Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่าน EIA ขยายสู่ 237 เตียง พร้อมยกระดับบริการเฉพาะทาง

เชียงรายเดินหน้าศูนย์แพทย์มาตรฐานสากล “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA ยกระดับบริการ-คุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

เชียงราย, 21 พฤศจิกายน 2568 – โครงการ “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญของจังหวัด หลังมีหนังสือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แจ้งผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีมติ “ให้ความเห็นชอบรายงาน” พร้อมกำชับให้ผู้พัฒนาโครงการถือปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบพื้นที่โครงการ (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)

หนังสือแจ้งมติ 

การขยายศักยภาพครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน จากโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางบนถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย ที่ให้บริการผู้ป่วยในได้ 57 เตียง สู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ป่วยได้ 237 เตียง เพิ่มขีดความสามารถด้านบริการเฉพาะทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

บริบทโครงการ จาก “ความต้องการรักษา” สู่ “สาธารณูปโภคสุขภาพของเมือง”

เชียงรายเป็นประตูเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และโครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนกดดัน “อุปทานบริการแพทย์คุณภาพ” ให้ต้องขยายตัว โครงการส่วนต่อขยายของโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายจึงถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในจังหวัด นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ป่วยชายแดน โดยยังคงหลักคิดสำคัญ “ขยายบริการไปพร้อมมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน”

สาระสำคัญของโครงการตามเอกสารประชาสัมพันธ์ EIA และรายละเอียดจากผู้พัฒนา

  • ที่ตั้ง  เลขที่ 369 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย
  • ขอบเขตการก่อสร้าง
    • ปรับปรุงอาคารเดิม คสล. สูง 7 ชั้น เพิ่มเตียงผู้ป่วยในรวม 28 เตียง (ชั้น 4 และ 6)
    • ก่อสร้างอาคารใหม่ คสล. สูง 8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เพิ่มเตียงอีก 152 เตียง
    • องค์ประกอบสนับสนุน อาคารพักแพทย์ 3 ชั้น, อาคารห้องพักมูลฝอยรวม 1 ชั้น, อาคารห้องผ้า 1 ชั้น, พื้นที่ให้เช่า
    • พื้นที่ใช้สอยรวม  33,860.37 ตร.ม.
    • ที่จอดรถ  รถยนต์ 144 คัน รถจักรยานยนต์ 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ  24 เดือน (เริ่มจากงานรื้อถอนอาคารเดิมจนแล้วเสร็จ)

สาระดังกล่าวสะท้อนทิศทาง “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพ” ของเมือง ผ่านการเสริมเตียงผู้ป่วย การเพิ่มบริการเฉพาะทาง และการสร้างระบบสนับสนุนบุคลากรแพทย์ (เช่น อาคารพักแพทย์) เพื่อลดข้อจำกัดการดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้อยู่ปฏิบัติงานในภูมิภาค

เส้นทาง EIA  ผ่านด่านสำคัญ พร้อมเงื่อนไขคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

หนังสือ สผ. ที่ส่งถึงผู้พัฒนาและที่ปรึกษาโครงการ ระบุชัดเจนว่าคณะผู้ชำนาญการได้ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบรายงาน EIA” ของโครงการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ผลรายงานเป็นฐานประกอบการอนุญาตต่าง ๆ และให้ผู้พัฒนาปฏิบัติตาม มาตรการป้องกัน-แก้ไข-ติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตามที่ระบุไว้ในรายงานอย่างเข้มงวด (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568, หน้า 1–2)

เหตุผลเชิงนโยบายของกระบวนการ EIA

ในทางปฏิบัติ โครงการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องพิสูจน์ว่า “ประโยชน์สาธารณะ” (การเข้าถึงบริการรักษาคุณภาพสูง) จะเกิดขึ้นควบคู่กับ “การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” (ฝุ่น เสียง น้ำเสีย มูลฝอยติดเชื้อ จราจร และความปลอดภัยชุมชน) เอกสาร EIA จึงทำหน้าที่เป็น “สัญญาทางสังคม” กำหนดมาตรการคุ้มครองที่ตรวจสอบได้ ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ

สาระสำคัญที่ สผ. เน้นย้ำในหนังสือ

  • โครงการต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขตามรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ
  • ให้ถือเป็นฐานประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานอื่น (เช่น ผังเมือง สิ่งปลูกสร้าง ระบบบำบัด ฯลฯ)
  • เมื่อได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง ต้องแจ้งกลับเพื่อให้ สผ. ติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (หน้า 2)

เสียงสะท้อนจากรั้วชุมชน กังวลอะไร และโครงการจะตอบอย่างไร

โรงพยาบาลขยาย…ชุมชนต้องอยู่สบายกว่าเดิม” คือประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความคาดหวังของคนรอบพื้นที่ เมื่อโครงการประกาศแผนเพิ่มเตียงและก่อสร้างอาคาร 8 ชั้น ทุกสายตาจึงจับจ้อง “มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม” ที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

ระยะก่อสร้าง  ฝุ่น-เสียง-จราจร ต้อง “ชัด-เช็ค-โชว์”

  • ฝุ่น PM และดินโคลน  ควบคุมด้วยผ้าใบคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำเป็นรอบเวลา กำหนดจุดล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ และทำความสะอาดผิวทางอย่างสม่ำเสมอ
  • เสียงและแรงสั่นสะเทือน  กำหนดเวลาใช้เครื่องจักรเสียงดังในช่วงกลางวัน ติดตั้งแผงกั้นเสียงชั่วคราวตามแนวเขตก่อสร้าง ตรวจวัดระดับเสียง/สั่นสะเทือนเป็นระยะ และแจ้งชุมชนหากมีงานที่ต้องใช้วิธีการก่อสร้างพิเศษ
  • ความปลอดภัยไซต์งาน  กำหนดทางเข้า-ออกเฉพาะรถงานก่อสร้าง ติดตั้งป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด และผู้ควบคุมการจราจรช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ถนนพหลโยธินและซอยเชื่อม
  • สื่อสารเชิงรุก  เปิดช่องทางร้องเรียน-แจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง พร้อมกลไกตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด และรายงานผลการดำเนินมาตรการบนบอร์ดข้อมูลหน้าไซต์/สื่อออนไลน์ของโครงการ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง  การก่อสร้างเดินหน้าตามเวลา ขณะที่ผู้พักอาศัยและสถานประกอบการรอบข้างสามารถประกอบกิจวัตรได้โดยไม่ถูกรบกวนเกินมาตรฐาน

ระยะดำเนินการ น้ำเสีย-มูลฝอยติดเชื้อ-จราจรผู้มาใช้บริการ ต้อง “ออกแบบไว้ก่อน”

  • น้ำเสียโรงพยาบาล  แยกเส้นทางน้ำเสียหอผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ห้องแลบ ไปบำบัดในระบบเฉพาะของโรงพยาบาล ก่อนระบายต้องผ่านค่ามาตรฐานตามกฎหมาย และติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวัง” (Monitoring) รายงานผลต่อหน่วยงานกำกับเป็นระยะ
  • มูลฝอยทั่วไป-ติดเชื้อ  จัดห้องพักมูลฝอยรวมแบบควบคุมอุณหภูมิ/การปนเปื้อน แยกถังสีตามประเภท (ทั่วไป/อันตราย/ติดเชื้อ) และทำสัญญา “ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต” ขนส่งตามเส้นทาง-รอบเวลาเฉพาะ ลดการรบกวนพื้นที่ชุมชน
  • คุณภาพอากาศ-กลิ่น  ห้องเก็บสารเคมี/ยา และระบบกรองอากาศในพื้นที่เสี่ยงใช้ HEPA/ถ่านกัมมันต์ตามหลักวิศวกรรม มีแผนบำรุงรักษาระบบอย่างเคร่งครัด และตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบเป็นระยะ
  • พลังงานและคาร์บอน  ใช้แนวคิดอาคารเขียว (ความหนาผนัง ฉนวน กันความร้อน/รั่วอากาศ) จัดสรรแสงสว่างธรรมชาติ ผสานระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และบริหารพลังงานสำรอง (เครื่องปั่นไฟ) ให้เหมาะสมเพื่อลดมลพิษทางเสียง/ไอเสีย
  • การจราจรผู้รับบริการ  วางผังทางเข้า-ออกแยกประเภทผู้มาใช้บริการ รถฉุกเฉิน รถส่งของ-ขยะติดเชื้อ และบุคลากร พร้อมที่จอดรถเพียงพอ (รถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน) และแผนจัดระเบียบจราจรช่วงพีก เช่น คลินิกยอดนิยม/วันตรวจสุขภาพองค์กร

เป้าหมายสูงสุด  โรงพยาบาลที่ “รักษาได้มากขึ้น” แต่ “รบกวนน้อยลง” กับผู้คนรอบข้าง

โครงสร้างกายภาพรองรับบริการเฉพาะทาง และเหตุผลที่ต้องมี “อาคารพักแพทย์”

องค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ อาคารพักแพทย์สูง 3 ชั้น โครงสร้างนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ โรงพยาบาลภูมิภาคที่ต้องการยกระดับสู่การรักษา “หัตถการซับซ้อน” จำเป็นต้องมี แพทย์เฉพาะทาง ประจำการอย่างเพียงพอ การมีที่อยู่อาศัยคุณภาพในรั้วโรงพยาบาลช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรฝีมือให้อยู่กับระบบบริการนอกเมืองใหญ่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ความต่อเนื่องของบริการ” และ “ความเร็วของการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน”

เหตุผลเชิงสังคม-เศรษฐกิจ  โรงพยาบาลที่ดี “ประหยัดต้นทุนสังคม” ได้อย่างไร

แม้โครงการมุ่งยกระดับบริการเชิงพาณิชย์ แต่ในเชิงสังคม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีระบบส่งต่อผู้ป่วยและการแพทย์เฉพาะทางครบวงจร เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานของเมือง” ที่ช่วย ลดต้นทุนการเดินทางรักษา ของผู้ป่วย/ญาติ และ ลดภาระโรงพยาบาลรัฐ ในบางกลุ่มโรคที่สามารถร่วมบริการได้ นอกจากนี้ ความพร้อมของบริการแพทย์คุณภาพยังเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดการลงทุน/การท่องเที่ยว และยกระดับความเชื่อมั่นของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางอยู่อาศัย-ทำงาน-ท่องเที่ยว

ประเด็นที่ชุมชน-หน่วยงานควร “ติดตามต่อ” หลัง EIA ผ่าน

การ “ให้ความเห็นชอบ EIA” เป็นเพียง จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ โครงการยังต้องเดินหน้าปฏิบัติตามมาตรการและเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  1. แผนจัดการฝุ่น-เสียง ระยะก่อสร้าง – รายงานผลการตรวจวัดถี่แค่ไหน? วิธีตอบสนองเมื่อเกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างไร?
  2. การเดินรถบรรทุกวัสดุ – กำหนดช่วงเวลา/เส้นทางหลีกเลี่ยงชุมชนหรือโรงเรียนแล้วหรือไม่?
  3. ระบบจัดการมูลฝอยติดเชื้อ – ห้องพักมูลฝอยรวมมีการควบคุมการปนเปื้อน/กลิ่นและบันทึกการขนส่งด้วยระบบติดตาม (tracking) หรือไม่?
  4. น้ำเสียสถานพยาบาล – ผลตรวจ BOD, COD, ค่ามาตรฐานอื่น ๆ หลังบำบัดเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
  5. ความปลอดภัยชุมชน – การซ้อมแผนอัคคีภัย/สารเคมีรั่วไหล และช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลกับชุมชนรอบข้างเชื่อมกันแล้วหรือยัง?
  6. การสื่อสารสาธารณะ – ช่องทางร้องเรียน 24 ชม. ผู้รับผิดชอบ และ SLA ในการแก้ไขข้อร้องเรียน ถูกนำมาใช้จริงและรายงานผลแบบโปร่งใสหรือไม่?

หากคำตอบของทั้ง 6 ข้อ “ชัด-มีหลักฐาน-ตรวจสอบได้” ความเชื่อมั่นของชุมชนย่อมสูงขึ้นตามลำดับ

ไทม์ไลน์และขั้นตอนอนุญาต  จาก EIA สู่ใบอนุญาตปลายทาง

หลังได้รับความเห็นชอบ EIA โครงการต้องเดินหน้าขอใบอนุญาตเฉพาะจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง (เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ระบบบำบัดน้ำเสีย มาตรฐานห้องเก็บมูลฝอยติดเชื้อ และการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค) เมื่อเอกสารอนุญาตครบถ้วนจึงเข้าสู่การก่อสร้างระยะเวลา ประมาณ 24 เดือน ก่อนทดสอบระบบและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ สผ. ระบุในหนังสือให้โครงการแจ้งกลับเมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง เพื่อประสานการติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

มุมมองบรรณาธิการ  “อาสาสมัครข้อมูล” คือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน

โครงการโรงพยาบาลไม่ใช่อาคารคอนกรีต แต่คือ “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” ระหว่างผู้พัฒนา แพทย์ บุคลากร คนไข้ และชุมชน การทำให้ข้อมูลมาตรการสิ่งแวดล้อม “อยู่ในที่เดียวกัน อ่านง่าย อัปเดตได้” จะลดความกังวลใจและทำให้การรับฟังข้อเสนอจากชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่โครงการสามารถทำได้ทันที ได้แก่

  • Dashboard สิ่งแวดล้อมสาธารณะ  สรุปค่าฝุ่น-เสียง-น้ำทิ้ง-ข้อร้องเรียนแบบเรียลไทม์/รายเดือน พร้อมคำอธิบายมาตรการแก้ไข
  • Community Walk & Talk  นัดหมายเดินดูไซต์ก่อสร้างร่วมกับตัวแทนชุมชนทุกไตรมาส รับข้อเสนอแนะและสรุป “สิ่งที่แก้แล้ว/กำลังดำเนินการ/กำหนดเสร็จ”
  • Hotline & SLA  ระบุเวลาตอบสนองและเวลาปิดงานร้องเรียนอย่างชัดเจน พร้อมเผยแพร่สถิติการให้บริการประชาชน

หากทำได้ครบ วงจร “รับฟัง-ปรับปรุง-รายงานผล” จะช่วยให้โครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“ขยายบริการสุขภาพ” กับ “คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” ต้องเดินไปพร้อมกัน

การที่โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่านความเห็นชอบรายงาน EIA คือสัญญาณเชิงสถาบันว่า การขยายบริการสุขภาพของเมืองสามารถทำได้โดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบพื้นที่

ก้าวถัดไปจึงอยู่ที่ วินัยของการปฏิบัติตามมาตรการ, ความโปร่งใสของข้อมูล, และ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากสามเสาหลักนี้ยืนมั่นคง เชียงรายจะได้ทั้งโรงพยาบาลคุณภาพระดับภูมิภาค และแบบอย่างการพัฒนาเมืองที่เคารพสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน

ข้อมูลโครงการโดยสรุป

  • ชื่อโครงการ  โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)
  • ที่ตั้ง  369 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
  • สถานะ EIA  ให้ความเห็นชอบรายงาน (เลขที่รายงาน 256806-49; หนังสือแจ้งผลจาก สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)
  • ขนาดโครงการ  เพิ่มจำนวนเตียงจาก 57 เป็น 237 เตียง; อาคารใหม่สูง 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน 1; ปรับปรุงอาคารเดิม 7 ชั้น; พื้นที่ใช้สอยรวม 33,860.37 ตร.ม.; จอดรถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้าง  ประมาณ 24 เดือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หนังสือ สผ. แจ้งผลการพิจารณารายงาน EIA โครงการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย) ลงวันที่ 25 กันยายน 2568  
  • ภาพสถานะระบบฐานข้อมูลโครงการ EIA
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายชี้เป้า UNSEEN THAI THAI สู้ศึก Tourism War วธ.ดัน บ้านห้วยน้ำกืน สู่แบรนด์ ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงรายชี้เป้า “UNSEEN THAI THAI” รับศึก Tourism War: วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่แบรนด์ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568 –  ท่ามกลางแรงกดดันของ “สงครามท่องเที่ยวเอเชีย” ซึ่งคู่แข่งเร่งสร้างแลนด์มาร์ก ผ่อนคลายวีซ่า หนุนการบินอย่างเป็นระบบ เชียงรายเลือก “อัตลักษณ์ชุมชน” เป็นหัวหอก วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนเจาะลึกทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแปรความเป็นไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ พร้อมตั้งโจทย์การตลาดท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้อง “แตกต่าง มีคุณค่า วัดผลได้” ขณะเดียวกัน ภาพรวมระดับประเทศยังต้องเร่งอุดจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย มาตรฐานประสบการณ์ และโครงสร้างข้อมูล ให้ทันเกมรุกของภูมิภาคตามดัชนี TTDI 2024 กับความเป็น “ฮับการบิน” ที่กำลังก้าวหน้าแต่ยังต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ (เช่น SAT-1 และรันเวย์ที่ 3 ของสุวรรณภูมิ) เพื่อดึงตลาดคุณภาพกลับมาอย่างยั่งยืน

ฉากตั้งต้น เมื่อ “เรื่องเล่า” ต้องชนะ “ส่วนลด”

ในตลาดท่องเที่ยวเอเชียปี 2567–2568 หลายประเทศเดินเกมเข้มข้น ทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขนาดใหญ่ (เช่น Zootopia ที่ Shanghai Disney) และยกระดับแหล่งเดิมให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าการเที่ยวเชิงเช็คอิน (สิงคโปร์พัฒนา Rainforest Wild Asia และโครงการรีแบรนด์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง) ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า “นโยบายด้านการเดินทาง” ที่กระตุ้นดีมานด์ เช่น ยกเว้นวีซ่า ขยายเวลาพำนัก e-Visa วีซ่ากลุ่มพิเศษ ตลอดจนการเพิ่มความถี่และความเชื่อมต่อของเครือข่ายการบิน ซึ่งทำให้การตัดสินใจเดินทางของผู้คน “เร็ว ง่าย คุ้ม” กว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยเองมีชุดมาตรการปรับตัว ทั้งการขยายยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับหลายประเทศ และเปิด “Destination Thailand Visa (DTV)” เพื่อดึงดูดดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ รวมถึงการแพทย์เชิงคุณภาพและพำนักระยะยาว (LTR/Thailand Privilege) เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง แต่ในโลกที่ทุกประเทศต่าง “จัดเต็ม” เชิงยุทธศาสตร์ การชนะด้วย “ราคา ส่วนลด” เพียงอย่างเดียวเริ่มเพดานต่ำลง—เมืองปลายทางต้อง “ขายคุณค่า” ผ่านเรื่องเล่า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งจับต้องได้.

เหตุการณ์หลักในพื้นที่  วธ.เชียงราย “ลงมือ ลงพื้นที่” บ้านห้วยน้ำกืน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อตรวจสำรวจ “ทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น” ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI   อันซีน ไท ไทย เสน่ห์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย” โดยเน้นความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน เพื่อคัดเลือก “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่สามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ–สังคม–จิตใจ สอดคล้องนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่ง “ยกระดับไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัย” ของกระทรวงวัฒนธรรม. (ข้อมูลจากประกาศ/รายงานของหน่วยงานท้องถิ่น)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 3 ส่วน คือ

  1. การทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม (Cultural Mapping)  ชี้จุดอัตลักษณ์ วิถี คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปะพื้นถิ่น ที่ “เล่าได้ ขายได้ ยืนระยะได้”
  2. การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)  แปลง “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อป/พิธีกรรม/งานหัตถกรรม/อาหารพื้นถิ่น ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวรอบพื้นที่
  3. การสร้างความพร้อมชุมชน (Capacity Building)  ยกระดับมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก พิธีการต้อนรับหลายภาษา และการสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดคุณภาพ/พักยาว

 หากประเทศคู่แข่ง “เร่งสร้างที่เที่ยวใหม่” ไทยต้อง “เล่าและจัดการของเดิมให้เป็นใหม่” จนเกิดคุณค่าที่เหนือราคา—และเชียงรายกำลังพิสูจน์สมมติฐานนี้ผ่าน UNSEEN THAI THAI บนฐานชุมชนจริง

ไทม์ไลน์  จากนโยบาย “ไท ไทย” สู่ปฏิบัติการในหมู่บ้าน

  • ก่อนหน้า 2568  กระทรวงวัฒนธรรมวางวิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” และชูแนวคิด “ไท ไทย” เพื่อยกระดับความเป็นไทยดั้งเดิม (Traditional Thai) ให้สอดรับกับความร่วมสมัย (Contemporary Thai) ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์พาวเวอร์
  • 2567–2568 (ระดับภูมิภาค)  ประเทศคู่แข่งในเอเชียเปิดแลนด์มาร์ก/ธีมแลนด์ ยกเครื่องวีซ่า หนุนเครือข่ายการบิน เร่งทำคอนเทนต์/อินฟลูเอนเซอร์อย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันดุเดือด (เช่น จีนเปิด Zootopia แห่งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์รีสอร์ต; สิงคโปร์เดินหน้ากลุ่มโครงการ Mandai และแหล่งเรียนรู้ทางทะเลขนาดใหญ่)
  • 18 พ.ย. 2568 (ระดับพื้นที่)  วธ.เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping จุดประกายเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เปิดขายได้จริง (เช่น เวิร์กช็อปหัตถกรรม, พิธีกรรมท้องถิ่นที่เคารบวิถี, อาหารพื้นถิ่นเล่าเรื่อง)
  • หลังการลงพื้นที่ (ก้าวถัดไป)  บูรณาการกับ อปท./ททท./เอกชนทัวร์/OTA เพื่อจัดทำ “สินค้า เส้นทาง ปฏิทินกิจกรรม” แบบ ทดลองขาย (pilot) พร้อมสร้างตัวชี้วัด (KPI) ด้านรายได้ชุมชน การจ้างงาน การยืดระยะพำนัก คะแนนประสบการณ์ (CSAT/NPS) และอัตราการกลับมาเยือนซ้ำ

ภาพใหญ่ประเทศ  ทำไมไทย “ต้องเร่ง” วางยุทธศาสตร์ยาว

  1. ความสามารถในการแข่งขันเชิงระบบ
    ดัชนี Travel & Tourism Development Index 2024 โดย World Economic Forum จัดอันดับภาพรวม “ความพร้อมและสภาพแวดล้อม” ด้านท่องเที่ยวของประเทศ—ไทยยังอยู่หลังคู่แข่งหลายด้าน โดยเฉพาะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนว่าต่อให้ทรัพยากรท่องเที่ยวโดดเด่น หากระบบบริหารจัดการยัง “ไม่เข้มแข็งพอ” ไทยจะเสียเปรียบในศึกยืดเยื้อ
  2. เครือข่ายการบินและศักยภาพฮับ
    รายงาน OAG Megahubs สะท้อนความเข้มแข็งของจุดเชื่อมต่อการบินระดับโลก โดย กัวลาลัมเปอร์ (KUL) และ อินชอน (ICN) ทำผลงานโดดเด่นขึ้นติดท็อป ขณะที่ สุวรรณภูมิ (BKK) ขยับอันดับดีขึ้นตามการเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 และ “รันเวย์ที่ 3” ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรับ กระจายผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เพื่อให้กลายเป็น “แม่เหล็กจริง” ไทยต้องเชื่อมจิ๊กซอว์ การตลาด วีซ่า ตารางบิน การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่างมีแผนเดียวทั้งระบบ
  3. นโยบายวีซ่า ผลิตภัณฑ์วีซ่าพิเศษ
    ไทยประกาศผ่อนคลายกฎวีซ่าหลายระลอก และเปิด DTV เจาะกลุ่มดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ พร้อมวีซ่าระยะยาว/การแพทย์ เพื่อดึงกำลังซื้อคุณภาพ—ทิศทางนี้ “ถูกทาง” แต่ต้อง บูรณาการสื่อสาร จัดเส้นทาง ยกระดับประสบการณ์ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง มิฉะนั้นจะ “เปิดประตูติดป้ายต้อนรับ” แต่คนยังไม่เข้า เพราะเรื่องเล่ายังไม่ชัด สินค้ายังไม่พร้อม.

เชื่อมโยงเชียงรายกับสงครามท่องเที่ยว  How to Win

เชียงราย มีจุดแข็งชัดเจนด้าน ความปลอดภัย ธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเป็นเมืองพำนัก (long-stay) และกำลังสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ที่ตอบโจทย์เส้นทางภาคเหนือและสามเหลี่ยมทองคำ การที่ วธ.เชียงรายนำ UNSEEN THAI THAI ลงชุมชนจริง—คือการกำหนด ประสบการณ์หลัก” ที่ขายได้ยาว และไม่ชนตรงกับจุดขายส่วนลดของคู่แข่ง โดยโฟกัส 4 ยุทธศาสตร์ต่อไปนี้

  1. Differentiation by Culture
    ลงทุนกับ “เรื่องเล่าอัตลักษณ์” เช่น พิธี อาหาร งานช่าง ดนตรี ผ้าทอ ความเชื่อ—เลือกเฉพาะที่ “เล่าได้ ถ่ายทอดได้ เป็นธรรมชาติของชุมชน” แล้วออกแบบเป็นประสบการณ์ Must Try/Must See ที่ไม่ซ้ำเมืองไหน (เช่น “เช้า สัมผัสวิถี/สาย ลงมือทำ/บ่าย แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา/เย็น ร่วมพิธีท้องถิ่น/ค่ำ ดูฟ้าและเรื่องเล่า/นอนโฮมสเตย์มาตรฐาน”)
  2. Quality First, Then Quantity
    ตั้ง KPI เป็น รายได้ต่อหัว ระยะพำนัก สัดส่วนกิจกรรมคุณค่า” แทนการไล่ตัวเลขคนเข้าเมือง ยกระดับมาตรฐานไมโครบีดดิ้ง (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/ข้อมูลโภชนาการ/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) เพื่อให้ตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป “รู้สึกคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”
  3. Route Design & Distribution
    เชื่อมเชียงรายกับ แพ็กเกจข้ามจังหวัด และ เส้นทาง thematic (เช่น “ชา กาแฟ ผ้าพื้นเมือง”, “เวียง วัด วิถี”, “สุขภาพ สมาธิ สมุนไพร”) แล้วกระจายผ่าน OTA/เอเยนต์ สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะกลุ่ม (คราฟต์/ถ่ายภาพ/กาแฟ/สายครอบครัว/ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง)
  4. Data-Driven & Continuous Improvement
    วัดผลแบบเรียลไทม์  รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, CSAT/NPS, Net Benefit ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม, และปริมาณเนื้อหาที่ถูกบอกต่อ (UGC) เพื่อ “ปรับสูตร เพิ่มคุณค่า ลดรอยรั่ว” อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ทำได้จริง (Draft)

  • Craft & Spirit  เวิร์กช็อปงานช่าง/ผ้าทอ/เครื่องเงิน + เรื่องเล่าคติความเชื่อ + พิธีขอบคุณป่า/น้ำ ตามมารยาทชุมชน
  • Food & Faith  ทำอาหารพื้นถิ่น “กับข้าวเล่าประวัติ” + ลองปลูก เก็บ ปรุง + เส้นทางวัด เวียง ชุมชน
  • Quiet Wellness  สมาธิยามเช้า เดินป่าเบา ๆ อาบไอหมอก สมุนไพรพื้นบ้าน สปาไทยร่วมสมัย
  • Photo & Story  จุดชมวิว แสงเช้า/เย็น คลาสเล่าเรื่องถ่ายภาพ งานเล็ก ๆ ในชุมชน

ทุกโปรแกรมต้องมี มาตรฐานความปลอดภัย การแยกขยะ การใช้น้ำ การจัดการฝุ่น/ควัน และ แนวปฏิบัติสำหรับแขก (do & don’t) ที่เข้าใจง่ายหลายภาษา พร้อม ป้ายอักษรเบรลล์/สัญลักษณ์สากล และ เส้นทางสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อรองรับ Friendly Design ให้เป็นปลายทางที่ “ทุกคนเข้าถึงได้”.

บทเรียนจากคู่แข่ง  โครงสร้างและการสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยว

  • สิงคโปร์ เดินหน้าสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวระดับประเทศและการลงทุนในแลนด์มาร์ก/พิพิธภัณฑ์/สวนเชิงเรียนรู้ พร้อมทำงานแบบ รัฐ เอกชนร่วม ยกระดับประสบการณ์ทุกจุดสัมผัส (จากสนามบินสู่ย่านสร้างสรรค์)
  • จีน ใช้ “ธีมแลนด์ เมืองหิมะ เมืองโบราณรีโนเวต” เป็นแม่เหล็กเพื่อยืดฤดูกาลและเพิ่มกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมผ่อนคลายวีซ่าบางส่วน—เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลัง “สร้างของใหม่” แข่งเช่นกัน
  • ไทย เองกำลังก้าวหน้าในฝั่งโครงสร้างสนามบิน (SAT-1/รันเวย์ที่ 3) ซึ่งช่วยเรื่องการเชื่อมต่อ แต่อีกฟากคือ “การจัดการปลายทาง” ตั้งแต่ ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา มาตรฐานบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูล ที่ยังต้องเร่ง “ทำให้แน่น” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด TTDI ที่ยังเป็นจุดอ่อน

มุมข้อมูล ตัวเลข “ชวนคิด” (สำหรับผู้กำหนดยุทธศาสตร์)

  • TTDI 2024 ชี้ไทยยังมีช่องว่างสำคัญด้าน Enabling Environment/ความยั่งยืน/โครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบคู่แข่ง—สะท้อนว่าการพึ่ง “ชื่อเสียงปลายทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับระบบและมาตรฐานพร้อมกัน
  • เครือข่ายการบิน  การขยับอันดับ Megahubs ของสุวรรณภูมิเป็นสัญญาณบวก—แต่ “การเชื่อมต่อเที่ยวบิน” ควรไปพร้อมกับ “สินค้าที่พร้อมขาย” ของเมืองรอง เช่น เชียงราย เพื่อแปลงผู้โดยสารต่อเครื่องเป็น “ผู้มาเยือนคุณภาพ”
  • วีซ่า/ผลิตภัณฑ์วีซ่า  มาตรการ 60 วัน และ DTV จะเกิดผลสูงสุดต่อเมื่อมี แพ็กเกจ ประสบการณ์ ระบบรับรองมาตรฐาน ให้กลุ่มดิจิทัลโนแมด/ระยะยาวตัดสินใจได้ทันที—ไม่ใช่เพียง “ขอมาแล้วค่อยหา”.

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการจัดการ (สำหรับจังหวัดและหน่วยงานร่วม)

  1. DMO เชียงรายแบบเบา-คล่อง (Light-DMO)
    จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วย (วธ.–ททท.–อปท.–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา) ทำหน้าที่ ออกแบบเส้นทาง บ่มเพาะผู้ประกอบการชุมชน ทำการตลาดร่วม วัดผล รายงานสาธารณะ รายไตรมาส
  2. มาตรฐานประสบการณ์ & Friendly Design
    กำหนดมาตรฐานบริการ (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/อาหารแพ้อาหาร/แคชเลส/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) พร้อมอบรมชุมชนและผู้ประกอบการ และทำ “ตรารับรอง” จังหวัด
  3. Data Lake ท่องเที่ยวเชียงราย
    รวมข้อมูลการจอง/เส้นทางยอดนิยม/การใช้จ่าย/รีวิว/CSAT/NPS/ปัญหาระหว่างเดินทาง สู่แดชบอร์ดสาธารณะจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วน วางแผน ปรับทัพ บูรณาการงบ ได้บนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  4. Prototype → Scale
    เริ่มจาก บ้านห้วยน้ำกืน เป็นพื้นที่ต้นแบบ “UNSEEN THAI THAI” แล้วขยายสู่หมู่บ้านรอบข้าง แบบ “วงแหวน” (Ring Strategy) เพื่อให้ ทรัพยากร รายได้ คน กิจกรรม กระจายตัว ไม่กระจุกจุดเดียว
  5. การสื่อสารเชิงแบรนด์ร่วม
    จัดทำ “Brand Book เชียงราย UNSEEN THAI THAI” ระบุโทนภาษา ภาพ จริยธรรมการท่องเที่ยว do & don’t แนวถ่ายภาพที่เคารพชุมชน และ Content Calendar ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงคุณภาพ (ไม่เน้นไวรัลที่ผิดบริบทวัฒนธรรม)

ชนะด้วย “คุณค่าที่วัดผลได้”

การที่ วธ.เชียงราย ลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืน มิใช่เพียง “กิจกรรมเชิงพิธีการ” แต่เป็นการ พลิกโจทย์ ศึกท่องเที่ยวจากการแข่ง “จำนวน ส่วนลด” ไปสู่การแข่ง “คุณค่า ประสบการณ์ ความยั่งยืน” หากทำต่อเนื่องและวัดผลได้จริง เชียงรายจะกลายเป็น ต้นแบบเส้นทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ช่วยให้ไทย ยืดระยะพำนัก เพิ่มรายได้ต่อหัว สร้างงานท้องถิ่น รักษาทรัพยากร และ “เล่าเรื่องไทย” ให้คนทั้งโลกเข้าใจในแบบที่สัมผัสได้

และในภาพใหญ่ระดับประเทศ ไทยจำเป็นต้อง เดินสองขา ไปพร้อมกัน

  • ขาโครงสร้าง นโยบาย  วีซ่า เครือข่ายบิน มาตรฐาน ข้อมูล ความปลอดภัย DMO
  • ขาประสบการณ์ แบรนด์  UNSEEN THAI THAI/Soft Power/เรื่องเล่า/เส้นทางใหม่/กิจกรรมเชิงเรียนรู้

เมื่อ “โครงสร้าง” หนุน “เรื่องเล่า” และ “เรื่องเล่า” กลับไปขับ “โครงสร้าง” อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะไม่ต้องเผชิญ Tourism War ด้วย “ราคา” อีกต่อไป แต่จะชนะด้วย “ความหมายและคุณค่า” ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย—และอยากกลับมาอีก

ภาคผนวก  ไทม์ไลน์ย่อ   ปฏิบัติการเชื่อมโยงพื้นที่ นโยบาย

  • ก่อน 2568: กระทรวงวัฒนธรรมวางกรอบ “ไท ไทย” ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
  • ต้น–กลาง 2568: ประเทศคู่แข่งเร่งเปิดแลนด์มาร์ก/เพิ่มเครือข่ายบิน/เดินหน้าวีซ่า อีเวนต์ยักษ์
  • ต.ค.–พ.ย. 2568: เชียงรายเร่งสำรวจทุนวัฒนธรรม แปลงสู่แผนเส้นทาง กิจกรรมชุมชน
  • 18 พ.ย. 2568: วธ. เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping ดีไซน์ประสบการณ์
  • ปลาย 2568–ต้น 2569: ทดลองแพ็กเกจ/ตั้งตัวชี้วัด/ฟังเสียงผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • ตลอด 2569: ขยายวงต้นแบบ ยกระดับมาตรฐาน ต่อยอดสู่ปฏิทินกิจกรรมเมืองรอง

ข้อมูลเหตุการณ์ภาคสนามใน จ.เชียงราย รวมถึงรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน/วันเวลา/สถานที่ ลงพื้นที่ ฯลฯ อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ส่งข่าวจัดเตรียมให้โดยตรง (แหล่งข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ซึ่งผู้เขียนใช้เป็น “แกนหลัก” ในการเรียบเรียงไทม์ไลน์ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงสาธารณะระดับประเทศ/ภูมิภาคด้านนโยบายท่องเที่ยวและโครงสร้างเชิงระบบตามที่ระบุข้างต้น

บทความนี้ยึดหลัก ความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ เคารพชุมชน เนื้อหาเชื่อมโยง “ข้อเท็จจริงพื้นที่” กับ “บริบทเชิงนโยบาย” เพื่อให้ผู้อ่านเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงงาน/เชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาตัวเลขนอกเหนือแหล่งอ้างอิงสาธารณะ และเสนอแนวปฏิบัติที่ จับต้องได้ วัดผลได้ ยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Economic Forum. Travel & Tourism Development Index 2024
  • OAG. Megahubs Index
  • Shanghai Disney Resort. Zootopia Land
  • Mandai Wildlife Group / National Geographic
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไม้ดอกอาเซียนเชียงราย อบจ. ดันธีม “สายนทีแห่งศรัทธา” ยกระดับเป็นศูนย์กลาง Creative Tourism ล้านนา

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ยกระดับงานดอกไม้สู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของล้านนา

เชียงราย, 18 พฤศจิกายน 2568 — เวทีแถลงข่าวที่บอกเล่าความพร้อมของทั้งเมือง บนเวทีอาคารคชสาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) บรรยากาศของการแถลงข่าว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย Chiang Rai Flower and Art Festival 2025” เริ่มต้นด้วยถ้อยคำเชิญชวนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เชียงรายพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดใหญ่ “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ที่ตีความดอกไม้ ศิลปะ วัฒนธรรม และความจงรักภักดีให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยของทั้งชาวเชียงรายและผู้มาเยือน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำทีมผู้แทนหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัด ได้แก่ นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย, นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย และนายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ขึ้นเวทีสนทนาเพื่ออธิบาย “ภาพใหญ่” ของงานปีนี้และผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น กิจกรรมหลักถูกประกาศอย่างชัดเจนว่า จัดระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569สวนไม้งามริมน้ำกก พร้อม “กระจายความศรัทธา” สู่ โซนอำเภอเวียงชัย (สวนสาธารณะหนองหลวง) และ โซนอำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดทั้งเทศกาลปลายปี

การวางพล็อตงานปีนี้ยังคงความเป็น “เทศกาลชูตัวตนเชียงราย” ที่เน้น ศิลปะ (Art), การออกแบบ (Design), วิถีวัฒนธรรมล้านนาและชาติพันธุ์ (Culture & Ethnic), และ ธรรมชาติ (Nature) ผสาน “นวัตกรรมแสงสีสื่อผสาน” ให้สวนดอกไม้ 4 ฤดูกาล Summer, Rainy, Winter, Spring เป็นทั้งพื้นที่เรียนรู้ พักผ่อน และถ่ายภาพที่มี “ความหมาย” มากกว่าความสวยงาม

สารหลัก ของงานปีนี้ คือ ความทรงจำร่วม” ที่ให้ผู้เข้าชมเดินทางผ่าน “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล” เห็นความหวัง ความอุดมสมบูรณ์ ความเงียบสงบ และการฟื้นคืนชีพ ก่อนกลับออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ คลี่คลายความคิด และอยากย้อนคืนอีกครั้งในปีถัดไป

เหตุผลและบริบท ทำไม “เชียงราย” และทำไม “ตอนนี้” เมืองแห่งศิลปะและการออกแบบ ขยายภาพสู่ระดับโลก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกผลักดันสู่ภาพจำใหม่ของ “เมืองศิลปะและการออกแบบ” อย่างจริงจัง ฐานทุนสำคัญคือชุมชนศิลปินร่วมสมัย แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะระดับชาติ (เช่น วัดร่องขุ่น บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น ฯลฯ) และ “ดีเอ็นเอล้านนา” ที่กลั่นออกมาเป็นสถาปัตยกรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมให้เชียงรายมีกรอบเรื่องเล่าที่ชัดเจนต่อโลกของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นัยสำคัญอีกประการคือ เชียงรายได้รับการประกาศในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) ด้านการออกแบบในปี 2566 ตามรายชื่อเมืองใหม่ที่ประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งได้รับการเผยแพร่โดยยูเนสโกและสื่อไทยหลายสำนักในห้วงเวลาเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเสมือน “ตราประทับ” ยืนยันจุดยืนทางกลยุทธ์ให้เชียงรายเดินหน้าใช้ Design Economy และ Creative Tourism เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระยะยาว

ความต่อเนื่องของเทศกาลและพัฒนาการแบบ “ยกมาตรฐาน”

งานดอกไม้เชียงรายมิใช่อีเวนต์เกิดใหม่ หากแต่สะสมความนิยมมาหลายปี ปีก่อนหน้า (2567–2568) ก็จัดในช่วงกลางธันวาคมต่อเนื่องถึงต้นมกราคม แนวคิดการจัด 4 โซน/4 ฤดูกาล และการใช้พื้นที่สวนไม้งามริมน้ำกกเป็นแกนกลางได้รับการยืนยันผ่านช่องทางสาธารณะหลายแห่งของจังหวัดและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ การสานต่อความสำเร็จเดิมพร้อมยกระดับ การออกแบบแสงสี และ เทคโนโลยี Interactive ให้ “สวนดอกไม้ = นิทรรศการมีชีวิต” คือหัวใจของ 2025

เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมา และภาคเหนือยังเติบโต

ภาพรวมระดับประเทศ ปี 2567–2568 คือห้วงเวลาที่การท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจำนวนผู้มาเยือนและรายได้รวมด้านท่องเที่ยวของประเทศ โดยข้อมูลสถิติของ กรมการท่องเที่ยว สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดต่างประเทศและแรงหนุนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์/เทศกาลในภูมิภาค เป็นบริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดสามารถขยายฐานผู้เข้าชมและรายได้หมุนเวียนได้จริง

 “เชื่อมเครือข่าย” อีเวนต์นานาชาติและ MICE

เชียงรายกำลังสถาปนาบทบาทเจ้าภาพการประชุม/เสวนานานาชาติด้านการตลาดปลายทางการท่องเที่ยว เช่น PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่จังหวัดอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคีท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (PATA) ซึ่งได้มีการสื่อสารเชิงนโยบายและการเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพผ่านช่องทางราชการของจังหวัดในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณของการ “ยกสเตจ” เชียงรายสู่เรดาร์โลกด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

เรื่องเล่าหลัก เมื่อ “สายนที” พาเดินผ่าน 4 ฤดูกาล

โครงเรื่องของงานปีนี้เปรียบ “สายน้ำ” เป็นผู้พาเราเดินทางจากฤดูสู่ฤดู จากความเรืองรองของ ฤดูร้อน (Summer) สู่ความอิ่มเอมและการเริ่มต้นใหม่ของ ฤดูฝน (Rainy) ข้ามสู่ความนิ่งสงบและความทรงจำของ ฤดูหนาว (Winter) และปลุกให้โลกรุ่งเรืองอีกครั้งด้วยการฟื้นคืนชีพใน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) แต่ละฤดูไม่ได้แค่จัดวางพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้ผลิบาน หากยังแทรก “งานออกแบบเชิงศิลป์” และ “เทคนิคแสง-เสียง/จอ LED/Interactive” เพื่อให้ผู้เข้าชม “มีปฏิสัมพันธ์” กับเรื่องเล่า

  • Summer — Reflection of Rainbow ซุ้มประตูศิลป์ “สายรุ้ง” เปิดม่านสู่อาณาบริเวณของแสงและความหวัง พื้นที่นี้จะเล่า พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ พร้อม ทุ่งทานตะวัน และผังสวนที่ “ไหล” เหมือนสายน้ำ
  • Rainy — Symphony of the Rain ฟัง “เสียงฝน” ในฐานะ ซิมโฟนีของชีวิตเล็กๆ ที่ตื่นขึ้น การจัดแสงที่แปลงหยาดฝนให้เป็น “จังหวะ” สร้าง เกมแสง Interactive ที่ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์
  • Winter — Monuments of Memory ภูเขาแห่งฤดูหนาว บ้านหิมะ และความนิ่งสงบ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ ย้อนคิด เกี่ยวกับ “ความจำเป็นของการหยุดพัก” ท่ามกลางเทศกาล
  • Spring — Bloom of Light จุดประกายด้วยกิจกรรมเชิงการเรียนรู้ เช่น ระบายสีเมล็ดดอกไม้/เส้นทางผีเสื้อ เพื่อสื่อสาร การดูแล-การฟื้นคืนชีวิต ที่ “มนุษย์” มีบทบาทร่วม

เนื้อหาเชิงสัญลักษณ์แฝงประเด็น ศรัทธาและความจงรักภักดี” ผ่านนิทรรศการพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ผู้เข้าชม น้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม บน “ข่วงวัฒนธรรม” ซึ่งจะมีทั้งการแสดง การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ถนนคนเดิน อาหารพื้นถิ่น และ โซน Food Truck ริมน้ำกก ทั้งหมดนี้ทำให้ “การชมดอกไม้” กลายเป็น ประสบการณ์ปลายปีแบบเชียงราย ที่ครบทั้ง ดู-ชิม-ฟัง-สัมผัส-เรียนรู้

เศรษฐกิจท้องถิ่น ตัวคูณรายได้ที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าสนใจในเวทีแถลงข่าว คือการพูดคุยเชิงตัวเลขของภาคเศรษฐกิจเชียงราย โดยผู้แทนหอการค้าระบุภาพรวมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 60 สะท้อนบทบาท “หัวรถจักร” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในจังหวัด และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนกับ “เทศกาลคุณภาพ” มีความคุ้มค่าในเชิงผลกระทบกว้าง

จากประสบการณ์ปีก่อนหน้า ทีมผู้จัดให้ข้อมูลว่าพื้นที่ ริมกก ต้อนรับผู้เข้าชมรวม กว่า 700,000 คน ในช่วงกว่า 20 วันของการจัดงาน และผู้ค้าจำนวนมากมีรายได้ หลักหมื่นบาทต่อวัน นี่คือ “หลักฐานภาคสนาม” ว่าการจัดเทศกาลที่ออกแบบดี เชื่อมโยง ศิลปะ-วัฒนธรรม-อาหาร-ชุมชน-การค้า สามารถสร้าง วงจรรายได้ท้องถิ่น ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงความสวยริมภาพถ่าย

ในปี 2025 นี้ ออกแบบการกระจายพื้นที่จัดงานสู่ อำเภอเวียงชัย (หนองหลวง) และ อำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิด การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และลดความแออัดในพื้นที่หลัก ขณะเดียวกันก็เพิ่ม จุดผลักดันเศรษฐกิจ ให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โฮมสเตย์ ที่พัก และผู้ประกอบการท้องถิ่นในวงกว้างมีโอกาสรับรายได้จากเทศกาล

“3 อีเวนต์ใหญ่” ขับเคลื่อนภาพเมืองในสัปดาห์เดียวกัน

เพื่อยกระดับ “แรงดึงดูด” และ ยืดระยะพำนัก (Length of Stay) จังหวัดและ อบจ.เชียงราย เสริม สามอีเวนต์ขนาน ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่

  1. การแข่งขันฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ ชิงแชมป์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ถ้วยพระราชทาน จัด 12–17 ธันวาคม 2568 (พิธีเปิด 17 ธันวาคม ณ สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย)
  2. การประชุมทางวิชาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวข้อ “พลังขับเคลื่อนสู่บริการสาธารณะที่ดี และมีคุณธรรม” 17–19 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  3. ต่อเนื่องด้วย มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก และสองโซนภาคขยาย

การ “ผูกชุด” อีเวนต์เช่นนี้ทำให้เกิด จุดพีกของการเดินทาง ในสัปดาห์กลางเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวต่างจังหวัดและผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วประเทศมีเหตุผลในการ “อยู่ต่ออีก 2–3 คืน” เพื่อชมดอกไม้และท่องเที่ยวรอบเมือง ส่งผลเชิงบวกต่อ อัตราการเข้าพัก (Occupancy) และ รายได้เฉลี่ยต่อทริป ของผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยว

เชื่อมทิศทางนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

ผู้จัดวางกรอบยุทธศาสตร์ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ไว้ชัดเจน งานดอกไม้ปีนี้จึงไม่ใช่ “กิจกรรมเฉพาะกิจ” หากแต่เป็น เครื่องมือบรรลุเป้าหมาย ต่อไปนี้

  • กระจายรายได้ สู่ทุกอำเภอ ผ่านการทำ “โซนภาคขยาย” และเนื้อหาเฉพาะพื้นที่
  • ต่อยอดทุนวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ให้คนท้องถิ่นเป็น “เจ้าภาพ” และ “ผู้แสดง” แท้จริง
  • รักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการจัดการพื้นที่สีเขียว หนองน้ำ และการนำวัสดุธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่า (เช่น การจัดการผักตบชวา ณ หนองหลวง เพื่อเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน)
  • ยกระดับคุณภาพประสบการณ์ ให้เชียงรายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมา ไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน”

เสียงสะท้อนบนเวที ประเด็นเด่น ประเด็นรอง ที่สังคมควรรับรู้

ประเด็นเด่น (Highlights)

  • เรื่องเล่าแบบ 4 ฤดูกาล จากความหวัง (Summer) สู่การเริ่มต้นใหม่ (Rainy) ผ่านความทรงจำ (Winter) ไปยังการฟื้นคืนชีพ (Spring)
  • การออกแบบร่วมสมัย ใช้แสง สี เสียง จอ LED ขนาดใหญ่ และ Interactive Art ให้ “ผู้ชมมีส่วนร่วม”
  • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 ชาติพันธุ์ร่วมแสดง เรียนรู้ วิถีชีวิต และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
  • เศรษฐกิจเชิงคุณภาพ กลไกเพิ่มรายได้ชุมชนแบบจับต้องได้ (จากประสบการณ์ปีก่อนและแบบจำลองปีนี้)
  • ความทรงจำร่วม นิทรรศการพระราชกรณียกิจ พื้นที่ของความจงรักภักดีและการน้อมรำลึก

ประเด็นรอง (แต่สำคัญ)

  • การกระจายตัวนักท่องเที่ยว ลดแออัด สร้างโอกาสรายได้ใหม่แก่พื้นที่นอกศูนย์กลาง
  • การเชื่อมโยงอีเวนต์ (ฟุตบอลอาวุโส-ประชุมวิชาการ-ดอกไม้) เพื่อยืดเวลาพำนัก
  • การสื่อสารการตลาดร่วมกับ ททท. ทั้งปฏิทินกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้น เที่ยววันธรรมดา เพื่อบริหารโหลดการท่องเที่ยว (สอดคล้องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจสั้นลง)
  • การเชื่อมเวทีโลก (เช่น PATA DMF) เพื่อสร้างแบรนด์ “เชียงราย” ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลกระทบที่คาดหวัง จาก “ความสวยงาม” สู่ “ความคุ้มค่าทางสังคม-เศรษฐกิจ”

  1. รายได้กระจาย ธุรกิจฐานรากเติบโต
    ด้วยจำนวนวันจัดงาน ~3 สัปดาห์ครึ่ง หากเฉลี่ยผู้เข้าชมวันละหลายหมื่นคน (อิงประสบการณ์ปีก่อนที่รวมทะลุหลายแสนราย) จะเกิด วงจรจับจ่าย ครอบคลุมตั้งแต่ค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ร้านกาแฟ ของฝาก งานฝีมือ โฮมสเตย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการรายย่อย การที่ภาครัฐท้องถิ่นจัด โซนเสริม ใน เวียงชัย และ แม่สาย ยังช่วยสร้าง จุดหมายรอง ที่ผู้มาเยือนยอม “ขยับออกนอกเมือง” เพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่ รายได้กระจายตัวมากขึ้น
  2. ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ ดีต่อการลงทุนระยะยาว
    การเล่าเรื่องระดับ ศิลปะ-การออกแบบ ขับเน้นสถานะ Creative City ของเชียงรายที่ได้รับการกล่าวถึงในบริบท UNESCO Creative Cities Network (สาขาการออกแบบ) ตั้งแต่ปลายปี 2566 และถูกหยิบยกซ้ำบนเวทีนโยบายหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา สร้าง ความเชื่อมั่น ให้เอกชน/พันธมิตรพร้อม “ร่วมลงทุน” กับเทศกาลและกิจกรรมต่อเนื่อง
  3. เสถียรภาพเชิงฤดูกาล เที่ยวได้ทั้งปี
    การจัดวาระกิจกรรมปลายปีเชื่อมกับช่วง “หนาวเหนือ” ช่วยตอกย้ำแคมเปญ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี โดย ปลายปี = ไฮซีซัน ดอกไม้และหมอกหนาว ช่วงอื่นของปีสามารถพัฒนา “ฤดูกาลเฉพาะทาง” เช่น คาเฟ่และสวนดอกไม้ดอยช้าง-วาวี (ฤดูฝน/ฤดูร้อน), เส้นทางกาแฟ-ชา (ทั้งปี), เทศกาลศิลปะร่วมสมัย (ฤดูฝน/ปลายฝน) ให้ กราฟรายได้ ของผู้ประกอบการไม่เหวี่ยงแรง
  4. สังคมและวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจร่วม
    เมื่อชุมชนชาติพันธุ์ถูกยกขึ้นเป็น “เจ้าภาพร่วม” คนในพื้นที่มีบทบาททั้ง ผู้แสดง และ ผู้ประกอบการ เกิดการส่งต่อภูมิปัญญาอย่างมีรายได้และศักดิ์ศรี การจัดการพื้นที่สาธารณะ เช่น หนองหลวง ให้สะอาดและมีชีวิตด้วย น้ำพุดนตรี-งานประติมากรรม ยังสร้าง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง และความภูมิใจแก่ชาวบ้านโดยตรง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวและสื่อ

  • วางแผนเส้นทางล่วงหน้า ปีนี้มี 3 โซน และ 3 อีเวนต์ใหญ่ ในช่วงไล่เลี่ยกัน แนะนำแบ่งวันชม โซนหลัก (ริมน้ำกก) 1 วันเต็ม และเผื่อเวลาอีก 1–2 วันสำหรับ เวียงชัย และ แม่สาย
  • เลือกวันธรรมดา หากต้องการเลี่ยงความหนาแน่น และมักได้ มุมถ่ายภาพโล่งกว่า
  • เส้นทางชิม-ช้อป อย่าพลาด ชา-กาแฟเชียงราย, อาหารชาติพันธุ์, และโซน OTOP/ถนนคนเดิน รอบงาน
  • มารยาทการชมงาน รักษาความสะอาด ไม่เหยียบแปลงดอกไม้ เคารพพื้นที่พิธีการ/นิทรรศการเชิงสถาบัน
  • ที่พัก ช่วงไฮซีซัน ห้องพักในเมืองอาจเต็มเร็วกว่าปกติ ลอง กระจายการพัก ไปอำเภอรอบนอก จะได้ประสบการณ์แตกต่างและช่วยเศรษฐกิจชุมชน

โครงสร้างการบริหารจัดการ สิ่งที่ผู้จัด “ทำถูกทาง”

  1. Design First, Tech-Enhanced ชัดเจนว่าปีนี้ให้ “การออกแบบประสบการณ์” เป็นแกน แล้วค่อยเสริมเทคโนโลยี (แสง-สี-เสียง-LED-Interactive) ให้เล่าเรื่องได้ทรงพลัง
  2. Place-Based Storytelling ใช้ ริมน้ำกก-หนองหลวง-วัดถ้ำเสาหินพญานาค เป็นเวทีเล่า “ความหมายของสายน้ำ-ธรรมชาติ-ศรัทธา”
  3. Distributed Tourism เปิด “วงจรรายได้” ให้กว้างขึ้น ด้วยการทำโซนภาคขยายในอำเภอรอง
  4. Event Bundling ผูกอีเวนต์กีฬา-วิชาการ-เทศกาล เพื่อยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป
  5. Cross-Agency Alliance ร้อยเครือข่ายกับ ททท., หน่วยงานจังหวัด, มหาวิทยาลัย, ภาคเอกชน และชุมชนชาติพันธุ์

เสียงบนเวที ถ้อยคำสำคัญที่ขับเคลื่อน

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ (นายก อบจ.เชียงราย) ย้ำว่าเทศกาลนี้คือ สวนดอกไม้แห่งศิลปะ” ที่ผสาน นวัตกรรม และ ความจงรักภักดี เพื่อให้ผู้ชม “ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” ตลอดเส้นทาง 4 ฤดูกาล
  • นายนิพนธ์ นิยม (หัวหน้าสำนักงานจังหวัด) ชี้ “ทุนศิลปะและการออกแบบ” ของเชียงรายที่ โดดเด่นระดับชาติ และบทบาทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลป์ที่เป็นหน้าเป็นตา
  • นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา (ผอ.ททท.เชียงราย) เปิดมุมการตลาด จะ ปักหมุด” จุดเที่ยว 4 ทิศ และ แคมเปญวันธรรมดา เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว
  • นายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ (ประธานหอการค้าจังหวัด) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงราย พึ่งพาบริการ-ท่องเที่ยว เป็นสำคัญ จึงต้องมี อีเวนต์ระดับอินเตอร์ เพื่อขยายสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากเวที “งานดอกไม้ที่ดี ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง ‘มีความหมาย’ และ ‘มีมูลค่า’ ทั้งต่อผู้ชมและต่อชุมชน”

เช็คพอยต์สำคัญของงาน 2025 (สรุปเชิงปฏิบัติ)

  • กำหนดการหลัก 18 ธ.ค. 2568 – 7 ม.ค. 2569 (สวนไม้งามริมน้ำกก)
  • โซนภาคขยาย เวียงชัย (หนองหลวง), แม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค)
  • ธีม “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” + “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล (Reflex of Seasons)”
  • คอนเทนต์ 4 ฤดูกาล + นิทรรศการพระราชกรณียกิจ + ข่วงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 กลุ่ม + ถนนคนเดิน/OTOP/Food Truck + โซนชา-กาแฟ
  • อีเวนต์ขนาน ฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ (12–17 ธ.ค.), ประชุมวิชาการ อปท. (17–19 ธ.ค.)
  • สารหลัก ศิลปะ × การออกแบบ × วัฒนธรรม × ความจงรักภักดี × เศรษฐกิจชุมชน

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “ดี” และ “ยั่งยืน”

  1. จัดการภาระการท่องเที่ยว (Overtourism) เชิงนำ
    วางระบบ จุดจอด–รถรับส่ง (Park & Ride) เพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางรอบเมือง จัด สล็อตเวลา สำหรับการแสดงยอดนิยม เพื่อเฉลี่ยความหนาแน่น
  2. เศรษฐกิจหมุนเวียน
    สนับสนุน วัสดุทดแทน-รีไซเคิล ในงาน (เช่น การออกแบบฉาก/ทางเดินจากวัสดุท้องถิ่น), ระบบ คัดแยกขยะ, จูงใจร้านค้าใช้ ภาชนะย่อยสลายได้
  3. การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม (Universal Design)
    พัฒนาทางลาด พื้นผิวเดินเรียบ ห้องน้ำทางเลือก ป้ายสองภาษา และ สื่อบรรยายเสียง/ภาษามือ สำหรับกิจกรรมหลัก สอดคล้องภาพลักษณ์เมืองออกแบบ
  4. การวัดผลแบบ Evidence-based
    เก็บข้อมูล จำนวนผู้เข้าชม, ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย, เวลาพำนัก, ความพึงพอใจ, รายได้ผู้ค้า และ เม็ดเงินหมุนเวียน เพื่อสื่อสาร “ผลคุ้มค่า” ต่อสาธารณะและผู้สนับสนุน

งานดอกไม้ที่เป็นมากกว่า “ดอกไม้”

“มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” เป็น “บทพิสูจน์” ว่าเชียงรายกำลังก้าวจาก ความงามเชิงทัศนียภาพ ไปสู่ ความงามเชิงความหมาย เรื่องเล่าที่เชื่อม ศิลปะ-ดีไซน์-วิถีชาติพันธุ์-สถาบัน-ธรรมชาติ-เศรษฐกิจชุมชน เข้าด้วยกันอย่างพอดิบพอดี ปีนี้งานถูก “วางองค์ประกอบ” ให้ เดินเพลิน และ คิดเพลิน ได้ในคราวเดียว ตั้งแต่ก้าวผ่าน “สายรุ้งแห่งฤดูร้อน” จนถึง “บลูมออฟไลท์” ที่บอกเราว่า การฟื้นคืนชีพของเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากดอกไม้บาน แต่เกิดจาก ผู้คนบาน ไปพร้อมๆ กัน

และเมื่อม่านไฟปิดลงในคืนสุดท้ายของเทศกาล สิ่งที่เหลือในใจ ไม่ใช่แค่ภาพถ่าย หากคือความทรงจำร่วมว่า เชียงราย คือเมืองที่จัดการ ความสวย ให้กลายเป็น ความหมาย และจัดการ ความหมาย ให้กลายเป็น ความยั่งยืน ได้อย่างงดงาม

แหล่งข้อมูลประกอบการรายงาน (คัดสรร)

  • รายการเมืองใหม่ใน UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ปี 2566 (ข่าวและบทความสรุปภาษาไทย)   ยืนยันว่าเชียงรายได้รับการประกาศเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” ในปี 2566 (อัปเดตเชิงอ้างอิงจากยูเนสโกและสื่อไทยช่วงปลาย ต.ค. 2566)
  • ข่าวประชาสัมพันธ์จังหวัด/สื่อท้องถิ่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024 วันที่จัด งาน 4 โซน แนวคิด และสถานที่ (เพื่อยืนยันความต่อเนื่องและรูปแบบกิจกรรมที่ยกมาตรฐานในปี 2025).
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติท่องเที่ยวไทยปี 2567–2568 (ภาพรวมการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ/รายได้รวมของประเทศ บริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดเติบโต)
  • จังหวัดเชียงราย (ช่องทางสื่อสารกับ PATA) สัญญาณความร่วมมือจัด PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่เชียงราย สะท้อนบทบาทเมืองเจ้าภาพอีเวนต์นานาชาติที่ต่อเนื่อง.

ตัวเลขเชิงประสบการณ์ (เช่น ผู้เข้าชมรวมกว่า 700,000 คนในปีที่ผ่านมา, รายได้ผู้ค้าหลักหมื่นบาท/วัน) เป็น คำให้ข้อมูลบนเวทีแถลงข่าว ของผู้จัดงาน/ผู้บริหารท้องถิ่นในครั้งนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวตรวจสอบแล้วว่ามีความสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของเทศกาลในปีก่อน ๆ จากแหล่งข่าวภาคพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 69 ททท.ชี้ดีมานด์เหนือต่อใต้แรง ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3

ข่าวดี 2 เด้ง! ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต “เชียงราย–ภูเก็ต” ม.ค. 69 รับกระแสดีมานด์เที่ยวเหนือต่อใต้ ททท.ชี้ ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน ขณะที่ “เชียงราย” ติด Top 5 พร้อมต่อยอดโอกาสเชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวสองฟากฝั่ง

เชียงราย/ภูเก็ต, 17–18 พฤศจิกายน 2568 — การท่องเที่ยวไทยได้สัญญาณบวกชัดเจนรับโค้งสุดท้ายของปี เมื่อ สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air) ประกาศกลับมาเปิดเส้นทางบินตรง เชียงราย–ภูเก็ต ตั้งแต่เดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เส้นทางนี้ถือเป็น “สะพานอากาศ” ที่เชื่อมสองอัตลักษณ์การท่องเที่ยว เหนือธรรมชาติ–วัฒนธรรม กับ ใต้ทะเล–กิจกรรม เข้าไว้ด้วยกันในไฟลต์เดียว สอดรับผลสำรวจของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ยืนยันว่า ภูเก็ต และ กระบี่ ยังเป็นจุดหมายในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงราย ติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดที่อยากไปเช่นกัน

เชื่อมเหนือ–ใต้ สัปดาห์ละ 3 วัน ไฟลต์เช้าเชื่อม “ภูเก็ตเชียงราย” ไฟลต์สายต่อ “เชียงรายภูเก็ต”

ตารางบินที่ประกาศเบื้องต้นของไทยเวียตเจ็ทระบุให้บริการสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์–พุธ–ศุกร์) ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ตามรายละเอียดดังนี้

  • VZ400 ภูเก็ต เชียงราย ออกเวลา 08:15 น. ถึง 10:20 น.
  • VZ401 เชียงราย ภูเก็ต ออกเวลา 10:50 น. ถึง 13:05 น.

จังหวะเวลานี้ออกแบบให้ผู้โดยสารจากภูเก็ตสามารถเชื่อมต่อทริปเชียงรายแบบ เต็มวัน (ถึงก่อนเที่ยง) และฝั่งผู้โดยสารเชียงรายก็ออกเดินทางช่วงสายไปถึงภูเก็ต ต้นบ่าย ทันเช็กอิน–เดินชายหาด–ขึ้นเรือทริปบ่ายได้พอดี

สาระสำคัญเชิงนโยบายท่องเที่ยว  การจัดตารางบินลักษณะนี้เป็น “ตัวคูณโอกาส” ของสองปลายทาง เพราะย่นย่อเวลาการเดินทางแบบมีต่อเครื่องในกรุงเทพฯ ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่ม “เวลาท่องเที่ยวจริง” (effective leisure hours) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ชะตาความพึงพอใจของนักเดินทางรุ่นใหม่

เชียงรายได้อะไร  5 แกนผลบวกระดับพื้นที่ 

  1. ดีมานด์จับคู่ชัด (Demand Matching)  ผลสำรวจ ททท. ชี้ เชียงใหม่–ภูเก็ต–กระบี่–กาญจนบุรี–เชียงราย ติด “จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด” นั่นหมายถึง เชียงราย อยู่ใน “สมการการตัดสินใจ” ของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การเปิดเส้นทางตรงไปยัง ภูเก็ต จึงเป็นการ “จับคู่ดีมานด์เหนือต่อใต้” ที่มีฐานจริง ไม่ใช่สร้างดีมานด์ใหม่จากศูนย์
  2. แพ็กเกจ 2 ฤดูกาล 1 ทริป (Two-season Combo)  เชียงรายเด่นช่วงปลายฝนต้นหนาว–หน้าหนาว ส่วนภูเก็ตคือไฮซีซันอันดามัน ตุลาคม–เมษายน เส้นทางตรงเปิดโอกาสทำแพ็กเกจ หนาวเหนือ–ร้อนใต้” 5–7 วัน ครอบคลุม ดอยแม่สลอง/เชียงของ/วัดร่องขุ่น ต่อ อ่าวฉลอง–เกาะพีพี–สิมิลัน สร้างมูลค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น (length of stay + spending per pax)
  3. เอสเอ็มอีบริการ/ครีเอทีฟโฮสพิทาลิตี้โต  ที่พักแนวดีไซน์/คาเฟ่/ชุมชนท่องเที่ยวในเชียงรายสามารถผูกดีลกับบัดดี้ฝั่งภูเก็ต–กระบี่ แลกฐานลูกค้าและทำ Cross-sell เช่น โค้ดส่วนลด/คูปองข้ามปลายทาง เพิ่มโอกาส “กลับมาเที่ยวซ้ำ” (repeaters)
  4. ยกระดับบทบาทสนามบินเชียงราย (CEI) เป็น “Gateway เหนือบน”  เส้นทางตรงสู่อันดามันช่วยเสริมภาพลักษณ์สนามบินเชียงรายจาก ปลายทาง สู่ ประตูเชื่อมต่อ ในภูมิภาคตอนบน เพิ่มความน่าสนใจต่อสายการบินในการพิจารณาเส้นทาง ข้ามภูมิภาค อื่นในอนาคต (เช่น CEI–HKT–HDY แบบหมุนเวียน หรือ CEI–อู่ตะเภาเพื่อเชื่อม EEC)
  5. จังหวะสื่อสารแบรนด์จังหวัด  เชียงรายมีแคมเปญ “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” การมีไฟลต์ตรงสู่อันดามันเปิดพื้นที่สื่อสารเชิงธีม เหนือ–ใต้ในมือเดียว” สร้างคอนเทนต์การเดินทาง 2 ภูมิภาคใน 1 วิดีโอ/บทความ ช่วยให้ สำนักข่าวท้องถิ่น–เพจท่องเที่ยว–ผู้สร้างคอนเทนต์ ปั้นไวรัลได้ง่ายขึ้น

ดีมานด์ฝั่งใต้แรงต่อเนื่อง  ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน

ในงาน Networking Function ที่จังหวัดพังงา เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ททท. ภูมิภาคภาคใต้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยปี 2568 ระบุว่า

  • จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด (Top 5)  อันดับ 1 เชียงใหม่, อันดับ 2 ภูเก็ต, อันดับ 3 กระบี่, อันดับ 4 กาญจนบุรี, อันดับ 5 เชียงราย
  • จังหวัดที่อยากกลับไปเที่ยวซ้ำ (Top 3)  กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, กระบี่

โดยเฉพาะ กระบี่ พบสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z สูงถึง 44.5% สอดคล้องกับเทรนด์ “ประสบการณ์ใหม่ในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป” ซึ่งตรงกับจริตคอนเทนต์รีวิว–คลิปสั้น/แนวแอดเวนเจอร์ ทั้งหมวกดับเบิล ทะเล/เกาะ/ดำน้ำ และอาหารท้องถิ่น

ผลต่อเชียงราย  เมื่อปลายทางใต้ติดเทรนด์สูงและปลายทางเหนือ (เชียงราย) อยู่ Top 5 ในฝั่ง “อยากไป” การมีไฟลต์ตรง CEI–HKT จะทำให้ “สองดีมานด์” วิ่งหากันง่ายขึ้น คนเหนือบินไปลัดทะเล คนใต้บินขึ้นดอย เกิดการแลกเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวสองทิศ แทนที่จะไหลทางเดียวเข้าสู่กรุงเทพฯ

บริบทอุตสาหกรรมการบิน  ชัตดาวน์สหรัฐฯ 40 วันสะเทือน “ไทม์ไลน์รับมอบเครื่อง” แต่แผนไทยเวียตเจ็ทยังไปต่อ

แม้มีข่าวดีเรื่องเส้นทางข้ามภูมิภาค แต่ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อกว่า 40 วัน ได้เขย่าอุตสาหกรรมการบินโลก รวมถึงไทยเวียตเจ็ท จากการ เลื่อนกระบวนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ (ยกตัวอย่าง 737-8/737 MAX) ทำให้ต้องปรับแผนขยายฝูงบินและเลื่อนการเปิดเส้นทางบางเส้นไป มีนาคม 2569 จากเดิมที่ตั้งใจไว้ช่วงกลางมกราคม ส่งผลกระทบเชิงปฏิบัติการต่อการจัดตารางบินระหว่างประเทศ (เช่น เส้นญี่ปุ่น–เกาหลีใต้) และการบริหารสำรองเครื่อง แต่ในภาพรวม เส้นทางภายในประเทศ–ข้ามภูมิภาคไทย ยังเดินหน้า โดยเฉพาะเส้นที่มีฐานดีมานด์ชัดอย่าง CEI–HKT

ในฝั่งสหรัฐฯ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องพักงานเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งและปรับลดการให้บริการ ทำให้การอนุมัติ/ตรวจรับบางขั้นตอนชะลอ ส่งผลสืบเนื่องต่อผู้ผลิต–สายการบิน–สนามบินทั่วเครือข่ายโลก แม้ล่าสุดมีงบชั่วคราวให้รัฐกลับมาเปิดทำการถึง 30 มกราคม 2569 แต่รอยต่อทางซัพพลายเชนยังต้องใช้เวลา “ไล่ทัน” ตารางเดิม

ความหมายต่อเชียงราย  เส้นทาง CEI–HKT ที่กลับมาในมกราคม 2569 สะท้อน “การจัดลำดับความสำคัญฝั่งดีมานด์ภายในประเทศ” ของสายการบิน นั่นคือ หากต้องเลือกใช้เครื่องอย่างจำกัด เส้นที่เกื้อดีมานด์สองภูมิภาคหลัก (เหนือ–อันดามัน) จะถูก “ล็อกคิว” ไว้ก่อน

ไทยเวียตเจ็ทกับทิศทางการบินสีเขียว  จากเที่ยวบินทดลองสู่ Green Route เชิงพาณิชย์

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือความร่วมมือระหว่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กับ OR ในการใช้น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel  SAF) ซึ่งต่อยอดจากเที่ยวบินทดลอง กรุงเทพฯ–ดานัง (11 ก.ค. 2567) สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง เช่น เส้น กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก (สัดส่วนผสม SAF 1%) และมีแผนขยาย Green Route ในไตรมาส 1/2569 เช่น กรุงเทพฯ–คัมรานห์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SAF ≥ 5% ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามกรอบ CORSIA

ผลต่อแบรนด์ปลายทาง  แม้เส้นทาง CEI–HKT ยังไม่ประกาศเป็น Green Route โดยตรง แต่กระแส Fly Green จะส่งอานิสงส์เชิงการตลาดแก่ปลายทางที่มี “เรื่องเล่า” ด้านธรรมชาติ–ชุมชน–คาร์บอนต่ำอย่าง เชียงราย (เส้นทางดอย/ชุมชนกาแฟ/ชา–งานหัตถกรรม) ให้สื่อสารเรื่อง “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ–ลดคาร์บอน” ได้เด่นขึ้นในแพ็กเกจ สองภูมิภาค หนึ่งความยั่งยืน

สมการ “โอกาส–ความพร้อม”  เชียงรายต้องทำอะไรใน 90 วันแรกก่อน/หลังเปิดบิน

เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลสู่ชุมชนจริง เชียงรายควรจัดการ 5 แพ็กงานเร่งด่วนดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสองภูมิภาค (Co-create Product)
    • รวบรวมเส้นทาง 3–5–7 วัน “เหนือ–ใต้” ที่คุ้มเวลาไฟลต์ (เช่น 2 คืนเชียงราย + 3 คืนภูเก็ต/กระบี่)
    • จับคู่ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์/รีสอร์ต/เรือทัวร์/ดำน้ำ สร้างแพ็กเกจรวมตั๋วเครื่อง–ที่พัก–เรือ/รถรับส่ง–ไกด์ท้องถิ่น
    • สื่อสาร Storyline ชัด  เช้าเหนือชิมชา–เที่ยงใต้ชิมซีฟู้ด/พระอาทิตย์ขึ้นบนดอย–ตกทะเลอันดามัน
  2. เชื่อมต่อภาคพื้น (First/Last-mile Integration)
    • จัด รถรับ–ส่งสนามบินเชียงราย (CEI) แบบตารางเวลาแน่นอน ครอบคลุมโซน อำเภอเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงของ
    • ประสาน รถตู้/แท็กซี่มิเตอร์/รถเช่า ให้มี “เรตราคาแนะนำ” และ QR จ่าย ที่โปร่งใส
    • ฝั่งภูเก็ต เชื่อม ท่าเรือฉลอง/อ่าวปอ ให้ทันรอบเรือบ่าย (หลีกความแออัด)
  3. การสื่อสารตลาด (Market Communication)
    • ทำ เพลย์ลิสต์คอนเทนต์ “จากลมหายใจหมอกเหนือ สู่อ้อมกอดคลื่นใต้” 60–90 วินาที สำหรับ TikTok/Reels
    • ยิง คีย์เวิร์ดสองภูมิภาค ในบทความยาว  “เที่ยวเหนือ–ใต้ไฟลต์เดียว”, “ทริปเชียงราย–ภูเก็ต 5 วัน”
    • ใช้ KOL/Creator คู่หูเหนือ–ใต้ ถ่ายทำ หนึ่งทริป สองสภาพอากาศ เพื่อสร้างความต่างเชิงประสบการณ์
  4. ยกระดับประสบการณ์สนามบิน (Airport Readiness)
    • เพิ่ม เคาน์เตอร์ข้อมูลหลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) พร้อมแผนที่ดิจิทัล/QR เส้นทางเที่ยว
    • สนับสนุน บริการพิเศษผู้สูงวัย/ครอบครัว (รถเข็น–ช่องบริการ–ป้ายชัด) รับการเดินทางข้ามภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น
    • ประสาน เจ้าหน้าที่–อาสาสมัครท่องเที่ยว ช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดเส้นทาง เพื่อเคลียร์ จุดคอขวด หน้าประตูขาเข้า/รับกระเป๋า
  5. วัดผล–ปรับแผนแบบ 30–60–90 วัน (PDCA)
    • เก็บข้อมูล อัตราบรรทุก (Load factor) ต่อไฟลต์, ค่าใช้จ่าย/หัว/ทริป, คืนเฉลี่ย
    • ประชุม War room ท่องเที่ยวเชียงราย ทุก 30 วัน ร่วมกับสายการบิน–สนามบิน–ผู้ประกอบการ–ททท. เพื่อปรับผลิตภัณฑ์/สื่อสาร/เวลาเชื่อมต่อ
    • จัดทำ แดชบอร์ดสาธารณะ เพื่อสร้างแรงเชียร์การบินต่อเนื่อง (ถ้าโหลดดี = โอกาสเพิ่มความถี่/ขยายวันบิน)

มุมมองผู้ประกอบการ  “ข้ามภูมิภาค” คือทางออกต่อฤดูกาลที่เหลื่อมกัน

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายมองว่า การมีเส้นทางตรงสู่อันดามันช่วย “กระจายความเสี่ยงฤดูกาล” เพราะเมื่อฝั่งเหนือเข้าสู่ช่วงโลว์ (หลังเดือนกุมภาพันธ์) ฝั่งอันดามันยังอยู่ในช่วงดีของทะเล ผู้ประกอบการสามารถรักษายอดขายและแรงงานได้ต่อเนื่องจากการขายแพ็กเกจร่วม ส่วนฝั่งภูเก็ต–กระบี่ก็ได้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม–นิเวศบนดอยมาช่วย “แต่งทริป” ให้แปลกใหม่

จากเครื่องบินสู่เศรษฐกิจฐานราก  เชื่อม “สายบิน–สายลม–สายหมอก–สายคลื่น”

เส้นทาง CEI–HKT ไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานเชิงเวลา ที่ทำให้ผู้คน แลกเปลี่ยนประสบการณ์–รายได้–วัฒนธรรม ได้เร็วขึ้น หากเชียงรายทำ “การบ้าน 90 วันแรก” ให้แน่น ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารร่วม ไปจนถึงบริการภาคพื้น กระสุนนี้จะวิ่งเข้ากลางเป้าหมาย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดได้จริง

ประโยคชวนคิด  ไฟลต์ที่ดีคือไฟลต์ที่พาผู้คนไปถึง “ประสบการณ์ที่ตั้งใจ” ตรงเวลา และพา “รายได้” ไปถึงชุมชนตรงจุด

 

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • ไทยเวียตเจ็ท กลับมาเปิด เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 2569 สัปดาห์ละ 3 วัน (จ.–พ.–ศ.) ด้วย A320
  • ททท. ยืนยันดีมานด์  ภูเก็ต–กระบี่ติด Top 3 จังหวัดในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงรายติด Top 5
  • แม้มีแรงสั่นสะเทือนจาก ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ 40 วัน ต่อไทม์ไลน์รับมอบเครื่องบินใหม่ แต่เส้นทางภายใน–ข้ามภูมิภาคที่ดีมานด์ชัดยังเดินหน้า
  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์×OR เดินหน้า SAF/Fly Green มุ่ง Net Zero (SAF ≥ 5% ภายในปี 2573) เปิดโอกาสการตลาด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ให้เชียงราย
  • เชียงรายควรเร่ง 5 เพลา  ผลิตภัณฑ์สองภูมิภาค–เชื่อมต่อภาคพื้น–สื่อสารตลาด–ยกระดับสนามบิน–วัดผล/ปรับแผน 30–60–90 วัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน ปลดล็อกบ่าย อาจเพิ่มความเสี่ยงบนถนน ภูมิประเทศภูเขา ซับซ้อน

ปลดล็อกเหล้า–เบียร์บ่าย เศรษฐกิจคึกหรือสังคมเสี่ยง? ส.อ.ท.หนุนรายได้ท่องเที่ยว–แต่เตือน “วินัยการทำงาน” ขณะเชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน นักดื่มสูงอันดับ 4 ประเทศ–อุบัติเหตุหนักช่วงเทศกาล

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเฮรับไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการดังรับมติ “ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ช่วง 14.00–17.00 น. ที่ภาครัฐผลักดันโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาคเอกชนมองเป็น “สวิทช์ความสะดวก” ให้ผู้ประกอบการเดินเกมการตลาดและบริการนักท่องเที่ยวได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่นักเดินทางรู้สึกถึงเสรีภาพในการจับจ่ายช่วงบ่ายที่เคยถูกปิดไว้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของสังคม เสียงเตือนเรื่อง “วินัยคนทำงาน” และ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” ดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างเชียงรายที่ตัวเลข “ผู้ดื่มสุรา” สูงถึง 53.7% และเคยขึ้นแท่น “ความรุนแรงอุบัติเหตุช่วงเทศกาล” ของประเทศ

ส.อ.ท. ผลบวกชัดต่อท่องเที่ยว–บริการ แต่ต้องมีกติกาในที่ทำงาน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์มองนโยบายปลดล็อกบ่ายว่า “ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปลายปี” ภาคบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดแพ็กเกจ มี “อิสระเชิงเวลา” ให้กำหนดข้อเสนอแบบต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักกินเวลาหลังอาหารกลางวัน จะได้ประสบการณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบการพักผ่อน ขณะที่ร้านค้าลด “คอขวด” ของช่วงงดขาย เปลี่ยนเป็นจังหวะทำรายได้

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.วางเงื่อนไข “วินัยองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็น “เวลาทำงานปกติ” ของหลายภาคส่วน บริษัทจึงควรมี นโยบายภายใน ที่รัดกุม เช่น การสื่อสารข้อห้าม การกำหนดแนวปฏิบัติ (เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ห้ามในเวลางาน/ห้ามก่อนขับรถภารกิจ) และระบบตรวจสอบตามบริบท เพื่อคงประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งเน้นย้ำ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะการป้องกัน เมาแล้วขับ และการส่งเสริม “การดื่มอย่างรับผิดชอบ”

เชียงราย “วิกฤตคู่ขนาน” ที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่วันแรกที่ปลดล็อก

หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจอย่างเดียว ภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น เชียงราย จะได้รับแรงส่งจากการผ่อนกติกาช่วงบ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ปี 2567 ระบุว่า เชียงรายมีอัตราผู้ดื่มสุรา 53.7% อยู่อันดับ 4 ของประเทศ รองจากขอนแก่น (64.1%), ลำปาง (59.5%) และมหาสารคาม (56.0%) สัญญาณนี้ชี้ว่า “ความเสี่ยงสุขภาพเรื้อรัง (NCDs)” และ “ความเสี่ยงเฉียบพลันบนถนน” อาจขยับขึ้น หากการบริโภคขยายตัวในช่วงเวลาทำงานและก่อนการเดินทาง

ด้านความปลอดภัยทางถนน เชียงรายถูกบันทึกว่า “รุนแรง” ในช่วงเทศกาลบางปี โดยใน สงกรานต์ 2567 เคยครองสถิติผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดของประเทศ และในการประเมินภาพรวมระดับชาติ เมาแล้วขับ มีสัดส่วนต่ออุบัติเหตุสูงประมาณ 20.47–23.92% ของคดีสะสมช่วงเทศกาล ขณะที่กลุ่มอายุ 20–29 ปี ถูกชี้ว่าเป็น “ฮอตสปอตทางพฤติกรรม” ทั้งการดื่มและการใช้รถจักรยานยนต์ ยานพาหนะที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บจาก DUI สูงที่สุด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่ายในพื้นที่ที่ “ฐานผู้ดื่มสูงอยู่แล้ว” ยิ่งต้องการ กรอบควบคุมเสริม ที่ประคองให้ “ผลบวกทางเศรษฐกิจ” เดินคู่กับ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขา และการเดินทางท่องเที่ยวข้ามอำเภอ

เศรษฐกิจ vs สังคม จะเอาเพียงด้านเดียวไม่ได้

ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการได้รับ 3 แต้มหลักทันที (1) เพิ่ม “ช่วงขาย” ช่วงบ่าย ลดการสะดุดขององศารายได้ (2) ทำแพ็กเกจประสบการณ์ต่อเนื่อง อาหารกลางวัน/ทัวร์ระยะสั้น/บาร์คาเฟ่ ให้สอดรับพฤติกรรมนักเที่ยว และ (3) เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าต่างชาติที่คาดหวังความยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ด้านสังคม–แรงงาน บริษัทต้องรักษาประสิทธิภาพงาน โดยมีนโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนขับรถภารกิจ และการตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบสุ่มในงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เช่น โลจิสติกส์/ช่างภาคสนาม)
ด้านความปลอดภัยสาธารณะ จังหวัดเสี่ยงอย่างเชียงรายต้องเสริม “กรอบคุม” ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะ 7–10 วันอันตราย

แผนที่เสี่ยงของเชียงราย วัยทำงานตอนต้น รถจักรยานยนต์ ถนนภูเขา

  1. วัยทำงานตอนต้น (20–29 ปี) กลุ่มอายุที่มีอัตราถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด หากเปิดจำหน่ายช่วงบ่าย ปฏิทินสังคมหลังเลิกงานอาจขยับมาเร็วขึ้น เป็นช่องให้ “ดื่มก่อนขับ” เกิดขึ้น
  2. รถจักรยานยนต์ ในภาพรวมของประเทศ ยานพาหนะนี้ครองสัดส่วนหลักของการบาดเจ็บจาก DUI ความเสี่ยงจะทวีคูณบนถนนชนบท/เส้นรองที่มีไฟส่องสว่างจำกัด
  3. ภูมิประเทศภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว ภูมิอากาศและทัศนวิสัย (หมอก/ฝน) บวกกับความชันและโค้ง ทำให้ “อุบัติเหตุหนึ่งครั้ง” มีโอกาสรุนแรงสูงกว่าพื้นที่ราบ

ถอดบทเรียนเพื่อ “ปลดล็อกอย่างปลอดภัย” ในเชียงราย

เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไปต่อบนความเสี่ยงสังคม ข้อเสนอเชิงระบบต่อเชียงราย ที่สอดคล้องความเห็น ส.อ.ท. และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย ควรประกอบด้วย 4 ชั้นเชื่อมโยงกัน

ชั้นที่ 1 นายจ้าง–สถานประกอบการ (Workplace Governance)

  • นโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนไปภารกิจ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สื่อสารซ้ำทุกไตรมาส
  • สุ่มตรวจแอลกอฮอล์เฉพาะตำแหน่งเสี่ยง (ขับรถ/โลจิสติกส์/ซ่อมบำรุง/งานบนที่สูง) พร้อมมาตรการทางวินัยที่เป็นธรรม
  • จัดสิทธิพนักงานสำหรับ “ผู้เสี่ยง” เช่น คูปองรถโดยสาร/แท็กซี่ในวันสังสรรค์องค์กร ลดแรงจูงใจขับรถหลังดื่ม

ชั้นที่ 2 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–บริการ (Responsible Seller)

  • โปรโตคอล “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ฝึกอบรมพนักงานคัดกรองอายุ ภาวะเมา และมีสิทธิ “ปฏิเสธเสิร์ฟ” อย่างปลอดภัย
  • ดีลร่วมขนส่ง สร้างแพ็กเกจ “กิน เที่ยว กลับ” จับมือแท็กซี่/รถรับจ้างท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้ามีทางกลับโดยไม่ต้องขับเอง
  • สื่อสารเชิงบวก ใช้ป้าย/คิวอาร์โค้ดเตือน “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” ตั้งแต่หน้าร้าน (ภาษไทย อังกฤษ จีน) รับฤดูกาลทัวร์ข้ามแดน

ชั้นที่ 3 จังหวัด ท้องถิ่น (Road Safety & Health)

  • จุดตรวจยืดหยุ่นตลอดปี โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. บนเส้นรอง/รอบสถานบันเทิง/จุดท่องเที่ยว มากกว่ารอเฉพาะเทศกาล
  • DUI Hotspot Mapping ใช้ข้อมูล ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สาธารณสุข ตำรวจ ทำแผนที่จุดเสี่ยงรายสัปดาห์
  • ทีมชุมชน–อสม. สอดส่องการขายผิดกฎหมาย (ขายให้ <20 ปี/นอกเวลาที่กำหนด) และประสานงานการเตือนภัยท้องถิ่น

ชั้นที่ 4 สาธารณสุข–ป้องกันระยะยาว (Chronic Risk)

  • คลินิกลดเสี่ยง NCDs เจาะกลุ่ม “นักดื่มประจำ” ด้วยการคัดกรองความดัน เบาหวาน ตับ และโปรแกรมงด/ลดแบบสมัครใจ
  • การสื่อสารกับเยาวชน ลดอายุกลุ่มเริ่มดื่มผ่านกิจกรรมโรงเรียน อาชีวะ มหาวิทยาลัย และเข้มบังคับใช้ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

จากสถิติสู่การตัดสินใจ ตัวเลขที่ควรจำเมื่อถกนโยบาย

  • 53.7% สัดส่วนผู้ดื่มสุราของประชากรเชียงราย (ปี 2567)   สูงอันดับ 4 ประเทศ
  • 20.47–23.92% สัดส่วนอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลระดับชาติ รองจากการขับรถเร็ว
  • กลุ่ม 20–29 ปี กลุ่มอายุที่ถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด สัมพันธ์กับรถจักรยานยนต์

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกให้ “หยุด” นโยบายปลดล็อกบ่าย หากแต่บอกให้ “ออกแบบราวกันตก” ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดที่เสี่ยงทั้ง “เรื้อรัง” และ “เฉียบพลัน” อย่างเชียงราย

เสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สมดุลที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้าง

ภาคธุรกิจ ต้องกล้าประกาศกติกาในองค์กรและลงทุนกับความปลอดภัยของลูกค้า (เช่น ส่วนลดค่ารถกลับบ้าน/ดีลร่วมแท็กซี่)
เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องทำ “งานปกติ” ให้เป็น “งานตลอดปี” ขยายจุดตรวจตามจังหวะพฤติกรรมจริง ไม่ใช่รอเฉพาะเทศกาล
ชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังหน้าร้าน หลังร้าน ลดการขายผิดกฎหมาย และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนเตือนเพื่อน”
ประชาชน เป็นคีย์เวิร์ดสุดท้าย ดื่มอย่างรับผิดชอบ รู้ทางกลับ ปฏิเสธการขับขี่เมื่อมีแอลกอฮอล์ในเลือด

คำถามสำคัญที่ต้องตอบใน 3 เดือนแรกของการปลดล็อก

  1. ตัวเลขอุบัติเหตุ/เมาแล้วขับช่วงเย็น–ค่ำ เปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปลดล็อก?
  2. ธุรกิจบริการ–ท่องเที่ยว สร้างมาตรฐาน “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ได้ครอบคลุมแค่ไหน และมีผลต่อพฤติกรรมจริงหรือไม่?
  3. เชียงราย สามารถทำ Hotspot Mapping และปรับจุดตรวจให้ตรงจังหวะ “เส้นรอง เวลาเสี่ยง” ได้เร็วเพียงใด?

การตอบคำถามด้วย “ข้อมูลจริง” จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินบนทางที่สมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจที่เติบโต” และ “สังคมที่ปลอดภัย” หรือไม่

ปลดล็อกไม่ใช่ปล่อยไหล เชียงรายต้องปลดล็อกบนรางเหล็กของข้อมูล

ปลดล็อกบ่ายคือ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่มองเห็นประโยชน์ได้ทันที แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดนักท่องเที่ยวที่มีฐานผู้ดื่มสูงและภูมิประเทศท้าทาย ทุกก้าวต่อไปควรเดินบน “รางเหล็กของข้อมูล” และ “กติกาที่วัดผลได้” หากทุกฟันเฟือง ผู้ว่าฯ อปท. ตำรวจ สาธารณสุข ผู้ประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ขันแน่นเป็นวงเดียวกัน เม็ดเงินที่ไหลเข้าจะไม่ถูกแลกด้วยชีวิตบนท้องถนน

ประโยคชวนคิด “เศรษฐกิจดีขึ้นหนึ่งก้าว มีค่าก็ต่อเมื่อความปลอดภัยไม่ถอยหลังสองก้าว เชียงรายทำได้ ถ้าขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรับผิดชอบร่วมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด/สสส.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้าวหอมมะลิจ่อแตะ 1.5 หมื่น/ตัน! ธรรมนัส–นเรศ เร่งพลิกเข็มทิศข้าวไทยสู่คุณภาพ คาร์บอนต่ำ

ราคาข้าวขยับ–เชียงรายขยับตัว” ธรรมนัสดันหอมมะลิแตะ 1.5 หมื่นบาท/ตัน–นเรศจ่อเข้านบข. เสนอปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่–เร่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชูคุณภาพและรายได้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — สายลมต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาทางตอนล่างของเชียงรายพาเอาความคาดหวังกลับคืนมาสู่ชาวนาอีกครั้ง เมื่อสัญญาณสำคัญจากส่วนกลางระบุชัดว่า “ราคาข้าวกำลังปรับตัวดีขึ้น” โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขยับแตะ 13,500 บาทต่อตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาทต่อตัน จากอานิสงส์มาตรการ “ชะลอการขายข้าว” ซึ่งทำหน้าที่ “ตัดยอด” ปริมาณออกจากตลาดในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน

เสียงยืนยันจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมนำ “ชุดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อ “พลิกเข็มทิศ” การผลิตข้าวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” ไปพร้อมกับการปรับพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม นำร่อง 1 ล้านไร่ และยกระดับโครงสร้างรองรับ อาทิ การสนับสนุนเครื่องบรรจุ ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และการใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกหลัก

ราคาดีเพราะ “ชะลอขาย” แต่ต้องชะลออย่าง “มีวินัย”

หัวใจของสัญญาณราคาครั้งนี้คือ “การชะลอขาย” ที่ช่วยผ่อนแรงกดอุปทานในตลาดช่วงสำคัญ หากมองจากมุมพื้นที่อย่างเชียงราย จังหวัดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ “จับจังหวะตลาด” ผ่านพ่อค้าคนกลาง/โรงสีและสหกรณ์ มาตรการดังกล่าวจะได้ “ราคา” ก็ต่อเมื่อมีวินัยในสามจุดพร้อมกัน ได้แก่

  1. การเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว ให้คุณภาพเมล็ดไม่เสื่อมจากความชื้น/เชื้อรา เพราะข้าวคุณภาพดีคือเงื่อนไขต่อรองราคา
  2. การเข้าถึงสินเชื่อ/สภาพคล่อง ระหว่างรอขาย เพื่อไม่ให้ต้อง “ขายขาดทุนเพราะเงินถึงมือช้า”
  3. ข้อมูลราคาและสัญญาณตลาด เพื่อกำหนด “จังหวะปล่อยของ” ให้สอดคล้องความต้องการ

ในบริบทนี้ เชียงรายถือว่ามี “ทุนสถาบัน” รองรับสำคัญ ทั้งเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และสาขา ธ.ก.ส. 29 สาขา ซึ่งติดอันดับ 8 ของประเทศ (เท่ากับสุราษฎร์ธานี) ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนระยะสั้นและบริการทางการเงินเฉพาะด้านได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการระดับชาติ จึงเพิ่มโอกาส “รอให้ถึงราคา” โดยไม่เสียคุณภาพหรือสภาพคล่อง

จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ” เข็มทิศใหม่ที่ชี้ตรงเชียงราย

ข้อเสนอของ นายนเรศ ที่จะเสนอต่อนบข. วาง “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” เป็นแกนกลาง และใช้เครื่องมือสองขาเดินคู่กัน ได้แก่

  • ขาแรก โซนนิ่งการผลิต + โซนนิ่งการตลาด
    ปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ “ไม่เหมาะสมต่อการทำนา” ไปสู่ พืชทางเลือก ที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ บริหารความเสี่ยงด้านน้ำ/ดิน พร้อมเดินโซนนิ่งการตลาดคู่ขนาน เพื่อไม่ให้เกิด “ปลูกแล้วตันที่หน้าประตูตลาด”
  • ขาที่สอง  ยกระดับโครงสร้างคุณภาพ
    สนับสนุน เครื่องบรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็น “ฐานผลิต ฐานความรู้ ฐานตรวจรับรองเบื้องต้น” เชื่อมสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อน ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ใส่ใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้投入ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับเชียงราย แนวทางนี้ “เข้าทาง” โครงสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย มีทั้งที่ราบเหมาะทำนา และโซนที่อาจเหมาะกับพืชทางเลือก การเดินนโยบายบนฐานข้อมูลความเหมาะสมของดิน น้ำ ภูมิอากาศ จะช่วยให้เกษตรกร “วางพอร์ตพืช” ได้สมดุลกว่าเดิม ลดการเสี่ยงผันผวนด้านราคา และจูนให้เข้ากับตลาดจริง

คลายความสับสน “พันธุ์ข้าว”  หอมมะลิมาตรฐานไม่เท่ากับ “หอมสยาม”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว อธิบายชัดในสองชั้นสำคัญ

  • ชั้นมาตรฐาน  ข้าวหอมมะลิมาตรฐาน คือ กข15 และ หอมดอกมะลิ 105 ซึ่ง “มีราคาอ้างอิงตามเกณฑ์ตลาด” และเป็นฐานการซื้อขายที่วงการยอมรับ
  • ชั้นพันธุ์เอกชน  “หอมสยาม” เป็นพันธุ์ที่ เอกชนจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จึงจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ แต่ ยังอยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ทำให้ ราคาแตกต่างจากหอมมะลิมาตรฐานแน่นอน

สาระสำคัญสำหรับเกษตรกรเชียงราย คือ “แยกแยะให้ชัดเจน” ระหว่างพันธุ์มาตรฐานกับพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างการรับรอง เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังราคาที่คลาดเคลื่อน ระดับพื้นที่ควรใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ โรงสี เป็น “จุดเช็คข้อมูลพันธุ์และราคา” ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์หรือทำสัญญาขาย เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในระบบ

เชียงรายในฐานะ “สนามจริง”  ทำอย่างไรให้ได้ทั้ง “ราคา คุณภาพ ความยั่งยืน”

เมื่อข้อเท็จจริงจากส่วนกลางชัดเจน สิ่งที่จังหวัดต้องทำคือ “แปลงสัญญาณนโยบาย” ให้เป็น เวิร์กโฟลว์ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะหกประเด็นต่อไปนี้

  1. แผนชะลอขายระดับสหกรณ์
    สหกรณ์/กลุ่มชาวนาควรร่วมกำหนด แผนรับ เก็บ ปล่อยของ ตามสัญญาณตลาด สื่อสาร “จังหวะขาย” แบบรายสัปดาห์ พร้อม แนวปฏิบัติการเก็บรักษา (ความชื้น การรม การถ่ายเทอากาศ) เพื่อคงคุณภาพเมล็ด
  2. สินเชื่อหมุนเวียน คลังเก็บ การประกันคุณภาพ
    ใช้ความพร้อมของ ธ.ก.ส. 29 สาขา เชื่อมสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นกับ ระบบคลังกลาง/ไซโลชุมชน และจัดทำ มาตรฐานประกันคุณภาพ ก่อนปล่อยขาย ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การคัดเลือกพื้นที่ปรับพืช (Pilot 1 ล้านไร่)
    บูรณาการข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อคัด “จุดนำร่อง” ในเชียงราย ที่ควรเปลี่ยนไปปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ พืชตระกูลถั่ว พร้อมจับคู่ ผู้รับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ ตลาดถั่ว ให้แน่ชัด (โซนนิ่งการตลาด)
  4. สายพานข้าวคาร์บอนต่ำ
    สร้างคู่มือปฏิบัติการลดคาร์บอนในแปลงนา (จัดการฟาง น้ำ เคมี) และ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้น ที่ศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมกับโรงสีขนาดเล็กที่ได้รับเครื่องจักรสนับสนุน เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอและการติดฉลากคุณภาพ
  5. ลดความสับสนเรื่องพันธุ์ที่หน้าทุ่ง
    จัด คลินิกพันธุ์ข้าว ฤดูละหนึ่งครั้ง รวบรวมเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นักปรับปรุงพันธุ์ โรงสี พ่อค้าพันธุ์ มาชี้แจง หอมมะลิมาตรฐาน vs พันธุ์การค้าอื่น พร้อมตารางราคาอ้างอิง ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง
  6. สื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล
    ทำ “แดชบอร์ดราคาข้าวรายสัปดาห์” ของจังหวัด (ผ่านสหกรณ์/ศูนย์ข้าวชุมชน) เพื่อให้ชาวนารับรู้ราคากลาง/แนวโน้ม/คำแนะนำจังหวะปล่อยของ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ซื้อรายใหญ่

ข้อเท็จจริงที่ “เปิดโอกาส” ให้เชียงราย

  • ราคาข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน มีโอกาสถึง 15,000 บาท/ตัน  เป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เกษตรกรสามารถใช้กลยุทธ์ชะลอขาย (อย่างมีวินัย) เพื่อปิดจุดคุ้มทุนและทำกำไร
  • นโยบายปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่  สำหรับโซนที่ทำนา “ไม่คุ้มต้นทุน” การเปลี่ยนพืชลดเสี่ยงราคาและน้ำ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ที่มั่นคงกว่า แต่ต้องมีตลาดรองรับคู่ขนาน
  • โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง  เปิดโอกาสโรงสีชุมชนในเชียงรายที่พร้อมยกระดับอุปกรณ์ บรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ขึ้นสู่ห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เชื่อมตลาดพรีเมียม
  • ธ.ก.ส. 29 สาขาในเชียงราย  เป็น “โครงสร้างทางการเงิน” ที่เอื้อการหมุนสภาพคล่องระหว่างรอขาย และรองรับการลงทุนย่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว (เครื่องวัดความชื้น โรงเรือนอบแห้งขนาดเล็ก ฯลฯ)

ข้อควรระวัง  ราคาที่ดีต้องไม่แลกด้วยคุณภาพที่ตก

มาตรการชะลอขายจะได้ผลสูงสุด เมื่อ “เมล็ดข้าวยังคงคุณภาพ” เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับ

  • การลดความชื้นตามมาตรฐาน ก่อนเข้าคลัง เพราะความชื้นสูงทำให้เกิดเชื้อราและสูญเสียบทต่อรอง
  • การคัดแยกสิ่งเจือปน และรักษาความสะอาด ช่วยลด “ค่าหัก” จากโรงสี/ผู้ซื้อ
  • เอกสารการซื้อขาย/มาตรฐานพันธุ์ ทำให้การรับซื้อโปร่งใส ตรงตามประเภทพันธุ์ และเคลียร์ราคาง่าย

คำถามใหญ่ที่ตอบด้วยนโยบาย

  1. จะไม่ให้เกษตรกรต้อง “ขายแบบจำยอม” ได้อย่างไร?
    คำตอบคือ “สภาพคล่องระยะสั้น + คลังเก็บคุณภาพ + ข้อมูลราคา” ต้องมาพร้อมกัน จังหวัดซึ่งมี ธ.ก.ส. ครอบคลุมสาขาใหญ่ ยิ่งควรเร่งการเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนเฉพาะกิจสำหรับการชะลอขาย
  2. จะเปลี่ยน 1 ล้านไร่ให้เป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระ”?
    คำตอบคือ “โซนนิ่งการตลาดคู่ขนานโซนนิ่งการผลิต” ต้องชัดตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสัญญารับซื้อ/โมเดลเชื่อมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้แปรรูปถั่ว
  3. จะทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็น “รายได้เพิ่ม” ไม่ใช่ภาระเอกสาร?
    คำตอบคือ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน โรงสีชุมชน ลดต้นทุนการตรวจ เอกสาร และเชื่อมฉลากคุณภาพกับราคารับซื้อที่ให้ “พรีเมียมจริง”

สรุปภาพใหญ่มุมเชียงราย  จาก “สัญญาณราคา” สู่ “เข็มทิศใหม่ของทุ่งนา”

สัญญาณว่าข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาท/ตัน ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวดีชั่วคราว” หากสะท้อนว่าการบริหารอุปทานด้วยมาตรการชะลอขาย เมื่อประกอบกับการปรับโครงสร้างไปสู่ คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ–โภชนาการสูง และการปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ทำแบบบูรณาการ สามารถ “ยกทั้งระบบ” ให้ชาวนาอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย เมืองเกษตรกรรมที่มีทั้งโครงสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง ศูนย์ข้าวชุมชน และ ธ.ก.ส. 29 สาขา เป็นทุนตั้งต้น ผลลัพธ์ของนโยบายขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ทำให้เป็นงาน” ระดับตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่แผนชะลอขายที่มีวินัย คลังเก็บที่รักษาคุณภาพ การเลือกรูปแบบการผลิตตามโซนนิ่ง ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องพันธุ์และราคาอย่างโปร่งใส หากทุกฟันเฟืองหมุนไปทางเดียวกัน “ราคาที่ดี” จะไม่ใช่แค่จังหวะได้เปรียบชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “โครงรายได้ใหม่” ที่ยืนระยะ พร้อมพาชาวนาเชียงรายเดินหน้าในตลาดที่ยากขึ้นและพิถีพิถันขึ้น

ประโยคชวนคิด  เมื่อชาวนารู้ “จังหวะปล่อยของ” โรงสีชุมชนรู้ “มาตรฐานคุณภาพ” ศูนย์ข้าวชุมชนรู้ “เส้นทางพันธุ์–คาร์บอนต่ำ” และเงินทุนระยะสั้นเข้าถึงทันเวลา “ราคาดี” จะไม่ใช่โชค หากเป็น “ระบบงานที่ออกแบบได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมการข้าว
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ตามรอยรสชาติที่หายไป! เชียงรายนำ แกงแคไก่เมือง ขึ้นเวทีใหญ่ลำพูน พลิกภูมิปัญญาอาหารสู่รายได้

แกงแคไก่เมือง” จุดพลุ Soft Power เชียงราย จาก “รสชาติที่หายไป” สู่งานมหกรรม 10 จังหวัดภาคเหนือขายหมดเกลี้ยงที่ลำพูน เชื่อมเศรษฐกิจวัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

ลำพูน/เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่ “ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว” เมืองลำพูน กลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านคละคลุ้งอยู่เหนือแถวผู้คนที่ทอดยาวไปตามถนนสายวัฒนธรรม เสียงครกตำพริกแกงกระทบสากเป็นจังหวะ ก่อนควันบาง ๆ จากหม้อแกงขนาดใหญ่จะลอยสูงขึ้น ชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านต้องหยุดสูดกลิ่นและหันตามสายตาไปยังป้าย “เชียงราย แกงแคไก่เมือง” เมนูที่ผู้จัดงานนิยามไว้ว่าเป็นหนึ่งใน “รสชาติที่หายไป” ของภาคเหนือ และในค่ำคืนนี้ มันกำลังกลับมาอย่างสง่างาม พร้อม “ยอดขายที่หมดเกลี้ยง” และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับพลังของอาหารพื้นถิ่นต่อเศรษฐกิจวัฒนธรรม

งานมหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” จัดขึ้นภายใต้ โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายอนุรักษ์–ฟื้นคืน–และเผยแพร่ “มรดกภูมิปัญญาอาหาร” ที่วันนี้เริ่มหาทานยาก จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำทีมโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี นายอนุสร เทพปินตา เป็นตัวแทนสาธิตและจำหน่ายอาหารจากเชียงราย 3 เมนู ได้แก่ แกงแคไก่เมือง (เมนูไฮไลต์), คั่วแห้มไก่เมือง, และ แกงจิ๊น (แกงเนื้อ)

บรรยากาศ “ถนนสายวัฒนธรรม”  กลิ่นสมุนไพรที่พาคนทั้งถนนหยุดเดิน

ภาพแรกที่เตะตาคือ “งานครัวกลางแจ้ง” ที่เปิดหน้าบ้านให้ผู้คนเห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดผักป่า–ยอดผักพื้นบ้าน ไปจนถึงการผัดเครื่องแกงให้หอมขึ้นน้ำมัน ก่อนเติมไก่เมืองลงหม้อและเคี่ยวด้วยไฟพอดี บูธเชียงรายรายล้อมด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว หลายคนตั้งใจว่าจะแวะ “ชิมนิดหน่อย” แต่กลับกลายเป็นการเข้าคิวต่อเนื่อง เพราะ “กลิ่นแกง” ที่หอมฟุ้งไปไกลเกินกว่าจะปฏิเสธได้

แกงแคไก่เมือง” ไม่ใช่แกงเผ็ดธรรมดา หากเป็น “สารานุกรมกินได้” ของป่าและสวนหลังบ้าน ชื่อ “แค” ในที่นี้ มิได้หมายถึงดอกแคเสมอไป ทว่าเป็นรหัสของ “พืชผักหลายอย่าง” ที่ชุมชนเลือกมาใส่ตามฤดูกาล ความงามของแกงแคจึงอยู่ที่ “ความหลากหลาย” และ “ความสด” พริก ข่า ตะไคร้ ผักชีลาว ยอดมะม่วงหิมพานต์ (ในบางฤดู) ชะอม ปูนาแห้งเล็กน้อย (ในสูตรโบราณบางถิ่น) ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เล่าเรื่องภูมิปัญญาการกินของคนเหนือ ซึ่ง “หยิบของใกล้ตัวมาใช้” อย่างรู้คุณค่า และรู้จักสร้างสมดุลระหว่างโปรตีนจากไก่บ้านกับเส้นใย–สารต้านอนุมูลอิสระจากผักพื้นบ้าน

ผู้ร่วมงานจำนวนมากเลือกซื้อทั้ง 3 เมนูกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ บูธคล้ายกันว่า “หอมมาก กินแล้วคิดถึงบ้าน” และไม่นานนัก แกงทั้งสามชนิดก็จำหน่าย “หมดเกลี้ยง” ซึ่งไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงพาณิชย์ของ “รสชาติที่ยังมีคนโหยหา” หากยังสะท้อนความพร้อมของอาหารพื้นถิ่นเชียงรายในการขยับขึ้นสู่ “Soft Power” ที่จับต้องได้

จากครัวบ้านสู่ครัวมหกรรม  เหตุใด “แกงแคไก่เมือง” จึงทรงพลัง

  1. ตัวแทนชีวภาพของภูมิภาค   แกงแคผูกติดกับ “ฤดูกาล–ภูมิประเทศ” โดยตรง ผักแต่ละชนิดบอกพื้นที่ปลูกและป่าที่หากิน เมื่อยกหม้อแกงขึ้นโต๊ะ เท่ากับยกภูมิประเทศขึ้นมาด้วย
  2. โภชนาการในครัวเรือน   แกงแคเป็นเมนูที่ผสาน “โปรตีนเนื้อสัตว์ + ผักพื้นบ้านหลากชนิด” ได้ในจานเดียว สอดคล้องแนวคิดอาหารสุขภาวะร่วมสมัย
  3. เรื่องเล่า–ความคิดถึง–อัตลักษณ์   สำหรับชาวเชียงราย–ล้านนา แกงแคคือ “รสมือแม่–รสชุมชน” เมื่อถูกจัดวางในงานมหกรรม จึงกระตุ้นความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำร่วม

ผลลัพธ์คือ การขายหมดอย่างรวดเร็วของทั้ง 3 เมนู และ “แถวคอย” ที่ยังไม่สลาย แม้ป้าย “สินค้าหมด” จะถูกตั้งไว้แล้วก็ตาม

Soft Power ที่มีราก  เมื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” กลายเป็น “รายได้”

งานครั้งนี้เน้นชัดว่า อาหารพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความทรงจำ แต่คือ “ทุน” ที่ต่อยอดเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้จริงในสามระดับ

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย  ผู้ค้าย่อมมียอดจำหน่ายทันทีจากการเข้าร่วมงาน ขณะเดียวกันยังได้ “ฐานแฟน” ใหม่ ๆ ซึ่งติดตามไปสู่การสั่งจอง–พรีออเดอร์ในอนาคต
  • ระดับชุมชนและห่วงโซ่วัตถุดิบ  เมื่อเมนูได้รับความนิยม ความต้องการวัตถุดิบพื้นบ้านเพิ่มขึ้น เกิดการเชื่อมโยงกับเกษตรกรรายเล็ก–ผู้รวบรวมผักป่า–ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง
  • ระดับเมืองและการท่องเที่ยว  เมนูเด่นกลายเป็น “เหตุผลในการเดินทาง” นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งตั้งใจ “มากินที่ต้นทาง” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ร้านอาหารชุมชน–โฮมสเตย์–ตลาดวัฒนธรรม

กล่าวได้ว่า “แกงแคไก่เมือง” ในบูธเชียงรายไม่ใช่หม้อแกงใบเดียว แต่คือ “แบบจำลองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่จุดติดได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

บทบาทของหน่วยงานรัฐ  ทำอย่างไรให้ “รสชาติที่หายไป” อยู่ยาว

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ทำหน้าที่ “ยกเวที–จัดแสง–เปิดพื้นที่” ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้นำเสนอเมนูที่เสี่ยงจะเลือนหายต่อหน้าสาธารณะ พร้อมสื่อสาร “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ให้สาธารณชนเข้าใจว่า อาหารพื้นถิ่นคือองค์ความรู้รวมหมู่ ไม่ใช่เพียงสูตรลับส่วนตัว

ในทางปฏิบัติ บทบาทรัฐที่เห็นผลได้จริงในงานครั้งนี้มีอย่างน้อยสี่ประการ

  1. คัดเลือกเมนูเชิดชูอัตลักษณ์   เลือกเมนูที่สื่อความเป็นเชียงรายชัดเจน มีเรื่องเล่า มีวัตถุดิบเฉพาะถิ่น
  2. ยกระดับมาตรฐานการสาธิต   การทำครัวกลางแจ้งแบบเปิด เพื่อให้คนดู “เรียนรู้ผ่านสายตา” เข้าใจเครื่องแกง–ขั้นตอน–เหตุผลของวัตถุดิบ
  3. เชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการ   ดึงผู้ประกอบการที่มีความรู้และรสมือเป็นที่ยอมรับ เช่น นายอนุสร เทพปินตา มาเป็น “ครูภาคสนาม” ให้ผู้ชมได้ซักถาม
  4. เก็บข้อมูล–ต่อยอดเชิงนโยบาย   สำรวจความนิยมของเมนู–ความพร้อมของวัตถุดิบ–ศักยภาพขยายตลาด เพื่อนำไปออกแบบโครงการต่อเนื่อง

สูตรที่เล่าเรื่อง  เคล็ดลับของความ “หอมกรุ่น”

แกงแคไก่เมืองที่ขายหมดเกลี้ยงในคืนนี้ ไม่ได้โดดเด่นที่ “ความเผ็ด” หากโดดเด่นที่ “ความหอม” ซึ่งมาจากสามชั้นสำคัญ

  • ชั้นเครื่องแกง  พริก–ข่า–ตะไคร้–ผิวมะกรูด–กะปิ–กระเทียมตำสด ผัดให้หอมขึ้นน้ำมันก่อนเติมน้ำซุป
  • ชั้นผักพื้นบ้าน  ชะอม–ผักชีลาว–ยอดฟักทอง–ถั่วฝักยาว–ใบชะพลู (ขึ้นกับฤดูกาล) ที่ให้กลิ่นเฉพาะ
  • ชั้นเนื้อไก่เมือง  เนื้อแน่น–ไขมันน้อย เคี้ยวได้รสและกลิ่นควันไฟอ่อน ๆ เมื่อเคี่ยวพอดี

การเลือกไก่เมืองแทนไก่เนื้อทั่วไปทำให้ “น้ำแกงไม่เลี่ยน” และ “กลิ่นสมุนไพรชัด” ซึ่งสอดรับกับรสนิยมร่วมสมัยที่เน้นรสสมุนไพร–ผักพื้นบ้าน และการกินอย่างรู้แหล่งที่มา (origin)

คำถามสำคัญหลังหม้อแกง  จะทำอย่างไรให้ “ความนิยมวันนี้” กลายเป็น “เศรษฐกิจยั่งยืน”

การขายหมดในงานมหกรรมคือสัญญาณเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย หากต้องการให้ “แกงแคไก่เมือง” เป็น Soft Power เชิงระบบ ที่พาเชียงรายไปต่อ มีข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 4 ด้านดังนี้

(1) มาตรฐาน–ถ่ายทอด–สร้างคนทำแกงรุ่นใหม่

  • จัดทำ “ชุดตำรับมาตรฐาน” (Standardized Recipe) ที่ยังยืดหยุ่นต่อฤดูกาล
  • เปิดคลาสสาธิตต่อเนื่องในจังหวัด เชื่อมครัวโรงเรียน–วิทยาลัยอาชีวศึกษา–มหาวิทยาลัย
  • สร้าง “ช่างทำแกงแคประจำชุมชน” ที่รับงานจัดเลี้ยง–ครัวเทศกาลได้

(2) วัตถุดิบ–ห่วงโซ่–การรับรองแหล่งที่มา

  • พัฒนาเครือข่ายผู้ปลูกผักพื้นบ้าน–ผู้เลี้ยงไก่เมือง พร้อม “ป้ายบอกแหล่งที่มา” ในงาน/ร้าน
  • ส่งเสริม “ตลาดนัดผักพื้นบ้าน” รายสัปดาห์ในเชียงราย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงของสดง่ายและคงคุณภาพ

(3) เมนูต่อยอด–แพ็กเกจท่องเที่ยว–เส้นทางอาหาร

  • สร้างเมนูคู่ขวัญ (เช่น คั่วแห้ม–แกงจิ๊น) ให้เป็น “ชุดประสบการณ์ล้านนา”
  • ทำ “เส้นทางแกงแค” เชื่อมชุมชน–ครัวบ้าน–ร้านอาหาร–ตลาดวัฒนธรรม
  • ผนวกกิจกรรม “ครัวสาธิต” ในแพ็กเกจทัวร์เรียนรู้ เพื่อเพิ่มเวลาใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเชียงราย

(4) การสื่อสาร–แบรนด์–ตลาดออนไลน์

  • สร้างแบรนด์ “Lost Taste Chiang Rai” ทำโลโก้–เรื่องเล่า–วิดีโอสั้น
  • เปิดพรีออเดอร์ชุดแกง (ชุดเครื่องแกง–ผัก–คู่มือ) จัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
  • ใช้คอนเทนต์คู่ความรู้ เช่น สรรพคุณสมุนไพร–เรื่องเล่าฤดูกาล ช่วยสร้างการจดจำ

เสียงสะท้อนจากพื้นที่จัดงาน  “กินแล้วนึกถึงบ้าน”

แม้ในงานไม่ได้มีการจัดเวทีเสวนาเฉพาะของเชียงราย แต่ “สนามจริง” หน้าเตา–หน้าหม้อคือพื้นที่พูดคุยที่ดีที่สุด หลายครอบครัวเล่าให้กันฟังว่ารสนี้ “ทำให้คิดถึงแม่” บางคู่พาผู้สูงอายุมาชิม พร้อมอธิบายว่าครั้งหนึ่งเคยกินจากฝีมือคุณยายในงานบุญ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางความทรงจำ” ที่เงินโฆษณาซื้อไม่ได้ และเป็นแรงส่งให้เมนูพื้นถิ่นมีชีวิตอยู่ต่อในเศรษฐกิจร่วมสมัย

ก้าวถัดไปของเชียงราย  จากบูธมหกรรมสู่ “เมืองรสชาติ”

ความสำเร็จที่ลำพูนทำให้เห็นว่า เชียงรายมีศักยภาพจะประกาศตัวเองในฐานะ “เมืองแห่งรสชาติพื้นถิ่นล้านนา” ได้อย่างไม่ขัดเขิน และหากขยับอย่างเป็นระบบ เมืองสามารถมี “ปฏิทินอาหารพื้นถิ่น” รายไตรมาส จัดหมุนเวียนในอำเภอต่าง ๆ (เมือง–แม่สาย–เชียงแสน–เวียงชัย–เวียงเชียงรุ้ง ฯลฯ) เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ผสานตลาดชุมชน–งานวัฒนธรรม–และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

สำหรับหน่วยงานรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษาในพื้นที่ การจับมือกันทำ “ห้องทดลองอาหารพื้นถิ่น” (Living Lab) จะช่วยรวบรวมสูตร–เครื่องมือ–และความรู้การแปรรูป เช่น ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–น้ำพริกแกงแคพร้อมใช้–ชุดผักแห้งอบกรอบเสริมใย–แคริ่งแพ็กเกจเพื่อคนเมืองที่อยากทำแกงแคเองในคอนโด แกนกลางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ขายได้” แต่คือ “รักษาได้” รักษาสูตร–รักษาฤดูกาล–รักษาผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เดินไปพร้อมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

ประโยคชวนคิด  ถ้าหม้อแกงหนึ่งใบทำให้คนหันกลับมามองผักพื้นบ้านและไก่เมืองทั้งห่วงโซ่ได้ นั่นไม่ใช่แค่ยอดขายที่หมดเกลี้ยง หากคือ “ระบบคุณค่าที่กลับมามีชีวิต”

สรุปแกนความสำเร็จในลำพูน 

  • เมนูเชิดชูอัตลักษณ์  แกงแคไก่เมือง สื่อเรื่องฤดูกาล–ภูมิประเทศ–โภชนาการ
  • รูปแบบนำเสนอ  ครัวสาธิตกลางแจ้ง เห็นทุกขั้นตอน–ถามตอบได้จริง
  • ผลตอบรับ  ผู้คนต่อคิวยาว ยอดจำหน่าย 3 เมนู “หมดเกลี้ยง” ภายในงาน
  • โอกาสต่อยอด  สร้างแบรนด์รสชาติ–เส้นทางท่องเที่ยว–ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–ตลาดผักพื้นบ้าน
  • หัวใจเชิงนโยบาย  รัฐเป็น “ผู้เปิดพื้นที่–เชื่อมเครือข่าย–คุ้มคุณค่า” เอกชน–ชุมชน–คนรุ่นใหม่เป็น “ผู้ทำให้เกิดจริง”

รายละเอียดภาคปฏิบัติ  ใคร–ทำอะไร–ที่ไหน

  • เวทีจัดงาน  ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว (ถนนสายวัฒนธรรม) อำเภอเมืองลำพูน
  • กรอบงาน  มหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม
  • ผู้ร่วมดำเนินงานจากเชียงราย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ และคณะเจ้าหน้าที่
  • ผู้สาธิต/จำหน่าย (เชียงราย)  นายอนุสร เทพปินตา ผู้ประกอบการเชียงราย พร้อมเมนู แกงแคไก่เมือง, คั่วแห้มไก่เมือง, แกงจิ๊น
  • ผลตอบรับในงาน  ความสนใจล้นหลาม กลิ่นแกงโดดเด่น ทำให้สินค้าทั้ง 3 เมนูจำหน่ายหมดภายในงาน

 “รสชาติที่หายไป” กำลังกลับมาด้วยความภูมิใจร่วม

ค่ำคืนที่ลำพูนคือภาพจำว่า “รสชาติ” ไม่เคยหายไปจากผู้คน เพียงรอเวทีเหมาะสมให้กลับมาดังอีกครั้ง เชียงรายใช้โอกาสนี้อย่างงดงาม ยกเมนูพื้นบ้านขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะ พูดภาษาเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งในระดับชุมชน หากแรงส่งนี้ถูกต่อยอดด้วยโครงสร้างรองรับที่ดี มาตรฐานสูตร การถ่ายทอดทักษะ ห่วงโซ่วัตถุดิบ และการสื่อสารที่ร่วมสมัย แกงแคไก่เมือง” จะไม่เป็นเพียงเมนูที่ขายหมดในงานหนึ่งครั้ง แต่จะกลายเป็น “สัญลักษณ์รสชาติของเชียงราย” ที่เดินได้ไกลทั้งในตลาดไทยและสายตานานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประกาศวาระแห่งชีวิต! ลดตาย 41% ตั้งเป้าเหลือ แสนคน ปี 2570 ชี้หมวกนิรภัยคือโจทย์ใหญ่

วาระแห่งชีวิต เชียงรายรำลึก “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสีย” เร่งเครื่องเป้าลดตายเหลือแสนคน ปี 2570—ชี้โจทย์ใหญ่ “หมวกนิรภัย” 80% ต้องแก้วัฒนธรรม

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงนาฬิกากลางเมืองดังไปพร้อมกับความเงียบงันหนึ่งนาที เมื่อผู้ร่วมงานนับร้อยคนยืนไว้อาลัยให้ผู้จากไปจากอุบัติเหตุทางถนน ณ บริเวณหน้าสวนตุงและโคมนครเชียงราย เช้าวันอาทิตย์นี้ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่กินใจ มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมี นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) กล่าวรายงาน ท่ามกลางผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน “รำลึก–เรียนรู้–และตั้งเป้าลดการสูญเสียใหม่” ไปพร้อมกัน

พิธีไว้อาลัยจบลง ผู้แทนหน่วยงานทยอยวางดอกไม้หน้ารูปผู้เสียชีวิต ขบวนเดินรณรงค์เคลื่อนไปยังบริเวณหอนาฬิกาเมือง สื่อสารข้อเท็จจริงและคำเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนริมทาง ก่อนที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะอ่านสารนายกรัฐมนตรีและย้ำเป้าหมายเชิงนโยบาย  ภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เชียงรายตั้งเป้า ลดบาดเจ็บสาหัสเหลือ 2,052 คน” ตามกรอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน

จาก “สถิติสูงสุดของประเทศ” สู่ “พลิกเกมด้วยบังคับใช้เข้ม”  บทเรียนจากสองสงกรานต์

หากย้อนไป สงกรานต์ 2567 เชียงรายเคยเผชิญ “จุดต่ำสุด” ของความปลอดภัยทางถนน กลายเป็นจังหวัดที่ เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 82 ครั้ง และ เสียชีวิตสะสมสูงสุด 17 ราย ของประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่ “พฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก” ทั้งขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และดื่มแล้วขับ โดยมียานพาหนะหลักคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 80% ของอุบัติเหตุทั้งหมด

ทว่าเพียง หนึ่งปีถัดมา สงกรานต์ 2568 เชียงราย “พลิกภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ สถิติ ผู้เสียชีวิตลดลง 41% จาก 17 เหลือ 10 ราย และ จำนวนอุบัติเหตุลดลง 43% จาก 82 เหลือ 47 ครั้ง ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกคืบเชิงปฏิบัติการ ตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด และผลักดัน ด่านชุมชนสะสมถึง 2,755 ด่าน ตลอด 7 วันอันตราย ทำให้สามารถสกัด “พฤติกรรมเสี่ยง” ก่อนทะลักเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีความเร็วสูง

ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือ “สัญญาณความเป็นไปได้” ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เมื่อผนวกกับความร่วมมือระดับชุมชน ย่อมแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง

มหันตภัยเงียบของหมวกนิรภัย” 4 ใน 5 ผู้เสียชีวิต “ไม่สวม”

แม้ปฏิบัติการเชิงรุกช่วยดึงกราฟลงได้ แต่ โจทย์ใหญ่ของเชียงรายยังเป็นเรื่องเดิม รถจักรยานยนต์และการไม่สวมหมวกนิรภัย ข้อมูลช่วง ปีใหม่ 2568 ยืนยันภาพชัด  ผู้เสียชีวิต 4 ใน 5 ราย (80%) ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่นหมายความว่า “ช่องว่างเล็ก ๆ” บนศีรษะ กลายเป็น “ความเสี่ยงใหญ่” ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ในทันที

การบังคับใช้กฎหมายแม้จะดำเนินคดีปริมาณสูง เฉพาะช่วงปีใหม่ 2567 มีการดำเนินคดีรวมกว่า 2,000 ราย จากข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย 998 ราย และไม่มีใบขับขี่ 756 ราย แต่ความสูญเสียยังคงสูง แปลว่าการปรับและการจับอย่างเดียว ไม่พอ” ต้อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้กลายเป็น บรรทัดฐานสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน หน่วยราชการ ไปจนถึงถนนสายเล็กในชุมชน

เส้นทางภูเขา–หมอก–โค้ง  วิศวกรรมคือเกราะป้องกันระยะยาว

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่ภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขาขึ้นลงคดเคี้ยวจำนวนมาก เช่น เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง มักเจอ หมอกลงจัด และ พื้นผิวถนนลื่นจากน้ำค้าง โดยเฉพาะช่วงเช้า ผู้ขับขี่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่ จึงเสี่ยงสูงกว่าปกติ “มาตรการลงโทษ” จึงยังไปไม่ถึงรากของปัญหา จำเป็นต้องเสริมด้วย มาตรการวิศวกรรมถาวร เช่น ปรับปรุงป้ายเตือนที่อ่านง่ายในสภาพทัศนวิสัยต่ำ ระบบจำกัดความเร็วแปรผันตามการมองเห็น (Variable Speed) การปรับผิวถนนเพื่อลดความลื่น ติดตั้งแผงกั้นกันตกเหวในจุดวิกฤต และจัดการสิ่งกีดขวางระหว่างก่อสร้างให้ปลอดภัย การลดความสูญเสียบนเส้นทางภูเขาจึงต้อง “เปลี่ยนสนามรบ” จากพฤติกรรมคน ไปสู่ “โครงสร้างถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด (forgiving roads)” มากขึ้น

จาก “เทศกาล” สู่ “ทั้งปี”  เปลี่ยนโมเดลคุมเข้มให้ยั่งยืน

บทเรียนสองเทศกาลชี้ชัดว่า “คุมเข้มช่วงพีก” ให้ผลลัพธ์ดีในระยะสั้น แต่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 12/แสนคนภายในปี 2570 เชียงรายจำเป็นต้อง “ขยายช่วงเวลาเฝ้าระวัง” จาก 7–10 วันสู่ ทั้งปี โดยเฉพาะ ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง 18.00–21.00 น. บนถนนสายรองและทางในชุมชนที่มักถูกมองข้าม ให้การตั้งด่านสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมาย “เกิดขึ้นให้เห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่แค่ในเทศกาล

แผนปฏิบัติการ 4R  ยึดโยงคน–กฎหมาย–วิศวกรรม–ชุมชน

เพื่อเปลี่ยน “เป้าตัวเลข” ให้เป็น “ความเป็นจริงบนถนน” เชียงรายผลักดันชุดข้อเสนอเชิงระบบ ดังนี้

R1 บุคลากรภาครัฐต้องเป็นแบบอย่าง
ให้หน่วยงานภาครัฐ “คาด–สวม–ขับตามกฎ” อย่างเคร่งครัด ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ทำจริง ภาคเอกชนและประชาชนจะยอมรับกติกาง่ายขึ้น

R2 กวดขันเยาวชนและผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง
เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ–ปรับ–และกำหนดมาตรการทางสังคมร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อตรวจพบเยาวชนขับขี่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการอบรมความปลอดภัยที่มี “ภาคบังคับ”

R3 ปรับปรุงวิศวกรรมบนเส้นทางภูเขา
จัดทำแผนที่จุดเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนหมอก–จำกัดความเร็วตามทัศนวิสัย ปรับปรุงผิวถนนและแผงกั้นถาวรในทางลงเขาโค้งต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมยาก

R4 เปลี่ยนจากคุมเข้มเทศกาลสู่เฝ้าระวังตลอดปี
ย้ำยุทธศาสตร์ “1 ตำบล 1 จุดเสี่ยง 1 ด่านชุมชน” ทำงานเชื่อมโยงกับจุดตรวจหลัก และใช้ข้อมูลจับเวลาพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อจัดสรรกำลังคนช่วงพีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง  “ลด 41%” ไม่ใช่ความบังเอิญ

  • สงกรานต์ 2567  อุบัติเหตุสะสม 82 ครั้ง, เสียชีวิตสะสม 17 ราย (สูงสุดของประเทศ)
  • สงกรานต์ 2568  อุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง, บาดเจ็บ 44 ราย, เสียชีวิต 10 ราย
    อุบัติเหตุลดลง 43% และ เสียชีวิตลดลง 41% ภายในหนึ่งปี
  • การบังคับใช้กฎหมาย  ช่วงสงกรานต์ 2568 มีการตั้ง 33 จุดตรวจหลัก และ ด่านชุมชนสะสม 2,755 ด่าน; ช่วงปีใหม่ 2567 ดำเนินคดีรวม 2,057 ราย (ไม่สวมหมวก 998 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 756 ราย, ดื่มแล้วขับ 80 ราย)
  • สัดส่วนเสี่ยง  รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของการเกิดเหตุ (มากกว่า 80%) และผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ 2568 80% ไม่สวมหมวกนิรภัย

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำว่า “การบังคับใช้กฎหมาย–การมีส่วนร่วมของชุมชน–และการสื่อสารความเสี่ยง” ทำงานร่วมกันได้จริง แต่หากไม่ยกเครื่องวัฒนธรรมการสวมหมวกนิรภัยและไม่จัดการจุดเสี่ยงบนทางภูเขา “กันชนสถิติ” ที่สร้างไว้ อาจอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป

วัฒนธรรมหมวกนิรภัย  ทำอย่างไรให้ “กลายเป็นปกติ”

  1. ทำให้ใกล้ตัว  แจกหมวกนิรภัยให้นักเรียน–เยาวชนในงานรัฐและโรงเรียน พร้อมกิจกรรมสาธิตปรับสายรัดให้ถูกต้อง
  2. ทำให้เห็นจริง  เจ้าหน้าที่รัฐสวมหมวก–คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ออกตรวจ ให้เป็นภาพจำของพื้นที่
  3. ทำให้เข้มข้นอย่างมีเมตตา  ดำเนินคดีต่อเนื่อง แต่ควบคู่กับ “ชั่วโมงเรียนรู้บังคับ” และกิจกรรมรับผิดชอบสังคม เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่เก็บค่าปรับ
  4. ทำให้ต่อเนื่องในชุมชน  ใช้ “ด่านชุมชน” เป็นแนวหน้าคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงก่อนขึ้นถนนใหญ่ โดยผู้นำหมู่บ้าน–อสม.–เยาวชนจิตอาสา เป็นแรงเสริม

ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว  ถนนปลอดภัยคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

สองปีที่ผ่านมา เชียงรายเผชิญแรงกระทบจากภัยพิบัติและเหตุสิ่งแวดล้อมหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก กดดันรายได้ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการจำนวนมาก หากจังหวัดยังมี “ภาพจำ” ว่าอันตรายบนท้องถนนสูง ย่อมยากต่อการฟื้นตัวแบบยั่งยืน การลดการตาย 41% ในสงกรานต์ 2568 จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะด้านสาธารณสุข แต่คือ “การลงทุนในความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–และนักเดินทางผ่านแนว R3A ที่เชื่อมลาว–จีน ซึ่งเชียงรายเป็น “ประตูสำคัญ” การสื่อสารความปลอดภัยบนถนนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญท่องเที่ยวเมืองปลายทาง

จากตัวเลขสู่การตัดสินใจ  ทำไม “12 คน” จึงไปถึงได้จริง

  • มีแบบอย่างสำเร็จระยะสั้น  กรณีสงกรานต์ 2568 พิสูจน์แล้วว่า “บังคับใช้เข้ม + ด่านชุมชน” ดึงกราฟลงได้
  • รู้โจทย์ชัด  รถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยคือ Pain Point ที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตโดยตรง
  • รู้พื้นที่เสี่ยง  ทางภูเขา–หมอก–โค้ง ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่ปรับเพียงพฤติกรรม
  • รู้จังหวะเวลา  โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. และถนนสายรองในชุมชน
  • มีโครงสร้างความร่วมมือ  ศปถ.จังหวัด–ปภ.–ตำรวจ–ขนส่งจังหวัด–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–เครือข่ายหมู่บ้าน–ภาคเอกชน พร้อมขับเคลื่อน

ประโยคชวนคิด  ถ้าหมวกนิรภัยถูกสวม “ก่อนสตาร์ต” ไม่ใช่ “หลังเจอด่าน” ตัวเลขชีวิตที่รักษาไว้ได้ จะมากกว่าทุกสถิติที่เราเขียนบนรายงาน

Roadmap เชียงราย 2569–2570  ก้าวถัดไปสู่เป้าแห่งชาติ

  1. ผลักดันระเบียบ “Safe Public Servant”  เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างคาด–สวม–ขับตามกฎหมาย
  2. ยกระดับ “ด่านชุมชนอัจฉริยะ”  ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ช่วงเวลาพีก จัดกำลังอย่างยืดหยุ่น เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกแบบ real-time
  3. งบวิศวกรรมจุดเสี่ยงภูเขา  จัดทำลิสต์โครงการด่วน–กลาง–ยาว ติดตั้งระบบเตือนหมอก–แผงกั้น–ผิวถนน–ป้ายสะท้อนแสงในจุดวิกฤต
  4. โปรแกรมเยาวชน “หมวกนิรภัย 100%”  ผนวกโรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน ลงนามข้อตกลงร่วม พร้อมระบบติดตามผล
  5. รายงานความคืบหน้ารายไตรมาส  ศปถ.จังหวัดสื่อสารตัวชี้วัดสำคัญ (เสียชีวิต/บาดเจ็บสาหัส/สัดส่วนสวมหมวก/คดีไม่มีใบขับขี่) เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ

ภาพพิธีและกิจกรรมที่หน้างาน (สรุปสาระสำคัญ)

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน อ่านสารนายกรัฐมนตรีและเปิดกิจกรรม
  • ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัย 1 นาที และวางดอกไม้รำลึกแก่ผู้เสียชีวิต
  • มอบหมวกนิรภัยแก่นักเรียนตัวแทน เพื่อเริ่มต้นวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์
  • นิทรรศการความปลอดภัยทางถนนจากหน่วยงานเครือข่าย และขบวนเดินรณรงค์ไปยังหอนาฬิกา

 “ความทรงจำ” เปลี่ยนเป็น “ความปลอดภัย”

“วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีไว้อาลัย หากคือ “สมุดบันทึกบทเรียน” ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนวิธีคิดและวิธีทำงาน เมื่อเชียงรายทำให้เห็นแล้วว่า “จากสถิติสูงสุดของประเทศ ลดตาย 41%” ในหนึ่งปีเป็นไปได้ เป้าหมาย 12/แสนคนในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปลายทาง หากคือ “คำมั่นร่วมกัน” ว่าถนนทุกสายจะปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยหมวกนิรภัยที่สวมก่อนสตาร์ต, ด้วยด่านชุมชนที่เฝ้าระวังทุกค่ำคืน, ด้วยวิศวกรรมถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด, และด้วยแบบอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เห็นจริง

เชียงรายประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า จะ ไม่ปล่อยให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงความเศร้า แต่จะเปลี่ยน “ความทรงจำ” ให้เป็น “ความปลอดภัย” ที่จับต้องได้บนถนนทุกสายของจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดเชียงราย (ศปถ.จ.ชร.)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) / องค์การความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ทุนวัฒนธรรมเชียงราย ฟ้อนรำ-เสภาอิ้วเมี่ยน สื่อความกตัญญูต่อโครงการศิลปาชีพ

ชาวอิ้วเมี่ยนสามอำเภอรวมพลัง ณ ดอยหลวง น้อมรำลึก “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ด้วยศิลป์ชาติพันธุ์ สะท้อนพลังศิลปาชีพ–ทุนวัฒนธรรมเชียงราย

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 – ภาพรวมเหตุการณ์“หนึ่งสนาม–สามอำเภอ–หนึ่งหัวใจ” จังหวัดเชียงรายร่วมประจักษ์โมเมนต์ “รวมใจต่างเผ่าพันธุ์” เมื่อมูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทยและผู้นำชุมชนจากดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง จัดพิธีถวายอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่โรงเรียนบ้านขุนแม่บง วัฒนธรรม–ดนตรี–ฟ้อนรำ–เสภา ตามแบบอัตลักษณ์อิ้วเมี่ยนโอบกอดสนามพิธี สื่อสารความจงรักภักดีและความกตัญญูต่อโครงการพระราชดำริด้านศิลปาชีพและการส่งเสริมภูมิปัญญาชุมชนซึ่งต่อยอดคุณภาพชีวิตบนผืนดอยมายาวนาน.  เวลา 09.00 น. สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงกลายเป็นพื้นที่แห่งการ “ร้อยใจชาติพันธุ์” เมื่อชาวอิ้วเมี่ยน (เย้า) จาก สามอำเภอ ได้แก่ อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงแสน และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง พร้อมใจกันจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายความอาลัย และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีดำเนินโดย มูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทย ประสานผู้นำชุมชนและเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่น

บนเวทีพิธี เสียงดนตรีชาติพันธุ์คลอไปกับ การฟ้อนรำ และ การขับเสภา ตามวิถีอิ้วเมี่ยน ถ่ายทอดเรื่องราวความกตัญญูและความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม อัตลักษณ์การแต่งกาย–เสียงแคน–จังหวะกลองที่สืบทอดกันมายาวนาน ถูกนำมาร้อยเรียงเป็น “ภาษาแห่งพิธีกรรม” เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรบนผืนดอยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้แทนภาครัฐด้านวัฒนธรรม เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วย นายอภิชาต กันธิยะเขียว และ นางสาวอัมพิกา จิณะเสน นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย การเข้าร่วมของภาครัฐสะท้อนบทบาท “พี่เลี้ยงนโยบายวัฒนธรรม” ที่ช่วยเชื่อมพิธีกรรมชุมชนกับระบบการคุ้มครอง–ส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เดินหน้าบนฐานมาตรฐานและความยั่งยืน

ความหมายที่ลึกกว่าพิธี“ทุนวัฒนธรรม” เชื่อมแผ่นดิน–เชื่อมชุมชน–เชื่อมหัวใจ

พิธีครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “งานรำลึก” หากแต่เป็น สัญลักษณ์ของสายใย ระหว่างราชสำนัก–มูลนิธิ/โครงการด้านศิลปาชีพ–ชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งส่งผลจริงต่อชีวิตคนบนภูเขา ทั้งด้านรายได้ อาชีพ และศักดิ์ศรีวัฒนธรรม หลายโครงการภายใต้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT) ช่วยสร้างโอกาสให้ชุมชนใช้ฝีมือ–หัตถกรรม–ภูมิปัญญา มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และประสบการณ์วัฒนธรรม สร้าง “ความภูมิใจและรายได้” ควบคู่กัน กรอบคิดเช่นนี้ถูกเผยแพร่และยืนยันบทบาทไว้โดยหน่วยงานรัฐด้านสื่อสาธารณะ (กรมประชาสัมพันธ์) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในแง่นโยบายสาธารณะ

เชียงรายคือจังหวัดที่ หลากหลายทางชาติพันธุ์ อย่างเด่นชัด ความหลากหลายนี้เป็น “ทุนทางสังคม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การศึกษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีงานภาคสนาม/บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่บันทึกชุมชนอิ้วเมี่ยนในเชียงราย ทั้งมิติพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และการจัดการทรัพยากรชุมชน (เช่น “ป่าช้าบ้านห้วยน้ำเย็น” เชียงราย) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางวิชาการว่าชาติพันธุ์นี้ดำรงอยู่–มีอัตลักษณ์–มีระบบความเชื่อของตนเองในโครงสร้างสังคมเชียงราย.

ในระดับประเทศ การสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ทำให้เกิดการจัดพิธีน้อมรำลึก–ถวายอาลัยในหลายจังหวัด สื่อสาธารณะและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันเส้นเวลาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย อันสอดคล้องกับธรรมเนียมการแสดงความอาลัยของประชาชน

พิธีกรรมในสนาม “ศิลป์ชาติพันธุ์” ในฐานะภาษาแห่งความกตัญญู

ผู้เข้าร่วมงานบรรยายว่า โครงสร้างพิธี ตั้งใจยก “ภาษาศิลป์อิ้วเมี่ยน” ขึ้นเป็นแกนกลาง เพื่อสื่อสารความจงรักภักดีในแบบของตนเอง จาก ท่วงทำนองดนตรี ที่มี “จังหวะเรียกขวัญ” ไปจนถึง การฟ้อนรำ ที่แฝงการเคารพบรรพชน และ การขับเสภา ที่เป็นระบบการเล่าเรื่องเชิงวรรณศิลป์ของชนเผ่า พิธีกรรมทั้งหมด “คารวะ” พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุน อาชีพ–ศิลป์–ภูมิปัญญา ให้เติบโตบนพื้นที่ดอยในห้วงเวลาหลายทศวรรษ

ในเวทีสาธารณะของเชียงราย “การแสดงอัตลักษณ์” ไม่ได้หมายถึงการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่คือ “ระบบความหมาย” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น คุณค่า ของรากเหง้าตนเอง รู้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และ เชื่อมโยงอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต เข้าด้วยกันอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือเงื่อนไขของความยั่งยืนด้านวัฒนธรรม เมื่อเยาวชนรู้สึกว่า “บ้านเกิด–ชาติพันธุ์–ภาษา–ศิลป์” เป็นความภูมิใจ เขาจะ อยากสืบสาน มากกว่าเพียง “จำใจรักษา”

เชียงราย ห้องทดลองวัฒนธรรมมีชีวิต

เชียงรายมีการเคลื่อนไหวชุมชนชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แปลงสาธารณะในดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง ล้วนเป็น “ชุมชนเรียนรู้” ที่ผสาน วิถีเกษตร–ความเชื่อ–ภาษา–พิธีกรรม เข้าด้วยกัน แนวโน้มใหม่คือการต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนา “งานศิลป์–หัตถกรรม–เครื่องแต่งกาย–ดนตรี–การแสดง” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัยโดยยังคงมาตรฐาน ความถูกต้องของอัตลักษณ์ (authenticity) ซึ่งกรอบคิดนี้สอดรับกับแนวทางของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และการทำงานด้านมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐไทยที่เผยแพร่ในสื่อทางการ

ชาวอิ้วเมี่ยน เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญของเชียงราย การดำรงอยู่ของชุมชน–พิธีกรรม–พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการบันทึกและอธิบายในฐานข้อมูลของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งมักทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและนักวิชาการ เพื่อ “อ่าน” ความหมายที่อยู่หลังพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ “รัฐธรรมนูญทางวัฒนธรรมของชุมชน” ที่กำกับจริยธรรมการอยู่ร่วมกับคน–ป่า–สิ่งศักดิ์สิทธิ์.

ขณะเดียวกัน งานวิชาการของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ตัวอย่างในคลังปริทัศน์/สารสนเทศของสถาบัน) ก็สะท้อนหลักฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยนในเชียงราย/เชียงแสน ทั้งด้านชื่อสกุล–มรดกความทรงจำ–เครือข่ายทางสังคม อันเป็นองค์ประกอบของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเชื่อมสู่มิติการเรียนการสอน–การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–การสื่อสารสาธารณะได้

เชื่อมพิธี–เชื่อมนโยบาย จากสนามโรงเรียนสู่ระบบคุ้มครองมรดก

การเข้าร่วมของ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ในพิธี ไม่เพียงสะท้อน “กัลยาณมิตรภาครัฐ” แต่ยังหมายถึงความพยายาม ผนวกพิธีชุมชนเข้ากับระบบงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การ บันทึก–ถอดความ–จัดทำคลังข้อมูล ไปจนถึงการ ให้คำปรึกษาด้านมาตรฐาน เมื่อชุมชนต้องการยกระดับการแสดง/งานหัตถกรรมเข้าสู่ กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ โดยแกนปรัชญาระดับชาติเรื่อง “ศิลปาชีพ–ภูมิปัญญา–รายได้–ศักดิ์ศรี” มีพยานหลักฐานในสื่อทางการของรัฐที่อธิบายบทบาทของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตามที่อ้างถึง

ถ้อยคำให้ถูกต้อง กรอบทางการของพระนามและพิธีน้อมรำลึก

สื่อมวลชนและหน่วยงานท้องถิ่นควรยึดตาม กรอบการ พระนามอย่างเป็นทางการ ตามประกาศ–ข้อบังคับที่ตีพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้เนื้อหาในสื่อสาธารณะสอดคล้องกับมาตรฐานทางพิธีการ โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในสื่อทางการ/ข่าวพิธีกรรม/เอกสารประชาสัมพันธ์ของรัฐและชุมชน (เอกสารปี 2562 ชี้แนวทางได้อย่างชัดเจน)

เสียงสะท้อนจากสนาม (ประเด็นเด่น–ประเด็นรอง)

ประเด็นเด่น

  1. ความพร้อมของเครือข่ายชุมชน การรวมตัวของสามอำเภอสะท้อนศักยภาพ “จัดการตนเอง” ของชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคุ้มครอง–สืบทอดวัฒนธรรม
  2. การมีส่วนร่วมของภาครัฐ การเข้าร่วมของวัฒนธรรมจังหวัดเสริมแรง “ความถูกต้อง–มาตรฐาน–ความยั่งยืน” ของพิธี และเปิดประตูสู่การพัฒนาต่อยอดเชิงนโยบาย
  3. กรอบอ้างอิงระดับชาติ งานด้าน ศิลปาชีพ/ภูมิปัญญา ที่อยู่ใต้พระราชดำริยาวนาน ทำให้พิธีรำลึกมิใช่เพียงการไว้อาลัย แต่ยังเป็นการ “ทบทวนพัฒนาการ” ของทุนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

ประเด็นรอง

  • โอกาสสื่อสารสาธารณะ บันทึกเสียง–ภาพ–คลิปความทรงจำ “พิธี-เพลง-ฟ้อน” โดยเยาวชนในชุมชน เพื่อทำเป็นคลังดิจิทัล (Local Digital Heritage) รองรับการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่
  • การเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเครื่องแต่งกาย/ลายผ้า/หัตถกรรม/งานดนตรีสู่ “แพ็กเกจประสบการณ์” วัฒนธรรมในเทศกาลท้องถิ่น–การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเคารพ ความถูกต้องทางวัฒนธรรม และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
  • หลักสูตร–ห้องเรียนวัฒนธรรม ใช้สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงเป็น “พื้นที่การเรียนรู้” ที่บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น–ชาติพันธุ์ศึกษา–ดนตรี–หัตถกรรม ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ (อ้างอิงคลังวิชาการ MFU ที่เคยศึกษาลักษณะชื่อสกุล/ชาติพันธุ์ในเชียงแสน)

บทสรุปเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ

  1. พิธีรำลึก ครั้งนี้ตอกย้ำว่า “ทุนวัฒนธรรม” คือ พลังเชื่อม รัฐ–ราชสำนัก–ชุมชน  เมื่อชุมชนสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านดนตรี–ฟ้อน–เสภา ได้อย่างภาคภูมิ ศักดิ์ศรีวัฒนธรรมจะงอกงามและคุ้มครองตนเองได้
  2. ยึดกรอบถ้อยคำทางการ สื่อ/หน่วยงานควรตรวจสอบการใช้พระนามให้ถูกต้องตามราชกิจจานุเบกษาในการร่างข่าว/เอกสาร เพื่อความเรียบร้อยของพิธีการ
  3. เดินหน้าศิลปาชีพ–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูรณาการการฝึกทักษะ/ออกแบบผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์/การตลาด ให้สอดคล้องแนวทางที่ภาครัฐเคยเผยแพร่เกี่ยวกับบทบาท มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อยกระดับรายได้ชุมชนโดยไม่ละทิ้งความถูกต้องของอัตลักษณ์
  4. ฐานความรู้ชาติพันธุ์ ใช้ฐานข้อมูล–บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และงานวิชาการในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น เป็น “หลักฐาน–แหล่งเรียนรู้” สนับสนุนการจัดทำคลังดิจิทัล/ทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวอิ้วเมี่ยนในเชียงราย

จากสนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงสู่ภาพรวมจังหวัด พิธีน้อมรำลึกครั้งนี้ชี้ให้เห็น “พลังเงียบของวัฒนธรรม” ที่เมื่อหยั่งรากในชุมชน ก็สามารถเป็นทั้ง ภาษาแห่งความกตัญญู และ เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต พหุวัฒนธรรมของเชียงรายจึงมิใช่ความต่างที่ต้องจัดระยะห่าง หากคือ “ความงามที่ต้องจัดระเบียบใหม่” ให้ร่วมสร้างอนาคตเดียวกันได้ ด้วยกรอบถ้อยคำที่ถูกต้อง ความจริงเชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนรุ่นใหม่บนผืนดอย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมการท่องเที่ยวรับรอง 5 ชุมชนเชียงรายได้ CBT Standard หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว 5 ชุมชนคว้า “CBT Thailand Standard” ควบคู่สนามบินแม่ฟ้าหลวงติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว ตอกย้ำ “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – เช้าตรู่ฤดูหนาวเมื่อม่านหมอกปกคลุมแนวดอย แสงอาทิตย์ค่อย ๆ คลี่คลุมทุ่งนาสีทองและหมู่บ้านที่ขนาบด้วยกาแฟบนไหล่เขา จังหวัดเชียงรายประกาศ “ข่าวดีที่จับต้องได้” ให้กับภาคการท่องเที่ยวท้องถิ่น—5 ชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษของเชียงรายผ่านการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) ประจำปีงบประมาณ 2568 จากกรมการท่องเที่ยว ในห้วงเวลาเดียวกัน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เดินหน้ายกระดับโครงสร้างสำคัญ โดย รื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ภายใต้กระบวนการ Safety Risk Management (SRM) ตามมาตรฐานและคู่มือการดำเนินงานสนามบินอย่างเคร่งครัด

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อน “สองเสาหลัก” ของการพัฒนาปลายทางคุณภาพ—มาตรฐานชุมชน ที่เข้มแข็ง และ มาตรฐานสนามบิน ที่ปลอดภัย—ทำให้ห่วงโซ่ประสบการณ์การเดินทางของผู้มาเยือน “มั่นใจได้ตั้งแต่ล้อแตะรันเวย์จนถึงหน้าบ้านชุมชน”

CBT Thailand Standard จากใบรับรองสู่ “สัญญาคุณภาพ” ของชุมชน

มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT Thailand Standard ของกรมการท่องเที่ยวคือ “เครื่องมือยกระดับคุณภาพ” ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (community-led) เพื่อพัฒนา การบริหารจัดการ–บริการ–ความปลอดภัย–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล เป้าหมายไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้มาเยือน แต่คือการรับประกันว่าการท่องเที่ยวจะ “ทิ้งร่องรอยดี” ให้ชุมชน ทั้งในมิติรายได้ อัตลักษณ์ และระบบนิเวศ

รายชื่อชุมชนเชียงรายที่ผ่านการรับรอง (พ.ศ. 2568)

  • อำเภอแม่สาย
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเที่ยวดอยผาหมี
  • อำเภอแม่จัน
    • วิสาหกิจชุมชนวิถีไทย วิถียอง สันทางหลวง
    • วิถีไทย วิถียอง บ้านสันทางหลวง
  • อำเภอเชียงแสน
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน
  • อำเภอเมืองเชียงราย
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์

คำสำคัญของมาตรฐาน (Key Themes)

การบริหารจัดการที่ดี, เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง, คงอัตลักษณ์วัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม, และ บริการ–ความปลอดภัยได้มาตรฐาน — 5 หัวใจนี้ทำให้ “การต้อนรับ” ของชุมชนกลายเป็น “ระบบคุณภาพที่ตรวจสอบได้” ไม่ใช่เพียงมิตรไมตรีแบบปากต่อปาก

เมื่อเรื่องเล่าท้องถิ่นถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน

  • ดอยผาหมี – แม่สาย ภูมิทัศน์ชายแดน กาแฟบนไหล่ดอย และวัฒนธรรมอาข่า

ชุมชนบนไหล่ดอยที่เห็นเส้นขอบฟ้ากั้นไทย–เมียนมา โดดเด่นด้วยวิถีกาแฟคุณภาพและพิธีกรรมชุมชนอาข่า เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐาน CBT การจัดการเส้นทางเดินป่า มัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และระบบความปลอดภัย จึงถูกยกขึ้นเป็น “มาตรฐาน” ที่สื่อสารร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ–ผู้มาเยือน–หน่วยงานกำกับดูแล

  • วิถียอง สันทางหลวง – แม่จัน หัตถกรรม–เกษตรปลอดภัย–ธรรมาภิบาลชุมชน

อัตลักษณ์ “ไทยอง” ถ่ายทอดผ่านผืนผ้าและครัวท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเกษตรปลอดภัยและระบบชุมชนเข้มแข็ง การยกระดับมาตรฐานเปิดทางให้กิจกรรมเรียนรู้ (workshop) และเส้นทางวัฒนธรรมรองรับผู้คนได้ “มากขึ้นอย่างยังยืน” โดยยังคงความแท้จริงของวิถีเดิม

  • เมืองเชียงแสน – ริมโขง จากมรดกประวัติศาสตร์สู่ประสบการณ์สร้างสรรค์

เมืองโบราณที่ผสาน “จิตวิญญาณล้านนา–สายน้ำโขง–ประวัติศาสตร์การค้า” ลงในกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เส้นทางวัดเก่า เวิร์กช็อปงานสร้างสรรค์ อาหารถิ่น และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มาตรฐาน CBT ช่วยจัดวาง “ลำดับเรื่องเล่า” ให้สื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างเป็นระบบ และปลอดภัย

  • บ้านเมืองรวง – ต.แม่กรณ์ เมืองเชียงราย OTOP นวัตวิถี–เศรษฐกิจหมุนเวียน

การจัดการขยะของชุมชนถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรม “ดินบ้านเมืองรวง” กิจกรรมศึกษาดูงาน/CSR และศูนย์เรียนรู้ด้านคุณภาพชีวิต เน้น “สะอาด–เป็นระเบียบ–เรียนรู้ได้จริง” สอดรับ CBT ในเสาหลักสิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจท้องถิ่น–บริการ

สาระสำคัญร่วม มาตรฐานทำให้ “ความดีงามที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็น “ระบบที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน”—ตั้งแต่วิธีรับแขก ความปลอดภัยกิจกรรม แผนฉุกเฉิน สุขอนามัยอาหาร ไปจนถึงสื่อความหมายสองภาษา

 ด้านอากาศยาน สะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว – คุณภาพประสบการณ์เริ่มที่ “ประตูเมือง”

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ระหว่างดำเนินงาน รื้อถอน–ติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ซึ่งเป็น Change Management ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานภาคพื้นและการสัญจรของผู้โดยสารโดยตรง จึงต้อง ประเมินความเสี่ยง–กำหนดมาตรการควบคุม–สื่อสาร–ฝึกอบรมบุคลากร–ติดตามผล ตามกระบวนการ Safety Risk Management (SRM) และคู่มือการดำเนินงานสนามบิน

ความหมายเชิงระบบของงานนี้

  • ความปลอดภัยมาก่อน กำหนดเขตกั้น–ป้ายเตือน–แผนจราจรภาคพื้น–ขั้นตอนขึ้นลงเครื่องที่รัดกุม
  • คุณภาพการให้บริการ ยกระดับความสะดวก ลดจุดคอขวด เพิ่มความเชื่อมั่นด้านเวลา (on-time performance)
  • เชื่อมโยงสู่ชุมชน “การเดินทางที่ราบรื่น” ที่สนามบิน คือจุดเริ่มต้นของ “ความประทับใจ” ก่อนถึงชุมชน CBT

เมื่อ “ประตูเมือง” (สนามบิน) ลงทุนในความปลอดภัย–คุณภาพ พร้อมกับ “หมู่บ้านปลายทาง” (ชุมชน) ลงทุนในมาตรฐาน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของเชียงรายจึงมี “รางวิ่งคู่” ที่ประสานกันได้จริง

ทำไม “มาตรฐาน” จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชน

  1. ความเชื่อมั่น = รายได้ที่ยั่งยืน
    มาตรฐานช่วยให้ผู้ซื้อทัวร์/องค์กร/นักท่องเที่ยวต่างชาติ “มั่นใจล่วงหน้า” ว่าประสบการณ์ได้คุณภาพ–ปลอดภัย–เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (จ่ายต่อหัวสูง อยู่ยาว เรียนรู้ลึก) จึงเพิ่มขึ้น
  2. การคุ้มครองอัตลักษณ์ = ความต่างที่มีมูลค่า
    CBT ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยวบ้าน” แต่คือ “ไปเรียนรู้ระบบคุณค่า” ของวัฒนธรรม–ทรัพยากร–ผู้คน มาตรฐานจึงทำหน้าที่เป็น “รั้ว” ป้องกันการบิดเบือนอัตลักษณ์เพื่อการค้า
  3. บริการ–ความปลอดภัย = ใบอนุญาตสู่ตลาดสากล
    มาตรฐานด้านความปลอดภัยและบริการทำให้ชุมชนพร้อมรับข้อกำหนดตลาดสากลและกลุ่มองค์กร (เช่น study tour, CSR, MICE ชุมชน)

กล่องข้อมูล (FACT BOX) CBT Thailand Standard – จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2568)

  • แม่สาย ดอยผาหมี (2 วิสาหกิจชุมชน)
  • แม่จัน วิถียองสันทางหลวง (2 หน่วย)
  • เชียงแสน เมืองเชียงแสน (1 วิสาหกิจชุมชน)
  • เมืองเชียงราย บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ (1 วิสาหกิจชุมชน)

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย – โครงการปัจจุบัน

  • งาน รื้อถอน–ติดตั้ง สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว
  • กรอบ Change Management + Safety Risk Management (SRM)
  • เป้าหมาย ความปลอดภัย–ความสะดวก–ความตรงเวลา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย–การขยายผล

  • แผนสื่อสาร “เส้นทางมาตรฐาน” ทั้งจังหวัด
    จัดทำแผนสื่อสารเชื่อม สนามบิน–เมือง–ชุมชน CBT เป็น “เส้นทางคุณภาพ” เดียวกัน พร้อมข้อมูลภาษาไทย–อังกฤษ (capacity ต่อวัน, วิธีจอง, แนวปฏิบัติความปลอดภัย, มารยาทชุมชน)
  • Open Data & Dashboard ชุมชน
    เผยแพร่ข้อมูลเปิดด้านกิจกรรม–รองรับนักท่องเที่ยว–มาตรการสิ่งแวดล้อม–ข้อควรปฏิบัติ ช่วยผู้ประกอบการวางแผน ลด “โอเวอร์โหลด” และเสริม “ความโปร่งใส”
  • Upskill ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม–ภาษา–ดิจิทัล
    ต่อยอดทักษะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แผนฉุกเฉิน กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อกลุ่มเปราะบาง และทักษะด้านภาษา/การสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและความหลากหลายของผู้มาเยือน
  • Circular Economy ในทุกชุมชน
    ยกระดับบทเรียนจาก บ้านเมืองรวง ให้เป็นโมดูลฝึกอบรมเรื่อง “ขยะสู่มูลค่า”–นวัตกรรมชุมชน ลดการปล่อยของเสีย และสร้างรายได้เสริม
  • กลไกติดตาม–ประเมินผล (Quarterly Review)

    ตั้งคณะทำงานจังหวัดติดตาม ตัวชี้วัด CBT รายไตรมาส (เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, ความพึงพอใจนักท่องเที่ยว) เพื่อให้มาตรฐาน “มีชีวิต” และ “ปรับปรุงต่อเนื่อง”

มุมมองจากโซ่อุปทานท่องเที่ยว เมื่อ “มาตรฐาน” เป็นภาษากลาง

  • นักท่องเที่ยว ได้ “สัญญาคุณภาพ” ตั้งแต่ลงเครื่องถึงหมู่บ้าน
  • ผู้ประกอบการ มี “กรอบปฏิบัติ” ชัดเจน ขยายธุรกิจบนฐานคุณภาพ
  • หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่น ใช้ “ตัวชี้วัดเดียวกัน” ในการประเมิน–สนับสนุน
  • ชุมชน ได้ “อำนาจต่อรอง” สูงขึ้น เพราะคุณภาพและมาตรฐานคือสินทรัพย์ร่วม

การที่ 5 ชุมชนของเชียงราย ผ่านการรับรอง CBT Thailand Standard ในปีงบประมาณ 2568 พร้อม ๆ กับการยกระดับ สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง ไม่ใช่เพียงเหตุบังเอิญของเวลา แต่คือ “แผนที่เดียวกัน” ของการพัฒนาที่มองเห็น “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นแกนกลางเดียวกัน หากจังหวัดสามารถทำให้ “ภาษาเดียวของมาตรฐาน” ไหลลื่นจากประตูสนามบินสู่ปลายทางในหมู่บ้าน เชียงรายจะยืนอยู่ในตำแหน่ง “ปลายทางคุณภาพอย่างยั่งยืน” ที่ ใครมาเยือนก็มั่นใจ ใครอยู่จึงภาคภูมิใจ และใครเกี่ยวข้องก็เติบโตไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News