Categories
CULTURE

ประวัติศาสตร์พุทธศิลป์! ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” ของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนแผ่นดินแม่ในรอบครึ่งศตวรรษที่ BACC

นกฮูก…กลับบ้าน” มหาอุมมังคชาดกของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนไทยในรอบ 50 ปี รื้อรากเหง้าพุทธศิลป์ไทยสู่สายตาโลกยุค Soft Power

กรุงเทพฯ, 11 มกราคม 2569 – แสงไฟในห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแสงจากหลอดไฟในอาคารสมัยใหม่ หากกลายเป็นฉากสำคัญของ “การกลับบ้าน” ทางประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทย – ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” หรือที่เป็นที่จดจำในนาม “the Owl” ผลงานเทคนิคปากกาลูกลื่นของถวัลย์ ดัชนี ที่จากบ้านเกิดไปอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์นานราวครึ่งศตวรรษ

ภายใต้นิทรรศการและเสวนาพิเศษ “นกฮูก…กลับบ้าน” (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee) ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center ภาพพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่เคยอยู่แต่ในหน้าหนังสือศิลปะระดับตำนานและคอลเลกชันส่วนตัวในยุโรป ได้หวนคืนสู่สายตาสาธารณชนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ห้องอเนกประสงค์ที่กลายเป็น “ห้องประวัติศาสตร์”

บรรยากาศภายใน BACC ในวันดังกล่าวเต็มไปด้วยนักสะสม ผู้สนใจศิลปะร่วมสมัย นักวิชาการศิลปะ ตลอดจนผู้ศรัทธาในผลงานของถวัลย์ ดัชนี ที่เดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อชมผลงานต้นฉบับของ “มหาอุมมังคชาดก” อย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังเสวนาที่ถ่ายทอดเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ในยุโรป ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้พุทธศิลป์ไทยก้าวพ้นกรอบภูมิภาคสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดแสดงเพียงภาพ “the Owl” เท่านั้น แต่ยังรวบรวมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมอื่น ๆ ของถวัลย์ที่สะท้อน “พลังดิบ” ของเส้น สี และรูปทรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะร่วมสมัยตะวันตก ความเชื่อทางพุทธศาสนา และจิตวิญญาณล้านนาอย่างแนบแน่น

ในมุมหนึ่งของนิทรรศการ ผู้ชมจะพบข้อความอธิบายแนวคิดหลักว่า “นกฮูก” สำหรับถวัลย์ ไม่ใช่เพียงสัตว์กลางคืน หากคือสัญลักษณ์ของปัญญา ความลุ่มลึก ความมืด และสัจธรรมตามคติพุทธศาสนา การตั้งชื่อนิทรรศการว่า “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงมีความหมายซ้อนหลายชั้น ทั้งในเชิงศิลปะ จิตวิญญาณ และตัวตนของศิลปิน

มหาอุมมังคชาดก จากชาดกในพระไตรปิฎกสู่ภาพอสูรครึ่งนกเค้าแมว

“มหาอุมมังคชาดก” เป็นชาดกเรื่องที่ 5 ในชุดทศชาติชาดก ว่าด้วยการบำเพ็ญปัญญาบารมีของมโหสถกุมาร พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถไขปริศนา ช่วยพระเจ้าวิเทหะราชพ้นจากภยันตราย และพลิกสถานการณ์ทางการเมืองเหนือพระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้มีกองทัพเหนือกว่าหลายเท่า

หากพิจารณาในกรอบจารีต พุทธศิลป์ไทยในอดีตมักเน้นภาพพระพุทธเจ้า เทวดา นางฟ้า และตัวละครที่งดงามวิจิตร แต่ถวัลย์ ดัชนีซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง และต่อยอดด้วยอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademie van Beeldende Kunsten กรุงอัมสเตอร์ดัม กลับเลือก “เดินคนละทิศ”

เขาไม่ได้วาดมโหสถกุมารให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม หากสร้าง “อสูรครึ่งคนครึ่งนกเค้าแมว” ที่นั่งชันเข่า แผ่แขน ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยโหนกกล้ามเนื้อ ประดับด้วยรอยสักรูปสิงสาราสัตว์ที่พันเกี่ยวกันแน่นหนา รายล้อมด้วยองค์ประกอบที่หลายคนอาจมองว่า “ประหลาด” หรือ “น่ากลัว” เช่น หัวกบ หัวคางคก หอยงวงช้าง หอยสังข์ขนาดใหญ่ และลูกนกที่ยังไม่ลืมตา

หากแต่ละองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เป็น “ภาษาสัญลักษณ์” ในการตีความชาดกอย่างลึกซึ้ง

  • ลูกนกอ้าปากกว้าง ถูกอ่านได้ว่าเป็นภาพแทน “ปากอุโมงค์” ที่มโหสถใช้พาพระเจ้าวิเทหะราชหนีออกจากเมืองที่ถูกล้อม
  • หัวกบขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะ “ความเขลา” ของผู้ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางโคลนตมโดยไม่รู้เท่าทันคุณค่าที่อยู่ตรงหน้า
  • ใบหูขนาดใหญ่ที่ยึดติดกับเสียงจากหอย สื่อว่าการได้ยินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดปัญญา หากขาดสติและการไตร่ตรอง
  • คนตัวเล็กในมุมซ้ายล่างคือ “เกวัฏพราหมณ์” ซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ปัญญาและกลยุทธ์ของมโหสถในเหตุการณ์ประลองไหวพริบ

ด้วยเหตุนี้ ภาพมหาอุมมังคชาดกของถวัลย์จึงไม่ใช่การ “เล่าเรื่องชาดก” ตามตัวอักษร แต่เป็นการกลั่นกรองแก่นเรื่องเรื่องปัญญาบารมีออกมาในภาษาทัศนศิลป์ที่ทรงพลังและมีความหมายในระดับสากล

ปากกาลูกลื่นธรรมดา กับความเพียรที่ไม่ธรรมดา

จุดที่ทำให้ “มหาอุมมังคชาดก” ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการศิลปะ คือเทคนิคที่ถวัลย์เลือกใช้ – ปากกาลูกลื่นสีดำบนกระดาษ

เยาวณี นิรันดร ผู้แทนพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2517 ด้วยวิธีการ “ฝนปากกาลูกลื่น” ที่ต้องอาศัยสมาธิ ความแม่นยำ และความอดทนระดับสูง ศิลปินจะนอนคว่ำกับพื้น ใช้อกหนุนหมอน แล้วค่อย ๆ ขีดเส้นหมึกบางเบาหลายล้านเส้นลงบนกระดาษ สลับกับการเช็ดหมึกส่วนเกินที่ปลายปากกา เพื่อไม่ให้เกิดเส้นหนาเกินหรือคราบหมึกที่ทำลายภาพ

เทคนิคนี้ “ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด” ต่างจากสีน้ำมันที่ยังสามารถทาทับแก้ไขได้ หากพลาดเพียงนิดเดียว ภาพทั้งหมดอาจเสียหายทันที ผลลัพธ์คือผลงานจิตรกรรมที่มีรายละเอียดแน่นหนาในระดับที่ต้องส่องด้วยแว่นขยาย และทำให้นักสะสมจำนวนมากยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดรออิ้งที่ดีที่สุดของถวัลย์

ไม่เพียงแค่ในเชิงทักษะ หากเมื่อรวมเข้ากับน้ำหนักเนื้อหาเชิงปรัชญา ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากผู้คร่ำหวอดในวงการว่าเป็น “ผลงานอันดับหนึ่งในดวงใจ” ของทั้งนักวิชาการศิลปะและผู้จัดทำหนังสือที่เคยใกล้ชิดกับศิลปิน

หนังสือปกแดงจากซูริค “ศีลเสมอกัน” ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ยุโรป

ความสำคัญของมหาอุมมังคชาดกไม่ได้อยู่เพียงบนผืนกระดาษ หากยังฝังตัวอยู่ในหน้าหนังสือศิลปะที่ถูกจัดว่าเป็น “ตำนาน” ของวงการ

ในปี พ.ศ. 2524 สำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Verlag เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิมพ์หนังสือปกแข็งสีแดงเล่มใหญ่ชื่อ The Buddhist Art of Thawan Datchani (รวมทั้งฉบับภาษาเยอรมันในชื่อ Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis) รวบรวมภาพชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ด้วยมาตรฐานการพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวถึงว่า “ล้ำหน้าหนังสือศิลปะร่วมยุคเดียวกัน” และผลิตในจำนวนจำกัดจนกลายเป็นหนังสือหายาก มูลค่าตามตลาดนักสะสมปัจจุบันอยู่ในระดับราว 200,000 บาทต่อเล่ม

เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk) ผู้เขียนเนื้อหา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านศิลปะตะวันออก ได้พิจารณาผลงานจำนวนมากจากชุดทศชาติชาดก ก่อนจะเขียนวิเคราะห์ลงในหนังสือ โดยระบุใจความว่า ไม่มีภาพใดในชุดนี้ที่ “สรุปความหมายของคำว่าความสมบูรณ์แบบ” ในเชิงปัญญาบารมีได้ทรงพลัง และแปรเป็นภาพที่มีความหมายในระดับสากลเทียบเท่าภาพมหาอุมมังคชาดก

ในอีกด้านหนึ่ง ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการและผู้ออกแบบรูปเล่ม ซึ่งเดินทางมาถ่ายภาพผลงานของถวัลย์ด้วยตนเองในประเทศไทย ก็หลงใหลผลงานชิ้นเดียวกันจนตัดสินใจเลือกภาพนี้ขึ้นเป็นปกหนังสือ และภายหลังได้ขอซื้อภาพต้นฉบับไปเก็บรักษาในคอลเลกชันส่วนตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้จัดงานนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นภาวะ “ศีลเสมอกัน” ในความหมายร่วมสมัย คือการที่ความศรัทธา ความรู้ ทัศนคติ และรสนิยมของผู้คร่ำหวอดจากสองซีกโลกมาบรรจบกันที่ผลงานชิ้นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย แสดงให้เห็นว่าพลังของงานศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนข้ามภาษา ศาสนา และภูมิศาสตร์ได้จริง

เสวนาว่าด้วยการเดินทางของ “นกฮูก” จากเชียงราย–กรุงเทพฯ–ซูริค–กลับสู่ไทย

หัวใจอีกประการของงาน “นกฮูก…กลับบ้าน” คือเวทีเสวนาพิเศษที่ถ่ายทอด “การเดินทาง” ของผลงานชิ้นนี้จากมุมมองของผู้ที่ได้ร่วมงานกับถวัลย์อย่างใกล้ชิด

การเสวนานำโดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมด้วย Count Emmanuel von Oppersdorff อดีตประธาน Iñigo von Oppersdorff Publishing House และ Mr. Thomas Imboden อดีตกรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์เดียวกัน ตลอดจน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557

เยาวณี นิรันดร เปิดเผยในเวทีเสวนาว่า บิดาของเคานต์ Emmanuel เจ้าของโรงพิมพ์ในยุคนั้น มองเห็นศักยภาพของถวัลย์ตั้งแต่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงในระดับที่เป็นที่รู้จักเช่นทุกวันนี้ จึงตัดสินใจลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ รวมถึงจัดทำภาพถ่ายความละเอียดสูงของทศชาติชาดกทั้งหมด ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นหนังสือที่ถูกนักสะสมยอมรับว่า “แพงที่สุดและพิมพ์ดีที่สุด” ในหมวดหนังสือศิลปะไทยยุคเดียวกัน

หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความสนใจให้ผู้ร่วมงาน คือการที่เคานต์ Emmanuel เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง พร้อมอนุญาตให้นำภาพที่ถวัลย์วาดให้ตระกูลของตนมาแสดงเป็นกรณีพิเศษในประเทศไทยเพียงหนึ่งวัน ก่อนจะถูกส่งกลับสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ภาพ “the Owl” หรือมหาอุมมังคชาดกจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเพื่อหมุนเวียนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป

เมื่อ Soft Power เริ่มจาก “การหันกลับมามองรากเหง้าของตัวเอง”

งานเสวนาช่วงท้ายได้พาผู้ฟังขยับออกจากกรอบประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่อง ไปสู่คำถามใหญ่ในระดับนโยบายวัฒนธรรม

การกลับมาของมหาอุมมังคชาดกในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน Soft Power ถูกตีความว่าเป็น “บทเตือน” ให้สังคมหันกลับมาสำรวจรากของศิลปะไทยร่วมสมัยที่เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกมาแล้วนานหลายทศวรรษ ก่อนหน้ากระแสคำว่า Soft Power จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

สำหรับอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ผู้อยู่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยมายาวนาน ผลงานของถวัลย์คือการ “ทำลายกรอบเพื่อสร้างความเชื่อใหม่” ทั้งในเชิงรูปแบบและเนื้อหา เขาชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้สัตว์เดียรัจฉาน โครงกระดูก อสูรกาย และองค์ประกอบที่ถูกมองว่าอัปลักษณ์ในสายตาสาธารณชน แท้จริงคือการยืนยันสัจธรรมทางพุทธศาสนาว่าความจริงอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งงดงาม

ในมุมของผู้จัดงาน นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซกลับมาจัดแสดง หากยังเป็นการ “คืนพื้นที่” ให้ศิลปะไทยได้ถูกอ่านใหม่ด้วยสายตาของคนรุ่นปัจจุบัน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ศิลป์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายวัฒนธรรม

ความหมายของ “การกลับบ้าน” ที่มากกว่าการกลับถึงสนามบิน

แม้ชื่อกิจกรรมจะใช้คำว่า “กลับบ้าน” แต่ในความเป็นจริง การเดินทางของมหาอุมมังคชาดกจากสวิตเซอร์แลนด์สู่หอศิลปกรุงเทพฯ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระยะใหม่ในความทรงจำสาธารณะของสังคมไทย

ผู้ชมที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพต้นฉบับ ต่างตระหนักพร้อมกันว่า ตลอดราว 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักผลงานชิ้นนี้ผ่าน “ภาพถ่ายบนปกหนังสือปกแดง” มากกว่าผ่านของจริง การได้เห็นร่องรอยเส้นปากกาลูกลื่น ความละเอียดของพื้นผิว และน้ำหนักของหมึกที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากการพิมพ์ ทำให้คำบอกเล่าจากนักวิชาการศิลปะที่ว่า “ต้องมาดูด้วยตาจึงจะเข้าใจ” มีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่นี้ “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของภาพหนึ่งภาพ แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ตั้งคำถามร่วมกันว่า

  • เรามองพุทธศิลป์ไทยร่วมสมัยอย่างไร
  • เราเข้าใจบทบาทของศิลปินไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด
  • และเราพร้อมหรือยังที่จะใช้ Soft Power อย่างมีรากฐานจากผลงานที่เคยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ

นิทรรศการครั้งนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในกรอบเวลา 14.00 – 18.00 น. แต่บทสนทนาเรื่องคุณค่าของศิลปะไทยร่วมสมัยที่ถูกจุดขึ้นใน “วันที่นกฮูกกลับบ้าน” มีแนวโน้มจะอยู่กับผู้ชม นักสะสม และผู้กำหนดนโยบายด้านวัฒนธรรมไปอีกนาน

