
กรมทรัพยากรน้ำรุกแก้ภัยแล้งแม่สรวย สำรวจน้ำแม่ลาวดันระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หนุนเกษตรกว่า 2,000 ไร่ เน้นกลไกชุมชนและถ่ายโอนดูแลสู่ท้องถิ่น
เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ภาพของภัยแล้งในภาคเหนือมักเริ่มต้นด้วยสัญญาณเดียวกันเสมอ คือระดับน้ำในลำห้วยลดลงเร็ว แปลงเกษตรนอกเขตชลประทานต้องรอฝนอย่างไม่แน่นอน และต้นทุนการสูบน้ำด้วยเครื่องยนต์ยิ่งบั่นทอนรายได้ของเกษตรกรในวันที่ราคาผลผลิตผันผวน เมื่อเงื่อนไขเดิมวนกลับมาอีกครั้ง กลไกแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์จึงไม่ใช่เพียงการ “หาน้ำเพิ่ม” แต่ต้องทำให้น้ำ “ถึงไร่นา” อย่างมีระบบ และต้องทำให้ระบบนั้นยืนระยะได้จริงหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ
ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้เดินหน้าสำรวจและผลักดันโครงการระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ในตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยตั้งเป้าสนับสนุนพื้นที่การเกษตรมากกว่า 2,000 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านแม่พริก หมู่ 2 บ้านหัวทุ่ง และหมู่ 13 บ้านป่าซางพัฒนา ตามข้อมูลโครงการที่หน่วยงานจัดทำและแนบมา
ลงพื้นที่ตามข้อสั่งการ เร่งประเมินจุดตั้งสถานีสูบน้ำบนพื้นที่สาธารณประโยชน์
ข้อมูลจากหน่วยงานระบุว่า โครงการนี้ใช้น้ำแม่ลาวเป็นแหล่งน้ำต้นทุน โดยเลือกพื้นที่สาธารณประโยชน์ติดลำน้ำประมาณ 4 ไร่ สำหรับเป็นที่ตั้งสถานีสูบน้ำและระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการใช้พื้นที่สาธารณะจำเป็นต้องดำเนินการบนฐานความยินยอมของชุมชนและการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นไปอย่างโปร่งใสและลดข้อพิพาทในอนาคต
ด้านความเคลื่อนไหวของหน่วยงานในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 มีการสื่อสารภารกิจเชิงรุกด้านภัยแล้งและโครงการระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายพื้นที่ พร้อมย้ำการทำงานตามข้อสั่งการของผู้บริหารกรมทรัพยากรน้ำ ขณะที่ข้อมูลการลงพื้นที่แก้ภัยแล้งแม่สรวยเกี่ยวกับ “สำรวจน้ำแม่ลาว” และ “ช่วยเกษตร 2,000 ไร่” ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ภาพรวมน้ำเหนืออยู่ระดับดี แต่พื้นที่นอกชลประทานยังเปราะบาง
แม้รายงานสถานภาพน้ำเขื่อนของภาคเหนือ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ระบุว่าปริมาตรน้ำในอ่างรวมภาคเหนืออยู่ที่ร้อยละ 78 ของระดับน้ำเก็บกัก หรือ 19,393 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 24,825 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ตัวเลขภาพรวมไม่ได้แปลว่าทุกตำบลจะมีน้ำใช้เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานที่ยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ และต้องเผชิญความเสี่ยงจากความแปรปรวนของอากาศซึ่งทำให้ฝนมาไม่ตรงฤดูกาล
โครงการที่แม่พริกจึงถูกวางให้เป็นการเชื่อม “น้ำต้นทุน” เข้ากับ “ระบบกระจายน้ำ” ที่คุมต้นทุนพลังงานได้ เพราะในสมการของเกษตรกรรายย่อย ต้นทุนสูบน้ำมักเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถผลักไปที่ราคาขายได้เต็มที่ การลดต้นทุนจึงเท่ากับเพิ่มโอกาสอยู่รอด
เทคนิคของระบบ โซลาร์เซลล์ไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ต่อแผง และปั๊มแบบไฮบริด
รายละเอียดทางวิศวกรรมตามข้อมูลที่แนบ ระบุว่า ระบบออกแบบให้เหมาะกับภูมิประเทศลอนคลื่นและพื้นที่ลาดชันของอำเภอแม่สรวย โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ Crystalline Silicon กำลังไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ต่อแผง เครื่องสูบน้ำแบบ Hybrid Submersible Pump และระบบท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ชนิด PVC หรือ HDPE เพื่อลดการสูญเสียแรงดัน
สาระสำคัญที่ทำให้โครงการลักษณะนี้ถูกเลือกใช้มากขึ้น คือการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทนการใช้เครื่องยนต์หรือไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดข้อจำกัดของพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าอาจไม่เสถียร นอกจากนี้ เอกสารจัดซื้อจัดจ้างของกรมทรัพยากรน้ำในอดีตสะท้อนสเปกแผง Crystalline Silicon ไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในโครงการระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสอดคล้องกับรายละเอียดทางเทคนิคของโครงการแม่พริกที่หน่วยงานระบุ
หอถังสูง 20 เมตรกับความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร จุดชี้ชะตาว่าน้ำจะไปถึงปลายทางได้จริง
อีกองค์ประกอบที่ข้อมูลระบุไว้อย่างชัดเจน คือความจำเป็นต้องมีหอถังเก็บน้ำสูง 20 เมตร ความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างแรงดันน้ำสำหรับกระจายไปยังพื้นที่ปลายทางในระบบท่อ
ในงานระบบส่งน้ำจริง แรงดันคือคำตอบสุดท้ายของคำถามที่เกษตรกรถามกันทุกปี น้ำจะมาถึงแปลงหรือไม่ หากปลายทางอยู่สูงกว่า หรืออยู่ไกลกว่า ระบบที่ไม่มีแรงดันเพียงพอมักจบลงด้วยการต้องสูบซ้ำและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม การออกแบบให้มีหอถังสูงจึงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นแกนกลางของประสิทธิภาพทั้งระบบ
ออกแบบรับแรงสั่นสะเทือน เมื่อแผ่นดินไหวกลายเป็นบริบทใหม่ของงานโครงสร้าง
ข้อมูลโครงการระบุว่ามีการคำนึงถึงความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะแผ่นดินไหว ในการออกแบบฐานรากของหอถังและแผงโซลาร์เซลล์
ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตา หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความลึก 1 กิโลเมตร ซึ่งกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยาบันทึกเหตุการณ์ไว้ และสื่อภูมิภาครายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา แม้เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีรายงานความเสียหายสำคัญ แต่ส่งสัญญาณชัดว่าโครงสร้างสาธารณูปโภคใหม่ ๆ ในภาคเหนือควรยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากขึ้น
กลุ่มผู้ใช้น้ำ กติกาเวรน้ำ และกองทุนน้ำ เงื่อนไขที่ทำให้โครงการไม่ตายหลังส่งมอบ
หากด้านวิศวกรรมคือหัวใจ ด้านการบริหารจัดการคือระบบไหลเวียนโลหิต เพราะต่อให้สร้างระบบดีเพียงใด หากไม่มีคนดูแล ไม่มีอะไหล่ ไม่มีเงินซ่อม และไม่มีข้อตกลงร่วมกัน ระบบจะเสื่อมสภาพเร็วเกินกว่าจะคืนทุนทางสังคม
กรมทรัพยากรน้ำให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยแนวทางตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำของหน่วยงานมักกำหนดองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตั้งกลุ่ม การมีคณะกรรมการ การมีกิจกรรมต่อเนื่อง การมีกฎระเบียบโดยเฉพาะรอบเวรการใช้น้ำ และการมีกองทุนเพื่อบำรุงรักษาระบบ โครงสร้างดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาเดิมที่เกิดซ้ำในหลายพื้นที่ คือช่วงแรกมีน้ำใช้ แต่ผ่านไปไม่นานปั๊มเสีย แผงชำรุด ท่อรั่ว และไม่มีงบซ่อม
สำหรับพื้นที่แม่พริก การตั้งกติกาเวรใช้น้ำมีนัยทางสังคมสูง เพราะพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน เกษตรกรจำนวนมากอาจมีพืชคนละชนิด ระยะให้น้ำคนละแบบ การตกลงร่วมกันจึงต้องทำบนฐานข้อมูลและความเป็นธรรม เพื่อให้ความขัดแย้งเรื่องน้ำไม่บานปลายเป็นปัญหาชุมชน
ถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่นตามมติคณะรัฐมนตรี หนุนความยั่งยืนในงบประจำปี
ข้อมูลที่แนบระบุว่า โครงการเตรียมถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นบรรจุแผนบำรุงรักษาไว้ในงบประมาณประจำปี โดยอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565
ในเชิงนโยบาย มติคณะรัฐมนตรีวันดังกล่าวมีสาระเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจด้านแหล่งน้ำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสนับสนุนให้มีการสำรวจ ซ่อมแซม และส่งต่อให้ท้องถิ่นดูแลร่วมกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อวางกรอบนี้ร่วมกับโครงการแม่พริก จะเห็นภาพการกระจายอำนาจด้านน้ำที่ชัดขึ้น กล่าวคือ ส่วนกลางทำหน้าที่ออกแบบและลงทุนระบบหลัก ขณะที่ท้องถิ่นมีบทบาทดูแลบำรุงรักษาและจัดการในชีวิตประจำวัน
ศูนย์เมขลา จากการคาดเดา สู่การจัดการน้ำด้วยข้อมูล
อีกประเด็นที่ข้อมูลแนบระบุ คือการใช้นวัตกรรมข้อมูลจากศูนย์เมขลาเพื่อวิเคราะห์ความชื้นในดินและคาดการณ์ปริมาณน้ำ ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำแม่ลาวแม่นยำขึ้น
ศูนย์เมขลาเป็นแพลตฟอร์มภายใต้กองวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ กรมทรัพยากรน้ำ โดยมีบทบาทเป็นศูนย์ติดตามและสนับสนุนการคาดการณ์สถานการณ์น้ำด้วยเทคโนโลยี เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้จริงในระดับพื้นที่ จะช่วยลดการจัดสรรน้ำแบบอาศัยความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว และเปิดทางให้กติกาเวรน้ำของชุมชนอิงหลักฐานมากขึ้น
มิติผลกระทบที่คาดหวัง น้ำถึงไร่นาเท่ากับลดความเสี่ยงรายได้ทั้งอำเภอ
หากระบบกระจายน้ำสามารถสนับสนุนพื้นที่เกษตรมากกว่า 2,000 ไร่ได้จริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะสะท้อนผ่านรายได้ครัวเรือน การจ้างงานตามฤดูกาล การลดต้นทุนสูบน้ำ และความสามารถในการวางแผนเพาะปลูกของเกษตรกร
ในอีกด้านหนึ่ง โครงการลักษณะนี้ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านอาหารของจังหวัด เพราะพื้นที่เกษตรนอกชลประทานจำนวนมากคือฐานผลิตพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจ หากพื้นที่เหล่านี้สูญเสียผลผลิตจากภัยแล้งซ้ำซาก ต้นทุนจะย้อนกลับมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาอาหารที่สูงขึ้น
อยู่ที่การดูแลหลังติดตั้ง มากกว่าวันเปิดโครงการ
โครงการโครงสร้างพื้นฐานมักถูกวัดความสำเร็จในวันก่อสร้างเสร็จ แต่สำหรับระบบน้ำ ความสำเร็จจริงเริ่มนับจากวันถัดไปที่เกษตรกรเปิดวาล์วแล้วน้ำไหลถึงปลายท่อ และเริ่มนับอีกครั้งเมื่อผ่านฤดูแล้งไปหนึ่งรอบแล้วระบบยังทำงานได้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เป็นรูปธรรม การทำกติกาเวรน้ำที่ทุกหมู่บ้านยอมรับร่วมกัน การตั้งกองทุนน้ำที่มีวินัยทางการเงิน และการทำแผนซ่อมบำรุงที่เชื่อมกับงบของ อปท. หาก 4 องค์ประกอบนี้ทำได้ โครงการจะไม่กลายเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็ว แต่จะเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงของชุมชนในระยะยาว
สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ระหว่างรอการผลักดันโครงการ
ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่สามารถเริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเครื่องจักรลงพื้นที่ ได้แก่
- เข้าร่วมกระบวนการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และช่วยกันกำหนดกติกาเวรน้ำที่เป็นธรรม
- สนับสนุนการตั้งกองทุนน้ำเพื่อซ่อมบำรุง โดยกำหนดรูปแบบการสมทบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
- ช่วยกันสำรวจแนวท่อ จุดเสี่ยงรั่ว และพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เพื่อให้ข้อมูลภาคสนามสนับสนุนการออกแบบ
- ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากช่องทางทางการ โดยเฉพาะข้อมูลจากศูนย์เมขลา
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน
- ข้อมูลศูนย์เมขลา กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะแพลตฟอร์มติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำด้วยเทคโนโลยี
- บันทึกเหตุแผ่นดินไหว 28 กุมภาพันธ์ 2569 ขนาด 3.1 ความลึก 1 กิโลเมตร ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และรายงานสื่อภูมิภาค
- สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1










