Categories
EDITORIAL

เสียดายโอกาสประเทศไทย! ACT จี้รัฐบาลแพรทองธาร ไร้ทิศทางปราบโกงจริงจัง

ACT ชำแหละ “หนึ่งปีรัฐบาลแพรทองธาร” สังคมเสียดายโอกาสชี้ไร้ทิศทางปราบโกง เสนอ “รัฐโปร่งใส” เป็นวาระแห่งชาติฟื้นศรัทธา

ประเทศไทย, 13 สิงหาคม 2568 — ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว กระแส “เสียดายโอกาสประเทศไทย” ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT แผ่กว้างบนหน้าฟีดและโต๊ะเสวนาทั่วเมือง ข้อเขียนชิ้นนี้โดย มานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT ตั้งคำถามตรง ๆ ต่อรัฐบาลที่เพิ่งครบรอบหนึ่งปีภายใต้การนำของ “แพรทองธาร” ว่า เอาจริงกับการปราบโกงหรือไม่” พร้อมเรียงเหตุผลเจ็ดข้อที่สะท้อนภาพ “ไร้ทิศทางไร้กลไกไม่ตั้งใจปราบโกง” และลงท้ายด้วยข้อเสนอเชิงระบบเพื่อฟื้นศรัทธาผ่านการสร้าง “รัฐโปร่งใส” แบบเปิดเผยข้อมูลและเอื้อต่อการตรวจสอบของสาธารณะ

ท่ามกลางเสียงถกเถียงทางการเมือง ตัวเลขสากลอย่างดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ก็ทิ่มตาไทยได้ 34 คะแนน อยู่อันดับที่ 107 ของโลกในปี 2024 ซึ่งไม่เพียงต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกเกินกว่าแค่มาตรการ “ตามเหตุการณ์” จะเยียวยาได้ทันใจ (อ้างอิงรายงานข่าวเศรษฐกิจและหน้าการเมืองไทยหลายสำนักที่ถ่ายทอดตัวเลขจาก Transparency International)

โครงเรื่องจากความหวังสู่ “เสียดายโอกาส”

หนึ่งปีก่อน สังคมตั้งคำถามต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะเดินหน้า “ปฏิรูปเชิงระบบ” สลายป่ามรดกกฎระเบียบซับซ้อน และยกระดับธรรมาภิบาลรัฐ ทว่าตลอดปีที่ผ่านมา ข่าวเศรษฐกิจหลักชิ้นหนึ่งกลับเป็นการโยกวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ไปขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานชุมชน ท่องเที่ยว ไปจนถึงดิจิทัลพร้อมกรอบการประเมินผลต่อจีดีพีและการจ้างงานอย่างเป็นทางการ แต่ในอีกมุม สังคมก็ย้อนถามว่า “เมื่อการใช้จ่ายของรัฐขยายตัว เราได้เห็นระบบป้องกันการรั่วไหลเข้มแข็งขึ้นแค่ไหน” คำถามนี้เองที่บ่มเพาะความกังขาในวงกว้าง

ACT จึงหยิบ “วิกฤตความไว้วางใจ” ขึ้นมาเล่าแบบตรงไปตรงมา: เมื่อประเทศเผชิญคอร์รัปชันเรื้อรัง แต่การเมืองยังไม่พิสูจน์ความตั้งใจปราบโกงให้สังคมเห็นความศรัทธาย่อมถดถอย ข้อเขียนของ ACT ไม่ใช่เพียงเสียงวิจารณ์ หากเป็น “ขอร้อง” ให้รัฐสานต่อมาตรการเชิงระบบ นำข้อเสนอที่ถูกศึกษาไว้นานแล้วมาลงมือจริง และเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบร่วมกันได้

7 เหตุผลที่ทำให้สังคมรู้สึก “รัฐไม่ตั้งใจปราบโกง”

ข้อหนึ่ง ไม่มี “แถลงนโยบายต้านโกงที่จับต้องได้” ต่อสายตาสาธารณะ แม้กรอบเป้าหมาย CPI ที่พูดถึงบนเวทีสภาจะดูท้าทาย แต่ตราบใดที่สังคมยังไม่เห็น “แผนตัวชี้วัดความคืบหน้าเป็นรอบปี” ความเชื่อมั่นก็ยากเกิดจริง

ข้อสอง กลไกเดิมอ่อนแรงกลไกใหม่ไม่ชัด ACT ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐเลิกใช้ “ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.)” ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือบูรณาการหน่วยงาน แม้ศูนย์ฯ ก่อตั้งมาจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2557 เพื่อเร่งคดีสำคัญและอุดช่องโหว่ระบบราชการ แต่ปัจจุบันไม่เห็นบทบาทที่ชัดเจนเท่าเดิม ขณะที่กลไกใหม่ก็ไม่ปรากฏภาพรวมการทำงานต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ

ข้อสาม บริหารแบบ “แก้เฉพาะหน้า” กับเหตุสะเทือนสังคมจากอุบัติภัยสาธารณะ ไปจนถึงข้อกังขาเรื่องงานรัฐ รัฐมักสั่งสอบเยียวยา แต่สังคมยังไม่เห็นรายงานสรุปที่ชี้ “สาเหตุผู้รับผิดชอบมาตรการป้องกันซ้ำ” อย่างเป็นระบบ และสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากหลายกรณีที่ ACT ออกมาตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐและหน่วยตรวจสอบอิสระเองด้วยซ้ำ

ข้อสี่ คำมั่น “ปฏิรูประบบราชการปฏิรูปกฎหมาย” ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ทั้งที่แนวทางอย่าง Regulatory Guillotine การทบทวนยุบปรับเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนเพื่อปิดช่องทุจริตถูกพูดถึงในยุทธศาสตร์ชาติมาหลายปี และถูกแนะนำโดยนักวิชาการ–หน่วยงานกำกับการเงินมาโดยตลอด หากไม่ขยับจริง ความซับซ้อนของใบอนุญาตและกฎเกณฑ์จะยังเป็น “ค่าผ่านด่าน” โดยพฤตินัยต่อไป

ข้อห้า ข้อเสนอของ ป.ป.ช. ถูกวางไว้บนหิ้ง ACT ชี้ว่าปัญหา “แปะเจี๊ยะนมโรงเรียน ส่วยสินบนใบอนุญาต คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” ถูกศึกษาและเสนอทางแก้ต่อครม.ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สังคมยังไม่เห็น “แดชบอร์ดความคืบหน้า” ที่รายงานผลสัมฤทธิ์อย่างสม่ำเสมอ จึงยากจะวัดว่ารัฐบาล “ลงมือจริง” ในระดับนโยบายแค่ไหน

ข้อหก สับสนบทบาทหน่วยงานต้านโกงการให้ ป.ป.ท. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) เป็น “แม่งานหลัก” ผลัก CPI แทน ป.ป.ช. (ซึ่งมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและทรัพยากรมากกว่า) อาจสะท้อนความเข้าใจต่อโครงสร้างที่ยัง “ไม่เข้าที่” ยิ่งกว่านั้น หากไม่มีกรอบบูรณาการกับสตง.–สำนักงานอัยการ–ตำรวจ คดีสำคัญก็เสี่ยง “ติดคอขวด” ตามมา

ข้อเจ็ด “เกียร์ว่าง” ระดับพื้นที่เมื่อผู้นำไม่ส่งสัญญาณชัด ข้าราชการต้นน้ำ–ปลายน้ำก็ทำงานแบบ “พิธีกรรม” มากกว่ากัดติดเป้าหมาย วงจรนี้ทำให้คณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันระดับจังหวัดซึ่งควรถกเคสเร่งปิดช่องโหว่ กลายเป็นเพียงการประชุมเพื่อ “เช็กชื่อ” มากกว่า “เช็กความคืบ”

ประเด็นทั้งเจ็ดสรุปง่าย ๆ ว่า นโยบายต้านโกงยังไม่ถูกทำให้ ‘จับต้องได้’ ด้วยเป้าหมาย–แผน–ระบบรายงานผล” นี่คือหัวใจที่ ACT มองว่า “เสียโอกาส” ต่อการฟื้นศรัทธา

ตัวเลขไม่โกหก CPI 34 คะแนน กับความจำเป็นของ “รัฐเปิดเผย”

ปี 2024, Transparency International รายงานว่าไทยได้ 34 คะแนน (จาก 100) รั้งอันดับ 107 จาก 180 ประเทศ เทียบย่านอาเซียน ภูมิภาคมีทั้งประเทศคะแนนสูงกว่าเราอย่างต่อเนื่อง และประเทศที่ไต่อันดับขึ้นด้วยแพ็กเกจ “รัฐเปิดเผยคุมข้อตกลงผลประโยชน์ทับซ้อนปกป้องผู้เป่านกหวีด” ตัวเลขนี้ถูกยกเป็น “ไฟแดง” ว่าถ้ารัฐจะตั้งเป้าผลักคะแนนขึ้น สังคมจำเป็นต้องเห็น แผน Open Government ที่ลงรายละเอียดว่าข้อมูลอะไรจะเปิด เมื่อไรในรูปแบบใดโดยใครรับผิดชอบ และวางระบบร้องเรียน–ติดตามผลที่ประชาชนใช้งานง่ายจริง ไม่ใช่เพียงสโลแกน

ประเทศไทยมีฐาน Open Government Data ผ่านพอร์ทัล data.go.th ที่ดูแลโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ซึ่งประกาศชัดเจนว่ามุ่งยกระดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่นวัตกรรมและความโปร่งใส คำถามคือ “จะยกระดับจาก เปิดข้อมูล ไปสู่ เปิดสัญญา–เปิดงบ–เปิดผลลัพธ์ ได้เร็วแค่ไหน” โดยเฉพาะเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทที่กำลังไหลลงพื้นที่จำนวนมาก

โยกงบ 1.57 แสนล้าน” บททดสอบรัฐโปร่งใส

กระทรวงการคลัง–สำนักงบประมาณ และคณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจระบุว่า งบ 1.57 แสนล้านจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นราว 0.4%, กระจายการลงทุนไปยังโครงสร้างพื้นฐานน้ำคมนาคมท่องเที่ยวดิจิทัลชุมชน พร้อมเป้าหมายการจ้างงาน และการยกเครื่องคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด รายละเอียดเชิงโครงการพื้นที่ผู้รับจ้างกรอบเวลาตรวจรับงาน ถูกประกาศบางส่วนแล้ว แต่การสะสม “ความเชื่อมั่น” อยู่ที่การเปิดสัญญาผลการเบิกจ่ายตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์และการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลต้องสื่อสารเชิงรุกเมื่อถูกตั้งคำถาม เช่น ประเด็น “โยกงบเพื่อวาระอื่น” เพื่อไม่ให้ข่าวลือบดบังข้อเท็จจริงทางการคลัง

บทเรียนจากกลไกเดิม ศอ.ตช. และบทบาทหน่วยบังคับใช้

ย้อนดู ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ซึ่งจัดตั้งด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรี 226/2557 บทบาทของศูนย์ฯ คือรวบรวมเร่งรัดบูรณาการข้อมูลคดีทุจริตสำคัญกับตำรวจ–ป.ป.ช.–ป.ป.ท.–สตง.–อัยการ เพื่อให้ “ลงมือแก้ปัญหาแบบทีม” ช่วงที่ศูนย์ฯ ทำงานเข้ม สังคมเห็นความพยายามผลักเคสข้าม “คอขวด” แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทนี้จางลงตามโครงสร้างการเมือง นี่ย้ำว่าหากรัฐบาลปัจจุบันอยาก “ส่งสัญญาณจริง” ก็สามารถ “รีบูตกลไกบูรณาการ” ด้วยกรอบอำนาจ–เส้นตาย–ระบบรายงานต่อสาธารณะที่ชัดเจนอีกครั้ง

ด้าน ป.ป.ท. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) มีภารกิจสอบสวนความผิดวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่รัฐ ควบคู่กับการเสนอแนวทางป้องกันทุจริตเชิงระบบ หากรัฐบาลวางให้ ป.ป.ท. เป็นแกนกลางขับเคลื่อน ต้องจัด ทรัพยากรอำนาจแดชบอร์ดข้อมูล ให้เหมาะสม และเชื่อมโยงกับ ป.ป.ช. (องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) และ สตง. อย่างไม่มีรอยต่อ ซึ่งสังคมคาดหวัง “รูปธรรมความร่วมมือ” มากกว่า “คำประกาศ”

จาก “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” สู่ “ปีแห่งรัฐเปิดเผย”

ในทุกวันที่ 6 กันยายน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม จะร่วมกิจกรรม “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” ซึ่ง ACT ทำหน้าที่เสาค้ำเวทีมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ ACT ประกาศเชิญชวนประชาชน องค์กร สื่อมวลชน ร่วมออกแบบ “ระบบใหม่ที่เปิดทางให้คนดีเติบโต” ผ่านกิจกรรมออนไลน์ออฟไลน์ หัวใจคือ เปลี่ยนพลังรายวันของประชาชนให้เป็นแรงกดดันเชิงบวก ต่อรัฐและองค์กรทุกระดับ ให้ “เปิดอธิบายรับผิดชอบ” เป็นกิจวัตร ไม่ใช่เฉพาะเวลาเกิดเรื่อง

“เราต้องทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็น วาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนมีบทนักการเมืองต้องสร้างพรรคที่มีธรรมาภิบาล นักธุรกิจหยุดจ่ายใต้โต๊ะ ข้าราชการทำงานตามหลักคุณธรรม และประชาชนไม่ยอมรับการโกงทุกรูปแบบ” แนวทางแกนกลางที่ ACT เน้นย้ำตลอดทศวรรษที่ผ่านมา (ถอดแก่นจากคำประกาศสาธารณะและภารกิจของ ACT)

ประชาชน “ได้อะไร” หากรัฐเดินหน้าตามโจทย์ ACT

  1. ความโปร่งใสเชิงรุก — หากรัฐเปิดข้อมูลโครงการสัญญาผู้รับจ้างผลเบิกจ่าย แบบติดตามได้ทุก 30 วัน ผู้เสียภาษีจะ “เห็น” การเคลื่อนเม็ดเงินและผลลัพธ์จริง ลดพื้นที่การคาดเดา–ข่าวลือ และทำให้สื่อกับสังคมเข้ามาช่วยสอดส่องเชิงข้อมูลได้ทันเวลา
  2. ต้นทุนธุรกิจลดลง — การทบทวนกฎ (Regulatory Guillotine) ตัดขั้นตอนใบอนุญาตซ้ำซ้อน จะลด “รอยรั่ว” และ “ค่าลูบคม” เปิดทางการแข่งขันที่เป็นธรรมเอื้อ SMEs และสตาร์ตอัปที่เดิมเสียเปรียบเพราะ “ต้นทุนมืด” สูงเกินมาตรฐาน
  3. บริการรัฐดีขึ้น — เมื่อหน่วยงานรู้ว่าข้อมูลผลการประเมินจะถูกเปิดเผยและเทียบเคียง ทุกคนจะจริงจังกับการวัดผล–ส่งมอบบริการ เกิดวัฒนธรรม “ทำจริงอธิบายได้” แทน “ทำตามพิธี”
  4. CPI มีโอกาสขยับด้วยพิมพ์เขียวง่าย ๆ — ประเทศที่คะแนนดีขึ้นในรอบ 5–10 ปีมักทำ 3 เรื่องพร้อมกัน: เปิดข้อมูลเชิงรุก, คุมผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองข้าราชการระดับสูง, และ คุ้มครองผู้เปิดโปงทุจริต หากไทยทำครบพร้อมระบบติดตามผลไม่ใช่แค่แถลงการณ์คะแนนความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจ–นักลงทุน–องค์กรสากลย่อมตอบสนองเป็นรูปธรรม

เสียง–สถิติ–คำถามชวนคิด

  • 34 คะแนน บอกอะไรเรา? วัด “การรับรู้” จากผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจต่อความเสี่ยงคอร์รัปชัน หากคะแนนต่ำต่อเนื่อง ต้นทุนกู้เงินการลงทุนการทำธุรกิจก็มักสูงกว่าประเทศคู่แข่ง
  • 1.57 แสนล้านบาท จะกลายเป็น เครื่องฟอกศรัทธา หรือ เชื้อเพลิงความกังขา? คำตอบอยู่ที่ “ระดับความเปิดเผย” ของสัญญาผลสัมฤทธิ์การตรวจรับงาน และการรับมือข้อร้องเรียนอย่างมืออาชีพ
  • เราจะออกจากวังวน “ตั้งคณะกรรมการแถลงข่าวเงียบหาย” ได้อย่างไร?  กลไกบูรณาการแบบ ศอ.ตช. ที่ปรับให้ทันสมัย อาจเป็นคำตอบ หากวางกรอบอำนาจเส้นตายดัชนีวัดผล และเผยแพร่ต่อสาธารณะทุกไตรมาส

ทางออกเชิงนโยบาย จากคำประกาศสู่ “ระบบ”

  1. ประกาศโรดแมปต้านโกง 12–24 เดือน กำหนด 5 เป้าเร่งด่วน เช่น เปิดสัญญารัฐทั้งหมดที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท, ฐานข้อมูลทรัพย์สินนักการเมือง–บอร์ดรัฐวิสาหกิจรูปแบบ machine-readable, ดัชนีผลประโยชน์ทับซ้อนประจำกระทรวง, ระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส, และแดชบอร์ดความคืบหน้าคำแนะนำ ป.ป.ช.
  2. เปิดงบกระตุ้น–เปิดผล เผยแพร่รายงาน “เงินถึงใครจ้างงานไหนเสร็จเมื่อไรผลลัพธ์คืออะไร” สำหรับ 1.57 แสนล้านแบบรายจังหวัด/รายโครงการ พร้อมช่องทางร้องเรียนและ SLA ตอบกลับ 15 วัน
  3. รีบูตกลไกบูรณาการคดีทุจริต ยกระดับความร่วมมือ ป.ป.ช.–ป.ป.ท.–สตง.–ตำรวจ–อัยการ ใต้กรอบเส้นตาย–เจ้าภาพชัดเจน ให้ประชาชนติดตามสถานะคดีสำคัญได้เสมือน “ระบบติดตามพัสดุ”
  4. เร่ง Regulatory Guillotine ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐเอกชนวิชาการ คัด 100 กฎใบอนุญาตต้นน้ำที่ซ้ำซ้อนสูงสุด ล้มลดรวมย้ายขั้นตอน พร้อมรายงานประหยัดเวลาต้นทุนทุกไตรมาส
  5. ยกระดับ Open Government Data → Open Contracting ผ่านพอร์ทัลเดียว (เชื่อมกับ data.go.th) ครอบคลุม TOR, ราคากลาง, ผู้ยื่นผู้ชนะ, สัญญา, งวดงานงวดเงิน, และรายงานตรวจรับ แก้ไขได้ด้วยมาตรฐานสากล OCDS

“พยานหลักฐาน–ข้อมูลเปิด” มากกว่า “คำประกาศ” ตัวเลข

ข้อเขียน “เสียดายโอกาสประเทศไทย” ของ ACT ไม่ได้เพียงวิจารณ์ หาก “ปักหมุดทางออก” ว่ารัฐบาลต้องเป็น ผู้นำการต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างแท้จริงด้วยการเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก, ทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนมีบทบาท, และทำงานบน “พยานหลักฐาน–ข้อมูลเปิด” มากกว่า “คำประกาศ” ตัวเลข CPI 34 คะแนนและอันดับ 107 ของไทยในปีล่าสุด เป็นสัญญาณเตือนว่า การสื่อสารการเปิดข้อมูลการลงมือ ต้องเกิด “พร้อมกัน” จึงจะดันความเชื่อมั่นขึ้นได้อย่างยั่งยืน

คำถามสำคัญถึงผู้อ่าน–ผู้เสียภาษี–ผู้ประกอบการ–ข้าราชการ คือ: เราพร้อมหรือยังที่จะไม่ยอมรับ “การโกงเล็ก ๆ” ในชีวิตประจำวัน, พร้อมติดตามข้อมูลโครงการรัฐด้วยสายตาของพลเมือง และพร้อมเป็นพลังใน “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” 6 กันยายนนี้ เพื่อผลักดันปีต่อไปให้เป็น “ปีแห่งรัฐเปิดเผย” จริง ๆ?

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Transparency International – Corruption Perceptions Index 2024: สะท้อนคะแนนและอันดับของประเทศไทยปีล่าสุด (ไทย 34 คะแนน อันดับ 107) และบริบทเปรียบเทียบกับภูมิภาค/โลก. Transparency.orgnationthailand
  • Bangkok Biz News / Post Today / Thai PBS: ข่าวนโยบาย “โยกงบ/จัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท” ตัวเลขกรอบวงเงิน–จำนวนโครงการ–ผลต่อจีดีพี–การสื่อสารเชิงนโยบาย. bangkokbiznewsposttodayThai PBS
  • ACT – Anti-Corruption Organization of Thailand: ภารกิจและบทบาทการขับเคลื่อน “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” และข้อเรียกร้องต่อรัฐเรื่องความโปร่งใส–ตรวจสอบได้. Facebook
  • Hfocus และ เพจ ACT: ตัวอย่างการออกมาเรียกร้องความโปร่งใสกรณีสาธารณะสำคัญและการตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ. oja.go.thYouTube
  • คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 226/2557 จัดตั้ง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ฐานอำนาจ–โครงสร้างความร่วมมือ. YouTube
  • สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) – data.go.th: โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเปิดภาครัฐ และทิศทางการยกระดับสู่ธรรมาภิบาลข้อมูล. nacc.go.th
  • สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (หอสมุดรัฐสภา): บทความอธิบายบทบาท ป.ป.ท. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) และกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง. dga.or.th
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย – Regulatory Guillotine: แนวคิด–ความจำเป็น–ผลต่อการแข่งขันและธรรมาภิบาลเศรษฐกิจ หากนำมาปรับใช้จริงจังในไทย. pacc.go.th
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS WORLD PULSE

พลังสามัคคีลาบวน! 3,000 คนชุมนุมเรียกร้องความจริงคดีนักเรียนหญิง Zara

มาเลเซียช็อกทั้งประเทศ “Justice for Zara” จุดไฟยุติความรุนแรงในโรงเรียน—เสียงสามัคคีกว่า 3,000 คนที่ลาบวน กดดันรัฐคลี่คดีให้โปร่งใส

ลาบวน/โกตาคินาบาลู, 12 สิงหาคม 2568—เสียงตะโกน “Justice for Zara” ดังก้องลานจอดรถหน้า Labuan Food Court ตลอดบ่ายวันอาทิตย์ ผู้คนแต่งชุดดำแน่นพื้นที่ ท่ามกลางแดดจัดและป้ายผ้าข้อความ “Stop Bullying” โบกสะบัดเหนือศีรษะกว่า 3,000 คน งานนี้ไม่ได้แบ่งสีการเมือง เพราะแกนนำจากหลากพรรคขึ้นเวทีร่วมเรียกร้อง “ความจริง” และ “ความยุติธรรม” ให้ซาร่า ไกรีนา มหาธีร์ เด็กหญิงวัย 13 ปี จากซีปิตัง ที่เสียชีวิตหลังถูกพบหมดสติใกล้ท่อระบายน้ำของโรงเรียนประจำศาสนาในปาปาร์ รัฐซาบาห์ เมื่อรุ่งสาง 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ก่อนสิ้นใจในโรงพยาบาลควีนเอลิซาเบธ 1 วันถัดมา ความสูญเสียครั้งนี้จุดระเบิดสังคมให้ลุกขึ้นทวงความจริง และหยุดยั้งการรังแกในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด

ลาบวน (Labuan) คือที่ไหน

ลาบวน (Labuan) เป็นดินแดนสหพันธ์แห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย 🇲🇾 ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียวในทะเลจีนใต้ ใกล้กับประเทศบรูไน

เกาะลาบวนมีชื่อเสียงในฐานะ ศูนย์กลางทางการเงินนอกชายฝั่ง (offshore financial centre) และเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงจากซากเรือจมหลายลำ ซึ่งเป็นซากเรือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และซากเรืออื่นๆ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักดำน้ำและนักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์

ผู้จัดคือ “Kelab Wanita Sejahtera” โดยมีดาโต๊ะ โมห์ด ราฟี อาลี ฮัสซัน แกนนำจากพรรครัฐบาลร่วมขึ้นนำ พร้อมตัวแทนจาก PKR และ Warisan ร่วมวงปราศรัย เนื้อหากดดันให้รัฐ “ไม่ปล่อยให้ความรุนแรงต่อเด็กถูกมองข้ามอีกต่อไป” ภาพผู้คนในชุดดำหลากวัย สะท้อนพลังสาธารณะข้ามสายงานและฐานะทางสังคมอย่างเด่นชัด ขบวนการนี้จึงก้าวพ้นพรมแดนการเมือง กลายเป็น “วาระมนุษยธรรม” ของทั้งประเทศ

ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าคดีเดินหน้าอย่างเข้ม สำนักงานอัยการสูงสุดมาเลเซีย (AGC) สั่งขุดศพเพื่อนำมาชันสูตรอย่างเป็นทางการ หลังเกิดข้อกังขาหลายด้าน ต่อมามีการขุดศพเมื่อคืน 9 ส.ค. และเคลื่อนร่างถึงโรงพยาบาลควีนเอลิซาเบธ I เวลาราว 22.30 น. เริ่มชันสูตรเช้าวันที่ 10 ส.ค. โดยทีมพยาธิแพทย์ 4 คน และที่ปรึกษานิติเวช ร่วมตรวจอย่างละเอียดนานกว่า 8 ชั่วโมง ภายใต้การสังเกตการณ์จากทนายครอบครัวและตำรวจ

อย่างไรก็ดี กระแสข่าวลือที่ลุกลามทางออนไลน์โดยเฉพาะ “ทฤษฎีเครื่องซักผ้า” ถูกทนายครอบครัวปฏิเสธชัด ว่าเป็นเพียงการคาดเดา ไม่ใช่ข้อมูลที่มารดาของผู้ตายให้ไว้ พร้อมขอให้ลบข้อมูลที่สร้างความเสียหาย และให้ผู้โพสต์นำรายละเอียดส่งตำรวจเพื่อเอาผิดตามกฎหมายไซเบอร์ของมาเลเซียต่อไป เพื่อไม่ให้การสืบสวนไขว้เขว.

Public outcry for justice in Zara's case - Opinion

เส้นเวลาเหตุสะเทือนใจจากร่องรอยก่อนตาย สู่แรงกดดันให้รัฐเร่งคลี่คดี

คืนเกิดเหตุ 16 ก.ค. เวลาตีสามถึงตีสี่ มีผู้พบเด็กหญิงหมดสติใกล้ท่อระบายน้ำ ในพื้นที่หอพักโรงเรียนประจำศาสนาในปาปาร์ เธอถูกนำส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตวันที่ 17 ก.ค. รายงานเบื้องต้นสื่อท้องถิ่นระบุว่า ครอบครัวพบรอยช้ำขณะทำพิธีอาบน้ำศพ ก่อนตัดสินใจยื่นรายงานตำรวจ เพิ่มคำให้การ และขอให้มีการขุดศพเพื่อตรวจสอบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อคลิปเสียงความยาว 44 วินาทีของบทสนทนาระหว่างแม่กับลูก สร้างข้อสงสัยต่อ “ทฤษฎีตกจากที่สูงโดยไม่ตั้งใจ” ที่เธอถูกบอกเล่าในตอนแรก.

วันที่ 2 ส.ค. ตำรวจซาบาห์ยื่นสำนวนสืบสวนเบื้องต้นต่อ AGC และเริ่มกระบวนการให้ความเห็นทางคดี ขณะที่ผู้ว่าการรัฐซาบาห์และผู้นำการเมืองระดับชาติ ต่างออกมาขอ “คลี่ทุกเงื่อนงำ ไม่ละเว้นผู้ใด” นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยังย้ำไม่ให้ “การเมืองแทรกแซงการสืบสวน” และขอประชาชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาทำลายพยานหลักฐาน.

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจกลาง Bukit Aman รับไม้คุมสอบสวนต่อ เพื่อให้คดีเดินอย่างเป็นระบบระดับชาติ สร้างมาตรฐานการทำงานเดียวกัน และป้องกันอิทธิพลนอกคดี กระบวนการนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐในการ “เอาจริง” กับความรุนแรงต่อเด็กและการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา.

ความจริงต้องไปต่อ” เมื่อกระแสสังคมกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใส

มุมหนึ่ง กระแส “Justice for Zara” คือบทเรียนสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมแบบสันติ ผู้คนมารวมตัวโดยสมัครใจ แต่งชุดดำเป็นสัญลักษณ์ ไร้ความรุนแรง เนื้อหาบนเวทีชัดเจนหยุดความรุนแรงต่อเด็ก สืบสวนอย่างโปร่งใส ไม่ปกป้องผู้กระทำผิดและข้ามเส้นแบ่งทางการเมืองอย่างน่าจับตา สื่อมาเลย์หลายฉบับรายงานเอกภาพในพื้นที่ พร้อมยืนยันตัวเลขผู้เข้าร่วมหลักพันตั้งแต่เช้าจรดบ่าย.

อีกมุมหนึ่ง พลังของข่าวลือบนโลกออนไลน์ก็ท้าทายความยุติธรรมไม่แพ้กัน การแชร์ข้อมูลคาดเดาอาจทำลายกระบวนการสืบสวน สร้างบาดแผลซ้ำให้ครอบครัวผู้ตาย และเปิดช่อง “อาชญากรรมไซเบอร์ทับซ้อนคดีหลัก” ทนายครอบครัวจึงประกาศให้ลบและหยุดเผยแพร่ทันที พร้อมเรียกผู้โพสต์เข้าให้ปากคำ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพื่อปกป้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง.

คลี่ปมเชิงระบบ เมื่อ “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ประเด็นที่สังคมมาเลเซียถกเถียงไม่ใช่แค่ “ใครผิด” หากแต่คือ “ระบบผิดตรงไหน” เพราะความรุนแรงในสถานศึกษาไม่ควรถูกจัดการด้วยคำขอโทษหรือคำมั่นว่าจะ “ดูแลให้ดี” เท่านั้น นักจิตวิทยาและนักนโยบายศึกษาย้ำว่า สถานศึกษาต้องสร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับการรังแก และมีช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้ สอดคล้องกับสัญญาณเชิงนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย ที่ยืนยัน “เปิดทางให้ตำรวจทำงานเต็มที่” และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ.

ในอีกด้าน ประเทศไทยเองกำลังขยับ “ยกระดับความปลอดภัยในรั้วมหาวิทยาลัย” หลายสถาบันประกาศงดกิจกรรมรับน้องรุนแรง ล่าสุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ออกประกาศงดกิจกรรมรับน้องทุกชนิด ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย พร้อมขู่ลงโทษวินัยร้ายแรงหากฝ่าฝืน การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนเทรนด์ภูมิภาคที่เดินหน้า “สังคมการศึกษาไร้ความรุนแรง” อย่างจริงจัง.

ประชาชนได้อะไรจากการยืนหยัดเรียกร้องความจริง

ประการแรก ประชาชนได้ “ความโปร่งใส” เป็นเดิมพันร่วมกัน การขุดศพพร้อมชันสูตรโดยทีมแพทย์นิติเวชหลายฝ่าย เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ยกระดับความน่าเชื่อถือของผลทางการแพทย์ และช่วยลดข้อสงสัยในสังคม เมื่อผลชันสูตรมีฐานวิชาการแข็งแรง การตัดสินใจทางคดีจะยืนอยู่บนข้อเท็จจริงมากกว่าความรู้สึก.

ประการที่สอง สังคมได้ “บทเรียนการรู้เท่าทันข้อมูลผิด” คำชี้แจงจากทนายครอบครัวเกี่ยวกับข่าวลือเครื่องซักผ้า เป็นตัวอย่างการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และเน้นให้ร่วมมือกับตำรวจแทนการแชร์ซ้ำบนโซเชียล ความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใช้แพลตฟอร์ม คือเกราะคุ้มกันคดีเด็กที่บอบบางจาก “ความโกลาหลดิจิทัล”.

ประการที่สาม การรวมตัวอย่างสันติในลาบวนได้ “สร้างแรงกดดันเชิงบวก” ต่อระบบยุติธรรม พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ความรุนแรงต่อเด็กเป็นเส้นแดง” ที่สังคมไม่ยอมรับอีกต่อไป พลังข้ามพรรคการเมือง ยังทำให้ข้อเรียกร้อง “ปลอดการเมือง” และดึงประเด็นกลับสู่สิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์.

ประการที่สี่ เหตุการณ์นี้สะท้อน “ความจำเป็นของแนวทางป้องกันต้นน้ำ” โรงเรียนและหอพักต้องมีกติกาชัดเจน ช่องร้องเรียนปลอดภัย ระบบคุมความเสี่ยง 24 ชั่วโมง และการอบรมครู–นักเรียนเรื่องการแทรกแซงเมื่อเห็นเหตุรุนแรง การป้องกันที่ดีช่วยลดโอกาสการเกิดเหตุสุดโต่ง ก่อนกลายเป็นคดีร้ายแรง. (อ้างอิงทิศทางนโยบายและคำยืนยันจากฝ่ายการศึกษามาเลเซียในคดีนี้).

Vigils across Sabah demand justice for Zara Qairina Borneo Post Online

จากลาบวนถึงห้องชันสูตร สิบคำถามชวนคิด สังคมจะเดินไปอย่างไร

  1. เหตุใดการชันสูตรแรกเริ่มจึงไม่เกิดขึ้นทันที?
  2.  ใครมีอำนาจสั่งให้คืนความจริงทางการแพทย์แก่ครอบครัวได้เร็วขึ้น?
  3.  ระบบดูแลนักเรียนประจำปลอดภัยพอหรือยัง?
  4. กล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงครอบคลุมเพียงพอหรือไม่?
  5. ครู–ผู้ดูแลได้รับการอบรมรับมือเหตุฉุกเฉินแค่ไหน?
  6. ช่องร้องเรียนภายในโรงเรียนเชื่อถือได้เพียงใด?
  7. ารบูรณาการตำรวจ–อัยการ–สาธารณสุขในคดีเด็กทำได้ไวแค่ไหน?
  8. กฎหมายคุ้มครองเด็กและความผิดไซเบอร์ใช้รับมือข่าวลือได้จริงหรือ?
  9. สื่อและประชาชนควรยืนเส้นแบ่งจริยธรรมตรงไหนเมื่อรายงานคดีเยาวชน? และ
  10. จะยกระดับวัฒนธรรม “ไม่ยอมรับการรังแก” ให้เป็นกติกาสังคมได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่แค่โจทย์ของมาเลเซีย แต่เป็นกระจกสะท้อนทั้งภูมิภาค รวมถึงไทย ที่ต้องจัดสมดุล “สิทธิเด็กเสรีภาพสื่อความยุติธรรม” ให้เดินไปด้วยกันอย่างมีหลักฐานรองรับ

เสียงจากรัฐ “จะไม่ให้ใครแทรกแซง” และ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

หลังแรงกดดันเพิ่มสูง นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเมืองแทรกแซง และจะเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานตามขั้นตอน ทั้งยังเรียกร้องให้สังคมยึดข้อเท็จจริง ไม่ด่วนสรุปต่อหน้าสื่อหรือบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกัน Bukit Aman รับช่วงสอบสวน เพื่อให้มาตรฐานการสืบสวนอยู่ในมือหน่วยกลาง ลดอิทธิพลและเพิ่มความเป็นเอกภาพ.

เมื่อบ้านและโรงเรียนต้องเปิดใจคุยกัน

ข้อมูลเชิงลึกจากคุณ นุชนาฎ สุขเกตุ เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและอดีตนักจิตวิทยา ซึ่งทำงานในโครงการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียนของมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ได้ให้ภาพที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน สู่ห้องเรียน และระบบนิเวศของสถานศึกษาในที่สุด

สัญญาณเตือนภัยที่ผู้ปกครองต้องสังเกต

ผู้ปกครองคือคนแรกที่จะต้องรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกหลาน แต่ปัญหาคือเด็กจำนวนไม่น้อยมักจะเก็บงำความลับนี้ไว้คนเดียวด้วยความกลัว อับอาย หรือไม่รู้ว่าจะบอกใคร . คุณนุชนาฎได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองควรสังเกตอย่างละเอียด:

  • พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด: หากลูกที่เคยร่าเริงและมีความสุขกับการไปโรงเรียนกลับแสดงอาการไม่อยากไปโรงเรียน เก็บตัวเงียบ หรือซึมเศร้า นี่คือสัญญาณแรกที่ไม่อาจมองข้ามได้
  • ร่องรอยทางร่างกาย: รอยช้ำ บาดแผล หรือร่องรอยบาดเจ็บที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้อย่างสมเหตุสมผล ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ
  • การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์: ลูกอาจมีอาการหงอยเหงา ไม่สดใส หรือแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงเมื่อถูกพูดถึงเรื่องที่โรงเรียน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการถูกกลั่นแกล้ง

การวิเคราะห์ การสังเกตสัญญาณเหล่านี้ถือเป็น การแก้ไขที่ต้นทาง” ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม การที่เด็กตัดสินใจบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเพราะความรู้สึกไว้วางใจที่ผู้ปกครองได้สร้างขึ้นมาก่อนหน้า ซึ่งคุณนุชนาฎได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ การสื่อสารเชิง

บวก” โดยใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้ลูกเล่าเรื่องราวได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดคือการ ซัพพอร์ตทางอารมณ์” โดยปราศจากอคติหรือการตัดสินใดๆ และให้กำลังใจว่าผู้ปกครองจะอยู่เคียงข้างเสมอ

กลไก ‘ผู้บริโภค’ และความรับผิดชอบของสถานศึกษา

ประเด็นสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือ การวิเคราะห์สถานะของนักเรียนและผู้ปกครองในฐานะ ผู้บริโภค” ของบริการทางการศึกษา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยืนยันและสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนในคดีความรุนแรงในโรงเรียนเอกชนเมื่อไม่นานมานี้ การที่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน ถือเป็น การทำสัญญาบริการ” ที่โรงเรียนในฐานะ “ผู้ประกอบธุรกิจ” มีหน้าที่ต้องให้บริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพและปลอดภัย ไม่เพียงแค่เรื่องวิชาการ แต่ยังรวมถึงการดูแลความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของนักเรียน หากโรงเรียนบกพร่องในการดูแลจนเกิดความเสียหายขึ้น ถือเป็นบริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังตามระเบียบที่ระบุไว้ ซึ่งผู้ปกครองในฐานะผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในการเรียกร้องค่าเสียหายได้

“การที่สถานศึกษาไม่ได้ให้ความคุ้มครองความปลอดภัยอย่างที่ผู้ปกครองคาดหวัง จึงเป็น ‘ความเสียหาย’ ที่นอกเหนือไปจากมาตรฐานที่คาดหวังจากบริการ ซึ่งต้องมีการตีความทางกฎหมายอย่างละเอียดเพื่อบังคับใช้สิทธิของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” คุณนุชนาฏ สุขเกตุ (นักพัฒนาครอบครัว และอดีตนักจิตวิทยา) กล่าว ซึ่งเป็นมุมมองที่อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ในรายงานของนักพัฒนาครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลไกและสิทธิทางกฎหมายในการรับมือความรุนแรงในโรงเรียน

ไทยต้องทำอะไรวันนี้เชื่อมบทเรียนสู่การปฏิบัติในพื้นที่ของเรา

ประเด็นความปลอดภัยในสถานศึกษาไทยยังมีโจทย์ท้าทาย ตั้งแต่การยุติ “รับน้องรุนแรง” ไปจนถึงการสร้างระบบแจ้งเหตุที่ไวและไว้วางใจได้ ตัวอย่างของ มทร.ล้านนา เชียงราย ที่ประกาศงดกิจกรรมรับน้องทุกชนิด และบังคับใช้วินัยอย่างจริงจัง เป็นก้าวเล็กแต่สำคัญ ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยควรตั้ง “ศูนย์สวัสดิภาพนักศึกษา” คู่กับสายด่วนภายนอก เพื่อให้ผู้เสียหายมีตัวเลือกที่เป็นอิสระจากโครงสร้างอำนาจภายใน.

นอกจากนี้ โรงเรียนประจำและหอพักควรทบทวนมาตรการกลางคืน ปรับผังพื้นที่เสี่ยงให้ปลอดภัย เพิ่มกล้องและแสงสว่าง ติดตั้งปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน และฝึกซ้อมแผนรับมือทุกเทอม เพราะ “นาทีแรก” ของเหตุฉุกเฉินอาจชี้ชะตาชีวิตได้ จากนั้นต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งในคณะกรรมการสถานศึกษาและแผนเฝ้าระวังชุมชน

มองไปข้างหน้าให้ความยุติธรรมเดินบนข้อเท็จจริง พร้อมเยียวยาใจ

ท้ายที่สุด สังคมควรย้ำหลักการสำคัญสามประการ เคารพกระบวนการยุติธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐาน ปกป้องศักดิ์ศรีผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากการสรุปผิดพลาด และเปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังนโยบายในห้องเรียนและหอพักทุกแห่ง หากผลชันสูตรยืนยันข้อเท็จจริงใด ก็ต้องเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ทั้งทางอาญา ทางวินัย และทางสังคม

การเสียชีวิตของซาร่าไม่ควรจบลงที่ “ไว้อาลัย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลายเป็นจุดเริ่มของข้อตกลงใหม่ในสังคมว่า “โรงเรียนต้องปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน” และ “ข่าวลือไม่มีที่ยืนเหนือความจริง”

ไทม์ไลน์ย่อคดี “Zara Qairina” (อ้างอิงรายงานสื่อมาเลเซีย)

  • 16 ก.ค. พบหมดสติใกล้ท่อระบายน้ำโรงเรียนในปาปาร์ ช่วงตี 3–ตี 4 นำส่งโรงพยาบาล.
  • 17 ก.ค. เสียชีวิตที่โรงพยาบาลควีนเอลิซาเบธ I เมืองโกตาคินาบาลู.
  • ปลาย ก.ค.–ต้น ส.ค. ครอบครัวแจ้งความเพิ่มเติม ส่งคลิปเสียง และร้องขอขุดศพ; ตำรวจส่งสำนวนเบื้องต้นให้ AGC.
  • 9 ส.ค. ขุดศพในซีปิตัง เคลื่อนร่างไปโกตาคินาบาลูช่วงดึก.
  • 10 ส.ค. ชันสูตรโดยทีมแพทย์ 4 คน ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง ท่ามกลางการสังเกตการณ์.
  • 10 ส.ค. จัดชุมนุมใหญ่ “Justice for Zara” ที่ลาบวน ผู้ร่วมกว่า 3,000 คน แต่งชุดดำ.
  • สัปดาห์เดียวกัน Bukit Aman รับไม้ดูแลสืบสวนต่อ.

สรุปเชิงบรรณาธิการ

คดีความจากข่าวข้างต้นนี้ยังอยู่ในชั้นสืบสวน ผลชันสูตรและความเห็นทางคดียังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ การรายงานจึงยึดข้อเท็จจริงจากเอกสารและคำให้สัมภาษณ์ของหน่วยงานรัฐและทนายครอบครัว โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาที่อาจกระทบสิทธิ์ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สาระสำคัญคือ การยุติความรุนแรงในโรงเรียน หรือวิธีการรับมือเมื่อลูกหลานในการปกครองถูกกลั่นแกล้ง การเผชิญความรุนแรงในสถานศึกษา รวมไปถึงบทบาทของผู้ปกครองและสถานศึกษาในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น

#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Malay Mail: รายงานชุมนุมลาบวนและบริบทคดี, 10 ส.ค. 2025. Malay Mail
  • The Star: รายงานจำนวนผู้ร่วมและคำปราศรัย, 10 ส.ค. 2025. Malay Mail
  • MalaysiaGazette / Astro Awani / The Sun: ภาพรวมผู้ร่วมชุมนุมและถ้อยแถลงข้ามพรรค.
  • Free Malaysia Today: Bukit Aman รับช่วงตรวจสอบคดี. Yahoo News Malaysia
  • Wikipedia สรุปเหตุการณ์และพยานหลักฐานตามแหล่งข่าวหลัก (ใช้เพื่อยืนยันลำดับเหตุ). The Star
  • Malay Mail: ถ้อยแถลงทนายครอบครัว ปฏิเสธข่าวลือ “เครื่องซักผ้า” และขอให้ลบข้อมูล. Newswav
  • The Star: รายงาน AGC สั่งขุดศพและขั้นตอนนิติเวช.
  • Malaysiakini: รายละเอียดชันสูตรและการสังเกตการณ์. Mothership
  • Free Malaysia Today: คำยืนยันของนายกฯ อันวาร์ ไม่ให้การเมืองแทรกแซงสืบสวน. The Star
  • Matichon / เพจทางการ RMUTL เชียงราย: ประกาศงดกิจกรรมรับน้องในไทย. มติชนออนไลน์Facebook
  • คุณนุชนาฏ สุขเกตุ (นักพัฒนาครอบครัว และอดีตนักจิตวิทยา)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไร่เชิญตะวันหมุดหมายใหม่! ขึ้นสถานะวัดอย่างเป็นทางการ ชูบทบาทศูนย์กลางธรรมะสู่สังคม

วัดไร่เชิญตะวัน” ขึ้นสถานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ หมุดหมายใหม่ของศาสนสถานร่วมสมัย สะท้อนพลังศรัทธา การบริหารจัดการที่โปร่งใส ขับเคลื่อนบทบาทศูนย์กลางธรรมะสู่สาธารณะ

เชียงราย, 12 สิงหาคม 2568“วิหารดิน” วิปัสสนาคารนานาชาติ อันเป็นหัวใจของ “ไร่เชิญตะวัน” ที่ผู้คนคุ้นในฐานะศูนย์วิปัสสนาสากลก่อตั้งโดยพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) วันนี้บรรยากาศเคร่งขรึมกว่าทุกคราว เมื่อ “ตราตั้งวัด” ถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการต่อหน้าคณะสงฆ์ ข้าราชการฝ่ายบ้านเมือง และพุทธศาสนิกชนที่ร่วมเป็นสักขีพยานจารึกอีกหน้าประวัติศาสตร์ของศาสนสถานร่วมสมัยในภาคเหนือ

ตามข้อมูลจากหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของจังหวัด ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานมอบ “ใบตราตั้งวัด” แก่ “วัดไร่เชิญตะวัน” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 สิงหาคม 2568 การมอบตราตั้งมีความหมายเชิงนิติกรรมทางศาสนาและกฎหมาย เพราะคือขั้นตอนยืนยันว่า “ศูนย์ปฏิบัติธรรม” ที่ทำงานสาธารณะมาเนิ่นนาน ได้รับการรับรองเป็น “วัดในพระพุทธศาสนา” สมบูรณ์พร้อมด้วยสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลคือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และคณะสงฆ์ในพื้นที่กำกับติดตามด้านการปกครองคณะสงฆ์ต่อไป

จุดเปลี่ยนจาก “ศูนย์วิปัสสนา” สู่ “วัด”  นัยสำคัญต่อสังคมและการบริหารจัดการ

ทำไม “การเป็นวัดอย่างเป็นทางการ” จึงสำคัญ? ในทางปฏิบัติ การได้รับตราตั้งวัดคือการรับรองสถานะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ศาสนสถานมีกรอบอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการจัดการศาสนสมบัติ การแต่งตั้งภิกษุผู้ปกครองวัด การอนุญาตก่อสร้างซ่อมแซมถาวรวัตถุ ไปจนถึงการจัดระเบียบกิจกรรมทางศาสนาและงานเผยแผ่ธรรมะให้สอดคล้องกับกฎหมายและธรรมวินัย ซึ่งทั้งหมดพ่วงมากับ “ความโปร่งใสตรวจสอบได้” ที่ภาครัฐและสาธารณะคาดหวัง  

 “ไร่เชิญตะวัน” โดดเด่นบนสองเสาหลักงานจิตภาวนาและงานศิลปวัฒนธรรมที่ถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้คนยุคใหม่ ผ่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย การจัดค่ายเยาวชน นิทรรศการศิลปะ และเวทีสาธารณะว่าด้วยพุทธปัญญาสันติภาพ อันเป็นลายเซ็นทางความคิดของพระเมธีวชิโรดมตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งเมื่อกว่าทศวรรษก่อน

จากการจัดสรรที่ดินเขตวัด สู่ความพร้อมด้านกายภาพ

ก่อนมาถึงวันนี้ มี “งานหลังบ้าน” จำนวนมากที่ต้องเดินบนกติกา เช่น การจัดสรรพื้นที่เป็น “เขตสังฆาวาส–เสนาสนะ” และการกำหนดขอบเขตวัดภายใต้การเห็นชอบของหน่วยงานรัฐระดับจังหวัดและส่วนกลาง โดยในปี 2567 มีข่าวความคืบหน้าสำคัญว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องผลักดันการกำหนดเขตวัดและพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมของไร่เชิญตะวัน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเป็น “วัด” ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามครรลองงานศาสนสถานรัฐสงฆ์ร่วมกำกับ

การมีเขตวัดชัดเจนไม่เพียงช่วยให้การสร้างซ่อมแซมอาคารเสนาสนะเป็นระบบ แต่ยังเอื้อต่อการวางแผนผังพื้นที่รองรับกิจกรรมสาธารณะ การดูแลทรัพย์สินของวัดอย่างถูกต้อง และการเชื่อมต่อบริการสาธารณูปโภคของรัฐในฐานะ “สถานที่ราชการทางศาสนา” ที่ได้รับการรับรอง

มองผ่านมุมประชาชน ได้อะไรเมื่อวัดมี “สถานะครบ”

  1. ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการสาธารณะ  ผู้มาปฏิบัติธรรมร่วมกิจกรรมย่อมมั่นใจในมาตรฐานการจัดการและการกำกับดูแลของวัด ทั้งด้านความปลอดภัย กฎระเบียบ และจริยธรรมของบุคลากรในวัด
  2. ความโปร่งใสทางการเงินและทรัพย์สิน  โครงสร้างบัญชีทรัพย์สินของวัดต้องอยู่ภายใต้กติกาและการตรวจติดตามของหน่วยงานรัฐและคณะสงฆ์ ลดช่องว่างความคลุมเครือ
  3. การพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจชุมชน  วัดที่เป็นจุดหมายทางศาสนาวัฒนธรรมมีอานิสงส์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสุขภาวะ ส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรมโฮมสเตย์สินค้าโอทอป ฯลฯ
  4. บทบาทด้านการศึกษาเยาวชน การมีสถานะวัดช่วยจัดหลักสูตรกิจกรรมเยาวชนได้เป็นระบบ เช่น ค่ายพุทธบุตร การเรียนรู้ศิลปะพุทธศิลป์ ภายใต้กรอบความร่วมมือกับโรงเรียนและหน่วยงานรัฐในพื้นที่
  5. ความเชื่อมโยงเครือข่ายศาสนาวัฒนธรรม  วัดสามารถทำเอ็มโอยูกับสถาบันการศึกษาวัฒนธรรมในต่างประเทศได้คล่องตัวขึ้น ดึงทุนความรู้ใหม่ ๆ มาช่วยออกแบบกิจกรรมสาธารณะ

สองความคาดหวังใหญ่หลัง “ได้ตราตั้ง”

ยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลวัด
ปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญโจทย์ “วัดร้างวัดขาดคนดูแล” และการบริหารทรัพย์สินวัดที่ต้องเพิ่มความโปร่งใส ข้อมูลภาครัฐระบุว่ามี “วัดร้าง” หลายพันแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลของคณะสงฆ์และชุมชนในบางพื้นที่ การที่วัดไร่เชิญตะวันลุกขึ้นมาเป็น “วัดร่วมสมัยที่มีระบบจัดการเข้ม” จะเป็นต้นแบบวัดที่เข้มแข็งและทำงานเชิงรุกกับสังคมได้

ใช้ทุนทางศิลปะสื่อสารสาธารณะขยายความหมายของพุทธปัญญา

ไร่เชิญตะวันก่อรูปแบรนด์ “ธรรมะร่วมสมัย” ผ่านสื่อนิทรรศการกิจกรรมสาธารณะมาโดยตลอด เมื่อขึ้นสถานะเป็นวัด ความร่วมมือด้านวิชาการ ศิลปะ และนวัตกรรมเพื่อสังคมสามารถขยายผลในนาม “วัด” ที่มีภารกิจชัดเจน มีระบบกำกับดูแล และเชื่อมโยงเครือข่ายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

บทเรียนความโปร่งใสเดินบนข้อเท็จจริงและกติกาเดียวกัน

ปีที่ผ่านมา พื้นที่สาธารณะถกเถียงประเด็นวัดร่วมสมัยที่ดินการก่อสร้างอาคารเสนาสนะในหลายกรณี สะท้อนความคาดหวังของสังคมต่อ “วัดแบบใหม่” ที่ต้องยึดความโปร่งใสทั้งในชั้นเอกสาร ระเบียบกฎหมาย และการสื่อสารชี้แจงต่อสาธารณะ การเดินหน้าด้วยข้อมูลและกรอบกฎหมายเดียวกันของรัฐ–สงฆ์–ประชาชนจึงเป็นคำตอบสำคัญ การมีตราตั้งวัดทำให้ “กลไกตรวจสอบกำกับดูแล” ทำงานได้จริงยิ่งขึ้น และลดความคลุมเครือเชิงสถานะ

จาก “ความศรัทธา” สู่ “สาธารณประโยชน์ที่จับต้องได้”

“ตราตั้งวัด” ของวัดไร่เชิญตะวันคือสัญญะของสมการใหม่ “ศรัทธา + ธรรมาภิบาล” การก้าวสู่สถานะวัดอย่างเป็นทางการช่วยยกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่น ขณะที่ทุนทางความคิดศิลปะการสื่อสารของวัดสามารถขยายผลสาธารณะได้ไกลขึ้น หากหลังจากนี้ วัดสามารถวางระบบข้อมูลเปิด การมีส่วนร่วม และความร่วมมือกับภาครัฐ–ท้องถิ่น–วิชาการอย่างจริงจัง ย่อมทำให้ “วัดร่วมสมัย” แห่งเชียงรายนี้ กลายเป็นกรณีศึกษาเชิงบวกของศาสนสถานไทยในศตวรรษที่ 21ที่ไม่เพียงพึ่งศรัทธา แต่ยืนอยู่บนหลักฐาน กติกา และผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วัดไร่เชิญตะวัน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ขุนตาลยืนยัน “จุดรับซื้อลำไยเพียงพอ” รัฐเร่งประสานผู้ประกอบการช่วยปลายฤดู

ขุนตาลยืนยัน “จุดรับซื้อลำไยเพียงพอ” รัฐเร่งประสานผู้ประกอบการรับซื้อต่อเนื่อง ปลายฤดูยังเดินหน้า—ชี้โจทย์ยั่งยืนอยู่ที่ระบบตลาดและคุณภาพผลผลิต

เชียงราย, 12 สิงหาคม 2568 — คณะทำงานจากอำเภอขุนตาล ของชุมชนแห่งหนึ่งริมทางสายรอง ผู้รับซื้อทยอยชั่งผลผลิตจากรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก สลับเสียงเรียกคิวจากเกษตรกรที่ยืนรอขายผลผลิตล็อตสุดท้ายของฤดูกาล สิ่งที่ทุกคนถามเหมือนกันคือ “วันนี้ยังรับอยู่ไหม ราคาจะตกอีกหรือเปล่า” คำยืนยันที่ได้จากนายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล และทีมพาณิชย์จังหวัดเชียงราย คือ “จุดรับซื้อมียังเพียงพอ และมีการประสานผู้ประกอบการเสริมทันที” เพื่อไม่ให้ผลผลิตค้างลาน และเพื่อยืนยันว่ายังมีตลาดรองรับจนจบฤดูกาล

แม้ภาพรวม “รับซื้อได้” ยังเดินต่อ แต่ความกังวลไม่ได้หายไปง่าย ๆ ช่วงปลายฤดู ลำไยมักคุณภาพลดลง น้ำหนักและความหวานผันผวน อีกทั้งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่เกษตรกรเก็บผลผลิตพร้อมกัน ทำให้ปลายทางมีข้อจำกัดด้านกำลังการคัดและการแปรรูป ผู้ประกอบการบางส่วนจึงย้ายไปรับซื้อพื้นที่ที่คุณภาพสูงกว่า เกิดแรงกดดันระยะสั้นในระดับหมู่บ้าน อำเภอ และด่านขนส่ง

ภาพรวมฤดูกาล ทำไม “สิงหาคม” จึงเสี่ยงคอขวด

ปีนี้ผลผลิตลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือถูกประเมินว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศท.1) รายงานว่า ปี 2568 ภาคเหนือคาดมีผลผลิตรวมราว 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 12% โดย “สิงหาคม” คือเดือนที่ผลผลิตออกมากสุดตามฤดูกาล ซึ่งทำให้จุดรับซื้อและโรงงานปลายทางเผชิญแรงกดดันพร้อมกันในช่วงสั้น ๆ ของเวลาเดียวกัน การระบายผลผลิตจึงต้องพึ่งความพร้อมทั้ง “หน้าลาน” และ “ปลายน้ำ” มากกว่าช่วงต้นฤดูที่กำลังการผลิตยังเหลือเฟือ

ด้านวิชาการก็สอดรับกับความจริงในพื้นที่ ลำไยต้องการอากาศเย็นเพื่อกระตุ้นการออกดอก จึงปลูกหนาแน่นในภาคเหนือ โดยรอบเก็บเกี่ยวหลักอยู่ช่วงมิถุนายนถึงสิงหาคม ช่วงปลายฤดู “ดอ” หลายสวนอาจขนาดลดลง เปลือกหนาขึ้น และคละเกรดมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อราคาเฉลี่ยหน้าลานและปริมาณที่โรงงานต้องคัดทิ้ง ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ย้ำว่า “เดือนสิงหา” คือเดือนที่ระบบโลจิสติกส์และตลาดต้องทำงานหนักที่สุดในปี

สิ่งที่อำเภอยืนยัน “จุดรับซื้อมีพอ” แต่ต้องเสริมการจัดคิวและขนส่ง

การลงพื้นที่วันนี้ นายอำเภอขุนตาลทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายและเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อเช็คกำลังรับซื้อจริงหน้างาน ผลคือ “จุดรับซื้อมีพอรองรับ” หากกระจายคิวอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ดี ปัญหาเกิดเฉพาะหน้าในช่วงหยุดยาว เมื่อสวนจำนวนมากเก็บพร้อมกัน รถบรรทุกต่อคิวนาน โรงงานปลายทางรับไม่ทัน ผู้ประกอบการบางรายจึงชะลอรับซื้อ หรือย้ายไปตั้งลานในอำเภอที่ผลผลิตกำลังพีกและคุณภาพดีขึ้น เพื่อบริหารต้นทุนคัดเกรดและตากแห้ง

คำตอบเชิงนโยบายสั้น ๆ ของทีมพาณิชย์จังหวัดคือ “โทรหาและดึงผู้ประกอบการสำรองเข้าพื้นที่ทันที” พร้อมจับคู่ลานคัด–ลานอบ–รถขนส่ง ให้หมุนเวียนต่อเนื่อง ทั้งหมดทำเพื่อยึดหลัก “ไม่ให้ผลผลิตค้างลาน” และรักษาความเชื่อมั่นในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดู

ราคา “ดีขึ้นบ้าง” ปลายสัปดาห์ ทำไมมีสัญญาณบวก

ราคาเฉลี่ย “ลำไยรูดร่วงเกรด AA” ในพื้นที่เหนือมีแนวโน้มดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อน จากช่วง 5–6 บาท/กก. ขยับมา 8–12 บาท/กก. ตามที่เครือข่ายรับซื้อแจ้งในหลายจุด บางลานปรับกำลังตากเพิ่มเพื่อสต็อกก่อนหมดฤดูกาล ความต้องการอบแห้งปลายปีในตลาดส่งออกยังเป็นแรงหนุนสำคัญ ผู้ประกอบการจึงเร่งปิดสต็อกเมื่อเห็นว่าผลผลิตกำลังลดลงเร็วหลังกลางเดือน

สำหรับเกษตรกร ตัวเลขนี้ไม่ใช่ “ราคาดีที่สุดของปี” แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดยังทำงานอยู่ ความต่างของราคาเกิดจากคุณภาพ ความชื้น ความหวาน และการจัดส่งทันเวลา เกรดที่มั่นคงย่อมขายได้ดีกว่าเกรดคละ การจัดการหลังเก็บเกี่ยวจึงสำคัญพอ ๆ กับต้นทุนการผลิตทั้งฤดู

ภาครัฐ “อัดฉีดกำลังซื้อล่วงหน้า” ตั้งแต่ต้นฤดูช่วยเชื่อมช่วงคอขวด

มาตรการสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในผลักดันในฤดูกาลนี้ คือการ “ดูดซับผลผลิต” ล่วงหน้า เพื่อป้องกันราคาดิ่งช่วงพีก โดยกรมการค้าภายในประกาศเป้ารองรับผลผลิตผลไม้ฤดูปี 2568 รวม 252,000 ตัน ผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการ โรงงานอบ และผู้ส่งออกที่เข้าร่วมแผนเชิงรุก ขยับสัญญาณตลาดตั้งแต่ต้นฤดู และกระจายแรงซื้อไปยังจุดผลิตหลักในภาคเหนือและตะวันออกอย่างเป็นระบบ มาตรการนี้ช่วยให้ผู้เล่นปลายน้ำมี “เหตุผล” ในการเร่งรับและสต็อก แม้ต้นทุนคัดเกรดและตากจะแน่นช่วงสั้น ๆ ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในยังได้เดินหน้า “ชุดมาตรการเชิงรุก” ในพื้นที่แหล่งผลิตใหญ่ เช่น เชียงใหม่–ลำพูน ทั้งการเชื่อมโยงตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการกำกับดูแลการซื้อขายให้เป็นธรรม เพื่อให้การระบายผลผลิตช่วงพีกเป็นไปตามแผนและลดความเสี่ยงเชิงสัญญาในตลาดล่วงหน้า เอกสารข่าวทางการย้ำแนวทางเดียวกันคือ “ทำให้ตลาดทำงานได้จริง” ในหน้าสวน ไม่ใช่เฉพาะบนกระดาษ

ปลายน้ำ” คือจุดชี้ขาด อบแห้ง–คัดเกรด–ขนส่ง ต้องไหลลื่น

ลำไยสดที่ “รูดร่วง” ส่วนใหญ่ไปต่อที่เตาอบเพื่อผลิตลำไยแห้งคุณภาพส่งออก ความสามารถของโรงอบและการจัดการความชื้นเป็นตัวกำหนด yield และคุณภาพปลายทาง โรงอบที่บริหารวัตถุดิบได้สม่ำเสมอจะกล้ารับหน้าลานมากขึ้นและราคารับซื้อเสถียรกว่า ขณะเดียวกัน ระบบขนส่งจากลานไปโรงอบต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้คุณภาพตก การมีรถเย็นหรือจัดส่งแบบ “หมุนรอบสั้น” จะช่วยให้โรงงานควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น

ในมิติส่งออก ข้อกำหนดกักกันพืชและมาตรฐานปลายทางยังเป็นกรอบที่ผู้ประกอบการต้องเคารพ การส่งออกลำไยสดของไทยถูกควบคุมตามระบบของกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขประเทศคู่ค้า ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า “คุณภาพและมาตรฐาน” เป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาด ไม่ใช่แค่เรื่องราคา ณ จุดซื้อขายวันเดียว

เสียงจากแปลงเกษตรกรอยากได้ “ราคาพยุง” แต่พร้อมปรับตัว

เกษตรกรที่เราพบวันนี้หลายรายยอมรับว่า ราคาปลายฤดู “ไม่สวย” เท่าต้นฤดู แต่ยัง “ขายได้” หากส่งทันและคัดเกรดดีขึ้น หลายสวนเริ่มตัดสินใจ “ทะยอยเก็บ” ไม่กองไว้ทีเดียว เพื่อไม่ให้ชนคิววันหยุด มีบางกลุ่มหันมารวมตัวคัดเกรดเบื้องต้นก่อนเข้าโรงอบ ช่วยให้ได้ราคาเฉลี่ยดีขึ้นในงบประมาณแรงงานที่พอจ่ายได้

คำขอหลัก ๆ ที่สะท้อนต่อจนท.รัฐคือ “อย่าให้คิวขาด” และ “อย่าให้จุดรับซื้อเงียบ” เพราะความต่อเนื่องสร้างความมั่นใจ มาตรการของกรมการค้าภายในที่เร่งดึงผู้ประกอบการเข้าพื้นที่จึงตอบโจทย์ระยะสั้น และตอกย้ำว่ารัฐจะไม่ปล่อยให้ผลผลิตค้างสวน

คำถามใหญ่คือมาตรการเชิงรุก “ดึงผู้ประกอบการเข้าไปซื้อปลายฤดู” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ไหม

คำตอบสั้น ๆ ช่วยได้มากในระยะสั้น แต่ไม่พอสำหรับความยั่งยืนระยะยาว

เหตุผลข้อที่หนึ่ง มาตรการเชิงรุกทำหน้าที่ “กันชน” ราคาเฉพาะหน้าในเดือนพีก ลดความผันผวน และสร้างแรงจูงใจให้โรงงานเร่งรับสต็อก หากรัฐไม่เข้าจังหวะนี้ ราคาหน้าลานอาจ “หลุดกรอบ” มากกว่านี้ ทว่า กันชนไม่ใช่ “โครงสร้าง” กันชนต้องเติมซ้ำทุกปีเมื่อฤดูมาถึง

เหตุผลข้อที่สอง ความยั่งยืนต้องเกิดจาก “คุณภาพ–มาตรฐาน–สัญญา” ที่ลิงก์สวนกับโรงงานและผู้ส่งออกให้แน่นขึ้น เช่น สัญญาซื้อขายตามเกณฑ์คุณภาพชัดเจน การนัดหมายส่งมอบแบบ “คิวฉลาด” และระบบจ่ายเงินที่โปร่งใส มาตรการรัฐควรเปลี่ยนจาก “รับซื้อพยุงราคา” ไปสู่ “พยุงกติกา” ให้ตลาดยืนได้ด้วยตัวเอง

เหตุผลข้อที่สาม ด้านอุปสงค์ต่างประเทศยังนำเกม ไทยต้องขยับฐานตลาดและรูปแบบสินค้า ทั้งลำไยสดเกรดพรีเมียม ลำไยอบแห้งเกรดสม่ำเสมอ และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงกว่า ความหลากหลายของสินค้าและตลาดจะลดแรงกระแทกราคาในเดือนพีกได้ดีกว่าการอัดฉีดกำลังซื้ออย่างเดียว

แผนยั่งยืนสิ่งที่ควรเริ่ม “ปีนี้เลย” ก่อนถึงฤดูหน้า

  1. ทำ “คิวดิจิทัลหน้าลาน” ระดับอำเภอ รวมคิวจากจุดรับซื้อหลายลาน เชื่อมกับโรงอบและรถขนส่ง ลดรถรอคิว ลดต้นทุนเสียโอกาส เกษตรกรเห็นคิวจริงแบบเรียลไทม์ ช่วยตัดสินใจวันเก็บ
  2. ตั้ง “เกณฑ์คุณภาพมาตรฐานอำเภอ” สำหรับรูดร่วง ประกาศ Brix, ความชื้น, และสัดส่วนคละเกรดขั้นต่ำให้ตรงกันทุกลาน ลดข้อโต้แย้งตอนชั่ง–คัด และทำให้ข้อมูลราคาเปรียบเทียบกันได้
  3. สนับสนุนเครื่องมือหลังเก็บเกี่ยวในกลุ่มเกษตรกร เช่น ถาดตาก–เตาอบชุมชน–โรงคัดเบื้องต้น เพื่อยกระดับเกรดก่อนเข้าลาน ราคาจะสะท้อนคุณภาพได้ดีขึ้น ลดสัดส่วนของเสียปลายน้ำ
  4. ขยายความร่วมมือ “สัญญาซื้อขายก่อนฤดู” ระหว่างกลุ่มเกษตรกร–โรงอบ–ผู้ส่งออก รัฐทำหน้าที่พี่เลี้ยงและเป็นกรรมการกลางดูแลข้อพิพาท เพิ่มทุนหมุนเวียนสำหรับสัญญาที่ตรวจสอบได้
  5. ข้อมูลตลาดที่เข้าถึงง่าย พาณิชย์จังหวัดและ สศก. เผยแพร่ “แดชบอร์ดลำไย” รายอำเภอ ทั้งราคาเฉลี่ย คิวรับซื้อ และสถานะโรงอบ เพื่อให้ทุกฝ่ายวางแผนร่วมกันได้บนข้อมูลเดียวกัน

ประชาชนและชุมชนได้อะไรจาก “การประสานทันใจ” ช่วงปลายฤดู

การประสานผู้ประกอบการเข้าพื้นที่เร็ว ช่วย “หยุดเลือด” ราคาไม่ให้หลุดกรอบมากไปกว่านี้ สวนเล็กขายได้ต่อเนื่อง สวนใหญ่ขนได้เป็นรอบ ไม่ค้างลาน ซึ่งชุมชนเห็น “รัฐอยู่หน้างาน” ความเชื่อมั่นกลับมา แม้ราคาไม่สูง แต่การรับซื้อต่อเนื่องคือสัญญาณสำคัญว่าตลาดยังเดิน ระบบสินเชื่อชุมชนและสหกรณ์ก็วางแผนหมุนเงินได้ พื้นที่ได้บทเรียนร่วมกันว่า “คอขวด” อยู่ตรงไหน ปีหน้าจึงแก้ถูกจุด ทั้งเรื่องคิว การคัดเกรด และการวางแผนเก็บเกี่ยวให้เหลื่อมกัน

มองจากภาพใหญ่ประเทศลำไยคือพืชเศรษฐกิจที่ต้อง “บริหารฤดู” ให้เก่งขึ้น

ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐยืนยันตรงกันว่า ลำไยกระจุกตัวในภาคเหนือ เก็บเกี่ยวมากสุดช่วงมิถุนายน–สิงหาคม และ “สิงหาคม” คือพีกของพีก เมื่อผลผลิตปีนี้เพิ่มขึ้น การบริหารฤดูจึงยากขึ้นตามไปด้วย จุดรับซื้อและโรงอบต้องปรับกำลังผลิตให้สัมพันธ์กับของจริงในพื้นที่ ขณะที่รัฐต้องร่นเวลาตัดสินใจให้เร็วขึ้น ทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงโครงสร้าง

การทำให้ตลาดเดินในเดือนเดียวอาจไม่พอ เป้าหมายที่แท้จริงคือ “ทำให้ตลาดมั่นคงทั้งฤดู” ตั้งแต่ต้นฤดูที่ราคาแรง ไปจนปลายฤดูที่ราคาเปราะบาง ทุกช่วงต้องมีเครื่องมือคู่มือคนละแบบ และทุกแบบต้องเชื่อมข้อมูลเดียวกัน

คำตอบต่อโจทย์ผู้สั่งการ “มาตรการเชิงรุกดึงผู้ประกอบการเข้าซื้อลำไยปลายฤดู” ยั่งยืนไหม

ยั่งยืนได้ หากเปลี่ยนจากมาตรการ “อุ้มราคา” เป็นมาตรการ “อุ้มกติกา” ระยะสั้นต้องไม่ปล่อยให้ผลผลิตค้างสวน ระยะกลางควรยกระดับคุณภาพ–มาตรฐาน–สัญญา และระยะยาวต้องกระจายตลาดและรูปแบบสินค้า รัฐบาลควรลงทุนในโครงสร้างข้อมูล คิวดิจิทัล และเครื่องมือหลังเก็บเกี่ยวระดับชุมชน ควบคู่การกำกับการซื้อขายให้เป็นธรรม หากทำครบวงจร “ฤดูหน้า” เราจะใช้เงินอัดฉีดน้อยลง แต่ได้ราคาที่เสถียรกว่าและเชื่อมโยงมากกว่า

บทสรุป

อำเภอขุนตาลยืนยันจุดรับซื้อลำไย “ยังเพียงพอ” และมีการเสริมกำลังผู้ประกอบการทันที ปัญหาคอขวดช่วงปลายฤดูเกิดขึ้นจริง แต่แก้ได้ด้วยการจัดคิว–คัดเกรด–ขนส่งให้ไหลลื่น พร้อมกันทั้งหน้าลานและปลายน้ำ มาตรการเชิงรุกของกรมการค้าภายในช่วยพยุงราคาและความเชื่อมั่นระยะสั้น ขณะที่ความยั่งยืนต้องพึ่งระบบคุณภาพ สัญญา และข้อมูลกลางที่ใช้ร่วมกันทั้งห่วงโซ่

ในวันที่ลานคัดเงียบลงหลังบ่าย คลื่นไอร้อนยังคงลอยบนผิวถนน รถบรรทุกคันสุดท้ายขยับออกจากคิวชั่ง เกษตรกรยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ก่อนสตาร์ตรถกลับบ้าน สำหรับพวกเขา “การรับซื้อต่อเนื่อง” ในวันนี้ คือความหวังว่าพรุ่งนี้จะยังขายได้ และปีหน้าจะขายได้ดีกว่าเดิม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศท.1). “ภาพรวมลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ปี 68 ผลผลิตรวม 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12% …” เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568. ใช้ยืนยันปริมาณผลผลิตและช่วงออกตลาดมากสุดในเดือนสิงหาคม. oae.go.th
  • กรมวิชาการเกษตร (กลุ่มพัฒนาระบบควบคุมพืชส่งออก). “ระบบควบคุมการส่งออกลำไยสด” เอกสารอธิบายฤดูกาลเก็บเกี่ยวและพื้นที่ปลูกหลักภาคเหนือ รวมถึงกรอบมาตรฐานส่งออก. doa.go.th
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์. “พาณิชย์เดินหน้ารองรับผลไม้ฤดูกาลปี 68 รวม 252,000 ตัน” ข่าวแจกอย่างเป็นทางการ 21 ก.ค. 2568 ยืนยันเป้ารองรับผลผลิตผลไม้ฤดูปีนี้. dit.go.th
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์. “เดินหน้ามาตรการเชิงรุกฤดูกาลลำไย” ข่าวแจก (ตัวอย่างกรณีเชียงใหม่–ลำพูน) ใช้ประกอบแนวทางเชิงรุกในพื้นที่แหล่งผลิต.
  •  สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY FEATURED NEWS

ค่าครองชีพพุ่ง-เงินเฟ้อติดลบ! ผลักคนไทยสู่หนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด

เปิดวงจร “หนี้นอกระบบ” อัตราดอกเบี้ยสุดโหด ซ่อนใต้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ลดลง

ประเทศไทย, 12 สิงหาคม 2568 – แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำกว่า 90% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ครัวเรือนไทยจำนวนมากกลับถูกผลักออกจากสินเชื่อในระบบ จนพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นอย่างน่าห่วง ตัวเลขที่ดูดีอาจกำลังบัง “วิกฤตเงียบ” ที่ลุกลามสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและชายขอบเมืองใหญ่

บ่ายวันฝนโปรยในเชียงราย เสียงโทรศัพท์ทวงหนี้ดังขึ้นตรงเวลา ความกังวลเรื่องรายได้และค่าครองชีพกลับมาทับซ้อนอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตัวเลขมหภาคบอกว่าหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ราว 88.4% สิ้นไตรมาส 4 ปี 2567 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 ทว่า “ภาพรวมสีเขียว” ไม่ได้แปลว่าครัวเรือนแข็งแรงขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญคือการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้คนจำนวนมากต้องออกจากระบบที่ปลอดภัย และเดินเข้าหาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงผิดกฎหมายแทน.

ภาพสะท้อนที่สวนทางตัวเลขดีขึ้น แต่ชีวิตยากขึ้น

ข้อมูลทางการระบุว่า CPI เดือนมิถุนายน 2568 ติดลบ 0.25% ต่อปี และเดือนกรกฎาคมติดลบต่อเนื่อง 0.7% หลายฝ่ายจึงชี้ว่าไม่มีภาวะ “เงินเฟ้อพุ่ง” ในสถิติ ทว่าในชีวิตจริง ค่าใช้จ่ายจำเป็นกลับไม่ลด ประชาชนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงกดดันอย่างต่อเนื่อง.

ผลสำรวจผู้บริโภค Marketbuzzz ชี้ว่า “ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของคนไทย 42% สะท้อนความรู้สึกที่ “สวนทาง” กับตัวเลขราคาโดยรวมที่ลดลง ผู้บริหารบริษัทวิจัยชี้ว่าต้องมีมาตรวัดคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมกว่าเดิม จึงจะเห็นภาพจริงของครัวเรือน

ด้านรายจ่ายครัวเรือน สถิติระบุว่า ณ สิ้นปี 2567 ครัวเรือนไทยใช้จ่ายเฉลี่ยราว 18,207 บาทต่อเดือน โดยสัดส่วนสูงสุดยังเป็นอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนแรงกดดันด้านปัจจัยสี่ที่ยังหนักหน่วง.

หนี้นอกระบบพุ่งแตะ “จุดสูงสุดในรอบ 16 ปี”

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุสัดส่วน “หนี้นอกระบบ” ในภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็น 30.1% สูงสุดในรอบ 16 ปี จากเดิม 21.7% ในปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางและการถูกปิดประตูสินเชื่ออย่างชัดเจน โดยหลายสำนักข่าวเศรษฐกิจรายงานสอดคล้องกัน.

ยังมีสัญญาณเตือนจาก “หนี้รอวันเสีย” หรือ Stage 2 (SML) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ธปท.รายงานอัตราส่วนสินเชื่อจัดชั้นพิเศษของธนาคารพาณิชย์เพิ่มเป็นราว 6.98% สิ้นปี 2567 ขณะที่หนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 532,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย หาก SML ทะลักเป็น NPL มากขึ้น ความเสี่ยงหลุดออกจากระบบย่อมสูงตาม.

ทำไมคนไทย “ต้อง” ไปพึ่งนอกระบบ

หนึ่ง ระบบเข้มงวดขึ้น วงเงินและเงื่อนไขสินเชื่อรัดกุม รายได้ไม่แน่นอนทำให้ผ่านเกณฑ์ยาก แม้ดอกเบี้ยต่ำกว่านอกระบบมาก แต่ “เข้าถึง” ยากกว่า

สอง ค่าครองชีพกดดันต่อเนื่อง แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมติดลบหลายเดือน แต่ค่าใช้จ่ายจำเป็นยังสูง คนจำนวนมากจึงหมุนเงินไม่ทัน และต้องหาทางออกที่เร็วที่สุด แม้จะมีต้นทุนดอกเบี้ยมหาศาล.

สาม ความรู้สึก “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” ปรากฏชัดในผลสำรวจ UTCC ที่พบว่าคนไทย 46.3% อยู่ในภาวะหมุนเงินตึงมือ ขณะหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนยังอยู่ระดับสูง.

เปิดวงจรกลโกงดอกโหดคิดอย่างไร จึงหลุดไม่พ้น

1) ดอกเบี้ยรายเดือนหลอกตา
ตัวเลข 10–20% ต่อเดือนดูเหมือนไม่มาก แต่เมื่อคิดเป็นรายปี เท่ากับ 120–240% ต่อปี เงินต้นแทบไม่ลด เพราะต้องจ่ายดอกก่อนเสมอ ยิ่งช้า ยิ่งบาน ไม่มีเพดานคุ้มครองตามกฎหมายสำหรับเจ้าหนี้เถื่อน

2) “ดอกลอย” หรือหักดอกล่วงหน้า
เจ้าหนี้หักดอกจากเงินต้นตั้งแต่ต้น เช่น กู้ 10,000 บาท ได้เงินจริง 8,000 บาท แต่ต้องใช้คืน 10,000 บาท พร้อมดอกที่คำนวณจากยอดเต็ม ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงพุ่งสูงผิดปกติทันที.

3) สัญญาอำพราง
บางรายให้ใช้บัตรผ่อนซื้อสินค้าเกินความจำเป็น แล้วนำสินค้าไปแลกเงินสด ยอดหนี้กลับไปผูกกับผู้ให้บริการทางการเงินในระบบแทน แต่ลูกหนี้ได้รับเงินจริงต่ำกว่ายอดหนี้ที่ต้องชำระ วิธีนี้ทำให้ตรวจจับยากและสร้างภาระยืดเยื้อ

4) ทวงหนี้กดดันรายวัน
การโทร ข้อความ หรือเยี่ยมบ้านบ่อยครั้งทำให้เกิดแรงกดดันด้านจิตใจ หลายกรณีมีการข่มขู่หรือประจาน ซึ่งผิดกฎหมายโดยตรงตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 และประกาศกำหนด “ทวงได้ไม่เกินวันละหนึ่งครั้ง” พร้อมกรอบเวลาชัดเจน.

กฎหมายคุ้มครองสิทธิขอบเขตที่ “เจ้าหนี้เถื่อน” ละเมิดอยู่เสมอ

กฎหมายไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมระหว่างบุคคลไม่เกิน 15% ต่อปี ส่วนผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตมีเพดานเฉพาะ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไม่เกิน 25% ต่อปี และบัตรเครดิตไม่เกิน 16% ต่อปี เกินจากนี้ถือว่าผิดกฎหมาย และมีโทษทั้งจำคุกและปรับตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา.

หากถูกคุกคาม ประจาน หรือใช้ความรุนแรง ลูกหนี้สามารถแจ้งความคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนทันที และใช้ช่องทางไกล่เกลี่ยของรัฐเพื่อยุติข้อพิพาทโดยสันติ ซึ่งมีหน่วยงานรองรับทั่วประเทศ.

มาตรการรัฐ อุดช่องว่างการเข้าถึงเงินกู้ “ที่เป็นธรรม”

รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารรัฐ เช่น ออมสิน และ ธ.ก.ส. ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ได้รับความช่วยเหลือกว่า 77,000 ราย วงเงินรวมกว่า 2,400 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ผลักดัน “พิโกไฟแนนซ์” เพื่อให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อถูกกฎหมายมากขึ้น.

ข้อมูล ณ ต้นปี 2567 ระบุว่ามีผู้ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจพิโกไฟแนนซ์สะสมสุทธิราว 1,140 ราย ครอบคลุม 75 จังหวัด เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการปิดหนี้นอกระบบด้วยอัตราที่ตรวจสอบได้.

เสียงสะท้อนจากเศรษฐกิจมหภาคตัวเลขหนี้ลด แต่ความเสี่ยงยังสูง

แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง แต่ยอดหนี้รวมยังสูงกว่า 16.4 ล้านล้านบาท และไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงในเอเชีย นักวิเคราะห์และ ธปท. ต่างย้ำว่ามาตรการใด ๆ ต้องไม่บิดเบือนวินัยการเงิน และต้องรักษาเสถียรภาพระบบการเงินควบคู่กันไป.

วงจรที่ต้องตัดให้ขาด

เมื่อรายได้โตช้า ค่าครองชีพยังสูง การเข้าถึงเครดิตในระบบยากขึ้น ครัวเรือนจึงเลือก “ทางลัดที่แพง” คือเงินกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยรายเดือนทำให้เงินต้นไม่ยอมลด ลูกหนี้ต้องกู้ใหม่มาโปะแทน เกิดการทบต้นทบดอก และความเสี่ยงเชิงสังคมตามมา ทั้งความรุนแรง การประจาน และความเครียดในครอบครัว หากปล่อยให้ “Stage 2” ล้นเป็น “NPL” มากขึ้น ผู้กู้ล็อตใหญ่จะถูกผลักออกจากระบบเพิ่ม วงจรนอกระบบจึงขยายตัวโดยอัตโนมัติ.

ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร…ถ้าแก้ให้ถูกจุด

หนึ่ง เข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม
เมื่อพัฒนาช่องทางในระบบให้ไวและยืดหยุ่นขึ้น คนตัวเล็กจะไม่ต้องยอมรับดอกเบี้ยที่เอาเปรียบ

สอง ลดภาระดอกเบี้ยทันที
รีไฟแนนซ์จากนอกระบบเข้าสู่สินเชื่อรัฐ ดอกเบี้ยต่อปีต่ำกว่าดอกนอกระบบหลายสิบเท่า เงินต้นเริ่มลดจริง

สาม คุ้มครองสิทธิอย่างมีพลัง
รู้กฎหมาย รู้ช่องทางร้องเรียน และมีเวทีไกล่เกลี่ยที่เข้าถึงได้ ทำให้ลูกหนี้ไม่ต้องเผชิญหน้าลำพัง.

ทางออกเชิงนโยบาย 3 เงื่อนไขที่ต้องทำพร้อมกัน

  1. รายได้และอาชีพ เพิ่มศักยภาพทำมาหากินในท้องถิ่น ลดรายจ่ายจำเป็น และสร้างกันชนเงินออมฉุกเฉิน
  2. เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดขั้นตอน ตรวจสอบรายได้ไม่เป็นทางการด้วยข้อมูลดิจิทัล เปิดทางให้คนทำอาชีพอิสระเข้าถึงวงเงินเล็กไวขึ้น
  3. กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามทวงหนี้ผิดกฎหมาย สืบสวนสัญญาอำพราง และทำ “แพลตฟอร์มไกล่เกลี่ย” ให้ประชาชนใช้ได้จริงทุกอำเภอ

เช็กลิสต์เอาตัวรอดสำหรับครัวเรือน (ทำได้ทันที)

  • หยุดเลือด เจรจาขอลดดอก หรือขยายงวด หากถูกข่มขู่ให้รวบรวมหลักฐานทันที
  • ขอความช่วยเหลือ โทร 1567 ศูนย์ดำรงธรรม, 1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 1359 สายด่วนการเงินนอกระบบ, 1111 กด 77 ศูนย์ไกล่เกลี่ย/คุ้มครองสิทธิ
  • หาช่องทางในระบบ พิจารณาสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบของออมสินหรือ ธ.ก.ส. วงเงินตามมูลหนี้จริง กำหนดดอกชัด ตรวจสอบได้
  • รู้สิทธิของตน หากเจ้าหนี้ทวงหนี้เกินวันละหนึ่งครั้ง หรือประจาน ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท แจ้งหน่วยงานกำกับได้ทันที.

สรุป

วิกฤตหนี้นอกระบบไม่ได้เกิดจาก “ความฟุ่มเฟือย” แต่จากโครงสร้างรายได้ ค่าครองชีพ และการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังไม่ทั่วถึง แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง แต่ยอดหนี้รวมยังสูงมาก และ “หนี้รอวันเสีย” กำลังก่อตัว หากไม่แก้ที่ต้นตอ วงจรนอกระบบจะยืดเยื้อ และต้นทุนทางสังคมจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ คำตอบจึงไม่ใช่เพียง “ปล่อยวงเงินใหม่” แต่เป็นการทำงานสามด้านพร้อมกัน คือเพิ่มรายได้ ขยายสินเชื่อในระบบที่เป็นธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อพาคนไทยกลับเข้าสู่ระบบการเงินที่ปลอดภัย และปิดฉาก “วงจรดอกโหด” ให้เด็ดขาด.

  • หากคุณมีปัญหาเสามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการร้องเรียนได้ฟรี

สภาองค์กรของผู้บริโภคมีช่องทางการร้องเรียนดังนี้

Line: @tccthailand
ใครพบปัญหาผู้บริโภคสามารถร้องเรียนสภาองค์กรของผู้บริโภค
Facebook / X (Twitter): สภาองค์กรของผู้บริโภค
Tiktok: tccthailand 
โทร 1502 และ 022391839
หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์ได้ที่ https://complaint.tcc.or.th และทาง E-mail : complaint@tcc.or.th

ติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือ (สำหรับผู้อ่าน)

  • ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599
  • ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สศค. กระทรวงการคลัง 1359 / www.1359.go.th
  • กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ/ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 1111 กด 77 และ eMediation ระบบออนไลน์. khlongha.pathumthani.police.go.thinfo.go.th
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ข้อมูลหนี้ครัวเรือน, SML/NPL และกรอบนโยบายการเงิน). Bot AppMae Fa LuangBot
  • สำนักข่าว Reuters และสื่อเศรษฐกิจไทย (อัตราเงินเฟ้อล่าสุด, สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP). Reuters+2Reuters+2
  • The Standard/NESDC (ยอดหนี้ครัวเรือนรวมและสัดส่วนต่อ GDP). THE STANDARDNESC Development Council
  • Marketbuzzz Consumer Pulse (ความกังวลค่าครองชีพ). DLA Piper
  • มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย/UTCC (สัดส่วนหนี้นอกระบบ 30.1% และภาวะหมุนเงินยาก 46.3%). กองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนX (formerly Twitter)
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสื่อเศรษฐกิจ (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน). Bangkok Post
  • กฎหมายและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านหนี้: กรมสอบสวนคดีพิเศษ, ธปท., พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 และประกาศ “วันละ 1 ครั้ง”. Trading EconomicsBotreport.dopa.go.th
  • ช่องทางช่วยเหลือและโครงการรัฐ: สายด่วน 1359/เว็บไซต์ กพช., สินเชื่อแก้หนี้นอกระบบของออมสินและ ธ.ก.ส., สรุปผลดำเนินงาน 6 เดือนของรัฐบาล. กองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนgsb.or.thRoyal Thai Government
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT

ก้าวใหม่เชียงราย โครงการ Creative Space ปลุกพลังเยาวชน สืบสานวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

อบจ.เชียงราย สร้างสรรค์พื้นที่ให้เยาวชน” รองนายกฯ ปิดโครงการสุดปัง! มอบรางวัลเดินแบบชุดชาติพันธุ์ พร้อมชูพลัง Soft Power ท้องถิ่น

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – ที่โรงเรียนแม่จันวิทยาคมเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและเสียงหัวเราะร่าเริงของเยาวชนจำนวนมาก พวกเขาสวมใส่ชุดประจำชาติพันธุ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงลายขิดของชาวไทลื้อ เสื้อแขนกระบอกของชาวอาข่า หรือผ้าคลุมศีรษะประดับลูกปัดของชาวลาหู่ แต่ละชุดไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังเล่าเรื่องราวของรากเหง้าที่ถูกถักทอมาจากบรรพบุรุษ คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเชียงราย ถึงได้มีโอกาสแสดงออกถึงอัตลักษณ์เหล่านี้อย่างภาคภูมิใจ

 คำตอบอยู่ที่โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย หมวดที่ 6 “Creative Space for Youth Development” ซึ่งปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบในวันนี้ ด้วยมหกรรมโซน 3 “มหกรรมร่วมสืบสาน เล่าตำนาน วัฒนธรรมและชาติพันธุ์สุดถิ่นไทย” ที่ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคตของชุมชนท้องถิ่น

เปิดรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี 2568

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน โครงการนี้เริ่มต้นจากนโยบายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ที่มุ่งมั่นสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่โซน 3 ซึ่งครอบคลุมอำเภอแม่จัน แม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงสุดในจังหวัด เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 145 กลุ่ม คิดเป็นประชากรกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 211,752 คน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 1.3 ล้านคน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ก็เผชิญกับความท้าทาย เช่น การขาดโอกาสทางการศึกษา การเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงปัญหาการรวมกลุ่มเด็กแว้นที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางสังคม โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์เหล่านั้น โดยเปิดรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี 2568 และปิดรับสมัครการแข่งขันเดินแบบชุดชาติพันธุ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 500 คน จากชุมชนต่างๆ ในโซน 3

งานมหกรรมในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 08.00 น. ด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายฐิติวัชร ไลศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยทีมงานจากศูนย์เยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย บรรยากาศคึกคักด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น เช่น การรำวงพื้นเมืองและการบรรเลงดนตรีชาติพันธุ์ แต่ไฮไลต์สำคัญคือการประกวดเดินแบบชุดชาติพันธุ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเสนอเรื่องราวของชุดที่สวมใส่ ไม่ใช่แค่การเดินโชว์ แต่เป็นการเล่าตำนานและอัตลักษณ์ของแต่ละเผ่า เช่น เยาวชนคนหนึ่งจากชุมชนชาวลาหู่เล่าว่า ชุดของเขาสะท้อนถึงวิถีชีวิตบนภูเขาที่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติอันโหดร้าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร การแข่งขันนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้น แต่ยังทำให้ผู้ชม โดยเฉพาะพ่อแม่และชาวบ้านในพื้นที่ ได้เห็นถึงศักยภาพของลูกหลานที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านกิจกรรมเช่นนี้

โครงการนี้คือการลงทุนในอนาคตของเชียงราย

เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีปิดโครงการและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ นายสุธีระพงษ์กล่าวในพิธีว่า “โครงการนี้คือการลงทุนในอนาคตของเชียงราย เราต้องการให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงนโยบายหลักของอบจ.เชียงราย ภายใต้แนวคิด “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” ซึ่งเน้นการเข้าถึงการศึกษาและทักษะชีวิตแม้ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ชนะเลิศในประเภทต่างๆ ได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาและอุปกรณ์ส่งเสริมวัฒนธรรม เช่น ชุดเครื่องแต่งกายใหม่หรือเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถสืบสานกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปในชุมชน

นอกจากประเด็นหลักอย่างการสืบสานวัฒนธรรม ประเด็นรองที่โดดเด่นในงานนี้คือการส่งเสริม Soft Power ท้องถิ่น เชียงรายมีชื่อเสียงในด้านนี้อยู่แล้ว เช่น เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงที่ได้รับ OTOP ระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ โครงการนี้จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเยาวชนให้เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power โดยผ่านกิจกรรมที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมกับทักษะสมัยใหม่ เช่น การใช้โซเชียลมีเดียโปรโมทชุดชาติพันธุ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมือง ผู้เข้าร่วมหลายคนให้สัมภาษณ์ว่า “กิจกรรมนี้ทำให้หนูรู้สึกว่าวัฒนธรรมของเราไม่ใช่แค่เรื่องเก่าๆ แต่สามารถนำไปขายหรือโปรโมทให้คนอื่นรู้จักได้” ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเยาวชน

กิจกรรมในมหกรรมโซน 3 นี้จัดขึ้นเพื่อสืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์

โครงการ “Creative Space for Youth Development” เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566-2570 ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของประชากรจังหวัด (จากข้อมูลสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2564) กิจกรรมในมหกรรมโซน 3 นี้จัดขึ้นเพื่อสืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากชุมชนต่างๆ กว่า 500 คน และมีผู้ชมรวมกว่า 1,000 คน รวมถึงแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สภาเยาวชนเชียงราย ซึ่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเยาวชนกว่า 100 โครงการในปี 2568 การแข่งขันเดินแบบมีผู้สมัครกว่า 200 คน จากการเชิญชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และกลุ่มชุมชน ผลจากการจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดปัญหาสังคมในเยาวชน เช่น การเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่พบในเยาวชนเชียงรายสูงถึง 10% (จากรายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชน พ.ศ. 2564) โดยแทนที่ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์

โครงการส่งเสริม Soft Power ในเชียงราย

เยาวชนในชุมชนของคุณเติบโตขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม พวกเขาจะนำสิ่งนั้นไปสร้างรายได้อย่างไร? จากข้อมูลของโครงการส่งเสริม Soft Power ในเชียงราย การนำวัฒนธรรมมาพัฒนา โครงการนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักถูกมองข้าม ล่าสุด รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น เช่น การศึกษาและสวัสดิการ ส่งผลให้ชุมชนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในแง่เศรษฐกิจ Soft Power จากโครงการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 54,106 ล้านบาท โดยการโปรโมทวัฒนธรรมผ่านเยาวชนจะดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น สร้างงานให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การขายสินค้าพื้นเมืองหรือบริการโฮมสเตย์

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย เช่น การขาดงบประมาณต่อเนื่องหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกล แต่หากอบจ.เชียงรายและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่มีโครงการพัฒนาชุมชน Soft Power สามารถเชื่อมโยงกันได้ โครงการนี้จะยั่งยืนยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับคือชุมชนที่เข้มแข็ง ลูกหลานที่มีทักษะพร้อมเผชิญโลก และวัฒนธรรมที่ถูกสืบสานไปสู่รุ่นต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เชียงรายกลายเป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) และสภาเยาวชนจังหวัดเชียงราย
  • สถิติประชากรและกลุ่มชาติพันธุ์จากรายงานสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2564 และ SDG Profile Chiang Rai โดย UNDP
  • ข้อมูล Soft Power และผลกระทบจาก ETDA และรายงานโครงการส่งเสริม Soft Power เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทย

ถวัลย์ ดัชนี” ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล: เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – “บ้านดำ” พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่สร้างโดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เติบโตมากับเรื่องราวของศิลปินผู้นี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนา แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนรอบๆ สร้างสรรค์งานหัตถกรรมและศิลปะเพื่อขายให้นักท่องเที่ยว  ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ถูกประมูลไปในราคา 25.5 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ให้วงการศิลปะไทย ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวและตลาดศิลปะสากลหดตัวลงอย่างหนัก ทำไมตลาดศิลปะไทย โดยเฉพาะผลงานจากศิลปินเชียงรายอย่างถวัลย์ ดัชนี ถึงยังคงผงาดขึ้นได้

การประมูลที่สร้างสถิติและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดศิลปะไทย

การประมูลที่สร้างความฮือฮาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่ The Art Auction Center ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในบ้านประมูลชั้นนำของไทย ผลงานภาพวาด “Vitruvian Man” โดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้เกิดและเติบโตในเชียงราย ได้ถูกประมูลไปในราคา 25.531 ล้านบาท (รวมค่าธรรมเนียม) ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับการประมูลศิลปะไทยที่ไม่ใช่งานการกุศล ภาพนี้เป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบขนาดใหญ่ 203 x 247.5 เซนติเมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ช่วงที่ถวัลย์เพิ่งกลับจากศึกษาต่อที่ Royal Academy of Art ในเนเธอร์แลนด์

ตามรายงานจาก The Art Auction Center ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “Vitruvian Man” ของ Leonardo da Vinci แต่ถวัลย์ได้ผสมผสานสัญลักษณ์ไทยอย่างรูปควายสามตัว ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการสะท้อนถึงรากเหง้าของตัวเองและวัฒนธรรมไทย แม้จะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ภาพนี้ถูกเก็บรักษาโดยครอบครัวชาวอเมริกันมานานกว่า 50 ปี ก่อนนำออกประมูล ทำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับแคปซูลเวลา การประมูลครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท และพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดสูงสุด

นอกจากนี้ ผลงานอื่นของถวัลย์ยังสร้างสถิติในเวทีสากล เช่น ภาพ “Scream of Sorrowful” ที่ประมูลได้ 775,644 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.6 ล้านบาท) ที่ Christie’s Hong Kong ในปีเดียวกัน สถิติเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงตลาดศิลปะไทยที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ตลาดโลกจะหดตัว ตามรายงาน The Art Market Report 2025 โดย Art Basel และ UBS Global Wealth Management ตลาดศิลปะโลกในปี 2024 หดตัวลง 12% เหลือมูลค่า 57.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ในเอเชีย โดยเฉพาะไทย ตลาดศิลปะกลับเติบโต ตามข้อมูลจาก Knight Frank Luxury Investment Index (KFLII) ซึ่งระบุว่าดัชนีการลงทุนหรูหราโลกติดลบ 3.3% ในปี 2024 โดยหมวดศิลปะหดตัวมากถึง 16-18% แต่ตลาดไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากราคายังเข้าถึงได้และมีนักสะสมในประเทศหนุนหลัง

ถวัลย์ ดัชนี “Batter of Mara / มารผจญ” (พ.ศ.2537) สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ “ถวัลย์ได้พัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์และมนุษย์ การตีความเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาเป็นโครงสร้างหลัก แล้วสื่อสารโดยใช้กระบวนการทางจิตรกรรมเป็นภาษาภาพ ด้วยรูปทรงสัญลักษณ์และตัวละครในรูปแบบเฉพาะตัวของศิลปิน เป็นหนึ่งในรูปแบบศิลปะประเพณีใหม่ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ผลงาน “มารผจญ” แสดงให้เห็นถึงแนวทางดังกล่าว ด้วยภาพพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอันเป็นประธานของภาพ สื่อถึงความนิ่งสงบไม่หวั่นเกรงต่อเหล่าสัตว์ร้ายที่ก่อกวนอยู่รายรอบ”

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส

นักวิเคราะห์อย่าง พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ได้เปิดเผยในบทความของ Forbes Thailand ถึง 7 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส ซึ่งผมจะสรุปจากข้อมูลจริงดังนี้:

  1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักสะสมโลก: ตลาดโลกหดตัวเพราะผลงานราคาสูงเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลง แต่หันมานิยมศิลปะร่วมสมัยราคาย่อมเยา ศิลปะไทยส่วนใหญ่ยังราคาไม่ถึงหลักล้านดอลลาร์ จึงได้รับประโยชน์ ตามรายงาน Artprice ซึ่งชี้ว่าการขายออนไลน์ศิลปะเอเชียเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2024
  2. กระแส Quiet Luxury: นักสะสมหันมาสนใจสิ่งที่สะท้อนรสนิยมลึกซึ้ง ไม่ใช่แบรนด์เนมทั่วไป งานศิลปะไทยตอบโจทย์นี้ โดยเฉพาะผลงานที่มีเรื่องราววัฒนธรรมอย่างของถวัลย์
  3. การลงทุนที่ผสมผสาน passion: ชาวไทยมองศิลปะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตัวอย่างเช่น ผลงานถวัลย์เพิ่มมูลค่าเฉลี่ย 15-20% ต่อปี ตามข้อมูลจาก MutualArt
  4. ราคาที่มีศักยภาพเติบโต: เมื่อเทียบกับเวียดนามหรือสิงคโปร์ ศิลปะไทยยังราคาต่ำกว่า 2-3 เท่า ทำให้มีโอกาสขึ้นราคาได้อีกมาก
  5. นักสะสมรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น: จากเดิมจำกัดกลุ่มนักธุรกิจ ตอนนี้ขยายสู่คนรุ่น millennials และ Gen Z โดย 40% ของนักสะสมใหม่ในไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี ตามสำรวจของ Bangkok Art Auction Center
  6. พลังจากภาคเอกชน: แม้รัฐบาลจะสนับสนุนน้อย แต่เอกชนอย่าง The Art Auction Center และ Nova Contemporary Gallery ที่เพิ่งขยายในปี 2025 ได้จัดงานอีเวนต์มากขึ้น สร้างดีมานด์
  7. ชาตินิยมในนักสะสมไทย: นักสะสมไทยกว่า 80% เลือกซื้อผลงานศิลปินไทย และมักชนะประมูลผลงานที่ออกนอกประเทศ สร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตามรายงานจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute

ข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยในปี 2025 ตลาดศิลปะไทยคาดเติบโต 7-10% ตาม Thailand Art and Sculpture Market Report โดย 6Wresearch ซึ่งคาดการณ์ CAGR 7.3% จนถึงปี 2031

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและประชาชนในเชียงราย

หากตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแสเช่นนี้ ชาวบ้านที่บ้านดำหรือหมู่บ้านศิลปินใกล้เคียงจะได้รับส่วนแบ่งอย่างไรหรือจะเป็นแค่ประโยชน์ของนักสะสมรวยๆ เท่านั้น การสร้างสถิติของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งมีฐานที่มั่นในเชียงรายผ่าน “บ้านดำ” (Baan Dam Museum) อาจกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เพิ่มขึ้น ตามสถิติจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ในปี 2024 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคน สร้างรายได้ 60,000 ล้านบาท โดย 25% มาจากการท่องเที่ยววัฒนธรรมและศิลปะ 

การเยี่ยมชมบ้านดำซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว 500,000 คนต่อปี หากข่าวการประมูลนี้แพร่กระจายในปี 2025 อาจเพิ่มนักท่องเที่ยวอีก 15-20% ตามแบบจำลองของ World Travel & Tourism Council (WTTC) ซึ่งคาดว่าการท่องเที่ยวศิลปะในเอเชียจะเติบโต 8% ต่อปี 

เมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด

ความเสี่ยงหากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการจัดการ อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การจราจรติดขัดในพื้นที่ดอยหรือการบุกรุกชุมชน จากรายงานของ Bank of Thailand ปี 2024 ช่องว่างรายได้ระหว่างเมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด ดังนั้น รัฐบาลท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้ในการกระจายรายได้ เช่น จัด workshop ศิลปะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าของแกลเลอรีใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคตาม The Art Market Report 2025 ตลาดศิลปะไทยมีส่วนช่วย GDP ราว 0.5-1% ผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว หากตลาดเติบโตต่อเนื่อง อาจสร้างงานใหม่กว่า 50,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะในภาคเหนือซึ่งมีศิลปินท้องถิ่นจำนวนมาก 

สำหรับชาวเชียงราย การวิเคราะห์จาก Forbes Thailand ชี้ว่า การประมูลสูงเช่นนี้จะยกมูลค่างานศิลปะท้องถิ่นให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น งานหัตถกรรมจากหมู่บ้านแม่จันอาจขายได้ราคาดีขึ้น 20-30% หากโปรโมทว่าได้รับแรงบันดาลใจจากถวัลย์ นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2024 ว่า “ศิลปะไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยยกประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย THACCA ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย

การแข่งขันในเวทีโลกผลงานถวัลย์ที่ขายดีใน Christie’s แสดงว่าศิลปะไทยมีศักยภาพสากล แต่ต้องระวังการแข่งขันจากเวียดนามซึ่งตลาดเติบโต 15% ในปี 2024 หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย เช่น จัดเทศกาลศิลปะประจำปี อาจดึงนักลงทุนต่างชาติ สร้างงานในอุตสาหกรรมเนื้อหาดิจิทัลเกี่ยวกับศิลปะล้านนา โดยสรุปการวิเคราะห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หากจัดการดี ประชาชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์จากรายได้เพิ่ม การพัฒนาทักษะ และชุมชนที่เข้มแข็ง

จากมรดกศิลปะสู่โอกาสชีวิตจริง

เรื่องราวของถวัลย์ ดัชนี เริ่มจากภาพวาดที่สร้างสถิติ และคลี่คลายสู่การเติบโตของตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก สำหรับชาวเชียงราย โอกาสนี้หมายถึงการยกระดับชีวิตผ่านการท่องเที่ยวและธุรกิจสร้างสรรค์ หากทุกฝ่ายร่วมมือ มรดกนี้จะไม่ใช่แค่ของนักสะสม แต่เป็นของชุมชนทั้งหมด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ใน Forbes Thailand
  • Nation Thailand, บทความเกี่ยวกับการประมูล Vitruvian Man (เครดิต: Nation Thailand)
  • Art Basel & UBS, The Art Market Report 2025 (เครดิต: Art Basel & UBS)
  • Knight Frank, Luxury Investment Index 2024-2025 (เครดิต: Knight Frank)
  • Christie’s, รายงานการประมูล Scream of Sorrowful (เครดิต: Christie’s)
  • 6Wresearch, Thailand Art and Sculpture Market Report (เครดิต: 6Wresearch)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ไทยผงาด! มรดกวัฒนธรรมอันดับ 1 เอเชีย: โอกาสของซอฟต์พาวเวอร์ในเชียงราย

ซอฟต์พาวเวอร์พลิกโฉม! ไทยมรดกวัฒนธรรมอันดับ 1 โลก ยกระดับชีวิตคนเชียงราย

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมร่ำรวยที่สุดในเอเชีย จากรายงานของ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 การประกาศนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวเชียงรายและชุมชนใกล้เคียงให้ดีขึ้นได้อย่างไร? ในขณะที่โลกกำลังมองหา “ซอฟต์พาวเวอร์” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่อย่างเชียงรายที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมชนเผ่า วัดวาอารามโบราณ และธรรมชาติอันงดงาม กำลังยืนอยู่บนเวทีที่พร้อมจะผงาดขึ้น แต่คำถามที่ชวนสงสัยคือ โอกาสนี้จะนำพาประโยชน์อะไรมาสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของการท่องเที่ยวและการเกษตร

การจัดอันดับและนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ก่อนอื่น เรามาดูข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานของเรื่องนี้กัน รายงาน Best Countries Rankings ประจำปี 2024 จาก U.S. News & World Report ซึ่งเป็นองค์กรสื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 8 ของโลก จากทั้งหมด 89 ประเทศที่ได้รับการประเมิน การจัดอันดับนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 17,000 คนทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์ 5 ประการที่ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ได้แก่ การเข้าถึงวัฒนธรรม (culturally accessible), ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง (has a rich history), อาหารยอดเยี่ยม (has great food), สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย (many cultural attractions) และความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์ (many geographic attractions)

จากรายงาน ประเทศไทยทำคะแนนโดดเด่นในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงวัดวาอาราม โบราณสถาน และเทศกาลประเพณีที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย อาหารไทยที่ได้รับการยอมรับระดับโลก และหาดทรายขาวกับภูเขาที่งดงาม ทำให้ไทยแซงหน้าประเทศอย่างอินเดีย (อันดับ 2 ในเอเชีย), ญี่ปุ่น (อันดับ 3), จีน (อันดับ 4), อินโดนีเซีย (อันดับ 5), เวียดนาม (อันดับ 6), มาเลเซีย (อันดับ 7), เกาหลีใต้ (อันดับ 8), สิงคโปร์ (อันดับ 9) และฟิลิปปินส์ (อันดับ 10) ในภูมิภาคเอเชีย

รายงานยังระบุว่า แม้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทยจะคิดเป็นเพียง 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2024 แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวกว่า 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 43.8% จากปีก่อนหน้า และสร้างรายได้กว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council (WTTC) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่เพียงแต่เป็นมรดก แต่ยังเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

ยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ THACCA

ในส่วนของนโยบายภาครัฐ รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อการจัดอันดับนี้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านหน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Thailand Creative Culture Agency หรือ THACCA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2023 เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ THACCA ทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ โดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ต้นน้ำ: การพัฒนาทักษะคนไทย – นโยบาย “หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS)” มุ่งสกิล (up-skill) และรีสกิล (re-skill) คนไทย โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การอบรมช่างฝีมือท้องถิ่นในเชียงรายให้ใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งขายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมออนไลน์ ในปี 2024 มีการจัดอบรมกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนในปี 2025
  2. กลางน้ำ: การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ – รัฐบาลมุ่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและออกกฎหมายใหม่เพื่อสนับสนุน 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี มวยไทย และการท่องเที่ยว โดย THACCA ได้จัดงาน THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2024 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการจาก 11 อุตสาหกรรม เพื่อแสดงศักยภาพวัฒนธรรมไทย และวางแผนขยายไปยังงานใหญ่ในปี 2025 ที่จะจัดระหว่าง 8-11 กรกฎาคม
  3. ปลายน้ำ: การผลักดันสู่เวทีโลก – ใช้ “การทูตทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Cultural Diplomacy)” เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกภาพยนตร์ไทย ซีรีส์ และอาหารไปยังตลาดเอเชียและยุโรป ในปี 2024 THACCA ได้ลงทุนกว่า 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 240 ล้านบาท) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน เพื่อส่งเสริมการส่งออก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายให้ซอฟต์พาวเวอร์ช่วยเพิ่ม GDP จากภาคสร้างสรรค์ให้ถึง 15% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่อยู่ราว 7-8% ตามข้อมูลจาก Brand Finance’s Global Soft Power Index 2024 ซึ่งจัดอันดับไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียด้านวัฒนธรรมเช่นกัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเฉพาะในเชียงราย

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์จะส่งผลกระทบอย่างไร โดยเน้นผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงที่อาศัยพึ่งพาการเกษตร การท่องเที่ยว และหัตถกรรมการครองอันดับ 1 ในเอเชียด้านมรดกวัฒนธรรมอาจกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คำถามชวนคิดคือ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 20-30% ในปี 2025 ตามที่ WTTC คาดการณ์ ชุมชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์อย่างไร? จากสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2024 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 50,000 ล้านบาท โดย 40% มาจากการท่องเที่ยววัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมวัดร่องขุ่น ดอยตุง และหมู่บ้านชนเผ่า การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ผ่าน THACCA อาจทำให้รายได้จากภาคนี้เพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี โดยเฉพาะหากรัฐบาลขยายโครงการ OFOS มาสู่พื้นที่ภาคเหนือ ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและช่างฝีมือ สามารถขายผลิตภัณฑ์อย่างผ้าทอหรือชาโออิ้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างรายได้เสริมเฉลี่ย 5,000-10,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง หากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการจัดการที่ดี อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การบุกรุกพื้นที่ป่าดอยในเชียงราย หรือการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดหัตถกรรม จากข้อมูลของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ในปี 2025 ชี้ว่า นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่เน้น (bureaucratic) อาจจำกัดความคิดสร้างสรรค์ระดับ grassroots ในพื้นที่อย่างเชียงใหม่และเชียงราย ดังนั้น รัฐบาลควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่

ซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นเครื่องมือยกไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

ประการที่สอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค จากรายงานของ World Bank ปี 2024 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการท่องเที่ยว หากซอฟต์พาวเวอร์ช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออกวัฒนธรรม เช่น อาหารและภาพยนตร์ ให้ถึง 10% ของ GDP ภายใน 5 ปี ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากงานใหม่ๆ กว่า 1 ล้านตำแหน่ง ตามที่นายกรัฐมนตรีสฤษฎ์ฐา ทวีสินเคยให้สัมภาษณ์ในงาน THACCA SPLASH 2024 ว่า “ซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นเครื่องมือยกไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” โดยเฉพาะในเชียงราย ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชุมชน (community-based tourism) ที่คิดเป็น 8% ของรายได้การท่องเที่ยวไทย ตามรายงาน Tourism Analytics 2024 การพัฒนานี้จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคงขึ้น ลดการย้ายถิ่นฐานไปเมืองใหญ่ และเสริมสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

แต่ในมุมวิเคราะห์เชิงลึก เราต้องถามว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ หากไม่มีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม? จากตัวเลขของ Bank of Thailand การท่องเที่ยวสร้างรายได้หลักให้กับ 11% ของ GDP ในปี 2019 แต่หลังโควิด ช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่กับชนบทเพิ่มขึ้น 20% ดังนั้น THACCA ควรเน้นโครงการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมล้านนาในเชียงรายเข้ากับตลาดโลก เช่น การส่งเสริมเทศกาลสงกรานต์หรือประเพณียี่เป็งให้เป็นแบรนด์ระดับสากล ซึ่งอาจเพิ่มรายได้ชุมชน 30% ตามแบบจำลองของ WTTC

ต้องระวังการแข่งขันจากจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีซอฟต์พาวเวอร์แข็งแกร่ง

ประการสุดท้าย การผลักดันสู่เวทีโลกผ่านการทูตวัฒนธรรมอาจเสริมอิทธิพลของไทยในเอเชีย แต่ต้องระวังการแข่งขันจากจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีซอฟต์พาวเวอร์แข็งแกร่ง จากข้อมูล Global Soft Power Index 2024 ไทยอยู่อันดับ 1 เอเชียด้านวัฒนธรรม แต่จีนนำด้านเศรษฐกิจ หากรัฐบาลใช้โอกาสนี้ดี ประชาชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์จากนักลงทุนต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมชนเผ่า สร้างงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น การผลิตเนื้อหาดิจิทัลเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่น

โดยสรุป การวิเคราะห์ชี้ว่า ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน หากรัฐบาลและชุมชนร่วมมือกัน ประชาชนอายุ 30-55 ปีในเชียงรายจะสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจ เช่น การเข้าร่วมโครงการ OFOS เพื่อพัฒนาทักษะ หรือการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและชุมชนที่เข้มแข็ง

จากมรดกสู่โอกาสที่ยั่งยืน

เรื่องราวของซอฟต์พาวเวอร์ไทยเริ่มจากความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม และคลี่คลายสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่มหาศาล โดยเฉพาะสำหรับชาวเชียงรายที่สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ในการยกระดับชีวิต หากทุกฝ่ายร่วมมือ โอกาสนี้จะไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงจริงที่สัมผัสได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • U.S. News & World Report, Best Countries Rankings 2024 (เครดิต: U.S. News & World Report)
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (THACCA), รายงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ 2024-2025 (เครดิต: THACCA และรัฐบาลไทย)
  • World Travel & Tourism Council (WTTC), Economic Impact Research 2024 (เครดิต: WTTC)
  • ISEAS-Yusof Ishak Institute, Perspective 2025/44 (เครดิต: ISEAS)
  • Brand Finance, Global Soft Power Index 2024 (เครดิต: Brand Finance)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

มลพิษแม่น้ำกก! คุกคามเศรษฐกิจเชียงรายเสียหายหนักกว่า 1.3 พันล้านบาท

วิกฤตแม่น้ำกกภัยมลพิษซ้ำเติมเศรษฐกิจเชียงราย มูลค่าเสียหายกว่า 1.3 พันล้านบาท/ปี ภาคราชการสุ่มเสี่ยงไร้ความต่อเนื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – วิกฤตมลพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานที่ไหลลงสู่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่กำลังซ้ำเติมความเปราะบางของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการโยกย้ายและเกษียณอายุ

รายงานการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากสำนักข่าว Lanner เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า หากแม่น้ำกกไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมจะสูงถึง 1,300,006,731 บาทต่อปี ซึ่งเป็นหายนะที่คุกคามปากท้องและอนาคตของชุมชนกว่า 20 ตำบลที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หายนะทางเศรษฐกิจมูลค่าความเสียหายใน 3 ภาคส่วนหลัก

ความเสียหายจากวิกฤตแม่น้ำกกกระจายตัวครอบคลุมสามภาคส่วนหลักของเศรษฐกิจเชียงราย ดังนี้:

  1. ภาคการท่องเที่ยว:
    • มูลค่าความเสียหาย: สูงถึง 773,530,143 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: โรงแรมและรีสอร์ทริมแม่น้ำกกเสียหายกว่า 669 ล้านบาท และธุรกิจการท่องเที่ยวริมน้ำ เช่น การล่องเรือ แพเปียก และการขี่ช้าง เสียหายอีกกว่า 104 ล้านบาท เนื่องจากสายน้ำที่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับกลายเป็นแหล่งมลพิษ
    • ตัวอย่าง: ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กและเจ้าของเรือนำเที่ยวต้องเผชิญกับรายได้ที่หดหายในพริบตา ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และผู้ให้บริการขนส่งที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว
  2. ภาคเกษตรกรรม:
    • มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 511,450,458 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: พื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำกกใน 20 ตำบล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงรวม 131,607 ไร่ ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อเพาะปลูกได้ โดยในพื้นที่นี้มีพื้นที่ปลูกข้าว (นาปีและนาปรัง) กว่า 103,924 ไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 27,682 ไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก
    • ตัวอย่าง: หากน้ำปนเปื้อนจนใช้ไม่ได้ หมายถึงการสูญเสียผลผลิตที่ทำกินของครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรจำนวน 162,922 ครัวเรือน ในจังหวัดเชียงราย
  3. ภาคประมง:
    • มูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 15,026,130 บาทต่อปี
    • ผลกระทบ: ชาวประมงจำนวน 105 คนที่พึ่งพารายได้จากการจับปลาในแม่น้ำกก ต้องสูญเสียรายได้ตลอดทั้งฤดูกาล เนื่องจากปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่ปนเปื้อนได้
    • ตัวอย่าง: การสูญเสียรายได้นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อปากท้อง แต่ยังเป็นการสูญเสียวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

ภัยซ้ำเติมการปรับทัพข้าราชการกับวิกฤตความต่อเนื่อง

ในขณะที่วิกฤตแม่น้ำกกกำลังทวีความรุนแรง การบริหารราชการใน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ภายใต้การบริหารของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่

มีการดำเนินการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงอธิบดีกรมสำคัญอื่นๆ ก็ถูกโยกย้ายด้วยเช่นกัน แม้การโยกย้ายจะเป็นเรื่องปกติ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและเฉียบขาด

นอกจากนี้ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า กระทรวงมหาดไทยจะเผชิญกับการเกษียณอายุราชการของข้าราชการจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิด ช่องว่างในการทำงาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกก

ทางออกสำหรับเชียงรายรัฐต้องเร่งมือ-ประชาชนต้องได้รับเยียวยา

เพื่อให้ประชาชนในเชียงรายสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญดังนี้:

  1. เร่งรัดการตัดสินใจและมาตรการฉุกเฉิน: แม้จะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงควรใช้อำนาจที่มีในการสั่งการและสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นอย่างทันท่วงที เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบฉุกเฉินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. สร้างความมั่นใจในความต่อเนื่องของนโยบาย: การถ่ายทอดนโยบายและแผนงานอย่างชัดเจนให้กับข้าราชการที่เข้ารับตำแหน่งใหม่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดหยุดลง
  3. จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเร่งด่วน: ด้วยมูลค่าความเสียหายกว่า 1.3 พันล้านบาทต่อปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินและทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อชดเชยความเสียหาย ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และสนับสนุนอาชีพทางเลือกให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจอนาคตไกลของจังหวัด อย่างกาแฟดอยตุง, ชาเชียงราย, สับปะรดนางแล และพืชสมุนไพร
  4. โปร่งใสและสื่อสารกับประชาชน: การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และโปร่งใสเกี่ยวกับการดำเนินงานแก้ไขปัญหา รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน

วิกฤตแม่น้ำกกจึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกลไกการบริหารราชการของไทย ว่าจะสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพื่อให้สายน้ำกกกลับมาเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจของชาวเชียงรายได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สู้ราคาตกต่ำ! พาณิชย์เชียงรายมอบกล่องไปรษณีย์ฟรี ช่วยเกษตรกรขายผลไม้ตรงสู่ผู้บริโภค

พาณิชย์เชียงรายคิกออฟมอบ “กล่องไปรษณีย์ฟรี” ช่วยเกษตรกรดันลำไยพ้นวิกฤตราคาตก

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 –  วิกฤตราคาผลไม้ในเชียงรายปี 2568 สะท้อนปัญหาซ้ำซากเรื่องผลผลิตล้นตลาดและต้นทุนขนส่งสูง เกษตรกรรายย่อยเผชิญอำนาจต่อรองจำกัด ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาซื้อออนไลน์มากขึ้น โอกาสจึงอยู่ที่ “เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง” เพื่อลดชั้นกลางและเพิ่มรายได้สุทธิ กิจกรรม “Kick off มอบกล่องไปรษณีย์ช่วยเหลือเกษตรกร” และ 6 มาตรการเชิงรุกของจังหวัด มุ่งปลดล็อกประเด็นคอขวดทั้งฝั่งตลาด การรวบรวมผลผลิต และโลจิสติกส์ จุดแข็งคือความร่วมมือรัฐ–เอกชน และเครื่องมือโลจิสติกส์ที่จับต้องได้ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะยั่งยืนเมื่อมีการสื่อสารคุณภาพสินค้า การติดตามคำสั่งซื้อ และบริหารอุปทานอย่างสมดุล ทั้งหมดนี้ชี้ว่าประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์จากราคาที่เป็นธรรมและการเข้าถึงผลไม้คุณภาพถึงหน้าบ้าน

พาณิชย์เชียงราย “คิกออฟกล่องไปรษณีย์ช่วยเกษตรกร” ดันลำไย–ส้มโอพ้นวิกฤตราคาตก

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายเปิดกิจกรรม “Kick off มอบกล่องไปรษณีย์ช่วยเหลือเกษตรกรจังหวัดเชียงราย” ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัด โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อเร่งกระจายผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภคโดยตรง ท่ามกลางวิกฤตผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยเฉพาะ ลำไย และ ส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่

ฉากหลังวิกฤตเมื่อผลผลิตมากกว่าความต้องการ

8 สิงหาคม 2568 สถานการณ์ราคาผลไม้ในหลายอำเภออ่อนแรงลงจากอุปทานที่พุ่งสูง ขณะที่การรับซื้อของภาคเอกชนไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เกษตรกรแบกรับต้นทุนเก็บเกี่ยว แพ็กกิ้ง และขนส่ง การแทรกแซงเชิงระบบจึงจำเป็น ทั้งในมิติ “ตลาด” และ “โลจิสติกส์ระยะสุดท้าย” เพื่อพยุงราคาและรักษาคุณภาพผลผลิต

6 มาตรการเชิงรุก: จากสวนถึงมือผู้บริโภค

นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดเชียงราย เปิดแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยส่วนเกินปี 2568 จำนวน 6 มาตรการ ดังนี้

  1. เชื่อมโยงตลาดลำไยสดช่อ ผ่านเครือข่ายพาณิชย์จังหวัด สหกรณ์ และสภาเกษตรกรทั่วประเทศ
  2. รณรงค์บริโภคในจังหวัด จัดระบบพรีออเดอร์พร้อมส่งฟรีผ่านไปรษณีย์ไทย และนัดรับทุกวันพฤหัสบดีที่ศาลากลาง เชื่อมโยงผลผลิตแล้ว 1,329 กก. มูลค่า 57,400 บาท
  3. งานแสดงสินค้า ทั้งใน–นอกจังหวัด เพื่อเปิดหน้าร้านชั่วคราวและฐานลูกค้าใหม่
  4. เพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมรับซื้อ ลดความสูญเสียและจัดคิวตัด–คัด–แพ็กอย่างมีมาตรฐาน
  5. โครงการ “ลำไยบินได้” ส่งลำไยเกรด AA+A จากเชียงรายสู่ภูเก็ตด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ เป้าหมาย 24,000 กก. มูลค่า 1,080,000 บาท
  6. ตลาดออนไลน์ สนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้ 10 กก. จำนวน 35,000 กล่อง และตะกร้าพลาสติก 3,000 ใบ พร้อมค่าจัดส่งฟรีผ่านไปรษณีย์ไทย ช่วยลดต้นทุนและขยายการขายทั่วประเทศ

กล่องส่งฟรี” หัวใจโลจิสติกส์ระยะสุดท้าย

มาตรการเด่นคือการมอบกล่องผลไม้ขนาด 10 กก. พร้อม จัดส่งฟรี ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ช่วยให้เกษตรกรเข้าสู่ตลาดออนไลน์ได้ทันที ลดค่าแพ็กกิ้งและค่าส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนใหญ่ในช่วงผลผลิตออกมาก การจัดสรร 35,000 กล่อง ถูกออกแบบให้รองรับคำสั่งซื้อกระจายทั่วประเทศ สร้างเสถียรภาพด้านการระบายสินค้าในเวลาจำกัด

บทสะท้อนจากพื้นที่เมื่อรัฐ–เอกชนจับมือ

ภาพการทำงานร่วมกันระหว่างพาณิชย์จังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น ไปรษณีย์ไทย และเครือข่ายสหกรณ์ ทำให้ “การสั่ง–แพ็ก–ส่ง” เดินหน้าอย่างเป็นระบบ เกษตรกรได้ช่องทางขายโดยตรง ผู้บริโภคได้ผลไม้สดใหม่ในราคายุติธรรม จังหวัดได้เครื่องมือระบายผลผลิตอย่างรวดเร็วในฤดูกาลสำคัญ

วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ระยะสั้น มาตรการช่วย พยุงราคา และ เร่งระบายของ ลดความเสี่ยงของผลไม้ค้างสต็อก ระยะกลาง การสร้างฐานลูกค้าออนไลน์และช่องทางขนส่งที่คาดการณ์ได้ จะเพิ่ม รายได้สุทธิ ให้เกษตรกร ขณะที่ภาครัฐได้ข้อมูลดีมานด์จริงเพื่อวางแผนผลิตปีต่อไป หากควบคู่ด้วยมาตรฐานคัดเกรด การติดตามพัสดุ และบริการลูกค้า จะยิ่งสร้าง ความเชื่อมั่นซ้ำซื้อ ซึ่งเป็นกุญแจของความยั่งยืน

ประชาชนได้อะไร

ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้คุณภาพใหม่สด ราคาตรงจากสวน ประหยัดค่าขนส่ง และได้รับความสะดวกในการรับสินค้า ทั้งแบบ ส่งถึงบ้าน และ นัดรับวันพฤหัสบดี ที่ศาลากลาง นอกจากนี้ เศรษฐกิจท้องถิ่นหมุนเวียนเร็วขึ้นจากเม็ดเงินกระจายสู่ชุมชน และลดการสูญเสียอาหารจากการตกค้าง

จังหวัดเตรียมสื่อสารอย่างต่อเนื่องเรื่องคุณภาพลำไย–ส้มโอ มาตรฐานแพ็กกิ้ง และเงื่อนไขส่งฟรี พร้อมขยายจุดรับพรีออเดอร์ในอำเภอหลัก ตลอดจนติดตามตัวชี้วัดการขายและระยะเวลาขนส่ง เพื่อปรับแผนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ในช่วงพีกผลผลิต

สรุป

กิจกรรม “Kick off มอบกล่องไปรษณีย์ช่วยเหลือเกษตรกร” คือเครื่องมือเชื่อมสวนกับครัวเรือนทั่วประเทศ ผ่านโลจิสติกส์ที่รัฐสนับสนุนและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานง่าย เมื่อทำงานร่วมกับ 6 มาตรการครบวงจร จึงมีศักยภาพพยุงราคา สร้างรายได้ที่เป็นธรรม และทำให้ผู้บริโภคได้ผลไม้คุณภาพในต้นทุนเหมาะสม โมเดลนี้หากเดินหน้าต่อเนื่องและวัดผลอย่างโปร่งใส จะต่อยอดเป็น “ระบบระบายผลผลิตอัจฉริยะ” ของเชียงรายในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News