ข้อมูลกิจกรรมโดยสรุป

  • ชื่องานนิทรรศการและเสวนา: นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)”
  • สถานที่จัด: ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • วัน–เวลา: วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 14.00–18.00 น.
  • ผู้จัดและผู้สนับสนุนหลัก: หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129, The Art Auction Center
  • ผลงานไฮไลต์: ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” (The Maha-Ummagga Jataka) หรือ “the Owl” เทคนิคปากกาลูกลื่นบนกระดาษ หนึ่งในชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเคยถูกใช้เป็นภาพปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani พิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2524 และกลับมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบประมาณ 50 ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เอกสารประชาสัมพันธ์นิทรรศการและเสวนา “นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)” โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดภาพประทับใจ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ชูชีพ พงษ์ไชย สวมบทเด็กวัดเดินเท้าตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายรับปีใหม่ 2569

ผู้ว่าฯ ขะโยม” แสงแรกแห่งรอยยิ้มเจียงฮาย ผู้นำจังหวัดสวมบทเด็กวัดเดินเท้าประกบพระรัตนมุนี ตักบาตรแวดเวียงรับปีใหม่ 2569 เคียงขบวนราชรถบุษบก 9 คันกลางถนนธนาลัย

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – เช้าวันปีใหม่ที่ถนนธนาลัยใจกลางเมืองเชียงรายไม่ได้มีเพียงแสงแรกของปี 2569 ที่ทอดตัวลงบนย่านเมืองเก่า หากยังปรากฏภาพ “ผู้นำจังหวัด” ที่เลือกจะวางบทบาททางการบริหารไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสวมบท “ขะโยม” หรือเด็กวัด เดินเท้าประกบข้างองค์พระรัตนมุนี คอยรับสิ่งของจากบาตรพระตลอดเส้นทางตักบาตรแวดเวียงเจียงฮาย สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมพิธีจำนวนมาก

ภาพของนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในชุดลำลองเรียบง่าย เดินเคียงข้างพระสงฆ์กลางขบวนราชรถบุษบก 9 คัน และพระสงฆ์รวม 94 รูป ท่ามกลางประชาชนที่แต่งกายสุภาพถือข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียนรอใส่บาตรตลอดแนวถนนธนาลัย กลายเป็น “ภาพจำ” แรกของปีใหม่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ–ศรัทธา–ชุมชน ในแบบฉบับเชียงรายได้อย่างชัดเจน

แวดเวียงเจียงฮาย พิธีบุญรับศักราชใหม่กลางเมืองเก่า

บรรยากาศยามเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 ณ บริเวณถนนธนาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของเทศบาลนครเชียงราย เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่สองฝั่งถนนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อเตรียมร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ภายใต้การจัดงานของเทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

พิธี “อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แวดเวียงเจียงฮาย” และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2569 ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงมิติศรัทธาทางพุทธศาสนากับอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา โดยเทศบาลนครเชียงรายได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 9 วัดสำคัญในพื้นที่ มาประดิษฐานบนราชรถบุษบกศิลปะล้านนา 9 คันที่รังสรรค์อย่างวิจิตรงดงาม ก่อนเคลื่อนขบวนบนถนนธนาลัย

เส้นทางแวดเวียงเริ่มตั้งแต่แยกสุริวงศ์ไปจนถึงสี่แยกศาลจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) กลายเป็น “สายบุญกลางเมือง” ที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสร่วมใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 94 รูป ที่นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอดแนวถนน การจัดวางราชรถบุษบกสลับกับแถวพระสงฆ์ ทำให้ทั้งถนนกลายเป็นเวทีศิลปะศรัทธาในบรรยากาศที่สงบ งดงาม และสมเกียรติวันขึ้นปีใหม่

ราชรถบุษบก 9 คัน ศิลปะ–ศรัทธาที่เคลื่อนที่ไปกับเมือง

แม้พิธีตักบาตรวันปีใหม่จะเป็นที่คุ้นเคยในหลายจังหวัด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่น คือการนำ “ราชรถบุษบก” ศิลปะล้านนาที่เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับช่างท้องถิ่นสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี มาประกอบในพิธีกรรมเชิงพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ

ราชรถทั้ง 9 คัน แต่ละคันประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสายศรัทธาของชาวเชียงรายและชุมชนรอบข้าง การเคลื่อนขบวนไปตามถนนธนาลัยจึงไม่ใช่เพียงการแห่องค์พระ แต่เป็นการ “พาพระออกมาพบประชาชน” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเก่า เสมือนการนำรากเหง้าทางจิตวิญญาณของชุมชนออกมาเชื่อมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่

การที่ประชาชนสามารถกราบ สรงน้ำ หรือถวายดอกไม้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังวัดแต่ละแห่ง ถือเป็นการลดระยะห่างระหว่างชุมชน–วัด–เมือง ในขณะที่ตัวราชรถบุษบกเองก็ทำหน้าที่เป็น “ห้องแสดงศิลปะเคลื่อนที่” ให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความวิจิตรของลวดลายล้านนาอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องเข้าชมในพิพิธภัณฑ์หรือพิธีเฉพาะกิจเท่านั้น

ผู้ว่าฯ ขะโยม” ผู้นำจังหวัดในบทบาทเด็กวัด

ท่ามกลางขบวนราชรถบุษบกและพระสงฆ์ 94 รูป สิ่งที่สะดุดตาผู้ร่วมงานจำนวนมากในปีนี้ คือภาพของ “เด็กวัด” ที่เดินประกบข้างพระสงฆ์ผู้ใหญ่ คอยรับสิ่งของจากบาตรเพื่อแบ่งเบาภาระ ด้วยท่าทีคล่องแคล่วและไม่ถือตัว

เมื่อมองใกล้ๆ จึงพบว่า “เด็กวัด” คนดังกล่าว คือ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพไม่ได้เพียงมาร่วมพิธีในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หากแต่เลือกลงมา “ทำหน้าที่” ในระบบวัดฐานะ “ขะโยม” หรือเด็กวัด ตามสำนวนภาษาถิ่นล้านนา

คำว่า “ขะโยม” ในบริบทล้านนา หมายถึงเด็กวัดหรือศิษย์วัดผู้คอยช่วยเหลือพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการถือสัมภาระ เดินประกบขณะบิณฑบาต จัดเตรียมของใช้ในพิธี หรือช่วยอุปถัมภ์ดูแลกิจการเบื้องต้นของวัด การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกสวมบท “ขะโยม” จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจนว่า “ผู้นำพร้อมจะเริ่มจากจุดที่ต่ำที่สุดในโครงสร้างของพิธีกรรม เพื่อทำงานร่วมกับพระและประชาชน”

ไม่เพียงเท่านั้น เกร็ดที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ร่วมงาน คือก่อนหน้าที่จะมาปรากฏตัวบนถนนธนาลัยในบทบาท “ขะโยม” ช่วงเช้าเวลาไล่เลี่ยกัน นายชูชีพยังได้ไปร่วมกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปี 2026” ที่อำเภอเวียงชัย ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบ “ผู้นำสายสปอร์ต” ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพควบคู่กับงานสาธารณะ

เมื่องานวิ่งสิ้นสุดลง ผู้ว่าฯ ก็เปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬา มาเป็น “ศิษย์วัด” เดินเท้าประกบข้างพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่คอยรับของจากบาตรพระที่ประชาชนใส่ขึ้นมามอบต่อให้พระสงฆ์ ด้วยความตั้งใจตลอดเส้นทาง โดยไม่ถือตัวหรือเว้นระยะห่างจากประชาชน

ผู้นำ–ประชาชน–พระสงฆ์ สามมิติที่เชื่อมกันบนถนนธนาลัย

ในมุมวิเคราะห์เชิงสังคม การที่ผู้นำฝ่ายปกครองระดับจังหวัดลงมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเด็กวัดระหว่างพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้ “ระยะห่างเชิงอำนาจ” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนจำนวนมากที่มารอตักบาตรเล่าว่า รู้สึก “เอ็นดู” และ “อบอุ่นใจ” เมื่อเห็นผู้ว่าฯ ถือถุงของ ปรับบาตร ดูแลพระสงฆ์ในแบบเดียวกับเด็กวัดหรือศิษย์วัดที่คุ้นเคยในวิถีชีวิตชนบทล้านนา

มิติแรก จึงเป็นมิติของ “ความใกล้ชิด” – ผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนห่างอยู่บนเวทีหรือแถวหน้าพิธีเท่านั้น หากแต่เดินปะปนอยู่ในแถวพระและประชาชนอย่างเท่าเทียม ทำให้ภาพจำของผู้นำไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบ แต่เป็น “คนในชุมชน” ที่ลงมาช่วยงานวัดด้วยตัวเอง

มิติที่สอง คือมิติของ “การสืบสานอัตลักษณ์ล้านนา” – การเรียกผู้ว่าฯ ในบทบาทนี้ว่า “ผู้ว่าฯ ขะโยม” กลายเป็นคำเรียกที่สื่อถึงความผูกพันของผู้นำกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง การใช้คำพื้นถิ่นในบริบทพิธีกรรม ยังทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าภาษา–วัฒนธรรมล้านนาสามารถอยู่ร่วมกับการบริหารสมัยใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

มิติที่สาม คือมิติของ “การเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” – สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ภาพผู้ว่าฯ เดินรับของจากบาตรข้างพระรัตนมุนีท่ามกลางราชรถบุษบก 9 คันและแถวพระสงฆ์ 94 รูป คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายจากจังหวัดอื่น และมีศักยภาพจะถูกต่อยอดเป็นเรื่องเล่า–ภาพถ่าย–สื่อออนไลน์ ที่ช่วยสร้าง “ซอฟต์พาวเวอร์เชียงราย” ให้เข้าถึงคนกลุ่มกว้าง

พิธีตักบาตรปีใหม่ พิธีกรรมที่สะท้อนทุนทางสังคมเชียงราย

แม้ในปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในบางภูมิภาค แต่พิธีตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ที่ถนนธนาลัยสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนทางสังคม” ของเชียงรายยังคงแข็งแรง

การมีทั้งภาคราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดเชียงราย) และส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงราย) ร่วมกันจัดงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ที่นำโดยพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ รวมถึงการตอบรับของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอร่วมพิธีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและการประสานงานเชิงเครือข่ายที่สืบเนื่องมาหลายปี

แม้จะไม่มีการระบุตัวเลขจำนวนผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ แต่จากภาพรวมของสองฝั่งถนนธนาลัยที่เต็มไปด้วยแถวประชาชนตลอดเส้นทาง ก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า “พิธีบุญปีใหม่” ยังเป็นกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้คนในเมืองเชียงราย ทั้งในมิติศาสนา ความเชื่อ และความหวังต่ออนาคต

พิธีบุญเชิงสัญลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

หากมองผ่านเลนส์ของข่าวเชิงลึก เหตุการณ์ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ในพิธีตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายสามารถถอดบทเรียนได้หลายประการ

หนึ่ง เชียงรายกำลังใช้ “งานประเพณี–พิธีกรรมทางศาสนา” เป็นกลไกเสริมสร้างเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่คนจำนวนมากมองหาประสบการณ์แท้จริงในพื้นที่ มากกว่ากิจกรรมบันเทิงเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว

สอง บทบาทของผู้นำจังหวัดในฐานะ “ขะโยม” เป็นการสื่อสารทางสังคมที่ทรงพลัง โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก การลงมือทำหน้าที่เล็กๆ ในระบบวัดของผู้ว่าฯ ทำให้แนวคิด “ผู้นำที่เข้าถึงง่ายและทำงานร่วมกับชุมชน” ถูกมองเห็นและจับต้องได้จริง

สาม ความร่วมมือระหว่างจังหวัด–เทศบาล–คณะสงฆ์ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในเมือง เช่น ถนนธนาลัย วัดสำคัญ ราชรถบุษบก แปรเปลี่ยนเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่สร้างทั้งความศรัทธา ความภาคภูมิใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

ในบริบทที่ผู้คนจำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความแออัด–ความปลอดภัย–ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว การจัดรูปแบบงานที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี ใช้ทรัพยากรของเมืองที่มีอยู่เดิม และไม่เน้นความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น จึงเป็นตัวอย่างของ “กิจกรรมสาธารณะต้นทุนต่ำแต่คุณค่าสูง” ที่ตอบโจทย์ทั้งจิตใจและเศรษฐกิจในระดับชุมชน

แสงแรกของปีใหม่ จากภาพหนึ่งวันสู่ความหมายทั้งปี

เมื่อพิธีตักบาตรสิ้นสุดลง รถราชรถบุษบก 9 คันค่อยๆ เคลื่อนกลับฐาน วงแห่พระแวดเวียงเจียงฮายปิดฉากลงพร้อมกับแสงแดดสายที่เริ่มร้อนขึ้น แต่สำหรับหลายคน ภาพของเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 บนถนนธนาลัยจะยังคงอยู่ในความทรงจำอีกนาน

สำหรับชาวเชียงราย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่เมืองของตนเริ่มต้นด้วย “ความพร้อมเพรียง” ของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น คณะสงฆ์ ไปจนถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมสร้างบุญร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะ

สำหรับผู้มาเยือน เชียงรายไม่ได้มีเพียงภูเขา หมอก หรือวัดดังเท่านั้น หากยังมี “พิธีกรรมรายทาง” ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่ผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ใช้ศรัทธาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันและกัน

และสำหรับ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ภาพที่เดินเคียงข้างพระรัตนมุนี คอยรับของจากบาตรท่ามกลางเสียงสาธุและรอยยิ้มของผู้คน อาจกลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่สะท้อนว่า การเป็นผู้นำในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันที่ระยะห่างจากประชาชน แต่บางครั้งวัดกันที่ “ก้าวเล็กๆ ในฐานะคนตัวเล็กที่สุดในระบบ” ที่กล้าก้าวลงมาทำจริง

ในท้ายที่สุด เชียงรายจึงไม่ได้เพียงเปิดศักราชใหม่ด้วยพิธีตักบาตร หากแต่เปิดด้วย “แสงแรกแห่งรอยยิ้มและความไว้วางใจ” ที่ส่งต่อจากถนนธนาลัยไปยังหัวใจของผู้คนทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ย้อนรอยตำนานสุมนมาลาการ สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาวและมรดกศิลป์ 9 ราชรถบุษบกเมืองเชียงราย

พลังศรัทธางานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 ชูพิธีตักบาตรดอกไม้และราชรถบุษบกขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสายลมหนาวปลายปีและทิวดอกไม้เมืองหนาวนับล้านดอกที่ผลิบานริมฝั่งแม่น้ำกก “งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22” มิได้เป็นเพียงเทศกาลท่องเที่ยวถ่ายภาพยอดนิยม หากยังกลายเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความวิจิตรของศิลปกรรมล้านนา ผ่าน “พิธีตักบาตรดอกไม้หนึ่งเดียวในล้านนา” และ “ขบวน 9 ราชรถบุษบก” ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า คือมรดกทางวัฒนธรรมและศิลป์ร่วมสมัยอันทรงคุณค่า ที่มีศักยภาพจะต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้

พิธีใหญ่ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย สถานที่จัดงานหลักของเทศกาล โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างเนืองแน่น บริเวณลานหาดทรายริมแม่น้ำกกจึงกลายเป็น “ลานบุญ” ที่เชื่อมประเพณีดั้งเดิมกับภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองแห่งศิลปะและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน

จากตำนาน “นายสุมนมาลาการ” สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาว รากเหง้าศรัทธาที่ถูกตีความใหม่ในแบบเชียงราย

พิธีตักบาตรดอกไม้ของชาวเชียงรายในวันนี้ มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากสืบเนื่องจากคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาเรื่อง “นายสุมนมาลาการ” มาลาการผู้ดูแลดอกไม้หลวงซึ่งมีศรัทธาแรงกล้า ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อถวายดอกมะลิที่เตรียมไว้สำหรับพระราชา นำไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทน ตำนานดังกล่าวถูกยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของการบูชาด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ ไร้เงื่อนไขทางโลก

เชียงรายเลือกที่จะหยิบยืม “หัวใจ” ของตำนานมาสร้างพิธีกรรมใหม่ ให้สอดรับกับบริบทพื้นที่และฤดูกาล ดอกมะลิในตำนานจึงถูกแปลงเป็น “ดอกไม้เมืองหนาว” หลากสีสันที่กำลังบานเต็มที่ในช่วงเทศกาลปลายปี ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป เบญจมาศ ซัลเวีย หรือดอกไม้ประดับเมืองหนาวพันธุ์ต่าง ๆ ที่เทศบาลนครเชียงรายปลูกประดับอย่างประณีตทั่วพื้นที่จัดงาน

ดอกไม้เหล่านี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงความสวยงามเพื่อการท่องเที่ยว แต่ถูกยกระดับให้เป็น “ดอกไม้บุญ” ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจัดเตรียมมาเพื่อตักบาตร ถวายเป็นพุทธบูชา และร้อยรัดความศรัทธาของผู้คนต่างรุ่นวัยเข้าด้วยกัน

พิธีเช้าวันหนาว พระเถรานุเถระ 94 รูป และขบวนศรัทธาริมแม่น้ำกก

ในพิธีวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เทศบาลนครเชียงรายได้รับความเมตตาจากพระเถรานุเถระและพระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงราย นำโดย พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน) พระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระแก้วพระอารามหลวง พระครูขันติพลาธร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น) พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง) พระภาวนารัตนญาณ วิ. (ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ) พระครูสุธีวรกิจ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระสิงห์ พระครูบาชัยยาปัถพี จากสถานธรรมดอยดวงแก้วสัพพัญญู (อำเภอเวียงป่าเป้า) พร้อมด้วยพระสงฆ์และสามเณรรวมทั้งสิ้น 94 รูป เดินเรียงแถวเป็นขบวนรับบาตรท่ามกลางความสงบสำรวม

ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสุภาพ บางส่วนสวมชุดพื้นเมือง ผ้าซิ่นลายล้านนา ถือพานดอกไม้เมืองหนาวหลากสีในมือ เพื่อตักบาตรดอกไม้แทนข้าวสารอาหารแห้ง บรรยากาศเช้าวันนั้นจึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็น “ฉากชีวิต” ที่สะท้อนสายใยระหว่างวัด ชุมชน และเมืองท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

พิธีตักบาตรดอกไม้ดังกล่าวจัดขึ้นอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาที่งดงามและเป็นระเบียบ” โดยเทศบาลนครเชียงรายจัดเตรียมพื้นที่ ตลอดจนจุดอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย เพื่อรองรับทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในบรรยากาศเมืองดอกไม้

หัวใจของขบวน 9 ราชรถบุษบก มรดกศิลป์หนึ่งเดียวในล้านนาที่สร้างกว่า 20 ปี

สิ่งที่ทำให้พิธีในเชียงรายแตกต่างจากพื้นที่อื่นอย่างเด่นชัด คือ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “หนึ่งเดียวในล้านนา” ทั้งในแง่จำนวน ความวิจิตร และความหมายเชิงสัญลักษณ์

ราชรถทั้ง 9 คันนี้ ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ศิลปะเชียงแสน ซึ่งบรรพชนได้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคต้นของอาณาจักรล้านนา และถือเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่ง ขบวนราชรถได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างเทศบาลนครเชียงรายกับศิลปินล้านนาหลายรุ่น ใช้ระยะเวลาพัฒนารวมกันยาวนานกว่า 20 ปี

ราชรถแต่ละคันถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อาทิ ลวดลายศิลปะเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน โดยมีศิลปินชื่อดังระดับชาติและระดับล้านนาเข้ามามีบทบาทในการออกแบบเชิงแนวคิดและรายละเอียดเชิงช่าง เช่น แนวทางการใช้ลวดลายเทวดาปูนปั้น ศิลปะแบบไทใหญ่ และองค์ประกอบลายคำแบบล้านนาโบราณ

แหล่งข่าวจากเทศบาลนครเชียงราย เล่าถึงเบื้องหลังของโครงการนี้ว่า
“เราใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการสร้างราชรถแต่ละคันให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ขบวนนี้เป็นมากกว่าการแห่พระ แต่คือการรวบรวมลมหายใจของช่างศิลป์ล้านนามาประดิษฐานไว้ในที่เดียว”

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ราชรถบุษบกไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของพิธีกรรม แต่ถูกออกแบบให้เป็น “พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่” ที่แสดงพัฒนาการและความหลากหลายของศิลปกรรมล้านนาในช่วงเวลาร่วมสมัย ภายใต้รูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

มุมมองเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม จากพิธีบุญสู่กลไกขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวเชียงราย

หากมองจากมิติทางเศรษฐกิจ งานเชียงรายดอกไม้งามและพิธีตักบาตรดอกไม้–แห่ 9 ราชรถบุษบก มิได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงศาสนาหรือวัฒนธรรม หากยังเป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวในปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 6.1 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 37,000 ล้านบาท ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ไม่เพียงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างภูชี้ฟ้า ดอยแม่สลอง หรือดอยตุง เท่านั้น แต่ยังต่อยอดจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมและงานเทศกาลให้เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

พิธีตักบาตรดอกไม้และการแสดงขบวนราชรถบุษบกในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งจัดขึ้นก่อนคืนเคาท์ดาวน์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ล่วงหน้า ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในเขตเทศบาลนครเชียงราย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรถรับส่ง และธุรกิจบริการในย่านเมืองเก่า ข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า ในช่วงวันดังกล่าว มียอดจองที่พักในเขตเมืองเชียงรายเต็มเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง “ศรัทธา–ศิลปะ–เศรษฐกิจ” ของเมืองได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การมีขบวนราชรถบุษบกที่ออกแบบอย่างงดงาม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางภาพลักษณ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภาพนิ่งและวิดีโอของพิธีแห่พระและการตักบาตรดอกไม้ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ช่วยให้เชียงรายถูกจดจำไม่ใช่แค่ “เมืองชายแดน” หรือ “เมืองกาแฟ” แต่ยังเป็น “เมืองมงคลแห่งศิลปวัฒนธรรม” ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวได้หลากมิติ

ทำอย่างไรให้ประเพณีไม่ถูกทิ้งไว้แค่ในภาพถ่าย

แม้งานประเพณีจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญที่ผู้จัดงานและชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญอยู่เสมอ คือ “จะทำอย่างไรให้ประเพณียังคงมีชีวิต และไม่กลายเป็นเพียงฉากประกอบการท่องเที่ยว?”

ในมุมนี้ งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 พยายามออกแบบพิธีกรรมและกิจกรรมควบคู่กันไปอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในหลายมิติ ทั้งในฐานะอาสาสมัครประสานงาน ผู้ร่วมขบวนถือดอกไม้ตักบาตร รวมถึงกลุ่มเยาวชนศิลปินที่มีโอกาสเรียนรู้จากช่างฝีมือล้านนาในการบูรณะและดูแลราชรถบุษบก

ภาพเยาวชนที่ยืนเรียงแถวถือดอกไม้หลากสีเคียงข้างผู้สูงอายุในพิธีตักบาตร จึงสะท้อนมากกว่าความสวยงาม หากยังเป็นสัญญาณของ “การส่งต่อมรดก” จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งในระดับโครงสร้างของชุมชน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงหัวใจของการจัดงานในปีนี้ว่า
“ความงดงามของดอกไม้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่เนื้อในที่แท้จริงของงานเชียงรายดอกไม้งามคือศรัทธาและภูมิปัญญา ราชรถบุษบกทั้ง 9 คันนี้คือตัวแทนความภาคภูมิใจที่เราต้องการส่งมอบให้ลูกหลาน เพื่อให้เขาเห็นว่าศิลปะล้านนาสามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับบ้านเกิดได้จริง”

คำกล่าวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองที่ไม่ได้มองงานประเพณีเป็นเพียงกิจกรรมประจำปี แต่เห็นว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” ซึ่งต้องได้รับการดูแล บริหารจัดการ และต่อยอดไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนหนทางหรือระบบคมนาคม

ก้าวต่อไป แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย สานต่อบรรยากาศบุญรับปีใหม่ 2569

สำหรับผู้ที่พลาดเข้าร่วมพิธีตักบาตรดอกไม้ในวันที่ 28 ธันวาคม เทศบาลนครเชียงรายยังได้จัดพิธี “แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย” ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ต่อเนื่อง โดยจะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานบนราชรถบุษบกทั้ง 9 คัน ออกจากพื้นที่สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย แห่ไปรอบเขตเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและประกอบพิธีทางศาสนา เป็นสิริมงคลรับศักราชใหม่

ขบวนแห่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างพื้นที่จัดงานดอกไม้งามกับย่านเมืองเก่าเชียงราย ช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวสู่ถนนสายประวัติศาสตร์ ย่านวัดสำคัญ และย่านเศรษฐกิจในเมือง ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารพื้นเมือง และธุรกิจชุมชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเทศกาลในวงกว้างยิ่งขึ้น

ศิลปะ–ศรัทธา–เศรษฐกิจ สามเสาหลักของ “เมืองดอกไม้มงคล” แห่งล้านนาเหนือ

หากพิจารณาอย่างรอบด้าน พิธีตักบาตรดอกไม้และขบวน 9 ราชรถบุษบกในงานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 มิได้เป็นเพียง “ภาพจำสวยงาม” ของเทศกาลปลายปี หากคือภาพสะท้อนการผสานกันของสามปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ศรัทธาทางพระพุทธศาสนา ที่หยิบยืมตำนานนายสุมนมาลาการมาปรับใช้ในบริบทเมืองดอกไม้
  2. ศิลปะและภูมิปัญญาล้านนา ที่ถูกรวบรวมและถ่ายทอดผ่านราชรถบุษบก 9 คัน อันเป็นมรดกศิลป์ร่วมสมัยที่ยังมีลมหายใจ
  3. เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ช่วยสร้างรายได้และงานให้กับคนในชุมชนอย่างจับต้องได้จริง

เมื่อทั้งสามเสาหลักยืนอยู่บนฐานการบริหารจัดการเมืองที่มองไกลกว่าการจัดงานปีต่อปี เชียงรายจึงมิได้เป็นเพียง “เมืองผ่าน” หากกำลังกลายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง

ในวันที่แสงสุดท้ายของปีเก่าค่อย ๆ ลาลับริมฝั่งแม่น้ำกก เสียงระฆังจากวัดวาอารามในเมืองเชียงรายอาจดังผสานกับเสียงดนตรีจากเวทีเคาท์ดาวน์ แต่ท่ามกลางความคึกคักนั้น “ดอกไม้ในบาตร” และ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ยังคงยืนอยู่เป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า เมืองนี้มิได้เติบโตด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังยืนอยู่บนรากเหง้าศรัทธาและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อย่าทุบถ้าไม่ปรึกษา! บทเรียนจากวัดป่าอ้อร่มเย็น เมื่อความเจริญปะทะงานศิลป์ระดับศิลปินแห่งชาติ

สะเทือนใจเมืองศิลปะเชียงราย กรณีทุบทำลายงานศิลป์วัดป่าอ้อร่มเย็น ศิลปินแห่งชาติ–ศิลปินท้องถิ่นรุดลงพื้นที่ เจรจายุติการรื้อถอน ชูเป็นกรณีศึกษา “อย่าทำลายงานศิลปะโดยไม่ปรึกษา”

เชียงราย, 26 ธันวาคม 2568 – เหตุการณ์ทุบทำลายงานศิลปะภายในวัดป่าอ้อร่มเย็น ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งแรงสะเทือนไปทั้งวงการศิลปะและสังคมออนไลน์ในช่วงปลายปี 2568 หลังมีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอการรื้อถอนกำแพงดินและจิตรกรรมฝาผนังซึ่งสร้างสรรค์โดยศิลปินชื่อดังของจังหวัดเชียงราย จนเกิดคำถามสำคัญต่อแนวทางการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในเมืองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น “เมืองศิลปะ” ของภาคเหนือ

กรณีนี้เริ่มต้นจากการตัดสินใจของทางวัดที่ต้องการขยายพื้นที่และปรับปรุงอาคารเดิมให้รองรับการใช้ประโยชน์มากขึ้น นำไปสู่การสั่งรื้อถอนบางส่วนของอาคารและผลงานศิลปะโดยไม่ได้มีการหารือกับศิลปินเจ้าของผลงานล่วงหน้า ก่อนที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จะปะทุขึ้นในโลกออนไลน์ และท้ายที่สุดทำให้ศิลปินระดับแถวหน้าของเชียงรายต้องลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อยุติความเสียหายที่อาจลุกลามไปมากกว่านี้

ผลงาน “แรไอเทม” กลางวัดของเมืองศิลปะ

ผลงานที่ได้รับความเสียหายภายในวัดป่าอ้อร่มเย็นครั้งนี้ประกอบด้วยผลงานสถาปัตยกรรมกำแพงดินและจิตรกรรมไทยฝาผนังซึ่งถูกระบุจากคนในพื้นที่ว่าเป็น “แรไอเทม” (Rare Item) ของตำบลนางแล ทั้งในแง่คุณค่าทางศิลปะและในฐานะหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของศิลปินกับชุมชน

กำแพงดินและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมถูกออกแบบและปั้นโดยอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2567–2568 สาขาประติมากรรมเซรามิก ผู้ก่อตั้ง “บ้านดอยดินแดง” แหล่งเรียนรู้ศิลปะเซรามิกที่เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ขณะที่งานจิตรกรรมไทยฝาผนังภายในอาคารเป็นผลงานของอาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ หนึ่งในศิลปินสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเชียงรายสู่การเป็นเมืองศิลปะร่วมสมัย

ที่สำคัญคือ ผลงานทั้งสองส่วนนี้ ศิลปินสร้างให้ “โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย” ถือเป็นการอุทิศแรงงานและศักยภาพเชิงศิลป์ให้แก่วัดและชุมชนในฐานะศรัทธาและการทำบุญรูปแบบหนึ่ง จึงไม่ใช่เพียงงานตกแต่งอาคาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างศิลปินและสถาบันศาสนาในการยกระดับพื้นที่วัดให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านศิลปะและจิตวิญญาณควบคู่กัน

การตัดสินใจรื้อถอน “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จุดชนวนคำถามใหญ่เรื่องการอนุรักษ์

ต้นตอของเหตุการณ์มาจากความต้องการขยายและปรับปรุงพื้นที่ของวัดเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าอ้อร่มเย็นยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นการตัดสินใจที่ “รวดเร็วเกินไป” และเป็นผลมาจาก “ความคิดแว้บเดียว” ที่มุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ใช้สอยของอาคาร โดยไม่ได้หยุดคิดให้รอบด้านถึงคุณค่าทางศิลปะที่ถูกสร้างไว้

ในคลิปคำชี้แจงต่อหน้าศิลปินและสาธารณชน รักษาการเจ้าอาวาสกล่าวในทำนองว่า ตน “ลืมนึกถึงความงามของศิลปะ” และคิดเพียงว่าเมื่อรื้อถอนแล้ว ต่อไปสามารถ “ขอความเมตตา” จากอาจารย์สมลักษณ์และอาจารย์ทรงเดชให้กลับมาสร้างผลงานใหม่ได้อีก แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจึงตระหนักว่า แนวคิดเช่นนี้ทำให้ “ศิลปะเสียหาย” และเป็นสิ่งที่ “คิดไม่ถึงจริง ๆ” ว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้คนจำนวนมากในสังคม

คำยอมรับว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จากผู้นำทางศาสนาในครั้งนี้จึงสะท้อนช่องว่างที่ยังมีอยู่มากในเรื่องการจัดการและอนุรักษ์งานศิลปะในวัด ซึ่งมักถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบประกอบอาคาร ไม่ใช่มรดกวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ

ศิลปินลงพื้นที่แต่เช้ามืด “เบรกทัน” ก่อนความเสียหายลุกลาม

กระแสความไม่พอใจในสังคมเริ่มปะทุขึ้นหลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเผยแพร่ภาพการทุบกำแพงดินและงานจิตรกรรม พร้อมข้อความสะท้อนความตกใจและสะเทือนใจว่า “ตกใจ ใจหายมาก ร้อนขอบตาหมดเลย มันเป็นเรื่องจริงเหรอ” ภาพเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสื่อออนไลน์ จนดึงดูดความสนใจของคนในวงการศิลปะและประชาชนทั่วไป

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังชาวเชียงราย เจ้าของวัดร่องขุ่น และบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพจำ “เชียงรายเมืองศิลปะ” เปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอว่า เมื่อทราบข่าวในคืนวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ตนรู้สึก “ร้อนรน” และคิดในใจว่าผลงานทั้งหมดอาจถูกทุบทำลายไปแล้ว จึงรีบโทรศัพท์หาอาจารย์ทรงเดชและอาจารย์สมลักษณ์ตั้งแต่เวลาประมาณตีสี่ ก่อนจะนัดหมายกันเดินทางมา “เบรก” เหตุการณ์ที่วัดแต่เช้ามืดในวันถัดมา

เมื่อมาถึงพื้นที่ อาจารย์เฉลิมชัยพบว่า งานจิตรกรรมของอาจารย์ทรงเดชบางส่วนถูกทุบไปแล้ว แต่ตัวอาคาร ระเบียง และองค์ประกอบภายนอกจำนวนมากยังคงอยู่ในสภาพเดิม เขาจึงใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับรักษาการเจ้าอาวาสต่อหน้าศิลปินทั้งสอง และขอให้ “ยุติการทุบและการรื้อถอนทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้” พร้อมเสนอให้ใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการ “ปรึกษาหารือร่วมกัน” ว่าจะปรับปรุงอาคารอย่างไรโดยยังคงรักษาคุณค่าทางศิลปะให้มากที่สุด

อาจารย์เฉลิมชัยยังกล่าวต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรถูกใช้เป็น “กรณีศึกษา” หรือ “ตัวอย่างเตือนใจ” ต่อวัดและผู้ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศว่า

“อย่าทำ ถ้าจะปรับปรุงหรือรื้ออะไรที่มีงานศิลปะอยู่ ต้องปรึกษาศิลปินเขาก่อน…ความคิดง่าย ๆ ของเรา ถ้าไม่คิดให้รอบด้าน มันนำมาซึ่งความเสียหายที่เอาคืนไม่ได้”

ภาพก่อนถูกรื้อ

จากโบสถ์หนึ่งหลัง สู่คำถามใหญ่ของ “เมืองศิลปะ”

เหตุการณ์ที่วัดป่าอ้อร่มเย็นสะท้อนให้เห็นข้อขัดแย้งที่พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย นั่นคือ ความตึงเครียดระหว่าง “ความต้องการใช้ประโยชน์พื้นที่ของวัดและชุมชน” กับ “ความจำเป็นในการอนุรักษ์งานศิลปะและมรดกวัฒนธรรม” โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายที่แบรนด์ “เมืองศิลปะ” ถูกสร้างขึ้นจากการทำงานของศิลปินและเครือข่ายศิลปะอย่างยาวนาน

ผลงานของอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ และอาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ไม่ได้มีมูลค่าเฉพาะในตลาดศิลปะ หากแต่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ในฐานะงานของศิลปินที่เติบโตจากแผ่นดินเชียงราย และย้อนกลับมาสร้างสรรค์ให้กับวัดในท้องถิ่นของตนเอง การทุบทำลายโดยไม่ปรึกษาศิลปินจึงถูกมองว่าเป็นการ “ตัดขาดสายใย” ระหว่างศิลปิน ชุมชน และศาสนสถานอย่างน่าเสียดาย

ในมุมมองเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนข้อจำกัดด้านระบบการคุ้มครองงานศิลปะร่วมสมัยในวัด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานหรือมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ ทำให้ไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน วัดจำนวนมากจึงใช้ดุลยพินิจภายในตัดสินใจปรับปรุงอาคารตามความจำเป็น โดยไม่ได้มีที่ปรึกษาด้านศิลปะหรือสถาปัตยกรรมเข้ามาร่วมพิจารณาอย่างเป็นระบบ

เสียงสะท้อนและการยอมรับผิด จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะสร้างความสะเทือนใจต่อผู้คนในวงกว้าง แต่การออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาของรักษาการเจ้าอาวาสว่า “คิดไม่รอบด้าน” และ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” รวมถึงการยอมยุติการรื้อถอนทันทีเมื่อศิลปินเดินทางมาพูดคุย ถือเป็นก้าวแรกของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างวัด ศิลปิน และชุมชน

อาจารย์เฉลิมชัยยืนยันต่อสาธารณชนว่า จากนี้ไปจะไม่มีการทุบหรือรื้อถอนเพิ่มเติม และจะให้ศิลปินเจ้าของผลงานคืออาจารย์สมลักษณ์และอาจารย์ทรงเดช เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางปรับปรุงอาคาร เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของวัด ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาและฟื้นฟูคุณค่าทางศิลปะเท่าที่จะทำได้

ท่าทีดังกล่าวส่งสัญญาณสำคัญไปยังวงการศิลปะและสาธารณชนว่า แม้ความเสียหายบางส่วนจะไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่กระบวนการ “รับผิด–ปรับแก้–ร่วมคิด” ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ อาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์พื้นที่และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในอนาคต

บทเรียนเชิงนโยบาย จากกรณีศึกษาหนึ่งวัด สู่แนวคิดอนุรักษ์งานศิลป์ระดับจังหวัด

เมื่อพิจารณาในระดับกว้าง เหตุการณ์วัดป่าอ้อร่มเย็นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของวัดหนึ่งแห่ง แต่เป็น “กระจกสะท้อน” ระบบนิเวศศิลปวัฒนธรรมของเชียงรายและประเทศไทยในภาพรวม

ประการแรก กรณีนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการมี “กลไกปรึกษาหารือ” ระหว่างวัด ศิลปิน หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ ก่อนจะมีการรื้อถอนหรือปรับปรุงพื้นที่ที่มีงานศิลปะคุณค่า ในจังหวัดเชียงรายซึ่งมีวัดและสถานที่สำคัญที่ศิลปินร่วมสมัยสร้างผลงานไว้จำนวนมาก การจัดทำ “ฐานข้อมูลผลงานศิลป์ในวัด” อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินผลกระทบและวางแผนการปรับปรุงอาคารได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

ประการที่สอง เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นของการสร้าง “ความรู้เท่าทันด้านศิลปะ” ให้แก่ผู้บริหารวัดและคณะกรรมการศาสนสถาน โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีแบรนด์ด้านศิลปะชัดเจน เช่น เชียงราย การอบรมหรือเวิร์กช็อประหว่างศิลปิน ผู้นำศาสนา และหน่วยงานรัฐ อาจช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” แบบเดียวกันนี้ในอนาคต

ประการที่สาม ในมิติของนโยบายวัฒนธรรมระดับจังหวัด กรณีนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนแนวทาง “เชียงรายเมืองศิลปะ” ว่าจะก้าวต่อไปอย่างไรให้สมดุลระหว่างการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการดูแลมรดกทางศิลปะที่กระจายอยู่ในวัดและชุมชนต่าง ๆ ทั่วจังหวัด

ปิดฉากด้วยคำเตือน “อย่าทำ” และคำชวน “มาดูด้วยตาตัวเอง”

ท้ายที่สุด อาจารย์เฉลิมชัยใช้เหตุการณ์นี้สื่อสารไปถึงพุทธศาสนิกชนและผู้สนใจงานศิลปะว่า ใครที่เดินทางมาเชียงรายและตั้งใจไปเยือนบ้านดอยดินแดง บ้านของอาจารย์สมลักษณ์ ควรแวะไปชมวัดป่าอ้อร่มเย็นที่ตำบลนางแล ซึ่งอยู่ก่อนถึงดอยดินแดง เพื่อสัมผัสผลงานที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วยสายตาตนเอง พร้อมทั้งตระหนักถึงความเปราะบางของงานศิลปะที่อาจหายไปได้ในพริบตาหากขาดการดูแลอย่างเหมาะสม

ในขณะเดียวกัน เขาย้ำอย่างชัดเจนว่ากรณีนี้ควรเป็น “คลิปตัวอย่าง” ให้ทุกวัดและทุกหน่วยงานจำไว้ว่า

“อย่าทำ…อย่าทุบ อย่ารื้อ งานศิลปะทิ้ง โดยไม่คิดและไม่ปรึกษา เพราะความคิดง่าย ๆ แค่ขยายอาคาร หรืออยากให้ใช้ประโยชน์มากขึ้น หากไม่มองถึงคุณค่าทางศิลปะ มันอาจแลกมาด้วยการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนคืน”

เหตุการณ์ที่วัดป่าอ้อร่มเย็นจึงมิได้เป็นเพียงข่าวเศร้าของวงการศิลป์เชียงราย แต่เป็น “บทเรียนร่วมกัน” ของทั้งวัด ศิลปิน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ ว่าการรักษามรดกทางศิลปะให้คงอยู่คู่สังคมไทยนั้น ต้องเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าบนผืนดินของตนเอง ก่อนที่ผลงานอันล้ำค่าจะกลายเป็นเพียง “ภาพในความทรงจำ” ของผู้ที่เคยได้มีโอกาสเห็นมาก่อนเท่านั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย หนุนงบอนุรักษ์ประเพณี 9 ชาติพันธุ์ ปั้นดงมหาวันสู่แหล่งท่องเที่ยวส่งออกวัฒนธรรม

บ้านป่าสักงาม โมเดลพหุวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า สู่การเป็นห้องเรียนมีชีวิตแห่งเชียงราย


เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – สายลมหนาวปลายปีพัดผ่านทุ่งดอกดาวเรืองสีทองของบ้านป่าสักงาม ขณะที่เสียงปี่ เสียงกลอง และภาษาชนเผ่านานานับไม่ถ้วนขับขานรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วจังหวัด ภายใต้ฉากหลังของภูเขาและหมอกบางยามเช้า ชุมชนเล็ก ๆ แห่งอำเภอเวียงเชียงรุ้งกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง ในฐานะ “ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมมีชีวิต” ของจังหวัดเชียงราย

เช้าวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ตำบลดงมหาวัน แน่นขนัดไปด้วยประชาชนจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์ เยาวชน นักเรียน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 250 คน ที่มาร่วมในพิธีเปิด โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวัน” โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.เชียงราย ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น และคณะกรรมการชุมชนร่วมเป็นสักขีพยาน

โครงการดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็น “กลไกกลาง” เชื่อมร้อยอัตลักษณ์ของทั้ง 9 ชนเผ่า เข้ากับการพัฒนาชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการจัดงานเทศกาลเพื่อความคึกคักในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่เรียนรู้มรดกของตนเอง และใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของบ้านป่าสักงามในระยะยาว

ที่สำคัญ บทความข่าวชิ้นนี้มิได้อ้างตนเป็นงานวิชาการหรือบทความเชิงวิจัย หากแต่เป็น รายงานข่าวเชิงลึก” ที่รวบรวมข้อมูลจากเอกสารออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ ข่าวประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ และคำบอกเล่าของคนในชุมชน ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนาชุมชนจะเข้ามาเพิ่มเติม แก้ไข และต่อยอดข้อมูล เพื่อให้ภาพของบ้านป่าสักงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการรวมตัว 9 ชนเผ่า สู่ “คุ้มเวียงราชพลี”

บ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) หมู่ที่ 9 ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2547 จากการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง อาข่า ลาหู่ ลีซู เมี่ยน จีนยูนนาน ไทลื้อ ไทใหญ่ และคะฉิ่น รวมประมาณ 304 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,500 คน

การรวมตัวครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัย หากยังเป็นการ “ต่อรองสถานะ” กับสังคมภายนอก ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่เพียง “ผู้บุกรุกป่า” หรือ “แรงงานอพยพไร้ตัวตน” หากแต่เป็นพลเมืองที่มีวัฒนธรรม ทุนทางความรู้ และศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

ชื่อ “เวียงราชพลี” หรือที่คนในพื้นที่บางครั้งเรียกว่า “บ้านเวียงฟ้า” สะท้อนความใฝ่ฝันของชุมชนที่จะยกระดับหมู่บ้านให้เป็น “เวียง” หรือเมืองน้อย ๆ ที่มีศักดิ์ศรีและความสง่างาม ท่ามกลางภูมิประเทศแบบที่ราบสลับเนินเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำเกษตรผสมผสานและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชุมชนได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางภาษา ความเชื่อ และประเพณี ผ่านการตั้งคณะกรรมการกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่า ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างหมู่บ้านกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานประเพณี กีฬาเยาวชน และกิจกรรมจิตอาสาในระดับตำบล

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน แสงสว่าง และน้ำสะอาด ที่ทำให้หมู่บ้านไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้จะเป็นหมู่บ้านชายขอบ แต่บ้านป่าสักงามไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐละเลย แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน (อบต.ดงมหาวัน) ระบุโครงการสำคัญหลายโครงการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับการท่องเที่ยว เช่น

  • การก่อสร้างถนนลาดยางและถนนแอสฟัลต์คอนกรีต เส้นทางบ้านป่าสักงาม–เวียงราชพลี–ที่ทำการ อบต.ดงมหาวัน รวมระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
  • การติดตั้งไฟกิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ใน 11 หมู่บ้านของตำบล ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรยามค่ำคืนและลดต้นทุนค่าไฟของท้องถิ่น
  • การพัฒนาหนองไคร้ หมู่ 9 ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และกำจัดผักตบชวาอย่างเป็นระบบ
  • การจัดทำระบบกรองน้ำดื่มชุมชนและบ่อบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง
  • การติดตั้งระบบเสียงตามสายในหมู่บ้าน เพื่อใช้กระจายข่าวสารจากภาครัฐและชุมชน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล

แม้โครงการเหล่านี้จะเป็นเพียง “โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน” หากแต่มันคือรากฐานสำคัญในการทำให้ชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีศักดิ dignity และเปิดประตูให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของ 9 ชนเผ่าได้สะดวกขึ้น

9 ชนเผ่า 1 ชุมชน พหุวัฒนธรรมที่หายใจได้

เสน่ห์ของบ้านป่าสักงามอยู่ที่การที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสวัฒนธรรมของ 9 ชนเผ่าได้ในพื้นที่เดียว การเดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตรอาจได้ยินทั้งเสียงภาษาม้ง อาข่า ลาหู่ และคำเมืองสลับไปมา ราวกับกำลังเดินอยู่ใน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

  • กลุ่มม้ง มีบทบาทเด่นในงานประเพณีปีใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ดงมหาวัน ทั้งในด้านงบประมาณและพื้นที่จัดงาน งานปีใหม่ม้งจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลของเผ่าตนเอง หากยังเป็นเวทีให้ชนเผ่าอื่นและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการแต่งกาย การเล่นลูกข่าง ขว้างลูกช่วง และการละเล่นดั้งเดิม
  • กลุ่มลีซู อาข่า ลาหู่ และเมี่ยน สืบทอดภูมิปัญญาด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง การจัดการป่า และการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน วัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าผูกพันกับการดูแลป่า น้ำ และภูเขา ซึ่งกลายเป็นฐานคิดสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน
  • กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่ นำวัฒนธรรมแบบที่ราบลุ่มน้ำและล้านนามาผสมผสาน ทั้งการทอผ้า อาหาร และประเพณีทางพุทธศาสนา ทำให้ชุมชนสามารถเชื่อมต่อกับสังคมเมืองเชียงรายได้อย่างกลมกลืน
  • กลุ่มจีนยูนนาน มีบทบาทด้านการค้าและอาหาร สร้างสีสันให้ตลาดชุมชนด้วยเมนูจีนยูนนานและชาร้อนบนดอย
  • กลุ่มคะฉิ่น แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ยังคงรักษาการฟ้อนรำ “มาเนา” และพิธีกรรมเฉพาะตัวไว้ เป็นหลักฐานของการเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติที่ยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 9 เผ่ามิใช่เรื่องง่าย ความต่างทางภาษาและศาสนามักสร้างความไม่เข้าใจในระยะแรก แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนใช้ “ประเพณีร่วม” และ “พื้นที่กิจกรรมร่วม” เป็นเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่งานกีฬาเด็กและเยาวชนตำบล การบวชลูกแก้ว การทำบุญหมู่บ้าน ไปจนถึงการจัดตลาดวัฒนธรรมในช่วงเทศกาลสำคัญ ทำให้ความต่างค่อย ๆ กลายเป็นพลัง

ม่อนดาวเรือง ดอกไม้สีทองที่เปลี่ยนภูเขาให้เป็นเวทีท่องเที่ยว

หากพูดถึงบ้านป่าสักงามในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพที่มักปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์คือ ม่อนดาวเรือง” – ทุ่งดอกดาวเรืองสีเหลืองทองบนเนินเขา ที่สมาชิกในชุมชน 18 ครอบครัวร่วมกันพัฒนา

เริ่มต้นจากการมองหา “พืชเศรษฐกิจ” ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสามารถสร้างภาพจำให้หมู่บ้านได้ ชาวบ้านจึงทดลองปลูกดอกดาวเรืองในพื้นที่บนเขา ปรับผังแปลงให้เป็นมุมมองกว้างรับกับภูเขาและท้องฟ้า เมื่อถึงฤดูดอกบาน ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นผืนผ้าสีทองดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมาถ่ายภาพและชมวิว

รายได้จากการขายดอกดาวเรืองตัดดอก และค่าบริการเล็กน้อยจากจุดชมวิวกลายเป็นรายได้เสริมของครอบครัว ขณะที่ภาพของม่อนดาวเรืองยังถูกใช้เป็น “หน้าตา” ของคุ้มเวียงราชพลีในการประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรมและเทศกาลต่าง ๆ ของตำบลดงมหาวันอีกด้วย

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าในพื้นที่จำกัด สร้างรายได้โดยไม่ทำลายภูเขาจนเกินสมดุล และยังผูกโยงการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

เงาแห่งความเปราะบาง ปัญหาที่ดินและสิทธิของคนชายขอบ

ภายใต้ภาพสวยงามของดอกไม้และชุดชนเผ่าหลากสี บ้านป่าสักงามยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะ ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน

จากข้อมูลข่าวร้องเรียนของชุมชนในช่วงปลายปี 2566 มีการระบุว่าชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือนถูกผู้ถือเอกสารสิทธิรายหนึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยและทำกินมานานกว่า 15 ปี พร้อมแจ้งให้ย้ายออกภายในระยะเวลาอันสั้น สร้างความกังวลและความไม่มั่นคงด้านชีวิตให้กับประชาชนทั้ง 9 ชนเผ่า

ประธานกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่าได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่จากป่ารกร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตทางการเกษตรของอำเภอ การให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คนต้องโยกย้ายในเวลาอันจำกัดจึงไม่เพียงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ยังเป็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบการจัดการที่ดินของรัฐ

แม้ข้อพิพาทจะยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาและตรวจสอบ แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้ชุมชนแข็งแกร่งเสมอไป หากไม่มีหลักประกันเชิงโครงสร้างรองรับ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของผู้คน

พิธีเปิดโครงการ 20 ธันวาคม 2568 เวทีประกาศเจตจำนงของชุมชน

บรรยากาศในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่เพียงงานรื่นเริง หากแต่เป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ของชุมชนต่อสาธารณะว่า บ้านป่าสักงามต้องการเดินหน้าบนเส้นทางของ “การอนุรักษ์ควบคู่การพัฒนา”

โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวันที่เปิดตัวในวันดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของทั้ง 9 ชนเผ่าให้เกิดความยั่งยืน
  2. เสริมสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน
  3. พัฒนาศักยภาพชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับจังหวัดเชียงราย

ภายในงานมีการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า การเดินแฟชั่นชุดประจำเผ่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด เช่น ผ้าปัก เครื่องเงิน เครื่องจักสาน และอาหารพื้นถิ่นที่ผสมผสานอิทธิพลจีน–ล้านนา–ชนเผ่าบนดอยอย่างลงตัว

การที่ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกสภาจังหวัดและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า บ้านป่าสักงามไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสมรภูมิการรักษาอัตลักษณ์และสิทธิในพื้นที่ของตนเอง

เยาวชน สะพานเชื่อมอดีตสู่อนาคต

หัวใจสำคัญของการที่หมู่บ้านแห่งนี้จะยืนหยัดได้ในระยะยาวคือ “เยาวชน” ชุมชนบ้านป่าสักงามใช้วิธี “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” เป็นหลัก ตั้งแต่การให้เด็ก ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ประเพณีปีใหม่ม้ง ฝึกเต้นรำและร้องเพลงของแต่ละเผ่า ไปจนถึงการช่วยพ่อแม่ขายสินค้าวัฒนธรรมในงานเทศกาล

เมื่อเยาวชนได้เห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และความภาคภูมิใจ พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง มากกว่าการละทิ้งหมู่บ้านไปหางานในเมืองใหญ่

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ภาษาไทยกลางและภาษาคำเมืองควบคู่กับภาษาชนเผ่า ทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมาในฐานะ “คนพหุวัฒนธรรม” ที่สื่อสารได้หลายภาษา เข้าใจทั้งโลกของชุมชนบนดอยและโลกสมัยใหม่ในเมือง ชุดทักษะนี้นับเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของพื้นที่ชายขอบอย่างเวียงเชียงรุ้ง

ข้อสังเกตเชิงนโยบายและคำชวนคิดถึงสังคมวงกว้าง

กรณีของบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ภาระ หากได้รับการออกแบบให้เป็นทรัพยากร ชุมชนที่มี 9 ชนเผ่าสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างความสามัคคีได้จริง เมื่อมีเวทีให้ทุกเผ่ามีตัวตนและเสียงของตนเอง โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิในที่ดินคือเงื่อนไขฐานรากของการพึ่งพาตนเอง ถนน น้ำสะอาด ไฟฟ้า และระบบสื่อสาร ช่วยให้หมู่บ้านเข้าถึงโอกาสจากภายนอก แต่หากสิทธิในที่ดินยังไม่มั่นคง ความพยายามทั้งหมดอาจถูกสั่นคลอนในพริบตา เยาวชนคือสะพานเชื่อมอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต หากคนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของภาษาตนเอง งานฝีมือของบรรพบุรุษ และภูมิปัญญาการจัดการป่า เชียงรายและประเทศไทยก็จะมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่แข็งแรงไว้ต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

ในมุมของสังคมวงกว้าง บ้านป่าสักงามอาจเป็นเพียงชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแผนที่เชียงราย แต่สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดตามเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ มันคือ “พื้นที่ทดลอง” สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่าง การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ และการต่อรองสิทธิของคนชายขอบในระบบรัฐชาติสมัยใหม่

บทความข่าวนี้ทำหน้าที่เพียง “บันทึกชั่วคราว” จากข้อมูลที่สืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตและคำบอกเล่าจากพื้นที่ อาจยังมีช่องว่าง ความคลาดเคลื่อน หรือมุมมองที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผู้เขียนและกองบรรณาธิการพร้อมอย่างยิ่งหากนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รู้ในพื้นที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ตรวจสอบ และปรับแก้ เพื่อให้เรื่องราวของบ้านป่าสักงามถูกเล่าอย่างรอบด้านและเป็นธรรมที่สุด

เพราะท้ายที่สุด ความเข้มแข็งของคุ้มเวียงราชพลีมิใช่เพียงความสามารถในการจัดงานประเพณีหรือดึงดูดนักท่องเที่ยว หากแต่คือความสามารถในการยืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะรักษารากเหง้าของตนเอง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • “แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570” ขององค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน ว่าด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสื่อสารในพื้นที่หมู่ที่ 9
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นวัตกรรม NbS และพลังศิลปะ ทางรอดใหม่ของเชียงรายท่ามกลางปัญหาน้ำท่วมและ PM2.5 ปี 2568

ส่องความร่วมมือ IKI-RECOFTC ปั้นเชียงรายต้นแบบเมืองยืดหยุ่นด้วยธรรมชาติและงานศิลป์

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 –เดือนธันวาคมที่ลมหนาวพัดผ่านตัวเมืองเชียงราย เสียงฝีเท้าผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ Central Art Gallery ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ไม่ใช่เพียงเพื่อชมงานศิลปะทั่วไป แต่คือการมองหาคำตอบว่า “เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะอยู่รอดอย่างไรท่ามกลางภัยโลกรวน” ในนิทรรศการที่มีชื่อยาวแต่คมชัดว่า
“Urban Resilience Art Exhibition ธรรมชาติ นิเวศ วิถี ผู้คน เมืองเชียงราย”

นิทรรศการศิลปะเชิงสังคมครั้งนี้จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ถึง 6 มกราคม 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี และถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงภาพวาดหรือผลงานศิลป์ หากแต่เป็น “ห้องทดลองทางความคิด” ของทั้งศิลปิน นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องการหาทางออกให้เมืองเชียงรายท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ศิลปะในห้างสรรพสินค้า ด่านหน้าใหม่ของการสื่อสารเรื่องภัยสภาพภูมิอากาศ

นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition เกิดจากความร่วมมือของ รีคอฟ ประเทศไทย (RECOFTC Thailand) ภายใต้โครงการ Urban Resilience Building and Nature (URBAN) ร่วมกับกลุ่มศิลปินขัวศิลปะ เครือข่ายศิลปินเชียงราย และองค์กรภาคีในจังหวัด โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก แผนงานป้องกันสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ท่ามกลางโถงกว้างของห้างสรรพสินค้า ผลงานศิลปะกว่า 50 ชิ้น จากศิลปินเชียงรายมากกว่า 30 คน รวมถึงผลงานของศิลปินแห่งชาติ ถูกจัดวางอย่างประณีต ทั้งภาพวาด จิตรกรรม ประติมากรรม และงานศิลปะจัดวาง (installation) ที่เล่าเรื่องเดียวกันในหลากหลายมุมมอง – เรื่องของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และชีวิตผู้คนที่พึ่งพาธรรมชาติ

ศิลปะแต่ละชิ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงความงามของภูมิทัศน์เมืองเหนือ หากยังสะท้อน “รอยแผล” จากน้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เชียงรายเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของถนนสายหลักที่กลายเป็นทางน้ำ ภาพโครงสร้างพื้นฐานที่เบียดบังพื้นที่ชุ่มน้ำ และเงาร่างของคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องรับภาระจากการพัฒนาที่ละเลยต้นทุนทางธรรมชาติ ถูกเล่าออกมาด้วยภาษาศิลปะที่ตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง

นิทรรศการจึงทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับความรู้สึกของผู้คน – ทำให้คำที่ดูไกลตัวอย่าง “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (adaptation)” หรือ “แนวทางแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)” กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและเข้าใจได้ผ่านภาพ สี และเรื่องเล่า

URBAN ใช้ต้นทุนธรรมชาติกู้เมืองเชียงราย

เบื้องหลังนิทรรศการนี้ คือโครงการ เสริมสร้างขีดความสามารถเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ” หรือ URBAN ที่ดำเนินงานในตัวเมืองเชียงรายตั้งแต่ปี 2567 โดยร่วมกับภาคีหลายฝ่ายศึกษาข้อมูลพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ และพื้นที่สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ในเมือง

ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ URBAN รวบรวม – ตั้งแต่แนวลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก แหล่งน้ำประจำชุมชน พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก ไปจนถึงสวนสาธารณะและเกาะกลางถนน – ถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบ แนวทาง NbS เพื่อทำให้เมืองมี “ความยืดหยุ่น” (resilience) ต่อภัยพิบัติ เช่น การใช้แนวต้นไม้ริมลำน้ำช่วยชะลอน้ำหลาก การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเพื่อลดอุณหภูมิในเมือง

นิทรรศการจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่เป็นการชวนชุมชนเมืองเชียงรายมามีส่วนร่วม “ตีความเมืองของตนเองใหม่” เห็นคุณค่าของต้นทุนทางธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ และคิดร่วมกันว่าจะใช้มันอย่างไรให้เมืองอยู่รอดในยุคโลกร้อน

ในวันเปิดนิทรรศการ ยังมีวงเสวนา เมืองในธรรมชาติ ธรรมชาติในเมือง” ที่นำโดยตัวแทนจากชุมชนดอยพระบาท นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN ตัวแทนจากมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงผู้แทนเทศบาลนครเชียงราย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติด้วย NbS โดยมีรีคอฟ ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินรายการ

หนึ่งในสารสำคัญจากวงเสวนา คือการย้ำว่าการสร้างเมืองที่ทนทานต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่สามารถทำได้ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสาน วิทยาศาสตร์–สังคมวัฒนธรรม–การพัฒนาเมือง–และการสื่อสาร เข้าด้วยกัน และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการลงมือทำ

เสียงจากศิลปินและผู้นำท้องถิ่น เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ “ภาพสวย” แต่คือคำประกาศเจตจำนงของเมือง

บรรยากาศในห้องแสดงงานเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยการสนทนา หลายคนยืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดหมู่บ้านริมแม่น้ำที่กำลังเผชิญน้ำท่วม บ้างหยุดดูประติมากรรมที่ใช้เศษวัสดุจากเมืองมาจัดวางให้กลายเป็นภูเขาที่ถูกตัดหัว ทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองของศิลปินต่อเมืองที่ตนรัก

นายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะและหนึ่งในศิลปินที่ร่วมจัดแสดงผลงาน อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม

“มันเกี่ยวข้องกับปากท้อง สุขภาพ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงของชุมชนทั้งหมด นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์ศิลปะ แต่คือการประกาศเจตจำนงร่วมกันของศิลปินเชียงรายว่า เราจะลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาทำ และชวนชุมชนให้ลุกขึ้นมาร่วมกัน เพราะเชียงรายคือบ้านของเรา และธรรมชาติไม่ใช่ของที่มีไว้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราต้องดูแลและส่งต่อให้ดีกว่าเดิม”

คำกล่าวของเขาชี้ให้เห็นว่าศิลปินไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้สร้างผลงาน แต่เป็น “ผู้ส่งสัญญาณเตือนภัย” ต่อสังคม ผ่านภาษาที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมโดยตรง

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มองบทบาทของศิลปะในมิติของการสร้างการมีส่วนร่วมและผู้นำรุ่นใหม่

“ผมมั่นใจว่าศิลปะจากพี่น้องศิลปินเชียงรายจะช่วยจูงใจคน ทำให้เกิดปราชญ์ชาวบ้านและเยาวชนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และคิดวางแผนจัดการปัญหาได้สอดคล้องกับตัวตนของเชียงราย เมืองของเราจำเป็นต้องปรับตัวให้เป็นเมืองน่าอยู่ในสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าท้องถิ่นไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงงานวัฒนธรรมที่อยู่ปลายทาง หากแต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการเมืองและสร้าง “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้กับคนในชุมชน

เมืองเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน แต่โอกาสในการปรับตัวก็เปลี่ยนเช่นกัน

ตัวแทนจากโครงการ URBAN อย่าง ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ (ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเวทีเสวนา) ชี้ให้เห็นความคาดหวังระยะยาวว่า แม้โครงการจะมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2571 แต่สิ่งที่หวังคือ “ต้นทุนทางความรู้และต้นทุนทางสังคม” ที่จะถูกส่งต่อให้เมืองขับเคลื่อนได้เอง

สารที่ถูกย้ำในเวที คือ

  • วิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้เรารู้ว่าเมืองกำลังเผชิญอะไร และมีความเสี่ยงอย่างไร
  • ศิลปะและการสื่อสารหลากรูปแบบช่วยให้ผู้คน “รู้สึก” กับปัญหา และพร้อมลุกขึ้นมาร่วมมือ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลนครเชียงราย มีบทบาทสำคัญในการประสานการทำงานของทุกภาคส่วน ให้เห็นเป้าหมายเดียวกันเรื่องการลดความเสี่ยงภัยพิบัติและอนุรักษ์ธรรมชาติในเมือง

เมื่อผนวกกับการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก ทั้ง IUCN, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติระดับจังหวัด ภาพของ “ห้องทดลองเชียงราย” จึงเริ่มชัดขึ้นว่า เมืองนี้กำลังใช้ทั้ง องค์ความรู้–ศิลปะ–และพลังชุมชน เพื่อออกแบบเส้นทางสู่ความยั่งยืนของตนเอง

นิทรรศการที่ไม่จบลงแค่วันที่ปิดงาน

แม้นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition จะมีกำหนดปิดในวันที่ 6 มกราคม 2569 แต่โจทย์สำคัญที่งานพยายามตั้งคำถามต่อผู้เข้าชม คือ “หลังจากเดินออกจากห้องจัดแสดงแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อลดความเปราะบางของเมืองและเพิ่มความยืดหยุ่นให้เชียงราย”

การเลือกจัดงานในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรักศิลปะหรือผู้สนใจสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่เปิดกว้างถึงครอบครัว คนทำงาน และเยาวชนที่มาเดินห้างในวันหยุด เมื่อนิทรรศการตั้งอยู่ในเส้นทางการสัญจรประจำวัน ภาพของสายน้ำ ป่าเขา และเมืองที่กำลังเปลี่ยนไปจึงแทรกซึมสู่สายตาผู้คนโดยไม่ต้อง “ตั้งใจมาหา”

ในมุมเศรษฐกิจ นิทรรศการอาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินโดยตรงมากเท่ากับงานเทศกาลขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่า คือการสร้าง “ทุนทางสังคมและทุนทางความคิด” ให้คนเชียงรายมองเห็นว่า เมืองที่น่าอยู่ในยุคโลกรวนต้องเริ่มต้นจากการเคารพต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ และพร้อมร่วมมือกันดูแลให้ยั่งยืน

ในระดับนโยบาย ผลของการศึกษาและบทเรียนจากโครงการ URBAN ที่ผนวกเข้ากับการรับฟังเสียงชุมชนผ่านกระบวนการศิลปะ อาจกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง การจัดการพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติของเชียงรายในอนาคต

นิทรรศการจึงไม่ใช่จุดจบของโครงการ หากแต่เป็น “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างงานวิจัยเชิงเทคนิคกับชีวิตจริงของผู้คน และเป็นเวทีประกาศว่า เมืองเชียงรายพร้อมจะก้าวสู่การเป็นเมืองที่ “ธรรมชาติอยู่ได้ เมืองอยู่รอด คนอยู่ดี” ด้วยพลังของทั้งศิลปะและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ศิลปะกู้เมืองในยุคโลกรวน

เมื่อโลกเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเร่งเตรียมความพร้อมด้วยเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแผนบริหารจัดการความเสี่ยง แต่กรณีของเชียงรายแสดงให้เห็นว่า “ศิลปะและวัฒนธรรม” ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความยืดหยุ่นเมืองได้เช่นกัน

Urban Resilience Art Exhibition ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปว่าเชียงรายควรเดินไปทางไหน หากแต่ตั้งคำถามชัดเจนว่า หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ เมืองที่เรารักอาจกลายเป็นพื้นที่เปราะบางยิ่งขึ้นในอนาคต การรวมพลังของศิลปิน ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ผ่านนิทรรศการในห้างใจกลางเมือง จึงเป็นสัญญาณว่าเชียงรายเลือก “หันหน้าเข้าหากัน” เพื่อออกแบบอนาคตร่วมกัน มากกว่าจะยอมปล่อยให้ภัยพิบัติและการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นผู้กำหนดทิศทาง

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเดินเข้าไปใน Central Art Gallery ชั้น G เซ็นทรัล เชียงราย นิทรรศการที่เปิดให้ชมฟรีจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะมีส่วนอย่างไรในการทำให้เมืองและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่าผลงานศิลปะชิ้นใดในห้องจัดแสดงก็เป็นได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN), กรมทรัพยากรน้ำ, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย, กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย
  • Central Art Gallery ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาเชียงราย! เปิดตัวโครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” บันทึกพระมหากรุณาธิคุณผ่านงานศิลปะ

ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน มหากาพย์ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายความจงรักภักดี ศิลปินชื่อดังริเริ่มโครงการสร้างสรรค์ภาพวาดขนาดใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังคุณค่าแก่เยาวชนรุ่นใหม่

เชียงราย,17 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย สมาคมขัวศิลปะร่วมกับสโมสรโรตารีเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการสร้างสรรค์กิจกรรมถ่ายทอดความจงรักภักดี ภายใต้ชื่อ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” โดยมีอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง (Charcoal) เป็นผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกมิติ

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อสื่อถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ภาพมีความสูง 1.9 เมตร ซึ่งสื่อถึงรัชกาลที่ 9 และมีความยาว 9.3 เมตร หมายถึงพระชนมพรรษา 93 พรรษาของพระองค์ท่าน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ แต่ยังแสดงถึงความเป็นพระราชินีองค์เดียวในรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชินีนาถพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงครองตำแหน่งยาวนานถึง 93 พรรษา

เนื้อหาภาพครอบคลุมเรื่องราวตั้งแต่พระชนมายุวัย การเสด็จพระราชาภิเษกสมรส พระราชกรณียกิจต่างๆ และโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาประเทศและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทยทุกภูมิภาค

การเลือกใช้เทคนิคถ่านแท่งในโทนสีขาว-ดำ มิใช่เป็นเพียงการแสดงฝีมือทางศิลปะ แต่ยังสื่อถึงความคลาสสิก ความเป็นมิตร และแสงแห่งศรัทธากตัญญูที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัยแรกเริ่มที่ภาพถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว-ดำ

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวในการแถลงข่าวว่า “การวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด”

พลังสนับสนุนจากสโมสรโรตารีสากล

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีสากลภาค 3360 ซึ่งครอบคลุม 14 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีสโมสรโรตารีทั้งหมด 65 สโมสร นำโดยดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค และสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งเป็นแกนหลักในการประสานงาน

ดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค 3360 สโมสรโรตารีสากล กล่าวว่า “สโมสรโรตารีก่อตั้งมาแล้ว 121 ปี เรามิใช่องค์กรการกุศล แต่เป็นองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ภารกิจของโรตารีมี 7 ด้าน ครอบคลุมน้ำสะอาด การศึกษา สุขภาพแม่และเด็ก สิ่งแวดล้อม และการป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคโปลิโอที่เราสามารถลดผู้ป่วยจาก 350,000 คนต่อปีเหลือไม่ถึง 100 คนต่อปีในปัจจุบัน”

ท่านกล่าวเสริมว่า “โครงการนี้สอดคล้องกับภารกิจด้านการศึกษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดภารกิจหลักของโรตารี ในจังหวัดเชียงรายมีสโมสรโรตารีถึง 9 สโมสร ครอบคลุมพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงป่าเป้า ทุกสโมสรพร้อมใจกันสนับสนุนโครงการนี้ด้วยงบประมาณและอุปกรณ์ต่างๆ”

สโมสรโรตารีสากลในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลก กระจายอยู่ใน 34,000 สโมสร โดยในประเทศไทยมี 4 ภาค ได้แก่ ภาค 3330 (ใต้) ภาค 3340 (อีสาน) ภาค 3350 (กลาง) และภาค 3360 (เหนือ) ซึ่งภาคเหนือมีสโมสรทั้งหมด 65 สโมสรกระจายใน 14 จังหวัด

นายกสโมสรโรตารีเชียงราย กล่าวว่า “การที่ศิลปินมีความตั้งใจ และสโมสรโรตารีเชียงรายได้ชักชวนสโมสรอื่นๆ รวมถึงภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือหนึ่งในเจ็ดภารกิจของโรตารีด้านการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม”

กิจกรรม Art Workshop เพื่อเยาวชนและสังคม

นอกจากการวาดภาพที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว ทางโครงการยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน Art Workshop ณ สถานที่วาดภาพ โดยเปิดรับนักเรียนในพื้นที่วันละ 60 คน แบ่งเป็นช่วงเช้า 30 คน และช่วงบ่าย 30 คน

กิจกรรมนี้มีศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะเป็นพี่เลี้ยงสอนเทคนิคการวาดภาพ พร้อมถ่ายทอดความรู้เรื่องราวพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปะควบคู่ไปกับการซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์

โครงการได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ในการประสานงานนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน นักเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับประกาศนียบัตร และมีโอกาสติดตามกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย ประมาณ 2 เดือนกว่า จะมีการเปิดให้คนเข้ามาชมและร่วมกิจกรรม Workshop เราอยากให้นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ภาครัฐให้การสนับสนุนและเตรียมจัดแสดง

นายกำพล จาววัฒนาสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มยุทศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่แทนวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “นี่เป็นงานสักการะพระเกียรติอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญมาก กิจกรรมนี้จะเป็นที่จดจำสำหรับเยาวชนและประชาชน และจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจะให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และประสานงานกับเครือข่ายศิลปินและโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่”

ทางกระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สสร.) ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับศิลปินอยู่แล้ว จะมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ผลงานและจัดเก็บเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุต่อไป

แผนการจัดแสดงและความยั่งยืนของโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ ภาพจะเปิดให้ประชาชนเข้าชม ณ สถานที่วาดภาพก่อน จากนั้นจะนำไปจัดแสดงในการประชุมใหญ่ของสโมสรโรตารี (District Conference) ที่จะมีสมาชิกจาก 14 จังหวัดภาคเหนือ ประมาณ 400-500 คน เข้าร่วม

ดร.จารุวรรณกล่าวว่า “หลังจากการประชุมใหญ่ เราจะถ่ายทอดภาพนี้ออกสู่สาธารณะทั้ง 65 จังหวัดในประเทศไทย และอาจเผยแพร่ในเวทีสากล เพื่อสะท้อนให้โลกเห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน”

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่าภาพนี้จะถูกจำลองไปไว้ที่พระเมรุมาศในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในแต่ละท่ี เพราะภาพนี้สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน และสะท้อนถึงความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ผมอยากให้ที่นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บรักษาไว้อย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

เส้นทางศิลปินและผลงานที่ผ่านมา

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะไทย โดยเฉพาะในการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง ผลงานที่ผ่านมาของท่านได้สร้างความประทับใจให้แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ในปี 2559 หลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท่านได้ร่วมกับสมาคมขัวศิลปะเชียงราย วาดภาพขนาด 13 เมตร ณ วัดร่องขุ่น ปัจจุบันภาพดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่ศาลาธรรม

ในปี 2560 ท่านได้สร้างสรรค์ภาพขนาด 2 เมตร x 20 เมตร ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เล่าเรื่องราวพระราชประวัติตั้งแต่พระเยาว์วัยจนถึงการขึ้นครองราชย์ และพระราชกรณียกิจกว่า 4,000 โครงการพระราชดำริ

ท่านเป็นนายกสมาคมขัวศิลปะคนที่ 3 ต่อจากศิลปินแห่งชาติ และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ในการจัดองค์ประกอบและเลือกเนื้อหาที่จะใส่ในภาพครั้งนี้

ชื่อผลงานที่มีความหมาย

ชื่อผลงาน “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” ได้รับการออกแบบโดยคุณสุรชัย บุญจรเวท นักออกแบบแบรนด์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อให้สื่อถึงความหมายที่ลึกซึ้งของพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อแผ่นดิน และความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านที่สืบทอดมาช้านานนับพันปี

การสนับสนุนจากภาคเอกชน

นอกจากการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีแล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากบริษัทสีชั้นนำ ได้แก่ TOP FORM และ AB Art ที่พร้อมสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “งานศิลปะไม่สามารถทำคนเดียวได้ ศิลปินไม่ได้มีเงินมากมาย แต่เมื่อมีผู้ให้โอกาสและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ งานก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมรู้สึกเติมเต็มใจมาก สโมสรโรตารีให้ความกรุณาสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่คือการให้โอกาสให้งานนี้สมบูรณ์”

คำกล่าวจากใจของศิลปิน

ในการสัมภาษณ์ อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวเสริมว่า “สำหรับข้าพเจ้า ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด เพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระเมตตาธรรมของพระองค์ท่านตราบนิจนิรันดร์ การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยแรงสนับสนุนสำคัญจากสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งร่วมเป็นพลังเบื้องหลังในการส่งเสริมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้เกิดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ”

ท่านกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าขอน้อมสำนึกในเกียรติครั้งนี้ และจะขอเป็นข้าพระบาทผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านตราบชีวิต”

บรรยากาศในวันแถลงข่าว

การแถลงข่าวในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย นายกสโมสรจากหลากหลายสโมสรในเชียงราย ศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะ สื่อมวลชน และผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจและความตื้นตันใจ เมื่อผู้เข้าร่วมได้เห็นภาพร่างเบื้องต้นและรับฟังแนวคิดของโครงการ ผู้เข้าร่วมต่างให้ความสนใจและแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการให้ประสบความสำเร็จ

หลังจากการแถลงข่าว ผู้เข้าร่วมได้เดินทางไปยังสถานที่วาดภาพ ณ โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เพื่อรับฟังคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากอาจารย์สุวิทย์ และชมภาพร่างที่กำลังดำเนินการอยู่

ความสำคัญต่อสังคมและเยาวชน

โครงการนี้มิได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์งานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังคุณค่าและสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม

การที่เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม Art Workshop ได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะขนาดใหญ่ ได้เรียนรู้เทคนิคการวาดภาพจากศิลปินมืออาชีพ และได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและจดจำได้ตลอดไป

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “เราได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เครือข่ายศิลปินทางศิลปะ และโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษาและร่วมกิจกรรม นี่คือโอกาสทองที่เยาวชนจะได้เรียนรู้ทั้งศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ผลกระทบในวงกว้าง

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” คาดว่าจะสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และอาจขยายไปสู่ระดับสากล

ในระดับท้องถิ่น โครงการจะเป็นจุดรวมใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ เป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถมาแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ

ในระดับชาติ การจัดแสดงภาพในงาน District Conference และการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ จะทำให้คนไทยทั่วประเทศได้รับรู้และร่วมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในระดับสากล สโมสรโรตารีมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั่วโลก การเผยแพร่ผลงานนี้จะทำให้นานาชาติได้เห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความท้าทายและการเตรียมความพร้อม

การวาดภาพขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านเทคนิค เวลา และสภาพอากาศ อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “การทำงานในช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นที่อาจส่งผลต่อวัสดุ เราต้องวางแผนการทำงานอย่างละเอียด และมีทีมงานคอยดูแลสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิด”

ด้านอุปกรณ์ ทางโครงการได้เตรียมความพร้อมครบถ้วน ตั้งแต่ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ถ่านแท่งคุณภาพสูง ระบบแสงสว่างเพื่อการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากสโมสรโรตารีและภาคเอกชน

ด้านความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยของผลงานและอุปกรณ์ รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาเยี่ยมชม

การเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเชิญชวนประชาชนว่า “ผมอยากเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายและผู้ที่สนใจ แวะเวียนมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงาน มาให้กำลังใจ และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนกว่า จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุก โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียนที่จะได้เรียนรู้ศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ดร.จารุวรรณกล่าวเสริมว่า “เราขอเชิญชวนสมาชิกสโมสรโรตารีทั้ง 65 สโมสรในภาคเหนือ รวมถึงสมาชิกจาก 4 ภาคทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป มาร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้ มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านผ่านงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่นี้”

ช่วงเทศกาลและความพิเศษ

อาจารย์สุวิทย์กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ช่วงที่ผมวาดภาพนี้จะครอบคลุมช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย ถ้าใครอยากมาข้ามปีที่มีความหมาย มาข้ามปีกับภาพความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน ผมยินดีต้อนรับ เราจะได้ร่วมกันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่า”

นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษสำหรับประชาชนที่ต้องการใช้เวลาในช่วงเทศกาลอย่างมีความหมาย แทนที่จะไปสถานบันเทิงหรือสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป การมาร่วมกิจกรรมนี้จะเป็นการส่งท้ายปีและต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่าและสร้างสรรค์

มิติทางประวัติศาสตร์

โครงการนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ ประการแรก เป็นการบันทึกพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไว้ในรูปแบบของงานศิลปะที่จะคงอยู่ชั่วกาลนาน

ประการที่สอง เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

ประการที่สาม เป็นตัวอย่างของการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม ปลูกฝังคุณค่า และถ่ายทอดประวัติศาสตร์ไปสู่คนรุ่นหลัง

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จะถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและเรียนรู้ เราจึงต้องดำเนินการอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน”

ภาพอนาคตหลังเสร็จสิ้นโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีแผนการจัดแสดงและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง การจัดแสดงครั้งแรกจะเป็นที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี

จากนั้นจะมีการจัดแสดงในงาน District Conference ของสโมสรโรตารีภาค 3360 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-500 คน จาก 14 จังหวัดภาคเหนือ

ต่อมาอาจมีการนำไปจัดแสดงในงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บอย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกกระบวนการสร้างสรรค์และความหมายของผลงาน เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

พลังแห่งความรักและความร่วมมือ

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังแห่งความรักและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม จากแนวคิดเล็กๆ ของศิลปินคนหนึ่งที่ต้องการแสดงความจงรักภักดี กลายเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีคนหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

สโมสรโรตารีในฐานะองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการประสานงาน ภาครัฐโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์และการจัดเก็บเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์และวัสดุ และภาคประชาชนพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจ

ผลงานที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ผลงานของศิลปินคนเดียว แต่เป็นผลงานของคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้โครงการนี้สำเร็จ เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความสุขของพสกนิกรมาตลอดพระชนมชีพ

ภาพ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงผืนผ้าใบที่มีภาพวาด แต่คือการบันทึกความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์กาล

รายละเอียดโครงการโดยสังเขป

ชื่อโครงการ: ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน

ผู้รังสรรค์: อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม

ขนาดผลงาน: สูง 1.9 เมตร x ยาว 9.3 เมตร

เทคนิค: ถ่านแท่ง (Charcoal) โทนสีขาว-ดำ

ระยะเวลาดำเนินการ: ธันวาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 (ประมาณ 2 เดือน)

สถานที่วาดภาพ: โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • สโมสรโรตารีเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ปลัด วธ. ชู CCAM เชียงราย ต้นแบบอารยสถาปัตย์ เชื่อม Soft Power กับความเสมอภาคทางวัฒนธรรม 2025

เชียงรายยกระดับ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย” คว้า Friendly Design Awards 2025 หนุน Cultural Tourism for All และ Soft Power เพื่อคนทั้งมวล

กรุงเทพมหานคร, 12 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศบริเวณฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในช่วงสายของวันศุกร์เต็มไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน คนพิการ ผู้สูงอายุ และสื่อมวลชนจากทั่วประเทศ ที่ต่างให้ความสนใจเข้าร่วมงาน “Thailand Friendly Design Expo 2025 : มหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9” ภายในงานเดียวกันนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiangrai Contemporary Art Museum – CCAM) โดยสมาคมขัวศิลปะ ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้เป็นหนึ่งในแหล่งต้นแบบที่คว้ารางวัล “Friendly Design Awards 2025” ประเภท Soft Power for All

รางวัลดังกล่าวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Friendly Design) เท่านั้น หากยังสะท้อนการเติบโตของ “เมืองศิลปะและวัฒนธรรมเชียงราย” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

เวทีระดับชาติชูแนวคิด “Soft Power for All – Cultural Tourism for All”

พิธีเปิดงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Soft Power for All : เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อคนทั้งมวล” โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ตรวจราชการ หน่วยงานพันธมิตร และผู้แทนชุมชนจากหลายจังหวัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายประสพ กล่าวว่า งานมหกรรม Thailand Friendly Design Expo จัดต่อเนื่องมาแล้วเป็นปีที่ 9 เป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมในการ “ขยายโอกาสและความเสมอภาคทางวัฒนธรรม” ให้กับกลุ่มประชาชนที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผ่านการออกแบบพื้นที่ กิจกรรม และแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ถูกกีดกันจากข้อจำกัดทางร่างกายหรือเศรษฐกิจ

เขาย้ำว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปัจจุบัน คือการผลักดันแนวทาง “Culture for All” และ “Cultural Tourism for All” ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ด้วยการพัฒนาพื้นที่ทางวัฒนธรรมทั่วประเทศให้มีความทันสมัย ใช้งานสะดวก และเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ วัดวาอาราม โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ หรือชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“ตลอด 9 ปีของการจัดงานร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ เราเห็นชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางเข้าถึงกิจกรรมวัฒนธรรมมากขึ้น มีพื้นที่ในการแสดงออกและเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อทุกคน” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวในพิธีเปิดงาน

CCAM เชียงราย จากหอศิลป์ท้องถิ่นสู่ต้นแบบอารยสถาปัตย์ระดับชาติ

ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากหลายจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกในปีนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) ถือเป็นตัวแทนของภาคเหนือที่โดดเด่นในมิติของการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นฐานในการพัฒนาเมือง และออกแบบพื้นที่ให้รองรับ “คนทั้งมวล” อย่างเป็นรูปธรรม

CCAM ดำเนินงานโดยสมาคมขัวศิลปะ กลุ่มศิลปินและผู้ทำงานด้านศิลปะร่วมสมัยที่เติบโตจากภูมิภาคและสร้างชื่อเสียงให้เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะร่วมสมัย” มาอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All จึงสะท้อนทั้งมิติด้านการออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้ และมิติด้านการใช้ศิลปะเป็น Soft Power ในการเล่าเรื่องเชียงรายให้โลกภายนอกรับรู้

ในพิธีมอบรางวัล นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และนางสาวบัวคำ ไชยวุฒิ คณะกรรมการขัวศิลปะ เป็นผู้แทน CCAM ขึ้นรับมอบโล่เกียรติคุณจากนายประสพ เรียงเงิน ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ร่วมงาน โดยมีตัวแทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดี

สำหรับ CCAM จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การออกแบบอาคาร สภาพแวดล้อม ทางลาด ลิฟต์ ห้องน้ำ และระบบบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแนวคิด “อารยสถาปัตย์” หรือ Friendly Design อันเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กเล็ก และนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว

การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า จังหวัดเชียงรายไม่ได้มีชื่อเสียงเฉพาะด้านงานศิลปะและสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเข้าถึงของคนทุกกลุ่มตามแนวคิด Friendly Design ได้อย่างจริงจัง

รางวัล Soft Power for All ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ความเสมอภาคทางวัฒนธรรม

รางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All ที่ CCAM ได้รับ เป็นหนึ่งในชุดรางวัลที่กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ ร่วมกันมอบให้แก่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลรวม 5 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีก 12 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อม กิจกรรม และระบบบริการให้รองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า การมอบรางวัล Soft Power for All มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมไม่เพียง “สวยงาม” ในมิติของศิลปะและสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มสามารถเดินทางไปสัมผัส เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายศิลปินและชุมชนท้องถิ่น CCAM จึงมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองเชียงรายกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เมื่อทุกกิจกรรมถูกออกแบบให้คนทุกกลุ่มเข้าได้อย่างเท่าเทียม รายได้ที่หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนก็จะกระจายอย่างทั่วถึงมากขึ้น

นโยบาย Culture for All กับบทบาทของจังหวัดเชียงราย

จากมุมมองเชิงนโยบาย รางวัลที่ CCAM ได้รับถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการแปลงนโยบายระดับชาติมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดพันธกิจ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อาคตอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับการเน้นมิติ “ความเสมอภาคทางวัฒนธรรม” เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ทางวัฒนธรรมได้อย่างทั่วถึง

ในปี 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงขับเคลื่อนนโยบาย “Culture for All” ผ่านการพัฒนาและคัดเลือก “พื้นที่ทางวัฒนธรรมต้นแบบ” จากทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอในงาน Thailand Friendly Design Expo 2025 ทั้งจากพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน ชุมชนท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ที่เน้นการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล

จังหวัดเชียงรายซึ่งมีภาพจำในสายตาของนักท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ และเมืองท่องเที่ยวภูเขา จึงได้รับการผลักดันให้ก้าวสู่บทบาทของ “เมืองวัฒนธรรมเพื่อทุกคน” ผ่านการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบหลายแห่ง โดย CCAM เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้ชัดเจน

การได้รับรางวัล Friendly Design Awards 2025 จึงไม่เพียงเพิ่มภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเชียงรายในระดับประเทศ แต่ยังช่วยยืนยันว่าเมืองแห่งนี้มีศักยภาพพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่เดินทางสะดวก คนพิการที่ใช้รถเข็น หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

อารยสถาปัตย์ เมื่อการออกแบบกลายเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้คน

แก่นสำคัญของ Friendly Design หรืออารยสถาปัตย์ คือแนวคิดที่ว่า “การออกแบบที่ดี” ไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม

ในบริบทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว การออกแบบในลักษณะนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ทางลาดและทางสัญจรที่ใช้ได้ทั้งคนเดินเท้า รถเข็น และผู้ใช้ไม้เท้า ลิฟต์และห้องน้ำที่รองรับคนพิการ ระบบป้ายสัญลักษณ์ที่อ่านง่ายทั้งภาษาไทย–อังกฤษ รวมถึงสื่ออธิบายเนื้อหานิทรรศการที่คำนึงถึงผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการมองเห็นและการได้ยิน

การที่ CCAM ได้รับรางวัล Soft Power for All สะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้ได้ผสานแนวคิดอารยสถาปัตย์เข้ากับการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของ “คนรักศิลปะ” แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของคนทุกกลุ่มในสังคม

เมื่อมองในมิติของเชียงราย เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการจัดกิจกรรมศิลปะ เช่น นิทรรศการ ศิลปะริมแม่น้ำ โครงการศิลป์กลางเมือง และเทศกาลท่องเที่ยวประจำปี การมีแหล่งเรียนรู้ที่ออกแบบเพื่อคนทั้งมวลยิ่งส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ “เมืองสร้างสรรค์” มีความครบถ้วนมากขึ้น

ผลต่อชุมชนและทิศทางในอนาคต

แม้รางวัล Friendly Design Awards 2025 จะเป็นเพียงหนึ่งในสัญลักษณ์เชิงเกียรติยศ แต่ในมิติการพัฒนาพื้นที่ รางวัลนี้มีความหมายต่อชุมชนเชียงรายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และโอกาสทางสังคมของคนเปราะบาง

ในระยะสั้น การได้รับรางวัลจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของนักท่องเที่ยวและหน่วยงานทัวร์ต่อพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “ไปได้ทั้งครอบครัว” และ “เป็นมิตรกับผู้สูงอายุและคนพิการ” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบครอบครัวขยายและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต

ในระยะยาว การออกแบบพื้นที่ให้รองรับคนทั้งมวลจะช่วยให้คนในชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายหรืออายุ สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมได้มากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างรุ่นและระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในภาพรวม การที่จังหวัดเชียงรายมีทั้งโครงการด้านภัยพิบัติที่นำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการน้ำท่วม และการผลักดันแหล่งวัฒนธรรมต้นแบบอย่าง CCAM ที่ใช้แนวคิด Friendly Design แสดงให้เห็นทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มองทั้ง “ความปลอดภัย” และ “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นในมิติสิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรม

เชียงรายบนเส้นทาง Soft Power เพื่อคนทั้งมวล

การคว้ารางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงรายในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการได้รับโล่รางวัลหนึ่งชิ้น หากแต่เป็นหมุดหมายที่สะท้อนการเคลื่อนตัวของเชียงรายสู่การเป็น “เมืองศิลปะและวัฒนธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ภายใต้นโยบาย “Culture for All” และแนวคิด “Cultural Tourism for All” ของกระทรวงวัฒนธรรม การขับเคลื่อนของสมาคมขัวศิลปะและเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้ CCAM กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็น Soft Power เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มโอกาส และสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน

เมื่อแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะในต่างจังหวัดอย่างเชียงรายสามารถยืนอยู่บนเวทีระดับชาติในฐานะต้นแบบ Friendly Design ได้อย่างภาคภูมิ ก็เป็นสัญญาณเชิงบวกว่าการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลกำลังขยายผลจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของ Soft Power ไทยอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงวัฒนธรรม
  • มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล – ข้อมูลแนวคิด Friendly Design, รายละเอียดงาน Thailand Friendly Design Expo และโครงการรางวัล Friendly Design Awards 2025
  • สมาคมขัวศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiangrai Contemporary Art Museum – CCAM)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จากประวัติศาสตร์สู่ Creative Economy! ถ้ำพระเชียงรายเปิดฐานเรียนรู้ ตอกลายโลหะ-ทำสวยกาบ ตามนโยบาย “ไท ไทย”

วธ.เชียงรายนำภาคีจัดพิธีใหญ่ “120 ปี รัชกาลที่ 6 เสด็จถ้ำพระ” เชื่อมถวายราชกุศลพระพันปีหลวง สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – บริเวณโบราณสถานถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ในช่วงเช้าจรดเย็นของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสงบ ศรัทธา และความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น เมื่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) ผนึกกำลังกับคณะสงฆ์ หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน จัดพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลครั้งสำคัญ ควบคู่กับกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาวัฒนธรรมในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ

งานในครั้งนี้มี “สองวาระหลัก” ที่มีนัยสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ การรำลึกครบรอบ 120 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เสด็จประพาสโบราณสถานถ้ำพระ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2448 และพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2568

ตลอดเวลาตั้งแต่ 09.00–18.00 น. บริเวณถ้ำพระจึงกลายเป็น “เวทีร่วม” ที่ผสานมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบนโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่ต้องการนำความเป็นไทยดั้งเดิมให้ก้าวเดินเคียงคู่ไปกับความร่วมสมัย สร้างทั้งพลังทางจิตวิญญาณและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รำลึก 120 ปี เสด็จประพาสถ้ำพระ ประวัติศาสตร์ที่ “ยังมีชีวิต”

โบราณสถานถ้ำพระ เป็นหนึ่งในพื้นที่ทางศาสนาและโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย มีความผูกพันกับชุมชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้วันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีความหมายเป็นพิเศษ คือการครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นมงกุฎราชกุมาร และทรงเสด็จตรวจเยี่ยมดินแดนภาคเหนือในปลายสมัยรัชกาลที่ 5

วาระ “120 ปี” จึงไม่ใช่เพียงการนับตัวเลขของกาลเวลา หากเป็นการย้ำเตือนว่าพื้นที่เล็ก ๆ ริมขุนเขาและป่าไม้ของเชียงรายแห่งนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงดินแดน การปกครอง และการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในอดีต การจัดพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลในครั้งนี้จึงมีนัยของการ “เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน” ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นภาพที่ต่อเนื่องกันของประวัติศาสตร์ชาติและชุมชน

ในช่วงเช้า นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ คณะสงฆ์ และประชาชน ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพิธีทางศาสนาและการกล่าวรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่เคยมีต่อดินแดนล้านนาและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

บรรยากาศของพิธีเป็นไปด้วยความสงบและสมพระเกียรติ แสดงให้เห็นว่าการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์หรือห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังสามารถถูก “ปลุกให้ตื่น” ในพื้นที่จริง ผ่านการประกอบพิธีกรรม วัฒนธรรม และกิจกรรมการเรียนรู้ที่จับต้องได้

ถวายราชกุศล “พระพันปีหลวง” เชื่อมสายใยศรัทธาในยุคปัจจุบัน

อีกหนึ่งวาระสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาไม่นานนักในมิติประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของคนไทย

พิธีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “สายใยแห่งความผูกพัน” ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับชุมชนท้องถิ่นในภาคเหนือ การเลือกจัดงาน ณ ถ้ำพระ ซึ่งเป็นโบราณสถานด้านพุทธศาสนา ยังสื่อถึงความตั้งใจในการเชื่อมโยงพระราชกรณียกิจด้านศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญมาตลอดพระชนมชีพ

ในเชิงสัญลักษณ์ การจัดให้มีพิธีถวายราชกุศลสองวาระในวันเดียวกัน – ทั้งรัชกาลที่ 6 ในมิติประวัติศาสตร์เมื่อ 120 ปีก่อน และพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในมิติร่วมสมัย – ทำให้ถ้ำพระในวันนี้กลายเป็น “สะพานเชื่อมเวลา” ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านพิธีกรรมและวัฒนธรรมที่ยังคงดำรงอยู่

จากพิธีกรรมสู่การเรียนรู้ ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น และบทบาทของเยาวชน

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้แตกต่างจากพิธีรำลึกเชิงสัญลักษณ์ทั่วไป คือการขยายมิติจาก “พิธีกรรม” ไปสู่ “การเรียนรู้” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกแบบ “ฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ลงมือสัมผัสวัฒนธรรมด้วยตนเอง

ภายใต้โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ 2569 วธ.เชียงรายได้เชิญคณะครูและนักเรียนจากหลายสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และโรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมมากกว่า 100 คน ให้เข้าร่วมกิจกรรมฐานเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ

หนึ่งในฐานสำคัญคือ “ฐานการตอกลายโลหะ” ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยนายพงศกร ไกรกิจราษฎร์ และนายนัยยะ เหมือนนิ่ม จากศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนเชียงราย อำเภอเชียงแสน ฐานนี้ไม่ได้สอนเพียงการใช้ค้อนและเหล็กตอกลายลงบนแผ่นโลหะ หากยังเป็น “พื้นที่สนทนา” เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของศิลปะการตกแต่งวัตถุโลหะในสังคมล้านนา และการนำทักษะดังกล่าวไปต่อยอดเป็นอาชีพ หรือผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน

อีกฐานหนึ่งคือ “ฐานการทำสวยกาบ” ซึ่งมีนางสาวนงคราญ สมบัติหลาย และนางเพ็ญพักตร์ มหาวรรณ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ทำหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ การทำสวยกาบ หรือพานบายศรีแบบล้านนา ไม่ได้เป็นเพียงงานประดิษฐ์ตกแต่ง แต่เกี่ยวข้องกับความหมายเชิงพิธีกรรม ความเชื่อ การแสดงความเคารพ และการใช้ในงานบุญประเพณีต่าง ๆ การให้เยาวชนได้ฝึกทำด้วยตนเองจึงเป็นทั้งการรักษา “ภาษาทางพิธีกรรม” และการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดออกแบบผลิตภัณฑ์พิธีกรรมแบบร่วมสมัยในอนาคต

ในมิติของการสร้างแรงบันดาลใจเชิงศิลปะ วธ.เชียงรายยังเชิญศิลปินและกลุ่มศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานอย่างใกล้ชิด อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ ศิลปินอาวุโสเชียงราย ผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติทั้งระดับ “เพชรราชภัฏ–เพชรล้านนา” และ “เพชรพระนคร” สาขาวรรณศิลป์ ได้นำเครื่องดนตรีพื้นบ้าน “ปี่น้ำเต้า” มาบรรเลงในพื้นที่โบราณสถาน เสียงปี่ที่เป่าด้วยลมหายใจของศิลปินผู้คร่ำหวอดในงานวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสได้ถึง “ความต่อเนื่องของลมหายใจทางวัฒนธรรม” จากรุ่นสู่รุ่น

ขณะเดียวกัน การแสดง “อื่อกะโลง” ถ่ายทอดบทกวีโดยอาจารย์ธัญญณัฐ ชาวเหนือ การแสดงดนตรีจากมหาวิทยาลัยวัยที่สาม เทศบาลนครเชียงราย และการฟ้อนชุด “สร้อยแสงแดง” โดยกลุ่มแม่บ้านบ้านป่าอ้อ ตำบลแม่ลาว ล้วนเป็นส่วนเสริมที่ทำให้กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานรำลึกในเชิงพิธีกรรม แต่เป็น “เทศกาลการเรียนรู้วัฒนธรรมขนาดย่อม” ที่เกิดขึ้นท่ามกลางโบราณสถานที่มีชีวิต

บูรณาการเครือข่าย วัฒนธรรมไม่ได้อยู่ลำพังในห้องทำงานราชการ

เบื้องหลังความสำเร็จของกิจกรรมที่ดำเนินตลอดทั้งวันอย่างเป็นระบบ คือการประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในการจัดงานครั้งนี้ วธ.เชียงรายได้บูรณาการความร่วมมือกับ สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลแม่ยาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตลอดจนภาคประชาชนในชุมชนรอบถ้ำพระ

ในเชิงการบริหารจัดการ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายภารกิจให้ทีมงานมืออาชีพด้านวัฒนธรรมหลายฝ่าย อาทิ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม, นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม, และนางสาวณพิชญา นันตาดี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มกิจการพิเศษ พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมออกแบบและขับเคลื่อนกิจกรรมภาคสนามให้ดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย

ภาพรวมของการทำงานจึงสะท้อนให้เห็นว่า “งานวัฒนธรรม” ไม่ใช่กิจกรรมที่ปฏิบัติโดยหน่วยงานราชการเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจาก “โครงข่าย” ของพระสงฆ์ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ศิลปิน กลุ่มแม่บ้าน เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่ต่างมีบทบาทของตนเองในพื้นที่เดียวกัน

เชื่อมโยงนโยบาย “ไท ไทย” สู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมในระดับพื้นที่

ด้านนโยบายระดับชาติ กิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิด “ไท ไทย” ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ผลักดันให้เป็นกรอบใหญ่ในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของประเทศ

หัวใจสำคัญของแนวคิด “ไท ไทย” คือการยกระดับ “ความเป็นไทยดั้งเดิม” (Traditional Thai) ให้ผสานกับ “ความร่วมสมัย” (Contemporary Thai) และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่คนสามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมที่สงวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรืออยู่ในภาพจำของอดีตเท่านั้น

หากมองจากรูปแบบของกิจกรรมที่ถ้ำพระในครั้งนี้ จะพบว่ามีการทำงานบนสามมิติหลัก ได้แก่

  1. มิติการสืบสาน – ผ่านพิธีบำเพ็ญถวายราชกุศล การเป่าปี่น้ำเต้า การทำสวยกาบ การฟ้อน และฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ทำให้เยาวชน “ได้สัมผัสของจริง”
  2. มิติการสร้างสรรค์ – ผ่านการออกแบบฐานเรียนรู้และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ เช่น การนำทักษะตอกลายโลหะหรือออกแบบพานบายศรีไปเชื่อมกับผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
  3. มิติการมองไปข้างหน้า – ผ่านการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การสร้าง “ประสบการณ์วัฒนธรรม” ให้กับนักท่องเที่ยว และการใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในระดับจังหวัด

แม้ในวันจัดงานจะยังไม่มีตัวเลขเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่การมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน จากหลายสถาบัน และการผนวกกลุ่มเป้าหมายทั้งครู นักเรียน ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรม” กำลังถูกใช้เป็นฐานในการสร้างทั้งทุนทางสังคม (Social Capital) และทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Capital) อย่างค่อยเป็นค่อยไปในพื้นที่เชียงราย

จากถ้ำพระสู่อนาคตเชียงราย ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และทุนวัฒนธรรมร่วมสมัย

หากพิจารณาในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังผลักดันตนเองให้เป็น “นครแห่งศิลปะ สีสัน และเทศกาลตลอดปี” กิจกรรมที่ถ้ำพระในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานเทศกาลใหญ่ในตัวเมือง

ถ้ำพระในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานเก่าแก่ในหุบเขา หากแต่เริ่มกลายเป็น “จุดหมายทางวัฒนธรรม” ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนสถานท้องถิ่น ภูมิปัญญาชุมชน และนโยบายวัฒนธรรมระดับชาติไว้ในพื้นที่เดียวกัน

สำหรับประชาชนในพื้นที่ การได้เห็นข้าราชการ นักวิชาการวัฒนธรรม ศิลปิน และเยาวชนมาร่วมกันทำกิจกรรมในวันเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษนั้น “ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง” แต่กำลังถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความภาคภูมิใจและโอกาสทางอาชีพในอนาคต

สำหรับเยาวชน การได้ลองตอกลายโลหะ ทำสวยกาบ เป่าปี่น้ำเต้า หรือฟังบทกวี “อื่อกะโลง” ท่ามกลางบรรยากาศของถ้ำพระ อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของคำถามสำคัญในใจว่า “วัฒนธรรมท้องถิ่นของเรา สามารถกลายเป็นอาชีพ เป็นงานสร้างสรรค์ หรือเป็นธุรกิจได้อย่างไรบ้าง” ซึ่งคำถามเหล่านี้เองคือหัวใจของการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว

สำหรับผู้กำหนดนโยบายระดับจังหวัด กิจกรรมในครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ “จุดแข็งด้านวัฒนธรรม” มาสร้างความโดดเด่นให้พื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ ช่วยกระจายจุดท่องเที่ยวและประสบการณ์ให้กว้างออกไปจากตัวเมืองเชียงราย เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปสู่ชุมชนอื่น ๆ รอบนอก

ในท้ายที่สุด กิจกรรมรำลึก 120 ปี รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสถ้ำพระ และพิธีถวายราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผสานเข้ากับฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงศิลปวัฒนธรรม จึงไม่ใช่เพียง “งานพิธีครั้งหนึ่งแล้วผ่านไป” แต่เป็นเสมือน “บทเรียนภาคสนาม” ที่แสดงให้เห็นว่า หากมีการออกแบบอย่างรอบคอบ วัฒนธรรมสามารถเป็นทั้งความทรงจำร่วมของผู้คน เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน และเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองได้ในเวลาเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME