Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

65 ปีที่รอคอย รถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน เปิดใช้ปี 2571

“65 ปีที่รอคอย” รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงของ คืบ 46% เร็วกว่าแผน หนุนเชียงรายเป็น “ประตูโลจิสติกส์ GMS” เปิดใช้ปี 2571

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเครื่องจักรยังดังสม่ำเสมอเหนือแนวสันเขาและหุบลุ่มแม่น้ำกก ขบวนรถบรรทุกคอนกรีต เหล็กโครงสร้างสลับกันเข้าออกไซต์งาน ในวันที่หลายคนเชื่อว่า “ความฝัน 65 ปี” ของภาคเหนือกำลังจับต้องได้จริง—โครงการรถไฟทางคู่สาย เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ความยาว 323.10 กิโลเมตร งบลงทุน 85,345 ล้านบาท เดินหน้าไปแล้ว 46.112% ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 เร็วกว่าแผนงานสะสม 0.901 จุดเปอร์เซ็นต์ และ “ล็อกเป้า” เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ใน ปี 2571 เพื่อเชื่อมไทย–ลาว–จีน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) บนระเบียงเศรษฐกิจเหนือ ใต้ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมกะโปรเจกต์ที่เดินทางยาวนานกว่า 65 ปี

แนวคิดรถไฟไปเชียงรายเริ่มต้นถูกหยิบยกตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ผ่านการศึกษาหลายรอบในยุครัฐบาลต่าง ๆ ทว่าติดค้างอยู่บนกระดาษด้วยข้อจำกัดงบประมาณและลำดับความสำคัญโครงสร้างพื้นฐาน จนกระทั่งรัฐเร่งเครื่อง “ลงทุนราง” ภายใต้ยุทธศาสตร์คมนาคมช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของจึงถูก “ปลดล็อก” และเริ่มสัญญาก่อสร้างใน ก.พ. 2565 นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานโลจิสติกส์ภูมิภาค

โครงสร้าง ผังสถานี 4 จังหวัด 26 สถานี แก้จุดตัด 254 จุด ด้วยมาตรฐานสากล

เส้นทางวิ่งจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน ลำปาง–พะเยา สู่ เชียงราย รวม 26 สถานี (สถานีใหญ่ 4, สถานีเล็ก 9, ป้ายหยุดรถ 13) พร้อมงานโครงสร้าง “ผสมผสาน” ทั้งทางยกระดับ ทางลอด อุโมงค์ และสะพาน เพื่อรักษาความเร็ว ความปลอดภัย ‘บนร่อง ใต้ราง ข้ามราง’ ไปพร้อมกัน ที่สำคัญ โครงการนี้ตั้งเป้า แก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ 254 จุด ตลอดแนว ทำให้การเดินรถทำได้ปลอดภัย เร็วขึ้น และลดอุบัติเหตุซ้ำซากในชุมชนชนบท เมืองระหว่างทาง นอกจากนี้ ทุกสถานีออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ทั้งลิฟต์ ทางลาด พื้นผิวสัมผัส สัญลักษณ์สื่อสารสากลสำหรับผู้สูงอายุ/ผู้ใช้วีลแชร์/ผู้มีข้อจำกัดการมองเห็น การได้ยิน ฯลฯ

เฉพาะ จังหวัดเชียงราย รับระยะทางมากที่สุด ~139.40 กม. พร้อม 11 สถานี ครอบคลุมอำเภอเศรษฐกิจสำคัญ ตั้งแต่ ‘ประตูสู่เมือง’ จนถึง ด่านพรมแดนเชียงของ ที่วางตัวเป็นฮับขนส่งชายแดนสู่ สปป.ลาว–จีน ซึ่งจะเป็นฐานต่อเชื่อมขบวนตู้คอนเทนเนอร์กับลานกองเก็บ บรรทุกตู้ขนาด 150 ไร่ บริเวณ สถานีเชียงของ เพิ่มศักยภาพ “ราง–ถนน–ด่าน” ให้กลายเป็นวงจรโลจิสติกส์ครบห่วงโซ่ในฝั่งเหนือของประเทศ

งานโยธา “วิ่งแซงแผน” และความคืบหน้าอุโมงค์

กราฟความคืบหน้างานโยธาของโครงการในปี 2568 “กระดกขึ้น” ต่อเนื่อง โดยรายงานหลายสำนักระบุภาพรวมถึงสิ้น ต.ค. 2568 แตะ 46.1% เร็วกว่าแผนประมาณ 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ “หมุดหมาย” ด้านอุโมงค์สำคัญอย่าง อุโมงค์แม่กา ในจังหวัดพะเยา มีรายงานความก้าวหน้าว่า “ทะลุ เดินหน้าเร็วกว่าแผน” ซึ่งหากรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ จะช่วยลดแรงกดดันบนงานประกอบราง–ระบบและสถาปัตยกรรมสถานีช่วงท้ายโครงการได้พอสมควร

เชียงราย  ประตูโลจิสติกส์และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของ GMS

เมื่อปลายทาง “จอดที่ชายแดน” ความหมายของรถไฟทางคู่นี้จึงไม่ได้จบแค่การโดยสาร ท่องเที่ยว แต่คือ การวางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ให้เชียงรายและภาคเหนือ—การบรรทุกตู้สินค้าจากฐานผลิตภาคเหนือ–อีสานตอนบน ข้าม สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ–ห้วยทราย) เข้าสู่ สปป.ลาว แล้วเชื่อมต่อ โครงข่ายจีนตอนใต้ และ ระเบียงเศรษฐกิจ GMS ลดต้นทุนโลจิสติกส์–การเสียเวลาด่าน การขนถ่ายซ้ำ โยกน้ำหนักขนส่งจากถนนสู่รางได้อย่างเป็นระบบ และหนุนการลงทุนคลังสินค้า–ดรายพอร์ต–อุตสาหกรรมต่อเนื่องในแนวชายแดนเพิ่มขึ้นในระยะกลาง

ตัวเลขที่ควรรู้

  • จุดรับ–ส่งตู้สินค้า สถานีเชียงของ (150 ไร่)  เพิ่มขีดความสามารถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์ยกขน–ลานพักสินค้า เชื่อม “ราง–ด่าน–ถนน” ได้ต่อเนื่อง
  • เวลาเดินทาง  เมื่อเทียบการเดินทางด้วยรถยนต์ เส้นทางรถไฟใหม่นี้มีการประเมินว่าจะ ประหยัดเวลา ~1–1.5 ชั่วโมง (ขึ้นกับช่วงสถานี–สภาพการจราจร)
  • ความปลอดภัย  การ ยกเลิก/ลดจุดตัด 254 จุด จะลดเหตุข้ามรางผิดกฎหมาย การชนตัดหน้า อุบัติเหตุซ้ำจุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • Universal Design ครบถ้วน  สนับสนุนเมืองท่องเที่ยว สังคมสูงวัยของเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่สถานีหลักในเมือง–รอบมหาวิทยาลัย–จุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญ

รางพานักท่องเที่ยวสู่ภูมิทัศน์เหนือ  ขุนเขา–สะพาน–อุโมงค์

แม้ “โลจิสติกส์” จะเป็นพระเอก แต่ “ท่องเที่ยว” คือผู้เล่นสมทบที่มีพลัง—เส้นทางผ่าน ทิวเขา–สะพาน–อุโมงค์ จำนวนมาก จะสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่บนรางอำนวยความสะดวกต่อ “นักเดินทางเชิงธรรมชาติ–คาเฟ่–ไร่องุ่น–ไร่ชา–โฮมสเตย์ลุ่มโขง” อันเป็นสินค้าท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงราย–เชียงแสน–เชียงของ ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนแนวเส้นทาง และปั้น “รูทท่องเที่ยวข้ามแดน” ที่ต่อเนื่องกับ หลวงพระบาง–บ่อแก้ว ได้ในอนาคต นี่คือ “รายได้ทางอ้อม” ที่โครงสร้างพื้นฐานมักทิ้งความประทับใจยาวนานกว่าเอกสารเชิงเทคนิคเสมอ (สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ผลักดันท่องเที่ยวคุณภาพ ระยะพำนักยาวขึ้น)

ความท้าทาย  งานระบบ–ทดสอบ–ความพร้อมสถานี และการเชื่อมต่อ “ไมล์สุดท้าย”

แต่เมกะโปรเจกต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ—ช่วง โค้งสุดท้ายก่อนเปิดใช้ คือบททดสอบจริงของงานระบบ (สัญญาณ อาณัติสัญญาณ ไฟฟ้า สื่อสาร), การทดสอบความปลอดภัยเดินรถ, การซ้อมเดินรถ, และการจัดการ “ไมล์สุดท้าย” ในเมืองใหญ่ เช่น การเชื่อมต่อรถโดยสาร ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว ระบบขนส่งท้องถิ่น ให้ผู้โดยสาร/แรงงาน/นักท่องเที่ยวถึงปลายทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย หากวางผัง ป้าย ลิฟต์  ทางลาด จุดจอดรับ ส่ง ให้ไหลลื่นตั้งแต่วันแรก ความพึงพอใจผู้ใช้จะ “คูณสอง” จากความใหม่ของสถานีและความรวดเร็วของขบวนรถ (แนวปฏิบัติร่วมสมัยของสถานีรถไฟไทยรุ่นใหม่)

เชื่อมเศรษฐกิจ–ชุมชน  รางต้องเติบโตไปพร้อม “เสียงท้องถิ่น”

รถไฟจะคุ้มค่าเมื่อ “ชุมชนใช้จริง” โครงการนี้พาดผ่าน 59 ตำบล 17 อำเภอ ใน 4 จังหวัด—การเยียวยา ชดเชย จัดการผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม (เช่น เสียง ฝุ่น แนวรั้ว ทางข้าม) ที่สอดคล้อง EIA/EIS เป็นเงื่อนไขสำคัญให้ “ความไว้ใจ” อยู่กับโครงการไปจนเปิดใช้ ตัวอย่างการสื่อสารเชิงรุกในบางพื้นที่ เช่น การเผยแพร่สถานะงานอุโมงค์ การประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ—สะท้อนธรรมาภิบาลโครงการที่ดี และช่วยลดข่าวลือ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน (ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคของหลายโครงการในอดีต)

ไทม์ไลน์สู่เป้าหมายปี 2571  สิ่งที่ต้อง “ล็อกให้แน่น”

  1. เร่งปิดงานโครงสร้างหลัก  ทางยกระดับ–ทางลอด–อุโมงค์–สะพาน ให้เสร็จตามกรอบเวลา เพื่อเคลียร์คิวติดตั้งราง–ทางประธาน–รางหลีก–ทางโยก
  2. ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ–สื่อสาร–พลังงาน  วางระบบให้พร้อมสำหรับการทดสอบเดินรถจริง
  3. ทดสอบ–ทวนสอบ–รับรองความปลอดภัย  เชิญหน่วยงานกำกับ/ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบระบบก่อนเปิดจริง
  4. บริหารความเสี่ยงจุดตัด 254 จุด  ตรวจรับงานกำแพง สะพานลอย ทางลอด รั้วแนวเขตให้ครบ ใช้จริง
  5. ทำแผนบริการผู้โดยสาร–ไมล์สุดท้าย–ค่าโดยสาร–ตารางเดินรถ  สื่อสารล่วงหน้าให้ประชาชน ภาคธุรกิจวางแผนการเดินทาง/ขนส่งได้ตั้งแต่วันแรกเปิดเดินรถ

ประโยคชวนคิด  “1% ที่แซงแผนบนกราฟอาจเป็นเพียงเส้นบาง ๆ แต่สำหรับชุมชนชายแดน มันคือหลายหมื่นชีวิตที่รอรถไฟเทียบท่า—รอให้รางพาพืชผล สินค้า โอกาส ออกสู่โลกกว้างกว่าถนนสองเลน”

โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ กำลังเดินหน้า “ตามนาฬิกาโครงการ” และ “เร็วกว่าแผนเล็กน้อย” โดยมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อ เศรษฐกิจเหนือ–ชายแดน–GMS  ลดเวลาขนส่ง, ลดอุบัติเหตุจุดตัด, ยกระดับการเดินทางมวลชน, ปั้นคลัสเตอร์โลจิสติกส์ ท่องเที่ยว บริการใหม่ให้เชียงรายและจังหวัดแนวเส้นทาง สิ่งที่ท้าทายคือการ ล็อกคุณภาพงานระบบ ความปลอดภัย ไมล์สุดท้าย ให้พร้อมในปี 2571 ซึ่งหากทำได้ โครงการที่ “รอคอย 65 ปี” จะไม่เพียง เปิดเดินรถ แต่จะ เปิดทางเลือกชีวิต–อาชีพ–โอกาส ให้คนเหนืออย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก

ปรากฏการณ์ DINK วิถีชีวิตคู่รักยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยและโลก

ประเทศไทย, 16 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่ค่านิยมทางสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มคู่รักรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “DINK” (Dual Income, No Kids) หรือคู่รักที่มีรายได้ทั้งสองฝ่ายแต่เลือกที่จะไม่มีบุตร กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในสหรัฐอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย กลุ่มนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างประชากรของประเทศ

คู่รักยุคใหม่ เลือกอิสระเหนือบรรทัดฐาน

เช้าวันเสาร์ที่แสนสงบ ในขณะที่หลายครอบครัวต้องตื่นแต่เช้าตรูเพื่อพาลูกไปเรียนพิเศษหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ คู่รักกลุ่ม DINK กลับมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะใช้เวลาอย่างไร บางคู่เลือกนอนหลับเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น บางคู่ออกกำลังกายในฟิตเนส บางคู่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวระยะยาว หรือบางคู่เลือกที่จะทุ่มเทเวลาให้กับงานอาชีพที่พวกเขาหลงใหล

นี่คือวิถีชีวิตที่คู่รัก DINK ภาคภูมิใจและเลือกที่จะดำเนินต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับคำถามและแรงกดดันจากสังคมที่ยังยึดมั่นในค่านิยมแบบดั้งเดิมที่ว่า “การมีบุตรคือหน้าที่ของคนที่แต่งงาน”

คำว่า DINK ซึ่งย่อมาจาก “Dual Income, No Kids” ถูกกำหนดให้เป็นคำที่ใช้อธิบายครัวเรือนที่มีผู้ใหญ่สองคนที่มีรายได้และไม่มีบุตร ลักษณะเด่นของกลุ่มนี้คือการมีรายได้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าครอบครัวที่มีบุตร ทำให้มีรายได้ใช้จ่ายตามอัธยาศัยสูงกว่าอย่างมาก

ตัวเลขที่พูดถึงการเติบโต

สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มประชากรนี้ ในสหรัฐอเมริกา กลุ่ม DINK ที่แต่งงานแล้วในช่วงอายุ 30-40 ปี ได้เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2013 เป็น 12% ในปัจจุบัน การเติบโตนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีพื้นฐานมาจากคุณสมบัติทางการศึกษาและอาชีพที่โดดเด่น

ข้อมูลระบุว่า 58% ของคู่รัก DINK ทั้งสองฝ่ายมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ เทียบกับเพียง 43% ของคู่รักที่มีบุตร นอกจากนี้ 81% ของคู่รัก DINK ทั้งสองฝ่ายทำงานเต็มเวลา เทียบกับ 68% ของคู่รักที่มีบุตร ระดับการศึกษาสูงและความมุ่งมั่นในการทำงานเต็มเวลาของทั้งสองฝ่ายนี้ บ่งชี้ถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงมากหากต้องหยุดชะงักทางอาชีพ

ในแง่ของรายได้ ครัวเรือน DINK มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ 193,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สูงกว่าคู่รักที่มีบุตรซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 151,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีอย่างเห็นได้ชัด รายได้ส่วนเกินนี้ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นในการออม การลงทุน และการใช้จ่ายตามอัธยาศัยมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการท่องเที่ยว สินค้าฟุ่มเฟือย และการพัฒนาตนเอง

ปรากฏการณ์ในเมืองไทย คู่รักที่มีฐานะดีในเขตเมือง

สำหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์ DINK กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ การวิเคราะห์เฉพาะกลุ่ม DINK ในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 30-39 ปี คิดเป็น 77.5% มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาโท 61.3% และที่น่าสนใจคือมีรายได้ครัวเรือนสูงกว่า 90,000 บาทต่อเดือนถึง 57.5%

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเศรษฐกิจในเขตเมืองของประเทศไทย ทำให้ประชากรหันมาใช้ชีวิตในเมืองที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนการเติบโตของคู่รักที่เลือกใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีบุตร

ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของ DINK ไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากครอบครัวที่มีบุตร พวกเขาให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะดวกในการเดินทาง โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกที่อยู่อาศัยคือเวลาเดินทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน ตามมาด้วยระยะทางระหว่างบ้านกับศูนย์การค้า การจัดสรรเงินทุนที่สูงเพื่อความใกล้ชิดกับสถานที่ทำงานและแหล่งพักผ่อนนี้ เป็นการซื้อเวลาคืนมา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีค่าที่สุดสำหรับกลุ่ม DINK ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจึงเริ่มปรับตัว โดยมีความต้องการคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวที่เน้นการใช้ประโยชน์พื้นที่สูงและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่ครบครันเพิ่มมากขึ้น

แรงจูงใจเบื้องหลังการเลือก มากกว่าเรื่องเงิน

หากจะพูดถึงเหตุผลที่คู่รักเลือกเป็น DINK ปัจจัยทางเศรษฐกิจถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายรายวัน โดยในสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรอยู่ที่เฉลี่ย 29,419 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถือเป็นปัจจัยยับยั้งที่สำคัญ

นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว คู่รัก DINK ยังใช้ข้อได้เปรียบทางการเงินของตนเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคลที่หลากหลาย เช่น การเกษียณอายุก่อนกำหนดตามแนวคิด FIRE (Financial Independence, Retire Early) การออมอย่างเข้มข้น การลงทุนเพื่อซื้อบ้าน การเดินทางท่องเที่ยวระยะยาว หรือการพัฒนาตนเองผ่านหลักสูตรต่าง ๆ

แต่เหนือไปกว่าเรื่องเงิน ความทะเยอทะยานในอาชีพคือปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง วิถีชีวิต DINK มอบอิสระสูงสุดในการดำเนินชีวิต โดยไม่มีข้อจำกัดด้านครอบครัวในการแสวงหาความทะเยอทะยานในอาชีพ ความยืดหยุ่นนี้อนุญาตให้คู่รักสามารถย้ายไปอยู่เมืองใหม่ เปลี่ยนอาชีพ หรืออุทิศเวลาให้กับงานที่ต้องการความทุ่มเทสูงได้อย่างเต็มที่

การตัดสินใจไม่มีบุตรมีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางอาชีพของผู้หญิง โดย 68% ของผู้หญิง DINK ในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา รายงานว่ามีความพึงพอใจในอาชีพ “สูงขึ้นมาก” เนื่องจากไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักหรือจำกัดความทะเยอทะยานเพื่อการเป็นมารดา สำหรับผู้ชาย สถานะ DINK มักจะสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นในการทำงานที่มากขึ้น การเป็นผู้ประกอบการ และความเต็มใจที่จะย้ายที่อยู่หรือยอมรับความเสี่ยงทางอาชีพที่สำคัญ

คุณภาพชีวิตที่แตกต่าง มีเวลาสำหรับตนเองและคู่ครอง

ข้อมูลทางจิตวิทยาชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่น่าสนใจ กลุ่ม DINK รายงานว่ามีคะแนนความเครียดที่รับรู้ต่ำกว่าและคะแนนความพึงพอใจในชีวิตสูงกว่าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคนตอนต้น อายุ 28-50 ปี คู่รัก DINK ได้รับประโยชน์จากการมีเวลาและทรัพยากรมากขึ้นสำหรับกิจกรรมด้านสุขภาพส่วนตัวและงานอดิเรก

การศึกษาหนึ่งระบุว่าผู้ที่เลือกที่จะไม่มีบุตรมีแนวโน้มที่จะรายงานอาการวิตกกังวล ความเหนื่อยล้า หรือความไม่มีความสุขเรื้อรังน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญในช่วงอายุ 30-55 ปี

การขาดความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรช่วยให้คู่รัก DINK สามารถให้ความสำคัญกับความผูกพันในความสัมพันธ์ได้อย่างเต็มที่ โดยจัดสรรเวลาคุณภาพให้กับคู่ครอง ซึ่งมักส่งผลให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้น มีความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้ง และมีอิสระในการเลือกวิถีชีวิตร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า 32% ของ DINK ใช้บริการด้านสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ เทียบกับเพียง 17% ของผู้ปกครอง แสดงให้เห็นถึงความต้องการเฉพาะสำหรับบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ที่มุ่งเน้นไปที่การจัดการความกดดันทางสังคมและการค้นหาความหมายในชีวิตนอกเหนือจากความเป็นพ่อแม่

รูปแบบการบริโภคที่แตกต่าง จากสัตว์เลี้ยงสู่การท่องเที่ยว

เนื่องจากมีรายได้ใช้จ่ายตามอัธยาศัยสูง กลุ่ม DINK จึงเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการตลาดสินค้าฟุ่มเฟือย บริการการลงทุน และการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของพวกเขาจะเน้นไปที่ประสบการณ์และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคู่รัก

ที่น่าสนใจคือการเกิดขึ้นของกลุ่มย่อยที่เรียกว่า DINKWAD (Dual Income, No Kids, With A Dog) หรือคู่รักที่เลือกที่จะเลี้ยงสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ แทนการมีบุตร และให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นบุตร โดยเรียกสัตว์เลี้ยงของตนว่า “ลูกรักขนปุย”

คู่รักกลุ่ม DINKWAD ลงทุนอย่างหนักในการดูแลสัตว์เลี้ยง โดยซื้ออาหารพรีเมียม อุปกรณ์เสริมที่มีสไตล์ และการเดินทางที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าร่วมได้ ความมุ่งมั่นทางการเงินต่อสัตว์เลี้ยงสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับการเลี้ยงดูบุตร โดย DINKWAD ใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 1,906 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีสำหรับสัตว์เลี้ยง และให้ความสำคัญกับการประกันภัยสัตว์เลี้ยงเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ คู่รัก DINK ยังมักเดินทางบ่อยและนานขึ้น เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านการศึกษาหรือความต้องการทางสังคมของบุตร ในแง่ของการจัดทำงบประมาณ การวางแผนทางการเงินสำหรับ DINK แนะนำให้จัดสรร 20% ของงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ การรับประทานอาหารนอกบ้าน ความบันเทิง และการเดินทาง ขณะที่จัดสรร 30% สำหรับการลงทุนและการสร้างความมั่งคั่ง

ความขัดแย้งที่น่าสนใจ รายได้สูงแต่วินัยทางการเงินยังไม่เพียงพอ

แม้ว่ากลุ่ม DINK จะมีรายได้สูงและความยืดหยุ่นทางการเงิน แต่การศึกษาหลายชิ้นพบความขัดแย้งที่น่าสนใจ จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า DINK จะมีรายได้สูงกว่า แต่พวกเขามีความมั่งคั่งเฉลี่ยที่ต่ำกว่าคู่รักที่มีบุตร โดย DINK มีความมั่งคั่งเฉลี่ย 214,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 361,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับคู่รักที่มีบุตร

นอกจากนี้ อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของ DINK อยู่ที่ 71% ซึ่งต่ำกว่าคู่รักที่มีบุตรที่อยู่ที่ 79% สิ่งนี้บ่งชี้ว่า DINK อาจจัดลำดับความสำคัญของสภาพคล่องทางการเงินและความยืดหยุ่นในการลงทุนเหนือการผูกมัดเงินทุนกับสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย

กรณีศึกษาที่น่าสนใจมาจากสิงคโปร์ ผ่านรายงาน OCBC Financial Wellness Index 2024 ซึ่งพบว่ากลุ่ม DINK มีผลการดำเนินงานต่ำกว่ากลุ่มผู้ปกครองในหลายตัวชี้วัดทางการเงินระยะยาว ข้อมูลชี้ชัดว่า 58% ของคู่รัก DINK ในสิงคโปร์ยังไม่ได้เริ่มวางแผนเกษียณอายุ โดย 55% ของกลุ่มที่ยังไม่เริ่มไม่มีเจตนาที่จะเริ่มภายในปีหน้า

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือ 85% ของ DINK ประเมินความต้องการทางการเงินสำหรับการเกษียณอายุต่ำเกินไป นอกจากนี้ เพียง 39% เท่านั้นที่ทบทวนแผนการเงินประจำปี เทียบกับ 50% ของผู้ปกครอง และมีเพียง 21% ที่ขอคำแนะนำทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ เทียบกับ 32% ของผู้ปกครอง

ความบกพร่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการจัดเตรียมการส่งต่อทรัพย์สินเมื่อเสียชีวิต เช่น พินัยกรรมหรือทรัสต์ โดยมีเพียง 57% ของ DINK ที่จัดเตรียมไว้ เทียบกับ 82% ของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่สำคัญต่อการโอนสินทรัพย์และการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิต

ความท้าทายเฉพาะ การวางแผนผู้สูงอายุโดยไม่มีบุตรคอยดูแล

ประเด็นสำคัญที่กลุ่ม DINK ต้องเผชิญคือการวางแผนการดูแลในวัยสูงอายุ ในโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม บุตรจะเป็นศูนย์กลางของแผนการดูแลระยะยาว และการตัดสินใจในวาระสุดท้ายของชีวิต การที่กลุ่ม DINK ไม่มีบุตรวัยผู้ใหญ่คอยทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและผู้ประสานงานดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดภาวะ “สุญญากาศผู้ดูแล” ที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินชี้ให้เห็นว่า การวางแผนทางการเงินสำหรับ DINK จึงต้องรวมถึงการเตรียมเงินทุนไว้สำหรับการซื้อบริการดูแล ผู้สนับสนุน และการกำกับดูแลทางการเงินอย่างมืออาชีพอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากการพึ่งพาบริการฟรีจากครอบครัว

โครงสร้างทางกฎหมายเฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ DINK เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากการหาประโยชน์ทางการเงินและการทุพพลภาพ เครื่องมือที่สำคัญได้แก่ หนังสือมอบอำนาจถาวร และ Living Trusts เพื่อแต่งตั้งตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์สืบทอด นอกจากนี้ คู่รัก DINK ยังต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดการดูแลผลประโยชน์และผู้จัดการดูแลมืออาชีพ เพื่อจัดการการตัดสินใจด้านสุขภาพและการเงินในช่วงที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง โดยต้นทุนของการจ้างบริการเหล่านี้ต้องถูกคำนวณรวมอยู่ในเป้าหมายการเกษียณอายุ

สำหรับคู่รัก DINK ที่เป็นชาวต่างชาติที่เกษียณอายุหรือพำนักอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ต้องจัดการกับความซับซ้อนของการวางแผนสืบทอดมรดกข้ามประเทศ เนื่องจากสินทรัพย์มักจะถูกถือครองในหลายเขตอำนาจศาล จำเป็นต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การทำพินัยกรรมไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการจัดตั้ง Living Trusts เพื่อจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศ

แรงกดดันทางสังคม การต่อสู้กับคำว่า “เห็นแก่ตัว”

แม้ว่ากลุ่ม DINK จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับการตีตราทางสังคมที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การแสดงออกถึงวิถีชีวิตที่หรูหราและสะดวกสบาย เช่น การโพสต์เรื่อง “เราได้นอนหลับเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น” หรือ “บ้านของเราสะอาดและเงียบสงบ” ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทางออนไลน์อย่างรุนแรง โดยคู่รัก DINK มักถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนเห็นแก่ตัว” และ “พวกวัตถุนิยม”

ในสังคมที่มีค่านิยมดั้งเดิม เช่น จีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่ม DINK เผชิญกับการตีตราทางสังคมที่รุนแรงยิ่งขึ้น พวกเขามักถูกกล่าวหาว่าขาดความรับผิดชอบทางสังคม และถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความปรารถนาที่จะมีคนดูแลในวัยชรา ในประเทศจีน แรงกดดันจากครอบครัวถือเป็นแหล่งของการตีตราที่ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดหวังในการ “สืบสายตระกูล”

การตีตรานี้เป็นสาเหตุของความเครียดทางจิตวิทยาและความสับสนในอัตลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่รู้สึกว่าถูกกำหนดโดยสิ่งที่ขาดไป อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่าการตัดสินใจนี้เป็นการเลือกความ “เห็นแก่ตัวที่ดีต่อสุขภาพ” ที่มุ่งเน้นการจัดลำดับความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดี ความสมดุลทางอารมณ์ และความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

การวิพากษ์วิจารณ์และการถูกตีตราทางสังคมอย่างรุนแรงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงวิจารณ์ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความท้าทายที่วิถีชีวิต DINK มีต่อบรรทัดฐานทางสังคมที่ยึดถือมายาวนาน ทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย ปฏิกิริยาของสาธารณชนตอกย้ำถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกลุ่มประชากรนี้

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระแสที่ไม่อาจหยุดยั้ง

ปรากฏการณ์ DINK เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การเข้าถึงการศึกษาระดับสูง โอกาสทางอาชีพ และความเป็นอิสระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง

ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ปัจจัยทางการเงินเป็นเหตุผลหลักที่คู่รักเลือกวิถีชีวิตที่ไม่มีบุตร เนื่องจากต้นทุนค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายแซงหน้าการเพิ่มขึ้นของรายได้ การเติบโตของกลุ่ม DINK ในภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสร้างความต้องการบริการผู้ดูแลผลประโยชน์เฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับประเทศไทย การที่สังคมไทยมีความคาดหวังดั้งเดิมว่าบุตรจะเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ DINK ในประเทศไทยต้องดำเนินการล่วงหน้าอย่างยิ่งยวดในการจัดตั้งโครงสร้างการสนับสนุนทางการเงินและสุขภาพที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าความต้องการของพวกเขาจะได้รับการดูแลโดยไม่มีการแทรกแซงจากครอบครัว

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาด โอกาสและความท้าทาย

การเติบโตของกลุ่ม DINK กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในหลายอุตสาหกรรม สถาบันการเงินกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เน้นการเติบโตสูงและมีความหลากหลายทั่วโลก เพื่อรองรับเป้าหมายการเกษียณอายุก่อนกำหนดของ DINK ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังปรับตัวเพื่อรองรับคู่รักที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางระยะยาวและมีคุณภาพสูง

ตลาดสัตว์เลี้ยงกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่ม DINKWAD โดยมีการพัฒนาบริการสัตว์เลี้ยงเฉพาะทาง การเงินเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และบริการด้านโลจิสติกส์การเดินทางที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าร่วมได้

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปรับกลยุทธ์การตลาด โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการประหยัดเวลา สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพแบบครบวงจร และความใกล้ชิดกับศูนย์กลางทางอาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดลำดับความสำคัญของ DINK ในด้านอาชีพและเวลาพักผ่อน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่ม DINK ยังก่อให้เกิดความท้าทายระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความยั่งยืนของกำลังแรงงานและอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง ผู้กำหนดนโยบายต้องยอมรับว่าแนวโน้ม DINK เป็นปฏิกิริยาต่อการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเป็นพ่อแม่

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ การปรับตัวสู่อนาคต

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินแนะนำว่า คู่รัก DINK ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมภาวะเงินเฟ้อทางวิถีชีวิต โดยการใช้โปรแกรมการออมอัตโนมัติที่เข้มงวด ซึ่งจะดักจับเปอร์เซ็นต์ที่สูงของการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน เช่น 30% ของรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายตามอัธยาศัยที่มากเกินไป

การวางแผนการเกษียณอายุสำหรับ DINK ควรรวมบริการผู้ดูแลผลประโยชน์มืออาชีพและผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผน โดยมีการประมาณการและจัดสรรงบประมาณสำหรับต้นทุนการดูแลระยะยาวเหล่านี้อย่างชัดเจน เพื่อจัดการกับภาวะสุญญากาศผู้ดูแล

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ในมาตรการต่าง ๆ เช่น การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่เท่าเทียมกัน การดูแลบุตรที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง และการจัดเตรียมงานที่ยืดหยุ่น เพื่อรักษาอัตราการเจริญพันธุ์และขนาดของกำลังแรงงาน

รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมสำหรับประชากรสูงวัยที่มีฐานะดี ซึ่งจะพึ่งพาบริการดูแลมืออาชีพอย่างมากแทนที่จะพึ่งพาครอบครัว สิ่งนี้เรียกร้องให้มีการขยายและควบคุมภาคการดูแลผู้สูงอายุ ผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ และบริการดูแลสุขภาพระยะยาว

นโยบายสาธารณะและการนำเสนอของสื่อควรมุ่งเน้นการทำให้วิถีชีวิตที่หลากหลายเป็นที่ยอมรับ เพื่อลดการตีตราทางสังคมที่ก่อให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลในหมู่บุคคลที่เลือกที่จะไม่มีบุตร

การยอมรับความหลากหลายทางเลือกชีวิต

ปรากฏการณ์ DINK ไม่ใช่แค่แฟชั่นหรือกระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งผู้คนมีอิสระมากขึ้นในการเลือกวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายส่วนบุคคลของตน

แม้ว่ากลุ่ม DINK จะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากการตีตราทางสังคมและความซับซ้อนในการวางแผนทางการเงินระยะยาว แต่พวกเขาก็กำลังเปิดทางสำหรับการยอมรับความหลากหลายทางเลือกชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือทั่วโลก

สิ่งสำคัญคือสังคมต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและยอมรับทางเลือกที่แตกต่าง พร้อมกับสร้างระบบสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับทั้งผู้ที่เลือกมีบุตรและผู้ที่เลือกไม่มีบุตร เพื่อให้ทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

การเติบโตของกลุ่ม DINK เป็นสัญญาณบอกเหตุที่สำคัญสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม ที่ต้องปรับตัวและพัฒนานโยบาย ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของประชากร ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลและความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

อนาคตของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับให้ทุกคนเลือกเส้นทางเดียวกัน แต่อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนสามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตนเองได้ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • รายงาน “การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้านประชากรศาสตร์ พลวัตทางการเงิน และช่องโหว่ทางการตลาดในศตวรรษที่ 21: กลุ่มประชากร DINK (Dual Income, No Kids)”
  • OCBC Financial Wellness Index 2024 – การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่ม DINK และผู้ปกครองในสิงคโปร์
  • สำนักสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกา (U.S. Bureau of Labor Statistics) – ข้อมูลสถิติครัวเรือน DINK ในสหรัฐอเมริกา ปี 2013-2025
  • การศึกษาเรื่อง “DINK Lifestyle in Southeast Asia: Demographic Shifts and Real Estate Market Implications” – การวิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยของกลุ่ม DINK ในประเทศไทย
  • งานวิจัย “Childless by Choice: Psychological Well-being and Life Satisfaction Across Cultures” – การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจของกลุ่ม DINK ในหลายประเทศ
  • American Pet Products Association (APPA) – สถิติการใช้จ่ายของกลุ่ม DINKWAD สำหรับสัตว์เลี้ยง
  • รายงาน “Financial Independence, Retire Early (FIRE) Movement: Analysis of DINK Participation and Saving Patterns”
  • การศึกษา “Social Stigma and Mental Health Challenges Faced by Childfree Individuals in Traditional Asian Societies”
  • งานวิจัย “Long-Term Care Planning for Childless Elderly: The Growing Need for Professional Fiduciary Services”
  • รายงานประชากรศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – แนวโน้มอัตราการเจริญพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ทุนวัฒนธรรมเชียงราย ฟ้อนรำ-เสภาอิ้วเมี่ยน สื่อความกตัญญูต่อโครงการศิลปาชีพ

ชาวอิ้วเมี่ยนสามอำเภอรวมพลัง ณ ดอยหลวง น้อมรำลึก “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ด้วยศิลป์ชาติพันธุ์ สะท้อนพลังศิลปาชีพ–ทุนวัฒนธรรมเชียงราย

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 – ภาพรวมเหตุการณ์“หนึ่งสนาม–สามอำเภอ–หนึ่งหัวใจ” จังหวัดเชียงรายร่วมประจักษ์โมเมนต์ “รวมใจต่างเผ่าพันธุ์” เมื่อมูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทยและผู้นำชุมชนจากดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง จัดพิธีถวายอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่โรงเรียนบ้านขุนแม่บง วัฒนธรรม–ดนตรี–ฟ้อนรำ–เสภา ตามแบบอัตลักษณ์อิ้วเมี่ยนโอบกอดสนามพิธี สื่อสารความจงรักภักดีและความกตัญญูต่อโครงการพระราชดำริด้านศิลปาชีพและการส่งเสริมภูมิปัญญาชุมชนซึ่งต่อยอดคุณภาพชีวิตบนผืนดอยมายาวนาน.  เวลา 09.00 น. สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงกลายเป็นพื้นที่แห่งการ “ร้อยใจชาติพันธุ์” เมื่อชาวอิ้วเมี่ยน (เย้า) จาก สามอำเภอ ได้แก่ อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงแสน และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง พร้อมใจกันจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายความอาลัย และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีดำเนินโดย มูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทย ประสานผู้นำชุมชนและเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่น

บนเวทีพิธี เสียงดนตรีชาติพันธุ์คลอไปกับ การฟ้อนรำ และ การขับเสภา ตามวิถีอิ้วเมี่ยน ถ่ายทอดเรื่องราวความกตัญญูและความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม อัตลักษณ์การแต่งกาย–เสียงแคน–จังหวะกลองที่สืบทอดกันมายาวนาน ถูกนำมาร้อยเรียงเป็น “ภาษาแห่งพิธีกรรม” เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรบนผืนดอยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้แทนภาครัฐด้านวัฒนธรรม เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วย นายอภิชาต กันธิยะเขียว และ นางสาวอัมพิกา จิณะเสน นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย การเข้าร่วมของภาครัฐสะท้อนบทบาท “พี่เลี้ยงนโยบายวัฒนธรรม” ที่ช่วยเชื่อมพิธีกรรมชุมชนกับระบบการคุ้มครอง–ส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เดินหน้าบนฐานมาตรฐานและความยั่งยืน

ความหมายที่ลึกกว่าพิธี“ทุนวัฒนธรรม” เชื่อมแผ่นดิน–เชื่อมชุมชน–เชื่อมหัวใจ

พิธีครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “งานรำลึก” หากแต่เป็น สัญลักษณ์ของสายใย ระหว่างราชสำนัก–มูลนิธิ/โครงการด้านศิลปาชีพ–ชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งส่งผลจริงต่อชีวิตคนบนภูเขา ทั้งด้านรายได้ อาชีพ และศักดิ์ศรีวัฒนธรรม หลายโครงการภายใต้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT) ช่วยสร้างโอกาสให้ชุมชนใช้ฝีมือ–หัตถกรรม–ภูมิปัญญา มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และประสบการณ์วัฒนธรรม สร้าง “ความภูมิใจและรายได้” ควบคู่กัน กรอบคิดเช่นนี้ถูกเผยแพร่และยืนยันบทบาทไว้โดยหน่วยงานรัฐด้านสื่อสาธารณะ (กรมประชาสัมพันธ์) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในแง่นโยบายสาธารณะ

เชียงรายคือจังหวัดที่ หลากหลายทางชาติพันธุ์ อย่างเด่นชัด ความหลากหลายนี้เป็น “ทุนทางสังคม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การศึกษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีงานภาคสนาม/บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่บันทึกชุมชนอิ้วเมี่ยนในเชียงราย ทั้งมิติพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และการจัดการทรัพยากรชุมชน (เช่น “ป่าช้าบ้านห้วยน้ำเย็น” เชียงราย) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางวิชาการว่าชาติพันธุ์นี้ดำรงอยู่–มีอัตลักษณ์–มีระบบความเชื่อของตนเองในโครงสร้างสังคมเชียงราย.

ในระดับประเทศ การสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ทำให้เกิดการจัดพิธีน้อมรำลึก–ถวายอาลัยในหลายจังหวัด สื่อสาธารณะและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันเส้นเวลาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย อันสอดคล้องกับธรรมเนียมการแสดงความอาลัยของประชาชน

พิธีกรรมในสนาม “ศิลป์ชาติพันธุ์” ในฐานะภาษาแห่งความกตัญญู

ผู้เข้าร่วมงานบรรยายว่า โครงสร้างพิธี ตั้งใจยก “ภาษาศิลป์อิ้วเมี่ยน” ขึ้นเป็นแกนกลาง เพื่อสื่อสารความจงรักภักดีในแบบของตนเอง จาก ท่วงทำนองดนตรี ที่มี “จังหวะเรียกขวัญ” ไปจนถึง การฟ้อนรำ ที่แฝงการเคารพบรรพชน และ การขับเสภา ที่เป็นระบบการเล่าเรื่องเชิงวรรณศิลป์ของชนเผ่า พิธีกรรมทั้งหมด “คารวะ” พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุน อาชีพ–ศิลป์–ภูมิปัญญา ให้เติบโตบนพื้นที่ดอยในห้วงเวลาหลายทศวรรษ

ในเวทีสาธารณะของเชียงราย “การแสดงอัตลักษณ์” ไม่ได้หมายถึงการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่คือ “ระบบความหมาย” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น คุณค่า ของรากเหง้าตนเอง รู้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และ เชื่อมโยงอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต เข้าด้วยกันอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือเงื่อนไขของความยั่งยืนด้านวัฒนธรรม เมื่อเยาวชนรู้สึกว่า “บ้านเกิด–ชาติพันธุ์–ภาษา–ศิลป์” เป็นความภูมิใจ เขาจะ อยากสืบสาน มากกว่าเพียง “จำใจรักษา”

เชียงราย ห้องทดลองวัฒนธรรมมีชีวิต

เชียงรายมีการเคลื่อนไหวชุมชนชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แปลงสาธารณะในดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง ล้วนเป็น “ชุมชนเรียนรู้” ที่ผสาน วิถีเกษตร–ความเชื่อ–ภาษา–พิธีกรรม เข้าด้วยกัน แนวโน้มใหม่คือการต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนา “งานศิลป์–หัตถกรรม–เครื่องแต่งกาย–ดนตรี–การแสดง” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัยโดยยังคงมาตรฐาน ความถูกต้องของอัตลักษณ์ (authenticity) ซึ่งกรอบคิดนี้สอดรับกับแนวทางของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และการทำงานด้านมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐไทยที่เผยแพร่ในสื่อทางการ

ชาวอิ้วเมี่ยน เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญของเชียงราย การดำรงอยู่ของชุมชน–พิธีกรรม–พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการบันทึกและอธิบายในฐานข้อมูลของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งมักทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและนักวิชาการ เพื่อ “อ่าน” ความหมายที่อยู่หลังพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ “รัฐธรรมนูญทางวัฒนธรรมของชุมชน” ที่กำกับจริยธรรมการอยู่ร่วมกับคน–ป่า–สิ่งศักดิ์สิทธิ์.

ขณะเดียวกัน งานวิชาการของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ตัวอย่างในคลังปริทัศน์/สารสนเทศของสถาบัน) ก็สะท้อนหลักฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยนในเชียงราย/เชียงแสน ทั้งด้านชื่อสกุล–มรดกความทรงจำ–เครือข่ายทางสังคม อันเป็นองค์ประกอบของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเชื่อมสู่มิติการเรียนการสอน–การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–การสื่อสารสาธารณะได้

เชื่อมพิธี–เชื่อมนโยบาย จากสนามโรงเรียนสู่ระบบคุ้มครองมรดก

การเข้าร่วมของ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ในพิธี ไม่เพียงสะท้อน “กัลยาณมิตรภาครัฐ” แต่ยังหมายถึงความพยายาม ผนวกพิธีชุมชนเข้ากับระบบงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การ บันทึก–ถอดความ–จัดทำคลังข้อมูล ไปจนถึงการ ให้คำปรึกษาด้านมาตรฐาน เมื่อชุมชนต้องการยกระดับการแสดง/งานหัตถกรรมเข้าสู่ กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ โดยแกนปรัชญาระดับชาติเรื่อง “ศิลปาชีพ–ภูมิปัญญา–รายได้–ศักดิ์ศรี” มีพยานหลักฐานในสื่อทางการของรัฐที่อธิบายบทบาทของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตามที่อ้างถึง

ถ้อยคำให้ถูกต้อง กรอบทางการของพระนามและพิธีน้อมรำลึก

สื่อมวลชนและหน่วยงานท้องถิ่นควรยึดตาม กรอบการ พระนามอย่างเป็นทางการ ตามประกาศ–ข้อบังคับที่ตีพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้เนื้อหาในสื่อสาธารณะสอดคล้องกับมาตรฐานทางพิธีการ โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในสื่อทางการ/ข่าวพิธีกรรม/เอกสารประชาสัมพันธ์ของรัฐและชุมชน (เอกสารปี 2562 ชี้แนวทางได้อย่างชัดเจน)

เสียงสะท้อนจากสนาม (ประเด็นเด่น–ประเด็นรอง)

ประเด็นเด่น

  1. ความพร้อมของเครือข่ายชุมชน การรวมตัวของสามอำเภอสะท้อนศักยภาพ “จัดการตนเอง” ของชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคุ้มครอง–สืบทอดวัฒนธรรม
  2. การมีส่วนร่วมของภาครัฐ การเข้าร่วมของวัฒนธรรมจังหวัดเสริมแรง “ความถูกต้อง–มาตรฐาน–ความยั่งยืน” ของพิธี และเปิดประตูสู่การพัฒนาต่อยอดเชิงนโยบาย
  3. กรอบอ้างอิงระดับชาติ งานด้าน ศิลปาชีพ/ภูมิปัญญา ที่อยู่ใต้พระราชดำริยาวนาน ทำให้พิธีรำลึกมิใช่เพียงการไว้อาลัย แต่ยังเป็นการ “ทบทวนพัฒนาการ” ของทุนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

ประเด็นรอง

  • โอกาสสื่อสารสาธารณะ บันทึกเสียง–ภาพ–คลิปความทรงจำ “พิธี-เพลง-ฟ้อน” โดยเยาวชนในชุมชน เพื่อทำเป็นคลังดิจิทัล (Local Digital Heritage) รองรับการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่
  • การเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเครื่องแต่งกาย/ลายผ้า/หัตถกรรม/งานดนตรีสู่ “แพ็กเกจประสบการณ์” วัฒนธรรมในเทศกาลท้องถิ่น–การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเคารพ ความถูกต้องทางวัฒนธรรม และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
  • หลักสูตร–ห้องเรียนวัฒนธรรม ใช้สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงเป็น “พื้นที่การเรียนรู้” ที่บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น–ชาติพันธุ์ศึกษา–ดนตรี–หัตถกรรม ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ (อ้างอิงคลังวิชาการ MFU ที่เคยศึกษาลักษณะชื่อสกุล/ชาติพันธุ์ในเชียงแสน)

บทสรุปเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ

  1. พิธีรำลึก ครั้งนี้ตอกย้ำว่า “ทุนวัฒนธรรม” คือ พลังเชื่อม รัฐ–ราชสำนัก–ชุมชน  เมื่อชุมชนสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านดนตรี–ฟ้อน–เสภา ได้อย่างภาคภูมิ ศักดิ์ศรีวัฒนธรรมจะงอกงามและคุ้มครองตนเองได้
  2. ยึดกรอบถ้อยคำทางการ สื่อ/หน่วยงานควรตรวจสอบการใช้พระนามให้ถูกต้องตามราชกิจจานุเบกษาในการร่างข่าว/เอกสาร เพื่อความเรียบร้อยของพิธีการ
  3. เดินหน้าศิลปาชีพ–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูรณาการการฝึกทักษะ/ออกแบบผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์/การตลาด ให้สอดคล้องแนวทางที่ภาครัฐเคยเผยแพร่เกี่ยวกับบทบาท มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อยกระดับรายได้ชุมชนโดยไม่ละทิ้งความถูกต้องของอัตลักษณ์
  4. ฐานความรู้ชาติพันธุ์ ใช้ฐานข้อมูล–บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และงานวิชาการในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น เป็น “หลักฐาน–แหล่งเรียนรู้” สนับสนุนการจัดทำคลังดิจิทัล/ทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวอิ้วเมี่ยนในเชียงราย

จากสนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงสู่ภาพรวมจังหวัด พิธีน้อมรำลึกครั้งนี้ชี้ให้เห็น “พลังเงียบของวัฒนธรรม” ที่เมื่อหยั่งรากในชุมชน ก็สามารถเป็นทั้ง ภาษาแห่งความกตัญญู และ เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต พหุวัฒนธรรมของเชียงรายจึงมิใช่ความต่างที่ต้องจัดระยะห่าง หากคือ “ความงามที่ต้องจัดระเบียบใหม่” ให้ร่วมสร้างอนาคตเดียวกันได้ ด้วยกรอบถ้อยคำที่ถูกต้อง ความจริงเชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนรุ่นใหม่บนผืนดอย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS HEALTH

สสส.-มฟล. ผนึกพลัง! ใช้คลิปสั้นขับเคลื่อน “เชียงรายเมืองสุขภาพ” ผ่านระบบอาหาร

วันแห่งการ “ลงมือสื่อสาร” ของคนรุ่นใหม่

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 – ห้องประชุม “ประดู่แดง 2” อาคารพลเอกสำเภาชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แน่นขนัดไปด้วยนักศึกษา ทีมสร้างสรรค์จากหลายสาขา และเครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรม 4 อำเภอนำร่อง เมืองเชียงราย, แม่สาย, เชียงแสน, เชียงของ ต่างตั้งใจมาดูว่าพลังของคลิปวิดีโอสั้นและงานเล่าเรื่อง (storytelling) จะเปลี่ยน “พฤติกรรมการกิน” ของผู้คนได้อย่างไร สภาพแวดล้อมของสถานที่จัดงานซึ่งเป็นหอประชุมหลักของมหาวิทยาลัยช่วยให้การบรรยาย การเสวนา และการสาธิตเกิดขึ้นไหลลื่นตลอดทั้งวัน

งานนี้เกิดขึ้นภายใต้ “โครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และดำเนินงานโดยบริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ขับเคลื่อน “Chiang Rai Wellness City” ให้เป็นรูปธรรม ผ่านระบบอาหารปลอดภัยที่ตรวจสอบได้และยั่งยืน (ThaiHealth เป็นหน่วยงานรัฐลักษณะกองทุนสาธารณะที่สนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง)

เวทีเสวนา จาก “อยู่ไม่เป็นสุข” สู่ “สามห่วงโซ่คล้องใจ”

ช่วงสายเปิดวงเสวนาในหัวข้อ “อาหารเพื่อสุขภาวะต่อการพัฒนาเชียงรายเมืองสุขภาพ” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนหน่วยงานหลัก ได้แก่ อาจารย์ ดร.สง่า ดามาพงษ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.), นายกิตติ ทิศสกุล (ผู้จัดการโครงการฯ และประธาน บ.ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย), นายเสน่ห์ แสงคำ (เกษตรจังหวัดเชียงราย), นายวชิระ หน่อแหวน (นักสาธารณสุขชำนาญการ สสจ.เชียงราย) และอาจารย์ฐานปัทม์ ไชยชมภู (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

แกนคิดของวงคือการแก้ “สามปัญหาหลัก” ที่ทำให้สังคม “อยู่ไม่เป็นสุข” ทางอาหาร  (1) ต้นน้ำ เกษตรกรยังใช้สารเคมีสูง, (2) กลางน้ำ ร้านอาหารยังปรุงไม่ชูสุขภาพ, (3) ปลายน้ำ ผู้บริโภคขาดความรอบรู้ ด้วย “สามห่วงโซ่คล้องใจ” ให้เชื่อมกันครบวงจร แหล่งผลิตปลอดภัย ครัว-ร้านปรุงดีต่อสุขภาพ ผู้บริโภคเลือกกินอย่างรู้เท่าทัน

ในวงเสวนา นายกิตติ ทิศสกุล อธิบาย “ยุทธศาสตร์เชิงสื่อสาร” ของโครงการว่า ใช้ “นักศึกษามหาวิทยาลัย” เป็นผู้สื่อสารลำดับแรก ผ่านคลิปสั้นที่เล่า “ที่มาของจานอาหารปลอดภัย” ตั้งแต่วัตถุดิบถึงครัว และขยายผลด้วยแพลตฟอร์ม “Give and Give” ในแนวเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) เพื่อเชื่อมเครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรมกับเกษตรกรปลอดภัย ให้เกิดทั้งยอดขาย คะแนนสะสม สิทธิประโยชน์ และกองทุนสีเขียวกลับคืนสู่ชุมชน ผลลัพธ์คือ “วงจรแรงจูงใจ” ใหม่ที่ทำให้คนกิน-ร้าน-ชุมชนได้ประโยชน์พร้อมกัน (อ้างอิงข้อมูลตามถ้อยคำผู้จัดงานที่ให้ไว้)

ฝั่งภาคเกษตร นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย สะท้อนแนวทางลดสารเคมีด้วยการส่งเสริม “ปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหาร/วัสดุเหลือใช้” และการให้ความรู้เรื่องโครงสร้างดิน ใช้ปุ๋ยอะไร เหมาะกับพืชใด ก่อนเชื่อมตลาดสีเขียวและตลาดหลัก เพื่อระบายผลผลิตล้นตลาดด้วยช่องทางที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามภาครัฐระดับจังหวัดที่ผลักดัน “เมืองอาหารปลอดภัย” ผ่านหลายมาตรการตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

จุดต่างที่เป็น “นวัตกรรม” สื่อ + เมนูพื้นถิ่น + อาหารเป็นยา

“จุดขาย” ของ Hackathon นี้ไม่ได้อยู่ที่เทคนิคภาพหรือการตัดต่อเท่านั้น แต่คือ “การแปลงคุณค่าพื้นถิ่นให้เป็นภาษาคนรุ่นใหม่” เมนูท้องถิ่นล้านนาที่มีสมุนไพรและภูมิปัญญาชุมชนเดิมอยู่แล้ว ถูก “รีดีไซน์การเล่าเรื่อง” ให้ดึงดูดมากขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และสร้าง “แรงบันดาลใจให้ลอง”  โดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของถิ่น สิ่งนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ WHO ที่เน้น “อาหารที่หลากหลาย สมดุล และปลอดภัย” เป็นฐานสุขภาวะ และสนับสนุนให้เกิดนโยบายและสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ปัญหา “เศษอาหาร/อาหารล้นตลาด” ซึ่งเป็นแรงกดดันเชิงสิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจระดับโลก ก็ถูกยกเป็นโจทย์ท้าทายให้ทีมพัฒนาคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มและบริการเพื่อ “อัพไซเคิล” วัตถุดิบส่วนเกิน สอดรับข้อเท็จจริงจาก FAO ว่าความสูญเสีย/สูญเปล่าของอาหารเกิดกระจายตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากปิดรูรั่วตรงนี้ได้ เมืองสุขภาพย่อมเดินได้เร็วขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม

เวทีประกวด รางวัลและไอเดียที่ขับเคลื่อนจริง

ผลรางวัล Hackathon Project (6 รางวัล)

  • ชนะเลิศ (5,000 บาท + โล่) ทีม “หิวมาก” ผลงาน กาสะลอง @ ไร่พีบี วัลเล่ย์ เชียงราย | อาหารปลอดภัยที่ปลูกด้วยใจกลางขุนเขา
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 (3,000 บาท + โล่) ทีม “ซวยแล้วหนู คู่หูพี่มาแล้ว” ผลงาน Malongder Healthy Lanna Cuisine
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 (2,000 บาท + โล่) ทีม “Neet more rest time” ผลงาน Safe Food Cuisine Sathanee Nam Nueng
  • Popular Vote (5,000 บาท + โล่) ทีม “ST” ผลงาน Beyond Sky Café at Chiang Kong | Hackathon Healthy Food
  • ชมเชย (1,000 บาท + โล่) จำนวน 2 รางวัล
    • ทีม “Dynamic Duo” ผลงาน เมนูชูสุขภาพ ร้านเอกโอชา เชียงราย ยำตะไคร้กุ้งสด
    • ทีม “ติดบ้านไหม” ผลงาน ข้าวมันไก่ไหหลำ เชียงของ | 60 Years of Flavor in Chiang Khong

รางวัลนักสื่อสารโครงการ (รางวัลละ 1,500 บาท)

  • The Maximum Output Award (ปริมาณคอนเทนต์มากที่สุด) ทีม “ยาลือ”
  • The Public Influence Award (อิทธิพลสื่อสูงสุด ยอด Like/Comment/Share/Save) ทีม “ช่วยด้วย”
  • The Creative Excellence Award (ความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม) ทีม “หิวข้าว”

สาระสำคัญของผลงานชนะเลิศ คือการตีความ “อาหารปลอดภัย” ให้จับต้องได้ ในมุมมองของผู้บริโภครุ่นใหม่ เชื่อมฉากไร่กาแฟและแปลงผักบนภูเขาเข้ากับครัวร้านอาหารเมือง และลงท้ายด้วยคำชวน “ลองเปลี่ยนจานถัดไปของคุณให้ดีต่อสุขภาพและดีต่อชุมชน”  นี่คือพลังของสื่อที่ทำให้ “ทางเลือกที่ดี” กลายเป็น “ดีลที่ใช่” ในชีวิตประจำวัน

สาระจากผู้จัด “จากไอเดีย สู่ระบบนิเวศตลาดจริง”

นายกิตติ ทิศสกุล ผู้จัดการโครงการฯ อธิบายถึงกลไกตลาด “Give and Give” ในเชิงนโยบายว่า ตั้งใจให้เป็น แพลตฟอร์มสร้างแรงจูงใจสองทาง ผู้ประกอบการร้านอาหาร/โรงแรมซื้อวัตถุดิบปลอดภัยก็ได้ “คะแนน-ส่วนลด-สิทธิประโยชน์” กลับไป ขณะเดียวกัน ส่วนหนึ่งของมูลค่าการซื้อ ถูกกันไว้เป็น “กองทุนสีเขียว” เพื่อไปขับเคลื่อนกิจกรรมอาหารปลอดภัยในชุมชนต่อ พลิกโมเดล “ซื้อแล้วจบ” ให้เป็น “ซื้อแล้วหมุนต่อ” สู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้าง (ข้อความสรุปจากผู้จัดงานตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

เมื่อถามถึงโจทย์ “ผลผลิตล้นตลาด/เศษอาหารเหลือทิ้ง” ผู้จัดโครงการย้ำแนวทาง แปรรูป-หมุนเวียน-กลับเข้าสู่ไร่นา ด้วยความรู้ทางดินและปุ๋ยหมัก รวมถึงการเปิด “พื้นที่ตลาดสีเขียว” ให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าแหล่งปลอดภัยได้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้สอดประสานกับคำแนะนำเชิงนโยบายเรื่องอาหารเพื่อสุขภาวะและพฤติกรรมสุขภาพที่ WHO ผลักดันในระดับโลก

ทำไม “เชียงราย” ต้องขับเคลื่อนประเด็นนี้ “ตอนนี้”

  1. ภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และพฤติกรรมการบริโภค
    WHO ระบุชัดว่าพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมและการไม่มีกิจกรรมทางกายคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ NCDs โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็งบางชนิด การลงทุนด้าน “ระบบอาหารที่ดีและสื่อสารพฤติกรรมสุขภาพ” ให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ จึงเป็น “คุ้มค่าที่สุด” เมื่อมองทั้งมุมสุขภาพและเศรษฐกิจระยะยาวของจังหวัด
  2. โอกาสทางเศรษฐกิจของอาหารปลอดภัยและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
    จังหวัดผลักดันภาพ “เมืองสุขภาพ Chiang Rai Wellness City” และ “เมืองอาหารปลอดภัย” ผ่านหลายความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ-เอกชนที่ต่อเนื่อง มิติ “อาหาร” เป็นประตูสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา ข้อมูลด้านนโยบายสาธารณะและการรณรงค์เรื่องอาหารปลอดภัยในเชียงรายปรากฏต่อเนื่องในสื่อภาครัฐระดับจังหวัดตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อน “ฉันทามติ” ระดับท้องถิ่นให้เดินไปทิศทางนี้อย่างจริงจัง
  3. ลดสูญเสียอาหาร กำไรทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และกระเป๋าเงินชุมชน
    FAO ย้ำตัวเลขโลกที่ “ชวนคิด” อาหารราว 14% สูญเสียในซัพพลายเชน และอีกประมาณ 19% สูญเปล่าที่ด่านค้าปลีก-บริการอาหาร-ครัวเรือน การออกแบบแพลตฟอร์ม/บริการที่ “ดูดซับ-ยืดอายุ-แปรรูป-รีเทิร์น” อาหารส่วนเกินให้มีมูลค่า คือคานงัดที่เชื่อม “เป้าหมายสุขภาพ” เข้ากับ “เศรษฐกิจท้องถิ่นสีเขียว” อย่างจับต้องได้

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว และการบ้านหลังจบเวที

ระยะสั้น

  • เครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรม 50+ แห่งมี “ต้นแบบคอนเทนต์” พร้อมใช้ ทั้งภาพลักษณ์แบรนด์ และข้อมูลที่ชี้ชวนผู้บริโภคเลือกเมนูสุขภาวะ
  • นักศึกษามี “ทักษะสื่อสารสาธารณะ” ฝั่งสุขภาพ-โภชนาการ ผ่านงานจริงกับผู้ประกอบการ
  • เกิด “บทสนทนาสาธารณะ” เรื่องอาหารปลอดภัยที่กว้างขึ้น จากเวทีสู่สื่อออนไลน์ของผู้เข้าแข่งขัน

ระยะกลาง

  • แพลตฟอร์ม “Give and Give” หากเดินหน้าต่อ จะทำให้ พฤติกรรมการจัดซื้อ ของผู้ประกอบการขยับไปหาวัตถุดิบปลอดภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะมีแรงจูงใจเป็นแต้ม/ส่วนลด/สิทธิประโยชน์ และมี “กองทุนสีเขียว” เติมเชื้อเพลิงกิจกรรมสาธารณะกลับสู่ชุมชน
  • ตลาดสีเขียวกับช่องทางค้าปลีกหลักในพื้นที่ จะเป็น “วาล์วระบาย” ผลผลิตล้นตลาด พร้อมฐานข้อมูลสม่ำเสมอสำหรับวาง KPI เมืองสุขภาพ

ระยะยาว

  • หาก “การสื่อสาร” ต่อเนื่องควบคู่ “นโยบายเชิงสิ่งแวดล้อมเอื้อสุขภาพ” (health-promoting environments) ตามแนวทาง WHO เชียงรายจะเข้าใกล้เส้นชัย เมืองสุขภาพ มากขึ้น ทั้งในเชิงตัวชี้วัดสุขภาพประชากรและความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย/ภาคปฏิบัติ (จากบทเรียนบนเวที)

  1. ตั้ง “ดัชนีอาหารปลอดภัยระดับอำเภอ”
    ชั่งน้ำหนัก 3 ด้าน (ก) สัดส่วนแหล่งผลิต/เกษตรกรที่ผ่านมาตรฐานลดสาร, (ข) สัดส่วนเมนูชูสุขภาวะในร้านเครือข่าย, (ค) อัตราการรับรู้/การเลือกของผู้บริโภค เผยแพร่รายไตรมาสเพื่อให้เกิดการแข่งขันเชิงบวกในพื้นที่
  2. ย้ำบทบาท “นักสื่อสารสุขภาวะ” เป็นโครงการต่อเนื่อง
    บ่มเพาะ cohort นักศึกษาและครูพี่เลี้ยงใหม่ทุกปี เพิ่ม “ธนาคารสคริปต์/ชุดภาพ” กลางให้ร้าน-โรงแรมใช้ได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขอ้างอิงแหล่งวัตถุดิบปลอดภัย
  3. ขยาย “Give and Give” สู่ระบบแต้มร่วม (federated points)
    เชื่อมกับตลาดสีเขียว/ตลาดชุมชน เพื่อให้แต้มใช้ได้หลายที่ เพิ่มแรงจูงใจทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมระบบเก็บข้อมูล (data lake) เพื่อนำไปวิเคราะห์รูปแบบการบริโภคและวางแคมเปญเชิงพฤติกรรม
  4. ยกระดับงาน “ลดเศษอาหาร” เป็นแชมเปี้ยนของเมือง
    ตั้งโจทย์ Hackathon รุ่นต่อไปให้เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์/บริการอัพไซเคิลวัตถุดิบส่วนเกิน, การคาดการณ์อุปสงค์ด้วยข้อมูล (demand prediction), และการคืนคุณค่าเศษอาหารสู่ไร่เป็นปุ๋ยชีวภาพ โดยตั้งเป้าตัวชี้วัดสาธารณะให้ชัดเจน (เช่น ลดอาหารสูญเปล่าในเครือข่าย x%) ให้เชื่อมโยงตัวเลข FAO เพื่อการติดตามผลที่เทียบได้มาตรฐานสากล

มุม “คนอ่านใช้ประโยชน์ได้ทันที”

  • หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร/โรงแรม เริ่มจาก “เมนูนำร่อง” 1–2 รายการที่ชูสุขภาวะและเล่า “ที่มา” ของวัตถุดิบ เชื่อมกับคอนเทนต์ทีมมหาวิทยาลัยที่ผลิตไว้ แล้วโยงเข้าระบบแต้มของแพลตฟอร์ม
  • หากเป็นผู้บริโภค ลอง “1 มื้อเพื่อชุมชน” ต่อสัปดาห์ เลือกเมนูจากร้านเครือข่ายอาหารปลอดภัย/ตลาดสีเขียว และแชร์เรื่องราวจานนั้นบนโซเชียล เพื่อขยายอิทธิพลสาธารณะเชิงบวก
  • หากเป็นภาครัฐท้องถิ่น ประกาศ Roadmap เมืองสุขภาพ ที่ผูกตัวชี้วัดด้านอาหารปลอดภัยกับนโยบายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรายงานผลทุกไตรมาสอย่างโปร่งใส

จาก “เวทีหนึ่งวัน” สู่ “ระบบนิเวศความร่วมมือ”

Hackathon ครั้งนี้พิสูจน์ว่าการขับเคลื่อนเมืองสุขภาพเริ่มได้จาก “คลิปสั้น ความคิดยาว” เมื่อการเล่าเรื่องอาหารพื้นถิ่นถูกจับคู่กับระบบตลาดแบบมีแรงจูงใจ และเสริมหลังบ้านด้วยองค์ความรู้เกษตรปลอดภัย เมืองก็จะได้ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนในคราวเดียว สิ่งที่เชียงรายกำลังทำ จึงไม่ใช่แค่การประกวดสื่อ หากคือการวางรากฐาน “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ” ที่คนทั้งเมืองมีส่วนร่วม ตั้งแต่ไร่ไปถึงจาน และจากจานกลับสู่ชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
    เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • องค์การอนามัยโลก (WHO
  • FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations)
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (กรมประชาสัมพันธ์)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สนามบินเชียงรายติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว: เจาะมาตรการ SRM คุมเข้มความเสี่ยง FOD และยกหนัก

เชียงรายเดินหน้าอัปเกรด “สะพานเทียบอากาศยาน” ยกระดับความปลอดภัย-บริการ เจาะมาตรการ SRM, การสื่อสาร NOTAM และข้อเสนอแนะเชิงระบบ

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 — เพจ GATC Thailand เผยแพร่ภาพความคืบหน้า “โครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยาน (Passenger Boarding Bridges: PBB) จำนวน 2 ตัว” ที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) โดยสนามบินยืนยันแนวทางปฏิบัติตามหลัก การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Management of Change: MOC) และ การบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Safety Risk Management: SRM) ภายใต้ระบบบริหารความปลอดภัยการบิน (SMS) ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Annex 19) และกรอบกำกับดูแลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่งจากตัวเลข รายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนของโครงการ (เช่น การเว้นเขต Fall Zone, รอบการ FOD sweep, ขั้นตอน Crane Lift Plan, รายการทดสอบ PBB ใหม่ และเกณฑ์ทางเทคนิคของผู้ผลิต) อ้างอิงจาก เอกสารโครงการ/ร่างรายงาน MOC–SRM ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ในคำสั่งงานฉบับนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ใช้ประกอบการรายงานเชิงวิเคราะห์ โดยหลีกเลี่ยงการตั้งข้อมูลใหม่ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง การเปลี่ยน PBB เป็น “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” ซึ่งตามกรอบ SMS ต้องระบุอันตราย (hazards) ประเมินความเสี่ยงด้วยเมทริกซ์ ICAO 5×5 และกำหนดมาตรการควบคุมก่อน อนุมัติ และหลังการใช้งานจริง เพื่อให้ “ระดับความปลอดภัยที่ยอมรับได้ (ALoS)” คงอยู่ตลอดวงจรโครงการ

ทำไม “สะพานเทียบอากาศยาน” จึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยและคุณภาพบริการ

สะพานเทียบอากาศยาน (PBB) คือทางเชื่อมยกระดับระหว่างอาคารผู้โดยสารกับประตูอากาศยาน เป็นจุดสัมผัสสำคัญของผู้โดยสารกับเครื่องบิน หาก PBB มีความพร้อมด้าน โครงสร้าง-กลไก-การควบคุม จะช่วยให้การขึ้น/ลงเครื่องราบรื่น ปลอดภัย และลดเวลาหมุนเวียนเครื่องบิน (turnaround time) ซึ่งส่งผลต่อ ความตรงต่อเวลา (OTP) และ ความพึงพอใจผู้โดยสาร โดยตรง

โครงการที่ CEI มีทั้ง “การรื้อถอน PBB เก่า” และ “ติดตั้ง PBB ใหม่” ในพื้นที่ Airside (ลานจอด/เขตปฏิบัติการอากาศยาน) ซึ่งยังมีเที่ยวบินใช้งานจริง จึงจัดเป็นงานที่ต้องวางมาตรการความปลอดภัยเฉพาะเพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่เคลื่อนไหว (movement area), การใช้เครนยกหนัก (heavy lifting) และการเกิด FOD (Foreign Object Debris) หรือ “เศษวัสดุแปลกปลอม” ที่อาจถูกเครื่องยนต์ดูดเข้าไปจนเสียหายรุนแรง

รายงาน SRM ชี้ 2–3 ความเสี่ยงต้นทางสูง ต้องบังคับใช้มาตรการทันที

รายงานการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (SRM) ของโครงการ (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ระบุ “อันตรายหลัก” ที่ต้องควบคุมเข้มข้น ดังนี้

  1. FOD (เศษวัสดุแปลกปลอม) — ความเสี่ยงที่เศษโลหะ/เครื่องมือ/วัสดุก่อสร้างหลุดสู่ลานจอดและถูกดูดเข้าเครื่องยนต์อากาศยาน ถูกจัดเป็นความเสี่ยงระดับสูง (ตัวอย่างแนวคิดความรุนแรงตามการบินพลเรือน: FOD อาจก่อ “Hazardous severity”) จึงต้องมี FOD sweep ต่อเนื่อง, คุมเส้นทางขนส่ง (haul routes) และวินัยการเข้าถึง AOA อย่างเคร่งครัด  
  2. การยกหนัก (Heavy Lifting) ด้วยเครน — การชักรอก/เคลื่อนย้าย PBB ในพื้นที่จำกัดใกล้อากาศยานและอาคารผู้โดยสารถูกประเมิน “ความรุนแรงระดับ Catastrophic” จึงต้องมี แผนการยก (Crane Lift Plan) ที่วิศวกรผู้มีคุณสมบัติอนุมัติ, กำหนด Fall Zone ชัดเจน และ หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดชั่วคราวช่วง critical lift โดยประสานหอควบคุมการบิน (ATC)
  3. การรุกล้ำพื้นที่ปฏิบัติการ (Airside Incursion) — ยานพาหนะ/บุคลากรก่อสร้างเข้าสู่ movement area โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงต่อการชนกับอากาศยานที่กำลัง taxi/pushback จึงต้องมี low-profile barricades, ระบบอนุญาตขับขี่ในเขต airside, และการคุม “escort” ตลอดเวลา

รายงานยังย้ำว่า หลังติดตั้ง PBB ใหม่ ต้องทดสอบความเข้ากันได้ในการปฏิบัติงาน (operational compatibility) และทดสอบทางเทคนิค/โครงสร้าง (เช่น load test และการควบคุมแรงกดบนลำตัวอากาศยานตามสเปกผู้ผลิต) ให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเปิดใช้งานจริง

เครื่องมือกำกับ “มองไม่เห็น” แต่สำคัญ MOC, SRM, AOM และการสื่อสารแบบ NOTAM

ด้วยสถานะ “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” สนามบินต้องเดินกระบวนการอนุมัติ 3 ช่วง ได้แก่ Compliance–Control–Completion (ยื่นรายละเอียด/แผนความปลอดภัย–ควบคุมงานจริงตาม SRM–ทดสอบรับรองและปรับปรุงเอกสาร) ภายใต้กรอบ SMS/Annex 19 ของ ICAO และกฎ CAAT  

ส่วน “การสื่อสารข้อจำกัดการใช้งานสนามบิน” ต้องทำผ่าน AIS/NOTAM อย่างทันท่วงที เพื่อให้สายการบิน นักบิน ผู้ควบคุมจราจร และผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นรับรู้ตรงกันว่า “ช่วงไหน/หลุมจอดใด/ขอบเขตใด” มีงานก่อสร้างหรือข้อจำกัดเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและลดอุบัติการณ์ โดยไทยมีการจัดทำ eAIP/NOTAM ภายใต้มาตรฐาน CAAT/AEROTHAI ซึ่งแยก series (เช่น Series A/C) สำหรับประกาศข้อจำกัดสนามบินระหว่างประเทศ/ในประเทศตามลำดับ  

ในทางปฏิบัติ หลายเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยในสนามบินทั่วโลกมักเกี่ยวข้อง “ข้อมูลสนามบินช่วงก่อสร้างสื่อสารไม่ชัด” หรือ “แผนภาพพื้นที่จำกัดไม่ครบถ้วน” แนวทางสากลจึงแนะนำ Construction Notice Diagram ควบคู่ NOTAM เพื่อให้เห็นภาพรวมจุดกั้น/เส้นทางวิ่งใหม่อย่างเข้าใจง่าย ลดความคลุมเครือระหว่างงานกับการจราจรอากาศยาน  

มาตรการภาคสนาม จากรั้วกั้นเตี้ยสะท้อนแสง ถึง “FOD Sweep” รายชั่วโมง

เพื่อให้ “ดัชนีความเสี่ยงตกค้าง (Residual Risk)” ลดลงสู่ระดับยอมรับได้ แผนควบคุมในภาคสนามที่ CEI (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) มีทั้งมาตรการ บริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง และ มาตรการเฉพาะ PBB อาทิ

  • การแบ่งเขตก่อสร้าง (barricading/demarcation) ด้วย low-profile barricades สีสะท้อนแสงตามมาตรฐานการบิน, ป้าย/ไฟเตือนกลางคืน และการติดตั้งล่วงหน้าก่อนเริ่มงานจริง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการภาคพื้นและนักบินสังเกตเห็นได้ชัดเจน
  • AOA access control จำกัดเส้นทางขนส่งวัสดุ (haul routes), อนุญาตเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการอบรมขับขี่ในเขต airside, และมี safety officer เฝ้าระวังเฉพาะงานก่อสร้างสนามบิน
  • Crane Lift Plan/Fall Zone แผนยกโดยวิศวกรที่มีคุณสมบัติ, คุมเขตอันตรายห้ามบุคคลอยู่ใต้โหลด, ใช้ qualified rigger และอุปกรณ์ rigging ที่มีตัวล็อกอัตโนมัติ พร้อม “หยุดปฏิบัติการบริเวณใกล้เคียงช่วง critical lift”
  • FOD Control กำหนดรอบ FOD sweep ถี่ขึ้น (ก่อน/ระหว่าง/หลังงานแต่ละช่วง), บังคับเก็บกวาดเส้นทาง haul routes และกำหนดบทลงโทษเรื่องวินัย FOD ไว้ในสัญญาผู้รับเหมา
  • การทดสอบ/รับรอง PBB ใหม่ ดำเนิน docking test, load test และทวนสอบ “ข้อกำหนดของผู้ผลิต” เพื่อยืนยันความเข้ากันได้กับชนิดอากาศยานที่ CEI รองรับ ก่อนบรรจุขั้นตอนใช้งาน/บำรุงรักษาใน คู่มือการดำเนินงานสนามบิน (AOM) ฉบับปรับปรุง

เมื่อนำมาตรการเหล่านี้ไปใช้ตามแผน SRM รายการเสี่ยงสูงหลายรายการ—เช่น FOD/การยกหนัก/การรุกล้ำพื้นที่—จะ “เลื่อนลง” สู่โซนยอมรับได้หรือยอมรับได้แบบมีเงื่อนไข ซึ่งต้องมีการ ติดตามผลต่อเนื่อง และ Post-Implementation Review (PIR) ในระยะ 6–12 เดือน เพื่อตรวจว่ามาตรการยังมีประสิทธิผลจริงในงานประจำวัน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)

ผู้โดยสาร–สายการบิน–ชุมชนท้องถิ่น ได้อะไร/ต้องรับรู้อะไร

ต่อผู้โดยสาร — ช่วงก่อสร้างอาจมี “ข้อจำกัดการใช้งานหลุมจอด/ประตู” บางช่วงเวลา ผู้โดยสารอาจพบการเปลี่ยนประตูขึ้นเครื่องหรือใช้รถบัสรับส่ง (bus gate) แทน PBB ชั่วคราว แต่มาตรการสื่อสารผ่าน NOTAM/ประกาศสนามบิน ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียวางแผนล่วงหน้า ลดผลกระทบความล่าช้า

ต่อสายการบิน/ผู้ปฏิบัติการภาคพื้น — การวางแผน turnaround ต้องประสานหนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะช่วง critical lift ที่อาจมี “หยุดการปฏิบัติการบนลานจอดเฉพาะจุด” ชั่วคราว การมี “แผนภาพเขตก่อสร้าง (construction diagram)” ชัดเจนและ brief ร่วมรายสัปดาห์ช่วยให้การขยับหลุมจอด/สลับอุปกรณ์เป็นระเบียบและปลอดภัย

ต่อชุมชน/เศรษฐกิจท้องถิ่น — PBB ใหม่ที่ปลอดภัยและทันสมัยช่วยหนุนภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ของเชียงราย สอดคล้องยุทธศาสตร์ Green/BCG และความต้องการรองรับนักท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องในฐานะ “เมืองรองรายได้สูง” ของประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการจัดการ (เพื่อความปลอดภัย+ประสิทธิภาพระยะยาว)

อ้างอิงรายงานโครงการ/แนวปฏิบัติสากล ประสานกับบริบทสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริงตลอดเวลา บทวิเคราะห์นี้เสนอ “สามคานงัด” เพื่อให้ CEI ได้ Safety + Efficiency ไปพร้อมกัน

  1. บูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา (Contractor SMS Integration)
    กำหนดให้ผู้รับเหมาหลัก/ผู้ผลิต PBB จัดทำ “Project Safety Plan เฉพาะโครงการสนามบิน” (ไม่ใช่คู่มือองค์กรทั่วไป) ครอบคลุม hazards เฉพาะ เช่น FOD/hot works/rigging/airside driving และ nominate safety officer ที่คุ้นเคยกฎ Part 139/มาตรฐานสนามบินในไทย ข้อกำหนดนี้ช่วยแปลง “ความปลอดภัยโครงการ” ให้กลายเป็น “ความปลอดภัยของระบบ” เมื่อบันทึกลง AOM
  2. ยกระดับเทคโนโลยี PBB/การนำร่องอัตโนมัติ
    พิจารณา PBB ที่รองรับ remote control/automatic docking เพื่อลด human error ระหว่างเชื่อมต่อประตูอากาศยาน และพิจารณา VDGS/AGDGS ในหลุมจอดที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำการเข้าประจำหลุมของอากาศยาน พร้อมทั้งทำ SOP+training แก่ช่าง/ภาคพื้นให้สอดคล้อง (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม)
  3. Lifecycle Management และอะไหล่สำรอง (Spares & Warranty)
    จัดสัญญาบำรุงรักษาระยะกลาง–ยาวกับผู้ผลิต PBB ใหม่ (เช่น 3–5 ปี) ควบคุมอะไหล่กุญแจสำคัญและวางแผน “reuse/repurpose” ชิ้นส่วนจาก PBB เก่าที่ปลอดภัยได้ เพื่อลด downtime และต้นทุน รวมถึงวัดผล KPI ความพร้อมใช้งาน (availability) และ Mean Time Between Failures ของ PBB เพื่อดูแลความเสี่ยงตกค้างด้านความต่อเนื่อง

มุมมองมาตรฐาน/กฎระเบียบ “ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ” แต่ต้อง “ทำให้สอดคล้องและตรวจสอบได้”

MOC/SRM ไม่ใช่เอกสารพิธีการ แต่เป็น “หลักฐานความปลอดภัย” ที่ผู้ตรวจสอบสนามบินของ CAAT ใช้รับรองความพร้อม โดยหลังทดสอบ PBB ใหม่เสร็จ สนามบินต้อง “ปรับปรุง AOM” ให้สะท้อนสภาพจริง—ทั้งขีดความสามารถหลุมจอด/ชนิดอากาศยานที่รองรับ ขั้นตอนปฏิบัติ/บำรุงรักษา และแผนฉุกเฉิน—เพื่อให้มาตรการควบคุมที่เคยเป็น Project Controls ถูกถ่ายโอนเป็น System Controls ของสนามบินในชีวิตจริง

การสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเดินหน้าควบคู่—โดยเฉพาะการแจ้ง NOTAM ผ่าน AIS ของไทย (CAAT/AEROTHAI) อย่างครบถ้วน ชัดเจน และทันเวลา รวมถึงทำ แผนภาพพื้นที่ก่อสร้าง เผยแพร่ให้สายการบิน/ภาคพื้นใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการเพื่อลดความเสี่ยงจาก “ช่องว่างข้อมูล”

โครงการรื้อถอนและติดตั้ง PBB ใหม่ 2 ตัวที่ CEI คือ “แบบฝึกหัดความปลอดภัย” ที่สะท้อนความพร้อมของสนามบินไทยในการยกระดับมาตรฐานตาม ICAO/CAAT ในบริบทที่ยังต้อง “บินจริง-ก่อสร้างจริง” พร้อมกัน การคุมเข้ม “สามเสี่ยงหลัก”—FOD, Heavy Lifting, Airside Incursion—ด้วยมาตรการเฉพาะงานสนามบิน (barricading, FOD sweep, crane lift plan, fall zone, haul routes, airside escort) บวกการสื่อสาร NOTAM/AIS ที่ทันเวลา จะลด “ความเสี่ยงเริ่มต้น” ลงสู่ “ความเสี่ยงตกค้างที่ยอมรับได้”

ในเชิงยุทธศาสตร์ การบูรณาการ SMS ของผู้รับเหมา, ยกระดับ เทคโนโลยี PBB/ระบบนำร่อง, และจัดการ วงจรชีวิต PBB อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ CEI ไม่เพียง “ผ่านโครงการ” แต่ “ผ่านการพิสูจน์ระบบ”—ส่งมอบความปลอดภัยและคุณภาพบริการที่สอดคล้องมาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของผู้โดยสาร และเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” อย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (ตรวจสอบได้)

  1. ICAO – Safety Management (Annex 19, SMS concept & framework) ภาพรวมกรอบ Annex 19/SMS และบทบาทของผู้ให้บริการ/ผู้กำกับดูแล (อธิบายโครง SMS, MOC/SRM ในระดับหลักการ). อ้างอิง: ICAO – Safety Management (หน้า overview และ knowledge center)
  2. CAAT – บทความ/หน้าความรู้เรื่อง Safety Management System บทบาทของระบบ SMS ในการยกระดับความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย (แนวคิด/บทบาท/ประโยชน์)
  3. FAA AC 150/5370-2G – Operational Safety on Airports During Construction: แนวทางมาตรฐานสหรัฐฯ สำหรับ “ความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างในสนามบินที่ยังปฏิบัติการจริง” ครอบคลุมการกั้นพื้นที่, FOD, งานยกหนัก, การประสานงาน, การแจ้งเตือน ฯลฯ  
  4. AIP/eAIP Thailand – AIS/NOTAM (CAAT/AEROTHAI) โครงสร้าง/ซีรีส์ของ NOTAM ไทย (Series A/C) และรายการ NOTAM ที่ยังมีผล—ตอกย้ำบทบาท AIS/NOTAM ในการสื่อสารข้อจำกัดสนามบินช่วงก่อสร้าง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • GATC Thailand
  • ICAO — กรอบมาตรฐาน Annex 19 (SMS/MOC/SRM) สำหรับการจัดการความปลอดภัยระดับสากล
  • CAAT — หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยและ AIS/eAIP/NOTAM
  • AEROTHAI (AIS/NOTAM) — ผู้ให้บริการข่าวสารการบินและระบบ NOTAM ไทย
  • FAA — เอกสารแนวปฏิบัติความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างสนามบิน (AC 150/5370-2G) ซึ่งใช้เป็นอ้างอิงสากลด้านวิธีปฏิบัติ
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ชาวบ้าน-สท. ร้องนายกฯ เทศบาล ปม “ลับ-ลวง-พราง” การจัดการขยะที่ไม่โปร่งใส

วิกฤตขยะแม่ยาว “ลับ–ลวง–พราง” ชาวบ้านร่าร้อง “นายก–ปลัด” ชี้แจง ปม “บ่อขยะเถื่อน” ติดแม่น้ำกก–โรงน้ำดื่ม เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำ ชี้หัวใจคือ “ความจริงใจ–ความปลอดภัยสาธารณะ”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – กลางความเงียบของคืนฝนพรำ รถแบคโฮคันหนึ่งเลาะร่องทางเข้าสำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว มุ่งสู่แนวพงหญ้าหลังอาคาร ก่อนฟันดินเปิดโพรงขนาดใหญ่ “กองกลบ” ที่กำลังรอคอย—คือขยะเปียก–ขยะแห้ง–ถุงดำ–เศษอาหาร—ทั้งหมดถูกทยอยเทลงไปในความมืด ชาวบ้านเล่าว่า การขุด–ทิ้ง–กลบ เกิดขึ้นซ้ำยามค่ำ/วันหยุดราชการคล้ายการทำงานของ “เงามืด” มากกว่างานราชการ

เช้าวันถัดมา กลิ่นคลุ้งตีเข้าหน้า—ชี้นำสายตาไปยัง โรงผลิตน้ำดื่มชุมชนแม่ยาว ที่อยู่ใกล้กัน และ แนวแม่น้ำกก ห่างไม่ถึงร้อยเมตรตามที่ชุมชนระบุ พนักงานโรงน้ำดื่มตัดสินใจ หยุดผลิตชั่วคราว เพื่อส่งน้ำเข้าห้องปฏิบัติการตรวจสอบ “เราอยากให้ลูกค้ามั่นใจ เราไม่เคยทำให้ใครเสีย” ผู้จัดการโรงน้ำดื่มกล่าว บอกถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีจากเหตุการ์ณ “ชั่วคราวเพื่อดับกลิ่น” ของภาครัฐ

ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากคือ ผลลัพธ์ปลายทาง ของการจัดการขยะที่สะดุดยาวนานนับเดือนนับแต่ ชุมชนบ้านดอย–หมู่บ้านลลิตา 5 ถูก “ย้ายเขตการปกครอง” จากเทศบาลนครเชียงรายเข้าสู่เขตเทศบาลตำบลแม่ยาว โดยปราศจากการชี้แจงชัดเจน ทำให้เกิดภาวะ “ไร้เจ้าภาพแน่ชัด” ในการเก็บขน ขยะจึงล้นซอย ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2568 ชาวชุมชนร้องเรียน ศูนย์ดำรงธรรม และเข้าหารือหลายครั้ง แต่ “รถเก็บขยะที่รอคอย” ยังมาไม่ทัน กลิ่นเหม็น–ควันเผา–หนู–แมลงวัน–สัตว์จรจัด จึงกลายเป็นภาพคุ้นชินใหม่ของชีวิตรายวัน

ปฏิบัติการกลางคืนหลักฐานกลางวัน “ความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ฝัง”

การลงพื้นที่ของ สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เขต 1–2 และชาวบ้าน นำไปสู่การค้นพบ “หลุมฝังกลบ” ในเขตปฏิบัติการเทศบาลเอง พร้อมหลักฐาน ขยะที่ฝังไปแล้วบางส่วน และ ขยะค้างปากหลุม ที่กำลังรอคิว เมื่อถูกชี้ถาม “ใครสั่ง?” คำตอบจากเจ้าหน้าที่ชั้นต้นคือ “ไม่ทราบ” ขณะที่นายกเทศมนตรีแจ้งกับชาวบ้านว่า “ติดภารกิจที่ลำปาง” และได้รับรายงานจากทีมบริหารว่าจะเร่งแก้ไขร่วมกัน

ณัฐธยาน์ ตันติอัศวเวชกุล สมาชิกสภาเทศบาล เขต 1 เทศบาลตำบลแม่ยาว ตั้งข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา

  • สองมาตรฐาน ในการจัดเก็บ—ทำไม “บ้านดอย” ได้รับการดูแลพิเศษ ขณะที่ “สายบนดอย” ที่ขยะล้นใกล้แม่น้ำกกกลับไร้การจัดเก็บที่ทันกาล
  • ความโปร่งใส ในการใช้งบ–อนุมัติ รถแบคโฮ “ทำไมกรณีช่วยเหลือชาวบ้านอนุมัติไม่ไวเท่านี้?”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจนับได้ หลังถูกจับได้ คืนพุธ มีการขุด–ขนออก 2 เที่ยวรถ วันถัดมาขนออก 12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แล้วยัง “เหลือค้าง” สะท้อนปริมาณขยะที่มากเกินกว่าจะเรียกว่า “ซ่อนชั่วคราวเพื่อลดกลิ่น” อย่างไร้แผนรองรับ

เสียงชุมชน–เสียงโรงน้ำดื่ม “ความหวังดี” ที่สวนทาง “ความปลอดภัย”

“ทำไมต้องเลือกทิ้งที่นี่? …ทั้งที่ ติดโรงน้ำดื่ม–ติดแม่น้ำกก” ชาวบ้านตั้งคำถาม ขณะที่ ผู้จัดการโรงน้ำดื่ม ยืนยันว่าโรงงาน หยุดผลิตชั่วคราว และจะ ส่งน้ำตรวจแล็บ ก่อนกลับมาดำเนินงาน เพื่อไม่ให้คำว่า “สะอาด” กลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย

“เรามีออร์เดอร์ แต่ต้องหยุดไว้ก่อน …กลิ่นมันแรง ลูกค้าจะมองเราไม่ดี” —ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อน “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่ธุรกิจชุมชนต้องจ่ายแทนรัฐ

คำชี้แจงเทศบาลแม่ยาว “ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา”

ทวิช ยะปะนันท์. ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลแม่ยาว ชี้แจงกับสื่อและชุมชนว่า เทศบาล แบ่งการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ

  1. เฉพาะหน้า จ้างเอกชนเก็บขยะตกค้างในชุมชน (บ้านดอย–ทวีรักษ์–โรงเรียน) โดยขอความร่วมมือเทศบาลนครเชียงราย
  2. ยาวขึ้น ทำ MOU ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย กำหนดกรอบการจัดการขยะร่วมกัน
  3. สื่อสาร–ลดขยะต้นทาง ลงพื้นที่ให้ความรู้ คัดแยกขยะ กับชุมชน

ส่วน การขุดหลุม–ฝัง ผอ.ชี้แจงว่าเป็น เพื่อลดกลิ่นชั่วคราว ระหว่างรอผู้รับเหมา พร้อม ฉีดพ่นดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ และยืนยันว่า ไม่ได้จะทิ้งถาวร”

คำชี้แจงดังกล่าว แม้บอกเจตนาดี แต่กลับ สวนทางหลักสุขาภิบาล อย่างชัดเจนในสายตาชุมชน เพราะ ทำเล ที่เลือกคือ ข้างโรงน้ำดื่ม–ชิดแม่น้ำ และการทำโดย ไม่แจ้ง ไม่ประชาคม จึงกลายเป็นบาดแผลความเชื่อมั่นที่ลึกยิ่งกว่ากลิ่นขยะ

กฎหมาย–มาตรฐาน เมื่อ “ความเร่งด่วน” ต้องไม่ข้าม “ความปลอดภัย”

การตั้ง/ฝังกลบมูลฝอยให้ถูกหลักสุขาภิบาล ต้องผ่าน การอนุญาตออกแบบวิศวกรรม มี ระบบบ่อรับน้ำชะขยะ–บ่อบำบัด–บ่อติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน และ ตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน/ใต้ดินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือ กันน้ำชะขยะไม่ให้ไหลสู่แหล่งน้ำกิน–ใช้ของประชาชน และต้อง ไม่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือใกล้แหล่งน้ำดื่มบาดาลในระยะต้องห้าม/ต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวด

เหนือกว่านั้น โครงการรัฐที่กระทบสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูล–เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง (เช่น ชาวบ้าน–ผู้ประกอบการโรงน้ำดื่ม) ก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบทำ” ในยามวิกาล จึงมิใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือ ความไม่ชอบด้วยกฎหมายทางขั้นตอน และอาจพัฒนาไปสู่ความรับผิดทั้ง ทางวินัย–ทางอาญา–ทางปกครอง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ–ละเลยมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

มุมมองทางกฎหมาย การละเมิดที่ร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว ตั้งแต่มีการฝังกลบขยะโดยปราศจาก การอนุญาต–ประชาคม และละเมิดหลักสุขาภิบาล (กรณีห้ามตั้ง/ฝังกลบใกล้แหล่งน้ำดื่ม–บาดาลในระยะที่กำหนด)

จากการศึกษาเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พบว่าการดำเนินการฝังกลบขยะในกรณีนี้มีประเด็นที่น่ากังวลหลายประการ

ประการแรก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่ตั้งสำหรับฝังกลบมูลฝอยอย่างชัดเจน โดยสถานที่ฝังกลบต้องมีความลึกของก้นบ่อสูงกว่าระดับน้ำใต้ดินสูงสุดไม่ต่ำกว่า 1 เมตร และต้องไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เว้นแต่จะมีระบบหรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การฝังกลบขยะใกล้แหล่งน้ำโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอจึงเป็นการละเมิดข้อกำหนดดังกล่าว

ประการที่สอง สถานที่ฝังกลบที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลจะต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และมีบ่อติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินอย่างน้อย 3 บ่อ พร้อมการตรวจสอบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี การฝังกลบอย่างลับๆ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคเหล่านี้ได้

ประการที่สาม กฎหมายกำหนดให้โครงการของรัฐที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย หรือชุมชนท้องถิ่น ต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบ” ดำเนินการโดยปราศจากกระบวนการดังกล่าวถือเป็นการละเลยขั้นตอนสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

บทเรียนจาก “สงครามขยะ” เมืองเชียงราย วิกฤตเชิงโครงสร้างไม่ควรแก้ด้วย “ทางลัด”

กรณีพิพาทขยะในพื้นที่อื่นของเชียงรายในอดีต—อย่าง เทศบาลตำบลบ้านดู่ ที่เคยถูกสั่งปิดบ่อขยะในเขตป่าสงวน จนนำรถขยะไปหน้าศาลากลางร้องผู้ว่าฯ และเสนอทำ โรงขยะชีวมวล ทว่ายึดติดกับปัญหาผังเมือง—ชี้ให้เห็นว่า การจัดการขยะคือโจทย์โครงสร้าง ต้องการ พื้นที่–เทคโนโลยี–งบประมาณ–การยอมรับของชุมชน “ทางลัด” อย่างการฝังกลบฉุกเฉินใกล้แหล่งน้ำ เพียงย้ายปัญหา จากกลิ่น–ทัศนียภาพ ไปสู่ ความเสี่ยงสารพิษในน้ำ ที่อาจแพงกว่ามากในการเยียวยา

คำถามที่ผู้บริหารต้องตอบ (เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่น)

  1. ใครสั่งการ? มีคำสั่ง/บันทึกอนุมัติใช้งบ–ว่าจ้างรถแบคโฮหรือไม่? ใครรับผิดชอบหน้างาน?
  2. ทำไมเลือกทำเลข้างโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก? ได้ประเมินความเสี่ยงการปนเปื้อนหรือยัง?
  3. ได้แจ้ง–ทำประชาคมหรือไม่? หากไม่ เหตุใดจึงละเลยกระบวนการที่กฎหมายกำหนด?
  4. ผู้รับเหมาเก็บขยะคือใคร? TOR/สัญญา/กำหนดส่งมอบ–ค่าปรับ–แผนสำรองอยู่ที่ใด?
  5. ปริมาณขยะที่ฝัง–ขนย้ายทั้งหมดเท่าใด? หลักฐานการชั่ง–บันทึกเที่ยวรถ–ปลายทางกำจัดอยู่ไหน?
  6. ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ–โรงน้ำดื่ม ประเมินอย่างไร? ใครเป็นผู้ตรวจ? จะเปิดผลแล็บเมื่อไร?
  7. มาตรการเยียวยา ต่อธุรกิจชุมชน–ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (รายได้–สุขภาพ–ทรัพย์สิน) คืออะไร?
  8. แผนถาวร จัดการขยะบ้านดอย–ลลิตา 5 และทั้งตำบลคืออะไร? ใครเป็นเจ้าภาพ–กรอบเวลา–งบประมาณ?

ทางออก “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย แผน 72 ชั่วโมง–โปร่งใส–ตรวจได้

เพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงและฟื้นไว้วางใจในระยะสั้น ควรมี คณะกรรมการร่วมแบบ Incident Command นำโดย นายอำเภอ–ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสาน เทศบาลแม่ยาว–เทศบาลนคร–สท.–ตัวแทนชุมชน–โรงน้ำดื่ม–สาธารณสุข–หน่วยงานกำกับ ปฏิบัติการ ภายใน 72 ชั่วโมง ดังนี้
(1) ความปลอดภัยแหล่งน้ำ กั้นเขต–ป้องกันน้ำผิวดินไหลผ่าน, เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน–น้ำใต้ดิน–น้ำประปา ตรวจแล็บโดยหน่วยอิสระ/มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และประกาศผล รายวัน ใน 14 วันแรก
(2) ขนย้าย–ฟื้นฟูพื้นที่ บันทึกพิกัด–ปริมาณ–เที่ยวรถ, ย้ายไปสถานที่กำจัดที่ได้รับอนุญาต, เกลี่ย–อัด–ปิดผิว–ปลูกหญ้า, วาง บ่อติดตามน้ำใต้ดิน ชั่วคราวอย่างน้อย 2 จุดท้ายน้ำ
(3) เอกสาร–สัญญา–งบ เปิด TOR/สัญญา/ไทม์ไลน์/ผู้รับเหมา ต่อสาธารณะ, ระบุบทลงโทษกรณีผิดนัด, ตั้ง เบอร์ฮอตไลน์/ช่องทางร้องเรียนออนไลน์
(4) เยียวยา–สื่อสาร กองทุนเยียวยาธุรกิจชุมชน/โรงน้ำดื่มตามหลักฐานเสียหาย, แถลงข่าว ทุก 24 ชม. ในสัปดาห์แรก, ทำ Q&A ตอบข้อสงสัยสาธารณะ
(5) แผนถาวร เลือก สถานที่กำจัดขยะ ตามหลักสุขาภิบาล–เว้นระยะจากแหล่งน้ำ, ประเมิน เทคโนโลยี (คัดแยก–หมัก–เชื้อเพลิงขยะ–ศูนย์ถ่ายลำเลียง), ทำ ประชาคม รอบด้าน, วาง กรอบเวลา–งบประมาณ–ตัวชี้วัด, และตั้ง บอร์ดอิสระ ติดตามรายไตรมาส

มุมมองเชิงระบบ “ไม่ให้เกิดอีก” ต้องเริ่มที่ “ความไว้วางใจ”

เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ชัดว่า ความเร่งด่วน ของกลิ่น–กองขยะ ไม่อาจเป็นเหตุผลให้ข้าม ความปลอดภัย–ความโปร่งใส การ “แอบทำ” คืนหนึ่งอาจดูง่าย แต่ค่าเสียหายระยะยาว—ทั้งต่อ สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ธุรกิจชุมชน–ความเชื่อมั่นภาครัฐ—แพงกว่ามาก

หากเทศบาลแม่ยาวสามารถ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ด้วยการ ยอมรับ–เปิดข้อมูล–แก้ไขเชิงระบบ กับเทศบาลนครเชียงรายและชุมชนคู่ขนานกัน เมืองจะได้ แบบอย่างใหม่ ของการจัดการขยะที่ ตรงกลาง–ปลอดภัย–ตรวจสอบได้ และยุติวัฏจักร “ลับ–ลวง–พราง” ไม่ให้ย้อนกลับมาอีก

กล่องสรุป (สำหรับประชาชน–ผู้ประกอบการ)

  • เหตุเกิดจาก ช่องว่างการเก็บขยะ หลังย้ายเขตการปกครอง ชุมชนร้องเรียนตั้งแต่ ต้น ต.ค. 2568
  • พบการ ขุด–ทิ้ง–ฝังกลบ กลางคืน/วันหยุด ในที่ตั้งเทศบาล ติดโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก
  • หลังถูกจับได้ ขุดย้ายออก ≥12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แต่ ยังเหลือค้าง
  • โรงน้ำดื่ม หยุดผลิตชั่วคราว–ส่งน้ำตรวจแล็บ เพื่อคงความเชื่อมั่น
  • เทศบาลอ้าง ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา พร้อมแผน 3 ระยะ
  • ชุมชน–สท. เรียกร้อง ชี้แจง–เปิดเอกสาร–ตั้งคณะกรรมการร่วม–ตรวจน้ำอิสระ
  • ข้อเสนอเร่งด่ว แผน 72 ชั่วโมง ปกป้องแหล่งน้ำ–ขนย้าย–ฟื้นฟู–เปิดข้อมูล–เยียวยา

สังคมท้องถิ่นไม่เคยปฏิเสธความหวังดีของรัฐท้องถิ่น แต่ ความหวังดีที่ไม่ยอมกอดคอ “กฎหมาย–วิชาการ–ประชาชน” ย่อมเดินไม่ไกล การยอมรับว่า “ทำผิด” และ แก้ให้ถูก ซ่อมให้โปร่งใส” คือเงื่อนไขแรกของการกลับมาเจอกัน “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย—เพื่อให้แม่น้ำกกยังไหลใส และน้ำดื่มชุมชนยังคงชื่อว่า “สะอาดจริง” ไม่ใช่เพียงฉลาก

ทางแยกระหว่างความไว้วางใจกับความสงสัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเทศบาลตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย เป็นบททดสอบที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นการทดสอบว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลยภาพในระดับท้องถิ่นจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด การที่สมาชิกสภาเทศบาลกล้าออกมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และการที่ชาวบ้านกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง แสดงให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยท้องถิ่นยังมีชีวิตและพลัง

ขณะเดียวกัน การตอบสนองของฝ่ายบริหารต่อข้อกังวลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนจะถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลง การเลือกที่จะเปิดเผยความจริง รับผิดชอบต่อความผิดพลาด และดำเนินการแก้ไขอย่างโปร่งใส จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ดังที่นายสีเมือง ธำมา รองประธานชุมชนห้วยปลากั้ง เคยกล่าวไว้ในบริบทของการเรียกร้องเรื่องการแบ่งเขตการปกครอง “คนที่มารวมตัวในวันนี้ ทุกคนมาด้วยใจ ไม่มีใครบังคับให้มา ทุกคนมาเพื่อแสดงเจตนารมณ์”

ชาวบ้านตำบลแม่ยาวไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก พวกเขาต้องการเพียงแค่ความปลอดภัยในการดำรงชีวิต น้ำสะอาดที่ไม่ปนเปื้อน และความมั่นใจว่าผู้บริหารท้องถิ่นของตนจะทำงานเพื่อประโยชน์ของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานโดยลับๆ ในเวลากลางคืน คำถามสุดท้ายที่ยังค้างคาใจคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ชาวบ้าน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการปกครองท้องถิ่น และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต สำหรับตอนนี้ ชาวบ้านตำบลแม่ยาวยังคงรอคำตอบ รอความชัดเจน และรอการดำเนินการที่แสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ในขณะที่แม่น้ำกกยังคงไหลผ่าน พาเอาความหวังและความกังวลของชุมชนไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมการท่องเที่ยวรับรอง 5 ชุมชนเชียงรายได้ CBT Standard หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว 5 ชุมชนคว้า “CBT Thailand Standard” ควบคู่สนามบินแม่ฟ้าหลวงติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว ตอกย้ำ “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – เช้าตรู่ฤดูหนาวเมื่อม่านหมอกปกคลุมแนวดอย แสงอาทิตย์ค่อย ๆ คลี่คลุมทุ่งนาสีทองและหมู่บ้านที่ขนาบด้วยกาแฟบนไหล่เขา จังหวัดเชียงรายประกาศ “ข่าวดีที่จับต้องได้” ให้กับภาคการท่องเที่ยวท้องถิ่น—5 ชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษของเชียงรายผ่านการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) ประจำปีงบประมาณ 2568 จากกรมการท่องเที่ยว ในห้วงเวลาเดียวกัน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เดินหน้ายกระดับโครงสร้างสำคัญ โดย รื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ภายใต้กระบวนการ Safety Risk Management (SRM) ตามมาตรฐานและคู่มือการดำเนินงานสนามบินอย่างเคร่งครัด

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อน “สองเสาหลัก” ของการพัฒนาปลายทางคุณภาพ—มาตรฐานชุมชน ที่เข้มแข็ง และ มาตรฐานสนามบิน ที่ปลอดภัย—ทำให้ห่วงโซ่ประสบการณ์การเดินทางของผู้มาเยือน “มั่นใจได้ตั้งแต่ล้อแตะรันเวย์จนถึงหน้าบ้านชุมชน”

CBT Thailand Standard จากใบรับรองสู่ “สัญญาคุณภาพ” ของชุมชน

มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT Thailand Standard ของกรมการท่องเที่ยวคือ “เครื่องมือยกระดับคุณภาพ” ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (community-led) เพื่อพัฒนา การบริหารจัดการ–บริการ–ความปลอดภัย–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล เป้าหมายไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้มาเยือน แต่คือการรับประกันว่าการท่องเที่ยวจะ “ทิ้งร่องรอยดี” ให้ชุมชน ทั้งในมิติรายได้ อัตลักษณ์ และระบบนิเวศ

รายชื่อชุมชนเชียงรายที่ผ่านการรับรอง (พ.ศ. 2568)

  • อำเภอแม่สาย
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเที่ยวดอยผาหมี
  • อำเภอแม่จัน
    • วิสาหกิจชุมชนวิถีไทย วิถียอง สันทางหลวง
    • วิถีไทย วิถียอง บ้านสันทางหลวง
  • อำเภอเชียงแสน
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน
  • อำเภอเมืองเชียงราย
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์

คำสำคัญของมาตรฐาน (Key Themes)

การบริหารจัดการที่ดี, เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง, คงอัตลักษณ์วัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม, และ บริการ–ความปลอดภัยได้มาตรฐาน — 5 หัวใจนี้ทำให้ “การต้อนรับ” ของชุมชนกลายเป็น “ระบบคุณภาพที่ตรวจสอบได้” ไม่ใช่เพียงมิตรไมตรีแบบปากต่อปาก

เมื่อเรื่องเล่าท้องถิ่นถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน

  • ดอยผาหมี – แม่สาย ภูมิทัศน์ชายแดน กาแฟบนไหล่ดอย และวัฒนธรรมอาข่า

ชุมชนบนไหล่ดอยที่เห็นเส้นขอบฟ้ากั้นไทย–เมียนมา โดดเด่นด้วยวิถีกาแฟคุณภาพและพิธีกรรมชุมชนอาข่า เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐาน CBT การจัดการเส้นทางเดินป่า มัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และระบบความปลอดภัย จึงถูกยกขึ้นเป็น “มาตรฐาน” ที่สื่อสารร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ–ผู้มาเยือน–หน่วยงานกำกับดูแล

  • วิถียอง สันทางหลวง – แม่จัน หัตถกรรม–เกษตรปลอดภัย–ธรรมาภิบาลชุมชน

อัตลักษณ์ “ไทยอง” ถ่ายทอดผ่านผืนผ้าและครัวท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเกษตรปลอดภัยและระบบชุมชนเข้มแข็ง การยกระดับมาตรฐานเปิดทางให้กิจกรรมเรียนรู้ (workshop) และเส้นทางวัฒนธรรมรองรับผู้คนได้ “มากขึ้นอย่างยังยืน” โดยยังคงความแท้จริงของวิถีเดิม

  • เมืองเชียงแสน – ริมโขง จากมรดกประวัติศาสตร์สู่ประสบการณ์สร้างสรรค์

เมืองโบราณที่ผสาน “จิตวิญญาณล้านนา–สายน้ำโขง–ประวัติศาสตร์การค้า” ลงในกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เส้นทางวัดเก่า เวิร์กช็อปงานสร้างสรรค์ อาหารถิ่น และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มาตรฐาน CBT ช่วยจัดวาง “ลำดับเรื่องเล่า” ให้สื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างเป็นระบบ และปลอดภัย

  • บ้านเมืองรวง – ต.แม่กรณ์ เมืองเชียงราย OTOP นวัตวิถี–เศรษฐกิจหมุนเวียน

การจัดการขยะของชุมชนถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรม “ดินบ้านเมืองรวง” กิจกรรมศึกษาดูงาน/CSR และศูนย์เรียนรู้ด้านคุณภาพชีวิต เน้น “สะอาด–เป็นระเบียบ–เรียนรู้ได้จริง” สอดรับ CBT ในเสาหลักสิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจท้องถิ่น–บริการ

สาระสำคัญร่วม มาตรฐานทำให้ “ความดีงามที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็น “ระบบที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน”—ตั้งแต่วิธีรับแขก ความปลอดภัยกิจกรรม แผนฉุกเฉิน สุขอนามัยอาหาร ไปจนถึงสื่อความหมายสองภาษา

 ด้านอากาศยาน สะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว – คุณภาพประสบการณ์เริ่มที่ “ประตูเมือง”

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ระหว่างดำเนินงาน รื้อถอน–ติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ซึ่งเป็น Change Management ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานภาคพื้นและการสัญจรของผู้โดยสารโดยตรง จึงต้อง ประเมินความเสี่ยง–กำหนดมาตรการควบคุม–สื่อสาร–ฝึกอบรมบุคลากร–ติดตามผล ตามกระบวนการ Safety Risk Management (SRM) และคู่มือการดำเนินงานสนามบิน

ความหมายเชิงระบบของงานนี้

  • ความปลอดภัยมาก่อน กำหนดเขตกั้น–ป้ายเตือน–แผนจราจรภาคพื้น–ขั้นตอนขึ้นลงเครื่องที่รัดกุม
  • คุณภาพการให้บริการ ยกระดับความสะดวก ลดจุดคอขวด เพิ่มความเชื่อมั่นด้านเวลา (on-time performance)
  • เชื่อมโยงสู่ชุมชน “การเดินทางที่ราบรื่น” ที่สนามบิน คือจุดเริ่มต้นของ “ความประทับใจ” ก่อนถึงชุมชน CBT

เมื่อ “ประตูเมือง” (สนามบิน) ลงทุนในความปลอดภัย–คุณภาพ พร้อมกับ “หมู่บ้านปลายทาง” (ชุมชน) ลงทุนในมาตรฐาน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของเชียงรายจึงมี “รางวิ่งคู่” ที่ประสานกันได้จริง

ทำไม “มาตรฐาน” จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชน

  1. ความเชื่อมั่น = รายได้ที่ยั่งยืน
    มาตรฐานช่วยให้ผู้ซื้อทัวร์/องค์กร/นักท่องเที่ยวต่างชาติ “มั่นใจล่วงหน้า” ว่าประสบการณ์ได้คุณภาพ–ปลอดภัย–เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (จ่ายต่อหัวสูง อยู่ยาว เรียนรู้ลึก) จึงเพิ่มขึ้น
  2. การคุ้มครองอัตลักษณ์ = ความต่างที่มีมูลค่า
    CBT ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยวบ้าน” แต่คือ “ไปเรียนรู้ระบบคุณค่า” ของวัฒนธรรม–ทรัพยากร–ผู้คน มาตรฐานจึงทำหน้าที่เป็น “รั้ว” ป้องกันการบิดเบือนอัตลักษณ์เพื่อการค้า
  3. บริการ–ความปลอดภัย = ใบอนุญาตสู่ตลาดสากล
    มาตรฐานด้านความปลอดภัยและบริการทำให้ชุมชนพร้อมรับข้อกำหนดตลาดสากลและกลุ่มองค์กร (เช่น study tour, CSR, MICE ชุมชน)

กล่องข้อมูล (FACT BOX) CBT Thailand Standard – จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2568)

  • แม่สาย ดอยผาหมี (2 วิสาหกิจชุมชน)
  • แม่จัน วิถียองสันทางหลวง (2 หน่วย)
  • เชียงแสน เมืองเชียงแสน (1 วิสาหกิจชุมชน)
  • เมืองเชียงราย บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ (1 วิสาหกิจชุมชน)

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย – โครงการปัจจุบัน

  • งาน รื้อถอน–ติดตั้ง สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว
  • กรอบ Change Management + Safety Risk Management (SRM)
  • เป้าหมาย ความปลอดภัย–ความสะดวก–ความตรงเวลา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย–การขยายผล

  • แผนสื่อสาร “เส้นทางมาตรฐาน” ทั้งจังหวัด
    จัดทำแผนสื่อสารเชื่อม สนามบิน–เมือง–ชุมชน CBT เป็น “เส้นทางคุณภาพ” เดียวกัน พร้อมข้อมูลภาษาไทย–อังกฤษ (capacity ต่อวัน, วิธีจอง, แนวปฏิบัติความปลอดภัย, มารยาทชุมชน)
  • Open Data & Dashboard ชุมชน
    เผยแพร่ข้อมูลเปิดด้านกิจกรรม–รองรับนักท่องเที่ยว–มาตรการสิ่งแวดล้อม–ข้อควรปฏิบัติ ช่วยผู้ประกอบการวางแผน ลด “โอเวอร์โหลด” และเสริม “ความโปร่งใส”
  • Upskill ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม–ภาษา–ดิจิทัล
    ต่อยอดทักษะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แผนฉุกเฉิน กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อกลุ่มเปราะบาง และทักษะด้านภาษา/การสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและความหลากหลายของผู้มาเยือน
  • Circular Economy ในทุกชุมชน
    ยกระดับบทเรียนจาก บ้านเมืองรวง ให้เป็นโมดูลฝึกอบรมเรื่อง “ขยะสู่มูลค่า”–นวัตกรรมชุมชน ลดการปล่อยของเสีย และสร้างรายได้เสริม
  • กลไกติดตาม–ประเมินผล (Quarterly Review)

    ตั้งคณะทำงานจังหวัดติดตาม ตัวชี้วัด CBT รายไตรมาส (เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, ความพึงพอใจนักท่องเที่ยว) เพื่อให้มาตรฐาน “มีชีวิต” และ “ปรับปรุงต่อเนื่อง”

มุมมองจากโซ่อุปทานท่องเที่ยว เมื่อ “มาตรฐาน” เป็นภาษากลาง

  • นักท่องเที่ยว ได้ “สัญญาคุณภาพ” ตั้งแต่ลงเครื่องถึงหมู่บ้าน
  • ผู้ประกอบการ มี “กรอบปฏิบัติ” ชัดเจน ขยายธุรกิจบนฐานคุณภาพ
  • หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่น ใช้ “ตัวชี้วัดเดียวกัน” ในการประเมิน–สนับสนุน
  • ชุมชน ได้ “อำนาจต่อรอง” สูงขึ้น เพราะคุณภาพและมาตรฐานคือสินทรัพย์ร่วม

การที่ 5 ชุมชนของเชียงราย ผ่านการรับรอง CBT Thailand Standard ในปีงบประมาณ 2568 พร้อม ๆ กับการยกระดับ สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง ไม่ใช่เพียงเหตุบังเอิญของเวลา แต่คือ “แผนที่เดียวกัน” ของการพัฒนาที่มองเห็น “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นแกนกลางเดียวกัน หากจังหวัดสามารถทำให้ “ภาษาเดียวของมาตรฐาน” ไหลลื่นจากประตูสนามบินสู่ปลายทางในหมู่บ้าน เชียงรายจะยืนอยู่ในตำแหน่ง “ปลายทางคุณภาพอย่างยั่งยืน” ที่ ใครมาเยือนก็มั่นใจ ใครอยู่จึงภาคภูมิใจ และใครเกี่ยวข้องก็เติบโตไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายพร้อม! รัฐอุดหนุน ไร่ละ 1,000 บาท แลกเปลี่ยนพฤติกรรม งดเผาในพื้นที่เกษตร

ครม.ไฟเขียว “ไร่ละ 1,000” ขับเคลื่อนสวนลำไยคุณภาพ 8 จังหวัดเหนือ เชื่อมเงื่อนไขงดเผา ลด PM2.5เชียงรายพร้อมเดินหน้า ยกระดับเกรดพรีเมียม A–AA

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางวัฏจักรราคาลำไยที่ผันผวนและปัญหามลพิษทางอากาศที่เกาะกินภาคเหนือมายาวนาน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติ โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย” ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา น่าน และตาก โดยกำหนดอัตราสนับสนุน ไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน พร้อมออกแบบเงื่อนไข งดการเผาในพื้นที่เกษตร เป็น “ประตูสู่สิทธิ” เพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัญหา PM2.5 ในพื้นที่จริง

การตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งนี้ นำโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนผ่านกลไก คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) โดยมีสาระสำคัญคือ “การยกคุณภาพแทนการทุ่มปริมาณ” พร้อมวางโครงสร้างสนับสนุนด้านทุน ความรู้ และการตลาดแบบครบวงจร เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรก้าวพ้นสมการ “ผลผลิตล้น–ราคาตก–หนี้เพิ่ม” ที่ยืดเยื้อมานาน

เงินอุดหนุนที่ผูกกับวินัยการผลิต จาก “ปลดล็อกต้นทุน” สู่ “วางวินัยคุณภาพ”

โครงการกำหนดให้เกษตรกรที่ ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรปี 2568 กับกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถยื่นรับสิทธิ ไร่ละ 1,000 บาท (สูงสุด 10 ไร่) โดยเงินจะ โอนผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบ 3 ระดับ ตามกระบวนการที่หน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนด

แต่ “เงินอุดหนุน” ไม่ใช่ประเด็นเดียวโครงการวาง เงื่อนไขคุณภาพ ที่คุมตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่

  • พื้นที่ต้องเป็นต้นลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว อายุ 5–25 ปี
  • พันธุ์ที่เข้าร่วม ได้แก่ อีดอ สีชมพู พวงทอง เบี้ยวเขียว (สอดรับตลาดและศักยภาพให้ได้เกรดสูง)
  • ต้องตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามคู่มือที่กำหนด พร้อม แนบใบเสร็จปัจจัยการผลิต ในกรอบเวลาที่ระบุ
  • ต้องเข้ารับการถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อปรับมาตรฐานการผลิตให้เท่าทันตลาด

ขณะเดียวกัน รัฐกำหนด เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม” ชัดเจน ผู้รับสิทธิ ต้องไม่มีประวัติการเผาในพื้นที่เกษตร” และ ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน PM2.5 นับเป็นการผูก “เงินอุดหนุน” กับ “วินัยสิ่งแวดล้อม” โดยตรง ซึ่งในทางปฏิบัติจะทำให้แรงจูงใจงดเผามี ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม ที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

ทำไม “ตัดแต่ง–ฟื้นฟู–คุมพันธุ์” จึงสำคัญต่อ A–AA

ในเชิงเกษตรกรรม การขยับจากผลผลิตปริมาณมาก ไปสู่คุณภาพระดับ A–AA จำเป็นต้องบริหาร แสง–อากาศ–ทรงพุ่ม–ช่อผล อย่างมีวินัย เพื่อควบคุม ขนาด/น้ำหนัก/ความสม่ำเสมอ/คุณภาพเนื้อ ให้ได้ตามสเปกตลาดพรีเมียม การระบุพันธุ์เป้าหมายและช่วงอายุของต้นที่พร้อมให้ผลผลิต ช่วยลดความเสี่ยงเชิงชีวภาพ (เช่น ต้นแก่–ทรงพุ่มแน่นเกินไป–คุณภาพผลไม่เสถียร) และทำให้เงินอุดหนุนถูกใช้ไปกับ “ต้นทุนที่จำเป็น” เพื่อผลลัพธ์คุณภาพจริง

เมื่อประกบกับ การถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อออนไลน์ และการตรวจติดตาม 3 ระดับ (จากแปลงจริง) โครงการนี้จึงไม่ใช่ “แจกเงิน” แต่คือ การซื้อวินัยคุณภาพ ที่มีมาตรฐานตรวจรับผลลัพธ์ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ Fruit Board พยายามผลักให้เกิดจริงในภาคสนาม

เชียงรายในสมการ จากล้นตลาดสู่คุมคุณภาพ–เพิ่มมูลค่าที่ต้นทาง

สำหรับ เชียงราย ที่มีทั้งพื้นที่ราบและพื้นที่ลาดเชิงเขา ปัญหาภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนและแรงงานที่เริ่มตึงตัว ทำให้การ “ตัดแต่งอย่างถูกวิธี” และ “คุมจำนวนผล/ทรงพุ่ม” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดันคุณภาพ เนื้อ–รส–ความหวาน ให้ไปสู่ เกรด A–AA โครงการนี้จึงตอบโจทย์ “ขีดจำกัดแรงงาน” ด้วยเงินสนับสนุนที่ช่วย แบ่งเบาต้นทุนช่วงสำคัญของรอบการผลิต และลดแรงจูงใจ “เร่งปริมาณ” ที่มักจบลงด้วย “คุณภาพเฉลี่ยต่ำ–ราคาถูก–ขายยาก”

ในเวลาเดียวกัน มาตรการงดเผา ผูกสิทธิประโยชน์ไว้กับ “พฤติกรรมไม่ปล่อยมลพิษ” นำไปสู่การลด PM2.5 ที่เชียงรายและจังหวัดเพื่อนบ้านเผชิญซ้ำซากทุกปี การเปลี่ยนผ่านจาก “การจัดการซากพืชด้วยไฟ” ไปสู่ “การจัดการเชิงกล–ปุ๋ยหมัก–ใช้แรงงาน/เครื่องจักร” แม้มีต้นทุนเพิ่มในระยะสั้น แต่เมื่อมีเงินสนับสนุนและช่องทางเข้าถึง สินเชื่อเพื่อการแปรรูป และ มาตรการด้านแรงงาน ผลประโยชน์ระยะยาวเชิงระบบ ทั้ง คุณภาพอากาศ และ มูลค่าผลผลิต ย่อมคุ้มต้นทุน

เงิน 1,000 ล้านบาท ไม่ได้ยุติที่ปลายนา เชื่อมสินเชื่อ–ตลาด–แรงงาน ให้ครบวงจร

โครงการวาง มาตรการเสริม ประกบการอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท ได้แก่

  1. สินเชื่อเพื่อการแปรรูป – เปิดช่องให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/ผู้ประกอบการรายย่อย ลงทุนใน การตัดแต่ง–คัดไซส์–แพ็กกิ้ง–อบแห้ง–ทำผลิตภัณฑ์ เพื่อยืดอายุสินค้าและเพิ่มทางเลือกตลาด
  2. มาตรการกระจายผลผลิต – ลด “การเทกระจาด” ในฤดูกาลพีก ผ่านการเชื่อมระบบตลาด และการวางแผน จังหวะขาย/เก็บ/แปรรูป
  3. มาตรการด้านแรงงาน – ผนึกภาครัฐ–เอกชน สนับสนุนฤดูกาลแรงงานเกษตร และ การฝึกช่างตัดแต่ง/ดูแลทรงพุ่ม/เก็บเกี่ยว ให้เป็นแรงงานทักษะ

ด้วยกลไกเหล่านี้ เงินอุดหนุนจึงเป็นเพียง “เชื้อเพลิงเริ่มต้น” ที่ทำให้เครื่องยนต์คุณภาพเดินหน้า จากนั้นเครื่องยนต์ แปรรูป–ตลาด–แรงงานทักษะ จะเข้ามายกระดับ รายได้/ไร่ และภูมิคุ้มกันความเสี่ยงราคาในระยะกลาง–ยาว

ขั้นตอนเข้าร่วม ชัดเจน ตรวจได้ และกระจายสิทธิอย่างยุติธรรม

กรมส่งเสริมการเกษตรจะ พิจารณาสิทธิจากผู้ปรับปรุงทะเบียนรายเดิมเป็นลำดับแรก หากยังไม่ครบเป้าหมาย จึงเปิดให้ รายเดิมที่ยังไม่ปรับปรุง และ รายใหม่ ตามลำดับ ทั้งหมดต้องผ่าน

  • การ ยื่นแบบแสดงความประสงค์
  • การ ตรวจสอบแปลงจริง และ บันทึกพิกัด (Geolocation) โดยเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ
  • การ รายงานผลการตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามกรอบเวลา
  • การ แนบใบเสร็จปัจจัยการผลิต เพื่อยืนยันการดำเนินการจริง

เมื่อผ่านเกณฑ์ ธ.ก.ส. จะเป็นผู้โอนเงินสนับสนุนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ลดความล่าช้า และเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการ

เสียงจากทำเนียบฯ สะท้อนแนวนโยบาย “คุณภาพ–ยั่งยืน–ลดมลพิษ”

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระการตัดสินใจของที่ประชุม ครม. (11 พ.ย. 68) ว่า โครงการนี้มุ่ง ช่วยเหลือเกษตรกร 8 จังหวัดเหนือ ให้ ฟื้นฟูสวน–ยกคุณภาพ–เพิ่มรายได้ พร้อมย้ำเงื่อนไข งดเผา และมาตรการกำกับติดตามเพื่อให้ “เงินอุดหนุน” แปรเป็น “ผลลัพธ์คุณภาพ” ในระดับแปลงจริง ขณะที่ฝ่ายนโยบาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นว่าการผลักดันครั้งนี้เป็น มาตรการเชิงโครงสร้าง เพื่อลดการพึ่งพา “มาตรการเฉพาะหน้า” ที่ได้ผลเพียงชั่วคราว

ทำไมต้อง “คุณภาพ” ตอนนี้ บทเรียนจากวัฏจักรราคาและตลาดโลก

ตลาดลำไยในและนอกประเทศมี ความต้องการเกรดพรีเมียมสูงขึ้น ทั้งในแง่ ความสม่ำเสมอของขนาด/น้ำหนัก/เนื้อ และ มาตรฐานความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม การยกระดับสู่ A–AA จึงเป็น ใบเบิกทาง ไปสู่ตลาดที่ราคาและความยืดหยุ่นดีกว่า ลดความเสี่ยงถูกกดราคาในช่วงออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก

ในบริบทภาคเหนือที่แรงงานเริ่มหายาก การสร้าง แรงงานทักษะตัดแต่ง–คัดคุณภาพ–แปรรูป ในพื้นที่ ช่วยให้ชุมชนมี งานที่มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้เกษตรกร ไม่จำเป็นต้องเร่งตัด–เร่งขาย ในสภาวะเสียเปรียบ การบูรณาการ สินเชื่อ และ โครงสร้างตลาดรับซื้อ จึงเป็นคันโยกให้เงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท “ขยายพลัง” เกินกว่าต้นทุนสวน

PM2.5 เมื่อเงินอุดหนุนกลายเป็นแรงจูงใจทางอากาศสะอาด

เงื่อนไข ไม่มีประวัติการเผา” คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้การ งดเผา มี “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่ครัวเรือนเห็นจริง หากเผา เสียสิทธิ หากไม่เผา ได้สิทธิและยังได้คุณภาพผลผลิตที่สูงขึ้นจากดินและจุลินทรีย์ที่ไม่ถูกทำลาย ซ้ำยังลดความเสี่ยง ควันไฟข้ามพรมแดน ที่แตะคุณภาพชีวิตคนทั้งภูมิภาค การผูกเงินกับวินัยสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการ แปลงนโยบายอากาศสะอาดให้ลงถึงระดับแปลง อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางข้างหน้า จากมติ ครม. สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในครัวเรือน

ในช่วงเปิดรับสมัคร สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด จะเป็นด่านหน้าสำคัญ ช่วยคัดกรอง–ให้คำปรึกษา–ตรวจพิกัด–ติดตามงานตัดแต่ง และอบรมออนไลน์ เพื่อให้ครัวเรือนทำถูกขั้นตอน เกษตรกร เชียงราย ที่พร้อมปรับสู่ วินัยคุณภาพ และร่วม งดเผา จะได้ประโยชน์ทั้งค่าสนับสนุนต้นทุน และ ราคาขายที่ดีขึ้น จากผลผลิตระดับ A–AA ที่ตลาดต้องการ

ในมุมโครงสร้าง หาก อัตราการเข้าร่วมสูง และ การตัดแต่ง/ฟื้นฟู เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอำเภอ ผลรวมเชิงระบบจะเห็นได้จาก

  • สัดส่วนเกรด A–AA เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง
  • ความผันผวนราคาหน้าสวนลดลง
  • ความต้องการแรงงานทักษะในชุมชนเพิ่มขึ้น (เกิดการจ้างงานที่มีมูลค่า)
  • การเผาลดลง สะท้อนจากข้อมูลร้องเรียน/ตรวจการเผา
  • ภาพลักษณ์ลำไยไทย ในตลาดต่างประเทศดีขึ้นด้วยมาตรฐานคุณภาพ–สิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนี้คือ “ผลคูณ” จากการผูก เงิน–ความรู้–ตลาด–สิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกันในนโยบายเดียว

สำหรับเกษตรกรเชียงราย

คุณสมบัติผู้เข้าร่วม

  1. เป็นเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา น่าน และตาก
  2. ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2568 กับกรมส่งเสริมการเกษตร
  3. ไม่มีประวัติการเผา ในพื้นที่เกษตร ตามมาตรการป้องกัน PM2.5

เงื่อนไขแปลง

  • ต้นลำไย อายุ 5–25 ปี (ให้ผลผลิตแล้ว)
  • พันธุ์ที่เข้าร่วม อีดอ / สีชมพู / พวงทอง / เบี้ยวเขียว
  • ต้อง เข้ารับการถ่ายทอดความรู้ออนไลน์
  • ต้อง ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ตามข้อกำหนด, รายงานผล ให้เจ้าหน้าที่ทราบ
  • ต้อง แนบใบเสร็จ การซื้อปัจจัยการผลิตในช่วงเวลาที่กำหนด

อัตราสนับสนุน

  • ไร่ละ 1,000 บาท, สูงสุด 10 ไร่/ครัวเรือน
  • โอนเงินโดย ธ.ก.ส. หลังผ่านการตรวจ 3 ระดับ

มาตรการเสริม

  • สินเชื่อเพื่อการแปรรูป
  • มาตรการกระจายผลผลิต
  • มาตรการด้านแรงงาน

ช่องทางติดต่อ

  • สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ใกล้บ้าน เพื่อยื่นความประสงค์และนัดตรวจแปลง

 

มติ ครม. ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “เงินช่วยเหลือ” ช่วงสั้น แต่คือการ ขยับฐานคิด ของนโยบายผลไม้ไทย จากการจูงใจเชิงปริมาณ ไปสู่ วินัยเชิงคุณภาพ ที่ตรวจรับได้จริงในแปลง โดยผูกกับ เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม เพื่อลด PM2.5 และพ่วง สินเชื่อ–ตลาด–แรงงาน ให้ครบวงจร หาก เชียงราย และจังหวัดเครือข่ายเดินเกมนี้พร้อมกัน “คุณภาพ A–AA” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผลผลิตลำไยภาคเหนือ ส่งผ่าน รายได้ที่มั่นคงกว่า สู่ครัวเรือน และ อากาศที่ดีขึ้น สู่ทั้งชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบ โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือ อัตราสนับสนุน ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ครัวเรือน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้ระบุ)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • สำนักนายกรัฐมนตรี
  • อาบูซูลู สาวอาข่า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์เชียงราย ดัน IQ ถึง 103 ปิดแผลเยาวชนหลุดระบบด้วยทักษะ

ยกระดับ “ทุนมนุษย์” เชียงราย เกมรุกสองขา IQ 103–EQ 85% และ “แรงงานฝีมือ” เพื่อปิดแผลเยาวชนหลุดระบบ

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ จังหวัดเชียงรายกำลังผลักดันยุทธศาสตร์ ทุนมนุษย์” แบบบูรณาการสองขา ยกระดับ IQ/EQ เด็กปฐมวัย ให้ถึงเป้าหมายชาติ และ เสริมทักษะอาชีพ ให้เยาวชนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบภาคบังคับเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ อย่างมีคุณภาพ นโยบายนี้มีฐานข้อมูลสนับสนุนชัดเจน  แม้ค่าเฉลี่ย IQ เด็กไทย ป.1 = 102.8 อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ “ปลายหางต่ำ” ยังน่ากังวล 4.2% อยู่ในเกณฑ์ IQ < 70 สูงกว่าเกณฑ์สากล (~2.2%) เกือบเท่าตัว สะท้อนช่องว่างการคัดกรองและแทรกแซงก่อนวัยเรียนที่ยังไม่ครอบคลุม

ฉากหลัง  ตัวเลขที่ชวนคิด เฉลี่ยดี แต่ปลายหางคือจุดปะทะนโยบาย

ภาพรวมระดับชาติจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิต (ปี 2564) ระบุว่าเด็ก ป.1 ไทยมี IQ เฉลี่ย 102.8 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล (100) และมีสัดส่วน IQ > 130 ประมาณ 10.4% สะท้อนศักยภาพด้าน “ยอดพีระมิด” ที่เติบโตดี ทว่าด้านที่ต้องเร่งคือ Low-tail distribution  เด็ก IQ < 70 = 4.2% สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับความคาดหมายตามการกระจายแบบปกติ (~2–3%) นั่นหมายความว่า หากไม่ปิดแผลปลายหาง ตั้งเป้า IQ เฉลี่ย 103 อาจเป็น “เป้าหมายที่ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากกลุ่มเสี่ยงจะกดประสิทธิภาพเชิงระบบในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ กรมสุขภาพจิตจึงวางเป้าหมาย ปี 2568–2570 ให้ประเทศมุ่งสู่ IQ ≥ 103 และ EQ ในเกณฑ์ปกติ 85% สองตัวชี้วัดที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะงานวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ EQ ดีกว่าเกณฑ์ มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ 1.6–2.5 เท่า การ “ยก EQ” จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “คันโยก” ทางสติปัญญา

เชียงรายเริ่มแล้ว  โต๊ะบูรณาการ “แรงงานฝีมือ” ดึงเยาวชนคืนระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” ปีงบประมาณ 2569 (อยู่ในกรอบ Vocational Skills Enhancement Project – VSEP) โดยมีหน่วยงานร่วม เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมประชาสัมพันธ์

วัตถุประสงค์ คือ “เปิดทางเลือก” และ “เติมทักษะ” ให้เยาวชนที่หลุดจากเส้นทางการศึกษา ได้ก้าวสู่ตลาดแรงงานในฐานะ แรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งแต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว ไปจนถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป และงานช่างเทคนิคที่มีอุปสงค์สูง

ที่ประชุมได้วางกรอบ แผนปฏิทิน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม  วันชี้แจงผู้บริหาร/ครูแนะแนว, กิจกรรมศึกษาดูงานและรับสมัคร, วันเปิดฝึกอบรม และการกำหนดชุดหลักสูตรที่ “สอดรับตลาดแรงงานจริง” เพื่อเลี่ยงการฝึกที่ไม่ตอบโจทย์การจ้างงาน ทั้งหมดมุ่งหวังให้ ทักษะที่เรียน = ค่าจ้างที่ดีขึ้น” ลดโอกาสวนกลับสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครอบครัว

อีกขา (ที่สำคัญกว่า)  ปิดแผลปลายหางด้วย Early Intervention

เสาหลักด้านเด็กเล็กคือ Early Intervention (EI) การคัดกรองทารกและเด็กเล็ก 0–3 ปี แบบ “คาดการณ์ความเสี่ยง” แล้วเข้า โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการเข้มข้น ตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล หลักฐานเชิงคลินิกชี้ว่า หากทำได้มาตรฐาน เด็กในกลุ่มเสี่ยงสามารถ เพิ่ม IQ ได้ 8 คะแนนขึ้นไป และ >70% ของเด็กพัฒนาล่าช้าจะกลับมาสมวัย นี่คือ “ผลตอบแทนสูงสุด” ของการลงทุนด้านทุนมนุษย์ เพราะทุก 1 คะแนน IQ ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพการเรียนรู้และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

ดังนั้น กรอบปฏิบัติของเชียงรายควร “ย้ายศูนย์กลาง” จากการรอวัดผล ชั้น ป.1 ไปสู่การคัดกรองเชิงทำนาย 0–3 ปี โดยยึด ปัจจัยเสี่ยงปริกำเนิด เป็นเข็มทิศ ได้แก่ น้ำหนักแรกคลอดต่ำ (<2,500 กรัม), ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด, มารดาอายุน้อย (<20 ปี), และทุพโภชนาการ (โดยเฉพาะ ขาดไอโอดีน) ควบคู่การคัดกรองโรคร่วมทางพัฒนาการ (ASD/ADHD) ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง IQ ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

“EQ ขับ IQ” ทำไมบ้านและผู้ปกครองคือตัวคูณ

หลักฐานทางจิตวิทยาพัฒนาการระบุชัด บ้าน คือสนามพัฒนาการที่เข้มข้นที่สุด เครื่องมือ “ลงทุนต่ำแต่ได้ผลสูง” จึงต้องเข้าไปถึงมือพ่อแม่/ผู้ดูแลทุกครัวเรือน เช่น

  • อ่านนิทาน/หนังสือภาพ  เสริมภาษาและการคิดเชิงสัญลักษณ์
  • พาเดินสังเกตสิ่งรอบตัว  ฝึกการรับรู้–ประมวลผลข้อมูล
  • ทำอาหารร่วมกัน  ฝึกคิดเชิงเหตุและกระบวนการ
  • กิจกรรมใช้มือ–ตา  ปูรากฐานการคิดมีเหตุผลและแก้ปัญหา

สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับการค้นพบว่า เด็กที่ EQ อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือดีกว่า มีโอกาส IQ สูงกว่า กลุ่มที่ EQ ต่ำ 1.6–2.5 เท่า การเทรนพ่อแม่ให้ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” อย่างมีวินัย จึงเป็น ตัวคูณ ที่ต้นทุนต่ำแต่ยกระดับผลเชิงระบบได้จริง

ใช้ทุนทางสังคมของเชียงราย  “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” สู่การขยายผลทั้งจังหวัด

เชียงรายมีต้นแบบที่น่าศึกษา สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” ในอำเภอแม่ลาว ซึ่งขับเคลื่อนโดย อปท. และภาคีสุขภาพ (สสส./สถ.) บนแนวคิด “เล่น–เรียนรู้–เติบโตแบบองค์รวม” ครอบคลุมกาย–ใจ–สติปัญญา–อารมณ์ จุดแข็งของโมเดลนี้คือ ต้นทุนต่ำ–ขยายง่าย และสอดคล้องวัฒนธรรมชุมชน หากจังหวัดตั้ง ศูนย์ต้นแบบ และ คู่มือขยายผล ที่คุม “ความซื่อตรงของหลักสูตร (fidelity)” ได้ ก็สามารถยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งจังหวัดอย่างเป็นระบบ

ความท้าทาย อยู่ที่ “การวัดผล” ให้ชัด เชื่อม ข้อมูลกิจกรรม เข้ากับ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (เช่น อัตราเด็กกลับมาสมวัย, คะแนนประเมินพัฒนาการ, สัดส่วน EQ ปกติ) แล้วรายงานในระดับ อำเภอ/ตำบล เพื่อให้ ทรัพยากรถูกอัดฉีด ไปยัง “พื้นที่อ่อนแอ” ได้ตรงจุด

สิ่งแวดล้อมก็มีส่วน  มลพิษอากาศ–ความเสี่ยงเงียบต่อพัฒนาสมอง

เชียงรายเผชิญปัญหา คุณภาพอากาศ เป็นระยะ โดยเฉพาะฤดูกาลฝุ่น การสัมผัส PM2.5 ในวัยที่สมองกำลังพัฒนา ถูกจัดเป็น ปัจจัยเสี่ยงทางระบบประสาท ในเชิงทฤษฎี การบูรณาการ สาธารณสุข–ควบคุมมลพิษ–ท้องถิ่น เพื่อ ลดการสัมผัส ในกลุ่มเสี่ยง (หญิงตั้งครรภ์/ทารก/เด็กเล็ก) และเพิ่มการเข้าถึง พื้นที่ปลอดฝุ่น (เช่น ห้องปลอดฝุ่นใน รพ./ศูนย์เด็กเล็กช่วงวิกฤต) เป็น “มาตรการเสริม” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อเสนอเชิงระบบ (2568–2570)  จากร่างนโยบายสู่การปฏิบัติ

  1. Predictive Screening 0–3 ปี  ผูกแฟ้มเสี่ยงจาก รพ./รพ.สต. (น้ำหนักแรกคลอด ต่ำกว่าเกณฑ์, มารดาอายุน้อย, ปัญหาปริกำเนิด) เข้ากับ นัดคัดกรอง 9–18–30 เดือน แบบเข้มข้น และพาเข้า โปรแกรม EI โดยอัตโนมัติ
  2. Capacity Building หน่วย EI ขยายคลินิก/ทีม EI สู่ รพ.ชุมชน–รพ.สต. ให้เพียงพอ และตั้ง ตัวชี้วัดผลลัพธ์ เช่น เป้าหมาย เพิ่ม IQ ≥ 8 จุด ในกลุ่มเข้าโปรแกรม และ ≥70% กลับมาสมวัย
  3. Parental Training ทั้งจังหวัด บังคับใช้ หลักสูตรมาตรฐานพ่อแม่ 0–5 ปี ผ่าน อปท. /ศพด. ทุกแห่ง ใช้ “เครื่องมือ 4 ชุด” เป็นแกน พร้อมระบบติดตาม “ความถี่–คุณภาพ” การทำกิจกรรมที่บ้าน
  4. Scale-up สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ยกระดับ แม่ลาว เป็น “Hub” ถ่ายทอดความรู้, สร้าง เครือข่ายพี่เลี้ยง ระดับอำเภอ, ตั้ง กองทุนกิจกรรมเล็ก สำหรับครอบครัวรายได้น้อย
  5. ข้อมูล–หลักฐาน–ความโปร่งใส  จัดตั้ง แดชบอร์ดจังหวัด รายงาน IQ/EQ รายอำเภอ/ตำบล, อัตราเข้า EI, ผลลัพธ์หลัง 6–12 เดือน เพื่อให้ผู้บริหาร “เห็นปัญหาแบบพิกัด” และปรับทรัพยากรแบบ realignment
  6. สะพานสู่แรงงานฝีมือ (VSEP)  ผูกข้อมูล ผู้เรียนเสี่ยงหลุดระบบ กับ ตำแหน่งงานจริง ของกรมการจัดหางาน/เอกชนในพื้นที่ ออกแบบ หลักสูตรโมดูลาร์ ระยะสั้น–ยืดหยุ่น ตั้งแต่ช่างเทคนิคเบื้องต้น, ดิจิทัลเบื้องต้น, อาหาร–ท่องเที่ยว ไปจนถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ “เรียนแล้วมีงาน–มีรายได้”
  7. สื่อสารสาธารณะ (Public Buy-in)  แคมเปญ “EQ ขับ IQ ครอบครัวเชียงราย” สื่อสารภาษาง่าย–จับต้องได้ เชิญโรงพยาบาล, โรงเรียน, วัด, ผู้นำชุมชนร่วมเป็น “เจ้าบ้าน” เพื่อให้ทุกครัวเรือน “ลงมือทำได้จริง”

เกณฑ์วัดความสำเร็จที่ชัด–วัดได้–ตรวจสอบได้

  • ลดอัตรา IQ < 70 จากฐานประเทศ 4.2% ให้ เข้าใกล้เกณฑ์สากล 2.2% ภายในปี 2570 (วัดในกลุ่มเด็กเข้า EI ต่อเนื่อง)
  • เพิ่มสัดส่วน EQ ปกติ 85% ในกลุ่มเด็ก 0–5 ปีที่เข้าร่วม Parental Training/สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา
  • อัตราเยาวชนเข้า–จบหลักสูตร VSEP และ อัตราการมีงานทำภายใน 3–6 เดือน หลังจบหลักสูตร (เชื่อมฐานข้อมูลกรมการจัดหางาน)
  • สัดส่วนเด็กพัฒนาล่าช้ากลับมาสมวัย 70% ภายใน 6–12 เดือนหลังเข้าโปรแกรม EI
  • การเข้าถึงบริการ  ร้อยละของครัวเรือนเด็ก 0–5 ปีที่ได้รับ Parental Training อย่างน้อย 1 คอร์ส/ปี, จำนวน อปท./ศพด. ที่ยกระดับเป็น “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” มาตรฐาน
  • การลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่  ค่าเฉลี่ย IQ/EQ ระดับอำเภอที่ต่ำกว่าเกณฑ์ “ไล่ทัน” ค่าเฉลี่ยจังหวัดตามเป้ารายปี

 “ทุนมนุษย์เชียงราย” จะก้าวทันโลกได้ เมื่อเราปิดปลายหาง และพาเยาวชนกลับสู่ศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ

ข้อมูลชี้ชัด ค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ทุกอย่าง “ปลายหางต่ำ” คือโจทย์จริงของสังคม หากเชียงราย “ปิดแผล” IQ < 70 ได้ใกล้เกณฑ์สากล ขณะเดียวกัน เชื่อมสะพานทักษะ ให้เยาวชนที่หลุดจากระบบกลับมามีศักดิ์ศรีแรงงานฝีมือ เมืองทั้งเมืองจะได้ ผลตอบแทนสูงสุด ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ครอบครัวเข้มแข็ง และผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นี่คือการลงทุนที่ “จำเป็นและคุ้มค่า” มากที่สุดในทศวรรษหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

CP Axtra ทุ่มพลิกโฉม! Lotus’s เชียงราย สู่ Happy Mall ศูนย์รวม Lifestyle Hub

“CP Axtra เร่งเครื่อง Happy Mall” เปิดเกมเชียงราย โมเดลใหม่พลิกโฉมค้าปลีก—จากห้างสู่ศูนย์รวมชีวิตชุมชน

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – วงการค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ขยับจากเกม “ขายของ” ไปสู่เกม “ขายประสบการณ์” ด้วยการพลิกโฉม Lotus’s สู่แนวคิด “Happy Mall”—จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และชุมชน (Lifestyle Hub / SMART Community Center) ที่ตั้งใจทำให้ศูนย์การค้าเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อสินค้า แต่เป็น “พื้นที่แห่งความสุขของชุมชน” ในทุกวัน

หัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเหนือคือ โครงการ Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย บนที่ตั้ง ตลาดนำสวัสดิ์เดิม ใกล้สี่แยกศรีทรายมูล ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ อำเภอเมือง—ทำเลที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า “เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของเมือง” ทั้งในมิติการจับจ่าย พักผ่อน สุขภาพ และความบันเทิง

สารตั้งต้นโมเดล 4 เสาหลักแห่งความสุข—Complete Offering (ครบจบในที่เดียว),Food Destination (ศูนย์รวมอาหาร),Lifestyle Destination (แฟชั่น ฟิตเนส บันเทิง/โรงภาพยนตร์), และSpace Utilization (บริหารพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชน/สุขภาพ/สิ่งแวดล้อม) Happy Mall จาก “Transaction” สู่ “Experience”

การเร่งเครื่อง Happy Mall ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือรีแบรนด์จาก Tesco Lotus เป็น Lotus’s หากแต่เป็นการย้ายจุดศูนย์ถ่วงของธุรกิจจาก Transaction ไปสู่ Experience—สอดรับความจริงใหม่ของผู้บริโภคที่ “ไปห้างเพื่อใช้เวลา” มากกว่า “ไปห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียว”

ในระดับองค์กร CPAXT วางแผน เปิดสาขาใหม่ + ปรับปรุง 31 ศูนย์ ขยายคอนเซ็ปต์ Happy Mall ทั่วประเทศ โดยใช้ โมเดล Hybrid Wholesale ผสานจุดแข็งของ Makro (ค้าส่ง B2B/ซัพพลายเชน/ต้นทุน) เข้ากับ Mall Management ของ Lotus’s เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่าคุณภาพ (คลินิก, ฟิตเนส, ร้านอาหารแบรนด์ดัง, ไลฟ์สไตล์) ควบคู่รายได้ค้าปลีกอาหารที่มั่นคง

โครงสร้างการลงทุนถูกยกระดับด้วยบริษัทโฮลดิ้ง “AGP – Extra Growth Plus” เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน รองรับดีลพันธมิตรและการหมุนทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ของศูนย์การค้าในเครือ

เชียงราย เมืองรองศักยภาพสูง—ดีไซน์เป็น Lifestyle Hub ของจริง

Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย ถูกออกแบบบนที่ดิน เกือบ 18 ไร่, อาคาร 2 ชั้น, วาง “แม่เหล็ก” ดึงทราฟฟิกด้วย ตลาดโลตัส และ โรงภาพยนตร์ (คาด 5+ โรง) เพื่อสร้าง “วงจรการใช้เวลา” ตลอดวัน—เช้าเพื่อธุระครัวเรือนและสุขภาพ, กลางวัน/ค่ำเพื่ออาหารและความบันเทิง

ไทม์ไลน์สำคัญ

  • รื้อถอนอาคารเดิม ก.ย.–ต.ค. 2568
  • เริ่มก่อสร้าง พ.ย. 2568
  • ระยะก่อสร้าง 11–12 เดือน
  • คาดเปิดบริการ ปี 2569

แม้ไทม์ไลน์จะกระชั้น แต่การวางองค์ประกอบ Complete Offering (เพิ่มคลินิก/ร้านยา/ฟิตเนส/บริการชุมชน) และ Food & Lifestyle Destination (ศูนย์รวมอาหาร + โรงหนัง) จะขยายฐานลูกค้าทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวและคนทำงานเมืองเชียงรายที่มองหาพื้นที่ใช้เวลากับคนรักมากขึ้น

แตะจุดอ่อนไหวชุมชน—เปลี่ยน “ตลาดนำสวัสดิ์” เป็น “พื้นที่ความทรงจำใหม่”

การทดแทนแลนด์มาร์กอย่าง “ตลาดนำสวัสดิ์” ย่อมมากับความรู้สึกทับซ้อนในชุมชน ระหว่าง “อาลัยอดีต” กับ “ยินดีต่ออนาคต” นักวิเคราะห์ชี้ว่า กุญแจความสำเร็จของ Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงคุณภาพร้านค้า แต่คือ วิธีใช้พื้นที่เพื่อสังคม” ตามเสาหลัก Space Utilization—เช่น

  • Happy Community Event แอโรบิก/ตรวจสุขภาพฟรี/ตลาดชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย
  • Recycling Market (AXTRA Green Together) ยกระดับพฤติกรรมรักษ์โลก
  • Co-creation Space เวทีเล็กให้โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/ชุมชน นำกิจกรรมมา “เล่าเรื่องเชียงราย” ด้วยตัวเอง

แนวทางเช่นนี้ทำให้ มอลล์ = โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) มากกว่าจะเป็น “อาคารเชิงพาณิชย์”—ยิ่งคอนเซ็ปต์นี้บรรลุเป้าหมายความเป็น “ของทุกคน” ได้มากเท่าไร โอกาสสำเร็จของโครงการก็ยิ่งสูงเท่านั้น

เครื่องยนต์คู่ยังแรง ผลประกอบการ–ออนไลน์โต–ขยาย 100 สาขา

ตัวเลข 9 เดือนปี 2568 ของ CPAXT สะท้อนความแข็งแรงของเครื่องยนต์คู่—ค้าส่งและค้าปลีก

  • รายได้รวม 386,050 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 6,794 ล้านบาท
  • ขยายสาขา 100 แห่ง ทั่วประเทศ
  • ยอดขายออนไลน์ โต 31% YoY (ผนึก B2B + แพลตฟอร์มออนไลน์)
    พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Private Label เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นและความแตกต่างเชิงสินค้า

ในระดับภูมิภาค บริษัทประกาศร่วมมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (เช่น Ayala ในฟิลิปปินส์) และเข้าซื้อกิจการด้าน Food Service (เช่น Lucky Frozen ภายใต้ Renewed Hope Pte. Ltd.) เพื่อขยายพอร์ตและเสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนอาหารระดับอาเซียน สอดคล้องภาพการเป็น Regional Retail & Foodservice Leader

ด้านความยั่งยืน บริษัทได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating 2025 ระดับ “A” (จาก “BBB” ปีก่อน) สะท้อนความก้าวหน้า ESG และช่วยดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสถาบันในมิติระยะยาว

ทำไม “Happy Mall Model” จึงตอบโจทย์ยุคอีคอมเมิร์ซ?

คำตอบสั้นที่สุดคือ—ประสบการณ์นอกบ้าน (Out-of-Home Experiences) แทนที่ออนไลน์ได้ยาก

  • Food Destination การพบปะ/รับประทานอาหารร่วมกัน
  • Lifestyle Destination โรงภาพยนตร์/ฟิตเนส/กิจกรรมเด็กและครอบครัว
  • Complete Offering คลินิก/ร้านยา/ธุรกรรม—บริการสัมผัสจริง
  • Space Utilization งานชุมชน/ตลาดคนตัวเล็ก/กิจกรรมสุขภาพ—สร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ”

ทั้งหมดนี้คือ เกราะกันความโภคภัณฑ์” (Commoditization Defense) ของศูนย์การค้า ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาบ่อยด้วยเหตุผลมากกว่าราคา—คือ ความสุข ความสะดวก และความสัมพันธ์กับชุมชน

ภาพใหญ่ปี 2569 17 โครงการ—เพิ่มพื้นที่เช่า >100,000 ตร.ม.—เป้าหมายทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี

โรดแมปที่ประกาศ เริ่มทรานส์ฟอร์มตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ยาวไปทั้งปี 2569 ด้วย ปรับโฉมเดิม 7 แห่ง + โครงการใหม่ 10 แห่ง ในเมืองหลักและเมืองรอง (กทม., ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, หาดใหญ่, ภูเก็ต, นครสวรรค์, ขอนแก่น, เพชรบุรี ฯลฯ) เพื่อสร้างเครือข่าย “Happy Mall ใกล้บ้าน” ให้คนใช้ชีวิตจริงในทุกวัน

ตัวเลขเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ทราฟฟิก 5,000 ล้านครั้ง/ปี ชี้ถึงความทะเยอทะยานของเครือข่ายมอลล์ที่ต้องการเป็น จุดหมายประจำย่าน” มากกว่า “สถานที่ช้อปปิ้งเป็นครั้งคราว” และการเพิ่มพื้นที่เช่ารวม กว่า 100,000 ตร.ม. จะเป็นฐานรายได้ค่าเช่าให้ Mall Business เด่นชัดขึ้น ขณะที่ซัพพลายเชนอาหารจาก Makro คงความได้เปรียบด้านราคา/คุณภาพสำหรับโซนไฮเปอร์มาร์เก็ต

มุมมองความเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จ

  1. ไทม์ไลน์ก่อสร้าง 11–12 เดือนสำหรับโครงการ 18 ไร่ ถือว่า “ท้าทาย” ต้องบริหารสัญญา/ซัพพลาย/แรงงานอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงเปิดล่าช้า
  2. Tenant Mix & Localization ต้องบาลานซ์แบรนด์ระดับประเทศกับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ “สะท้อนรสนิยมเชียงราย” ไม่ให้เป็นมอลล์ไร้ตัวตน
  3. Community Acceptance การแทนที่ตลาดนำสวัสดิ์จำเป็นต้องมี “แผนสื่อสารชุมชน” ตั้งแต่ต้นทาง—ออกแบบพื้นที่กิจกรรมฟรี/ตลาดชุมชน/ทุนเล็กให้ผู้ค้าเดิมเปลี่ยนผ่าน
  4. ESG & Social Impact ชี้วัดผลลัพธ์สังคมเป็นตัวเลขได้ (จำนวนกิจกรรมสุขภาพ/รายได้ตลาดชุมชน/ปริมาณขยะรีไซเคิล) เพื่อสร้าง “ความ正当” ทางสังคมและรายงานต่อผู้มีส่วนได้เสีย

เชียงรายในภาพโครงสร้าง ทำไมที่นี่? ทำไมตอนนี้?

เชียงรายกำลังอยู่ในลูปอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน—ทั้ง ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง (ตั้งเป้าความจุ 6–8 ล้านคน/ปี), รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และนโยบายดันเมืองรองด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ สร้าง “แรงหนุน” การบริโภค การเดินทาง การลงทุน

Happy Mall เชียงราย จึงไม่ใช่แค่โครงการค้าปลีก แต่เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเมือง ที่ช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต หากทำสำเร็จจะเป็น “ต้นแบบเมืองรอง” ที่โคลนได้ทั่วประเทศ

“แม้สภาวะเศรษฐกิจท้าทาย เราเดินเกมยืดหยุ่น—ผสานข้อมูล/AI/ออมนิแชนเนล ขยายสาขาและปรับพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพ เพื่อให้ ‘Happy Mall’ เป็นพื้นที่ความสุขของชุมชน และสร้างโอกาสเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป”

การทรานส์ฟอร์ม Lotus’s → Happy Mall คือการย้ายอัตลักษณ์จาก “ร้านค้าขนาดใหญ่” เป็น “พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์ของชุมชน” ที่คนมาใช้ชีวิตจริง จุดต่างของผู้ชนะในยุคนี้ไม่ใช่ “ใครสินค้าถูกกว่า” แต่คือ “ใครทำให้ผู้คนอยากกลับมาบ่อยกว่า”—ด้วยอาหารที่หลากหลาย ประสบการณ์บันเทิงที่แทนออนไลน์ไม่ได้ บริการสุขภาพจำเป็น และพื้นที่ให้คนท้องถิ่นได้ “เล่าเรื่องของตัวเอง”

เชียงราย จึงกลายเป็น สนามพิสูจน์ ว่า โมเดล “Happy Mall” สามารถทำให้ห้าง “กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเมือง” ได้จริงเพียงใด และจะถูกคัดลอกไปยังเมืองรองอื่นอย่างมีความหมายอย่างไรในปี 2569 เป็นต้นไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CP Axtra (CPAXT)
  • Lotus’s Lifestyle Mall เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News