Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับแรงกดดันสังคมสูงวัย! นายก อบจ.เชียงราย ชูนโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัส ยกระดับสุขภาพคนเชียงของ

เชียงรายเดินหมากสาธารณสุขใกล้บ้าน นายก อบจ.ชูโฮงยาใกล้บ้านพลัส ปรับอาคารภาพเก่าเมืองเชียงของเป็นคลินิกชุมชนต้นแบบ รับแรงกดดันสังคมสูงวัยและภาระโรงพยาบาล

เชียงราย,15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่การเข้าถึงบริการสุขภาพกำลังถูกทดสอบด้วยสองแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภาระการเดินทางของคนพื้นที่ชายแดนที่ยังมีต้นทุนสูงในชีวิตจริง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเดินเกมสาธารณสุขเชิงพื้นที่ โดยเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เช้าวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นายชัยวุฒิ สมุดความ ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย และบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน ตามนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ โฮงยาใกล้บ้านพลัส

ภาพที่เห็นในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการปักหมุดทิศทางของบริการสุขภาพที่ต้องใกล้กว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และลดขั้นตอนกว่าเดิม โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในอำเภอเชียงของและพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางเมื่อจำเป็นต้องพึ่งโรงพยาบาลหลัก

จุดเริ่มต้นที่ท่าเรือบั๊ค จากอาคารเล่าอดีต สู่พื้นที่ดูแลปัจจุบัน

อาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของในพื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ของชุมชน แต่ในมุมของการบริหารสาธารณะยุคใหม่ สถานที่ที่คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่ายสามารถถูกต่อยอดให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพได้ หากออกแบบบริการให้สอดคล้องความต้องการจริงของคนในพื้นที่

แกนคิดของการปรับใช้พื้นที่ครั้งนี้อยู่ที่การกระจายบริการสาธารณสุขให้ถึงฐานราก ลดความแออัดของโรงพยาบาล และทำให้ประชาชนได้รับบริการสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดย อบจ.เชียงรายระบุแนวทางสำคัญไว้ชัดเจน

  • ผลักดันพื้นที่ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือคลินิกชุมชน
  • บูรณาการกำลังคนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเชียงของ สังกัด อบจ.เชียงราย เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแล
  • วางแผนยกระดับศักยภาพเพื่อเปิดบริการด้านทันตกรรมในอนาคต เพื่อให้บริการครบวงจรมากขึ้น

สาระสำคัญของโมเดลนี้คือการทำให้บริการระดับพื้นฐานเกิดขึ้นใกล้ชุมชน ลดการเดินทาง ลดขั้นตอน และลดภาระที่ไหลไปกองรวมที่โรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งมักเป็นจุดที่คนไข้ต้องรอคิวนานและบุคลากรต้องรับภาระหนัก

ทำไมโฮงยาใกล้บ้านจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ

เหตุผลที่นโยบายลักษณะนี้ถูกยกเป็นความจำเป็น ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกหรือกระแสชั่วคราว แต่มีรากจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วจริงในระดับประเทศ

ข้อมูลสถิติประชากรไทยปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนการเกิด 416,574 คน และจำนวนการตาย 559,684 คน โดยจำนวนการตายสูงกว่าการเกิด 143,110 คน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่หนักแน่นในเชิงนโยบายว่า ประเทศกำลังเผชิญภาวะประชากรลดลงต่อเนื่อง และสัดส่วนผู้สูงอายุจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการบริการสุขภาพระยะยาวจะมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลต่อเนื่องในชุมชน

เมื่อจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่กำลังคนและศักยภาพของโรงพยาบาลหลักไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนอย่างทันเวลา ระบบบริการจึงต้องขยับไปสู่การดูแลใกล้บ้านมากขึ้น และต้องทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิมีบทบาทจริง ไม่ใช่เป็นเพียงจุดส่งต่อ

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนยังมีบริบทเฉพาะของพื้นที่ ระยะทาง และความเชื่อมโยงกับการเดินทางข้ามอำเภอ ซึ่งทำให้ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสูงกว่าหลายพื้นที่ การมีคลินิกชุมชนที่เข้าถึงได้จึงไม่ใช่ความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องของความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

จากภาระการเดินทาง สู่ภาระโรงพยาบาล ถ้าไม่กระจายบริการ ความแออัดจะยิ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในพื้นที่จริง ภาพที่คนจำนวนมากคุ้นชินคือการต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลักแม้เป็นอาการที่สามารถดูแลระดับพื้นฐานได้ หรือการต้องกลับมาตามนัดหลายรอบเพราะขั้นตอนซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้ทั้งคนไข้และระบบแบกรับภาระร่วมกัน

นโยบายโฮงยาใกล้บ้านพลัสพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง คือทำให้บริการบางส่วนเกิดในชุมชน ลดแรงกดดันต่อโรงพยาบาล ลดเวลารอ ลดการแออัด และเพิ่มโอกาสให้แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลหลักได้ทุ่มทรัพยากรกับเคสที่ซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับเชียงของ การทำให้พื้นที่ท่าเรือบั๊คเป็นคลินิกชุมชนยังมีนัยสำคัญในมิติสังคม เพราะเป็นการสร้างพื้นที่บริการที่คนรู้สึกเป็นเจ้าของและเข้าถึงได้ง่าย หากออกแบบการให้บริการให้เป็นมิตร ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง

บทบาท อบจ. กับการบริหารสุขภาพเชิงพื้นที่ เมื่อการดูแลไม่ควรขึ้นกับโรงพยาบาลอย่างเดียว

การลงพื้นที่ของนายก อบจ.เชียงรายครั้งนี้สะท้อนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังขยับจากการสนับสนุนแบบโครงการรายปี ไปสู่การออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่สังคมสูงวัยทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนเพิ่มขึ้น และทำให้ภาระของรัฐต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางการบูรณาการบุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัด อบจ. เพื่อหมุนเวียนมาดูแล เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะทำให้โมเดลมีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมด และหากเพิ่มบริการทันตกรรมได้ในอนาคต ก็จะช่วยลดการเดินทางของประชาชนได้อีกขั้น

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือรูปแบบบริการที่จะเปิดให้ประชาชนใช้จริง ช่วงเวลาให้บริการ ระบบนัดหมาย การเชื่อมต่อส่งต่อผู้ป่วย และมาตรฐานเครื่องมือเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า คลินิกชุมชนต้นแบบจะกลายเป็นคำตอบที่ยั่งยืนได้เพียงใด

สิ่งที่ประชาชนได้ทันที และสิ่งที่ระบบต้องทำต่อ

แม้โครงการยังอยู่ในขั้นวางแนวทาง แต่ประโยชน์ที่ถูกวางไว้ชัดเจนคือการลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดความแออัดของโรงพยาบาล หากเปิดบริการได้ตามเป้าหมาย ประชาชนจะได้ประโยชน์ในสามมิติหลัก

  • เวลาและค่าใช้จ่ายลดลง เพราะไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อบริการพื้นฐาน
  • ความรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพราะระบบคิวของโรงพยาบาลหลักลดแรงกดดัน
  • ความต่อเนื่องของการดูแลดีขึ้น เพราะหน่วยบริการอยู่ในชุมชนและเข้าถึงง่าย

ในอีกด้าน ระบบต้องทำต่อให้ครบวงจร คือกำหนดมาตรฐานบริการ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอน การประเมินกำลังคน และการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพเพื่อให้การส่งต่อมีประสิทธิภาพ เพราะคลินิกใกล้บ้านที่ดีไม่ใช่เพียงอยู่ใกล้ แต่ต้องรักษาได้จริง ติดตามได้จริง และส่งต่อได้เร็วเมื่อจำเป็น

ภาพใหญ่ของเชียงราย เมื่อสุขภาพกลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

เรื่องสุขภาพในยุคประชากรเปลี่ยน ไม่ได้เป็นเพียงบริการสาธารณะ แต่เป็นความมั่นคงของชุมชนโดยตรง เพราะกระทบตั้งแต่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ภาระของครอบครัว ไปจนถึงแรงงานและเศรษฐกิจฐานราก

การเลือกปรับอาคารที่มีเรื่องเล่าทางชุมชนให้เป็นคลินิกชุมชนจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้สิ่งเดิมตอบโจทย์ปัจจุบันได้ดีขึ้น และกระจายประโยชน์ได้จริงกับคนส่วนใหญ่

หากโมเดลท่าเรือบั๊คเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ ก็มีโอกาสเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นของเชียงรายหรือจังหวัดชายแดนที่มีข้อจำกัดคล้ายกัน นำไปปรับใช้ต่อได้ในอนาคต โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้การรักษาใกล้ขึ้น และทำให้ความเจ็บป่วยไม่พ่วงต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับครัวเรือน

สถิติสำคัญในข่าว

  • จำนวนการเกิดของไทย ปี 2568 จำนวน 416,574 คน
  • จำนวนการตายของไทย ปี 2568 จำนวน 559,684 คน
  • จำนวนการตายสูงกว่าการเกิด ปี 2568 จำนวน 143,110 คน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาคารพิพิธภัณฑ์ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงของ บริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อวางแนวทางพัฒนาเป็นสถานพยาบาลระดับชุมชน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงของ ข้อมูลผู้เข้าร่วมภารกิจลงพื้นที่และการประสานงานในพื้นที่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลสถิติการเกิดและการตายของไทย ปี 2568 เผยแพร่ผ่านการรายงานของสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME