ค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ชนิดใหม่ของโลก ริมโขงเชียงราย หมุดหมายใหม่ของวิทยาศาสตร์ไทย และสัญญาณเตือนอนาคตลุ่มน้ำชายแดนเหนือ
เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางกระแสข่าววิกฤตสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกกที่ถูกจับตามองจากสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการปนเปื้อนโลหะหนักและผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารกำลังสร้างความกังวลในหลายจังหวัดชายแดนเหนือ ทว่าล่าสุด จังหวัดเชียงรายได้จารึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เชิงบวก เมื่อทีมนักวิจัยไทยสามารถค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” บริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอเวียงแก่น และได้รับ “นามพระราชทาน” อันทรงคุณค่าในพระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำโขงในจังหวัดเชียงรายยังคงเป็น “ขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่ควรค่าแก่การปกป้องอย่างจริงจัง ในขณะที่ระบบนิเวศก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาและมลพิษรอบด้าน
จากริมโขงเวียงแก่นสู่เวทีวิทยาศาสตร์โลก รายละเอียดการค้นพบ
ข้อมูลจากศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวดี นันตรัตน์ ภาควิชาชีววิทยา พร้อมทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเครือข่าย ได้ประกาศความสำเร็จในการค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” จากการลงพื้นที่ศึกษาในเขตลุ่มน้ำโขง บริเวณอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amynthas sirindhornae และได้รับพระราชทานชื่อสามัญว่า “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ซึ่งไม่เพียงเป็นเกียรติสูงสุดในวงการอนุกรมวิธานเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างลึกซึ้ง
การศึกษาวิจัยไส้เดือนชนิดนี้ใช้กระบวนการ “อนุกรมวิธานร่วมกับการวิเคราะห์พันธุกรรม” เพื่อยืนยันว่าเป็น สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก (New Species) อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงชนิดแปรหรือสายพันธุ์ย่อยของไส้เดือนที่มีการรายงานมาก่อนหน้า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนชนิดพันธุ์ที่มีการบันทึกในฐานข้อมูลโลก แต่ยังสะท้อนว่าระบบนิเวศริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสมบูรณ์ในเชิงชีวภาพในระดับที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังสำรวจไม่หมด
ในเชิงนิเวศวิทยา ไส้เดือนถือเป็น “วิศวกรดิน” (Ecosystem Engineer) ตัวสำคัญ มีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ฟื้นฟูโครงสร้างดิน เพิ่มช่องอากาศและการซึมผ่านของน้ำในดิน และช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร หากในดินยังมีไส้เดือนสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังคงดำรงอยู่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีศักยภาพด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับที่ต้องให้ความสำคัญ
“43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” บริบทระดับชาติที่ไส้เดือนเทพรัตน์ฯ เป็นส่วนหนึ่ง
การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยชุดใหญ่ที่ถูกนำเสนอในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 หัวข้อ “43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และภาคีเครือข่ายนักวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพ
ในงานดังกล่าว มีการแถลงข่าวการค้นพบ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด ที่ค้นพบในประเทศไทย และ “ทั้งหมด” ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา พุทธศักราช 2568 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญเชิงประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ทางสังคมของไทย
ในบรรดา 43 ชนิด มีการแบ่งประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่
- สกุลใหม่ของโลก 2 สกุล
- สกุลผีเสื้อกลางคืนเทพรัตน์
- สกุลเห็ดก้อนอำพันเจ้าฟ้า
- พืชชนิดใหม่ของโลก 3 ชนิด
- กระเจียวชมพูสิรินธร
- ต่างหูสิรินธร
- ฮ่อมสิรินธร
- สัตว์ชนิดใหม่ของโลก 33 ชนิด (ที่โดดเด่น เช่น)
- ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง
- ไส้เดือนริมโขงบึงกาฬ
- ไส้เดือนภักดีแม่น้ำโขง
- กุ้งเทพรัตน์
- แมลงปอเข็มท้องยาวเทพรัตน์
- มดตะนอยเทพรัตน์
- กิ้งกือมังกรสิรินธร
- กบเขาหินทรายเจ้าฟ้า
- เห็ดและยีสต์ชนิดใหม่ของโลก 5 ชนิด
- ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง
- ยีสต์สิรินธร
- ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดเจ้าฟ้าหญิง
- ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดสิรินธร
- เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร
จากภาพรวมดังกล่าว ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงจึงไม่ได้เป็นเพียง “ชนิดใหม่ของโลก” หนึ่งในหลายสิบชนิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ชุดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่มีนัยสำคัญทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงสังคม และเชิงสัญลักษณ์ต่อสถาบันหลักของชาติ
ไส้เดือนเล็ก ๆ กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตลุ่มน้ำโขง–เชียงราย
แม้การค้นพบนี้จะถูกนำเสนอในเชิงความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก แต่เมื่อมองผ่านบริบทจังหวัดเชียงรายและลุ่มน้ำโขง คำถามที่ตามมาคือ “เราจะรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางและมีคุณค่าชุดนี้ไว้ได้อย่างไร”
พื้นที่อำเภอเวียงแก่นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ชายแดนที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม และวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน ดินริมตลิ่งที่เป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่า และพื้นที่ชุมชน คือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ตั้งแต่จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง ไปจนถึงพืชและสัตว์ขนาดใหญ่
ในเชิงนิเวศ ไส้เดือนสามารถทำหน้าที่เป็น “ดัชนีชี้วัดคุณภาพดิน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากพื้นที่ใดเริ่มมีมลพิษจากสารเคมีทางการเกษตร โลหะหนัก หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดินอย่างรุนแรง จำนวนและความหลากหลายของไส้เดือนมักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงในพื้นที่เวียงแก่น จึงเป็น “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ว่าพื้นที่ริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสำคัญเชิงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็น “เครื่องเตือนใจ” ว่า หากการปนเปื้อนสารพิษในลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกก–ลุ่มน้ำสาขาอื่น ๆ รุนแรงขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ สิ่งมีชีวิตหายากอย่างไส้เดือนชนิดนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง
ความร่วมมือวิชาการไทย จากห้องปฏิบัติการสู่การอนุรักษ์เชิงพื้นที่
ผลงานครั้งนี้สะท้อนภาพของ “เครือข่ายวิจัยไทย” ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาหลักด้านชีววิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของภาคเหนือ ผนึกกำลังกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแกนกลางด้านงานอนุกรมวิธานระดับประเทศ
การใช้เครื่องมือทางพันธุกรรมควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม ทำให้การจำแนกชนิดพันธุ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากลักษณะภายนอกที่อาจใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างในระดับยีนอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มเช่นนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงานด้านอนุกรมวิธานและอนุรักษ์ในศตวรรษที่ 21
ในอีกด้านหนึ่ง การเผยแพร่ข้อมูลผ่านงาน Chula the Impact ไม่เพียงทำให้สาธารณชนได้เห็น “หน้าตา” ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เหล่านี้ แต่ยังยกระดับการรับรู้สาธารณะต่อประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมักจะถูกกลบด้วยข่าวการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะหน้า
ความสำเร็จของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานวิจัยบนกระดาษ” แต่เป็นฐานข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการกำหนดนโยบายอนุรักษ์ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างชายแดนภาคเหนือ ซึ่งอยู่ท่ามกลางทั้งโอกาสการพัฒนาและความเสี่ยงด้านมลพิษในเวลาเดียวกัน
เชียงรายในฐานะ “ห้องทดลองธรรมชาติ” เมืองสะอาด เมืองปลอดภัย เริ่มต้นที่ดินและดินแดน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายถูกพูดถึงบนเวทีสาธารณะทั้งในมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การกีฬาเชิงนานาชาติ และการเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” ในหลายเวทีนโยบาย
การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ทำให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวมี “มิติทางวิทยาศาสตร์” ที่จับต้องได้มากขึ้น เพราะสะท้อนว่า เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านหรือพื้นที่ชายแดน แต่เป็น “ห้องทดลองธรรมชาติ” ที่มีทรัพยากรชีวภาพอันละเอียดอ่อนอยู่ในดิน ใต้น้ำ และในป่า
หากสามารถใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การกระจายของไส้เดือนชนิดนี้ และชนิดอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง เป็นตัวชี้วัดประกอบกับข้อมูลมลพิษในดิน–น้ำ ก็จะช่วยให้จังหวัดและหน่วยงานกลางสามารถออกแบบมาตรการป้องกันและฟื้นฟูได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น
- การระบุ “โซนอนุรักษ์ดินและตลิ่งแม่น้ำ” ที่มีความสำคัญเชิงพันธุกรรม
- การติดตามผลกระทบจากมลพิษหรือโครงการพัฒนา ผ่านการเปลี่ยนแปลงของประชากรไส้เดือนและสัตว์หน้าดินอื่น ๆ
- การใช้สิ่งมีชีวิตบางชนิดเป็น “ตัวชี้วัดมลพิษ” (Bioindicator) ในการเฝ้าระวังเชิงรุก
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ระบุไว้ในข้อมูลเบื้องต้นว่า ความสำเร็จในการค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง จะถูกต่อยอดสู่การศึกษาบทบาทของไส้เดือนชนิดนี้ใน “การบำบัดดิน” หรือ “การเป็นตัวชี้วัดมลพิษ” ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยหนุนเสริมเป้าหมาย “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่
จากชื่อวิทยาศาสตร์สู่ความภาคภูมิใจร่วมกันของสังคมไทย
นอกจากความสำคัญเชิงนิเวศและเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว “นามพระราชทาน” Amynthas sirindhornae หรือไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งต่อสังคมไทย
การที่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก 43 ชนิด ซึ่งรวมถึงไส้เดือนจากริมน้ำโขงเชียงราย ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา ไม่เพียงสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณเท่านั้น หากยังทำให้ “งานวิจัย” ซึ่งมักถูกมองว่าอยู่ไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชน กลับเข้าใกล้หัวใจของสังคมมากยิ่งขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง การค้นพบนี้ยังช่วยย้ำว่า ประเทศไทยยังมี “ทุนทางธรรมชาติ” ที่ซ่อนอยู่ในผืนดิน ผืนน้ำ และผืนป่า อีกมากมาย ซึ่งหากได้รับการสำรวจ ศึกษา และดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะกลายเป็นทั้งฐานความรู้ ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และฐานความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ
สำหรับชุมชนริมน้ำโขงอย่างเวียงแก่น การที่พื้นที่ของตนถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ระดับโลกในฐานะแหล่งค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ยิ่งช่วยเพิ่ม “น้ำหนักเชิงเหตุผล” ให้แก่ข้อเรียกร้องด้านการอนุรักษ์ลุ่มน้ำและการจัดการมลพิษอย่างยั่งยืนในอนาคต
ไส้เดือนตัวเล็กกับคำถามใหญ่ของลุ่มน้ำโขง
ในวันที่ข่าวคราวเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำกก และลุ่มน้ำสาละวิน ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” จากดินริมฝั่งโขงที่เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกให้สังคมไทยได้ทบทวนว่า ท่ามกลางวิกฤต เรายังมี “โอกาส” ในการฟื้นฟู ปกป้อง และต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของเราเอง
ไส้เดือนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกบันทึกชื่อในภาษาวิทยาศาสตร์และได้รับพระราชทานนาม อาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมืองในวันนี้ แต่ในระยะยาว การมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ คืออาวุธสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำโขงและจังหวัดเชียงราย
สำหรับนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย ความสำเร็จในครั้งนี้ยืนยันว่า การทำงานอย่างต่อเนื่องในภาคสนามและห้องปฏิบัติการ สามารถผลักดันให้งานวิจัยของไทยยืนอยู่แถวหน้าบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
สำหรับเชียงราย การค้นพบนี้ตอกย้ำว่าจังหวัดเล็ก ๆ ริมชายแดน ไม่ได้มีเพียงบทบาทด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากยังเป็น “พื้นที่สำคัญของวิทยาศาสตร์โลก” ที่บอกเล่าเรื่องราวของดิน น้ำ ป่า และชีวิตเล็ก ๆ ใต้ผิวดินที่เชื่อมโยงกับอนาคตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ
คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงว่า เราค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ได้อีกกี่ชนิด แต่คือ “เราจะดูแลสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบแล้ว และระบบนิเวศที่โอบอุ้มพวกมันอย่างไร” เพื่อให้ลุ่มน้ำโขง–เชียงรายยังคงเป็นบ้านของทั้งมนุษย์และสรรพชีวิตอย่างสมดุลต่อไป
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รายงานสรุปรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด









