Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME