Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
  • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
  • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยชุดข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ถูกเผยแพร่ผ่านหน่วยงานจัดทำในสายวิชาการ
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้จัดทำชุดสถิติท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 ที่ถูกรายงานผ่านสื่อเศรษฐกิจและการเงิน
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมตรุษจีนประจำปี 2569 ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะของหน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเชียงรายก้าวข้าม 5 หมื่นล้าน! กรอ. วางหมาก “MICE & Wellness” รับมือวิกฤตภาคการผลิตไทย

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 เมื่อรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.1 หมื่นล้าน เดินหมากไมซ์ซิตี้ รับเกมโลจิสติกส์โขง พร้อมจับเทรนด์เวลเนสและทรัพย์สินทางปัญญา

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด เส้นแบ่งที่ไม่ใช่แค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลหนาว หรือการคาดหวังยอดขายช่วงเทศกาลเท่านั้น หากแต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างการเติบโตที่พึ่งพาแรงหนุนเดิม กับการก้าวไปสู่โครงสร้างรายได้แบบใหม่ที่ยกระดับคุณภาพการใช้จ่าย เพิ่มมูลค่าจากบริการ และเชื่อมต่อการค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

ภาพใหญ่ที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองในปี 2569 เริ่มต้นจากตัวเลขที่หนักแน่นในปี 2568 จังหวัดทำรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขรายได้ข้ามหลัก 50,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ตัวเลขนี้ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่เป็นสัญญาณว่าภาคบริการได้กลายเป็นกลไกประคองเศรษฐกิจท้องถิ่นท่ามกลางความผันผวนของภาคการผลิตในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสถิติที่สวยงามยังมีรายละเอียดที่ต้องอ่านให้ครบ เพราะตัวเลขเดียวกันกำลังบอกว่า เชียงรายยังพึ่งพากำลังซื้อจากคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ตลาดต่างชาติลดลงในอัตราที่สะท้อนความเปราะบางของการฟื้นตัว และถ้าหากจังหวัดต้องการเดินเกมเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะยาว เป้าหมายไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง และนวัตกรรมสุขภาพ จะต้องไม่เป็นเพียงคำขวัญ แต่ต้องแปลงเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและครัวเรือนในพื้นที่

ปี 2568 คนไทยคือแรงพยุงหลักของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

สถิติท่องเที่ยวปี 2568 ของจังหวัดเชียงรายสะท้อนโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 ของผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหมด สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3 ของรายได้รวม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.88 และรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 แม้ตัวเลขรวมเป็นบวก แต่หากแยกดูเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะพบแนวโน้มลดลง โดยจำนวนลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

สารสำคัญของข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของเชียงรายในปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการกลับมาของตลาดต่างชาติ หากเกิดจากกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก เศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงยังผูกอยู่กับพฤติกรรมไทยเที่ยวไทย ซึ่งมีความไวต่อค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูง

ฤดูกาลท่องเที่ยวชี้ชัด ไตรมาส 4 แรง แต่ไตรมาส 1 ไม่แพ้กัน

หากมองการกระจายตัวตามไตรมาส การท่องเที่ยวเชียงรายเติบโตสูงในไตรมาส 4 ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

รายละเอียดรายเดือนยังสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากที่สุดคือเดือนมกราคม 644,347 คน สร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนที่มีชาวไทยน้อยที่สุดคือกันยายน 330,826 คน สร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

ในฝั่งต่างชาติ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดคือธันวาคม 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ส่วนเดือนที่น้อยที่สุดคือกันยายน 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันจะเห็นว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่รายได้รวมสูงมาก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าเดือนมกราคม นัยสำคัญคือ เชียงรายกำลังมีสัญญาณของการยกระดับการใช้จ่ายต่อหัวในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เมืองท่องเที่ยวที่แข็งแรงควรมี และเป็นจุดตั้งต้นที่สอดรับกับแนวคิดไมซ์ซิตี้ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

รายได้ 5.1 หมื่นล้านไม่ใช่จุดจบ แต่คือทุนตั้งต้นของยุทธศาสตร์ใหม่

คำถามที่ชุมชนธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายต้องตอบในปี 2569 คือ รายได้ท่องเที่ยวระดับนี้จะถูกต่อยอดเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใด หากยึดอยู่กับการรอฤดูกาลท่องเที่ยว เศรษฐกิจจะผันผวนตามสภาพอากาศ ตามข่าวความปลอดภัย และตามกระแสการเดินทางของผู้บริโภค

แต่หากใช้รายได้จากท่องเที่ยวเป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างกิจกรรมที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง เช่น การประชุมสัมมนา งานนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการค้าข้ามพรมแดนที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ เมืองจะขยายฐานรายได้อย่างมีคุณภาพ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียว

นี่คือฉากหลังของการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สะท้อนว่า จังหวัดกำลังเดินเกมรุกพร้อมกันหลายแนวรบ

16 กุมภาพันธ์ 2569 กรอ.เชียงราย วางหมากเศรษฐกิจใหม่ มุ่งไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์โขง และตลาดคาร์โกจีน

การประชุม กรอ.ครั้งที่ 3 ปี 2569 มีสาระสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจผ่านการติดตามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การประเมินศักยภาพเมืองเพื่อก้าวสู่ไมซ์ซิตี้ การเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก การบูรณาการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงการผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้

ไมซ์ซิตี้คือเกมยกระดับรายได้ต่อหัวของเมืองท่องเที่ยว

หัวใจของไมซ์ซิตี้ไม่ใช่แค่การได้ป้ายรับรอง แต่คือการดึงคนทำงาน คนประชุม และนักธุรกิจเข้ามาใช้จ่ายในเมืองด้วยงบประมาณที่สูงกว่าเที่ยวทั่วไป โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางในเมือง และบริการเสริมจะได้ประโยชน์ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า จังหวัดอยู่ระหว่างปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานประเมินศักยภาพเมือง 8 ด้าน เพื่อผลักดันเชียงรายสู่การเป็นเมืองไมซ์ในอนาคต หากการประเมินนี้เดินหน้าได้เร็ว เชียงรายจะมีเครื่องมือสำคัญในการดึงงานประชุมระดับภูมิภาคเข้ามา ซึ่งสอดรับกับการที่จังหวัดได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

ในมุมเศรษฐศาสตร์เมือง งานประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศเป็นมากกว่างานอีเวนต์ เพราะเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการระดับประเทศ เม็ดเงินการเดินทาง การเช่าพื้นที่จัดงาน และเครือข่ายธุรกิจ ยิ่งเชียงรายใช้โอกาสนี้เชื่อมกับการเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม และเชื่อมชายแดน เม็ดเงินจะไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้กว้างขึ้น

คาร์โกไฟลต์จีน หากเกิดจริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสินค้าเกษตรพรีเมียม

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสนใจของสายการบินจากจีนในการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าแบบคาร์โก ระหว่างเชียงรายกับคุนหมิง หากเส้นทางเกิดขึ้นจริง จะย่นระยะเวลาโลจิสติกส์ของสินค้าเกษตรพรีเมียมและผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันด้านความสด ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้มาตรฐานและแบรนด์ท้องถิ่นเจาะตลาดจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางคาร์โกจะสร้างผลเชิงเศรษฐกิจได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบต้นน้ำถึงปลายน้ำถูกยกระดับพร้อมกัน ตั้งแต่มาตรฐานสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น การขนส่งภายในจังหวัด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ที่ทำให้สินค้าของเชียงรายแตกต่างจากคู่แข่ง

ท่าเรือเชียงแสนและความร่วมมือกับ สปป.ลาว คือแกนเชื่อมลุ่มน้ำโขง

การผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้ และการขยายความร่วมมือกับแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว เป็นอีกแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง หากขยับได้จริง เชียงรายจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวปลายทาง แต่จะเป็นเมืองผ่านของการค้าและโลจิสติกส์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญา 2569 เมื่อสุขภาพและนวัตกรรมกลายเป็นเข็มทิศตลาด

ขณะเชียงรายวางเกมพื้นที่ อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณว่า ตลาดในปี 2569 ให้รางวัลกับธุรกิจที่ตอบโจทย์สุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากขึ้น

ข้อมูลสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนมกราคม 2569 ที่เปิดเผยโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวม 6,171 คำขอ ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการเพิ่มขึ้น

ในรายละเอียด เครื่องหมายการค้ามีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ติดอยู่ในกลุ่มที่มีคำขอสูง สะท้อนว่าเวลเนสไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสจริง

สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ผู้ยื่นต่างชาติยังครองสัดส่วนสูงถึง 92 และนวัตกรรมที่ยื่นมากคือยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะที่อนุสิทธิบัตรผู้ยื่นไทยครอง 96 และหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังนำมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการศึกษาไทยจำนวนมากเป็นผู้ยื่นสำคัญ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีคำขออนุสิทธิบัตรสูงในเดือนดังกล่าว

ข้อมูลชุดนี้ช่วยวางคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ให้เชียงรายว่า หากจังหวัดต้องการโตแบบมีคุณภาพ การเชื่อมการท่องเที่ยวกับสุขภาพและนวัตกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร และบริการเวลเนส จะสอดรับกับทิศทางตลาดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคการผลิตไทยส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจบริการยิ่งต้องแข็งแรง

ในขณะที่เชียงรายยืนบนฐานท่องเที่ยว ภาพรวมระดับประเทศยังมีแรงกดดันจากภาคการผลิต ข้อมูลที่อ้างถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยในเอกสารแนบสะท้อนว่า การเปิดโรงงานใหม่ชะลอลง และการแข่งขันกับสินค้านำเข้ายังคงรุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ กำลังซื้อที่อ่อนแอจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน สงครามการค้าและค่าเงิน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า

ภาพรวมเชิงโครงสร้างนี้ทำให้จังหวัดที่พึ่งพาบริการอย่างเชียงรายต้องถามตัวเองให้ชัดว่า จะทำให้เครื่องยนต์ท่องเที่ยวแข็งแรงอย่างไรในช่วงที่ประเทศอาจเผชิญแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ และจะทำให้รายได้กระจายไปถึงคนตัวเล็กได้อย่างไร ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่

จุดท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM2.5 คือบททดสอบความเชื่อมั่นและต้นทุนสุขภาพ

ปี 2569 เชียงรายไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องการตลาดท่องเที่ยว แต่ต้องแข่งขันเรื่องความน่าอยู่และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าถูกยกขึ้นเป็นวาระสำคัญทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

ข้อมูลแนบระบุว่า จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และตรวจพบจุดความร้อนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประมาณ 193 จุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์และกิจกรรม Dust Patrol ในเครือข่าย 9 อำเภอ รวมบุคลากรและผู้นำชุมชน 360 คน เพื่อเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยง

หากมองในมุมเศรษฐกิจ ฝุ่นไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนที่กดทับรายได้ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 โดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจจากคุณภาพอากาศและภาพลักษณ์ความปลอดภัย เมืองที่อยากเป็นไมซ์ซิตี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะงานประชุมและอีเวนต์ต้องการความแน่นอนด้านสุขภาพและการเดินทาง

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 คำถามใหญ่ไม่ใช่โตหรือไม่โต แต่โตแบบไหนให้คนทั้งจังหวัดได้ประโยชน์

การมีรายได้ท่องเที่ยวระดับ 51,540.09 ล้านบาท คือข้อเท็จจริงที่น่าภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือ รายได้ดังกล่าวจะกลายเป็นรายได้ครัวเรือนและการจ้างงานที่มั่นคงเพียงใด

ถ้ากลไกไมซ์ซิตี้เดินหน้าได้จริง เชียงรายจะได้ประโยชน์มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะไมซ์เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว เพิ่มคืนต่อธุรกิจบริการ และเพิ่มความถี่การเดินทางนอกฤดูกาล แต่ถ้ากลไกโลจิสติกส์คาร์โกและท่าเรือขยับได้จริง เชียงรายจะไม่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็นเมืองการค้าและการขนส่งที่สร้างรายได้ให้ภาคเกษตรและผู้ประกอบการส่งออก

ในเวลาเดียวกัน เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญาที่ชี้ไปยังสุขภาพ เวลเนส สมุนไพร อาหาร และนวัตกรรม บอกจังหวัดว่า โอกาสใหม่อาจไม่ได้อยู่ไกล หากอยู่ในท้องถิ่นเอง ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ

และเหนือสิ่งอื่นใด การต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 คือโจทย์ที่ไม่อาจเลื่อน เพราะเป็นทั้งสุขภาพของประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความน่าเชื่อถือของเมืองที่จะเป็นศูนย์กลางไมซ์ในอนาคต

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันทีในปี 2569

ประชาชนสามารถร่วมลดการเผาและแจ้งเหตุจุดเสี่ยงในชุมชนตามช่องทางที่จังหวัดกำหนด รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูงด้วยการติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่ออยู่ในเกณฑ์เสี่ยง

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรยกระดับมาตรฐานบริการที่เน้นความยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสุขภาพ เพราะตลาดกำลังให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าระบบไมซ์และกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ภาคเกษตรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรพรีเมียมควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ หากเส้นทางคาร์โกและโลจิสติกส์ขยับเป็นรูปธรรม จะเป็นโอกาสที่คนพร้อมก่อนจะได้เปรียบก่อน

สถิติสำคัญที่ใช้ประกอบรายงาน

สถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568

  • ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน รายได้ 44,460.27 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน รายได้ 7,079.82 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลการยื่นคำขอทรัพย์สินทางปัญญา เดือนมกราคม 2569

  • ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 6,171 คำขอ
  • เครื่องหมายการค้า 4,833 คำขอ
  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 599 คำขอ
  • อนุสิทธิบัตร 354 คำขอ
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 385 คำขอ
  • แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำอินโฟกราฟิกสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ตามภาพที่แนบ
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กรอ.จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จากเอกสารแนบ
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สถิติการยื่นคำขอและการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเดือนมกราคม 2569 ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ และข้อมูลสื่อเผยแพร่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจดทะเบียน
  • ข้อมูลวิเคราะห์ภาคการผลิตและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อ้างอิงจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ผู้ใช้จัดเตรียม และบทวิเคราะห์ภาพรวมภาคการผลิตของ KResearch ที่เผยแพร่สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สถิติท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่างชาติจองโรงแรมพุ่ง 77% เชียงรายสบช่องรับกลุ่มมหาเศรษฐีผ่าน Private Jet

เจาะลึก Hotel in the Sky และระบบนิเวศอัลตราลักชูรี เมื่อ Four Seasons Private Jet ปักหมุดเชียงราย และสิ่งที่เมืองปลายทางได้มากกว่าคำว่าไฮเอนด์

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสมการ จากการแข่งขันด้วยจำนวนผู้มาเยือน ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพของการใช้จ่าย ระยะเวลาการพำนัก และประสบการณ์ที่หาแทนกันไม่ได้ การปรากฏตัวของเครื่องบินเช่าเหมาลำภายใต้โปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience ซึ่งมีการรายงานว่าใช้เครื่องบิน Airbus A321LR ทะเบียน G-XATW และดำเนินการบินโดย Titan Airways ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่านของภาคเหนืออีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางระดับอัลตราลักชูรีที่เลือกโลกทั้งใบได้ และเลือกความสงบแบบมีมาตรฐานเป็นคำตอบของการพักผ่อน

ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความหรูหราในเชิงรูปธรรมของยานพาหนะหรือโรงแรม หากยังสะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 ที่แรงขับเคลื่อนสำคัญกำลังถูกกำหนดโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเข้าพักที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลตรงต่อรายได้โรงแรม การจ้างงาน และโซ่อุปทานบริการในเมืองปลายทาง

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ เมื่อการเดินทางกลายเป็นโรงแรมบนฟ้า

Four Seasons Private Jet Experience ถูกอธิบายว่าเป็นการออกแบบการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบการเดินทางเชิงมวลชน แต่ได้ระบบดูแลแบบโรงแรมหรูที่ถูกยกขึ้นไปอยู่บนความสูงระดับน่านฟ้า

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในแวดวงการท่องเที่ยวและสื่อธุรกิจระบุว่า เครื่องบินในโปรแกรมดังกล่าวได้รับการปรับแต่งภายในให้รองรับผู้โดยสารเพียง 48 ที่นั่ง จากศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่รองรับได้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ส่วนบุคคล ความเงียบ ความสบาย และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth

ทะเบียน G-XATW ถูกบันทึกในฐานข้อมูลการบินว่าเป็นเครื่อง Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการบิน Titan Airways ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการรายงานว่า Four Seasons ใช้พันธมิตรสายการบินสำหรับการปฏิบัติการบินเช่าเหมาลำในโปรแกรมนี้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความตื่นตาของคนรักเครื่องบินเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามเชิงเศรษฐกิจของเมืองปลายทางว่า ทำไมลูกค้าระดับโลกจึงเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย และเมืองจะเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนได้อย่างไร

เชียงรายในฐานะ Quiet Luxury ปลายทางที่ความหรูไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง

เมื่อพูดถึงปลายทางในเชียงรายที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ระดับนี้ ชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และถูกนำเสนอในเชิงประสบการณ์แบบ Quiet Luxury คือเน้นความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และบริการที่จัดสรรแบบพอดี ไม่ใช่ความหรูหราที่ต้องอาศัยความหนาแน่นของสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวระบุว่า แคมป์มีจำนวนยูนิตที่พักจำกัดในระดับหลักสิบ พร้อมตัวเลือกบ้านพักแบบ Explorer’s Lodge และให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ริมฝั่งน้ำและผืนป่ามากพอ ๆ กับมาตรฐานการบริการ

อีกมิติที่ถูกพูดถึงควบคู่กันคือการเชื่อมโยงกับงานอนุรักษ์ช้าง ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Golden Triangle Asian Elephant Foundation ซึ่งถูกกล่าวถึงในสื่อของ Four Seasons เองในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของประสบการณ์และความรับผิดชอบต่อสัตว์ป่าและชุมชน

อย่างไรก็ตาม ในการเล่าเรื่องเชิงข่าว การชูภาพสวยเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ เพราะความท้าทายของเมืองปลายทางมักซ่อนอยู่ใต้ความงาม นั่นคือการจัดการผลกระทบ การคุมมาตรฐานบริการ และการทำให้การท่องเที่ยวระดับสูงไม่กลายเป็นเกาะเศรษฐกิจที่ลอยแยกจากชุมชน

ตัวเลขที่บอกทิศทาง ประเทศไทยกำลังอยู่ในเกมที่ต่างชาติเป็นแรงขับหลัก

รายงานแนวโน้มการจองโรงแรมที่เผยแพร่ในไทยโดยอ้างอิงข้อมูลของ SiteMinder ชี้ว่า การจองโรงแรมในประเทศไทยมีสัดส่วนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมด ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่เป็นแม่เหล็กท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และอินโดนีเซีย โดยไทยถูกวางตำแหน่งว่าเป็นตลาดที่มีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างโดดเด่น

ขณะเดียวกัน รายงานเดียวกันสะท้อนแนวโน้มการพักนานขึ้น โดยสัดส่วนการเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปขยับขึ้น และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันหรือ ADR มีการขยับขึ้นเป็น 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

ข้อมูลชุดนี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่จุดขายสำคัญคือธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งเข้ากับเทรนด์ Stay Longer มากกว่าการมาเช็กอินแล้วไปต่อแบบรีบเร่ง เมืองที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้น ย่อมมีโอกาสให้รายได้ไหลไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น

ในมุมของช่องทางขาย รายงานยังระบุว่า เว็บไซต์ของโรงแรมหรือการจองตรงไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มช่องทางรายได้สำคัญ เป็นสัญญาณว่าตลาดระดับบนและตลาดที่ภักดีต่อแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญกับการจองแบบ Direct มากขึ้น

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ยังให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ว่า สิ่งสำคัญคือความเร็วในการเข้าสู่ตลาดและการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อมองหาตลาดต้นทางใหม่และปัจจัยกระตุ้นดีมานด์ ซึ่งสะท้อนแนวคิด Data Driven ที่กำลังกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างโรงแรมที่โตได้กับโรงแรมที่เพียงประคองตัว

เมื่อ Four Seasons Private Jet มาถึง เมืองปลายทางได้อะไรบ้างในเชิงรูปธรรม

การใช้จ่ายที่กระจายเป็นห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่ค่าห้องพัก

การท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชูรีไม่ได้หยุดที่โรงแรม แต่ขยายไปถึงบริการขนส่งภาคพื้น ร้านอาหารเฉพาะทาง งานไกด์เชิงประสบการณ์ สปา สุขภาพ งานศิลป์ และสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องเล่า ยิ่งกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เม็ดเงินยิ่งมักไหลไปสู่ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานและบริหารงานแบบมืออาชีพ

มาตรฐานบริการที่ยกระดับทั้งเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมืองปลายทางต้องรับมือกับความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเล็กน้อยในห่วงโซ่บริการอาจสะท้อนภาพลักษณ์ทั้งปลายทางได้รวดเร็ว นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องยกระดับภาษา การบริการ ความปลอดภัย และความเป็นสากล

ความท้าทายด้านสมดุลชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวระดับบนที่พึ่งพาธรรมชาติและความสงบ ต้องแลกมากับวินัยด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน เพราะความเสื่อมโทรมเพียงเล็กน้อยสามารถลดความน่าดึงดูดของ Quiet Luxury ได้ทันที เมืองจึงต้องคิดเรื่องการจัดการขยะ น้ำ พลังงาน และการคุ้มครองพื้นที่อ่อนไหวควบคู่กับการตลาด

เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าเป็นปลายทางระดับโลกได้จริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของการมาถึงของ Four Seasons Private Jet ไม่ใช่ความน่าตื่นตา แต่คือการทดสอบความพร้อมของระบบนิเวศเมืองในสามด้าน

ด้านแรกคือความพร้อมของซัพพลายบริการแบบพรีเมียมที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางภาคพื้น ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของแขก

ด้านที่สองคือความสามารถในการทำให้คุณภาพการท่องเที่ยวกระจายสู่ชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่ในไม่กี่พื้นที่ หากเมืองทำได้ เม็ดเงินจะแปลเป็นการจ้างงาน ทักษะใหม่ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กล้าลงทุนกับมาตรฐาน

ด้านที่สามคือการรักษาอัตลักษณ์ เพราะเสน่ห์ของเชียงรายในเวทีโลก ไม่ได้อยู่ที่การเหมือนเมืองอื่น แต่อยู่ที่ความเป็นเชียงรายที่ถูกเล่าอย่างร่วมสมัยและเคารพรากเดิม

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นภาพผ่านตา

สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
ยกระดับมาตรฐานบริการให้ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การจอง การชำระเงิน ความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการสื่อสารภาษาและการรับข้อร้องเรียน เพราะลูกค้าระดับนี้ตัดสินใจจากความมั่นใจมากพอ ๆ กับความสวยงาม

สำหรับชุมชน
รวมกลุ่มสร้างเรื่องเล่าของพื้นที่ให้ชัด และกำหนดขอบเขตการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายวิถีชีวิต การท่องเที่ยวที่ดีคือการที่คนในพื้นที่ยังอยู่ได้อย่างภูมิใจ ไม่ใช่ถูกบีบให้หลบทางให้ผู้มาเยือน

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
ทำข้อมูลท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เข้าถึงง่าย ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย เส้นทางฉุกเฉิน คุณภาพอากาศ การจัดการพื้นที่ธรรมชาติ และกลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะตลาดคุณภาพมองความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

เมื่อความหรูหราไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นสัญญาณของการแข่งขันระดับใหม่

การที่เชียงรายถูกกล่าวถึงในเส้นทางของประสบการณ์ Four Seasons Private Jet เป็นสัญญาณว่า เมืองกำลังถูกอ่านในฐานะปลายทางที่ขายความสงบได้ในมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับแนวโน้มที่ประเทศไทยยังมีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างเด่นชัด โดยสัดส่วนการจองจากต่างชาติอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มพักนานขึ้นพร้อม ADR ที่ขยับขึ้น

แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้โอกาสนี้ไม่เป็นเพียงข่าวชั่วคราว เมืองต้องเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นการยกระดับทักษะ มาตรฐาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ เพราะในโลกของ Quiet Luxury ความหรูหราไม่ใช่เสียงดัง หากคือความมั่นใจว่า ทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้วอย่างดี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • สัดส่วนการจองโรงแรมในไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมดตามรายงานที่เผยแพร่โดยอ้างอิงข้อมูล SiteMinder
  • ค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวัน ADR 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มการเข้าพักยาวขึ้นตามรายงานเดียวกัน
  • ทะเบียนเครื่องบิน G-XATW ระบุเป็น Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับ Titan Airways ตามฐานข้อมูลการบิน
  • การรายงานว่าห้องโดยสารถูกปรับแต่งรองรับ 48 ที่นั่งในโปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ThaiPR.NET รายงานสรุปข้อมูลแนวโน้มการจองโรงแรม อ้างอิง SiteMinder พร้อมตัวเลขสัดส่วนต่างชาติ ADR และแนวโน้มการเข้าพัก รวมถึงความเห็นผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder
  • Planespotters.net ฐานข้อมูลเครื่องบิน ใช้ยืนยันทะเบียน G-XATW และรายละเอียดพื้นฐานของอากาศยานและผู้ดำเนินการบิน
  • Business Insider รายงานเชิงธุรกิจเกี่ยวกับ Four Seasons Private Jet Experience และองค์ประกอบประสบการณ์การเดินทางระดับอัลตราลักชูรี
  • Four Seasons Magazine บทความที่กล่าวถึง Golden Triangle Asian Elephant Foundation ในบริบทของ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle
  • Golden Triangle Asian Elephant Foundation ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและความเชื่อมโยงกับแคมป์ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายยกระดับด่านแม่สาย การค้าไทย-จีน ดันส่งออกผลไม้ผ่านแดนพุ่งทะลุ 6 แสนล้าน

เชียงรายรุกเปิดทางผลไม้ไทยสู่จีน ดันด่านแม่สายเข้ากรอบพิธีสาร พร้อมจัดมหกรรมการค้าชายแดนเร่งดีลใหม่ กู้แรงส่งเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – บนเส้นทางที่รถบรรทุกสินค้าต้องแข่งกับเวลา ความสดของผลไม้ และต้นทุนที่ไหลขึ้นทุกครั้งที่คอขวดเกิดซ้ำ จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับบทบาท “ประตูการค้าลุ่มน้ำโขง” ให้จับต้องได้จริงมากขึ้นในปี 2569

ภาพที่เห็นชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ คือการเดินหน้าสองแนวรบคู่กัน แนวรบแรกคือการเร่งผลักดัน “ด่านแม่สาย” ให้ได้รับการพิจารณาในกรอบพิธีสารไทย–จีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้การขนส่งทางบกมีสถานะทางการและทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม แนวรบที่สองคือการใช้กิจกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ด้วยการจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเจรจาธุรกิจและหาตลาดทดแทนในช่วงที่การค้าชายแดนบางด้านยังเผชิญความไม่แน่นอน

ประเด็นไม่ใช่เพียงการจัดงานหรือการประชุมหนึ่งครั้ง หากเป็นการอ่านโจทย์เศรษฐกิจชายแดนจากตัวเลขทั้งประเทศ แล้วนำมาลงมือแก้ด้วยเครื่องมือที่จับต้องได้ในจังหวัด

แม่สายจากด่านชายแดนสู่จุดยุทธศาสตร์ผลไม้ไทย–จีน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมเพื่อพิจารณาความพร้อมการเพิ่มด่านแม่สายเป็นจุดนำเข้าและส่งออกผลไม้ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศที่สาม โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานร่วมกับผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สาระสำคัญของการหารืออยู่ที่การทำให้ “เส้นทาง” กลายเป็น “ระบบ” เพราะในโลกของการค้าผลไม้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันตั้งแต่ต้นทางในไร่ ไปจนถึงการตรวจรับ การกักกันโรค การควบคุมอุณหภูมิ การผ่านพิธีการ และเวลาที่สินค้าใช้บนถนน

ฝ่ายจังหวัดสะท้อนว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีความต้องการสูงในตลาดจีน แต่ข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคมและขั้นตอนพิธีการในบางจุดยังส่งผลต่อระยะเวลาและต้นทุน การทำให้ด่านแม่สายถูกยกระดับในกรอบพิธีสาร จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งทางบกที่เร็วขึ้น ลดคอขวด และลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกและเกษตรกรเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การค้า การลดเวลาได้เพียงเล็กน้อยอาจแปลเป็นการลดต้นทุนรวมทั้งระบบ เพราะเวลาที่เสียหน้าแดนเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มทั้งค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และความไม่แน่นอนของกำหนดส่งมอบ ซึ่งทั้งหมดสะเทือนต่อราคาและอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยโดยตรง

มหกรรมการค้าชายแดน 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ วางเวทีดีลใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน กรมการค้าต่างประเทศประกาศจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่าง 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้พื้นที่ฝูงบิน 416 และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เป็นจุดจัดกิจกรรมหลัก เป้าหมายที่ประกาศคือเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงการค้าเมียนมา ลาว และจีน และตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

รูปแบบกิจกรรมสะท้อนว่ารัฐต้องการ “ให้เกิดธุรกรรมจริง” ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า ภายในงานจะมีบูธจำหน่ายสินค้ากว่า 200 คูหา เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนของจังหวัด รวมถึงสัมมนาเชิงลึกหัวข้อ Winning the New Chinese Wave ที่ชูการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการต่อคลื่นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่ และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

อีกมิติที่ถูกหยิบขึ้นมาคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด่านกัมพูชา ด้วยการดึงเข้ามาอยู่ในเวทีใหม่ เพื่อหาตลาดทดแทนและคู่ค้าใหม่ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “กระจายความเสี่ยง” ในทางปฏิบัติ

ตัวเลขทั้งประเทศชี้ชัด ปี 2568 ผ่านแดนโตแรงจนพยุงภาพรวม

แรงผลักดันของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังลอย ๆ หากมีตัวเลขระดับประเทศเป็นฐานรองรับอย่างชัดเจน

ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 6.71 เมื่อเทียบปีก่อน เป็นการส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 1.39 และการนำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุลการค้า 188,579 ล้านบาท

แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้าง จะเห็นการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงที่สำคัญ
การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.47 ส่งออกชายแดน 522,007 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 13.31 ขณะที่นำเข้าชายแดน 372,186 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.69
ในทางตรงข้าม การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท โตถึงร้อยละ 24.39 ส่งออกผ่านแดน 541,097 ล้านบาท โต ร้อยละ 21.23 นำเข้าผ่านแดน 502,339 ล้านบาท โต ร้อยละ 27.99 และไทยได้ดุลผ่านแดน 38,757 ล้านบาท

ตัวเลขนี้บอกนัยสำคัญว่า แม้ “ชายแดน” ในความหมายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงจะชะลอตัว แต่ “ผ่านแดน” ซึ่งเชื่อมไปประเทศที่สามกลับเร่งตัวแรง จนทำให้ภาพรวมทั้งระบบยังขยายตัว

เมื่อพิจารณาเฉพาะการผ่านแดนไปจีน มูลค่ารวมอยู่ที่ 608,165 ล้านบาท โต ร้อยละ 26.71 กลายเป็นตลาดผ่านแดนอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามตามมาในลำดับถัดไปตามข้อมูลชุดเดียวกัน

หากตีความแบบภาคสนาม นี่คือเหตุผลที่เชียงรายต้องเร่ง เพราะเมื่อแนวโน้มทั้งประเทศชี้ว่าการผ่านแดนไปจีนเป็น “แรงฉุดขึ้น” ของระบบ การทำให้ด่านและเส้นทางพร้อมจึงเท่ากับการยืนอยู่บนกระแสเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่การสวนกระแส

สัญญาณล่าสุดเดือนธันวาคม ชี้การผ่านแดนยังแรงแม้ส่งออกชายแดนสะดุด

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2568 ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกัน ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเดียวมีมูลค่า 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76 แต่รายละเอียดสะท้อนความต่างของสองเครื่องยนต์

การค้าชายแดนเดือนธันวาคมอยู่ที่ 66,031 ล้านบาท ลด ร้อยละ 15.16 ส่งออกชายแดน 38,426 ล้านบาท ลด ร้อยละ 23.86 ขณะที่นำเข้าชายแดน 27,605 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 0.87
ส่วนการค้าผ่านแดนเดือนเดียวอยู่ที่ 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36 ส่งออกผ่านแดน 42,750 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.66 และนำเข้าผ่านแดน 53,283 ล้านบาท เพิ่มสูงถึง ร้อยละ 64.07

สำหรับผู้ประกอบการ ตัวเลขแบบนี้แปลเป็นเรื่องเดียวกัน คือความเสี่ยงและโอกาสกำลังอยู่คนละทิศทาง ความเสี่ยงคือการพึ่งพาการค้าชายแดนบางด้านมากเกินไปในช่วงที่สถานการณ์ปิดเปิดหรือมาตรการฝั่งคู่ค้าเปลี่ยนได้รวดเร็ว โอกาสคือการต่อยอดผ่านแดนไปประเทศที่สามที่กำลังขยายตัว และต้องการเส้นทางที่ชัดเจน โปร่ง และมีมาตรฐาน

เชียงรายกับบทบาทศูนย์กลาง การค้าที่โตไม่พอถ้าโลจิสติกส์ยังติดขัด

ในชุดข้อมูลที่แนบมา มีการระบุว่าเชียงรายมีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมกว่า 100,000 ล้านบาทในปี 2568 และสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ทุเรียน มังคุด ลำไย และน้ำมันเชื้อเพลิง ภาพนี้สะท้อนบทบาท “ประตูการค้าสู่จีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน” ที่เชียงรายพยายามยืนยันมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นประตูไม่ได้หมายความว่าผ่านได้โดยอัตโนมัติ ประตูที่คนใช้จริงต้องเปิดได้ไว ปลอดภัย และมีกติกาที่คู่ค้ารับรู้ตรงกัน ยิ่งเมื่อผ่านแดนไปจีนโตแรง การผลักดันด่านแม่สายให้เข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ จึงเป็นเหมือนการยกระดับ “ประตู” จากประตูท้องถิ่นให้กลายเป็นประตูมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์จากการเร่งครั้งนี้ และใครต้องปรับตัว

คำถามที่ผู้อ่านเชิงลึกมักมองหา คือผลลัพธ์จะตกถึงใคร

หากด่านแม่สายถูกยกระดับจริง กลุ่มแรกที่มีโอกาสได้ประโยชน์คือเกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ต้องการเส้นทางบกที่ลดคอขวดและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ห้องเย็น และธุรกิจบริการชายแดนย่อมได้รับแรงหนุนตามมา

แต่ในอีกด้าน การยกระดับเส้นทางย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มขึ้น เพราะเมื่อระบบเร็วขึ้น ตลาดจะยิ่งคาดหวังความสม่ำเสมอของคุณภาพและกำหนดส่งมอบ ผู้ประกอบการรายเล็กจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสารมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มและการค้าดิจิทัล ซึ่งถูกชูเป็นแกนในการสัมมนาภายในงานมหกรรมด้วย

นี่คือเหตุผลที่ “มหกรรมการค้าชายแดน” ไม่ควรถูกมองเป็นงานขายของ แต่ควรถูกมองเป็นเวทีปรับทักษะและสร้างดีลใหม่ในจังหวะที่โครงสร้างการค้ากำลังเปลี่ยน

ปลายทางของเรื่องนี้ คือเชียงรายจะใช้แรงส่งผ่านแดนพยุงเศรษฐกิจปี 2569 ได้แค่ไหน

เมื่อการค้าชายแดนทั้งประเทศปี 2568 หดตัว แต่ภาพรวมยังโตได้เพราะผ่านแดนพุ่งขึ้น การวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ของเชียงรายจึงเหมือนการ “เลือกยืนบนเครื่องยนต์ที่กำลังเร่ง” มากกว่ายืนบนเครื่องยนต์ที่ยังสะดุด

โจทย์ที่ต้องจับตาหลังจากนี้มีอย่างน้อยสามข้อ
หนึ่ง ความคืบหน้าการผลักดันด่านแม่สายเข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ และความพร้อมด้านมาตรฐานตรวจรับและโลจิสติกส์
สอง ผลลัพธ์เชิงธุรกรรมจากงานมหกรรมการค้าชายแดน ว่าจะเกิดคู่ค้าใหม่และคำสั่งซื้อจริงมากเพียงใด
สาม ความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่นในการปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสนามที่เร็วและเปลี่ยนกติกาได้ตลอด

ท่ามกลางตัวเลขการค้าผ่านแดนที่ทะลุ 1,043,436 ล้านบาทในปี 2568 และเติบโตถึง ร้อยละ 24.39 ภารกิจของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่การ “ตามน้ำ” แต่คือการทำให้ระบบรองรับน้ำเชี่ยวได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สถิติสำคัญ

  • ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.71 ส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 1.39 นำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุล 188,579 ล้านบาท
  • ปี 2568 การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท ลด ร้อยละ 8.47
  • ปี 2568 การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 24.39
  • ปี 2568 การผ่านแดนไปจีน 608,165 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 26.71
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าผ่านแดน 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36

หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นอ้างอิงจากอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการค้าชายแดนและผ่านแดนของกรมการค้าต่างประเทศที่แนบมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

ยุทธศาสตร์สกัดทุนเทา 2569 แบงก์ชาติคุมวงเงินแลกเปลี่ยนชายแดน ป้องกันเศรษฐกิจใต้ดิน

แบงก์ชาติเดินเกม “สงครามทุนเทา” ปี 2569 คุมเงินสดรายใหญ่ สกัดเงินไหลชายแดน จับตา USDT ผิดปกติ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำสุดรอบทศวรรษ

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ปลายเดือนมกราคมในเมืองชายแดนอย่างเชียงราย บรรยากาศเหมือน “ปกติ” แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยสัญญาณเตือนจากเครือข่ายการเงินที่เปลี่ยนรูปเร็วกว่าเดิม เงินสดยังเดินทางได้ ทองคำยังเคลื่อนย้ายได้ เงินตราต่างประเทศยังเปลี่ยนมือได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที

ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 ความเปราะบางเชิงโครงสร้างจึงถูกยกขึ้นเป็น “โจทย์เร่งด่วน” ของประเทศ และหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดตรงขึ้นคือ เศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา ทุนเทา ที่ถูกมองว่ากัดกร่อนทั้งการแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน

เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ความเสี่ยงโตเร็ว ประเทศจึงหันมาจัดระเบียบ “เส้นเลือดการเงิน”

ปี 2569 ถูกนิยามจากตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายเงียบลงโดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจไทยถูกคาดหมายว่าจะโตเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ถูกประเมินว่าสามารถไปได้สูงกว่านั้น หากประเทศแก้โจทย์เชิงโครงสร้างได้จริง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา การขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง ไปจนถึงคอร์รัปชันและทุนเทา

ภาพนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต้องการยืนอยู่แค่บทบาทเดิมที่พึ่ง “ดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือหลัก หากแต่เริ่มขยับสู่มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่เชื่อมกับเงินนอกระบบ ซึ่งหากปล่อยไว้จะย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในที่สุด

ในอีกด้าน ประเทศไทยยังมีบริบทใหม่ที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ความกดดันจากระเบียบโลกที่เปลี่ยนเร็ว และความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงกับเงิน เครือข่าย และเทคโนโลยี มากกว่าการใช้กำลังแบบเดิม นั่นทำให้คำว่า “ทุนเทา” ไม่ได้ถูกพูดในเชิงข่าวอาชญากรรมอย่างเดียว แต่กลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางสังคมไปพร้อมกัน

คุมเงินสดรายใหญ่ ปิดช่องทางขนเงินนอกระบบ

จุดเริ่มของความสั่นสะเทือนอยู่ที่ “เงินสด” สิ่งที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่หลบเลี่ยงร่องรอยได้ดีที่สุด

รายงานข่าวระบุว่าในช่วงเวลาราว 10 กว่าวันถึง 2 สัปดาห์ มีการพบธุรกรรมถอนเงินสดที่ผิดปกติ 2 กรณี ระดับ 250 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท รวมถึงพฤติกรรมเจาะจงขอธนบัตรชนิดราคา 500 บาท ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นสัญญาณต้องสงสัยและควรถูกตรวจสอบเชิงลึก

แนวทางที่ถูกพูดถึงคือ การยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและวัตถุประสงค์การทำธุรกรรม เมื่อมีการถอนเงินสดเกินระดับหลายล้านบาท โดยตัวเลขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ในช่วงประมาณ 3 ถึง 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าถอนเพื่ออะไร ใช้ช่องทางโอนหรือเช็คได้หรือไม่ และหากพบความผิดปกติจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหากโยงการเลือกตั้งก็ส่งต่อหน่วยงานกำกับการเลือกตั้งให้ตรวจสอบ

มิติที่ทำให้เรื่องนี้เกินกว่าข่าวการเงิน คือประโยคที่สะท้อนแนวคิดว่า ทุนเทาไม่ได้เป็นแค่เรื่องผิดกฎหมายรายคดี แต่เป็นสิ่งที่ “กัดกร่อนประเทศ” ผ่านการบิดเบือนการแข่งขัน การทำให้ต้นทุนซ่อนเร้นต่ำกว่าคนทำธุรกิจสุจริต และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีอย่างเงียบ ๆ

คุมแลกเงินชายแดน วงเงินเข้มขึ้นเพื่อสกัดการฟอกเงินข้ามพรมแดน

หากเงินสดคือ “การเคลื่อนย้าย” เงินตราต่างประเทศก็คือ “การแปลงร่าง” ของเงินก่อนจะข้ามแดน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเอกสารทางการกำหนดวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศต่อคนต่อวัน และกำหนดวงเงินที่เข้มงวดในพื้นที่ชายแดน โดยสาระสำคัญคือ

  • พื้นที่ทั่วไปมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
  • พื้นที่ชายแดนมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 200,000 บาทต่อคนต่อวัน

เมื่อวางแผนที่ลงไปบนภูมิศาสตร์จริง เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้อง “รู้สึก” กับมาตรการนี้ทันที เพราะมีทั้งด่านชายแดนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเดินทางและการแลกเงิน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการทำธุรกรรมของคนในพื้นที่

มาตรการลักษณะนี้ย่อมมีผลสองหน้า ด้านหนึ่งช่วยปิดช่องทางการฟอกเงินผ่านการแลกเงินสดจำนวนมากในจุดเสี่ยง แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความสะดวกให้กับผู้ประกอบการบางประเภท โดยเฉพาะผู้ที่เคยพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก

จับตาทองคำออนไลน์ ลดแรงกดดันค่าเงินและเส้นทางทุนเทา

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มี “ความเป็นเงิน” สูงในเชิงการเก็บมูลค่า และเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายมูลค่าที่ทำได้ทั้งในและนอกระบบ รายงานระบุว่ามีแนวทางกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีการพูดถึงกรอบวงเงินระดับ 50 ล้านบาทต่อวันสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์ในบางรูปแบบ รวมถึงกรอบการรายงานธุรกรรมมูลค่าสูงเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวเชิงระบบชัดขึ้น ในมุมสาธารณะ ประเด็นทองคำมักถูกมองเป็นเรื่องการลงทุน แต่ในมุมกำกับดูแล ทองคำคือช่องทางที่เงินสามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ยากต่อการตามรอยได้มากขึ้น หากไม่มีระบบรายงานและตรวจสอบที่เข้มพอ

e-Wallet e-Money และมาตรการรู้จักลูกค้าให้เข้มขึ้น

ในยุคที่เงินย้ายจากเงินสดไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ความเสี่ยงก็ย้ายตามไปด้วย แนวทางหนึ่งคือการทำให้ผู้ให้บริการ e-Money และ e-Wallet เชื่อมข้อมูลและจัดระดับการทำธุรกรรมตามระดับการยืนยันตัวตน รวมถึงการทำ profiling เพื่อแยกบัญชีของประชาชนทั่วไปออกจากบัญชีที่เข้าข่ายเสี่ยง เช่น บัญชีม้า หรือบัญชีที่ใช้พักเงินในเครือข่ายอาชญากรรม นี่คือ “งานหลังบ้าน” ที่ไม่ดราม่าเท่าการคุมถอนเงินสด แต่เป็นกลไกที่จะทำให้มาตรการอื่นทำงานได้จริง เพราะหากไม่เห็นตัวตนและพฤติกรรม ระบบก็ไม่สามารถแยกธุรกรรมปกติออกจากธุรกรรมที่ต้องสงสัยได้

เชียงรายในสมการใหม่ เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่ต้องสร้างความมั่นใจด้วยความปลอดภัยทางการเงิน

เชียงรายมีบทบาททับซ้อนกันอยู่สามชั้น ชั้นแรก คือเมืองท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งความเชื่อมั่น ชั้นที่สอง คือเมืองชายแดนที่มีการไหลเวียนของคนและเงิน ชั้นที่สาม คือพื้นที่ที่มักถูกจับตาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในบางช่วงเวลา

เมื่อมาตรการคุมแลกเงินชายแดนระดับ 200,000 บาทต่อคนต่อวันมีผลในเชิงหลักการ เมืองอย่างแม่สาย เชียงแสน หรือจุดกิจกรรมชายแดนย่อมต้องปรับพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพราะ “ถูกกล่าวหา” แต่เพราะพื้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มความเข้มในการป้องกัน

อีกด้านหนึ่ง การพูดถึงการค้ามนุษย์และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายในพื้นที่ชายแดนยังเป็นบริบทที่อยู่คู่กับเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการสื่อสารเกี่ยวกับการประชุมหรือการทำงานร่วมของหน่วยงานพื้นที่ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งสะท้อนว่า “ความมั่นคงมนุษย์” ถูกยกเป็นงานประจำ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ

หากมองแบบไม่ตื่นตระหนก แต่ยึดหลักความจริง เมืองชายแดนจะปลอดภัยและแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อ “เงินสะอาด” ไหลเวียนได้คล่อง และ “เงินเสี่ยง” ถูกบีบให้ติดร่องรอยจนทำงานยากขึ้น

อีกด้านของเรื่องเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจโตช้า มาตรการเฉพาะจุดถูกใช้พยุงระบบ

นอกจากเรื่องทุนเทา รายงานยังกล่าวถึงการแก้โจทย์เศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น

  • การจัดการหนี้เสียรายย่อย โดยมีการพูดถึงการโอนบัญชีหนี้เสียจำนวนมากไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อช่วยจัดโครงสร้าง
  • การพยุงผู้ประกอบการ โดยมีแนวคิดเรื่องเครดิตการันตีหรือสินเชื่อเพื่อให้ SME กลับมาเดินได้ในช่วงที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง

สารสำคัญคือ มาตรการการเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ หากโครงสร้างยังรั่ว และเงินนอกระบบยังทำให้กติกาเศรษฐกิจบิดเบี้ยว

เงินเทาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะต้นทุนสุดท้ายตกที่คนปกติ

คนทำธุรกิจสุจริตอาจต้องเสียเปรียบจากคู่แข่งที่มีเงินต้นทุนต่ำแบบไม่โปร่งใส ประชาชนอาจเผชิญราคาสินค้าและบริการที่สะท้อน “ความเสี่ยง” ของพื้นที่ รัฐอาจสูญรายได้ภาษี และต้องใช้งบมากขึ้นเพื่อไล่แก้ปัญหาปลายเหตุ

เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้นทุนสุดท้ายมักไม่ตกที่เครือข่ายทุนเทาเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจตกที่คนธรรมดาที่ต้องซื้อความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ผ่านค่าธรรมเนียม เวลา เอกสาร และความไม่แน่นอน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • งานสัมมนา Thailand Blooming 2026
  • THE STANDARD รายงานทิศทาง ก.ล.ต. ด้านการป้องกันการฟอกเงินและการเชื่อมโยงข้อมูลกำกับดูแล
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ ไทย 2569 หนี้ครัวเรือนพุ่งดันกระแส Generation Rent และโอกาสทองที่ดินแนวรถไฟเชียงราย

อสังหาฯ ไทย 2569 ยุค “รักษาสมดุลความเสี่ยง” และการกลายร่างของ “เชียงราย” สู่ประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 25 มกราคม 2569 — หากปี 2568 คือปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย “ชะงักเพื่อประเมินความเสียหาย” จากแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อบ้านต้อง “เดินบนเส้นเชือก” อย่างมีสติยิ่งกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกบังคับให้ต้องบริหารให้เดินต่อได้

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายเลี่ยงไม่ได้คือ ภาระหนี้ครัวเรือนของไทย ใกล้ระดับ 90% ของ GDP ได้กลายเป็น “เพดานกำลังซื้อ” ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นธุรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มีการระบุอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ สูงถึง 70–80% ในบางช่วง

ในบริบทเช่นนี้ CBRE ประเทศไทย ประเมินทิศทางตลาดปี 2569 ว่าเป็น “ปีแห่งการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน” พร้อมชี้ว่า ตลาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวคิด คุณภาพเหนือปริมาณ” มากขึ้น ขณะที่ตลาดสำนักงานเดินหน้าไปตามเทรนด์ Flight-to-Quality และกลุ่มที่โดดเด่นต่อเนื่องคือ Industrial & Logistics โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ในพื้นที่ EEC

แต่ถ้ากรุงเทพฯ คือเวทีแข่งขันของสินทรัพย์ระดับบน แบรนด์ และทุนขนาดใหญ่ “เชียงราย” กำลังถูกดึงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาของเมืองที่กำลัง “เปลี่ยนสถานะ” จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลและเกษตรกรรม สู่เมืองยุทธศาสตร์ชายแดนและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทย–สปป.ลาว–จีน ภายใต้แรงส่งจากเมกะโปรเจกต์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2569 ตลาดไม่ได้ถามว่า “ฟื้นไหม” แต่ถามว่า “เสี่ยงแค่ไหนถึงคุ้ม”

ภาพตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม ผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มต้นจาก “จะเปิดตัวโครงการเพิ่มกี่ยูนิต” แต่เริ่มจาก “หากเปิดแล้วขายไม่ออก จะรับความเสี่ยงไหวหรือไม่” เพราะต้นทุนความผิดพลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนการเงิน สต็อกคงค้าง และการแข่งขันที่รุนแรง

ในปี 2567 สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง และมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ในช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 ถูกมองว่าเป็นมาตรการลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ใช่ “เวทมนตร์” ที่ทำให้คนกู้ผ่านทันที หากฐานะรายได้และภาระหนี้เดิมยังเปราะบาง 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มาตรการช่วย “คนที่เกือบพร้อม” ให้ขยับได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถยก “คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต” ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีของการ “คัดคน” และ “คัดสินค้า” มากกว่าปีก่อน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “คุณภาพเหนือปริมาณ” กับการย้ายสนามแข่งขันของอสังหาฯ

นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ CBRE ประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มว่า ตลาดที่พักอาศัยจะมุ่งไปสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยเฉพาะโครงการในย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มเป็นโครงการระดับบน เน้นความเป็นส่วนตัว และการยกระดับด้วยแนวคิด Branded Residence หรือการบริหารจัดการมาตรฐานบริการที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาพสำนักงานที่ผู้ใช้สรุปไว้สะท้อนพฤติกรรมผู้เช่าที่เริ่ม “ย้าย” ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า  เทรนด์ Flight-to-Quality  เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ภาพลักษณ์องค์กร และต้นทุนรวมในระยะยาว โดยตลาดที่ผู้ใช้ชี้ว่า “โดดเด่นที่สุด” คือกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่แรงขับสำคัญคือการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

สาระสำคัญของภาพใหญ่คือ ตลาดกำลังปรับจากการแข่งขันเชิงปริมาณ (จำนวนยูนิต/จำนวนโครงการ) ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ (มาตรฐานอาคาร บริการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถบริหารความเสี่ยง)

เมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นชีวิตจริง  ตลาดเช่าจึงกลายเป็นตลาดหลัก (ไม่ใช่ตลาดรอง)

หนึ่งในตัวเลขที่สะเทือนความเข้าใจเดิมของตลาดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ผู้ใช้ระบุว่าอยู่ระดับ 70–80% ในบางช่วงเวลา ซึ่งหากตัวเลขนี้สะท้อนภาวะจริงในภาคสนาม ก็เท่ากับว่าความต้องการของคนจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบด้วย “ประตูสินเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความไม่อยากซื้อ”

ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ Generation Rent มีคนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าแทนซื้อ” และการเกิดโมเดล Rent-to-Own (เช่าซื้อ) ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเช่าอยู่อาศัยก่อน แล้วนำค่าเช่าบางส่วนมาหักเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดกำแพงการเข้าถึงบ้านสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก

นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อการเช่าไม่ใช่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “ทางหลัก” ผู้ประกอบการที่ยังยึดโมเดลรายได้จากการขายอย่างเดียว ย่อมเผชิญความเสี่ยงสภาพคล่องมากกว่าผู้ที่ออกแบบพอร์ตให้รองรับรายได้จากการเช่า/การบริการ/การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

เชียงราย “เมืองที่กำลังถูกเขียนใหม่” ด้วยรางรถไฟ โลจิสติกส์ และบทเรียนภัยพิบัติ

หากจะมีจังหวัดหนึ่งที่สะท้อนคำว่า “การกลายร่างท่ามกลางวิกฤติ” ได้ชัด เชียงรายคือหนึ่งในนั้น เพราะเมืองกำลังยืนอยู่บนแรงดึงสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือแรงกดจากกำลังซื้อระดับล่างที่เปราะบางและการกู้ที่ยากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยบางเซกเมนต์ชะลอตัวและต้องปรับฐาน
อีกด้านคือแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน ที่ทำให้อสังหาฯ เชิงยุทธศาสตร์  ทำเลโลจิสติกส์ พื้นที่พาณิชย์รอบจุดเชื่อมต่อ และที่อยู่อาศัยรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว  เริ่มมีความหมายมากขึ้น

และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ”

เมกะโปรเจกต์เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ “ความคืบหน้า 50.49%” คือสัญญาณที่ตลาดใช้คำนวณได้

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ถูกวางให้เป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมภาคเหนือสู่พื้นที่ชายแดนและการค้าลุ่มน้ำโขง ผู้ใช้ระบุความคืบหน้า ณ สิ้นปี 2568 ว่าอยู่ที่ ประมาณ 50.49% (เร็วกว่าแผน) และแจกแจงรายสัญญา ได้แก่

  • สัญญา 1 เด่นชัย–งาว 47.61% (ล่าช้าเมื่อเทียบแผน)
  • สัญญา 2 งาว–เชียงราย 56.72% (เร็วกว่าแผน)
  • สัญญา 3 เชียงราย–เชียงของ 45.79% (เร็วกว่าแผน)

สำหรับตลาดอสังหาฯ ตัวเลขความคืบหน้าเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางวิศวกรรม แต่คือ “สัญญาณความเป็นจริง” ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มนำไปใส่ในสมการความเสี่ยง ทำเลที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์เริ่มถูกตีราคาใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่รอบแนวสถานีและถนนบายพาสที่ผู้ใช้ระบุว่าแนวคิด TOD ช่วยดันราคาเสนอขายที่ดินไปแตะ ราว 2.3 ล้านบาทต่อไร่ ในบางจุด

หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจเมือง รถไฟทางคู่กำลังเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองปลายทาง” ไปสู่ “เมืองผ่านที่มีมูลค่า” เพราะการผ่านของสินค้า คน และบริการ คือสิ่งที่สร้างดีมานด์ต่อคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า พื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน

ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย ปรับฐานด้วยตัวเลข  และสะท้อนแรงกดจริงของครัวเรือน

ในข้อมูลเชิงสถิติที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายราว 2,758 หน่วย (ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน) และมีหน่วยเหลือขายราว 2,656 หน่วย มูลค่ารวมราว 10,499 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรระดับราคา 2–5 ล้านบาท และทำเลหลักอย่างอำเภอเมืองเชียงราย/โซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตัวชี้วัดที่สะท้อนการชะลอตัว ได้แก่

  • หน่วยขายได้ใหม่ 102 หน่วย (ลดลง 55.5% YoY)
  • มูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ 372 ล้านบาท (ลดลง 61.1% YoY)
  • อัตราดูดซับต่อเดือน 1.6%
  • ระยะเวลาคาดว่าจะขายหมด 57 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? อย่างน้อยสองอย่าง
หนึ่ง ตลาดไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการใหม่” เพื่อดันการเติบโตได้เหมือนเดิม
สอง ผู้ประกอบการต้องคิดหนักขึ้นเรื่องการจัดการสต็อก โปรโมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรม “เช่าแทนซื้อ” ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก

ความปลอดภัย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของราคา น้ำท่วม–แผ่นดินไหว และต้นทุนความเชื่อมั่น

บทเรียนอีกด้านที่เชียงรายเผชิญคือภัยพิบัติ ผู้ใช้ระบุว่าแม่สายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และภาครัฐมีแผนป้องกันน้ำท่วมถาวรงบประมาณรวมราว 3,430 ล้านบาท พร้อมรายละเอียด เช่น ขุดลอกลำน้ำสาย/น้ำรวก การสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 843 หลัง และงบชดเชยราว 1,830 ล้านบาท

เมื่อความเสี่ยง “ปรากฏเป็นภาพจริง” ความปลอดภัยจึงไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็น “ตัวแปรราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจะไม่ประเมินแค่ทำเล–ฟังก์ชันบ้าน แต่ประเมินว่า

  • โครงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากหรือไม่
  • มีมาตรการระบายน้ำ/ยกพื้น/แนวป้องกันหรือไม่
  • โครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้เพียงใด
  • วัสดุและระบบอาคารลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวได้จริงหรือไม่

นั่นทำให้ผู้ใช้ชี้ว่าแนวทาง Green & Safety และการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว/ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ “ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์” แต่เป็น “เงื่อนไขเพื่อขายได้” ในเมืองที่ความเชื่อมั่นเคยถูกกระทบ

Chiang Rai Wellness City จาก “อยู่” ให้กลายเป็น “อยู่ดี” และเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นประสบการณ์สุขภาวะ

ผู้ใช้ระบุยุทธศาสตร์ผลักดันเชียงรายสู่ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งเปลี่ยนโจทย์อสังหาฯ จาก “บ้าน” ไปสู่ “Wellness Living Experience” โดยทำเลอย่างโซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ยังมี Real Demand สูงจากนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรอบนี้ อสังหาฯ ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงบ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว เช่น การออกแบบพื้นที่สีเขียว การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสะดวกในการเดินทาง และความปลอดภัยของชุมชน ซึ่งเมื่อผสานกับเทรนด์ long-stay และสังคมสูงวัย ยิ่งทำให้เชียงรายมี “เรื่องเล่าใหม่” ที่ต่อยอดไปสู่ตลาดคุณภาพได

ผู้ซื้อต่างชาติและแรงเคลื่อนย้ายทุน เมื่อเมียนมา “ขยับขึ้น” และเชียงรายได้อานิสงส์ด้านความปลอดภัย

REIC ระบุว่า ไตรมาส 1/2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 3,919 หน่วย มูลค่าราว 16,392 ล้านบาท และชาวเมียนมาขยับขึ้นเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 แซงหน้ารัสเซีย  โดยเหตุผลสำคัญเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้เกิดแรงผลักให้ผู้มีฐานะมองหาที่พำนักในไทย

สำหรับเชียงราย “ความใกล้ชายแดน” ซึ่งเคยเป็นจุดขายด้านการค้าและท่องเที่ยว กำลังเพิ่มความหมายใหม่ในฐานะ “พื้นที่หลบความเสี่ยง” ที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ และอยู่ในระยะทางที่เดินทางเชื่อมต่อได้จริง นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้บางผลิตภัณฑ์ เช่น บ้านคุณภาพสูงหรือโครงการที่วางตำแหน่งรองรับการอยู่อาศัยจริงของชาวต่างชาติ มีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อในประเทศจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

ฉากการแข่งขันผู้ประกอบการ “ทุนใหญ่” กับ “Local Heroes” และเกมที่ไม่เหมือนเดิม

ผู้ใช้จัดเตรียมภาพการแข่งขันในเชียงรายไว้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่และรสนิยมล้านนา

ตัวอย่างที่ผู้ใช้ระบุ ได้แก่ ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาพร้อมโปรโมชันแรงและมาตรฐานบริการหลังการขาย รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังครองฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและระดับกลางถึงบนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างและความคุ้นเคยของทำเล

แต่ในปี 2569 เกมไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดโครงการใหญ่กว่า” หากวัดกันที่

  • ใครคุมต้นทุนได้ดีพอให้ทนรอบขายช้าลง
  • ใครปรับโมเดลรายได้ให้รองรับตลาดเช่า/เช่าซื้อได้จริง
  • ใครสื่อสารความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ใครเลือกทำเลที่สอดคล้องกับดีมานด์แท้ (มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จุดคมนาคม) มากกว่าการหวังเก็งกำไร

เศรษฐกิจปี 2569 เมื่อการเติบโตชะลอ และความไม่แน่นอนสูง  อสังหาฯ จึงต้อง “วางแผนรอด” ก่อน “วางแผนรวย”

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่ามีโอกาสชะลอลง เหตุจากแรงกดดันการส่งออก อุปสงค์โลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกจาก WTO ที่ผู้ใช้ระบุไว้

แม้ในข่าวนี้จะไม่ลงรายละเอียดทุกบรรทัดของชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ คือ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่แน่นอน “การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่” จะยิ่งอ่อนไหว และทำให้พฤติกรรมผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจมากขึ้น

ในเชิงจิตวิทยาตลาด อสังหาฯ ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ขาย “ความมั่นคงของชีวิต” และในยุคที่รายได้ถูกกดดัน หนี้สูง และภัยพิบัติสร้างความไม่แน่นอน ความมั่นคงนั้นยิ่งมีราคาแพงขึ้น

มุมมองเชิงนโยบาย เมืองที่กำลังโต ต้องโตอย่างไม่ทิ้งคนข้างหลัง

อีกด้านที่ข่าวเชิงลึกเลี่ยงไม่ได้คือ “ผลกระทบต่อชุมชน” เพราะการขยับของราคาที่ดินรอบแนวคมนาคม (เช่น TOD) และการยกระดับเมืองไปสู่ Wellness City อาจนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หากตลาดเคลื่อนไปสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงมากขึ้น ขณะที่คนทำงานรายได้ปานกลาง–ล่างยังติดเงื่อนไขสินเชื่อ

นี่ทำให้โมเดลเช่า/เช่าซื้อและการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์แท้ กลายเป็น “โจทย์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่โจทย์ธุรกิจ เพราะมันคือเครื่องมือให้แรงงานและครอบครัวในเมืองสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (ปี 2569–2573) 

เพื่อความเป็นกลาง ข่าวส่วนนี้จะนำเสนอเป็น “แนวทางเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ได้สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ชี้ว่าแนวทางใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

1) ปรับพอร์ตสู่ตลาดเช่าและเช่าซื้อ

รองรับกลุ่ม Generation Rent และผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก ลดความเสี่ยงจากยอดขายชะลอ และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

2) ยกระดับ Green & Safety ให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่มูลค่าเพิ่ม

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จัดการน้ำ และใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงาน เพื่อแปลง “ความปลอดภัย” ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้

3) โฟกัสทำเล TOD และแนวคมนาคมที่มีความคืบหน้าจริง

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งผู้ใช้ระบุกรอบการเปิดใช้งานไว้ในอนาคต และชี้โอกาส capital gain ของทำเล

4) เจาะกลุ่มลูกค้า CLMV/ต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวและเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นผู้ซื้ออันดับต้น ๆ ในภาพรวม

 “ความเสี่ยง” คือราคาใหม่ของอสังหาฯ ไทย และเชียงรายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุกโครงการ “ขายได้เพราะตลาดขึ้น” แต่เป็นยุคที่ต้อง “ขายได้เพราะอ่านความเสี่ยงขาด” ความเสี่ยงของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของสินเชื่อ ความเสี่ยงของภัยพิบัติ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ในภาพนี้ เชียงรายกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “เมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ทำให้บทบาทเมืองเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ Wellness City ช่วยยกระดับความหมายของการอยู่อาศัยจาก “อยู่ให้ได้” ไปสู่ “อยู่ให้ดี” ท่ามกลางสังคมที่ให้ราคากับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น

แต่โอกาสจะเป็นของผู้ที่บริหารสมดุลได้จริงเท่านั้น  ผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ต ผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้เมืองโตอย่างไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และผู้ซื้อที่ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความหวัง

เพราะในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูงและความไม่แน่นอนเป็นปกติใหม่ คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “จะซื้อบ้านไหม” แต่คือ “บ้านแบบไหน ทำเลแบบไหน และเงื่อนไขแบบไหน ที่ปลอดภัยพอจะผูกชีวิตไว้ระยะยาว”

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างถึงในข่าว

  1. หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ 90% ของ GDP 
  2. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% ช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 
  3. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้า 50.49% และความคืบหน้ารายสัญญา 
  4. ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย หน่วยเสนอขาย/เหลือขาย/อัตราดูดซับ/ระยะเวลาขายหมด และตัวเลขขายได้ใหม่ 
  5. พฤติกรรมผู้บริโภค อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท 70–80%, คนรุ่นใหม่ 66% เลือกเช่า 
  6. ชาวต่างชาติโอนห้องชุดไตรมาส 1/2568 3,919 หน่วย มูลค่า 16,392 ล้านบาท และแนวโน้มผู้ซื้อเมียนมาขยับขึ้น 
  7. แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สาย งบประมาณรวม 3,430 ล้านบาท, รื้อถอนอาคาร 843 หลัง, งบชดเชย 1,830 ล้านบาท 
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CBRE Thailand 
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมธนารักษ์ 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด

 “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

  1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
    EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
  2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
    ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
  3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
    แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
  4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
    แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
  5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
    ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

 “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์/นายนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ประธานคณะกรรมการบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • PEA VOLTA (กฟภ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

สถิตินักท่องเที่ยวพะเยาพุ่ง 10% เตรียมรับอานิสงส์สนามบินใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน

ถอดรหัส “พะเยาโมเดล” เมื่อเมืองรองโตสุดเหนือด้วยอีเวนต์และเดิมพันอนาคตด้วยสนามบินภูมิภาค

พะเยา/ภาคเหนือตอนบน, 24 มกราคม 2569 — หากภาพจำเดิมของพะเยาคือ “เมืองผ่าน” ระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย ปี 2568 กำลังส่งสัญญาณว่าเมืองเล็กสามารถ “ย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ได้จริง เมื่อจังหวัดเร่งเครื่องด้วยอีเวนต์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จนได้ผลลัพธ์การเติบโตเชิงสถิติที่โดดเด่น (นักท่องเที่ยว +10.18% รายได้ +12.82% ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และในปี 2569 กำลังต่อยอดไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ “ท่าอากาศยานภูมิภาค” ที่อำเภอดอกคำใต้ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่แค่ “พะเยาโตแค่ไหน” หากคือ โตแบบไหน และ ใครได้ประโยชน์ เพราะในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความผันผวนของตลาดต่างชาติ ขณะที่แรงหนุนระยะสั้นจากอีเวนต์อาจกลายเป็น “ยอดพุ่งแล้วแผ่ว” หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการใช้จ่ายที่กระจายตัวลงสู่ชุมชนและธุรกิจฐานรากได้จริง

ต่างชาติเริ่มคึก แต่ยังเป็นจังหวะ “กลับมาเป็นระลอก”

ต้นปี 2569 ตัวเลขรายสัปดาห์สะท้อนว่าต่างชาติยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 12–18 ม.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 749,725 คน และที่สำคัญคือ จีนกลับขึ้นอันดับ 1 (88,360 คน) ตามด้วยรัสเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้
สัญญาณนี้มีนัยต่อภาคเหนือ 2 ชั้น

  • ชั้นแรก คือ “ความเชื่อมั่นในการเดินทาง” เริ่มฟื้น จีนกลับมาเป็นแรงหนุนของทั้งประเทศ
  • ชั้นที่สอง คือ “การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว” จะเข้มขึ้น เมืองรองที่ไม่มีจุดขายชัดและไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ อาจถูกดูดกลับไปสู่เมืองหลัก

ในภาพรวม ตัวเลขสะสมที่ผู้ใช้จัดเตรียม (1–18 ม.ค. 2569 ต่างชาติ 1.87 ล้านคน รายได้ 92,641 ล้านบาท) ถูกใช้เป็นกรอบอธิบายว่า “ท่องเที่ยวไทยยังเป็นเครื่องยนต์ต้นปี” อย่างไรก็ตาม ในเชิงข่าวเชิงลึก การนำตัวเลขรายได้ไปตีความต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะตัวเลขรายได้รวมมักมีวิธีคำนวณและสมมติฐานประกอบ เมื่อใช้เป็น “ฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย” ยิ่งต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ชัดเพื่อความโปร่งใส

 “อีเวนต์นำทาง” ทำให้เมืองรองไม่ต้องรอเศรษฐกิจไหลมาเอง

สิ่งที่พะเยาทำในปี 2568 ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม คือการใช้ “Big Event Marketing” เป็นคันเร่ง เปลี่ยนเมืองจาก Transit City เป็น Destination City โดยวางกิจกรรมให้เกิด “เหตุผลในการมา” และ “เหตุผลในการค้างคืน” พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านกระแสสังคมและการเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว

หัวใจของโมเดลนี้ไม่ใช่การจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่คือ ความถี่ + ความต่อเนื่อง + ธีมที่จำได้ เพื่อทำให้การท่องเที่ยว “มีฤดูกาลมากกว่าหนึ่งช่วง” และดึงให้เกิดการจับจ่ายในหลายหมวด เช่น ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และบริการท้องถิ่น

หากย้อนไปดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวของพะเยาในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (เช่น ปี 2566 นักท่องเที่ยวรวม 1,009,648 คน รายได้ 2,290 ล้านบาท) จะเห็นการพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต่างชาติยังมีสัดส่วนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เมืองรองส่วนใหญ่ “โตง่ายจากไทยเที่ยวไทย แต่โตยากในต่างชาติถ้าเดินทางไม่สะดวกและไม่มีผลิตภัณฑ์รองรับ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พะเยาพยายามดันโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ เพื่อไม่ให้อีเวนต์เป็นเพียงไฟแฟลชที่สว่างเร็วแล้วดับเร็ว

เดิมพันเกมยาว สนามบินพะเยา โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบคำถามความคุ้มค่า

แนวคิดท่าอากาศยานพะเยา (อ.ดอกคำใต้) ในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมถูกวางเป็น “ประตูบานใหม่” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยว–การแพทย์–สุขภาพ โดยมีรายละเอียดทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ และไทม์ไลน์
ในเชิงขั้นตอนภาครัฐ ประเด็นที่ตรวจสอบได้และมักปรากฏในเอกสารทางการคือ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็น/การศึกษา” ซึ่งกรมท่าอากาศยานมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการท่าอากาศยานพะเยาไว้ในเอกสารเผยแพร่สาธารณะ

อย่างไรก็ดี ในฐานะข่าวเชิงลึก ผลประโยชน์ของสนามบินไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติจากการมี “รันเวย์” แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศต่อไปนี้ให้เชื่อมถึงกันจริง

  • ดีมานด์ (Demand) มีผู้โดยสารพอให้สายการบินอยู่ได้
  • ซัพพลาย (Supply) ที่พัก บริการ การเดินทางต่อ (Last-mile) และมาตรฐานความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์ (Product) เมืองต้องขายอะไร วัฒนธรรม ธรรมชาติ สุขภาพ อาหาร หรือประชุมสัมมนา
  • การกระจายรายได้ (Distribution) เงินต้องลงชุมชน ไม่กระจุกอยู่ผู้เล่นไม่กี่ราย
  • ผลกระทบ (Externalities) ที่ดิน เสียง สิ่งแวดล้อม น้ำท่วม การชดเชย ต้องมีมาตรการรองรับ

ประเด็นนี้ทำให้ “เสียงสนับสนุน” และ “เสียงกังวล” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นกลาง
ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่า สนามบินจะย่นเวลา เพิ่มการเข้าถึง และต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
ฝ่ายกังวลจะถามเรื่อง “ซ้ำซ้อนกับสนามบินใกล้เคียง” “ความคุ้มค่าการลงทุน” และ “ภาระทางการคลัง/การเวนคืน”
โจทย์เชิงนโยบายจึงอยู่ที่การทำให้สนามบิน หากเดินหน้า เป็น โครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียง “โครงการก่อสร้าง”

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับเชียงราย แข่งขันจริงหรือเสริมกัน?

ความน่าสนใจของภาคเหนือตอนบนคือ “เมืองไม่ได้โตเดี่ยว” การโตของพะเยาย่อมเชื่อมโยงกับเชียงรายและเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลักที่มีสนามบินและระบบท่องเที่ยวพร้อมกว่า
เมื่อดูสัญญาณของเชียงรายจากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมก่อนหน้า (เช่น รายได้ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ทะลุ 51,540 ล้านบาท และติดอันดับรายได้ระดับประเทศ) ภาพรวมสะท้อนว่าเชียงรายมีฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่กว่า แต่การขยายตัวของเมืองรองอย่างพะเยาสามารถเกิดในรูปแบบ “แบ่งเบา” และ “เติมเต็ม” ได้ หากวางตำแหน่งต่างกัน

  • เชียงรายแข็งในมิติ “ประสบการณ์เมืองท่องเที่ยวครบวงจร” และการเชื่อมชายแดน
  • พะเยาอาจชู “ความสงบ คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมริมกว๊าน” และต่อยอดสุขภาพ/การพักฟื้น

การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “แย่งกันเอง” แต่คือ “ภาคเหนือจะชนะเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นอย่างไร” ในวันที่นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้น และความคาดหวังสูงขึ้น

ถ้าพะเยาจะชนะระยะยาว ต้องเปลี่ยนอีเวนต์ให้เป็นเศรษฐกิจถาวร

ปี 2568 พะเยาพิสูจน์แล้วว่า “อีเวนต์” ทำให้เมืองรองถูกมองเห็น และทำให้ตัวเลขโตได้
ปี 2569–257x จะเป็นบททดสอบว่า เมืองจะเปลี่ยน “กระแส” ให้เป็น “ระบบ” ได้หรือไม่

ถ้า “พะเยาโมเดล” จะเป็นต้นแบบจริง ความสำเร็จควรถูกวัดด้วย 3 คำถามง่าย ๆ แต่ตอบยาก

  1. รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลงไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แค่ไหน
  2. นักท่องเที่ยวที่มาเพราะงาน กลับมาอีก หรือไม่ (Revisit)
  3. เมืองมี “เหตุผลให้ค้างคืน” เพิ่มขึ้นจริงหรือยัง (Length of Stay)

และหากโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินเดินหน้าต่อ คำถามสำคัญที่สุดคือ
สนามบินจะทำให้ประชาชนได้อะไร มากกว่าได้เห็นอาคารใหม่”
เพราะสุดท้าย โครงการที่ชนะใจสังคม ไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้ และตรวจสอบได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: รายงานสถิติการท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 และสัปดาห์ 1-18 ม.ค. 69
  • กรมท่าอากาศยาน: แผนความคืบหน้าและการศึกษา EIA โครงการท่าอากาศยานพะเยา
  • ttb analytics / KResearch: บทวิเคราะห์มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” และการฟื้นตัวของเมืองรอง
  • กองทุน ววน. (สกสว.): ยุทธศาสตร์ “Wellness City” และนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ลำดับที่ 9 ของเชียงราย ดันยอดส่งออกพุ่ง 100 ล้าน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ดันผลไม้ลุ่มน้ำงาวสู่ตลาดสมัยใหม่ ย้ำคุมคุณภาพ-ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนรายได้ 1,383 ครัวเรือน

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสของแหล่งที่มา” มากพอๆ กับรสชาติและความคุ้มค่า การประกาศขึ้นทะเบียน ส้มโอเวียงแก่น” เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร หากเป็นการยกระดับ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ให้กลายเป็นสินค้าที่มีกรอบมาตรฐานรองรับชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อชื่อเสียงท้องถิ่นต้องมี “ระบบคุ้มครอง”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ระบุว่า การคุ้มครอง GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยหัวใจอยู่ที่ ระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่มากขึ้น

ในมุมของหลักการสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือ “สัญลักษณ์/ชื่อ” ที่ใช้กับสินค้าที่มี แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์เฉพาะ และมี คุณภาพหรือชื่อเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดนั้น พร้อมให้สิทธิในการป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
สาระนี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ป้ายชื่อ” แต่คุ้มครอง “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่า สินค้าที่ถือชื่อนั้นมาจากพื้นที่จริงและมีคุณลักษณะตามที่ประกาศไว้

ส้มโอเวียงแก่น” คืออะไร อัตลักษณ์ที่ผูกกับภูมิประเทศลุ่มน้ำงาว

DIP ระบุพื้นที่ผลิต “ส้มโอเวียงแก่น” ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอเวียงแก่น ได้แก่ ม่วงยาย, หล่ายงาว, ปอ และท่าข้าม โดยอธิบายเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์สำคัญ เช่น ลักษณะพื้นที่และระบบน้ำที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต

ในเชิง “สินค้า GI” จุดขายสำคัญไม่ใช่เพียงความหวานหรือความฉ่ำน้ำ แต่คือการทำให้คุณลักษณะเหล่านั้น พิสูจน์ได้ และ ตรวจสอบได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแอบอ้างชื่อในตลาด และช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ซื้อในห่วงโซ่สมัยใหม่

3 สายพันธุ์ขึ้นทะเบียน กำหนดเกณฑ์คุณภาพชัด “ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์”

ข้อมูลประกาศ/ข่าวการขึ้นทะเบียนระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุม 3 พันธุ์ ได้แก่

  • ขาวใหญ่ (ผลทรงรี เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ โทนรสเปรี้ยวอมหวาน)
  • ทองดี (ทรงกลมแป้น เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ โทนหวานอมเปรี้ยว)
  • เซลเลอร์ (ทรงกลม เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม โทนหวานอมเปรี้ยว)
    โดยระบุเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพ เช่น ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์

การกำหนดเกณฑ์เช่นนี้มีความหมายเชิงตลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้ “คุณภาพขั้นต่ำ” เป็นภาษากลางในการซื้อขาย และเป็นฐานข้อมูลให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต

เศรษฐกิจฐานราก 1,383 ครัวเรือน กับผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

มิติที่ทำให้ข่าวนี้ “มีน้ำหนักต่อชีวิตชุมชน” อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจซึ่ง DIP ระบุไว้ค่อนข้างชัด โดยปัจจุบันมีผู้ผลิต 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย ราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดรวม กว่า 100 ล้านบาทต่อปี และเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า GI ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่แตะถึง “รายได้จริง” ของเกษตรกรจำนวนมาก และมีนัยต่อการจัดการมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความสม่ำเสมอสูง

เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัด GI อันดับต้น 9 รายการ และมูลค่าเดิมกว่า 300 ล้านบาท/ปี

DIP ระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากรายการ GI เดิมของจังหวัด และชี้ว่า GI 8 รายการก่อนหน้าในเชียงรายสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด กว่า 300 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งทำให้เชียงรายถูกระบุว่าเป็นจังหวัดที่มี GI มากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ

สำหรับเชียงราย นัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มอีก 1 รายการ” แต่คือการสะสมพอร์ตสินค้าอัตลักษณ์ที่สามารถต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนได้ หากการกำกับมาตรฐานและการตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เสียงจากหน่วยงาน ชู “Quick Big Win” และเชื่อมตลาดสมัยใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้กรอบว่า GI เป็นภารกิจสำคัญตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยการขึ้นทะเบียนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชน

ในภาพใหญ่นโยบาย กระทรวงพาณิชย์ยังสื่อสารว่า GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้สินค้าไทย และภาพรวมสินค้า GI ของประเทศสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระดับสูง พร้อมมุมมองว่าการคุ้มครอง/ส่งเสริม GI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าในตลาดได้อย่างมีนัย

จาก “ขึ้นทะเบียน” สู่ “ทำให้ขายได้จริง” ปลายน้ำคือมาตรฐาน-การตลาด-การคุ้มครองชื่อ

แม้การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องเผชิญหลังจากนี้คือ “การทำให้มาตรฐานเดินได้ทุกล็อต” เพราะ GI ทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ชื่อ GI ปฏิบัติตามข้อกำหนดร่วมกัน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานจริง” ไม่ใช่มีเพียงในเอกสาร

อีกด้านหนึ่ง DIP ระบุแนวทางการขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ
ประเด็นนี้สะท้อน “ทิศทางตลาด” ที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยเดินทางถึงเวียงแก่น แต่สามารถ “ตัดสินใจซื้อ” จากหน้าจอได้ หากข้อมูลมาตรฐานและเรื่องราวถิ่นกำเนิดถูกสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือ

มุมชวนคิด: GI จะเพิ่มรายได้จริงได้อย่างไร และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องระวัง

การขึ้นทะเบียน GI มักถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เพิ่มราคา” และ “เพิ่มยอดขาย” แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับอย่างน้อย 3 เงื่อนไข

  1. ความสม่ำเสมอของคุณภาพ
    เมื่อมีเกณฑ์ (เช่น องศาบริกซ์) ตลาดจะคาดหวังให้สินค้าสม่ำเสมอขึ้น หากคุณภาพแกว่ง อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ชื่อ GI” ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รายสวน
  2. ต้นทุนการทำมาตรฐานและการตรวจสอบ
    การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการคุมคุณภาพมีต้นทุน ทั้งแรงงาน เวลา และการจัดการเอกสาร/ข้อมูล หากไม่มีการสนับสนุนหรือออกแบบให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย อาจเกิดปัญหา “ทำไม่ไหว” และทำให้การใช้ชื่อ GI กระจุกอยู่กับบางกลุ่ม
  3. ความเสี่ยงการแอบอ้างชื่อและการแข่งขันในตลาดส่งออก
    เมื่อชื่อเสียงเพิ่ม “แรงจูงใจในการลอกเลียน” ก็เพิ่มตาม หลักการของ WIPO ชี้ชัดว่า GI ช่วยให้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อสามารถป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลจริงต้องพึ่งการบังคับใช้และความร่วมมือในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมตามข้อมูลที่เผยแพร่

 “ส้มโอเวียงแก่น” กำลังเปลี่ยนสถานะจากผลไม้ท้องถิ่นสู่สินค้ามาตรฐาน

การประกาศขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ทำให้ผลไม้ลุ่มน้ำงาวก้าวพ้นการพึ่งพาชื่อเสียงแบบบอกต่อ ไปสู่การมี “กลไกคุ้มครองและมาตรฐานร่วม” ที่ตลาดสมัยใหม่เข้าใจได้ พร้อมตัวเลขฐานรากที่สะท้อนความหมายเชิงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ 1,383 ครัวเรือน ไปจนถึงผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานได้จริง” และการทำตลาดที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ซื้อกับความสามารถของเกษตรกรรายย่อย หากทำได้ GI จะไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนฉลาก หากเป็น “เครื่องมือปกป้องรายได้” และ “ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่ยืนระยะได้ในระยะยาว

สถิติสำคัญ (จากข้อมูลเผยแพร่ของหน่วยงาน/ข่าวที่อ้างอิง)

  • ผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่น: 1,383 ครัวเรือน
  • ผลผลิตเฉลี่ย: ประมาณ 25,130 ตัน/ปี
  • มูลค่าตลาดรวม: กว่า 100 ล้านบาท/ปี
  • มูลค่าส่งออก: ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี (จีนเป็นตลาดสำคัญ)
  • เชียงรายมีสินค้า GI: 9 รายการ และ GI เดิม 8 รายการสร้างมูลค่า กว่า 300 ล้านบาท/ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • นิยามและหลักการคุ้มครอง GI ตามมาตรฐานสากล (WIPO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องทางขนานเชียงราย-พะเยา: เมื่อเมืองหลักต้องพร้อมทุกวัน และเมืองรองต้องปังในวันสำคัญ

สองจังหวัดพี่น้องในล้านนา กับสองวิธีคิดที่กำลังแข่งกันเงียบ ๆ

เชียงราย,16 มกราคม 2569 – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ห้องประชุมจอมกิตติกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการเม็ดเงิน” เมื่อฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่เช็กตัวเลขการเบิกจ่าย โครงการที่เดินหน้าแล้ว โครงการที่ยังค้าง และเงินกันเหลื่อมปีที่ต้องเร่งให้ทันกรอบเวลา เพราะในมุมของเมืองหลัก การพัฒนาไม่ใช่แค่ทำให้ “มีงาน” แต่ต้องทำให้ “ระบบทำงาน” — ถนน ไฟฟ้า น้ำ การบริการสาธารณะ ความปลอดภัย เครือข่ายเศรษฐกิจชายแดน และความพร้อมรองรับคนเข้า–ออกตลอดปี

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของล้านนาตอนบน “กว๊านพะเยา” ถูกพูดถึงในฐานะเวทีพิสูจน์ว่าจังหวัดเมืองรองก็สร้างแรงดึงดูดได้ หากกล้ายกระดับงานให้ใหญ่พอจะชิงพื้นที่สื่อ ชิงการรับรู้ และชิงการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ไหลเข้าเมืองตัวเอง ภาพสะท้อนจากการสื่อสารด้านท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ชี้ว่า พะเยาถูกวางเป็น “ม้ามืด” ที่ใช้ Big Event Marketing ปั้นดีมานด์ และพยายามต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่อง

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่แค่ “ใครทำดีกว่า” แต่คือ “สองแนวทางนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร” และ “ประชาชนจะได้อะไรจริง” หากเมืองหลักเร่งฐานราก ขณะเมืองรองเร่งแม่เหล็กการตลาด

เชียงราย เมืองหลักกับโจทย์ “เงินต้องถึงพื้นที่” และ “โครงสร้างต้องเดินต่อเนื่อง”

จากรายงานการประชุม ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ตัวเลขปีงบประมาณ 2568 สะท้อนภาพการบริหารแบบ “เครื่องจักรราชการที่ต้องเดินให้ทันเวลา”

  • งบรวม 317,142,000 บาท ครอบคลุม 13 โครงการ 49 กิจกรรม
  • ยอดเบิกจ่ายสะสม 311,878,904.61 บาท
  • เงินเหลือจ่าย 5,263,898.39 บาท
  • เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 90,189,322.73 บาท (คิดเป็น 28.44%) จาก 9 หน่วยงาน 13 โครงการ 23 กิจกรรม

ในเชิงการคลัง ตัวเลขเบิกจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับกรอบงบรวม ทำให้เชียงรายดูเหมือน “ทำการบ้านส่งครบ” แต่เมื่อเจาะลึกในเชิงนโยบาย เงินกันเหลื่อมปีเกือบหนึ่งในสามคือสัญญาณที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะมันหมายถึง “โครงการยังไม่จบ” และยังมีความเสี่ยงเรื่องกรอบเวลา การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการส่งมอบผลลัพธ์ (delivery) หากหน่วยงานไม่เร่งรัดให้ทันตามระเบียบ

ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานเชิงลึก คือ เมืองหลักอย่างเชียงรายมี “ต้นทุนความคาดหวัง” สูงกว่าจังหวัดทั่วไป ชุมชนไม่ได้ถามแค่ว่ามีโครงการหรือไม่ แต่ถามว่า

  • โครงการนั้นแก้ปัญหาชีวิตจริงได้แค่ไหน
  • ทำให้ระบบบริการสาธารณะเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่
  • ช่วยเศรษฐกิจชายแดนและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่นอย่างไร

จึงไม่น่าแปลกที่เวที ก.บ.จ. จะเน้น “ติดตาม–เร่งรัด–เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกรอบ” เพราะเม็ดเงินของรัฐในเมืองหลักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้อง “ค้ำโครงสร้างระยะยาว” ให้เมืองรับมือการแข่งขันได้

พะเยา เมืองรองกับยุทธศาสตร์ “ชิงการรับรู้” ด้วยอีเวนต์ และเดิมพันด้วยความต่อเนื่อง

ฝั่งพะเยา ภาพที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนคือแนวคิด “กระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” และใช้งานใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าเมือง โดยกรณี “เคาต์ดาวน์กว๊านพะเยา” ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสร้างกระแสและการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก พร้อมแนวคิดว่าควรมีงานใหญ่ “เข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อรักษาโมเมนตัม

ในมุมการตลาดท่องเที่ยว กลไกนี้ทำงานแบบตรงไปตรงมา

  1. ทำให้เมือง “ถูกพูดถึง” (share of voice)
  2. ทำให้คน “ตัดสินใจเดินทาง” (conversion)
  3. ทำให้ผู้ประกอบการ “เห็นรายได้จริง” (cashflow)
  4. แล้วค่อยใช้ภาพความสำเร็จไปต่อยอดงบ/สปอนเซอร์/ความร่วมมือครั้งถัดไป

แต่ในมุมเชิงโครงสร้าง เมืองรองที่โตด้วยอีเวนต์มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน

  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน งานจบ คนกลับ เมืองเงียบ หากไม่มีสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทำให้คน “อยู่ต่อ–กลับมาอีก”
  • ความเสี่ยงด้านความสามารถรองรับ (capacity) ที่จอดรถ ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การจัดการขยะ ห้องน้ำสาธารณะ—สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่เมืองต้องพร้อม
  • ความเสี่ยงด้านความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ หากการจัดงานทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น แต่รายได้ไม่กระจาย ความชอบธรรมของนโยบายจะสั่นคลอน
พะเยาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ปี 2571 (Phayao International Horticultural Expo 2028) บริเวณพื้นที่รอบกว๊านพะเยา ภายใต้แนวคิด "Harmony of Nature & Culture"

เปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ “งบโครงสร้าง” vs “งบการตลาด” — สองกลไกที่ควรเสริมกัน ไม่ใช่ชนกัน

หากยึดตามข้อมูลเชียงราย เมืองหลักกำลังทำสิ่งที่รัฐคาดหวัง เบิกจ่ายสูง เดินเครื่องหลายโครงการ และพยายามปิดงานให้ทันกรอบ พร้อมถือเงินกันเหลื่อมปีไว้เพื่อไม่ให้โครงการสะดุด
ขณะที่ข้อมูลฝั่งพะเยาชี้ว่า เมืองรองกำลังถูกเล่าเรื่องผ่าน “ความสำเร็จของงานใหญ่” และแนวคิดต่อยอดอีเวนต์เพื่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย (ข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริง)

  • เชียงรายกำลังเล่นเกม “ความเชื่อมั่นของระบบ” (system reliability) — เมืองหลักต้องทำให้บริการสาธารณะนิ่งและทน
  • พะเยากำลังเล่นเกม “ความสนใจของตลาด” (market attention) — เมืองรองต้องทำให้คนอยากมาและอยากเล่า

ทั้งสองเกมจำเป็นต่อกัน เพราะถ้าเมืองหลักไม่แข็งแรง การไหลเวียนคน–สินค้า–บริการในภูมิภาคจะสะดุด แต่ถ้าเมืองรองไม่สร้างสีสันและเหตุผลใหม่ในการเดินทาง การกระจุกตัวจะกลับไปอยู่ที่เมืองเดิม และโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยจะหดลง

โอกาสของ “แพ็กเกจภูมิภาค” ที่ทำให้เชียงราย–พะเยาได้ประโยชน์ร่วม

หากต้องสรุปให้เป็น “ข้อเสนอที่จับต้องได้” โดยไม่แต่งเรื่องเกินฐานข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดจากสองเคสคือ ความจำเป็นของการออกแบบเส้นทางและเวลาการท่องเที่ยวร่วมกัน

  • เมืองหลักอย่างเชียงราย ซึ่งมีโครงสร้างและระบบราชการขับเคลื่อนได้ (สะท้อนจากตัวเลขเบิกจ่าย) สามารถทำหน้าที่เป็น “ฐาน” ของการเดินทาง การคมนาคม จุดบริการหลัก ที่พักหลากระดับ และบริการสนับสนุน
  • เมืองรองอย่างพะเยา ซึ่งสร้างแรงดึงด้วยงานใหญ่ สามารถทำหน้าที่เป็น “จุดพีก” ของประสบการณ์ วันที่ต้องไปให้ได้ ภาพที่ต้องถ่ายให้ได้ ช่วงเวลาที่ต้องแชร์

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้าออกแบบไม่ดี เมืองหลักอาจมองว่า “ต้องแบกต้นทุนระบบ” ส่วนเมืองรอง “ได้กระแส” ขณะที่เมืองรองอาจมองว่า “คนมาแล้วแวะผ่าน” เงินไม่ค้างในเมือง ดังนั้นตัวชี้วัดร่วมที่ควรพูดให้มากขึ้นในการกำหนดนโยบาย คือ

  • จำนวนคืนเฉลี่ย (Average Length of Stay)
  • การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
  • ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวในการรองรับอีเวนต์
  • ความพึงพอใจของคนท้องถิ่น (social license)

ระหว่าง “เมืองที่ต้องพร้อมทุกวัน” กับ “เมืองที่ต้องปังในวันสำคัญ” คนได้อะไร?

ภาพใหญ่ของปี 2569 ที่กำลังค่อย ๆ ชัดขึ้น คือภาคเหนือตอนบนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “โมเดลพัฒนา” เมืองหลักอย่างเชียงรายกำลังย้ำบทบาทผ่านการบริหารงบและเร่งปิดงานให้เกิดผลในพื้นที่
ส่วนเมืองรองอย่างพะเยากำลังถูกดันด้วยการตลาดเชิงกิจกรรม เพื่อชิงการรับรู้และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง

สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะตัดสินนโยบายจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักแน่น

  • “ถนนดีขึ้นไหม?”
  • “งานทำมาหากินเพิ่มจริงหรือเปล่า?”
  • “ค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วรายได้โตตามไหม?”
  • “ลูกหลานมีโอกาสมากขึ้นหรือยัง?”

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า งบโครงสร้างและงบการตลาดจะ “เสริมกัน” หรือ “ชนกัน” ในสนามจริงของชีวิตคนล้านนาตอนบน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME