Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ชวนเปลี่ยนวิธีคิด! หยุดรอป่วยแล้วรักษา ทำไมงบสุขภาพ 2.3 แสนล้านยังไม่พอ

รพ.กรุงเทพเชียงราย เผยกลยุทธ์ BDMS สู่ Strong Life Smart Health เพื่อชีวิตยืนยาว

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ภายในห้องประชุมยูโทเปีย 1 ชั้น 3 โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท ช่วงเช้าวันอังคาร บรรยากาศเต็มไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำองค์กร และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ระยะเวลาระหว่าง 08.00–12.00 น. ถูกใช้ไปกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ ในงานประชุมวิชาการ
สุดยอดสัมมนาสัญจร BDMS ครั้งที่ 6 Strong Life Smart Health – สุขภาพแข็งแรงด้วยการดูแลอย่างเข้าใจ”

งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดย โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมกับ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือข่าย บีดีเอ็มเอส (BDMS) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการ “ย้ำและขยาย” แนวคิดด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันต่อคนเชียงรายและภาคธุรกิจในพื้นที่

เปลี่ยนจาก “รอป่วยแล้วรักษา” สู่ “ไม่ป่วยให้นานที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย กล่าวถึง “ภาพใหญ่” ของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า สุขภาพไม่ใช่เพียงประเด็นส่วนบุคคล แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับทั้งเศรษฐกิจและสังคม

เขาระบุว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาล ราว 230,000 ล้านบาทต่อปี และ “ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอ” เมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันงบประมาณด้าน “การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของงบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่านั้น

“เราลงทุนไปมากกับการรักษา เมื่อคนเจ็บป่วยแล้ว แต่กลับใช้งบด้านการส่งเสริมสุขภาพเพียงส่วนเล็ก ๆ ถ้าปล่อยให้แนวโน้มงบประมาณด้านรักษาพุ่งขึ้นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตระบบกองทุนสุขภาพของประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงได้” – นพ.ธนรัชต์กล่าว

มิติทางสังคมก็เป็นอีกด้านที่สะท้อนความท้าทายอย่างชัดเจน แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่อายุที่ “มีสุขภาพแข็งแรงจริง” กลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วยทั้งหมด

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ย้ำว่า “วันนี้คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 74 ปี แต่ ‘อายุสุขภาพดี’ หรือ Health Span เฉลี่ยเพียง 64 ปี นั่นหมายความว่า อีกประมาณ 10 ปีสุดท้ายของชีวิต คนจำนวนมากต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยเรื้อรัง เราอยากเห็นสังคมที่คนมีทั้งอายุยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” 

กลยุทธ์ BDMS เทคโนโลยีระดับโมเลกุล–ยีน เพื่อรู้ความเสี่ยงก่อนป่วย

ในฐานะโรงพยาบาลเอกชนภายใต้เครือ BDMS นพ.ธนรัชต์ อธิบายว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่จากทั่วโลกมาปรับใช้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาเมื่อป่วย แต่เพื่อ ตรวจเจอความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค”

เทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลและระดับยีน (Gene Level) การค้นหาความเสี่ยงเชิงลึกของโรคต่าง ๆ ไปจนถึงการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพและการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“เมื่อเรารู้ได้ตั้งแต่ต้นว่า แต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงด้านใด เราก็สามารถวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงการปรับพฤติกรรม การตรวจติดตาม และหากจำเป็น ก็ใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยที่สุดเมื่อเกิดการเจ็บป่วย เพื่อให้คนไข้ได้คุณภาพชีวิตกลับคืนมาเร็วที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ได้เปรียบเปรยร่างกายมนุษย์ว่าเป็น “ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” พร้อมฝากข้อคิดที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง

“ลองนึกว่าร่างกายของเราเป็น ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต ถ้าเราอยากให้ซูเปอร์คาร์คันนี้วิ่งได้ไกล ไปได้นาน และยังดูดีเสมอ เราก็ต้องดูแล บำรุง และตรวจเช็กตั้งแต่ก่อนจะมีปัญหา ไม่ใช่รอจนเครื่องพังแล้วค่อยเข้าศูนย์ ร่างกายก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น”

แพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

“Stroke” ภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ทำลายชีวิตได้ในพริบตา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นของแนวคิด “ป้องกันก่อนเจ็บป่วย” งานสัมมนาได้นำกรณีของ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มาขยายความในเชิงลึก โดยมี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมให้ข้อมูล

ได้อธิบายว่า ภาวะหลอดเลือดสมองมีทั้งแบบ ตีบ และ แตก และมักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะความเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากไขมันที่เกาะสะสม หรือจากโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“หลายคนไม่รู้เลยว่าหลอดเลือดสมองของตัวเองมีปัญหามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดภาวะอุดตันหรือเส้นเลือดแตก กลายเป็นอาการเฉียบพลันขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน”

เพื่อให้ประชาชนจดจำสัญญาณอันตรายได้ง่าย แพทย์หญิงสุภลักษณ์ย้ำกรอบคิด B-E F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยจำที่สำคัญในการเฝ้าระวังอาการ Stroke ได้แก่

  • B – Balance : เวียนหัว ทรงตัวไม่มั่นคง
  • E – Eyes : การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน
  • F – Face : ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตกทันทีทันใด
  • A – Arm : แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
  • S – Speech : พูดไม่ชัด พูดติดขัด หรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • T – Time : เวลามีค่า ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามรอดูอาการเองที่บ้าน เมื่อมีอาการเข้าเกณฑ์ B-E F.A.S.T. ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ภายในเวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง จะเป็นช่วงทองของการรักษา หรือโทร 1669 เพื่อขอรถพยาบาลมารับ อย่ารอจนสายเกินไป”

ป้องกันดีกว่ารักษา คุม 4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ ลดโอกาสเกิด Stroke

ในช่วงต่อมา แพทย์หญิงสุภลักษณ์ได้พูดถึง  “หัวใจของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” โดยเน้นว่า การรักษาแม้จะสำคัญ แต่ท้ายที่สุด การป้องกันไม่ให้เกิดโรคแต่แรก เป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสุขภาพโดยรวม

เสนอให้ประชาชน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี และควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างเคร่งครัด โดยเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ไขมันในเลือดสูง
    • ควรตรวจระดับ LDL Cholesterol อย่างสม่ำเสมอ
    • จำกัดอาหารไขมันสูง
    • หากแพทย์เห็นสมควรให้ใช้ยาลดไขมัน เช่น ยากลุ่ม Statins ควรรับประทานตามคำสั่ง
    • เธอเน้นว่า หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แม้ควบคุมอาหารดีแล้วแต่ไขมันยังสูงอยู่ การใช้ยาจึงมีความจำเป็น และ “ประโยชน์มากกว่าผลข้างเคียง”
  2. เบาหวานและภาวะเสี่ยงเบาหวาน
    • ควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเครื่องดื่มหวาน
    • หากค่า HbA1c เกิน 5.8% ถือว่าเริ่มมีภาวะเสี่ยง ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
    • ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมค่า HbA1c ให้ต่ำกว่า 6.5% ตามคำแนะนำแพทย์
  3. ความดันโลหิตสูง
    • ตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
    • ปรับพฤติกรรม ลดเค็ม ออกกำลังกาย และรับประทานยาตามคำแนะนำ
    • การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกอย่างมีนัยสำคัญ
  4. ความเครียดและโรคหัวใจ
    • คนวัยทำงานจำนวนมากเผชิญความเครียดสะสม การออกกำลังกายจึงเป็น “ทางออกที่ดีที่สุด” เพราะช่วยทั้งลดความเครียดและลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเกิดลิ่มเลือดและ Stroke ได้ จึงต้องติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“การป้องกันไม่ใช่เรื่องไกลตัว เริ่มจากการตรวจสุขภาพประจำปี รู้ตัวเลขของตัวเอง แล้วร่วมมือกับแพทย์ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง หากดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ โอกาสเกิด Stroke และโรคเรื้อรังอื่น ๆ จะลดลงมาก”

ฟื้นฟูหลัง Stroke เทคโนโลยีใหม่–กายภาพบำบัด–กำลังใจจากครอบครัว

แม้การป้องกันจะสำคัญที่สุด แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ “การฟื้นฟูผู้ป่วยหลังเกิด Stroke แล้ว” แพทย์หญิงสุภลักษณ์อธิบายว่า แนวคิดใหม่ในการดูแลผู้ป่วย Stroke คือการผสมผสาน การรักษาเฉียบพลัน, การฟื้นฟูทางกายภาพ, และ การดูแลด้านจิตใจและครอบครัว เข้าด้วยกัน

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางส่วนอาจได้รับยาละลายลิ่มเลือด และต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยเฉพาะ เช่น Stroke Unit หรือไอซียู เพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ขนานไปกับการเริ่มต้นกายภาพบำบัดอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรก

“ช่วงเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีแรก ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของการฟื้นฟูทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หากมีการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ โอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติจะสูงขึ้นมาก”

ในด้านนวัตกรรมการฟื้นฟู เธอกล่าวถึงเทคโนโลยีอย่าง Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ซึ่งใช้คลื่นแม่เหล็กช่วยกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของสมองบางส่วน ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด โดยมองเป็น “ทางเลือกเสริม” ที่ช่วยต่อยอดประสิทธิภาพการฟื้นฟูในผู้ป่วยบางราย นอกจากนี้ยังมีการใช้ “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน” เพื่อช่วยให้การฝึกเดินของผู้ป่วยมีความปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายย้ำว่า ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หากขาด “กำลังใจจากครอบครัว” และการดูแลแบบองค์รวม ผลลัพธ์การฟื้นฟูอาจไม่เต็มศักยภาพ

“หลายคนเคยเดินได้ ทำงานได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด แต่หลังจากเกิด Stroke แล้วกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ความรู้สึกท้อแท้ วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก ญาติและครอบครัวจึงต้องเข้าใจ ให้กำลังใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมดูแลผู้ป่วย”

และได้กล่าวเสริมว่า ในหลายครัวเรือน ผู้ดูแลมีเพียงคนเดียว หากไม่มีการวางแผน อาจเกิดภาวะ “หมดไฟของผู้ดูแล” (Caregiver Burnout) ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลและผู้ป่วย การวางแผนจัดหาผู้ช่วยดูแล หรือแบ่งหน้าที่กันภายในครอบครัว จึงเป็นอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน

พญ.สุภลักษณ์ โทมณีสิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย และอายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท

จากห้องประชุมสู่ชีวิตจริง ความหมายของ “Strong Life Smart Health” สำหรับคนเชียงราย

งานประชุมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง “วิถีคิดใหม่” ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการป้องกัน และเข้าใจบทบาทของตนเองในการดูแลร่างกาย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเมืองใหญ่ ชุมชนเกษตรกรรม และภาคบริการท่องเที่ยว การมีเวทีที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากเครือ BDMS มาสู่พื้นที่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชนและองค์กรในพื้นที่

คำกล่าวของ นพ.ธนรัชต์ ที่เปรียบร่างกายว่า “ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต” ประกอบกับคำอธิบายเชิงลึกของ พญ.สุภลักษณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและฟื้นฟู Stroke ทำให้เห็นภาพชัดว่า สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว แต่เป็นสมการที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ในช่วงท้ายของงาน วิทยากรได้ย้ำตรงกันว่า การเปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “ป้องกันไม่ให้ป่วยนานที่สุด” ไม่เพียงช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศ แต่ยังช่วยให้คนเชียงราย และคนไทยโดยรวม มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพมากขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย, โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ,
    และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือ BDMS
  • นพ.ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ทอท. ดัน “สนามบินเชียงราย” พิสูจน์ Decoupling! ลดคาร์บอน 7% เคียงคู่การเติบโต

ทอท.ดัน “แม่ฟ้าหลวงเชียงราย–หาดใหญ่” เป็นสนามบินคาร์บอนต่ำ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก 7% สอบผ่านมาตรฐานโลก เดินเกมยั่งยืนเคียงคู่การเติบโต

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินและแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กำลังก้าวเดินบนเส้นทางที่ยากแต่จำเป็น นั่นคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน” ล่าสุดท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ถูกจับตาในฐานะ “สนามบินระดับภูมิภาค” ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ลง ร้อยละ 7 ภายในปีเดียวกัน สามารถทำได้จริงท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารและรายได้ที่กลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต ต่างได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการคาร์บอนในสนามบินตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) แล้ว โดย 5 แห่งแรกผ่านระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งเป็นระดับที่เน้นการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ตอยู่ในระดับ Level 2: Reduction

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ย้ำว่า “การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะกิจ แต่ถือเป็น มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ (Standard Business Practice) ขององค์กรชั้นนำทั่วโลก นักลงทุนใช้ข้อมูลด้านคาร์บอนในการตัดสินใจลงทุน เพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว”

จากคำกล่าวดังกล่าว ทำให้เห็นชัดว่า เป้าหมาย 7% ของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ใช่ตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “บททดสอบจริง” ว่า สนามบินภูมิภาคของไทยพร้อมก้าวสู่มาตรฐานสนามบินคาร์บอนต่ำระดับสากลเพียงใด

สนามบินภูมิภาคในสมรภูมิ ESG จากตัวเลขการรับรองสู่ความคาดหวังของนักลงทุน

การได้รับรองตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ถือเป็น “ใบผ่านด่าน” สำคัญของสนามบินทั่วโลกในการแสดงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม ACA แบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยระดับที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความเข้มข้นของมาตรการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับ ทอท. สนามบินหลัก 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และหาดใหญ่ ได้รับรองในระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดการการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานโดยตรงของสนามบิน (Scope 1 และ 2) และการมีส่วนร่วมจัดการการปล่อยก๊าซที่เกิดจากผู้ใช้บริการและคู่ค้า เช่น สายการบิน ผู้เช่าพื้นที่ และผู้ให้บริการภาคพื้นดิน (Scope 3) ขณะที่สนามบินภูเก็ตได้รับรองในระดับ 2 ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยในขอบเขตที่สนามบินควบคุมได้โดยตรง

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสการลงทุนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้าน ESG (Environment – Social – Governance) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ท่าอากาศยานและท่าเรือ ซึ่งต้องพิสูจน์ว่า การเติบโตของรายได้และปริมาณผู้โดยสารไม่ได้แลกมาด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนอย่างไร้ขีดจำกัด

“7% ที่ไม่ธรรมดา” เมื่อเป้าหมายเชิงสัดส่วนสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ทอท.ไม่ได้ตั้งเป้าลด “ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสัมบูรณ์ (Absolute Emissions)” เพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ตัวชี้วัด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ (GHG Emissions Intensity per Unit of Revenue)” สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย (CEI) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (HDY)

การตั้งเป้าให้ GHG Intensity ลดลง 7% ในขณะที่รายได้มีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของการบินและการท่องเที่ยว มีนัยที่สำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

  • หากสมมติว่า รายได้ของสนามบินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและการขยายบริการ
  • การทำให้ “ความเข้มข้น” ของการปล่อยลดลง 7% จะหมายความว่า สนามบินต้องพยายามลด ปริมาณคาร์บอนสัมบูรณ์ลงอย่างน้อยราว 16% (โดยประมาณ)

กล่าวคือ สนามบินจะไม่สามารถ “ปล่อยเพิ่มไปพร้อมกับการเติบโต” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเดินหน้าในรูปแบบที่เรียกว่า “Decoupling” หรือการแยกตัวระหว่างเส้นกราฟรายได้กับเส้นกราฟการปล่อยคาร์บอน

ในบริบทของเชียงราย ความท้าทายนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีจำนวนผู้โดยสารในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ย. 2568) สูงถึง 1,937,645 คน และยังมีแผนพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจากประมาณ 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี ในอนาคต การขยายตัวทางเศรษฐกิจและคมนาคมของเชียงรายจึงต้องเดินคู่กับการลดรอยเท้าคาร์บอนอย่างเลี่ยงไม่ได้

วิสัยทัศน์คาร์บอนต่ำของ ทอท. จากระดับสนามบินสู่ยุทธศาสตร์องค์กร

เป้าหมายลดความเข้มข้น 7% ของเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ได้ลอยตัวอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ผูกโยงกับวิสัยทัศน์ระดับองค์กรของ ทอท. ซึ่งวางเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไว้อย่างชัดเจน

จากเอกสารด้านความยั่งยืน ทอท.ได้วางเป้าหมายในระดับองค์กรไว้ว่า

  • มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 (2030)
  • และเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2575 (2032)

การขับเคลื่อนดังกล่าวตั้งอยู่บนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในมิติ

  • ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) เช่น น้ำท่วม พายุ เพลิงไหม้ ซึ่งกระทบต่อการปฏิบัติการของสนามบิน
  • และ ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) อาทิ มาตรการกำกับจากภาคการบินระหว่างประเทศ ราคาคาร์บอน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน

ทอท.จึงพยายามใช้การลงทุนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็น “หลักประกัน” ว่าธุรกิจสนามบินของไทยจะสามารถรับมือความผันผวนเหล่านี้ได้ในระยะยาว

ลงทุน 168% เพื่อลดคาร์บอน เม็ดเงินที่มากขึ้น ผลประหยัดที่ลดลง และความจริงของต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อให้เป้าหมาย 7% ไม่ใช่เพียงคำประกาศ ทอท.ได้เร่งรัดการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 6 ท่าอากาศยานหลัก

ข้อมูลด้านการลงทุนระบุว่า

  • ปี 2566 ทอท.ใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าใน 6 ท่าอากาศยานรวม 27,590,790.50 บาท
  • ปี 2567 งบประมาณด้านเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็น 74,031,200.00 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ร้อยละ 168

แต่สิ่งที่สะดุดตา คือ ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด “ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากโครงการสิ่งแวดล้อม” กลับลดลง

  • จากเดิมในปี 2566 ประหยัดได้ 16,044,195.49 บาท
  • เหลือเพียง 5,820,188.53 บาท ในปี 2567

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคาร์บอน กล่าวคือ “ต้นทุนการลดคาร์บอนต่อหน่วย” มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะ

  • ระบบประหยัดพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ยังต้องใช้เวลาปรับตั้ง
  • ผลประหยัดยังไม่ปรากฏเต็มที่ในระยะสั้น
  • แต่ในระยะยาว การลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานให้มีความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

สำหรับสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ เม็ดเงินลงทุนนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟฟ้าในงบดำเนินงาน แต่เป็นการสร้าง “รากฐานโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ” ให้กับสนามบินระดับภูมิภาคของไทย

ระบบ 400 Hz และ PC-Air เทคโนโลยีหลังหลุมจอดที่เชื่อมโยงเส้นกราฟคาร์บอนของสายการบิน

หัวใจสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 3 ของสนามบิน คือ การจัดการการปล่อยคาร์บอนจากเครื่องบินขณะจอดที่หลุมจอด ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้หน่วยจ่ายพลังงานเสริม (APU) ของเครื่องบินที่เผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ตเพื่อผลิตไฟฟ้าและปรับอากาศให้ตัวเครื่อง

โครงการสำคัญที่ทอท.นำมาใช้ในท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่ คือ

  • ระบบไฟฟ้า 400 Hz – จ่ายไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้เครื่องบินขณะจอด
  • ระบบปรับอากาศ Pre-Conditioned Air (PC-Air) – จ่ายลมเย็นจากอาคารผู้โดยสารไปยังเครื่องบิน

เมื่อเครื่องบินสามารถใช้ไฟจากภาคพื้นและระบบปรับอากาศภายนอกได้เต็มรูปแบบ การใช้ APU จะถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเท่ากับการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ต และการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสายการบินโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนของสนามบินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับ อัตราการใช้งานจริง (Utilization Rate)” โดยสายการบิน

สนามบินอาจติดตั้งระบบ 400 Hz และ PC-Air ครบทุกหลุมจอด แต่ถ้าสายการบินยังเลือกใช้ APU ด้วยเหตุผลด้านเวลา ความเคยชิน หรือข้อจำกัดทางเทคนิค เป้าหมายลด Scope 3 ก็จะไปไม่ถึง 7% ตามที่ตั้งไว้

ในมุมนี้ เป้าหมาย 7% จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขด้านเทคนิค แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ การประสานความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานการบิน” ระหว่างสนามบิน สายการบิน และผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้วย

พลังงานแสงอาทิตย์และอนาคตของไฟฟ้าภาคพื้น ป้องกันไม่ให้ Scope 2 กลายเป็น “เงาสะท้อน” ของความสำเร็จ Scope 3

อีกหนึ่งโจทย์ที่สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ต้องขบคิด คือ เมื่อระบบ 400 Hz และ PC-Air ทำให้การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินเพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 2 (จากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้) อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เพื่อไม่ให้ความสำเร็จด้านการลดคาร์บอนจากเครื่องบิน (Scope 3) ถูกหักล้างด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนจากไฟฟ้า (Scope 2) ทอท.จึงเดินหน้าแนวทางการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ในท่าอากาศยานทั้ง 5 แห่งในภูมิภาค รวมถึงเชียงรายและหาดใหญ่ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่อาคารและเขตการบิน

หากโครงการ Solar Energy ในสนามบินภูมิภาคสามารถเดินหน้าสู่การติดตั้งจริงในระยะใกล้ การผสานกันระหว่าง

  • การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินแทน APU (ลด Scope 3)
  • กับการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด (ลด Scope 2)

จะทำให้เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจก 7% มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ มากกว่าการพึ่งพาเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง

เชียงราย – หาดใหญ่ สองสนามบินภูมิภาค สองบริบทความเสี่ยง แต่เป้าหมายเดียวกัน

แม้จะมีตัวเลขเป้าหมาย 7% ที่เหมือนกัน แต่บริบทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่กลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) สนามบินชายแดนที่ต้องพิสูจน์การเติบโตอย่างยั่งยืน

เชียงรายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนและการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน สนามบินแม่ฟ้าหลวงไม่ได้รองรับเพียงผู้โดยสารในจังหวัด แต่ยังเชื่อมโยงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและธุรกิจจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

การขยายโครงการพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 6 ล้านคนต่อปี ทำให้ CEI กลายเป็น “สนามทดสอบสำคัญ” ว่า สนามบินที่กำลังโตเร็วสามารถควบคุมการปล่อยคาร์บอนสัมบูรณ์ให้ลดลง พร้อมกับลดความเข้มข้นลง 7% ได้จริงหรือไม่

หาก CEI สามารถบูรณาการมาตรการด้านพลังงาน ระบบ 400 Hz/PC-Air และโครงการ Solar Energy เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบได้สำเร็จ สนามบินแห่งนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นกรณีศึกษาของ “การขยายตัวอย่างไม่เพิ่มรอยเท้าคาร์บอน”

หาดใหญ่ (HDY) ศูนย์กลางการบินภาคใต้ที่เน้นสนามบินสีเขียวและความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์สำคัญของภาคใต้ โดยมุ่งพัฒนาภาพลักษณ์ “สนามบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผ่านมาตรการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ และการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายหลักของ HDY คือ ความเสี่ยงทางกายภาพจากพายุและอุทกภัย ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและรายได้ของสนามบิน ดังนั้น การลด GHG Intensity 7% ของ HDY จึงสัมพันธ์กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มทั้งความยั่งยืนและ “ความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติ (Operational Resilience)” ไปพร้อม ๆ กัน

เชื่อมโยงสู่ระดับโลก จาก DJSI, NDC ถึง CORSIA

การขยับของ ทอท. ไม่ได้สะท้อนเพียงเป้าหมายขององค์กรเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศทั้งระดับประเทศและระดับโลก

  • ทอท.ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเสมือน “ตราสัญลักษณ์” ว่าองค์กรอยู่ในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง
  • เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่สอดคล้องกับ เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวม
  • ในมิติการบินระหว่างประเทศ มาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เริ่มกำหนดให้สายการบินต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าระดับฐาน โดยต้องซื้อหน่วยชดเชยคาร์บอน (Emission Units) หากสนามบินไทยอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ สามารถลดการปล่อยในช่วงเครื่องจอดและสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำได้จริง ก็จะช่วยลดต้นทุนคาร์บอนของสายการบินที่มาใช้บริการ ซึ่งกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน” เพิ่มเติมในยุคที่ต้นทุนคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนธุรกิจ

มากกว่า “7%” คือการวางรากฐานสนามบินภูมิภาคสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

ในสายตาคนทั่วไป เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกเพียง 7% อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่หวือหวา แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของ

  • การฟื้นตัวของผู้โดยสารที่ใกล้ระดับก่อนโควิด-19
  • การขยายตัวของสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเพื่อรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี
  • และข้อจำกัดด้านความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศของสนามบินหาดใหญ่และสนามบินภูมิภาคอื่น ๆ

ตัวเลข 7% จึงกลายเป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ว่าระบบสนามบินภูมิภาคของไทยจะสามารถเดินหน้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริงหรือไม่

ความสำเร็จของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและท่าอากาศยานหาดใหญ่ในการบรรลุเป้าหมายนี้ จะไม่ได้สะท้อนเพียงการลดตัวเลขบนรายงานประจำปี แต่จะหมายถึง

  • ประชาชนและชุมชนโดยรอบได้ประโยชน์จากคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
  • ภาคการบินไทยมีจุดขายด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้มากขึ้นในสายตานักลงทุนและผู้โดยสาร
  • และประเทศไทยมี “ต้นแบบสนามบินภูมิภาคคาร์บอนต่ำ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่สนามบินอื่น ๆ ในอนาคต

คำถามที่เหลืออยู่ จึงไม่ใช่เพียงว่า “สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่จะลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกได้ครบ 7% หรือไม่”
แต่คือ “เราจะใช้บทเรียนจาก 7% นี้อย่างไร ในการออกแบบระบบสนามบินไทยทั้งระบบให้พร้อมรับมือโลกที่กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งสู่ยุคคาร์บอนต่ำ”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.
  • Airports Council International (ACI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เปิดตัว Fair Super Charge! กรีนบัสวางรากฐาน EV เชื่อมเชียงใหม่–เชียงราย–พะเยา

 

กรีนบัสเปิดตัว “EV Greenbus” 12 คันแรกของภาคเหนือ พร้อมสถานีชาร์จเร็ว “Fair Super Charge” วางรากฐานคมนาคมสะอาด มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย NET ZERO

เชียงราย, 30 พฤศจิกายน 2568 – เปิดฉาก จากฝุ่นควันสู่เส้นทางสีเขียวของภาคเหนือ ท่ามกลางเสียงกังวลเรื่องมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมเมืองใหญ่ในภาคเหนือแทบทุกฤดูกาล ภาพของรถโดยสารไฟฟ้าคันใหม่สีเขียว–ขาวที่เคลื่อนตัวออกจากอู่กรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ไม่ได้เป็นเพียง “การเปิดตัวรถรุ่นใหม่” แต่ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะภาคเหนือไปสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

บริษัท ชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด ในเครือกรีนแคปปิตอล (Greenbus) ทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัว “EV Greenbus” รถโดยสารไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จำนวน 12 คัน ภายใต้แนวคิด “A New Journey Toward Sustainability” พร้อมเดินหน้าทดแทนรถโดยสารดีเซลในเส้นทางหลัก เชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา โดยยังคง “ค่าโดยสารเท่าเดิม” เพื่อไม่ให้ภาระการเปลี่ยนผ่านตกอยู่บนบ่าของผู้โดยสาร

การเปิดตัวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีของผู้ใช้บริการประจำบนเส้นทางสายเหนือเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของ “โมเดลขนส่งสะอาดภาคเหนือ” ที่อาจถูกต่อยอดไปยังจังหวัดอื่นในอนาคต

รัฐ–เอกชนจับมือ ขยับเมืองสู่ NET ZERO

เช้าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 บริเวณสำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนที่เข้าร่วมพิธีเปิดตัว “EV Greenbus” และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า “Fair Super Charge”

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหน้าที่ประธานในพิธี พร้อมด้วยนายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ นายกอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าเชียงใหม่ และนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาดของเมืองเชียงใหม่และภาคเหนือ

ในเชิงสัญลักษณ์ งานเปิดตัวครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้ธีม “A New Journey Toward Sustainability” เพื่อสะท้อนการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งองค์กรและเมือง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เน้นย้ำว่า การเดินรถ EV Greenbus บนเส้นทาง เชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา ไม่เพียงเพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และทันสมัยให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย “เชียงใหม่ NET ZERO” ในระยะยาว

ตัวเลขที่เล่าเรื่องได้ ลดดีเซลนับล้านลิตร ลดคาร์บอนเกือบพันตันต่อปี

หัวใจสำคัญที่ทำให้ EV Greenbus ถูกจับตามอง ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์รถโดยสารรุ่นใหม่ หรือภาพเบาะวีไอพี 24 ที่นั่งแบบ V Class เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “ตัวเลข” ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่จับต้องได้

จากข้อมูลเชิงเทคนิคของโครงการ EV Greenbus ระบุว่า รถโดยสารไฟฟ้า 12 คันนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ในหนึ่งปีได้ดังนี้

  • รองรับการเดินรถรวม กว่า 3,066,864 กิโลเมตรต่อปี
  • วิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
  • ลดการใช้น้ำมันดีเซลกว่า 1,076,093 ลิตรต่อปี
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 960 ตันต่อปี
  • เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 96,000 ต้นต่อปี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้ราว 50% เมื่อเทียบกับระบบเดิม

ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิศวกรรมหรือการตลาด แต่หากมองในมิติสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่า ทุกเที่ยวรถที่ออกจากเชียงใหม่ มุ่งหน้าเชียงรายหรือพะเยา คือการลดควันดำและเขม่าดีเซลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาพคุ้นตาของการเดินทางระหว่างจังหวัดในภาคเหนือ

เมื่อเชื่อมโยงกับปัญหา PM 2.5 ที่คนเชียงใหม่และเชียงรายเผชิญมาหลายปี การลดแหล่งกำเนิดมลพิษจากระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสร้าง “เมืองที่หายใจได้สะดวกขึ้น” แม้จะยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา แต่ก็เป็นก้าวที่จับต้องได้ในทิศทางที่ถูกต้อง

ประสบการณ์บนรถ EV Greenbus สะอาด เงียบ และคิดถึงผู้โดยสารมากขึ้น

ในมิติของ “ประสบการณ์การเดินทาง” EV Greenbus ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถโดยสารมาตรฐาน 1 ก ระดับ V Class วีไอพี 24 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารออกแบบให้เบาะเดี่ยวอยู่ฝั่งขวาและเบาะคู่ฝั่งซ้าย พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์และเบาะปรับเอน ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัดได้อย่างสบายมากขึ้น

จุดต่างที่สำคัญจากรถดีเซลคือ ความเงียบและความสะอาด” ห้องโดยสารติดตั้งระบบกรองอากาศภายใน ช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ นอกจากช่วยดูแลสุขภาพของผู้โดยสารแล้ว ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ “ไม่มองเพียงการขนส่งคนจากจุด A ไปจุด B แต่คิดถึงคุณภาพชีวิตระหว่างทาง” ด้วย

ที่สำคัญ แม้จะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กรีนบัสยืนยันว่า ค่าโดยสารยังเท่าเดิม” ไม่มีการปรับเพิ่มในเฟสแรกของโครงการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสามารถเกิดขึ้นได้ “โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนโดยตรง”

โครงสร้างพื้นฐานที่ตามมา “Fair Super Charge” สถานีชาร์จเร็ว 720 kW หัวใจของระบบ

รถไฟฟ้าจะวิ่งได้ ต้องมี “สถานีชาร์จที่พร้อม” เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน กรีนบัสและกลุ่มกรีนแคปปิตอลจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดหารถ EV แต่เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานควบคู่กันไป

ภายในพื้นที่สำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการเปิดตัวสถานีชาร์จรถไฟฟ้าความเร็วสูง “Fair Super Charge” ที่บริหารจัดการโดยกลุ่มบริษัทในเครือ พร้อมรองรับทั้งรถ EV Greenbus และรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

คุณสมบัติหลักของสถานี “Fair Super Charge” ได้แก่

  • เครื่องชาร์จ DC Fast Charger จำนวน 3 ตู้ 6 หัวชาร์จ
  • รองรับกำลังชาร์จรวม สูงสุด 720 kW / 500 A
  • ใช้มาตรฐานหัวชาร์จ CCS2
  • รองรับระบบ AutoCharge และ RFID สำหรับการยืนยันตัวตนและชำระค่าบริการ
  • ตั้งอยู่ใกล้แยกเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ บริเวณพื้นที่ของกรีนบัส (Greenpark) เดินทางสะดวก เข้า–ออกง่าย

สถานีชาร์จนี้เปิดให้บริการ “ผู้ใช้รถ EV ทุกค่าย” ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถของกรีนบัสเท่านั้น ทำให้ Fair Super Charge ทำหน้าที่มากกว่าศูนย์เติมพลังงานให้รถบัสเชิงพาณิชย์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานร่วม” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของเชียงใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

มองไกลกว่าจังหวัดเดียว เชื่อมเชียงใหม่–เชียงราย–พะเยา สู่เครือข่าย “การเดินทางสีเขียว”

แม้เฟสแรกของ EV Greenbus จะเริ่มต้นที่เชียงใหม่เป็นหลัก แต่เป้าหมายของกรีนแคปปิตอลไม่ได้หยุดอยู่ที่จังหวัดเดียว

บริษัทประกาศชัดว่า มีแผนขยายทั้ง รถโดยสารไฟฟ้า EV Greenbus และ สถานีชาร์จ Fair Super Charge ไปยังเมืองหลักอื่นของภาคเหนือ เช่น เชียงราย รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างเครือข่าย “การเดินทางสีเขียว” เชื่อมโยงเมืองหลัก–เมืองรอง และรองรับการเติบโตของภาคท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในมุมของเชียงราย การมี EV Greenbus เชื่อมต่อกับเชียงใหม่หมายความว่า เมืองชายแดนสำคัญที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ได้รับประโยชน์จากการลดมลพิษทางอากาศ และยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองสู่ “เมืองสะอาด เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน”

จากแถบสีแดงสู่แถบพลังงานไฟฟ้าสีฟ้า

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร คือการปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) ของกรีนบัส

ข้อมูลจากการนำเสนอของผู้บริหารระบุว่า แถบพลังงานบนโลโก้กรีนบัสได้ถูกปรับจากสีแดงซึ่งสื่อถึงยุคน้ำมันเชื้อเพลิง ไปเป็นเฉดสีฟ้าที่สื่อถึง พลังงานไฟฟ้าและความสะอาด” การเปลี่ยนแปลงนี้แม้ดูเป็นเพียง “รายละเอียดเล็ก ๆ” แต่ในเชิงภาพลักษณ์ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทกำลังก้าวออกจากโลกของฟอสซิลฟิวเอล ไปสู่อนาคตของระบบคมนาคมสีเขียวอย่างเต็มตัว

เมื่อผนวกกับประวัติการให้บริการขนส่งสาธารณะภาคเหนือกว่า 60 ปี การตัดสินใจลงทุนใน EV และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด จึงสะท้อนให้เห็นถึง “การรักษาราก” ควบคู่กับ “การกล้าเปลี่ยน” ในเวลาเดียวกัน

เชื่อมกับอนาคตเมือง Greenpark Chiang Rai และบทบาทของศูนย์กลางใหม่

นอกจากโครงการ EV Greenbus และสถานีชาร์จ Fair Super Charge แล้ว กลุ่มกรีนแคปปิตอลยังวางแผนต่อยอดแนวคิดความยั่งยืนไปสู่รูปแบบพื้นที่เมืองและไลฟ์สไตล์ ผ่านโครงการ “Greenpark Chiang Rai” คอมมูนิตี้มอลล์แนวยั่งยืนที่กำหนดเปิดเฟสแรกในเดือนมกราคม 2569

โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ผสานธรรมชาติ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และความทันสมัย เป็นจุดเชื่อมทั้งด้านการเดินทาง การใช้ชีวิต และกิจกรรมของชุมชน หากมองในภาพรวม การพัฒนา Greenpark ควบคู่ไปกับ EV Greenbus และสถานีชาร์จ ถือเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่ทำให้เรื่องการเดินทางสีเขียวไม่ใช่แค่บริการขนส่ง แต่เข้ามาเชื่อมกับวิถีชีวิตของคนเชียงรายและคนเหนือในภาพกว้าง

จากโครงการนำร่องสู่โจทย์ใหญ่เชิงนโยบาย

แม้โครงการ EV Greenbus จะสร้างความหวังใหม่ให้กับระบบขนส่งสาธารณะของภาคเหนือ แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง นี่เป็นเพียง “ก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่าน” ที่ยังต้องอาศัยทั้งนโยบายและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนต่อเนื่อง

คำถามสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่

  1. การขยายผลสู่ระบบโดยสารอื่น ๆ
    จะสามารถผลักดันให้รถโดยสารระหว่างจังหวัดสายอื่น และระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองนำโมเดล EV ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
  2. การสนับสนุนจากภาครัฐ
    นโยบายด้านภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน จะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยลดต้นทุนการลงทุนของเอกชน เพื่อให้ค่าโดยสารยังอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้
  3. การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเชิงระบบ
    หากโครงการ EV Greenbus สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจนในระยะยาว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกมาตรการหรือมาตรฐานใหม่ ๆ ด้านการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่งหรือไม่

ในมิติของผู้โดยสาร สิ่งที่เห็นและสัมผัสได้ทันทีคือการเดินทางที่เงียบลง สะอาดขึ้น และเป็นมิตรต่อสุขภาพมากกว่าเดิม แต่ในมิติของระบบ นี่คือการทดลองสำคัญว่า “เมืองในภูมิภาค” อย่างเชียงใหม่และเชียงราย สามารถเป็นผู้นำด้านขนส่งสีเขียวในประเทศไทยได้จริงเพียงใด

EV Greenbus – การเดินทางที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง

เมื่อมองย้อนกลับไปจากมุมมองของผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนเบาะวีไอพี มองผ่านกระจกใสรักษ์สิ่งแวดล้อมออกไปยังภูเขาและทุ่งนาในภาคเหนือ “การเดินทาง” อาจดูเหมือนเรื่องเดิม ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน แต่ตัวเลข 960 ตันของคาร์บอนที่ลดลงต่อปี หรือน้ำมันดีเซลกว่า 1 ล้านลิตรที่ไม่ต้องถูกเผาไหม้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งเดิมมีความหมายใหม่

วันนี้ EV Greenbus ไม่ได้เป็นเพียง “บริการเดินทาง” หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามร่วมกันของรัฐ เอกชน และชุมชน ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมที่สะอาดขึ้น เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และตอบโจทย์เป้าหมาย NET ZERO ที่ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม

สำหรับเชียงใหม่และเชียงราย การมาถึงของ EV Greenbus และสถานีชาร์จ Fair Super Charge คือการเริ่มต้น “เส้นทางสายใหม่” ที่ไม่ได้วัดกันแค่ระยะทางเป็นกิโลเมตร แต่ยังวัดด้วย “คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น” และ “อนาคตที่ยั่งยืน” ของคนทั้งภูมิภาคด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ที่สำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ครู 10 ปีต้องบรรจุ! สหพันธ์ครูเชียงรายผนึกกำลัง ดันปฏิรูปสถานะบุคลากร ศธ.

บริบทเชียงราย จากตัวเลขเชิงโครงสร้างสู่เสียงสะท้อนหน้าชั้นเรียน

เชียงราย, 30 พฤศจิกายน 2568 – เบื้องหลังห้องเรียนจังหวัดเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงภาพครูยืนสอนและนักเรียนนั่งเรียนอย่างเป็นระเบียบ แต่ยังซ่อน “โครงสร้างกำลังคน” ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ว่ามั่นคงเพียงพอหรือไม่ต่อการรองรับอนาคตการศึกษาไทยในระยะยาว

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังบุคลากรภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จังหวัดเชียงราย ช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ระบุชัดว่า จังหวัดต้องพึ่งพาบุคลากร “ไม่บรรจุ” ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคอาชีวศึกษา ซึ่งมีสัดส่วนบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการสูงถึงประมาณ ร้อยละ 60 ของกำลังคนทั้งหมดในสถาบันหนึ่ง ก่อให้เกิดทั้ง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” และ “ความไม่มั่นคงในอาชีพ” ของครูและบุคลากรจำนวนมาก

ในบริบทดังกล่าว วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงรายจึงออกแถลงการณ์ต่อสาธารณชน ย้ำจุดยืน “ครูต้องได้ความเป็นธรรม” พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งปฏิรูประบบบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของสถานะการจ้างงาน ความมั่นคงทางรายได้ และระบบวิทยฐานะครูที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวเลข 60% ที่ซ่อนความเปราะบาง ภาพสะท้อนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย

หัวใจสำคัญของปัญหา เริ่มต้นจาก “ข้อมูลจริง” ในระดับสถานศึกษา กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ระบุว่า

  • บุคลากรทั้งหมดมี 165 คน
  • ในจำนวนนี้เป็น ข้าราชการ 66 คน (ผู้บริหาร 5 คน และข้าราชการครู 61 คน)
  • ส่วนที่เหลือคือ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว รวม 96 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 58–60 ของกำลังคนทั้งหมด

เมื่อมองเฉพาะ “ครูผู้สอน” ภายในวิทยาลัย พบว่ามีครูที่ทำหน้าที่สอนรวม 110 คน ประกอบด้วย

  • ข้าราชการครู 61 คน
  • พนักงานราชการสอน 6 คน
  • ครูอัตราจ้าง/ลูกจ้างชั่วคราวที่ทำหน้าที่สอน 43 คน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ครูอัตราจ้างคิดเป็นประมาณร้อยละ 39.1 ของครูผู้สอนทั้งหมด หมายความว่า เกือบ 4 ใน 10 คนของครูผู้สอนอยู่ในสถานะสัญญาจ้าง ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการถาวรที่มั่นคง

แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียง “จำนวนคน” หากเป็น “ที่มาของงบประมาณในการจ้างงาน” ด้วย รายงานระบุว่า ในกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและครูอัตราจ้าง 89 คน มีถึง 45 คน หรือร้อยละ 50.56 ที่ถูกจ้างด้วย “เงินรายได้ของสถานศึกษา (บกศ.)” แทนที่จะใช้งบประมาณบุคลากรจากส่วนกลางอย่างมั่นคง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ครูจำนวนไม่น้อยในเชียงรายกำลังสอนหนังสือเด็กด้วยสถานะสัญญาจ้างที่ขึ้นอยู่กับ “รายได้ของโรงเรียน” มากกว่าความมั่นคงจากระบบงบประมาณของรัฐ

ปัญหากระจายศูนย์ข้อมูล เมื่อ “ภาพรวมทั้งจังหวัด” มองไม่ชัด

แม้แต่ระดับ “ตัวเลขรวมทั้งจังหวัด” ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รายงานเชิงวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีฐานข้อมูลรวมศูนย์ ที่สามารถระบุจำนวนพนักงานราชการและครูอัตราจ้างในทุกส่วนงานของ ศธ. จังหวัดเชียงรายได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1–4 (สพป.)
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย (สพม.)
  • สถาบันอาชีวศึกษาในจังหวัด

ข้อมูลอัตรากำลังส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บและรายงานแยกกันในแต่ละเขตพื้นที่ ระบบสารสนเทศอย่าง School MIS และรายงาน “สรุปความขาด–เกิน รายสาระวิชาเอก” ถูกใช้จริงในระดับเขตพื้นที่ แต่ยังไม่มีการรวบรวมให้เห็น “ภาพรวมจังหวัด” ในลักษณะสินค้าคงคลัง (Inventory Data) ของบุคลากรทั้งหมด

ผลลัพธ์คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย (ศธจ.เชียงราย) ขาดเครื่องมือสำคัญ ในการคำนวณภาระผูกพันทางการเงินรวมของบุคลากรชั่วคราว และไม่สามารถใช้ “ตัวเลขจริงทั้งจังหวัด” ไปเจรจาต่อรองกับส่วนกลาง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอตำแหน่งพนักงานราชการหรือกรอบงบประมาณที่มั่นคงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จุดบอดเชิงนโยบายนี้ ทำให้การแก้ปัญหาหลายมิติ ต้องอาศัย “การคาดการณ์” มากกว่าการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

เสียงจากครูเชียงราย “ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

บนฉากหลังของโครงสร้างที่เปราะบางนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงราย นำโดย ดร.อนวัช อุ่นกอง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ย้ำจุดยืนว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หาก “คนต้นทางของระบบ” ยังอยู่ในสภาพอาชีพที่ไม่มั่นคง

ดร.อนวัช ระบุว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมากต้องเผชิญกับ

  • ความเหลื่อมล้ำด้านสถานะการจ้างงาน
  • ความไม่มั่นคงในอาชีพ
  • ระบบบริหารบุคคลที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจของครูและบุคลากร และสะท้อนต่อคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของจังหวัดเชียงรายและของประเทศ

แถลงการณ์ได้เสนอข้อเรียกร้องหลักในสามมิติสำคัญ ได้แก่

  1. ยกระดับสถานะพนักงานราชการและครูอัตราจ้าง
    • ผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแนวทาง “บรรจุ” พนักงานราชการและครูอัตราจ้างที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ผ่านระบบประเมินผลงาน
    • เหตุผลสำคัญคือ ครูกลุ่มนี้ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานต่อเนื่องยาวนาน มีความชำนาญ และควรได้รับความมั่นคงในอาชีพอย่างเป็นธรรม
  2. เพิ่มตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานสนับสนุน
    • เสนอให้จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานครูธุรการ และนักการโภชนาการอย่างเหมาะสม
    • เพราะบุคลากรกลุ่มนี้เป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ที่ทำให้ครูผู้สอนสามารถทุ่มเทเวลาให้การเรียนการสอนได้เต็มที่ หากสถานะของพวกเขายังไม่มั่นคง ระบบการทำงานโดยรวมย่อมสั่นคลอน
  3. ปฏิรูประบบวิทยฐานะครู
    • เรียกร้องให้ปรับเกณฑ์และช่องทางขอมี–เลื่อนวิทยฐานะให้หลากหลาย สอดคล้องกับความถนัดของครูแต่ละคน
    • เน้น “ผลลัพธ์ต่อผู้เรียน” เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูพัฒนานวัตกรรมการสอน และไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเอกสารหรือผลงานวิชาการเพียงมิติเดียว

ดร.อนวัช ย้ำอุดมการณ์ในแถลงการณ์ว่า

“ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

พร้อมทิ้งท้ายว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของครู” แต่เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่มั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีจากครูที่มีความมั่นคงในอาชีพและมีแรงบันดาลใจในการทำงาน
พร้อมเน้นย้ำว่า

“ครูที่ได้รับความเป็นธรรม คือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ”

ภาพรวมทั้งระบบ เมื่อครูไม่บรรจุกลายเป็น “แนวหน้าถาวร”

รายงานการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างชี้ว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ได้จำกัดอยู่ในสถาบันอาชีวศึกษา หากสะท้อนรูปแบบการจัดการอัตรากำลังในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวม

ในระดับ สพฐ. กลไกการจัดสรรพนักงานราชการ (PCE) ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างอัตรากำลังข้าราชการ แต่ในทางปฏิบัติ จำนวนตำแหน่งพนักงานราชการที่จัดสรรให้พื้นที่หนึ่ง ๆ ไม่เพียงพอ ต่อภาระงานจริง จึงทำให้สถานศึกษาต้องพึ่งพา “ครูอัตราจ้าง” ที่จ้างด้วยเงินรายได้และเงินอุดหนุนเป็นหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดเชิงนโยบายจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยังทำให้การขยายระยะเวลาสัญญาจ้างครูอัตราจ้างจาก 1 ปี เป็น 3–5 ปี ต้องผ่านการอนุมัติในระดับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สูงและใช้เวลา ส่งผลให้รูปแบบสัญญาจ้างระยะสั้นยังคงอยู่ และ “ความไม่แน่นอน” ฝังตัวอยู่ในชีวิตการทำงานของครูกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อความมั่นคงในอาชีพถูกแขวนอยู่กับการต่อสัญญาปีต่อปี ทั้งในสภาพที่รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโรงเรียนในการหารายได้เอง ครูจำนวนไม่น้อยจึงต้องเผชิญกับคำถามในใจว่า “จะอยู่ในระบบต่อไปดีหรือไม่”

ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน เมื่องบรายได้กลายเป็นตัวกำหนดครู

อีกหนึ่งประเด็นที่รายงานฉายภาพอย่างชัดเจน คือ ผลกระทบจากการใช้ “เงินรายได้สถานศึกษา” ในการจ้างครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุนสัดส่วนสูง

โรงเรียนหรือวิทยาลัยที่อยู่ในเขตเมือง มีผู้เรียนจำนวนมาก หรือสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการอื่น ๆ ได้มาก ย่อมมีศักยภาพในการจ้างครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพ และรักษาบุคลากรให้อยู่กับโรงเรียนได้ยาวนานกว่า

ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล ที่มีนักเรียนน้อยและรายได้จำกัด จะเผชิญกับข้อจำกัดในการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิด

  • การหมุนเวียนครูอัตราจ้างบ่อยครั้ง
  • ความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนลดลง
  • โอกาสเข้าถึงครูเฉพาะทางและครูคุณภาพดีของนักเรียนในพื้นที่ชนบทลดลง

เมื่อโครงสร้างการจ้างงานผูกติดกับ “ฐานะการเงินของสถานศึกษา” มากกว่าหลักประกันจากภาครัฐ ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนจึงมีแนวโน้มถูก “ตอกย้ำ” มากกว่าจะถูกลดทอน

ความท้าทายด้านครูเฉพาะทาง สะท้อนผ่านวิชาเอกฟิสิกส์และ STEM

นอกจากปัญหาความมั่นคงแล้ว จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญความท้าทายด้าน “การสรรหาครูเฉพาะทาง” โดยเฉพาะในกลุ่มวิชา STEM

ในปี 2568 เอกสารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงรายระบุว่า มีการประกาศตำแหน่งว่างเพื่อรับย้ายข้าราชการครู วิชาเอกฟิสิกส์ จำนวน 2 อัตรา ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นสถาบันที่มีความต้องการสูงและมีบทบาทสร้างเด็กเก่งด้านวิทยาศาสตร์ ระบบก็ยังไม่สามารถเติมเต็มอัตรากำลังครูเฉพาะทางได้ง่าย

ควบคู่กันนั้น ในระดับเขตพื้นที่ประถมศึกษาอย่าง สพป.เชียงราย เขต 2 มีการเตรียมการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยในวิชาเอกหลัก เพื่อรองรับทั้งตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุและความต้องการอัตรากำลังเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเปลี่ยนครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพให้ได้มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งบรรจุถาวร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากภาคสนามยังสะท้อนว่า แม้มีกลไกสอบบรรจุและการย้าย (TRS) ถูกใช้ต่อเนื่อง แต่ “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” ระหว่างจำนวนครูบรรจุกับจำนวนครูที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามอัตราส่วนครูต่อนักเรียน ยังคงทำให้ต้องพึ่งพาพนักงานราชการและครูอัตราจ้างจำนวนมากในหลายพื้นที่

ทางออกเชิงระบบ จาก HR Dashboard สู่การยกระดับความมั่นคงครู

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังครู พ.ศ. 2566–2568 เสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องของสหพันธ์ครูเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งเป็นสามทิศทางหลัก

  1. บูรณาการข้อมูลและสร้าง HR Dashboard ระดับจังหวัด
    • ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายเป็น “แม่ข่ายข้อมูล” บังคับใช้การรายงานตัวเลขข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง จากทุกเขตพื้นที่ (สพป.1–4, สพม., อาชีวศึกษา) อย่างสม่ำเสมอ
    • สร้าง “บัญชีสินค้าคงคลังบุคลากรครู” ที่ระบุทั้งตำแหน่งการสอน (รายวิชาเอก) แหล่งเงินทุนที่ใช้จ้าง และระดับความขาดแคลนในแต่ละพื้นที่
    • ข้อมูลชุดนี้จะเป็นฐานสำคัญในการยื่นเรื่องต่อ สพฐ. และ คปร. เพื่อขอกรอบอัตรากำลังและงบประมาณที่สอดคล้องกับสภาพจริงในเชียงราย
  2. จัดทำแผนความมั่นคงทางการจ้างงานระยะกลาง (3–5 ปี)
    • ผลักดันให้มีงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจจากส่วนกลาง เพื่อทดแทนการใช้เงินรายได้สถานศึกษาในการจ้าง “ครูอัตราจ้างที่ทำหน้าที่สอนหลัก”
    • ลดความผันผวนของกำลังคน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีรายได้ต่างกัน
    • ยื่นเรื่องต่อ คปร. เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาจ้างของบุคลากรกลุ่มนี้จาก 1 ปี ให้ยาวขึ้นในกรอบ 3–5 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพและขวัญกำลังใจ
  3. ทบทวนเกณฑ์จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการ (PCE) ให้สอดคล้องภาระงานจริง
    • พิจารณาโควตา PCE บนฐาน “ความขาดแคลนจริง” ระหว่างจำนวนข้าราชการครูที่มีอยู่ กับอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่ต้องการในแต่ละระดับ
    • ให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่ต้องจ้างครูจากเงินรายได้ในสัดส่วนสูง เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนภาระทางการเงินจากระดับโรงเรียนไปสู่โครงสร้างงบประมาณกลางของรัฐ

แนวทางเหล่านี้ หากดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบวิทยฐานะ และการสร้างแรงจูงใจในสาขาขาดแคลนอย่าง STEM จะทำให้การพึ่งพากำลังคน “ไม่บรรจุ” ในระดับวิกฤตสามารถคลี่คลายลงได้อย่างเป็นขั้นตอน

จุดตัดสำคัญของอนาคตครูและอนาคตเด็กเชียงราย

ภาพรวมในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ชี้ชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดตัดสำคัญ” ระหว่าง

  • ระบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยครูในสถานะไม่มั่นคง จำนวนมากกว่าครูบรรจุในบางสถาบัน
    กับ
  • โอกาสในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านการบูรณาการข้อมูลและการปรับระบบงบประมาณและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

แถลงการณ์ของสหพันธ์ครูเชียงรายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จึงไม่ใช่เพียง “เสียงสะท้อนความเดือดร้อนของครู” แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือนเชิงระบบ” ว่า หากการกำหนดนโยบายยังไม่ขยับตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในตัวเลขและภาคสนาม เด็กเชียงรายจำนวนมากอาจต้องเติบโตขึ้นในระบบที่ครูผู้สอนของพวกเขายังไม่แน่ใจว่า “ปีหน้า จะยังมีงานอยู่ที่เดิมหรือไม่”

ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย การทำให้ “คนต้นทางของการเรียนรู้” ได้รับความเป็นธรรมและความมั่นคงในอาชีพ จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสวัสดิการของครู แต่คือคำถามใหญ่ของอนาคตจังหวัดเชียงราย และอนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
HEALTH

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กหาดใหญ่เสี่ยงภาวะช็อกสูงจาก “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร”

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กเสี่ยงช็อกสูง “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร” หาดใหญ่จมบาดาล

เชียงราย / สงขลา ,30 พฤศจิกายน 2568 – ภาพความทุกข์ยากของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้จบลงเพียงแค่การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 5-6 วัน ท่ามกลางน้ำท่วมสูงทะลุชั้น 2 ของบ้านเรือน โดยผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “ขาดน้ำสะอาด-ขาดอาหาร” อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึงตัวเนื่องจากน้ำเชี่ยวและทีมช่วยเหลือไม่เพียงพอ

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้ทุกขณะ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ร่างกายเริ่มสู้กับตัวเอง วันที่ 5 ของความทุกข์ทรมาน

นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่น้ำเริ่มท่วมเข้าบ้านเรือนในเขตอำเภอหาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากไม่ทันหลบหนี ต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้น 2 ของบ้านหรือบนหลังคา แต่ไม่นานน้ำก็ไล่ตามขึ้นมา จนในที่สุดหลายครอบครัวต้อง “แช่น้ำ” อยู่กับระดับน้ำสูงกว่า 2-3 เมตร โดยไม่มีทางหนีออกไปได้อีก

ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่า หลายวันที่ผ่านมามีเคสขอความช่วยเหลือจำนวนมากแจ้งผ่านเข้ามาว่า “ขาดน้ำ ขาดอาหาร” มาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ญาติหลายรายที่อยู่ภายนอกพื้นที่พยายามแจ้งข้อมูลแทน เพราะผู้ประสบภัยเองแบตเตอรี่มือถือหมดแล้ว ติดต่อกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ถ้านับเวลา วันนี้ (26 พ.ย.2568) เป็นวันที่ 5-6 ของการแช่น้ำที่ท่วมอยู่ในบ้าน และมีบ้านเรือนจำนวนมากที่น้ำเข้าถึงชั้น 2 แล้ว ทำให้แต่ละครอบครัวต้องแช่น้ำกันอย่างไม่มีทางเลือก” ภัทราพร กล่าว

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เมื่อร่างกายต้องอดอาหารและขาดน้ำสะอาดเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่ม “ต่อสู้กับตัวเอง” โดยใช้พลังงานสำรองที่มีอยู่จนหมด จนกระทั่งอวัยวะสำคัญต่างๆ เริ่มทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้

เด็กเล็ก กลุ่มเสี่ยงสูงสุด ทนได้เพียง 2-5 วัน

แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ข้อมูลสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทราบว่า เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

“โดยเฉลี่ยเด็กจะทนต่อการอดอาหารได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ คือประมาณ 2-5 วันเท่านั้น เนื่องจากเด็กมีพลังงานสำรองน้อย มีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเกิดอันตรายจากภาวะขาดน้ำและอาหาร รวมถึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย” แพทย์หญิงอรสุดา อธิบาย

ข้อมูลนี้หมายความว่า เด็กที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่มาครบ 5-6 วันแล้ว กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่สุด หากไม่ได้รับอาหารและน้ำสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงนี้ อาจเข้าสู่ภาวะอันตรายร้ายแรงได้

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ เด็กบางรายอาจไม่ได้รับอาหารมาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ซึ่งหมายความว่าได้อดอาหารไปแล้วมากกว่า 5 วัน เกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายเด็กจะสามารถทนได้

ขาดน้ำอันตรายกว่าขาดอาหาร 24-48 ชั่วโมงตัดสินชีวิต

แพทย์หญิงอรสุดาเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ “การขาดน้ำ” อันตรายกว่า “การขาดอาหาร” หลายเท่าตัว เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของการทำงานของร่างกายมนุษย์ ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้ในการไหลเวียนของเลือด ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การพาพลังงานและออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่างไต

“เมื่อร่างกายไม่มีน้ำเพียงพอ ความดันของเลือดจะลดลง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ในที่สุดไตจะหยุดทำงาน ยิ่งสำหรับเด็กที่ไตยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การขาดน้ำเพียง 24-48 ชั่วโมง จะทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หรือที่เรียกว่า Hypovolemic Shock ได้” แพทย์หญิงอรสุดา เตือน

พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

สัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสังเกตในเด็กที่กำลังขาดน้ำ ได้แก่ เด็กร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหล ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย เริ่มมีอาการซึมหรือง่วงผิดปกติ ปลายมือปลายเท้าเย็น และในเด็กเล็กอาจพบอาการกระหม่อมบุ๋มได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังขาดน้ำอย่างรุนแรง

สัญญาณเหล่านี้หมายความว่า เด็กกำลังอยู่ในภาวะอันตราย ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที มิฉะนั้นอาจสูญเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

วิธีการรอดชีวิต เมื่อความช่วยเหลือยังไม่มา

ขณะที่รอการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย แพทย์หญิงอรสุดาให้คำแนะนำสำคัญแก่ผู้ที่กำลังติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมว่า ควรทำอย่างไรเพื่อยืดอายุการรอดชีวิตให้นานที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลดการใช้พลังงาน ให้ได้มากที่สุด โดยควรลดการเคลื่อนไหว อาจนั่งหรือนอนพักให้มากที่สุด รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ไม่ให้สูญเสียความร้อนมากเกินไป และที่สำคัญคือ ไม่ควรอยู่ในน้ำเป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนและพลังงานเร็วขึ้น

สิ่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาดคือ ห้ามดื่มน้ำท่วมโดยตรง เพราะน้ำท่วมมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ มากมาย อาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินอาหารหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้ยังห้ามดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นการขับน้ำ เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำเร็วยิ่งขึ้น

หากมีอาหารฉุกเฉิน สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่ ผงเกลือแร่ ORS ที่ละลายด้วยน้ำต้มสุกที่สะอาด น้ำต้มสุก กล้วย ขนมปังแห้ง หรือนมพาสเจอไรด์ แต่ต้องแน่ใจว่าอาหารเหล่านั้นผ่านความร้อนหรือสะอาดปลอดภัยก่อน

สำหรับเด็กเล็กเป็นพิเศษ ห้ามให้นมชงที่มาจากน้ำไม่สะอาดหรือน้ำที่ไม่ผ่านการต้ม และห้ามกินอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนโดยเด็ดขาด เพราะเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

อันตรายหลังรอดชีวิต ภาวะ Refeeding Syndrome

การรอดชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไปตลอด แพทย์หญิงอรสุดาเตือนว่า หลังจากผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือแล้ว ยังต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Refeeding Syndrome หรือภาวะแทรกซ้อนจากการรับอาหารหลังอดอาหารนาน

“หลังจากร่างกายอดอาหารมาหลายวัน ระบบต่างๆ ในร่างกายจะปรับตัวเข้ากับสภาวะขาดอาหาร หากรับอาหารกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้” แพทย์หญิงอรสุดาอธิบาย

การฟื้นฟูที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการให้น้ำและเกลือแร่ในปริมาณน้อยๆ ก่อน ด้วยการจิบน้ำหรือให้ ORS ทีละน้อย จากนั้นค่อยให้อาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กอ่อน หรือนมเจือจาง ในปริมาณน้อยๆ ตลอดช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก

ห้ามเริ่มด้วยอาหารมื้อใหญ่หรือหนักๆ ในคราวเดียว เพราะอาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหว นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว ซึมลง อ่อนแรง หรือเกิดภาวะบวมหลังได้รับความช่วยเหลือ หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ภัยเงียบทางจิตใจ PTSD หลังรอดชีวิต

นอกจากภยันตรายต่อร่างกายแล้ว แพทย์หญิงอรสุดายังเน้นย้ำให้ติดตามดูแลผลกระทบทางจิตใจของเด็กและผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต หรือได้พบกับความสูญเสียอย่างรุนแรง

ภาวะทางจิตใจที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อเนื่องเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ Post Traumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งมักจะแสดงอาการผ่านทางการฝันร้าย หวาดกลัว หลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนถึงเหตุการณ์น้ำท่วม มีปัญหาอารมณ์และการนอนหลับ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แยกตัว อาจแสดงอารมณ์เศร้า หรือก้าวร้าวผิดปกติ

“หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพื่อได้รับการประเมินและรักษาที่เหมาะสม” แพทย์หญิงอรสุดา แนะนำ

เร่งช่วยก่อนสายเกินไป

ภัทราพร ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์และได้พูดคุยกับแพทย์หลายท่านที่เคยมีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ต่างประเมินและสรุปสอดคล้องกันว่า สถานการณ์ที่ผู้ประสบภัยขาดน้ำและขาดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 5 วัน และยังต้องอยู่ในภาวะแช่น้ำท่วมตัวแบบไม่มีที่ให้หนีพ้นน้ำได้อีก เป็นภาวะวิกฤตและอันตรายถึงชีวิตได้สูงมาก ควรได้รับการช่วยเหลือและดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

“ถ้าฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองไม่เห็นประเด็นนี้ ไม่เร่งสั่งการจัดหาทีมเข้าไปถึงจุดที่ผู้คนกลุ่มนี้อยู่ให้เร็วที่สุด แนวโน้มความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิตจะเพิ่มมากขึ้น” ภัทราพร เตือน

ขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา) กำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักและทีมช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำเชี่ยวและความไม่เพียงพอของทีมช่วยเหลือ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงผู้ประสบภัยบางรายล่าช้า สิ่งที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ การเพิ่มจำนวนทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัยทุกรายก่อนที่จะสายเกินไป

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทดสอบความพร้อมของระบบช่วยเหลือภัยพิบัติของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เวลาคือชีวิต สำหรับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีเวลาในการรอดชีวิตจำกัดกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

การช่วยเหลือที่รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึง จะเป็นตัวกำหนดว่าจะมีชีวิตกี่ชีวิตที่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และจะมีครอบครัวกี่ครอบครัวที่ไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างน่าเศร้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา)
  • มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ผนึกกำลัง เปิดมิติใหม่ “แก้ท่วม-แก้แล้ง-แก้จน” ด้วยธนาคารน้ำใต้ดินและ TEMP TO GO

แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน’ มิติใหม่การจัดการน้ำเชียงราย อบจ.เชียงราย ผนึก นพค.35 – ทีมธนาคารน้ำใต้ดินหลวงพ่อสมาน ดันเทคโนโลยี TEMP TO GO นำร่อง 3 อำเภอ ดอยหลวง–เวียงเชียงรุ้ง–เชียงของ

เชียงราย, 29 พฤศจิกายน 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ขยับสู่บทบาท “แม่งานด้านทรัพยากรน้ำ” อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อจับมือกับ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35) และ โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามพระราชดำริ (ทีมธนาคารน้ำใต้ดิน หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์) ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำและโครงสร้างดินในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ ดอยหลวง – เวียงเชียงรุ้ง – เชียงของ เพื่อเดินหน้าโครงการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีตรวจวัดชั้นดินแบบเรียลไทม์ TEMP TO GO

เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ หากแต่เป็นการวางระบบจัดการน้ำทั้ง “เหนือดิน–ใต้ดิน” ให้ตอบโจทย์ 3 มิติหลักของประชาชน คือ แก้ท่วม – แก้แล้ง – แก้จน” เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ของ อบจ.เชียงราย ที่ต้องการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติและบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีเอกภาพในระดับจังหวัด

จากแผนบนกระดาษสู่การอ่านชั้นดินจริง

การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ นพค.35 และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านธนาคารน้ำใต้ดินของ หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “อ่าน” ศักยภาพของดิน–น้ำในพื้นที่จริง ก่อนตัดสินใจเลือกจุดขุด เจาะ หรือปรับโครงสร้างระบบน้ำ

ทั้งสามหน่วยงานร่วมกันสำรวจลักษณะภูมิประเทศ แนวทางน้ำหลาก พื้นที่รับน้ำ–ระบายน้ำ และพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน และ ภัยแล้งเรื้อรังในฤดูแล้ง ข้อมูลภาคสนามเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมต่อกับข้อมูลเชิงเทคนิคจากระบบ TEMP TO GO เพื่อให้ได้ภาพ “ทั้งเชิงกายภาพและเชิงดิจิทัล” ของพื้นที่อย่างครบถ้วน

แนวคิดหลักของโครงการคือ แก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้า” ผ่านการมองทรัพยากรน้ำทั้งผิวดิน–ใต้ดิน–ในไร่นา–และในระดับลุ่มน้ำ รวมถึงเชื่อมโยงกับมิติรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง

ภาพใหญ่ของปัญหา เมื่อเชียงรายต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม–แล้ง–รายได้ไม่พอ

แม้จังหวัดเชียงรายจะถูกมองว่าเป็นเมืองต้นน้ำและภูเขาสลับซับซ้อน แต่หลายพื้นที่กลับเผชิญปัญหาซ้ำซ้อนทั้ง น้ำท่วมเฉียบพลัน ในช่วงฝนตกหนัก และ ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ในช่วงแล้ง ขณะเดียวกันโครงสร้างรายได้ของเกษตรกรจำนวนมากยังพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวและราคาตลาดที่ผันผวน

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดเพียงมิติ “ทรัพยากรน้ำ” หากแต่ลุกลามไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร ปัญหานี้ทำให้แนวคิด “แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน” ถูกนำมาใช้เป็นกรอบคิดสำคัญของโครงการ

ในบริบทนี้ การจัดการน้ำจึงต้องตอบโจทย์อย่างน้อย 3 มิติไปพร้อมกัน คือ

  1. ลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก – ผ่านการวางระบบระบายน้ำและโครงสร้างรองรับน้ำหลาก
  2. เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำใต้ดิน – ให้น้ำที่มากในฤดูฝนกลายเป็นแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง
  3. เชื่อมโยงกับรายได้เกษตรกร – ด้วยการออกแบบระบบน้ำที่สนับสนุนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ

การนำ TEMP TO GO และธนาคารน้ำใต้ดินมาจับคู่กัน จึงเป็น “แพ็กเกจเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่เน้นเฉพาะการก่อสร้าง แต่เน้น การอ่าน–เข้าใจ–และบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลจริง

TEMP TO GO คืออะไร จากดินที่มองไม่เห็น สู่ข้อมูลเรียลไทม์ที่ใช้ตัดสินใจได้

จาก รายงานฉบับผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี TEMP TO GO เทคโนโลยีนี้คือระบบตรวจวัดและสร้าง “โปรไฟล์” คุณสมบัติของดินทั้งในแนวดิ่งและแนวนอนแบบเรียลไทม์ ผ่านการบูรณาการเซ็นเซอร์หลายชนิดเข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ (AI/IoT)

หัวใจของ TEMP TO GO มีอย่างน้อย 3 ส่วนสำคัญ

  1. เซ็นเซอร์ความชื้น–อุณหภูมิดินหลายระดับความลึก
    • วัดค่าความชื้นและอุณหภูมิในชั้นดินลึก เช่น 6 ซม., 18 ซม., 54 ซม.
    • ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยประเมินปริมาณน้ำในเขตรากพืช และอัตราการซึมลึกของน้ำใต้ผิวดิน
  2. เทคนิคธรณีฟิสิกส์แบบไม่ทำลายดิน (Non-destructive)
    • เช่น Electrical Resistivity (ER) และ Electromagnetic Induction (EMI)
    • ใช้สร้างแผนที่ความแปรปรวนของดิน (Soil Variability) ทั้งในแนวกว้างและแนวลึก
    • ช่วยให้รู้ว่าพื้นที่ใดเหมาะแก่การทำ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” พื้นที่ใดควรใช้มาตรการระบายน้ำ หรือเสริมโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม
  3. ระบบประมวลผลและแสดงผลแบบเรียลไทม์
    • ข้อมูลจากภาคสนามถูกส่งผ่านระบบ IoT เข้าสู่แดชบอร์ด หรือแพลตฟอร์มข้อมูล
    • รองรับการเชื่อมต่อกับแบบจำลองอุทกวิทยา เพื่อใช้วางแผนในระดับลุ่มน้ำ

รายงานเชิงวิชาการชี้ให้เห็นว่า การใช้ข้อมูลจาก TEMP TO GO ช่วยยกระดับจากการ “คาดเดา” บนค่าเฉลี่ยในอดีต ไปสู่การตัดสินใจจาก ข้อมูลดินจริง ณ จุด–ณ เวลา (Dynamic, Site-specific Data) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทั้ง การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

ธนาคารน้ำใต้ดิน + TEMP TO GO คู่ผสานจากภูมิปัญญาสู่ดิจิทัล

โครงการ ธนาคารน้ำใต้ดินตามแนวพระราชดำริ ที่หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์ และทีมงานผลักดันในหลายพื้นที่ เป็นตัวอย่างของการใช้ภูมิปัญญาและวิธีคิดเชิงระบบในการ “ดึง” น้ำส่วนเกินในฤดูฝนเข้าใต้ดิน เพื่อเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดน้ำหลาก ลดน้ำเน่า และช่วยเติมน้ำบาดาลในระยะยาว

การจับคู่ธนาคารน้ำใต้ดินกับ TEMP TO GO ทำให้การเลือกตำแหน่งและออกแบบบ่อ–ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน ไม่ใช่การเลือกจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีข้อมูลธรณีฟิสิกส์มารองรับ เช่น

  • โปรไฟล์ค่าความต้านทานไฟฟ้า (ER) ที่สัมพันธ์กับความชื้น–โครงสร้างดิน
  • ข้อมูลความลึกของชั้นดินที่เหมาะสมต่อการซึมผ่านน้ำ
  • การแยกโซนดินที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อสร้างบ่อในพื้นที่ที่ซึมไม่ดี

ในมุมของ นพค.35 ซึ่งมีบทบาทด้านวิศวกรรมและพัฒนาพื้นที่ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การใช้ทรัพยากร เช่น เครื่องจักรหนักงบประมาณก่อสร้าง สามารถวาง “จุดลงทุน” ได้คุ้มค่าที่สุด ลดความเสี่ยงขุด–เจาะในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพด้านการกักเก็บน้ำ

กล่าวได้ว่า ธนาคารน้ำใต้ดิน คือภูมิปัญญา / TEMP TO GO คือเครื่องมืออ่านดิน เมื่อทั้งสองจับคู่กัน จึงกลายเป็น “ระบบจัดการน้ำใต้ดินแบบแม่นยำ” ที่พึ่งพาทั้งความรู้ท้องถิ่นและข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

จากดินและน้ำ สู่ปากท้อง ถั่วเหลือง–รายได้–ความมั่นคงของชุมชน

โครงการนำร่องไม่ได้หยุดเพียงมิติด้านเทคนิคของน้ำ แต่ยังออกแบบ “มิติรายได้” ควบคู่กัน โดย อบจ.เชียงราย สนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องปลูก ถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งประสาน สมาคมถั่วเหลืองเอกชน รับซื้อผลผลิตใน ราคาประกัน

เมื่อระบบน้ำมีความเสถียรและมีข้อมูลสนับสนุน เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูกได้ตรงตามความต้องการของพืช ลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงหรือการขาดแคลนน้ำในช่วงวิกฤต รายงานเชิงเทคนิคชี้ให้เห็นว่า ระบบชลประทานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเรียลไทม์สามารถ

  • ลดการใช้น้ำรวมทั้งฤดูกาลลงได้ราว 15–30%
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการสูบน้ำ
  • ลดแรงงานในการเฝ้าระวังและปรับตั้งระบบ
  • เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเห็น ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ภายในเวลาประมาณ 1–3 ปี

เมื่อผูกเข้ากับสัญญาซื้อขายผลผลิตถั่วเหลืองในราคาประกัน จึงทำให้ “ระบบน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลายเป็น กลไกสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตร

นี่คือความหมายของ “แก้จน” ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบชั่วคราว แต่คือการสร้างระบบน้ำ–ระบบปลูก–ระบบตลาด ที่เชื่อมถึงกันอย่างครบวงจร

มองไกลกว่านำร่อง จากข้อมูลจุด สู่การวางแผนระดับลุ่มน้ำ

รายงานเชิงผู้เชี่ยวชาญยังเสนอให้มองการใช้ TEMP TO GO ในเชียงรายเชื่อมโยงกับการวางแผนในระดับลุ่มน้ำในอนาคต ผ่านแนวคิดการสร้าง Digital Soil Map ความละเอียดสูง และการเชื่อมข้อมูลดินแบบเรียลไทม์เข้ากับแบบจำลองอุทกวิทยา เช่น SWAT หรือแบบจำลองลุ่มน้ำที่หน่วยงานรัฐใช้อยู่

โดยหลักการแล้ว ข้อมูลจาก TEMP TO GO สามารถช่วย

  • ปรับปรุงค่าพารามิเตอร์สำคัญในแบบจำลอง เช่น สัมประสิทธิ์การนำน้ำอิ่มตัว (Ksat) และค่า Curve Number (CN) ให้สอดคล้องกับดินจริง
  • ลด “ความไม่แน่นอน” ในการพยากรณ์น้ำหลาก น้ำท่า และการเติมน้ำใต้ดิน
  • ทำให้การวางแผนระดับลุ่มน้ำ เช่น การจัดโซนเกษตร การสร้างแหล่งเก็บน้ำ หรือมาตรการป้องกันน้ำท่วม มีความแม่นยำขึ้น

หากในระยะต่อไป อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขยายเครือข่าย TEMP TO GO ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของจังหวัด และสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำระดับประเทศได้ เชียงรายอาจกลายเป็น “ต้นแบบจังหวัดดิจิทัลด้านการบริหารจัดการน้ำ” ที่ใช้ทั้ง ข้อมูลดิน–น้ำ–เกษตร–เศรษฐกิจ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

จากโครงการรายพื้นที่สู่การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

ในมุมมองด้านรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ การดำเนินการครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

  1. การยกระดับบทบาท อบจ. ในฐานะ “ตัวกลางเชื่อมภาคส่วน”
    อบจ.เชียงรายไม่ได้เดินเพียงลำพัง แต่ใช้โมเดลความร่วมมือระหว่าง
    • หน่วยงานท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อปท.)
    • หน่วยงานความมั่นคงและพัฒนา (นพค.35)
    • ภูมิปัญญาชุมชน (ธนาคารน้ำใต้ดิน)
    • ภาคธุรกิจ (สมาคมถั่วเหลืองเอกชน)
      ส่งผลให้การจัดการน้ำไม่ได้เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น การทำงานแบบทั้งสังคม – Whole-of-Society Approach”
  2. การพึ่งพาข้อมูลแทนการพึ่งพาเพียงความเคยชิน
    การใช้ TEMP TO GO ทำให้การตัดสินใจหลายเรื่อง เช่น
    • จะขุดบ่อธนาคารน้ำใต้ดินตรงไหน
    • จะออกแบบระบบระบายน้ำหรือเก็บน้ำตรงใด
    • จะจัดการน้ำเพื่อเกษตรในช่วงฤดูแล้งอย่างไร
      ถูกอิงกับข้อมูลที่วัดได้จริงมากกว่าความรู้สึกหรือค่าเฉลี่ยในอดีต ช่วยลดความเสี่ยงจากโครงการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์
  3. การเชื่อมโยง “ภัยพิบัติ – ทรัพยากรน้ำ – ปากท้อง” เข้าด้วยกัน
    นโยบายภายใต้กรอบ PDOSS ทำให้การจัดการน้ำไม่ได้มีเป้าหมายแค่ลดความเสียหายจากอุทกภัย แต่ยังขยับไปสู่
    • การสร้างระบบน้ำเพื่อรองรับภัยแล้ง
    • การสร้างรายได้ผ่านพืชเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับระบบน้ำ
    • การเพิ่มความมั่นคงของชุมชนในระยะยาว

กล่าวได้ว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการมอง “น้ำ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผูกกับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความสามารถของชุมชนในการรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศในอนาคต

ก้าวต่อไปของเชียงราย จากผู้รับผลกระทบ สู่จังหวัดนำร่องด้านนวัตกรรมน้ำ

การพัฒนาใน 3 อำเภอนำร่อง ดอยหลวง – เวียงเชียงรุ้ง – เชียงของ จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงเทคนิค หากเป็น “ห้องทดลองมีชีวิต” (Living Lab) ที่ผสาน

  • ภูมิปัญญาเรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน
  • ศักยภาพเชิงวิศวกรรมของ นพค.35
  • สมรรถนะด้านดิจิทัลของเทคโนโลยี TEMP TO GO
  • นโยบายเชิงบูรณาการด้านน้ำและภัยพิบัติของ อบจ.เชียงราย

หากโครงการสามารถยืนยันผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิง

  • ลดความเสี่ยงน้ำท่วม–ภัยแล้ง
  • เพิ่มความคุ้มค่าการใช้น้ำและปุ๋ย
  • เสริมสร้างรายได้และความมั่นคงของเกษตรกร

เชียงรายย่อมมีศักยภาพจะต่อยอดจาก “พื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ” ไปสู่การขยายผลทั้งจังหวัด รวมทั้งแบ่งปันองค์ความรู้และบทเรียนให้พื้นที่อื่นของประเทศที่เผชิญโจทยะคล้ายคลึงกัน

ในโลกที่ภูมิอากาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การมีเพียงเขื่อน ฝาย หรือบ่อเก็บน้ำอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมี ข้อมูลดิน–น้ำแบบเรียลไทม์ นโยบายที่มองทั้งระบบ และชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการของ อบจ.เชียงรายครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การ “แก้ท่วม–แก้แล้ง–แก้จน” ในยุคใหม่ ต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี–ภูมิปัญญา–และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (นพค.35)
  • โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามพระราชดำริ (หลวงพ่อสมาน สมศักดิ์)
  •  การบูรณาการเทคโนโลยี TEMP TO GO เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเรียลไทม์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ให้ โลจิสติกส์มนุษยธรรม ส่ง กองหนุนฟื้นฟู หาดใหญ่ หลังน้ำลด

ฮัก” ข้ามขุนเขา อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ผนึกกำลังส่ง ‘กองหนุนฟื้นฟู’ ล็อตใหญ่ ส่งหาดใหญ่ 2 ธ.ค. 68 จากผู้ประสบอุทกภัยวันนั้น สู่ “ผู้ให้ที่งดงาม” ในวันนี้

เชียงราย, 28 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ยังสร้างบาดแผลให้กับชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเหนือของประเทศไม่ได้เพียง “เฝ้าดู” ข่าวน้ำท่วม หากแต่ลุกขึ้นมาเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จับมือไปรษณีย์ไทย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจ “เหนือช่วยใต้” เตรียมขนส่งธารน้ำใจล็อตแรกน้ำหนักรวมราว 4 ตัน ด้วยรถบรรทุก 6 ล้อสังกัดไปรษณีย์ไทย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น.

ภารกิจครั้งนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก โดยมุ่งเป้าไปที่ช่วง “หลังน้ำลด” ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากที่สุด

จากเชียงราย สู่เฟส “กองหนุนฟื้นฟู” หลังน้ำลด

การขยับเข้าสู่ “เฟสฟื้นฟู” ของชาวเชียงรายเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย

ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ “เสริมแรงฟื้นฟู” ในระยะกลางและระยะยาวผ่านระบบโลจิสติกส์ทางบก ที่สามารถรองรับปริมาณสิ่งของได้มาก และสอดคล้องกับลักษณะความต้องการในช่วงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวถึงแนวคิดว่า

“ส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตระหนักดีว่าการช่วยเหลือไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด การฟื้นฟูที่ต้องการแรงกายแรงใจมหาศาล ดังนั้น เป้าหมายของการส่งสิ่งของล็อตนี้ จึงเป็นการส่งไปเป็น ‘กองหนุน’ ให้กับพี่น้องที่กำลังเดือดร้อน เราเลือกที่จะทำงานร่วมกับไปรษณีย์ไทย เพื่อขนส่งธารน้ำใจ เชื่อมโยงน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน โดยไม่ไปเพิ่มภาระขั้นตอนงานให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้”

จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดแบบแผนการขนส่งที่ชัดเจน คือ การใช้ รถบรรทุก 6 ล้อของไปรษณีย์ไทย น้ำหนักบรรทุก 4 ตัน เป็นพาหนะขนส่งล็อตแรกออกจากเชียงรายในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. โดยสิ่งของที่บรรทุกส่วนใหญ่จะเป็น “ของจำเป็นหลังน้ำลด” และของอุปโภคบริโภคที่เฟ้นมาจากการรับบริจาคของประชาชนและหน่วยงานในจังหวัดเชียงรายตลอดหลายวันก่อนหน้า

พลัง “ฮัก” ที่จับต้องได้ 6 องค์กรหลัก 1 มหาวิทยาลัย ผนึกเครือข่ายเหนือช่วยใต้

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย และไปรษณีย์ไทยเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่เครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ ฮัก หาดใหญ่” และ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยมีองค์กรหลักในจังหวัดเชียงรายร่วมขับเคลื่อนอย่างน้อย 6 หน่วย ได้แก่

  1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) – แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย – ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ โลจิสติกส์” รับผิดชอบการขนส่งสิ่งของด้วยระบบขนส่งทางบก
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย – สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส – เชื่อมต่อพื้นที่พร้อมสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าทั้งผู้ให้ ผู้รับ พร้อมเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การรับบริจาค
  5. CPALL – มีบทบาทในการช่วยรวบรวมและสนับสนุนพื้นที่–ทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ซึ่งถือเป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง และโครงการที่แข็งแกร่งอย่าง “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”  ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย) ยังเข้ามาร่วมเป็นจุดรับบริจาคหลัก เสริมบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นสะพานเชื่อมเยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เลือกใช้คำว่า ฮัก” ซึ่งในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” ขณะเดียวกันยังผูกโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “กอด” เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า ทุกสิ่งของที่ถูกส่งไป ไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่คือ “อ้อมกอด” จากคนเหนือที่โอบกอดพี่น้องภาคใต้ในยามลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมาย

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” เมื่อโลจิสติกส์มนุษยธรรมคิดถึงปลายทางมากกว่าแค่ต้นทาง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือ การออกแบบการขนส่งและการกระจายสิ่งของในลักษณะที่ ลดภาระ” ให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ให้มากที่สุด

แทนที่จะส่งสิ่งของไปลงที่หน่วยงานส่วนกลางแล้วให้ภาครัฐในพื้นที่ต้องมารับ คัดแยก จัดแจกเพิ่มเติม กลุ่มพันธมิตรจากเชียงรายเลือกใช้แนวทาง “ส่งให้ใกล้มือที่สุด” โดยประสานผ่าน สำนักข่าวสงขลาโฟกัส” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในฐานะสื่อท้องถิ่นและ “เพื่อนพันธมิตรในพื้นที่” แม้ตัวสำนักข่าวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อย่างลำบากก็ตาม ให้เป็นจุดรับมอบและช่วยกระจายต่อสู่ชุมชนและผู้ประสบภัย

แนวทางนี้ทำให้การช่วยเหลือเดินทางไปถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนทางธุรการ ลดการซ้ำซ้อนของงาน และช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐในภาคใต้สามารถทุ่มเทกำลังไปกับภารกิจหลักด้านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และการดูแลกลุ่มเปราะบางได้เต็มที่

ในเชิงนโยบายสาธารณะ แนวคิดแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างของ การจัดการภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในภาวะวิกฤต ที่มุ่งไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็น “งานเพิ่ม” ให้หน่วยงานที่กำลังแบกรับภารกิจหลักอยู่แล้ว

เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น เวียงเทิงร่วม “ฮัก” หาดใหญ่

ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังขยายตัวลงไปถึงระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น.

เทศบาลตำบลเวียงเทิง นำโดย

  • นายสิงห์ทอง หนุนนำสิริสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเทิง

ได้จัดส่งตัวแทนนำ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น มอบให้กับ อบจ.เชียงราย ภายใต้ภารกิจ “เชียงรายรวมใจ เหนือช่วยใต้” เพื่อให้รวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทยสาขาเชียงรายไปยังผู้ประสบภัยภาคใต้

การเข้าร่วมของเทศบาลเวียงเทิง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พลังแห่งฮัก” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวเมืองเชียงรายหรือระดับจังหวัด แต่ได้ขยายลงไปสู่ชุมชน อำเภอ และตำบลในฐานะ “ผู้ให้ร่วมกัน” ทั่วทั้งจังหวัด

ในโอกาสนี้ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายร่วมกันแสดงพลังแห่งความ “ฮัก” ผ่านการบริจาคสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งถัดไปของไปรษณีย์ไทย

เชื่อมภาพเมื่อวาน วันนี้ จากภารกิจฝูงบิน 416 สู่ขบวนรถไปรษณีย์

เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า (27 พฤศจิกายน 2568) สังคมไทยเพิ่งได้เห็นภาพของฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ภายใต้โครงการ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” โดยมีการคัดแยก บรรจุ เตรียมลำเลียงสิ่งของขึ้นเครื่อง เพื่อบินด่วนไปยังสนามบินหาดใหญ่และกองบิน 56

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 เคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อครั้งที่ชาวเชียงรายต้องเผชิญอุทกภัยใหญ่ในปี 2567 พี่น้องทั่วประเทศได้ยื่นมือส่งน้ำใจ หล่อเลี้ยงความหวังให้เราก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในวันนี้..เมื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงกำลังประสบมหาอุทกภัย ชาวเชียงรายขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจกลับคืนไปด้วยความอบอุ่นจากหัวใจดวงเดิม”

คำกล่าวนี้ เปรียบเสมือน “แก่นคิดร่วม” ที่เชื่อมปฏิบัติการของทั้งกองทัพอากาศ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น ทำให้เห็นภาพความต่อเนื่องจาก “ภารกิจทางอากาศ” สู่ “ภารกิจทางบก” โดยมีหัวใจเดียวกันคือ การไม่ปล่อยให้ผู้ประสบภัยต้องยืนอยู่ลำพังในยามวิกฤต

โลจิสติกส์มนุษยธรรม การเมืองภาคประชาชน และการทำงานแบบไร้รอยต่อ

หากมองในมุมเชิงนโยบายและรัฐศาสตร์ ภารกิจ “ฮัก หาดใหญ่” ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่ปรับตาม “เฟสของภัยพิบัติ”

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้มีเพียงช่วง “ก่อน” และ “ระหว่างเกิดเหตุ” แต่รวมถึงช่วง “หลังน้ำลด” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นช่วงที่ประชาชนต้องใช้แรงและทรัพยากรมากที่สุดในการทำความสะอาดบ้านเรือน ปรับสภาพพื้นที่ และรับมือโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากการขนส่งทางอากาศในช่วงฉุกเฉิน สู่การขนส่งทางบกด้วยรถ 6 ล้อบรรทุก 4 ตันในช่วงฟื้นฟู สะท้อนถึงความเข้าใจใน เฟสของภัยพิบัติ” (Phase-based Response) และการปรับเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละช่วงเวลา

  1. การใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจเป็น “ธารน้ำใจ”

การนำไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้ามาเป็นกลไกหลักของการขนส่ง ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสิ่งของบริจาคมี ต้นทุนที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบติดตามตรวจสอบได้

ในมุมของการบริหารจัดการภาครัฐ นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ศักยภาพของรัฐวิสาหกิจในภารกิจสาธารณะ นอกเหนือจากบทบาททางธุรกิจตามปกติ และสะท้อนแนวคิด “Whole-of-Government & Whole-of-Society Approach” ที่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อ ชุมชน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

  1. การเมืองภาคประชาชนและทุนทางสังคมหลังวิกฤต

การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลเวียงเทิง ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจในเชียงรายเข้าร่วมบริจาคและระดมสิ่งของอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพลวัตของ การเมืองภาคประชาชน” ที่ขับเคลื่อนผ่านการลงมือช่วยกันจริง ๆ มากกว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

โดยมี “ความทรงจำจากอุทกภัยเชียงรายปี 2567” เป็นทุนทางสังคมสำคัญ ที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้ประสบภัยในอดีตให้กลายมาเป็น “ผู้ให้” ในวันนี้ ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางภูมิศาสตร์และสร้างความรู้สึก “ร่วมชาติ ร่วมชะตากรรม” ระหว่างคนเหนือและคนใต้ได้อย่างชัดเจน

เชิญชวนร่วม “ฮัก” จากเชียงรายสู่หาดใหญ่ ถึง 5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การส่ง “กองหนุนฟื้นฟู” มีความต่อเนื่อง อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายยังคงเปิดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ณ จุดรับบริจาคสำคัญต่าง ๆ ทั้งที่

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • จุดรับบริจาคในเครือข่าย “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มทร.ล้านนาเชียงราย และหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัด

ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 (ไม่มีวันหยุดราชการ) เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งพิเศษของไปรษณีย์ไทยในลำดับถัดไป

ภาพของเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “อดีตผู้ประสบอุทกภัย” แต่คือภาพของ “ผู้ให้ที่งดงาม” ที่ยืนยันว่า

“น้ำอาจเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้เมืองจมน้ำได้ แต่ ‘น้ำใจ’ ของคนไทย…ไม่เคยแห้งเหือด”

จากเหนือสุดแดนสยาม ถึงปลายด้ามขวานของประเทศ เส้นทางของรถบรรทุก 6 ล้อบรรทุกสิ่งของ 4 ตันในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่เส้นทางโลจิสติกส์ธรรมดา หากคือเส้นทางของ “ฮัก” ที่เดินทางไปปลอบประโลมพี่น้องผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเทิง
  • สำนักข่าว สงขลาโฟกัส
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  •  CPALL – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

HADR เชียงราย! ลำเลียงสิ่งของหลายตัน บินด่วนช่วย อุทกภัยสงขลา สร้าง ความสามัคคี ข้ามภูมิภาค

จากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน” เชียงรายส่งน้ำใจก้อนใหญ่ บินด่วนถึงหาดใหญ่ สานภาพ ‘ความสามัคคี’ ข้ามภูมิภาค

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางข่าวสถานการณ์อุทกภัยที่ยังสร้างความเดือดร้อนวงกว้างในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาพอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ “ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย” กลับสะท้อนพลังในเชิงบวกของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief – HADR) แห่งนี้ กลายเป็นจุดรวมหัวใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ ที่พร้อมส่ง “น้ำใจ” จากปลายแผ่นดินเหนือสุด ไปช่วยพี่น้องที่ปลายด้ามขวานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ประชาชนจิตอาสา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนกว่า 400 คน พร้อมใจกันมารวมตัวที่ฝูงบิน 416 เพื่อร่วมกันคัดแยก บรรจุ และจัดเตรียมสิ่งของบริจาคจำนวนหลายตันให้พร้อมสำหรับ “การลำเลียงล็อตแรก” โดยเที่ยวบินคาร์โกพิเศษในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปลายทางคือ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และกองบิน 56 จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความช่วยเหลือต่อไป

 

ฉากสำคัญที่ฝูงบิน 416 วันหนึ่งของ “น้ำใจ” ที่หนาแน่นเต็มคลัง

อาคารคลังบรรเทาสาธารณภัยของฝูงบิน 416 ในเย็นวันดังกล่าวแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง พื้นห้องและลานด้านนอกเต็มไปด้วยกล่องสิ่งของบริจาคที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวสูง ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ ยารักษาโรคขั้นพื้นฐาน ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและสุขอนามัยหลังน้ำลด

บรรยากาศการทำงานของอาสาสมัครเป็นไปอย่างคึกคักแต่เป็นระบบ มีการตั้งโต๊ะแยกประเภทสิ่งของ จัดทีมคัดแยก ทีมบรรจุ และทีมติดสติกเกอร์ระบุปลายทางอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้การประสานงานของเจ้าหน้าที่ฝูงบิน 416 ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน HADR คอยดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างรัดกุม ปลอดภัย และพร้อมต่อการลำเลียงขึ้นเครื่องบินในเวลาอันจำกัด

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณสิ่งของที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง แต่คือ “องค์ประกอบของผู้ให้” ที่มีตั้งแต่เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่มาช่วยจัดกระป๋องนม ไปจนถึงผู้สูงอายุที่อาสามาช่วยจัดถุงยังชีพ ขณะที่ตัวแทนภาคเอกชนบางรายนำทั้งสิ่งของและรถบรรทุกมาสนับสนุนการขนย้ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภาพเหล่านี้สะท้อน “พลังสาธารณะ” ที่รวมกันจนกลายเป็นขบวนการช่วยเหลือขนาดใหญ่ในระดับจังหวัด

จากบทเรียน “น้ำท่วมเชียงราย 2567” สู่ภารกิจ “ส่งพลังกลับ” ให้ภาคใต้

เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเห็นข่าวภัยพิบัติในภาคใต้แล้วอยากช่วยเท่านั้น แต่มีต้นทุนทางประสบการณ์ร่วมจาก “บาดแผลน้ำท่วม” ของชาวเชียงรายเองในปี 2567 เป็นแรงผลักสำคัญ

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว
ผู้บังคับฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เชียงรายรู้ดีว่าความทุกข์จากน้ำท่วมเป็นอย่างไร เพราะเราเคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ในปี 2567 ที่ผ่านมาเราก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยทั่วประเทศ วันนี้จึงอยากส่งพลังกลับไปช่วยพี่น้องภาคใต้ให้เร็วที่สุด… สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือภาพของความสามัคคีที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งของชาวเชียงราย”

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงพิธีการ แต่สะท้อน “ความทรงจำร่วม” ของจังหวัดที่เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ทั้งสิ่งของ งบประมาณ และกำลังคน วันนี้เมื่ออีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ใกล้เคียงกัน เชียงรายจึงเลือกจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ “ผู้ส่งต่อพลัง” (Pay it Forward) อย่างเต็มกำลัง

ในมิติของสังคมศึกษา ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อน “ความทรงจำเชิงบวกต่อรัฐและสังคม” ที่ยังคงอยู่ในใจประชาชน การเคยได้รับการช่วยเหลือในอดีต ทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นในปัจจุบันมีความหมายลึกซึ้งกว่าการบริจาคเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ “ตอบแทน” สู่วัฏจักรใหม่ของความร่วมมือระดับชาติ

ยุทธศาสตร์ “ปีกเหล็ก” เมื่อเส้นทางอากาศคือช่องทางที่เร็วและปลอดภัยที่สุด

ในสถานการณ์ที่ถนนหลายสายในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การขนส่งสิ่งของบริจาคโดยรถบรรทุกจากภาคเหนือไปถึงหาดใหญ่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งระยะทางที่ยาวนาน เส้นทางบางช่วงที่ยังถูกน้ำท่วมขัง และความเสี่ยงด้านเวลา

ฝูงบิน 416 จึงออกแบบ “ยุทธศาสตร์การขนส่งทางอากาศ” เป็นกลไกหลักของภารกิจครั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง

  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์

แผนลำเลียง “ล็อตแรก” ประกอบด้วย

  1. เที่ยวบินคาร์โก (Cargo Flight) 1 ธันวาคม 2568
    สิ่งของบริจาคที่จัดเตรียมอย่างเหมาะสมต่อการขึ้นเครื่อง เช่น อาหารแห้ง กล่องยังชีพ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม ยาสามัญ และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ จะถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบินคาร์โกของสายการบินพันธมิตร โดยออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไปลงที่
    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่
    • กองบิน 56 จังหวัดสงขลา
      ทั้งสองจุดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กระจายสิ่งของ” เพื่อกระจายต่อไปยังศูนย์พักพิงและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. การขนส่งภาคพื้นดินด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ
    สำหรับสิ่งของบางประเภทที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ หรือมีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดปริมาณมาก ข้าวสารเป็นกระสอบใหญ่ วัสดุทำความสะอาดขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่เข้าข่ายของต้องห้ามบนเครื่องบิน จะถูกส่งตามไปด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย

การผสมผสาน “ปีกเหล็กในอากาศ” กับ “ล้อเหล็กบนถนน” ทำให้ภารกิจบรรเทาทุกข์ครั้งนี้มีความยืดหยุ่น สามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งของที่ต้องถึงมือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนให้เดินทางด้วยเที่ยวบิน ในขณะที่สิ่งของขนาดใหญ่และหนักสามารถทยอยส่งตามไปโดยไม่สร้างภาระต่อระบบขนส่งกลาง

สถิติ–สิ่งของ–ความต้องการจริง “หลังน้ำลด” จึงจะรู้ว่าต้องการอะไรที่สุด

แม้ภาพจำเรื่องน้ำท่วมมักเชื่อมโยงกับการขาดอาหารและน้ำดื่ม แต่จากการประเมินร่วมของฝูงบิน 416 และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า “โจทย์สำคัญ” หลังน้ำเริ่มลดลงกลับอยู่ที่ “สุขอนามัย–การทำความสะอาด–การป้องกันโรค” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตระยะกลางของผู้ประสบภัย

สิ่งของที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญสูง จึงไม่ได้มีเพียงข้าวสาร อาหารแห้ง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่รวมถึงชุดอุปกรณ์ “หลังน้ำลด” ที่จำเป็นต่อทุกครัวเรือน ได้แก่

  • น้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาทำความสะอาด
  • แปรงขัดพื้นและแปรงทำความสะอาดขนาดต่าง ๆ
  • ผ้าอ้อมเด็ก–ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
  • ยากันยุงและอุปกรณ์ป้องกันแมลงพาหะโรค
  • ไฟฉายและถ่านไฟฉาย เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่

การออกแบบรายการสิ่งของบริจาคในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ให้ตามความเคยชิน” แต่เป็นการ “ให้ตามความต้องการจริงของพื้นที่” (Fact-based Need) ซึ่งช่วยลดทั้งการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือในเชิงคุณภาพ

การเปิดรับบริจาคจะยังดำเนินการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ฝูงบิน 416 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และจุดรับบริจาคของภาคีเครือข่ายในจังหวัด เพื่อเตรียมจัดส่ง “ล็อตถัดไป” ให้เชื่อมต่อภารกิจแรกอย่างต่อเนื่อง

มองลึกในมิติ HADR กองทัพอากาศกับบทบาท “มากกว่า” ความมั่นคงทางอากาศ

ในมุมของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขยายบทบาทกองทัพอากาศจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “กำลังรบทางอากาศ” ไปสู่การเป็น “กำลังหลักด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ”

ฝูงบิน 416 ในฐานะหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาคเหนือ ได้ทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์ HADR” ที่สามารถ

  • รับ–จัดการ–คัดแยกสิ่งของบริจาคจากประชาชน
  • ประสานกับท่าอากาศยานและสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินเฉพาะกิจ
  • ทำงานร่วมกับหน่วยงานพลเรือนและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการลำเลียงสิ่งของ แต่ยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนว่า การบริจาคของเขาจะถูกนำไปใช้อย่างตรงจุดและตรวจสอบได้

ในมิติของการบริหารจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ นี่คือภาพของ “Good Governance in Disaster Management” ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาทำงานแบบคู่ขนานกับภาครัฐพลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่เกื้อหนุนกันในแต่ละจุดที่ตนเองมีจุดแข็งมากที่สุด

การเมืองภาคประชาชน เมื่อ “คนธรรมดา” ลุกขึ้นมาสร้างความหมายให้คำว่า “ชาติ”

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนกว่า 400 คน มาร่วมคัดแยกและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน 416 ในวันเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความมีน้ำใจของคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “พลวัตของการเมืองภาคประชาชน” (Citizen Politics) ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการชุมนุม หากเกี่ยวข้องกับ “การลงมือช่วยกันในยามวิกฤต”

ในมุมนี้ การบริจาคและการลงแรงด้วยตนเอง คือการแสดงออกทางการเมืองในความหมายของ “ความห่วงใยต่อส่วนรวม” และ “การรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน” ซึ่งมักทำให้ความขัดแย้งเชิงการเมืองในระดับวาทกรรมลดทอนความสำคัญลง เมื่อผู้คนสามารถจับต้องการช่วยเหลือกันในระดับปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่แรงจูงใจในการช่วยเหลือครั้งนี้มีส่วนมาจากประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเชียงรายปี 2567 ยิ่งทำให้เห็นว่า “ความเจ็บปวดร่วม” สามารถกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่ทรงพลังได้ หากได้รับการจัดการและชี้นำไปในทิศทางของการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่การโทษกัน

นโยบายสาธารณะและบทเรียนสำหรับวิกฤตรอบต่อไป

หากมองในระยะยาว ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ยังเป็นตัวอย่างน่าสนใจของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านภัยพิบัติ ที่เชื่อมโยง “ทรัพยากร กระบวนการ และผู้เล่น” จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

  • กองทัพอากาศ เสนอขีดความสามารถด้านลำเลียงทางอากาศ
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เปิดพื้นที่และระบบรองรับด้านโลจิสติกส์
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์ สนับสนุนเที่ยวบินคาร์โกสำหรับบรรทุกสิ่งของ
  • ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนรถบรรทุกและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ภาคประชาชนและจิตอาสา เป็น “พลังหลัก” ในการจัดการสิ่งของให้พร้อมลำเลียง

กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฐานของ “ข้อมูลจริงจากพื้นที่ภาคใต้” ว่าต้องการอะไร เมื่อไร และมากน้อยเพียงใด ช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริจาคว่าความช่วยเหลือของตนถูกส่งไป “ถูกที่–ถูกเวลา–ถูกความต้องการ”

ในอนาคต รูปแบบการทำงานเช่นนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิกฤติอื่น ๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ–สังคมได้เช่นกัน

น้ำอาจมาสูง แต่ “น้ำใจ” ของคนไทยยังสูงกว่า

แม้ระยะทางระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่จะยาวไกลนับพันกิโลเมตร แต่ในวันที่น้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบใหม่ของภาคใต้ ระยะทางดังกล่าวกลับถูกลดทอนลงด้วย “ความเร็วของน้ำใจ” ที่เดินทางจากเหนือสุดแดนสยามสู่ปลายด้ามขวาน ผ่านปีกเครื่องบินคาร์โก และผ่านมือของจิตอาสานับร้อยที่ช่วยกันบรรจุทุกกล่องด้วยความห่วงใย

คำกล่าวทิ้งท้ายของ นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว สะท้อนใจกลางภารกิจครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

“เราจะส่งทุกสิ่งที่เรามี ทั้งกำลังกายและกำลังใจไปช่วยให้เร็วที่สุด ขอให้ทุกคนผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

ประโยคสั้น ๆ นี้ไม่เพียงส่งถึงชาวหาดใหญ่และภาคใต้ หากยังส่งถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ว่าในยามวิกฤต พลังที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักรกลหนักหรืองบประมาณจำนวนมหาศาล หากคือ “หัวใจที่ไม่ยอมทิ้งกัน”

ในวันหนึ่งของปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ฝูงบิน 416 เชียงราย กล่องสิ่งของนับพันกล่องอาจเป็นเพียงวัตถุที่ถูกส่งข้ามฟ้าไปยังสงขลา แต่ในความรู้สึกของผู้รับ–ผู้ให้ และผู้ที่มองเห็นปรากฏการณ์นี้ นี่คือ “พลังใจ” ที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียง เพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าภัยพิบัติจะรุนแรงเพียงใด ประเทศนี้ยังมี “สะพานของความสามัคคี” เชื่อมคนไทยจากเหนือจรดใต้ไว้ด้วยกันเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์
  • หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดเชียงราย (มทบ.37, กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย, กลุ่ม พคบ.กอ.รมน.เชียงราย)
  • กลุ่มประชาชนจิตอาสาในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชื่อมใจเหนือ–ใต้! อส. เชียงรายสมทบ ฟื้นฟูหาดใหญ่ หลัง อุทกภัยสงขลา คลี่คลาย

เชียงราย–หาดใหญ่ เชื่อมใจเหนือ–ใต้ผู้ว่าฯ เชียงรายปล่อยแถว “อส. 36 นาย” ลุยอุทกภัยสงขลา ควบคู่คำสั่ง มท. ระดม 2,000 อส. ฟื้นเมืองหาดใหญ่ ซ่อมประปา จัด Big Cleaning Day หลังน้ำลด

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเหนือที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว จังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ “ภารกิจช่วยน้ำท่วมภาคใต้” เมื่อกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จังหวัดเชียงราย จำนวน 36 นาย เคลื่อนขบวนออกจากเมืองดอยสู่ปลายแหลมภาคใต้ เพื่อสมทบกำลังบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้เดินหน้าปฏิบัติการฟื้นฟูเชิงรุกในอำเภอหาดใหญ่ ทั้งด้านการดำรงชีพของประชาชน การซ่อมระบบประปา และเตรียมปฏิบัติการ “Big Cleaning Day” โดยระดม อส. จากทั่วประเทศกว่า 2,000 นายลงพื้นที่

ภาพของรถขบวน อส. จากจังหวัดเหนือสุดของประเทศ มุ่งหน้าไปยังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา จึงไม่ใช่เพียงภาพของกำลังพลในเครื่องแบบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “พลังไทยช่วยใต้” ที่เชื่อมโยงความห่วงใยข้ามภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลกลาง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเมืองใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

พิธีปล่อยแถวที่เชียงราย จากลานกองร้อย สู่ภารกิจระยะไกล

เช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 บริเวณกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยบรรยากาศทั้งจริงจังและอบอุ่น เมื่อ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปล่อยแถวกำลังพลอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) เพื่อออกปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้

ในพิธีมี นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมให้กำลังใจแก่ อส. ทั้ง 36 นาย ซึ่งผ่านการเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เครื่องมือปฏิบัติงาน และเสบียงสำหรับการเดินทางไกลอย่างรอบคอบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวกับกำลังพลในโอกาสนี้ว่า การส่งกำลัง อส. ลงพื้นที่ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อคำสั่งราชการ แต่คือ “การส่งหัวใจของคนเชียงราย” ไปยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวภาคใต้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากจากน้ำท่วมรุนแรง พร้อมย้ำว่าภารกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนของภาครัฐในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของกำลังพล และแรงใจจากครอบครัวหน่วยงานที่มาร่วมส่ง ก่อนที่ขบวนรถ อส. เชียงราย จะเคลื่อนตัวออกจากจังหวัด มุ่งหน้าไปยัง “กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า)” ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา เพื่อสมทบกับหน่วยงานส่วนกลางในปฏิบัติการฟื้นฟูหาดใหญ่

ศูนย์บัญชาการที่หาดใหญ่ มหาดไทยใช้ข้อมูล ภาคี กำลังคน ขับเคลื่อนฟื้นฟู

เวลา 19.00 น. ของวันเดียวกันที่จังหวัดสงขลา บรรยากาศ ณ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ในอำเภอหาดใหญ่ เต็มไปด้วยการประชุมหารืออย่างเข้มข้น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง นำ “ข้อเน้นย้ำ” ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาประชุมร่วมกับ

  • นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดสงขลา
  • ผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

สารหลักจากรัฐบาลกลางชัดเจนว่า “จะต้องเร่งดูแลทั้งด้านการดำรงชีพของประชาชน และการฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายให้เร็วที่สุด” โดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยและภาคีที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันในทุกระดับ

 

ดูแลปากท้องก่อน โรงครัวเคลื่อนที่ ที่พักชั่วคราวในโรงแรม

จากรายงานของ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้ระดับน้ำในบางพื้นที่ของอำเภอหาดใหญ่จะเริ่มลดลง แต่ยังมีหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลด้านการดำรงชีพในเชิงรุก

มาตรการสำคัญด้านการครองชีพ ได้แก่

  1. ปรับแผนโรงครัวเคลื่อนที่
    ปภ. ได้รับมอบหมายให้ “ย้ายจุดศูนย์กลาง” ของการจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารจากพื้นที่ส่วนกลาง ไปประจำในชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้อาหารปรุงสุกเข้าถึงประชาชนผู้ประสบภัยได้สะดวกและครอบคลุมมากขึ้น ลดระยะทางการขนส่ง เพิ่มความรวดเร็วในการแจกจ่าย
  2. ใช้โรงแรมเป็นที่พักชั่วคราว
    กรมการปกครอง ได้รับภารกิจในการประสานงานกับผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ ที่ยังมีระบบประปาใช้งานได้ตามปกติ เพื่อรองรับผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยจัดให้เข้าพักในโรงแรม “เป็นการชั่วคราว” ในช่วงวิกฤต เพื่อให้ประชาชนมีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย สะอาด และเข้าถึงบริการพื้นฐานได้

การใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบรองรับภาวะวิกฤต สะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการสาธารณภัยแบบใหม่ ที่เน้นใช้ศักยภาพทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ฟื้นฟูประปาหาดใหญ่น้ำสะอาดคือหัวใจของการกลับสู่ภาวะปกติ

หนึ่งในภารกิจฟื้นฟูเชิงโครงสร้างที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างมากจากปลัดกระทรวงมหาดไทย คือ การเร่งซ่อมแซมระบบประปาในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก การขาดแคลนน้ำสะอาดไม่เพียงกระทบต่อการอุปโภค บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขอนามัยของประชาชนและการฟื้นฟูเมืองโดยรวม

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่

  • เร่งซ่อมระบบจำหน่ายน้ำประปาให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด
  • ทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ เพื่อเคลื่อนย้ายรถและสิ่งกีดขวางบนเส้นทาง จัดการเปิดทางให้รถปฏิบัติการขนาดใหญ่ของการประปาฯ สามารถเข้าถึงจุดซ่อมแซมได้รวดเร็ว

การจัดการระบบประปาถือเป็น “ด่านแรกของการฟื้นตัว” เพราะแม้น้ำท่วมจะลดลงแล้ว แต่หากประชาชนยังขาดแคลนน้ำสะอาดและระบบสาธารณูปโภคยังไม่กลับมา ความรู้สึกปลอดภัยและความเชื่อมั่นก็ยากจะฟื้นคืนได้เต็มที่

Big Cleaning Day เมื่อเมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่ร่วมแรงฟื้นฟู

ในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลง ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ “เร่งยกเครื่องฟื้นฟูพื้นที่อยู่อาศัย ชุมชน และพื้นที่สาธารณะทันที” เพื่อไม่ให้ร่องรอยความเสียหายจากน้ำท่วมกลายเป็นบาดแผลยืดเยื้อของเมือง

เทศบาลนครหาดใหญ่ จึงได้กำหนดจัดกิจกรรม “Big Cleaning Day” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อระดมทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำความสะอาดเมืองหลังน้ำลด ทั้งการเก็บขยะตะกอนโคลน ล้างทำความสะอาดถนน ทางเท้า สาธารณสถานต่าง ๆ

ในปฏิบัติการครั้งนี้ ปภ. จะนำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ขณะที่ กรมการปกครอง จะระดมกำลัง อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จากทั่วประเทศกว่า 2,000 นาย มาร่วมภารกิจฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกำลัง อส. จากจังหวัดเชียงรายที่เพิ่งออกเดินทางจากกองร้อยในภาคเหนือไม่นานก่อนหน้า

ในอีกมิติหนึ่ง กรมโยธาธิการและผังเมือง จะจัดทีมสำรวจความเสียหายของอาคารทั้งในส่วนบ้านเรือนประชาชนและอาคารราชการ เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงวิศวกรรมในการออกแบบมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูในระยะกลาง ยาวต่อไป

การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้เมือง “น่าอยู่เหมือนเดิม” แต่ต้องทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลับมาปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นว่า เมืองสามารถรับมือเหตุการณ์ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

บทบาท “อส.” ในสมรภูมิน้ำท่วม: จากด่านหน้าความมั่นคง สู่ด่านหน้าฟื้นฟูชุมชน

อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ถูกมองมายาวนานในฐานะกำลังพลด่านหน้าด้านความมั่นคงภายใน แต่ในสถานการณ์วิกฤตสาธารณภัย เช่น อุทกภัยครั้งนี้ บทบาทของ อส. กำลังถูกขยายให้เป็น “ด่านหน้าฟื้นฟูชุมชน” อย่างชัดเจน

การที่กรมการปกครองระดม อส. กว่า 2,000 นาย จากทั่วประเทศ เข้าสนับสนุนภารกิจ Big Cleaning Day และการฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ ในหาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของกำลังพลกลุ่มนี้ ที่สามารถทำงานได้ทั้งในเชิงระเบียบวินัยเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ และในเชิงใกล้ชิดชุมชนเช่นเดียวกับอาสาสมัครท้องถิ่น

กรณีของจังหวัดเชียงรายซึ่งส่ง อส. จำนวน 36 นาย ลงพื้นที่ภาคใต้ จึงสะท้อนทั้ง “พลังของระบบ” และ “พลังของคน” ในเวลาเดียวกัน   ระบบในแง่ของการจัดสรรกำลังจากจังหวัดหนึ่งไปช่วยอีกจังหวัดหนึ่งอย่างเป็นทางการ และคนในแง่ของจิตอาสาและความพร้อมในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ โดยไม่จำกัดว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ห่างจากบ้านตนเองกี่ร้อยกิโลเมตร

ฟื้นหาดใหญ่ หนุนทั้งภาคใต้ เป้าหมายคือฟื้นความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิต

ท่ามกลางการประชุมวางแผนและปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ชัดเจน คือ

  • ให้ประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่ประสบภัย “ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง”
  • ให้การฟื้นฟูเมือง “ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง”
  • ให้การทำงานของรัฐ “สร้างความเชื่อมั่นใหม่” ว่าประชาชนไม่ได้ถูกทิ้งไว้ลำพังในยามวิกฤต

การจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ประจำชุมชน การใช้โรงแรมที่ยังมีระบบประปาเป็นที่พักชั่วคราว การซ่อมแซมระบบประปาหาดใหญ่แบบเร่งด่วน การจัด Big Cleaning Day ขนาดใหญ่ และการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของอาคารอย่างเป็นระบบ ล้วนเป็นชิ้นส่วนของภาพใหญ่ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “ทำให้เมืองและผู้คนกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง”

เมื่อผสานเข้ากับภาพของขบวน อส. จากเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ ที่เดินทางลงมาสมทบกำลังในสงขลา ภาพของ “ความสามัคคีระดับชาติ” ยิ่งชัดเจนขึ้น   ไม่ใช่เพียงในเชิงคำขวัญ แต่ในรูปของการลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม

น้ำอาจท่วมเมือง แต่ความร่วมมือไม่เคยลดระดับ

สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้ แม้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้เห็นศักยภาพของระบบบริหารจัดการภาครัฐและพลังของประชาชนในรูปแบบที่จับต้องได้

จากลานกองร้อย อส. จังหวัดเชียงราย ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยืนส่งกำลังพล 36 นาย พร้อมคำย้ำถึงหน้าที่ต่อเพื่อนร่วมชาติ ไปจนถึงห้องประชุมที่ศูนย์ ปภ. เขต 12 สงขลา ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับอธิบดีนั่งประชุมวางแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ จากโรงครัวเคลื่อนที่ในชุมชน ไปจนถึง Big Cleaning Day ที่คนทั้งเมืองร่วมกันลุกขึ้นทำความสะอาดบ้านของตนเอง

ภาพเหล่านี้คือชิ้นส่วนของเรื่องเดียวกัน   เรื่องของ “ประเทศหนึ่งที่ยังเชื่อในพลังของการช่วยเหลือกัน”

เมื่อภารกิจฟื้นฟูคืบหน้าไปทีละขั้น ทั้งการดูแลด้านการดำรงชีพ การซ่อมระบบประปา การฟื้นฟูอาคารและพื้นที่สาธารณะ และการเยียวยาทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาย่อมมีโอกาสกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

และเมื่อถึงวันนั้น ขบวน อส. จากจังหวัดเชียงรายและอีกหลายจังหวัดจะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะ “กำลังเสริม” แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างเหนือ ใต้ ที่ยืนยันว่า ในยามวิกฤต “น้ำอาจท่วมเมือง แต่ความร่วมมือและกำลังใจของคนไทยไม่เคยลดระดับลงไปด้วย”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กรมการปกครอง
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • เทศบาลนครหาดใหญ่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME