Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสยายปีก! ขยายเวลาบินตรงสิงคโปร์ 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ ปูทางสู่ฮับการบินลุ่มน้ำโขงรับผู้โดยสาร 9 ล้านคนในปี 2042

สิงคโปร์–เชียงราย จากเที่ยวบินตรงสู่การเปิดประตูบทใหม่ของเมืองชายแดน

เชียงราย, 30 มีนาคม 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยเวลา ความสะดวก และประสบการณ์ที่เฉพาะตัว การที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายประกาศเดินหน้าตารางบินตรงเส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายต่อเนื่องในฤดูการบินล่าสุด จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่ต้องการลดเวลาต่อเครื่อง แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเชียงรายกำลังขยับจากเมืองรองในสายตานักเดินทางต่างชาติ ไปสู่การเป็นจุดหมายที่เชื่อมตัวเองเข้ากับเครือข่ายการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวคุณภาพในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของสนามบินที่แนบมา เส้นทางนี้มีการเดินหน้าตารางบินต่อเนื่องตั้งแต่ 30 มีนาคม ถึง 24 ตุลาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลทางการของ ททท. และ Scoot ระบุว่าบริการดังกล่าวเริ่มต้นเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อ 1 มกราคม 2569 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายเครือข่าย 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ของสายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines Group สู่ภาคเหนือของไทย

ความหมายของเส้นทางบินตรงนี้จึงลึกกว่าคำว่า “สะดวกขึ้น” เพราะมันช่วยตัดระยะทางเชิงจิตวิทยาระหว่างเชียงรายกับตลาดสิงคโปร์ออกไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวไม่ต้องผ่านประตูหลักอย่างกรุงเทพมหานครหรือเชียงใหม่ก่อนเสมอไป และในมุมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งนี้ทำให้เชียงรายสามารถเริ่มออกแบบข้อเสนอของตัวเองต่อโลกได้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้ขายอะไรให้ตลาดต่างประเทศได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมล้านนา ชาติพันธุ์ ศิลปะร่วมสมัย หรือแม้แต่ประสบการณ์เชิงสุขภาพที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในตลาดเอเชียและตลาดนักเดินทางรายได้สูง

ตัวเลขสองเดือนแรก บอกสัญญาณของเส้นทางมากกว่าความผันผวนระยะสั้น

หากดูจากสถิติที่แนบมาพร้อมข้อมูลเส้นทางบิน TR จะเห็นว่าในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดเส้นทาง มีผู้โดยสารขาเข้ารวม 1,644 คน เฉลี่ย 71 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,646 คน เฉลี่ย 72 คนต่อเที่ยวบิน หรือรวมทั้งสองขา 3,290 คน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขาเข้ารวม 1,310 คน เฉลี่ย 66 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,383 คน เฉลี่ย 69 คนต่อเที่ยวบิน รวมทั้งสองขา 2,693 คน เมื่อนำมาคำนวณแบบเปรียบเทียบรายวันตามวันทำการบิน พบว่าค่าเฉลี่ยผู้โดยสารรวมต่อเที่ยวบินลดลงราว 5.69 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์

แต่หากอ่านตัวเลขนี้อย่างรอบด้าน ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่คำว่า “ชะลอ” หากเป็นคำว่า “ตั้งฐาน” มากกว่า เพราะเส้นทางบินใหม่แทบทุกเส้นต้องใช้เวลาให้ตลาดรับรู้ สร้างความคุ้นเคยกับตารางบิน และปรับพฤติกรรมการจองให้เข้าที่ ยิ่งเชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้อาศัยทราฟฟิกจากนักเดินทางธุรกิจจำนวนมหาศาลแบบเมืองศูนย์กลาง การที่เส้นทางใหม่สามารถรักษาระดับผู้โดยสารเฉลี่ยไว้ได้ในช่วงเปิดตัวสองเดือนแรก ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ไม่ควรถูกอ่านแบบผิวเผิน

เมื่อ ททท. มองตลาดสิงคโปร์ผ่านเลนส์นักท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สิ่งที่ทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือถ้อยแถลงของ ททท. ในวันต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตลาดที่ต้องการกระตุ้นจากเส้นทางนี้คือกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้มูลค่าสูงจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะนักเดินทางซ้ำที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Wellness and Health Focused Travellers กลุ่มท่องเที่ยวหรูหราและประสบการณ์พิเศษ กลุ่มสปอร์ตและแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ตลอดจนกลุ่มคู่รักและการเดินทางตามความสนใจเฉพาะ การวางน้ำหนักตลาดแบบนี้สะท้อนว่าหน่วยงานท่องเที่ยวไม่ได้มองเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนคนเข้าเมือง แต่ต้องการเพิ่มคุณภาพของเม็ดเงินและระยะเวลาพำนักของผู้มาเยือนด้วย

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะจุดแข็งของจังหวัดไม่ได้อยู่ที่การเป็นจุดหมาย “มวลชนราคาถูก” แต่เป็นเมืองที่สามารถออกแบบประสบการณ์ลึก มีเรื่องเล่า และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง หากเชื่อมกับตลาดสิงคโปร์ได้ถูกวิธี เชียงรายย่อมมีโอกาสดึงนักเดินทางที่ยอมจ่ายเพื่อเวลา ความสงบ สุขภาพ อาหารคุณภาพ และการเดินทางที่มีความหมาย มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาห้องพักหรือแพ็กเกจแบบเร่งรีบเพียงอย่างเดียว

คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารและน้ำหนักสินค้า ปี 2027-2042 ของ 6 สนามบินสังกัดท่าอากาศยานไทย (ข้อมูล | สนข.) โดย The Northern Report

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ถูกวางบทบาทแค่รับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลจากหน้าแนะนำอย่างเป็นทางการของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระบุชัดว่าสนามบินแห่งนี้ถูกวางบทบาทให้เป็น “Regional Center for Aviation-related Business” เพื่อรองรับประเทศลุ่มน้ำโขงที่เติบโตเร็วและจีนตอนใต้ นี่เป็นถ้อยคำที่สำคัญ เพราะหมายความว่าสนามบินไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะประตูรับนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัด แต่ยังถูกออกแบบให้มีภารกิจทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคด้วย

ในแผนกลยุทธ์ของ AOT เอง ก็ยังระบุว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงแผนปฏิบัติการปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในสนามบินที่ถูกผลักดันด้านการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศพร้อมกับหาดใหญ่ ตัวเลขในแผนนี้สะท้อนว่าผู้บริหารสนามบินมองเชียงรายเป็นจุดที่ต้องเร่งขยายดีมานด์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้พึ่งตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขคาดการณ์ระยะยาวส่งสัญญาณว่าเชียงรายอาจโตเร็วกว่ากรอบเดิม

เมื่อหันกลับมาดูตารางพยากรณ์ในเอกสารประกอบที่แนบมา ซึ่งอ้างถึง Table 3.4-6 ของการศึกษาด้านเครือข่ายคมนาคมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้กรอบ GMS จะพบตัวเลขที่ชวนให้คิดต่ออย่างมาก สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปริมาณผู้โดยสารถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,912,665 คนในปี 2024 ก่อนจะเพิ่มเป็น 4,614,671 คนในปี 2027 ขยับเป็น 6,008,233 คนในปี 2032 และแตะ 9,102,312 คนในปี 2042 ส่วนปริมาณสินค้าเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 ข้อมูลชุดนี้ปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษาของ สนข. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และยืนยันว่ามีการทำแบบจำลองพยากรณ์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้าให้กับสนามบินในสังกัด AOT รวมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายด้วย

เมื่อคำนวณจากตัวเลขในตารางแนบ จะพบว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของผู้โดยสารเชียงรายในช่วง 2024 ถึง 2042 อยู่ที่ประมาณ 9.05 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนสินค้าอยู่ที่ประมาณ 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และหากมองเฉพาะช่วง 2024 ถึง 2027 ผู้โดยสารถูกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยถึง 34.12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเป็นจังหวะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเช่นนี้ทำให้บทสนทนาเรื่องสนามบินเชียงรายไม่ควรหยุดอยู่แค่จำนวนเที่ยวบินใหม่ แต่ต้องไปต่อถึงคำถามเรื่องขีดความสามารถรองรับในอนาคต การจัดการภาคพื้น การเข้าเมือง ระบบขนส่งเชื่อมเมือง และคุณภาพบริการด้วย

ช่องว่างระหว่างแผนสนามบินกับแรงดึงของตลาด คือโจทย์ที่เชียงรายต้องอ่านให้ทัน

หากอ่านข้อมูลของ AOT ควบคู่กับตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ จะเห็นช่องว่างที่มีนัยสำคัญ แผนเชิงปฏิบัติของสนามบินวางขีดความสามารถไว้ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงปัจจุบัน ขณะที่แบบจำลองระยะยาวของการศึกษาระดับนโยบายกลับประเมินว่าความต้องการเดินทางของเชียงรายอาจทะลุ 4.6 ล้านคนได้ตั้งแต่ปี 2027 ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าใครผิดหรือใครถูก เพราะแต่ละชุดข้อมูลมีฐานคิดคนละแบบ ชุดหนึ่งเป็นแผนบริหารเชิงองค์กรในกรอบเวลาที่จำกัด อีกชุดเป็นแบบจำลองการเติบโตเชิงนโยบายและเครือข่ายคมนาคมระยะยาว

แต่สำหรับคนทำงานข่าวและผู้กำหนดนโยบายท้องถิ่น ช่องว่างนี้คือสัญญาณเตือนว่า หากเชียงรายเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศจริงจังและโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเริ่มเชื่อมถึงกันมากขึ้น ความต้องการอาจโตเร็วกว่าระบบรองรับในปัจจุบัน การเตรียมสนามบินจึงไม่ควรคิดเพียงมิติอาคารผู้โดยสาร แต่ต้องรวมถึงระบบเดินทางต่อเนื่อง การกระจายผู้โดยสารออกจากสนามบินอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางประสบการณ์เมืองตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวลงจากเครื่อง

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโครงข่ายชายแดน กำลังทำให้เชียงรายไม่ใช่ปลายทางโดดเดี่ยว

อีกชิ้นส่วนที่ทำให้เที่ยวบินสิงคโปร์–เชียงรายมีความหมายมากขึ้น คือภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัด ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 21 ตำบลใน 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่ 952,266 ไร่ พร้อมกับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อเนื่อง เช่น การขยายทางหลวงหมายเลข 1290 ช่วงเชียงแสน–เชียงของเป็น 4 ช่องจราจร และการขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งสภาพัฒน์ระบุว่าจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของระเบียงภาคเหนือมากขึ้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571

เมื่อมองจากแผนที่ประกอบที่แนบมา จะเห็นว่าถนน ด่านชายแดน สะพานข้ามแม่น้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง และแนวรถไฟกำลังทำให้สามอำเภอชายแดนของเชียงรายเริ่มร้อยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่รับผู้โดยสารเพื่อเข้าเมืองเชียงรายเท่านั้น แต่มีศักยภาพจะเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสู่เชียงแสน เชียงของ แม่สาย และพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่กำลังเติบโตตามมา

Museflower Retreat & Spa อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ที่มา: Global Wellness Institute (GWI) หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 (1 USD = 31.92 บาท)

เมื่อเวลเนสกลายเป็นตลาดจริง เชียงรายต้องตอบให้ได้ว่าจะขายอะไร

ภาพใหญ่ของตลาดโลกช่วยอธิบายว่าทำไมเส้นทางนี้ถึงมีความหมายเกินกว่าการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน ข้อมูลจาก TAT Review อ้างอิง Global Wellness Institute ระบุว่า ตลาด Wellness Tourism ทั่วโลกมีมูลค่า 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 คิดเป็น 7.8 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 10.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศใช้จ่ายสูงกว่าตลาดทั่วไปยิ่งกว่าเดิม

ด้าน GWI ระบุเพิ่มว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และมีมูลค่าการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism ราว 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังขยายตัว 36.4 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน นั่นแปลว่าประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูของตลาดนี้อีกต่อไป แต่เดินเข้าไปอยู่ในสนามแข่งขันแล้ว เพียงแต่คำถามคือจังหวัดใดจะสามารถแปลงเทรนด์ดังกล่าวให้เป็นรายได้จริงได้มากที่สุด

สำหรับเชียงราย คำตอบเบื้องต้นปรากฏอยู่ในเอกสารภาพประกอบที่แนบมา ซึ่งสรุปเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคต่าง ๆ ในไทย โดยภาคเหนือตอนบนถูกวางจุดเด่นไว้ที่ศาสตร์การแพทย์แผนล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ และการใช้ภูมิประเทศภูเขาเชื่อมกับประสบการณ์พักผ่อนในอากาศบริสุทธิ์ หากอ่านควบคู่กับภาพลักษณ์ของเชียงรายในตลาดต่างประเทศ เมืองนี้มีทุนตั้งต้นครบเกือบทุกองค์ประกอบ แต่โจทย์ยังอยู่ที่การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกจัดแพ็กและสื่อสารออกไปเป็น “ผลิตภัณฑ์เวลเนส” ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงรายการสถานที่ท่องเที่ยวกระจัดกระจาย

กลุ่มเป้าหมายของตลาดโลกตรงกับต้นทุนของเชียงรายมากกว่าที่คิด

TAT Review ยังระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลกแบ่งได้ตั้งแต่คนใส่ใจสุขภาพ คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิต ผู้สูงวัยที่มองหาการฟื้นฟูร่างกายและชะลอวัย ไปจนถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษ รวมถึงนักเดินทางต่างชาติที่นิยมผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร และการแพทย์แผนไทย

หากเทียบกับเชียงราย จะพบว่าจังหวัดนี้มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นเมืองที่ยังมีทั้งธรรมชาติ ความสงบ ศิลปะร่วมสมัย วิถีชา–กาแฟ ชุมชนชาติพันธุ์ อาหารท้องถิ่น และพื้นที่ทางจิตวิญญาณอยู่ในระยะเดินทางไม่ไกลกันมากนัก สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการเชื่อมต้นทุนเหล่านี้เข้ากับการเข้าถึงจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และนี่เองที่ทำให้เที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์เริ่มมีนัยสำคัญในฐานะ “สะพานของตลาด” มากกว่าจะเป็นเพียง “สะพานของการเดินทาง”

จากผู้โดยสารสู่สินค้า เส้นทางบินใหม่ยังเปิดโจทย์ด้านโลจิสติกส์

อีกมิติที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือด้านสินค้า ตามตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ ปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศของสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกประเมินว่าจะเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 แม้อัตราเติบโตจะไม่หวือหวาเท่าผู้โดยสาร แต่การเติบโตต่อเนื่องระดับเฉลี่ย 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนว่าสนามบินเชียงรายมีโอกาสทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากจังหวัดสามารถต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร ชา กาแฟ หรือสินค้าที่ต้องการเชื่อมตลาดต่างประเทศด้วยระยะเวลาเร็วขึ้น

ในภาพนี้ เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงไม่ได้มีนัยเฉพาะผู้โดยสาร แต่ยังเชื่อมกับคำถามเรื่องห่วงโซ่อุปทานของเชียงรายในอนาคตด้วยว่า เมืองชายแดนแห่งนี้จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมทางอากาศควบคู่ไปกับทางถนน ทางราง และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างไรให้เกิดมูลค่ามากกว่าเดิม

เมืองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่นอกสนามบินด้วย

แม้เส้นทางบินตรงจะเป็นข่าวดี แต่ความสำเร็จของเชียงรายจะไม่ได้ตัดสินกันบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ของนักเดินทางเริ่มตั้งแต่การลงเครื่อง ผ่านคนเข้าเมือง การหารถเข้าสู่ตัวเมือง การเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงข้อมูลหลายภาษา ไปจนถึงมาตรฐานบริการระหว่างเดินทาง หากเชียงรายต้องการดึงนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักเดินทางพรีเมียม หรือกลุ่มที่ให้คุณค่ากับเวลาและคุณภาพ เมืองจำเป็นต้องจัดระเบียบระบบขนส่งและการสื่อสารให้ดีกว่าการพึ่งรถรับจ้างเฉพาะกิจหรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองว่า AOT เองกำลังวางสนามบินเชียงรายให้เป็นประตูของธุรกิจการบินในลุ่มน้ำโขง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัดกำลังเริ่มต่อเชื่อมกันมากขึ้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามบินยังไม่พร้อม การเติบโตของเส้นทางบินอาจไปได้ไม่เต็มศักยภาพ แต่ถ้าระบบต่อเนื่องทั้งหมดถูกออกแบบให้รับกันดี เชียงรายก็มีโอกาสยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางสวยงาม ไปสู่เมืองยุทธศาสตร์ที่เชื่อมการท่องเที่ยว สุขภาพ การค้า และเศรษฐกิจชายแดนเข้าหากันได้จริง

จุดเปลี่ยนครั้งนี้จึงไม่ใช่คำว่าเปิดบิน แต่คือคำว่าเปิดบทใหม่

เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงเป็นมากกว่าการต่ออายุเที่ยวบินฤดูร้อน มันคือภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลังถูกวางตำแหน่งใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค ตั้งแต่การมีสนามบินที่ถูกระบุบทบาทเชิงยุทธศาสตร์โดย AOT การได้รับแรงหนุนจาก ททท. ที่มองตลาดสิงคโปร์ในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง การมีแบบจำลองคาดการณ์ผู้โดยสารและสินค้าที่ยืดไปไกลถึงปี 2042 ไปจนถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานในสามอำเภอชายแดนเริ่มจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงอาจอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้ หากเมืองสามารถแปลงเที่ยวบินตรงให้เป็นการเข้าถึงเชิงคุณภาพ แปลงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติให้เป็นข้อเสนอเวลเนสที่ชัดเจน เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในประตูหลักของภาคเหนือที่เชื่อมไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่างและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเต็มตัวในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • Scoot Media Release
  • Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • TAT Review Magazine
  • Global Wellness Institute
  • โครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อบจ.เชียงรายขยับยุทธศาสตร์สองด้าน: ลุยรถรับส่งสาธารณะช่วยคนจน ควบคู่เปิดมหาสงกรานต์เชียงแสนกระตุ้นท่องเที่ยว

เชียงรายขยับสองแนวรบ ศึกษารถรับส่งฟรีบรรเทาค่าครองชีพ ควบคู่เร่งมหาสงกรานต์เชียงแสนหวังพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากด้านเดียว ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ บรรยากาศของเชียงรายไม่ได้มีเพียงความคาดหวังต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามาเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยแรงกดดันหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งต้นทุนการเดินทางที่เปราะบางจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ความกังวลเรื่องการจัดหาน้ำมันในบางช่วงเวลา และวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดจนกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในช่วงวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมราชการทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามตอบโจทย์สองเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน และการพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเทศกาลใหญ่ของปี

ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับนายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และสำนักปลัด อบจ.เชียงราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหารถยนต์หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการรับส่งประชาชนภายในจังหวัด ข้อความที่เผยแพร่โดยเพจทางการของ อบจ.เชียงราย วางน้ำหนักของการหารือครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกรอบการทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ทำให้ประเด็น “รถรับส่งฟรีทั่วเชียงราย” กลายเป็นเรื่องที่สังคมสนใจทันที เพราะแตะทั้งเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว

แนวคิดช่วยประชาชนที่ยังอยู่ในชั้นศึกษา แต่สะท้อนโจทย์จริงของจังหวัด

แม้ถ้อยคำในโลกออนไลน์จะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนว่าเชียงรายกำลังจะมีบริการรถรับส่งฟรีทั่วจังหวัดในเร็ววัน แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเวลานี้ยังอยู่ที่ระดับการ “ศึกษาความเป็นไปได้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการหรือเปิดบริการอย่างเป็นทางการทั่วทั้งจังหวัด ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะการจะขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดจริง จำเป็นต้องผ่านคำถามใหญ่หลายข้อ ทั้งเรื่องระเบียบงบประมาณ ประเภทของรถ เส้นทางการให้บริการ ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากการจัดบริการเฉพาะจุดหรือเฉพาะเขตเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเลือกดึงพลังงานจังหวัดเข้ามาหารือตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมาตรการช่วยเฉพาะหน้า แต่พยายามเชื่อมไปถึงโครงสร้างพลังงานและการขนส่งในอนาคตด้วย หากจังหวัดจะเดินหน้าระบบรถรับส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจริง ความร่วมมือกับหน่วยงานพลังงานย่อมมีความสำคัญ ทั้งในมิติของต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งชาร์จไฟ และความเหมาะสมกับภูมิประเทศของเชียงรายที่มีทั้งตัวเมือง พื้นที่ราบ และเส้นทางขึ้นลงภูเขาหลายอำเภอ การตั้งต้นแบบนี้จึงสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังมองเกินกว่าการแก้ปัญหารถแพงในเดือนนี้ ไปสู่คำถามว่าระบบเดินทางของคนเชียงรายควรมีหน้าตาแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า

น้ำมันยังไม่ขาดทั้งประเทศ แต่แรงกดดันเรื่องต้นทุนมีอยู่จริง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากบริบทพลังงานที่ตึงตัวในช่วงต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานยืนยันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชนและพฤติกรรมเร่งเติมน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้าในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจ ป้องกันการกักตุน และเร่งจัดส่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอโดยเร็ว

จากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังประกาศแนวทางทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ โดยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อประคองเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้รัฐยังพยายามตรึงไม่ให้ราคาพุ่งเร็วเกินไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนใช้รถในต่างจังหวัดซึ่งต้องเดินทางไกลและพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ย่อมรับรู้แรงกดดันเรื่องต้นทุนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อยจึงอาจมีผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าขนส่งสินค้า และความถี่ของการเดินทางข้ามอำเภอในชีวิตจริงของประชาชนทันที

เมื่อฝุ่นพิษทำให้คำว่ารถสาธารณะมีความหมายมากกว่าเรื่องประหยัดเงิน

แต่ถ้ามองเฉพาะมิติของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เห็นแนวคิดนี้ไม่ครบ เพราะอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 41.5 ถึง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในจังหวัดเชียงรายพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนที่ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 81.0 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 154.6 และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 140.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่กำหนดไม่เกิน 37.5 อย่างมาก

ในภาวะเช่นนี้ แนวคิดเรื่องรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงภาพใหญ่ของการลดมลพิษจากภาคคมนาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาฝุ่นของภาคเหนือมีต้นตอหลักจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และหมอกควันข้ามแดน แต่การลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ในเขตเมืองและเส้นทางสาธารณะก็ยังเป็นหนึ่งในมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ เมื่อ อบจ.เชียงรายระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดควันพิษจากท่อไอเสียได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อมูลคุณภาพอากาศของจังหวัดในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างจากตัวเมืองเชียงรายทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้มากขึ้น

ความน่าสนใจอีกประการ คือแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบขนส่งไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพราะในเขตเมืองเชียงรายได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว เทศบาลนครเชียงรายเปิดบริการรถโค้ชรับส่งประชาชนฟรีตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วงน้ำมันแพง โดยประกาศให้บริการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย แม้บริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเขตเทศบาลและมุ่งตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมืองเป็นหลัก แต่ก็สะท้อนว่าเครื่องมือประเภทนี้สามารถถูกใช้ในฐานะมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้จริงในระดับพื้นที่

กรณีของเทศบาลนครเชียงรายจึงอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ อบจ.เชียงรายหยิบไปพิจารณาต่อในระดับจังหวัดได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประชาชนตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้ในช่วงน้ำมันแพงจริง เรื่องที่สองคือ หากจะขยายจากเขตเมืองไปสู่พื้นที่รอบปริมณฑลและต่างอำเภอ ระบบก็ย่อมต้องซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งเรื่องระยะทาง ตารางเดินรถ สถานีชาร์จไฟ ความคุ้มค่าทางงบประมาณ และการจัดลำดับพื้นที่นำร่องก่อนหลัง ความยากในทางปฏิบัติจึงยังมีอยู่มาก แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ไร้ฐานเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าแนวทางช่วยเหลือแบบนี้เริ่มลงมือได้จริงในระดับเทศบาล

ขณะเดียวกัน อบจ.เชียงรายกำลังเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านมหาสงกรานต์เชียงแสน

หากการหารือเรื่องรถรับส่งสะท้อนความพยายามลดภาระชีวิตประจำวัน อีกฟากหนึ่งของการขยับตัวของ อบจ.เชียงรายก็สะท้อนความพยายามพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทั้ง 7 แห่งเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น้ำหนักของการประชุมครั้งนั้นไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมประเพณีให้เป็นไปตามปฏิทิน หากแต่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังวางงานสงกรานต์เชียงแสนให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะสำคัญของปี เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสื่อท้องถิ่นอย่างเชียงรายโฟกัสต่างขึ้นข้อมูลตรงกันว่า งานนี้มีกำหนดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 และถูกสื่อสารในฐานะกิจกรรมสำคัญของ Soft Power เชียงราย ที่จะดึงคนเข้ามา “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ผ่านการเล่นน้ำ การชมแสงสี และการสัมผัสเสน่ห์เมืองโบราณริมโขงไปพร้อมกัน

จากอุโมงค์น้ำถึงเวทีสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสนกำลังถูกปั้นให้เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์

รายละเอียดของงานที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ บอกชัดว่านี่ไม่ใช่งานสงกรานต์ขนาดเล็กในระดับชุมชนทั่วไป เพราะไฮไลต์ที่ประกาศไว้มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดเทพีหรือนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำเล่นคลายร้อน หอคอยน้ำ แสงสีเสียง และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยกิจกรรมกลางวันและกลางคืนอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงแสนกำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความบันเทิงร่วมสมัย เพื่อดึงทั้งนักท่องเที่ยวสายครอบครัว สายวัฒนธรรม และสายกิจกรรมเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่สำคัญ งานนี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมบนลำน้ำโขงโดยตรง เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนประกาศจัดการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีแม่น้ำโขงและดึงคนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมในเมืองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อมองรวมกับตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมแสงสีเสียงที่ประกาศไว้ งานนี้จึงมีศักยภาพจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ขายอาหาร ผู้ให้บริการท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่โดยรอบได้ไม่น้อย หากการบริหารจัดการทำได้ตามแผนที่วางไว้

ภาพ : หญิง รฐา โพธิ์งาม/จันจิ จันจิรา/"ซ้อการ์ด" ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร

กระแสวัฒนธรรมไทยกำลังกลับมา และเชียงรายพยายามอ่านเกมนี้ให้ทัน

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวของเชียงรายน่าสนใจ คือจังหวะของกระแสวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศที่กำลังฟื้นตัวและปรับรูปแบบใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สยามพารากอน ขณะที่สื่อเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์รายงานตรงกันว่า กระแสถือดอกบัวถ่ายรูปบริเวณสะพานพุทธในกรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และส่งผลต่อยอดขายดอกบัวในปากคลองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ประสบการณ์วัฒนธรรม” กำลังไม่ใช่เรื่องเฉพาะพิธีการอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่พร้อมแปลงวัฒนธรรมให้เป็นภาพจำ การแต่งกาย และกิจกรรมเช็กอินรูปแบบใหม่

ในแง่นี้ การที่เชียงรายเร่งปั้นมหาสงกรานต์เชียงแสนให้มีทั้งแลนด์มาร์ก อุโมงค์น้ำ เวทีแสงสีเสียง และกิจกรรมแม่น้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานประเพณีตามฤดูกาล แต่เป็นการพยายามวางตำแหน่งจังหวัดให้ทันกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และเมื่ออ่านควบคู่กับแนวคิดเรื่องรถรับส่งสาธารณะ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามดูทั้ง “การเข้าถึง” และ “เหตุผลในการเดินทาง” ไปพร้อมกัน กล่าวคือจะทำอย่างไรให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้นในภาวะต้นทุนสูง และจะทำอย่างไรให้การเดินทางนั้นคุ้มค่าพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายกลับคืนสู่จังหวัด

สองแนวรบนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันคนละวิธี

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินนโยบายสองแนวรบในเวลาเดียวกัน แนวรบแรกคือการประคองชีวิตประจำวันของประชาชนท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ ผ่านการศึกษาระบบรถรับส่งหรือรถไฟฟ้าสาธารณะ และการผลักให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงานมากขึ้น แนวรบที่สองคือการเร่งสร้างแรงขับทางเศรษฐกิจผ่านเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ในเชียงแสน ที่หวังดึงนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดในช่วงเวลาที่ทั้งภาคธุรกิจและชุมชนต่างต้องการรายได้หมุนเวียนกลับมาอย่างเร่งด่วน

คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าไอเดียของ อบจ.เชียงราย “ดีหรือไม่ดี” หากแต่อยู่ที่มันจะถูกแปลงเป็นระบบที่ทำได้จริงเพียงใด รถรับส่งฟรีระดับจังหวัดจะต้องผ่านข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณอีกมาก ขณะที่งานมหาสงกรานต์เชียงแสนก็ต้องพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมจะกลายเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและชุมชนได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ความเคลื่อนไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้อย่างน้อยก็สะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังไม่รอให้ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางไหลมาชนทีละเรื่องอีกต่อไป หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบแบบบูรณาการ ที่มองประชาชน ผู้ประกอบการ และภาพอนาคตของจังหวัดให้อยู่ในภาพเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30% ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนจากสงครามไกลตัว กำลังกลายเป็นแรงกดดันใกล้ตัวของเมืองท่องเที่ยวไทย เมื่อสงครามในตะวันออกกลางขยายวงและลากยาว ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานในตลาดโลกอีกต่อไป หากเริ่มไหลเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวของไทยทีละชั้น ผ่านเที่ยวบินที่หายไป นักท่องเที่ยวที่ชะลอการเดินทาง และการยกเลิกการจองห้องพักที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งต่างพึ่งพาตลาดต่างชาติในบางฤดูกาลและบางเซ็กเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยสนามบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือสุวรรณภูมิและภูเก็ต และยังมีผลกระทบต่อเชียงใหม่ด้วย แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรยากาศตลาดจากความคึกคักให้กลายเป็นความระแวดระวัง

ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเที่ยวบินที่หายไป แต่คือผลทางจิตวิทยาที่ตามมา นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อยต้องใช้เส้นทางบินที่เกี่ยวพันกับภูมิภาคขัดแย้ง เมื่อเส้นทางไม่แน่นอน ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ และต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าช่วงปกติ

เชียงใหม่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นผลกระทบเชิงตัวเลขเด่นชัดที่สุดจากข้อมูลที่แนบมา นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสมายล์ ล้านนา ให้ข้อมูลว่า อัตราการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เพิ่มจากราวร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มาเป็นร้อยละ 30 ในช่วงล่าสุด

สาระสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก 20 เป็น 30 เพียงอย่างเดียว แต่คือการบอกว่าตลาดหลักบางกลุ่มที่เคยช่วยพยุงเชียงใหม่ในช่วงกรีนซีซันกำลังอ่อนแรงลงพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมธรรมชาติและบรรยากาศฝน รวมถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่หลายเส้นทางต้องใช้จุดพักเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสายการบินอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบิน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงต่อปลายทางอย่างเชียงใหม่

นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน โดยระบุกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เดือนมีนาคมพบการยกเลิกห้องพักเพิ่มจาก 20 Room Night เป็น 50 Room Night และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือยอดจองระหว่างเดือนหายไปราวร้อยละ 20 จากความไม่เชื่อมั่นในการเดินทางของตลาดยุโรปและอเมริกา ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะการจองที่มีอยู่แล้ว แต่ยังกระทบการตัดสินใจจองใหม่ด้วย

เชียงรายยังไม่ถึงขั้นทรุดตัว แต่สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้น

แม้เชียงรายจะมีโครงสร้างตลาดต่างจากเชียงใหม่ และเดือนมีนาคมตามปกติก็ไม่ใช่ช่วงพีกของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่บทสัมภาษณ์ของ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย สะท้อนว่า ภาคธุรกิจในพื้นที่เริ่มสัมผัสแรงกดดันอย่างชัดเจนจากบรรยากาศสงครามและความไม่แน่นอนของการเดินทาง

จากถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ วิโรจน์มองว่า ในระยะสั้นเดือนมีนาคมเดิมก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม จึงยิ่งกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จองล่วงหน้าสำหรับเดือนเมษายน พฤษภาคม และช่วงปิดเทอม ซึ่งเริ่มมีการยกเลิกมากขึ้น และหลายโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบชัดเจนประเมินว่า หากมองในแง่การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ เชียงรายน่าจะได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุประกอบไว้ยังสะท้อนว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงรายจากการสอบถามสมาคมโรงแรมอาจได้รับผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ในบางช่วงข้อความมีการกล่าวถึงร้อยละ 40 ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาชีพข่าว ค่าที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือระดับประมาณร้อยละ 30 เพราะสอดคล้องกับข้อมูลเชียงใหม่และทิศทางของบทสัมภาษณ์มากกว่า ส่วนค่าร้อยละ 40 ควรถือเป็นตัวประเมินเบื้องต้นที่ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือสถิติทางการ

ปัญหาไม่ได้มีแค่ต่างชาติหาย แต่คนไทยก็เริ่มชะลอเดินทาง

ประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์คือ ไม่ได้มองผลกระทบจำกัดอยู่แค่ตลาดต่างชาติ แต่เห็นว่าตลาดในประเทศกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นน้ำมันและความรู้สึกไม่มั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ถึงกับประเมินว่า ปีนี้สงกรานต์อาจเงียบกว่าปกติ เพราะประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ต้องหวงและไม่แน่ใจว่าจะเดินทางได้สะดวกเพียงใด

แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นความเห็นจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ใช่สถิติทางการ แต่ก็มีน้ำหนักในเชิงสถานการณ์ เพราะสอดคล้องกับข้อมูลจาก ททท. ที่ยอมรับว่า ความกังวลของประชาชนในช่วงสั้น ๆ ยังอยู่ที่ค่าครองชีพและปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ภายหลังภาครัฐจะอนุญาตให้เติมเต็มถังได้ตามปกติแล้วก็ตาม

จุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันซ้อนทับกันระหว่างต้นทุนการเดินทาง ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้คน

ททท. ยังไม่ลดธง และเลือกเดินเกมรุกตลาดในประเทศ

ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 ไว้ที่ 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โดย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงานและทำให้การใช้พลังงานในประเทศไม่เหมือนเดิม แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกกว่า 100 วัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องการหาปั๊มเติมที่ยากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาพรวม

ททท. จึงเลือกเดินเกมผ่านการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน และยังย้ำว่า ททท. ไม่เคยหยุดทำตลาดเลยแม้ในช่วงที่เผชิญปัจจัยลบ

ในมุมของการสื่อสารต่อสาธารณะ ท่าทีนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการประคองตลาดผ่านการเดินทางภายในประเทศ แม้ตลาดต่างชาติบางส่วนจะสะดุดก็ตาม

สงกรานต์เชียงรายยังถูกดันต่อในฐานะเมืองน่าเที่ยว

แม้ภาคเอกชนในเชียงรายจะกังวลกับยอดจองและบรรยากาศสงกรานต์ แต่ฝั่งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวยังเดินหน้าสื่อสารเชิงบวกต่อเนื่อง โดย ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ 10 พิกัดเที่ยวงานสงกรานต์และจุดเล่นน้ำในจังหวัด พร้อมเชิญชวนให้วางแผนการเดินทางต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศจัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” และระบุให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยวของปี 2569

น้ำหนักของข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่การสะท้อนความพยายามของรัฐในการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงความเชื่อมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้ภาคเอกชนจะกำลังรับแรงกดดันจากยอดยกเลิก แต่ภาครัฐยังไม่ถอยจากการโปรโมต และยังพยายามทำให้เชียงรายคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของสงกรานต์ล้านนา

สำหรับคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันคือรอยต่อระหว่าง สัญญาณลบจากตลาดจริง กับ ความพยายามเชิงนโยบายในการรักษาอารมณ์การเดินทางของสังคม ว่าสุดท้ายแล้ว ด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในช่วงก่อนเทศกาล

ภาคเอกชนเชียงรายเสนอรวมพลังทำโปรโมชั่นทั้งเมือง

อีกมิติหนึ่งที่โดดเด่นจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์ คือข้อเสนอให้ภาคเอกชนเชียงรายหยุดคิดแบบต่างคนต่างอยู่ และหันมาร่วมกันทำโปรโมชั่นทั้งเมืองมองว่า หากมีเพียงโรงแรมบางแห่งลดราคา หรือบางร้านอาหารทำโปรโมชันเพียงลำพัง พลังต่อรองและแรงดึงดูดจะไม่มากพอ แต่หากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการหลายกลุ่มร่วมมือกัน ก็อาจสร้างภาพจำใหม่ให้เชียงรายกลายเป็นปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางในช่วงภาวะไม่ปกติ

แนวคิดนี้สอดรับกับท่าทีของ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ที่ระบุว่า ททท. เตรียมพิจารณาโยกงบประมาณราว 5 ถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้นแบบเจาะจงพื้นที่ และมุ่งสร้างสมดุลด้านค่าใช้จ่ายผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม เช่น การลดราคาห้องพักจาก 3,000 บาท เหลือ 2,000 ถึง 2,500 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกันแล้ว คือการพยายามทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมของการเดินทางไม่สูงขึ้นจนคนยอมแพ้ต่อการท่องเที่ยว ถ้าราคาน้ำมันดันต้นทุนขึ้น ก็ต้องหาทางกดต้นทุนส่วนอื่นลงมาชดเชย

ตลาดต่างชาติยังไม่หายทั้งหมด และยังมีสัญญาณบวกบางส่วน

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะรายงานด้านลบ แต่ข้อมูลจาก ททท. ยังมีบางสัญญาณที่ช่วยถ่วงดุลภาพรวมได้ น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า หลังจากตลาดต่างชาติชะลอตัวในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย 628,451 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12,222 คน หรือร้อยละ 1.98 เฉลี่ยวันละ 89,779 คน

ตัวเลขนี้มีความหมายในเชิงการตีความข่าว เพราะสะท้อนว่า แม้ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกห้องพัก แต่ในภาพรวมประเทศ ตลาดต่างชาติยังไม่ถึงขั้นถดถอยพร้อมกันทั้งหมด และยังอาจพอหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยได้ โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และอินเดียตามที่ ททท. ระบุไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงรายและเชียงใหม่ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าตลาดรวมของประเทศจะฟื้นหรือไม่ แต่คือจะดึงตลาดทดแทนเข้าสู่พื้นที่ได้เร็วพอหรือเปล่า ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไปจะผ่านพ้นไป

ภาคการบินยังโตได้ แต่โตช้ากว่าที่เคยคาด

AEROTHAI ประเมินว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในไทยลดลงจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ต้นทุนน้ำมันของสายการบินเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เพียงแต่เป็นการเติบโตที่จำกัด ไม่เกินร้อยละ 3 และต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนเกิดวิกฤต

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ข่าวมีความสมดุล เพราะแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ล้มทั้งกระดาน ทว่าก็เพียงพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น และไม่สามารถใช้สมมติฐานการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

บทสรุปของภาคเหนือในวันที่ต้องประคองทั้งตลาดและความเชื่อมั่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดจากยอดยกเลิกห้องพักที่เพิ่มถึงร้อยละ 30 ขณะที่เชียงรายแม้จะยังไม่มีตัวเลขทางการที่แข็งเท่าเชียงใหม่ แต่เสียงจากภาคธุรกิจชี้ว่า สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นทั้งจากกรุ๊ปทัวร์ที่ยกเลิก การจองล่วงหน้าที่ชะลอ และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวก่อนสงกรานต์

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามตรึงความเชื่อมั่นผ่านการตลาดในประเทศ งานเทศกาล และการผลักดันแคมเปญลดต้นทุนการเดินทาง ส่วนภาคเอกชนก็เริ่มมองหาความร่วมมือใหม่เพื่อดึงคนไทยเข้ามาทดแทนช่องว่างของตลาดต่างชาติ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวของโรงแรมหรือสายการบิน แต่เป็นข่าวของเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบ เพราะทุกการยกเลิกห้องพักหมายถึงรายได้ที่หายไปของคนขับรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผู้ค้าของฝาก และแรงงานภาคบริการอีกจำนวนมาก ในวันที่สงครามอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เชียงใหม่และเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสะเทือนของมันสามารถเดินทางมาถึงเมืองท่องเที่ยวไทยได้เร็วและลึกกว่าที่หลายคนคิด

เจียงฮายอัปเดต Chiang Rai Update : อัปเดตบรรยากาศถนนคนเดินเชียงราย 14 มี.ค.69
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ประชาชาติธุรกิจ : สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงแรมเชียงใหม่ ยอดจองวูบ 30%… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1979422
  • ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่องเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 จำนวน 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท และแนวทางกระตุ้นตลาดในประเทศ ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.
  • ข้อมูลจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI วันที่ 18 มีนาคม 2569 เรื่องเที่ยวบินยกเลิกกว่า 1,000 เที่ยวบินจากผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
  • ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการจัดงานสงกรานต์ทั่วไทย ปี 2569 และการระบุเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทางแต่คือเดิมพันอนาคตเมือง

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเดิมพันอนาคตของเมือง

เชียงราย,19 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังไม่ได้พูดแค่เรื่องสนามบิน แต่กำลังพูดถึงอนาคตของเมืองทั้งระบบ ที่ห้องดอยวาวี โรงแรมเดอะริเวอร์รีบายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย เวทีสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ครั้งที่ 2 อาจดูเหมือนกิจกรรมตามขั้นตอนของโครงการรัฐทั่วไป แต่หากมองให้ลึกกว่าเอกสารประชุมและแบบร่างอาคาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการเปิดฉากสนทนาครั้งสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายจะวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับส่งผู้โดยสารอีกต่อไป หากเป็นทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการท่องเที่ยว และโครงสร้างภาพจำของเมืองในสายตาคนนอกพื้นที่.

ข้อมูลจากเวทีดังกล่าวระบุชัดว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. เดินหน้าโครงการนี้เพื่อยกระดับสนามบินเชียงรายจากขีดความสามารถเดิม 3 ล้านคนต่อปี ไปสู่ 6 ล้านคนต่อปี พร้อมขยายหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงระบบภายในสนามบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต. จุดนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวอีกแล้ว แต่กำลังถูกกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะสนามบินภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเหนือตอนบน

ทำไมเชียงรายต้องขยายตอนนี้ เมื่อขีดความสามารถเดิมเริ่มตึง และการรอเฉยอาจทำให้เมืองเสียจังหวะ

ในทางกายภาพ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อาจยังดูไม่แออัดเท่าสนามบินเมืองใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การรอให้เต็มก่อนขยายไม่ใช่คำตอบของสนามบินยุคใหม่ เพราะเมื่อความต้องการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนเริ่มสะสม การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ปีก็อาจทำให้เมืองสูญเสียโอกาสในระยะยาวได้ ข้อมูลจาก ทอท. ก่อนหน้านี้ระบุชัดว่ามีแผนพัฒนาเชียงรายเพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี และมองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ.

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะเมืองมีทุนพร้อมอยู่แล้วทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม ชายแดน และศักยภาพเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศไม่ขยับ เมืองก็อาจไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในยุคที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึง” และ “ความสะดวก” ของนักเดินทางด้วย ยิ่งในบริบทที่สายการบินและนักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจจากต้นทุน ความพร้อม และศักยภาพขยายตัว สนามบินจึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีวัดอนาคตของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนกลางของโครงการระยะที่ 1 อาคารใหม่ หลุมจอดเพิ่ม และระบบสนับสนุนที่ต้องโตไปพร้อมกัน

รายละเอียดของโครงการระยะที่ 1 ตามข้อมูลสัมมนาระบุว่า งานพัฒนาถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานเขตการบิน งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน และงานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าการขยายครั้งนี้ไม่ได้คิดเพียงอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ แต่เป็นการมองทั้งระบบตั้งแต่การขึ้นลงของเครื่องบินไปจนถึงการไหลเวียนของผู้โดยสาร รถยนต์ และสาธารณูปโภคภายในพื้นที่สนามบิน.

ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ตรงที่สนามบินยุคใหม่ไม่สามารถขยายแบบแยกส่วนได้อีกแล้ว หากเพิ่มผู้โดยสารแต่ไม่เพิ่มหลุมจอด ก็เกิดคอขวดที่ลานจอด หากมีอาคารใหม่แต่ระบบจราจรภายในไม่ดี ก็ย้ายความแออัดจากในอาคารออกไปนอกอาคารแทน ดังนั้น การเพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร 9 หลุม การปรับระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และสาธารณูปโภคภายในสนามบิน จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ “ขยายได้จริง” ไม่ใช่แค่ “สร้างเสร็จ”

รูปลักษณ์อาคารใหม่ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน เพราะภาพแรกของสนามบินคือภาพแรกของเชียงรายในสายตาผู้มาเยือน

จุดที่น่าสนใจมากในเวทีรับฟังความคิดเห็นคือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมมองและเสนอความเห็นต่อรูปลักษณ์ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings โดยแต่ละแนวทางพยายามเชื่อมภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ภาคเหนือในวิธีที่ต่างกัน จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีความเห็นส่งเข้ามาว่าแนวทางที่ 3 หรือ Gateway Wings เป็นรูปแบบที่สื่อพลังของการเดินทางและภาพจำของสนามบินได้ชัดเจนที่สุดในบริบทเมืองเชียงราย

นี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงโครงสร้างใช้งาน แต่เป็น “หน้าตาเมือง” ที่คนจำนวนมากเห็นก่อนสถานที่อื่น หากออกแบบได้ดี อาคารสนามบินจะไม่เป็นเพียงที่ผ่านทาง แต่กลายเป็นประสบการณ์แรกของเมือง แนวคิดอย่าง Woven Eaves ที่หยิบผ้าทอพื้นเมืองและชายคาล้านนามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือ Northern Horizon ที่ตีความภูมิทัศน์ภาคเหนือในเส้นแนวนอน ล้วนสะท้อนความพยายามทำให้สถาปัตยกรรมสื่อถึงเชียงรายมากกว่าอาคารสนามบินมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Gateway Wings ชี้ไปข้างหน้ามากกว่า ด้วยภาพของการโบยบิน การเปิดรับ และความร่วมสมัย ซึ่งตรงกับบทบาทสนามบินในฐานะประตูของเมือง

เชียงรายต้องชนะด้วยเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ชนะด้วยการเลียนแบบสนามบินใหญ่

หากมองให้ไกลกว่าแบบก่อสร้าง สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญคือคำถามสำคัญว่า จะทำให้สนามบินแห่งนี้ “เป็นของเชียงราย” ได้อย่างไร ในวันที่หลายเมืองต่างขยายสนามบินพร้อมกัน หากตอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม สนามบินก็อาจเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้ดีแต่ไร้บุคลิก แต่ถ้าตอบด้วยอัตลักษณ์ของพื้นที่ สนามบินก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองได้ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้โดยสารก้าวลงจากเครื่อง

เชียงรายมีต้นทุนเรื่องนี้มากกว่าหลายเมือง ทั้งงานหัตถกรรม ความเป็นล้านนาร่วมสมัย ชุมชนชาติพันธุ์ ภูเขา แม่น้ำ ศิลปะร่วมสมัย และภาพจำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกับสุขภาพ หากนำทั้งหมดมาถอดเป็นภาษาสถาปัตยกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อสาร พื้นที่ค้าปลีก หรือประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างชัด สนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เป็นเพียงจุดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้เมือง

เพราะสนามบินนี้ต้องตอบเรื่องเมืองให้มากกว่าตอบเรื่องการบิน

หัวใจของข่าวนี้จึงต้องอยู่ที่เชียงรายเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะสนามบินตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เท่านั้น แต่เพราะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาหาคนเชียงรายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว หรือมูลค่าที่ดินและการพัฒนาเมือง หากสนามบินรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น สิ่งที่จะขยับตามมาไม่ใช่แค่เที่ยวบิน แต่คือโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า ผู้ประกอบการท้องถิ่น งานบริการ และการไหลเวียนของคนจากภายนอก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนเชียงรายก็ย่อมมีสิทธิถามกลับเช่นกันว่า เมืองจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างนอกจากตัวเลขผู้โดยสาร เพราะโครงการขนาดใหญ่มักสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งเรื่องจราจร การใช้ที่ดิน เสียงรบกวน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูล การออกแบบที่รับฟังคนในพื้นที่ และการทำให้ผลประโยชน์กระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจริง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของโครงการนี้

เชียงใหม่คือบทเปรียบเทียบที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเมืองพี่ใหญ่ของภาคเหนือกำลังเร่งเครื่องแรงกว่าเดิม

หากจะอธิบายอนาคตของสนามบินเชียงรายให้ชัด จำเป็นต้องวางคู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงใหม่ด้วย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ซึ่งวางให้เชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ และขยายสนามบินเดิมจากรองรับ 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผน “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพงและบ้านธิ ที่ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 24 ล้านคนในอนาคต. มูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนสนามบินชุดใหม่อย่างจริงจัง และเชียงใหม่ถูกวางเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา MICE และการบิน. นี้ไม่ได้แปลว่าเชียงรายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าเชียงรายต้องชัดขึ้นว่าตนเองจะยืนตรงไหน หากเชียงใหม่คือศูนย์กลางขนาดใหญ่ เชียงรายก็อาจต้องชนะในฐานะเมืองประตูเชื่อมลุ่มน้ำโขง เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดนที่เข้าถึงได้เร็วและมีบุคลิกชัดกว่า

ต่างประเทศอยู่ในโจทย์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์แต่ก็สำคัญพอจะบอกว่าเชียงรายกำลังเดินอยู่บนสนามแข่งขันแบบไหน

ในระดับระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในช่วงฟื้นและเติบโต โดย IATA ประเมินว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 ขณะที่สนามบินทั่วโลกกำลังถูกกดดันให้ขยายตัวไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม. กรม Airport Carbon Accreditation ซึ่งเป็นกรอบรับรองการจัดการคาร์บอนของสนามบิน ก็ถูกใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้นในวงการ. นทำให้คำว่า “Northern – Most Sustainability Regional Airport” ของเชียงรายไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่เป็นคำมั่นที่ต้องแปลออกมาเป็นการลงทุนจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ การลดคาร์บอน การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และระบบภาคพื้นดินที่รองรับอนาคตของการบินสะอาดมากขึ้น สำนักงาน ICAO เองก็ผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของการบินระหว่างประเทศผ่านเชื้อเพลิงการบินที่สะอาดขึ้นด้วย. ั้น หากเชียงรายจะใช้คำว่ายั่งยืน ก็ต้องทำให้จับต้องได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ข้อความในเอกสารประชุม

ความหมายที่แท้จริงของสนามบินใหม่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ต้องทำให้เมืองมีคุณภาพขึ้นด้วย

สนามบินที่ดีไม่ควรวัดแค่จำนวนคนผ่าน แต่ควรวัดว่าทำให้เมืองดีขึ้นหรือไม่ หากสนามบินใหม่ทำให้เศรษฐกิจโตแต่เมืองวุ่นวายขึ้น ชุมชนอึดอัดขึ้น และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์มากพอ โครงการก็ย่อมถูกตั้งคำถามเสมอ ตรงกันข้าม หากสนามบินช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ดึงรายได้ใหม่เข้าจังหวัด เปิดทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาด และสร้างภาพจำเชียงรายในฐานะเมืองคุณภาพได้จริง สนามบินนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าตัวเลขงบลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความคิดเห็นในรอบสัมมนาครั้งที่ 2 มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ว่าการพัฒนาสนามบินไม่ควรเป็นเรื่องของวิศวกรหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการเจรจากับอนาคตของเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ใช้งานจริง

เชียงรายกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพัฒนาให้เมืองได้ประโยชน์จริง

เมื่อฟังทั้งข้อมูลจากสัมมนา แผนการลงทุนของ ทอท. และภาพเปรียบเทียบจากเชียงใหม่ จะเห็นชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ สนามบินแม่ฟ้าหลวงระยะที่ 1 ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างตามวงรอบงบประมาณ แต่เป็นเดิมพันระยะยาวว่าเชียงรายจะใช้ประตูทางอากาศแห่งนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแบบมีเอกลักษณ์ได้หรือไม่

หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นมากกว่าสนามบิน มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมเชียงรายเข้ากับการท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจชายแดน การลงทุน และเครือข่ายลุ่มน้ำโขง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ความได้เปรียบของเมืองยังไม่ชัดขึ้นเท่าที่ควร คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่แบบอาคารหรือจำนวนหลุมจอด แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะใช้สนามบินนี้เล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน และทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าโครงการนี้เป็นอนาคตร่วมกันจริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
  • International Air Transport Association หรือ
  • Airport Carbon Accreditation และ Airports Council International.
  • องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ เกี่ยวกับรูปแบบอาคารผู้โดยสารใหม่ 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ลิกโฉมประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงตอนบน ลาวชูสนามบินบ่อแก้ว-ไทยชูรถไฟทางคู่ ปรับฐานทัพโลจิสติกส์เชียงราย

จับตาเกมคมนาคมลุ่มน้ำโขงตอนบน สปป.ลาวเปิดสนามบินสากลบ่อแก้วรับยุทธศาสตร์ใหม่ ขณะที่เชียงรายเร่งต่อราง ต่อเรือ และต่อเศรษฐกิจชายแดน

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — เมื่อจุดเปลี่ยนของลุ่มน้ำโขงไม่ได้เกิดบนถนนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปในห้วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ของเดือนมีนาคม ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนกำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านโครงสร้างพื้นฐาน 3 รูปแบบที่เคลื่อนพร้อมกันอย่างมีนัยยะ คือ การบิน ทางราง และท่าเรือ จากฝั่ง สปป.ลาว สนามบินสากลบ่อแก้วเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 พร้อมประกาศบทบาทการเป็นประตูใหม่ของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและการเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค ขณะที่ฝั่งไทย โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของยังเดินหน้าต่อเนื่อง และในอำเภอเชียงแสนก็เริ่มมีการหารือทั้งเรื่องการขยายบทบาทท่าเรือพาณิชย์และการจัดระเบียบพื้นที่ท่าเรือชายแดนเพื่อรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจและการเดินทางที่หนาแน่นขึ้นในอนาคต

หากมองจากระยะไกล เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นข่าวคนละชิ้น แต่เมื่อวางซ้อนกันในแผนที่ภูมิภาค จะเห็นว่าเส้นทางใหม่ของเศรษฐกิจไม่ได้ถูกออกแบบด้วยถนนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป สนามบินหนึ่งแห่ง รถไฟสายหนึ่งสาย และท่าเรือหนึ่งจุด อาจไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานรายโครงการ หากเป็นเครื่องมือกำหนดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาคในระยะยาว และเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นตรงแนวเชื่อมสามเหลี่ยมทองคำ เชียงของ เชียงแสน และจีนตอนใต้ คมนาคมธรรมดาแต่เป็นยุทธศาสตร์พื้นที่ที่อาจมีผลต่อเชียงรายในอีกหลายปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สนามบินสากลบ่อแก้วไม่ใช่แค่พิธีเปิด แต่คือสัญญาณว่าลาวกำลังเร่งจังหวะด้านการบิน

พิธีเปิดสนามบินสากลบ่อแก้วของ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการยกระดับพื้นที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ให้กลายเป็นจุดรับ–ส่งการเดินทางทางอากาศในเขตสามเหลี่ยมทองคำอย่างเป็นทางการ สำนักข่าวลาว KPL รายงานว่า พิธีเปิดดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรีสะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของแขวงบ่อแก้วและสนามบินเข้าร่วม และระบุว่าสนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำราว 5 กิโลเมตร เป็นสนามบินขนาดกลางตามมาตรฐาน Code 4C รองรับอากาศยานอย่าง Airbus A320 และ Boeing 737 ได้

สิ่งที่ทำให้สนามบินแห่งนี้มีนัยสำคัญต่อภูมิภาคมากกว่าแค่การมีรันเวย์ใหม่ คือรายละเอียดของความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน KPL ระบุว่า สนามบินมีทางขับ 3 เส้น ลานจอดพร้อมหลุมจอด 4 หลุม อาคารผู้โดยสารที่รองรับทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ มี 18 เคาน์เตอร์เช็กอิน 4 ประตูขึ้นเครื่อง และสะพานเทียบเครื่องบิน 2 ชุด โดยในชั่วโมงเร่งด่วนรองรับผู้โดยสารภายในประเทศได้ 250 คน และระหว่างประเทศได้ 384 คน นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ ทั้งเครื่องเอกซเรย์ เครื่องตรวจจับโลหะ อุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด และระบบกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเป็นข้อมูลเชิงเทคนิค แต่ในมุมของเศรษฐกิจชายแดน มันสะท้อนว่า สปป.ลาวไม่ได้เพียงสร้างสนามบินไว้รองรับการเดินทางภายใน หากกำลังออกแบบ “โครงสร้างรองรับการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อสนามบินแห่งนี้ถูกวางไว้ใกล้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และมีรายชื่อเมืองเป้าหมายที่คาดว่าจะเชื่อมต่อทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ ฮานอย โฮจิมินห์ คุนหมิง กวางโจว ฮ่องกง พนมเปญ และเสียมราฐ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสนามบินนี้ถูกมองในฐานะประตูภูมิภาคมากกว่าประตูจังหวัดตั้งแต่วันแรกของการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

แผนพัฒนา 5 ปีของลาวกำลังให้การบินมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจภูมิภาค

อีกจุดที่น่าจับตาคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของลาวระบุว่า สนามบินสากลบ่อแก้วสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศระยะปี 2026–2030 ของ สปป.ลาว ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยของการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศไว้ราว 0.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แม้ตัวเลข 0.8 เปอร์เซ็นต์อาจดูไม่สูงมากในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงนโยบาย นี่คือการระบุอย่างชัดเจนว่าภาคการบินถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเชื่อมต่อภูมิภาคในรอบแผนใหม่ของประเทศ

ในมุมนี้ สนามบินบ่อแก้วจึงไม่ใช่โครงการโดดเดี่ยว แต่เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่ลาวกำลังพยายามยกระดับบทบาทในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อจับคู่กับที่ตั้งใกล้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และการวางเป้าหมายเส้นทางบินเชื่อมเมืองสำคัญในอาเซียนและจีนตอนใต้ สนามบินแห่งนี้จึงมีนัยทางเศรษฐกิจสูงกว่าการรองรับผู้โดยสารท้องถิ่น เพราะมันช่วยย่นเวลาเข้าถึงพื้นที่การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่เคยพึ่งพาถนนและแม่น้ำเป็นหลักมาโดยตลอด

วิทยุการบินไทยเข้าไปมีบทบาทในสนามบินลาว สะท้อนว่าเกมการบินภูมิภาคกำลังซับซ้อนขึ้น

อีกชิ้นส่วนที่ช่วยให้ภาพนี้ชัดขึ้น คือบทบาทของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ บวท. ซึ่งระบุในบริการทางธุรกิจของตนเองว่า ให้บริการบินทดสอบระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศแก่สนามบินทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในลาวด้วย และการให้บริการดังกล่าวต้องเป็นไปตามมาตรฐานของ ICAO เพื่อรับรองความปลอดภัยและความถูกต้องของระบบช่วยการเดินอากาศก่อนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ

ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา ระหว่างวันที่ 9 ถึง 23 มีนาคม 2569 วิทยุการบินฯ ได้ดำเนินโครงการบินทดสอบระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศใน 4 สนามบินของลาว ได้แก่ บ่อแก้ว หนองค้าง ปากเซ และสุวรรณเขต แม้รายละเอียดรายสนามบินของภารกิจรอบนี้ยังไม่พบข่าวประชาสัมพันธ์ทางการฉบับเต็มบนเว็บไซต์สาธารณะของ บวท. ในขณะตรวจสอบ แต่บริการประเภท Flight Inspection ของ บวท. ได้รับการยืนยันชัดจากเว็บไซต์ทางการว่า บริษัทมีขีดความสามารถด้านนี้ และให้บริการแก่ลาวมาแล้วอย่างต่อเนื่องหลายปี

ความหมายของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ไทยไม่ได้เป็นเพียง “เพื่อนบ้านที่มองดู” การยกระดับสนามบินของลาว แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินของภูมิภาคด้วย บทบาทเช่นนี้สะท้อนสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือศักยภาพของไทยในฐานะผู้ส่งออกบริการวิชาชีพด้านการบิน แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าประเทศเพื่อนบ้านกำลังสร้างโครงสร้างรองรับการบินใหม่อย่างจริงจัง จนต้องดึงความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมาร่วมตรวจรับมาตรฐานก่อนใช้งานในระดับสูงขึ้น

หากลาวเร่งสนามบิน ไทยก็เร่งราง และเชียงรายกำลังอยู่ตรงจุดตัดของทั้งสองเกม

ในขณะที่บ่อแก้วกำลังยกระดับบทบาทด้านการบิน ฝั่งไทยเองก็กำลังเดินหมากสำคัญด้วยโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยและเว็บไซต์โครงการระบุว่าเป็นเส้นทางใหม่เพื่อเปิดประตูการค้าชายแดนภาคเหนือเชื่อมลาวและจีนใต้ มีระยะทางรวม 323.1 กิโลเมตร และผ่านจังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย ไปสิ้นสุดที่เชียงของ โครงการนี้จึงไม่ใช่รถไฟสายท้องถิ่นธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อสนับสนุนการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าในระยะยาว

เว็บไซต์โครงการยังระบุอีกว่า เส้นทางนี้มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมสูง เพราะต้องผ่านพื้นที่ภูเขาและมีอุโมงค์ 4 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์สอง อุโมงค์งาว อุโมงค์แม่กา และอุโมงค์ดอยหลวง โดยอุโมงค์งาวมีความยาว 6.211 กิโลเมตร และถูกระบุว่าเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ส่วนอุโมงค์ดอยหลวงในจังหวัดเชียงรายยาว 3.400 กิโลเมตร รายละเอียดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า รถไฟสายนี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นโครงการระดับหมุดหมายของวิศวกรรมระบบรางไทยด้วย

สิ่งที่ต้องจับตาคือ เมื่อโครงข่ายรางสายนี้เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ เชียงรายจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเมืองปลายทางของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่มีแนวโน้มจะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่ายเชิงยุทธศาสตร์” ระหว่างสินค้า คน และโครงข่ายคมนาคมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อปลายทางของเส้นทางอยู่ที่เชียงของ ซึ่งเชื่อมการค้าชายแดนกับลาวและจีนตอนใต้โดยตรง ในภาวะที่ลาวกำลังเร่งสนามบินบ่อแก้วขึ้นมารับการเดินทางอากาศ เส้นทางรถไฟเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของก็ยิ่งมีความสำคัญในฐานะกระดูกสันหลังด้านขนส่งภาคพื้นดินของฝั่งไทย

ความคืบหน้าเกินครึ่งทางทำให้คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “จะสร้างได้ไหม” เป็น “เชียงรายจะเตรียมตัวอย่างไร”

ข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการของการรถไฟฯ ระบุว่า ณ ปี 2569 งานก่อสร้างได้ผ่านช่วงต้นของการเตรียมพื้นที่ไปสู่ช่วงที่เห็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว โดยมีการเผยแพร่ภาพและวิดีโอความก้าวหน้ารายเดือนของทั้ง 3 สัญญาก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง แม้หน้าเว็บสาธารณะไม่ได้แสดงตัวเลขเปอร์เซ็นต์สะสมในรูปข้อความบนทุกหน้า แต่ด้านของ รฟท. ในช่วงปลายปี 2568 ระบุว่าโครงการเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของทั้ง 3 สัญญามีความก้าวหน้าเร็วกว่าแผนงานเฉลี่ย 3 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุภาพรวมเดือนมกราคม 2569 อยู่ราว 53.421 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในระยะที่โครงการเริ่มเปลี่ยนจากนามธรรมไปสู่ความจริงในระดับที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มวางแผนรองรับแล้ว

ตรงนี้เองที่เริ่มมีนัยสำคัญต่อเชียงรายมากกว่าการติดตามความคืบหน้าก่อสร้าง เพราะเมื่อสนามบินบ่อแก้วเปิดก่อน และรถไฟเชียงราย–เชียงของยังเดินหน้าต่อ คำถามสำหรับจังหวัดเชียงรายจึงเปลี่ยนไปทันที จากเดิมที่ถามว่า “โครงการจะเสร็จเมื่อไร” ไปสู่คำถามที่ยากกว่าอย่าง “เมื่อโครงการต่าง ๆ เสร็จแล้ว เมืองจะเชื่อมประโยชน์จากมันได้เต็มที่หรือไม่” หากเชียงรายมีรางแต่ระบบขนส่งต่อเนื่องไม่พร้อม มีท่าเรือแต่ขั้นตอนโลจิสติกส์ไม่ลื่นไหล หรือมีชายแดนแต่พื้นที่เมืองยังติดขัดด้านการจราจร เมืองอาจกลายเป็นเพียงทางผ่านของมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เต็มที่เอง

เชียงแสนเริ่มขยับบทบาทท่าเรือ และนี่อาจเป็นอีกตัวแปรชี้ทิศเศรษฐกิจชายแดน

อีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม คือความเคลื่อนไหวในอำเภอเชียงแสน เมื่อเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนเผยแพร่ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ได้มีการประชุมหารือแนวทางขยายโอกาสทางการค้าของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเพื่อเชื่อมโยงสู่จีนตอนใต้ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านขนส่งสินค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ

แม้การประชุมลักษณะนี้อาจดูเป็นเรื่องทางราชการทั่วไป แต่เมื่อเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการเปิดสนามบินบ่อแก้วและความคืบหน้ารถไฟทางคู่ ก็ทำให้เห็นชัดว่า “เชียงแสน” กำลังถูกขยับกลับมาอยู่ในสมการยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอีกครั้ง โดยเฉพาะในฐานะจุดเชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำกับเส้นทางการค้าจีนตอนใต้ หากการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เดินหน้าอย่างจริงจัง เมืองเชียงแสนอาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองประวัติศาสตร์ริมโขงเท่านั้น แต่จะกลับมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมคน สินค้า และเมืองเศรษฐกิจข้ามพรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนข้อมูลการหารือเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เรื่องการย้ายจุดท่าเรือไทย–ลาวจากบริเวณสามแยกสุดเขตแดนอำเภอเชียงแสนไปยังจุดท่าเรือของการท่าเรือตรงข้ามสถานีตำรวจน้ำ เพื่อคืนพื้นที่การจราจร ปรับภูมิทัศน์เมือง และเน้นความปลอดภัย แม้ยังไม่พบเอกสารประกาศทางการฉบับเต็มในระบบสาธารณะที่เข้าถึงได้ทันที แต่เมื่อวางร่วมกับการประชุมวันที่ 12 มีนาคม ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันว่าเชียงแสนกำลังพยายามจัดระเบียบและขยายศักยภาพพื้นที่หน้าด่านและหน้าท่าให้พร้อมรับปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การแข่งขันรอบใหม่ของลุ่มน้ำโขงไม่ได้วัดกันที่ใครมีโครงการใหญ่กว่า แต่วัดกันที่ใครเชื่อมระบบได้ก่อน

เมื่อมองทั้งภาพรวม จะเห็นว่า สปป.ลาวกำลังยกระดับการเชื่อมต่อทางอากาศผ่านสนามบินบ่อแก้ว ขณะที่ไทยกำลังเร่งต่อโครงข่ายทางรางผ่านรถไฟเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และเชียงแสนก็เริ่มขยับบทบาทด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ชายแดนในเวลาใกล้กัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “สนามบิน” กับ “รถไฟ” หรือ “ท่าเรือ” แยกจากกัน หากเป็นการแข่งขันระดับภูมิภาคว่า ใครจะประกอบโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบเหล่านี้เข้าด้วยกันจนกลายเป็น “เครือข่าย” ที่มีประสิทธิภาพได้ก่อน

ในทางเศรษฐศาสตร์การขนส่ง โครงการที่ยิ่งใหญ่เพียงโครงการเดียวอาจสร้างภาพลักษณ์ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวจริง ๆ คือความต่อเนื่องของระบบ หากลงจากเครื่องบินแล้วเข้าท่าเรือหรือสถานีรถไฟต่อได้ง่าย หากสินค้าลงจากรถไฟแล้วไปท่าเรือหรือลานตู้สินค้าได้รวดเร็ว เมืองนั้นย่อมได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ และนี่คือโจทย์ใหญ่ของเชียงรายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะต่อให้โครงการรถไฟเปิดตามเป้าในปี 2571 จริง แต่หากระบบเชื่อมต่อคนและสินค้าไม่พร้อม จังหวัดอาจยังเสียโอกาสให้โครงข่ายฝั่งเพื่อนบ้านที่ขยับเร็วกว่าบางมิติได้อยู่ดี

เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่ต้องเร่งแปลงโครงการเป็นระบบเศรษฐกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเชียงรายกำลังตกเป็นฝ่ายตามโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม จังหวัดยังมีแต้มต่อสำคัญหลายด้าน ทั้งฐานการค้าชายแดนเดิมผ่านเชียงของและเชียงแสน ศักยภาพด้านท่องเที่ยว วัฒนธรรม และที่สำคัญคือการมีรถไฟทางคู่สายใหม่ซึ่งจะเปลี่ยนสมการโลจิสติกส์ของภาคเหนือเมื่อแล้วเสร็จ เว็บไซต์โครงการของ รฟท. ระบุชัดว่า เส้นทางนี้ถูกวางให้เป็นประตูการค้าชายแดนภาคเหนือเชื่อมลาวและจีนใต้ ซึ่งหมายความว่าในเชิงนโยบาย ไทยเองก็รับรู้บทบาทของเชียงรายในฐานะ Northern Gateway อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้จึงไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางกายภาพของงานก่อสร้าง แต่คือการเตรียม “ระบบรองรับมูลค่าที่จะไหลเข้ามา” เช่น การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีในเมืองเชียงรายให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น การจัดการพื้นที่ท่าเรือเชียงแสนให้สมดุลระหว่างโลจิสติกส์กับเมือง การอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงประโยชน์จากการค้าชายแดน รวมถึงการวางผังเศรษฐกิจที่ไม่ปล่อยให้เชียงรายเป็นเพียงจุดผ่านของสินค้าไปจีนตอนใต้โดยไม่มีมูลค่าเพิ่มตกค้างในพื้นที่

เรื่องอาจไม่ใช่ใครชนะ แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะอ่านเกมทันหรือไม่

ในท้ายที่สุดนี้อาจไม่ได้มีบทสรุปแบบแพ้–ชนะในวันนี้ เพราะสนามบินบ่อแก้วเพิ่งเปิด รถไฟเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของยังไม่แล้วเสร็จเต็มระบบ และทิศทางท่าเรือเชียงแสนยังอยู่ระหว่างการจัดวาง แต่สิ่งที่ชัดขึ้นแล้วคือ ลุ่มน้ำโขงตอนบนกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการแข่งขันเชิงโครงสร้างพื้นฐาน และเชียงรายกำลังอยู่ตรงกลางของเกมนี้พอดี

หากลาวใช้การบินเร่งสร้างบทบาทใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ ไทยก็มีรางและท่าเรือเป็นหมากสำคัญของตนเอง คำถามจึงไม่ใช่ว่าโครงการใดใหญ่กว่ากัน แต่คือใครจะทำให้โครงการเหล่านั้นเชื่อมกันจนกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจจริงได้ก่อน สำหรับเชียงราย เรื่องนี้มีความหมายลึกกว่าคมนาคม เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า จังหวัดจะเป็นเพียง “ทางผ่านของการเติบโต” หรือจะเป็น “ศูนย์กลางที่เก็บเกี่ยวการเติบโต” ได้จริงเพียงใด และนั่นคือโจทย์ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักข่าวลาว KPL เผยแพร่วันที่ 8 มีนาคม 2569
  • วิทยุการบินแห่งประเทศไทยด้านบริการบินทดสอบระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ และการให้บริการแก่ประเทศลาว ใช้อ้างอิงจากเว็บไซต์ธุรกิจของ AEROTHAI และข่าวเดิมของ KPL เกี่ยวกับภารกิจบินทดสอบในลาว
  • ข้อมูลภาพรวมโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ธนพิริยะกางแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 15% เตรียมเปิดอีก 8 สาขา รับเกมค้าปลีกภาคเหนือที่แข่งขันหนัก

ธนพิริยะกางแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เตรียมเปิดอีก 8 สาขา รับเกมค้าปลีกภาคเหนือที่แข่งขันหนักขึ้น

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — จากร้านท้องถิ่นในเชียงรายสู่จังหวะขยายตัวรอบใหม่ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังในการใช้จ่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกจำนวนไม่น้อยยังต้องประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนและการแข่งขัน ธนพิริยะ หรือ TNP กลับเลือกเดินเกมเชิงรุกอีกครั้ง ด้วยการประกาศเป้าหมายรายได้ปี 2569 ให้เติบโต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมวางงบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่อีก 8 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความมั่นใจของผู้บริหารต่อแนวโน้มธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นรายหนึ่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนความแข็งแรงในระดับจังหวัด ให้กลายเป็นเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาคที่มีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดจริง

บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะว่า ผลประกอบการปี 2568 ยังเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยรายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 3,090.94 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 212.57 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าแม้อยู่ในบรรยากาศเศรษฐกิจที่ท้าทาย บริษัทก็ยังรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้ทั้งด้านยอดขายและกำไร ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงยืนยันว่ากิจการยังอยู่ในภาวะขาขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นยังมีพื้นที่เติบโตอยู่ หากสามารถขยายสาขาและบริหารสินค้าได้อย่างแม่นยำพอ

รายได้ทะลุ 3,000 ล้านบาทไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าบริษัทผ่านปียากมาได้

ตัวเลขรายได้ 3,090.94 ล้านบาทในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท เพราะเป็นครั้งแรกที่รายได้ขยับผ่านระดับ 3,000 ล้านบาทอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ ขณะเดียวกัน กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 212.57 ล้านบาท ยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของรายได้ ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้โตจากการเปิดสาขาอย่างเดียว แต่ยังมีประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้นในภาพรวมด้วย ในบริบทธุรกิจค้าปลีก ตัวเลขลักษณะนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการเร่งเปิดสาขา แต่กำไรที่ขยายตัวตามมามักสะท้อนคุณภาพของการบริหารมากกว่าแค่การเติบโตเชิงปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมองย้อนกลับไปจากตัวเลขปี 2567 ที่รายได้อยู่ที่ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าปี 2568 เป็นปีที่บริษัทสามารถรักษาแรงส่งของธุรกิจไว้ได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่การเติบโตแบบฉาบฉวยเพียงรอบเดียว สำหรับผู้อ่านที่ติดตามธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาค ตัวเลขชุดนี้ชวนให้คิดไม่น้อยว่า ในช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังระมัดระวังการจับจ่าย การเติบโตของยอดขายระดับนี้มักสะท้อนว่าบริษัทสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น หรือไม่ก็ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในความถี่ที่มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่แบรนด์ท้องถิ่นจำนวนมากพยายามทำแต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะทำได้สำเร็จ

การเปิดสาขาใหม่ยังเป็นหัวใจของการโต และปี 2569 บริษัทเลือกเร่งเกมต่อ

จากข้อมูลที่เปิดเผยในเดือนมีนาคม 2569 ผู้บริหารบริษัทระบุชัดว่า ปัจจัยสนับสนุนหลักของเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังคงมาจากการเปิดสาขาใหม่เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 8 สาขาในภาคเหนือ ใช้งบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อความนี้มีความสำคัญเพราะบอกให้เห็นว่า ธนพิริยะยังวาง “การขยายสาขา” เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางไปเน้นเพียงการประคองกำไรหรือรักษาฐานรายได้เดิมเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาว่า ณ ข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีสาขารวม 56 แห่ง แบ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต 55 แห่ง และศูนย์ค้าส่ง 1 แห่ง การเพิ่มอีก 8 สาขาในปีเดียวจึงไม่ใช่การขยับเล็กน้อย แต่เป็นการเร่งจังหวะขยายเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ หากทำได้ตามแผนจริง จำนวนสาขาจะขยับขึ้นอีกขั้นในเวลาอันสั้น และยิ่งทำให้บริษัทมีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดค้าปลีกระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีหลัง

สาขาใหม่ในปี 2568 คือฐานส่งต่อสู่ปี 2569 และสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่เชียงราย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ระบุว่า ปี 2568 บริษัทเปิดสาขาใหม่ 6 แห่ง ได้แก่ สาขาดอยหลวง สาขาแม่จัน 2 สาขาหนองบัวแดง ในจังหวัดเชียงราย และสาขาเจดีย์แม่ครัว สาขาสันทรายน้อย และสาขาแม่คือ ในจังหวัดเชียงใหม่ การขยายในลักษณะนี้สะท้อนว่าธนพิริยะไม่ได้ยึดโยงอยู่กับฐานเดิมในเชียงรายเพียงจังหวัดเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวออกไปวางน้ำหนักในจังหวัดเศรษฐกิจใกล้เคียงมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงใหม่ซึ่งเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองการศึกษา และสนามแข่งขันสำคัญของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของบริษัทเองยังเผยแพร่ข้อมูลการเปิด “สาขาแม่นาเรือ” จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุว่าเป็นสาขาที่ 59 ของบริษัท และรับบริการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย รายละเอียดนี้ช่วยยืนยันได้อีกชั้นว่า แผนการขยายสาขาในปี 2569 เริ่มเดินหน้าแล้วจริง และการเติบโตของเครือข่ายร้านไม่ได้อยู่ในรูปแบบการประกาศเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่กำลังลงไปสู่พื้นที่ขายจริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

ในวันที่ค้าปลีกแข่งขันหนัก ความเร็วและความใกล้ลูกค้าคือเดิมพันสำคัญ

คำให้สัมภาษณ์ของเภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ TNP ที่เผยแพร่ผ่านสื่อธุรกิจ ระบุชัดว่าปี 2569 ยังเป็นปีที่ “ท้าทาย” และบริษัทมองเห็นแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกตอบโจทย์นี้ด้วยการขยายสาขา เดินกลยุทธ์การตลาดที่เร็วขึ้น และใช้การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล มุมมองนี้มีความสำคัญเพราะชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารไม่ได้ประเมินสถานการณ์อย่างประมาท ตรงกันข้าม บริษัทกำลังยอมรับก่อนว่าปีนี้ไม่ง่าย แล้วจึงตอบโต้ด้วยการเร่งเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้นและไวขึ้นกว่าเดิม

ในเชิงธุรกิจค้าปลีก การขยายสาขาไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่ขาย แต่คือการแย่ง “ความใกล้” กับลูกค้าในชีวิตประจำวัน ใครอยู่ใกล้กว่า เดินทางสะดวกกว่า และตอบสนองความต้องการได้ตรงกว่า ย่อมมีโอกาสรักษายอดซื้อประจำได้มากกว่า ดังนั้น การที่ TNP ยังเลือกเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 8 แห่งในช่วงที่หลายธุรกิจระวังการลงทุน สะท้อนว่าบริษัทเชื่อมั่นในโมเดลการค้าปลีกที่อาศัยความครอบคลุมของพื้นที่เป็นกลไกสร้างรายได้ และมองว่าความใกล้ชิดกับชุมชนยังเป็นข้อได้เปรียบที่มีค่าในเกมค้าปลีกยุคนี้

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังเดินคู่กับการขยายธุรกิจ

อีกมิติสำหรับนักลงทุน คือแม้บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาและใช้งบลงทุนต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการยังมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 รวมในอัตรา 0.105 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น และคงเหลือจ่ายอีก 0.055 บาทต่อหุ้น วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12 มีนาคม 2569 และวันจ่ายเงินปันผลคือ 22 พฤษภาคม 2569 หากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามขั้นตอน ข้อมูลนี้ปรากฏชัดบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ และในหน้าสิทธิประโยชน์ของหลักทรัพย์ TNP ด้วย

สำหรับผู้อ่านเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเงินปันผล เพราะสะท้อนว่าบริษัทพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “การตอบแทนผู้ถือหุ้น” ไปพร้อมกัน กล่าวอีกแบบคือ บริษัทไม่ได้เร่งลงทุนจนละทิ้งผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิม และก็ไม่ได้หยุดขยายตัวเพียงเพื่อรักษาเงินสดไว้เฉย ๆ สัดส่วนเงินปันผลที่คณะกรรมการเสนอสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ยังคิดเป็น 41.14 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการตามที่บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเงินปันผลของบริษัทเอง

แบรนด์ค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายกำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ธนพิริยะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเติบโต จากเดิมที่เป็นผู้เล่นแข็งแรงในพื้นที่เฉพาะจังหวัด สู่การเป็นเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่นที่มีสเกลมากพอจะถูกจับตาในระดับภูมิภาค ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ระบุว่าบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่รวมอาหารสด และมีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นั่นหมายความว่าการเติบโตของบริษัทไม่ได้เกิดจากการถือครองเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เกิดจากการค่อย ๆ ขยายฐานจากเมืองรองขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาค

ความสำคัญนี้จึงไม่ได้อยู่ที่บริษัทมีกำไรเพิ่มหรือเปิดสาขาใหม่เท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามว่า ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายจะสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้เพียงใด เมื่อสมรภูมิการแข่งขันในภาคเหนือยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกปี เป้าหมายรายได้โต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 จึงไม่ใช่ตัวเลขสวยงามสำหรับการสื่อสารนักลงทุนอย่างเดียว แต่เป็นคำประกาศว่าบริษัทพร้อมทดสอบศักยภาพตัวเองในตลาดที่ไม่ง่ายอีกต่อไป และจะใช้ปีนี้เป็นเวทีพิสูจน์ว่าร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่ยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจและคู่แข่งรายใหญ่

บทสรุปของปีที่ไม่ง่าย แต่ยังเห็นภาพชัดว่าบริษัทเลือกเดินหน้า

หากต้องสรุปความหมายของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ในประโยคเดียว คงต้องบอกว่า TNP กำลังเลือก “เดินหน้า” มากกว่า “ตั้งรับ” ในปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังลังเล รายได้ปี 2568 ที่ทะลุ 3,000 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ขยายตัวต่อเนื่อง สาขารวม 56 แห่ง และแผนเปิดอีก 8 แห่งด้วยงบประมาณ 130 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่าผู้บริหารมองเห็นโอกาสมากพอจะเร่งเครื่องต่อ พร้อมกันนั้น การเสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.105 บาทต่อหุ้นก็ช่วยยืนยันว่าบริษัทต้องการส่งสารถึงผู้ถือหุ้นว่า การเติบโตครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบการเงินที่มีวินัยและการตอบแทนที่ต่อเนื่อง

สำหรับภาคเหนือ เศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยว่า แบรนด์จากภูมิภาคยังคงมีบทบาท และยังสามารถสร้างเรื่องราวการเติบโตของตนเองได้ หากมีกลยุทธ์ที่ชัด พื้นที่ที่แม่นยำ และความเข้าใจผู้บริโภคที่ลึกพอ ในวันที่กำลังซื้อยังไม่เต็มที่และการแข่งขันยังไม่ผ่อนแรง ธนพิริยะจึงกำลังเดิมพันครั้งใหม่บนคำถามสำคัญข้อเดิมว่า ความใกล้ชุมชน ความเร็วในการขยายตัว และความสามารถในการรักษากำไร จะพาบริษัทไปได้ไกลแค่ไหนในปี 2569 และหลังจากนั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมโยธาฯ รุกรับฟังความเห็น 7 โครงการยักษ์เชียงราย มุ่งสร้างวงแหวนคุณภาพชีวิตและเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

กรมโยธาฯ ขยับเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์ด้วย 7 โครงการใหญ่

เชียงราย,วันที่ 13 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง เตรียมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ชุดใหม่ในจังหวัด แต่เพราะรูปแบบของโครงการครั้งนี้ชี้ชัดว่ารัฐกำลังมองเชียงรายมากกว่าเมืองท่องเที่ยวชายแดนหรือจังหวัดปลายทางทางวัฒนธรรม หากกำลังมองให้เป็นเมืองที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมืองสุขภาวะ เมืองสิ่งแวดล้อม และฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนือตอนบน ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ภาครัฐได้สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีการคัดเลือก 7 โครงการหลัก เพื่อผลักการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่จัน โดยวงเงินที่ประกาศต่อสาธารณะอยู่ในระดับ มากกว่า 1,000 ล้านบาท และยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ไม่ใช่การเริ่มก่อสร้างทันที ความต่างจึงอยู่ตรงนี้ โครงการชุดนี้ยังเป็น “แบบร่างอนาคต” ที่ประชาชนมีสิทธิเข้าไปกำหนดทิศทางได้จริง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่แค่อาคาร ถนน หรือภูมิทัศน์ใหม่ แต่คือคำถามว่าเชียงรายจะโตแบบไหน โตเพื่อใคร และโตโดยไม่ทิ้งต้นทุนธรรมชาติและชุมชนดั้งเดิมไว้ข้างหลังได้หรือไม่

ภาพรวมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 12 มีนาคม 2569

เวทีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีความสำคัญเพราะเป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบรายละเอียดของโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ระยะที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน และมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดก่อนเดินไปสู่ขั้นก่อสร้างในอนาคต ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการยังไม่ได้ถูกปิดล็อกในทางเทคนิคเสียทั้งหมด แต่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากเสียงของพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่อง “รัฐทุ่มงบ” เพียงด้านเดียว หากเป็นเรื่องของ การจัดสมดุลระหว่างวิศวกรรม เมือง และสังคม ด้วย ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูเวทีประชาสัมพันธ์โครงการเมื่อ 26 มีนาคม 2568 จะเห็นว่ารัฐได้วางฐานเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยประกาศเป้าหมายให้โครงการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และรองรับความเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เวทีล่าสุดจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นจุดที่ภาพใหญ่เริ่มถูกแปลงเป็นรายละเอียดเชิงพื้นที่อย่างจับต้องได้มากขึ้น

ใครอยู่ในห้องประชุม และเหตุใดเวทีนี้จึงสำคัญ

รายละเอียดที่หน่วยงานภาครัฐเผยแพร่ทำให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโยธาเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้แทนชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่เป้าหมาย วิธีคิดลักษณะนี้สะท้อนแนวทางพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ไม่พอใจกับการออกแบบจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เพราะโครงการจำนวนมากในอดีตสะดุดตรงที่สร้างเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของคนในพื้นที่ การเปิดเวทีรับฟังตั้งแต่ขั้นออกแบบจึงเป็นเสมือนด่านแรกของความชอบธรรม หากชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ ป่าตึง หรือจันจว้ารู้สึกว่าโครงการเป็นของเขาเอง โอกาสที่โครงการจะถูกใช้งาน ดูแลต่อ และต่อยอดรายได้ในระยะยาวย่อมสูงขึ้นกว่าโครงการที่ถูกมองว่าเป็นเพียงงานก่อสร้างของรัฐ ข้อนี้ยังสอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐในปี 2568 ที่ระบุชัดว่าโครงการเปิดรับความคิดเห็นเพื่อชี้แจงพื้นที่ดำเนินการ ระยะเร่งด่วน และระยะกลาง พร้อมรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ นัยสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เวที” ไม่ใช่พิธีกรรมประกอบโครงการ แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเกิดการมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

กรอบยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบน 2 ที่เชียงรายต้องแบกรับ

พบว่าเชียงรายไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกวางไว้ในกรอบ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยมีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค ทั้งยังเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาษานโยบายอาจฟังดูเป็นทางการ แต่เมื่อแปลให้ง่ายลง ความหมายก็คือ รัฐกำลังมองเชียงรายเป็น “โหนด” ที่ต้องรับทั้งการเติบโตจากการท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายคน การบริการสุขภาพเชิงพักผ่อน และแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองพร้อมกัน ขณะที่แผนพัฒนาจังหวัดเชียงรายและเอกสารกรอบพัฒนาภาคเหนือระบุแนวคิดสำคัญเรื่อง ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน จึงไม่แปลกที่โครงการชุดนี้ไม่ได้เลือกลงทุนแบบกระจายบาง ๆ ไปทั่วจังหวัด แต่เลือกวางหมุดในพื้นที่ที่มีศักยภาพจะเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ชุมชน และระบบนิเวศเข้าด้วยกันได้มากที่สุด ความหมายอีกชั้นคือ เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าจะเปลี่ยนทรัพยากรเดิม เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมน้ำกก และพื้นที่สาธารณะชุมชน ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงคุณภาพได้จริงเพียงใด

 

บทบาทเชียงรายในพื้นที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ความได้เปรียบของเชียงรายอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเชื่อมทั้งมิติชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว แต่ความได้เปรียบจะไม่เกิดมูลค่าเองหากเมืองไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ข่าวประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในปี 2568 ใช้ถ้อยคำชัดเจนว่าโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป และรองรับความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออ่านควบคู่กับแผนพัฒนาภาคเหนือ จะเห็นว่าเชียงรายถูกคาดหวังให้เป็นมากกว่า “เมืองผ่าน” ของนักท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดน แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างประสบการณ์และมูลค่าเพิ่มในตัวเองได้ด้วย นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมโครงการที่ถูกหยิบขึ้นมาจึงไม่ได้อยู่ในเขตศูนย์ราชการเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังพื้นที่ที่สามารถต่อยอดกิจกรรมสุขภาพ การพักผ่อน พื้นที่สีเขียว และทุนวัฒนธรรมได้พร้อมกัน หากทำสำเร็จ เชียงรายจะมีฐานรับรายได้ที่หลากหลายขึ้น แต่หากทำไม่สำเร็จ เมืองก็อาจได้เพียงสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่ไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริงของคนในพื้นที่

แนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มักถูกใช้จนดูเลื่อนลอย แต่ในบริบทของเชียงราย คำนี้มีน้ำหนักเชิงพื้นที่ชัดเจนมาก เพราะสิ่งที่จังหวัดมีอยู่แล้วคือทุนวัฒนธรรมล้านนา ทุนธรรมชาติ ทุนภูมิประเทศ และภาพจำของเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดน เมื่อรัฐประกาศว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสร้างอะไรเพิ่ม แต่คือจะสร้างอย่างไรไม่ให้พื้นที่สูญเสียความเป็นเชียงรายไปเอง ประเด็นนี้ทำให้การออกแบบโครงการในย่านรอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้า มีความหมายทางนโยบายมากกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะแต่ละพื้นที่เป็นต้นทุนคนละแบบ รอบเวียงสะท้อนการขยายเมือง บ้านดู่สะท้อนศักยภาพบริการและสุขภาวะ แม่จันและจันจว้าสะท้อนการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ น้ำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น หากออกแบบดี โครงการจะเป็นตัวแปลทุนเดิมของเชียงรายให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ แต่หากออกแบบผิด โครงการก็อาจทำให้เมืองเหมือนเมืองอื่นและสูญเสียความต่างซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เสียเอง

จากเวทีประชาสัมพันธ์ปี 2568 สู่เวทีรับฟังปี 2569

เมื่อเทียบเวทีประชาสัมพันธ์ในปี 2568 กับเวทีรับฟังความคิดเห็นในปี 2569 จะเห็นพัฒนาการของโครงการอย่างน่าสนใจ ปี 2568 เป็นจังหวะของการประกาศกรอบพื้นที่เป้าหมาย โครงสร้างการดำเนินงาน และรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปี 2569 เป็นจังหวะที่รัฐนำ “แบบร่าง” ที่ผ่านการศึกษาแล้วกลับมาวางบนโต๊ะให้สังคมช่วยอ่านอีกครั้ง นี่เป็นความต่างที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะในเชิงคำว่า “เดินหน้า” มักทำให้คนเข้าใจว่าโครงการพร้อมก่อสร้างทันที แต่ในข้อเท็จจริง โครงการชุดนี้ยังอยู่ในขั้น รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแบบและตรวจสอบความเหมาะสม ซึ่งหมายความว่าชุมชนยังมีพื้นที่ต่อรองในประเด็นการใช้ที่ดิน การเชื่อมทางสัญจร ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบอาคาร และลำดับความสำคัญของการลงทุน นอกจากนั้น ภาครัฐยังระบุชัดว่าการดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ จำกัด และ ฟูลสเกล โซลูชั่น จำกัด ทำให้เห็นว่าโครงการกำลังถูกขับเคลื่อนผ่านกระบวนการเทคนิคจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบายแบบกว้าง ๆ เท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้การรายงานต้องระวังอย่างยิ่งในการแยก “สิ่งที่ยืนยันแล้ว” ออกจาก “สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น”

สองกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย

ภาพรวมของพื้นที่เป้าหมายถูกจัดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ อย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ ชุมชนเมืองเชียงราย ครอบคลุม 7 อปท. ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลท่าสาย องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก และองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง ส่วนกลุ่มที่สองคือ ชุมชนแม่จัน ครอบคลุม 8 อปท. ได้แก่ เทศบาลตำบลจันจว้า เทศบาลตำบลแม่จัน เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลป่าซาง เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่จัน และองค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย การแบ่งแบบนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองเชียงรายด้วยเส้นเขตปกครองอย่างเดียว แต่กำลังอ่านเมืองผ่าน “กลุ่มพื้นที่การทำงานจริง” ที่เชื่อมกันด้วยการใช้ชีวิต การเดินทาง การท่องเที่ยว และทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้พื้นที่รอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้าไม่ได้เป็นจุดแยกขาดจากกัน หากเป็นเครือข่ายพื้นที่ที่ต้องออกแบบให้เสริมกัน หากเมืองชั้นในดีแต่พื้นที่รอบนอกไม่พร้อม เมืองก็ไปต่อยาก แต่หากพื้นที่รอบนอกมีแหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่พักผ่อนคุณภาพดี เมืองชั้นในก็จะเบาความหนาแน่นลงและกระจายรายได้ออกจากศูนย์กลางได้มากขึ้น

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงราย

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนโจทย์คลาสสิกของเมืองกำลังโต นั่นคือจะทำอย่างไรให้การขยายตัวไม่กินคุณภาพชีวิตของผู้คนจนหมด พื้นที่อย่างรอบเวียง บ้านดู่ และริมกกจึงไม่ใช่เพียงชื่อในแผน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องรับภาระทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การเดินทาง การพักผ่อน และการท่องเที่ยวพร้อมกัน เมื่อมีการหยิบพื้นที่ชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และย่านบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้นขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการเดียวกัน ภาพที่เห็นชัดคือรัฐกำลังพยายามสร้าง “วงแหวนคุณภาพชีวิต” รอบเมืองหลัก มากกว่าจะอัดงบไว้ตรงแกนกลางเมืองเพียงจุดเดียว วิธีคิดนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์จริง หากการออกแบบเชื่อมกันได้ทั้งพื้นที่สาธารณะ สุขภาวะ ระบบระบายน้ำ และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะความน่าอยู่ของเมืองไม่เคยเกิดจากสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการที่แต่ละย่านมีบทบาทและคุณภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มชุมชนแม่จัน

ด้านกลุ่มชุมชนแม่จัน โครงสร้างโจทย์แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เริ่มจากแรงกดดันของเมืองขยายตัวเท่ากับเริ่มจาก ทรัพยากรท้องถิ่น ที่ยังมีช่องให้ต่อยอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนป่าตึงหรือหนองมโนราห์ การเลือกพื้นที่ฝั่งแม่จันเข้ามาในชุดโครงการระยะนี้จึงน่าสนใจ เพราะแปลว่าโครงการไม่ได้มุ่งทำให้เมืองเชียงรายสวยขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังทดลองสร้างจุดเติบโตใหม่ในระดับอำเภอ โดยอาศัยแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นฐาน ข้อดีของแนวทางนี้คือช่วยกระจายผลประโยชน์ออกจากเมืองหลัก แต่ข้อท้าทายก็ชัดไม่แพ้กัน เพราะพื้นที่ประเภทนี้เปราะบางกว่าพื้นที่เมือง ทั้งในมิติระบบนิเวศ ความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชน และความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งเร็วกว่าความพร้อมในการจัดการ หากโครงการพัฒนาแม่จันทำได้สมดุล เมืองจะไม่ได้เพียงจุดเช็กอินใหม่ แต่จะได้โมเดลพัฒนาชนบทเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องเลียนแบบเมืองใหญ่

งบกว่าพันล้านกับ 7 โครงการที่ถูกวางเป็นแกนหลัก

ภาพรวมของโครงการที่รัฐสื่อสารต่อสาธารณะ สามารถสรุปให้เห็นชัดได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเด็น

ข้อมูลที่ยืนยันได้

เวทีล่าสุด

ประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 วันที่ 12 มีนาคม 2569

สถานะโครงการ

อยู่ในขั้นศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด

ขนาดการลงทุน

มากกว่า 1,000 ล้านบาท

จำนวนโครงการ

7 โครงการ

โครงสร้างพื้นที่

2 กลุ่มพื้นที่เป้าหมาย รวม 15 อปท.

หน่วยงานหลัก

กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับจังหวัดเชียงราย

ที่ปรึกษา

ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ และ ฟูลสเกล โซลูชั่น

 

ตารางนี้ทำให้เห็น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระจายงบประมาณ หากเป็นการวางระบบโครงการที่มีทั้ง ระยะเร่งด่วน และ ระยะกลาง ภายใต้พื้นที่สองกลุ่มใหญ่ และแม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังต้องรอแบบสุดท้าย แต่รายชื่อพื้นที่ที่ถูกหยิบขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการก็พอจะบอกทิศทางได้แล้วว่า รัฐต้องการจับทั้งเรื่องพื้นที่สาธารณะ เมืองสุขภาวะ น้ำพุร้อน สนามกีฬา ริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ในชุดยุทธศาสตร์เดียวกัน ซึ่งเป็นการมอง “เมือง” แบบกว้างกว่างานก่อสร้างรายจุดอย่างชัดเจน

โครงการระยะเร่งด่วน

โครงการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ระยะเร่งด่วน คือการพัฒนาบริเวณ ชุมชนฮ่องลี่ ชุมชนป่างิ้ว และบ้านป่างิ้ว ในตำบลรอบเวียง ซึ่งในภาครัฐและข้อมูลการประชุมก่อนหน้าเชื่อมโยงกับพื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ การที่พื้นที่นี้ถูกจัดเป็นโครงการเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรอบเวียงเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างชุมชนเดิมกับการขยายตัวของเมืองเชียงราย การลงมือที่จุดนี้ก่อน เท่ากับรัฐกำลังเลือกเริ่มจาก “พื้นที่ที่คนใช้จริง” และมีศักยภาพจะมองเห็นผลเชิงคุณภาพชีวิตได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ครอบครัว หรือการจัดระเบียบภูมิทัศน์ชุมชน หากทำดี โครงการลักษณะนี้มักให้ผลเชิงความรู้สึกกับเมืองเร็วกว่าโครงการคอนกรีตขนาดใหญ่ เพราะประชาชนสัมผัสได้ทันทีว่าเมืองมีพื้นที่หายใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ เดินทางสะดวกขึ้นหรือไม่ และการเติบโตของเมืองยังเหลือที่ว่างให้คนธรรมดาได้ใช้ชีวิตหรือไม่

โครงการระยะกลาง

ในส่วนของ โครงการระยะกลาง ภาพรวมจากการประชาสัมพันธ์ชี้ว่ามีการกระจายเป้าหมายไปยังหลายจุดสำคัญ ได้แก่ บ้านดู่บริเวณน้ำพุร้อนโป่งพระบาท พื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ ชุมชนบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้น บริเวณน้ำพุร้อนป่าตึง และชุมชนจันจว้าบริเวณหนองมโนราห์ การกระจายแบบนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้หวังผลเพียงการปรับภูมิทัศน์ แต่กำลังวางองค์ประกอบของเมืองคุณภาพหลายแบบให้ทำงานร่วมกัน บ้านดู่ถูกอ่านในฐานะพื้นที่สุขภาพและกิจกรรมเมือง ริมกกถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุมชนและการพักผ่อน แม่จันถูกอ่านในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่จัดการน้ำ ส่วนหนองมโนราห์ถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพทางวัฒนธรรมและนันทนาการ นี่ทำให้โครงการทั้งชุดดูคล้ายการต่อจิ๊กซอว์เมืองมากกว่าการกระจายงบแบบแยกส่วน ซึ่งหากต่อกันติด ผลที่ได้อาจไม่ใช่เพียงแลนด์สเคปใหม่ แต่คือเครือข่ายพื้นที่คุณภาพที่ดันภาพรวมของเชียงรายขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

วิเคราะห์พื้นที่รอบเวียงในฐานะจุดเริ่มต้นของการขยายเมืองอย่างมีคุณภาพ

รอบเวียงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของโครงการชุดนี้ เพราะมันอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เมืองเดิม” กับ “เมืองที่กำลังจะขยาย” พื้นที่ประเภทนี้มักเป็นแนวหน้าแห่งความเปลี่ยนแปลงเสมอ หากจัดการดีจะกลายเป็นพื้นที่คุณภาพที่ช่วยลดแรงกดดันจากศูนย์กลางเมือง แต่หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นพื้นที่กระจัดกระจาย ไร้เอกลักษณ์ และรับภาระน้ำเสีย น้ำท่วม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดสมดุล การที่ภาครัฐหยิบชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว และบ้านป่างิ้วขึ้นมาเป็นแกนของโครงการเร่งด่วน จึงตีความได้ว่าเมืองเชียงรายกำลังพยายามสร้าง “พื้นที่สาธารณะคุณภาพ” ให้เป็นตัวตั้งของการพัฒนา มากกว่าปล่อยให้โครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการใช้ที่ดินเฉพาะกิจนำเมืองไปก่อน จุดนี้สอดคล้องกับทิศทางสิ่งแวดล้อมของจังหวัดที่เพิ่งประกาศเดินหน้าสู่ เมืองคาร์บอนต่ำ และเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับพื้นที่ หากมองให้ลึกกว่างานภูมิทัศน์ โครงการรอบเวียงจึงเป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะใช้พื้นที่สาธารณะเป็นเครื่องมือจัดระเบียบการเติบโตของเมืองได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงสร้างสวนให้สวยขึ้นชั่วคราว แต่ต้องทำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพชีวิตที่ทำงานทุกวันกับคนเชียงรายจริง ๆ

วิเคราะห์บ้านดู่กับการยกระดับน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและพื้นที่กิจกรรมเมือง

บ้านดู่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะในมุมหนึ่งมันเป็นพื้นที่เมืองที่เข้าถึงง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็มีทรัพยากรธรรมชาติที่ต่อยอดเป็นบริการสุขภาวะได้จริง ข้อมูลจาก เทศบาลตำบลบ้านดู่ ระบุว่า น้ำพุร้อนโป่งพระบาท มีห้องแช่น้ำแร่ขนาดเล็ก 15 ห้อง แยกเป็นอาคารหลังเล็ก 6 ห้อง และอาคารหลังใหญ่ 9 ห้อง รวมทั้งห้องขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 2 ห้อง มีสระว่ายน้ำน้ำแร่ 1 สระ สระแช่เท้า 3 สระ และอาคารนวดแผนไทยเปิดบริการทุกวัน โครงสร้างพื้นฐานเดิมแบบนี้มีความหมายมากในเชิงนโยบาย เพราะแปลว่าพื้นที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มี “ฐานบริการ” อยู่แล้ว การพัฒนาในระยะต่อไปจึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบสร้างใหม่ทั้งหมด หากควรคิดเรื่องมาตรฐาน ประสบการณ์ผู้ใช้ การเชื่อมโยงกับการเดินทาง และการจัดภาพลักษณ์พื้นที่ให้สอดคล้องกับทิศทาง wellness มากขึ้น ขณะเดียวกัน การมีโครงการพัฒนาพื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ควบคู่กัน ยังส่งสัญญาณว่ารัฐกำลังอ่านบ้านดู่เป็น “ย่านสุขภาวะ” มากกว่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวเฉพาะกิจ หากสองส่วนนี้เชื่อมกันดี บ้านดู่มีโอกาสพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งนักท่องเที่ยวฤดูกาลเดียวอย่างชัดเจน

วิเคราะห์แม่จัน ป่าตึง และหนองมโนราห์ในมิติท่องเที่ยวควบคู่ทรัพยากรน้ำ

หากบ้านดู่สะท้อนโมเดลการยกระดับพื้นที่ที่มีฐานบริการพร้อมอยู่แล้ว ฝั่งแม่จันสะท้อนโมเดลอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ชุมชนเป็นฐาน แล้วค่อยต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐานอย่างระมัดระวัง น้ำพุร้อนป่าตึง ตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังพัฒนาและมีทั้งลานน้ำพุร้อนธรรมชาติ อาคารอาบน้ำแร่ ห้องวีไอพี บ่อแช่เท้า และบริการนวดแผนไทย โดยตั้งอยู่ห่างจากอำเภอแม่จันประมาณ 8 กิโลเมตร ขณะที่ฝั่ง หนองมโนราห์ มีสัญญาณการพัฒนาต่อเนื่องจากระดับท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ทั้งการอนุรักษ์การประมงพื้นบ้าน การปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะ และการผลักดันให้เป็นต้นแบบการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อสองพื้นที่นี้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในโครงการระดับจังหวัดพร้อมกัน ภาพของแม่จันจึงเปลี่ยนจากพื้นที่ชานเมืองหรืออำเภอรอง ไปสู่พื้นที่ที่อาจมีบทบาททั้งด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การจัดการน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการสร้างรายได้ชุมชน ในเวลาเดียวกัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนมาเที่ยวมากขึ้น แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากรที่ทำให้คนอยากมาเที่ยวตั้งแต่แรกด้วย

ความหมายของโครงการต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

เหตุผลที่โครงการชุดนี้น่าจับตา ไม่ได้อยู่เพียงขนาดงบประมาณ แต่อยู่ตรงที่มันพยายามเชื่อม สามเรื่องใหญ่ เข้าด้วยกันในครั้งเดียว เรื่องแรกคือเศรษฐกิจ เพราะทั้งน้ำพุร้อน พื้นที่สาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่ริมน้ำ ล้วนเป็นต้นทุนที่ต่อยอดเป็นการใช้จ่าย การจ้างงาน และกิจกรรมบริการได้ เรื่องที่สองคือสิ่งแวดล้อม เพราะเชียงรายเพิ่งเดินหน้ากลไกจังหวัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประกาศว่าเป็น 1 ใน 17 จังหวัด ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมทั้งมีทิศทางเพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการขยะ และลดผลกระทบจากภาคขนส่ง เรื่องที่สามคือคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนวัดได้โดยตรงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการมีสวนสาธารณะใกล้บ้าน การมีแหล่งพักผ่อนที่ได้มาตรฐาน การมีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการมีภูมิทัศน์ชุมชนที่เป็นระเบียบขึ้น นอกจากนั้น เชียงรายยังมีแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วง พ.ศ. 2569–2571 อยู่แล้ว โครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองแยกขาดจากวาระสิ่งแวดล้อมของจังหวัด หากต้องอ่านคู่กันในฐานะความพยายามจัดระเบียบการเติบโตของเมืองให้รับมือทั้งเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและท้องถิ่นควรถามต่อจากนี้

แม้ภาพรวมของโครงการจะดูมีทิศทาง แต่คำถามสำคัญยังเหลืออีกมาก และนั่นคือหน้าที่ของสาธารณะในการติดตามต่อจากนี้ คำถามแรกคือ แบบรายละเอียดสุดท้ายจะรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะน้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ และชุมชนเก่า ไม่ควรถูกทำให้เหมือนพื้นที่ท่องเที่ยวสำเร็จรูปทั่วไป คำถามที่สองคือ การเชื่อมต่อระหว่างโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะโครงการที่ดีรายจุดอาจไม่ให้ผลมากนัก หากไม่เชื่อมเป็นเครือข่ายการเดินทาง การใช้งาน และการตลาดเมือง คำถามที่สามคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลหลังสร้างเสร็จ เนื่องจากพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อมีงบดูแล การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง อีกคำถามที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างป่าตึงกับหนองมโนราห์ เพราะโครงการที่ดีต้องเพิ่มคุณค่าพื้นที่ ไม่ใช่ลดทอนความเปราะบางทางนิเวศในระยะยาว หากสังคมเชียงรายถามคำถามเหล่านี้ให้หนักพอ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะไม่จบลงแค่ในห้องประชุม แต่จะกลายเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้โครงการเดินหน้าอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

บทสรุป

การขับเคลื่อน 7 โครงการพัฒนาพื้นที่ในเชียงรายและแม่จัน จึงควรถูกอ่านอย่างระมัดระวังและครบด้านที่สุด ด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐยังเห็นศักยภาพของเชียงรายในระดับภูมิภาค และพร้อมลงทุนกับเมืองผ่านกรอบที่กว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นเพียง จุดตั้งต้นของการออกแบบอนาคต ที่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองอีกมาก ทั้งด้านความเหมาะสม ผลกระทบ และรูปแบบการใช้ประโยชน์จริง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ยืนยันได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ชัดที่สุดคือโครงการยังอยู่ในขั้นศึกษาและออกแบบ แต่กำลังขยับเข้าสู่จุดที่ประชาชนอ่านทิศทางได้ชัดขึ้นแล้วว่า เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทเป็นเมืองสร้างสรรค์ เมืองสุขภาวะ และเมืองที่ต้องอยู่กับโจทย์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในเวลาเดียวกัน ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทุ่มงบ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายกำลังเลือกเส้นทางพัฒนาแบบไหน ระหว่างการเติบโตที่เร่งตัวแต่เปราะบาง กับการเติบโตที่ค่อย ๆ วางฐานคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบนิเวศไปพร้อมกัน หากเวทีรับฟังเสียงของพื้นที่ทำงานได้จริง โครงการชุดนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของเชียงรายในทศวรรษหน้า

คำถามที่พบบ่อย

โครงการนี้เริ่มก่อสร้างแล้วหรือยัง

จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะล่าสุด โครงการยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จึงยังไม่ควรตีความว่าเข้าสู่การก่อสร้างเต็มรูปแบบแล้ว การแยกระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ข้อเสนอจากประชาชนยังสามารถมีผลต่อรูปแบบโครงการได้อยู่

เหตุใดบ้านดู่และน้ำพุร้อนโป่งพระบาทจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

เพราะพื้นที่นี้มีฐานบริการอยู่ก่อนแล้วจากข้อมูลเทศบาลตำบลบ้านดู่ ทั้งห้องแช่น้ำแร่ สระน้ำแร่ สระแช่เท้า และอาคารนวดแผนไทย จึงมีต้นทุนพร้อมต่อยอดในเชิง wellness มากกว่าพื้นที่ที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด การลงทุนที่บ้านดู่จึงมีโอกาสแปลงเป็นประโยชน์เชิงใช้งานได้เร็วกว่าหลายพื้นที่ หากการออกแบบสุดท้ายเชื่อมกับการเดินทางและภาพลักษณ์เมืองได้ดีพอ

แม่จันจะได้ประโยชน์จากโครงการชุดนี้อย่างไร

แม่จันถูกวางให้เป็นอีกกลุ่มพื้นที่หลักของโครงการ ผ่านการพัฒนาบริเวณ น้ำพุร้อนป่าตึง และ หนองมโนราห์ ซึ่งเชื่อมทั้งมิติท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และกิจกรรมชุมชน หากดำเนินการอย่างสมดุล พื้นที่แม่จันอาจได้ทั้งแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พื้นที่สาธารณะที่ใช้ได้จริง และโอกาสสร้างรายได้โดยไม่ต้องรอพึ่งเมืองเชียงรายเพียงศูนย์กลางเดียว

ความเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะจังหวัดเชียงรายเพิ่งขยับกลไกลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และมีแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วงปี 2569–2571 อยู่แล้ว ดังนั้นโครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะถูกประเมินความคุ้มค่าไม่ใช่แค่จากความสวยงามหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงผลต่อพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การใช้พลังงาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเด็นที่ควรติดตามต่อจากนี้คืออะไร

ประเด็นสำคัญมีอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ แบบรายละเอียดสุดท้ายของแต่ละพื้นที่ กลไกการดูแลหลังโครงการเสร็จ และความชัดเจนว่าการลงทุนจะเชื่อมเป็นระบบเดียวกันอย่างไร หากสังคมติดตามได้ต่อเนื่องจึงไม่หยุดแค่ตัวเลขงบประมาณ แต่จะไปถึงคำตอบที่สำคัญกว่า คือโครงการเหล่านี้ช่วยให้คนเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย และกรอบพัฒนาภาคเหนือที่ระบุแนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน
  • เทศบาลตำบลบ้านดู่ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและสิ่งอำนวยความสะดวกปัจจุบัน
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง ข้อมูลน้ำพุร้อนป่าตึงในอำเภอแม่จัน
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และ อบจ.เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาหนองมโนราห์ในมิติพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิทัศน์สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

พลิกโฉมท่องเที่ยวไทยด้วย “ทูตถิ่นยั่งยืน” 900 ราย ททท. นำร่องเชียงรายชูเทรนด์ Food Tourism และอัตลักษณ์ชุมชน

ททท. เดินหน้าปั้น “ทูตถิ่นยั่งยืน” นำร่องเชียงราย สร้างนักเล่าเรื่องชุมชน 900 คน รับโจทย์ท่องเที่ยวคุณค่าในวันที่ตลาดโลกผันผวน

เชียงราย,วันที่ 12 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงฟื้นตัว ไปสู่ช่วงที่ต้องตอบคำถามยากขึ้นว่า จะเติบโตอย่างไรให้มีคุณภาพและยั่งยืน การเคลื่อนไหวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะครั้งนี้หน่วยงานด้านการตลาดท่องเที่ยวของประเทศไม่ได้เริ่มจากการเปิดแคมเปญขายภาพฝันเพียงอย่างเดียว หากเลือกเริ่มจาก “คน” คนที่อยู่ในชุมชน คนที่มีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอยู่ในมือ คนที่รู้จักบ้านเกิดของตนเองดีที่สุด และคนที่หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง อาจกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวระดับฐานรากได้มากกว่าป้ายประชาสัมพันธ์ใด ๆ โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” จึงไม่ใช่เพียงคอร์สฝึกอบรมระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณว่า ททท. กำลังทดลองยกบทบาทของคนในพื้นที่จากผู้รอรับนักท่องเที่ยว ไปสู่ผู้กำหนดความหมายของการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

กิจกรรมอบรมครั้งแรกของปี 2569 ถูกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 12 ถึง 13 มีนาคม ณ โรงแรมเวียงอินทร์ เชียงราย ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว หรือ TAT Academy โดยเนื้อหาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์โครงการระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มพื้นที่ของหลักสูตรระดับ Development Stage ซึ่งประกอบด้วย 2 หลักสูตร คือ “ทูตชุมชน คนเล่าเรื่องถิ่น” และ “ผู้นำถิ่นดี สร้างวิถียั่งยืน” ขณะที่อีก 4 จังหวัดในระดับ Advanced Stage จะเป็นหลักสูตร “ภูมิปัญญาพาเที่ยว” การออกแบบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ททท. ไม่ได้มองการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวแบบเหมารวม แต่พยายามออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่การสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการต่อยอดสู่บทบาทผู้สื่อสารเชิงอิทธิพลของท้องถิ่น

การใช้การตลาดดิจิทัลและ AI ในการสื่อสารท่องเที่ยว ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ากลุ่มคุณค่าสูง

หากดูรายละเอียดกำหนดการอบรมของเชียงราย จะพบว่าหลักสูตรไม่ได้สอนเพียงเรื่องการบริการหรือการพูดต้อนรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่พยายามปูตั้งแต่การทำความเข้าใจความหมายของการเป็น “ทูตถิ่น” การสื่อสารอัตลักษณ์พื้นถิ่น การบริการที่เชื่อมคุณค่าเข้ากับประสบการณ์ การใช้การตลาดดิจิทัลและ AI ในการสื่อสารท่องเที่ยว ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ากลุ่มคุณค่าสูง และการทำความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและคุณค่าสูง วิทยากรภาคสนามอย่างคุณศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งไร่รื่นรมย์ จังหวัดเชียงราย ยังถูกวางไว้ในช่วงเสวนา “Place Makers” เพื่อสะท้อนประสบการณ์จริงจากผู้ที่ทำงานกับพื้นที่และชุมชนมาโดยตรง นี่คือองค์ประกอบที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากการฝึกอบรมทั่วไป เพราะมุ่งให้คนเรียนกลับไป “ทำได้จริง” มากกว่ากลับไปพร้อมใบประกาศนียบัตรเพียงอย่างเดียว

ในภาพใหญ่ของปี 2569 โครงการนี้ตั้งเป้าพัฒนาทูตถิ่นรวมไม่น้อยกว่า 900 คน ครอบคลุม 9 จังหวัดใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงราย นครพนม นครศรีธรรมราช สมุทรสงคราม จันทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนว่ารัฐกำลังขยับจากการมองพื้นที่ท่องเที่ยวแยกจังหวัด ไปสู่การสร้างเครือข่ายบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมกันในระดับประเทศ แม้จำนวน 900 คนอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการทั้งหมดในระบบ แต่ถ้ามองในเชิงคุณภาพ คนกลุ่มนี้อาจทำหน้าที่คล้าย “ตัวคูณ” ที่กลับไปยกระดับสินค้า บริการ เรื่องเล่า และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ของตัวเองต่อได้อีกหลายทอด นั่นหมายความว่ามูลค่าที่แท้จริงของโครงการอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าอบรมโดยตรง แต่อยู่ที่ผลกระทบซึ่งจะกระจายต่อออกไปในชุมชนต่าง ๆ หลังจากการอบรมสิ้นสุดลง

จากข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม จังหวัดมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน สร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำไมต้องเป็นเชียงราย หนึ่งในคำตอบคือเชียงรายเป็นจังหวัดที่มี “ทุนพร้อม” อยู่ก่อนแล้ว ทั้งในด้านธรรมชาติ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ ชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม ศิลปะร่วมสมัย งานเทศกาล และการเป็นเมืองชายแดนที่เชื่อมผู้คนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน แต่ต้นทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นรายได้ที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่จะเล่าเรื่องตัวเองได้ดีแค่ไหน จากข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม จังหวัดมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน สร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โดยตลาดไทยยังเป็นฐานหลักถึงร้อยละ 89.2 ของผู้เยี่ยมเยือนทั้งหมด ขณะที่ตลาดต่างชาติชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ข้อมูลชุดนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เชียงรายมีฐานตลาดในประเทศที่แข็งแรง แต่ยังมีโจทย์ใหญ่เรื่องการเพิ่มมูลค่าต่อคนต่อทริป และทำอย่างไรให้รายได้ลงลึกถึงชุมชนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เมื่อมองไปข้างหน้า ข้อมูลแนวโน้มตลาดในประเทศเดือนมีนาคม 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากกองกลยุทธ์การตลาด ททท. ยิ่งช่วยอธิบายว่าทำไมเชียงรายจึงเหมาะเป็นพื้นที่นำร่อง รายงานดังกล่าวประเมินว่า เดือนมีนาคม 2569 จะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยทั่วประเทศ 16.60 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ และสร้างรายได้ 88,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ขณะที่เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองน่าเที่ยวที่เติบโตดี ด้วยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนคาดการณ์ 490,400 คนครั้ง เพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ การเติบโตเช่นนี้บอกว่า เชียงรายยังมีแรงดึงดูดในตลาดในประเทศอยู่มาก และหากพื้นที่สามารถยกระดับการเล่าเรื่อง การจัดประสบการณ์ และการต่อยอดสินค้าชุมชนได้ ก็มีโอกาสเปลี่ยนการเติบโตเชิงปริมาณให้กลายเป็นรายได้เชิงคุณภาพได้มากขึ้น

แคมเปญตามรอย Soft Power และการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพรวมตลาดต่างประเทศในเดือนเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่า ภาคท่องเที่ยวไทยไม่อาจพึ่งกลไกเดิมได้อีกต่อไป ตามข้อมูลในรายงานแนวโน้มตลาดต่างประเทศเดือนมีนาคม 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม ททท. ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยประมาณ 3.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากตลาดหลักอย่างจีน มาเลเซีย และอินเดีย รวมถึงแรงส่งจากกิจกรรมทางการตลาด แคมเปญตามรอย Soft Power และการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายงานสถานการณ์ประจำสัปดาห์ที่ 10 ของปี 2569 ซึ่งผู้ใช้จัดเตรียมจากกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กลับชี้ว่าในช่วง 2 ถึง 8 มีนาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 616,229 คน ลดลง 8.97 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อน โดยตลาดระยะไกลได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างชัดเจน ภาพนี้จึงสะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดไม่ได้ราบเรียบ และพื้นที่ท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องแข็งแรงจากฐานของตนเองมากขึ้นกว่าที่เคย

ตรงนี้เองที่โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” มีความสำคัญเชิงระบบ เพราะในวันที่ตลาดระยะไกลบางส่วนผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ พื้นที่ท่องเที่ยวต้องมีความสามารถในการสร้างคุณค่าและดึงดูดนักเดินทางจากสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ นั่นคือเรื่องเล่า ความจริงแท้ของชุมชน การบริการที่อบอุ่น และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับพื้นที่ได้ลึกกว่าการมาเที่ยวแบบผ่าน ๆ นักท่องเที่ยวในยุคนี้ไม่ได้ตัดสินใจจากราคาห้องพักหรือภาพวิวเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกว่า เมื่อมาถึงแล้วเขาจะได้ “เข้าใจ” จุดหมายนั้นมากเพียงใด และสิ่งนี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยป้ายโฆษณาเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยคนในพื้นที่ที่พูดแทนพื้นที่ได้จริงเท่านั้น

รายงาน Agoda 2026 Travel Outlook ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาเป็น 1

ความเปลี่ยนแปลงของตลาดยังเห็นชัดผ่านเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญของการเดินทางในเอเชีย รายงาน Agoda 2026 Travel Outlook ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 เหตุผลหลักของการเดินทางของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อน โดยนักเดินทางจากไต้หวันมีสัดส่วนสูงสุด 47 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยเวียดนาม 35 เปอร์เซ็นต์ เกาหลีใต้ 34 เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย 33 เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น 32 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 31 เปอร์เซ็นต์ ไทย 20 เปอร์เซ็นต์ และอินเดีย 8 เปอร์เซ็นต์ พร้อมคำอธิบายจากผู้บริหาร Agoda ประจำประเทศไทยและอินโดจีนว่า อาหารกำลังกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ทำให้นักเดินทางเชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางมากขึ้นอย่างเด่นชัด

เมื่อเอาเทรนด์นี้มาวางทับกับบริบทของเชียงราย ความหมายของ “ทูตถิ่น” ยิ่งชัดขึ้นทันที เพราะเชียงรายไม่ได้มีเพียงภูเขาและสายหมอก แต่มีอาหารชาติพันธุ์ ชา กาแฟ สมุนไพร ผลผลิตบนดอย และรสชาติท้องถิ่นที่ผูกกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตอย่างแน่นแฟ้น หากคนในพื้นที่สามารถเล่าได้ว่า เมนูหนึ่งเชื่อมกับฤดูกาลอย่างไร วัตถุดิบหนึ่งเติบโตจากดินและภูเขาแบบไหน หรือการกินในชุมชนชาติพันธุ์มีความหมายเชิงวัฒนธรรมอย่างไร อาหารก็จะไม่เป็นแค่ของขาย แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวยินดีเดินทางตามหา เทรนด์ Food Tourism จึงทำให้บทบาทของคนเล่าเรื่องท้องถิ่นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำให้โครงการของ ททท. ไม่ได้มาถึงเร็วเกินไป แต่กำลังมาถูกจังหวะของตลาดพอดี

ททท. ระบุว่ามีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินรวม 59 เที่ยวบิน

ขณะเดียวกัน ภาคท่องเที่ยวไทยก็ยังต้องรับมือกับแรงกระเพื่อมจากโลกภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดย ททท. ระบุว่ามีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินรวม 59 เที่ยวบิน ในท่าอากาศยานสำคัญหลายแห่ง ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยก็ออกประกาศและข่าวประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องในช่วงปลายกุมภาพันธ์และต้นมีนาคมว่า สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินบางเส้นทาง และต้องให้ผู้โดยสารติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด

ด้านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประเมินผ่านสื่อเศรษฐกิจว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อครบหนึ่งเดือน อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยลดลงไม่น้อยกว่า 300,000 คน โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดระยะไกลที่มีสัดส่วนรายได้สูง และอาจกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวในวงกว้าง แม้ภาครัฐและเอกชนจะพยายามหันไปเน้นตลาดระยะใกล้ เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อทดแทนความเสี่ยงดังกล่าว แต่ภาพนี้ก็ยืนยันชัดว่า การแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 จะไม่ง่ายเหมือนการนับจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว

เมื่อโลกภายนอกเปราะบางเช่นนี้ การพัฒนาบุคลากรในชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเรื่องหลัก เพราะในวันที่สายการบินปรับเส้นทาง ค่าเงินบาทแข็ง อากาศร้อน และฝุ่น PM2.5 ยังเป็นปัจจัยอุปสรรคตามรายงานแนวโน้มตลาดของ ททท. สิ่งที่พื้นที่ยังควบคุมได้คือคุณภาพของประสบการณ์ในมือของตัวเอง หากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งตัดสินใจเดินทางมาเชียงรายแล้วพบว่า เขาไม่ได้เจอเพียงวิวหรือคาเฟ่ แต่ได้เจอคนในพื้นที่ที่เล่าเรื่องได้ดี พาเห็นของจริง เข้าใจชุมชน และทำให้การเดินทางมีความหมายมากขึ้น โอกาสที่เขาจะใช้จ่ายมากขึ้น อยู่ยาวขึ้น และกลับมาอีกครั้งก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือเศรษฐศาสตร์ของการเล่าเรื่องที่ซ่อนอยู่หลังโครงการนี้

ก้าวสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในยุคที่คำว่า “ยั่งยืน”

ความน่าสนใจอีกด้านคือ รูปแบบการเรียนรู้ของโครงการไม่ได้หยุดที่ห้องบรรยาย แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ทำ Workshop อย่าง “Sustainable Tourism Development Canvas” เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ในมิติสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พร้อมออกแบบแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวให้เหมาะกับบริบทของตนเอง วิธีคิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้รับความรู้แบบสั่งตรงจากส่วนกลางอย่างเดียว แต่ได้หัดมองพื้นที่ตัวเองเชิงระบบ เห็นความเชื่อมโยงของทรัพยากรในชุมชน และฝึกเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่จับต้องได้ นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในยุคที่คำว่า “ยั่งยืน” ต้องถูกแปลเป็นกลไกทำงานจริง ไม่ใช่เป็นเพียงถ้อยคำบนเวทีประชุม

เชียงรายยังมีข้อได้เปรียบตรงที่เป็นจังหวัดซึ่งรู้จักการใช้กิจกรรมเมืองและเทศกาลเชื่อมกับเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่แล้ว ตัวอย่างหนึ่งคือการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ รวม 10 วัน 10 คืน ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 ซึ่งจังหวัดเชียงรายจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย พร้อมการออกร้านสินค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมหลากหลายตลอดช่วงงาน กิจกรรมลักษณะนี้สะท้อนว่าเชียงรายมี “เวที” สำหรับการกระจายผู้คนและรายได้อยู่แล้ว สิ่งที่ขาดอยู่ไม่ใช่กิจกรรม แต่คือคนที่จะเชื่อมกิจกรรมนั้นเข้ากับเรื่องเล่าของชุมชนอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้เงินจากการท่องเที่ยวไหลลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กได้ลึกขึ้นกว่าเดิม

หากมองในมุมของนโยบายสาธารณะ โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” ยังสะท้อนการเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐด้านการท่องเที่ยวด้วย จากเดิมที่หลายคนคุ้นกับบทบาทของ ททท. ในฐานะหน่วยงานทำตลาด โปรโมตแคมเปญ และจัดกิจกรรมกระตุ้นการเดินทาง ปัจจุบัน ททท. ดูเหมือนจะขยับมาสู่บทบาท “พัฒนาคน” มากขึ้น การทำแบบนี้อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์หวือหวาในชั่วข้ามคืน แต่มีโอกาสสร้างรากที่ลึกกว่า เพราะเมื่อคนในพื้นที่มีความรู้ มีทักษะ และมีความมั่นใจมากพอที่จะสื่อสารคุณค่าของบ้านตัวเองได้ พื้นที่นั้นก็ไม่ต้องรอแรงขายจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยความเข้มแข็งของตัวเอง

ความสำเร็จของโครงการจะไม่ได้วัดจากจำนวน 900 คนเพียงอย่างเดียว

ในเชิงปฏิบัติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เชียงรายจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ แต่คือจะต่อยอดอย่างไรหลังการอบรมปิดลง ความสำเร็จของโครงการจะไม่ได้วัดจากจำนวน 900 คนเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดจากสิ่งที่คนเหล่านี้กลับไปทำในพื้นที่ ว่าจะช่วยให้สินค้าและบริการชุมชนมีคุณค่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ จะช่วยให้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ดีขึ้นหรือไม่ จะช่วยให้การสื่อสารออนไลน์มีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่ และจะทำให้ชุมชนสามารถเชื่อมเรื่องอาหาร วัฒนธรรม ธรรมชาติ และการบริการเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายจริงหรือไม่ หากทำได้ โครงการนี้จะไม่ใช่เพียงงานฝึกอบรมประจำปี แต่จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของการท่องเที่ยวไทยในระดับพื้นที่

สำหรับเชียงราย บททดสอบนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะจังหวัดมีต้นทุนพร้อมอยู่แล้วแทบทุกด้าน สิ่งที่ต้องพิสูจน์จากนี้คือ จะทำให้ต้นทุนเหล่านั้นเชื่อมกันเป็นระบบได้จริงเพียงใด ชา กาแฟ อาหารชาติพันธุ์ ศิลปะบนดอย วิถีชายแดน งานเทศกาล และเส้นทางธรรมชาติ จะถูกเล่าเป็นคนละเรื่องกระจัดกระจาย หรือจะถูกร้อยเข้าด้วยกันจนกลายเป็น “ภาพจำของเชียงราย” ที่ลึกและชัดขึ้น นี่คือพื้นที่ที่ทูตถิ่นรุ่นใหม่ต้องลงมือทำ และนี่คือเหตุผลที่จังหวัดนำร่องแห่งนี้กำลังถูกจับตา ไม่ใช่เพราะเป็นจังหวัดแรกของโครงการเท่านั้น แต่เพราะมันอาจเป็นต้นแบบว่าการลงทุนในคนจะเปลี่ยนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้จริงแค่ไหน

บทสรุป

การเปิดโครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” ที่เชียงรายในวันที่ 12 มีนาคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงข่าวกิจกรรมอบรมของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่า การท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งกันที่จำนวน ไปสู่การแข่งขันกันที่คุณค่าของประสบการณ์และความแข็งแรงของคนในพื้นที่ ในวันที่ตลาดต่างประเทศยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ในวันที่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลใหม่ของการเดินทาง และในวันที่นักท่องเที่ยวต้องการความหมายมากกว่าความสะดวกเพียงอย่างเดียว การมีคนในชุมชนที่สามารถเล่าเรื่องบ้านของตนเองได้อย่างลึก ซื่อสัตย์ และร่วมสมัย อาจกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่

สุดท้ายแล้ว เมืองที่ชนะในสนามท่องเที่ยวยุคต่อไป อาจไม่ใช่เมืองที่เสียงดังที่สุด หรือเมืองที่ใช้งบโฆษณามากที่สุด แต่อาจเป็นเมืองที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อถ่ายรูปแล้วจากไป หากได้สัมผัสผู้คน รสชาติ เรื่องเล่า และความจริงแท้ของพื้นที่อย่างแท้จริง หากเชียงรายใช้จังหวะนี้ต่อยอดโครงการให้เกิดผลในระดับชุมชนได้จริง จังหวัดนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แรกของการอบรมเท่านั้น แต่จะกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่แรกที่พิสูจน์ว่า “นักเล่าเรื่องชุมชน” สามารถเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่มั่นคงและกระจายถึงคนตัวเล็กในท้องถิ่นได้จริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โครงการทูตถิ่นยั่งยืน และ TAT Academy
  • Agoda 2026 Travel Outlook Report
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กองกลยุทธ์การตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา Economics Tourism and Sports Division
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเดินหน้าแผนยกระดับ “ชาเชียงราย” รับรองผู้ประกอบการ GI รายใหม่ 2 ราย รวม 4 ผลิตภัณฑ์มาตรฐานสากล

เชียงรายเดินหน้ารับรองผู้ประกอบการ “ชาเชียงราย” GI รายใหม่ ยกระดับมาตรฐานต้นน้ำสู่ความเชื่อมั่นปลายน้ำ

เชียงราย,วันที่ 10 มีนาคม 2569 – ที่ห้องประชุมเวียงกาหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศคนในแวดวงชา เกษตร และการค้าชุมชน การประชุมครั้งนี้มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าการเปิดตลาดสินค้าใหม่ เพราะเป็นเวทีที่ชี้ว่า “ชาเชียงราย” จะเดินต่อไปในทิศทางใด นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและอนุญาตการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางศุภมิตร เต็งเผ่ พาณิชย์จังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมหน้า วาระสำคัญคือการติดตามผลการดำเนินงานของคณะทำงานพิจารณาคำขอ ตรวจสอบควบคุมคุณภาพ และแหล่งที่มาของสินค้า ตลอดจนพิจารณาผลตรวจสอบผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยื่นขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI “ชาเชียงราย” ในรอบปี 2568 ถึง 2569

การประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและอนุญาตการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” ครั้งที่ 1/2569 ของจังหวัดเชียงราย จบลงพร้อมมติเห็นชอบผู้ประกอบการรายใหม่ 2 ราย รวม 4 ผลิตภัณฑ์ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GI และเตรียมส่งเอกสารไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อออกหนังสืออนุญาตต่อไป ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เพียงรักษาชื่อเสียงของชาในฐานะสินค้าเด่นของจังหวัด แต่กำลังวางระบบแข่งขันระยะยาวให้เข้มขึ้นในวันที่ตลาดต้องการทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ และมาตรฐานที่เชื่อถือได้จริง

ภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” ได้แก่ บริษัท ชาฉุยฟง จำกัด และไร่ชาพญาไพร

ผลของการประชุมครั้งนี้มีความชัดเจน ที่ประชุมเห็นชอบให้ผู้ประกอบการรายใหม่ 2 ราย รวม 4 ผลิตภัณฑ์ ผ่านเกณฑ์คุณภาพและมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” ได้แก่ บริษัท ชาฉุยฟง จำกัด และไร่ชาพญาไพร พร้อมมอบหมายฝ่ายเลขานุการจัดส่งเอกสารคำขอไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาออกหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการต่อไป จุดนี้สำคัญมาก เพราะในเชิงกฎหมายและการตลาด ตราสัญลักษณ์ GI ไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคุณภาพ แหล่งที่มา และความสอดคล้องกับข้อกำหนดกลางของสินค้านั้น ๆ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนอนุญาตใช้ตราได้จริง มติของจังหวัดจึงเป็นเหมือน “ด่านคุณภาพ” ที่คัดกรองจากพื้นที่ ก่อนจะส่งต่อไปยังระดับกรม

หากมองให้ลึกลงไป การประชุมครั้งนี้ไม่ได้สำคัญเพราะมีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่ม 2 รายเท่านั้น แต่สำคัญเพราะมันสะท้อนว่าเชียงรายยังรักษาวินัยของระบบ GI ไว้อย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 จังหวัดเชียงรายเคยจัดประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและอนุญาตการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” เพื่อพิจารณาการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ผู้ประกอบการเดิม 3 ราย รวม 7 รายการสินค้า ได้แก่ ใบชาหยดน้ำค้าง บริษัท วังพุดตาน จำกัด และบริษัท ชา 101 จำกัด นั่นหมายความว่า ระบบกำกับดูแลของชาเชียงรายไม่ได้ทำงานเฉพาะตอนมีพิธี แต่ดำเนินแบบเป็นรอบ มีการต่ออายุ มีการลงพื้นที่ตรวจ และมีการนำผลกลับเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อรับรองอีกครั้ง กระบวนการแบบนี้ทำให้คำว่า “มาตรฐาน” ไม่กลายเป็นเพียงคำประชาสัมพันธ์ แต่ถูกผูกกับการประเมินจริงในภาคปฏิบัติ

“ชาเชียงราย” หมายถึงผลิตภัณฑ์ชาเขียวและชาอู่หลงที่ได้จากพันธุ์ชาอัสสัมและพันธุ์ชาจีน

เหตุผลที่จังหวัดต้องเข้มกับคำว่า “ชาเชียงราย” มากขนาดนี้ เป็นเพราะชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่ชื่อทางการค้า แต่เป็นชื่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอย่างเป็นทางการ ทะเบียนเลขที่ สช 58100074 ตามประกาศเดือนกันยายน 2558 เอกสารการขึ้นทะเบียนระบุชัดว่า “ชาเชียงราย” หมายถึงผลิตภัณฑ์ชาเขียวและชาอู่หลงที่ได้จากพันธุ์ชาอัสสัมและพันธุ์ชาจีน ซึ่งปลูกและผลิตตามกรรมวิธีเฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดของจังหวัดเชียงราย การขึ้นทะเบียนนี้จึงไม่ได้คุ้มครองแค่ชื่อเสียงของสินค้า แต่คุ้มครองความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของชา กับแหล่งภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และองค์ความรู้การผลิตที่สั่งสมในพื้นที่ด้วย

สาระสำคัญอีกข้อหนึ่งของเอกสารขึ้นทะเบียน คือมาตรฐานของ “ชาเชียงราย” ถูกกำหนดไว้ค่อนข้างละเอียด ตั้งแต่ชนิดของสินค้า วิธีปลูก วิธีเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เอกสารดังกล่าวระบุว่าพื้นที่ปลูกต้องอยู่ในระดับความสูงประมาณ 350 ถึง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พื้นที่การผลิตครอบคลุม 8 อำเภอของเชียงราย ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่ลาว อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเชียงแสน อีกทั้งสินค้าที่จะใช้ชื่อ “ชาเชียงราย” ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานกลางของจังหวัด ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สมาคมชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อธิบายได้ชัดว่า เหตุใดการประชุมเมื่อวันที่ 10 มีนาคมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสาร แต่เป็นการคุมชื่อเสียงของสินค้าที่ผูกกับพื้นที่ทั้งจังหวัดอย่างแท้จริง

เมื่อเอามติครั้งล่าสุดมาวางบนภาพใหญ่ของจังหวัดยิ่งชัดขึ้น กระทรวงพาณิชย์ประกาศเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ว่า หลัง “ส้มโอเวียงแก่น” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวม 9 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี รายการสินค้าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นฐานเดิมของจังหวัดก็มีทั้งกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และล่าสุดส้มโอเวียงแก่น ข้อมูลนี้บอกชัดว่า “ชาเชียงราย” ไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง แต่มันเป็นหนึ่งในโครงสร้างเศรษฐกิจอัตลักษณ์ของจังหวัดที่รัฐกำลังพยายามปักหมุดให้ชัดทั้งในตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ

ชื่อเสียงของชาผูกกับภาพลักษณ์จังหวัดโดยตรง ระบบ GI

หากดูเฉพาะภาคการผลิต ชายังเป็นพืชที่มีน้ำหนักเชิงเศรษฐกิจมากกว่าที่หลายคนอาจคาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า จังหวัดมีพื้นที่ปลูกชา 91,142 ไร่ และมีผลผลิตรวม 113,522 ตัน ตัวเลขนี้ทำให้ชากลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ต้องมองในระดับจังหวัด ไม่ใช่แค่ระดับชุมชนหรือของฝากอีกต่อไป เมื่อพื้นที่ผลิตกว้าง ผลผลิตมาก และชื่อเสียงของชาผูกกับภาพลักษณ์จังหวัดโดยตรง ระบบ GI จึงยิ่งมีความจำเป็น เพราะยิ่งสินค้ามีมูลค่าสูง ความเสี่ยงเรื่องคุณภาพไม่สม่ำเสมอ การใช้ชื่อโดยไม่เหมาะสม หรือการลดทอนมาตรฐานเพื่อตอบโจทย์ตลาดระยะสั้นก็ยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน

 

ไร่ชาฉุยฟง
ไร่ชาหมู่บ้านพญาไพร อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

สำหรับ “ชาเชียงราย” จำนวน 10 ราย ขณะที่การอนุญาตใช้ตรา GI มีอายุ 2 ปี

ในจุดนี้ มติรับรองผู้ประกอบการรายใหม่ 2 ราย จึงควรถูกอ่านเป็นสัญญาณของการ “ขยายระบบ” มากกว่าการ “ขยายจำนวน” เพราะสิ่งที่จังหวัดกำลังทำคือเพิ่มจำนวนผู้เล่นที่เข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เพิ่มสินค้าด้วยการปล่อยให้ใครก็ได้ใช้ชื่อจังหวัดบนฉลาก ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาแสดงให้เห็นด้วยว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2566 มีผู้ได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยสำหรับ “ชาเชียงราย” จำนวน 10 ราย ขณะที่การอนุญาตใช้ตรา GI มีอายุ 2 ปี และต้องมีการยื่นขอใหม่หรือต่ออายุตามรอบ นั่นหมายความว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาให้มีทั้งการเปิดรับรายใหม่และการคัดกรองรายเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ชื่อ GI เสื่อมค่าจากการปล่อยปละละเลยหลังได้รับอนุญาตแล้ว

ในเชิงผู้บริโภค นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่คนซื้อเห็นบนบรรจุภัณฑ์อาจมีเพียงชื่อ “ชาเชียงราย” และตรา GI แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือต้นทุนของระบบตรวจสอบทั้งจังหวัด ตั้งแต่แหล่งปลูก ระดับความสูง สายพันธุ์ วิธีเก็บเกี่ยว การแปรรูป การติดฉลาก ไปจนถึงการตรวจประเมินคุณภาพก่อนอนุญาตให้ใช้ตรา ถ้าระบบนี้ทำงานเข้ม ชื่อสินค้าแต่ละถุงจะมีน้ำหนักในตัวเองมากขึ้น ผู้บริโภคย่อมกล้าซื้อในราคาที่สูงขึ้น และผู้ผลิตที่ทำตามมาตรฐานก็ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้นด้วย ในทางกลับกัน หากระบบอ่อน ชื่อ GI ก็อาจกลายเป็นเพียงฉลากสวย ๆ ที่คุ้มครองผู้ผลิตจริงไม่ได้ และคุ้มครองผู้บริโภคก็ไม่เต็มที่เช่นกัน

ผู้ประกอบการรายใหม่ก็มีประตูเข้าสู่ตลาดมาตรฐานได้มากขึ้น

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือบทบาทของภาครัฐจังหวัดในการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมกับเศรษฐกิจฐานรากได้จริง การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า กลไก GI ไม่ได้ทำงานอยู่ในกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพียงส่วนกลาง แต่ต้องพึ่งการทำงานของจังหวัดอย่างมาก ทั้งพาณิชย์จังหวัด หน่วยงานวิชาการ หน่วยงานเกษตร และคณะกรรมการที่ต้องกลั่นกรองข้อมูลจากพื้นที่ก่อน เมื่อระบบจังหวัดเข้มแข็ง ผู้ประกอบการรายใหม่ก็มีประตูเข้าสู่ตลาดมาตรฐานได้มากขึ้น และเมื่อผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสในการขยายแบรนด์รวมของ “ชาเชียงราย” ก็ยิ่งมีน้ำหนักขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่การประชุมหนึ่งครั้งในห้องประชุมเวียงกาหลง มีความหมายต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่าที่ตัวเลขผู้เข้าร่วมประชุมจะสะท้อนได้หมด

อย่างไรก็ตาม มติของจังหวัดในวันที่ 10 มีนาคมยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่อง เพราะขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องส่งเอกสารไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อออกหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการก่อน ผู้ประกอบการจึงจะสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้กฎหมาย นี่คือจุดที่ทำให้ครั้งนี้น่าสนใจในเชิงโครงสร้างมากกว่าการเฉลิมฉลอง เพราะมันสะท้อนว่าระบบ GI ไทยยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมผู้ประกอบการกับการคุมมาตรฐานสินค้า การได้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัดจึงเป็นก้าวสำคัญ แต่ไม่ใช่ทางลัดข้ามขั้นตอน ทุกฝ่ายยังต้องทำงานต่อจนกว่าหนังสืออนุญาตจะออกอย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นก็ยังต้องกลับเข้าสู่รอบการตรวจสอบใหม่ในอนาคตอยู่ดี

บทสรุป

หากสรุปให้ชัดที่สุด การประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและอนุญาตการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ชาเชียงราย” ครั้งที่ 1/2569 คือภาพสะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่ได้มองชาเป็นเพียงสินค้าเกษตรหรือสินค้าของฝากอีกต่อไป แต่กำลังมองชาเป็น “ทรัพย์สินเชิงพื้นที่” ที่ต้องคุ้มครองชื่อเสียง คุมมาตรฐาน และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านระบบกฎหมายและความเชื่อมั่นของตลาด มติเห็นชอบผู้ประกอบการรายใหม่ 2 ราย รวม 4 ผลิตภัณฑ์ จึงเป็นทั้งข่าวดีของผู้ผลิต และเป็นบทพิสูจน์ว่าระบบคัดกรองของจังหวัดยังเดินหน้าต่ออย่างจริงจังในวันที่การแข่งขันด้านสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้มข้นขึ้นทุกปี

ในท้ายที่สุด คำว่า “ชาเชียงราย” จะมีน้ำหนักในสายตาผู้บริโภคมากเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติของชาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าทั้งจังหวัดจะช่วยกันทำให้ชื่อดังกล่าวหมายถึงคุณภาพที่ตรวจสอบได้สม่ำเสมอเพียงใดด้วย เมื่อเชียงรายมีทั้งพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ ระบบ GI ที่เข้มแข็งขึ้น และฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้จึงอาจเป็นอีกก้าวเล็กที่กำลังพาสินค้าชาของจังหวัดเดินออกจากการแข่งขันแบบปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และมูลค่าในระยะยาวอย่างแท้จริง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องโอกาสเชียงราย ปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ รับอานิสงส์ตลาดโตสวนกระแสค้าชายแดนเพื่อนบ้าน

เปิดปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่งแรง ดันยอดรวมชายแดนและผ่านแดนโตเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัว เชียงรายจับตาโอกาสและความเสี่ยงบนเส้นทางสู่จีน

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนเดินหน้า แต่เมื่อแยกชั้นข้อมูลกลับพบแรงขับเคลื่อนที่ต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการค้าผ่านแดนที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดด กับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่หดตัวแรงท่ามกลางข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความไม่แน่นอนของด่านสำคัญ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนมกราคม 2569 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท ขยายตัว 12.63 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท ขยายตัว 8.95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

ภาพรวมโตเพราะผ่านแดน และนี่คือสัญญาณที่เชียงรายต้องอ่านให้ขาด

หากมองเพียงตัวเลขรวม 161,135 ล้านบาท การค้าชายแดนและผ่านแดนเริ่มต้นปีในแดนบวก แต่รายละเอียดชี้ว่าแรงขับหลักมาจากการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ซึ่งมีมูลค่า 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศกลับมีมูลค่า 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์

ความต่างนี้มีนัยตรงต่อจังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะเชียงรายอยู่ในตำแหน่งที่รับผลทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการค้าชายแดนบางแนว อีกด้านหนึ่งคือโอกาสจากบทบาทจุดเชื่อมโลจิสติกส์ผ่านแดนไปจีน

ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปโครงสร้างการค้าชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีชายแดนติดต่อกับเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญในพื้นที่ เช่น ด่านศุลกากรแม่สายและด่านศุลกากรเชียงแสน รวมถึงโครงข่ายที่เชื่อมไปยังด่านเชียงของในมิติการขนส่งและพิธีการการค้า

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัวแรง ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์

กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท ลดลง 23.41 เปอร์เซ็นต์ การนำเข้า 29,865 ล้านบาท ลดลง 10.25 เปอร์เซ็นต์ และไทยเกินดุล 8,883 ล้านบาท

เมื่อแยกตามประเทศคู่ค้า มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 30,043 ล้านบาท รองลงมา สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และเมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทยกัมพูชาเป็นศูนย์จากสถานการณ์ความมั่นคงตามที่รายงานระบุ

สำหรับผู้ประกอบการภาคเหนือ โดยเฉพาะแนวชายแดนที่เชื่อมเมียนมาและลาว ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินค้าชายแดนยังเผชิญแรงกดดัน การหดตัวของการส่งออกชายแดนมากกว่าการนำเข้า บอกเป็นนัยว่าความเคลื่อนไหวของสินค้าฝั่งไทยอาจถูกจำกัดจากเงื่อนไขปลายทางและการเดินทางผ่านด่าน

พระเอกของเดือนมกราคมคือการค้าผ่านแดน พุ่งเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของภาพรวม โดยมีมูลค่ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัว 50.71 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท ขยายตัว 78.89 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท ขยายตัว 27.82 เปอร์เซ็นต์

ตลาดปลายทางที่มีมูลค่าสูงสุดคือจีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท ขยายตัว 45.8 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้มีความหมายต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือจำนวนมากเชื่อมต่อจีนผ่านโครงข่ายถนนและด่านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ภาครัฐเกี่ยวกับเส้นทาง R3A ระบุว่า R3A เป็นเส้นทางสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าการเกษตร และมีบทบาทด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง เชื่อมไทย ลาว จีน เมื่อวางเส้นทางนี้คู่กับตัวเลขผ่านแดนไปจีนที่ครองสัดส่วนสูงสุด จึงยิ่งเห็นว่าเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสรับแรงส่งจากการไหลของสินค้าไปจีน

สินค้าผ่านแดนที่โตเร็ว ชี้ความต้องการแบบสองขั้ว เทคโนโลยีและอาหาร

อีกชั้นของข้อมูลที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างการเติบโต คือรายการสินค้าผ่านแดนสำคัญในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งหน่วยงานรัฐและสื่อเศรษฐกิจรายงานตรงกันว่า สินค้าหลักประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท และทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

ภาพดังกล่าวสะท้อนความต้องการแบบสองขั้วของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำของโลจิสติกส์ อีกขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ต้องแข่งกับเวลาและคุณภาพ โดยเฉพาะผลไม้สด ซึ่งในเชิงปฏิบัติ การส่งออกให้ทันตลาดปลายทางต้องพึ่งพาความคล่องตัวของด่าน การจัดการตู้ควบคุมอุณหภูมิ และการบริหารคิวขนส่ง

สำหรับเชียงราย แม้ตัวเลขสินค้าผ่านแดนที่รายงานเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่การที่ตลาดจีนเป็นปลายทางอันดับหนึ่ง และสินค้าผ่านแดนมีทั้งสินค้าเกษตรและเทคโนโลยี ย่อมทำให้จังหวัดหน้าด่านต้องเตรียมรับโจทย์ใหม่ในด้านมาตรฐานโลจิสติกส์และการบริหารความเสี่ยง

เชียงรายในสมการใหม่ จุดผ่านที่ต้องยกระดับเป็นจุดพักและจุดกระจาย

ความท้าทายของเชียงรายในปี 2569 คือการแปลงบทบาทจากจุดผ่านให้เป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริง ภายใต้เงื่อนไขที่การค้าชายแดนบางแนวหดตัว แต่การค้าผ่านแดนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลเชิงโครงสร้างของจังหวัดจากเอกสารกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เชียงรายมีชายแดนติดเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญอยู่ในพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าความเปลี่ยนแปลงของการค้าชายแดนจะสะท้อนต่อการจ้างงานและรายได้ของกิจการโลจิสติกส์ ชุมชนการค้า และบริการเกี่ยวเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หากการค้าผ่านแดนไปจีนยังขยายตัวต่อเนื่อง โอกาสของเชียงรายอยู่ที่การยกระดับบริการที่ทำให้การขนส่งผ่านแดนไม่สะดุด เช่น ระบบจัดการคิวรถ ระบบข้อมูลล่วงหน้า การเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับบริการคลังสินค้าและห้องเย็น รวมถึงการประสานมาตรฐานตรวจปล่อยสินค้าให้สอดรับกันตลอดโซ่

ดุลการค้าที่เกินดุล ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่ได้ประโยชน์เท่ากัน

เดือนมกราคม 2569 ไทยเกินดุลการค้าชายแดนและผ่านแดน 14,819 ล้านบาท และเกินดุลการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน 8,883 ล้านบาท ตัวเลขเกินดุลช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระดับมหภาค แต่ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ผลประโยชน์จะกระจายได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความสามารถของพื้นที่ในการเปลี่ยนการเคลื่อนย้ายสินค้าให้กลายเป็นรายได้ในท้องถิ่น

หากสินค้าเพียงผ่านไปโดยไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่มากพอ เม็ดเงินจะไหลผ่านเหมือนสายน้ำที่ไม่ทันซึมลงดิน โจทย์ของเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการค้าผ่านแดน แต่ต้องเพิ่มกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การบรรจุหีบห่อ การตรวจคุณภาพ การคัดแยก การบริการขนส่งต่อเนื่อง และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านโลจิสติกส์

อยู่ที่ความสามารถบริหารความเสี่ยงชายแดนและใช้จังหวะผ่านแดนให้เป็นประโยชน์

ในภาพรวมเดือนมกราคม 2569 ข้อมูลบอกชัดว่า เศรษฐกิจชายแดนไม่ได้เดินด้วยเครื่องยนต์เดียว เครื่องยนต์หนึ่งอ่อนแรงคือการค้าชายแดนเพื่อนบ้านที่ลดลง อีกเครื่องยนต์หนึ่งเร่งแรงคือการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงมาก

เชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านจึงอยู่ในจุดที่ต้องบริหารความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือความผันผวนด้านความมั่นคงและเงื่อนไขด่านที่กระทบการค้าชายแดนโดยตรง ด้านที่สองคือการยกระดับระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการขยายตัวของสินค้าผ่านแดน โดยเฉพาะปลายทางจีนซึ่งมีมูลค่าสูงสุด

ท้ายที่สุด ตัวเลข 50.71 เปอร์เซ็นต์ของการค้าผ่านแดนไม่ใช่เพียงสถิติที่สวยงาม แต่เป็นคำถามต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการในพื้นที่ว่า ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นสะพานการค้าเพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ และจังหวัดหน้าด่านอย่างเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะทำให้สะพานนั้นมีรายได้ มีงาน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

สถิติสำคัญในข่าวนี้

  • มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569 รวม 161,135 ล้านบาท โต 10.93 เปอร์เซ็นต์ ส่งออก 87,977 ล้านบาท โต 12.63 เปอร์เซ็นต์ นำเข้า 73,158 ล้านบาท โต 8.95 เปอร์เซ็นต์ เกินดุล 14,819 ล้านบาท
  • การค้าชายแดน 4 ประเทศเพื่อนบ้าน 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท เมียนมา 14,434 ล้านบาท ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์ตามรายงาน
  • การค้าผ่านแดน 92,522 ล้านบาท โต 50.71 เปอร์เซ็นต์ ผ่านแดนไปจีน 50,547 ล้านบาท โต 45.8 เปอร์เซ็นต์
  • สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์ สรุปสินค้าผ่านแดนสำคัญและตัวเลขภาพรวมเดือนมกราคม 2569
  • ข้อมูลโครงสร้างการค้าชายแดนจังหวัดเชียงราย จากกระทรวงพาณิชย์
  • ข้อมูลบทบาทเส้นทาง R3A ต่อการส่งออกและโลจิสติกส์ไทย ลาว จีน จากกรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME