
มหาดไทยคุมเข้มชายแดนเชียงราย รองปลัดฯ ลงพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เดินเกมนโยบาย 3 ตัดสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่เวทีดีเบต 4 พรรคชูการทูตเชิงรุกแก้ฝุ่นและมลพิษข้ามพรมแดน
เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูพัดผ่านสันดอนริมโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ แต่บรรยากาศในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพท่องเที่ยวและค้าขายคึกคัก หากยังมีแรงกดดันอีกชั้นที่คนชายแดนรับรู้มานาน นั่นคือการต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ข้ามแดนได้เร็วกว่าเดิม ทั้งขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปมมลพิษที่ไหลมากับน้ำกับลมจนยากจะแยกเส้นเขตแดนให้ชัดเจน
ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนและตรวจสภาพพื้นที่สำคัญ โดยช่วงเช้าประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมให้ข้อมูลภาพรวม ก่อนคณะจะลงพื้นที่อำเภอเชียงแสนและจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง การคัดกรองบุคคลต่างชาติ และการอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตาความพยายามของรัฐในการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งหลอกลวง ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตัดไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ต้องสงสัยตามแนวชายแดนถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือกดดันเชิงปฏิบัติการของรัฐ เพื่อจำกัดความสามารถในการตั้งฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องว่างกฎหมายและภูมิประเทศชายแดนเป็นเกราะกำบัง
ชายแดนยุคใหม่ที่ภัยคุกคามไม่ได้มาเดี่ยว
นายภาสกรระบุระหว่างภารกิจว่า การติดตามครั้งนี้เป็นการตรวจสถานการณ์ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งยาเสพติด การค้าชายแดน และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นการดำเนินการตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่ถูกเรียกกันในทางปฏิบัติว่า นโยบาย 3 ตัด ควบคู่กับการคัดกรองบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้าออกผ่านจุดผ่านแดนถาวรต่าง ๆ
ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาชายแดนเชียงรายไม่ใช่เพียงเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่เป็นโจทย์ของพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงิน และข้อมูลพร้อมกัน การค้าชายแดนต้องเดินได้เพื่อพยุงเศรษฐกิจชุมชน แต่ความคล่องตัวดังกล่าวก็ถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน หากรัฐคุมเข้มเกินไป อาจกระทบผู้ค้ารายย่อยและโลจิสติกส์ หากผ่อนเกินไป ความเสี่ยงต่อการแฝงตัวของเครือข่ายผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้น
ภายใต้ภาพที่เหมือนต้องเลือกข้าง รัฐจึงพยายามเสนอแนวคิดแบบสองราง คือรางความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น และรางเศรษฐกิจที่ยังต้องไหลต่ออย่างเป็นระบบ
ตรวจด่านศุลกากรเชียงแสนและตรวจคนเข้าเมือง การค้าเดินหน้าแต่ต้องปลอดภัย
หนึ่งในจุดเน้นของภารกิจคือการตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงแสนและด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามกระบวนการคัดกรองบุคคลและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการ โดยในข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งสินค้าผ่านแดนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไปยังท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดจีนตอนใต้
ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงความเร็ว แต่คือความแน่นอนของเวลาและต้นทุน หากกระบวนการตรวจเข้มขึ้นแต่มีระบบรองรับชัดเจน เช่น ช่องทางคัดกรองที่ใช้ข้อมูลล่วงหน้า การจัดคิวรถ การประสานงานเอกสารแบบดิจิทัล จะช่วยให้มาตรการความมั่นคงไม่กลายเป็นแรงเสียดทานต่อการค้า
แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เมื่ออาชญากรรมข้ามชาติกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่น
แก๊งหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์สร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม การขับเคลื่อนมาตรการสกัดท่อน้ำเลี้ยง จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนจากการจับปลายเหตุไปสู่การทำให้เครือข่ายทำงานยากขึ้น
แนวทางที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการลดศักยภาพฐานปฏิบัติการด้วยการตัดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเดินระบบ เช่น ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร ซึ่งสื่อสาธารณะได้รายงานความพยายามของรัฐไทยในการใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับพื้นที่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านเมียนมา
อย่างไรก็ดีคำถามสำคัญของสังคมไม่ใช่เพียงตัดได้หรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้มาตรการดังกล่าวมีผลจริงในเชิงคดีและการยึดทรัพย์ และไม่สร้างผลกระทบกับประชาชนสุจริตที่อยู่อีกฝั่งของมาตรการ รัฐจึงต้องสื่อสารให้ชัดว่า เครื่องมือเชิงปฏิบัติการจะเชื่อมต่อกับกระบวนการสืบสวนทางการเงิน การพิสูจน์ตัวตน และความร่วมมือข้ามประเทศอย่างไร
เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค เมื่อปัญหาชายแดนถูกยกระดับเป็นวาระการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์
ก่อนหน้าการลงพื้นที่ของรองปลัดมหาดไทยไม่กี่วัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ที่ลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีเวทีดีเบตสัญจรรับฟังนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนภาคเหนือ มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นหลักที่เชื่อมโยงชีวิตคนชายแดน ตั้งแต่มลพิษข้ามพรมแดน ฝุ่น PM2.5 ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด
สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า ปัญหาชายแดนไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงในความหมายแคบ แต่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องใช้เครื่องมือหลากมิติ
ปมมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่หายาก เสียงชุมชนและข้อเสนอที่ต่างแนว
ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างเข้มข้น คือปัญหามลพิษทางน้ำที่ชาวบ้านสะท้อนว่ากระทบแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน
ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ เสนอแนวทางที่เน้นการบรรเทาเร่งด่วน เช่น การผันน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นให้ชาวบ้าน และเสนอแนวคิดผลักดันกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน เพื่อให้สามารถเอาผิดบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สร้างมลพิษในต่างประเทศได้
ด้านพรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช เสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคล้านช้างแม่โขง และการเพิ่มพิกัดศุลกากรแร่หายากเพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับมีประสิทธิภาพ พร้อมแนวคิดปฏิเสธการนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่สะอาด
พรรคพลวัต โดยนายกัณวีร์ สืบแสง ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ โดยมองว่าผู้ลงทุนหลักและผู้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่การผลิตต้องถูกชวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ทำได้เพียงตั้งรับ
ขณะที่พรรคกล้าธรรม โดยนายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ เสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำภาคเหนือในลักษณะวอร์รูม บูรณาการทุกกระทรวง และเสนอให้ประชาชนตรวจสุขภาพและสารพิษในร่างกายฟรี เพื่อสร้างฐานข้อมูลผลกระทบและการเยียวยาที่จับต้องได้
เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นเส้นแบ่งเชิงนโยบายชัดขึ้น ฝ่ายหนึ่งเน้นเครื่องมือกฎหมายและการบรรเทาเร่งด่วน อีกฝ่ายเน้นเครื่องมือความร่วมมือระหว่างประเทศและระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และอีกฝ่ายเน้นการตั้งกลไกบัญชาการรวมศูนย์พร้อมบริการสุขภาพเชิงรุก
สงครามฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน จุดตัดระหว่างการค้า เกษตร และสุขภาพ
อีกประเด็นที่มีแรงปะทะทางความคิดคือฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน โดยโยงกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่เผาป่า พรรคประชาชนวิจารณ์ระบบการรับรองตนเองของผู้นำเข้าว่าเสี่ยงต่อการเลี่ยงตรวจสอบ และเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดพื้นที่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงก่อนอนุญาตนำเข้า
พรรคภูมิใจไทยยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และเสนอว่าหากพบการเผาในต้นทาง โรงงานในไทยต้องไม่รับซื้อ เพื่อใช้ตลาดเป็นแรงกดดันต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม
พรรคกล้าธรรมเสนอการทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข โดยระบุว่าหากประเทศเพื่อนบ้านไม่หยุดเผา ไทยอาจต้องใช้มาตรการต่อรองด้านพลังงานหรือไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม
ในภาพรวม ปัญหาหมอกควันข้ามแดนของภูมิภาคนี้มีกรอบระหว่างประเทศรองรับอยู่แล้ว นั่นคือความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานให้ประเทศสมาชิกหารือและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ในระดับข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน ระบบรายงานคุณภาพอากาศของหน่วยงานรัฐ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นช่องทางที่ถูกใช้ในการติดตามสถานการณ์และสื่อสารความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางด้านสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก็ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการแนะนำการป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นสูง
ภัยพิบัติและบทเรียนแม่สาย เมื่อระบบเตือนภัยกลายเป็นโจทย์ความเชื่อมั่นของรัฐ
ในเวทีดีเบตยังหยิบบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมและโคลนถล่มที่แม่สายเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ การชดเชยเยียวยาผ่านระบบดิจิทัล และการปรับกฎหมายให้ท้องถิ่นใช้งบเตรียมการก่อนเกิดเหตุได้
แม้ข้อเสนอจะแตกต่าง แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือการยอมรับว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุฉุกเฉินรายครั้งอีกต่อไป หากเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องลงทุนในระบบข้อมูล การแจ้งเตือน และการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน
เทียบแนวคิดรัฐกับพรรคการเมือง ความเหมือนที่ต่างเครื่องมือ
หากสรุปภาพเชิงนโยบายจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จะเห็นว่า
ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐที่รองปลัดมหาดไทยติดตาม เน้นการบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คัดกรองบุคคลต่างชาติในจุดผ่านแดน และใช้มาตรการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง
ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองเน้นไปที่เครื่องมือเสริมสามด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอาผิดมลพิษและอาชญากรรมข้ามแดนได้จริง และการทูตเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาที่ต้นทาง
ความต่างสำคัญจึงไม่ใช่เป้าหมาย เพราะทุกฝ่ายพูดถึงความปลอดภัยและชีวิตประชาชนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลำดับความสำคัญและชนิดของเครื่องมือที่เชื่อว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้เร็วและยั่งยืนกว่า
ที่แท้จริงอยู่ที่ความต่อเนื่องและความโปร่งใส
คำถามที่คนชายแดนต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่ารัฐจะคุมเข้มแค่ไหนหรือพรรคการเมืองเสนออะไร แต่คือหลังจากกล้องกลับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อ
หากมาตรการคัดกรองเข้มขึ้น ประชาชนต้องเห็นว่าเป้าหมายคือการกันคนเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้คนค้าขายลำบาก หากรัฐพูดถึงการตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งหลอกลวง ประชาชนต้องเห็นเส้นทางไปสู่การอายัดทรัพย์และคืนความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม หากการเมืองพูดถึงการทูตเชิงรุก ประชาชนต้องเห็นการเจรจาที่มีข้อมูลรองรับและมีรายงานความคืบหน้า ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงถ้อยคำบนเวที
ในมิติสังคม สิ่งที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนได้มากที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล ทั้งข้อมูลความเสี่ยงมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลผลคดี และข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยา เพราะความไม่แน่นอนคือเชื้อเพลิงของความกลัว และความกลัวคือพื้นที่ที่อาชญากรรมและความขัดแย้งเติบโตได้ง่ายที่สุด
สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที
หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางทางการ เช่น Air4Thai และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
สอง เมื่อมีสายหรือข้อความต้องสงสัย ให้หยุด โอนเงินหรือให้ข้อมูล และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ เพราะหลักฐานคือกุญแจเชื่อมไปสู่การสืบสวนทางการเงิน
สาม ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าชายแดนควรติดตามประกาศด้านพิธีการและมาตรการคัดกรองล่วงหน้า วางแผนโลจิสติกส์ให้มีเวลาสำรอง และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดในช่วงมาตรการเข้ม
ชายแดนต้องปลอดภัยและต้องเดินได้
การลงพื้นที่ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เชียงรายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนภาพรัฐที่พยายามขยับเกมจากการตั้งรับไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ขณะที่เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรคสะท้อนอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนยุคใหม่จำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ้าหน้าที่และด่านตรวจ แต่ต้องใช้การทูต เทคโนโลยี ข้อมูล และกฎหมายที่ตามทัน
ท้ายที่สุด หากชายแดนคือประตูเศรษฐกิจของประเทศ ประตูบานนี้ต้องเปิดให้การค้าไหลได้ แต่ต้องมีระบบกลอนที่กันภัยคุกคามได้จริง และมีหน้าต่างข้อมูลที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความคืบหน้าวันต่อวัน เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการจับกุมครั้งใหญ่ หากคือความรู้สึกมั่นใจของคนในพื้นที่ว่า ชีวิตจะเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในเงาของอาชญากรรมและมลพิษที่ข้ามแดนมาได้ทุกเมื่อ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ณ สามเหลี่ยมทองคำ
- ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution เอกสารความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน เผยแพร่บนเว็บไซต์อาเซียน
- Air4Thai กรมควบคุมมลพิษ ช่องทางข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อการติดตามสถานการณ์
- แนวทางสุขภาพเมื่อเผชิญฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ้างอิงข้อมูลคำแนะนำทางสุขภาพจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข




















































