Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายเปิดเส้นทางธรรมครูบาศรีวิชัย

เชียงรายเปิดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธาครูบาศรีวิชัย” เดินหน้าส่งเสริมศรัทธา ยกระดับวัดและชุมชนสู่แหล่งเรียนรู้ทางศาสนา

เชียงราย, 5 กรกฎาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าเปิดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธาครูบาศรีวิชัย” ภายใต้โครงการจาริกเส้นทางบุญในมิติทางศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับวัด ชุมชน และศาสนสถานให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างแรงศรัทธาในรูปแบบที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

พิธีเปิด ณ วัดพระธาตุแม่เจดีย์ สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ณ วัดพระธาตุแม่เจดีย์ ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยนายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว นายอำเภอเวียงป่าเป้า เป็นประธานในพิธี ตามคำสั่งมอบหมายจากนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ด้วยตนเอง โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจากพระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแม่เจดีย์ เป็นผู้กล่าวสัมโมทนียกถา

ภายในพิธี มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากชุมชน เช่น การฟ้อนแม่ขะจานที่รัก ฟ้อนเวียงป่าเป้าดี้ดี และฟ้อนบุบผานารีแม่เจดีย์อวยชัย สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

FAM Trip ตามรอยศรัทธา เสริมการเรียนรู้-ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

กิจกรรมไฮไลต์ของงาน คือ “FAM Trip: One Day Trip” ซึ่งจัดนำร่องขึ้นใน 4 วัด ได้แก่

  1. วัดพระธาตุแม่เจดีย์ ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า
  2. วัดศรีคำเวียง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า
  3. วัดศรีสุทธาวาส ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า
  4. วัดเจดีย์หลวง ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย

โดยมีพระภิกษุผู้ดูแลวัดแต่ละแห่งให้เกียรติเป็นวิทยากรนำชมสถานที่ พร้อมบรรยายประวัติศาสตร์และความสำคัญของแต่ละวัด โดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ “ครูบาศรีวิชัย” นักบุญแห่งล้านนา ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการจาริกแสวงบุญในภาคเหนือ

ในช่วงบ่าย ได้จัดการบรรยายเสวนาเกี่ยวกับประวัติครูบาศรีวิชัย โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ จากจังหวัดลำพูน และนายอภิชิต ศิริชัย นักวิชาการอิสระจากเชียงราย ร่วมถ่ายทอดแง่มุมเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบทบาทของครูบาศรีวิชัยต่อการพัฒนาสังคมล้านนา

วัด – ศาสนสถาน – ชุมชน: การยกระดับอย่างบูรณาการ

นายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการว่า “การส่งเสริมให้วัดและศาสนสถานเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ควบคู่กับการยกระดับชุมชนให้เข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”

นอกจาก 4 วัดนำร่องที่เข้าร่วม FAM Trip ในครั้งนี้ ยังมีอีก 2 วัดที่อยู่ในโครงการ คือ

  1. วัดพระธาตุจอมแว่ ต.เมืองพาน อ.พาน
  2. วัดพระธาตุดอยตุง ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย

เส้นทางทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้กลายเป็นเครือข่าย “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธาครูบาศรีวิชัย” ซึ่งไม่เพียงสะท้อนพุทธศาสนา แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น วิถีชีวิต และเศรษฐกิจของชุมชน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายมีแผนที่จะขยายผลโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต

เชียงรายกับการเป็น “เมืองแห่งจิตวิญญาณ”

เชียงรายในปัจจุบัน กำลังขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นด้านธรรมชาติหรือศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่กำลังพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) โดยใช้ศรัทธาและเรื่องราวของบุคคลสำคัญทางศาสนา เช่น ครูบาศรีวิชัย มาเป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบเส้นทาง

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเชื่อมโยงวัด ชุมชน และนักท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อบทบาทของวัดในฐานะ “ศูนย์กลางทางจิตใจ” และ “ศูนย์กลางการเรียนรู้” ของสังคมไทยยุคใหม่

จากกิจกรรมสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมเปิดตัว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายมีแผนในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ ทั้งวิดิทัศน์ แผ่นพับ และป้ายแนะนำเส้นทาง เพื่อเผยแพร่ไปยังศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้วัดที่เข้าร่วมโครงการสามารถจัดกิจกรรมต้อนรับนักเรียนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีระบบ

ในระยะยาว โครงการ “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธาครูบาศรีวิชัย” มีเป้าหมายในการเป็นต้นแบบของการยกระดับศาสนสถานให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม ที่สามารถเป็นจุดดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั่วไป ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการสวดมนต์และไหว้พระ

สรุป

การจัดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธาครูบาศรีวิชัย” ในจังหวัดเชียงราย ไม่เพียงแต่เป็นการรำลึกถึงบุคคลสำคัญทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นการขับเคลื่อนโมเดลใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงวัด ชุมชน และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน พร้อมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และศรัทธาที่ลึกซึ้งต่อรากเหง้าแห่งล้านนาอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
  • สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายโชว์ ‘ผ้าทออัตลักษณ์’ ยกระดับภูมิปัญญาสู่แฟชั่นโลก หนุนเศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงรายจัดยิ่งใหญ่ “ผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ผ้าอัตลักษณ์เชียงราย ครั้งที่ 2” สืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้ยั่งยืน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

เดินหน้าผลักดันผ้าไทยสู่เวทีสากล แฟชั่นโชว์-ประกวดออกแบบสุดคึกคัก ต่อยอดหัตถกรรมท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมและดีไซน์

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย บรรยากาศของงาน “ผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ผ้าอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2” คึกคักไปด้วยกลุ่มผู้ประกอบการ นักออกแบบ เยาวชน และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง รองรับตลาดยุคใหม่ และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

สืบสานภูมิปัญญา – ผ้าทอเชียงราย ผสานอดีตสู่อนาคต

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า งานครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของจังหวัดเชียงรายในฐานะแหล่งรวมผ้าทอคุณภาพ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าชาติพันธุ์ ซึ่งโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ด้านเทคนิคและลวดลายที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านช่างฝีมือและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่พร้อมรับนวัตกรรมการออกแบบตัดเย็บและการย้อมสีธรรมชาติ สอดคล้องกับแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มช่องทางการตลาด และยกระดับสินค้า OTOP ของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการกว่า 50 กลุ่ม รวมกว่า 100 คน โดยนำผลงานผ้าทอและสิ่งทอที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละชุมชนมาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีการประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย “ผ้าไทยใส่ให้สนุก สู่แฟชั่นที่ยั่งยืน” เปิดเวทีให้ดีไซน์เนอร์ เยาวชน และช่างทอรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพการสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ตลาดแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 70,000 บาท

ต่อยอดคุณค่า – เศรษฐกิจฐานรากเติบโต ขับเคลื่อน Soft Power

นางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย รายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์บนฐานทรัพยากรชุมชนคุณค่าสูง ที่เน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนเสริมสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดระดับสากล โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2568 และจากสถิติการจัดงานแฟชั่นโชว์และจำหน่ายสินค้าครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตมากกว่า 1.7 ล้านบาท สะท้อนโอกาสเติบโตของธุรกิจผ้าไทยในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง

ปรับมิติการออกแบบ – ผ้าไทยใส่สนุก สู่แฟชั่นร่วมสมัย

ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการสนับสนุนให้เกิดการออกแบบและตัดเย็บชุดผ้าไทยในรูปแบบที่ทันสมัย สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ฯ โดยเน้นการผสมผสานผ้าพื้นถิ่นกับดีไซน์สมัยใหม่ เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยว และตลาดแฟชั่นโลกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น

สร้างเครือข่าย ยกระดับศักยภาพด้วยองค์ความรู้ใหม่

กิจกรรมภายในงานยังเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบลวดลาย การตัดเย็บ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งจัดเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการ OTOP ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น และหน่วยงานส่งเสริมการค้า เพื่อสร้างโอกาสการเจรจาธุรกิจใหม่ ๆ และยกระดับเครือข่ายอุตสาหกรรมสิ่งทอของเชียงรายให้แข็งแกร่ง

วิเคราะห์โอกาส – อัตลักษณ์ผ้าไทย เชียงรายสู่ตลาดโลก

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับผ้าทอเชียงรายจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยใช้ Soft Power ของผ้าไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมในระดับครัวเรือนไปจนถึงจังหวัดและประเทศ นับเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยสู่ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • งานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ม.ราชภัฏเชียงรายผนึกเทศบาลฯ ปลุกพลัง Soft Power สร้างคุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงรายเดินหน้าพัฒนาชุมชน สร้าง Soft Power จากฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรม เปิดเส้นทาง “หมาน มัก ม่วน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย, 21 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเพิ่มศักยภาพชุมชน Soft Power บนฐานอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น จัดโดยคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาเอนกประสงค์ราชเดชดำรง เทศบาลนครเชียงราย โดยมีนายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนภาคประชาชน ผู้แทนชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

โครงการยกระดับศักยภาพชุมชนผ่าน Soft Power บนรากวัฒนธรรม

โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเทศบาลนครเชียงราย ด้วยการนำ “Soft Power” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน ผ่านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ร้อยเรียงเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เส้นทางท่องเที่ยว “หมาน มัก ม่วน” ถือเป็นนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวที่นำเสนออัตลักษณ์เฉพาะของ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรากเดชดำรง ชุมชนดอยทอง และชุมชนวัดพระแก้ว สะท้อนเรื่องราวรากเหง้า ความเชื่อ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนา ต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้ผู้คนภายนอกได้สัมผัสความงดงามเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

เสวนา “หมาน มัก ม่วน” – สะท้อนพลังวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภายในงานมีเวทีเสวนาหัวข้อ “หมาน มัก ม่วน” เส้นทาง Soft Power ชุมชน : จากรากเง้าวัฒนธรรมสู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีตัวแทนชุมชนทั้ง 3 แห่ง รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนด้วยฐานวัฒนธรรม ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้

การเสวนานี้เปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้นำเสนอแนวคิด “Soft Power” ที่แตกต่างกัน เช่น การส่งต่อภูมิปัญญาผ่านงานหัตถกรรมพื้นถิ่น กิจกรรมทางวัฒนธรรม งานประเพณีและอาหารท้องถิ่น โดยทุกกิจกรรมถูกบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อน “หมาน มัก ม่วน” สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การจัดโครงการและกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเทศบาลนครเชียงรายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของเมืองเชียงรายในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ จากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในการนำพลังวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ขับเคลื่อนเมือง เชื่อมโยงกับแนวคิด Soft Power ที่กำลังได้รับความสำคัญในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวย้ำถึงเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาชุมชนผ่านกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสร้างคุณค่าให้กับรากเหง้าวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยตั้งเป้าให้เส้นทาง “หมาน มัก ม่วน” เป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่างของการพัฒนาท่องเที่ยวที่เกิดจากพลังชุมชนและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของเชียงรายในโลก Soft Power

ความสำเร็จของโครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ Soft Power มาสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้า หากสามารถบูรณาการภาคประชาชน ภาครัฐ และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เชียงรายจะสามารถต่อยอดโมเดลนี้สู่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ กลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่เติบโตจากวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตนเองอย่างมั่นคง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อาจารย์เฉลิมชัยหนุนเต็มที่ นิทรรศการ ‘Small Is All’ เชื่อมศิลปะสู่ชุมชน

เชียงรายจัดนิทรรศการศิลปะ “Small Is All” ดึงพลังงานศิลปินท้องถิ่น ปลุกกระแสงานศิลป์สู่สายตาสาธารณชน ศิลปินชื่อดัง อาจารย์เฉลิมชัย – สุวิทย์ ใจป้อม ร่วมส่งแรงบันดาลใจ

เชียงราย, 22 มิถุนายน 2568 – บรรยากาศงานศิลปะในจังหวัดเชียงรายยังคงคึกคักไม่เสื่อมคลาย ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย โดยนางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานเปิดนิทรรศการศิลปะ “Small Is All” ณ ชั้น G Central Art Gallery ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ภายใต้แนวคิด “เล็กแต่ครบ – ทุกอย่างซ่อนอยู่ในสิ่งเล็ก” เพื่อแสดงพลังสร้างสรรค์ของศิลปินและเยาวชนท้องถิ่น ภายในงานได้รับความสนใจจากคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ นักเรียน และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

เวทีเชื่อมโยงงานศิลป์-ชีวิตประจำวัน ดึงศิลปินระดับประเทศรวมพลัง


ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติและบุคคลสำคัญในวงการศิลปะ อาทิ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจของศิลปินล้านนา อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ตัวแทนกลุ่มศิลปิน “กระชากเส้นเล่นสี” นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย และนายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ต่างมาร่วมสะท้อนคุณค่าและเป้าหมายของงานศิลป์ในสังคมเชียงรายอย่างอบอุ่น

นางรัตนา จงสุทธานามณี กล่าวว่า นิทรรศการ “Small Is All” ถือเป็นเวทีเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงงานศิลป์สู่ผู้คนในชีวิตประจำวัน สะท้อนความภาคภูมิใจในฐานะคนเชียงรายที่มีศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินระดับประเทศอยู่ร่วมกันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานศิลป์ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองเชียงรายทั้งวัดร่องขุ่นและหอนาฬิกาเมืองเชียงราย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างศิลปิน ผู้นำท้องถิ่น และชุมชน ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นหมุดหมายด้านศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในระดับประเทศและนานาชาติ

พลังศิลปะจากรุ่นสู่รุ่น – “เล็กแต่ครบ” ที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจผู้สร้าง


อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เผยว่า งานศิลปะครั้งนี้เป็นกิจกรรมดีที่เชื่อมผู้คนกับงานศิลป์ในระดับ “ใกล้ตัว” ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง แม้จะเป็นผลงานขนาดเล็ก แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของศิลปินรุ่นใหม่และเยาวชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงศักยภาพและเข้าร่วมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจต่อยอดสู่การเป็นศิลปินในอนาคต

ด้านอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ตัวแทนกลุ่มศิลปิน “กระชากเส้นเล่นสี” เน้นย้ำว่า ผลงานชิ้นเล็กเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกทางศิลปะเท่านั้น แต่คือการสื่อสารความคิดและความฝันของแต่ละบุคคลสู่สายตาผู้ชม ภายในงานมีผลงานมากกว่า 300 ชิ้นจากศิลปินหลากวัย ทุกคนที่สนใจสามารถส่งผลงานขนาดเล็กเข้าร่วมได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะผลงานของเด็กพิเศษที่เข้ามาเติมเต็มความงามให้กับงานศิลป์ในนิทรรศการนี้

นายสายัณห์ นักบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กล่าวถึงบทบาทของศูนย์ฯ ที่สนับสนุนศิลปินท้องถิ่นในการนำเสนอผลงานแก่สาธารณชน พร้อมสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้ศิลปินได้เติบโต

สร้างแรงบันดาลใจศิลปินรุ่นใหม่ – เชื่อมชุมชนผ่านศิลปะ


บรรยากาศในวันเปิดนิทรรศการอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ผู้ร่วมงานได้เดินชมผลงานศิลปะขนาดเล็ก หลากหลายเทคนิค จากศิลปินทั้งเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ไปจนถึงศิลปินอาชีพ ก่อให้เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ เกี่ยวกับคุณค่าและความหมายของศิลปะในชีวิตและสังคมปัจจุบัน งาน “Small Is All” กลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ สะท้อนว่า “ศิลปะอยู่ในทุกสิ่งและทุกคนคือศิลปิน”

บทสรุป – ศิลปะเชียงรายคือพลังสร้างสรรค์สังคม


นิทรรศการ “Small Is All” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะแรงบันดาลใจสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ ผลักดันศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์และแลนด์มาร์คด้านศิลปะของภาคเหนืออย่างแท้จริง

สอบถามรายละเอียดนิทรรศการและร่วมสนับสนุนศิลปะเชียงราย


นิทรรศการ “Small Is All” เปิดแสดงตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 ณ ชั้น G Central Art Gallery ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • กลุ่มศิลปิน “กระชากเส้นเล่นสี”
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE FEATURED NEWS

พลังศิลปะพลิกชีวิต พุทธรักษ์ ดาษดา สู่มิติใหม่ 7-Eleven Art Gallery

เมื่อ 7-Eleven กลายเป็นแกลเลอรี่ศิลปะ เรื่องราวแห่งการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงชุมชนกับศิลปะ

ในยามที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และคนเราเริ่มมองหาความหมายใหม่ในชีวิตประจำวัน มีเรื่องราวหึ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในจุดที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้ นั่นคือการเปลี่ยนโฉมร้านสะดวกซื้อธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงาม แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับความงาม สร้างเอกลักษณ์และเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ

เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากโครงการ “7-Eleven Art Gallery” ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการให้ร้านค้าปลีกเป็นมากกว่าแค่สถานที่ซื้อของ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นจุดหมายปลายทางที่มีความหมาย และเป็นแลนด์มาร์คที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ผ่านกระบวนการ Co-Creation ที่เชื่อมโยงงานศิลปะ วัฒนธรรม และแบรนด์เข้าด้วยกัน

การเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลงในเชียงราย

ในจังหวัดเชียงราย ซีพี ออลล์ ได้ร่วมมือกับขัวศิลปะ (พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย) ในการสร้างงานศิลปะแห่งแรกที่ร้าน 7-Eleven สาขาหอนาฬิกา 2 ด้วยผลงานชื่อ “The Magical Land” ในปี 2024 ที่สื่อถึงความมหัศจรรย์ของวิถีชีวิตของผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงพืชผลทางการเกษตรกรรมของชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่รวมเป็นจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของงานชิ้นแรกนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่สองที่สาขาชุมชนห้วยปลากั้ง ด้วยผลงานชื่อ “The Wonderland” ในปี 2025 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินผู้ซ่อนเรื่องราวไว้ในชื่อ

เบื้องหลังความสำเร็จของผลงาน “The Wonderland” คือศิลปินหญิงชื่อ “อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา” ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อจริงเสียงจริงที่มารดาตั้งให้ มิใช่ชื่อในวงการอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ตามข้อมูลของ the cloud ชื่อของ อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา คือ “ถ้ามี ‘ษา’ มันจะเหมือนดอกไม้ใช่ไหม ตั้งแต่เวลาใครประกาศชื่อเรา เขาจะเติม ‘ษา’ ให้ กลายเป็น ‘พุทธรักษา’ แม่บอกว่าอิ๋มเกิดวันพุธ เลยเป็นพุทธรักษ์” เธอชี้แจงท่ามกลางกรอบรูป เฟรมผ้าใบ แจกันดอกไม้ แมลงสตัฟฟ์ในขวดโหล และสารพัดของกระจุกกระจิกที่คับคั่งอยู่ในห้องทำงานของ ‘ดาษดาสตูดิโอ’

เรื่องราวของพุทธรักษ์เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่กล้าหาญและเสี่ยงภัย นั่นคือการลาออกจากงานประจำเพื่อออกมาทำงานศิลปะเต็มตัว ด้วยการรวบรวมเงินเก็บทั้งหมดเพื่อจัดแสดงเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง (Solo Art Exhibition)

“ในระหว่างนั้นที่แสดงงาน ก็เจอผู้คนมากมายที่มาชมผลงาน พูดคุย ซัพพอร์ตผลงานและติดตามผลงานเสมอ จากครั้งนั้นมาจนถึงทุกวันนี้” เธอเล่าด้วยความซาบซึ้ง

สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เธอทำงานต่อไปคือการได้รับกำลังใจจากผู้คนที่ติดตามผลงาน ไม่เพียงแต่การซื้อขายผลงานเท่านั้น แต่ยังมีคนเดินทางมาเยี่ยมชมสตูดิโอ ส่งกำลังใจ และบอกว่าผลงานของเธอเป็นแรงบันดาลใจและทำให้พวกเขาสบายใจเมื่อได้เห็น

กระบวนการสร้างสรรค์ที่ซับซ้อนแต่ลงตัว

การทำงาน Mural Art ขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย พุทธรักษ์อธิบายกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย มีทีมเพ้นท์ มีทีมติดตั้งนั่งร้านให้มีความปลอดภัย และตัวเธอเองเป็นคนออกแบบเรื่องราวทั้งหมดของงาน ลงพื้นที่สำรวจและนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละครั้ง

ทีมที่มาทำงานร่วมจะเป็นคนที่จบทางด้านศิลปะและนักศึกษาศิลปะที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อให้งานลุล่วงด้วยความสมบูรณ์และตรงตามวิสัยทัศน์ของศิลปิน การมีทีมเวิร์คที่ดีทำให้สามารถรับงาน Mural Art ในพื้นที่ใหญ่ขึ้น หรือพื้นที่ที่ไม่เคยทำได้ในอนาคต

“The Wonderland” ผลงานที่เชื่อมโยงชุมชนกับศิลปะ

ผลงาน “The Wonderland” ที่สาขาห้วยปลากั้งไม่ใช่แค่ภาพสวยงามบนกำแพง แต่เป็นผลงานที่เกิดจากการลงพื้นที่อย่างจริงจัง พุทธรักษ์ได้ลงไปสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน จึงได้รู้ที่มาที่ไปของชื่อหมู่บ้านที่มีความเกี่ยวข้องกับปลากั้ง ซึ่งเป็นปลาสายพันธุ์หนึ่งที่ลักษณะคล้ายปลาช่อน ที่เมื่อก่อนเคยมีมากมายในลำธารของชุมชนแห่งนี้

ผลงานนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมายลึกซึ้ง ทั้งดอกโบตั๋นที่เป็นเนื้อหาหลักของผลงาน มีสมญานามราชาแห่งเหล่ามวลดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ร่ำรวย โชคลาภ ความซื่อสัตย์ และมีเมตตา ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศ

แมงสี่หูห้าตาจากตำนานล้านนาปรากฏอยู่ในผลงาน เป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งในตำนานว่าด้วยวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย ที่มีลักษณะมีหูสองคู่และตาห้าดวง รับประทานถ่านไฟร้อนเป็นอาหาร และถ่ายมูลเป็นทองคำ ตามความเชื่อของภาคเหนือเชื่อว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งโชคลาภเงินทอง ความอุดมสมบูรณ์”

นกผีเสื้อในผลงานเป็นสิ่งมีชีวิตที่ศิลปินเพิ่มความแฟนตาซีเข้าไป เป็นตัวแทนที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่โดยรอบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอุทยานลำน้ำกก แม่น้ำในภาพเป็นสายธารที่หล่อเลี้ยงสัพชีวิตของผู้คน สัตว์ต่างๆ ผืนดิน ต้นไม้ ก่อให้เกิดเป็นชุมชนที่เชื่อมโยงและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ปลากั้งที่บินตามดอกไม้เป็นการเปรียบเทียบกับผู้คนที่มาใช้ชีวิตและอาศัยชุมชนห้วยปลากั้งเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบสัมมาอาชีพมาจนถึงปัจจุบันไม่ต่างจากเมื่อครั้งอดีต

เด็กในดอกไม้เป็นตัวแทนของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ ที่มีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมและประเพณี สื่อถึงการผลิบานของผู้คนในรุ่นต่อๆไป รวมถึงในวัดห้วยปลากั้งเองที่พระอาจารย์พบโชคยังอุปการะเด็กชายขอบที่ยากไร้ในการให้ที่พัก อาหาร และให้การศึกษากับเด็กๆเหล่านี้

ความลงตัวระหว่างศิลปะกับแบรนด์

สิ่งที่น่าสนใจในผลงานนี้คือการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของชุมชนกับอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างลงตัว พุทธรักษ์ได้สอดแทรกสีแดง ส้ม เขียว ขาว ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของ 7-Eleven เข้าไปในกลีบดอกไม้ของดอกโบตั๋นที่เป็นองค์ประกอบหลักของผลงาน เพื่อสื่อถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและ 7-Eleven ที่ผสมกลมกลืนซึ่งกันและกันอย่างอ่อนน้อม พร้อมกับยินดีดูแลและช่วยเหลือกิจกรรมทางสังคมกับชุมชนโดยรอบ

พลังของศิลปะในการเปลี่ยนแปลงสังคม

เมื่อถูกถามถึงพลังของศิลปะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อผู้คนและสังคม พุทธรักษ์มองว่างานศิลปะในพื้นที่สาธารณะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและสร้างความเข้าใจระหว่างคนในชุมชน การที่ผู้คนได้เห็นเรื่องราวของตนเองถูกสะท้อนผ่านงานศิลปะ ทำให้เกิดความภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

มากกว่านั้น งานศิลปะยังเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และสืบทอดต่อไป เช่นเดียวกับการนำเรื่องราวของแมงสี่หูห้าตาจากตำนานล้านนามาสู่สายตาของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่าย

ความฝันและเป้าหมายในอนาคต

พุทธรักษ์มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาตัวเองและงานศิลปะ เธอกำลังเตรียมตัวและเก็บรวบรวมผลงานเพื่อจัดแสดงเดี่ยวที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นความฝันที่เธอหวังจะทำให้เป็นจริงในอนาคตอันใกล้

ในขณะเดียวกัน เธอยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะและเทคนิคของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ข้อคิดสำหรับคนที่อยากก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปะ

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเริ่มต้นหรือพัฒนาตนเองบนเส้นทางศิลปะ พุทธรักษ์มีข้อแนะนำที่มาจากประสบการณ์จริง เธอเชื่อมั่นว่าการทำงานด้านศิลปะ (Fine Art) สามารถเป็นอาชีพได้ สามารถหล่อเลี้ยงทางใจและทางกายให้เราไม่ต่างกันกับสายอาชีพอื่นๆเลย

“ในทางความสุนทรีย์ภายในจิตใจ จึงส่งผลมาสู่ทางกระบวนการการใช้ชีวิต ระบบการทำงาน เรารู้ว่าเรารัก เราชอบ และถนัดในด้านใด มีเป้าหมายและมุ่งมั่นทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ท้อถอย หาความรู้ ศึกษาและฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ” เธอแนะนำ

เมื่อศิลปะกลายเป็นสะพานเชื่อมโลก

โครงการ 7-Eleven Art Gallery และผลงาน “The Wonderland” ของพุทธรักษ์ ดาษดา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าศิลปะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่และสร้างความหมายใหม่ให้กับสิ่งที่เราคุ้นเคย ร้านสะดวกซื้อที่เคยเป็นแค่จุดซื้อของใช้ประจำวัน กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนอยากแวะไปชม เป็นแลนด์มาร์คที่สร้างความภูมิใจให้กับชุมชน และเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบันน และอนาคตเข้าด้วยกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับการนำศิลปะมาใช้ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม มากกว่าการมองเพียงแค่ผลกำไรทางธุรกิจ

ผลงานของพุทธรักษ์แสดงให้เห็นว่าศิลปินรุ่นใหม่ของไทยมีความสะามารถและวิสัยทัศน์ที่จะสร้างงานศิลปะที่มีคุณค่าทั้งในด้านความงามและความหมายทางสังคม โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่นหรือความเป็นไทย

เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนได้เห็นว่า ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลหรือเข้าถึงได้ยาก แต่สามารถอยู่ร่วมกับเราในชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืน และที่สำคัญคือ ศิลปะมีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่แท้จริงต่อสังคมและชุมชนของเรา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าว นครเชียงรายนิวส์
  • ขัวศิลปะเชียงราย (พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย)
  • ซีพี ออลล์
  • การสัมภาษณ์พิเศษกับ พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน “The Wonderland”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE EDITORIAL

สล่าคำจันทร์ ยาโน ครูศิลป์ของแผ่นดิน 2568 ช่างแกะไม้ระดับโลก

สล่าคำจันทร์ ยาโน ศิลปินแกะสลักไม้แห่งล้านนา รับรางวัล “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” ปี 2568

เชียงราย, 15 มิถุนายน 2568 – หมอกบางเบาคลอเคลียยอดดอยในยามเช้าของบ้านถ้ำผาตอง ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย ดินแดนที่เงียบสงบแห่งนี้เป็นบ้านของชายผู้มีฝีมือฉกาจในการรังสรรค์ไม้ให้มีชีวิต “สล่าคำจันทร์ ยาโน” ศิลปินแกะสลักไม้ชั้นครู ผู้เพิ่งได้รับการยกย่องเป็น ครูศิลป์ของแผ่นดิน พ.ศ. 2568” จากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (สศท.) ด้วยผลงานที่ผสานภูมิปัญญาล้านนาเข้ากับความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลก

จากแรงบันดาลใจสู่อาชีพช่างแกะสลัก

ย้อนกลับไปในวัยเด็กของสล่าคำจันทร์ เด็กชายจากบ้านถ้ำผาตองมักนั่งมองคุณตาแกะสลักด้ามกระบวยตักน้ำด้วยความประณีต ไม้แต่ละชิ้นถูกขัดเกลาจนกลายเป็นเรื่องราวของวิถีชีวิตชาวบ้าน “ผมเห็นคุณตาแกะไม้ตั้งแต่เด็ก งานของท่านเหมือนเล่านิทานผ่านลายเส้นบนไม้” สล่าคำจันทร์เล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ความทรงจำนั้นจุดประกายให้เขาเริ่มจับมีดแกะสลักตามรอยคุณตา

แต่เส้นทางสายช่างไม่ได้ราบรื่น ในปี 2549 ภัยแล้งรุนแรงทำให้การทำนาล้มเหลว สล่าคำจันทร์ตัดสินใจหันมาเอาจริงกับงานแกะสลักไม้ “ตอนนั้นลองแกะด้ามกระบวยขาย ปรากฏว่าคนชอบ ผมเลยคิดว่านี่อาจเป็นทางรอดของครอบครัว” เขาย้อนความหลัง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่ออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ได้เห็นผลงานของเขา อาจารย์ถวัลย์แนะนำให้เพิ่ม “ชีวิต” ลงในงานแกะสลัก “ท่านบอกว่า ทำชิ้นงานให้มีเรื่องราวเคลื่อนไหวได้สิ ผมจะซื้อเอง” คำแนะนำนั้นจุดไฟในใจสล่าคำจันทร์ เขาเริ่มทดลองใส่กลไกให้หุ่นไม้ขยับได้ เกิดเป็นผลงานที่ไม่เหมือนใคร เช่น หุ่นคนตำข้าว เลื่อยไม้ หรือหาปลา ที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต

งานศิลป์ที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนชุมชน

จากงานแกะสลักชิ้นเล็ก สล่าคำจันทร์พัฒนาสู่ชิ้นงานขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ผลงานชิ้นเอกอย่าง บ้านพอเพียง” จำลองวิถีชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีทั้งคนทำนา นวดข้าว และหาปลา โดยทุกชิ้นเคลื่อนไหวได้ด้วยกลไกมอเตอร์และระบบหยอดเหรียญ “ผมอยากให้งานศิลปะไม่ใช่แค่ของตั้งโชว์ แต่เล่าเรื่องได้และสร้างความตื่นเต้นให้คนดู” เขาอธิบาย

ผลงานชุดนี้เคยจัดแสดงในงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ และสร้างความฮือฮาเมื่อตู้หยอดเหรียญเก็บเงินได้นับแสนบาทจากผู้ชมที่หลงใหลในความแปลกใหม่ ผลงานของสล่าคำจันทร์ยังเดินทางไปไกลถึงญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่สถาบันสมิทโซเนียน ซึ่งยกย่องความสร้างสรรค์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาเข้ากับนวัตกรรม

แต่สิ่งที่สล่าคำจันทร์ภูมิใจยิ่งกว่าคือการเปลี่ยนแปลงชุมชนบ้านถ้ำผาตอง เขาก่อตั้งกลุ่มแกะสลักไม้ในชุมชนที่มีสมาชิก 27 คน สร้างรายได้เฉลี่ย 4,500 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน “ผมสอนฟรี โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะอยากให้ศิลปะนี้อยู่รอด” เขากล่าว ลูกศิษย์ของเขาหลายคนเริ่มมีรายได้จากการรับออเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานแกะสลักช้างไทยและพระพุทธรูปจากไม้มงคล

ความฝันที่ยิ่งใหญ่ พิพิธภัณฑ์ล้านนา

ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สล่าคำจันทร์วางแผนสร้าง พิพิธภัณฑ์ล้านนา บนที่ดินส่วนตัว 5 ไร่ ออกแบบเป็นหม้อน้ำขนาดยักษ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 21 เมตร สูงเท่าตึก 9 ชั้น ภายในจะจัดแสดงเครื่องมือวิถีชีวิตล้านนาและผลงานแกะสลักไม้ที่เคลื่อนไหวได้ “ผมอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมเหนือ สร้างงานให้ชาวบ้าน และเป็นมรดกของเชียงราย” เขากล่าวด้วยแววตาเปี่ยมหวัง

อย่างไรก็ตาม สล่าคำจันทร์ยอมรับว่าความฝันนี้ยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะด้านงบประมาณและการส่งเสริมให้งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา “ผมอยากเห็นครูช่างพื้นบ้านเข้าไปสอนในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่สอนช่วงสั้นๆ เด็กที่มีแววจะได้พัฒนาฝีมือจริงจัง” เขาเสนอแนะ

ผลกระทบและอนาคตของงานศิลปหัตถกรรม

การได้รับรางวัล “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัวของสล่าคำจันทร์ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี งานแกะสลักไม้ของเขาคือตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ สร้างทั้งรายได้และชื่อเสียงให้ชุมชน

อย่างไรก็ตาม งานศิลปหัตถกรรมยังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการขาดแคลนทายาทสืบสานและการแข่งขันกับสินค้าอุตสาหกรรม การที่สล่าคำจันทร์ผลักดันให้ชุมชนมีส่วนร่วมและสอนเด็กรุ่นใหม่ฟรี เป็นแบบอย่างที่ควรขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น หากภาครัฐเพิ่มการสนับสนุนผ่านนโยบายการศึกษาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ล้านนาของสล่าคำจันทร์อาจกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

มรดกที่เคลื่อนไหวของล้านนา

จากเด็กชายที่มองคุณตาแกะไม้ สู่ศิลปินที่สร้างชื่อให้ประเทศไทยในเวทีโลก สล่าคำจันทร์ ยาโน คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นและความรักในศิลปะที่เปลี่ยนชีวิตทั้งของตัวเขาและชุมชน รางวัล “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวไกล ด้วยฝีมือและวิสัยทัศน์ของเขา วัฒนธรรมล้านนาจะยังคงเคลื่อนไหวและมีชีวิตผ่านผลงานแกะสลักไม้ที่เล่าเรื่องราวของผู้คนและแผ่นดินเหนือไปอีกนาน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (สศท.)
  • บทสัมภาษณ์สล่าคำจันทร์ ยาโน, 15 มิถุนายน 2568
  • “สล่าคำจันทร์ ยาโน ผู้บันทึกวิถีชีวิตบนแผ่นไม้,” Mgronline.com, 27 สิงหาคม 2552
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายชู Soft Power อาหาร! ดัน ‘แกงแค-ข้าวแรมฟืน’ สู่เวทีโลก

เชียงรายเดินหน้าคัดเลือกเมนูอาหารถิ่น สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวที “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ต่อยอดสู่มรดกทางวัฒนธรรมไทย

เชียงราย, 12 มิถุนายน 2568 – ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและค่านิยมการบริโภคอาหารมีแนวโน้มถูกกลืนไปกับกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ จังหวัดเชียงรายจึงได้เดินหน้านโยบายสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมอาหารถิ่นดั้งเดิม ด้วยการจัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นประจำจังหวัด ณ ห้องประชุมเวียงกาหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเมนูแห่งเอกลักษณ์เข้าสู่เวทีประกวด “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปี 2568

เวทีแห่งความร่วมมือขับเคลื่อนวัฒนธรรม

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความตื่นตัวในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นให้อยู่คู่สังคมไทย

โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ภายใต้แนวคิด Thailand Best Local Food มุ่งเน้นการอนุรักษ์ ยกระดับ และสร้างความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของอาหารถิ่น พร้อมนำเสนอวิถีการกินแบบดั้งเดิมที่มีรากฐานจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น

5 เมนูชูอัตลักษณ์ ต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ที่ประชุมมีมติร่วมกันคัดเลือก 5 เมนูเด่นของเชียงราย แบ่งเป็นอาหารคาว อาหารว่าง และอาหารหวาน โดยทุกเมนูผ่านเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำหนดและสะท้อนเอกลักษณ์ของชาวเชียงราย ได้แก่

  • อาหารคาว: “แกงแคไก่เมือง” อาหารพื้นบ้านทรงคุณค่าทางสมุนไพร, “น้ำพริกถั่วเน่า” เมนูเด็ดแห่งแดนเหนือ และ “ผัดรากชูหมู” อาหารพื้นถิ่นที่หากินยาก
  • อาหารว่าง: “ข้าวแรมฟืน” เมนูสุดสร้างสรรค์จากถั่วลันเตา
  • อาหารหวาน: “ขนมปาด” ขนมโบราณที่กำลังจะเลือนหาย

การคัดเลือกเมนูเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์สูตรอาหารดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ส่งเสริมสมุนไพรในชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาสินค้าชุมชนในรูปแบบอาหารสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“The Lost Taste” เวทีพลิกฟื้นมรดกอาหารถิ่นสู่สากล

โครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ปี 2568 นี้ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ มีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นจากแต่ละจังหวัด เหลือเพียง 3 เมนูเด่นระดับชาติ และจะเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมโหวตเมนูที่โดดเด่นที่สุดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปลุกกระแสตระหนักรู้และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมให้กับอาหารถิ่นที่ใกล้สูญหาย

การสืบสานที่มีชีวิต – จากรุ่นสู่รุ่น

ความสำคัญของโครงการนี้ไม่เพียงเน้นการประกวด หากยังเป็นการสืบทอดค่านิยมการบริโภคอาหารไทยที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของรากเหง้าท้องถิ่น โดยเฉพาะในยุคที่อิทธิพลจากต่างชาติเข้ามามีบทบาท การผลักดันให้เมนูอาหารถิ่นกลับมาเป็นที่รู้จัก ถือเป็นทั้งภารกิจเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

ก้าวต่อไปสู่เวทีระดับประเทศ

สำหรับ 5 เมนูของเชียงรายที่ผ่านการคัดเลือกในวันนี้ จะถูกนำเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อคัดเลือกในระดับประเทศต่อไป ให้เหลือเพียง 3 เมนูเท่านั้น ซึ่งการโหวตจะเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงคะแนนเลือกเมนูที่ชื่นชอบผ่านระบบออนไลน์ เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์อาหารถิ่นอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (12 มิถุนายน 2568)
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • ข่าวสารราชการ กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

อ.เฉลิมชัยแนะทิศทางเบียนนาเล่ภูเก็ต Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025″ เดินหน้าศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ยกระดับ Soft Power ไทยสู่สายตาโลก บทเรียนจากเชียงรายสู่ความหวังใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

ภูเก็ต, 10 มิถุนายน 2568 กระทรวงวัฒนธรรมเปิดตัวการขับเคลื่อนมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 อย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเมษายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 อำเภอของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ เมือง กระทู้ และถลาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่โด่งดังไปทั่วโลก

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน นำโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศิลปินระดับประเทศและนานาชาติกว่า 60 คน พร้อมบูรณาการเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศิลปะร่วมสมัยไทยสู่เวทีนานาชาติ และสร้างการเปลี่ยนผ่านของภูเก็ตสู่เมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์

จากเชียงรายถึงภูเก็ตถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จ

งาน Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ได้รับการยกย่องว่าเป็นโมเดลความสำเร็จของศิลปะเชิงพื้นที่ โดยมีผู้เข้าชมเกือบ 3 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 24,000 ล้านบาทในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นับเป็นการยืนยันพลังของศิลปะในฐานะ Soft Power ที่สามารถสร้างความเคลื่อนไหวได้ทั้งระดับจิตวิญญาณ สังคม และเศรษฐกิจ

ในการประชุมขับเคลื่อนงานที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์จากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการ สศร., นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และ นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติจากเชียงราย ผู้เคยขับเคลื่อนงาน Biennale เชียงรายจนประสบความสำเร็จ

อ.เฉลิมชัย” ชี้งานศิลปะร่วมสมัยคือรากฐานของการพัฒนา ต้องให้เกียรติศิลปิน และสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กล่าวถ่ายทอดประสบการณ์การจัดงาน Biennale ที่เชียงราย พร้อมเสนอแนะแนวทางให้ภูเก็ตว่า “การจัดมหกรรมศิลปะไม่ใช่แค่อีเวนต์ ต้องมีระบบ ต้องมีความรู้เรื่องศิลปะ ต้องให้เกียรติศิลปิน และต้องใช้พลังของการประชุมที่มีภาวะผู้นำ”

“ทุกฝ่ายต้องเปิดใจคุยกัน นักการเมือง ผู้ว่าฯ ปลัดกระทรวง ศิลปิน ภัณฑารักษ์ ภาคประชาชน และนักลงทุน ต้องมีพื้นที่ร่วมกันระดมสมอง แม้คิดต่างก็ต้องถกกันอย่างสร้างสรรค์ มีมติร่วม และต้องตัดสินใจให้จบในห้องประชุม”

เขายังย้ำว่าการจัดงานต้องมี “งบสำรอง” อย่างน้อย 20 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปินอย่างทันท่วงที ไม่ให้เกิดความล่าช้า หรือข้อจำกัดทางการคลังที่บั่นทอนคุณภาพของผลงานและแรงบันดาลใจ

สร้าง Soft Power ผ่านศิลปะความท้าทายใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

นายประสพ เรียงเงิน กล่าวยืนยันว่าการจัด Thailand Biennale, Phuket 2025 จะไม่ใช่งานอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าเมืองภูเก็ตที่เป็น “เมืองท่องเที่ยวระดับโลก” และ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก” จะก้าวไปสู่ “เมืองศิลปะ” ได้อย่างมั่นคง หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการจัดสรรพื้นที่จัดแสดงงานในจุดสำคัญของจังหวัด อาทิ หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต, อาคารธนาคารชาร์เตอร์ด, พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว, และแหลมพรหมเทพ รวมถึงกิจกรรม “เปิดบ้านศิลปิน” เพื่อเปิดประสบการณ์ตรงให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

การยกระดับภูเก็ตด้วยศิลปะ ต้องไม่ทิ้ง “รากท้องถิ่น” และ “การจัดการเชิงระบบ”

Thailand Biennale ไม่ใช่เพียงเทศกาลศิลปะ แต่คือโอกาสในการสร้างความรู้ใหม่ สร้างความภาคภูมิใจ และดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนออกมาใช้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “การจัดการเชิงระบบ” และ “การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” หากไม่มีการเตรียมการที่รอบด้าน ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร การสื่อสาร และความเข้าใจของประชาชน อาจทำให้ศิลปะกลายเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

สิ่งที่เชียงรายเคยทำได้สำเร็จ จึงไม่สามารถลอกแบบได้ทันที แต่ต้องนำมาปรับใช้กับบริบทของภูเก็ต ที่มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดเฉพาะตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.), กระทรวงวัฒนธรรม
  • สมาคมศิลป์ภูเก็ต
  • แถลงข่าว Thailand Biennale, Phuket 2025 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้
  • สัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในงาน: นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, นายประสพ เรียงเงิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นิทรรศการภาพถ่ายที่เชียงราย สะท้อนหลากหลายวัฒนธรรมไทย

เชียงรายเปิดนิทรรศการ “ภาพถ่ายพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” จุดประกายคุณค่าความหลากหลายในสังคมไทย

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เปิดงาน “นิทรรศการภาพถ่าย: พหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” หนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการพัฒนาการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ หอแก้วพิพิธภัณฑ์ของโบราณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) โดยจัดแสดงอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2568

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นิทรรศการ

พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้นำจากองค์กรสำคัญทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการศึกษา อาทิ อ.นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง, ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย, สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมขัวศิลปะเชียงราย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ประธานชมรมเชียงรายโฟโต้, ศิลปินเชียงราย, ช่างภาพ, และสื่อมวลชนจำนวนมาก

คุณอภินันท์ บัวหภักดี หัวหน้าโครงการฯ อดีตบรรณาธิการอนุสาร อ.ส.ท. นักเขียนและช่างภาพผู้มากประสบการณ์ นำทีมช่างภาพมืออาชีพทั้ง 8 คน ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายหายากกว่า 100 ภาพที่บันทึกการเดินทางบนแผ่นดินไทยตลอดกว่า 30 ปี

นิทรรศการที่หลอมรวมหลากหลายชาติพันธุ์บนผืนแผ่นดินไทย

นิทรรศการ “พหุวัฒนธรรม สยามสมัย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ไม่เพียงนำเสนอภาพถ่ายสวยงาม แต่ยังถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จากขุนเขาดอยสูงถึงผืนน้ำกว้างไกล สู่ท้องทุ่งอันอุดมทั่วประเทศไทย ภาพแต่ละภาพคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่หล่อหลอมความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง ผู้ชมจะได้สัมผัสความงดงามแห่งความร่วมมือ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนทุกกลุ่มบนผืนแผ่นดิน “ขวานทอง” แห่งนี้

ภายในพิธีเปิดยังได้รับเกียรติจากกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าจากอำเภอแม่จัน และกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าบ้านเมืองรวง ซึ่งเป็นบุคคลในภาพถ่ายหายาก ร่วมสร้างสีสันในงาน ขณะเดียวกันมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ถ่ายทอดเทคนิคและประสบการณ์จากช่างภาพชื่อดัง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านศิลปะและวัฒนธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

เสริมสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสื่อสารให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม โครงการเน้นย้ำการเคารพในความแตกต่าง รู้รักสามัคคี และเกื้อกูลกันในทุกกลุ่มชาติพันธุ์ อันเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาพหุวัฒนธรรม หัวข้อ “พหุวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว” โดยผู้นำด้านศิลปะและการท่องเที่ยว อาทิ นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง, วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย และอภินันท์ บัวหภักดี หัวหน้าโครงการฯ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ถ่ายทอดเรื่องราวจากผู้สร้างสรรค์งานศิลป์

รายชื่อช่างภาพที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานประกอบด้วย อภินันท์ บัวหภักดี, นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง, อดุล ตัณฑโกศัย, จิระพงษ์ วงศ์วิวัฒน์, Taro Evolutions, ชนาธิป อินทรวิชะ, จิตติมา ผลเสวก และกิ่งทอง มหาพรไพศาล แต่ละคนมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการภาพถ่ายและศิลปะร่วมสมัย

คุณอภินันท์ บัวหภักดี กล่าวว่า นิทรรศการนี้จัดแสดงขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้ช่างภาพมืออาชีพได้เล่าความงามของชีวิตและวัฒนธรรมไทยผ่านภาพถ่าย ให้เยาวชนและประชาชนได้เปิดใจรับความหลากหลาย สร้างแรงบันดาลใจในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

โอกาสสำหรับเยาวชนและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

โครงการยังมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ด้วยการจัด workshop เรื่องเล่าจากภาพถ่ายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเชิญช่างภาพทั้งสายกล้องโปรและกล้องมือถือมาแบ่งปันเทคนิคและประสบการณ์ ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ผ่าน QR Code และ Facebook Page ของโครงการ

นอกจากนี้ โครงการยังเตรียมจัดทำหนังสือภาพ (Photo book) “ชุมชนวัฒนธรรมในประเทศไทย พหุวัฒนธรรมสยามสมัยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ในรูปแบบ e-book เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงเนื้อหาเชิงลึกและภาพถ่ายหายาก คาดว่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

สะท้อนผลลัพธ์และแนวโน้มเชิงวัฒนธรรมในอนาคต

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยของจังหวัดเชียงรายและประเทศไทย กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงความงดงามของวัฒนธรรมหลากหลายชาติพันธุ์บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจอันดีในหมู่ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยยกระดับความตระหนักรู้เรื่อง “พหุวัฒนธรรม” ให้แก่คนไทย โดยหวังว่าประสบการณ์จากนิทรรศการจะเป็นแรงผลักดันให้สังคมไทยเปิดกว้าง รับฟัง และยอมรับความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • นิทรรศการภาพถ่าย “พหุวัฒนธรรมในประเทศไทย” เป็น 1 ใน 23 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2568
  • มีภาพถ่ายหายากจาก 8 ช่างภาพมืออาชีพมากกว่า 100 ภาพ แสดงต่อเนื่อง 3 เดือน (31 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2568)
  • คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานในพิธีเปิดและกิจกรรมกว่า 500 คน (ข้อมูลจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย)
  • รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเติบโตต่อเนื่องกว่า 8% ต่อปี (ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง)
  • สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • เพจ Facebook: เที่ยวไปตามใจหนุ่มพเนจร / หนุ่ม พเนจร / นิทรรศการภาพถ่ายพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายเปิดตัว “ผ้าอัตลักษณ์” ยกระดับภูมิปัญญาสู่สากล

ผ้าทอพื้นถิ่นเชียงราย” เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ สู่เวทีแฟชั่นและตลาดโลก

เชียงรายโชว์พลังผ้าอัตลักษณ์ ดันสู่เวทีสากล

จังหวัดเชียงรายเปิดฉากกิจกรรมใหญ่ “ผ้าทอ ผ้าพื้นถิ่น ผ้าอัตลักษณ์” ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์ บนฐานทรัพยากรชุมชนคุณค่าสูง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

ผ้าอัตลักษณ์ ผสานภูมิปัญญากับแฟชั่นร่วมสมัย

ในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 18.00 น. มีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ อาทิ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรท้องถิ่น นักพัฒนาชุมชน และผู้แทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

จัดเต็มแฟชั่นโชว์ผ้าทอ สะท้อนรากวัฒนธรรม

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการผ้าไทย แฟชั่นโชว์จำนวน 20 ชุด และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากกว่า 50 ร้าน โดยเน้นนำเสนอผ้าทอหลากหลายชนิด ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม และผ้าชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ถ่ายทอดผ่านรุ่นสู่รุ่นและผสมผสานกับการออกแบบในยุคปัจจุบัน

เป้าหมายชัดเจน พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอเชิงสร้างสรรค์

การจัดงานมุ่งหวังให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นได้รับการพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านการออกแบบ การใช้สีจากธรรมชาติ การตัดเย็บ และการตลาด โดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

กลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น

งานนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการกว่า 100 ราย จาก 18 อำเภอในจังหวัดเชียงราย ได้แสดงผลงานและพบปะผู้ซื้อจากทั้งในและนอกพื้นที่ เพิ่มโอกาสขยายตลาดให้กับสินค้าผ้าทอที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพสูง

สร้างการรับรู้ใหม่ต่อผ้าพื้นถิ่น สู่การต่อยอดระดับประเทศ

นอกจากการจำหน่ายสินค้า กิจกรรมนี้ยังเน้นการสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ในการสืบสานผ้าทอพื้นบ้าน ให้กลับมาเป็นที่นิยมและต่อยอดเชิงสร้างสรรค์ในหลายมิติ เช่น การออกแบบแฟชั่น การตกแต่งภายใน หรือแม้แต่การพัฒนาแบรนด์สินค้าในระดับโลก

ภาครัฐมั่นใจ สานต่อผ้าเชียงรายสู่ตลาดโลก

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายแสดงความมั่นใจว่า การจัดงานนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะผลักดันให้ผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก โดยอาศัยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลกรมการพัฒนาชุมชน (พ.ศ. 2567) พบว่า จังหวัดเชียงรายมีผู้ประกอบการด้านผ้าและสิ่งทอกว่า 312 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าเขียนเทียน และผ้าชนเผ่าต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่าการจำหน่ายรวมกว่า 95 ล้านบาทต่อปี และยังคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมีการสนับสนุนและเปิดตลาดในรูปแบบใหม่ๆ

ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมต้นแบบที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถิติการค้าและเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น 2567 – สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE