
สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้ แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า ชุมชนริมกกยังรอวันกลับมาของเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมสามตำบล
เชียงราย,25 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของข่าวที่ชาวบ้านรอฟังมากที่สุด สำหรับคนในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู คำถามสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงว่าสะพานแขวนฮาแหล่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว แต่คือเมื่อใดสะพานที่เคยเป็นเส้นทางหลักของชีวิตจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 พัดทำลายโครงสร้างเดิมจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้ใช้งานได้
คำตอบที่ใกล้ความจริงมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “จิ๊บ” ในฐานะคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ให้สัมภาษณ์ว่า สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในขณะนี้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างตัวสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการถนนบางส่วนที่ต้องตัดเข้ามายังจุดสะพานได้ครบถ้วนตามแผนได้ในเร็ววัน ซึ่งกำลังพยายามมีกำหนดเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569
แม้คำตอบนี้อาจสร้างความผิดหวังให้คนที่เฝ้ารอ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพานอย่างเดียว หากอยู่ที่องค์ประกอบโดยรอบซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานจริงด้วย และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา จะพบว่านี่คือโครงการที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อมสมบูรณ์ของงบประมาณรัฐ หากเกิดจากการระดมพลังของหลายฝ่ายเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ชุมชนขาดไม่ได้
สะพานที่ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือทางลัดของชีวิตผู้คน
สิ่งที่ทำให้สะพานฮาแหล่จะมีความหมายมากกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป คือบทบาทของมันในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่าง บ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว กับ บ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง และถูกใช้งานร่วมกันโดยคนจากอย่างน้อย 3 ตำบล ได้แก่ แม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมภู
ในทางกายภาพ สะพานช่วยร่นระยะทางการเดินทางจากเดิมราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 120 เมตร แต่ในทางสังคม ผลของมันใหญ่กว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะระยะทางที่หายไปไม่ใช่เพียงถนนที่สั้นลง หากหมายถึงเวลาในการไปโรงเรียนของเด็ก เวลาขนผักและผลผลิตของเกษตรกร เวลาที่คนป่วยจะเข้าถึงการรักษา และเวลาที่ญาติพี่น้องจากคนละฝั่งน้ำกกจะเดินทางไปมาหาสู่กัน
ในวันที่สะพานยังสมบูรณ์ มีข้อมูลว่ามีประชาชนจาก 300 ถึง 500 หลังคาเรือนในพื้นที่พึ่งพาสะพานนี้ และมีผู้สัญจรต่อวันในระดับหลักพัน ทั้งคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และรถเข็นที่ใช้ขนของในชีวิตประจำวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชุมชนริมกกอย่างแท้จริง
ก่อนมีสะพาน ชุมชนเคยอยู่กับความเสี่ยงและความห่างไกล
เรื่องราวของสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เริ่มจากโครงการท่องเที่ยว หรือแนวคิดสร้างแลนด์มาร์ก แต่เริ่มจากปัญหาธรรมดาที่หนักหนาสำหรับคนชนบทริมแม่น้ำ นั่นคือการเดินทางไปมาในพื้นที่ที่แม่น้ำกกกั้นกลาง
ข้อมูลที่แนบระบุว่า ในอดีตชาวบ้านต้องใช้เรือพายข้ามฝั่งหรือเดินทางอ้อมไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำแรงและอันตรายสูง เคยเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตหลายครั้ง และเมื่อน้ำหลาก การข้ามฝั่งยิ่งกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุ
สะพานฮาแหล่จะจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีการช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กในพื้นที่ แต่แม้จะมีโรงเรียน หากไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัย เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถไปถึงห้องเรียนได้อย่างสะดวก สะพานแห่งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางไปโรงเรียนจากเดิมที่ต้องอ้อมไกลกว่า 10 กิโลเมตร เหลือเพียงการข้ามน้ำกกในระยะสั้น
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานฮาแหล่จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับส่งเด็กไปโรงเรียน แต่ยังกลายเป็นทางผ่านของวิถีชีวิตทั้งชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ
ชื่อที่มีความหมาย และบทบาทที่เชื่อมผู้คนมากกว่าฝั่งน้ำ
คำว่า ฮาแหล่จะ ถูกอธิบายไว้ในข้อมูลว่า หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งเป็นชื่อที่นายโมโตยุกิ ซาไกและชาวบ้านร่วมกันตั้งไว้ในวันเปิดใช้งานสะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชื่อดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสะพานได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เพียงเชื่อมฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมคน เชื่อมชาติพันธุ์ และเชื่อมวัฒนธรรมเข้าหากัน
พื้นที่รอบสะพานเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะ ลาหู่ และ กะเหรี่ยง ซึ่งมีประเพณีสำคัญของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินวอของชาวลาหู่ เทศกาลกินข้าวใหม่ หรือเทศกาลคริสต์มาสของชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้คนต่างหมู่บ้านไปมาหาสู่กัน ร่วมงานประเพณี และสานสัมพันธ์กันเหมือนเครือญาติ
ในความหมายเช่นนี้ การพังของสะพานจากอุทกภัยจึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการตัดขาดเส้นเลือดของความสัมพันธ์ในระดับชุมชนด้วย
อุทกภัยปี 2567 เปลี่ยนสะพานจากสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อให้กลายเป็นบาดแผลของพื้นที่
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่ซัดผ่านจังหวัดเชียงรายและพัดสะพานฮาแหล่จะเสียหายอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการระบุว่าสะพานเดิมเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติอีกต่อไป
เมื่อสะพานหายไป ชาวบ้านต้องกลับไปอยู่กับปัญหาเดิมอีกครั้ง คือการเดินทางอ้อมไกล การขนส่งยากขึ้น เด็กไปโรงเรียนลำบากขึ้น และการเข้าถึงถนนหลักเพื่อเข้าเมืองหรือไปพบแพทย์ต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้าง แต่เป็นผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ
ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งยังชี้ให้เห็นว่า แม้สะพานจะอยู่ในสภาพชำรุดมาระยะหนึ่งก่อนน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านก็ยังพยายามซ่อมใช้งานกันเองเป็นจุด ๆ ด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุพื้นบ้านตามกำลัง เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นั่นสะท้อนว่าสะพานแห่งนี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากเพียงใด



เส้นทางฟื้นฟูเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณรัฐล้วน
หลังสะพานพัง ความหวังของชุมชนค่อย ๆ กลับมาเมื่อเกิดการผลักดันโครงการซ่อมสร้างอย่างจริงจัง จนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และมีการรายงานข่าวต่อเนื่องในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และคณะกรรมการโครงการ
หน่วยงานและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ
โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 6,170,000 บาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากภาคเอกชนสองส่วน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการช่อง 8 ปันน้ำใจ จำนวน 6,000,000 บาท และ โรงแรมโฆษะขอนแก่นและกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การสร้างสะพานขึ้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกงบประมาณราชการแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นโมเดลผสมระหว่างภาคสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐในระดับพื้นที่
จากกำหนดเสร็จกรกฎาคม 2568 สู่ความจริงที่เลื่อนมาถึงพฤษภาคม 2569
เอกสารโครงการเดิมระบุว่า หากไม่มีอุปสรรค การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่เมื่อมาถึงสถานะล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริง และคณะกรรมการจึงใช้เป้าหมายใหม่เป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569
ความแตกต่างของสองช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิม และข้อมูลล่าสุดก็อธิบายสาเหตุบางส่วนไว้แล้วว่า งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้ไปกับงานโครงสร้างสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้งานประกอบอื่น โดยเฉพาะการทำถนนหรือทางเข้าบางส่วน ยังไม่สามารถปิดงานได้ครบถ้วน
นอกจากนี้ ในคำอธิบายของณัฐธายาน์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันยังต้องเข้าไปดู รายละเอียดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตด้านน้ำมันในช่วงนี้ก็อาจทำให้บางอย่างไม่เป็นไปตามแผนเดิมทั้งหมด แม้เช่นนั้น คณะกรรมการยังยืนยันว่ามุ่งหมายจะส่งมอบสะพานให้สมบูรณ์และใช้การได้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
โครงสร้างใหม่ถูกยกระดับให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่ความพร้อมใช้งานไม่ได้วัดแค่ตัวสะพาน
จากข้อมูลที่แนบมา งานซ่อมสร้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมจุดชำรุด แต่เป็นการสร้างใหม่ในระดับโครงสร้าง โดยใช้ลวดสลิงเดิมในส่วนที่ยังใช้ได้ พร้อมปรับพื้นและองค์ประกอบรับน้ำหนักให้มั่นคงกว่าเดิม มีการใช้โครงสร้างลวดและตะแกรงเหล็กแทนพื้นไม้เดิมในหลายส่วน รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะคอสะพาน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เหมาะต่อการใช้งานและการท่องเที่ยวในอนาคต
อย่างไรก็ตามล่าสุดสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า สะพานที่โครงสร้างเกือบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานทันที หากระบบทางเข้า ทางเชื่อม และพื้นที่โดยรอบยังไม่เรียบร้อย การเปิดใช้ก็ยังเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า ใกล้เสร็จ กับคำว่า พร้อมเปิดใช้งาน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน
รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงพื้นที่ ตรวจหน้างานและข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างใกล้โครงการ
อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่สะพานยังอยู่ในช่วงติดตามใกล้ชิด คือการลงพื้นที่ของ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้กับโครงการปรับปรุงสะพานแขวนฮาแหล่จะ บริเวณบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่
การลงพื้นที่ดังกล่าวมีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้โครงการเดินไปตามยถากรรม แต่ยังติดตามความเสี่ยงรอบพื้นที่ ทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงการ และเพื่อให้การเปิดใช้งานในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงจริง
ชาวบ้านรอสะพานด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการเดินทาง
หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเห็นสะพานฮาแหล่จะเป็นเพียงจุดชมวิวสวยกลางธรรมชาติ แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง เด็กจำนวนมากเคยใช้สะพานข้ามไปโรงเรียน ชาวบ้านใช้ขนส่งผลผลิตการเกษตร ทั้งผัก พืชไร่ หรือของใช้จำเป็น คนต่างฝั่งใช้สะพานเพื่อไปมาหาสู่กันในงานประเพณี งานคริสต์มาส งานกินวอ หรือเทศกาลกินข้าวใหม่
เมื่อสะพานหายไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เงียบเพราะวิวสวยถูกปิด แต่เงียบเพราะวิถีชีวิตบางส่วนถูกตัดขาดไปชั่วคราว และเมื่อสะพานใกล้กลับมา ชุมชนจึงไม่ได้รอแค่การเปิดโครงสร้าง แต่รอการกลับมาของจังหวะชีวิตที่เคยคุ้นเคยด้วย




จากโครงสร้างสัญจรสู่ความหวังใหม่เรื่องท่องเที่ยวและรายได้
นอกจากบทบาทด้านชุมชนแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานในพื้นที่ยังมีความหวังว่าสะพานฮาแหล่จะจะกลายเป็น แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่
ข้อความประชาสัมพันธ์ของพื้นที่หลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า สะพานแขวนแห่งนี้มีศักยภาพเป็นจุดเช็กอินกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าเขียว และแม่น้ำกก พร้อมเชื่อมกับเสน่ห์วิถีชุมชนชาติพันธุ์ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านภูมิทัศน์ ร้านค้า สินค้า OTOP และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พื้นที่นี้ก็อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่ชุมชนได้จริง
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ควรถูกมองเป็น เป้าหมายและความคาดหวัง มากกว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจนถึงขณะนี้ สะพานยังอยู่ในช่วงรอเปิดใช้งาน และผลทางเศรษฐกิจในอนาคตยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังเปิดใช้ด้วย
บทบาทของภาคประชาชนและเอกชน คือหัวใจของโครงการนี้
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่เพียงตัวสะพาน แต่คือรูปแบบการทำงานของคนที่เกี่ยวข้อง โครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าเป็นการทำงานแบบจิตอาสา 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันประคับประคองโครงการมาอย่างต่อเนื่อง
ณัฐธายาน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด และ คุณประสงค์ จันทร์วงษ์ ในลักษณะที่สะท้อนความร่วมมือระยะยาวเกือบสองปี พร้อมใช้คำว่าเป็น สะพานแห่งความสามัคคี ระหว่างคณะกรรมการและผู้รับเหมา คำอธิบายนี้แม้เป็นถ้อยคำจากฝ่ายโครงการ แต่ก็สะท้อนบรรยากาศที่ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงงานก่อสร้างธรรมดา หากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเอาใจลงไปด้วย
ประเด็นที่ยังต้องจับตา คือการปิดงานให้ครบและเปิดใช้ได้อย่างปลอดภัย
แม้บรรยากาศโดยรวมจะขยับไปในทิศทางบวก และมีการระบุหลายครั้งว่าสะพานใกล้เสร็จ แต่ในมุมที่ต้องยึดข้อเท็จจริง ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือ งานถนนหรือทางเข้าบางส่วน ที่ยังเป็นข้อจำกัดจากงบประมาณ
เรื่องที่สอง คือ ความสมบูรณ์ของงานเก็บรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมการยังต้องลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง
เรื่องที่สาม คือ การบริหารพื้นที่โดยรอบหลังเปิดใช้ เพราะหากจะต่อยอดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวจริง จะต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัย การจอดรถ ความสะอาด การดูแลภูมิทัศน์ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ
จึงกล่าวได้ว่ายังไม่ใช่ตอนจบของโครงการ แต่เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ระหว่างคำว่า “เกือบเสร็จ” กับคำว่า “เปิดใช้ได้จริง”
บทสรุปของสะพานที่มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง
สะพานฮาแหล่จะในวันนี้ยังไม่เปิดใช้งาน แม้งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปมากแล้ว และชุมชนต่างเฝ้ารอการกลับมาของมันอย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและงานประกอบที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือข้อเท็จจริงที่ทำให้สะพานยังต้องรออีกระยะ
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปสะพานที่ยังไม่เสร็จ แต่ชุมชนที่พยายามพาตัวเองกลับมายืนได้อีกครั้งหลังภัยพิบัติ การที่โครงสร้างพื้นฐานชิ้นหนึ่งสะท้อนความสำคัญของการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทได้อย่างครบถ้วน และเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมกันพยายามซ่อมแซมมากกว่าสะพาน แต่กำลังซ่อมคืนเส้นทางชีวิตให้ผู้คนจำนวนมากด้วย
หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คณะกรรมการยืนยัน เดือนพฤษภาคม 2569 อาจเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกได้กลับมาเดินข้ามสะพานแห่งนี้อีกครั้ง และวันนั้น สะพานฮาแหล่จะอาจไม่ได้เป็นเพียงสะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงราย แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนอีกครั้งว่า ความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนสามารถพยุงชุมชนผ่านวิกฤตได้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- คำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล คณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ต่อสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 25 มีนาคม 2569
- ที่ทำการปกครอง อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
- ข้อมูลพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการโครงการ เทศบาลตำบลแม่ยาว และเทศบาลตำบลดอยฮาง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กุมภาพันธ์ 2568
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย


























