั่วคราว” แต่คือ “ศักยภาพที่ลดลงเรื่อย ๆ”

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ย 7% หากยังเดินด้วยความเร็วเท่านี้ การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง (รายได้เฉลี่ยต่อหัวราว 14,000 ดอลลาร์ต่อปี) จะต้องรอจนถึงปี 2070 หรือช้ากว่านั้น แต่หากสามารถเร่งศักยภาพการเติบโตให้เฉลี่ย 5% ต่อปี ไทยจะมีโอกาสพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้นในราวปี 2041

นายสมเกียรติชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่บั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. โครงสร้างประชากรสูงวัย – ปี 2568 เป็นปีที่ “เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,000 คน ต่ำสุดในรอบกว่า 76 ปี ส่งผลให้แรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง
  2. กับดักงานรายได้ต่ำ – ไทยไม่ได้ขาดแคลนงาน แต่ขาดแคลน “งานที่ดี” ที่มีรายได้เหมาะสม มีสวัสดิการ และโอกาสก้าวหน้า ผลประโยชน์จากการเติบโตตกอยู่กับทุนมากกว่าแรงงาน ทำให้ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องเผชิญหนี้สูงและสินเชื่อหดตัว
  3. ปัญหาคอร์รัปชันและนิติธรรม – อันดับความโปร่งใสของไทยถดถอยลงต่อเนื่อง เสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เขาทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า “โจทย์เมืองไทยไม่ใช่ว่าเราไม่มีงานทำ แต่เป็นว่ามี ‘งานที่ดี’ ไม่พอ” พร้อมเสนอให้รัฐบาลหันมาเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่ขวางการลงทุน มากกว่าพึ่งพานโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว

Reinvent Thailand เสียงเอกชนเรียกร้อง “ยกเครื่องประเทศ 5 มิติ”

เสียงจากภาคการค้าก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า จึงเสนอแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 ภารกิจหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  1. ปฏิรูปรัฐราชการและปราบคอร์รัปชัน
    ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผลักดันรัฐบาลดิจิทัล–AI Government เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งยังมีต้นทุนแฝงสูง
  2. สร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานดิจิทัลและสีเขียว
    ลดการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่อ่อนแรง เช่น อุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าราคาถูกจากจีนถล่ม และการท่องเที่ยวราคาต่ำ หันไปลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกติกาโลกใหม่อย่างมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM)
  3. ปฏิรูปการคลังและสวัสดิการ
    รักษาวินัยการคลัง คุมหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 65% ของ GDP ให้ยั่งยืน ปรับโครงสร้างภาษีให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสรรงบประมาณไปยังสวัสดิการที่สร้างผลิตภาพ มากกว่านโยบายแจกเงินระยะสั้น
  4. ยกระดับทักษะแรงงานและการศึกษา
    ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยที่มีทักษะระดับโลก ใช้เทคโนโลยีและ AI Learning เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบ ทุ่มทรัพยากรในการ Reskill–Upskill แรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่และบริการสุขภาพชั้นสูง (Wellness Economy)
  5. ลดความเหลื่อมล้ำและเสริมพลัง SMEs
    ผลักดันให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาดในบางอุตสาหกรรม เสริมศักยภาพ SMEs ให้เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ และเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII เสริมว่า ปี 2569 คือ “ปีชี้เป็นชี้ตายของการปฏิรูป” หากประเทศไม่เริ่มขยับในปีนี้ โอกาสฟื้นตัวในทศวรรษหน้าจะยิ่งห่างไกล พร้อมเตือนว่า “ถ้าปล่อยให้เลยปี 2569 ไป ประเทศไทยอาจไม่มีกำลังพอที่จะยืนขึ้นใหม่ได้อีก”

 แว่นขยายภูมิภาค เงินฝากภาคเหนือ และคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

ขณะที่ระดับชาติกำลังถกเถียงเรื่องการเติบโตและโครงสร้างเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับ “ยอดเงินฝากกรายจังหวัด ภาคเหนือ (พ.ย. 2568)” ก็ให้ภาพสะท้อนอีกมิติหนึ่งของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

  • เชียงใหม่มีเงินฝากสูงสุด 306,184 ล้านบาท
  • เชียงรายตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 87,844 ล้านบาท
  • นครสวรรค์และพิษณุโลกมีเงินฝากราว 65,556 และ 65,251 ล้านบาทตามลำดับ
  • จังหวัดขนาดกลางอย่างลำปาง เพชรบูรณ์ ตาก และกำแพงเพชร มีเงินฝากระหว่าง 28,965–43,742 ล้านบาท
  • ส่วนแม่ฮ่องสอนอยู่รั้งท้ายที่ 7,731 ล้านบาท ต่ำที่สุดในภาคเหนือ

ตัวเลขเหล่านี้บอกกับเราว่า “ทุนทางการเงิน” กระจุกอยู่ในไม่กี่จังหวัดซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และบริการ ขณะที่จังหวัดภูเขาหรือชนบทลึกยังมีฐานทุนในระบบการเงินต่ำมาก การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ หากไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ อาจยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองขยายตัว

ในมุมของนักวิเคราะห์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ การขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หรือการพัฒนาเมืองรองด้านท่องเที่ยว จึงควรถูกออกแบบอย่าง “เชื่อมโยงและกระจายโอกาส” เพื่อให้ทุนไหลออกจากเมืองใหญ่สู่ชุมชนและจังหวัดโดยรอบ มากกว่าการดึงเงินจากภูมิภาคเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงด้านเดียว

จาก Volume สู่ Value ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2569

บนฉากทัศน์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่นักวิชาการและภาคเอกชนเห็นร่วมกันคือ ประเทศไทยต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” จากยุคที่เน้นตัวเลขปริมาณ ไปสู่ยุคที่เน้น “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม”

ในภาคท่องเที่ยว แนวคิด “Values over Volume” กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ตลาดสิงคโปร์ที่ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 1.12 ล้านคนในปีนี้ พร้อมโปรโมตสินค้าบริการที่เน้น Wellness และ Luxury มากกว่าการลดราคาดึงยอดจำนวนเพียงอย่างเดียว

ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กลไกการเงินภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และ Local Sourcing ลดการพึ่งพาการนำเข้าและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก

ขณะที่ฝั่งนโยบายสาธารณะ นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของงาน” และ “ผลิตภาพแรงงาน” มากกว่าการรักษาตัวเลขการจ้างงานเพียงด้านเดียว การลงทุนในทักษะใหม่ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องเดินคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านคอร์รัปชัน

ปี 2569 – ปีตัดสินใจของประเทศไทย

เมื่อมองจากข้อมูลท่องเที่ยว เศรษฐกิจมหภาค และฐานทุนในภูมิภาค ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยวราคาถูก การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ทางรอดของประเทศ ดูจะอยู่ที่การกล้าตัดสินใจ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ปราบคอร์รัปชัน ยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน ปรับระบบภาษีและสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงวัย ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งปีในปฏิทิน แต่คือปีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตั้งคำถามว่า “เราจะยอมให้ประเทศเดินด้วยความเร็ว 2% ต่อไป อีก 40 ปี หรือจะร่วมกันเร่งเครื่องให้ถึง 5% ด้วยการปรับโครงสร้างอย่างเจ็บปวดแต่จำเป็น”

คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขประมาณการ GDP เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมืองและฉันทามติของสังคมว่าจะเลือกอนาคตแบบใดให้ประเทศไทยในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สถิตินักท่องเที่ยว 2568 และรายได้)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ AOT (ทิศทางอุตสาหกรรมการบิน)
  • ศูนย์วิจัย TDRI โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (รายงานภาวะเศรษฐกิจระยะยาว)
  • กกร. และหอการค้าไทย (ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand)
  • กรมการปกครอง (สถิติจำนวนการเกิดและการตายของประชากรไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กาแฟ GI ไทยยอดขายเฉียด 1,500 ล้าน! ดอยช้างเชียงรายติด Top 4 โชว์ศักยภาพราคาพรีเมียมระดับโลก

กาแฟ GI ไทยฟีเวอร์! ปี 2568 ยอดขายเฉียด 1,500 ล้านบาท “ดอยช้าง” ยืนหนึ่งเชียงราย ติด Top 4 สะท้อนพลังอัตลักษณ์ถิ่นกำเนิดสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 13 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งบนแนวเขาสูงของเชียงราย กลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ยังคงเป็น “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ชัดเจนกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะวันนี้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของพื้นที่สูง แต่กำลังกลายเป็น “สินค้าที่มีเรื่องเล่า มีตัวตน และมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมีเหตุผล” ผ่านกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ภาพใหญ่ของประเทศยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เมื่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กาแฟ GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการ จาก 8 จังหวัด สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ 5 อันดับแรกกวาดยอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท สะท้อนความนิยมของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับ “แหล่งที่มา” และ “มาตรฐาน” อย่างจริงจัง

ในรายชื่อ Top 5 นั้น “เชียงราย” ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นผ่าน กาแฟดอยช้าง ที่ทำยอดขาย 160 ล้านบาท ครอง อันดับ 4 ของประเทศ แม้มีปริมาณการผลิตเพียง 75 ตัน แต่กลับทำราคาเฉลี่ยหน้าร้านได้ถึง 1,600 บาท/กิโลกรัม สูงสุดในกลุ่ม Top 5 และยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น — ตอกย้ำว่า “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” สามารถชนะเกมปริมาณได้ในตลาดพรีเมียม

แกนหลักของความสำเร็จ GI ทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “มูลค่า”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความโดดเด่นของกาแฟ GI คือ “อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” ที่เกิดจากสภาพดิน ภูมิอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกและการแปรรูป ซึ่งทำให้สินค้าแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้นจากก่อนขึ้นทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงแนวคิดระดับสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือเครื่องมือคุ้มครอง “ความเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์” ของสินค้า โดยช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าผ่านชื่อเสียงของพื้นที่ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่ทำตามมาตรฐานร่วมกันในพื้นที่ GI จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

เชียงรายในสมการกาแฟไทย จากแหล่งปลูกสู่ “แบรนด์ถิ่นกำเนิด” ที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับเชียงราย การมี GI ในหมวดกาแฟอย่างน้อย 2 รายการที่ถูกกล่าวถึงในหลายเวที ได้แก่ กาแฟดอยช้าง และ กาแฟดอยตุง ทำให้จังหวัดไม่ได้แข่งขันด้วย “เมล็ดกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย “ความหมายของถิ่นกำเนิด” และความสามารถในการคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 9,436 ไร่ และให้ผลผลิตราว 604 ตัน/ปี สะท้อนฐานการผลิตที่ยังมีศักยภาพต่อยอด หากออกแบบให้มูลค่าเพิ่มไหลกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้มากขึ้น

ในกรณี “ดอยตุง” แหล่งข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุว่า กาแฟดอยตุงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2549 และเน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดพรีเมียมยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคถามหาความโปร่งใสมากพอ ๆ กับรสชาติ

ดอยช้าง” อันดับ 4 ของประเทศ ผลิตน้อย แต่ราคาสูง—เพราะมาตรฐานและตลาดปลายทาง

หากมองเพียง “ปริมาณผลิต” ดอยช้างอาจดูเป็นผู้เล่นรายเล็ก เพราะตัวเลขปี 2568 อยู่ที่ 75 ตัน เทียบกับพื้นที่อื่นที่ผลิตเป็นหลัก “หลายร้อยถึงหลายพันตัน” แต่ตลาดกลับตอบแทนด้วยราคาเฉลี่ย 1,600 บาท/กก. และยอดขาย 160 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายคุณลักษณะเด่นของกาแฟดอยช้างว่าเป็นอาราบิก้าปลูกบนความสูงประมาณ 1,000–1,700 เมตร มีระบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการควบคุมคุณภาพรอบด้าน ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และกลิ่นหอมโดดเด่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ “การคุ้มครองในต่างประเทศ” โดยสื่อธุรกิจไทยรายงานว่าไทยได้ผลักดันให้ดอยช้างและดอยตุงจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นสำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลียนแบบชื่อเสียง และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้นำเข้า/ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม

ภาพรวมไทย Top 5 กาแฟ GI ปี 2568 สะท้อนการแข่งขัน “คุณค่า” มากกว่าปริมาณ

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุ Top 5 ยอดขายกาแฟ GI ปี 2568 ได้แก่

  1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 526 ล้านบาท (2,257 ตัน)
  2. กาแฟระนอง 262 ล้านบาท (947 ตัน)
  3. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 234 ล้านบาท (390 ตัน)
  4. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 160 ล้านบาท (75 ตัน)
  5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร 136 ล้านบาท (120 ตัน)

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ ตลาดยังมีลักษณะ “กระจุกตัว” เพราะ 5 อันดับแรกทำยอดรวม 1,318 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งระบบ 1,497 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความเข้มแข็งด้านมาตรฐาน–การตลาด–การเข้าถึงผู้บริโภค” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าการมีชื่อ GI เพียงอย่างเดียว

ในเวลาเดียวกัน นโยบายภาครัฐยังเดินหน้าใช้กรอบ “Quick Big Win” เพื่อเร่งการสร้างมูลค่าเพิ่มและการขยายตลาดในและต่างประเทศ โดยย้ำการคุมคุณภาพ การคุ้มครองชื่อ GI และการสร้างความสามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน

มิติระดับโลก เมื่อกาแฟโลกผันผวน สินค้า “มีที่มา” ยิ่งได้เปรียบ

บริบทโลกทำให้เรื่อง “ที่มาและมาตรฐาน” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตลาดกาแฟโลกเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศและอุปทานตึงตัว โดยรายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผลิตได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในประเทศผู้ผลิตหลัก และตลาดมีภาวะการบริโภคสูงกว่าการผลิตต่อเนื่องหลายปี

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำขององค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) เคยให้มุมมองว่าความตึงตัวของอุปทานอาจเริ่มคลี่คลายได้ในราวไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่ก็ยังขึ้นกับความผันผวนด้านภูมิอากาศเป็นสำคัญ

ในสภาพเช่นนี้ “กาแฟที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และคุมมาตรฐานได้จริง” จึงมีแต้มต่อ—ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้นำเข้า ร้านกาแฟ และผู้ค้าที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

โอกาสของเชียงราย—ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่ม “ถึงมือคนปลูก” มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังตัวเลขสวยหรู คือ “รายได้เพิ่มขึ้นกระจายถึงเกษตรกรและชุมชนมากน้อยเพียงใด” เพราะ GI จะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบคุมมาตรฐานเข้มแข็ง โปร่งใส และชุมชนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับในตารางยอดขาย แต่คือการต่อยอดจาก “ชื่อเสียงดอยช้าง–ดอยตุง” ไปสู่ 3 เรื่องหลัก

  1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและยอมจ่ายต่อเนื่อง
  2. พัฒนากลไกแบ่งปันมูลค่าเพิ่ม ระหว่างผู้ปลูก–ผู้แปรรูป–ผู้ทำตลาดอย่างเป็นธรรม
  3. ขยายตลาดพรีเมียมอย่างมีวินัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ไม่ให้ “ขยายเร็วเกินมาตรฐาน”

มุมมองของ WIPO สนับสนุนว่า GI ช่วยสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้ แต่ต้องอาศัย “มาตรฐานร่วม” และ “วินัยของผู้ผลิตในพื้นที่” เพื่อคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กาแฟ GI ไม่ใช่แค่รสชาติ—แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชุมชนจับต้องได้

ตัวเลขยอดขาย 1,497 ล้านบาท ในปี 2568 อาจเป็นข่าวดีของประเทศ แต่สำหรับเชียงราย “ข่าวที่สำคัญกว่า” คือการที่ ดอยช้าง พิสูจน์แล้วว่าโมเดลกาแฟพรีเมียมบนพื้นที่สูงสามารถสร้างมูลค่าจริงในตลาด—และยังมีช่องให้ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ หากระบบมาตรฐาน การตลาด และการกระจายรายได้เดินไปพร้อมกัน

เมื่อโลกให้คุณค่ากับ “ของแท้จากถิ่นกำเนิด” มากขึ้นทุกปี เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันในสนามกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันในสนาม “ความน่าเชื่อถือของชุมชน” และ “เศรษฐกิจฐานรากที่มีศักดิ์ศรี”—สนามที่หากทำสำเร็จ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนบนดอยอย่างยั่งยืนกว่าตัวเลขยอดขายรายปี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงราย (OPS MOAC Chiang Rai)
  • International Coffee Organization (ICO) / Reuters
  • WIPO  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จากพืชทางเลือกสู่พืชยุทธศาสตร์! เชียงรายนำทัพยางพาราภาคเหนือ บุกตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์จีน

เหตุใดเชียงรายจึงถูกมองว่าเป็น “หัวใจยางพาราภาคเหนือ” และยุทธศาสตร์ชายแดนไทย–จีนผ่านเชียงรายจะกำหนดอนาคตของเกษตรกรกว่า 9 หมื่นครัวเรือนใน 5 จังหวัดภาคเหนืออย่างไร

เชียงราย,9 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลกและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน ภาพใหม่ของ “ยางพาราภาคเหนือ” กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลูกหน้าใหม่ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ประตูการค้า” เชื่อมยางพาราไทยสู่มณฑลยูนนานของจีน ผ่านโครงข่ายด่านชายแดน เส้นทาง R3A–R3B และลุ่มแม่น้ำโขง ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในปี 2567 ภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตยางพารารวม 293,853 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6 ของผลผลิตยางทั้งประเทศราว 4.81 ล้านตัน โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในกลุ่มภาคเหนืออย่างชัดเจน ทั้งยังมาจากครัวเรือนเกษตรกรถึง 27,801 ครัวเรือน สะท้อนบทบาทของยางพาราในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทของจังหวัดชายแดนแห่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ

จากพืชทางเลือกสู่พืชยุทธศาสตร์ ภูมิทัศน์ใหม่ของยางพาราไทย

ในระดับประเทศ ยางพารายังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยไทยครองสถานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกเคียงคู่กับอินโดนีเซียและเวียดนาม แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากราคาที่ผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันจากยางสังเคราะห์ รวมถึงวัสดุทดแทนประเภทอื่น แต่ประมาณการปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่าปริมาณการผลิตของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เป็นราว 4.93 ล้านตัน แม้พื้นที่กรีดได้จะลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ 22.45 ล้านไร่ สะท้อนว่าผลผลิตต่อไร่และประสิทธิภาพการจัดการสวนมีแนวโน้มดีขึ้น

ทิศทางดังกล่าวสัมพันธ์โดยตรงกับ “การย้ายฐานปลูก” จากภาคใต้และภาคตะวันออกขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของสวนยางในพื้นที่ใหม่มิใช่เพียงผลจากราคายางในอดีตที่อยู่ในระดับดี แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของภาครัฐและสถาบันเกษตรกรที่ต้องการใช้ศักยภาพด้านภูมิอากาศ ดิน และโลจิสติกส์ของดินแดน “เหนือสุดแดนสยาม” รองรับความต้องการตลาดจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ที่สุดของไทยในปัจจุบัน

ข้อมูลการส่งออกระบุว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางไปจีนมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นยางแปรรูปขั้นกลาง เช่น ยางแท่งและยางผสม เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Made in China 2025” ที่เน้นการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูงเช่นนี้ทำให้ “ระเบียงการค้าไทย–จีนผ่านภาคเหนือ” กลายเป็นสมการสำคัญของอนาคตยางพาราไทย

เชียงราย จากแผนที่การผลิตสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ยางพาราภาคเหนือ

เมื่อพิจารณาข้อมูลระดับจังหวัด จะเห็นภาพบทบาทของเชียงรายอย่างชัดเจน ภาคเหนือมีจังหวัดที่ถือเป็นฐานการผลิตยางพาราหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ โดยมีผลผลิตรวม 248,103 ตัน จากครัวเรือนเกษตรกร 90,793 ครัวเรือน เฉลี่ยผลผลิตต่อครัวเรือน 2.73 ตันต่อปี โดยเชียงรายมีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน ตามมาด้วยพิษณุโลก 61,730 ตัน น่าน 51,774 ตัน พะเยา 35,815 ตัน และเพชรบูรณ์ 14,875 ตัน

เฉพาะเชียงรายเอง นอกจากจะมีผลผลิตมากที่สุดแล้ว ยังมีจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกมากถึง 27,801 ครัวเรือน หรือราวหนึ่งในสี่ของครัวเรือนปลูกยางภาคเหนือทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 3.02 ตันต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของ 5 จังหวัด ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการสวนและโครงสร้างสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งในพื้นที่

ที่สำคัญ วงจรผลผลิตรายเดือนของเชียงรายยัง “สอดคล้อง” กับจังหวะความต้องการอุตสาหกรรมยางของจีนอย่างน่าสนใจ ข้อมูลร้อยละผลผลิตรายเดือนชี้ว่า ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เชียงรายมีผลผลิตรวมกว่า 32,000 ตัน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งปี โดยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมแต่ละเดือนมีสัดส่วนร้อยละ 13.06 ของทั้งปี และเดือนตุลาคมร้อยละ 12.16 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่โรงงานอุตสาหกรรมจีนมักเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อปลายปีและช่วงเทศกาล

โครงสร้างผลผลิตที่ “หนาแน่นปลายปี” นี้ ทำให้เชียงรายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการวางแผนโลจิสติกส์ส่งออกยางไปจีน เนื่องจากสามารถรวบรวมปริมาณสินค้ามากพอสำหรับการจัดส่งทางบกและทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเก็บสต็อกยาวนานของสถาบันเกษตรกร

5 จังหวัดยางพาราภาคเหนือ เครือข่ายใหม่ของเศรษฐกิจชายแดน

แม้เชียงรายจะเป็นหัวใจหลัก แต่การเติบโตของยางพาราภาคเหนือไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากเป็นผลจาก “เครือข่ายจังหวัด” ที่เกื้อหนุนกันในเชิงโลจิสติกส์และการรวบรวมผลผลิต

  • น่าน มีจำนวนครัวเรือนปลูกยางสูงที่สุดในกลุ่ม 5 จังหวัดถึง 30,850 ครัวเรือน แต่ให้ผลผลิตรวม 51,774 ตัน ทำให้ผลผลิตต่อครัวเรือนเฉลี่ยต่ำกว่าเชียงราย สะท้อนบทบาทของยางในฐานะ “เครื่องมือกระจายรายได้” สู่ครัวเรือนรายย่อยจำนวนมาก
  • พิษณุโลก ได้รับอานิสงส์จากทำเลที่ตั้งเป็นจุดตัดของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก (EWEC) ทำหน้าที่คล้ายศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าไปยังเชียงราย ก่อนส่งต่อเข้าสู่จีน
  • พะเยาและเพชรบูรณ์ แม้จะมีผลผลิตน้อยกว่า แต่ความได้เปรียบด้านระยะทางสู่ด่านชายแดนเชียงรายและบทบาทในการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินจากพืชไร่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาเป็นพืชยืนต้นมูลค่าสูง ทำให้สองจังหวัดนี้เป็น “ฐานสนับสนุน” สำคัญของระบบยางพาราภาคเหนือ

ภาพรวมของทั้ง 5 จังหวัดจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขผลผลิต หากแต่เป็นการก่อรูป “ภูมิภาคยางพาราใหม่” ที่มีเชียงรายเป็นศูนย์กลางด้านการตลาดและโลจิสติกส์ ขณะที่น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบ

 

ประตูเชียงราย ภาษี 0% และระเบียงการค้าสู่ยูนนาน

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมยางพาราภาคเหนือ คือการเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างเครือข่ายสถาบันเกษตรกรไทย หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการจีน ที่นำไปสู่ “โครงการนำร่องส่งออกยางพารา 300 ตัน” ผ่านด่านชายแดนเชียงราย โดยได้รับสิทธิภาษีนำเข้าอัตรา 0%

เดิมที การส่งออกยางไปจีนผ่านเส้นทางภาคใต้ต้องแบกรับภาษีนำเข้าราวร้อยละ 20 หรือประมาณ 7,500 บาทต่อตัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของยางไทยด้อยกว่าแหล่งผลิตอื่นในภูมิภาค แต่เมื่อโครงการนำร่องดังกล่าวสามารถลดภาษีลงเหลือ 0% ได้สำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นมีอย่างน้อยสามประการ

  1. ทำลายกำแพงภาษี และลดต้นทุนรวมของห่วงโซ่อุปทาน
    ยางจากภาคเหนือสามารถเข้าแข่งขันในตลาดจีนได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการขนส่งทางเรือจากภาคใต้ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า
  2. ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร
    การขายตรงจากสถาบันเกษตรกรสู่โรงงานจีนทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับใกล้เคียงราคาตลาดจริงมากขึ้น ลดช่องว่างจากค่าหัวคิวและต้นทุนทางการตลาดที่ไม่จำเป็น
  3. สร้างความมั่นคงด้านโลจิสติกส์
    การใช้ด่านเชียงของ เส้นทาง R3A และท่าเรือเชียงแสนในแม่น้ำโขง ทำให้การขนส่งยางไปจีนตอนใต้มีระยะทางสั้นลง ใช้เวลาเดินทางน้อยลง และสามารถวางแผนการส่งออกเป็นรอบ ๆ ตามจังหวะผลผลิตของเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเชิงยุทธศาสตร์ ระเบียงการค้าผ่านเชียงรายยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้จังหวัดเชียงรายเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone – SEZ) ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ปัจจุบันมีโรงงานใน SEZ เชียงรายรวม 333 แห่ง เงินลงทุนกว่า 2,663 ล้านบาท และจ้างแรงงานราว 2,190 คน ส่วนหนึ่งเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ที่สามารถต่อยอดสู่การตั้งโรงงานแปรรูปยางในอนาคต

นวัตกรรมจากพื้นที่ ถนนยางพาราและการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ

การเติบโตอย่างยั่งยืนของยางพาราภาคเหนือไม่อาจพึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากต้องสร้างอุปสงค์ภายในประเทศควบคู่กันไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนา “ถนนยางพาราดินซีเมนต์” ในจังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

เทคโนโลยีดังกล่าวใช้ยางพาราสดผสมกับดินและซีเมนต์เพื่อสร้างถนนชนบทที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อสภาพอากาศ และลดปัญหาฝุ่นจากถนนลูกรัง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ แต่ยังลดต้นทุนการขนส่งผลผลิตเกษตรจากสวนไปยังจุดรวบรวม และเปิดโอกาสให้หมู่บ้านห่างไกลเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าชายแดนได้สะดวกขึ้น

เมื่อเชื่อมกับบทบาท SEZ และท่าเรือเชียงแสน ถนนยางพาราในชนบทเชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาท้องถิ่น หากเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของ “โครงข่ายโลจิสติกส์ยางพารา” ที่เชื่อมตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงตลาดจีน

ไทยบนเวทีการแข่งขัน แรงกดดันจาก CLMV และโจทย์คุณภาพ

แม้ภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่การขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเวียดนามและลาว ซึ่งมีทั้งต้นทุนแรงงานต่ำและการลงทุนโดยตรงจากจีนในสวนยางและโรงงานแปรรูป

งานวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของ สศก. ชี้ว่า เวียดนามมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยราวร้อยละ 36 ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในไทยสูงกว่าคู่แข่งประมาณสองเท่า ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยางของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 10–30 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยไม่อาจแข่งขันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว หากต้องเน้น “คุณภาพและมาตรฐาน” ผ่านระบบสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งและการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ในบริบทนี้ ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย มีโอกาสก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางยางพารามาตรฐานสูง” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคตของจีน ตั้งแต่ยางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านความร่วมมือกับบริษัทแปรรูปในยูนนานและเขตเศรษฐกิจตามแนวแม่น้ำโขง ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ราคาโลกลมแรง ภูมิอากาศแปรปรวน แรงงานขาดแคลน

แม้ภาพอนาคตจะดูมีศักยภาพ แต่การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของภาคเหนือก็ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

  1. ความผันผวนของราคาโลก
    ราคายางผูกพันใกล้ชิดกับราคาน้ำมันดิบและภาวะเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการยางอุตสาหกรรมย่อมลดลง ราคาในตลาดโลกจึงยังมีแนวโน้มผันผวนสูง
  2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นและการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่อาจกระทบผลผลิตในแต่ละปีอย่างคาดเดาได้ยาก แม้ปี 2567 จะได้อานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ แต่ในระยะยาวเกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวด้านสายพันธุ์ การจัดการสวน และระบบน้ำอย่างจริงจัง
  3. ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    สังคมสูงวัยในภาคเกษตรและการไหลออกของแรงงานสู่ภาคบริการ ทำให้การหาแรงงานกรีดยางมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของสวนยางรายย่อยในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง
  4. ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
    ความตึงเครียดทางการเมืองหรือมาตรการด้านความมั่นคงในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาจส่งผลกระทบต่อการเปิด–ปิดด่านชายแดน การตรวจเข้มขนส่งสินค้า และต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ให้ยางพาราเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจเชียงราย

เมื่อมองภาพรวมทั้งในระดับเชียงราย ภาคเหนือ ประเทศไทย และภูมิภาค การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องเดินบน “สามขา” ควบคู่กัน คือ

  1. เสริมความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกร
    การรวบรวมผลผลิต การต่อรองราคา การจัดการคุณภาพ และการเชื่อมต่อกับโรงงานในจีนจำเป็นต้องดำเนินผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มสถาบันเกษตรกรที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และมีข้อมูลรองรับ การขยายผลจากโครงการนำร่องส่งออก 300 ตันควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลต้นทุน–ผลตอบแทนที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรเห็นประโยชน์จากการรวมกลุ่ม
  2. ยกระดับสู่การแปรรูปและนวัตกรรม
    เชียงรายและ 5 จังหวัดภาคเหนือควรใช้โอกาสจากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและเครือข่ายแม่น้ำโขง ดึงดูดการลงทุนโรงงานแปรรูปยางคุณภาพสูง เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าไฮเทคของจีน ลดความเสี่ยงจากการเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ
  3. บริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
    ภาครัฐควรสนับสนุนเทคโนโลยีสวนยางที่ใช้แรงงานน้อยลง การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการวิจัยสายพันธุ์ทนแล้ง–ทนโรค ขณะเดียวกันต้องออกแบบนโยบายแรงงานภาคเกษตรที่เหมาะสมกับโครงสร้างประชากรสูงวัยในชนบท

หากยุทธศาสตร์เหล่านี้เดินหน้าอย่างจริงจัง ยางพาราจะไม่ได้เป็นเพียง “พืชทดแทน” ในพื้นที่สูงของภาคเหนือ แต่จะกลายเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจชายแดนไทย–จีน โดยมีเชียงรายเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมเกษตรกรกว่า 9 หมื่นครัวเรือนใน 5 จังหวัด เข้ากับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, “ยางพารา ร้อยละและปริมาณผลผลิตเป็นรายเดือน รวมทั้งประเทศ รายภาค และรายจังหวัด ปี 2567”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เจาะแผน ททท.เชียงราย 2569 ชูแนวคิด Values over Volume แก้เกมเศรษฐกิจภาคเหนือด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย 2569 “เที่ยวลึก-ใช้จ่ายจริง” ยุทธศาสตร์ใหม่ของ ททท.เชียงราย ผลักเมืองเหนือสุดสู่ Wellness & Creative City ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบางภาคเหนือ

การวิเคราะห์ภาพรวมจากข้อมูลสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ประกอบกับรายงานเศรษฐกิจภาคเหนือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับประเทศของ ททท. สะท้อน “โจทย์เดียวกัน” อย่างชัดเจน คือ ภาคเหนือและเชียงรายไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตแบบ “ปริมาณคนล้วน ๆ” ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Economy)” ที่ผูกกับ Wellness, Creative Tourism, BCG Economy และ Future Food

เชียงรายจึงถูกวางบทบาทใหม่จาก “เมืองทางผ่าน – เมืองชะโงกทัวร์” ไปสู่ “เมืองที่ต้องตั้งใจมาอยู่ – มาใช้เวลา – มาใช้จ่าย” ผ่านยุทธศาสตร์ Values over Volume และการออกแบบเส้นทางเชิงประสบการณ์ (Experiential & Story-based Routes) ที่ ททท.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางพยายามผลักดันอย่างเป็นระบบ

รายงานข่าวชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไล่จาก “เสียงในพื้นที่” ของ ททท.สำนักงานเชียงราย เชื่อมกับ “ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ” ของ ธปท. และ “ทิศทางการท่องเที่ยวไทย 2569” ของ ททท.ส่วนกลาง ก่อนจะกลับมาคลี่ว่า โอกาสและความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ตรงไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร

บทบาทใหม่ของ ททท.เชียงราย จากดันยอดคนเที่ยว สู่ดันยอด “การใช้จ่ายและการพักค้าง”

เชียงราย, 4 มกราคม 2569 – นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ให้ภาพทิศทางการทำงานในปี 2569 อย่างตรงไปตรงมาว่า บทบาทของ ททท.ในพื้นที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “พาคนมาเที่ยวให้ได้มากที่สุด” แต่ต้องทำให้ “คนที่เดินทางมาเชียงราย ใช้จ่ายจริงในพื้นที่ และพักค้างในจังหวัดให้ได้”

คุณยุรีพรรณ อธิบายว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติ เปลี่ยนจากการ “ชะโงกทัวร์ – แวะเช็คอินสถานที่ยอดฮิตแล้วกลับ” ไปสู่การท่องเที่ยวแบบ “เจาะลึกซึ้ง” ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราว วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

ดังนั้น ททท.เชียงราย จึงเลือก “สินค้าและเส้นทางท่องเที่ยว” ที่มีคุณภาพสูง (High-End / High-Value Products) และมีเนื้อหาประสบการณ์ชัดเจนมาเป็นตัวเดินเกม ไม่ใช่แค่การรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาเรียงต่อกัน

ยุรีพรรณย้ำว่า การนำเสนอโปรดักต์ของเชียงรายในปี 2569 จะเน้น “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และความยั่งยืน” เชื่อมธรรมชาติ ภูเขา โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ และอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างมีกลไกเศรษฐกิจรองรับ

จากไร่ฝิ่นสู่ไร่กาแฟ ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี ตัวอย่างเส้นทาง “Story ที่ขายได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างเส้นทางที่ยุรีพรรณยกขึ้นมา คือ เส้นทางเชื่อม “ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี” ซึ่งสะท้อนแกนคิดสำคัญของ ททท.เชียงราย คือ “เล่าเรื่องให้ชัด – เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ได้”

จุดเริ่มต้นอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งใช้แนวคิด “เลิกปลูกฝิ่น – สร้างทางเลือกใหม่” ให้กับชุมชนชาติพันธุ์อาข่าในพื้นที่ดอยผาฮี้และผาหมี จากเดิมที่เคยพึ่งพาพืชเสพติด มาเป็นการปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจอื่นที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนกว่า

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นดอยตุงไม่เพียงชมพระตำหนัก สวนแม่ฟ้าหลวง หรือถ่ายรูปทะเลหมอกเท่านั้น หากแต่ถูกชักชวนให้ “ต่อเส้นทาง” ไปยังผาฮี้เพื่อจิบกาแฟบนวิวหลักล้าน จากนั้นเลี้ยวไปผาหมีเพื่อชิมอาหารถิ่นอย่าง “รากชู” และเข้าร่วมเวิร์กชอปทำอาหาร เช่น น้ำพริกรากชู หรือ “โมจิดอย” ที่ใช้ข้าวเหนียวพื้นถิ่นมาทำของหวานแบบใหม่

เครื่องมือสำคัญคือ “คอนเซ็ปต์สินค้าที่เล่าเรื่องได้ (Story-based Products)” ที่ทำให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้จบลงแค่ค่าอาหารหรือค่าที่พัก แต่แปลงเป็น “ประสบการณ์” ซึ่งผู้มาเยือนรู้สึกว่ามีคุณค่า และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

แผนที่ใหม่เชียงราย แบ่งโซนท่องเที่ยวตามพฤติกรรมจริงของนักเดินทาง

เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท.เชียงรายพัฒนา “แผนที่การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายแบบแบ่งโซน” แทนการนำเสนอเส้นทางแบบตายตัวที่มักไม่สอดคล้องกับเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

โซนหลักที่ถูกออกแบบ ได้แก่

  • โซนเหนือ ดอยแม่สลอง ดอยตุง ผาฮี้ ผาหมี ถ้ำหลวง วัดและแลนด์มาร์กเหนือสุดในสยาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการภูเขา หมอก กาแฟ และวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์
  • โซนตะวันออก เชียงแสน ริมน้ำโขง เชียงของ เวียงแก่น ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง เส้นทางชมซากุระและวิวแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับผู้ที่รักสายน้ำ เส้นขอบฟ้า และการเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • โซนตะวันตก บ่อน้ำพุร้อนแม่จัน รีสอร์ตระดับ 5 ดาว และชุมชนบ้านหล่อโยของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การขายเป็น “โซน” แทน “เส้นทางตายตัว” ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาพักต่างกัน เช่น 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน สามารถ “ออกแบบทริปของตนเอง” ได้โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางเดิม และช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวไปยังอำเภอรอบนอก ไม่กระจุกในตัวเมืองเชียงรายเพียงจุดเดียว

ในเชิงเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง “การกระจายเม็ดเงิน” ไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่มากกว่าที่เคยเป็นมา

ทำงานเป็นทีม ททท. – การกีฬา – อพท. – จังหวัด เดินคู่ขนานซัพพลาย–ดีมานด์

ยุรีพรรณอธิบายโครงสร้างการทำงานว่า การขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชียงรายไม่ได้อยู่บนบ่าของ ททท.เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็น “งานทีม” ที่ต้องเดินไปพร้อมกันระหว่างหน่วยงานในและนอกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวก (ดูแล “ซัพพลาย”)
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) พัฒนาพื้นที่และเส้นทางเฉพาะ ให้พร้อมขายในมิติความยั่งยืน
  • ททท. ทำหน้าที่ “การตลาด” เลือกสินค้าและเส้นทางที่พร้อม แล้วนำไปเสนอขายกับทั้งตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ผ่าน ททท.สำนักงานในต่างประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนคือ อพท.เสนอเส้นทางพิเศษ 5 เส้นให้ ททท.นำไปทดลองลงพื้นที่จริง เมื่อพบว่ามีศักยภาพ จึงถูกยกขึ้นเป็น “โปรดักต์ขาย” ในตลาดในและต่างประเทศ

ด้านจังหวัดเชียงรายและการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็มีแผนจัดกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรม เช่น งานวิ่ง งานปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมสามแผ่นดินช่วงสงกรานต์ เพื่อสร้าง “แม่เหล็กอีเวนต์” ขณะที่ ททท.เชียงรายจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นแกนดึงนักท่องเที่ยว และเติมคอนเทนต์เรื่องกิน อยู่ เที่ยว ให้ครบวงจร

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย

ตัวเลขไม่โกหก นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 15% – ทำไมไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงรายจึงสำคัญ

จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ตัวเลข “ผู้เยี่ยมเยือนรวม” ของเชียงรายยังเป็นบวก โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นราว 2.76% และรายได้รวมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “แยกดู” ระหว่างนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ จะพบว่า

  • นักท่องเที่ยวไทยเติบโตเป็นบวก
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ลดลงประมาณ 15%”

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับจังหวัดที่มีศักยภาพชายแดน และเคยเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อจากเชียงใหม่ ลาว หรือจีนตอนใต้

ท่ามกลางตัวเลขดังกล่าว การเปิดเที่ยวบินตรงสายการบินสกู๊ต (Scoot) เส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จึงมีนัยสำคัญมาก

  • สิงคโปร์ถือเป็นตลาด Short-haul ที่มีกำลังซื้อสูง ชอบธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ระยะทางสั้น ทำให้นักท่องเที่ยว “มาเมื่อไรก็ได้” และสามารถเดินทางซ้ำบ่อยครั้ง หากมีความประทับใจในบริการและประสบการณ์

ยุรีพรรณเชื่อว่า หากเชียงรายสามารถ “จัดระบบบริการ–ที่พัก–ร้านอาหาร–คอนเทนต์ท่องเที่ยว” ให้พร้อมรองรับกลุ่มนี้ได้อย่างมืออาชีพ เที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายจะช่วยชดเชยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น และกลายเป็นฐานสร้างรายได้คุณภาพในระยะยาว

ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ โตช้ากว่าประเทศ – แต่ยังมีโอกาสถ้าจับเทรนด์ Wellness & BCG ให้ได้

ในอีกฟากหนึ่งของเวที นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้ฉายภาพเศรษฐกิจภาคเหนือในเวทีเสวนาเชิงนโยบายว่า

  • เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยราว 2.7% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 3.5%
  • ช่วงปี 2567–2568 ภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% สาเหตุสำคัญมาจากราคาพืชผลเกษตร เช่น ข้าว ลำไย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะหน้าจากการปิดปรับปรุงโรงงานเครื่องดื่ม ขณะที่ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็ชะลอตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนกลับมาฟื้นเล็กน้อยในปลายปี

เขาระบุ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของภาคเหนือไว้ 4 ประการใหญ่ ได้แก่

  1. เทคโนโลยีการผลิตดั้งเดิม มูลค่าเพิ่มต่ำ และพึ่งพาสินค้าเกษตรไม่กี่ตัว
  2. แหล่งท่องเที่ยวและเม็ดเงินท่องเที่ยวกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย
  3. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว สัดส่วนแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปในภาคเหนืออยู่ที่ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  4. ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น Micro SME รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 400,000 บาทต่อปี เข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดระบบบริหารและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถยกระดับธุรกิจได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี ธปท.ภาคเหนือชี้ให้เห็น “โอกาสใหม่” ที่สอดคล้องกับทิศทางของ ททท.อย่างชัดเจน ได้แก่

  • เทรนด์ Wellness Tourism ที่สร้างมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 60%
  • เทรนด์ BCG Economy ที่เน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
  • เทรนด์ Future Food & Functional Food เช่น น้ำลำไยสกัดช่วยการนอนหลับ ไส้อั่วไร้ไขมัน เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช ซึ่งภาคเหนือมีฐานวัตถุดิบเกษตรรองรับอยู่แล้ว

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือ การขยับไปสู่เมือง Wellness & Creative City จึงไม่ได้เป็นเพียง “แนวคิดสวยงาม” แต่สอดรับโดยตรงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ทิศทางท่องเที่ยวไทย 2569 เป้า 34.9 ล้านต่างชาติ – รายได้ 2.79–2.8 ล้านล้าน – เน้น Values over Volume

ในระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.79–2.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • รายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 8% จากปี 2568)
  • รายได้จากตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 1%) จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้น 3%)

ในฝั่งตลาดต่างประเทศ ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะปิดปีที่ราว 33 ล้านคน หลังตัวเลขสะสมวันที่ 1 มกราคม–21 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 31.75 ล้านคน

กลยุทธ์หลักที่ ททท.จะใช้ขับเคลื่อน คือ “Values over Volume” หรือการไม่ไล่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เน้นคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าทางเศรษฐกิจแทน ผ่าน “เศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)” 5 แกน ได้แก่

  1. Wellness Economy – ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต รองรับกลุ่ม Silver Age ผู้เกษียณ และนักท่องเที่ยวสาย Healing / Prevention
  2. Subculture Economy – เจาะกลุ่ม Niche เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet ฯลฯ
  3. Night Economy – สร้างสีสันยามค่ำคืนที่ปลอดภัย แตกต่าง และยืด “ชั่วโมงเศรษฐกิจ” ของเมือง
  4. Tax-Free Economy – ผลักดันมาตรการด้านภาษี เช่น Instant Tax Refund และการลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Luxury Destination
  5. Prompt-pay Economy – ทำให้การชำระเงินดิจิทัลรวดเร็ว ปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะ Digital-friendly Destination

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโดยตรงกับสิ่งที่ ททท.เชียงรายกำลังทำอยู่ ทั้งในด้านการออกแบบเส้นทาง Wellness & Experience, การเชื่อมกับ Sports Tourism (เช่น อีเวนต์วิ่ง–ปั่นระดับนานาชาติ) และการใช้วัฒนธรรมชาติพันธุ์เป็น Soft Power ดึงกลุ่ม Niche

จีน – ลิซ่า – และ Soft Power ไทย โอกาสที่เชียงรายต้องเตรียมตัวรับ

รายงานของ ททท.ส่วนกลางสะท้อนว่า แม้ตลาดจีนจะชะลอตัวอย่างหนักในปี 2568 (หลายเดือนตัวเลขลดลง 30–40% เมื่อเทียบรายปี) แต่ในปี 2569 ททท.คาดว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย” จะกลับมาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 40% หรือแตะระดับ 6.7 ล้านคน

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสองด้าน

  1. การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งสร้างความประทับใจและกระแสเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสังคมจีน
  2. การที่ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก รับบท “Amazing Thailand Ambassador” ในปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความหลากหลายของเมืองไทยในมุมมองใหม่ให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีจุดแข็งด้านธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม และชายแดน แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและกระแส Soft Power ไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญ หากสามารถเตรียมความพร้อมด้านภาษา บริการ และโปรดักต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคุณภาพ เช่น กลุ่มตามรอยธรรมชาติ–วัฒนธรรม หรือกลุ่มครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์เรียนรู้เชิงลึก

โอกาส–ความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 เมืองที่ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ไปพร้อมเศรษฐกิจภาคเหนือ

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า

  • เชียงรายมี “สินทรัพย์” ครบ – ทั้งภูเขา แม่น้ำ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ เมืองชายแดน การเชื่อมต่อ R3A–R3B และสายการบินที่สนใจเปิดเส้นทางบินตรง
  • ระบบเศรษฐกิจภาคเหนือยังคงเปราะบาง – ทั้งจากราคาพืชผล หนี้ครัวเรือน โครงสร้างแรงงานสูงวัย และธุรกิจ Micro SME

คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ว่า “จะเอานักท่องเที่ยวมาให้เยอะที่สุดเท่าไร” แต่คือ “จะทำให้ทุกการเดินทางมาที่เชียงรายมีมูลค่าต่อชุมชนแค่ไหน และทำได้ยั่งยืนเพียงใด”

ในบริบทนี้ ผู้ประกอบการ–ชุมชนในเชียงรายจำเป็นต้อง

  • ใช้ “Storytelling ของท้องถิ่น” ให้เป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอยตุงเลิกปลูกฝิ่น วิถีอาข่าที่เปลี่ยนมาเป็นกาแฟ อาหารถิ่นอย่างรากชู หรือภูมิปัญญาโมจิดอย
  • ยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ Wellness & Creative City และมาตรฐาน BCG Economy
  • เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งด้านภาษา ระบบชำระเงินดิจิทัล และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การพักค้างและการใช้จ่ายที่มีความหมาย

ในอีกด้าน ภาครัฐส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นต้องประคอง “สมดุลระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน” ทั้งเรื่องฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในช่วงต้นปี การคมนาคมสาธารณะในพื้นที่ภูเขา และการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมไม่ให้ถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างผิวเผินเกินไป

จาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

เมื่อฟังเสียงจากห้องสัมภาษณ์ที่ ททท.เชียงราย อ่านรายงานเศรษฐกิจจาก ธปท. และมองไปยังกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท.ส่วนกลาง ภาพเดียวกันค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญระหว่างการเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน ที่ใคร ๆ แวะชะโงกดูแล้วจากไป” กับการเป็น “เมืองที่ผู้คนต้องตั้งใจมาสัมผัส ลงมือทำ เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่กับมัน”

หาก ททท.เชียงราย หน่วยงานรัฐท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน – เชื่อม Story ของดอยและแม่น้ำเข้ากับ Wellness & BCG, ใช้ Soft Power วัฒนธรรมและศิลปะล้านนา, และพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ให้ “คุณค่า” มากกว่า “แค่รูปสวยบนหน้าฟีด” – เชียงรายอาจไม่เพียงเป็น “เหนือสุดในสยาม” ในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นหนึ่งใน “แนวหน้าของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • รายงานบรรยายของนายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เรื่อง “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ครอบคลุมข้อมูล GDP ภาคเหนือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาเชิงโครงสร้าง BCG Economy, Wellness Tourism, Future Food และโอกาสการค้าชายแดนไทย–ลาว–จีน
  • สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • คำให้สัมภาษณ์ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ข้อมูลประกอบจากเวทีเสวนา “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน Wellness Tourism และ Future Food
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME