
Summary
กสศ. ออก “ชุดสวัสดิการ 5 โอกาส” รับมือเปิดเทอม 69 เน้นเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดระบบสูงสุด
ศธ. ปรับโครงสร้าง 5 ภารกิจ มุ่งคืนเวลาให้ครูและรื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณเรียนฟรี
สภาผู้บริโภคชี้ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” เกิดจากประกาศ ศธ. ปี 54 ที่เปิดช่องเก็บเงินแฝง
สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบลูกโซ่ ทำปุ๋ยขาดและเงินโอนลด ซ้ำเติมครัวเรือนเกษตรกร
เชียงรายเป็นพื้นที่ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำที่ต้องใช้โมเดล Mobile School เข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน
เปิดเทอมจุดวิกฤต ครัวเรือนยากจนสั่นคลอน กสศ.ชู 5 โอกาส ปิดทางเด็กไทยหลุดระบบ ขณะกฎหมายเก่าเปิดช่องเก็บเงิน “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง”
เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — ทุกครั้งที่ปฏิทินโรงเรียนพลิกไปสู่วันเปิดภาคเรียนใหม่ ในบ้านของครอบครัวยากจนทั่วประเทศไทย บรรยากาศไม่ได้มีแต่ความตื่นเต้นของเด็กๆ ที่จะได้กลับไปพบเพื่อน แต่มันแฝงด้วยความกังวลของพ่อแม่ที่ต้องหาเงินมาให้ทันในคราวเดียวกัน ทั้งค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่โรงเรียนเรียกเก็บ บางครอบครัวไม่มีทางเลือก บางเด็กก็ไม่ได้กลับไปโรงเรียนอีกเลย
นั่นคือความจริงที่ซ่อนอยู่ในสถิติ และคือต้นทุนที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยที่บอกว่า “เรียนฟรี”
เมื่อโลกสั่นสะเทือน ผลกระทบลงมาถึงห้องเรียน
บริบทครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป เพราะเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะสงครามที่ยืดเยื้อกำลังผลักดันประชากรโลกกว่า 32 ล้านคนเข้าสู่ภาวะยากจน แม้ว่าสงครามจะหยุดลงทันทีในวันพรุ่งนี้ก็ตาม
สิ่งที่เดอ ครูชี้ให้เห็นคือสายพานแห่งผลกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกปิดจากภาวะสงครามนั้น ไม่ได้เป็นแค่เส้นทางน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยจำนวนมหาศาลด้วย เมื่อปุ๋ยขาดตลาดในช่วงฤดูเพาะปลูกอย่างตอนนี้ ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างมากในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และความไม่มั่นคงทางอาหารจะถึงจุดพีคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่เงินโอนกลับบ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีกำลังหดหายอย่างรวดเร็ว
เมื่อเส้นทางเศรษฐกิจระดับโลกพังทลาย ครัวเรือนชาวไทยที่เปราะบางที่สุดจะรับผลกระทบนั้นเต็มๆ และจุดที่เจ็บปวดที่สุดในรอบปีคือช่วงเปิดภาคเรียน
เปิดเทอม จุดวิกฤตทางการเงินที่ถูกมองข้าม
คณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบ “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา” เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus
ศาสตราจารย์สมพงษ์อธิบายว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ทางการศึกษา สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
“แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งเสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป” ศาสตราจารย์สมพงษ์กล่าว
5 โอกาส ตาข่ายสุดท้ายก่อนเด็กหลุดหายไป
กสศ. ออกแบบชุดสวัสดิการนี้ให้แก้ปัญหาสามระดับพร้อมกัน ทั้งอุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และการขาดกลไกรองรับในระยะยาว โดยเน้นไปที่เด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีในกลุ่ม “สีแดง” หรือกลุ่มวิกฤตสูงสุดที่ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน
โอกาสแรกคือ “คูปองการเรียนรู้ Learning Plus” สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า
โอกาสที่สองคือ “Mobile School” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียนและครูในระบบเดียว ทลายข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โอกาสที่สามคือ “SIM พร้อมเรียน” ซึ่งกสศ.มองว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตคือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ในยุคที่การศึกษาออนไลน์ขยายตัวไปทุกพื้นที่
โอกาสที่สี่คือ “Learn to Earn” กลไกเรียนรู้ควบคู่การทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็นหน่วยกิตการศึกษา เพื่อให้เด็กไม่ต้องเลือกระหว่างปากท้องกับอนาคต
และโอกาสที่ห้าคือ “ธนาคารโอกาส” ระบบกลางจัดสรรอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ บนหลักการโปร่งใสและมุ่งเป้าแม่นยำ เพราะตามที่ศาสตราจารย์สมพงษ์ย้ำ วิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร
สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ. ได้ที่สายด่วน 092-596-6155 และ 02-079-5475
ศธ. ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ 5 ภารกิจเร่งด่วน
เพื่อให้การแก้ปัญหาในเชิงนโยบายมีทิศทางที่ชัดเจน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายการศึกษาให้แก่ข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม
ภารกิจแรกที่รัฐมนตรีเน้นย้ำคือการ “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ด้วยการยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยแบ่งเบาภาระเอกสาร และปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารให้ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล
ภารกิจที่สองคือการรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยนายประเสริฐระบุชัดว่า “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” พร้อมผลักดัน Thailand Zero Dropout ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็นศูนย์ และนำร่องระบบครัวกลางหรือ Cloud Kitchen เพื่อให้ครูไม่ต้องรับภาระการจัดซื้ออาหารอีกต่อไป
ภารกิจที่สามมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง เปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งสอดรับกับเกณฑ์ PISA ที่ OECD จะใช้วัดในปี 2572 พร้อมตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เพื่อดึงเครดิตแบงค์และระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ
ภารกิจที่สี่เน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพรูปแบบใหม่ที่ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง
และภารกิจที่ห้าคือการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลก และสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education”

เรียนฟรีในกระดาษ แต่ไม่ฟรีในชีวิตจริง
แต่ขณะที่นโยบายถูกประกาศ ความจริงในชั้นเรียนกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่ง ในวันเดียวกัน 20 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรีและจัดสรรงบประมาณครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม ค่าเดินทาง และแม้แต่ค่าอินเทอร์เน็ต
ค่าเรียน และ อุปกรณ์
- ค่าเล่าเรียน
- ค่าหนังสือเรียน
- ค่าอุปกรณ์การเรียน
- ค่าเครื่องแบบนักเรียน
กิจกรรม และ การเรียนรู้
- กิจกรรมวิชาการ (ปีละ 1 ครั้ง)
- กิจกรรมคุณธรรม / ลูกเสือ / เนตรนารี / ยุวกาชาด
- ทัศนศึกษา (ปีละ 1 ครั้ง)
- อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียน (40 ชั่วโมง/ปี)
วัสดุ และ บริการพื้นฐาน
- วัสดุฝึก สอน สอบ
- สมุดรายงานนักเรียน
- ห้องสมุด
- ห้องพยาบาล
- วัสดุสำนักงาน
ค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียน
- ค่าน้ำมัน / เชื้อเพลิง
- งานบ้านงานครัว
- อุปกรณ์กีฬา
- ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน
การดูแลนักเรียน
- ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
- คู่มือนักเรียน
- บัตรนักเรียน
- ปฐมนิเทศ
- วารสารโรงเรียน
กฎหมายที่มีช่องว่าง ตัวการที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่เห็น คือการมีอยู่ของกรอบกฎหมายที่ขัดกันเองอย่างเงียบๆ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ระบุอย่างชัดเจนว่าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บเงินสนับสนุนจากนักเรียนหรือผู้ปกครองได้ใน 22 รายการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมวิชาการปีละ 1 ครั้ง ค่าทัศนศึกษาปีละ 1 ครั้ง ไปจนถึงค่าบริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตรปีละ 40 ชั่วโมง และค่าบัตรประจำตัวนักเรียน
อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับเดียวกันนี้เปิดช่องให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรแกนกลาง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง เช่น ห้องเรียนพิเศษ EP (English Program) เรียกเก็บได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียนในระดับก่อนประถมถึงมัธยมต้น และ MEP (Mini English Program) ไม่เกิน 17,500 บาทต่อคนต่อภาคเรียน นอกจากนี้ยังมีหมวดหมู่อื่นๆ เช่น ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ และค่าอาหารนักเรียน ที่สถานศึกษาสามารถขอรับการสนับสนุนได้โดยความสมัครใจ
ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ควรเป็นตามกฎหมาย” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน” นี้เองที่กลายเป็นภาระหนักของผู้ปกครองในทุกปี
สภาผู้บริโภคชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่ว่ามีนโยบายหรือไม่ แต่คือการบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่างที่เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระที่ไม่ควรมี
เปรียบเทียบกับกรณีอื่น ใครทำสำเร็จและอย่างไร
ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เกาหลีใต้เคยเผชิญปัญหาคล้ายกันในช่วงทศวรรษ 2000 และแก้ไขด้วยการออกกฎหมายห้ามโรงเรียนรัฐเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระที่ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนได้โดยตรง ผลที่ได้คืออัตราการออกกลางคันของนักเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5 ปี
ฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ระบบการศึกษาได้รับการยอมรับระดับโลก ใช้โมเดลที่ต่างออกไปคือรัฐครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงอาหารกลางวัน อุปกรณ์ และการเดินทาง ทำให้ครอบครัวไม่ต้องแบกภาระใดๆ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาแทบไม่มี
กรณีใกล้บ้านอย่างเวียดนาม แม้ระบบการศึกษายังมีค่าใช้จ่ายบางส่วน แต่รัฐบาลใช้ระบบทุนตรงเป้าโดยโอนเงินสดให้ครอบครัวยากจนก่อนเปิดเทอม ทำให้อัตราการเรียนต่อในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่แตกต่างในกรณีไทยคือการมีทั้งนโยบายและโครงสร้างกฎหมาย แต่ขาดกลไกบังคับใช้ที่จริงจัง ประกอบกับการที่ช่องว่างในกฎหมายเปิดให้โรงเรียนสามารถเรียกเก็บเงินได้ในหลายกรณี โดยอ้างว่าเป็นความสมัครใจ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ปกครองแทบไม่มีทางปฏิเสธได้
เชียงราย สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเลข
สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือที่มีพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งทวีความรุนแรง เด็กในพื้นที่ชนบทหรือบนดอยสูงมักเผชิญปัญหาหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวที่อ่อนแอ และความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่ขาดแคลน เมื่อโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแม้ในรูปแบบที่ “ไม่บังคับ” ครอบครัวที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไม่กล้าส่งลูกมาเรียน
มาตรการ 5 โอกาสของ กสศ. หากนำมาใช้อย่างจริงจังในพื้นที่เช่นเชียงราย โดยเฉพาะ SIM พร้อมเรียนและ Mobile School อาจช่วยทลายกำแพงที่กั้นเด็กออกห่างจากห้องเรียนได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขช่องโหว่ที่เปิดให้โรงเรียนเรียกเก็บเงิน
ทางออกที่รอการพิสูจน์
การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้วางกรอบข้อเสนอเบื้องต้นไว้ว่า รายการสิทธิเรียนฟรีควรถูกระบุให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย ค่าใช้จ่ายที่อนุญาตให้เรียกเก็บเพิ่มได้ควรมีเพดานที่เป็นธรรม และควรมีแคมเปญรับฟังเสียงผู้ปกครองและนักเรียนเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดเวิร์คช็อปในสัปดาห์ถัดไปเพื่อสร้าง Blueprint ใหม่ร่วมกับผู้มีประสบการณ์จากทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า เวลาไม่รอใคร โดยเฉพาะเด็กที่กำลังรอดูอยู่ว่าปีการศึกษา 2569 นี้ พวกเขาจะยังได้เรียนหนังสือต่อหรือเปล่า
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
- กระทรวงศึกษาธิการ
- สภาผู้บริโภค
- โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)







