ลมหายใจแห่งโยนกสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน มรดกโลกที่ยังมีชีวิต พิธีกรรมล้านนาบนเส้นทางฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง อบจ.เชียงราย
เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – ยามเช้าเหนือผืนน้ำกว้างของ “ทะเลสาบเชียงแสน” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานว่า “หนองบงคาย” หมอกบางลอยคลอเหนือยอดหญ้า นกน้ำฝูงเล็กโผบินข้ามผืนน้ำเงียบสงบ ก่อนจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์และเสียงฆ้องกลองล้านนาที่ดังกังวานไปทั่วตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ภาพพิธี “สืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน ประจำปี 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 15 มกราคม ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีที่จัดสืบเนื่องกันมา หากแต่กลายเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมของคนเชียงแสน ที่ต้องการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ให้คงอยู่ ทั้งในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ และบ้านของนกน้ำอพยพนานาชนิด
พิธีในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อว่า “นายกนก” เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ตัวแทนนายอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลโยนก เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
ทะเลสาบเชียงแสน จากตำนานโยนกนาคนครสู่พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก
ทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศหลากหลายและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งในด้านการกักเก็บน้ำ การเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และการเป็น “บ้านชั่วคราว” ของนกน้ำอพยพที่บินหนีหนาวจากดินแดนไกลโพ้น
พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ลำดับที่ 1,101 ของโลก ทำให้ทะเลสาบเชียงแสนไม่ใช่เพียงทรัพยากรของเชียงราย หากแต่เป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลกที่ต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน
สำหรับชาวบ้านในตำบลโยนก ทะเลสาบแห่งนี้ยังผูกพันกับตำนานเมือง “โยนกนาคนคร” เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตก่อนจะล่มสลายลงสู่ผืนน้ำ เรื่องเล่าและความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านพิธีกรรมและประเพณีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการ “สืบชะตา” แหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของชุมชน
สืบชะตาทะเลสาบเมื่อพิธีกรรมกลายเป็นพันธสัญญารักษ์สายน้ำ
พิธีสืบชะตาหรือ “สืบชาตา” เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา ใช้เพื่อเสริมสิริมงคลและต่ออายุขวัญให้แก่บุคคล สถานที่ หรือชุมชน การนำพิธีดังกล่าวมาปฏิบัติกับทะเลสาบเชียงแสน จึงเปรียบเสมือนการขอขมาและให้คำมั่นว่าจะรักษาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์มาทุกยุคสมัย
ในช่วงพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จากวัดในตำบลโยนกประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมใส่บาตรและผูกสายสิญจน์สืบชะตารอบบริเวณริมทะเลสาบ ภาพเด็กนักเรียนแต่งกายชุดพื้นเมือง นั่งฟังคำสวดเคียงข้างผู้เฒ่าผู้แก่ สะท้อนการส่งต่อความเชื่อดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน
นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีว่า การสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพิธีกรรมตามปฏิทิน หากแต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำร่วมกัน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทในการรักษาฐานทรัพยากรที่เป็นของชุมชนเอง
“เราไม่ได้เพียงแค่ทำพิธีแล้วจบไป แต่เราต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการประกวดทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าระดับโลกชิ้นนี้” นางอทิตาธรกล่าวในเวทีพบปะผู้นำชุมชน
นโยบาย 7 เรือธงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ “กินได้”
การจัดงานสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนในปีนี้อยู่ภายใต้กรอบ “นโยบาย 7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ซึ่งมุ่งผลักดันศักยภาพท้องถิ่นทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปพร้อมกัน
อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมภายในงาน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การประกวดทักษะของเยาวชน และการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพียงสร้างสีสันให้กับงานประเพณี แต่เพื่อให้ชุมชนเห็นว่า “วัฒนธรรม” สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ในมิติการท่องเที่ยว พื้นที่ตำบลโยนกและอำเภอเชียงแสนได้รับความสนใจจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น พิธีสืบชะตา การแต่งกายแบบล้านนา อาหารพื้นเมือง และเรื่องเล่าตำนานโยนกนาคนคร มาผสมผสานกับการชมธรรมชาติและดูนกน้ำ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน
ปัญหาผักตบชวา–สาหร่ายหางกระรอกเงื่อนไขใหม่ของการอนุรักษ์
แม้ทะเลสาบเชียงแสนจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในระยะหลังกลับประสบปัญหาการแพร่กระจายของผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกอย่างหนาแน่น พืชน้ำเหล่านี้ลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง บดบังแสงแดดไม่ให้ลงไปถึงชั้นน้ำด้านล่าง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อการหากินของปลาน้ำจืดและนกน้ำอพยพ
ชาวบ้านและนักดูนกในพื้นที่สะท้อนร่วมกันว่า ปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทัศนียภาพของทะเลสาบไม่สวยงามเหมือนเดิม บางจุดไม่สามารถใช้เรือสัญจรหรือนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมฝูงนกได้อย่างสะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน
ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ของหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ที่ต้องเร่งหาวิธีจัดการวัชพืชน้ำโดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ
จากริมพิธีสู่กลางทะเลสาบนายก อบจ.ลงเรือสำรวจเอง
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์และพิธีผูกสายสิญจน์สืบชะตาทะเลสาบ นายก อบจ.เชียงราย ไม่ได้ยุติบทบาทไว้เพียงการเป็นประธานในพิธี แต่ได้ลงเรือร่วมกับเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย เพื่อลงสำรวจสภาพพื้นที่ทางน้ำอย่างใกล้ชิด
การสำรวจครั้งนี้นำโดย พันจ่าอากาศเอก ทวีป เชียวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ จุดหมายคือบริเวณที่มีผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกหนาแน่น เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ
แนวทางเบื้องต้นคือการแบ่งพื้นที่จัดการวัชพืชน้ำออกเป็นโซน พร้อมบูรณาการเครื่องจักรกลของ อบจ.เชียงราย กับภูมิปัญญาชุมชน เช่น การนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ทั้งการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เพื่อลดต้นทุนในการกำจัดและไม่สร้างภาระด้านของเสียเพิ่ม
จากการคืนบ้านให้นกน้ำ สู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
การฟื้นฟูทะเลสาบเชียงแสนผ่านการกำจัดผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศกลับมาสมดุลเท่านั้น หากยังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในหลายมิติ
- ด้านระบบนิเวศ (Ecological Impact)
การลดปริมาณผักตบชวาเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงสู่ชั้นน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายและพืชน้ำพื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์แสงตามปกติ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ เมื่อห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบกลับมาแข็งแรง นกน้ำอพยพจำนวนมากก็จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากินและพักพิงในฤดูหนาว - ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco–Tourism)
ทะเลสาบเชียงแสนถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางของนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างชาติ การที่ผืนน้ำสะอาด ปราศจากวัชพืชหนาแน่น จะช่วยให้การล่องเรือชมทิวทัศน์และดูนกทำได้สะดวกขึ้น เพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักในพื้นที่โดยรอบ - ด้านเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)
หากการจัดการวัชพืชน้ำสามารถเชื่อมโยงกับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น งานจักสานจากผักตบชวา หรือการใช้เป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในตำบลโยนก ควบคู่กับการทำประมงพื้นบ้านและการบริการนักท่องเที่ยว - ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Cohesion)
กระบวนการสำรวจและกำจัดผักตบชวา ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เยาวชน และหน่วยงานรัฐร่วมมือกัน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ของทั้งชุมชน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และพร้อมปกป้องทะเลสาบแห่งนี้ไปพร้อมกัน
เชียงแสนบนทางแยกระหว่างอนุรักษ์กับการพัฒนา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบทะเลสาบเชียงแสนเผชิญทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ จากกระแสการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองชายแดน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงรายได้ที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม
พิธีสืบชะตาทะเลสาบในปี 2569 จึงสะท้อนความพยายามของท้องถิ่นในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์” ทะเลสาบเชียงแสนถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมล้านนา” มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น
การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาทของ อบจ.เชียงราย แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ถือเป็น “เมล็ดพันธุ์” สำคัญที่ช่วยต่อยอดกิจกรรมระดับชุมชนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง โดยเฉพาะการสร้าง Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ลมหายใจแห่งโยนกที่ยังไม่สิ้นสุด
เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ทะเลสาบเชียงแสนยามสายยังคงสะท้อนภาพเรือเครื่องเล็กของเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจผืนน้ำต่อไป ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกไม่อาจยุติลงพร้อมกับพิธีกรรม หากแต่ต้องดำเนินต่อด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม
พิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการขอพรให้สายน้ำอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น แต่คือการประกาศว่า ชาวเชียงแสนพร้อมจะเป็นเจ้าบ้านที่รับผิดชอบต่อมรดกโลกชิ้นนี้ ทั้งในฐานะ “ลูกหลานโยนก” ผู้สืบทอดตำนาน และในฐานะพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศที่เปราะบาง
หากแผนกำจัดวัชพืชน้ำเดินหน้าได้ตามที่สำรวจ หากเยาวชนตำบลโยนกยังคงเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด และหากนกน้ำอพยพยังคงกลับมาแต่งแต้มผืนฟ้าทะเลสาบเชียงแสนทุกฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัย ก็อาจกล่าวได้ว่า “ลมหายใจแห่งโยนก” ยังไม่สิ้นสุด และทะเลสาบเชียงแสนจะยังคงเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และภาคภูมิใจ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
-
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
-
เทศบาลตำบลโยนก และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย


















































