เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่
เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน
การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง
จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง
ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง
ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว
มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”
แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ
อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก
- ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
- ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
- ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ
สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก
ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่
แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง
“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต
โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว
ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์
ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ
แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ
- สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
- ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
- รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?
นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”
มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน
หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า
ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว
ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ
“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)
จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่
- เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
- ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
- คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว
แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น
- จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
- รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
- ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
- ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก
หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น
ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา
ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป
อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”
ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์
ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน
บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย
กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี
แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง
ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)
- มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
- พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
- พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
- ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
- การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
- แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
- กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
- สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
- หอการค้าจังหวัดเชียงราย
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)








