Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายก อบจ.เชียงราย เตรียมพร้อมล่องแพแม่สรวย 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อบจ.เชียงรายเดินหน้า “ล่องแพเปียกแม่สรวย” ปี 2569 เปิดฤดูกาล 1 มีนาคมนี้ วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ชูท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมเข้าสู่ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียนที่ถือเป็นจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้เร่งเครื่องเดินหน้ากิจกรรม “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเปิดฤดูกาลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมหารือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมหารือกับชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในปีนี้

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงระบบ ทั้งในมิติการบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย การดูแลระดับน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

จากเวทีหารือสู่การปฏิบัติ วางแผนรอบด้านก่อนเปิดฤดูกาล

ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาว ในอำเภอแม่สรวย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนมาหลายปี กิจกรรมล่องแพเปียกได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้มอบแนวทางเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัย ซึ่งถูกยกเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมในปี 2569

หนึ่งในมาตรการหลักคือการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพตลอดช่วงกิจกรรม การควบคุมระดับน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลำน้ำในพื้นที่มีความแปรปรวนตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากต้นน้ำ การกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสน้ำแรงหรือระดับน้ำตื้นเกินไป

นอกจากนั้น ได้มีการสั่งการให้สำนักช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนำเครื่องจักรกลเข้าปรับปรุงพื้นที่ในจุดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ทั้งบริเวณจุดลงแพ จุดขึ้นแพ พื้นที่จอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน

ด้านการดูแลความปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาลตลอดเส้นทางล่องแพ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเวรเฝ้าระวัง และการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสะท้อนถึงบทเรียนจากหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำในประเทศที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีต การบริหารจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

ท่องเที่ยวโดยชุมชน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการคลายร้อน แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี ซึ่งเป็นฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน

จากข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเยาวชน กิจกรรมทางน้ำจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

การเตรียมเปิดฤดูกาลล่วงหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถวางแผนสต๊อกสินค้า เตรียมบุคลากร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายผลักดันอย่างต่อเนื่อง มุ่งหมายให้แต่ละอำเภอมีจุดขายเฉพาะตัว ล่องแพเปียกแม่สรวยจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวฤดูร้อนของจังหวัด

ความร่วมมือหลายภาคส่วน หัวใจของความสำเร็จ

การประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมผู้ประกอบการ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ

การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน ทั้งในด้านเส้นทางล่องแพ จุดเสี่ยง และความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอย่างกรมชลประทาน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับจังหวัดกับหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้จะไม่มีตัวเลขคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนจำนวนมาก ทั้งจากค่าบริการล่องแพ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าท้องถิ่น

สำหรับปี 2569 การกำหนดระยะเวลาจัดกิจกรรมยาวกว่า 2 เดือน ตั้งแต่ต้นมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม ช่วยครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูง

การวางระบบความปลอดภัยและการปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นทางการ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

กิจกรรมฤดูร้อนที่มากกว่าความสนุก

การเร่งเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยประจำปี 2569 สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตั้งแต่การประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารระดับน้ำ การสั่งการสำนักช่างปรับปรุงพื้นที่ การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเตรียมระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มุ่งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กิจกรรมนี้จะไม่เพียงสร้างความเย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมความหวังทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแม่สรวยในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรา

  • ข้อมูลสถานที่และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ข้อมูลการประสานงานด้านการบริหารจัดการระดับน้ำจากการหารือกับกรมชลประทาน ตามรายงานการประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาล้านนา! อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีบวชป่า-สืบชะตาแม่น้ำ ปั้นเยาวชนรักษ์ธรรมชาติปี 2569

อบจ.เชียงราย ร่วมสืบสานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ปลุกพลังศรัทธาชุมชนคุ้มครองป่าต้นน้ำ สร้างแนวร่วมเยาวชนรักษ์ธรรมชาติ

เชียงราย, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติที่หลายชุมชนต้องเผชิญ ทั้งแรงกดดันจากการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำต้นทุนของเกษตรกรรม พื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังผ่านวัฒนธรรมและศรัทธา ด้วยพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณี หากเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของชุมชนในการปกป้องผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดงานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำแม่น้ำเฮียว ณ ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมตั้งใจผสานพิธีกรรมทางศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีล้านนา เพื่อสร้างความร่วมมือ ลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และย้ำความสำคัญของป่าต้นน้ำในฐานะหัวใจของความมั่นคงด้านน้ำในระดับชุมชน

พิธีกรรมที่ทำหน้าที่เป็นกติกาสังคมของชุมชน

สาระสำคัญของงานอยู่ที่พิธีบวชป่าและพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สังคมล้านนาใช้มายาวนานเพื่อยกระดับธรรมชาติให้เป็นสิ่งที่ต้องเคารพและระมัดระวัง ในพิธีบวชป่า ชุมชนใช้การนำผ้าเหลืองห่มต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ทางใจให้ผืนป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรถูกแตะต้องง่าย ๆ คล้ายการสร้างเขตอภัยทานทางสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานศึกษาด้านพิธีกรรมและการอนุรักษ์ที่ชี้ว่า การห่มผ้าเหลืองต้นไม้และการทำพิธีเชิงพุทธถูกใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อยับยั้งการตัดไม้และทำให้ชุมชนเกิดบรรทัดฐานร่วมในการคุ้มครองป่า

ขณะที่พิธีสืบชะตาแม่น้ำเป็นการขอขมาและแสดงความกตัญญูต่อสายน้ำ รวมถึงการบูชาผู้คุ้มครองตามความเชื่อ เพื่อให้คนในพื้นที่ตระหนักว่าแม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่หยิบใช้ได้ไม่จำกัด แต่เป็นสิ่งมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตในทุกมิติ เอกสารท้องถิ่นเกี่ยวกับพิธีสืบชะตาในบริบทล้านนาอธิบายบทบาทพิธีกรรมในฐานะการเชื่อมความสัมพันธ์คนกับสายน้ำและสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน

นัยสำคัญของพิธีกรรมทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ หากคือการสร้างกติกาทางสังคมแบบนุ่มนวลที่ชุมชนยอมรับด้วยความเชื่อและความผูกพัน เป็นการลดแรงปะทะระหว่างมาตรการบังคับใช้กับชีวิตจริง และทำให้การอนุรักษ์มีเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

แม่น้ำเฮียวกับป่าต้นน้ำ เมื่อธรรมชาติคือความมั่นคงของปากท้อง

ในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ป่าต้นน้ำและแม่น้ำไม่ได้หมายถึงความงามเชิงทิวทัศน์เท่านั้น แต่เป็นระบบสนับสนุนชีวิต ตั้งแต่การเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาสมดุลระบบนิเวศ เมื่อป่าถูกทำลาย น้ำย่อมแปรปรวน ทั้งปริมาณและคุณภาพ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ต้นทุนครัวเรือน

การจัดพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ชุมชนกำลังลงทุนกับความมั่นคงระยะยาวของตนเอง ผ่านวิธีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจร่วมกัน การวางเรื่องนี้ในบริบทสถิติป่าไม้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยข้อมูลกรมป่าไม้ระบุว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายเป็นจังหวัดที่ยังมีฐานทรัพยากรป่าไม้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ แต่การมีฐานทรัพยากรไม่เท่ากับความปลอดภัย หากไม่มีกลไกชุมชนช่วยดูแลและกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การอนุรักษ์จึงต้องไม่หยุดอยู่แค่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องกลายเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่าและน้ำ

เยาวชนร่วมพิธี ไม่ใช่ผู้ชม แต่เป็นผู้สืบทอดการเฝ้าระวัง

อีกมิติที่ถูกเน้นจากข้อมูลแนบคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการเข้าร่วมพิธี การรับฟังเรื่องเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่น และการถ่ายทอดความรู้จากผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่ จุดนี้ทำให้กิจกรรมไม่เป็นเพียงงานประเพณีรายปี แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่จริงของตนเอง

ในทางปฏิบัติ การสร้างเยาวชนให้เห็นความหมายของป่าต้นน้ำและแม่น้ำตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชนมีเครือข่ายเฝ้าระวังระยะยาว และทำให้การอนุรักษ์ไม่ขาดตอนเมื่อคนรุ่นผู้รู้ลดลงตามเวลา ที่สำคัญคือเยาวชนไม่ได้ถูกวางบทบาทเป็นเพียงผู้รับฟัง หากถูกชวนให้เป็นแนวร่วม ช่วยสืบต่อการดูแลทรัพยากรซึ่งเป็นสมบัติร่วมของชุมชน

บทบาทของ อบจ. กับการสนับสนุนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม

ในภาพรวม บทบาทของ อบจ.เชียงรายจากข้อมูลแนบคือการเข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมชุมชนในพื้นที่จริง โดยการมอบหมายผู้บริหารเข้าร่วมและเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีนัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ที่ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และมองพิธีกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือพิธีการที่แยกจากการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนมีผลจริงในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรและการพัฒนาชุมชนมักชี้ว่า พิธีกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่ต่อยอดด้วยมาตรการทางสังคมและการจัดการพื้นที่ เช่น กติกาชุมชนเรื่องการใช้ป่า การดูแลต้นน้ำ การลดขยะและของเสียลงลำน้ำ รวมถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้และน้ำให้มีระบบติดตามผล สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของพิธีกรรม แต่เป็นเงื่อนไขของความยั่งยืนในโลกจริงที่ต้องพึ่งทั้งศรัทธาและการบริหารจัดการร่วมกัน

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ไกลตัว พิธีกรรมจึงทำหน้าที่เป็นสะพาน

สารที่งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวส่งถึงสังคมในวงกว้างคือ ปัญหาทรัพยากรไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งการเริ่มจากความเชื่อร่วมที่คนยอมรับ สามารถเปิดประตูให้เกิดความร่วมมือที่แข็งแรงกว่าเครื่องมือทางกฎหมายในบางสถานการณ์ เพราะศรัทธาเป็นพลังที่ทำให้คนยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่มองไม่เห็นทันที

เมื่อมองให้ลึกลงไป พิธีกรรมคือภาษาเดียวกันของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคก็เข้าใจได้ และทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน นี่คือการอนุรักษ์แบบที่ไม่แยกคนออกจากธรรมชาติ แต่เชื่อมให้กลับมาเห็นว่า ทุกหยดน้ำและทุกต้นไม้มีผลต่อความมั่นคงของครอบครัว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อรักษาป่าต้นน้ำและสายน้ำของชุมชน

หนึ่ง หลีกเลี่ยงการทิ้งขยะและของเสียลงแหล่งน้ำ และร่วมกันจัดจุดทิ้งขยะที่ไม่ไหลลงลำน้ำ
สอง ร่วมทำกติกาชุมชนเรื่องการใช้พื้นที่ป่า เช่น งดตัดไม้ใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการบุกรุก
สาม สนับสนุนกิจกรรมเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้มีพื้นที่ทำงานอาสาและกิจกรรมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สี่ ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อพบปัญหาน้ำขุ่น น้ำเสีย หรือการทำกิจกรรมเสี่ยงต่อป่าต้นน้ำ เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขทันเวลา

บทสรุป

งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวในอำเภอเวียงป่าเป้าเป็นภาพสะท้อนว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความขัดแย้ง แต่เริ่มจากความเชื่อร่วมและความรักในถิ่นฐานได้ เมื่อ อบจ.เชียงรายเข้ามาหนุนเสริมบทบาทของชุมชน พิธีกรรมจึงกลายเป็นเวทีรวมพลังของคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกชวนให้เป็นผู้สืบทอดการดูแลป่าต้นน้ำและสายน้ำ

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนด้านทรัพยากร ความมั่นคงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของน้ำและป่าที่อยู่หน้าบ้าน เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาห่มผ้าเหลืองให้ต้นไม้และขอขมาต่อสายน้ำ ความหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่พิธีการ หากคือคำมั่นว่าทรัพยากรธรรมชาติจะถูกส่งต่ออย่างสมศักดิ์ศรีให้คนรุ่นถัดไป

 

สถิติ

  • ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ข้อมูลปี 2564
  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด ข้อมูลปี 2564
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ ตารางพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี 2516 ถึง 2564 และตารางพื้นที่ป่าแยกรายจังหวัด ปี 2564 ซึ่งระบุพื้นที่ป่ารวมของประเทศ ร้อยละของพื้นที่ประเทศ และพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

อบจ.เชียงราย ใช้มวยไทยสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้เยาวชนเชียงแสน ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา

นายก อบจ.เชียงราย เปิดสังเวียนมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ชูพลังเยาวชนสืบสานศิลปะประจำชาติ

เชียงราย, 4 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงกลองเชียร์กระทบอากาศหนาวของเชียงแสนในค่ำคืนต้นกุมภาพันธ์ ผู้คนหลากวัยทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่รอบสังเวียน บางคนมากับลูกหลาน บางคนเป็นนักมวยรุ่นเยาว์ที่สวมผ้าพันมือแน่นรอคิวขึ้นชก ขณะที่อีกมุมหนึ่งของลานวัด การทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชคยังดำเนินควบคู่ไปกับมหรสพสมโภชอย่างคึกคัก ภาพทั้งหมดอาจดูเป็นเพียงงานวัดประจำปี แต่สำหรับชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากยาเสพติดมาอย่างยาวนาน “สังเวียนมวยไทย” ถูกวางบทบาทเป็นมากกว่าความบันเทิง หากเป็นพื้นที่ฝึกวินัยและพลังใจให้เยาวชนได้เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

เปิดการแข่งขันมวยไทยในวัดงิ้วแก้วพัฒนา เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน

ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุว่า เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันชกมวยไทย ภายในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา บ้านงิ้วเฒ่า ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง และมีการจัดคู่ชกมวยไทยรวม 9 คู่

สาระสำคัญที่ผู้จัดงานสื่อสารต่อสาธารณะในครั้งนี้คือการใช้ “กีฬามวยไทย” เป็นเครื่องมือเชิงสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติด ควบคู่กับการสืบสานศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา

ทำไมชุมชนชายแดนจึงเลือกกีฬาเป็นแนวหน้าในการป้องกัน

คำว่า “ต้านภัยยาเสพติด” ถูกใช้ในงานหลายรูปแบบทั่วประเทศมานาน ทั้งเวทีวิ่งเพื่อสุขภาพ ดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมอาสา แต่การหยิบมวยไทยมาเป็นแกนกลางมีความหมายเฉพาะในบริบทภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและการเดินทางข้ามพื้นที่

ในมิติภาพใหญ่ ข้อมูลของ UNODC ชี้ว่าเมทแอมเฟตามีนยังเป็นปัญหาหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุแนวโน้มการผลิตและการค้ายังอยู่ในระดับสูง แม้หลายประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ตาม ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันที่ไหลมาถึงพื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ชุมชนจำนวนมากพยายามสร้าง “กลไกป้องกันทางสังคม” ที่ทำได้ทันทีในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ในระดับฐานราก สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน โดยมีสัดส่วนหนึ่งของประชาชนที่ระบุว่า “ยาเสพติด” เป็นปัญหาในชุมชนของตน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความกังวลไม่ได้หายไปจากชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก เมื่อปัญหายังถูกมองว่าอยู่ใกล้ตัว เครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างกีฬา จึงถูกใช้เพื่อดึงเด็กออกจากวงจรเสี่ยง และทำให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางเลือกที่จับต้องได้

มวยไทยในฐานะวินัย ไม่ใช่แค่การชก

หัวใจของมวยไทยไม่ได้อยู่ที่หมัดหรือแข้งอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการฝึกซ้ำ การเคารพครู การคุมอารมณ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่แปลงเป็นพฤติกรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน

การฝึกมวยไทยบังคับให้เด็กต้องจัดตารางเวลา ต้องตื่นซ้อม ต้องฟังคำสั่ง ต้องรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง และต้องรู้จักขอบเขต เมื่อกีฬาแบบนี้ถูกวางอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างลานวัด เด็กจำนวนหนึ่งจะได้แรงหนุนจากสายตาของชุมชน นี่คือกลไกสำคัญที่ต่างจากการฝึกแบบปัจเจก เพราะ “ผู้ใหญ่ทั้งชุมชน” กลายเป็นพยานของความพยายาม และกลายเป็นเครือข่ายคอยประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดจากเส้นทาง

งานบุญ งานวัด และเศรษฐกิจชุมชนที่เดินไปพร้อมกัน

ผู้จัดงานระบุว่าการแข่งขันมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหรสพสมโภชในงานบุญประเพณีประจำปีของวัดงิ้วแก้วพัฒนา โดยภายในงานยังมีกิจกรรมทางศาสนา พิธีสรงน้ำพระธาตุพบโชคเพื่อความเป็นสิริมงคล การแสดงรำวงย้อนยุค และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของคนในชุมชน

มิติที่น่าสนใจคือกิจกรรมแบบนี้ทำงานพร้อมกันหลายชั้น
ชั้นแรกคือชั้นวัฒนธรรม ที่ยึดโยงคนกับศรัทธาและประเพณี
ชั้นที่สองคือชั้นสังคม ที่สร้างพื้นที่รวมตัวของครอบครัวและเยาวชน
ชั้นที่สามคือชั้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้เงินหมุนในชุมชนผ่านร้านค้าและการจับจ่าย

เมื่อทั้งสามชั้นเกิดพร้อมกัน “ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่” จะเพิ่มขึ้น และความร่วมมือของชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการป้องกันปัญหายาเสพติด เพราะการป้องกันที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่จับเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดปัจจัยผลักและเพิ่มปัจจัยดึงให้เด็กมีพื้นที่ยืนในสังคม

บทบาทของ อบจ. ในการผลักดันกีฬาเพื่อสังคม

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนกีฬาในระดับชุมชนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องกิจกรรม แต่ในทางนโยบาย กีฬาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ทางสังคม

กรณีการแข่งขันมวยไทยในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่ามุ่งให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และสร้างภูมิคุ้มกันจากยาเสพติด หากมองในเชิงระบบ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการระหว่างวัด ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานท้องถิ่น โดยใช้กิจกรรมที่คนเข้าร่วมจริงเป็นฐาน

สิ่งที่ทำให้งานแบบนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเกิดในอำเภอเชียงแสนซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชายแดน ความหนาแน่นของผู้คน การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจ ทำให้การดูแลเยาวชนต้องใช้ “เครือข่ายในพื้นที่” มากกว่าคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขที่สะท้อนว่าโจทย์ยาเสพติดยังไม่จบ

กิจกรรมกีฬา แต่การทำความเข้าใจโจทย์ยาเสพติดจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า นี่คือปัญหาโครงสร้างที่ยาวนานและข้ามพรมแดน

ข้อมูลจาก UNODC ในช่วงไม่กี่ปีหลังสะท้อนว่าการผลิตและการลักลอบค้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง และการยึดของกลางจำนวนมากในหลายประเทศเป็นหลักฐานว่าตลาดยังทำงานอยู่ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจระดับชุมชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนการรับรู้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่าแรงกดดันทางสังคมยังปรากฏในชีวิตผู้คน

เมื่อ “ต้นทาง” ยังร้อนแรง และ “ปลายทาง” ยังรู้สึกใกล้ตัว กลไกเชิงชุมชนอย่างกีฬา ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่สร้างสรรค์จึงถูกยกระดับเป็นแนวป้องกันด่านหน้า เพื่อซื้อเวลาให้การบังคับใช้กฎหมาย การบำบัด และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานได้เต็มที่ขึ้น

มวยไทยกับ Soft Power แบบที่ชุมชนจับต้องได้

คำว่า Soft Power มักถูกพูดถึงในเวทีนโยบายระดับประเทศ แต่ในระดับหมู่บ้าน Soft Power แปลว่า “สิ่งที่เรามีแล้วคนภายนอกเห็นคุณค่า” และมวยไทยคือหนึ่งในนั้น

ในงานวัดหนึ่งคืน เด็กที่ขึ้นชกอาจไม่ได้คิดถึงเวทีโลก แต่เขาได้เรียนรู้ว่าความพยายามของตนมีคนดู มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ยอมรับ นี่คือรากฐานของความภาคภูมิใจและการมีตัวตนในสังคม และเมื่อเด็กมีตัวตน เขามีโอกาสน้อยลงที่จะมองหาการยอมรับจากกลุ่มเสี่ยงหรือสารเสพติด

ในมุมนี้ การสืบสานมวยไทยจึงไม่ได้แยกจากการป้องกันยาเสพติด หากเป็นการทำงานกับ “ใจ” และ “สังกัดทางสังคม” ของเยาวชนโดยตรง

คำถามชวนคิดที่สังคมต้องตอบร่วมกัน

งานมวยไทยต้านภัยยาเสพติดอาจจัดได้ปีละครั้ง แต่คำถามคืออีก 364 วัน เยาวชนในพื้นที่มีพื้นที่แบบเดียวกันหรือไม่
มีครูมวย มีสนาม มีอุปกรณ์ มีคนพาไปซ้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่
และที่สำคัญ ครอบครัวมีเวลาพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานหรือไม่

ตัวเลขและรายงานระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคช่วยให้เห็นขนาดของปัญหา แต่คำตอบของการเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งมักอยู่ที่กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้จริงในชุมชน นั่นคือเหตุผลที่กิจกรรมกีฬาในงานบุญงานวัดยังมีความหมาย แม้จะไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา

สรุปภาพรวมและก้าวต่อไป

การแข่งขันมวยไทยในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน เป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมและกีฬาเป็นฐาน สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนและครอบครัวได้รวมตัวกัน พร้อมส่งสารเชิงนโยบายเรื่องการป้องกันยาเสพติดในแบบที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง

ท่ามกลางบริบทที่รายงานระดับภูมิภาคยังชี้ว่ายาเสพติดสังเคราะห์เป็นแรงกดดันต่อเนื่อง และการสำรวจระดับชุมชนยังสะท้อนความกังวลของประชาชน กิจกรรมอย่างมวยไทยจึงถูกมองเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างวินัย สร้างสุขภาวะ และสร้างเครือข่ายคุ้มกันทางสังคม เพื่อให้เยาวชนมีทางเลือกที่มั่นคงขึ้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของมาตรการต้านภัยยาเสพติดอาจไม่ได้วัดที่เสียงเชียร์ดังแค่ไหน แต่จะวัดที่เช้าวันถัดไป เด็กคนเดิมยังกลับไปซ้อม ยังอยู่ในเส้นทางที่มีครู มีชุมชน และมีความหวังหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดกิจกรรมการแข่งขันมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน จากการประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ เอกสารผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน
  • United Nations Office on Drugs and Crime รายงานภาพรวมยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย แก้ปัญหาน้ำประปาเวียงแก่น ขุดลอกตะกอนมหาอุทกภัยเปิดทางน้ำดิบเลี้ยงโรงพยาบาล

วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เที่ยว-วิ่ง-ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน! เชียงรายใช้ Astro Tourism ควบคู่การสร้างแนวกันไฟ สู้ PM 2.5 ชายแดน

อบจ.เชียงรายผนึก 4 อำเภอชายแดน เปิดกลไก “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” วางรากฐานจัดการหมอกควันข้ามแดน ควบคู่การท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรมไทย–ลาว

เชียงราย, 12 ธันวาคม 2568 – ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอขุนตาล จ.เชียงราย บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการในเช้าวันศุกร์มิได้เป็นเพียงเวทีราชการทั่วไป หากแต่เป็น “วงคุยใหญ่” ที่มีเดิมพันเป็นคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสี่อำเภอชายแดน และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาเพื่อนบ้าน เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ดำเนินการประชุมหารือกรอบความร่วมมือการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)”

การประชุมครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล ผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานความมั่นคง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝั่ง อบจ.เชียงราย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วมและนำข้อเสนอจากระดับพื้นที่เข้าสู่โต๊ะหารือ

การรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปผลประชุมครั้งที่ผ่านมา หากแต่เป็นการ “ตั้งเข็มทิศร่วมกัน” ให้กับกลไกความร่วมมือชายแดน ซึ่งจะต้องรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ภูมิทัศน์หมอกควันชายแดน ปัญหาข้ามพรมแดนที่ไม่มีรั้วกั้น

พื้นที่ชายแดนตอนบนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะสี่อำเภอเชียงของ เวียงแก่น เทิง และขุนตาล เป็นทั้ง “ประตูเชื่อมเศรษฐกิจไทย–ลาว–เมียนมา” และ “แนวหน้า” ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟป่า–หมอกควันซ้ำซากในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ภาพหมอกควันหนาทึบปกคลุมชายแดน ไม่เพียงทำให้ทัศนวิสัยการคมนาคมลดลง แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่สูง การเผาในพื้นที่เกษตร และการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ตัวเลขปริมาณฝุ่น PM2.5 และสถิติการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจในอดีตจะเป็นที่รับรู้กันในระดับนโยบาย แต่สิ่งที่ชัดเจนไม่แพ้ตัวเลขเหล่านั้น คือ “เสียงสะท้อนจากคนชายแดน” ที่ต้องอยู่กับกลิ่นควันและฟ้าหม่นเป็นเดือน ๆ ทุกปี การสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงาน “ข้ามอำเภอ–ข้ามหน่วยงาน–และข้ามพรมแดน” จึงกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการแก้ปัญหา มิใช่เพียงการสั่งห้ามเผาหรือเพิ่มจุดตรวจเพียงอย่างเดียว

ในบริบทนี้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ถูกออกแบบขึ้นให้เป็นทั้ง “กรอบความคิด” และ “กรอบปฏิบัติการ” ที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาอยู่ในวงเดียวกัน ตั้งแต่หน่วยงานด้านวิชาการ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนชายแดน

เวทีหารือครั้งที่ 4 สรุปบทเรียน–ตั้งเข็มทิศใหม่ให้ 4 อำเภอชายแดน

การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ต่อเนื่องจากการหารือสามครั้งก่อนหน้า วัตถุประสงค์หลักคือ การสรุปผลการดำเนินงานเดิม วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และกำหนด “ทิศทางร่วมกัน” ของกลไกความร่วมมือสี่อำเภอชายแดนในระยะต่อไป

นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในฐานะตัวแทนองค์กรปกครองส่วนจังหวัด ซึ่งมีบทบาทด้านการจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ นำเสนอประเด็นสำคัญในมุมของ อบจ.เชียงราย โดยเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ที่ “นายก นก” ผลักดันอย่างจริงจัง PDOSS เน้นการทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลและการบูรณาการเครือข่ายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และย้ำว่าปัญหาไฟป่า–หมอกควันไม่ใช่ “ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานด้านป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม” แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน

เวทีในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากแต่ละอำเภอชายแดนรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ แนวโน้มจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เสี่ยง การเผาในที่โล่ง และบทเรียนจากการปฏิบัติงานในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ภาคประชาสังคมและผู้นำท้องถิ่นก็ได้สะท้อนมุมมองจากระดับชุมชนถึงข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ และเครื่องมือ รวมไปถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ชดเชย–จูงใจ–และสร้างทางเลือก” ให้กับเกษตรกรและชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาการเผาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต

CLEAR Sky Strategy จากงานวิจัยสู่กรอบความร่วมมือในพื้นที่จริง

โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ดำเนินการโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จุดเน้นสำคัญคือ การแปลงองค์ความรู้เชิงวิชาการให้เป็น “กลไกการทำงานในพื้นที่” ที่จับต้องได้

เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ฟ้าใส ได้แก่

  • การจัดการพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอและแนวชายแดน ให้เกิดรูปแบบการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าร่วมกัน
  • การเพิ่มศักยภาพด้านข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้า ลดการเผาแบบไร้การควบคุม ด้วยมาตรการทั้งด้านกฎหมายและการสร้างแรงจูงใจ
  • การผลักดันไปสู่ “กรอบความร่วมมือระดับเมืองคู่ขนานไทย–ลาว” เพื่อให้ฝ่ายท้องถิ่นของทั้งสองประเทศมีแผนปฏิบัติการลดการเผาและหมอกควันร่วมกันในอนาคต
  • การขยายผลไปสู่ความร่วมมือในกรอบกว้างขึ้น เช่น เมืองคู่ขนานไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อรองรับลักษณะของหมอกควันที่ข้ามพรมแดนหลายชั้น

ในภาพรวม CLEAR Sky Strategy จึงเป็นทั้งเครื่องมือเชื่อมโยง “ระดับนโยบาย–ระดับพื้นที่–ระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน โดยในเวทีประชุมครั้งที่ 4 นี้ ได้มีการย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย ภาพถ่ายดาวเทียม และรายงานจุดความร้อนมาประกอบการกำหนดจุดเสี่ยง แนวกันไฟ และกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่อย่างละเอียดมากขึ้น

เชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจชุมชน แผนท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

ที่น่าสนใจคือ ในเวทีหารือเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลร่างกำหนดการและแนวคิดโครงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม “เที่ยวเชียงรายฟ้าใส ท่องเที่ยวธรรมชาติ เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาคส่วนในพื้นที่ที่จะใช้ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” เป็นกลไกควบคู่ไปกับการจัดการไฟป่าและหมอกควัน

ร่างแนวคิดเบื้องต้นระบุว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วยเส้นทางเดิน–วิ่งเชื่อมภูเขาสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ภูชี้เดือน ภูชี้ฟ้า และภูพญาม้า รวมระยะทางราว 12 กิโลเมตร พร้อมกิจกรรมดูดาวบนแนวสันเขา และการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมในชุมชนไทย–ลาวตามแนวชายแดน

กลุ่มเป้าหมายของโครงการท่องเที่ยวดังกล่าวตั้งไว้ที่ 800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวในพื้นที่ 500 คน และจากพื้นที่อื่น 300 คน กิจกรรมสำคัญนอกจากการเดิน–วิ่งและดูดาวแล้ว ยังมีการ “Kick off แนวกันไฟ” ตามสันเขาในพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงและแนวกันไฟให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนไปพร้อมกัน

ในร่างแนวคิดที่ฉายบนจอภาพ ยังมีการกล่าวถึงการออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร พืชผลทางการเกษตร และกาแฟ รวมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้เกิด “เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน” จากการท่องเที่ยวที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการลดการเผาในพื้นที่สูง

แม้รายละเอียดสุดท้ายของโครงการยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการไฟป่าและหมอกควนไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายเพื่อควบคุมความเสียหายเท่านั้น หากยังถูกมองเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางเศรษฐกิจของภูเขา ป่าไม้ และวิถีชีวิตชายแดน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่วางอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

จากเวทีประชุมสู่การลงมือทำ บททดสอบของกลไกความร่วมมือชายแดน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ของกลไกความร่วมมือ 4 อำเภอชายแดนครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการรับทราบรายงาน แต่เป็นเวทีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า

  • จะทำอย่างไรให้การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่หยุดอยู่แค่ “แผนบนกระดาษ”
  • จะสร้างกลไกให้ข้อมูลจากงานวิจัย ดาวเทียม และประสบการณ์ในพื้นที่ถูกนำไปใช้จริงในช่วงวิกฤติได้อย่างไร
  • และที่สำคัญ จะทำอย่างไรให้คนในชุมชนชายแดนรู้สึกว่า “เขาเป็นเจ้าของแผน” มิใช่เพียงผู้รับผลจากคำสั่งของหน่วยงานรัฐ

คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมเพียงครั้งเดียว แต่การที่มีตัวแทนชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และองค์กรวิชาการ มานั่งอยู่ในวงเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณสำคัญของ “วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจังหวัดชายแดนแห่งนี้

สำหรับ อบจ.เชียงราย การเข้าร่วมอย่างแข็งขันของรองนายก อบจ.เชียงรายและเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนจังหวัดที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยเท่านั้น แต่เข้ามาร่วมวางระบบการป้องกันล่วงหน้า ผ่านนโยบาย PDOSS และการสนับสนุนโครงการวิจัย–โครงการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย “เชียงรายฟ้าใส” ในระยะยาว

 “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” จุดตั้งต้นของเมืองชายแดนที่อยากเห็นท้องฟ้าโปร่ง…ไม่ใช่แค่ในฤดูท่องเที่ยว

หากมองในมิติภายนอก ตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย การประชุม และการวางแผนอาจดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากหมอกควันในแต่ละปี แต่ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์ฟ้าใสได้เริ่มวาง “โครงสร้างใหม่ของการทำงาน” ที่ทำให้ 4 อำเภอชายแดนของเชียงรายไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

การมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจน การสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยระดับชาติ การเข้ามามีบทบาทของ อบจ.เชียงราย และการขยายแนวคิดไปสู่มิติเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ทำให้เห็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ว่า

  • ป่าชายแดนจะไม่ถูกมองเพียงเป็นพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องดูแลร่วมกัน
  • หมอกควันที่เคยเป็นสัญลักษณ์ด้านลบของฤดูแล้ง อาจถูกแทนที่ด้วยภาพท้องฟ้าโปร่งและคณะนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมดาวบนภูสูง โดยรู้ดีว่าทุกก้าวที่เดินอยู่บนแนวกันไฟคือส่วนหนึ่งของการปกป้องป่าร่วมกับชุมชน
  • และเมืองชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา จะไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะ “พื้นที่ต้นทางของวิกฤตมลพิษ” แต่เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดนด้วยความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกัน

ในช่วงเวลาที่โลกจับตาปัญหามลพิษอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดชายแดนเล็ก ๆ อย่างเชียงรายอาจไม่ได้มีเสียงดังก้องในเวทีนานาชาติ แต่ก้าวเล็ก ๆ ของการประสานงานในวันนี้ หากดำเนินต่อเนื่องอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการหมอกควันข้ามแดนในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT วางกรอบกฎหมายคุมมลภาวะทางแสงรับ Astro Tourism

เชียงรายเร่งเครื่องสู่ “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ผนึก NARIT–ท้องถิ่น–เยาวชน ดัน Astro Tourism รับท่องเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทะลุ 30 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จังหวัดเชียงรายกำลังเลือก “เส้นทางเฉพาะตัว” ในการยกระดับศักยภาพของพื้นที่ ด้วยการประกาศเดินหน้าสู่เป้าหมาย “จังหวัดท้องฟ้ามืด” (Chiang Rai Dark Sky Province) เพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ (Astro Tourism) แห่งใหม่ของภูมิภาค ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องมลภาวะทางแสงที่ท้าทายการอนุรักษ์ท้องฟ้ายามค่ำคืน

ก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และหารือแนวทางจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันฯ เพื่อผลักดันโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” ให้เป็นรูปธรรม

การเยี่ยมชมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดูงานเชิงสัญลักษณ์ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมต่อกันของสองกระแสใหญ่ในประเทศ นั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และความพยายามรักษาทุนทางธรรมชาติที่มองไม่เห็นในเวลากลางวันอย่าง “ท้องฟ้ามืด” ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงรายในระยะยาว

เศรษฐกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มกำลัง – โอกาสและแรงกดดันสำหรับเชียงราย

ตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวไทย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 7 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วรวม 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 1,405,480 ล้านบาท

เฉพาะในสัปดาห์ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 – 7 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศรวม 669,991 คน หรือเฉลี่ยวันละราว 95,713 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้ากว่า 5.47% โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวโดดเด่น มีอัตราการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 8.10% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่กลับมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 28% หลังสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้คลี่คลาย

หากมองในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4,234,976 คน ตามด้วยจีน 4,184,791 คน อินเดีย 2,280,823 คน รัสเซีย 1,685,931 คน และเกาหลีใต้ 1,438,827 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตใหญ่” ขณะเดียวกันก็หมายถึงแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงเชียงรายด้วย

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ เช่น การเข้าสู่ช่วง High season ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล การยกเว้นบัตร ตม.6 และการส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน ทั้งหมดนี้ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องเตรียมพร้อมรองรับ “จำนวนคน” ควบคู่ไปกับการปกป้อง “คุณภาพพื้นที่” ไปพร้อมกัน

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทุกสไตล์ และต่อยอดสู่เมืองสุขภาพ (Wellness City) การเลือกใช้ “ท้องฟ้ามืด” เป็นแกนกลางของการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงเป็นทั้งโอกาสสร้างจุดขาย และบททดสอบเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

มลภาวะทางแสง – ปมขัดแย้งระหว่างการเติบโตของเมืองกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

ในขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวระดับชาติเติบโตต่อเนื่อง เมืองท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ “มลภาวะทางแสง” (Light Pollution) ที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับความเจริญของเมือง แสงไฟจากอาคาร ร้านค้า ป้ายโฆษณา และโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายโดยขาดการจัดการ ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างมากขึ้นทุกปี

รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกประมาณหนึ่งในสาม ไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกจากที่พักอาศัยของตนได้อีกต่อไป การเรืองแสงของท้องฟ้าเหนือเมือง (Urban Sky Glow) กลายเป็น “ดัชนีเตือนภัย” ของมลภาวะทางแสงที่ค่อย ๆ กลืนกินความมืดตามธรรมชาติ

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างกว้างขวาง แสงกลางคืนที่สว่างเกินความจำเป็นทำให้สัตว์ป่าสับสน เช่น ลูกเต่าทะเลที่เคลื่อนทิศผิดไปจากทะเล หรือแมลงที่ถูกรบกวนวงจรชีวิต ในมุมของมนุษย์ การได้รับแสงในเวลาที่ไม่เหมาะสมยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและการรบกวนจังหวะชีวภาพของร่างกาย

สำหรับเชียงราย เป้าหมายการเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ทำให้คำถามเรื่องมลภาวะทางแสงมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าปกติ พื้นที่ที่ต้องรักษาความมืด เช่น รอบสวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง หรือชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน อาจถูกล้อมด้วยเขตชุมชนและการพัฒนาใหม่ หากขาดการวางผังเมืองและข้อกำหนดด้านการใช้แสงที่ชัดเจน แสงจากพื้นที่กันชน (Buffer Zones) ก็สามารถทำลายคุณภาพความมืดของพื้นที่แกนกลางได้ภายในเวลาไม่นาน

ก้าวแรกของเชียงราย จากพื้นที่ต้นแบบสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดทั้งจังหวัด

เชียงรายไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ในจังหวัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดตามมาตรฐานโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” ของ NARIT แล้วอย่างน้อย 2 แห่ง

สวนแม่ฟ้าหลวง ในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) ได้รับการรับรองเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล” ในปี 2568 ถือเป็นพื้นที่แรกของประเทศในประเภทนี้ การใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง การควบคุมทิศทางของโคมไฟ และการรักษาบรรยากาศยามค่ำคืน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมท้องฟ้า ดวงดาว และทางช้างเผือกได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็สะท้อนปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนของโครงการดอยตุง ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

อีกแห่งหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย อำเภอพาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคลเช่นกัน ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของการนำสถานะ “ท้องฟ้ามืด” มาต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสานดาราศาสตร์ (Agro–Astronomy Tourism) เกิดตำแหน่งงานใหม่ทั้งมัคคุเทศก์ดูดาว ผู้ให้บริการโฮมสเตย์ และผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างรายได้ให้ชุมชนและลดการย้ายถิ่นแรงงานออกนอกพื้นที่

ด้านฐานข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) ได้จัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ท้องฟ้ามืดตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา แผนที่ดังกล่าวช่วยระบุทั้งพื้นที่แกนกลางที่ยังมืดสนิท และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังมลภาวะทางแสง ข้อมูลเชิงพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของ อบจ.เชียงราย และ NARIT ในการกำหนดเขต Core Area และ Buffer Zone อย่างมีหลักฐานรองรับ

ดีลความร่วมมือใหม่ อบจ.เชียงราย–NARIT–เยาวชน วางกรอบกฎหมายควบคุมแสง

การเดินทางของคณะ อบจ.เชียงราย และสภาเยาวชน ไปยัง NARIT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม จึงมีความหมายมากกว่าการดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ หากแต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระดับจังหวัด

ในระหว่างการหารือ นางอทิตาธรย้ำเจตนารมณ์ของจังหวัดว่า ต้องการใช้แนวคิด “Dark Sky” เป็นกลไกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ เมืองสุขภาพ และการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ ภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แต่เพื่อให้เป้าหมายยกระดับเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” เกิดผลจริง จำเป็นต้องมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสมัครใจ

NARITจึงได้เสนอแนวทางเชิงเทคนิคสำหรับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมแสงสว่าง (Local Lighting Ordinance) โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลและประสบการณ์จากโครงการ Dark Sky ในพื้นที่อื่น แนวทางหลักประกอบด้วย

  • การบังคับใช้โคมไฟแบบส่องลงล่างทั้งหมด (Fully-Shielded Fixtures) เพื่อลดการรั่วไหลของแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า
  • การจำกัดอุณหภูมิสีของแสง (CCT) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3,000 เคลวิน เพื่อลดแสงสีฟ้าที่กระจายในบรรยากาศได้ไกล
  • การกำหนดช่วงเวลาลดระดับความสว่างหรือปิดไฟที่ไม่จำเป็นหลังเวลา 23.00 น. โดยเฉพาะในเขต Buffer Zone รอบพื้นที่แกนกลาง

ตัวอย่างจากโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งใช้หลอดไฟตามมาตรฐาน Dark Sky ชี้ให้เห็นว่า การจัดการแสงอย่างเหมาะสมช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้มากถึงราว 47.5% ขณะเดียวกันค่าความมืดของท้องฟ้าเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้มาตรฐานอุทยานท้องฟ้ามืดที่ NARIT กำหนด นั่นหมายความว่า “การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คืนผลประหยัดระยะยาวให้ท้องถิ่นได้จริง”

อบจ.เชียงรายจึงมีแนวโน้มจะเดินหน้าจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงโดยอาศัยข้อมูลจากแผนที่ท้องฟ้ามืดของ มรภ.เชียงราย เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ หากทำสำเร็จเชียงรายจะกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีกฎหมายท้องถิ่นด้านท้องฟ้ามืดอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อท้องฟ้ามืดกลายเป็น “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย

การก้าวสู่จังหวัดท้องฟ้ามืดไม่ได้หมายถึงการทำให้จังหวัดมืดลง หากแต่เป็นการจัดการ “คุณภาพของแสง” ให้เหมาะสมกับทั้งความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และเมื่อท้องฟ้ากลับมามืดพอที่จะมองเห็นดาวจำนวนมากได้อย่างชัดเจน ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏให้เห็น

ประสบการณ์ในพื้นที่ต้นแบบอย่างฮ่อมลมจอย แสดงให้เห็นว่าการได้รับการรับรองเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเฉพาะที่ยินดีเดินทางไกลเพื่อประสบการณ์ดูดาวโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้จ่ายสูงและพักค้างคืนหลายวัน ทำให้รายได้กระจายสู่ธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างทั่วถึง

ในระดับจังหวัด หากเชียงรายสามารถเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเดิม เช่น ดอยตุง ดอยช้าง ดอยผาตั้ง หรือชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะสามารถออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว “Chiang Rai Dark Sky” ได้หลากหลาย ทั้งทริปดูดาว เดินป่า เรียนรู้กาแฟหรือชา และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาประสบการณ์ลึกซึ้งมากกว่าการเดินทางเชิงถ่ายรูปเพียงระยะสั้น

นอกจากนี้ การผลักดัน Astro Tourism ยังเชื่อมโยงโดยอ้อมกับวาระด้านคุณภาพอากาศของภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะท้องฟ้ามืดจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในช่วงที่ทัศนวิสัยปลอดโปร่ง การรักษาท้องฟ้าให้มืดและใสไปพร้อมกันจึงกลายเป็นแรงส่งให้จังหวัดต้องจริงจังกับทั้งการลดมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ

ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข – จากห้องประชุมสู่การมีส่วนร่วมของชุมชน

แม้เชียงรายจะมีพื้นที่ต้นแบบและฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์พร้อมแล้ว แต่การยกระดับทั้งจังหวัดให้เป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การควบคุมแสงในโครงการพัฒนาใหม่ๆ ในเขตเมืองและชานเมือง ไปจนถึงความเข้าใจของประชาชนที่อาจกังวลว่า “ลดแสงแล้วจะไม่ปลอดภัย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านท้องฟ้ามืดจึงเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การปิดไฟจนมืดสนิท แต่อยู่ที่การใช้แสงให้ตรงจุดและเพียงพอ เช่น ใช้โคมไฟที่ส่องลงพื้นถนนแทนการกระจายขึ้นฟ้า ใช้แสงสีเหลืองอบอุ่นแทนแสงสีขาวจ้า และลดการเปิดไฟที่ไม่จำเป็น การสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจในการลดความเข้าใจผิด และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันว่า “ทุกคนมีส่วนในการรักษาท้องฟ้าของจังหวัด”

อีกด้านหนึ่ง การบังคับใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำเป็นต้องออกแบบให้สมดุลระหว่างความเข้มงวดกับความยืดหยุ่น เช่น การให้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนโคมไฟของภาคเอกชน การจัดตั้งกองทุนหรือโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นมาตรฐาน Dark Sky สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ และการเปิดช่องให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอพื้นที่ที่ต้องการเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม

วิสัยทัศน์ระยะยาว จากเชียงรายสู่ต้นแบบอาเซียน

เมื่อมองไกลไปกว่าขอบเขตจังหวัด การขับเคลื่อน “Chiang Rai Dark Sky” มีศักยภาพจะกลายเป็นต้นแบบให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน การผสานกันของข้อมูลวิทยาศาสตร์จาก NARIT ฐานข้อมูลท้องถิ่นจาก มรภ.เชียงราย และอำนาจจัดการพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย แสดงให้เห็นโมเดลความร่วมมือไตรภาคีที่น่าสนใจ ทั้งด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากเชียงรายสามารถผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการควบคุมมลภาวะทางแสงให้มีผลบังคับใช้จริง พร้อมขยายผลจากพื้นที่แกนกลาง เช่น สวนแม่ฟ้าหลวงและฮ่อมลมจอย ไปสู่เครือข่ายชุมชนท้องฟ้ามืดทั่วจังหวัดได้สำเร็จ ก็จะไม่เพียงเป็นจังหวัดแรก ๆ ของไทยที่มีนโยบายท้องฟ้ามืดในระดับจังหวัด แต่ยังอาจกลายเป็น “ห้องทดลองเชิงนโยบาย” ให้ประเทศอื่นในภูมิภาคนำไปปรับใช้

ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนหลั่งไหลเข้ามาสร้างรายได้ให้ประเทศไทย ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจังหวัดต่าง ๆ เลือกใช้การพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มองไม่เห็นในแสงจ้าเช่น “ท้องฟ้ามืด” สำหรับเชียงราย เส้นทางสู่การเป็น “จังหวัดท้องฟ้ามืด” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากการท่องเที่ยว ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) – ข้อมูลโครงการ “Amazing Dark Sky in Thailand” และเกณฑ์การรับรองเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย – ข้อมูลการหารือโครงการ “Chiang Rai Dark Sky” และการเยี่ยมชม NARIT ของคณะผู้บริหารและสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย วันที่ 7 ธันวาคม 2568
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย – งานวิจัยและ “แผนที่ท้องฟ้ามืดฉบับแรกของจังหวัดเชียงราย” ใช้ประกอบการวางแผนเชิงพื้นที่
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย – ข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ ชูชีพ-นายก นก นำทัพ! เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” 4 ตัน ถึงมือควนลัง ผ่านโลจิสติกส์ไม่เพิ่มภาระ

เชียงรายระดมพลัง “ฮัก หาดใหญ่” ส่งกองหนุน 4 ตันช่วยอุทกภัยสงขลา เดินเกม “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” ผ่านโลจิสติกส์–เชื่อต่อท้องถิ่นผู้ประสบภัย

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศโถงชั้นหนึ่ง อบจ.เชียงราย จุดเริ่มต้นของธารน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยาม  สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แน่นขนัดไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในภารกิจสำคัญ “เหนือช่วยใต้” ภายใต้ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ควบคู่กับความร่วมมือ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”

ข้างหน้าคือเวทีเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ด้านหลังคือกองสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะถูกขนขึ้นรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย น้ำหนักรวมกว่า 4 ตัน เพื่อเดินทางไกลจากดินแดนเหนือสุดของประเทศลงสู่ เทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

นี่ไม่ใช่เพียงภาพของ “การบริจาค” แต่คือภาพของ การออกแบบความช่วยเหลือ ที่คิดครบทั้ง “ต้นทาง–ปลายทาง” อย่างรอบด้าน

คำกล่าว “นายก นก” เปิดภารกิจเหนือช่วยใต้ 293 ชีวิตในศูนย์ฯ – 50,000 คนในเมืองขยายที่ต้องไม่ถูกลืม

นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวในพิธีเปิดการส่งมอบสิ่งของว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา อบจ.เชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค ณ โถงชั้นหนึ่งของสำนักงานฯ เพื่อระดมสิ่งของจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในจังหวัด

“จากวันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จับมือไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจเหนือช่วยใต้ วันนี้เราพร้อมจัดส่ง ‘ธารน้ำใจล็อตแรก’ น้ำหนักรวม 4 ตัน ด้วยรถบรรทุกหกล้อของไปรษณีย์ไทย จากข้อมูลสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานงานกับสำนักข่าวสงขลาโฟกัส เครื่อข่ายท้องถิ่น จะนำไปยังเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นศูนย์อพยพให้ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยจำนวน 293 คน และเป็นจุดช่วยเหลือประชาชนเกือบ 50,000 คนในพื้นที่เมืองขยายที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติในทุกมิติ”

นายก อบจ.เชียงราย ยังอธิบายโครงสร้างและความท้าทายในพื้นที่ปลายทางอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญที่กลายเป็น “เหตุผลหลัก” ว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับเทศบาลเมืองควนลังเป็นพิเศษ

มิติที่ 1 การดูแลผู้อพยพในศูนย์ฯ

ศูนย์อพยพ ณ อาคารเทศบาลเมืองควนลัง ชั้น 5 มีผู้อพยพรวม 293 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

นายก อบจ.เชียงรายกล่าวว่า

“ในศูนย์อพยพ กลุ่มเสี่ยงพิเศษ 25 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทุกคน ศูนย์มีโรงครัวที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการอาหารร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ให้อิ่ม แต่ให้เขารู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่ใกล้ ๆ”

มิติที่ 2 ความท้าทายเชิงพื้นที่ของ ‘เมืองขยาย’

แม้ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ จะเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่เมื่อมองทั้งพื้นที่ จะพบว่าประชากรในเขตเทศบาลเมืองควนลังมีเกือบ 50,000 คน และนี่คือ “ความจริงอีกด้าน” ที่ทำให้ภารกิจการจัดการภัยพิบัติใหญ่กว่าที่เห็น

“ตัวเลข 293 คนในศูนย์ฯ เป็นเพียงส่วนน้อยของผู้เดือดร้อนจริง เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดเกือบ 50,000 คนในเทศบาลเมืองควนลัง ซึ่งเป็นเขตเมืองขยาย มีอัตราการเติบโตของประชากรสูงกว่า 20% ใน 10 ปี ความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภารกิจของเราจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนในศูนย์ฯ แต่ต้องคิดถึงการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งเมือง”

มิติที่ 3 การจัดการและการสื่อสารในฐานะศูนย์บัญชาการ

อาคารเทศบาลเมืองควนลังไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ประเมินความเสียหาย วางแผนเยียวยา และจัดการการสื่อสารกับประชาชน

“ศูนย์กลางที่เทศบาลไม่ใช่แค่สถานที่รองรับผู้อพยพ แต่เป็นจุดศูนย์กลางในการประเมินความเสียหายและเตรียมแผนการเยียวยาและฟื้นฟูสำหรับประชากรเกือบ 50,000 คน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่อพยพมาอยู่ในศูนย์ฯ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องโฟกัสไปที่ควนลังอย่างจริงจัง”

ในช่วงท้ายของคำกล่าว นายก อบจ.เชียงรายได้เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขึ้นรับมอบสิ่งของบริจาคและกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ถือเป็นการเชื่อมต่อ “ระดับนโยบายจังหวัด” เข้ากับ “การปฏิบัติการจริง” ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าฯ ชูชีพ จากบทเรียนเชียงรายสู่การยืนเคียงข้างภาคใต้

เมื่อถึงเวลาอันสมควร พิธีกรได้เรียนเชิญ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้นกล่าวในนามตัวแทนชาวเชียงราย เพื่อมอบกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยในภาคใต้

แม้จะเริ่มต้นด้วยการขอให้ผู้ร่วมงานขยับเข้าร่มเพื่อลดความร้อนจากแดดกลางลาน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการเล็กน้อยนี้กลับทำให้เห็น “ความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ” ที่สะท้อนบุคลิกของผู้ว่าฯ ซึ่งต้องการให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้สึกสบายพอจะยืนร่วมกันจนจบพิธี

จากนั้น ผู้ว่าฯ ชูชีพได้กล่าวชื่นชมบทบาทของ อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยเน้นย้ำว่า การโฟกัสไปยังเทศบาลเมืองควนลัง คือการทำงานแบบ “เจาะจุด” ที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

เขายังอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ในรอบวิกฤตครั้งนี้ มีประชาชนใน 9 จังหวัดภาคใต้ ได้รับผลกระทบรวมกันเกือบ 3 ล้านคน หลายแสนครัวเรือนต้องเผชิญกับน้ำท่วมและการฟื้นตัวที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งจุดสำคัญอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่า “หนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี”

“เมื่อเช้า ผมได้ฟังสรุปจาก ปภ. เราเห็นชัดว่ามี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ หลายแสนครัวเรือน เกือบ 3 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลจากอุทกภัย โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เผชิญปริมาณน้ำฝนระดับที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในรอบหลายปี การที่เชียงรายเลือกโฟกัสไปยังควนลัง ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองขยายที่ต้องดูแลทั้ง 293 คนในศูนย์ฯ และเกือบ 50,000 คนทั้งเมือง จึงถือเป็นการทำงานที่เข้าตรงเป้าหมาย”

ผู้ว่าฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่เคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วม พร้อมย้ำว่า เมื่อครั้งเชียงรายลำบาก ก็มีคนไทยจากทั่วประเทศส่งแรงใจและสิ่งของมาช่วยเหลือ วันนี้จึงเป็น “เวลาของเชียงราย” ที่จะตอบแทนสังคม

“เราเคยได้รับน้ำใจจากคนทั้งประเทศ ตอนเชียงรายประสบภัย วันนี้เรากำลังคืนกลับไปในฐานะพี่น้องชาติเดียวกัน สิ่งที่ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษาทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่การส่งของ แต่เป็นการส่งต่อความผูกพัน ความเป็นมิตรภาพระหว่างเหนือสุดแดนสยามและปลายด้ามขวาน”

เขายังกล่าวถึงการระดมสรรพกำลังอื่น ๆ ของจังหวัด ทั้งกำลังคนจากอาสาสมัคร เครื่องจักรกลหนัก และการสนับสนุนผ่านช่องทางของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเสริมภารกิจในพื้นที่ภาคใต้ควบคู่กันไป

ท้ายที่สุด ผู้ว่าฯ ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ซีพี ออลล์ เซ็นทรัลเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย ไปรษณีย์ไทย และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันทำให้ “น้ำใจจากเชียงราย” เดินทางออกจากโถงชั้นหนึ่งของ อบจ. ไปสู่มือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ในภาคใต้

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด

ฮัก หาดใหญ่–ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” พันธมิตร 6 หน่วย + 1 มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนภารกิจ

ภายใต้ภารกิจครั้งนี้ มีอย่างน้อย 6 หน่วยงานหลักในจังหวัดเชียงราย และ 1 สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางความร่วมมือ ได้แก่

  1. จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
    • แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
    • นำโดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายก นก – อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ” ด้วยระบบโลจิสติกส์ทางบก
    • มี นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย เป็นแกนนำด้านการขนส่ง
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยพิสันต์ จันทร์ศิลป์
    • สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
    • มีบุคลากรด้านวัฒนธรรมและชุมชนเป็นผู้ประสานงานหลัก
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
    • ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่าง “ผู้ให้” ในเชียงราย และ “ผู้รับ” ในสงขลา
    • สงขลาโฟกัสทำหน้าที่รับมอบและกระจายความช่วยเหลือร่วมกับเทศบาลเมืองควนลัง
  5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • สนับสนุนพื้นที่และทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก 7-Eleven ในการเป็นจุดประชาสัมพันธ์และส่งต่อข้อมูล
    • นำโดยทีมผู้บริหารในพื้นที่ เช่น คุณสงกรานต์ จำปาคำ และคณะ
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ภายใต้การบริหารของ คุณสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
    • ทำหน้าที่เป็นจุดรับบริจาคหลักในเครือข่ายสถาบันการศึกษา
    • เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานของรัฐ” แต่เป็น การบูรณาการภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา–สื่อ–ประชาชน ที่รวมกันเป็นพลังเดียวกันเพื่อช่วยเหลือภาคใต้

ฮัก” ที่มากกว่าความรัก อ้อมกอดจากภาคเหนือในวันที่ภาคใต้ลำบาก

ชื่อโครงการ ฮัก หาดใหญ่” ได้รับการออกแบบอย่างมีความหมาย คำว่า “ฮัก” ในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ยังเชื่อมโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง “การกอด”

ความช่วยเหลือที่ถูกส่งลงไปภาคใต้จึงไม่ใช่เพียง “สิ่งของ” แต่ถูกออกแบบให้เป็น “อ้อมกอดทางใจ” จากชาวเชียงรายที่ต้องการบอกพี่น้องหาดใหญ่และสงขลาว่า “คุณไม่ได้อยู่ลำพัง”

การใช้ภาษาถิ่นผสมกับความหมายสากลในชื่อโครงการ ช่วยสร้างมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้รับรู้สึกว่า สิ่งของแต่ละชิ้นบรรจุด้วยความห่วงใย ไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่เชิงพิธีการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่คิดจากปลายทาง

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่น คือแนวคิดด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มุ่งเน้น “คุณภาพของกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณของสิ่งของ”

ในภาวะวิกฤต หน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบภัยต้องทำงานหนักในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนน ระบบสาธารณูปโภค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากยังต้องแบกรับภาระงานด้านการรับมอบ คัดแยก และจัดกระจายสิ่งของจากพื้นที่อื่นอีก ก็ยิ่งเพิ่ม “ต้นทุนทางธุรการ” จนอาจกระทบต่อภารกิจหลัก

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” คือ

  • ใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นกลไกหลักด้านขนส่ง ด้วยระบบที่ติดตามได้
  • ประสานงานให้สิ่งของไปถึง “มือของสื่อท้องถิ่นและเทศบาลในพื้นที่” อย่างสงขลาโฟกัสและเทศบาลเมืองควนลัง ที่มีเครือข่ายในชุมชน และสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดต้องการอะไร

แนวทางนี้ช่วยให้ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้ได้เร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลดการคัดแยกซ้ำ และลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา

ในเชิงนโยบาย นี่คือรูปธรรมของ การลดภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกระทบจริงต่อผู้รับ มากกว่าการเน้นพิธีการและภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

กองหนุน” ที่ส่งในเวลาที่ใช่ เมื่อการช่วยเหลือไม่จบแค่ตอนน้ำท่วมสูงสุด

จุดยืนสำคัญของโครงการนี้ คือการนิยามความช่วยเหลือจากเชียงรายว่าเป็น กองหนุน” ไม่ใช่ “กองหลัก”

ความหมายของคำว่า “กองหนุน” ในที่นี้ คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่มากพอจะทำให้ผู้ประสบภัย “ตั้งตัวได้ทันที” แต่มีความสำคัญในฐานะ “แรงเสริม” ที่ถูกส่งไปใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในขณะที่ช่วงแรกของภัยพิบัติมักมีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจากสาธารณะเริ่มลดลง ขณะที่ผู้ประสบภัยยังคงต้องฟื้นฟูชีวิตและสภาพแวดล้อมต่อไปอีกยาวนาน การส่ง “กองหนุน” ในช่วงหลังจึงเป็นสัญญาณว่า “เรายังไม่ลืม”

คำพูดอย่างเรียบง่ายว่า เราเข้าใจความยากลำบาก เราเจอมาก่อน” จากตัวแทนผู้ประสานงานโครงการ และจากสื่อท้องถิ่นในสงขลา จึงไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำปลอบใจ แต่เป็นการยืนยันว่า ความช่วยเหลือนี้ตั้งอยู่บนฐานของ “ประสบการณ์จริง” ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้ว

บทเรียนและข้อคิด จาก “ฮัก หาดใหญ่” สู่การออกแบบการช่วยเหลือในอนาคต

จากกรณีศึกษาของโครงการ “ฮัก หาดใหญ่” สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าต่อการออกแบบระบบช่วยเหลือในภัยพิบัติได้หลายข้อ อาทิ

  1. คิดถึงต้นทุนทางธุรการของพื้นที่ปลายทาง
    • ความช่วยเหลือที่ดีต้องไม่ทำให้พื้นที่ที่กำลังลำบากต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานเอกสารหรือการจัดการสิ่งของที่ซับซ้อนเกินไป
  2. เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการส่งกองหนุน
    • ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องรีบส่งทันทีในวันแรกของภัยพิบัติ บางครั้งการส่งในช่วง “ฟื้นฟู” อาจตอบโจทย์ความต้องการมากกว่า
  3. ใช้เครือข่ายท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
    • สื่อท้องถิ่น เทศบาล องค์กรชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน มักรู้ดีที่สุดว่าชุมชนต้องการอะไร และควรส่งไปที่ไหนก่อน
  4. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง
    • การบูรณาการภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อ ทำให้ระบบช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ทนทาน และต่อเนื่องกว่าการทำงานแบบโดดเดี่ยว
  5. ให้ความสำคัญกับภาษาความรู้สึก ไม่ใช่แค่ภาษาทางการ
    • ชื่อโครงการ การสื่อสาร และถ้อยคำที่ใช้ ล้วนมีผลต่อการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้และผู้รับ

ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น การเรียนรู้จากกรณีความร่วมมือระหว่างเชียงรายและสงขลาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ข่าวหนึ่งวัน” หากแต่เป็นกรอบคิดที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดการภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้ในอนาคต

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของผู้รับและข้อจำกัดของผู้ให้ การใช้แนวทาง “กองหนุน” ที่ส่งไปในเวลาที่เหมาะสม การเลือกช่องทางการส่งมอบที่ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามภาคส่วน ล้วนสะท้อนถึงความเข้าใจในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ลึกซึ้ง

การที่จังหวัดเชียงรายซึ่งเคยประสบภัยพิบัติมาแล้วหลายครั้ง เลือกที่จะส่งต่อทั้งความช่วยเหลือและบทเรียนไปยังพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤต นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น “พี่น้อง” ที่แท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ส่งของ แต่ส่ง “ใจ” และ “ความเข้าใจ” ไปด้วย

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือในภัยพิบัติ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร และพร้อมยืนเคียงข้างกันในยามที่ใครสักคนต้องเผชิญความลำบาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • จังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด – ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และสำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายร้าน 7-Eleven ในจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ภายใต้โครงการ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ให้ โลจิสติกส์มนุษยธรรม ส่ง กองหนุนฟื้นฟู หาดใหญ่ หลังน้ำลด

ฮัก” ข้ามขุนเขา อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย ผนึกกำลังส่ง ‘กองหนุนฟื้นฟู’ ล็อตใหญ่ ส่งหาดใหญ่ 2 ธ.ค. 68 จากผู้ประสบอุทกภัยวันนั้น สู่ “ผู้ให้ที่งดงาม” ในวันนี้

เชียงราย, 28 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางสถานการณ์มหาอุทกภัยที่ยังสร้างบาดแผลให้กับชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเหนือของประเทศไม่ได้เพียง “เฝ้าดู” ข่าวน้ำท่วม หากแต่ลุกขึ้นมาเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จับมือไปรษณีย์ไทย และภาคีเครือข่ายในจังหวัด เดินหน้าภารกิจ “เหนือช่วยใต้” เตรียมขนส่งธารน้ำใจล็อตแรกน้ำหนักรวมราว 4 ตัน ด้วยรถบรรทุก 6 ล้อสังกัดไปรษณีย์ไทย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น.

ภารกิจครั้งนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก โดยมุ่งเป้าไปที่ช่วง “หลังน้ำลด” ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากที่สุด

จากเชียงราย สู่เฟส “กองหนุนฟื้นฟู” หลังน้ำลด

การขยับเข้าสู่ “เฟสฟื้นฟู” ของชาวเชียงรายเริ่มต้นจากการหารือระหว่าง

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นายวุฒิพงษ์ เดชมนต์ ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย

ทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ “เสริมแรงฟื้นฟู” ในระยะกลางและระยะยาวผ่านระบบโลจิสติกส์ทางบก ที่สามารถรองรับปริมาณสิ่งของได้มาก และสอดคล้องกับลักษณะความต้องการในช่วงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวถึงแนวคิดว่า

“ส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตระหนักดีว่าการช่วยเหลือไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด การฟื้นฟูที่ต้องการแรงกายแรงใจมหาศาล ดังนั้น เป้าหมายของการส่งสิ่งของล็อตนี้ จึงเป็นการส่งไปเป็น ‘กองหนุน’ ให้กับพี่น้องที่กำลังเดือดร้อน เราเลือกที่จะทำงานร่วมกับไปรษณีย์ไทย เพื่อขนส่งธารน้ำใจ เชื่อมโยงน้ำใจจากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน โดยไม่ไปเพิ่มภาระขั้นตอนงานให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้”

จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดแบบแผนการขนส่งที่ชัดเจน คือ การใช้ รถบรรทุก 6 ล้อของไปรษณีย์ไทย น้ำหนักบรรทุก 4 ตัน เป็นพาหนะขนส่งล็อตแรกออกจากเชียงรายในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. โดยสิ่งของที่บรรทุกส่วนใหญ่จะเป็น “ของจำเป็นหลังน้ำลด” และของอุปโภคบริโภคที่เฟ้นมาจากการรับบริจาคของประชาชนและหน่วยงานในจังหวัดเชียงรายตลอดหลายวันก่อนหน้า

พลัง “ฮัก” ที่จับต้องได้ 6 องค์กรหลัก 1 มหาวิทยาลัย ผนึกเครือข่ายเหนือช่วยใต้

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย และไปรษณีย์ไทยเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่เครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ภายใต้โครงการ ฮัก หาดใหญ่” และ ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” โดยมีองค์กรหลักในจังหวัดเชียงรายร่วมขับเคลื่อนอย่างน้อย 6 หน่วย ได้แก่

  1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) – แกนกลางด้านนโยบาย การประสานงาน และการรวบรวมสิ่งของบริจาค
  2. ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย – ทำหน้าที่เป็น “ขนส่งธารน้ำใจ โลจิสติกส์” รับผิดชอบการขนส่งสิ่งของด้วยระบบขนส่งทางบก
  3. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย – สนับสนุนการสื่อสารและเชื่อมโยงกับชุมชน วัด กลุ่มวัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชน
  4. สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส – เชื่อมต่อพื้นที่พร้อมสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าทั้งผู้ให้ ผู้รับ พร้อมเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การรับบริจาค
  5. CPALL – มีบทบาทในการช่วยรวบรวมและสนับสนุนพื้นที่–ทรัพยากรในเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก
  6. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ซึ่งถือเป็นจุดรับบริจาคสำคัญในเขตเมือง และโครงการที่แข็งแกร่งอย่าง “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”  ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย (มทร.ล้านนาเชียงราย) ยังเข้ามาร่วมเป็นจุดรับบริจาคหลัก เสริมบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นสะพานเชื่อมเยาวชน นักศึกษา และบุคลากร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์ระดับชาติ

โครงการ “ฮัก หาดใหญ่” เลือกใช้คำว่า ฮัก” ซึ่งในภาษาเหนือหมายถึง “รัก” ขณะเดียวกันยังผูกโยงกับคำว่า “Hug” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “กอด” เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า ทุกสิ่งของที่ถูกส่งไป ไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่คือ “อ้อมกอด” จากคนเหนือที่โอบกอดพี่น้องภาคใต้ในยามลำบาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมาย

ยุทธศาสตร์ “ถึงมือ ไม่เพิ่มภาระ” เมื่อโลจิสติกส์มนุษยธรรมคิดถึงปลายทางมากกว่าแค่ต้นทาง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือ การออกแบบการขนส่งและการกระจายสิ่งของในลักษณะที่ ลดภาระ” ให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ให้มากที่สุด

แทนที่จะส่งสิ่งของไปลงที่หน่วยงานส่วนกลางแล้วให้ภาครัฐในพื้นที่ต้องมารับ คัดแยก จัดแจกเพิ่มเติม กลุ่มพันธมิตรจากเชียงรายเลือกใช้แนวทาง “ส่งให้ใกล้มือที่สุด” โดยประสานผ่าน สำนักข่าวสงขลาโฟกัส” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในฐานะสื่อท้องถิ่นและ “เพื่อนพันธมิตรในพื้นที่” แม้ตัวสำนักข่าวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อย่างลำบากก็ตาม ให้เป็นจุดรับมอบและช่วยกระจายต่อสู่ชุมชนและผู้ประสบภัย

แนวทางนี้ทำให้การช่วยเหลือเดินทางไปถึงกลุ่มเป้าหมายปลายทางได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนทางธุรการ ลดการซ้ำซ้อนของงาน และช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐในภาคใต้สามารถทุ่มเทกำลังไปกับภารกิจหลักด้านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และการดูแลกลุ่มเปราะบางได้เต็มที่

ในเชิงนโยบายสาธารณะ แนวคิดแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างของ การจัดการภาระทางธุรการ (Administrative Burden Reduction)” ในภาวะวิกฤต ที่มุ่งไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็น “งานเพิ่ม” ให้หน่วยงานที่กำลังแบกรับภารกิจหลักอยู่แล้ว

เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น เวียงเทิงร่วม “ฮัก” หาดใหญ่

ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังขยายตัวลงไปถึงระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น.

เทศบาลตำบลเวียงเทิง นำโดย

  • นายสิงห์ทอง หนุนนำสิริสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเทิง

ได้จัดส่งตัวแทนนำ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น มอบให้กับ อบจ.เชียงราย ภายใต้ภารกิจ “เชียงรายรวมใจ เหนือช่วยใต้” เพื่อให้รวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทยสาขาเชียงรายไปยังผู้ประสบภัยภาคใต้

การเข้าร่วมของเทศบาลเวียงเทิง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พลังแห่งฮัก” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวเมืองเชียงรายหรือระดับจังหวัด แต่ได้ขยายลงไปสู่ชุมชน อำเภอ และตำบลในฐานะ “ผู้ให้ร่วมกัน” ทั่วทั้งจังหวัด

ในโอกาสนี้ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายร่วมกันแสดงพลังแห่งความ “ฮัก” ผ่านการบริจาคสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งถัดไปของไปรษณีย์ไทย

เชื่อมภาพเมื่อวาน วันนี้ จากภารกิจฝูงบิน 416 สู่ขบวนรถไปรษณีย์

เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า (27 พฤศจิกายน 2568) สังคมไทยเพิ่งได้เห็นภาพของฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ภายใต้โครงการ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” โดยมีการคัดแยก บรรจุ เตรียมลำเลียงสิ่งของขึ้นเครื่อง เพื่อบินด่วนไปยังสนามบินหาดใหญ่และกองบิน 56

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 เคยกล่าวไว้ว่า

“เมื่อครั้งที่ชาวเชียงรายต้องเผชิญอุทกภัยใหญ่ในปี 2567 พี่น้องทั่วประเทศได้ยื่นมือส่งน้ำใจ หล่อเลี้ยงความหวังให้เราก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในวันนี้..เมื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงกำลังประสบมหาอุทกภัย ชาวเชียงรายขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจกลับคืนไปด้วยความอบอุ่นจากหัวใจดวงเดิม”

คำกล่าวนี้ เปรียบเสมือน “แก่นคิดร่วม” ที่เชื่อมปฏิบัติการของทั้งกองทัพอากาศ อบจ.เชียงราย ไปรษณีย์ไทย องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น ทำให้เห็นภาพความต่อเนื่องจาก “ภารกิจทางอากาศ” สู่ “ภารกิจทางบก” โดยมีหัวใจเดียวกันคือ การไม่ปล่อยให้ผู้ประสบภัยต้องยืนอยู่ลำพังในยามวิกฤต

โลจิสติกส์มนุษยธรรม การเมืองภาคประชาชน และการทำงานแบบไร้รอยต่อ

หากมองในมุมเชิงนโยบายและรัฐศาสตร์ ภารกิจ “ฮัก หาดใหญ่” ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. โลจิสติกส์มนุษยธรรมที่ปรับตาม “เฟสของภัยพิบัติ”

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ได้มีเพียงช่วง “ก่อน” และ “ระหว่างเกิดเหตุ” แต่รวมถึงช่วง “หลังน้ำลด” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นช่วงที่ประชาชนต้องใช้แรงและทรัพยากรมากที่สุดในการทำความสะอาดบ้านเรือน ปรับสภาพพื้นที่ และรับมือโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากการขนส่งทางอากาศในช่วงฉุกเฉิน สู่การขนส่งทางบกด้วยรถ 6 ล้อบรรทุก 4 ตันในช่วงฟื้นฟู สะท้อนถึงความเข้าใจใน เฟสของภัยพิบัติ” (Phase-based Response) และการปรับเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละช่วงเวลา

  1. การใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจเป็น “ธารน้ำใจ”

การนำไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เข้ามาเป็นกลไกหลักของการขนส่ง ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสิ่งของบริจาคมี ต้นทุนที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบติดตามตรวจสอบได้

ในมุมของการบริหารจัดการภาครัฐ นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ศักยภาพของรัฐวิสาหกิจในภารกิจสาธารณะ นอกเหนือจากบทบาททางธุรกิจตามปกติ และสะท้อนแนวคิด “Whole-of-Government & Whole-of-Society Approach” ที่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อ ชุมชน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

  1. การเมืองภาคประชาชนและทุนทางสังคมหลังวิกฤต

การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลตำบลเวียงเทิง ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจในเชียงรายเข้าร่วมบริจาคและระดมสิ่งของอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพลวัตของ การเมืองภาคประชาชน” ที่ขับเคลื่อนผ่านการลงมือช่วยกันจริง ๆ มากกว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

โดยมี “ความทรงจำจากอุทกภัยเชียงรายปี 2567” เป็นทุนทางสังคมสำคัญ ที่เปลี่ยนจากบทบาทผู้ประสบภัยในอดีตให้กลายมาเป็น “ผู้ให้” ในวันนี้ ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางภูมิศาสตร์และสร้างความรู้สึก “ร่วมชาติ ร่วมชะตากรรม” ระหว่างคนเหนือและคนใต้ได้อย่างชัดเจน

เชิญชวนร่วม “ฮัก” จากเชียงรายสู่หาดใหญ่ ถึง 5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การส่ง “กองหนุนฟื้นฟู” มีความต่อเนื่อง อบจ.เชียงราย และภาคีเครือข่ายยังคงเปิดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ณ จุดรับบริจาคสำคัญต่าง ๆ ทั้งที่

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • จุดรับบริจาคในเครือข่าย “ฮัก หาดใหญ่” และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล”
  • มทร.ล้านนาเชียงราย และหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัด

ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 (ไม่มีวันหยุดราชการ) เพื่อให้ทันต่อรอบขนส่งพิเศษของไปรษณีย์ไทยในลำดับถัดไป

ภาพของเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “อดีตผู้ประสบอุทกภัย” แต่คือภาพของ “ผู้ให้ที่งดงาม” ที่ยืนยันว่า

“น้ำอาจเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้เมืองจมน้ำได้ แต่ ‘น้ำใจ’ ของคนไทย…ไม่เคยแห้งเหือด”

จากเหนือสุดแดนสยาม ถึงปลายด้ามขวานของประเทศ เส้นทางของรถบรรทุก 6 ล้อบรรทุกสิ่งของ 4 ตันในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่เส้นทางโลจิสติกส์ธรรมดา หากคือเส้นทางของ “ฮัก” ที่เดินทางไปปลอบประโลมพี่น้องผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ไปรษณีย์ไทย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเทิง
  • สำนักข่าว สงขลาโฟกัส
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  •  CPALL – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME