Categories
ENTERTAINMENT

​ช่อง 3 เดินหน้าซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านละคร “หมอหลวง”

​ช่อง 3 เดินหน้าซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านละคร “หมอหลวง”

Facebook
Twitter
Email
Print

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  จัดงานเสวนา “ส่งเสริมอำนาจละมุน Soft Power ผ่านละครไทย หมอหลวง โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในงานเสวนา และมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ผู้บริหาร ผู้กำกับ ผู้จัดละคร ตัวแทนนักแสดง แขกผู้เกียรติ เครือข่ายทางวัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วม ทั้งนี้เสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมออกสู่ระดับสากล เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่ปลุกกระแสสำคัญคืออุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ทั้งละครโทรทัศน์ ซีรีส์ ภาพยนตร์ ฯลฯ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างความสำเร็จในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ให้กับประเทศไทย โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ละครหมอหลวงออกอากาศในช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ช่อง 33 และ ทางแอปพลิเคชัน CH3Plus ผลิตโดยบริษัท โซนิกซ์ บูม 2013 โดย ชุดาภา จันทเขตต์ และ ปิยะ เศวตพิกุล ละครหมอหลวงนับเป็นหนึ่งในซอฟท์พาวเวอร์ที่ทรงพลังของยุคปัจจุบัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างสรรค์ผลงานละครโดยบูรณาการภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว จนทำให้เกิดปรากฏการณ์และเป็นกระแสความสนใจอย่างล้นหลาม 
ไม่ว่าจะเป็นเรตติ้งความนิยม การตอบรับอย่างถล่มทลายในทุกครั้งที่จัดกิจกรรม  และละครหมอหลวงยังมีการจำหน่ายลิขสิทธิ์เพื่อไปออกอากาศต่อยังแพลตฟอร์มของต่างประเทศ โดยละครหมอหลวงสามารถผลักดันเรื่องสมุนไพร อาหารไทยที่เป็นประโยชน์ และแพทย์แผนไทย ให้เป็นที่สนใจในวงกว้างของผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เล็งเห็นว่า “หมอหลวง” ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการใช้สื่อบันเทิงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันซอฟต์พาวเวอร์จากสื่อบันเทิง ให้เป็นที่แพร่หลาย ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการถอดบทเรียนจากละครหมอหลวง ที่จะเป็นแนวทางในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงและคอนเทนต์ของไทยต่อไปในอนาคต และแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินงานส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์อย่างเป็นรูปธรรม 

โดยมีประเด็นการเสวนาเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมสื่อบันเทิงอย่างละครและภาพยนตร์สู่สากล ทั้งจากกระทรวงวัฒนธรรมและตัวแทนผู้ประกอบการ เบื้องหลังและความสำเร็จในการพัฒนาละครที่สอดแทรกความรู้ด้านแพทย์แผนไทย โดยทีมผู้ผลิตละครหมอหลวง โดยมี นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เข้าเสวนาเสวนาร่วมกับตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม ผู้จัด ผู้กำกับ และนักแสดงจากละครหมอหลวง โดยมี เซน เมจกา สุพิชญางกูร เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ว่า “ขณะนี้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด (2564) สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศกว่า 312,827 ล้านบาท และในปี 2566 วธ.จะดำเนินงานโครงการเพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ความนิยมไทยของประเทศไทย โดยสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 971.55 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 58.25 ล้านบาท โครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 893.41 ล้านบาท และโครงการด้านการต่างประเทศ 19.88 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ได้รับงบประมาณเพื่อร่วมส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ในมิติต่าง ๆ อีกจำนวน ไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมไปสู่ตลาดต่างประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนและประเทศได้อย่างต่อเนื่อง”

ทางด้าน นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซีเวิล์ด จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ละครหมอหลวง ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยความนิยมนั้นนอกจากความสนุกสนานของละครแล้ว ละครยังสร้างกระแสความภาคภูมิใจให้กับคนไทย และความสนใจในเรื่องของสมุนไพรและแพทย์แผนไทยให้เกิดขึ้นอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เห็นว่าโอกาสนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีในการจัดงานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการผลักดันอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ให้เป็นแกนหลักในการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลต่อไป”               

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

รัฐบาลชวนลูกหนี้ค้างชำระ ร่วมโครงการ คลินิกแก้หนี้ จบเบ็ดเสร็จในที่เดียว

รัฐบาลชวนลูกหนี้ค้างชำระ ร่วมโครงการ คลินิกแก้หนี้ จบเบ็ดเสร็จในที่เดียว

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) จัดให้มีโครงการคลินิกแก้หนี้ (โครงการ) เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และได้ปรับเกณฑ์การช่วยเหลือลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เห็นถึงความสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือน และต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง 

โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขหนี้ครัวเรือน และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะปรับดีขึ้น แต่ครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบางจากค่าครองชีพและภาระหนี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันและมีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ จึงปรับเกณฑ์คุณสมบัติให้ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 120 วันขึ้นไป สามารถเข้าร่วมโครงการได้ จากเดิมที่ต้องมีสถานะเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เท่านั้น

นายอนุชาฯ กล่าวย้ำว่า นอกจากนี้โครงการได้เพิ่มทางเลือกแผนการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ในโครงการที่เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ ซึ่งหากผิดนัดชำระซ้ำจะต้องกลับไปดำเนินการแก้ไขหนี้โดยตรงกับเจ้าหนี้ โดยโครงการจะพิจารณาเหตุผลความจำเป็น เพื่อแนะนำแผนการชำระหนี้ใหม่ที่เหมาะสมให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณี เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ต่อเนื่องจนปลดหนี้ได้ในที่สุด ทั้งนี้ การปรับแผนการชำระหนี้ดังกล่าวจะจำกัดจำนวนครั้งและความถี่ อีกทั้งในระยะแรกของการปรับโครงสร้างหนี้ โครงการมีเงื่อนไขไม่ให้ลูกหนี้ก่อหนี้ใหม่ เพื่อสร้างวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกหนี้ได้อย่างยั่งยืน โดยในส่วนของลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถชำระได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำให้ชำระหนี้ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นหนี้เสีย ซึ่งจะกระทบประวัติทางการเงินและความสามารถในการกู้ยืมในอนาคต 

“สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการมี ดังนี้ (1) เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 70 ปี (2) เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ (3) เป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระมากกว่า 120 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนปัจจุบันต้องมีสถานะค้างชำระตั้งแต่ 121-150 วันขึ้นไป) (4) หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท และ (5) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ทั้งนี้ การปรับปรุงโครงการดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูล หรือสมัครผ่านเว็บไซต์ (www.คลินิกแก้หนี้.com) LINE (@debtclinicbysam) และ Facebook (คลินิกแก้หนี้ by SAM) รวมทั้ง Call Center โทร. 1443 ได้ทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น. พร้อมขอให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้รู้จักโครงการและรับทราบสิทธิในการสมัครเข้าร่วม เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ก่อนที่จะถูกขายหนี้หรือถูกบังคับคดี” นายอนุชาฯ กล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : โครงการคลินิกแก้หนี้ 

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

เสนอพระนาม “ในหลวง ร.9” ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง ร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปี

เสนอพระนาม “ในหลวง ร.9” ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง ร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปี

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (6  มิถุนายน 2566) เห็นชอบหลักการเสนอพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลอง ในวาระ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในปี 2570    โดยให้ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่างเอกสารเสนอพระนามต่อองค์การ UNESCO ต่อไป
 
กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น  กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น มีมติเห็นชอบการเสนอ พระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การ UNESCO ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลอง ในวาระ 100 ปี วันพระราชสมภพ ในปี 2570  เนื่องจากทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ อย่างล้นพ้นต่อประเทศไทย ทรงอุทิศพระองค์เพื่อปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ นานัปการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร นอกจากนี้ พระราชกรณียกิจ ของพระองค์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการดำเนินงานขององค์การ UNESCO ทั้ง 5 ด้าน  คือ การศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ตลอดจนมีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมสันติภาพ ความเท่าเทียม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนานาชาติและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้การยอมรับในฐานะพระมหากษัตริย์นักพัฒนา โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
(1) ยกร่างข้อมูลเพื่อเสนอพระนามฯ ให้องค์การ UNESCO โดย จะต้องจัดส่งเอกสารการเสนอพระนามฯ ภายในปี 2567 เพื่อนำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการบริหารขององค์การ UNESCO เพื่อพิจารณาภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ก่อนที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การ UNESCO พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในเดือน พฤศจิกายน 2568
(2) เตรียมการด้านต่าง ๆ โดยได้จัดทำร่างแผนการดำเนินงานการเสนอพระนามฯ เพื่อให้การดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ด้วยความเรียบร้อยและสอดคล้อง ตามหลักเกณฑ์และกำหนดการขององค์การ UNESCO
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า  ไทยมีบุคคลสำคัญที่ได้รับการประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลอง โดยองค์การ UNESCO เช่น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์ โดยรัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันประสูติ 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

กอ.รมน. เชียงราย เตรียมพื้นที่จัดกิจกรรม วันต้นไม้ของชาติและวันวิสาขบูชา

กอ.รมน. เชียงราย เตรียมพื้นที่จัดกิจกรรม วันต้นไม้ของชาติและวันวิสาขบูชา

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เวลา 10.00 น. พ.อ.พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หน.กลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าวฯ พร้อมด้วยกำลังพล กอ.รมน.จังหวัด ช.ร. ร่วมกับ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่2(เชียงราย),สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15,ปกครองอำเภอดอยหลวง,องค์การบริหารส่วนตำบลปงน้อย อ.ดอยหลวง ,กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านร่มแก้ว ต.ปงน้อย และประชาชนในพื้นที่ ลงพื้นที่เตรียมการจัดกิจกรรมปลูกป่าเนื่องในวันต้นไม้ของชาติและวันวิสาขบูชา ประจำปี 2566 โดยการขุดหลุมเตรียมปลูก,จัดเตรียมเต้นท์สำหรับผู้เข้าร่วมงานและเวทีสำหรับพิธีการ,ปรับสภาพพื้นที่สำหรับจุดจอดรถครัวสนาม ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 09.00 น. โดยมี นางภัทราวดี สุทธิธนกูล รอง ผวจ.ชร./รอง ผอ.รมน.จังหวัด ช.ร.(พ.) เป็นประธานในพิธีฯ ณ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสบกกฝั่งขวา บ้านร่มแก้ว ต.ปงน้อย อ.ดอยหลวง จว.เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ร่วมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำบ่อพักน้ำประปาภูเขา สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง อ.เชียงแสน

มทบ.37 ร่วมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำบ่อพักน้ำประปาภูเขา สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง อ.เชียงแสน

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เวลา 13.00 น. ร.ต. ไพบูลย์ สายหงษ์ หน.ชป.โครงการฯ บ้านธารทอง พร้อมด้วยกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เชียงราย ทำการเทพื้นคอนกรีตเป็นฐานบ่อพักน้ำประปาภูเขา เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ณ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ.ธารทอง ต.แม่เงิน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัดกำลังพลซ่อมระบบประปาภูเขา พื้นที่การเกษตร บ.ห้วยหญ้าไซ

มทบ.37 จัดกำลังพลซ่อมระบบประปาภูเขา พื้นที่การเกษตร บ.ห้วยหญ้าไซ

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เวลา 13.00 น. ร.ต.พัฒน์ธนะ ศรีเทพธำรงค์ หน.ชป.ประสานงานฯ โครงการฯ บ.ห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ และราษฎรในโครงการฯ ทำการปรับปรุง ซ่อมแซม ระบบประปาภูเขาในพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านโครงการฯ บ.ห้วยหญ้าไซ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานร่วมโครงการฯ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

กอ.รมน. เชียงราย จัดโครงการกิจกรรมชุมชนคุณธรรม (การอบรมพัฒนาจิตใจ)

กอ.รมน. เชียงราย จัดโครงการกิจกรรมชุมชนคุณธรรม (การอบรมพัฒนาจิตใจ)

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เวลา 08.00 น. กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย โดย พ.ท.สมเดช ช่างนาค หน.กลุ่มงานกิจการมวลชนฯ พร้อมด้วยกำลังพล กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นนักเรียน รร.อบจ.เชียงราย จำนวน 120 คน ทั้งนี้ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย จัดวิทยากรบรรยายในหัวข้อ การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ กิจกรรมชุมชนคุณธรรม และ อริยสัจ 4 โดยมี พระอาจารย์ณัฐปกรณ์ พิพัฒน์รัตนภิญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าแดง ต.จอมหมอกแก้ว อ.แม่ลาว จังหวัดเชียงรายเป็นวิทยากรฯ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS TOP STORIES

‘พิธา’ พร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ร่ายยาวเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

‘พิธา’ พร้อมสู้ปมถือหุ้น ITV ร่ายยาวเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ

Facebook
Twitter
Email
Print

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เรื่องว่า “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” โดยเนื้อหารายละเอียดระบุว่า 

ตามที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ส่งผลให้สัญญาร่วมงานฯ สิ้นสุดลง เป็นเหตุให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ได้นับแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน โดยผลของการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวส่งผลให้สิทธิในคลื่นความถี่กลับมาเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยผลของมาตรา 57 ส่งผลให้คลื่นความถี่ดังกล่าวตกเป็นของ TPBS กรณีดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่าง ITV กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากการบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
 
เห็นได้ว่า นับแต่ ITV ถูกยกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ส่งผลให้ ITV ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม สถานะความเป็นสื่อมวลชนจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 นับแต่นั้นมา มูลค่าหุ้น ITV ก็ต่ำลงจนแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อมา วันที่ 16 มีนาคม 2550 ศาลแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกของคุณพ่อ และผมได้รับมอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของคุณพ่อ ให้รับโอนหลักทรัพย์ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หุ้น ITV อันเป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทเรื่อยมา โดยที่หุ้น ITV ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และต่อมาปี 2557 หุ้น ITV ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นผลให้ไม่สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป
 
สำหรับหุ้นตัวนี้ เป็นหนึ่งในหุ้นอันเป็นกองมรดกของคุณพ่อที่ผมถือครองแทนทายาทอื่น ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่ถูกเพิกถอนหุ้นสามัญออกจากตลาดหลักทรัพย์ และไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ผมได้รับมอบหมายจากทายาทให้ถือครองหุ้นไว้แทนทายาทอื่น
 
จนเมื่อผมเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกประการ
 
จนเมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผมและเพื่อ ส.ส. พรรคก้าวไกล ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งล่าสุดนี้ ผมได้ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรคก้าวไกล นำพาพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จนได้ความไว้วางใจจากประชาชนสูงที่สุด กว่า 14 ล้านเสียง
 
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวทางการใช้การตีความเรื่องการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะเดียวกันในทางข้อเท็จจริง เป็นที่ประจักษ์ว่า ITV ไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญาวันที่ 7 มีนาคม 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ในช่วงเวลาปัจจุบันกลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ ITV กลายเป็นสื่อมวลชนเพื่อนำมาใช้เล่นงานผม
 
ผมจะยกข้อมูลตามแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของ ITV เช่น ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ” ส่วนในปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งนี้ เนื้อหาในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจไว้แต่อย่างใด โดยงบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งงบการเงินต่อ DBD ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 (ก่อนวันเลือกตั้ง เพียง 4 วัน)
 
แสดงให้เห็นว่า การจัดทำแบบนำส่งงบการเงินและข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินมีความไม่สอดคล้องกัน และเป็นข้อพิรุธที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความที่ระบุในแบบนำส่งงบการเงิน จากเดิม “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แก้เป็น “สื่อโทรทัศน์” ทั้งๆ ที่ประกอบกิจการไม่ได้ และปีล่าสุดแก้เป็น “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” ทั้งๆ ที่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุรายได้จากดอกเบี้ยและการลงทุนในตราสารหนี้
 
และในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า “บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่ขอให้ทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมพิจารณาว่า เป็นคำถามมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ และให้ท่านตอบตัวท่านเอง ว่านี่คือพฤติการณ์ความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลับมาเป็นสื่อมวลชน ใช่หรือไม่?
 
ด้วยข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจหารือทายาทที่มอบหมายให้ผมถือครองหุ้น ITV ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อไว้แทนทายาทอื่น จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้ผมจัดการแบ่งมรดกหุ้น ITV ให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัท ITV ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ดังข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น
 
ผมขอเรียนทุกท่านว่า การต่อสู้คดีนี้ เมื่อพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี การพิจารณาว่าบริษัทใดประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ และบุคคลใดมีลักษณะต้องห้ามในการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายองค์ประกอบด้วยกัน ในชั้นนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญเดินตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา และรักษาความเป็นเอกภาพในการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องนี้ ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ผมไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
 
สำหรับข้อพิจารณาว่า บรรทัดฐานตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 (คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์) และคำสั่งศาลฎีกาล่าสุดหลายคดี อาจไม่ก่อผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยตามบรรทัดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นเครื่องค้ำจุนความยุติธรรมของนิติรัฐ เพื่อมิให้การใช้การตีความก่อให้เกิดผลประหลาดในระบบกฎหมาย กล่าวคือ หากปรากฏว่า ผู้ร้องในคดีตามคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 24/2566 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (3) แล้ว ปรากฏว่า ต่อมา ผู้ร้องดังกล่าวได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยังคงถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่ และมีผู้ร้องเสนอเป็นคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตราดังกล่าวแล้ว โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายดังบรรทัดฐานคำสั่งศาลฎีกาข้างต้น กรณีย่อมก่อให้เกิดผลประหลาดและกระทบกระเทือนต่อความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง อันก่อให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายต่อระบบบรรทัดฐานทางกฎหมายของไทย ฉะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งความแน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายและรักษาครรลองการใช้การตีความกฎหมายให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 101 (6) ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน อันเป็นมาตรฐานของระบบกฎหมายในอารยประเทศที่เป็นที่ยอมรับในสากล
 
และด้วยเหตุดังกล่าว ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่า บริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด
 
กระบวนการถัดจากนี้ ผมขอยืนยันทุกท่านว่า ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจงต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด
 
หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าทำงานเตรียมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุด
 
ไม่มีใครหรืออำนาจไหน มาสกัดกั้นฉันทานุมัติของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปเมื่อการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ถึงกว่า 14 ล้านเสียง ได้อีกแล้ว
 
ขอให้ทุกท่านสบายใจ และเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปด้วยกันครับ

ซึ่งในกรณีนี้ได้มีนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ออกมาระบุว่าการถือหุ้น ITV ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ 4 มาตรา ขาดคุณสมบัติทั้งการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส.ส. นั้น ตนเองยังมั่นใจเหมือนเดิม เชื่อว่าจะชี้แจง และต่อสู้ได้ แต่ตอนนี้ยังต้องรอ กกต. ประสานมายังนายพิธา และพรรคก้าวไกลเพื่อให้เข้าไปชี้แจงก่อน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS WORLD PULSE

รถไฟอินเดียชนกัน ตายทะลุ 120

ไฟฟ้าแรงสูงช๊อต คุณป้าวัย 54 ปี โดนเต็มๆ อาการสาหัส

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เกิดเหตุรถไฟชนกันในรัฐโอริสสา ทางตะวันออกของอินเดีย ซึ่งมีรถไฟเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 3 ขบวน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 120 คน ขณะเดียวกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 850 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรถไฟโดยสารขบวนหนึ่งตกราง โดยมีตู้โดยสารหลายตู้เสียหลักไปอยู่บนรางรถไฟอีกรางหนึ่งข้างๆ ก่อนที่รถไฟอีกขบวนซึ่งวิ่งมาบนรางดังกล่าวจะพุ่งเข้าชน ขณะที่เจ้าหน้าที่อินเดีย ระบุว่า ในที่เกิดเหตุมีรถไฟขนส่งสินค้าอีกขบวนหนึ่งจอดอยู่ด้วย

ทางการท้องถิ่นระดมกำลังเจ้าหน้าที่และรถฉุกเฉินมากกว่า 200 คัน เข้าไปยังที่เกิดเหตุเพื่อเร่งช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้อาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

โดยทางสำนักข่าวระดับโลกอย่าง CNN ได้สัมภาษณ์ Manto Kumar ว่ากำลังเดินทางด้วยรถไฟด่วน Coromandel Express กับเพื่อนอีก 6 คน เมื่อตู้รถไฟของเขาเริ่มสั่นอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหว

“ทันใดนั้นก็มีบางอย่างพุ่งเข้ามาหาเรา โค้ชบางคนกลิ้งไปอีกด้าน” พนักงานร้านอาหารวัย 32 ปีบอกกับซีเอ็นเอ็นจากโรงพยาบาลในรัฐโอริสสาทางตะวันออกของอินเดีย

“ฉันลุกขึ้นเอาเสื้อมาพันหัวที่มีเลือดออก จากนั้นฉันก็เริ่มมองหาเพื่อนของฉัน ทุกคนตะโกนว่า ‘ช่วยเรา… ช่วยเราด้วย’”

เพื่อนคนหนึ่งของ Kumar สูญเสียขาทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุและถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เขาไม่รอดจากอาการบาดเจ็บ

เรื่องราวของพวกเขาเป็นเพียงหนึ่งในร้อยเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เมื่ออินเดียต้องรับมือกับหนึ่งในเหตุการณ์รถไฟชนกันที่เลวร้ายที่สุดที่เคยมีมา

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 275 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คนหลังจากรถไฟด่วนโคโรแมนเดลพุ่งชนรถไฟบรรทุกสินค้าที่จอดอยู่ ทำให้รถยนต์โดยสารที่พลิกคว่ำกระจัดกระจาย จากนั้นถูกรถไฟด่วนฮาวราห์พุ่งสวนทางด้วยความเร็วสูง

สามวันต่อมา หลายครอบครัวยังคงพยายามค้นหาบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา กองศพที่รอการระบุตัวตน และโรงพยาบาลกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : thaipbs / CNN / 

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

ไฟฟ้าแรงสูงช๊อต คุณป้าวัย 54 ปี โดนเต็มๆ อาการสาหัส

ไฟฟ้าแรงสูงช๊อต คุณป้าวัย 54 ปี โดนเต็มๆ อาการสาหัส

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า มีเหตุ คุณป้าวัย 54 ชาวบ้านห้วยหก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง เดินเท้ากลับบ้านจากช่วยงานศพญาติในหมู่บ้านเกิดพายุพัดต้นไม้ยืนต้นตาย ยืนหลบข้างถนนกลัวต้นไม้ล้มทับใส่ แต่ต้นไม้กลับล้มทับพาดสายไฟฟ้าแรงสูงหย่อนลงมาปลิวฟาดใส่ลำตัวถูกไฟฟ้าช็อตร่างกายไหม้ทั้งตัวอาการสาหัสแพทย์ต้องตัดแขนทิ้งและนิ้วเท้าทิ้งเพื่อรักษาชีวิต ญาติเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมประสานทนายลงบันทึกประจำวันเตรียมแจ้งความ

โดยนายชัชชัย วอเซอลอย อายุ 27 ปี บุตร ชายนางพิมพ์ใจ วอเซอลอย อายุ 54 ปี หรือป้าสุข พร้อมด้วยนายฌาน(ชาน) มันห้วย ทนายความ เข้าพบ ร.ต.อ.ประสิทธิ์ โพชะจา พนักงานสอบสวน สภ.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากช่วงเย็นวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมานางพิมพ์ใจ ถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตนอนหมดสติกลางถนนในหมู่บ้านอาการสาหัส

นายชัชชัย เล่าว่า เหตุการ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่แม่ของตนได้เดินทางกลับมาที่บ้านหลังจากไปช่วยงานศพญาติในหมู่บ้านห้วยหก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ขณะที่เดินเท้ามาตามถนนได้เกิดพายุมีลมพัดกระหน่ำในหมู่บ้านสังเกตเห็นว่ามีต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่กำลังถูกลมพายุพัดใกล้ล้มจึงได้หลบอยู่ข้างทางใต้กับสายไฟฟ้าแรงสูงในหมู่บ้าน แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ต้นไม้ต้นดังกล่าวได้ล้มลงอย่างแรงพาดกับสายไฟฟ้าแรงสูง น้ำหนักของต้นไม้ทำให้สายไฟฟ้าหย่อนลงมาเหวี่ยงพาดใส่ลำตัวของนางพิมพ์ใจ แม่ของตนถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต จนทำให้ล้มลงนอนกลางถนนหมดสติมีเลือดออกกอวเต็มถนนสภาพแขนขวาและร่างกายหลายจุดไหม้เกรียม เสื้อผ้าขาดหลุดลุ้ย

หลังจากนั้นญาติๆที่เห็นเหตุการณ์จึงเข้ามาช่วยนำตัวแม่ขึ้นรถกระบะขึ้นเขาลงห้วยด้วยความยากลำบากระยะทางกว่า 10 กม. เพื่อไปส่งให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ อบต.ป่าแป๋ ที่มารอรับผู้ป่วยบริเวณหมู่บ้านป่าแป๋ เพื่อนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลแม่แตง ก่อนที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลแม่แตง จะส่งตัวแม่ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครพิงค์เนื่องจากอาการสาหัส

หลังจากนั้นทางได้ติดต่อโรงพยาบาลทราบว่าแม่รักษาตัวอยู่ที่ห้องปลอดเชื้อเนื่องจากถูกไฟไหม้เกือบทั้งตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งแขนขวาถูกไฟไหม้จนถึงกระดูกทำเนื้อเนื้อตายทางแพทย์อาจจะต้องตัดแขนขวาและนิ้วเท้าบางนิ่วทิ้งเพื่อรักษาชีวิตไว้ซึ่งทางทีมแพทย์ต้องดูอาการก่อนว่าจะสามารถผ่าตัดได้วันไหน

นายชัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุ ได้มีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามกับญาติๆ เบื้องต้นยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ญาติพี่น้องเกรงว่าแม่ จะไม่ได้รับความเป็นธรรมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับแม่ ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาจะต้องใช้เวลารักษาตัวนานนับปี และอาจจะส่งผลกระทบกับครอบครัวเนื่องจากตนมีฐานะค่อนข้างยากจนซึ่งทุกวันนี้ก็ทำงานรับจ้างรายวันอยู่ต่างอำเภอส่วนแม่ก็ทำไร่ ทำสวน รับจ้างรายวันทั่วไปอยู่ในหมู่บ้านเลี้ยงดูครอบครัว

ขณะที่ นายฌาน มันห้วย ทนายความ กล่าวว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นตนได้รับการประสานจากญาติคนเจ็บ ซึ่งเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงแม้จะมีหน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มาประสานงานในการช่วยเหลือเบื้องต้นแต่ทางญาติเกรงงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งตนจะได้นำตัวญาติผู้เสียหายไปลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อเป็นหลักฐานก่อนเนื่องจากทางญาติต้องดูอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก่อน อย่างไรก็ตามหากญาติต้องการจะดำเนินคดีก็จะมีการประสานความช่วยเหลือกันอีกครั้งหนึ่ง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News