Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายชูจุดขาย “คูลเคชั่น” พลิกวิกฤตโลกร้อนสู่ปีทองการท่องเที่ยว

อพยพหนีร้อนสู่ “คูลเคชั่น” เชียงรายชูจุดขายอากาศเย็น–ธรรมชาติสงบ พลิกวิกฤตโลกร้อนเป็น “ปีทองท่องเที่ยวใหม่”

เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เมื่อยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงจนหลายเมืองแตะ 40°C พร้อมไฟป่าถี่กว่าที่เคย จุดหมายฤดูร้อนคลาสสิกอย่างสเปน โปรตุเกส และกรีซเริ่มถูกนักเดินทาง “หลบเลี่ยง” มากกว่า “ไหลเข้า” ปรากฏการณ์นี้ผลักดันคำใหม่ในพจนานุกรมท่องเที่ยวโลก—คูลเคชั่น (Coolcation)” หรือการท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาอากาศที่เย็นกว่า เงียบกว่า และไม่แออัด—จากคำฮิตสู่ กติกาใหม่ของการวางแผนทริปหน้าร้อนปี 2025

คำถามจึงดังขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะ เชียงราย เมืองเหนือที่โอบล้อมด้วยเทือกดอยและลำน้ำว่า นี่คือโอกาสพลิกวิกฤตสภาพอากาศ ให้กลายเป็นปีทองของเชียงรายได้หรือไม่?”

คลื่นร้อนเปลี่ยนยุโรป สัญญาณเตือนที่กลายเป็นสัญญาณตลาด

ตลอดสองฤดูร้อนที่ผ่านมา สื่อเศรษฐกิจระดับโลกและหน่วยงานด้านท่องเที่ยวของยุโรป รายงานคลื่นความร้อน/ไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อจุดหมายเมดิเตอร์เรเนียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการอพยพปิดชายหาดชั่วคราว ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงต่อสุขภาพของนักเดินทาง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์ท่องเที่ยวสากลอย่าง เจนนี เซาธาน (Jenny Southan) ซีอีโอ Globetrender ประเมินว่า เดือนกรกฎาคม–สิงหาคม กำลังกลายเป็น “เขตเสี่ยงภูมิอากาศ” สำหรับการท่องเที่ยวมวลชนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน—ภาษาธุรกิจคือ “ดีมานด์ย้ายฤดูกาลและย้ายพิกัด”

ข้อมูลเสริมจากเครือข่ายที่ปรึกษาท่องเที่ยว Virtuoso สะท้อนตรงกันว่า 79% ของที่ปรึกษายอมรับ “เหตุอากาศสุดขั้วมีผลต่อการวางแผนเดินทาง” และ 55% ของลูกค้าหันไปเลือก นอกฤดูกาล (shoulder season) มากขึ้น ขณะเดียวกัน European Travel Commission (ETC) ชี้แนวโน้ม “เลี่ยงที่แออัด/เปลี่ยนเส้นทาง” เริ่มปรากฏอย่างมีนัยสำคัญ และสายการบินในยุโรปเหนืออย่าง SAS รายงานยอดจองจากยุโรปใต้สู่ นอร์เวย์ สำหรับฤดูร้อนปี 2025 เติบโตเด่น (บางเส้นทางขยายตัวระดับสองหลัก) ยืนยันว่า “คูลเคชั่น” ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็น พฤติกรรมใหม่ที่วัดได้

สำหรับประเทศเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวสูงอย่างกรีซ สเปน และโปรตุเกส ซึ่งสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อ GDP อยู่ที่ราว 18%, 12.3% และ 11.9% ตามลำดับ ความปั่นป่วนของฤดูกาลหมายถึงความเสี่ยงต่อรายได้ท้องถิ่นโดยตรง ยิ่งทำให้จุดหมาย “เย็นกว่า–โลว์คีย์กว่า” ทั่วโลกถูกมองหามากขึ้น

คูลเคชั่นคืออะไร และทำไมเชียงราย “เข้าแกน” เทรนด์นี้

คูลเคชั่น (Coolcation) คือการเดินทางที่มี อุณหภูมิ เป็นตัวตั้ง—ผู้เดินทางหลีกเลี่ยงความร้อนจัดและฝูงชน หันไปหาสถานที่ที่ เย็นกว่า สงบกว่า และมีประสบการณ์กลางแจ้งที่เข้ากับอากาศ กิจกรรมยอดนิยมจึงเปลี่ยนจากนอนอาบแดดสู่ เดินป่า ชมทะเลหมอก พายเรือในลำน้ำเย็น น้ำตก/ล่องแก่ง หรือ เที่ยวเมืองเล็กที่มีวัฒนธรรมเข้ม

เมื่อจับเลนส์นี้ไปส่องแผนที่ไทย เชียงราย สอดรับกับคำจำกัดความแทบทุกมิติ

  1. ภูมิประเทศสูง/ลมเย็นโดยธรรมชาติ – เทือกดอยตั้งแต่ ดอยตุง–ดอยช้าง–ดอยแม่สลอง (สันติคีรี) ไปจนถึงแนวสันเขา ภูชี้ฟ้า–ภูชี้ดาว–ผาตั้ง ทำให้อุณหภูมิบนที่สูง ต่ำกว่าพื้นราบหลายองศา โดยเฉพาะเช้าตรู่ที่มักแตะระดับเย็นสบายแม้ในฤดูฝนปลายฝนต้นหนาว
  2. สายน้ำคลายร้อน – เมืองถูกผ่าโดย แม่น้ำกก และรายล้อมด้วยน้ำตกชื่อดังอย่าง ขุนกรณ์–ห้วยแม่ซ้าย รวมถึงแหล่งน้ำธรรมชาติสำหรับ ล่องแพ/พายคายัค/เล่นน้ำ ที่มอบ “ความเย็นในกิจกรรม” แม้อากาศภายนอกจะอบอ้าว
  3. ความสงบและความเป็นท้องถิ่น – เทียบกับเมืองท่องเที่ยวเมกะฮิต เชียงรายเสนอ “จังหวะช้า” แบบ Slow Tourism ที่นักท่องเที่ยวยุคคูลเคชั่นมองหา ทั้งตลาดกลางคืนท้องถิ่น งานคราฟต์ชนเผ่า ร้านกาแฟ–ไร่ชา (ชาผู่อูหลง/ชาเขียวคุณภาพ) และพิพิธภัณฑ์/อาร์ตสเปซที่เดินชมแบบไม่ต้องเบียดคน
  4. การเข้าถึงหลากหลายเส้นทาง – สนามบินแม่ฟ้าหลวงเชื่อมกรุงเทพฯ/หัวเมืองหลัก และเครือข่ายถนนขึ้นดอยถูกปรับปรุงต่อเนื่อง ทำให้ “เที่ยวดอย–ลงเมือง–ลงน้ำ” ทำได้ภายในทริปเดียว

กล่าวให้ชัด เชียงราย มีทั้ง “เย็นโดยธรรมชาติ” และ “เย็นด้วยกิจกรรม” ซึ่งตรงสูตรคูลเคชั่นอย่างเป็นรูปธรรม

เช้าวันหมอกที่ภูชี้ฟ้า และยามเย็นริมน้ำกก

ลองจินตนาการเช้าวันหนึ่งปลายสิงหาคม หมอกขาวคลุมสันเขา ผู้คนจำนวนไม่มากค่อยๆ เดินขึ้นสู่จุดชมวิว ภูชี้ฟ้า เมื่อดวงอาทิตย์แตะขอบฟ้าลาว–ไทย คลื่นเมฆยวบลงใต้เท้า อุณหภูมิที่ผิวแก้มคือ “เย็นจริง ไม่ต้องพึ่งแอร์” กลางวันคุณลงเมือง จิบชาในไร่ชาที่ ดอยแม่สลอง หลบร่มใต้ต้นชาอายุหลายสิบปี แล้วเฉลียงยามเย็นปรับโหมดเป็น เรือหางยาวล่องแม่น้ำกก ลมเย็นปะทะใบหน้า เมืองทั้งเมืองเดินช้าลงโดยไม่ต้องบอก—นี่คือ ประสบการณ์คูลเคชั่นฉบับเชียงราย ที่พูดกับร่างกายมากกว่าคำโฆษณา

บทเรียนจากโลก เทรนด์ที่ “ย้ายฤดูกาล” และ “ย้ายแผนที่”

การเคลื่อนย้ายดีมานด์มีสองชั้นสำคัญ

  • ย้ายฤดูกาล – จากคิว Jul–Aug ไปสู่ May–Jun / Sep–Oct ซึ่งเย็นกว่าและปลอดภัยกว่า
  • ย้ายแผนที่ – จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ ละติจูดสูง/พื้นที่ภูเขา/เส้นทางน้ำ

ถ้าเชียงรายอ่านเกมนี้ได้เร็ว เมืองสามารถ อัพเกรดหน้าฝน” ให้เป็น “High Season ใหม่ของคูลเคชั่น” เพราะปลายฝน–ต้นหนาว คือหน้าที่ ภูมิทัศน์เขียวชุ่ม น้ำตกแรง หมอกหนา อุณหภูมิเย็นพอดี และ—ที่สำคัญ—ไม่ชนฤดูกาลหมอกควัน (ก.พ.–เม.ย.) ที่ภาคเหนือจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงร่วมกับชุมชน

กลยุทธ์ “เชียงรายคูลเคชั่น” ทำอย่างไรให้โอกาสกลายเป็นปีทอง

เพื่อให้คอนเซ็ปต์จากข่าวโลกลงจอดสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ทีมข่าวสรุป 9 ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ สำหรับภาครัฐ–เอกชนเชียงราย ดังนี้

  1. รีแบรนด์ปลายฝน–ต้นหนาวเป็นฤดู “Cool & Green”
    ตั้งแคมเปญ “Coolcation Chiang Rai: Green Season, Blue Sky” สื่อสารจุดขาย “เย็น–เขียว–ไม่แออัด” พร้อมแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ที่รวม “ดอย–น้ำ–เมือง” ในราคาพอจับต้อง
  2. สร้างเส้นทาง “เย็นโดยธรรมชาติ” + “เย็นด้วยกิจกรรม”
    จับคู่ ภูชี้ฟ้า/ดอยแม่สลอง (หมอก–ไร่ชา) กับ ล่องแม่น้ำกก/น้ำตกขุนกรณ์ (กิจกรรมคลายร้อน) ปิดท้ายด้วย Night Market/คาเฟ่ริมน้ำ ให้ครบมิติของคูลเคชั่น
  3. Night Economy = เครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติ
    ผลักดัน เมืองเก่า–วัดสำคัญ–พิพิธภัณฑ์ภาพเก่า เปิดรอบค่ำ พร้อมไฟสวย–ทัวร์เดินเท้า–คอนเสิร์ตแจ๊สเบาๆ กลางลมแม่น้ำ ลดภาระเดินช่วงแดดจัด และกระจายรายได้หลังพระอาทิตย์ตก
  4. Green Mobility
    รถเวียนไฟฟ้าเส้น สนามบิน–ตัวเมือง–ท่าเรือแม่น้ำกก–สถานีขนส่ง–ขึ้นดอย พร้อม บัตรวันเดียว (Day Pass) ช่วยลดคาร์บอนและทำให้การเดินทางไร้รอยต่อ
  5. มาตรฐาน “ที่พักคูล”
    เชิญโรงแรม/โฮมสเตย์เข้าร่วมมาตรฐาน CF-Hotels (Carbon–Forest) เช่น ตั้งเป้าลดพลังงาน/เพิ่มร่มเงา/ใช้น้ำฝน/ขยายพื้นที่สีเขียว และเล่าเรื่องผ่าน Dashboard ง่ายๆ ให้แขกเห็น “คุณเย็นอย่างยั่งยืนอย่างไร”
  6. ปฏิทินเทศกาล “เย็นแล้วค่อยฉลอง”
    จัด งานชา–กาแฟ–อาร์ตบนดอย ใน Sep–Oct ที่อากาศพอดี เชิญช่างฝีมือชนเผ่า/ศิลปินร่วมสมัยร่วม Curate ประสบการณ์ Slow & Local
  7. บริหารความเสี่ยงหมอกควัน
    สื่อสารชัดว่า “หน้าร้อน (ก.พ.–เม.ย.) ไม่ใช่ หน้าคูลเคชั่น” พร้อมแผน Early Burning Control/ท่องเที่ยวอาสา ฟื้นฟูป่า และแจ้ง คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ผ่านช่องทางทางการ
  8. ทำการตลาดข้อมูล (Data-led Marketing)
    เก็บสถิติ อุณหภูมิ–ดัชนีความร้อน (HI)–จำนวนนักท่องเที่ยว–ระยะเวลาพำนัก–ค่าใช้จ่าย/ทริป รายเดือน แล้วเล่าเป็นอินโฟกราฟิกให้เอเจนซียุโรป/เอเชียเห็นว่า “เชียงราย = หนีร้อนแล้วสนุกกว่า
  9. เข้าระบบรางวัลคุณภาพ–ยั่งยืนของประเทศ
    กระตุ้นผู้ประกอบการสมัคร Thailand Tourism Awards หมวด Sustainability เพื่อใช้ “ตรากินรี” เป็นตรารับรองคุณภาพ–ยั่งยืน เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดต่างประเทศ

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ

  • ผู้ว่าการ ททท. เคยย้ำทิศทาง “ยกระดับคุณภาพ–ยึดความยั่งยืน” และผลักดันรางวัล/มาตรฐานที่สอดคล้อง GSTC เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมแข่งขันในตลาดที่ให้ค่าด้านสังคม–สิ่งแวดล้อม
  • ผู้เชี่ยวชาญเทรนด์ท่องเที่ยวสากล ชี้ “คูลเคชั่น” จะแข็งแรงขึ้นใน 2–3 ปี และ ฤดูพีกเมดิเตอร์เรเนียนจะเลื่อนไป May–Jun / Sep–Oct
  • เอเยนต์–แพลตฟอร์ม ในยุโรปสะท้อนดีมานด์ “เย็นกว่า–เงียบกว่า” เพิ่มขึ้นจริง จากผลสำรวจ Virtuoso และความเคลื่อนไหวการจองที่ Scandinavia/Nordic

คำกล่าวเหล่านี้ แม้ต่างพื้นที่ แต่ส่งสัญญาณเดียวกัน: ตลาดโลกกำลังมองหาความเย็นและความสงบแบบมีคุณภาพ ใครตอบได้ก่อน ย่อมได้ส่วนแบ่งก่อน

เศรษฐกิจท้องถิ่นจะได้อะไร 4 เม็ดเงินที่มากับคูลเคชั่น

  1. ยืดฤดูกาล–ถ่างรายได้: จาก high season ช่วง พ.ย.–ก.พ. ไปถึง May–Jun / Sep–Oct ลดความผันผวนทางรายได้ของผู้ประกอบการ
  2. ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น: นักท่องเที่ยวคูลเคชั่นมักซื้อประสบการณ์เชิงคุณภาพ (ไร่ชา–เวิร์กช็อปคราฟต์–ไกด์เฉพาะทาง) ซึ่ง มาร์จิ้นสูงกว่าทัวร์ปริมาณ
  3. กระจายรายได้สู่ชุมชน: เส้นทาง “ดอย–น้ำ–เมือง” เปิดโอกาส โฮมสเตย์–ช่างฝีมือ–ไกด์ท้องถิ่น–ชุมชนชนเผ่า เข้าห่วงโซ่
  4. ลดต้นทุนสังคม/สิ่งแวดล้อม: แทนการแบกรับภาระนักท่องเที่ยวหนาแน่นแบบพีกซัมเมอร์ เมืองจะ “หายใจได้” ทั้งทรัพยากรและคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย

ความท้าทายที่ต้องเผชิญตรงๆ

  • หมอกควัน/คุณภาพอากาศช่วงปลายฤดูหนาว–ต้นร้อน: จำเป็นต้อง “ล็อกอิน” ปฏิทินคูลเคชั่นไว้ช่วง ปลายฝน–ต้นหนาว และสื่อสารโปร่งใส
  • โครงสร้างพื้นฐานบางดอยยังจำกัด: ต้องปรับปรุง จุดจอด/ทางเดิน/ห้องน้ำ/ระบบขนส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับแบบ “เพิ่มคุณภาพไม่เพิ่มปริมาณ”
  • การสื่อสารตลาดยังกระจัดกระจาย: ควรมี แพลตฟอร์มกลาง ของจังหวัดที่รวมเส้นทาง คิวกิจกรรม ค่า HI/อากาศ และจองบริการได้ในที่เดียว
  • การทำงานร่วมกัน: โอกาสนี้ต้องอาศัย พันธมิตรข้ามภาคส่วน—ท่าอากาศยาน/เอกชนท่องเที่ยว/ชุมชน/องค์กรสิ่งแวดล้อม—เพื่อให้ “เย็นและยั่งยืน” จริง

ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่จับต้องได้

  • อัตราพักเฉลี่ย (AOR) ช่วง May–Jun / Sep–Oct เพิ่มขึ้น
  • ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย (ALOS) ยาวขึ้นจากการทำเส้นทาง “ดอย–น้ำ–เมือง”
  • ค่าใช้จ่ายต่อทริป เพิ่ม จากสัดส่วนกิจกรรมคุณภาพ (ชา–คราฟต์–ไกด์เฉพาะทาง)
  • สัดส่วนขนส่งไฟฟ้า/ปลอดคาร์บอน ในเมืองหลัก/เข้าแหล่งท่องเที่ยว
  • คะแนนความพึงพอใจ/รีวิว ที่กล่าวถึง “เย็น/เงียบ/คุณภาพ–ยั่งยืน” เพิ่ม

เชียงรายพร้อมแค่ไหน ทุนเดิมที่มีและสิ่งที่ควรเร่ง

ทุนเดิม ของเชียงรายคือ ภูมิประเทศสูง–ลำน้ำ–วัฒนธรรมชนเผ่า–ไร่ชา/กาแฟ–ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเป็นชุดสินค้าที่ “เข้าใจง่าย” สำหรับตลาดคูลเคชั่น เพิ่มด้วยสินทรัพย์ใหม่อย่าง พิพิธภัณฑ์/อาร์ตสเปซ และ ตลาดกลางคืนเชิงคราฟต์ ที่คัดสรรคุณภาพ

สิ่งที่ควรเร่ง คือ แพ็กเกจบูรณาการ ที่ทำให้นักเดินทาง “เห็นภาพใน 10 วินาที” เช่น

  • Coolcation Classic: ภูชี้ฟ้า–ไร่ชาแม่สลอง–ล่องกก–Night Market
  • Cool & Culture: ดอยตุง–หมู่บ้านชนเผ่า–พิพิธภัณฑ์ภาพเก่า–อาร์ตคาเฟ่
  • Cool Adventure: เดินป่าลุ่มน้ำ–พายคายัค–น้ำตก–แคมป์เบาๆ ใต้ดาว

และทั้งหมดนี้ควรแนบ ข้อมูลอุณหภูมิ/ดัชนีความร้อน (HI)/คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อปิดความกังวลของนักเดินทางยุคข้อมูล

ปีทองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรา “ทำให้ความเย็นมีระบบ”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ สภาพอากาศ เปลี่ยนการตัดสินใจของผู้คนมากพอๆ กับ ราคาและเวลา “คูลเคชั่น” จึงไม่ใช่เพียงคำสวย แต่คือ ตรรกะใหม่ของการตลาดท่องเที่ยว ที่มองหาอากาศเย็น ประสบการณ์แท้จริง และความไม่แออัด เชียงรายมีองค์ประกอบครบ—ดอยสูง ลำน้ำ วัฒนธรรม และความสงบ—เหลือเพียง การจัดระเบียบข้อเสนอ ให้ชัด สื่อสารให้เร็ว และดำเนินการแบบยั่งยืน

ถ้า “ความเย็น” คือสินค้า เชียงรายต้องทำให้มันเป็น ระบบบริการครบวงจร ตั้งแต่ไฟลต์บิน รถไฟฟ้า เส้นทางเที่ยว แพ็กเกจที่พัก–กิจกรรม ไปจนถึงการเล่าเรื่องผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อม/ชุมชนอย่างโปร่งใส เมื่อถึงวันนั้น คูลเคชั่น จะไม่ใช่แค่การหนีร้อนชั่วคราว แต่คือ ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืน ที่พาเชียงรายก้าวสู่ “ปีทอง” ได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CNBC International – บทวิเคราะห์เทรนด์ “Coolcation” และผลกระทบจากคลื่นความร้อนยุโรปต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยว (รายงานปี 2024–2025)
  • European Travel Commission (ETC) – รายงานแนวโน้มการเดินทางของชาวยุโรปฤดูร้อนล่าสุด: ความกังวลด้านความแออัดและการเลือกเส้นทางนอกกระแส
  • Virtuoso – ผลสำรวจที่ปรึกษาการเดินทางระดับโลกเกี่ยวกับอิทธิพลของเหตุอากาศสุดขั้วต่อการวางแผนทริป (สัดส่วน 79% และ 55%)
  • Scandinavian Airlines (SAS) – ข่าวประชาสัมพันธ์/ข้อมูลสรุปผลการจองเส้นทางสู่สแกนดิเนเวียฤดูร้อน 2025 (อัตราเติบโตจากยุโรปใต้และฝรั่งเศส)
  • หน่วยงานสถิติ/การท่องเที่ยวประเทศกรีซ สเปน โปรตุเกส – สัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวต่อ GDP (กรีซ ~18%, สเปน ~12.3%, โปรตุเกส ~11.9%)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) – นโยบาย/เอกสารสื่อสารด้านการยกระดับคุณภาพ–ความยั่งยืน, แนวทางเชื่อมโยงมาตรฐาน GSTC, แคมเปญส่งเสริมฤดูกาลทางเลือกและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
  • กรมอุตุนิยมวิทยา – ข้อมูลภูมิอากาศพื้นฐานภาคเหนือ/เชียงราย และดัชนีความร้อน (ใช้ประกอบการสื่อสารความเหมาะสมของปลายฝน–ต้นหนาว)
  • อุทยานแห่งชาติ/กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช – ข้อมูลพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของเชียงราย: ภูชี้ฟ้า–ภูชี้ดาว–ผาตั้ง–น้ำตกขุนกรณ์ และแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย/เทศบาลนครเชียงราย – โครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว และปฏิทินกิจกรรมท้องถิ่น
  • งานวิชาการ/บทความเทรนด์ท่องเที่ยว จากสำนักข่าวเศรษฐกิจและวารสารด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เกี่ยวกับ Slow Tourism, Authenticity Tourism และผลกระทบโลกร้อนต่อฤดูกาลท่องเที่ยว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายคว้ารางวัล Hall of Fame ย้ำธงยั่งยืนบนเวทีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ททท. ประกาศผล “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15” ย้ำธง Sustainability – เชียงรายคว้าทั้ง Hall of Fame และรางวัลดีเด่น กางตัวเลข 151 ผู้ชนะ พร้อมโรดแมปยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กรุงเทพฯ / เชียงราย, 5 กันยายน 2568 – เวที “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” หรือ Thailand Tourism Awards ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางสู่ปีที่ 30 พร้อมประกาศรายนามผู้คว้ารางวัลประจำครั้งที่ 15 อย่างเป็นทางการ ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)” เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่ทำคะแนนด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนสูงเป็นพิเศษ สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่มาตรฐานสากลและเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

พิธีพระราชทานรางวัล ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยปีนี้มีผู้ประกอบการคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้น รวม 151 ราย ครอบคลุม 4 สถานะรางวัล ดังนี้

  • รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) จำนวน 17 ราย
  • รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) จำนวน 59 ราย
  • รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) จำนวน 69 ราย
  • และ รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame สำหรับผู้ที่รักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง จำนวน 6 ราย

รางวัลที่ไม่ใช่แค่ถ้วย แต่คือมาตรฐานของประเทศ

นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า รางวัลครั้งนี้มีเป้าหมายชัดในการ “ยกระดับคุณภาพ” และ “ยึดโยงความยั่งยืน” ให้เป็นแกนหลักของการท่องเที่ยวไทย โดยเกณฑ์ตัดสินครอบคลุม 4 มิติ คือ คุณภาพสินค้าและบริการ, การบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ, ความเป็นเลิศด้านธุรกิจ, และ บทบาทองค์กรที่สนับสนุนระบบนิเวศท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงสะท้อน “ความดีเยี่ยมของวันนี้” แต่ยังขับเคลื่อน “มาตรฐานวันพรุ่งนี้” ให้ทั้งอุตสาหกรรมเดินไปในทิศเดียวกัน

ในเชิงปฏิบัติ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใช้ทั้งการตรวจเอกสาร, การสัมภาษณ์ภาคสนาม, และการประเมินเชิงหลักฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชนะ “ทำจริง” ไม่ใช่เพียง “ทำสวย” พร้อมผลักดันให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อ เศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล

เชียงรายบนโพเดียม ความภาคภูมิใจที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

ปีนี้ จังหวัดเชียงราย ติดโผคว้ารางวัลสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้จังหวัด ด้วยการ

  • คว้า รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame ในประเภท รีสอร์ต (Resort) หลังรักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง
  • คว้า รางวัลยอดเยี่ยม (Excellence Awards) ในประเภท ที่พักนักท่องเที่ยว (Accommodation) อีกหนึ่งตำแหน่ง

ขณะที่ ชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย คว้า รางวัลดีเด่น (Outstanding Awards) ในประเภท แหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สะท้อนพลังของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่การจัดการนักท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

ภาพรวมเหล่านี้ตอกย้ำว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทางยอดฮิต” แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ต้นแบบการท่องเที่ยวคุณภาพ–ยั่งยืน” ของภาคเหนือ ที่เชื่อม ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, และ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ

Hall of Fame 6 ราย บทพิสูจน์ของความสม่ำเสมอ

นอกจากเชียงราย ยังมีผู้ได้รับ Hall of Fame รวม 6 ราย อันได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา (เชียงใหม่) – ตอกย้ำบทบาทการอนุรักษ์มรดกล้านนาที่มีชีวิต
  2. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย) – โมเดลท่องเที่ยวโดยชุมชนที่มีระบบ
  3. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต (ภูเก็ต) – การจัดการย่านประวัติศาสตร์สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
  4. โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น (เชียงราย) – โรงแรมที่ยืนระยะทั้งคุณภาพบริการและการบริหารจัดการ
  5. เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา ทองหล่อ (กรุงเทพฯ) – ธุรกิจสปาที่ขยับจาก “ดี” ไปสู่ “มาตรฐาน”
  6. รายการนำเที่ยว “สัมผัสเมืองไทยไร้พรมแดนจากเหนือจรดใต้ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้พิการทางการเห็น” – ตัวอย่างความเป็นเลิศด้าน การเข้าถึง (Accessibility) และ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายนามเหล่านี้สะท้อนภาพกว้าง: ความเป็นเลิศอาจเกิดได้ทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ ชุมชน เมืองเก่า โรงแรม สปา ไปจนถึง “โปรแกรมทัวร์เพื่อผู้พิการทางการเห็น” ซึ่งย้ำว่าความยั่งยืนหมายรวมถึง “ความเท่าเทียมในการเข้าถึง” มิใช่เฉพาะสิ่งแวดล้อม

เปิดตัว “รางวัลแห่งความยั่งยืน” 69 ราย ขยับจากคำประกาศสู่ดัชนีวัดผล

ครั้งแรกของเวทีที่เพิ่มหมวก Thailand Tourism Sustainability Awards โดยมอบให้ผู้ที่ทำคะแนนด้าน Sustainability & Responsibility Excellence สูงเป็นพิเศษ การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะแปลว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียง Checklist แต่ถูกยกระดับเป็น “ดัชนีวัดคุณภาพ” เทียบเท่าประสบการณ์นักท่องเที่ยว

เมื่อบวกรวมกับรางวัลหลักในสาขา แหล่งท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, โปรแกรมทัวร์, องค์กรสนับสนุนการท่องเที่ยว, และที่พัก ตัวเลข 69 รางวัลด้านความยั่งยืน จึงทำหน้าที่เป็น “ไฟเขียว” ให้ตลาดรับรู้ว่า สินค้าและบริการเหล่านี้ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, คุ้มครองมรดกวัฒนธรรม, และ กระจายรายได้สู่ชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม

เกณฑ์ที่เข้มขึ้น จำนวนรางวัลที่กระชับลง สัญญาณของคุณภาพมาก่อนปริมาณ

เมื่อเทียบกับรอบที่ผ่านมา จำนวนผู้ได้รับรางวัลปีนี้ 151 ราย ถือว่า “กระชับ” กว่าเดิมอย่างชัดเจน แปลอย่างตรงไปตรงมาว่าเกณฑ์เข้มขึ้น เพื่อยกระดับ “ฐานคุณภาพ” ให้สูงขึ้นอีกขั้น การคัดให้เหลือ “ผู้เล่นตัวจริง” ช่วยให้สัญลักษณ์ กินรี” ยังคงความน่าเชื่อถือในสายตาตลาดทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจที่ได้ตรานี้จึงไม่ใช่แค่ “ดี” แต่ต้อง “ดีอย่างยั่งยืน” และ “ดีอย่างสม่ำเสมอ”

ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ทำไมธุรกิจอยากได้รางวัลนี้

นอกจากเกียรติภูมิ ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมการตลาดของ ททท., ได้ ส่วนลดค่าร่วมงานส่งเสริมการขาย, และได้รับการ ประชาสัมพันธ์บนสื่อหลักของ ททท. ตลอดจนสื่อพันธมิตร การสนับสนุนในเชิงพาณิชย์เช่นนี้ทำให้รางวัลไม่ใช่ “โล่บนชั้น” แต่เป็น “เครื่องมือเพิ่มยอดขาย” และ “คูปองเจาะตลาดใหม่” ที่หลายธุรกิจใช้ต่อยอดโอกาสทันที

เล่าเรื่องด้วยตัวเลข ภาพรวมรางวัลครั้งที่ 15

  • ปีที่จัด: ครบ 30 ปี ของโครงการรางวัล
  • ผู้ได้รับรางวัลรวม: 151 ราย
  • แบ่งเป็น: Excellence 17, Outstanding 59, Sustainability 69, Hall of Fame 6
  • พิธีพระราชทาน: 27 กันยายน 2568 ที่ แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ
  • เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ยึด Sustainability, Inclusivity, และ Quality เป็นแกนกลาง

ตัวเลขสั้นๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “สัญญาณตลาด” ให้ผู้ซื้อทัวร์, แพลตฟอร์ม OTA, และพันธมิตรต่างประเทศ รับทราบว่าไทยกำลังขยับฐานมาตรฐานไปอีกระดับ

The Riverie by Katathani
ชุมชนศรีดอนชัยไทลื้อ จ.เชียงราย sridonchai tailue Community, Chiangrai

รางวัลในฐานะ “นโยบายสาธารณะเชิงแรงจูงใจ”

  1. สร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งห่วงโซ่
    รางวัลบีบให้ผู้ประกอบการ “ทบทวนทั้งองค์กร” ตั้งแต่การบริการหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เช่น การจัดการของเสีย, การลดพลังงาน, การคุ้มครองเด็กและแรงงาน, ไปจนถึงการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ เกณฑ์เดียวกันนี้ทำให้คุณภาพ “เทียบเคียงได้” ในระดับประเทศ
  2. ขยายประเด็นสังคมสู่แกนหลักธุรกิจ
    การยก Accessibility ขึ้นเวที Hall of Fame ชี้ว่าการท่องเที่ยวของไทยกำลังหันหน้าหาผู้เดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์แบบ “ไม่กีดกัน” ซึ่งเป็นทั้งความถูกต้องและโอกาสทางธุรกิจ
  3. จูงใจให้ลงทุนด้านยั่งยืน
    ตรรกะง่ายๆ คือ “ลงทุนก่อน–ได้คืนทีหลัง” เพราะเมื่อผ่านเกณฑ์ยากของ Sustainability แล้ว ธุรกิจจะได้ทั้งตรารับรอง, PR, และโอกาสจับคู่เจรจาในงานการตลาดของรัฐ ซึ่งคุ้มกับต้นทุนที่ลงไป
  4. วางรางรอเชื่อมมาตรฐานสากล
    การพัฒนาเกณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรระดับโลก ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับการตรวจสอบจากคู่ค้าต่างประเทศ และรองรับกฎระเบียบใหม่ เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมของตลาดยุโรปในอนาคต

เล่าเชียงรายให้จบเรื่อง จากคุณภาพรายจุด สู่แบรนด์จุดหมายปลายทาง

การที่เชียงรายได้ทั้ง Hall of Fame และ รางวัลดีเด่น ในปีเดียว ส่งสัญญาณว่า “ระบบนิเวศปลายทาง” ของจังหวัดกำลังแข็งแรงมากขึ้น การมีโรงแรมคุณภาพสูงยืนระยะผนวกกับชุมชนที่บริหารจัดการนักท่องเที่ยวได้อย่างรับผิดชอบ ทำให้ “ภาพรวมปลายทาง” น่าเชื่อถือ ทั้งต่อ นักท่องเที่ยวคุณภาพ, บริษัททัวร์ต่างประเทศ, และ นักลงทุนสายท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ–วัฒนธรรม

หากภาครัฐท้องถิ่นต่อยอดด้วยแผนการตลาดปลายทางที่เน้น ประสบการณ์ยั่งยืน, ทัวร์เดินเท้าประวัติศาสตร์, เส้นทางกาแฟ–ชา, และ กิจกรรมชุมชนที่วัดผลได้ เชียงรายสามารถ “ต่อแขน” จากรางวัล ไปสู่ รายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น และ ฤดูกาลท่องเที่ยวที่ยาวขึ้น ได้ไม่ยาก

โรดแมปหลังรับรางวัล ทำอย่างไรให้ “ถ้วย” กลายเป็น “ธุรกิจโต”

  • ปรับ Product ให้สอดรับตรากินรี: ออกแพ็กเกจใหม่ที่เล่า “Sustainability Story” ให้ชัด
  • ทำ Data Dashboards: วัดคาร์บอนและผลกระทบชุมชนแบบรายไตรมาส เพื่อใช้สื่อสารกับตลาดต่างประเทศ
  • Co-branding กับ ททท.: ใช้สิทธิ์ร่วม Road Show / Trade Show เพื่อเปิดตลาดระยะกลาง–ไกล
  • สร้างความร่วมมือปลายทาง: โรงแรม–ชุมชน–แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ทำเส้นทางร่วมกัน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักและการใช้จ่ายเฉลี่ย

ข้อสังเกตเชิงสื่อสาร ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครับรู้ “คุณภาพ–ยั่งยืน” อย่างเข้าใจง่าย

แม้ตรากินรีจะทรงพลัง แต่ “เรื่องยาก” อย่างความยั่งยืนยังต้องสื่อสารให้ง่ายและจับต้องได้ ทางออกคือ

  • ใช้ ป้าย/QR ในสถานที่ บอก “เราลดอะไรได้เท่าไร” และ “เงินคุณไปช่วยใคร”
  • เลือก ภาพเล่าเรื่องสั้นๆ เช่น ช่างฝีมือในชุมชน, การฟื้นฟูท้องน้ำ, หรือการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ
  • ทำ คอนเทนต์ก่อน–หลัง รับรางวัล เพื่อให้ลูกค้าเห็นเส้นทางพัฒนา ไม่ใช่ภาพสำเร็จรูปเพียงช่วงเดียว

จากรางวัลสู่แรงขับอุตสาหกรรม

เวที Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ยืนยันว่ารางวัลไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่คือ เครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ทำให้อุตสาหกรรมยกระดับ คุณภาพ, สร้าง ความยั่งยืน, และขยาย ความเท่าเทียมในการเข้าถึง ไปพร้อมกัน ปีนี้ 151 ราย ที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้นและ 69 ราย ที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนคือ “ตัวตั้งต้น” ของมาตรฐานใหม่ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังห่วงโซ่การท่องเที่ยวทั้งระบบ

ในสมรภูมิตลาดโลกที่แข่งด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา” ประเทศไทยต้องเดินเกมต่อด้วยการ วัดผลที่โปร่งใส, เล่าเรื่องที่ชัด, และ เชื่อมมาตรฐานสากล อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะ “จุดหมายปลายทางในใจ” ของนักเดินทางทั่วโลก และที่สำคัญ เพื่อให้การเติบโตนั้น ยั่งยืนและเป็นธรรม กับทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน และธรรมชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย ทุ่มงบ 36 ล้านบาทฟื้นชีพศาลากลางหลังแรกสู่พิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเมือง

เชียงรายฟื้นชีพ “ศาลากลางหลังแรก” สู่หอพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเมือง—แผนอนุรักษ์อายุ 125 ปี เดินหน้าภายใต้งบกว่า 36.57–40 ล้านบาท

เชียงราย, 5 กันยายน 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เปิดฉากภารกิจอนุรักษ์อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย “หลังแรก” บนถนนสิงหไคลอย่างเป็นทางการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เปลี่ยนศูนย์อำนาจรัฐให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน” เป้าหมายชัดเจนคือปรับโฉมเป็น หอพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเมืองเชียงราย” เพื่อรวบรวมภาพถ่ายประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความทรงจำร่วมของเมืองเหนือสุดของสยาม โครงการกำหนดกรอบงบประมาณรวมไม่เกิน 40 ล้านบาท โดยสัญญาหลักที่ประกาศในป้ายโครงการระบุวงเงิน 36,572,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2569 รวมราว 360 วัน ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของหลายหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม

 “จากศูนย์อำนาจ” สู่ “ศูนย์กลางความทรงจำ”

บ่ายวันนี้ บริเวณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย อันเป็นที่ตั้งอาคารเก่าแก่ อบจ.เชียงรายจัดพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 เพื่อเริ่มต้นงานอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ ภาพในพิธีสะท้อนอารมณ์ย้อนไปสู่วิถีการรวมศูนย์อำนาจของรัฐสยามเมื่อกว่าศตวรรษก่อน อาคารแห่งนี้เคยเป็น “หน้าตา” ของรัฐสมัยใหม่ในหัวเมืองล้านนา ก่อนบทบาทจะเลือนหายหลังการย้ายศูนย์ราชการ เมื่อโครงการอนุรักษ์เดินหน้า อดีต “ศูนย์อำนาจ” กำลังกลับมาในชุดใหม่—ศูนย์กลางความทรงจำของผู้คน ผ่านภัณฑารักษ์ที่ใช้ “ภาพถ่าย” เป็นภาษาเล่าเรื่อง

ทำไมต้องอาคารนี้คุณค่าทางสถาปัตยกรรมและการเมือง

อาคารศาลากลางหลังแรกของเชียงรายเริ่มสร้าง พ.ศ. 2440 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการ พ.ศ. 2443 อยู่คู่เมืองมานานกว่าศตวรรษ ลักษณะเด่นคือ สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ก่ออิฐถือปูน สามชั้น ระบบโครงสร้าง กำแพงรับน้ำหนัก หนาครึ่งเมตร ฐานรากทำ “แพซุง” รับตัวอาคาร โครงพื้น–ตง–คานไม้สักทอง หลังคาทรงปั้นหยา รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนทั้งภูมิปัญญาช่างพื้นถิ่นและอิทธิพลตะวันตกในย่านการค้า–การปกครองชายแดนเหนือยุคเปลี่ยนผ่าน

ทางการเมือง อาคารคือ สัญลักษณ์รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ขยายการปกครองเข้าสู่ล้านนา การมี “ศาลากลางถาวร” กลางย่านสิงหไคลไม่เพียงตอบโจทย์ราชการ หากยังสื่อสารความ “ศิวิไลซ์” ของรัฐสมัยใหม่ต่อชุมชนและชาวต่างชาติที่หลั่งไหลมาค้าขาย ในเวลาต่อมา เมื่อย้ายศูนย์ราชการออกนอกเมือง พ.ศ. 2512 อาคารถูกทิ้งร้าง ระยะหนึ่งจึงเกิดความพยายามฟื้นฟูให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะของเมือง

ไทม์ไลน์ย่อของอาคารสัญลักษณ์

  • 2440–2443: ก่อสร้าง–เปิดใช้งานศาลากลางจังหวัด
  • 2512: ย้ายศูนย์ราชการไปอาคารแห่งใหม่ นอกย่านเมืองเก่า
  • 2520: กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน
  • 2539: ฟื้นบทบาทเป็น หอวัฒนธรรมนิทัศน์เฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก
  • 2561: ปรับเป็น พิพิธภัณฑ์ภาพเจียงฮาย/หอพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเมืองเชียงราย ภายใต้ อบจ.
  • 2568–2569: แผนอนุรักษ์ครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้าง–หลังคา–ระบบภายใน พร้อมออกแบบนิทรรศการถาวรใหม่

งบประมาณ–สัญญา–ผู้เกี่ยวข้อง กลไกกำกับความโปร่งใส

ข้อมูลบนป้ายโครงการระบุรายละเอียดสำคัญ ได้แก่

  • เลขที่สัญญา: 211/2568
  • วงเงินสัญญา: 36,572,000 บาท (กรอบภาพรวมโครงการไม่เกิน 40 ล้านบาท)
  • วันเริ่ม–สิ้นสุดสัญญา: 6 ส.ค. 2568 – 31 ก.ค. 2569
  • ผู้รับจ้าง: ห้างหุ้นส่วนจำกัด กนกลักษณ์ บิลดิ้ง โฮม
  • หน่วยงานร่วมดำเนินการ: จังหวัดเชียงราย, อบจ.เชียงราย, สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย

มี คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จากหน่วยงานภาครัฐ–สถาบันการศึกษาร่วมกำกับคุณภาพและมาตรฐานงานอนุรักษ์ เพื่อให้การซ่อม–เสริม–ปรับใช้อยู่ภายใต้หลักวิชาชีพสถาปัตยกรรมอนุรักษ์ โดยยึดแนวทางของกรมศิลปากร ทั้งในส่วนวัสดุ เทคนิค และการคงร่องรอยประวัติศาสตร์เดิม

อนุรักษ์เชิงวิศวกรรมควบคู่ภัณฑารักษ์

แผนงานแบ่งเป็นสองแกนหลัก

1) งานกายภาพอาคาร

  • ซ่อม–เสริมโครงสร้างหลังคาไม้ และระบบถ่ายน้ำหนัก ให้ “กลับไปแข็งแรงอย่างเดิม” โดยไม่ทำลายองค์ประกอบประวัติศาสตร์
  • บูรณะผิวปูน–อิฐ การเปิดผนังตรวจสอบความชื้น และการรักษาโครงสร้าง กำแพงรับน้ำหนัก หนาเดิม
  • ปรับปรุงระบบไฟฟ้า–แสง–ลม–ความชื้น ให้เหมาะสมกับการเก็บรักษา ภาพถ่ายเก่า และเอกสารภาพ
  • จัดการระบบทางหนีไฟ–ความปลอดภัย สอดคล้องมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สาธารณะ

2) งานเนื้อหาพิพิธภัณฑ์

  • ออกแบบนิทรรศการถาวร “เล่าเมืองด้วยภาพ” แบ่งตามธีมเวลา–พื้นที่–ผู้คน เช่น ย่านการค้าเชียงราย เมื่อร้อยปีก่อน, วิถีชาติพันธุ์, สายน้ำ–พรมแดน
  • ยกระดับคลังภาพสู่ ฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อการศึกษาค้นคว้าและเข้าถึงของสาธารณะ
  • กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับโรงเรียน–ชุมชน เช่น เวิร์กช็อปสแกนภาพเก่า, คลีนิกอนุรักษ์ภาพถ่ายครอบครัว

แนวทางทั้งหมดสอดรับคอนเซ็ปต์ Adaptive Reuse หรือ “อนุรักษ์ด้วยการใช้ประโยชน์” ที่ทำให้อาคารเก่ามีชีวิตอยู่ได้จริงในเศรษฐกิจปัจจุบัน และเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของเมือง

ทำไมภาพเก่าจึงสำคัญ

พิพิธภัณฑ์เลือก “ภาพถ่าย” เป็นภาษาหลัก เพราะภาพคือหลักฐานชั้นต้นที่เชื่อมประวัติศาสตร์มหภาคเข้ากับชีวิตประจำวัน ยิ่งในเชียงรายซึ่งเป็นเมืองพรมแดน ภาพตลาด ย่านการค้า เรือข้ามโขง โรงเรียนเก่า งานเทศกาล หรือภาพชนเผ่าในยุคต้นศตวรรษ ล้วนทำหน้าที่ “ขยายใจความ” เรื่องการอพยพ การค้า และการผสมผสานของผู้คนอย่างทรงพลัง การตีความผ่านภาพยังช่วยให้ผู้ชมรุ่นใหม่เข้าถึงประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น ลดระยะห่างระหว่าง “เอกสารราชการ” กับ “ชีวิตคนธรรมดา”

การเรียนรู้–เศรษฐกิจสร้างสรรค์–อัตลักษณ์เมือง

โครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางเศรษฐกิจและสังคมเชิงรูปธรรม

  1. การเรียนรู้ตลอดชีวิต – โรงเรียนในเมือง–ชนบทสามารถใช้พิพิธภัณฑ์เป็น “ห้องเรียนภาคสนาม” เติมเต็มหลักสูตรท้องถิ่นศึกษา
  2. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ – พิพิธภัณฑ์เชื่อมเครือข่ายแกลเลอรี คาเฟ่หนังสือ ร้านฟิล์ม–สแกนภาพ และทัวร์เดินเท้าทางประวัติศาสตร์ เกิดเศรษฐกิจท้องถิ่นสายยาว
  3. อัตลักษณ์เมือง – ความทรงจำร่วมถูก “จัดวาง” อย่างมีระบบ สื่อสารภาพลักษณ์ “เชียงรายเมืองศิลปะ” ที่พึ่งพาอดีตเพื่อออกแบบอนาคต
  4. การดูแลเมืองเก่า – การมีผู้คนใช้พื้นที่สม่ำเสมอช่วยเพิ่มความปลอดภัยและการเฝ้าระวังทางสังคม ย่นความเสี่ยงอาคารทรุดโทรมซ้ำ

บทเรียนจากงานอนุรักษ์ทั่วประเทศ

งานอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์มักเผชิญความท้าทาย 3 ประการ

ด้านเทคนิค – โครงสร้างเดิมแบบกำแพงรับน้ำหนักต้องการวิธีซ่อมเฉพาะทาง หากซ่อมผิดขั้นตอนอาจกระทบเสถียรภาพทั้งหลัง ทางออกคือ สำรวจโครงสร้างอย่างละเอียด และให้วิศวกร–สถาปนิกอนุรักษ์กำกับในทุกจุดเสี่ยง

ด้านงบประมาณ–เวลา – งานซ่อมของเดิมมักพบ “สิ่งไม่คาดคิด” ระหว่างรื้อ ทางออกคือวาง เงินสำรองเผื่อความเสี่ยง และปรับแผนงานแบบเฟส–เปิดพื้นที่ที่เสร็จก่อนให้บริการได้

ด้านการสื่อสารสาธารณะ – ผู้คนคาดหวังสูงต่ออาคารสัญลักษณ์ หากสื่อสารไม่ต่อเนื่องจะเกิดความไม่เข้าใจ ทางออกคือ ป้ายความคืบหน้า–เพจอัพเดต รายเดือน และเปิดให้ชุมชนร่วมกิจกรรมเล็กๆ ระหว่างซ่อม

ป้ายโครงการระบุ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และสถาบันการศึกษาร่วมกำกับงาน ถือเป็นกลไกสำคัญลดความเสี่ยงทั้งสามด้าน พร้อมยืนยันมาตรฐาน “ปลอดภัยไว้ก่อน (Safety First)” ติดเคียงป้ายหลักของโครงการ

มองภาพใหญ่เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ของ อบจ.เชียงราย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายไม่ทำงานเชิงวัฒนธรรมแบบจุดเดียว แต่สร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้หลายแห่งให้ “เสริมกัน” ได้แก่

  • หอพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเมืองเชียงราย (ศาลากลางหลังแรก) – เน้นภาพถ่ายประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าชุมชน
  • ศูนย์วัฒนธรรมนิทัศน์และพิพิธภัณฑ์เมืองเชียงราย 750 ปี – เนื้อหาโครงเรื่องเมืองตั้งแต่ยุคพญามังราย
  • พิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ – เจาะพื้นที่ชายแดน–แม่น้ำโขง
  • เครือข่ายภาคเอกชน เช่น หอศิลป์ร่วมสมัย ในเขตเมืองและชานเมือง

โครงสร้างนี้ทำให้ “ภาพรวมเชียงราย” ชัดเจนขึ้น: เมืองศิลปะที่ร้อยอดีตเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และกระจายการท่องเที่ยวจากตัวเมืองสู่ชายแดนอย่างสมดุล

โรดแมป 12 เดือน จากวันนี้ถึงวันเปิดบ้าน

  • ไตรมาส 4/2568: สำรวจ–ทดสอบวัสดุ, แบบอนุรักษ์รายละเอียด, ตั้งฐานข้อมูลภาพถ่ายและแผนภัณฑารักษ์
  • ไตรมาส 1/2569: รื้องานหลังคา–ซ่อมโครง, บูรณะผิวอิฐ–ปูน, เดินระบบไฟ–ปรับอากาศ
  • ไตรมาส 2/2569: ติดตั้งนิทรรศการถาวรระยะที่ 1, ทดลองแสง–อุณหภูมิ–ความชื้น
  • ก.ค. 2569: ทดสอบการใช้งานจริงแบบ Soft Opening, รับข้อเสนอแนะจากครู–ชุมชน–นักวิชาการ ก่อนเปิดเต็มรูปแบบ

เสียงจากเอกสารโครงการหลักคิดที่ชัดเจน

แม้ในพิธีเปิดงานจะไม่มีการแถลงคำพูดที่เป็นทางการเผยแพร่ต่อสื่อ แต่ “เนื้อหาในป้ายโครงการ” ให้ภาพชัดถึง หลักคิด 3 ประการ

  1. ความร่วมมือพหุภาคี – รัฐจังหวัด–ท้องถิ่น–หน่วยงานมรดก–มหาวิทยาลัย ทำงานร่วมกัน
  2. มาตรฐานความปลอดภัย – ยกระดับระบบอาคารให้รองรับการใช้งานสาธารณะยุคใหม่
  3. การอนุรักษ์บนฐานความรู้ – ใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์–สถาปัตยกรรมเป็นตัวนำ

ทั้งหมดนี้ทำให้โครงการไม่ใช่เพียง “ซ่อมของเก่า” แต่คือการ “จัดการความทรงจำของเมือง” อย่างมีระบบและตรวจสอบได้

เมื่อบ้านเก่าได้บทใหม่

โครงการอนุรักษ์ศาลากลางหลังแรกสะท้อนคำตอบของคำถามใหญ่—มรดกทางสถาปัตยกรรมจะอยู่รอดในเมืองร่วมสมัยได้อย่างไร คำตอบคือทำให้ “มีคนใช้ มีเรื่องเล่า และมีความหมายทางเศรษฐกิจ–สังคม” เมื่อพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเปิดบ้าน ภาพถ่ายในกรอบไม้สักจะไม่ใช่เพียงวัตถุจัดแสดง แต่คือ “บัตรเชิญ” ให้คนเชียงรายและผู้มาเยือนได้ทบทวนอดีต และร่วมกันออกแบบอนาคตของเมือง

แน่นอนว่า 12 เดือนข้างหน้าคือช่วงเวลาทดสอบ ทั้งเชิงเทคนิค งบประมาณ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่หากทุกชิ้นส่วนทำงานประสานกันดี ศาลากลาง 125 ปี หลังนี้จะกลายเป็น หอความทรงจำของเมือง ที่ยืนยง และเติมเต็มฉาก “เชียงรายเมืองศิลปะ” ให้ชัดกว่าที่เคย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ “ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ภาพเชียงราย (ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังแรก)” – ระบุเลขที่สัญญา 211/2568, วงเงินสัญญา 36,572,000 บาท, ระยะเวลา 6 ส.ค. 2568 – 31 ก.ค. 2569, รายชื่อหน่วยงานร่วมและผู้รับจ้าง, รายชื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ (เอกสารภาพถ่าย ณ หน้างาน)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • กรมศิลปากร และสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
  • เอกสารประวัติอาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ดอยแม่สลอง จากวีรชนผู้พลัดถิ่น สู่ความรุ่งเรืองแห่ง “เมืองสามวัฒนธรรม”

จากสงครามสู่สันติภาพ – อนุสรณ์สถานวีรชนดอยแม่สลองเล่าเรื่องราว “กองพลพลัดถิ่น” สู่ชุมชนรุ่งเรือง

เชียงราย,5 กันยายน 2568 – บนเนินเขาสูงของดอยแม่สลอง ที่ระดับความสูง 1,200 เมตร ณ บ้านสันติคีรี อำเภอแม่ฟ้าหวง จังหวัดเชียงราย ตั้งหยัดอยู่อนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่เล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งสู่ความสงบสุข จากผู้พลัดถิ่นสู่ชุมชนที่รุ่งเรือง และจากความหวาดกลัวสู่ความหวังแห่งอนาคต

เมื่อแสงแรกของยามเช้าส่องผ่านหมอกเบาบางลงมายังสถาปัตยกรรมจีนอันงดงามของอนุสรณ์สถานวีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ ภาพที่ปรากฏต่อหน้าผู้มาเยือนไม่ได้เป็นเพียงแค่อาคารที่สวยงาม แต่เป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้าสู่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

บทเปิดแห่งความทรงจำ จากยูนนานสู่ดอยแม่สลอง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1940 เมื่อสงครามกลางเมืองจีนได้ส่ายคลื่นความขัดแย้งไปทั่วทวีปเอเชียตะวันออก ภายหลังสงครามกลางเมืองจีนสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2492 บางส่วนของกองกำลังพรรคก๊กมินตั๋งปฏิเสธที่จะยอมจำนน รวมทั้งกองพล 93 นำโดยพลเอกต้วน ซีเหวิน

นายสุรศักดิ์ ทวีอภิรดีไข่มุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้ว่า “กองพล 93 และกองพล 193 เป็นกองกำลังที่ไม่ยอมจำนนต่อการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ พวกเขาต้องถอนกำลังออกจากมณฑลยูนนาน ประมาณ 20,000 คน และเข้าสู่ดินแดนพม่าในขณะแรก”

แต่ชะตากรรมไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น จนถึงปี 2497 สหประชาชาติ ได้เข้ามาประสานงานให้มีการอพยพกองกำลังส่วนหนึ่งไปยังไต้หวัน แต่ทหารจำนวนมากที่นำโดยนายพลต้วน ซีเหวิน ได้เลือกที่จะขอลี้ภัยในประเทศไทย

การเปลี่ยนโฉมหน้าจากผู้ลี้ภัยสู่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน

การตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยของกองพล 93 ไม่ได้เป็นเพียงการหาที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อรัฐบาลไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น

“กองพล 93” ร่วมทัพไทยขับไล่คอมมิวนิสต์ ลุยทุกสมรภูมิทั้งผาตั้ง-ดอยยาว ผาหม่น ไปจนถึงเขาค้อ ก่อนตั้งถิ่นฐานดอยแม่สลอง การต่อสู้เหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2514-2528 และเป็นการต่อสู้ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

นายสุรศักดิ์เล่าต่อด้วยสีหน้าที่เคารพในผู้เสียสละ “การต่อสู้ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การสู้รบทางทหาร แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นอิสระ มีอดีทหารจีนคณะชาติจำนวนมากเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพจากการสู้รบในครั้งนั้น”

อนุสรณ์สถาน สัญลักษณ์แห่งความกตัญญูและการเริ่มต้นใหม่

เพื่อเป็นการตอบแทนการเสียสละอันยิ่งใหญ่นี้ รัฐบาลไทยได้พิจารณาให้สิทธิ์พิเศษแก่กองกำลังเหล่านี้ เริ่มตั้งแต่การอนุมัติให้อาศัยในฐานะผู้อพยพในปี 2513 และต่อมาได้อนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นคนไทยได้ในปี 2521 และ 2527

บนพื้นฐานของความกตัญญูต่อการเสียสละนี้ อนุสรณ์สถานวีรชนจึงถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมจีนอันงดงาม ประกอบด้วยอาคารหลักสามหลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัวยู และมีอาคารอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ตรงกลาง

การจัดแสดงภายในอนุสรณ์สถานได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อเล่าเรื่องราวอันสมบูรณ์ โดยอาคารที่ 1 ด้านซ้ายจัดแสดงประวัติศาสตร์การทหารของกองพล 93 ตั้งแต่ความขัดแย้งในยูนนานปี 2492 และการสู้รบในพม่า ส่วนอาคารตรงกลางเป็นอนุสรณ์สถานหลักที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในการสู้รบ และอาคารที่ 2 และ 3 ด้านขวาเล่าเรื่องราวหลังสงคราม โดยเน้นไปที่โครงการพัฒนาชุมชนและความเจริญที่ตามมา

การปฏิวัติเศรษฐกิจ จากไร่ฝิ่นสู่ไร่ชาระดับโลก

หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชุมชนบ้านสันติคีรี คือการเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ มาเป็นศูนย์กลางการผลิตชาที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย

“ดอยแม่สลองเคยเป็นแหล่งผลิตเฮโรอีนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายสุรศักดิ์อธิบาย “แต่หลังจากกองกำลังติดอาวุธถูกขับไล่ออกไป รัฐบาลไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่และริเริ่มโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

ผลลัพธ์ของโครงการนี้เกินความคาดหมาย ปัจจุบันดอยแม่สลองได้กลายเป็นแหล่งปลูกชาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีกำลังการผลิตชาอูหลงกว่า 80% ของจังหวัดเชียงราย ชาที่ปลูกบนความสูงเฉลี่ย 1,200 เมตร ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ให้รสชาติที่หอมกรุ่นและมีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

นอกจากชาแล้ว ชุมชนยังประสบความสำเร็จในการปลูกกาแฟอะราบิกาและพืชเมืองหนาวอื่นๆ จนได้รับการยอมรับให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จากผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพดี

วัฒนธรรมสามแผ่นดินเสน่ห์แห่งเมืองสามวัฒนธรรม

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นเพียงด้านหนึ่งของเรื่องราว ด้านที่น่าประทับใจไม่น้อยคือการที่ชุมชนบ้านสันติคีรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนาน ได้ผสมผสานและรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ในชีวิตประจำวัน

การเดินเข้าไปในหมู่บ้านเปรียบเสมือนการเดินทางผ่านกาลเวลาไปยังดินแดนจีนยูนนาน ร้านอาหารมากมายเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อ เช่น ขาหมูหมั่นโถว ผัดยอดฟักแม้ว ผัดหมี่ยูนนาน และไก่ดำตุ๋นตังกุย ที่ยังคงความเป็นต้นตำรับไว้อย่างครบถ้วน

เทศกาลประจำปี “งานมหัศจรรย์ชา ซากุระบาน อาหารชนเผ่า” ที่จัดขึ้นที่บริเวณอนุสรณ์สถานในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน ไทย และชาวเขาที่อยู่ในพื้นที่ สร้างเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครให้กับนักท่องเที่ยว

เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ การเดินทางที่สมบูรณ์

การเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานวีรชนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ “เส้นทางประวัติศาสตร์” ที่เชื่อมโยงสถานที่สำคัญต่างๆ เข้าด้วยกัน

สุสานนายพลต้วน ซีเหวิน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอนุสรณ์สถาน สร้างขึ้นในปี 2523 ด้วยหินอ่อนทั้งหมด เป็นสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวเชื้อสายจีนนิยมขึ้นไปกราบเคารพ

ปลายทางของการเดินทางคือพระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยที่สูงที่สุดที่ระดับ 1,500 เมตร เจดีย์ทรงล้านนาประยุกต์นี้สร้างขึ้นในปี 2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการผนวกรวมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างแท้จริง

ข้อมูลสำหรับผู้เดินทาง

สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานวีรชน สถานที่แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00-17:00 น. ตั้งอยู่ที่ บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 30 บาท และชาวต่างชาติ 50 บาท

การเดินทางสามารถใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้ แม้ถนนจะมีความชันและคดเคี้ยว แต่รถเก๋งก็สามารถขึ้นไปได้ มีเส้นทางให้เลือกหลายสาย โดยเส้นทางหลักคือจากอำเภอเมืองเชียงราย ใช้ทางหลวงหมายเลข 1089 ผ่านอำเภอแม่จัน

มรดกที่คงอยู่บทเรียนแห่งการผสานวัฒนธรรม

เมื่อแสงแดดยามบ่ายค่อยๆ ลับขอบฟ้าลงไปเบื้องหลังเทือกเขา ทิวทัศน์อันสวยงามจากดอยแม่สลองสะท้อนให้เห็นภาพของความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา จากดินแดนแห่งความขัดแย้งกลายเป็นชุมชนที่รุ่งเรือง จากผู้พลัดถิ่นกลายเป็นชาวไทยที่ภาคภูมิใจ

อนุสรณ์สถานวีรชนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่ว่า ความขัดแย้งและการพลัดถิ่นสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคทีที่ดีกว่าได้ เป็นพยานแห่งการที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมสามารถหลอมรวมเป็นความงดงามได้

เรื่องราวของกองพล 93 และการเปลี่ยนผ่านของดอยแม่สลอง จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่น ความเสียสละ และพลังของการหลอมรวมทางวัฒนธรรม ที่ยังคงมีความหมายและให้แรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังในยุคปัจจุบัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • วิกิพีเดียภาษาไทย: หมู่บ้านสันติคีรี
  • ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ไทย
  • ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ เรื่อง “51 ปีไม่เคยลืม! ลูกหลานจีนคณะชาติรำลึกวีรกรรม กองพล 93”
  • สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • ถ่ายภาพโดย :กีรติ ชุติชัย
  • บทความโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ปิดดีลการเมืองใหม่! “อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 ด้วยเสียงสนับสนุน 311 เสียง

อนุทิน ชาญวีรกูล” คว้าเก้าอี้นายกฯ คนที่ 32 ด้วย 311 เสียง—ดีลการเมืองใหม่เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาในกรอบเวลาเร่งด่วน

บทวิเคราะห์เบื้องต้น

กรุงเทพฯ , 5 ก.ย. 2568 –  การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยในวันนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างทางการเมืองอย่างชัดเจน 1) ตัวเลข 311 เสียง บ่งชี้การรวมตัวของหลายพรรคที่ข้ามสมการแบ่งขั้วเดิม และเปิด “พื้นที่ปฏิบัติการ” ให้รัฐบาลชุดใหม่เดินตามเงื่อนไขทางการเมืองเฉพาะกิจ 2) เงื่อนไขจากพรรคประชาชนว่าด้วยกรอบเวลาเพื่อยุบสภาและเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้วาระหลักของรัฐบาลกลายเป็น “รัฐบาลเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน” มากกว่ารัฐบาลนโยบายแบบวาระยาว 3) คะแนนเสียงข้างมากที่ชัดเจนช่วยคลี่คลายสุญญากาศการเมืองหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ก็วางรัฐบาลไว้บนสนามที่ต้องบริหาร “เวลา ความคาดหวัง และความไว้วางใจ” พร้อมกัน โดยมีเดดไลน์ทางการเมืองเป็นตัวกำกับผลลัพธ์สุดท้ายของประเทศใน 4–6 เดือนข้างหน้า (ตามเงื่อนไขที่ถูกสื่อรายงานอย่างกว้างขวาง)

ฉากเปิดในสภาเลื่อนวาระ-ปูทางลงมติประวัติศาสตร์

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเริ่มเวลาเช้า โดยวาระสำคัญคือการเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 หลังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 29 ส.ค. 2568 ที่ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พ้นตำแหน่ง บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงตั้งแต่ญัตติ “เลื่อนวาระโหวตนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อน” ถูกหยิบยก ซึ่งที่ประชุมลงมติ “เห็นชอบ” 313 ต่อ 142 เสียง ปูทางสู่การลงคะแนนชี้ขาดช่วงบ่าย สะท้อนฉันทามติว่าประเทศต้องมีรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อลดความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ

คู่ชิงผู้นำ “อนุทิน” ปะทะ “ชัยเกษม” และแรงกดดันด้านจริยธรรม-ความเหมาะสม

เมื่อเข้าสู่วาระเสนอชื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอ “นายชัยเกษม นิติสิริ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นคู่ชิง การอภิปรายคุณสมบัติและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่ายดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีการย้ำประเด็นมาตรฐานจริยธรรม ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการนำพาประเทศฝ่าความผันผวน ทั้งในสภาและพื้นที่สื่อสาธารณะ สะท้อนเดิมพันทางความชอบธรรมที่สูงเป็นพิเศษต่อผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ในสถานการณ์เปราะบางนี้

สัญญาทางการเมืองรูปแบบใหม่ เงื่อนไขของ “พรรคประชาชน”

จุดหักเหสำคัญอยู่ที่บทบาท “พรรคประชาชน” ซึ่งประกาศสนับสนุน “อนุทิน” ด้วยกรอบเงื่อนไขเพื่อเร่งแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยสาระสำคัญคือการผลักดันกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน “สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง” และยืนยันบทบาทฝ่ายค้านต่อไปเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นดีลทางการเมืองที่ “จำกัดวาระและภารกิจ” ของรัฐบาลอย่างชัดเจน และสะท้อนยุทธศาสตร์ “โหวตเพื่อยุบสภา” ซึ่งสื่อทั้งในและต่างประเทศจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะต้นแบบการใช้เสียงข้างมากเพื่อเปิดประตูสู่การปฏิรูปเชิงสถาบัน มากกว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาลบริหารแบบเต็มวาระ

ผลลงมติ 311 เสียง—สัญญาณคลี่คลายสุญญากาศและเริ่มนับถอยหลัง

เวลาเย็นของวันเดียวกัน ผลลงมติเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ 311 เสียง เหนือกว่าคะแนน 152 เสียงของ “ชัยเกษม นิติสิริ” อย่างชัดเจน ตัวเลขดังกล่าวเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ และมากกว่าคะแนนขั้นต่ำ 247 เสียงที่ต้องการ ส่งผลให้ประมุขฝ่ายบริหารคนใหม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อสารของหน่วยงานสาธารณะและสื่อหลักรายงานสอดคล้องกันถึงผลรวมคะแนน รวมถึงการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยลงคะแนนสนับสนุนทั้งพรรค ยกเว้นหัวหน้าพรรคที่งดออกเสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ

คำกล่าวหลังได้รับเลือก “เวลามีไม่มาก ต้องทำงานให้คุ้มค่าที่สุด”

หลังทราบผล “นายอนุทิน” กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความตั้งใจเดินหน้าทำงานทันที พร้อมย้ำว่าจะใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่าในกรอบเวลาที่จำกัด และเดินหน้าจัดทำคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ข้อความนี้สอดรับกับสถานะ “รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน” ที่ต้องบริหารงานคู่ขนานกับการผลักดันวาระเชิงสถาบันให้เป็นรูปธรรม โดยมีเส้นตายทางการเมืองรออยู่ข้างหน้า ทั้งในมิติยุบสภาและการริเริ่มกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามกลไกที่กฎหมายกำหนด

บริบทแวดล้อม ผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์ “ตระกูลการเมือง” และแรงสั่นสะเทือนเชิงสัญลักษณ์

สื่อสากลจำนวนมากเชื่อมโยงผลการลงมติครั้งนี้กับความเปลี่ยนแปลงของ “ภูมิทัศน์อำนาจ” โดยเฉพาะบทบาทของเครือข่ายการเมืองที่เคยกำหนดทิศทางมาตลอดสองทศวรรษ กระแสข่าวการเดินทางออกนอกประเทศของ “นายทักษิณ ชินวัตร” ก่อนหน้าการลงมติไม่นานยิ่งเพิ่มมิติทางสัญลักษณ์ต่อการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว แม้รายละเอียดจะยังต้องติดตาม แต่ก็เป็นฉากหลังที่ทำให้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเผชิญกับความคาดหวัง-ข้อกังขา พร้อมกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย

นัยต่อเศรษฐกิจ-การต่างประเทศ เวลาจำกัด งานล้นมือ

แม้รัฐบาลใหม่จะถูกกำหนดภารกิจหลักด้าน “ปฏิรูปเชิงสถาบัน” แต่ภาคเศรษฐกิจและการต่างประเทศไม่อาจรอได้ การท่องเที่ยว การส่งออก และความเชื่อมั่นตลาดทุนต้องการสัญญาณนโยบายที่ต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นความมั่นคงชายแดนและความร่วมมือเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยังเป็นโจทย์ท้าทาย หากรัฐบาลสามารถสื่อสาร “แผนงาน 120 วัน” ที่ชัดเจนทั้งด้านปากท้องและโรดแมปการเมือง ควบคู่กลไกตรวจสอบ-ถ่วงดุลที่โปร่งใส จะช่วยลดเบี้ยความเสี่ยงและพยุงความคาดหวังของภาคส่วนต่าง ๆ ในระยะสั้นได้มาก โดยมีจุดตัดสินอยู่ที่ “ความไว้วางใจ” และ “การส่งมอบผลลัพธ์ทันเวลา” ซึ่งตลาดและประชาชนจับตาอย่างเข้มข้น

สถิติและจุดสังเกตสำคัญของวันลงมติ

  • คะแนนเสียงเห็นชอบ “อนุทิน” 311 เสียง มากกว่าเกณฑ์ 247 เสียงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ “ชัยเกษม” ได้ 152 เสียง สร้างระยะห่างชัดเจนต่อฉันทามติในสภา
  • ก่อนหน้านั้น สภาลงมติ “เลื่อนวาระโหวตนายกรัฐมนตรี” ขึ้นมาพิจารณาก่อน 313 ต่อ 142 เสียง ช่วยเร่งขั้นตอนให้ประเทศมีรัฐบาลใหม่ได้ภายในวันเดียวกัน ลดความยืดเยื้อทางการเมืองที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้น
  • ช่องทางสาธารณะของสื่อสาธารณะและสำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลตรงกัน ทั้งจำนวนเสียงและกรอบบริบทของดีลทางการเมืองที่โยงสู่เงื่อนไขยุบสภาและโรดแมปการแก้รัฐธรรมนูญ

กรอบเวลา 4–6 เดือน โจทย์กำกับการเมืองไทยระยะสั้น

การสนับสนุนจากพรรคประชาชนมาพร้อม “เงื่อนไขเวลา” ซึ่งสื่อรายงานอย่างกว้างขวางว่าเกี่ยวข้องกับการยุบสภาหลังแถลงนโยบายภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมการเดินหน้ากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้กลไก ส.ส.ร. เงื่อนไขดังกล่าวเปลี่ยน “ธรรมชาติของรัฐบาล” ให้เป็นรูปแบบเปลี่ยนผ่านที่มีเส้นตายเชิงนิติบัญญัติชัดเจน นั่นหมายถึงทุกวันนับจากนี้มีต้นทุนโอกาสสูง จึงต้องกำหนด “แผนสั้น-กลาง” ที่วัดผลได้จริง ทั้งด้านการคลายกังวลเศรษฐกิจประชาชนและกรอบขั้นตอนปฏิรูปที่สังคมตรวจสอบได้

ความเสี่ยงและโอกาส บริหารสมดุล 3 มิติ

  1. ความชอบธรรม: รัฐบาลต้องเดินตามกติกาและสื่อสารอย่างโปร่งใส ชี้แจงเหตุผล-ขั้นตอนยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจ ลดข้อครหา-ควันหลงทางการเมือง
  2. ประสิทธิภาพเชิงนโยบาย: แม้เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน แต่ “ความเดือดร้อนเร่งด่วน” ต้องได้รับการบรรเทา เช่น ค่าครองชีพ แรงกระทบผู้ประกอบการท่องเที่ยว-ส่งออก เพื่อคงความเชื่อมั่นระยะสั้นของเศรษฐกิจมหภาค
  3. การประสานกับฝ่ายค้าน: การยืนยันเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนช่วยคงกลไกตรวจสอบ แต่รัฐบาลต้องรักษาช่องทางเจรจาทางเทคนิคในเรื่องกฎหมายลูกและกระบวนการ ส.ส.ร. เพื่อไม่ให้โรดแมปสะดุดจากความขัดแย้งขั้นตอน

จุดคลี่คลายปม ทางออกสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ “ชัด-เร็ว-ชอบธรรม”

สัญญาประชาคมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่าง “รัฐบาล-สภา-สังคม” ในห้วงเวลานี้คือ การทำให้ “การเปลี่ยนผ่าน” มีเสถียรภาพพอสมควร และไม่ทำให้ประเทศหลุดจากรางปฏิรูปที่สังคมเรียกร้อง หากรัฐบาลสามารถแสดงความคืบหน้าเชิงขั้นตอน เช่น กำหนดกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการแถลงนโยบาย การยื่นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการชี้แจงสาธารณะเรื่อง “วันยุบสภาโดยประมาณ” อย่างโปร่งใส จะช่วยปิดดีเบตเรื่องความไม่จริงใจ และแปความคาดหวังสังคมให้เป็น “การให้โอกาส” ในการตัดสินผลงานตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น

การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง คือการปิดฉากสุญญากาศการเมืองและเปิดฉาก “รัฐบาลเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน” ที่มีภารกิจหลักสองประการคือ 1) พยุงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและประคับประคองนโยบายปากท้องในระยะสั้น และ 2) เดินหน้าโรดแมปยุบสภา-แก้รัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขที่สังคมจับตา ด้วยเส้นตายทางการเมืองที่กระชับ ขณะที่ฉากหลังระดับโครงสร้างสะท้อนการปรับสมดุลเครือข่ายอำนาจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สุดท้าย ดัชนีตัดสินผลลัพธ์ของช่วงเวลา 4–6 เดือนข้างหน้าจะไม่ใช่ “วาทกรรม” หากแต่เป็น “การส่งมอบ” ขั้นตอนที่จับต้องได้และตรวจสอบได้—นั่นคือบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและความหวังของสังคมต่อการเมืองที่เดินหน้าได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Reuters, “Thailand’s Anutin Charnvirakul elected PM by parliament” (Bangkok, Sept 5, 2025)
  • Bangkok Post, “Anutin confirmed as Thailand’s new prime minister”
  • Thai PBS,
  • Al Jazeera
  • Thai PBS World, “Making sense of People’s Party’s conditions for Anutin”
  • AP
  • Xinhua, “Thailand’s parliament elects Anutin Charnvirakul as new PM”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบต.ทานตะวัน เดินหน้าขุดลอก “แก้มลิงปางควาย” สานต่อแนวพระราชดำริแก้วิกฤตน้ำ

เชียงรายเดินหน้า “แก้มลิงปางควาย” สร้างความมั่นคงทางน้ำและคุณภาพชีวิตชุมชน ก้าวสำคัญของการจัดการน้ำในเชียงราย

เชียงราย – วันที่ 3 กันยายน 2568 องค์การบริหารส่วนตำบลทานตะวัน (อบต.ทานตะวัน) อำเภอพาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าโครงการขุดลอก “แก้มลิงปางควาย” บ้านห้วยบง หมู่ที่ 7 ซึ่งเป็นการนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาปรับใช้ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและภัยแล้งในฤดูแล้ง โดยมีนายราเชน ดาสา นายก อบต.ทานตะวัน พร้อมเจ้าหน้าที่กองช่างเข้าร่วมติดตามโครงการ

แนวพระราชดำริแก้มลิง จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

โครงการนี้ใช้แนวคิด “แก้มลิง” ที่เปรียบเสมือนกระพุ้งแก้มที่กักเก็บอาหาร หลักการคือกักเก็บน้ำส่วนเกินในฤดูฝนและนำมาใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือที่ประสบปัญหาวงจรน้ำหลากและน้ำแล้งซ้ำซาก หากดำเนินการสำเร็จจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำสำรองอย่างมีนัยสำคัญและลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร

ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

การขุดลอกจะเพิ่มความจุน้ำได้หลายหมื่นลูกบาศก์เมตร ตัวอย่างเช่น โครงการแก้มลิงหนองขอนดอก จังหวัดร้อยเอ็ด สามารถเพิ่มปริมาณน้ำจาก 261,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 397,000 ลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกกว่า 240 ไร่ในฤดูฝน ซึ่งโครงการในอำเภอพานคาดว่าจะทำได้เช่นเดียวกัน ชาวบ้านจะมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี และยังอาจสร้างรายได้เสริมจากการประมง

บทเรียนจากโครงการที่เคยล้มเหลว

แม้โครงการจะมีศักยภาพ แต่บทเรียนจากพื้นที่อื่นชี้ให้เห็นว่ามีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น

  • ความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น คันดินสูงเกินไปหรือติดตั้งท่อรับน้ำไม่เหมาะสม
  • ความไม่โปร่งใส เช่น ไม่ติดป้ายแจ้งงบประมาณและผู้รับเหมา
  • ความขัดแย้งในชุมชน หากไม่มีการสื่อสารที่เพียงพออาจเกิดการประท้วงเหมือนในจังหวัดนครนายก

กลยุทธ์เพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

อบต.ทานตะวันควรเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน พร้อมติดป้ายโครงการในพื้นที่ เพื่อสร้างความไว้วางใจในชุมชน ควรตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลที่มีตัวแทนชาวบ้านและเกษตรกรร่วมด้วย รวมทั้งจัดเวทีประชาคมสม่ำเสมอให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ

การประเมินผลกระทบเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม

การขุดลอกอาจกระทบระบบนิเวศในระยะสั้น แต่สามารถบรรเทาได้ด้วยการนำดินที่ขุดไปใช้ประโยชน์และฟื้นฟูพื้นที่รอบบึงด้วยการปลูกป่าและปล่อยพันธุ์ปลาเมื่อโครงการเสร็จสิ้น นอกจากนี้ควรวางแผนให้พื้นที่แก้มลิงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

สถานะปัจจุบันของโครงการ

ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และอยู่ระหว่างการพิจารณา รายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ ราคากลาง และผู้รับเหมาจะต้องได้รับการเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

เพื่อให้โครงการสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้อง:

  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
  • กำกับดูแลคุณภาพการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด
  • จัดประชุมเวทีชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างแผนบำรุงรักษาแหล่งน้ำหลังโครงการเสร็จ เพื่อคงสภาพการกักเก็บน้ำในระยะยาว

โครงการขุดลอกแก้มลิงปางควายไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของชุมชนและความโปร่งใสในการดำเนินงานจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ และอาจกลายเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นในเชียงรายดำเนินรอยตาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนตำบลทานตะวัน (ประกาศประกวดราคา 26 พฤษภาคม 2568)
  • กรมชลประทาน, รายงานโครงการแก้มลิงหนองขอนดอก จ.ร้อยเอ็ด
  • กรมทรัพยากรน้ำ, รายงานสถานการณ์น้ำภาคเหนือ 2567
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), แผนยุทธศาสตร์การจัดการน้ำ 2566-2570
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย Kick Off พัฒนา “น้ำพุร้อนป่าตึง” ดันสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

อบจ.เชียงราย Kick Off พัฒนา “น้ำพุร้อนป่าตึง” สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐาน ยกระดับการท่องเที่ยวเชียงรายสู่เมืองสุขภาพ

เชียงราย,3 กันยายน 2568 –  องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ได้จัดการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันโครงการพัฒนา “น้ำพุร้อนป่าตึง” ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐานระดับจังหวัด การประชุมจัดขึ้น ณ ห้องประชุม อบจ.เชียงราย โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธาน พร้อมเจ้าหน้าที่จากกองการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักช่าง อบจ.เชียงรายเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบาย “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” โดยมุ่งสร้างจุดหมายปลายทางใหม่ที่มีคุณภาพด้านสุขภาพและการพักผ่อน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

สอดคล้องกับนโยบาย 7 เรือธงของ อบจ.เชียงราย

การพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ นโยบายเรือธงที่ 5 คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี” ซึ่งเน้นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวในทุกอำเภอให้มีเอกลักษณ์ สร้างความหลากหลาย และรองรับการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การดำเนินโครงการนี้จึงเป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงในเชิงเศรษฐกิจและสังคม

การวิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตขึ้นเฉลี่ย 7-8% ต่อปี และมีมูลค่ารวมกว่า 150,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิต

น้ำพุร้อนป่าตึงเป็นจุดเด่นทางธรรมชาติที่เหมาะสมกับกระแสนี้ เพราะนอกจากจะมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ใช้เพื่อการบำบัดแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนารีสอร์ท สปา และโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและชุมชน

อบจ.เชียงรายคาดว่าการพัฒนาครั้งนี้จะสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญหลายด้าน ได้แก่

  • การสร้างงานและรายได้: คาดว่าจะเกิดการจ้างงานในพื้นที่กว่า 200 อัตรา ทั้งด้านก่อสร้าง การให้บริการ และธุรกิจชุมชน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: รายได้จากนักท่องเที่ยวจะหมุนเวียนเข้าสู่ชุมชน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจย่อยในตำบลป่าตึง
  • ยกระดับสิ่งแวดล้อม: การปรับภูมิทัศน์ให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อธรรมชาติ จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและเพิ่มความน่าอยู่ของพื้นที่

การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

ความร่วมมือระหว่างกองการท่องเที่ยวและกีฬา กับสำนักช่าง อบจ.เชียงราย เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้ กองการท่องเที่ยวจะกำหนดแนวทางและวางแผนเชิงกลยุทธ์ ขณะที่สำนักช่างจะรับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานและการออกแบบภูมิทัศน์

การทำงานแบบบูรณาการจะช่วยให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

ความเห็นจากผู้บริหาร

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่า

“การพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงสถานที่ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต เรามุ่งหวังให้น้ำพุร้อนป่าตึงกลายเป็นต้นแบบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืนของเชียงราย”

มุมมองต่ออนาคต

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ น้ำพุร้อนป่าตึงจะกลายเป็นจุดหมายสำคัญที่รองรับทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่แสวงหาการพักผ่อนเชิงสุขภาพแบบองค์รวม โดยคาดว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 50,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายในการสร้างกิจกรรมชุมชน เช่น ตลาดสุขภาพ การแสดงวัฒนธรรม และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย เพื่อสร้างคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

การ Kick Off โครงการพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึงของ อบจ.เชียงราย เป็นการก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับจังหวัดเชียงรายให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้มาตรฐาน และเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • กองการท่องเที่ยวและกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • สำนักช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

Crypto Cobra Chiangrai สร้างประวัติศาสตร์รองแชมป์ BTL 2025 ปีแรกในลีก

CRYPTO COBRA CHIANGRAI รองแชมป์ BTL 2025 ปีแรกในลีก แพ้ฉิวเฉียด HI-TECH 82–85 เกมตัดสิน วางรากฐานสู่ “แฟรนไชส์เหนือสุดแห่งสยาม” ที่ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ข้อมูลและพลังชุมชน

เชียงราย, 2 กันยายน 2568 — เสียงนกหวีดสุดท้ายที่อาคารกีฬานิมิบุตรดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันเสี้ยววินาที ก่อนระเบิดเป็นเสียงโห่ร้อง—Crypto Cobra Chiangrai (CCC) ทีมหน้าใหม่ “ส่งตรงจากเชียงราย” พ่าย Hi-Tech อย่างหวุดหวิด 82–85 ใน Game 3 ของรอบชิงชนะเลิศ Basketball Thai League 2025 (BTL) ปิดฉากซีรีส์ด้วยผลรวม 2–1 เกม พร้อมคว้าตำแหน่ง รองแชมป์ (2nd Place) และเงินรางวัลตามระเบียบของลีก (ทีมระบุว่าอยู่ที่ 800,000 บาท ในช่องทางทางการของสโมสร) — จุดเริ่มต้นอันทรงพลังสำหรับทีมที่เพิ่งลงแข่งขันฤดูกาลแรก ทว่าก้าวสู่การเป็น “ผู้ท้าชิงแชมป์” อย่างเต็มภาคภูมิ

แม้ถ้วยแชมป์จะหลุดลอยเพียงแต้มสามในคืนชี้ชะตา แต่ CCC ได้สร้าง “ชัยชนะในความหมายที่กว้างกว่า” ตั้งแต่การบุกฝ่าฤดูกาลปกติจนถึงการล้มเต็งรองในรอบรองชนะเลิศ ก่อนยื้อแชมป์เก่าไปจนถึงเกมตัดสิน—ภาพจำที่สะท้อนว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสฉาบฉวย หากเป็นผลจาก การบริหารจัดการทีมที่เป็นระบบ, การสร้างสมดุลระหว่างผู้เล่นต่างชาติและดาวดังไทย, การวางแทคติกที่เจาะจุดอ่อนคู่แข่ง, และเหนือสิ่งอื่นใด พลังเชียร์จากแฟนกีฬาเชียงราย ที่เริ่มก่อตัวเป็นฐานแฟนคลับเหนียวแน่นของแฟรนไชส์หน้าใหม่รายนี้

เส้นทางสู่เวทีชิงจาก “ทีมหน้าใหม่” สู่ “ผู้ท้าชิงที่เล่นเพื่อแชมป์”

เมื่อเปิดฤดูกาล BTL 2025 อย่างเป็นทางการ ลีกประกาศรายชื่อ 10 สโมสร เข้าร่วม พร้อมเงินรางวัลรวม 4 ล้านบาท สร้างมาตรฐานการแข่งขันอาชีพที่เข้มข้นขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา (เอกสารเปิดตัวอย่างเป็นทางการ) สำหรับ CCC—ที่เลือกวางอัตลักษณ์ เชียงราย” ไว้ในชื่อทีมอย่างเด่นชัด—นี่ไม่ใช่แค่การใส่โลโก้บนเสื้อแข่ง แต่คือ ยุทธศาสตร์ฐานราก เพื่อผูกพันกับผู้ชมและธุรกิจท้องถิ่นในจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม ต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมกีฬาของเมือง

  • ฤดูกาลปกติ: CCC ปั้นผลงาน Top 4 พร้อมคุณภาพเกมที่นิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งท้าย (ตามการสรุปผลการแข่งขันรายสัปดาห์/ไฮไลท์ของลีก)
  • เพลย์ออฟ: โมเมนตัมพุ่งสูงจาก เกมน็อกเอาต์ ที่ “คมกว่าตอนเปิดซีซัน” โดยเฉพาะเกมบุกที่เริ่มเคลื่อนตัวลื่นไหลตามแผน สองเสาหลักต่างชาติ + ตัวสร้างสรรค์เกมไทย จนก้าวสู่เวที รอบชิงชนะเลิศ (ตามตารางถ่ายทอดสดและสรุปของผู้จัด)

ไฮไลต์ชิ้นสำคัญที่หลายคนพูดถึงคือเกมที่ CCC ชนะ Banvas Slammers 91–79 ด้วยประสิทธิภาพการยิงที่เหนือกว่า—ภาพตัดต่อและคลิปรีแคปถูกแชร์จำนวนมากในชุมชนบาสฯ ไทย ตอกย้ำว่า ทีมหน้าใหม่แตะเพดานศักยภาพได้เร็ว” (อ้างอิงคลิปและรีแคปอย่างเป็นทางการของลีก)

คืนตัดสิน Game 3 ทำทุกเม็ดสกอร์ให้มีความหมาย—แต่ “สามแต้ม” สุดท้ายของคู่แข่งชี้ผล

ตั๋วเข้าชมที่ นิมิบุตร ถูกจับจองตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ กระแส เกม 3 ตัดสินแชมป์” ถูกปลุกโดยช่องถ่ายทอดสดกีฬาและเพจทางการของลีกตั้งแต่วันก่อนแข่ง: “FINALS GAME 3 อังคารที่ 2 ก.ย. 68 เวลา 18.00 น.” (ประกาศของลีกและผู้ถ่ายทอด) โครงสร้างการสื่อสารกลางของลีก—ผ่าน BTL Official และพันธมิตรถ่ายทอดสดอย่าง T Sports 7—ทำให้แบรนด์ของทีมหน้าใหม่อย่าง CCC ถูกดันสู่สปอตไลต์อย่างรวดเร็ว (ตารางถ่ายทอดสด/คอนเทนต์ไฮไลต์)

ในสนามจริง เกมเดินหน้าแบบ ชิงพื้นที่–สลับนำ ต่อเนื่อง การจับคู่ป้องกันใต้แป้นต่อสู้กับวงในของ Hi-Tech เป็นหมากสำคัญ ขณะที่ เพลย์เซ็ตดึงสกรีนสองชั้น เพื่อเปิดช็อต Pull-up/Spot-up ให้มือยิงของ CCC พาเกมไล่มาเรื่อย ๆ ถึงควอเตอร์สุดท้าย—สามนาทีสุดท้าย สกอร์เบียดแต้มต่อแต้ม ก่อนที่ Hi-Tech จะได้ “ลูกตัดใจ” ระยะกลางยาว และ ลูกโทษปิดเกม ทิ้งช่วง สามแต้ม พอดีเมื่อเสียงนกหวีดสิ้นสุด: Hi-Tech 85, CCC 82 (ถ่ายทอดสดทางการของรอบชิง)

ตัวเลขที่ขับอารมณ์

• เกมชิง 3 นัด—แพ้/ชนะห่างกัน เฉลี่ยไม่ถึง 10 แต้ม ต่อเกม สะท้อน “ความใกล้เคียงของคุณภาพทีม” มากกว่าชื่อชั้นในอดีต (วิดีโอรีแคปและถ่ายทอดสดของลีก)
เพลย์ออฟ CCC มี “ช่วงเวลา +Momentum” ยาวขึ้นชัดเจนจากกลางควอเตอร์ 2 ถึงกลางควอเตอร์ 3 เมื่อทีมสามารถรักษา Turnover ต่ำ + รีบาวด์สองฝั่งเสถียร (ชุดวิดีโอไฮไลต์อย่างเป็นทางการ)

รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม 5 ตำแหน่ง (All-Star Five) & ผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) Basketball Thai League 2025 (BTL) Point Guard: ณัฐกานต์ เมืองบุญ (Hi-Tech Basketball Club) **Shooting Guard: Shaheed Davis (Crypto Cobra Chiangrai) Small Forward: Accheaus D'juan Fields (Shoot It Dragons) Power Forward: อิบราฮิม ดาบี (TGE Basketball Club) Center: อิมานุเอล ชิเนดุ เอเจสุ (Hi-Tech Basketball Club) Mฮญ: อิมานุเอล ชิเนดุ เอเจสุ (Hi-Tech Basketball Club)

เหตุผลเชิงโครงสร้างของความสำเร็จ CCC ไม่ใช่ “ม้ามืด” แต่คือ “แผนระยะยาว”

  1. วิสัยทัศน์หัวหน้าผู้ฝึกสอน (“โค้ชนิก”)
    โค้ชวางระบบที่ชัดเจน—ขับเคลื่อนด้วยเกมรับที่มีวินัย เพื่อต่อยอดเป็นทรานซิชันเกมรุกเร็ว และเมื่อเข้าสถานการณ์ครึ่งสนามจะดึง Two-man game ให้ผู้เล่นต่างชาติเสาหลักเป็น “แกนตัดสินใจ” ก่อนสลับสปีดด้วย Shot-creator สัญชาติไทย ในเพลย์ที่ 2–3 ของคอนเซ็ปต์เดียวกัน ทำให้ทีม “อ่านเกมคู่แข่งแล้วเอาไปใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาน
  2. สเก๊าท์–สรรหาผู้เล่นที่ “ชัดในบทบาท”
    โครงสร้างโรสเตอร์ของ CCC เน้น ต่างชาติ 2 แกน ที่สร้างอิมแพ็กทั้งสองฝั่งของคอร์ท ผนวก มือทำเพลย์ชาวไทย ที่พลิกสปีดเกม/สร้างความแตกต่างภายใต้แรงกดดันสูง—ภาพที่สะท้อนชัดในช่วงเพลย์ออฟเมื่อทีมต้องการ “บาสเกตบอลแบบเล่นเพื่อชนะในครึ่งสนาม”
  3. ข้อมูล–คอนเทนต์–คอมมูนิตี้ (3C) ที่เดินไปด้วยกัน
    แม้เพจโซเชียลของสโมสรจะเพิ่งตั้งต้น แต่การที่ลีกและพันธมิตรสื่อสร้าง “ทางด่วน” ให้ทีมหน้าใหม่เข้าโฟกัสของผู้ชมทั่วประเทศ—ตั้งแต่กราฟิกก่อนแข่ง, การนับถอยหลัง, ไปจนคัทยาวไฮไลต์หลังเกม—ทำให้ CCC สร้างฐานแฟนได้ทันที (คอนเทนต์ทางการของลีก/ผู้ถ่ายทอด) ด้านท้องถิ่น เชียงรายก็เริ่มเห็นผลทางเศรษฐกิจจากอีเวนต์กีฬา—ตั้งแต่ร้านค้าเมอร์ชไปจนเศรษฐกิจท่องเที่ยววันแข่ง

มองผ่านกรอบ “เมือง–ลีก–ตลาด” ทำไม “เชียงราย” สำคัญต่อบาสอาชีพไทย

การมีสโมสรระดับอาชีพที่ส่งเสียงจากหัวเมืองใหญ่ภาคเหนือไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์เท่านั้น แต่คือการ กระจายโอกาส ให้ชุมชนกีฬาในพื้นที่เกิด “แรงดูด” ให้เยาวชนเลือกเส้นทางอาชีพ, โค้ชท้องถิ่นมีเวทีแสดงฝีมือ, ผู้ประกอบการสร้างอีโคซิสเต็มธุรกิจกีฬา—ทุกอย่างเชื่อมเป็นวงจรเดียวกัน

  • เชิงลีก: BTL 2025 ถูกถ่ายทอดแบบแฟนลี่–เฟรนด์ลี่ เนื้อหาสม่ำเสมอ (BTL OFFICIAL / T Sports 7) ทำให้ “การเล่าเรื่องของทีมหน้าใหม่” เดินทางถึงผู้ชมได้จริง ไม่ถูกกลบด้วยชื่อเก่าหรือกลุ่มทุนใหญ่ (เพจ/ช่องทางทางการ)
  • เชิงเมือง: แฟนจากเชียงรายเริ่มมี “เดสติเนชันกีฬา” ใหม่—จากคอนเทนต์ออนไลน์สู่ทริปดูเกมใหญ่ในกรุงเทพฯ และในอนาคตเมื่อทีมจัดแมตช์เหย้ารูปแบบแฟนเดย์ จะยิ่งต่อยอด Sports Tourism ของจังหวัดได้อีกชั้น
  • เชิงตลาด: ฐานธุรกิจสปอนเซอร์ท้องถิ่น + ผู้เล่นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชียงราย (กาแฟ, งานดีไซน์, งานหัตถกรรม) สามารถ “บันเดิล” กับกิจกรรมของสโมสร—เป็นรายได้เสริมที่ไม่ขึ้นกับผลการแข่งขันโดยตรง

บทเรียนจาก Game Film จุดแข็ง–จุดปรับ

จุดแข็งหลัก

  • Game Plan & Execution: CCC ใช้แผน 1–2 เคาน์เตอร์เพลย์ ที่ชัดเจนและทำซ้ำได้ภายใต้แรงกดดัน—สะท้อนจากคุณภาพช็อตที่ได้ช่วงควอเตอร์ 2–3
  • Rebound Mentality: แม้ส่วนสูงบางตำแหน่งเป็นรอง แต่ “การบล็อกเอาต์แอคทีฟ” ทำให้ทีมได้โอกาส Second Chance มากพอสร้างสกอร์

จุดที่ควรปรับ

  • Close-out Game: โมเมนตัมช่วงท้ายเกมยัง Swing ตามรูปเกมฝ่ายตรงข้าม—โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งบีบให้เล่น Isolation มากกว่าระบบ
  • Bench Production: เกมซีรีส์ยาวต้องการสกอร์จากม้านั่งให้สม่ำเสมอขึ้น เพื่อถนอมโหลดผู้เล่นแกนหลักในควอเตอร์ท้าย

จาก “รองแชมป์ปีแรก” สู่ “แผน 2–3 ปี” ที่ไล่ล่าบัลลังก์

ในบริบทของลีกอาชีพ การไปถึงรอบชิงปีแรกคือ บันทึกหน้าแรกของโครงการระยะยาว—ไม่ใช่แค่ “ฤดูกาลแห่งความประหลาดใจ” และหายไป การสร้างทีมที่ยั่งยืนของ CCC ควรยึดแกน 3 ประการ:

  1. เสถียรภาพโค้ชและคอร์ผู้เล่น – ล็อกสัญญาแกนหลัก, เติมชิ้นส่วน 3-and-D & Secondary Creator ที่เข้ากับระบบ
  2. พัฒนาการใช้ข้อมูล (Analytics) – วัดคุณภาพช็อต (eFG%), โอกาสสองจังหวะ, Lineup Combination ที่มี Net Rating บวก เพื่อใช้จริงในเพลย์ออฟ
  3. ต่อยอดฐานแฟนเชียงราย – สร้าง Match-day Experience และกิจกรรมร่วมกับสถาบันการศึกษา/ธุรกิจท้องถิ่น เพื่อแปลง “ผู้ชมครั้งคราว” เป็น “สมาชิกถาวร”

หากทำได้ Crypto Cobra Chiangrai จะไม่ใช่ “ทีมที่เคยเข้าชิง” แต่เป็น ผู้ท้าชิงตัวจริง ที่พร้อมทวงบัลลังก์ในวัฏจักรถัดไป

CCC แพ้ด้วยระยะ 3 แต้ม แต่ชนะหัวใจแฟนทั่วประเทศด้วย วิธีการเล่นที่มีวินัยและมีสไตล์—และที่สำคัญชนะ “โจทย์ของแฟรนไชส์กีฬาอาชีพ” ตั้งแต่ปีแรก: รู้ว่าตัวเองเป็นใคร, จะชนะอย่างไร, และจะเติบโตไปพร้อมเมืองของตัวเองอย่างไร ฤดูกาลหน้า ซีรีส์ชิงอาจยังมี Hi-Tech หรือใครก็ตามยืนขวาง แต่ “งูเห่าแห่งเชียงราย” ได้ปล่อยคำเตือนไปแล้ว—นี่ไม่ใช่ไฟแฟลช แต่นี่คือยุคสมัยที่กำลังก่อตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Basketball Thai League
  • T Sports 7
  • Daily News Online
  • Crypto Cobra Chiangrai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“ลงสายลงดิน”: เชียงรายเร่งยกระดับภูมิทัศน์เมือง สู่ Smart City อย่างยั่งยืน

เชียงรายเร่ง “ลงสายลงดิน” ยกเครื่องภูมิทัศน์เมืองสู่ Smart City เป้าหมาย เม.ย. 2569—แต่เส้นทางสู่ความทันสมัยยังติดขัดด้วย “สายเก่า” และความล่าช้าเชิงโครงสร้าง

เชียงราย, 1 กันยายน 2568 — เมืองเชียงรายตื่นอีกครั้งกับคำถามซ้ำเดิมของคนเมือง: เมื่อไรเสาไฟฟ้าและพะเนินพะย่อของสายสื่อสารจะหายไปจากท้องฟ้าเมืองเก่าแก่แห่งนี้เสียที คำตอบเริ่มมีรูปธรรม เมื่อจังหวัดเดินหน้าติดตามความคืบหน้า “โครงการนำสายไฟฟ้า–สายสื่อสารลงใต้ดิน” และวางหมุดเวลาแล้วเสร็จไว้ที่ กลางเดือนเมษายน 2569 เพื่อให้ทันรับฤดูกาลท่องเที่ยวและยกระดับภาพลักษณ์เมืองให้ “สะอาด สวยงาม และอัจฉริยะ” อย่างที่วางวิสัยทัศน์ร่วมกันไว้

การประชุมความคืบหน้าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ร่วมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และผู้แทนหน่วยงานหลักทั้ง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ./PEA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) โดยย้ำเป้าหมายผูกกับวาระใหญ่ระดับชาติ ทั้งการพลิกโฉมเชียงรายสู่ Smart City และการหนุนบทบาท “เชียงราย–แม่สาย” ใน ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC) ที่รัฐบาลมุ่งผลักดันให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

ฉากปฏิบัติการเร่งเก็บเสา–ย้ายสาย รับไฮซีซันท่องเที่ยว

ความคืบหน้าที่จับต้องได้เริ่มเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน—บริเวณ ห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช และพื้นที่โดยรอบดำเนินการลงสายใต้ดินแล้ว ขณะที่แนวถนนยุทธศาสตร์ในเขตเมือง เช่น ถนนธนาลัย–กำแพงเมือง และช่วง จากแยก สภ.เมืองเชียงราย ถึงสถานีขนส่งแห่งที่ 1 กำลังทยอยนำสายลงท่อและรื้อถอนเสาไฟฟ้า เพื่อคลี่คลายภาพจำ “เมืองสายระโยงระยาง” ให้หมดไปตามกรอบเวลาที่วางไว้

“เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เมืองจะโล่งตา สะอาด และเป็นระเบียบมากขึ้น” คือสารที่ทีมบริหารท้องถิ่นส่งถึงประชาชนควบคู่กับแผนย่อย ปรับไฟส่องสว่าง–ทำถนน–ทำฟุตปาธใหม่ และตั้ง ศูนย์จัดการอัจฉริยะ เพื่อดูแลระบบเมืองหลังงานโยธาจบครบวงจร เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ความสวยงาม” แต่คือการยกระดับ ความปลอดภัย–คุณภาพชีวิต–ศักยภาพเศรษฐกิจเมือง ในแพ็กเกจเดียว

โครงสร้างโครงการ 2 เส้นเรื่อง 2 พื้นที่ งบรวมแตะเกือบ 800 ล้านบาท

ภาพใหญ่ของเชียงรายไม่ได้มีเพียงงานในเขตเทศบาลนคร หากยังมีโครงการคู่ขนานที่ อำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านการค้า–ท่องเที่ยวสำคัญติดชายแดนเมียนมา ทั้งสองโครงการมีรูปแบบลงทุนและไทม์ไลน์ต่างกัน แต่ประสงค์ปลายทางเดียวกันคือ “ท้องฟ้าสะอาด เมืองทันสมัย ระบบสื่อสารเสถียร”

  • โครงการเขตเทศบาลนครเชียงราย — งบประมาณภาพรวมที่สื่อท้องถิ่นและเอกสารทางการระบุอยู่ราว 488.76–500 ล้านบาท โดยเป็นความร่วมมือร่วมลงทุน PEA ~55% : เทศบาล ~45% ครอบคลุมเส้นทางนำร่อง 5 เส้น ระยะทางรวมประมาณ 4.65 กม. (เช่น ถ.รัตนาเขต ถ.บรรพปราการ ถ.ธนาลัย ถ.ประสพสุข และแนวเชื่อมโบราณสถาน–จุดสัญลักษณ์เมือง) ก่อนขยายผลสู่โซนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวอื่นต่อเนื่อง
  • โครงการเขตอำเภอแม่สาย — รูปแบบร่วมทุน PEA ~60% : เทศบาลตำบลแม่สาย ~40% ครอบคลุมแนวถนนสายหลักราว 2.8–3 กม. จากด่านพรมแดนสู่โซนพาณิชยกรรม โดยเทศบาลแม่สายยืนยันการเดินเครื่องร่วมกับ PEA และหน่วยงานรัฐตั้งแต่ปลายปี 2563 เป็นต้นมา

ตัวเลขงบประมาณสะท้อน “ขนาดงาน” และความคาดหวัง: โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินราคาแพงกว่าระบบอากาศหลายเท่า แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ ความปลอดภัย–ความทนทานต่อพายุ–และความพร้อมด้านสื่อสาร สำหรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลและการท่องเที่ยวคุณภาพ

ความล่าช้าเชิงโครงสร้าง และ “มรดกสายเก่า” บนเสาเดียว

แม้เป้าหมายชัด แต่เส้นทางสู่เส้นชัยไม่ได้ราบรื่น โครงการในพื้นที่เมืองเคยสะดุดจนต้อง “คืนงบ” ย้อนไปเมื่อ 2–3 ปีก่อน จากนั้นจึงเริ่มตั้งหลักใหม่ ลงนาม MOU และสัญญาจ้างจริงในช่วงกลางปี 2565 ทำให้ดีเลย์จากแผนเดิมไปกว่า 2 ปี ส่วนแม่สาย แม้เริ่มขุดเจาะตั้งแต่ปลายปี 2563 แต่สถานะล่าสุดคาดหมายแล้วเสร็จยืดไปถึง เมษายน 2569 หรือช้ากว่าแผนเดิม 4–5 ปี ปัจจัยหลักไม่ใช่ความตั้งใจ หากเป็น “ปมโครงสร้าง” ที่ซ้อนกันหลายชั้น ทั้งการประสานหลายหน่วยงาน งบประมาณ และข้อจำกัดเชิงเทคนิค—โดยเฉพาะ ปัญหาสายสื่อสารค้างเก่า จากผู้ประกอบการหลายค่ายที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ยังพาดคาราวะบนเสาร่วมกับสายใช้งานจริงจนจัดระเบียบลำบาก หน่วยงานกำกับและท้องถิ่นต่างยอมรับว่า “สายที่รกรุงรังจำนวนมาก” เป็นอุปสรรคสำคัญในการย้ายลงดินและรื้อเสาในเฟสสุดท้ายของงาน

ภาพ “สายจำนวนมากบนเสาต้นเดียว” ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะเชียงราย กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน จนเกิดการทบทวน มาตรการจัดระเบียบสายสื่อสาร และแบบแผนการรื้อสายที่เลิกใช้อย่างจริงจังในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา—ทั้งผ่านบทบาทของ กสทช., รัฐบาลท้องถิ่น และความร่วมมือกับผู้ประกอบการเอกชน

นโยบาย–แรงหนุนระดับชาติ “ลงดิน” ไม่ใช่แค่สวย แต่คือยุทธศาสตร์

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ส่งสัญญาณเชิงนโยบายชัด หลายครั้งรัฐมนตรีดีอีเอสลงพื้นที่เชียงรายและแม่สายด้วยตนเอง เพื่อเร่งรัด “จัดระเบียบสาย–นำลงท่อร่วม” ในจุดยุทธศาสตร์ของ NEC–Creative Lanna ผลลัพธ์ที่รัฐมองหาไม่ใช่เพียงวิวเมืองสะอาด หากรวมไปถึง ระบบสื่อสารที่เสถียร รองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้า–การลงทุนชายแดน และท่องเที่ยวระดับสากล โดยโมเดลรายได้ในอนาคตยังสามารถเปิดให้เช่า “ท่อร้อยสาย” ใต้ดินแก่ผู้ให้บริการรายอื่นเพื่อกระจายต้นทุนและสร้างความคุ้มในการลงทุนระยะยาวด้วย

บนเส้นนโยบายเดียวกัน ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ถูกออกแบบให้บูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับวัฒนธรรม–การท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ เพื่อยกระดับศักยภาพจังหวัดหัวเมืองเหนืออย่างเชียงรายให้เป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และชายแดน สัญญาณเหล่านี้ทำให้ “ลงสายลงดิน” ไม่ใช่งานโยธาโดด ๆ แต่คือ ฐานราก Smart City ที่ต้องรีบปักหมุดให้ทันเวลา

ผลกระทบวันนี้–ประโยชน์วันหน้า ตัวเลข–ความรู้สึก–และความคุ้มค่า

วันนี้ งานลงดินหลีกเลี่ยงผลกระทบด้วยการทำงานกลางคืน ปิด–เปิดการจราจรเป็นช่วง ๆ และติดตั้งป้ายเตือนเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่ว่าจัดการดีเพียงใด ผลกระทบชั่วคราวต่อผู้ค้าริมทางและการสัญจรย่อมเกิดขึ้น พรุ่งนี้ เมื่อรื้อเสาออกหมด เมืองจะได้ 3 ผลลัพธ์หลัก:

  1. ทัศนียภาพ — “ฟ้าโล่ง–เมืองโล่ง” เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องหลบสาย
  2. ความปลอดภัยและความทนทาน — ลดความเสี่ยงเสาล้ม สายขาด วาตภัย และไฟไหม้จากการลักลอบเกี่ยวสาย
  3. ความพร้อมดิจิทัล — สัญญาณสื่อสารเสถียร รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ร้านค้า–บริการ–อีคอมเมิร์ซ และงานอีเวนต์ไมซ์

กรอบคิด “คุ้ม–ไม่คุ้ม” จึงต้องมองฐานะ “สินทรัพย์สาธารณะระยะยาว” ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย ณ ปีงบประมาณเดียว—โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ด่านพรมแดน และย่านท่องเที่ยวที่ค่าประโยชน์แฝง (externalities) สูงกว่าค่าใช้จ่ายงานโยธา

ทำอย่างไรให้ “เม.ย. 69” ไม่ใช่แค่นัดหมายบนกระดาษ

ปลดล็อก “สายเก่า” ให้จริง—ต้องมี มาตรการบังคับใช้ ชัดเจนให้ผู้ประกอบการร่วมรื้อถอนสายเลิกใช้งานในจุดที่จะลงดิน มิฉะนั้นงานจะค้างอยู่ที่เสาและหน้าตู้สื่อสารปลายทางไม่จบสิ้น กรอบร่วมมือรูปแบบ “ท่อร้อยสายร่วม” และอัตราค่าใช้ท่อที่เป็นธรรม จะช่วยให้เอกชนเต็มใจย้ายเร็วขึ้น การสื่อสารสาธารณะให้โปร่งใส—เผย แผนที่เส้นทาง–สถานะก่อสร้าง–กำหนดรื้อเสา แบบรายถนน และแจ้งผลกระทบล่วงหน้า ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างก่อสร้างและเพิ่มความร่วมมือจากภาคธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งมีการวาง มาตรการคุมงานขุดในอนาคต—เมื่อมีท่อใต้ดินมากขึ้น เมืองต้องมีกติกา “ขุดอย่างไรไม่ทำเคเบิลเสียหาย” และศูนย์ข้อมูลสาธารณูปโภคร่วม (one map) สำหรับผู้รับเหมาภาครัฐ–เอกชน เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุเสียหายและงานซ้ำซ้อน และให้ความสำคัญกับ “ย่านเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว” ก่อน—จัดลำดับความสำคัญ (phasing)ถนนที่ให้ผลกระทบเชิงบวกระดับเมืองสูงสุด แล้วค่อยไล่ขยายไปสายรอง เพื่อสร้าง “ชัยชนะระยะสั้น” (quick wins) และความเชื่อมั่นของสาธารณะ

เสียงสะท้อนจาก “สนามจริง” บทเรียนที่ต้องจำ

บทเรียนจากหลายเมืองชี้ชัดว่าปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังเกิดจาก การติดตั้งใหม่โดยไม่รื้อของเก่า และ ความเป็นเจ้าของสายกระจัดกระจาย กสทช. และหน่วยงานท้องถิ่นจึงร่วมกันจัดทำแนวทางและปฏิบัติการ “จัดระเบียบสาย” ในหลายจังหวัด พร้อมผลักดันการย้ายลงท่อร่วมตามความพร้อมของถนนและงบประมาณ ยิ่งในเชียงรายที่มีความหมายเชิง เศรษฐกิจชายแดน + ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การแก้ปมนี้ให้เด็ดขาดคือ เงื่อนไขความสำเร็จ ที่ต้องทำคู่ขนานกับงานโยธาใต้ดิน

จาก “ฟ้าโล่ง” สู่ “เมืองอัจฉริยะ” ถาวร

เชียงรายกำลังเดินจาก “ภาพจำเสา–สาย” ไปสู่ “ภาพจริงเมืองสะอาด–ปลอดภัย–เชื่อมต่อฉลาด” หากทำได้ตามเป้าหมาย เมษายน 2569 เมืองจะได้ทั้ง ภูมิทัศน์ใหม่, โครงสร้างสื่อสารพร้อมใช้, และ ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว–นักลงทุน ในฐานะจุดหมายระดับภูมิภาคที่พึ่งพาได้ แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้วัดด้วยความเร็วในการขุดเพียงอย่างเดียว—มันวัดด้วย คุณภาพการประสานงาน ความเข้มแข็งของ กติกาเชิงกำกับ ต่อ “สายเก่า” และ ความโปร่งใสในการสื่อสารกับประชาชน ตลอดทาง

เมื่อ “สายบนฟ้า” ลงดิน—สิ่งที่ลอยขึ้นแทนคือ ความหวังของเมือง ที่จะก้าวสู่ Smart City บนฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ NEC อย่างเต็มภาคภูมิ

แผนที่ข้อมูล (สำหรับผู้นำไปใช้ตัดสินใจ–ปฏิบัติการ)

  • ขอบเขตโครงการเมืองเชียงราย: นำร่อง 5 เส้นทาง ระยะรวม ~4.65 กม. สัดส่วนลงทุน PEA ~55% : เทศบาล ~45%—ขยายผลตามย่านเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวสำคัญ (ข้อมูลภาพรวมจากการลงพื้นที่ติดตามและถ้อยคำของ รมว.ดีอีเอส ต่อพื้นที่เชียงราย/แม่สาย)
  • แม่สาย: แนวถนนสายหลักราว 2.8–3 กม. เริ่มกระบวนการร่วมกับ PEA ตั้งแต่ปลายปี 2563—เร่งรัดย้ายสาย–จัดระเบียบ คาดเสร็จ เม.ย. 2569 (ยืนยันจากเทศบาลแม่สายและรายงานสื่อเศรษฐกิจ)
  • นโยบาย–ยุทธศาสตร์: ดีอีเอสผลักดันย้ายสายลงดินในจุดยุทธศาสตร์ NEC–Creative Lanna เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว–การลงทุน และใช้ “ท่อร้อยสายร่วม” เป็นกลไกคุ้มทุนระยะยาว
  • ข้อจำกัดที่ต้องจัดการ: สายสื่อสารค้างเก่าจำนวนมาก—ต้องเร่งมาตรการร่วมรื้อถอน–ย้ายลงท่อ และคุมมาตรฐานเดินงานขุดในอนาคต (แนวทางกสทช., ภาครัฐท้องถิ่น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลแม่สาย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล/ดีอีเอส–สื่อเศรษฐกิจ” ฐานเศรษฐกิจ (มองโครงการในกรอบ NEC–Creative Lanna และบทบาท NT/ผู้ให้บริการสื่อสาร)
  • สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3/กรมประชาสัมพันธ์
  • ThaiPBS / ป.ป.ช.
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์” คว้า 1 ใน 5 พื้นที่ต้นแบบ Creative Cultural District ของไทย

ชัยชนะแห่งวัฒนธรรม “ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์” ติด 1 ใน 5 พื้นที่ต้นแบบ Creative Cultural District ของประเทศไทย จุดประกายผ้าทอไทลื้อสู่ Soft Power และย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย, 31 สิงหาคม 2568 — เช้าวันปลายฝน ณ อำเภอเชียงของ เรื่องเล่าเก่าของเส้นด้าย ลวดลาย และกี่ทอของชุมชนไทลื้อบ้านศรีดอนชัย ถูกขึงตึงเป็น “โครงบนหูกใหม่” ของการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อโครงการ ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์ (Creative Sri Don Chai)” ได้รับการคัดเลือก ติด 1 ใน 5 พื้นที่ต้นแบบ ของประเทศไทย ภายใต้โครงการ Creative Cultural District ที่ขับเคลื่อนโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) หลังผ่านเวิร์กช็อปเข้มข้น 3 วันเต็ม (22–24 ส.ค. 2568) ที่กรุงเทพฯ ร่วมกับอีก 11 ทีมจากทั่วประเทศ

ผลการคัดเลือกซึ่งประกาศในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงธงหมุดหมายบนแผนที่การพัฒนา แต่คือ “สัญญาณเปลี่ยนเกลียวด้าย” จากผ้าทอในฐานะสินค้าหัตถกรรม ไปสู่ “งานออกแบบ–นวัตกรรมทางวัฒนธรรม” ที่มีตลาดและมูลค่าเพิ่มรองรับทั้งระบบ โดยมี ทุนสนับสนุนสูงสุด 1,000,000 บาท/พื้นที่ต้นแบบ พร้อมเครือข่ายที่ปรึกษาข้ามสาขาเพื่อพัฒนาต้นแบบพื้นที่ให้เกิดขึ้นจริงในช่วง 12 เดือนถัดไป

จากเวิร์กช็อปสู่สนามจริง ผสานภูมิปัญญากับนวัตกรรมอย่างมีระบบ

ตลอด 3 วันของ Creative Cultural District Workshop ทีมพื้นที่จาก ศรีดอนชัย ได้รับคำแนะนำเชิงลึกทั้งด้านนโยบาย ออกแบบ และย่านสร้างสรรค์ จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ผศ.ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ (นโยบาย Thailand as Brand), ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร (การพัฒนาย่านนวัตกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์), ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ (ออกแบบสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง) และ คุณสุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ (การสร้างอัตลักษณ์–แบรนด์ชุมชน) ตลอดจนที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการสื่อสารอีกหลายราย

แกนเนื้อหาของเวิร์กช็อปมี 3 ขั้นตอนที่ชัดเจน

  1. Mapping — ทำแผนที่ทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ ทั้งกลุ่มช่างทอ ลวดลาย วัสดุ เครื่องมือ โรงทอ จุดเรียนรู้ และเส้นทางการท่องเที่ยว
  2. Mock-up/Prototype — ออกแบบต้นแบบย่าน/ผลิตภัณฑ์/ประสบการณ์ ตั้งแต่งานคราฟต์ร่วมสมัย ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีมาตรฐานคุณภาพ ไปจนถึงเทศกาลย่อยในหมู่บ้านที่เล่าเรื่องผ้า
  3. Implementation Plan — แผนปฏิบัติงาน 6–12 เดือน ครอบคลุมการบริหารจัดการพื้นที่ การตลาด การยกระดับมาตรฐาน และการติดตามประเมินผล

ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์” โดดเด่นด้วยการ แปลงผ้าเป็นระบบนิเวศ: จาก “สินค้าสวย” เป็น “ชุดความรู้–กระบวนการ–ประสบการณ์” ที่เชื่อม คนทอ–คนออกแบบ–ตลาด เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ (ปลูกฝ้าย/คัดเส้นใย/ย้อมสีธรรมชาติ) กลางน้ำ (ทอลาย ตัดเย็บ มาตรฐานคุณภาพ) จนถึงปลายน้ำ (ค้าปลีก–ค้าส่ง–ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์) ทั้งหมดวางอยู่บน เป้าหมายร่วม คือ ยกระดับรายได้และศักดิ์ศรีช่างทอ ควบคู่กับ การสืบสานอัตลักษณ์ลายไทลื้อ อย่างมีชีวิต

ผ้าทอไทลื้อ จาก “สินค้าราคาถูก” ข้ามแดน สู่ Soft Power ที่มีเรื่องเล่าและมาตรฐาน

กว่า 40 ปี ที่ชุมชนและเครือข่ายนักวิชาการ–ผู้ประกอบการพยายาม “เติมคุณค่าและอุดมการณ์” ให้ผ้าทอไทลื้อและผ้าพื้นถิ่นประเภทอื่นๆ จนกลายเป็น คลื่น Soft Power ที่ส่งพลังต่อยอดไปสู่ ภาพยนตร์ แฟชั่น ศิลปะ การท่องเที่ยว และอาหาร โครงการ ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์” เลือก “จับแก่น” ของความพยายามนั้น แล้วต่อยอดด้วย หลักคิดแบบนักออกแบบ (Design Thinking) เพื่อแก้โจทย์สำคัญ 3 ประการ

  • มูลค่า: ตีความลาย–วิธีทอ ให้เป็นผลงานออกแบบร่วมสมัย บนมาตรฐานคุณภาพ–ความทนทาน–การใช้สีธรรมชาติ และการติดตามย้อนกลับได้ (traceability)
  • ตลาด: สร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ (ใส่ได้ ใช้ได้ ดูแลรักษาง่าย) พร้อมช่องทางออนไลน์–ออฟไลน์ และการจับคู่กับดีไซเนอร์/แบรนด์
  • ประสบการณ์: พัฒนาเส้นทางเรียนรู้–เวิร์กช็อป–เทศกาลย่อย ให้ผู้มาเยือนสัมผัส “เรื่องเล่าหลังลายผ้า” ตั้งแต่การย้อมสีจนถึงการสวมใส่

เมื่อ “คุณค่า” (Value) มาก่อน “ราคา” (Price) ผ้าทอจึงไม่ต้องแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ หากแข่งขันด้วย เรื่องเล่า–มาตรฐาน–ความยั่งยืน ที่แปรเป็น มูลค่าเพิ่ม ซึ่งชุมชนได้ส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม

5 พื้นที่ต้นแบบ ภูมิศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย

นอกจากเชียงรายแล้ว โครงการยังคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อน ความหลากหลายของทุนวัฒนธรรมไทย ได้แก่

  • ข่วงเมืองลำพูน (ลำพูน) — ย่านประวัติศาสตร์ที่มีมรดกหัตถกรรม–ศรัทธาเป็นแกนกลาง
  • สิงห์ท่า เธียเตอร์ (ยโสธร) — สร้างพื้นที่ศิลปะการแสดงร่วมสมัยเคียงคู่วัฒนธรรมอีสาน
  • ช่างเรือรุ่นใหม่ – เรียน รู้ สาน (พระนครศรีอยุธยา) — สืบสานงานต่อเรือและภูมิปัญญาแม่น้ำให้คนรุ่นใหม่
  • เขาหลักเซิร์ฟทาวน์ (พังงา) — เมืองชายฝั่งที่เปลี่ยน “คลื่นทะเล” เป็นอัตลักษณ์ไลฟ์สไตล์–กีฬา–ท่องเที่ยว

การเลือกที่ ต่างทุน ต่างทรัพยากร แต่มี หลักคิดร่วม เรื่องการออกแบบและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้เครือข่ายพื้นที่ต้นแบบสามารถเรียนรู้ข้ามวิชา–ข้ามภูมิภาคได้จริง เชียงรายจึงไม่ได้เดินลำพัง แต่เดินไปกับเพื่อนบ้านที่กำลังสร้างย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยกัน

เชื่อมเป้าหมายระดับประเทศ จาก “Thailand as Brand” สู่ “Creative Cities Network”

ในภาพใหญ่ โครงการ Creative Cultural District ทำงานสอดรับนโยบายระดับชาติที่เน้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์–Soft Power–เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือเชื่อม อัตลักษณ์ท้องถิ่น กับ มาตรฐานสากล ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ที่ส่งเสริมให้เมืองใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยมีเมืองในเครือข่าย UCCN หลายสาขา อาทิ กรุงเทพฯ (Design), เชียงใหม่ (Crafts & Folk Art), ภูเก็ต (Gastronomy), สุโขทัย (Crafts & Folk Art) และ เพชรบุรี (Gastronomy)—แต่ละเมืองล้วนพิสูจน์ว่า หากเมือง ลงทุนกับ “คน–พื้นที่–เรื่องเล่า” อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถต่อยอดเป็น เศรษฐกิจชุมชนที่ยืนได้ และ ภาพลักษณ์เมืองที่ยั่งยืน เชียงรายในฐานะ “ผู้เล่นใหม่” จึงกำลังวางฐานสู่ UCCN สาขาการออกแบบ ด้วยกลยุทธ์ “คนรุ่นใหม่ทำงานกับช่างทอจริง ในพื้นที่จริง เพื่อชิ้นงานจริง”

แผนเดินเกม 12 เดือน ย่านเริ่มได้จาก 3 จุดเล็ก—ของ สถานที่ ประสบการณ์

เพื่อให้ “ธงพื้นที่ต้นแบบ” ไม่หยุดอยู่บนเวทีประกาศผล ทีมศรีดอนชัยวาง Roadmap 12 เดือน ที่ทำได้จริงและวัดผลได้

  1. Product Track (ของ) — พัฒนาคอลเลกชันตัวอย่าง 3–5 กลุ่มสินค้า (สวมใส่/ของใช้/ของแต่งบ้าน) ด้วยลายไทลื้อ ติดตามย้อนกลับได้ ย้อมสีธรรมชาติบางส่วน และตั้งมาตรฐานคุณภาพ–บำรุงรักษา
  2. Place Track (สถานที่) — ย่านนำร่องที่มีป้าย–ทางเดิน–จุดเล่าเรื่องแบบ wayfinding ซึ่งสื่อสารเรื่องลายผ้า กระบวนการย้อม การทอ และเชื่อมโฮมสเตย์/พิพิธภัณฑ์ชุมชน
  3. Program Track (ประสบการณ์) — เวิร์กช็อปถอดลาย/ย้อมคราม/ทอลอง พร้อม “ตลาดนัดคราฟต์รายเดือน” ในหมู่บ้าน และกิจกรรมทดลองกับโรงเรียนในพื้นที่

ตัวชี้วัด (KPIs) จะไม่หยุดที่ “จำนวนคนร่วมงาน” แต่ลงลึกถึง รายได้ใหม่ของช่างทอ–การจ้างงานเยาวชน–จำนวนชิ้นงานเข้าสู่การผลิตจริง–อัตราการกลับมาเยือนซ้ำของผู้มาเที่ยว ทุกไตรมาสมีการทบทวนและปรับแผนอย่างโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะผ่านช่องทางชุมชน/องค์กรท้องถิ่น

เศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม เส้นด้ายสามเกลียวของการเปลี่ยนผ่าน

เศรษฐกิจ — เมื่อผ้าทอถูก “ยกระดับมาตรฐานและเรื่องเล่า” มูลค่าเพิ่มจะเกิดขึ้นในหลายจุด: ค่าฝีมือที่เป็นธรรม, ช่องทางจำหน่ายที่ดีขึ้น, ผลิตภัณฑ์ต่อยอด (collab กับดีไซเนอร์/แบรนด์), และบริการท่องเที่ยว–เวิร์กช็อปที่มีราคาต่อหัวสูงขึ้นกว่าทัวร์ทั่วไป

สังคม — การ “ฝึกงานกับช่างจริง” ทำให้เยาวชนเห็นอาชีพสร้างสรรค์ในบ้านเกิด ไม่ต้องย้ายถิ่นเสมอไป ขณะเดียวกัน ผู้สูงวัยผู้เป็น “ธนาคารความรู้” ได้ถ่ายทอดทักษะและเกียรติภูมิให้คนรุ่นถัดไป เกิดการเรียนรู้ข้ามรุ่นที่จับต้องได้

สิ่งแวดล้อม — แผนย้อมสีธรรมชาติ การใช้เส้นใยท้องถิ่น และการจัดการเศษวัสดุ ให้ความหมายกับ “แฟชั่นที่รับผิดชอบ” ลดการใช้เคมี และสร้างการรับรู้เรื่องการดูแลธรรมชาติในรายละเอียดของงานผ้า

เสียงจากเวทีข้อคิดที่น่าจดจากผู้เชี่ยวชาญ

แม้เวทีจะไม่ใช่งานประกาศนโยบายครั้งใหญ่ แต่สารที่ผู้เชี่ยวชาญฝากไว้ตรงกันคือ

  • ย่านสร้างสรรค์ต้องแก้ปัญหาจริง: เริ่มจากปัญหาเล็กๆ ที่ชุมชนอยากแก้ (รายได้ช่าง การตลาด การเดินทางในหมู่บ้าน) แล้วออกแบบทางออกที่ “ทำได้” ไม่ใช่ “พูดได้”
  • น้อยแต่ชัด: เลือก pilot ที่เห็นผลเร็ว สื่อสารง่าย ขยายต่อได้ เช่น ตลาดคราฟต์รายเดือนที่ช่างเป็นเจ้าของร่วมกับนักเรียน
  • การออกแบบคือการจัดกระบวนการ: ไม่ใช่แค่ทำของสวย แต่จัดคน–เวลา–สถานที่–ทรัพยากร ให้ชุมชน “เป็นเจ้าของ” จริง

หลักคิดเหล่านี้สอดคล้องกับแผนของศรีดอนชัยที่เน้น ownership และ ผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริง มากกว่ารูปถ่ายสวยๆ เพียงชั่วครั้ง

เชียงรายกับเส้นทางสู่ “เมืองออกแบบ” เดินด้วยคน ไม่ใช่โครงการ

ความสำเร็จของ “ศรีดอนชัยใช้สร้างสรรค์” เกิดขึ้นท่ามกลางความเคลื่อนไหวของเชียงรายที่กำลัง ยกระดับสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโกด้านการออกแบบ ทั้งจากบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย เครือข่ายศิลปิน–นักออกแบบ และชุมชนชาติพันธุ์ การติด 1 ใน 5 พื้นที่ต้นแบบครั้งนี้จึงเป็น ฟันเฟืองสำคัญ ที่จะทำให้ “เส้นด้ายเมืองสร้างสรรค์” ถักทอแน่นขึ้น

ในภาพที่กว้างกว่า ศรีดอนชัยกำลังก้าวออกจากการเป็น “แหล่งผลิตผ้าทอ” ไปสู่การเป็น “สนามเรียนรู้–พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมทางวัฒนธรรม” ที่ผู้มาเยือนสามารถเห็นวงจรเต็มรูป (ปลูก–ทอ–ใช้–เล่าเรื่อง) และสัมผัสคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังทุกลายผ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากลายบนผืนผ้า สู่ลายทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือจุดเริ่มของ การทำงานจริง ที่ต้องอาศัยวินัย ความต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย — ช่างทอ เยาวชน โรงเรียน หน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และเอกชนผู้พร้อมหนุนตลาด หากเดินตามแผน 12 เดือนด้วยการวัดผลโปร่งใส ศรีดอนชัยย่อมเป็น ต้นแบบย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พิสูจน์ได้ว่าการออกแบบสามารถ ยกระดับรายได้ รักษาอัตลักษณ์ และเสริมความภูมิใจ ให้ชุมชนได้พร้อมกัน

และเมื่อถึงวันนั้น “ผ้าทอไทลื้อ” จะไม่ใช่เพียงที่ระลึกของผู้ผ่านทางอีกต่อไป หากเป็น Soft Power ที่เล่าเรื่องเชียงรายในภาษาสากล—ชัดเจน อ่อนน้อม และทรงพลัง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA
  • UNESCO Creative Cities Network (UCCN)
  • THACCA-Thailand Creative Culture Agency
  • Creative Cultural District
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News