Categories
TRAVEL

สวนนงนุชยกระดับ! เปิดอาณาจักรพุทธศิลป์รวมองค์แทนพระพุทธเจ้าจากทั่วโลก

สวนนงนุชพัทยาเปิด “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้พุทธศิลป์นานาชาติ” รวมองค์แทนพระพุทธเจ้า หวังปลูกฝังความรู้และศรัทธาให้เยาวชน

พัทยา, 15 กันยายน 2568 — สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าวิสัยทัศน์ “อาณาจักรแห่งแหล่งเรียนรู้ครบวงจร” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ด้านพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดสร้างและรวบรวม “องค์แทนพระพุทธเจ้า” จากหลากหลายประเทศ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ทำความเข้าใจความงดงามของพุทธศิลป์ในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันยังย้ำบทบาทสวนนงนุชในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงการศึกษาเคียงข้างสวนพฤกษศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และสวนสัตว์ปูนปั้น ซึ่งเป็น 5 เสาหลักของแผนพัฒนาเชิงเนื้อหาที่วางไว้

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ยกเหตุผลสำคัญว่า โครงการนี้ตั้งใจ “ทำให้เด็กๆ เข้าถึงพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย และเห็นความงามของพุทธศิลป์จากนานาชาติ” ด้วยความเชื่อว่าการเห็นของจริงในบริบทย่อส่วน จะช่วย “ปลูกฝังความรัก ความศรัทธา และความเข้าใจหลักคำสอนที่ถูกต้อง” ตั้งแต่วัยเยาว์ และติดตัวไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต (อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารที่สอดคล้องกับข่าวเผยแพร่ล่าสุดของสวนนงนุชพัทยาและสื่อท้องถิ่น)

จาก “สวนสวย” สู่ “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” โครงเรื่องที่สวนนงนุชอยากเล่า

เรื่องราวเริ่มที่คำถามง่ายๆ ว่า “เราจะทำให้พระพุทธศาสนาน่าสนใจสำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร” คำตอบของสวนนงนุชคือการยก “โลกของพุทธศิลป์” มาไว้ในพื้นที่เดียว ให้ผู้ชมเดินผ่านเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์ รูปทรง และสุนทรียะ จากหลากหลายภูมิภาค แล้วเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างด้วยสายตาตนเอง

แนวคิดนี้สอดรับกับทิศทางการเป็น “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้ครบวงจร” ของสวนนงนุช ซึ่งมี 5 ด้านหลัก ได้แก่ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ปูนปั้น ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และพระพุทธศาสนา โดยด้านสุดท้ายถูกต่อยอดให้ชัดเจนขึ้นผ่าน “องค์แทนพระพุทธเจ้า” ที่ทำหน้าที่เหมือนห้องเรียนภาคสนามกลางแจ้ง ผู้ชมจึงไม่ได้เพียง “ดู” หากแต่ “เชื่อมโยง” ข้อมูลศิลปะ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน (ข้อมูลทิศทางจากเว็บไซต์สวนนงนุชและบทความแนะนำพิพิธภัณฑ์พุทธคุโณปการ)

ความคืบหน้าโครงการ 5 องค์แล้วเสร็จ และ 11 องค์อยู่ระหว่างดำเนินการ

สวนนงนุชระบุว่า ขณะนี้ได้จัดสร้างองค์แทนพระพุทธเจ้าจากนานาชาติแล้ว 5 องค์ ได้แก่

  • พระโพธิสัตว์กวนอิม
  • พระศรีอริยเมตไตรย (อ้างอิงแรงบันดาลใจจากวัดในเกาหลีใต้)
  • พระสังกัจจายน์
  • พระพุทธรูป “เลจุน เซจาร์” จากเมียนมา
  • พระพุทธรูป “ไดบุตสึ” จากญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมี 11 องค์ อยู่ระหว่างทำงาน ซึ่ง 3 องค์ แรกที่แล้วเสร็จและทยอยเปิดให้ชม ได้แก่ พระพุทธรูปดอร์เดนมา (ภูฐาน), พระโจโวศากยมุนี (ทิเบต) และ พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (อัฟกานิสถาน—ในฐานะองค์แทน/การระลึกถึง) รายละเอียดดังกล่าวยืนยันในข่าวเผยแพร่ของสื่อไทยท้องถิ่นและเว็บไซต์ข่าวเชิงสาธารณะ ซึ่งระบุวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็ก เยาวชน และนักท่องเที่ยวเข้าถึงความหลากหลายของพุทธศิลป์โลกในพื้นที่เดียว

“เมื่อได้เห็นความงดงามของพุทธศิลป์จากหลายประเทศ เด็กๆ จะเกิดความรู้สึกชอบ เมื่อเติบโตขึ้นมาจึงเกิดความรักและความศรัทธาในหลักคำสอนที่ถูกต้อง” — นายกัมพล ตันสัจจา (อ้างอิงตามเนื้อหาข่าวประชาสัมพันธ์)

ทำไมต้อง “องค์แทน” บทเรียนเชิงบริบทและการเทียบเคียง

การจัดสร้าง “องค์แทน” มิได้เป็นเพียงการจำลองรูปเคารพ หากคือการ “ย่อโลก” ของคติ ความเชื่อ และรูปแบบศิลป์ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคให้มาอยู่ในระยะสายตาเดียวกัน เด็กและผู้ชมจึงสามารถเทียบเคียง “ภาษาศิลป์” ได้โดยตรง ว่าทำไมพระพุทธรูปจากญี่ปุ่นจึงหนักแน่นเรียบง่าย เหตุใดพระโพธิสัตว์ในจีนจึงอ่อนช้อย และเหตุใดรูปเคารพจากหิมาลัยจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงสัญลักษณ์ เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ “องค์แทน” กลายเป็นตำราเรียนที่เดินเข้าไปอ่านได้

เปิดเลนส์ดู 3 สัญลักษณ์สำคัญ ภูฐาน–ทิเบต–อัฟกานิสถาน

1) พระพุทธรูปดอร์เดนมา (ภูฐาน) — ความศรัทธาที่โอบล้อมเมืองหลวง

Great Buddha Dordenma ตั้งอยู่บนเนินเขาในทิมพู สร้างด้วย สำริดปิดทอง สูงราว 54 เมตร ก่อสร้างระหว่างปี 2006–2015 ภายในบรรจุพระพุทธรูปขนาดเล็กกว่า หนึ่งแสนองค์ ตามคติศรัทธา การมีอยู่ขององค์พระซึ่งมองเห็นได้เด่นชัดราวคุ้มครองเมืองทั้งเมือง จึงมีนัยทั้งเชิงสัญลักษณ์และทัศนภูมิประเทศที่น่าสนใจต่อการเรียนรู้ด้านภูมิสถาปัตยกรรมศาสนา

2) พระโจโวศากยมุนี (ทิเบต) — ศูนย์กลางศรัทธาที่โยกย้ายมิได้

Jowo Shakyamuni ประดิษฐานในวัดโจกัง เมืองลาซา และถูกยกย่องว่าเป็น “พระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของทิเบต” ความสำคัญอยู่ที่บทบาททางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของทิเบต มากกว่าขนาดหรือวัสดุ การศึกษาองค์นี้ช่วยเปิดมุมมองว่า “คุณค่าทางศาสนา” อาจวัดจากความทรงจำร่วมของสังคม และบทบาททางพิธีกรรม มิใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก

3) พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (อัฟกานิสถาน) — อนุสรณ์แห่งการคุ้มครองมรดกโลก

พระพุทธรูปยักษ์สององค์ที่หน้าผาหุบเขาบามิยันถูกทำลายเมื่อปี 2001 จนเหลือเพียง “โพรงว่าง” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์เตือนใจโลกให้ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของยูเนสโก ในชื่อ Cultural Landscape and Archaeological Remains of the Bamiyan Valley การสร้าง “องค์แทนเพื่อระลึกถึง” จึงมีนัยเชิงการศึกษา ว่าความสูญเสียทางวัฒนธรรมส่งผลอย่างไร และโลกเรียนรู้อะไรจากบทเรียนนี้

สวนนงนุชในฐานะ “สะพาน” เชื่อมศิลป์–ศรัทธา–สังคม

เมื่อองค์แทนจากภูมิภาคต่างๆ มาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผู้ชมจะเห็นว่า ศิลปะไม่ใช่สิ่งแช่แข็ง หากสัมพันธ์กับภูมิอากาศ วัสดุท้องถิ่น ประวัติศาสตร์การเมือง ศาสนาท้องถิ่น และการตีความคำสอน ทั้งหมดนี้ทำให้ “ศิลป์” กลายเป็น “กระจก” สะท้อนสังคม และทำให้ “ศรัทธา” กลายเป็น “บทสนทนา” ระหว่างคนต่างวัฒนธรรมได้อย่างสง่างาม

สำหรับการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา โครงการนี้เพิ่ม “ชั้นความหมาย” ให้การมาเยือนพัทยาและชลบุรี ซึ่งเดิมเป็นจุดหมายพักผ่อนตามธรรมชาติและวัฒนธรรมร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ครู นักเรียน มหาวิทยาลัย และชมรมศิลปะ เข้ามาใช้พื้นที่เรียนรู้แบบ hands-on โดยผูกเรื่องกับรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ สังคมศึกษา และพลเมืองโลก

มาตรฐานการเล่าเรื่องและความอ่อนน้อมต่อศาสนา

สวนนงนุชตระหนักถึง “ความอ่อนไหวทางศาสนา” จึงวางกรอบการสื่อสารเชิงความรู้ควบคู่มารยาทการเยี่ยมชม เช่น การแต่งกายสุภาพ การเว้นระยะเหมาะสม การไม่ปีนป่ายหรือสัมผัสองค์แทนโดยไม่จำเป็น รวมถึงการจัดป้ายความรู้สองภาษา เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจที่มา ความหมาย และบริบทของแต่ละองค์อย่างเคารพ ซึ่งแนวปฏิบัติทำนองนี้ปรากฏในเอกสารแนะนำเชิงนิทรรศการของสวนนงนุชที่เน้นบทบาท “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” และ “ห้องเรียนกลางแจ้ง”

ความต่อเนื่องของภารกิจ “ปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์”

ใจกลางของโครงการคือคำว่า “เข้าถึงง่าย” เด็กจำนวนมากรู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะบุคคลสำคัญทางศาสนา แต่ยังไม่รู้ว่า “พุทธศิลป์” ในแต่ละประเทศต่างกันอย่างไร การได้เห็นองค์แทนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เมียนมา ภูฐาน ทิเบต ไปจนถึงอนุสรณ์แห่งบามิยันในอัฟกานิสถาน จะช่วยกระตุ้นให้ตั้งคำถามและค้นคว้า เช่น ทำไมกวนอิมจึงมีบุคลิกอ่อนโยน ทำไมไดบุตสึจึงเน้นความสุขุมมั่นคง หรือทำไมโจโวจึงเป็น “หัวใจของทิเบต” คำถามเหล่านี้คือเชื้อเพลิงของการเรียนรู้ระยะยาว

“เราต้องการให้เด็กรู้สึกชอบก่อน แล้วความรักและความศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจจะตามมาเอง” — นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวในทิศทางเดียวกับข่าวเผยแพร่

อนาคตข้างหน้า จากองค์แทน สู่เครือข่ายการเรียนรู้ระดับภูมิภาค

เมื่อองค์แทนชุดแรกทยอยเปิดครบ สวนนงนุชมีแนวโน้มจะขยายกิจกรรมประกอบผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ เช่น เวิร์กช็อปนำชมเชิงลึก การบรรยายสั้นสำหรับครอบครัว เสวนาเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย และการพัฒนา guidebook ขนาดพกพา เพื่อช่วยครูและนักเรียนเตรียมตัวก่อนมาเยือน หากเกิดขึ้นจริง พื้นที่นี้จะค่อยๆ กลายเป็น “โหนดความรู้” เชื่อมโยงโรงเรียน ชุมชน และนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าหากัน

ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์แทนยังเปิดโอกาสต่อยอดสู่งานออกแบบของที่ระลึกเชิงความรู้ คอนเทนต์ดิจิทัลแบบสั้น และสื่ออินเทอร์แอ็กทีฟที่เล่าความหมายของรูปทรงและสัญลักษณ์ ซึ่งจะทำให้เด็กและผู้ใหญ่ “เรียนรู้ซ้ำ” ได้แม้กลับถึงบ้านแล้ว โดยไม่ลดทอนความเคารพต่อศาสนา

มองผ่านเลนส์เมืองท่องเที่ยว พัทยาที่ซับซ้อนกว่าเดิม

พัทยาในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติอาจถูกมองด้วยภาพจำจำกัด โครงการแบบนี้ช่วย “ปรับโทน” เมืองให้ลุ่มลึกขึ้น เพิ่มมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสอดรับพฤติกรรมผู้เดินทางรุ่นใหม่ที่แสวงประสบการณ์มีความหมาย การมีแลนด์มาร์กเชิงการศึกษาในพื้นที่สวนระดับโลกอย่างสวนนงนุช ซึ่งเดิมโดดเด่นด้านภูมิสถาปัตยกรรมและคอลเลกชันพืช ก็ยิ่งทำให้พัทยาเป็นปลายทางที่ครบเครื่องขึ้น (ข้อมูลภาพรวมแหล่งท่องเที่ยวจากบทความแนะนำการท่องเที่ยวพัทยาที่กล่าวถึงบทบาทสวนนงนุช)

องค์แทนที่ “แทน” ได้มากกว่ารูปเคารพ

โครงการ “องค์แทนพระพุทธเจ้านานาชาติ” ของสวนนงนุชพัทยาไม่ใช่แค่การจัดวางรูปเคารพให้คนมาถ่ายรูป หากเป็น “บทเรียนมีชีวิต” ที่วางอยู่กลางเมืองท่องเที่ยว เพื่อให้เด็ก เยาวชน และผู้มาเยือนเรียนรู้การอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเคารพ เข้าใจ และเท่าทันโลก

ภาพใหญ่ของเรื่องนี้ คือการใช้ “พุทธศิลป์” เป็นภาษากลางเชื่อมประวัติศาสตร์ ศรัทธา และสังคม จากภูฐานและทิเบตถึงอัฟกานิสถาน จากจีนและญี่ปุ่นถึงเกาหลีและเมียนมา แล้วนำทั้งหมดมาบอกเล่าที่พัทยา เมืองที่กำลังสร้างบทใหม่ของการท่องเที่ยวคุณภาพ เมื่อโครงการเดินหน้าครบถ้วน พื้นที่แห่งนี้จะยืนอยู่ได้ด้วยความรู้ ความอ่อนน้อม และบทสนทนา ซึ่งคือหัวใจของคำว่า “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้” อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สวนนงนุชพัทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทอท.ทุ่ม 5.7 พันล้านบาท ดันเชียงรายสู่ “มหานครการบิน” เพิ่มขีดรองรับ 6 ล้านคน

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “มหานครการบิน” ทอท.เดินหน้าแม่ฟ้าหลวงเฟส 1 เพิ่มขีดรองรับเป็น 6 ล้านคนภายใน 7 ปี

เชียงราย, 15 กันยายน 2568 — แผนพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน ทั้งในมิติการคมนาคม การท่องเที่ยว การค้า และการจ้างงาน ด้วยงบลงทุนประมาณ 5,700 ล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถจาก 3 ล้านคน/ปี เป็น 6 ล้านคน/ปี ภายใน 7 ปี พร้อม “พิมพ์เขียว” โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ครอบคลุมงานเขตการบิน อาคารผู้โดยสาร และระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน โดยยังยึดหลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) และสื่อสารอัตลักษณ์เชียงรายผ่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

บริบทและสัญญาณการเติบโต จาก “เกตเวย์” สู่ “กลไกหลัก”

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ “ประตูสู่ภาคเหนือ” และเชื่อมภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง—จีนตอนใต้มายาวนาน กระนั้น เพดานความจุ 3 ล้านคน/ปี เริ่มตึงตัวตามการฟื้นตัวของการบินหลังโควิดและมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐ ปีที่ผ่านมา สนามบินรองรับผู้โดยสารประมาณ 1.9 ล้านคน แม้ยังไม่ชนขีดจำกัด แต่แนวโน้ม “กลับมาและเติบโตต่อ” ชี้ชัดว่า หากไม่ขยายขีดความสามารถ โอกาสทางเศรษฐกิจจะ “ติดคอขวด” ในระยะสั้นถึงกลาง

น.ต.ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระบุว่า สนามบินมีศักยภาพพร้อมต่อยอด ทั้งจากรางวัลด้านบริการ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลระดับประเทศหลายปีซ้อน แต่สิ่งสำคัญคือการ “อัปเกรดให้สอดรับบทบาทใหม่” ในฐานะ กลไกหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดและภูมิภาค ไม่ใช่เป็นเพียงจุดผ่าน (gateway) อีกต่อไป

ความจุ 6 ล้านคน/ปี และเสถียรภาพระบบสนามบิน

หัวใจของโครงการคือการยกระดับความจุเป็น 6 ล้านคน/ปี แบ่งเป็น ผู้โดยสารภายในประเทศ 5 ล้านคน และ ระหว่างประเทศ 1 ล้านคน พร้อมเพิ่มความเสถียรของระบบสนามบิน ตั้งแต่ทางขับ ลานจอด ระบบเชื้อเพลิง ไปจนถึงการไหลเวียนคน รถ และสัมภาระอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดตั้งอยู่บนที่ดินสนามบิน กว่า 3,000 ไร่ ซึ่งเปิดช่องให้จัดสรรพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

เป้าหมาย 7 ปี จึงไม่ใช่เพียง “สร้างเทอร์มินัลใหม่” หากแต่เป็นการ “บูรณาการเมืองทั้งเมือง” ให้พร้อมรองรับอุปสงค์การเดินทาง การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามความจุสนามบิน

พิมพ์เขียว 3 กลุ่มงาน โครงสร้างพื้นฐานที่คิดแบบองค์รวม

1.งานเขตการบิน (Airside)

  • สำรวจและออกแบบ ทางขับขนานด้านทิศใต้
  • ปรับปรุง–ขยาย ลานจอดอากาศยานด้านทิศใต้
  • ติดตั้ง ระบบเติมน้ำมันทางท่อ เพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนเครื่อง
  • ออกแบบ ลานจอดอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น (GSE) รองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

2.งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน (Landside & Terminal)

  • ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ และ ปรับปรุงอาคารเดิม ให้ไหลลื่นเป็นหนึ่งเดียว
  • เพิ่ม หลุมจอดแบบประชิดอาคาร 9 หลุม ลดเวลารอคอยต่ออากาศยาน
  • ปรับปรุง อาคารจอดรถ ลานจอด และศูนย์ขนส่ง รองรับการเข้าถึงที่สะดวกขึ้น

3.งานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน (Airport Support Systems)

  • ปรับปรุง ถนนภายใน ระบบระบายน้ำ–บำบัดน้ำเสีย ระบบประปา และระบบไฟฟ้า
  • สำรวจ–ออกแบบ คลังสินค้าทดแทน และ อาคารซ่อมอุปกรณ์ภาคพื้น เพื่อความพร้อมเชิงปฏิบัติการ

สถาปัตยกรรม ผสานอัตลักษณ์เชียงรายผ่านแรงบันดาลใจ “ผ้าทอลายเชียงแสนหงส์ดำ—พระธาตุดอยตุง—เส้นโค้งไร่ชา” พร้อมแนวคิด Universal Design ตั้งแต่ลิฟต์ ทางลาด บันไดเลื่อน ห้องน้ำผู้สูงอายุ–ผู้พิการ เพื่อให้ “สนามบินสำหรับทุกคน” เกิดขึ้นจริง

ศูนย์ซ่อมอากาศยานแบบ Common Use ฟันเฟืองใหม่ของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ด้านเหนือของสนามบินคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ ศูนย์ซ่อมอากาศยานแบบ Common Use ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านการประเมิน EIA แล้ว และสามารถรองรับเครื่องบิน รหัส C ได้ 8 ลำ พร้อมกัน โครงการนี้คาดว่าจะ จ้างงานตั้งแต่ 400 คนขึ้นไป ในระยะเริ่มต้น และต่อยอดสู่ทักษะขั้นสูงด้านวิศวกรรมการบิน โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน—องค์ประกอบที่ไทยยังต้องการเพิ่มกำลังคนและมาตรฐาน

น.ต.ดร.สมชนก เน้นย้ำว่า เม็ดเงินลงทุนสนามบิน “ไม่ใช่ต้นทุนจม” แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ที่กระจายไปยังซับเซกเตอร์มากมาย ทั้งการท่องเที่ยว บริการขนส่ง โรงแรม–ที่พัก อาหาร–สินค้า OTOP ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่จะพัฒนาหลักสูตรรองรับสายงานใหม่

มมอง “ROI เพื่อสังคม” กำไรที่เกินกว่าตัวเลขงบประมาณ

คำถามเรื่อง ROI ถูกหยิบยกในเวทีสาธารณะบ่อยครั้ง ผู้บริหารสนามบินตอบชัดว่า
“ROI เป็นเรื่องรอง เป้าหมายหลักคือการพัฒนาจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบน”
การลงทุน 5,700 ล้านบาท จึงวัดผลได้มากกว่ารายได้สนามบิน ได้แก่

  • การเพิ่ม ผลิตภาพการเดินทาง และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของพื้นที่
  • การขยาย โอกาสการค้า–การลงทุน และการเชื่อมต่อห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาค
  • การสร้าง โอกาสการจ้างงาน ทั้งระหว่างก่อสร้างและหลังเปิดใช้เต็มรูปแบบ
  • การยกระดับ คุณภาพชีวิต และ ความสามารถในการรองรับวิกฤต ของเมือง

เสียงจาก “เมือง” ถ้าคน 6 ล้านมา เมืองต้องพร้อมไปด้วย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชี้เป้าท้าทายสำคัญว่า
ถ้าคน 6 ล้านมาแล้ว เมืองไม่พร้อม สนามบินอาจพร้อม แต่เมืองไม่พร้อม ก็ไม่มีประโยชน์”
ดังนั้น 7 ปีจากนี้คือหน้าต่างเวลาในการ บูรณาการ รัฐ–เอกชน–ชุมชน–การศึกษา ให้เดินหน้าไปพร้อมสนามบิน

ตัวอย่าง ดีมานด์มหภาค ที่รออยู่ ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพ Spartan World Championship ต่อเนื่อง 3 ปี คาดผู้เข้าร่วมหลักหมื่น ต้องการห้องพัก 20,000–30,000 ห้อง และเม็ดเงินหมุนเวียน ระดับพันล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าตลาด “นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง” มีความเป็นไปได้สูง หากเมืองยกระดับความพร้อมทั้งที่พัก ระบบขนส่งในเมือง บริการท่องเที่ยว และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าฯ ยังชี้ให้ “สร้างภาพจำใหม่” ให้เชียงรายด้วยข้อมูลจริง เช่น การลดจุดความร้อน 84% ในปีที่ผ่านมา เพื่อให้การสื่อสารเมืองสะท้อนความจริงเชิงบวก และหนุนการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว–นักลงทุน

จากสนามบินดีเด่น สู่ศูนย์กลางโอกาส

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สนามบินจะ

  • รองรับผู้โดยสารรวม 6 ล้านคน/ปี (ในประเทศ 5 ล้าน ระหว่างประเทศ 1 ล้าน)
  • มี 9 หลุมจอดประชิดอาคาร และลานจอด–ทางขับที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
  • ยกระดับ มาตรฐานความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม ตามกรอบสากล
  • เสริมพลังการแข่งขันของเชียงรายและไทยใน การบิน–ท่องเที่ยว–การค้า–การลงทุน

เหนือสิ่งอื่นใด คือการก่อรูป “ศูนย์กลางโอกาส” ที่คนท้องถิ่นเข้าถึงได้จริง ผ่านอาชีพและธุรกิจใหม่ ตั้งแต่ซัพพลายเชนการบิน โลจิสติกส์เย็น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ–ธรรมชาติ ไปจนถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมอัตลักษณ์ล้านนากับตลาดโลก

โครงสร้างการมีส่วนร่วมการออกแบบที่เริ่มต้นจากประชาชน

ทอท. เปิดเวที สัมมนาประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท วันที่ 15 กันยายน 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ อปท. ภาคธุรกิจ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซี.อาร์.เอ. ทำหน้าที่สำรวจ–ออกแบบ และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อปรับแบบให้ “เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด” กับประชาชนและประเทศ

กลไกนี้สำคัญ เพราะทำให้โครงการสนามบิน “ไม่ใช่ของสนามบินฝ่ายเดียว” แต่เป็น ของจังหวัด ที่ทุกฝ่ายร่วมรับรู้–ร่วมกำหนด–ร่วมขับเคลื่อน

เวลา–ความพร้อมเมือง–ประสิทธิภาพการบูรณาการ

แม้มีแนวโน้มบวกชัดเจน แต่ความท้าทายเชิงนโยบายยังมี 3 มิติหลัก

  1. เวลาโครงการ 7 ปี
    ต้องมีวินัยด้านงบประมาณ–การจัดซื้อจัดจ้าง–การควบคุมงาน เพื่อปิดความเสี่ยง “ดีเลย์” ที่อาจกระทบความเชื่อมั่นและต้นทุนแฝงของเอกชน
  2. ความพร้อมของเมืองและห่วงโซ่บริการ
    ที่พัก ระบบขนส่งสาธารณะ–เชื่อมต่อสนามบิน ความเป็นระเบียบของโครงข่ายถนน–จุดรับส่ง รวมถึงมาตรฐานบริการภาคท่องเที่ยว ต้องยกระดับให้สอดรับดีมานด์ใหม่
  3. ประสิทธิภาพการบูรณาการข้อมูล–การสื่อสารสาธารณะ
    เมืองต้อง “เล่าเรื่องด้วยข้อมูลจริง” ต่อเนื่อง เช่น สถิติคุณภาพอากาศ ความคืบหน้าสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยการเดินทาง เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมเป็นความเชื่อมั่นใหม่

การจัดการ 3 ประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ “สนามบินที่พร้อม” แปรเป็น “เมืองที่พร้อม” และทำให้เม็ดเงิน 5,700 ล้านบาท ส่งผลทวีคูณในเศรษฐกิจฐานราก

เมือง–สนามบิน ต้องโตไปด้วยกัน

น.ต.ดร.สมชนก สรุปทิศทางว่า “เราไม่ได้มอง ROI เป็นตัวตั้ง แต่ตั้งเข็มทิศที่คุณภาพชีวิตคนเชียงรายและภาคเหนือตอนบน” ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า “ถ้าคน 6 ล้านมา เมืองต้องพร้อม” นี่คือสารเดียวกันในสองมุม—ฝั่งสนามบินและฝั่งเมือง—ที่ชี้ว่าความสำเร็จของโครงการนี้วัดจาก การเติบโตเชิงคุณภาพของจังหวัด มากกว่าตัวเลขก่อสร้าง

ในภาพกว้าง โครงการแม่ฟ้าหลวงเฟส 1 จึงเป็น จิ๊กซอว์โครงสร้างพื้นฐาน ที่เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ให้เชียงราย ตั้งแต่การเป็นฐานกิจกรรมกีฬานานาชาติ การยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ การก่อรูปคลัสเตอร์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ไปจนถึงการปั้นคนรุ่นใหม่ในสายอาชีพการบิน–บริการ—ทั้งหมดนี้คือ “กำไรส่วนรวม” ที่จะกลับมาหาประชาชน

บทสรุปเชิงนโยบาย

  • สนามบิน คือกลไกหลัก มิใช่เพียงเกตเวย์
  • โครงสร้างพื้นฐาน ต้องเดินคู่กับ ความพร้อมของเมือง
  • การมีส่วนร่วมสาธารณะ เป็นตัวประกันคุณภาพแบบและความยั่งยืน
  • การสื่อสารด้วยข้อมูลจริง จะสร้างภาพจำใหม่และแรงส่งการลงทุน
  • หาก “สนามบินที่พร้อม” พบกับ “เมืองที่พร้อม” เป้าหมาย 6 ล้านคน/ปี จะไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็น มหานครแห่งโอกาส ที่คนเชียงรายสัมผัสได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทอท.เดินหน้าลงทุน MRO และ FBO ดันเชียงรายสู่ “ศูนย์การบินแห่งภาคเหนือ”

เชียงรายเตรียมยกระดับสู่ “ศูนย์การบินแห่งเหนือ” ทอท.เดินหน้า MRO–อาคารผู้โดยสารใหม่ พร้อมเปิดพื้นที่ทิศเหนือเชิญเอกชนลงทุน FBO ดึงเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว–ธุรกิจการบินโตยกเขต

เชียงราย, 14 กันยายน 2568 — ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย (CEI) กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บทใหม่ของอุตสาหกรรมการบินภาคเหนือ เมื่อ ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เดินหน้าแผนลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งการสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และการตั้ง “ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)” บนพื้นที่เฉพาะ ขณะเดียวกัน สนามบินเริ่มเปิดพื้นที่ฝั่งทิศเหนือเพื่อดึงเอกชนลงทุน “FBO”—ผู้ให้บริการภาคพื้นสำหรับการบินธุรกิจ/เครื่องบินส่วนตัว—เพื่อรองรับดีมานด์ระดับพรีเมียมที่เติบโต

“FBO (Fixed-Base Operator) เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นสำหรับการบินธุรกิจ/เครื่องบินส่วนตัว ตอนนี้สนามบินกำลังประชาสัมพันธ์หาผู้ลงทุน โดยพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของสนามบิน” นาวาอากาศตรีสมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย กล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวนครเชียงรายนิวส์ สะท้อนทิศทางที่ CEI กำลังเปิด “ประตูที่สอง” ให้กับผู้โดยสารกลุ่มเฉพาะ (niche premium) ควบคู่ไปกับผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ปกติ

จากสนามบินประตูท่องเที่ยว สู่ “ฐานอุตสาหกรรมการบิน”

ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แผนของ ทอท. ที่เชียงรายแบ่งเป็น 2 แกนสำคัญ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่ – มุ่งเพิ่มขีดความสามารถรองรับจากระดับราว 1.9 ล้านคน/ปี ไปสู่ 6–7 ล้านคน/ปี ในช่วงสิ้นทศวรรษนี้ เพื่อรับมือพฤติกรรมท่องเที่ยวภาคเหนือและการเชื่อมต่อจีนตอนใต้–ลุ่มโขงที่ขยายตัวต่อเนื่อง (มีรายงานต่างประเทศระบุเป้าหมาย 7 ล้านคน/ปี)
  2. ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) บนพื้นที่ราว 50 ไร่ – ปัจจุบัน รายงาน EIA ของโครงการ MRO ที่เชียงรายอยู่บนระบบ Smart EIA ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งสะท้อนการเดินหน้าในเชิงขั้นตอนตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทย

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ CEI ไม่ได้เป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” อีกต่อไป แต่ยกระดับไปเป็น “ศูนย์บริการด้านการบิน” ครบวงจร ซึ่งการมี MRO จะสร้างฐานการจ้างงานทักษะสูง กระตุ้นเศรษฐกิจห่วงโซ่อุตสาหกรรมอากาศยาน และเพิ่มเสถียรภาพรายได้ให้สนามบินในระยะยาว—ต่างจากรายได้ที่ผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยว

FBO vs MRO คนละบท คนละคุณค่า แต่เสริมกัน

คำว่า FBO และ MRO มักถูกเอ่ยคู่กัน แต่มี “หน้าที่” คนละแบบ

  • FBO คือบริการภาคพื้นและอำนวยความสะดวกสำหรับการบินธุรกิจ/เครื่องบินส่วนตัว เช่น เติมเชื้อเพลิง การจอด–ลากจูง การผ่านพิธีการ CIQ แบบเป็นส่วนตัว ห้องรับรอง VIP การขนส่งภาคพื้น และบริการลูกเรือ ฯลฯ มูลค่าเพิ่มของ FBO จึงอยู่ที่ “ความเร็ว–ความเป็นส่วนตัว–ความต่อเนื่อง” ของการเดินทางสำหรับผู้บริหาร/นักลงทุน/บุคคลสำคัญ
  • MRO คือการซ่อมบำรุงเชิงเทคนิค ตั้งแต่ตรวจระยะ/ซ่อมโครงสร้าง/เครื่องยนต์ จนถึงการยกเครื่องใหญ่ (overhaul) ซึ่งต้องใช้มาตรฐานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยเข้มงวดและบุคลากรทักษะสูง—สร้าง ฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น “เชียงราย” ที่ เปิดหาเอกชนลงทุน FBO และในเวลาเดียวกัน เดินหน้า MRO จึงเป็นยุทธศาสตร์สองขาที่ “ตอบสองตลาด” ทั้ง ตลาดพรีเมียมรายคน (FBO) และ ตลาดสายการบินรายฝูงบิน (MRO)

MJets Private Jet Terminal Bangkok Thailand

ภูมิทัศน์การแข่งขัน ไทยมี “ฐาน FBO แข็งแรง” อยู่แล้ว

ประเทศไทยมี FBO/ผู้ให้บริการภาคพื้นที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับระดับภูมิภาค หนึ่งในนั้นคือ MJets ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่ง รายงาน AIN FBO Survey 2025 จัดให้ MJets อยู่ใน Top 20% ของเอเชีย–แปซิฟิก ด้วยคะแนน 4.46 ยืนยันทักษะและมาตรฐานการบริการของผู้เล่นไทยในเวทีนานาชาติ

ด้านผู้ให้บริการเครือข่ายระดับโลกอย่าง Universal Aviation มีจุดให้บริการ/ซัปพอร์ตการปฏิบัติการในไทยหลายสนามบิน (เครือข่ายประเทศไทย) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดบริการภาคพื้นสำหรับลูกค้าธุรกิจและเครื่องบินส่วนตัวในไทยมีฐานโครงสร้างรองรับรองรับอยู่แล้ว หากเชียงรายเปิด FBO เพิ่ม จะยิ่งเสริมเครือข่ายให้สมบูรณ์ในฝั่งเหนือของประเทศ

ขณะเดียวกัน สนามบินเชียงรายยังมีบริษัทภาคพื้นเชิงพาณิชย์ให้บริการอยู่ก่อน เช่น Thai Ground Solutions (TGGS) ซึ่งตอกย้ำว่าพื้นฐานการให้บริการภาคพื้นของ CEI มีอยู่จริง และพร้อมต่อยอดไปสู่บริการพรีเมียมเฉพาะทางของ FBO ได้ในขั้นถัดไป

ดีมานด์ฝั่งผู้โดยสาร “Solo Travel” มาแรง – สายการบินจับตาเชียงราย

ด้านอุปสงค์ผู้โดยสาร รายงาน Scoot–YouGov (สิงคโปร์) เดือนสิงหาคม 2568 จากการสำรวจผู้เดินทาง 5,000 คนใน 6 ตลาดเอเชีย–แปซิฟิก (รวมไทย) ชี้ว่า การเดินทางคนเดียว (Solo Travel) กำลังมาแรง” ด้วยเหตุผลด้านอิสระ–ยืดหยุ่น–เวลาเพื่อดูแลตนเอง (time for me) และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สายการบินใช้วางแผนเส้นทางและผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่—สอดรับกับการโฟกัสจุดหมายปลายทางเมืองหลักของภูมิภาค

สำหรับ Scoot ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสต์ในเครือ Singapore Airlines Group มีการขยายเครือข่ายครอบคลุมจุดหมายปลายทางกว่า 70 เส้นทางใน 18 ประเทศ และเพิ่งได้รับรางวัล “Value Airline of the Year 2025” จาก Air Transport World (ATW) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนกลยุทธ์ “ความคุ้มค่า” ที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารหลังโควิด (สื่ออุตสาหกรรมยืนยันรางวัล) ขณะที่ฐานข้อมูลรางวัลอุตสาหกรรมการบินของ Skytrax ก็แสดงความเชื่อมโยงของ Scoot กับ Singapore Airlines อย่างเป็นทางการในฐานะแขนงโลว์คอสต์ของเครือ—ยืนยันบทบาทในกลุ่ม SIA ที่แข็งแกร่งในเอเชีย

เมื่อโยงบริบทนี้กับ เชียงราย—จุดหมายปลายทางที่มีทั้งธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ธุรกิจเชื่อมจีนตอนใต้—จึงไม่น่าแปลกที่สายการบินภูมิภาคจับตาเปิด/ขยายเส้นทางมายัง CEI มากขึ้น ซึ่งหากขีดความสามารถผู้โดยสารและบริการภาคพื้นระดับพรีเมียม (FBO) ขยายตัวพร้อมกัน จะทำให้ “ระบบนิเวศการบิน” ของเชียงรายครบวงจรขึ้นทันที

กรอบเวลา–ศักยภาพ–ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

  • เป้าหมายความจุผู้โดยสาร จาก ราว 1.9 ล้านคน/ปี ไปสู่ 6–7 ล้านคน/ปี ตามขนาดอาคารผู้โดยสารใหม่ เพื่อให้สอดรับกับตลาดท่องเที่ยวภาคเหนือและเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้/อาเซียนตอนบน
  • MRO 50 ไร่ + EIA เดินหน้า สถานะอยู่ในระบบ Smart EIA ของ สผ. และมีรายงานสื่อเศรษฐกิจไทยติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง—เป็นสัญญาณว่ากระบวนการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเดินตามขั้นตอนก่อนการลงทุนจริง
  • FBO ฝั่งทิศเหนือของสนามบิน ฝั่งบริหารสนามบินยืนยันกำลัง เชิญเอกชนร่วมลงทุน” เพื่อดึงบริการภาคพื้น/เลานจ์/CIQ ส่วนตัวเข้ามาเสริมพอร์ตบริการ CEI ตอบโจทย์ลูกค้าอากาศยานธุรกิจ–พิเศษ (แหล่งข่าว ผอ.สนามบิน ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวท้องถิ่น)

เมื่อรวมกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดหมายคือ การจ้างงานทักษะสูง (ช่างอากาศยาน–วิศวกร–โลจิสติกส์), รายได้มั่นคงจากธุรกิจ MRO, การใช้จ่ายท่องเที่ยว–บริการต่อเชื่อม (retail/อาหาร/ที่พัก/รถเช่า), และ ภาพลักษณ์จังหวัด ที่ขยับจาก “ปลายทางท่องเที่ยว” ไปสู่ “มหานครการบินของภาคเหนือ”

เสียงจากสนาม ทำไม “เชียงราย” จึงน่าลงทุน FBO ตอนนี้

  1. ตำแหน่งยุทธศาสตร์ เชียงรายเป็นประตูสู่ จีนตอนใต้–ล้านช้าง–ลุ่มโขง การมี FBO ช่วยย่นเวลาและลดความยุ่งยากให้กับผู้บริหาร/นักลงทุนข้ามแดนที่ใช้เครื่องบินธุรกิจ
  2. ซัพพลายโครงสร้างพร้อมต่อยอด CEI มีผู้ให้บริการภาคพื้นเชิงพาณิชย์เดิมอยู่แล้ว (เช่น TGGS) การต่อยอดบริการสู่ระดับ FBO จึงไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
  3. สัญญาณดีมานด์จากฝั่งผู้โดยสาร/สายการบิน กระแส Solo Travel และการกระจายเส้นทางของสายการบินโลว์คอสต์–ฟูลเซอร์วิสกำลังดัน “เมืองรองที่มีศักยภาพ” ให้เป็น node ใหม่ในการบินภูมิภาค
  4. อุตสาหกรรมสนับสนุนขยายตัวพร้อมกัน เมื่อ MRO เกิด จะดึงซัพพลายเชนชิ้นส่วน–ซ่อม–เทคนิค–ฝึกอบรมเข้าพื้นที่ ทำให้บริการ FBO ได้อานิสงส์จาก “ระบบนิเวศการบิน” ที่หนาแน่นขึ้น
Jetex with Royce Royce Ghost Limo Service

ความท้าทาย ทุน–เวลา–มาตรฐาน–พันธมิตร

  • ทุนและกรอบเวลา โครงการขนาดใหญ่ต้องการงบประมาณและระยะเวลาดำเนินการหลายปี—ตั้งแต่ออกแบบ/จัดซื้อ/ก่อสร้าง/ทดสอบระบบ ไปจนถึงการออกใบรับรองต่าง ๆ
  • มาตรฐานกำกับดูแล ฝั่ง MRO ต้องผ่านมาตรฐานการบินพลเรือนระดับสากล (airworthiness/maintenance) ส่วน FBO ต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัย–พิธีการ CIQ–การจัดการข้อมูลผู้โดยสารพิเศษ
  • การแข่งขันระดับภูมิภาค สิงคโปร์และประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาอุตสาหกรรม MRO มายาวนาน ไทยจึงต้องสร้างจุดแข็งด้านต้นทุน–โลจิสติกส์–ความเร็ว–คุณภาพบริการ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรต่างชาติ
  • บุคลากร ต้องผลิต/ดึงดูดแรงงานทักษะสูงในสาขาอากาศยาน–โลจิสติกส์–บริการพรีเมียม—ซึ่งเป็น “คอขวด” ของอุตสาหกรรมทั่วโลก

ภาพรวมเชิงนโยบาย “Next Wing” ในความหมายของการยกระดับทั้งองค์กร

แม้คำว่า “AOT Next Wing” จะถูกใช้เป็นชื่อโครงการฝึกอบรม/พัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ของ ทอท. ในช่วงปี 2568 มากกว่าจะเป็นชื่อโครงการก่อสร้างสนามบินโดยตรง แต่สาระสำคัญคือ การเติม “ปีกใหม่” ให้บุคลากร–กระบวนการ–มาตรฐาน เพื่อรองรับแผนขยายตัวขององค์กรในระยะยาว—รวมถึงงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร/ระบบภาคพื้น/บริการใหม่ที่สนามบินต่าง ๆ ของ ทอท. ทั่วประเทศ (มีหลักฐานการใช้งานคำดังกล่าวในสื่อองค์กร/พันธมิตรประกันภัย)

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

ฝั่งอุปทาน ทอท. กำลัง ปักเสาเข็มใหม่” ให้สนามบินเชียงรายด้วย อาคารผู้โดยสารใหม่ + MRO ซึ่งจะพลิก CEI ให้เป็น “ฐานเศรษฐกิจการบิน” ที่มีรายได้และงานคุณภาพสูง ขณะที่ฝั่งอุปสงค์ สนามบินเปิดหาเอกชนลงทุน FBO เพื่อรองรับการเดินทางพรีเมียม/เครื่องบินธุรกิจ—เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนกับทุนข้ามพรมแดนอย่างคล่องตัว

ในภาพใหญ่ เชียงราย จึงไม่ได้รอเพียงฤดูกาลท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ “มหานครการบินของภาคเหนือ” ที่มีทั้ง ผู้โดยสารเชิงพาณิชย์–ลูกค้า FBO–สายการบิน–ฐาน MRO อยู่ร่วม ecosystem เดียวกัน หากการลงทุนสำเร็จตามโรดแมป และดึงพันธมิตรนานาชาติเข้าร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ—สนามบินแห่งนี้จะเป็น “ทางออก” ของคำถามใหญ่เรื่องการกระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจการบินในไทย และเป็น “จุดหมาย” ของธุรกิจที่ต้องการความเร็ว ความเป็นส่วนตัว และคุณภาพมาตรฐานโลกในภาคเหนืออย่างแท้จริง

FBO คืออะไร

  • FBO = ผู้ให้บริการภาคพื้นสำหรับอากาศยานธุรกิจ/ส่วนตัว ให้บริการเติมเชื้อเพลิง–จอด–ลากจูง–CIQ ส่วนตัว–เลานจ์ VIP–รถรับส่ง–จัดการลูกเรือ ฯลฯ
  •  คุณค่า เร็ว เป็นส่วนตัว และไร้รอยต่อ เหมาะผู้บริหาร/นักลงทุน/วีไอพี
  •  แตกต่างจาก MRO FBO เน้น “บริการและอำนวยความสะดวก” ส่วน MRO เน้น “ซ่อมบำรุงเชิงเทคนิค/มาตรฐานความปลอดภัย”
  •  ตลาดไทย มีผู้เล่นแข็งแรง (เช่น MJets ได้คะแนนเด่นใน AIN 2025) และเครือข่ายผู้ให้บริการต่างชาติ (Universal Aviation) สนับสนุนการปฏิบัติการในสนามบินหลัก/เมืองท่องเที่ยว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงาน Smart EIA ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่ระบุโครงการ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เชียงราย อยู่ในระบบติดตาม EIA ของรัฐไทย
  • AIN FBO Survey 2025
  • Universal Aviation – Thailand
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผลไม่เป็นทางการชี้ “เพื่อไทย” นำขาดในการเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7

วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและประเด็นชี้ขาด

  • เหตุแห่งการเลือกตั้งซ่อม: เก้าอี้ ส.ส.เชียงราย เขต 7 ว่างลงหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นสมาชิกภาพ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญจากกรณีเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ส่งผลให้ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 14 กันยายน 2568
  • เขตเลือกตั้งและจำนวนผู้มีสิทธิ: เขต 7 ครอบคลุม 5 อำเภอ 21 ตำบล รวม 285 หน่วยเลือกตั้ง โดยมีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกอ้างถึง 2 ชุด (125,283 คน และ 133,960 คน) ซึ่งมาจากรายงานต่างช่วงเวลาและต่างสำนักข่าว ชุดที่ 133,960 คนปรากฏในสื่อสาธารณะเช้าวันเลือกตั้ง ขณะที่ชุด 125,283 คนปรากฏในรายงานภาคค่ำที่แนบสถิติการนับคะแนนร้อยละ 94.74%—ในข่าวนี้จึงระบุทั้งสองชุดพร้อมที่มาเพื่อความโปร่งใส
  • ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ (เมื่อเวลา ~19.45 น. วันที่ 14 ก.ย. 2568): ผู้สมัครหมายเลข 1 นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย ได้ 43,229 คะแนน นำผู้สมัครหมายเลข 2 นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ที่ได้ 18,252 คะแนน ข้อมูลดังกล่าวปรากฏในหลายสำนักข่าว โดยบางสำนักระบุเป็นผลหลังนับแล้ว 270 จาก 285 หน่วย (คิดเป็น 94.74%) และมีสถิติประกอบทั้งจำนวนบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน.
  • บรรยากาศและการกำกับดูแล: เลขาธิการ กกต. นายแสวง บุญมี ลงพื้นที่ตรวจการเลือกตั้ง ตั้งแต่ช่วงเช้าและให้สัมภาษณ์ว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการราว 21.00 น. ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวเชิงพื้นที่หลายสำนัก

เชียงรายชี้ขาด “ซ่อมเขต 7” — เพื่อไทยนำขาดในผลไม่เป็นทางการ สะท้อนสมรภูมิภาคเหนือก่อนศึกใหญ่

สรุปวันลงคะแนน-ไทม์ไลน์การนับคะแนน-สัญญาณทางการเมืองที่ต้องจับตา

เชียงราย, 14 กันยายน 2568 — เข็มนาฬิกาแตะ 19.45 น. บนกระดานรายงานผลนับคะแนนที่ศูนย์รวมคะแนนอำเภอแม่จัน ตัวเลข “43,229” ปรากฏเคียงชื่อ นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ขณะที่ชื่อ นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน หมายเลข 2 ปรากฏตัวเลข “18,252” ช่องว่างที่กว้างขึ้นตามจังหวะการส่งรายงานจาก 270 หน่วยเลือกตั้งแรก (ในจำนวนทั้งหมด 285 หน่วย) ทำให้ค่ำคืนนี้ภาพรวมผลคะแนน อย่างไม่เป็นทางการ ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน: เก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต 7 มีแนวโน้มจะกลับไปอยู่ในมือเพื่อไทยอีกครั้ง หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากการตรวจทานอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

จุดเริ่ม—เหตุแห่ง “ซ่อม” และเส้นทางสู่วันลงคะแนน

สมรภูมิซ่อมครั้งนี้เกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการมีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้งบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่สังคมการเมืองไทยต้องจดจำ และเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมในวันนี้

เขตเลือกตั้งที่ 7 ของเชียงรายครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ อำเภอเชียงแสน (6 ตำบล), อำเภอเวียงแก่น (4 ตำบล), อำเภอดอยหลวง (3 ตำบล), อำเภอเชียงของ (6 ตำบล เฉพาะบางตำบล) และอำเภอแม่จัน (2 ตำบล คือ จันจว้าและจันจว้าใต้) มี 285 หน่วยเลือกตั้ง ขณะที่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีการอ้างถึง สองชุดข้อมูล ในช่วงวันเลือกตั้ง—เช้าและบ่ายแก่ ๆ มีรายงาน 133,960 คน; ส่วนรายงานภาคค่ำของบางสำนักข่าวอ้าง 125,283 คน ซึ่งเป็นฐานคำนวณอัตราการมาใช้สิทธิที่ 59.24% (74,221 คน) ในรอบ 94.74% ของหน่วยที่รายงานผลเข้ามาแล้ว ทั้งนี้ความแตกต่างของฐานข้อมูลเกิดจาก “ช่วงเวลา” และ “แหล่งข้อมูล” ที่ใช้รายงาน ซึ่งต้องรอ กกต.ประกาศรับรองอีกครั้งเพื่อยืนยันตัวเลขสุดท้าย

นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย)
นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 พรรคประชาชน)

วันจริง—ผู้มีสิทธิ์ทยอยใช้สิทธิ์ บรรยากาศเรียบร้อย

ตั้งแต่เช้าตรู่บรรยากาศหน้าหน่วยเลือกตั้งหลายจุดในอำเภอเชียงแสน–เชียงของ–เวียงแก่น–ดอยหลวง–แม่จันเป็นไปอย่างคึกคัก เลขาธิการ กกต. นายแสวง บุญมี พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้ง ย้ำภาพรวม “เรียบร้อย” และประเมินว่า จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. สะท้อนความพร้อมของกลไกนับคะแนน ณ พื้นที่จริง

คำยืนยันเรื่องความเรียบร้อยสอดคล้องกับรายงานจากหลายสำนักข่าวในช่วงบ่าย–ค่ำ ทั้งในเชิงบรรยากาศและการคาดการณ์อัตราการมาใช้สิทธิ์ที่เดิมประเมินกันไว้ “ราว 65%” ก่อนปิดหีบเวลา 17.00 น. แม้ท้ายที่สุดตัวเลขที่ปรากฏบนกระดานรายงานผลช่วงรอบค่ำ (เมื่อนับได้ 94.74%) จะสะท้อนการมาใช้สิทธิ์ 59.24% ตามฐานข้อมูลที่รายงาน ณ เวลานั้น

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง—คะแนนนำ, บัตรดี–เสีย, และ “ไม่ประสงค์ลงคะแนน”

เมื่อนาฬิกาเคลื่อนไปถึง 19.45 น. รายงานผลไม่เป็นทางการชี้ว่า นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย) ได้ 43,229 คะแนน ขณะที่ นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 พรรคประชาชน) ได้ 18,252 คะแนน ส่วนองค์รวมการลงคะแนนในรอบเดียวกันสะท้อนว่า

  • ผู้มาใช้สิทธิ: 74,221 คน (ฐานคำนวณ 59.24% ของผู้มีสิทธิ 125,283 คนตามรายงานชุดค่ำ)
  • บัตรดี: 61,481 ใบ (คิดเป็นร้อยละ 82.84 ของผู้มาใช้สิทธิในรอบรายงาน)
  • บัตรเสีย: 2,854 ใบ (ร้อยละ 3.85)
  • บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน: 9,886 ใบ (ร้อยละ 13.32)

ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรมผู้ใช้สิทธิ์ใน “สนามซ่อม” ที่อัตรา ไม่ประสงค์ลงคะแนน ยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่ควรมองข้าม เกือบ “หนึ่งในเจ็ด” ของผู้มาใช้สิทธิ์ และสะท้อนท่าทีของประชาชนส่วนหนึ่งที่ต้องการส่งสัญญาณทางการเมืองด้วยการมาใช้สิทธิ์แต่ “ไม่เลือกรายชื่อผู้สมัคร” ใด ๆ

จากหีบถึงกระดาน—ไทม์ไลน์การนับคะแนน

หลังปิดหีบเวลา 17.00 น. การนับคะแนนเริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานเป็นระยะจากสื่อหลายสำนักว่า เพื่อไทยนำ ทิ้งห่าง “พรรคประชาชน” ตั้งแต่ช่วงนับผ่าน 40–60% และคงระยะห่างเรื่อยมา ก่อนกระทั่ง เวลา 19.45 น. หลายสำนักพร้อมใจกันรายงานตัวเลข “นำห่าง” ในรอบ 270 หน่วยจาก 285 หน่วย (94.74%). ไทม์ไลน์นี้ช่วยให้เห็นภาพว่า “แนวโน้ม” เริ่มนิ่งตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

สัญญะทางการเมือง—อะไรสะท้อนผ่าน “เชียงราย เขต 7”

  1. พลังฐานเสียงเดิมของเพื่อไทยในภาคเหนือ: แม้ภูมิทัศน์การเมืองระดับชาติผันผวน แต่สนามซ่อมที่เชียงรายยังสะท้อนฐานสนับสนุนเดิมของเพื่อไทยค่อนข้างชัดเจน เมื่อนำตัวเลขคะแนน 43,229 ต่อ 18,252 มาพิจารณา—ส่วนต่างระดับ “หลายหมื่นเสียง” คือสัญญะว่าการแข่งขันในพื้นที่เหนือยังไม่เปลี่ยนขั้วง่าย ๆ อย่างน้อยในเขตนี้
  2. บทเรียน “จำนวนกับคุณภาพ” ของการมีส่วนร่วม: ตัวเลข ไม่ประสงค์ลงคะแนน 9,886 ใบ และ บัตรเสีย 2,854 ใบ ในสนามที่ผู้สมัครมีเพียงสองคน ชี้ให้เห็นความสำคัญของ “การสื่อสารนโยบายที่จับต้องได้” และ “ความคาดหวังต่อการทำงานระยะสั้น” ของผู้แทนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อจากนี้ เนื่องจากวาระสภาปัจจุบันอาจอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในระดับชาติ ขณะที่พื้นที่ยังต้องการการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  3. ความพร้อมของระบบเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการ: ภาพรวม “เรียบร้อย–โปร่งใส” จากการลงพื้นที่ของเลขาธิการ กกต. และผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงเป้าหมายการรายงานผลตั้งแต่เวลา 21.00 น. ตอกย้ำความพยายามของหน่วยงานจัดการเลือกตั้งในการบริหารความคาดหวังของสาธารณะ—ปัจจัยนี้มีผลต่อ “ทุนความเชื่อมั่น” ของระบบการเมืองโดยรวม

เสียงจากหน่วยงานกำกับยืนยันความเรียบร้อยและไทม์ไลน์ประกาศ

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้ข้อมูลต่อสื่อในวันเดียวกันว่า “โดยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” และคาดว่าจะทราบผล “อย่างไม่เป็นทางการ” ได้ในเวลาค่ำของวันเดียวกัน พร้อมกล่าวขอบคุณคณะทำงานและประชาชนที่ให้ความร่วมมือ ส่งผลให้การลงคะแนนและนับคะแนนดำเนินไปตามกรอบเวลา ทั้งนี้ยังเปิดช่องทางรับร้องเรียนหากพบความผิดปกติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนก่อนการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

มุมเศรษฐกิจสังคมของ “สนามซ่อม”

แม้เป็นการเลือกตั้งซ่อมในหนึ่งเขตเลือกตั้ง แต่ผลที่ออกมามีนัยสำคัญต่อการจัดสรรทรัพยากรในระดับพื้นที่ช่วงที่เหลือของวาระสภา ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งจะต้องสานต่อโจทย์เร่งด่วนของเขตพรมแดนที่พึ่งพิงการค้าชายแดน การเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม (เชียงแสน–เชียงของ–เวียงแก่น) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเศรษฐกิจล้านนา–ลุ่มน้ำโขง นี่คือเหตุผลที่ “เสียงในสภา” แม้เพียงหนึ่งเก้าอี้ก็มีผลต่อการชงโครงการและการติดตามงบประมาณให้ถึงพื้นที่จริง

ตัวเลข “ผู้มาใช้สิทธิ” ที่ชวนคิด

การคาดการณ์ช่วงเช้าโดยผู้เกี่ยวข้องบางส่วนประเมินการมาใช้สิทธิไว้ที่ “ราว 65%” แต่รายงานภาคค่ำในรอบการนับ 94.74% สะท้อนการมาใช้สิทธิที่ 59.24% (ฐาน 125,283 คน) หากเทียบกับจำนวนผู้มีสิทธิอีกรายงานหนึ่งซึ่งระบุ 133,960 คน ใน 285 หน่วยเลือกตั้ง จะเห็นว่า “ฐานข้อมูล” ที่ใช้คำนวณมีผลต่อการตีความคึกคักของบรรยากาศ อย่างไรก็ดี ตัวเลขสุดท้ายที่จะยุติข้อถกเถียงคือประกาศรับรองของ กกต. ซึ่งโดยกระบวนการต้องตรวจสอบเอกสารจากทุกหน่วยเลือกตั้งให้ครบถ้วนก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ

ช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายเดิมพันของสองพรรค

แม้จะเป็นสนามที่ผู้สมัครเพียงสองคน แต่ความหมายนอกเหนือจากคะแนนคือ “แบรนด์การเมือง” ที่ทั้งสองพรรคพยายามสื่อสาร—ฝ่ายหนึ่งเน้น “ความต่อเนื่องของงานพื้นที่” ฝ่ายหนึ่งชู “ความหวังทางเลือกใหม่” และทั้งสองฝ่ายต่างระดมทีมลงพื้นที่เข้าถึงตลาดชุมชน–ถนนสายหลักเพื่อเร่งการรับรู้ในช่วงสุดท้ายก่อนปิดหีบ ภาพการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครถูกบันทึกในหลายสื่อท้องถิ่น–สื่อกระแสหลักตลอดทั้งวัน (รายละเอียดกิจกรรมรายจุดอาจแตกต่างตามพื้นที่และช่วงเวลา) ก่อนที่ค่ำวันเดียวกันผลไม่เป็นทางการจะฉายภาพชัดถึงทิศทางของคะแนน.

ก้าวต่อไปเส้นทางสู่ “ประกาศรับรอง”

ตามกระบวนการหลังปิดการนับคะแนน ศูนย์รวมคะแนนจะรวบรวมเอกสาร–หลักฐานจากทุกหน่วยเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตและจังหวัด ทำการตรวจสอบความถูกต้องก่อนเคลื่อนสู่ขั้นตอนการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการของ กกต. ระหว่างนี้หากมีผู้สมัครหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องเรียน กกต.จะพิจารณาไต่สวนตามพยานหลักฐาน ซึ่งอาจกระทบต่อระยะเวลาการประกาศรับรอง ทั้งนี้จากคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ กกต. ในช่วงค่ำยืนยันว่าบรรยากาศ “ไม่มีเรื่องร้องเรียนสำคัญ” และเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในภาพรวม.

 Key Takeaways

  • ผลคะแนนไม่เป็นทางการ ณ ประมาณ 19.45 น. ระบุว่า นายสง่า พรมเมือง (เพื่อไทย) นำชัดเจนที่ 43,229 คะแนน เหนือ นายสุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน) ที่ 18,252 คะแนน หลังนับ 270/285 หน่วย (94.74%)
  • บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน สูงเกือบ หนึ่งในเจ็ด ของผู้มาใช้สิทธิ (9,886 ใบ) สะท้อน “สัญญาณเฉพาะ” ของผู้ใช้สิทธิในสนามซ่อม
  • การบริหารความคาดหวัง ของหน่วยงานกำกับ: กกต.ลงพื้นที่ตั้งแต่เช้า ระบุภาพรวมเรียบร้อย และคาดรู้ผลไม่เป็นทางการช่วง 21.00 น. ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
  • ข้อพึงระวังด้านข้อมูล: ฐานข้อมูล “จำนวนผู้มีสิทธิ” มี 2 ชุดจากต่างช่วงเวลา (125,283 และ 133,960) จึงควรรอประกาศรับรองอย่างเป็นทางการเพื่อยุติความคลาดเคลื่อน.

แม้เป็นการเลือกตั้งซ่อมช่วงปลายวาระ แต่ผู้แทนที่ได้คะแนนมากสุดในคืนนี้จะต้องทำงานต่อทันทีในประเด็น “เร่งด่วน–จับต้องได้” ของพื้นที่ชายแดน เช่น สภาพคล่องเกษตรกรฤดูกาลใหม่, โลจิสติกส์ชายแดน–ด่านพรมแดนเชียงของ–สามเหลี่ยมทองคำ, การท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม และการบริหารจัดการภัยพิบัติช่วงฝนปลายฤดู ประชาชนควรติดตาม คำมั่น–ข้อเสนอเชิงนโยบายเฉพาะพื้นที่ ที่ผู้ชนะหาเสียงไว้ พร้อมภาคประชาสังคม–ท้องถิ่นร่วมตรวจสอบการผลักดันในสภาให้เกิดผลจริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

พลังไมซ์สู่เศรษฐกิจยั่งยืน เชียงรายจับมือ PATA สู่ “เมืองแห่งการเดินทางที่เปี่ยมความหมาย”

เชียงรายจับมือ PATA จุดพลุไมซ์โลก สู่ “เมืองแห่งการเดินทางที่เปี่ยมความหมาย”

เกมรุกใหม่ของเมืองรอง ใช้พลังไมซ์–วัฒนธรรม–สุขภาวะ ปักธงเศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงราย, 14 กันยายน 2568 — การประกาศให้จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพ PATA Destination Marketing Forum 2025 (PDMF 2025) ระหว่างวันที่ 1–3 ธันวาคม 2568 ที่ Heritage Chiang Rai Hotel & Convention ไม่ใช่เพียงข่าวดีด้านอีเวนต์ หากคือ “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่ดึง “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” มาเป็นคันเร่งเศรษฐกิจ หลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในภูมิภาคที่ร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่ครึ่งปีแรก 2568 ทำสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ 21.51 ล้านคน สร้างแรงกดดันต่อภูมิภาคทั้งอาเซียนและไทยให้เร่งยกระดับข้อเสนอจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน

ในฝั่งไทย รัฐบาลได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 ลงมาแถว 33 ล้านคน สะท้อนโจทย์ “คุณภาพรายจ่าย/หัว” และ “การกระจายรายได้สู่เมืองรอง” สำคัญกว่าการเร่งจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียวนั่นทำให้ “ไมซ์” กลายเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุดที่สุดในเวลานี้

ทำไม “ไมซ์” ถึงเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจได้จริง

ข้อมูลวิเคราะห์ของ Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB) แสดงภาพชัดว่า “นักท่องเที่ยวไมซ์” สร้างมูลค่าเข้มข้นกว่า “นักท่องเที่ยวเพื่อสันทนาการ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยมี ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันราว 16,095.19 บาท เทียบกับ 4,616.49 บาท/วัน หรือราว 3.5 เท่า แม้ค้างคืนน้อยกว่าแต่ค่าใช้จ่ายรวมต่อทริปสูงกว่า ส่งผลให้เงินหมุนเวียนสู่ธุรกิจท้องถิ่นรวดเร็วและเป็นกอบเป็นกำ ทั้งที่พัก อาหาร โลจิสติกส์ และบริการสนับสนุน

PDMF 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมฝ่ายการตลาด แต่คือ “เครื่องฟอกกำลังซื้อ” ที่ตั้งใจพาผู้ตัดสินใจ–ผู้กำหนดนโยบาย–นักการตลาดจุดหมายปลายทางจากเอเชียแปซิฟิก มาสัมผัสเชียงรายจริงก่อนกลับไปออกแบบแคมเปญการขายจุดหมายปลายทางยุคใหม่จึงเริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ไม่ใช่แค่สไลด์พรีเซนต์.

โครงสร้างงานจากห้องประชุมสู่พื้นที่จริง

PATA ยืนยันรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ 1 วันประชุม ว่าด้วยเทรนด์–กรณีศึกษาเชิงกลยุทธ์ และ 1 วัน Destination Experience ที่คัดสรรเส้นทางเฉพาะกิจ 3 รูท เพื่อ “ให้สิ่งที่เล่าในห้องประชุมมีชีวิต” เมื่อออกไปอยู่ในพื้นที่จริง ได้แก่

  1. Creative City of Design for Sustainability – สัมผัส วัดร่องขุ่น ผลงานระดับสัญลักษณ์ของเมือง, รับประทานอาหารและเรียนรู้ “โมเดลพัฒนาดอยตุง” จากพื้นที่ปลูกฝิ่นสู่ป่า–เกษตร–แหล่งท่องเที่ยว และปิดท้ายที่ ชุมชนบ้านสันทางหลวง เพื่อดูของจริงว่า “ดีไซน์–ศิลป์–สุขภาวะ” แปลงเป็นรายได้ชุมชนอย่างไร
  2. Cave, Coffee and Contemporary Culture – เจาะ “แลนด์มาร์กกู้ภัยโลก” ถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน, ชงกาแฟกับชุมชนสูง ผาหมี และปิดท้ายที่ Chiang Rai Contemporary Art Museum (BIENNALE) เพื่อเชื่อมธรรมชาติ–ชาติพันธุ์–ศิลปะร่วมสมัย
  3. History, Locality and Artisans – ย้อนราก สามเหลี่ยมทองคำเมืองเก่าเชียงแสน, ทำเครื่องบูชาล้านนา, สักการะ วัดเจดีย์หลวง และชม Kwaidin Daag Art House

เส้นทางเหล่านี้คือ “สคริปต์การเล่าเรื่อง” ที่ทำให้ผู้ร่วมงานได้เห็น “เศรษฐกิจความหมาย” (meaningful economy) ของเชียงรายแบบจับต้องได้

คาร์บอนนิวทรัล มาตรฐานใหม่ของงานไมซ์

ปีนี้ PATA ขยับจากแนวคิดสู่การปฏิบัติด้วยการประกาศให้งานเป็น Carbon Neutral Event เก็บ ค่าชดเชยคาร์บอน 10 ดอลลาร์สหรัฐ/คน แม้เปิดลงทะเบียนฟรี ทั้งเพื่อชดเชยการปล่อยที่เลี่ยงไม่ได้ (เช่น การบิน) และเพื่อส่งเงินสู่โครงการสิ่งแวดล้อมในไทยนี่ไม่ใช่เพียง “ภาษีความเขียว” แต่คือสัญญาณว่ามาตรฐานความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

เชียงรายในฐานะเมืองดีไซน์” และทุนวัฒนธรรมที่พร้อมต่อยอด

ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน เชียงราย Creative City of Design” เมื่อปี 2023 โครงสร้างนิเวศสร้างสรรค์ของเมืองจากงานสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ ไปจนถึงหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นระบบที่มี “ดีไซน์” กำกับการพัฒนา เมื่องาน PDMF 2025 หยิบ “ดีไซน์–สุขภาวะ–ท้องถิ่น” มาทำเป็นแกน ถ้อยคำบนเวทีจะยิ่ง “ลงล็อก” กับสิ่งที่ผู้ร่วมงานกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

ในฝั่งชุมชน “บ้านสันทางหลวง” ได้รับ PATA Gold Awards 2025 – Women Empowerment ยืนยันพลังการจัดการตนเองของผู้นำสตรีและกลุ่มหลากหลายทางเพศที่พลิกความท้าทายภาคเกษตร สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรีและปีนี้ชุมชนถูกบรรจุในเส้นทางเรียนรู้ของผู้ร่วมงานด้วยโดยตรง “รางวัล” จึงไม่ใช่เพียงถ้วย หากเป็น “ช่องทางขาย” ที่จะถูกพาผ่านสายตาผู้ตัดสินใจจากทั่วเอเชียแปซิฟิก

พันธมิตรเดินทางและโครงสร้างรองรับ

เว็บไซต์งานระบุ การบินไทย (THAI) เป็น Official Airline Partner พร้อมสิทธิพิเศษค่าโดยสารสำหรับผู้ร่วมงานการมีสายการบินแห่งชาติเข้ามาช่วย “เชื่อมต่อ–ลดอุปสรรค” จะเอื้อต่อการวางแผนเดินทางและขยายผลเครือข่ายธุรกิจรายทาง ทั้งในเชียงรายและเมืองรองใกล้เคียง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เงินที่หมุนเร็ว สู่วงจรชุมชน

เมื่อพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่ายของผู้ร่วมงานไมซ์ (ค่าโรงแรมระดับกลาง–บน, อาหารคุณภาพ, รถรับ-ส่ง, ทีมโลจิสติกส์, เวิร์กชอปชุมชน, ซื้อของทำมือ) จะเห็นวงจรเงินที่ “ไหลเข้ม” และ “ไหลลึก” สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นมากกว่าตลาดมวลชน โดยเฉพาะเมื่อเส้นทาง Destination Experience เน้น ไฮเปอร์โลคอล (hyper-local) เช่น ชุมชนผาหมี–บ้านสันทางหลวง–เชียงแสน ซึ่งผู้ร่วมงาน “ต้องจับจ่ายตรง” กับผู้ประกอบการ ตัวคูณทางเศรษฐกิจจึงปะทุในพื้นที่ทันที (จากช่างทอ–คนขับรถ–ไกด์–ร้านอาหาร–โฮมคาเฟ่–เวิร์กชอป) และต่อเนื่องยาวผ่านเครือข่ายที่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาตินำกลับไปต่อยอด

บทเรียนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ จาก “จำนวน” สู่ “คุณค่า”

เมื่อรัฐบาลลดเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ลงมาแถว 33 ล้านคน ภาพใหญ่จึงมิใช่การไล่ตัวเลข “หัวคน” แต่เป็นการทำให้ “รายจ่ายเฉลี่ย/หัว” และ “การกระจายรายได้” สูงขึ้นงานไมซ์นำหน้าด้วยข้อได้เปรียบนี้อยู่แล้ว และ PDMF 2025 คือเวทีสาธิตคู่มือที่ทุกจังหวัดสามารถเรียนและทำตามได้ ยึดอัตลักษณ์–ยกบทบาทชุมชน–คุมความยั่งยืน–ใช้เทคโนโลยีเล่าเรื่องทั้งหมดนี้คือ “ภาษากลาง” ของการตลาดจุดหมายปลายทางยุคใหม่

ชาวเชียงรายได้ประโยชน์อะไร และ “เจ้าบ้าน” ควรเตรียมตัวอย่างไร

ประโยชน์โดยตรง

  1. รายได้ขยายสู่รากหญ้า โปรแกรมทัวร์แบบไฮเปอร์โลคอลบังคับให้เงินไปถึงผู้ผลิตตัวจริงช่างฝีมือ, โฮมคาเฟ่, รถท้องถิ่น, ไกด์ชุมชน
  2. อัปเกรดมาตรฐานบริการ การรับคณะไมซ์ต่างชาติเป็น “แรงกดดันเชิงบวก” ให้ผู้ประกอบการยกระดับเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา และระบบชำระเงินดิจิทัล
  3. เครือข่ายใหม่–โอกาสยาว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เป็นมืออาชีพด้านท่องเที่ยว/การตลาดการ “ได้การ์ด–ได้ไอเดีย–ได้เพื่อนร่วมโปรเจกต์” มักมีมูลค่าต่อเนื่องหลังจบงาน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับเจ้าบ้าน

  • ร้าน–คาเฟ่–โฮมสเตย์ จัด “เมนูสั้นภาษาอังกฤษ” + ใส่ที่มา/วัตถุดิบท้องถิ่น (provenance) และตั้ง QR สำหรับจ่ายเงิน/ดาวน์โหลดโบรชัวร์
  • ช่างฝีมือ–เวิร์กชอป ทำ “แพ็กเกจ 45–90 นาที” (ราคาชัด วัสดุพร้อม ส่งงานกลับบ้านได้) ถ่ายรูป/วิดีโอสั้นเป็นตัวอย่างใน QR ให้ดูหน้างาน
  • ชุมชนท่องเที่ยวจัด “สคริปต์เล่าเรื่อง 3 นาที” (Who/What/Why it matters) และแบ่งบทบาทต้อนรับ (ยิ้ม–ทัก–เชิญ–ส่ง) ให้เด็กและผู้สูงวัยมีส่วนร่วม
  • ภาคบริการขนส่งเตรียม “Rate Card” ค่ารถรับ-ส่งเป็นมาตรฐาน/เส้นทางสั้น และฝึก greeting ภาษาอังกฤษง่าย ๆ (เช่น Welcome / This way / Enjoy!)
  • โรงแรมขนาดกลางและโฮสเทลเสนอ “Night Program” (ดูดาว–ชิมชา–เล่าเมืองเก่า) ให้ผู้ร่วมงานที่ว่างหลังประชุม เพื่อยืดเวลาจับจ่ายในเมือง
  • ความยั่งยืนตั้ง Green Corner เล็ก ๆ ในร้าน/ที่พัก (ขวดน้ำเติม, ถังแยกขยะ, ป้ายชวนลดพลาสติก) ให้สอดรับมาตรฐานงาน carbon neutral ของ PDMF 2025

เสียงจากเครือข่ายผู้จัดสารเดียวกันต่างภาษาคุณค่าท้องถิ่น + ความยั่งยืน

แถลงการณ์ของ PATA ชี้ชัดว่าเชียงรายเหมาะสมในฐานะ “เมืองศิลปะ–วัฒนธรรม–สุขภาวะ” และโครงสร้างงานที่ผสาน “เรียนในห้อง–เห็นของจริง” จะทำให้ผู้ร่วมงานกลับไปพร้อมเครื่องมือใช้งานได้จริง ขณะที่ TCEB–TAT–DASTA ต่างระบุร่วมกันว่าการยกระดับ “เมืองรองที่มีศักยภาพ” ให้เป็น MICE City คือหนทางสร้างความยั่งยืนและความต่างให้ไทยในตลาดเอเชียแปซิฟิกทั้งหมดนี้คือเมสเสจเดียวกันต่างภาษา: “พลังของชุมชน + ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” คือหัวใจของการตลาดจุดหมายปลายทางยุคใหม่

จาก “การมาเยือน” สู่ “การเชื่อมโยง”

PDMF 2025 ทำให้เชียงรายก้าวพ้นคำว่าจุดหมายปลายทางสวยงาม สู่การเป็น “วงสนทนา” ระดับภูมิภาคว่าด้วยการตลาดการท่องเที่ยวที่ มีความหมาย และ มีความรับผิดชอบ ในจังหวะที่ไทยต้องเน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” งานนี้คือตัวอย่างชัดเจนว่าความร่วมมือข้ามหน่วยงาน + พลังชุมชน + มาตรฐานสิ่งแวดล้อม สร้างผลคูณเศรษฐกิจได้จริง และที่สำคัญทำให้ “เรื่องเล่าของเชียงราย” ถูกเล่าด้วยปากของผู้ร่วมงานมืออาชีพจากทั่วเอเชียแปซิฟิกต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับ “เจ้าบ้าน” เวลานี้คือโอกาส: ยิ้ม–เปิดบ้าน–เล่าเรื่อง—และทำให้ทุกการใช้จ่ายของผู้มาเยือน มีความหมาย ต่อคนเชียงรายมากที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Pacific Asia Travel Association (PATA)
  • PATA – หน้ารายละเอียดงานอย่างเป็นทางการ: โปรแกรม Destination Experience ทั้ง 3 เส้นทาง (วัดร่องขุ่น–ดอยตุง–บ้านสันทางหลวง / ถ้ำหลวง–ผาหมี–BIENNALE / สามเหลี่ยมทองคำ–เชียงแสน–วัดเจดีย์หลวง–Kwaidin Daag Art House)
  • Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (DASTA): รายชื่อผู้ชนะ PATA Gold Awards 2025
  • UNESCO / TAT: สถานะ Chiang Rai – Creative City of Design
  • TCEB / Business Events Thailand
  • Reuters (สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย)
  • The Asahi Shimbun / JNTO
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ตลาดกาแฟไทยโตสวนกระแส เชียงรายนำร่องยกระดับสู่กาแฟพิเศษ

Key Takeaways

  • ตลาดกาแฟโลกยังเติบโตต่อเนื่อง ขนาดตลาดปี 2024 ประมาณ 269,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแตะ 369,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 (CAGR ราว 5.3%) ขณะที่ “ตลาดกาแฟไทย” ปี 2568 ประเมินมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้ว/คน/ปีแล้ว และยังมีช่องว่างให้โตเทียบยุโรป (เฉลี่ยราว 600 แก้ว/คน/ปี)
  • ฝั่งอุปทาน ไทยผลิตเมล็ดกาแฟรวม 40,000–50,000 ตัน/ปี แต่ “กาแฟพิเศษ” (Specialty) มีเพียงราว 5,000 ตัน ไม่พอความต้องการในประเทศ ทำให้ช่วง ม.ค.–พ.ค. 2568 ต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟคิดเป็นมูลค่า 8,387 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าส่งออกอยู่ราว 2,412 ล้านบาท ช่องว่างนี้คือทั้ง “โจทย์” และ “โอกาส”
  • เชียงรายกำลังถูกมองเป็นห้องทดลองเชิงนโยบายและพื้นที่สาธิตของ “ยุทธศาสตร์กาแฟคุณภาพ” ตั้งแต่ไร่ (agroforestry ลดไฟป่า-ยกระดับคุณภาพเมล็ด) ถึงปลายน้ำ (เครือข่ายร้านกาแฟกว่า 1,000 ร้าน–กิจกรรม MICE ด้านกาแฟ–อีโคซิสเต็มนวัตกรรมมหาวิทยาลัย) สอดรับเทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาหา Specialty และประสบการณ์กาแฟเชิงเรื่องเล่า (story/brand experience)
  • ภาพรวมธุรกิจแข่งขันสูง กำไรสุทธิโดยรวมของอุตสาหกรรมเริ่มหดตัว แต่เชนขนาดใหญ่ (Franchise/Chain) ยังรักษา Net Profit Margin เฉลี่ย ~17.5% ได้ ขณะที่ร้านอิสระ (Independent) เฉลี่ย ~4.6% ทางรอดคือ “ความต่างบนคุณภาพและเรื่องเล่า” ควบคู่การบริหารต้นทุนรัดกุมและสร้างเครือข่ายจับคู่ธุรกิจ (matching)

 “กาแฟไทย” ทะยานบนทางแยก—เชียงรายชูธงคุณภาพ ยกระดับสู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ/เชียงราย, 14 กันยายน 2568— กลิ่นหอมของผงกาแฟคั่วใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมของคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เศรษฐกิจความหมาย” (meaning economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยรสนิยม ประสบการณ์ และเรื่องเล่าเหนือแก้วกาแฟหนึ่งแก้ว ตัวเลขตอกย้ำทิศทางนั้นชัดเจน—ปี 2024 ตลาดกาแฟโลกมีมูลค่าราว 269,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายสู่ 369,460 ล้านดอลลาร์ ในปี 2030 (CAGR โดยเฉลี่ยราว 5.3%) ขณะที่ประเทศไทยเอง กำลังขยับขึ้นสู่ มูลค่าตลาด 65,000 ล้านบาท ในปี 2568 จากพฤติกรรมการดื่มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้ว/คน/ปี

ใต้กราฟสวยงามมีปมซ้อนซ่อนอยู่—ฝั่งอุปทานไทยยัง “บาง” เกินกว่าจะรองรับดีมานด์ที่โตเร็ว เรามีพื้นที่ปลูกกว่า 220,053 ไร่ แบ่งเป็นอาราบิก้าในภาคเหนือ ~140,000 ไร่ และโรบัสต้าในภาคใต้ ~80,000 ไร่ แต่ “กำลังผลิตจริง” อยู่ราว 40,000–50,000 ตัน/ปี และที่สำคัญ กาแฟระดับพิเศษ (Specialty) มีเพียง ~5,000 ตัน เท่านั้น ผลคือไทยต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ—ช่วง ม.ค.–พ.ค. 2568 นำเข้ารวม 8,387 ล้านบาท ส่วนส่งออกมีเพียง 2,412 ล้านบาท สะท้อน “ช่องว่างมูลค่า” ที่ผู้เล่นไทยยังเติมไม่เต็ม

เมื่อ “รสนิยม” กลายเป็นแรงเหวี่ยงตลาด

ความเปลี่ยนแปลงทางดีมานด์ไม่ได้มาเล่น ๆ ผู้บริโภคไทยเคลื่อนจาก “กาแฟสำเร็จรูป” สู่ “กาแฟสด” และไกลไปถึง “กาแฟพิเศษ”—กลุ่มที่ยอมจ่ายตั้งแต่ 100–2,000 บาท/แก้ว เพื่อแลกรสชาติ/โพรไฟล์ และประสบการณ์ (experience) ตามมาตรฐานการให้คะแนนของ Specialty Coffee Association (SCA) เทรนด์นี้เด่นชัดในกลุ่ม Gen Y–Gen Z ที่มองกาแฟเป็น “ไลฟ์สไตล์” และ “เวทีแสดงตัวตน” ผ่านคาเฟ่ดีไซน์ งานคั่วละเอียด และเมนูซิกเนเจอร์ ขณะที่ Gen X ยังเน้นความสะดวก (กาแฟซอง/แคปซูล) และ Baby Boomer ยึดติดรสชาติเดิมจากร้านประจำ

ความซับซ้อนของผู้บริโภคทำให้ “กาแฟ” ไม่ใช่แค่วัตถุดิบเกษตรอีกต่อไป หากเป็นธุรกิจประสบการณ์ที่ต้องผสมผสานคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว—ใครจับเส้นเรื่องนี้ได้ จะได้ “ส่วนเพิ่มมูลค่า” (premium) เหนือตลาดมวลรวม

เชียงราย แบบฝึกหัดสู่ “ศูนย์กลางกาแฟ” ด้วยคุณภาพและความยั่งยืน

ในแผนที่กาแฟไทย จังหวัดเชียงรายกำลังเร่งเครื่องอย่างมีระบบ จาก “ดินแดนอาราบิก้าดอยสูง” ไปสู่ “ต้นแบบนิเวศกาแฟคุณภาพ” ที่ผสานเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

  1. ยกระดับคุณภาพด้วยมาตรฐานสากล
    ผู้ผลิตเชียงรายเข้าร่วมเวทีประกวด “สุดยอดกาแฟไทย 2568 (Thai Coffee Excellence 2025)” ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งใช้เกณฑ์ SCA เป็น “ภาษากลาง” ในการตัดสินคุณภาพ กาแฟเชียงรายคว้าเหรียญหลายรายการในประเภทกระบวนการต่าง ๆ—ตั้งแต่ Natural/Dry ไปจนถึง Honey (Semi-dry)—คะแนนระดับ 82–85+ คือ “ไฟฉาย” ให้เกษตรกรเห็นช่องว่างพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างยั่งยืน (อ้างอิงประกาศผลการประกวดอย่างเป็นทางการของกรมวิชาการเกษตร)
  2. ปลูกอย่างรู้ป่า–แก้ปัญหาอย่างรู้โจทย์
    แนวทาง agroforestry หรือการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่กำลังขยายผลในพื้นที่ราว 41,000 ไร่ ของจังหวัด ช่วยกักความชื้น รักษาธาตุอาหาร ลดการชะล้างหน้าดิน และ—สำคัญยิ่ง—ลดแรงจูงใจการเผาป่า ซึ่งเป็นต้นตอหมอกควัน PM2.5 ในภาคเหนือ ยิ่งปลูกดี “รสชาติ” ยิ่งดี คุณภาพยิ่งดี “ราคา” ยิ่งดี เป็นวงจรคุณภาพที่เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนกับสิ่งแวดล้อมเข้าหากัน
  3. เศรษฐกิจปลายน้ำร้านกาแฟ > 1,000 ร้าน และ MICE ดันดีมานด์คุณภาพ
    เชียงรายมีเครือข่ายร้านกาแฟมากกว่า 1,000 ร้าน—อันดับสามของประเทศ—หนุนดีมานด์เมล็ดคุณภาพและสร้างวัฒนธรรมกาแฟให้กลายเป็น “ประสบการณ์ท่องเที่ยว” ของเมือง นอกจากนี้ จังหวัดยังใช้ยุทธศาสตร์ MICE สร้างการจับคู่ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “Chiangrai Specialty Coffee MICE Journey 2025” ที่ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และเครือข่ายผู้ประกอบการกาแฟ สร้างยอดสั่งซื้อเฉลี่ย 1 ตัน/โรงคั่ว มูลค่ารวม ~4.4 ล้านบาท—ตัวเลขที่สะท้อนว่า “คุณภาพ” แปลงเป็น “สัญญาซื้อขาย” ได้จริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ
  4. มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรนวัตกรรม
    งาน MFU Coffee Fest 2025 ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ต่อเชื้อไฟนวัตกรรมตั้งแต่งานวิจัย “ทิศทางกาแฟไทยสู่ความยั่งยืน” ถึงเวิร์กช็อปสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือในกระบวนการ (เช่น เทียน/น้ำหอม/ออยล์จากกาแฟ) และเวที Global Coffee & Tea Association Forum 2025 ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกมาแลกเปลี่ยน ให้เชียงรายค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก “ฐานผลิต” เป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้–นวัตกรรม” ของภูมิภาค

โครงสร้างอุตสาหกรรม แข่งขันดุเดือด—ผู้รอดคือผู้ที่ “แตกต่างบนมาตรฐาน”

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ชี้ว่าอุตสาหกรรมกาแฟไทย แข่งขันสูงมาก จำนวนกิจการใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง—ช่วง ม.ค.–มิ.ย. 2568 มีการจดทะเบียนตั้งใหม่ 415 ราย เพิ่มขึ้น 8.9% จากปีก่อน แต่ “ทุนจดทะเบียนรวม” หดลง 33.7% สะท้อนผู้เล่นหน้าใหม่ขนาดเล็ก (SMEs) เข้าตลาดถี่ขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลผลประกอบการรวมทั้งอุตสาหกรรมระบุว่า “รายได้รวม” ยังทรงตัว แต่ “กำไรสุทธิ” ลดต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตที่เผชิญต้นทุนผันผวนจากราคาวัตถุดิบโลกและสงครามราคาหน้าร้าน

อย่างไรก็ดี ภาพไม่ได้มืดสนิท—เชน/แฟรนไชส์ รายใหญ่ อาทิ Café Amazon, Inthanin, กาแฟพันธุ์ไทย, Starbucks ฯลฯ ยังเกาะส่วนแบ่งตลาดแมสและรักษา Net Profit Margin เฉลี่ย ~17.5% ได้ต่อเนื่องจาก economies of scale และระบบสนับสนุนหลังบ้าน ขณะที่ Independent ที่เด่นเรื่องประสบการณ์–คุณภาพ–บาริสต้า มีอัตรากำไรเฉลี่ยเพียง ~4.6% และผันผวนสูงกว่า ทางรอดจึงอยู่ที่ “การสร้างแบรนด์เฉพาะ” (story/concept) บนมาตรฐานคุณภาพที่พิสูจน์ได้ด้วยคะแนน/ประกวด ร่วมกับการบริหารต้นทุนที่เข้มงวด และการต่อยอดไปสู่รายได้หลายขา (เมล็ดคั่ว–อบรม–ทัวร์ไร่–ของที่ระลึก)

“ช่องว่างมูลค่า” ด้วย Specialty + นวัตกรรม

เมื่อเชื่อมโยงทั้งฝั่งดีมานด์ (รสนิยมยกระดับ) กับฝั่งซัพพลาย (ปริมาณ specialty ยังน้อย) คำตอบเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจน—ไทยต้อง เร่งแปลงไร่สู่คุณภาพ และ แปลงคุณภาพสู่มูลค่า อย่างเป็นระบบ

  • ยกระดับเมล็ดสู่มาตรฐานสากลสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงความรู้เรื่องพันธุ์/การเก็บเกี่ยว/การแปรรูป ร่วมกับการใช้คะแนน SCA เป็นเข็มทิศพัฒนา (ทำให้เห็น “ช่องว่าง” และ “ทางไป”) พร้อมเปิดเวทีประกวดในระดับจังหวัด/ภูมิภาคเพื่อสร้างแรงจูงใจ
  • ขยาย agroforestry และลดไฟป่างบวิจัย–สร้างแรงจูงใจทางการเงิน (เช่น carbon credit ระดับชุมชน) เพื่อให้การปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่เป็น “ดีลที่คุ้ม” ทั้งกับชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม
  • MICE + Tourism เป็นตัวคูณขยายโมเดล “Chiangrai Specialty Coffee MICE Journey” ไปยังหัวเมืองกาแฟอื่น (เชียงใหม่–น่าน–แม่ฮ่องสอน) เพื่อจับคู่ซื้อขาย specialty แบบล่วงหน้า (forward) ลดความเสี่ยงผู้ผลิต และยกระดับภาพลักษณ์ “เส้นทางกาแฟไทย”
  • มหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัยเป็นสะพานตั้ง “คลินิกกาแฟคุณภาพ” เชิงพื้นที่ บ่มเพาะนักคั่ว–บาริสต้า–นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ เชื่อมกับผู้ประกอบการ ผ่านโครงการฝึกงาน/เร่งรัดนวัตกรรม (accelerator) สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กาแฟไร้ของเสีย (zero-waste coffee products) หรือส่วนผสมฟังก์ชันนัล
  • ข้อมูล–มาตรการภาษี–การเงินพัฒนาฐานข้อมูล traceability แหล่งปลูก–กระบวนการ–คะแนนคุณภาพ เพื่อขึ้นทะเบียน “origin” ไทย พร้อมมาตรการสินเชื่อ/ภาษีที่จูงใจให้ยกระดับคุณภาพแทนเพิ่มปริมาณอย่างเดียว

เชียงรายในกระจกอนาคตจาก “แหล่งปลูก” สู่ “ศูนย์กลางความรู้–ประสบการณ์กาแฟ”

เชียงรายกำลังบันทึก “เรื่องเล่ากาแฟ” ฉบับใหม่ที่เริ่มต้นจากดินและจบลงในใจผู้ดื่ม—ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่จำนวนไร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเห็น “กาแฟ” เป็นระบบคุณค่า (value system):

  • ในไร่—ชาวบ้านมีรายได้มั่นคงขึ้นด้วยเมล็ดคุณภาพและการปลูกที่ไม่ทำร้ายป่า
  • ในเมือง—ร้านกาแฟเป็น “พื้นที่วัฒนธรรม” ให้เยาวชน–ครีเอเตอร์–นักท่องเที่ยว
  • ในตลาด—คะแนน/ประกวดกลายเป็น “ภาษากลาง” เชื่อมไทยเข้ากับโลก
  • ในประเทศ—กาแฟพิสูจน์ว่าการท่องเที่ยว–เกษตร–นวัตกรรม สามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้

และเมื่อวงการกาแฟไทยยืนบน 3 ขา—คุณภาพ (ที่พิสูจน์ได้), นวัตกรรม (ที่แตกต่างได้), และ ความยั่งยืน (ที่ตรวจสอบได้)—เราไม่ได้แค่ขายเครื่องดื่ม แต่ขาย “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ให้คนทั้งโลก

เชิงนโยบาย/ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ

  1. จับจุดแข็งของพื้นที่—ทำ origin story ให้ชัด (ดิน–ระดับความสูง–โพรไฟล์รสชาติ) แล้ว “แปล” เป็นภาษาแบรนด์/ป้ายหน้าเครื่อง/หน้าเมนู
  2. ลงทุนในคะแนน—ส่งเมล็ดเข้าทดสอบ/ประกวด ใช้ feedback เป็นเข็มทิศพัฒนา เมื่อมีคะแนน SCA ที่เสถียร ราคาจะขึ้นโดยอัตโนมัติ
  3. สร้างรายได้หลายขา—เมล็ดคั่ว–คอร์สชง–คาเฟ่ทัวร์–ของที่ระลึก เพื่อทนต่อรอบราคาวัตถุดิบ
  4. ใช้เครือข่าย MICE—เข้าร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ เจรจาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แบ่งเสี่ยงกับคู่ค้า
  5. บริหารต้นทุนอย่างมืออาชีพ—ล็อกต้นทุนบางส่วนด้วยสัญญา/กลยุทธ์คลังสินค้า และบริหารเมนู/ไซซ์/โปรโมชั่น เพื่อลดแรงกดจากสงครามราคา

ตลาดกาแฟไทยกำลังยืนบนทางแยกที่หอมกรุ่นด้วยโอกาส—ดีมานด์พุ่ง คุณภาพเป็นที่ต้องการ “เรื่องเล่า” ขายได้ราคา แต่ก็แข่งขันเข้มข้น ต้นทุนผันผวน และกำไรเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม แบบฝึกหัดที่เชียงรายทำอยู่—ยกระดับคุณภาพด้วยมาตรฐานโลก ปลูกอย่างรู้ป่า สร้างอีโคซิสเต็มปลายน้ำที่ขับเคลื่อนด้วย MICE และมหาวิทยาลัย—กำลังบอกเราว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หากอยู่ที่ “คุณค่า” ที่เราสร้างและพิสูจน์ได้

หากไทย “เติมช่องว่างมูลค่า” ให้เต็มด้วย Specialty และนวัตกรรมที่จับต้องได้ เราไม่เพียงปิดดุลการค้ากาแฟ แต่จะเปิดประเทศด้วย “เส้นทางกาแฟไทย” ที่โลกอยากมาลิ้มลอง—และอยากกลับมาอีก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมวิชาการเกษตร
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)
  • TCEB และเครือข่าย Chiangrai Coffee Lovers (CCL)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

องค์กรไทยเผชิญความเสี่ยง! Jobsdb เตือนเมิน Gen Z พลาดรถด่วนเศรษฐกิจดิจิทัล

Jobsdb by SEEK เตือนองค์กรไทย “อย่าเมิน Gen Z” – เสี่ยงขาดนวัตกรรมและมุมมองใหม่ พลาดรถด่วนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ประเทศไทย, 13 กันยายน 2568 – ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลเร่งสปีดและการแข่งขันระหว่างประเทศดุเดือดที่สุดรอบทศวรรษ สัญญาณเตือนสำคัญดังขึ้นจาก Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานชั้นนำของไทย: องค์กรที่มองข้ามหรือกีดกันแรงงาน Gen Z กำลังยืนอยู่บน “จุดเสี่ยง” ที่จะเสียเปรียบคู่แข่งทั้งในด้าน นวัตกรรม และ มุมมองสดใหม่ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่

สัญญาณนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้บริหารที่ติดตามแนวโน้มแรงงาน แต่ความคมชัดของข้อสรุป—และจังหวะเวลา—ทำให้สารดังกล่าวดังเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะขณะที่หลายองค์กรยังพยายามดึงพนักงานกลับออฟฟิศแบบเต็มรูปแบบ และใช้เกณฑ์ประเมินผลแบบเดิมกับโจทย์ธุรกิจชุดใหม่ Gen Z กลับเดินเข้ามาพร้อมชุดความคาดหวังที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย ย้ำในบทสัมภาษณ์ว่า “องค์กรไทยต้องเปิดใจว่า Gen Z ไม่ได้ทำงานเพื่อค่าตอบแทนอย่างเดียว พวกเขาให้ความสำคัญกับ โอกาสพัฒนาในสายอาชีพอย่างต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นในการทำงาน คุณภาพชีวิต และค่านิยมองค์กรที่สอดคล้อง หากเราสร้างวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ได้ จะได้เปรียบชัดเจนในการดึงดูด–รักษาคนเก่งกลุ่มนี้”

Gen Z ไม่ได้ขอแค่ “ข้อเสนอเงินเดือน” แต่ขอ “ข้อเสนอการเติบโตของชีวิต”

ภาพใหญ่ที่ Jobsdb by SEEK ถ่ายทอดคือ Gen Z โตมากับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พวกเขามักคาดหวังว่าองค์กรจะก้าวทันทั้งเครื่องมือและแนวโน้มใหม่ อยู่กับข้อมูล (data) ได้ คล่องกับแพลตฟอร์ม และพร้อมทดลองแนวทางที่ไม่คุ้นชินกับวิถีเดิม หากองค์กรยังเชื่อว่า “ทำอย่างที่เคยทำมา” แล้วจะได้ผลเช่นเดิม นั่นเท่ากับมองข้าม “ความพิเศษ” ของแรงงานรุ่นนี้ไปโดยไม่ตั้งใจ

สิ่งที่ Gen Z ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ได้แก่

  • เส้นทางเติบโต: งานที่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ทักษะใหม่ มีโค้ชหรือพี่เลี้ยงชัดเจน เห็นภาพอนาคตใน 12–24 เดือนข้างหน้า
  • ความยืดหยุ่นและคุณภาพชีวิต: โหมดทำงานแบบรีโมต/ไฮบริดตามลักษณะงาน สนับสนุนสุขภาพจิต เวลาทำงานที่เน้นผลลัพธ์มากกว่า “การนั่งเฝ้าเวลา”
  • ค่านิยมองค์กร: ความรับผิดชอบต่อสังคม–สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความเท่าเทียม และบรรยากาศทำงานที่ “ปลอดภัยทางจิตใจ” (psychological safety)
  • เทคโนโลยีทันสมัย: แพลตฟอร์มงานที่คล่องตัว เครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ทำงานฉลาดขึ้น ไม่ใช่หนักขึ้น

นี่คือ “ข้อเสนอคุณค่า” ที่แตกต่างจากยุคที่งานถูกกำหนดด้วยสถานที่และเวลามากกว่าผลลัพธ์ การพูดคุยกับ Gen Z จึงไม่ใช่แค่เรื่องแพ็กเกจค่าตอบแทน แต่คือบทสนทนาว่าพวกเขาจะ เติบโตไปกับองค์กรอย่างไร

2 มิติความเสี่ยง หากองค์กรยัง “ปิดประตู” ใส่ Gen Z

Jobsdb by SEEK ระบุชัดว่าการกีดกันหรือมองข้าม Gen Z ทำให้องค์กรเสียเปรียบอย่างน้อยสองมิติ

  1. นวัตกรรมและมุมมองใหม่หายไป – Gen Z คล่องกับสื่อดิจิทัล เข้าใจผู้ใช้รุ่นใหม่ รู้จังหวะและภาษาแพลตฟอร์ม หากไม่มีคนกลุ่มนี้ องค์กรจะช้าลงในการปรับตัวทั้งผลิตภัณฑ์ การตลาด และบริการลูกค้า
  2. วิกฤตคนเก่งในระยะยาว – เมื่อ Gen Z กำลังขึ้นมาเป็นสัดส่วนหลักในตลาดแรงงาน การไม่รองรับความคาดหวังของพวกเขาเท่ากับปฏิเสธฐาน talent ขนาดใหญ่ องค์กรจะเผชิญ ช่องว่างกำลังคน ที่เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

ในทางกลับกัน Jobsdb by SEEK ก็ชี้ว่า Gen Z เองต้องปรับตัว: เปิดใจเรียนรู้การทำงานร่วมกับรุ่นพี่ พัฒนาทักษะเทคโนโลยีไปพร้อมกับ soft skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และวุฒิภาวะเมื่อรับ feedback

จาก “ความต่าง” สู่ “ความร่วมมือ” แนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรไทย

เพื่อไม่ให้พลาดรอบใหญ่ของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล Jobsdb by SEEK แนะนำ สามแกนปรับตัว ที่ทำได้ทันทีและเห็นผลในทางปฏิบัติ

1) สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมรุ่น

  • Reverse mentoring: ให้คนรุ่นใหม่ถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัล/วิธีคิดแบบแพลตฟอร์ม ขณะคนรุ่นพี่ถ่ายทอดบริบทธุรกิจ เครือข่าย และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • เส้นทางทักษะ (skills pathway): ทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) ที่ผูกกับเป้าหมายงานจริง มี checkpoint ชัดเจนทุกไตรมาส
  • พื้นที่ทดลอง (sandbox): อนุญาตให้ทีม cross-function ทดลองไอเดียเล็กๆ บนงบประมาณและขอบเขตที่ควบคุมได้ เพื่อเร่งวงจร “คิด–ทำ–เรียนรู้”

2) ทำงานแบบยืดหยุ่นแต่ชัดเจนเรื่องผลลัพธ์

  • Hybrid by design: กำหนดหลักเกณฑ์กะทัดรัดว่า งานประเภทใดต้องออนไซต์/ทำรีโมตได้แค่ไหน ลดการตีความส่วนบุคคล
  • วัดผลด้วย OKR/KPI ที่สะท้อนคุณค่าจริง มากกว่าตัวชี้วัดเชิงเวลา
  • สนับสนุนสุขภาวะ: จัดบริการดูแลสุขภาพจิต/โค้ชชิ่งผู้จัดการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ

3) สื่อสารโปร่งใส เปิดพื้นที่เสียงของทุกเจเนอเรชัน

  • ฟอรัมภายในรายเดือน ให้ถาม–ตอบแบบตรงไปตรงมา
  • Surveys สั้นแต่ถี่ เพื่อติดตามอุณหภูมิทีม และสื่อสารผล–แนวทางแก้ไขกลับไปเสมอ
  • นโยบายต่อต้านอคติข้ามรุ่น (age bias) พร้อมตัวอย่างพฤติกรรมที่คาดหวัง

ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้นจากโมเดลนี้คือองค์กรไม่ต้อง “เลือกข้างรุ่น” แต่ได้ ประโยชน์จากทุกรุ่น: ประสบการณ์เชิงลึกของ Gen X, พลังบริหารจัดการของ Gen Y และความสดใหม่คล่องดิจิทัลของ Gen Z

 “Gen Z เปลี่ยนงานบ่อย เอาแน่เอานอนไม่ได้?”

Jobsdb by SEEK ชี้ว่าปรากฏการณ์เปลี่ยนงานเร็วในบางตำแหน่ง เป็นผลจากแรงกดดันของตลาดดิจิทัล ที่จังหวะเรียนรู้และเติบโตก้าวกระโดด ความคาดหวังเรื่อง “เส้นทางเติบโต” และ “โอกาสลองของจริง” จึงสูง ถ้าองค์กรทำให้เห็นทางชัดเจน มีคำมั่นเรื่องทักษะ–บทบาท–ค่าตอบแทนตามผลงาน Gen Z พร้อมผูกพัน ไม่ต่างจากรุ่นใด การมองด้วย “เลนส์ปัจเจก” (ดูคนเป็นรายคน) แทน “เลนส์เหมารวมรุ่น” จะทำให้ได้ภาพที่ยุติธรรมกว่า

ภาพใหญ่ตลาดแรงงานไทย ทำไมต้องเร่งตอนนี้

ภูมิทัศน์แรงงานไทยกำลังเผชิญ หลายคลื่นเปลี่ยนผ่านพร้อมกัน—ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชัน, การใช้งาน AI/ระบบอัตโนมัติ, การแข่งขันดึงตัวคนเก่งระดับภูมิภาค, โครงสร้างประชากรสูงวัย และความคาดหวังเรื่อง ESG/ความยั่งยืน—เมื่อรวมกันแล้ว องค์กรต้องการ ทักษะผสม ที่ได้ทั้ง “คิดธุรกิจเป็น” และ “คล่องเทคโนโลยี” โดยธรรมชาติของทักษะผสมนี้ Gen Z มีแต้มต่อ เพราะเติบโตมากับแพลตฟอร์มและการเรียนรู้ด้วยตนเองบนโลกออนไลน์

การตัดสินใจวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “จะจ้าง Gen Z มากน้อยแค่ไหน” แต่คือจะ ออกแบบระบบนิเวศงาน ให้ทุกเจเนอเรชันทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน—เพราะ ความเร็วของนวัตกรรม จะขึ้นอยู่กับ “ความเร็วในการเรียนรู้ร่วมกัน” ของทั้งองค์กร

เปิดพื้นที่ให้รุ่นใหม่—ได้มากกว่าคน ทำได้มากกว่าภาพลักษณ์

สารจาก Jobsdb by SEEK ไม่ได้มุ่งตำหนิองค์กรที่ยังลังเลกับการเปลี่ยนแปลง แต่ชี้ชัดว่าการเมิน Gen Z มีต้นทุนแฝง ที่อาจไม่เห็นทันที: ความคิดสร้างสรรค์ถดถอย ผลิตภัณฑ์ล้าจังหวะลูกค้า การตลาดไม่เข้าแพลตฟอร์ม และรอยรั่วบุคลากรในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ในมุมกลับ เพียงองค์กรยอม เปิดพื้นที่–เปิดใจ–เปิดระบบ ให้การทำงานร่วมรุ่นเกิดขึ้นจริง แรงงานรุ่นใหม่จะไม่ใช่ “ตัวแปรเสี่ยง” แต่เป็น ตัวเร่ง ให้ธุรกิจเดินเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น

“ท้ายที่สุด เป้าหมายไม่ใช่จะเอาใจรุ่นไหนเป็นพิเศษ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่คนทุกเจเนอเรชันรู้สึกว่าตนเอง เติบโต และ มีคุณค่า กับงาน” ดวงพร พรหมอ่อน ทิ้งท้าย “เมื่อเราทำได้ องค์กรก็จะมีทั้ง คนเก่ง และ อนาคต ไปพร้อมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Jobsdb by SEEK ประเทศไทย
  • SEEK Asia – Employer/Jobseeker Insights
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเทศไทย
  • World Economic Forum – Future of Jobs Report
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงรายเดินหน้า “โล้ชิงช้า” สู่ Soft Power ชนเผ่า ฟื้นพลังชุมชน–ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – ท้องฟ้าแม่จันยามบ่ายคล้อยโปรยฝนบางเบา ลานวัฒนธรรมบ้านแสนสุข ตำบลศรีค้ำค่อยๆ แน่นขนัดด้วยผู้คนในชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ชายหญิงอาข่าประดับหมวกเงิน กลิ่นอาหารพื้นถิ่นลอยคลุ้ง เสียงกลองไม้ดังประสานกับเสียงหัวเราะ – บรรยากาศทั้งหมดพาให้พิธีเปิดงานประเพณีโล้ชิงช้า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” ปี 2568 กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้เป็น Soft Power ชนเผ่า อย่างมีทิศทาง

งานครั้งนี้จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี และสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อฟื้นฟูประเพณีสำคัญของชาวอาข่าให้กลับมาโดดเด่นในปฏิทินท่องเที่ยวชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายไม่ใช่เพียงจัดงานปีละครั้ง แต่ต้องการต่อยอดให้กลายเป็น จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาได้ “ทั้งปี” ภายใต้สโลแกนที่ผู้บริหาร อบจ. ย้ำชัด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ

จากพิธีบูชาฝนสู่เวที Soft Power เรื่องเล่าที่จับใจและจับต้องได้

โล้ชิงช้า หรือที่ชาวอาข่าเรียกว่า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง จัดในช่วงฤดูฝนเพื่อขอพรให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเป็นวาระที่ชาวอาข่าซึ่งกระจายอยู่หลายหมู่บ้านจะ กลับมาพบปะสังสรรค์ ซ่อมแซมความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ระหว่างผู้อาวุโสกับเยาวชน ประเพณีจึงทำหน้าที่มากกว่านิทรรศการกลางแจ้ง – มันเป็น โครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้ชุมชนแข็งแรง

ปีนี้เวทีถูกออกแบบให้เห็น “กระดูกสันหลัง” ของพิธีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตั้งเสาชิงช้าแบบอาข่า การแต่งกายตามจารีต การละเล่นและการเต้นประกอบจังหวะที่สืบทอดกันมา ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนเรียนรู้ความหมายภายในของพิธีโดยไม่ล่วงล้ำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชุมชน – แนวทางที่สะท้อนวุฒิภาวะด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (cultural tourism) ที่เคารพเจ้าของมรดกโดยตรง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า “งบประมาณ 100,000 บาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราย้ำเสมอว่าเป้าหมายไม่ใช่ ‘จัดงานให้มีคนมา’ เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ คืนความภาคภูมิใจ ให้ชุมชน และทำให้ประเพณีอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว เชียงรายต้องเติบโตบนรากของเราเอง”

ทำไม “โล้ชิงช้า” ตอบโจทย์เชียงรายเวลานี้

  1. ตรงกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก – ผู้เดินทางหลังโควิด-19 มองหาประสบการณ์ จริงแท้ (authentic) และ เรียนรู้ (learning-based) มากขึ้น ประเพณีโล้ชิงช้าตอบโจทย์ทั้งสองข้อ เพราะเปิดให้สัมผัสวิถีชนเผ่าที่มีบริบท–พิธีกรรม–อาหาร–งานช่างฝีมือครบวงจร
  2. กระจายผลประโยชน์ได้กว้าง – ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ตั้งแต่โฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ร้านอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมโบราณ–ร่วมสมัย เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนเพิ่มทวีคูณ
  3. ต่อยอด Soft Power เชียงราย – จังหวัดนี้มีแบรนด์วัฒนธรรมเข้มแข็งอยู่แล้ว (ศิลปะร่วมสมัย วัดร่องขุ่น ขัวศิลปะ กาแฟบนดอย) เมื่อเชื่อมกับ ประเพณีชนเผ่า จะยิ่งสร้างภาพจำที่แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่นในภาคเหนือ
  4. เกื้อกูลความมั่นคงทางสังคม – งานประเพณีทำให้เยาวชนรู้สึก “ภูมิใจในรากเหง้า” ลดแรงดึงดูดของพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างคนเมืองกับคนดอยบนฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่ความเหมารวม

จาก “งานวัฒนธรรม” สู่ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” 6 ยุทธศาสตร์ให้ถึงฝั่งยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวสรุปประเด็นจากเวทีและการพูดคุยรอบงาน กลั่นเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทำให้โล้ชิงช้าเดินหน้าอย่างมีคุณภาพและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม

1) พิทักษ์แก่นพิธี ก่อนโปรโมต

หัวใจคือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และลำดับพิธี ต้องกำหนด เขตถ่ายภาพ–เขตห้ามเข้า คู่ไปกับการบอกเล่าความหมายที่ถูกต้อง ชุมชนเป็นผู้กำกับ (community-led) เพื่อไม่ให้พิธีถูก “ทำให้ดูง่าย” จนหลุดจากบริบทเดิม

2) ยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือน

จุดบริการนักท่องเที่ยวควรมี ป้ายสองภาษา (ไทย–อังกฤษ เพิ่มภาษาจีน/เกาหลีตามตลาดเป้าหมาย) QR Code สำหรับอ่านเรื่องราว–เส้นทางเรียนรู้, เจ้าบ้านอาสา คอยต้อนรับ, และ แพ็กเกจครึ่งวัน/เต็มวัน เชื่อมกิจกรรมเรียนรู้อื่น (ผ้าปักอาข่า, ครัวชนเผ่า, เดินป่าศึกษาพืชวัฒนธรรม)

3) ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

ตั้งระบบ ความปลอดภัยชิงช้า (ตรวจเสา–เชือก–โครงสร้างตามรอบ), ทำ แผนฝนฟ้า–ไฟฟ้า–การแพทย์ฉุกเฉิน, ใช้ แนวคิดงานสีเขียว (Green Event) ลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ตั้งจุดคัดแยกขยะ และจัดการน้ำเสียจากครัวชุมชน

4) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

กำหนด อัตราค่าบริการมาตรฐาน สำหรับไกด์ท้องถิ่น–โชว์วัฒนธรรม–โฮมสเตย์ พร้อม ระบบแบ่งปันรายได้ ที่โปร่งใสระหว่างกลุ่มอาชีพ/กองทุนชุมชน เพื่อให้คนในหมู่บ้าน “รู้สึกได้” ว่าการท่องเที่ยวคุ้มค่าและควรร่วมดูแลต่อ

5) การตลาดบนเรื่องเล่าจริง (Story-driven Marketing)

สร้าง สตอรี่ไลน์ เช่น “กลับบ้านหน้าโล้ชิงช้า”, “เมล็ดกาแฟ–เมล็ดข้าว–เมล็ดรอยยิ้ม” ผลิตคอนเทนต์สั้นที่เล่าผ่านผู้เฒ่า–เยาวชน–แม่ค้า–ช่างฝีมือ แล้วเชื่อมกับ ปฏิทินเที่ยวทั้งปีของเชียงราย ให้ผู้มาเยือนวางแผน “เที่ยวทั้งอำเภอ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูป

6) ข้อมูลและการประเมินผล

หลังจบงาน ควรมี ชุดตัวชี้วัด ที่ชุมชนและท้องถิ่นร่วมกันเก็บ เช่น จำนวนผู้มาเยือน ระยะเวลาพำนัก รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ความพึงพอใจของเจ้าบ้าน–ผู้มาเยือน และตัวชี้วัดพิทักษ์วัฒนธรรม (เช่น จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมพิธี) เพื่อปรับปรุงในปีถัดไป

บทบาทร่วมของรัฐ–ชุมชน–เอกชน

แม้ในพิธีเปิดจะเน้นบทบาทของ อบจ. แต่เบื้องหลังคือ ทีมสามประสาน ที่เดินหน้าไปด้วยกัน

  • ท้องถิ่น (อบต.ศรีค้ำ) ทำหน้าที่ประสานงานชุมชน จัดการจราจร จุดบริการ–จุดปฐมพยาบาล และดูแลความเรียบร้อยโดยเคารพขนบธรรมเนียม
  • ชุมชนอาข่า เป็นเจ้าภาพพิธี ตัดสินใจเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ลำดับพิธี และคัดเลือกตัวแทนเล่าเรื่อง (culture docents) เพื่อให้เสียงของชุมชนเป็นศูนย์กลาง
  • เอกชนท่องเที่ยว–วิสาหกิจชุมชน ร่วมออกแบบแพ็กเกจ รับ–ส่งนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม สนับสนุนอุปกรณ์เสียง–แสงอย่างพอดีไม่รบกวนพิธี

โมเดลนี้ทำให้งานครั้งนี้ ไม่ใช่งาน “ของใครคนหนึ่ง” แต่เป็นสินทรัพย์ร่วมของเมือง – เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม ความร่วมมือก็พร้อมเดินระยะยาว

เชื่อมโยงเครือข่าย จากแม่จันสู่เส้นทางชนเผ่าทั้งจังหวัด

เชียงรายมีเครือข่ายหมู่บ้านชนเผ่าหลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ เมี่ยน ไทลื้อ กะเหรี่ยง ฯลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานวิชาการเคยชี้ชวนให้พัฒนา เส้นทางวัฒนธรรมชนเผ่า” (Ethnic Culture Route) ที่ไม่ใช่การจัดแสดงแบบจำลอง แต่คือการพาผู้มาเยือน เข้าไปเรียนรู้ในพื้นที่จริง ด้วยกติกาที่ชุมชนกำหนดเอง โล้ชิงช้าแม่จันจึงสามารถเป็น จุดตั้งต้น ของเส้นทางดังกล่าว เชื่อมต่อไปยังบ้านสันติคีรี (แม่สลอง) บ้านจะแล บ้านเทอดไทย หรือพื้นที่กาแฟ–ชา–ผ้าปักที่ผู้มาเยือนอยากสัมผัส

หากบูรณาการร่วมกับ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว เมืองจะมี จังหวะท่องเที่ยว” ที่ไหลลื่นตลอดปี – หน้าฝนเที่ยวโล้ชิงช้า หน้าหนาวชมศิลปะ–กาแฟ หน้าร้อนท่องวัฒนธรรมริมโขง – ทำให้สโลแกน “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” มีความหมายมากกว่าแคมเปญประชาสัมพันธ์

ประเด็นที่ต้องระวังความนิยมต้องไม่กลบคุณค่า

เมื่อ Soft Power เริ่มทำงาน ความนิยม (popularization) ย่อมไหลตามมา ความเสี่ยงสำคัญมี 3 ประการที่จังหวัดและชุมชนต้องรับมืออย่างรอบคอบ

  1. การฉวยใช้สัญลักษณ์ – การผลิตสินค้าที่ “เลียนแบบ” ลวดลายอาข่าโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่แบ่งปันประโยชน์ อาจสร้างบาดแผลทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีแนวทาง สิทธิในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ของชุมชนอย่างชัดเจน
  2. ความแออัดและแรงกดดันต่อทรัพยากร – หากจำนวนผู้มาเยือนพุ่งสูงโดยไม่มีระบบจัดการ อาจกระทบทั้งพิธีและวิถีชีวิต ต้องกำหนด เพดานผู้เข้าชม ในบางช่วง และชี้ทางไปยังกิจกรรม–หมู่บ้านอื่นเพื่อกระจายตัว
  3. ภาพจำที่ทำให้ตายตัว (stereotype) – การนำเสนอชนเผ่าควรสะท้อน ชีวิตจริงที่มีหลายมิติ ไม่ใช่โรแมนติไซส์เฉพาะชุดพื้นเมืองหรือการเต้น ต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเล่าเรื่องชีวิตร่วมสมัยของตนเองควบคู่กับพิธีกรรม

การรับมือความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ Soft Power ของเชียงรายแข็งแรง – เป็นพลังที่ ยกชุมชนทั้งยวง ไม่ใช่พลังที่ผลักให้บางคนยืนหน้าเวทีและบางคนถอยไปเป็นเพียงฉากหลัง

เส้นชัยที่ชื่อว่า “ยั่งยืน” สิ่งที่เชียงรายพิสูจน์ให้เห็น

ภาพรวมของงานปี 2568 สะท้อน 3 หลักคิดที่ชัดเจน

  • เคารพรากเหง้า – ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
  • ทำให้เข้าถึงง่าย – ใช้ภาษา/สื่อ/แพ็กเกจที่ผู้มาเยือนเข้าใจได้โดยไม่ทำลายพิธี
  • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก – รายได้กระจายถึงครัวเรือนและกองทุนชุมชนอย่างเป็นธรรม

ทั้งหมดคือองค์ประกอบของ ความยั่งยืน ที่ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในลานโล้ชิงช้าแม่จัน เชียงรายจึงไม่ได้เพียง “จัดงาน” แต่กำลัง ออกแบบระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่คนในและคนนอกเดินไปด้วยกันได้

เมื่อชิงช้าแกว่ง – เศรษฐกิจชุมชนและหัวใจเมืองก็แกว่งตาม

เสาชิงช้าสูงตระหง่านกลางลานคือสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกครั้งที่มันแกว่ง คนดูยิ้ม เด็กหัวเราะ ผู้อาวุโสยืนมองอย่างปลื้มใจ นี่คือภาพของ ความหวัง ที่เคลื่อนไหวได้ – ความหวังว่าประเพณีบรรพชนจะไม่เลือนหาย ความหวังว่าลูกหลานจะภูมิใจในรากของตนเอง ความหวังว่าผู้มาเยือนจะพกเรื่องเล่าดีๆ กลับบ้าน และแน่นอน ความหวังว่ารายได้จะหมุนเวียนในหมู่บ้านอย่างเป็นธรรม

เชียงรายกำลังบอกประเทศทั้งประเทศว่า Soft Power ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีใหญ่หรือจอใหญ่ แต่อยู่ในลานดินกลางหมู่บ้าน อยู่ในมือของผู้เฒ่าที่ส่งไม้ต่อให้เด็ก อยู่ในรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่ได้เรียนรู้บางอย่างใหม่ๆ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมแผ่นดิน เมื่อ วัฒนธรรมได้รับความเคารพ—เศรษฐกิจจะเติบโต และเมื่อ เศรษฐกิจเติบโต—ชุมชนจะเข้มแข็ง โล้ชิงช้าแม่จันจึงไม่ใช่เพียงประเพณี หากเป็น โมเดลการพัฒนา ที่แกว่งไปข้างหน้าอย่างสมดุล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (กระทรวงวัฒนธรรม)
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ศิลปะเพื่อแผ่นดิน” เชียงราย พู่กันและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจ

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เชียงราย เมื่อพู่กันสีและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจให้ผู้พิทักษ์อธิปไตย

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – บ่ายวันเสาร์ที่แสงเหนือดอยสะท้อนกระจกใสของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พื้นที่ชั้นโถงกลางถูกเปลี่ยนเป็นแกลเลอรีชั่วคราว ผู้คนหลากวัยทยอยยืนล้อมกรอบภาพที่สะท้อน “ชีวิตทหาร” ในมุมที่ไม่ค่อยถูกเล่า—สีสันของเหงื่อ, ความอ่อนโยนของการโอบเด็กชายแดน, ประกายตาของคนเฝ้าดินแดนยามค่ำคืน งานที่มีชื่อว่า ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) เป็นประธานเปิดงาน ขนานไปกับเสียงปรบมือยาวของชาวเชียงราย นักท่องเที่ยว และคณะศิลปินที่มารวมตัวกันแน่นขนัด

ภาพในพิธีเปิดชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงศิลปะเชียงรายก้าวขึ้นเวที—อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ริเริ่มแนวคิดและพลังใจให้เกิดกิจกรรม, อาจารย์นคร พงษ์น้อย, อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการระดมเครือข่ายศิลปินทั่วประเทศ พร้อมตัวแทนหน่วยงานรัฐ–เอกชน โดยเฉพาะ นายสายัญห์ นักบุญ ผู้อำนวยการเซ็นทรัล เชียงราย ผู้สนับสนุนพื้นที่จัดแสดงให้ศิลปะ “ออกมาหาผู้คน” มากกว่าจะรอให้ผู้คน “เดินเข้าหาศิลปะ” นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่เชื่อม พลังนุ่ม” ของศิลปะ เข้ากับ ภารกิจเข้ม” ของการพิทักษ์ชายแดน อย่างงดงาม

ศิลปะในฐานะ “พลังใจสาธารณะ” เหตุผลและเป้าหมายของงาน

บนเวทีเปิดงาน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดอย่างตรงไปตรงมา “กิจกรรมศิลปะเพื่อแผ่นดินจัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ” พร้อมย้ำความสำคัญของการยกย่องบทบาทศิลปินเชียงราย ซึ่งมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ด้วยภาษาแห่งความงาม

หัวใจของงาน จึงไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่คือการ ส่งต่อกำลังใจ จากพลเมืองสู่ทหารกล้าที่ยืนอยู่ด่านหน้า สื่อสารด้วยภาพที่มีทั้งแววตา ความหวัง และความอ่อนโยน—ภาพทหารในชุดสนามที่ห่มแสงเย็นของป่าชายแดน ภาพมือที่ยื่นขนมให้เด็กน้อยโรงเรียนตะเข็บแดน ภาพธงชาติที่พริ้วไหวคู่ภูมิประเทศขรุขระ เพื่อนิยาม “อธิปไตย” ให้จับต้องได้และเดินทางสู่ใจผู้ชม

งานครั้งนี้ยังสะท้อน “โมเดลการมีส่วนร่วมแบบเชียงราย” จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีชุมชนศิลปินเข้มแข็ง—จากวัดร่องขุนสู่ขัวศิลปะ จนถึงสตูดิโอเล็กๆ ในชุมชน ซึ่งต่างหลอมรวมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็น Soft Power ที่มีรากในท้องถิ่น และนำมาสนับสนุนภารกิจของรัฐด้านความมั่นคงในภาคประชาชนได้อย่างพอดี

เชียงราย เมืองศิลปิน” พบ “เมืองชายแดน” เมื่อสองภูมิทัศน์มาเจอกัน

เชียงราย มีเอกลักษณ์ของเมืองศิลปะและเมืองชายแดนอยู่ในตัว—เมืองศิลปะ ด้วยคลื่นผลงานร่วมสมัยที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และ เมืองชายแดน ด้วยภูมิศาสตร์เชื่อมลุ่มน้ำโขง–สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งการดูแลความสงบเรียบร้อยคือพันธกิจประจำวันของทหารและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ความงดงามของงานครั้งนี้อยู่ที่ การทำให้สองภูมิทัศน์มา “พยุงกัน” ไม่ใช่เดินคนละทาง

บนผนังแกลเลอรีชั่วคราว ภาพชุด “ทหาร–ประชาชน–ชุมชน” กำลังเล่าเรื่องว่า ความมั่นคงไม่ใช่เพียงรั้วลวดหนามหรือป้อมยาม แต่คือ ความไว้วางใจ ที่หล่อเลี้ยงกันได้ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์และการสื่อสารที่ทำให้คนตัวเล็กๆ รู้สึกว่า “บ้านมีคนดูแล” ขณะเดียวกันศิลปินเองก็ได้ย้ำว่า “ศิลปะไม่ได้มีไว้เพียงประดับเมือง แต่มีไว้ ประคองใจเมือง” ประโยคนี้กลายเป็นคำอธิบายสั้นๆ ของความหมายทั้งงาน

เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนร่วมประเด็นเด่นและประเด็นรอง

  • พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ระบุว่า งานนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และหวังให้กำลังพลรับรู้ว่าคนเมืองยืนอยู่ข้างเขา “กองทัพบกธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแผ่นดินไทย และเราต้องการให้ทุกคนเห็นภารกิจนั้นผ่านสายตาศิลปิน”
  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เน้นว่า ศิลปินเชียงรายมีหน้าที่ต่อสังคมไม่แพ้หน้าที่ต่อศิลปะ “ศิลปะต้องออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน จุดประกายความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดิน และช่วยเยียวยาความแตกต่างให้กลับมาปรองดอง”
  • อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ในนามสมาคมขัวศิลปะ อธิบายบทบาทเครือข่าย “เราระดมผลงานจากศิลปินหลายรุ่น–หลายแนวทาง เพื่อให้เห็นว่าความต่างอยู่ร่วมกันได้บนเป้าหมายเดียวคือ กำลังใจให้ชายแดน
  • นายสายัญห์ นักบุญ ผู้แทนภาคเอกชน ระบุเหตุผลของการเปิดพื้นที่สาธารณะกลางศูนย์การค้า “เพราะอยากให้คนทั่วไป—โดยเฉพาะเด็กและนักท่องเที่ยว—เข้าถึงศิลปะได้ง่าย พร้อมรับรู้งานของทหารที่พวกเขาอาจไม่เคยเห็นใกล้ๆ”

ประเด็นเด่น คือการใช้พื้นที่สาธารณะให้ศิลปะเข้าถึงมวลชน ก่อให้เกิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับจุลภาค” ทันที: ผู้ชมเดินทางมาเพิ่มขึ้น ร้านค้า–คาเฟ่ท้องถิ่นได้ลูกค้าเพิ่ม และเมล็ดพันธุ์แห่งความภูมิใจในท้องถิ่นถูกหว่านในใจเยาวชน ส่วน ประเด็นรอง ที่ผู้ร่วมงานสนทนากันคือความต่อเนื่อง—ทำอย่างไรให้แรงกระเพื่อมไม่หยุดที่พิธีเปิด แต่ต่อยอดเป็นกิจกรรมหมุนเวียนตลอดปี และขยายผลไปยังโรงเรียน–ชุมชนชายแดนที่ต้องการ “พื้นที่ศิลปะ” เท่าๆ กับ “สนามกีฬา”

โครงสร้างงาน จากภาพบนผนังสู่บทสนทนากลางเมือง

แม้ผู้จัดจะไม่ได้ตั้งกรอบตายตัว แต่เมื่อเดินชมโดยรอบจะเห็นแนวคิด 3 ชั้นที่ซ่อนอยู่ในผลงานและการจัดแสดง

  1. ชั้นของหน้าที่ – ภาพทหารในชุดสนาม, ภาพลาดตระเวน, ภาพช่วยเหลือชุมชน ภาพเหล่านี้ลดช่องว่างระหว่าง “เครื่องแบบ” กับ “ประชาชน” ให้เหลือเพียงความเป็นมนุษย์
  2. ชั้นของความทรงจำ – สีสันที่ร้อน–เย็นสลับกันเหมือนภูมิอากาศชายแดน ถ่ายทอดความรู้สึกของ “คืนที่ยาวนาน” และ “เช้าที่ทุกคนรอ” ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ชมพกกลับบ้านได้
  3. ชั้นของการเชื่อมโยง – การจัดแสดงใจกลางเมืองและการเปิดกว้างให้ถ่ายภาพ–แบ่งปันบนสื่อสังคม สร้างบทสนทนาใหม่ในวงกว้างว่า “กำลังใจต่อชายแดน” ไม่ใช่หน้าที่ของทหารหรือรัฐเท่านั้น แต่คือ หน้าที่พลเมืองร่วมกัน

น้ำหนักเชิงนโยบายท้องถิ่น ทำไมงานนี้ “สำคัญกว่าโชว์”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่ “ศิลปินมากที่สุด” ตามคำที่คนในวงการศิลปะมักพูดถึงกัน บวกกับสถานะจังหวัดชายแดน การผสานสองคุณลักษณะนี้จึงเป็น นโยบายเชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้—ศิลปะไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้เมือง แต่ช่วยยกระดับ ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง (Sense of Belonging) ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับความสงบเรียบร้อยของสังคม

หากมองในเชิง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานลักษณะนี้ยังเป็น “แพลตฟอร์มฝึกงาน” สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การสื่อสารกับผู้ชมที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ–เอกชน ทั้งหมดนี้ช่วยต่อสายใยอาชีพ และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนศิลปินต่อเนื่อง

บทเรียนจากวันเปิดงานสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้คนดู “อยู่ต่อ” และ “บอกต่อ”

ในยุคที่ผู้ชมตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที งานที่ตั้งใจ “ให้กำลังใจชายแดน” จึงต้องใส่ใจรายละเอียดระดับไมโครเพื่อให้ ประสบการณ์โดยรวม สมบูรณ์—ป้ายสองภาษา, เสียงประกอบที่ไม่รบกวน, มุมให้เด็กนั่งระบายสี, QR สำหรับอ่านเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน, ช่องทางร่วมเขียน “จดหมายถึงทหาร” แล้วส่งถึงหน่วยชายแดน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ชม ใช้เวลาเพิ่มขึ้น (อยู่ต่อ) และ อยากแชร์ (บอกต่อ) ซึ่งคือ “ตัวคูณกำลังใจ” ให้เดินทางจากกลางห้างสรรพสินค้าไปสู่แนวชายแดนได้จริง

ขยายความหมายของ “กำลังใจ” ให้กว้างกว่าพื้นที่จัดงาน

แม้งานครั้งนี้จะสร้างแรงสะเทือนได้ชัดเจน แต่คำถามต่อไปคือ ความยั่งยืน ผู้มีส่วนร่วมหลายฝ่ายจับมือกันหยิบยกแนวคิดที่ทำได้ทันที เช่น

  • นิทรรศการสัญจร นำบางส่วนของผลงานไปจัดที่โรงเรียนแนวชายแดน–สถานีรถไฟเชียงราย–สนามบิน เพื่อให้ “พลเมือง–นักเดินทาง” ได้เห็นเรื่องราวเดียวกัน
  • เวิร์กช็อปศิลปะกับเยาวชนชายแดน ให้ศิลปินสลับผลัดไปสอนศิลปะขั้นพื้นฐาน และเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ถ่ายทอดภาพบ้านเกิดในมุมของตนเอง
  • คลังภาพสาธารณะ (Open Gallery Online) สแกนผลงานเป็นดิจิทัลพร้อมคำบอกเล่าจากศิลปิน ให้สื่อ–ครู–นักเรียนเข้าถึงได้โดยไม่ติดผนังห้าง
  • จดหมายถึงชายแดน ต่อเนื่องเป็นกิจกรรมประจำเดือน รวบรวมคำให้กำลังใจไปถึงหน่วยปฏิบัติการจริง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็น พันธกิจร่วม” ที่ทำให้คำว่า “เพื่อแผ่นดิน” จากชื่อกิจกรรมลงหลักปักฐานในชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อสีพู่กันแต้มบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ภาพสุดท้ายก่อนปิดงานวันแรก คือวงกลมเล็กๆ ของนักท่องเที่ยวที่หยุดยืนหน้าภาพทหารกางเสื้อคลุมให้เด็กชายที่ตัวสั่นเพราะสายลมหนาว ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ก่อนมีใครสักคนกระซิบว่า “สวย…และอบอุ่น” นี่แหละคือ ภาษากลาง ของศิลปะ—ไม่ดัง ไม่ดุ แต่กระทบใจลึก

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการ หากเป็น เครื่องเตือนใจร่วมกัน ว่า ในดินแดนที่ชื่อว่าไทย ยังมีผู้คนสวมเครื่องแบบยืนเฝ้าแนวชายแดน และยังมีพลเมือง—ศิลปิน–นักธุรกิจ–ประชาชน—คอยส่งกำลังใจไปให้ พู่กันหนึ่งด้ามอาจหยุดกระสุนไม่ได้ แต่สามารถ เยียวยาหัวใจ ที่ต้องยืนรับแรงสั่นสะเทือนของหน้าที่ได้อย่างงดงาม และเมื่อหัวใจเข้มแข็ง เมืองก็เข้มแข็ง—นี่คือความหมายที่เชียงรายส่งออกไปสู่ประเทศทั้งประเทศในวันนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) 
  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวต่างชาติสิงหาคม “ชะลอแรง” เชียงรายรับโจทย์ใหญ่ช่วงไฮซีซัน

นักท่องเที่ยวต่างชาติสิงหาคม “ชะลอแรง” เหลือ 2.58 ล้านคน รายได้ 1.19 แสนล้าน ลดสองหลัก—ถอดบทเรียนทั้งประเทศและโจทย์ใหญ่สำหรับเชียงรายรับไฮซีซัน

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – เช้าตรู่ปลายฤดูฝนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เครื่องบินเที่ยวแรกแตะรันเวย์พร้อมผู้โดยสารต่างชาติกลุ่มเล็กๆ ที่ยิ้มให้หมอกขาวเหนือดอยตุง—ภาพเรียบง่ายที่สะท้อนความจริงอันซับซ้อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในเดือนสิงหาคม: นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ยังมา” แต่ “มาน้อยลง” ข้อมูลทางการยืนยันว่า 1–31 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.58 ล้านคน ลดลง 12.81% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 119,000 ล้านบาท ลดลง 13.40% สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงมหภาค แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ปลายเปิดให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติอย่าง เชียงราย ต้องวางหมากรับไฮซีซันทันที

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ เอเชียยังนำ, ยุโรปหนุน, อเมริกา–แอฟริกายังเล็ก

แผนที่แหล่งตลาดเดือนสิงหาคมสะท้อนทิศทางที่คุ้นเคยแต่เปราะบาง:

  • เอเชียและแปซิฟิก ครองสัดส่วนสูงสุด 72.77%
  • ยุโรป 19.17%
  • ตะวันออกกลาง 4.18%
  • อเมริกา 3.23%
  • แอฟริกา 0.65%

ความหมายเชิงนโยบายคือ ไทยยังพึ่งพาตลาดระยะใกล้เป็นหลัก ซึ่งตอบสนองไวต่อปัจจัย “ต้นทุน–ความสะดวก–ความเชื่อมั่น” (ค่าโดยสาร เที่ยวบินตรง มาตรการอำนวยความสะดวก และภาพลักษณ์ความปลอดภัย) หากหนึ่งในตัวแปรสะดุด ยอดทั้งระบบสะเทือนทันที ดังเช่นเดือนสิงหาคมที่ตัวเลขภาพรวมถดถอยสองหลัก

5 ชาติหลักยังขับเคลื่อนตลาด—จีนและมาเลเซียยืนหนึ่ง แต่พฤติกรรมเปลี่ยน

รายการ 5 ประเทศที่เดินทางเข้าไทยมากสุด เดือนสิงหาคม ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น (ตามลำดับ) พร้อมเม็ดเงินจับจ่ายที่ยังทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

  • จีน 409,691 คน รายได้ 22,723 ล้านบาท
  • มาเลเซีย 391,777 คน รายได้ 7,742 ล้านบาท
  • อินเดีย 190,604 คน รายได้ 7,368 ล้านบาท
  • เกาหลีใต้ 133,995 คน รายได้ 5,449 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 128,178 คน รายได้ 5,642 ล้านบาท

ตัวเลขยืนยันภาพ “ตลาดยังมา แต่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น” สะท้อนจากรายได้รวมประเทศที่ลดลงมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว (หดตัว 13.40% เทียบกับ 12.81%) แปลว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว/ทริปลดลงหรือโครงสร้างนักท่องเที่ยวเอียงไปสู่กลุ่มระยะสั้น–คุ้มค่า (value-seeking) มากขึ้น

 “เหตุชะลอ” ในมุมโครงสร้าง

  1. ความสามารถในการบิน (Air Capacity) – เที่ยวบินตรงยังกลับมาไม่เต็มที่ในหลายเส้นทางรอง ทำให้ค่าโดยสารสูงกว่าช่วงก่อนโควิด นักท่องเที่ยวระดับกลาง–ล่างชะลอการตัดสินใจ
  2. อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจประเทศต้นทาง – ตลาดเอเชียบางแห่งเผชิญกำลังซื้อหดตัว ผู้เดินทางเน้นโปรโมชั่นและฤดูกาลพีคที่แน่นอน
  3. การแข่งขันภูมิภาค – ประเทศเพื่อนบ้านเร่งนโยบายวีซ่า–เที่ยวบิน–แคมเปญราคาดึงดูดกลุ่มเดียวกัน ส่งผลให้นักเดินทางกระจายจุดหมาย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพไทยลดลง หากแต่ “สูตรเดิม” ไม่พอในปีที่ผู้บริโภคชั่งน้ำหนัก “ความคุ้มค่า + ความสะดวก + ความปลอดภัย + ความต่าง” มากกว่าที่เคย

เชื่อมโยงสู่เชียงราย เมืองปลายทางภาคเหนือที่มีทั้ง “ข้อได้เปรียบ” และ “ช่องโหว่”

ข้อได้เปรียบ

  • ภูมิทัศน์และฤดูกาลเด่น—หมอกหนาว งานไม้ดอก เดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ คือทราฟฟิกหลัก
  • อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม—วัดร่องขุน, วัดร่องเสือเต้น, บ้านดำ, ชุมชนชาติพันธุ์, วิถีชา–กาแฟดอย
  • ทำเล สามเหลี่ยมทองคำ–เชียงแสน เชื่อมลาว–เมียนมา เสริมประสบการณ์ลุ่มน้ำโขง

ช่องโหว่ที่ต้องอุด

  • เที่ยวบินตรงจากตลาดหลักยังจำกัด (จีน/เกาหลี/ญี่ปุ่น) ทำให้พึ่ง “บินต่อเชียงใหม่” ซึ่งเพิ่มเวลาและต้นทุน
  • โครงสร้างบริการรายย่อยยังไม่สม่ำเสมอ—ภาษา, การชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน, ป้ายสื่อสารหลายภาษา, ห้องน้ำ–ความสะอาดมาตรฐานสากล
  • ไนท์อีโคโนมีและกิจกรรมช่วงเย็นยังมีช่องว่าง เมื่อเทียบเมืองท่องเที่ยวหลัก

บทสรุปเชิงกลยุทธ์ คือ เชียงรายต้อง “บีบความได้เปรียบให้สุด และลดแรงเสียดทานเล็กๆ ให้หายไป” เพื่อเปลี่ยนผู้โดยสารต่อเครื่อง/ทัวร์ข้ามจังหวัด ให้กลายเป็น “พักเชียงรายเพิ่ม 1 คืน” ให้ได้มากที่สุดในไฮซีซัน

จากตัวเลขระดับชาติ สู่ “แผนเล่นจริง” ของเชียงราย โฟกัส 5 ตลาดตามโครงสร้างเดือนสิงหา

1) จีน – ฐานใหญ่ที่ต้องชนะ ด้วยความสะดวก+ความเชื่อมั่น

  • สินค้า: แพ็กเกจ “หิมะแรกเหนือเมฆ”/“ชา–กาแฟ–ศิลปะใน 48 ชั่วโมง”, จุดถ่ายรูปและคาเฟ่โทนอบอุ่น, ประสบการณ์ชุมชนปลอดโรแมนซ์สแกม–ปลอดทัวร์บังคับซื้อ
  • บริการ: ป้าย–เมนูจีน, ไกด์จีน, รองรับ Alipay/WeChat Pay และ QR ข้ามแดน (ผ่านธนาคารไทย), ระบบขอคืนภาษีและชิปป์สินค้าถึงบ้าน
  • การสื่อสาร: ใช้โซเชียลจีน (WeChat/RED/Weibo) อินฟลูเอนเซอร์ “ทริปสั้นคุ้มค่า” เน้นเดินทางคู่เชียงใหม่หรือบินเข้าเชียงราย–ออกเชียงใหม่

2) มาเลเซีย – กลุ่มครอบครัว–เพื่อน เน้น “ความคุ้มค่าและฮาลาล”

  • สินค้า: เส้นทาง ฮาลาล–มุสลิม–โรดทริปเหนือ ร้านอาหารฮาลาล, มัสยิด, พื้นที่ละหมาดในแหล่งท่องเที่ยว
  • บริการ: ภาษา มาเลย์/อังกฤษ, ระบบจ่าย e-wallet ที่ชาวมาเลย์คุ้นเคย, โปรโมชั่น Long weekend ผูกกับสายการบินโลว์คอสต์
  • การสื่อสาร: คอนเทนต์ “หนาวใกล้–งบคุมได้” จุดขายวิวดอย–ชา–กาแฟ–ไนท์มาร์เก็ต

3) อินเดีย – กลุ่มรุ่นใหม่–ครอบครัว เน้น “ประสบการณ์และอาหาร”

  • สินค้า: เซ็ต Vegetarian/Jain-friendly, คาเฟ่วิวสวย–กิจกรรมถ่ายภาพ–แฟชั่น, โปรแกรมโรแมนติก/พรีเวดดิ้ง
  • บริการ: ภาษาอังกฤษคล่อง, ช่องทางชำระเงินสะดวก (UPI ยังไม่แพร่ในไทย—ใช้บัตร/QR), ทีมซัพพอร์ตเหตุฉุกเฉิน
  • การสื่อสาร: รีล–คลิปสั้น “อากาศเย็น–วิวอลัง–ถ่ายรูปสวยทุกมุม” บน Instagram/YouTube/Shorts

4) เกาหลีใต้ – ไลฟ์สไตล์–ธรรมชาติ–คาเฟ่

  • สินค้า: เส้นทาง Hygge in Chiang Rai คาเฟ่นั่งยาว–เส้นทางวิ่ง/ปั่น–ออนเซ็น/สปา–โฮมสเตย์อบอุ่น
  • บริการ: ป้าย–เมนูเกาหลี, พนักงานรู้วัฒนธรรมเกาหลี (เวลาอาหาร, รสชาติ, การเซอร์วิส)
  • การสื่อสาร: ใช้ Naver/Instagram, ภาพนิ่งโทนอบอุ่น–มินิมอล

5) ญี่ปุ่น – ความเรียบร้อย–มาตรฐาน–ความหมาย

  • สินค้า: ทัวร์เชิงวัฒนธรรมเล็กๆ คุณภาพสูง, ชิมชา–เซรามิก–งานฝีมือทำเองได้, เส้นทาง “เงียบ–สงบ”
  • บริการ: ความตรงเวลา–ความสะอาด–เสียงเบาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, พนักงานกล่าวทักภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน
  • การสื่อสาร: รีวิวละเอียด, คู่มือภาษา/มารยาทในวัด–ชุมชน

10 มาตรการ “ทำได้ทันที” เพื่อการประทับใจในปีที่แรงซื้อหดตัว

  1. ป้ายหลายภาษา + QR คู่มือเมือง (ไทย–อังกฤษ–จีน–เกาหลี–ญี่ปุ่น) รวมแผนที่–เวลาเปิด–เลขฉุกเฉิน
  2. ยกระดับห้องน้ำสาธารณะ ตามมาตรฐาน TAT Hygienic Restroom ในทุกจุดท่องเที่ยวหลักและสถานีรถ–ท่าเรือ
  3. Payment Friendly – รับบัตร–QR ข้ามแดน (PromptPay Cross-Border, Alipay/WeChat Pay) พร้อมป้ายราคาชัดทุกเมนู
  4. Tourist Help Desk ฤดูกาลพีค – จุดช่วยเหลือ 2 ภาษาในไนท์บาซาร์/ท่าเรือเชียงแสน/วัดร่องขุน ช่วยแปล–ร้องเรียน–ตามของหาย
  5. Night Economy แบบครอบครัว – โซนดนตรีเบา–ศิลปินพื้นบ้าน–เวิร์กช็อปช่างฝีมือ เพิ่มกิจกรรมหลัง 18.00 น. ให้ “มีเหตุผลค้างเพิ่ม 1 คืน”
  6. Green Rules ชัดเจน – แนวทางท่องเที่ยวรับผิดชอบ (แยกขยะ–ลดพลาสติก–ไม่ไล่จับสัตว์–เคารพวิถีชุมชน) พร้อมการสื่อสารหลายภาษา
  7. ขนส่งเชื่อมจุดเด่น – รถชัทเทิลไลน์ “สนามบิน–เมือง–วัดร่องขุน–บ้านดำ–ไร่ชา–ไนท์มาร์เก็ต” รัดกุมต่อเวลา
  8. มาตรฐานความปลอดภัยกิจกรรม – ตรวจอุปกรณ์/ใบอนุญาตเรือ–รถ–แอดเวนเจอร์ขึ้นทะเบียน โปร่งใส
  9. ดาต้าเรียลไทม์ – เก็บ Occupancy–Visitor Flow ช่วงพีค เพื่อจัดระเบียบคิว–เปิด–ปิดทางเข้าอย่างยืดหยุ่น
  10. โปรแกรมฝึกพนักงาน 20 ชั่วโมง – ภาษา/มารยาทข้ามวัฒนธรรม/การจัดการข้อร้องเรียน เร่งร่วมกับสถาบันในพื้นที่

 “ให้เขารู้สึกว่าอยู่บ้านเดียวกัน”

ในปีที่นักท่องเที่ยว “เลือกมาก” เมืองที่ชนะไม่ใช่เมืองที่มีสถานที่สวยสุดเสมอไป แต่คือเมืองที่ ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเป็นคนในพื้นที่ชั่วคราว สำหรับเชียงราย นี่คือเสน่ห์ที่มีอยู่แล้ว—โฮมสเตย์ชุมชนชาวเขา ชา–กาแฟที่เจ้าของไร่ชงเอง งานศิลป์ร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากคนในท้องถิ่น—เพียงต้องเล่าเรื่องให้ถูกตลาดและเพิ่มความสะดวกให้ไร้รอยต่อ

ลองจินตนาการ “ทริป 48 ชั่วโมง” สำหรับคู่รักจีนหรือครอบครัวมาเลเซีย: ลงเครื่องเช้า–รับชัทเทิลไปคาเฟ่ไร่ชา–บ่ายเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลป์ร่วมสมัย–เย็นเดินไนท์มาร์เก็ตฮาลาลเฟรนด์ลี่–เช้าวันถัดไปทำเวิร์กช็อปย้อมผ้าชุมชน–บ่ายล่องเรือโขง–ค่ำชมแสงเมืองเก่าเชียงแสน แล้วระบบจ่ายเงิน–การสื่อสาร–ความปลอดภัย ลื่นไหลไร้สะดุด พวกเขาจะบอกต่อโดยไม่ต้องขอ

มุมเศรษฐกิจท้องถิ่น “เม็ดเงินน้อยลง ต้องกระจายในเมืองให้ได้นานขึ้น”

เมื่อค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวมีแนวโน้มลดลง กลยุทธ์ของเชียงรายควรย้ายจาก “ไล่ล่าปริมาณ” สู่ “ขยายเวลาพัก + เพิ่มกิจกรรมสร้างมูลค่า”:

  • จาก 1–2 คืนเป็น 2–3 คืน ผ่าน Night Economy, เวิร์กช็อปทำจริง, ทริปชายแดน
  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ชุมชน เช่น แพ็กเกจ ชา–กาแฟ–เซรามิก–สิ่งทอ ที่นักท่องเที่ยว “ลงมือทำและซื้อกลับ”
  • ใช้ บัตรเมือง (City Pass) รวมรถ–ค่าเข้า–คูปองร้านท้องถิ่น เพื่อทั้งเพิ่มความคุ้มค่าและกระจายเม็ดเงิน

การสื่อสารเชิงความเชื่อมั่น ความปลอดภัย–ความเป็นระเบียบคือสินค้าที่ขายได้

ในยุคที่โลกโซเชียลตัดสินใจเร็วกว่าป้ายบอกทาง เมืองต้องขาย “ความสบายใจ” ไปพร้อมกับวิวสวย:

  • ช่องทางทางการสองภาษา (Facebook/Line/WeChat/Naver) รายงานสภาพอากาศ–คุณภาพอากาศ–ถนน–งานเทศกาล แบบวันต่อวัน
  • ระบบรับแจ้งเหตุ–ของหาย One Touch ผ่าน QR เดียว แล้วกระจายไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสื่อสาร มารยาทในวัด–หมู่บ้าน ให้เข้าใจง่าย (เช่น แต่งกาย/ระดับเสียง/ถ่ายภาพ) ลดความขัดแย้งเล็กๆ ที่ทำลายประสบการณ์

ไฮซีซันใกล้เข้ามา เชียงรายควร “จัดทัพ 90 วัน”

30 วันแรก – เก็บกวาดพื้นฐาน: ห้องน้ำ–ป้าย–ซ่อมไฟ–ตรวจความปลอดภัยกิจกรรม, อบรมหน้าบ้าน (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไกด์)
60 วันถัดมา – เปิดชัทเทิลรูท, ทดลอง Night Economy ทุกสุดสัปดาห์, เปิด Help Desk สองภาษา, เปิด City Pass รุ่นทดลอง
90 วัน – ลุยแคมเปญตลาดเป้าหมาย 5 ประเทศผ่านอินฟลูเอนเซอร์/เอเจนซี, เสนอแพ็กเกจ “เชียงใหม่–เชียงราย 4 วัน 3 คืน” เน้นภาพลักษณ์ “ภาคเหนือสะอาด–สงบ–ปลอดภัย–ชำระเงินง่าย”

ประเด็นนโยบายที่ควรหารือร่วมจังหวัด

  1. อำนวยความสะดวกเที่ยวบินตรงฤดูกาลหนาว จากเมืองรองในจีน–เกาหลี–ญี่ปุ่น พร้อมกำกับคุณภาพทัวร์
  2. มาตรฐานโฮมสเตย์–แอดเวนเจอร์ ระดับจังหวัดเดียวกัน ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ
  3. ข้อมูลท่องเที่ยวแบบเปิด (Open Data) ให้ผู้ประกอบการเข้าถึง เพื่อวางแผนราคา–บุคลากรอย่างมีข้อมูล
  4. สิ่งแวดล้อมเป็นวาระท่องเที่ยว – จัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยว/เส้นทางยอดนิยม พร้อมมาตรการชัดเจนช่วงเทศกาล

ตัวเลขประเทศ “เตือนให้เข้ม” แต่ไม่ใช่เหตุให้ถอย

2.58 ล้านคนและรายได้ 1.19 แสนล้านบาทในสิงหาคมที่หดตัวสองหลัก เป็นสัญญาณเตือนว่า “การแข่งขันท่องเที่ยวปี 2568 ดุเดือด” เมืองที่ไปต่อได้ต้องอ่านเกมไว ปรับสินค้า–บริการให้เข้ากับความคาดหวังนักเดินทางยุคใหม่ และสร้างความสะดวก–สบายใจแบบไร้รอยต่อ

สำหรับ เชียงราย เมืองที่มีทั้งภูมิทัศน์งดงาม วัฒนธรรมเข้ม และเส้นเลือดใหญ่ชายแดน—หากทำการบ้านตามขั้นตอน (พื้นฐานแน่น/สินค้าแตกต่าง/จ่ายเงินง่าย/สื่อสารสองภาษา/ปลอดภัยรู้สึกดี) โอกาสพลิก “ผู้โดยสารต่อเครื่อง” ให้กลายเป็น “ผู้พัก 2–3 คืน” อยู่ไม่ไกล และเมื่อเขากลับบ้านพร้อมคำว่า “รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน” เม็ดเงินที่หายไปย่อมมีทางกลับมา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (มท.): อินโฟกราฟิก “Tourism Situation in August 2025 – Inbound August” และสรุปสถานการณ์ท่องเที่ยว (ข้อมูล ณ 7 กันยายน 2568) ใช้ประกอบตัวเลขสำคัญ ได้แก่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.58 ล้านคน (-12.81% YoY), รายได้ 1.19 แสนล้านบาท (-13.40% YoY), สัดส่วนภูมิภาค และ 5 ประเทศแหล่งตลาดหลักพร้อมรายได้.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News