Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชียงรายโตแรง! ยอดสะสมอันดับ 13 แต่ป้ายแดงพุ่งติด Top 10 ของประเทศไทย

เชียงรายเร่งเครื่อง BEV จาก “ยอดสะสมอันดับ 13” สู่ “ป้ายแดงอันดับ 9” คำถามใหม่ของเมืองเหนือคือชาร์จที่ไหน ซ่อมอย่างไร และใครได้ประโยชน์

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — ในปีที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค คำว่า “รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)” ไม่ได้อยู่แค่ในบทสนทนาของกรุงเทพฯ หรือเมืองอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออกอีกต่อไป หากแต่กำลังปรากฏเป็น “พฤติกรรมการซื้อจริง” ในจังหวัดปลายทางท่องเที่ยวและเมืองหน้าด่านอย่างเชียงราย ที่ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า รถ BEV สะสม 2,883 คัน ณ ธันวาคม 2568 และในปีเดียวกันมี จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) 1,331 คัน พาเชียงรายขึ้นมาอยู่ อันดับ 13 ของประเทศในยอดสะสม และโดดขึ้นถึง อันดับ 9 ของประเทศในยอดป้ายแดงปี 2568 (อันดับ 3 ของภาคเหนือ) ตามข้อมูลสถิติรถจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกที่ผู้ใช้รวบรวมและอ้างอิงจากระบบสถิติทางการ

ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่ “มหาศาล” เมื่อเทียบกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่สำหรับเชียงราย มันคือสัญญาณว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนเฟส” จากการทดลองใช้ของกลุ่มแรกเริ่ม ไปสู่การยอมรับในวงกว้างขึ้น พร้อมคำถามสำคัญที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบให้ชัด การเติบโตนี้กำลังพาเชียงรายไปสู่เมืองเดินทางสะอาดและต้นทุนต่ำลงจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นภาระใหม่ด้านไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยี

ตัวเลขที่ทำให้เชียงราย “น่าจับตา” ไม่ใช่แค่ยอดสะสม แต่คือแรงซื้อใหม่

หากมองเพียงยอดสะสม 2,883 คัน เชียงรายอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กำลังมา” แต่สิ่งที่ทำให้ภาพชัดขึ้นคือยอดป้ายแดง 1,331 คันในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่า “รถใหม่” มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบฐานสะสมเดิม นัยหนึ่งคือ ความต้องการไม่ได้เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีแรงเร่งในช่วงปีล่าสุด

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ นี่เป็นภาพที่สอดคล้องกับจังหวัดที่มีบทบาท 3 ชั้นซ้อนกัน คือ (1) เมืองท่องเที่ยวที่การเดินทางภายในเมืองและระหว่างอำเภอเกิดขึ้นตลอดปี (2) เมืองบริการที่มีพนักงานเอกชนจำนวนหนึ่งอยู่ในระบบค่าจ้างประจำ และ (3) เมืองหน้าด่านที่เชื่อมโยงกิจกรรมโลจิสติกส์และการเดินทางข้ามพื้นที่ ซึ่งทำให้ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” เป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตประจำวันของครัวเรือนและผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ดี ข่าวเชิงลึกไม่ได้หยุดแค่ “ยอดขาย” แต่ต้องไปต่อที่ “คุณภาพของการเปลี่ยนผ่าน” ว่าความนิยม BEV กำลังสร้างโอกาสให้คนเชียงรายกลุ่มใด และทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่

เชียงรายอยู่ตรงไหนในแผนที่ BEV ประเทศไทย ภาพใหญ่ที่ทำให้เห็นแรงเหวี่ยง

ข้อมูลภาพรวมประเทศปี 2568 ระบุว่าไทยมีรถ BEV สะสม 274,368 คัน และเติบโต +75% YoY โดย 5 จังหวัดยอดสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล 189,915 คัน, เชียงใหม่ 11,000 คัน, ชลบุรี 8,437 คัน, สงขลา 5,017 คัน, และ ขอนแก่น 4,895 คัน (ตัวเลขและอันดับตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากสถิติกรมการขนส่งฯ)

เมื่อวางเชียงรายไว้บนแผนที่นี้ จะเห็น 2 ภาพพร้อมกัน

  • ภาพที่หนึ่ง เชียงรายยังเป็น “ตลาดขนาดกลาง” เมื่อเทียบกับเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
  • ภาพที่สอง (สำคัญกว่า) เชียงรายเป็น “ตลาดที่กำลังเร่งตัว” เพราะอันดับป้ายแดงสูงกว่ายอดสะสม แปลว่าอัตราการเพิ่มกำลังเกิดขึ้นมากในปีเดียว

ในภาคเหนือ ภาพความเคลื่อนไหวยิ่งชัด เชียงใหม่เป็นหัวขบวนด้วยฐานเมืองใหญ่และเครือข่ายบริการ ขณะที่พิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางคมนาคมของตอนล่างภาคเหนือ ส่วนเชียงรายกำลังสะท้อนบทบาท “เมืองปลายทางท่องเที่ยว + เมืองชายแดน” ที่มีความต้องการเดินทางระยะทางจริงสูง และอาจเริ่มเห็น BEV เป็นทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการวิ่งในระยะยาว

ทำไม “เชียงราย” จึงเกิดแรงซื้อ BEV มากขึ้น สมมติฐานที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลต่อไป

ในฐานะงานข่าวที่ต้องยืนบนความเป็นกลาง จำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “สมมติฐาน” อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริง คือ ยอดสะสมและยอดจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นตามตัวเลขที่ปรากฏในสถิติทางการ และอันดับของเชียงรายขยับขึ้นมาสูงในเชิงป้ายแดงปี 2568

สมมติฐานที่เป็นไปได้ (ซึ่งต้องติดตามด้วยข้อมูลภาคสนามและข้อมูลหน่วยงานในระยะต่อไป) ได้แก่

  1. ตลาดรถ BEV มีรุ่นให้เลือกมากขึ้น ราคาจับต้องได้ขึ้น ทำให้จังหวัดรองเริ่มเข้าถึง
  2. ผู้ใช้ในเชียงรายที่มีรูปแบบเดินทางประจำ (วิ่งในเมือง/วิ่งระหว่างอำเภอ) เริ่มคำนวณ “ต้นทุนต่อกิโลเมตร” แบบจริงจัง
  3. โครงข่ายจุดชาร์จและบริการหลังการขายเริ่มมีมากขึ้นจนความกังวลลดลง

อย่างไรก็ดี สมมติฐานทั้งหมดนี้ยังต้องการ “หลักฐานสนับสนุน” เช่น จำนวนสถานีชาร์จในจังหวัด สัดส่วนการติดตั้งชาร์จที่บ้าน/ที่ทำงาน และโครงสร้างความพร้อมของศูนย์บริการ ซึ่งเป็นช่องว่างข้อมูลสำคัญที่สังคมเชียงรายควรผลักดันให้มีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อคนเชียงราย “ค่าเดินทาง” อาจลด แต่ต้องไม่สร้างภาระใหม่

การพูดถึง BEV มักใช้ถ้อยคำใหญ่ เช่น ลดคาร์บอน ลดมลพิษ แต่สำหรับประชาชน สิ่งที่จับต้องได้คือ “ค่าใช้จ่ายรายเดือน” และ “ความแน่นอนของการเดินทาง”

สำหรับครัวเรือนที่มีการเดินทางประจำในเมืองเชียงราย รับส่งบุตรไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปโรงพยาบาล หรือไปทำธุระราชการ BEV มักถูกมองเป็นการแปลงค่าใช้จ่ายจากน้ำมันไปเป็นค่าไฟ และค่าเสื่อมระยะยาวของรถ ซึ่งหากระบบชาร์จสะดวกและราคาค่าไฟไม่ผันผวนรุนแรง การวางแผนการเงินครัวเรือนอาจทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รถรับส่งขนาดเล็ก หรือกิจการบริการที่ต้องวิ่งงานในตัวเมือง ความเปลี่ยนแปลงอาจสะท้อนเป็น “ความสามารถแข่งขัน” ผ่านต้นทุนต่อเที่ยวที่ต่ำลง แต่ก็มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องชาร์จได้จริงในเวลาจริง และต้องซ่อมได้จริงเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

นี่คือหัวใจข่าวชุมชน เทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ได้ ต้องไม่ทำให้คนใช้ “เสี่ยง” กับการเดินทางและเวลาทำมาหากิน

ความท้าทายเฉพาะของเชียงราย เมืองกว้าง ระยะทางจริงสูง และต้องการความพร้อมมากกว่าคำว่า “เทรนด์”

เชียงรายมีภูมิประเทศและรูปแบบการเดินทางที่ต่างจากเมืองชั้นในหลายจังหวัด การเดินทางระหว่างอำเภอ จากตัวเมืองไปแม่สาย เชียงของ แม่จัน หรือขึ้นพื้นที่สูง ทำให้ผู้ใช้ BEV ต้องคิดมากกว่า “ขับในเมืองได้ไหม” แต่ต้องคิดว่า “ขับแล้วกลับได้ไหม และชาร์จที่ไหน”

ความท้าทายหลักจึงอยู่ที่ 4 ประเด็น

  1. โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จแบบกระจายตัว
    หากจุดชาร์จหนาแน่นเฉพาะตัวเมือง แต่บางอำเภอยังมีช่องว่าง การตัดสินใจซื้ออาจกระจุกตัวในคนกลุ่มที่มีบ้านติดตั้งชาร์จได้ หรือมีเส้นทางวิ่งไม่ไกล ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด “ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง” ในระดับจังหวัดเดียวกัน
  2. คุณภาพงานบริการและช่างเทคนิค
    เมื่อยอดป้ายแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องโตตามคือช่างซ่อม อะไหล่ และมาตรฐานความปลอดภัย หากความพร้อมตามไม่ทัน ผู้ใช้จะเผชิญต้นทุนแฝง เช่น ระยะเวลารอซ่อมนาน ต้องส่งรถไปจังหวัดใหญ่ หรือค่าเสียโอกาสจากการหยุดงานของรถ
  3. ความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยง
    รถไฟฟ้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเฉพาะทาง ตั้งแต่แบตเตอรี่แรงดันสูง การกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไปจนถึงแนวทางดับเพลิงที่แตกต่างจากรถสันดาป ประเด็นนี้เป็น “โครงสร้างสาธารณะ” ที่ต้องวางแผนร่วมกันระหว่างท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานรัฐ
  4. แบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ ใครรับผิดชอบ และระบบรีไซเคิลไปถึงไหน
    การเพิ่มยอดใช้งานวันนี้ คือโจทย์สิ่งแวดล้อมในอีกหลายปีข้างหน้า หากไม่มีระบบรับคืน/รีไซเคิลที่ชัดเจน ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาระใหม่ด้านของเสียอันตรายในอนาคต

นโยบาย EV เดินหน้า แต่สังคมต้องคุม “ธรรมาภิบาลของแรงส่ง”

ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริม EV ต่อเนื่อง ทั้งเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยมีการปรับมาตรการ EV3 และ EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น การขยายกรอบเวลาให้การจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการ สามารถทำได้ถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อรองรับรถที่จำหน่ายปลายปีให้จดทะเบียนทัน

รายงานข่าวภาครัฐยังสะท้อนว่า ยอดจดทะเบียน BEV ช่วง 9 เดือนหนึ่งเติบโตในระดับสูง และการลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV มีมูลค่าสูง ซึ่งสะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานผลิตภูมิภาค ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงนโยบายว่า ไทยพยายามประคองแรงจูงใจและปรับเงื่อนไขเพื่อรักษาการลงทุนและความต่อเนื่องของตลาด EV

อย่างไรก็ดี ในมาตรฐานงานข่าวเชิงลึก “นโยบายส่งเสริม” ต้องเดินคู่กับ “ธรรมาภิบาลและความคุ้มค่า” เพราะเงินสนับสนุน/แรงจูงใจทางภาษีในระยะยาวย่อมมีต้นทุนทางการคลัง และอาจเกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมระหว่างคนที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง กับคนที่ยังต้องพึ่งรถมือสองหรือรถสาธารณะ

เชียงรายควรเดินเกมอย่างไร 3 ทางเลือกเชิงนโยบายที่จับต้องได้

หากยอมรับข้อเท็จจริงว่าเชียงรายกำลังเร่งตัว คำถามจึงไม่ใช่ “จะเอา EV ไหม” แต่เป็น “จะจัดการการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและปลอดภัยอย่างไร”

ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับจังหวัด/ท้องถิ่นที่ทำได้ทันที ได้แก่

  1. ทำแผนที่โครงสร้างพื้นฐานชาร์จแบบเปิดข้อมูล (Open Data) รายอำเภอ
    ไม่ใช่แค่บอกว่ามีจุดชาร์จ “ที่ไหนสักแห่ง” แต่ต้องตอบได้ว่า จุดชาร์จครอบคลุมเส้นทางหลักและอำเภอรอบนอกเพียงใด มีหัวชาร์จกี่ประเภท และช่วงเวลาใช้งานหนาแน่นตอนไหน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจซื้อบนข้อมูลจริง
  2. ยกระดับทักษะช่างและศูนย์บริการในพื้นที่
    จับมือสถาบันการศึกษา/อาชีวะ/ภาคเอกชน จัดหลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบแรงดันสูง เพื่อให้การเติบโตของยอดรถ “ไม่ทิ้งช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและบริการ”
  3. เริ่มต้นด้วย “ฟลีทรถสาธารณะ/ท่องเที่ยว” ที่วัดผลได้
    แทนที่จะกระจายแบบไร้ทิศทาง เชียงรายสามารถผลักดันโครงการนำร่องที่วัดผลชัด เช่น รถรับส่งในเมือง รถบริการท่องเที่ยวในโซนหนาแน่น พร้อม KPI เรื่องต้นทุนต่อเที่ยว การลดมลพิษ และความพึงพอใจผู้โดยสาร เพื่อพิสูจน์ผลประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อรถส่วนบุคคล

เชียงรายไม่ได้แค่ “ตามเทรนด์” แต่กำลังถูกทดสอบความพร้อมของเมือง

ตัวเลข สะสม 2,883 คัน และ ป้ายแดง 1,331 คันในปีเดียว ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าจับตาของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะยอดรวมใหญ่ที่สุด แต่เพราะ “แรงซื้อใหม่” กำลังพุ่ง และสะท้อนการขยับของพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองเหนืออย่างชัดเจน

แต่การเติบโตจะเป็น “ข่าวดีของชุมชน” ได้จริง ก็ต่อเมื่อเมืองตอบคำถามปลายทางให้ได้ว่า ประชาชนชาร์จได้สะดวกเพียงพอหรือไม่ ระบบบริการตามทันหรือไม่ ความปลอดภัยพร้อมหรือไม่ และการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้คนเชียงรายส่วนใหญ่ “ได้ประโยชน์” ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มที่เข้าถึงรถใหม่ราคาแพง

ในปี 2569 “รถไฟฟ้า” จึงไม่ใช่เพียงพาหนะ หากเป็นบททดสอบความสามารถของเชียงรายในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ให้ทันเทคโนโลยี ทันเศรษฐกิจ และทันความเป็นธรรมของสังคมไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ 

  • เชียงราย รถ BEV สะสม ณ ธ.ค. 2568 = 2,883 คัน; จดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) ปี 2568 = 1,331 คัน (อันดับสะสม 13 ของประเทศ; อันดับป้ายแดง 9 ของประเทศ; อันดับ 3 ภาคเหนือ)
  • ประเทศไทย รถ BEV สะสมปี 2568 = 274,368 คัน, เติบโต +75% YoY
  • ชุดข้อมูล/ทรัพยากรสถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ทางการ) เผยแพร่ผ่าน DLT Data Catalog และมีไฟล์รายปี/รายเดือนให้ดาวน์โหลด
  • นโยบายระดับประเทศ มีการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกรอบเวลาจดทะเบียน และสะท้อนทิศทางการผลักดันฐานผลิต EV ของไทย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (DLT) – DLT Data Catalog ชุดข้อมูล “สถิติจำนวนรถจดทะเบียนใหม่” (ไฟล์รายปี/รายเดือน)
  • เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) ข่าวการปรับมาตรการ EV3–EV3.5 และข้อมูลประกอบเชิงนโยบาย
  • Reuters รายงานมุมมองเชิงนโยบาย/เศรษฐกิจเกี่ยวกับการเดินหน้ามาตรการและอุตสาหกรรม EV ของไทย
  • Omoda&Jaecoo Rich Chaing Rai

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเชียงรายพุ่ง 135 คัน ชี้ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัด

เชียงรายติดเทรนด์รักษ์โลก ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเดือนตุลาคมพุ่ง 135 คัน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคประหยัดใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขนส่งฯ ชี้ทั้งประเทศแตะ 45.37 ล้านคัน รถใหม่พลังงานไฟฟ้าทะลุ 13.16% เร่งผลักดันบริการดิจิทัลลดแออัด

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – สัญญาณ “เขียว” ของระบบคมนาคมเชียงรายกำลังชัดกว่าที่เคย เพียงเดือนตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 135 คัน ขณะที่กลุ่มไฮบริดทุกรูปแบบ (HEV/PHEV) รวม 152 คัน ส่งผลให้ “ยานยนต์พลังงานสะอาด” ที่จดใหม่รวม 287 คัน จากรถใหม่ทั้งสิ้น 2,975 คัน ในเดือนเดียว ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนภาพผู้บริโภคที่หันมาพิจารณาค่าใช้จ่ายระยะยาว (Total Cost of Ownership) มากขึ้น แต่ยังชี้ถึงการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เมืองรองที่มีภูมิประเทศและระยะทางเดินทางสั้น กลางเหมาะกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า

ในมุมมหภาค กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนสะสม 45,376,703 คัน ขณะที่รถใหม่พลังงานไฟฟ้าในเดือนกันยายนแตะ 24,891 คัน คิดเป็น 13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็น HEV 11,629 คัน, BEV 11,907 คัน, PHEV 1,355 คัน สะท้อน “จุดพลิกผัน” ของตลาดที่พลังงานไฟฟ้าเข้าใกล้สถานะ “กระแสหลัก” ขนส่งฯ ยังรายงานใบอนุญาตขับรถออกใหม่เดือนกันยายน 143,114 ฉบับ เพิ่มขึ้น 18.08% และการขอ ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ โดยเกือบ ครึ่งหนึ่ง (49.58%) ทำผ่านแอป “เป๋าตัง”—เป็นหลักฐานว่าบริการดิจิทัลของภาครัฐกำลังตอบโจทย์พฤติกรรมประชาชนยุคออนไลน์

ภาพใหญ่เริ่มจากภาพเล็ก ทำไม “เชียงราย” ถึงวิ่งไปกับ EV

1) โครงสร้างค่าใช้จ่ายและเส้นทางชีวิตประจำวัน
เชียงรายเป็นเมืองที่มีระยะเดินทางในชีวิตประจำวันไม่ยาวเท่ากรุงเทพฯ การใช้รถไฟฟ้าจึงคุ้มค่าในเชิงค่าไฟต่อกิโลเมตรและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาป ผู้ใช้จำนวนมากเป็นครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการ “ค่าดำเนินการที่คงที่และคาดการณ์ได้” ในช่วงราคาพลังงานผันผวน

2) เมืองรอง โอกาสใหม่ของโครงสร้างพื้นฐาน
แม้หัวใจของโครงสร้างชาร์จพลังงานยังกระจุกในหัวเมืองใหญ่ แต่การขยายสถานีชาร์จตามทางหลวงและจุดบริการภาคเอกชนเริ่มหนาแน่นขึ้นในภาคเหนือ เมื่อต้นทุนแบตเตอรี่ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงลดลงและระยะวิ่งเฉลี่ยต่อการชาร์จเพิ่มขึ้น “ความกังวลระยะทาง” (range anxiety) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ซื้อในเชียงรายพร้อมตัดสินใจมากขึ้น

3) อัตลักษณ์เมืองท่องเที่ยว เกษตร บริการ
เชียงรายคือจุดหมายท่องเที่ยวและเมืองบริการที่เติบโต การเลือกใช้ EV ช่วยเสริมภาพลักษณ์สถานประกอบการที่ต้องการสื่อสารด้านความยั่งยืน ทั้งโรงแรม คาเฟ่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และธุรกิจโลจิสติกส์เบา (last-mile) ในเขตเมือง

ตัวเลข “เดือนเดียว” ที่น่าคิด โครงสร้างรถใหม่เชียงราย ต.ค. 2568

ชนิดเชื้อเพลิง (รถใหม่)

จำนวน (คัน)

ไฟฟ้า 100% (BEV)

135

ไฮบริด (HEV)

141

ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

11

รวม EV/Hybrid

287

เบนซิน

2,382

ดีเซล

296

รวมทั้งสิ้น

2,975

สัญญาณน่าสนใจ

  • สัดส่วน EV/Hybrid ต่อรถใหม่รวมเดือนตุลาคมอยู่ราว 9.6% (287/2,975) — ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรถพลังงานไฟฟ้า “ทั้งประเทศ” ในเดือนกันยายนที่ 13.16% แต่ BEV เพียวๆ ในเชียงรายมีจำนวน เฉียดเท่า HEV ในเดือนเดียว (135 vs 141) ซึ่ง “ไม่ธรรมดา” สำหรับเมืองรอง เพราะสะท้อนความมั่นใจต่อโครงสร้างชาร์จและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้น
  • กลุ่มเบนซินยังครองสัดส่วนสูง (2,382 คัน) สอดคล้องกับโครงสร้างรายได้และความเคยชินการถือครอง แต่การไต่ระดับของ EV/Hybrid แปลว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนทิศอย่างเงียบๆ”

ประเทศไทยแตะเส้น “ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติ” ข้อมูลขนส่งฯ เดือนกันยายน 2568

  • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
  • รถใหม่จดทะเบียนเดือนกันยายน 191,195 คัน (จากรถดำเนินการรวม 215,572 คัน) โดย รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 72.33% และ รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน 21.80%
  • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า (รวม HEV/BEV/PHEV) 24,891 คัน (13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด)
  • จังหวัดที่มีปริมาณการดำเนินการด้านทะเบียนและภาษีสูงสุด กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่

นอกจากพอร์ตยานยนต์เปลี่ยนเร็ว ตัวเลข “การออกใบขับขี่ใหม่” เดือนกันยายนที่ 143,114 ฉบับ (+18.08%) และการใช้บริการ DLT Smart Queue, อบรมออนไลน์, Drive Thru For Tax บ่งชี้ว่า “ดีมานด์จริง” ของการเคลื่อนย้ายคนและของยังคึกคัก ขณะที่ภาครัฐก็ “ขยับพร้อมกัน” ด้าน e-Service เพื่อให้ธุรกรรมรถยนต์เป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนเวลาและค่าเสียโอกาสของประชาชน

กรมฯ มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระในการเดินทางมายังสำนักงานขนส่ง” —ถ้อยคำสรุปภาพรวมจาก นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่สะท้อนยุทธศาสตร์รัฐชัดเจน “บริการต้องไปหาประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องไปหาบริการ”

เชียงรายกับโจทย์ “EV เมืองรอง” โอกาส ข้อจำกัด การบ้านร่วม

โอกาส 1 เศรษฐกิจฐานบริการและท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
ที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวที่รองรับจุดชาร์จ (AC 7–11 kW สำหรับข้ามคืน / DC 50–120 kW ในจุดทางผ่าน) จะดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูงขึ้นตามพฤติกรรมผู้ใช้ EV ที่วางแผนเส้นทางจากจุดชาร์จเป็นสำคัญ

โอกาส 2 โลจิสติกส์ระยะสั้น กลาง
งานขนส่งในเมือง/อำเภอใกล้เคียง (last-mile, e-commerce, ซัพพลายท่องเที่ยว) คือ sweet spot ของ BEV น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำและบำรุงรักษาง่าย

ข้อจำกัด/การบ้าน

  • ความหนาแน่นสถานีชาร์จ ยังไม่สม่ำเสมอในบางอำเภอ จำเป็นต้องเร่ง “แม็พพอยต์” ให้ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยว—เศรษฐกิจ เช่น เมืองเชียงราย แม่จัน แม่สาย เชียงของ/เชียงแสน
  • ไฟฟ้า ที่จอด นิติฯ อาคาร อพาร์ตเมนต์/คอนโด/โฮมออฟฟิศ ต้องมีแนวทางติดตั้งปลั๊กชาร์จร่วม (shared charging) ที่โปร่งใสเรื่องค่าไฟ/การจองคิว
  • ทักษะบุคลากร อู่และศูนย์บริการอิสระควรอัปสกิลด้านแรงดันสูง ระบบความปลอดภัย เพื่อรองรับตลาดมือสอง EV ที่จะใหญ่ขึ้นใน 2–4 ปีข้างหน้า

 

ตัวเลขที่ “เล่าเรื่อง” การเปลี่ยนผ่าน

  1. BEV เชียงราย 135 คันใน 1 เดือน —สำหรับเมืองรอง นี่คือจุดตัดเชิงจิตวิทยา ประสบการณ์ผู้ใช้เริ่มส่งต่อปากต่อปาก ยอดไม่ได้เกิดจาก “ฮือฮารุ่นเดียว” แต่สะท้อนพอร์ตตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น
  2. สัดส่วน EV ใหม่ทั้งประเทศ 13.16% —เมื่อรถไฟฟ้าทุกแบบ (HEV/BEV/PHEV) เกิน 1 ใน 8 ของรถใหม่ ตลาดกำลังเข้าสู่ “ช่วงรับรู้ประโยชน์เป็นวงกว้าง” มากกว่ากลุ่มบุกเบิก
  3. ใบขับขี่ใหม่ +18% และใบขับขี่สากล 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่าน ‘เป๋าตัง’) —คนไทยเดินทางมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ บริการดิจิทัลทำให้ต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บริการดิจิทัลของขนส่งฯ เมื่อ “คิว ภาษี อบรม” อยู่ในมือ

  • DLT Smart Queue จองคิวธุรกรรมทะเบียน ใบขับขี่
  • อบรมออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์อบรมของกรมฯ ลดเวลาหน้างาน
  • ต่อภาษีปี เว็บไซต์ e-Service, แอป DLT Vehicle Tax Plus, ตู้ Kiosk, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ Drive Thru For Tax ที่ “ต่อโดยไม่ต้องลงจากรถ”
  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ทำผ่านแอป เป๋าตัง” ได้แล้วเกือบครึ่งของธุรกรรมทั้งหมด

ความหมายต่อเชียงราย ผู้ใช้รถในจังหวัดสามารถปรับแผนธุรกรรมให้เข้ากับฤดูกาลท่องเที่ยว/ทำงาน ลดเวลาเดินทางมาสำนักงาน และหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ “เวลาคือรายได้”

สิ่งที่ผู้บริโภคเชียงรายควรรู้ ก่อนตัดสินใจ EV

  1. รูปแบบการใช้งานของคุณคือคำตอบ   หากวิ่งเฉลี่ยไม่เกิน 150–200 กม./วัน และมีที่จอด/ไฟบ้าน BEV จะให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำสุด ส่วนผู้ที่เดินทางไกลไม่แน่นอน HEV/PHEV ยังเป็นทางสายกลาง
  2. โครงสร้างชาร์จ   ตรวจจุดชาร์จใกล้บ้าน ที่ทำงาน เส้นทางประจำ (AC สำหรับข้ามคืน / DC สำหรับเดินทางไกล)
  3. บริการหลังการขายและการรับประกันแบตเตอรี่ – เปรียบเทียบเงื่อนไขรับประกัน เซอร์วิส และค่าอะไหล่ที่สำคัญ
  4. สิทธิประโยชน์ ค่าโอน ภาษี   ติดตามนโยบายภาครัฐและจังหวัดที่อาจสนับสนุนการติดตั้งชาร์จหรือสิทธิด้านภาษีท้องถิ่นในอนาคต
  5. ราคาขายต่อ   ตลาดมือสอง EV ขยายเร็ว เลือกรุ่นที่มีโครงข่ายบริการกว้างและการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง

นัยเชิงนโยบายท้องถิ่น เชื่อมเศรษฐกิจเขียวกับชีวิตประจำวัน

  • เทศบาล/อบจ. สามารถกำหนดแนวทาง “ที่จอดพร้อมจุดชาร์จสาธารณะ” ในพื้นที่ท่องเที่ยว/ตลาดชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรม
  • สถานศึกษา/โรงพยาบาล/ราชการ เป็น early adopter ของ fleet EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอน พร้อมเปิดจุดชาร์จให้ชุมชนใช้หลังเวลาราชการ
  • SME เชียงราย (โรงแรม คาเฟ่ รีเทล) การติดตั้ง AC charger 7–11 kW เพียง 1–2 หัวต่อสถานประกอบการ สามารถเปลี่ยน “เวลาชาร์จ” ให้เป็น “เวลาจับจ่าย” ได้จริง

มุมผู้กำกับดูแล วิสัยทัศน์ “ขนส่งทางบกดิจิทัล” ต้องไปพร้อม “ความปลอดภัย”

ถ้อยคำของ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 วางหมุดหมายสำคัญไว้ 3 ประการ

  1. คุณภาพ ความปลอดภัย ครอบคลุม  ระบบต้องมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  2. บริการต้องสะดวก  ลดงานเอกสาร แออัด ให้ทำได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะออนไลน์
  3. ตอบสนองความต้องการจริง  จากการต่อภาษี สอบใบขับขี่ ไปจนถึงบริการเฉพาะอย่าง ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ที่ครึ่งหนึ่งทำผ่าน “เป๋าตัง” แล้ว

ทิศทางนี้ส่งผลเชิงบวกต่อเมืองรองอย่างเชียงราย เพราะทำให้ “ต้นทุนธุรกรรม” ลดลงและเปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงบริการรัฐอย่างเสมอภาค

ควรติดตามใน 6–12 เดือนข้างหน้า

  • สัดส่วน EV/Hybrid ในเชียงราย จะไต่ทะลุ 10–12%/เดือน ได้หรือไม่ หากโครงสร้างชาร์จและโปรโมชันผู้ผลิตเอื้อ?
  • BEV vs HEV ในเชียงราย ใครจะขึ้นนำ? ต.ค. 2568 ทั้งสองใกล้เคียงกัน (135 vs 141) อีกเพียงจังหวะเดียวตลาด BEV อาจแซง
  • บริการดิจิทัลของกรมฯ จะขยายไปสู่ “one-stop mobile” แค่ไหน เช่น การรวมอบรม สอบทฤษฎี คิวตรวจสภาพในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อย่นเวลาหน้างานให้มากขึ้นอีก

เมื่อ “ไฟฟ้า” ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือโครงสร้างใหม่ของการเดินทางเชียงราย

ตัวเลขเดือนตุลาคม 2568 ของเชียงรายบอกเราชัด—135 BEV ในเดือนเดียว พร้อม EV/Hybrid รวม 287 คัน คือแรงส่งที่มองเห็นได้ ไม่ใช่กระแสชั่วคราว ขณะที่ระดับประเทศ รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 13.16% และ บริการดิจิทัลของขนส่งฯ ที่ทำให้ธุรกรรมรถง่ายขึ้น เป็น “รันเวย์นโยบาย” ที่ช่วยให้เมืองรองเดินหน้าได้เร็วขึ้น

ในปีถัดไป “สมการตัดสินใจ” ของผู้ใช้เชียงรายจะชัดเจนขึ้น หากเราเติม สถานีชาร์จให้ครอบคลุมเส้นทางชีวิต, ทำให้ บริการรัฐอยู่ในมือถือ, และสร้าง ระบบบริการหลังการขาย ความปลอดภัยมาตรฐานเดียว เมืองภาคเหนือแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตามเทรนด์” แต่จะกลายเป็น ต้นแบบเมืองรองด้านการเดินทางไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง—ทั้งคุ้มค่า ประหยัด และหายใจได้สะอาดขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) – สถิติการดำเนินงานด้านการขนส่งทางบก เดือนกันยายน 2568:
    • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
    • รถใหม่จดทะเบียน 191,195 คัน
    • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 24,891 คัน (HEV 11,629 / BEV 11,907 / PHEV 1,355 = 13.16%)
    • ใบอนุญาตขับรถออกใหม่ 143,114 ฉบับ (+18.08%)
    • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่านแอป “เป๋าตัง”)
    • ช่องทางบริการดิจิทัล: เว็บไซต์ e-Service กรมการขนส่งทางบก, แอป DLT Vehicle Tax Plus, DLT Smart Queue, ระบบอบรมออนไลน์, บริการ Drive Thru For Tax และข้อมูลสถิติผ่านเว็บไซต์ “กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก” (web.dlt.go.th/statistics)
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News