Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จากเขาหัวโล้นสู่แปลงเกษตรถาวร 9 หมื่นไร่ พด. กางแผนปี 69 ปั้นขั้นบันไดดินรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

พด. พลิกฟื้นเขาหัวโล้นสู่ผืนดินยั่งยืน เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่สูงกว่า 8 แสนไร่ ชูผลตอบแทนสังคม 8.55 เท่า พร้อมขยายงานปีงบประมาณ 2569

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2569 — เช้าวันหนึ่งบนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน ภาพไหล่เขาที่เคยโล่งเตียนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่สอดคล้องกับสภาพลาดชัน กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวขั้นบันไดดิน แปลงเกษตรถาวร และพื้นที่สีเขียวที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ภูมิทัศน์เดิม ท่ามกลางแรงกดดันของสภาพอากาศสุดขั้วและความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น งานฟื้นฟูพื้นที่สูงจึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนาที่ดิน” หากแต่เป็นการจัดการความมั่นคงของชุมชนต้นน้ำ การลดความเสี่ยงน้ำหลากตะกอนดินลงสู่พื้นที่ราบ และการสร้างรายได้ที่ยืนระยะบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง เดินหน้าภารกิจพัฒนาที่ดินในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง รวม 39 ศูนย์ ครอบคลุม 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน แม่ฮ่องสอน และตาก บนพื้นที่เกษตรมากกว่า 800,000 ไร่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ และลดแรงกดดันต่อป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

วงจรดินพัง น้ำหลาก และรายได้ที่ไม่มั่นคง คือโจทย์ที่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภูมิประเทศของพื้นที่สูงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพการปลูกพืชเขตหนาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความลาดชัน” ทำให้ดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย หากไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม เมื่อดินผิวหน้าหายไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ต้นทุนปุ๋ยและน้ำสูงขึ้น ผลผลิตผันผวน และท้ายที่สุดความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่พื้นที่ราบ ผ่านตะกอนดิน น้ำหลาก และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงในฤดูฝน

งานวิชาการระดับนานาชาติยืนยันว่า การพังทลายของดินเป็นหนึ่งในตัวขับสำคัญของ “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงอาหารในภาพรวม อีกทั้งมีการประเมินว่าความสูญเสียผลผลิตพืชจากการพังทลายของดินอาจสะสมจนก่อให้เกิดการลดลงของผลผลิตรวมได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หากไม่เร่งจัดการอย่างเป็นระบบ

ในบริบทนี้ ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินจึงถูกออกแบบให้ “ลงมือแก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การทำไร่เลื่อนลอยที่สร้างความเสี่ยงซ้ำเดิม

50 ปีของการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทำกินถาวร

กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงขับเคลื่อนการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเฉพาะ “ขั้นบันไดดิน” ทั้งแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน และช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีพื้นที่ทำกินถาวรแล้วกว่า 90,000 ไร่

ในเชิงปฏิบัติ “ขั้นบันไดดิน” ทำหน้าที่เหมือนกลไกชะลอความเร็วของน้ำบนทางลาด ช่วยให้ดินและอินทรียวัตถุไม่ถูกพัดพาออกจากแปลง ลดการเกิดร่องน้ำลึกที่ทำให้หน้าดินเสียหายถาวร และช่วยให้ความชุ่มชื้นคงอยู่ในระบบดินได้นานขึ้น เมื่อระบบดินเริ่มฟื้นตัว เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นคงขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพและตลาด

ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ให้ภาพสะท้อนว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ความเขียวขจี กลายเป็นแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก และไม้ผล สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรตลอดทั้งปี ควบคู่การรักษาสมดุลทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

ลดการบุกรุกป่า และลดความเสี่ยงพื้นที่ราบไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกย้ำในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินคือ งานอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “บนดอย” แต่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของ “พื้นที่ราบ” เพราะเมื่อมีระบบดักตะกอนและชะลอน้ำที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากตะกอนดินและน้ำหลากที่ไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างในฤดูฝน

นัยสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความจริงเชิงภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ต้นน้ำจำนวนมากอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หากการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สมดุล ผลกระทบจะไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้านล่างอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ถนนชำรุด พื้นที่เกษตรราบเสียหาย ไปจนถึงต้นทุนจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นที่สูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขความคุ้มค่าทางสังคมที่ถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานเชิงนโยบาย

อีกมิติที่ทำให้งานพัฒนาที่ดินครั้งนี้ถูกจับตา คือการนำเครื่องมือวัด “ผลตอบแทนทางสังคม” มาใช้สื่อสารความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้ 8.55 บาท ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตัวเลข 8.55 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ความสำเร็จ แต่เป็น “ภาษาร่วม” ที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนพูดคุยกันบนฐานเดียวกันว่า การฟื้นฟูพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมินิเวศนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงข่าวเศรษฐกิจชุมชน การวัดผลแบบนี้ยังช่วยให้สังคมมองเห็นว่าเงินงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หายไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนซ่อนเร้นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภัยพิบัติ ต้นทุนสุขภาพจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลผลิตเกษตรที่ผันผวน

ปีงบประมาณ 2569 ขยายงานต่อ เป้าหมายใหม่ 1,500 ไร่ ใน 10 ศูนย์ 5 จังหวัด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงเตรียมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม 1,500 ไร่ ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 10 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีแหล่งทำกินที่มั่นคง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ดักตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้น และยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หากอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข “1,500 ไร่” นี่คือการย้ำว่ากลยุทธ์ของรัฐกำลังเลื่อนไปสู่การจัดการเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยฟื้นฟู เพราะเมื่อโครงสร้างดินเสียหายหนัก การฟื้นกลับมาสู่สภาพสมดุลเดิมใช้เวลานานและต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

เชียงรายอยู่ในสมการเดียวกันของพื้นที่สูงภาคเหนือ

แม้ข้อมูลครั้งนี้อ้างอิงภาพรวม 6 จังหวัด แต่เชียงรายถูกนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของงานฟื้นฟูพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภูเขาและชุมชนต้นน้ำจำนวนมาก และมีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่เกษตรบนที่สูงไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในมุมของ “ผลต่อชีวิตและชุมชน” งานอนุรักษ์ดินและน้ำสะท้อนกลับมาที่ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือนบนดอย หากแปลงเกษตรสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ภาระหนี้สินจากผลผลิตเสียหายลดลง และคนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับบ้านเกิดมากขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นเด่นของข่าว มิติสิ่งแวดล้อมเดินคู่กับเศรษฐกิจฐานราก

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้ชี้ชัดว่า การทำให้พื้นที่สีเขียวกลับมาไม่ใช่เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ “ทำมาหากินได้โดยไม่กินต้นทุนธรรมชาติ” เพราะเมื่อดินเสื่อม น้ำเสีย และป่าถูกกดดัน ความเสียหายสุดท้ายจะตกอยู่กับชุมชนเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การอ้างอิงงานระดับนานาชาติที่ชี้ว่าการเสื่อมโทรมของดินและการพังทลายของดินส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาว เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า การลงทุนอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เรื่องท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงที่ทุกประเทศต้องจัดการ

ประเด็นรองที่ต้องติดตาม ความยั่งยืนต้องวัดผลและต่อยอดตลาด

แม้ตัวเลข SROI จะสะท้อนความคุ้มค่า แต่การทำให้งานยืนระยะยังต้องติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรก มาตรฐานการดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำหลังสร้างแล้ว เพราะขั้นบันไดดินหรือโครงสร้างชะลอน้ำต้องมีการบำรุงรักษา หากปล่อยให้พังชำรุด ผลลัพธ์จะถอยกลับอย่างรวดเร็วในฤดูฝน

เรื่องที่สอง การต่อยอดสู่ “ตลาด” ที่ให้มูลค่าเพิ่มกับผลผลิตพื้นที่สูง เพื่อให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เป็นแรงจูงใจระยะยาวให้ชุมชนรักษาระบบนิเวศร่วมกัน

เรื่องที่สาม การประสานงานระดับพื้นที่ เพราะปัญหาดิน น้ำ ป่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตองค์กรเดียว ความสำเร็จจริงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อช่วยให้พื้นที่สูงฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้มีบทบาทสร้างขั้นบันไดดินด้วยตนเอง แต่สามารถสนับสนุนระบบนี้ในทางปฏิบัติได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าเกษตรพื้นที่สูงที่มาจากแหล่งผลิตรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนที่คืนรายได้สู่พื้นที่ และร่วมเฝ้าระวังการเผาและการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วงเสี่ยง เพื่อไม่ให้แรงกดดันย้อนกลับไปทำลายความพยายามฟื้นฟูที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในภาพใหญ่ ข่าวนี้จึงสะท้อนว่า “การฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของภูมิทัศน์สีเขียว แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยของผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมตัวเลขความคุ้มค่าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า การพัฒนาที่ดินเมื่อทำอย่างถูกทาง สามารถสร้างผลประโยชน์คืนสังคมได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมพัฒนาที่ดิน ข่าวประชาสัมพันธ์ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ครอบคลุม 39 ศูนย์ 6 จังหวัด พื้นที่เกษตรกว่า 800,000 ไร่ สรุปผล 50 ปี พื้นที่ทำกินถาวรกว่า 90,000 ไร่ ผลวิเคราะห์ SROI 8.55 เท่า และแผนปีงบประมาณ 2569 เป้าหมาย 1,500 ไร่ เผยแพร่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • FAO สาระจากรายงานด้านสถานการณ์ทรัพยากรดินโลก ที่ระบุผลกระทบการพังทลายของดินต่อผลผลิตพืชในระยะยาว และประเด็นดินเสื่อมโทรมที่กระทบความมั่นคงอาหาร
  • FAO เอกสารผลการประชุมวิชาการว่าด้วยการชะล้างพังทลายของดิน ที่ชี้ว่าการพังทลายของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ส่อง “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด นวัตกรรมลดเผา-ลดหมอกควันข้ามแดนที่ยั่งยืน

เปลี่ยนเศษวัสดุเป็นรายได้ “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด ทางรอดใหม่ลดเผา–ลดหมอกควันข้ามแดน

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ทุกฤดูแล้งของภาคเหนือ ภาพควันไฟที่ลอยคลุ้งเหนือภูเขาและไร่นาในหลายจังหวัดมักหวนกลับมาเป็นวาระแห่งชาติอยู่เสมอ การเผาฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว แม้จะเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่คุ้นชินของเกษตรกร แต่กลับกลายเป็นต้นทางสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันข้ามแดนที่กระทบต่อทั้งสุขภาพประชาชนและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ยืดเยื้อมานาน อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชายแดนที่ต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันอย่างต่อเนื่อง กำลังทดลอง “คำตอบใหม่” ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุม แต่เริ่มต้นจาก “กองซังข้าวโพด” ที่เคยถูกเผาทิ้ง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการ “พัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมกับทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกข้าวโพดและซังข้าวโพด เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ชุมชนลดการเผา”

เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เกษตรกร “เรียนรู้วิธีเพาะเห็ด” แต่คือการสร้างโมเดลจัดการวัสดุเหลือใช้ที่เป็นรูปธรรม เห็นรายได้จริง จนกลายเป็นแรงจูงใจให้ชุมชน “เลิกเผาอย่างสมัครใจ”

จากเวียงแก่นสู่บ้านป่าจั่น เรียนรู้จากชุมชนต้นแบบที่เปลี่ยนซังข้าวโพดเป็นเห็ดเศรษฐกิจ

การอบรมครั้งนี้นำผู้นำชุมชน เกษตรกร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอเวียงแก่น จำนวน 30 คน เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ บ้านป่าจั่น หมู่ 7 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ชุมชนต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า “เปลือกและซังข้าวโพด” สามารถกลายเป็นฐานรายได้ใหม่ได้จริง

กิจกรรมจัดขึ้นในรูปแบบ “เรียนรู้จากของจริง” โดยมี

  • คุณวิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการฯ มอบหมายให้
  • คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ พร้อมด้วยคณะวิจัย ร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้
    และได้รับเกียรติจาก
  • คุณวรากร วังฐาน รองนายกเทศบาลตำบลเวียงกาหลง ให้การต้อนรับ
  • คุณสันต์ณรงค์ วีระชาติ ผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกและซังข้าวโพดที่ปฏิบัติจริงในชุมชน

บ้านป่าจั่นเคยเผชิญโจทย์ไม่ต่างจากเวียงแก่น คือมีเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดที่ถูกเผาทิ้งเป็นประจำทุกปี การเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ของเหลือทิ้ง” ให้เป็น “วัตถุดิบเพาะเห็ด” จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงเทคนิค แต่เป็นการทดลอง “เปลี่ยนวิถี” ของทั้งชุมชน

จากการถ่ายทอดของผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เกษตรกรในพื้นที่ใช้เปลือกและซังข้าวโพดมาผ่านกระบวนการหมักและปรับสภาพให้เป็นวัสดุเพาะเห็ด ทั้งเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญอง เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว วัสดุที่เหลือหรือ “กากเห็ด” ยังสามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในแปลงเกษตร ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปิดวงจรการใช้ทรัพยากรอย่างครบถ้วน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ เกษตรกรมีรายได้เสริมหมุนเวียนจากการขายเห็ด ขณะเดียวกัน พื้นที่เผาในที่โล่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือ “รูปธรรม” ที่เวียงแก่นตั้งใจจะนำกลับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเอง

ฟางข้าว–ซังข้าวโพด จากต้นเหตุหมอกควัน สู่วัตถุดิบสร้างมูลค่า

ข้อมูลจากการดำเนินโครงการระบุว่า ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพด เป็นเศษวัสดุที่มีปริมาณมหาศาลในอำเภอเวียงแก่น และ “ขาดรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม” มายาวนาน เกษตรกรจำนวนมากจึงเลือกใช้วิธีเผาทิ้งในช่วงเตรียมแปลงเพาะปลูก สร้างทั้งจุดความร้อน (Hotspot) และฝุ่น PM 2.5 ที่ลอยสะสมในบรรยากาศ

โครงการของ TEI เลือกมองวัสดุเหล่านี้ผ่านมุมมองใหม่ โดยเน้นแนวคิด 3 มิติหลัก

  1. หมุนวนทรัพยากร (Circular Resource Use)
    แทนที่จะปล่อยให้ฟางและซังข้าวโพดกลายเป็นภาระของสิ่งแวดล้อม โครงการชี้ให้เห็นว่าทุกกองซังข้าวโพดสามารถแปลงร่างเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม เกษตรกรจะได้วัตถุดิบเพาะเห็ดที่หาได้ในพื้นที่ตนเองโดยไม่ต้องซื้อจากภายนอก
  2. สร้างรายได้เสริมอย่างเป็นรูปธรรม
    เห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสม่ำเสมอ ราคาจำหน่ายต่อกิโลกรัมสูงกว่าเมล็ดข้าวโพดหรือฟางแห้งหลายเท่า และมีรอบการเก็บเกี่ยวสั้น เมื่อเกษตรกรเห็นตัวเลขกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากการเพาะเห็ด ก็มีแรงจูงใจชัดเจนที่จะหันหลังให้การเผา
  3. คืนอินทรียวัตถุสู่ผืนดิน
    หลังเก็บเห็ดแล้ว กากเห็ดที่เหลือไม่ได้ถูกทิ้งเป็นขยะ หากแต่นำกลับไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในไร่นา ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดต้นทุนปุ๋ยเคมีในระยะยาว

คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ ระบุในเวทีอบรมว่า การสร้างรูปธรรมที่ “เห็นกำไรจริง” เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมการเผา หากเกษตรกรสามารถเปลี่ยนกองซังข้าวโพดให้กลายเป็นรายได้ในครัวเรือน เขาย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะหยุดจุดไฟด้วยตัวเอง

เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เชื่อมโมเดลเวียงแก่นสู่การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

กิจกรรมในเวียงแก่นไม่ใช่โครงการเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือ “เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา” ที่มุ่งหวังลดมลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณจาก สวก. และ วช.

โจทย์สำคัญของกรอบความร่วมมือนี้คือ การหาวิธีจัดการเชื้อเพลิงทางการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีทั้งไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ พื้นที่สูง และชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย การออกแบบโมเดลที่ใช้วัสดุในชุมชน สร้างรายได้จริง และสามารถถ่ายทอดได้โดยไม่ซับซ้อน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านนำไปปรับใช้ร่วมกันในระยะยาว

เวียงแก่นซึ่งมีพรมแดนติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ทดลองเชิงยุทธศาสตร์” เพราะหากโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดประสบความสำเร็จและขยายครอบคลุมทั้งอำเภอภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่ผู้นำชุมชนตั้งไว้ ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนฝั่งลาวและเมียนมาที่เผชิญปัญหาคล้ายกันได้โดยตรง

 

ประโยชน์รอบด้านของ “เห็ดเวียงแก่นโมเดล”

จากการสังเคราะห์ข้อมูลของโครงการ สามารถสรุปประโยชน์ของโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดใน 4 มิติหลัก ดังนี้

  1. มิติสิ่งแวดล้อม
    การนำฟางข้าวและซังข้าวโพดมาใช้เพาะเห็ดแทนการเผา ช่วยลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และปริมาณฝุ่น PM 2.5 จากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันในลุ่มน้ำโขงตอนบน แม้จะยังไม่มีตัวเลขเชิงสถิติหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มการลดพื้นที่เผาจะชัดเจนขึ้นเมื่อชุมชนหันมาใช้วัสดุเหล่านี้ในโรงเรือนเพาะเห็ดอย่างแพร่หลาย
  2. มิติเศรษฐกิจครัวเรือน
    การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมที่หมุนเวียนรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเพียงชนิดเดียว ขณะเดียวกัน ครัวเรือนยังลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เพราะสามารถบริโภคเห็ดที่เพาะเองได้โดยไม่ต้องซื้อจากตลาด
  3. มิติการเกษตรและคุณภาพดิน
    กากเห็ดหลังการเพาะถือเป็นอินทรียวัตถุคุณภาพดี เมื่อนำกลับไปปรับปรุงดินในแปลงเกษตร จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารและโครงสร้างดินให้ร่วนซุยขึ้น เกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินจากภายนอก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรง
  4. มิติสังคมและการพัฒนาศักยภาพผู้นำ
    การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เน้นการสร้าง “ผู้นำชุมชนที่มีความรู้” หรือ Smart Leader ให้มีทักษะทั้งด้านเทคนิคการเพาะเห็ดและความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ผู้นำเหล่านี้จะกลับไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนของตนเอง ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมย่อยหรือโครงการนำร่องในแต่ละหมู่บ้าน

ก้าวต่อไปของเวียงแก่น เป้าหมาย “เกษตรปลอดการเผา” ภายในปี 2569

หลังการศึกษาดูงานที่บ้านป่าจั่น ผู้นำชุมชน ตัวแทนท้องถิ่น และผู้บริหารโครงการมีความเห็นร่วมกันว่า เวียงแก่นจำเป็นต้อง “ยกระดับ” การเรียนรู้ครั้งนี้ให้เข้าสู่กระบวนการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ

ทิศทางต่อไปของเวียงแก่นจึงประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก

  1. บรรจุโมเดลเพาะเห็ดลงในแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลในพื้นที่จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรือนต้นแบบ อุปกรณ์เพาะเห็ด และการอบรมต่อเนื่อง เพื่อให้ครัวเรือนสนใจสามารถเข้าร่วมได้จริง ไม่เป็นเพียง “ความรู้บนกระดาษ”
  2. ขยายผลให้ครอบคลุมทุกตำบลในอำเภอเวียงแก่น
    จากกลุ่มนำร่อง 30 คนในครั้งแรก แผนงานระยะกลางมุ่งหวังให้มีครัวเรือนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมทุกตำบลภายในปี 2569 ซึ่งจะทำให้เวียงแก่นเข้าใกล้เป้าหมาย “อำเภอเกษตรปลอดการเผา” อย่างเป็นรูปธรรม
  3. เชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนรอบนอกและประเทศเพื่อนบ้าน
    เมื่อเวียงแก่นมีตัวอย่างความสำเร็จมากพอ โครงการเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา สามารถใช้เวียงแก่นเป็น “ฐานเรียนรู้” ให้ชุมชนจากฝั่งลาวและเมียนมาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อลดการเผาในระดับลุ่มน้ำและภูมิภาคต่อไป

เห็ดฟางหนึ่งดอก… จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

กรณีศึกษา “เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพดที่เวียงแก่น” ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่หยั่งรากลึกในโครงสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชน ไม่อาจแก้ได้ด้วยคำขอร้องหรือมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

เมื่อเกษตรกรถูกขอให้ “หยุดเผา” แต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการเศษวัสดุและสร้างรายได้ การเผาย่อมกลับมาในทุกฤดู แต่เมื่อการเผาถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมที่สร้างรายได้จริง เพิ่มคุณภาพดิน และลดต้นทุนในระยะยาว เช่น การเพาะเห็ดจากซังข้าวโพด พฤติกรรมการเผาก็เริ่มมี “คู่แข่งที่น่าสนใจกว่า” ขึ้นมาทันที

โมเดลเวียงแก่นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางที่เห็นชัดคือ การแก้ปัญหาหมอกควันต้องเดินคู่กันทั้ง มิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ครัวเรือน และการเสริมพลังผู้นำชุมชน หากทุกภาคส่วนยังคงจับมือกันแน่นเช่นที่เกิดขึ้นในเวทีวันที่ 23 ธันวาคม 2568 วันหนึ่งในอนาคต “กองซังข้าวโพดที่ลุกเป็นไฟ” อาจถูกจดจำในฐานะภาพอดีต ขณะที่ “โรงเรือนเห็ดฟางในเวียงแก่น” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดการเผาที่จับต้องได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก.
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
  • เทศบาลตำบลเวียงกาหลง และชุมชนบ้านป่าจั่น ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
  • ทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นวัตกรรม NbS และพลังศิลปะ ทางรอดใหม่ของเชียงรายท่ามกลางปัญหาน้ำท่วมและ PM2.5 ปี 2568

ส่องความร่วมมือ IKI-RECOFTC ปั้นเชียงรายต้นแบบเมืองยืดหยุ่นด้วยธรรมชาติและงานศิลป์

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 –เดือนธันวาคมที่ลมหนาวพัดผ่านตัวเมืองเชียงราย เสียงฝีเท้าผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ Central Art Gallery ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ไม่ใช่เพียงเพื่อชมงานศิลปะทั่วไป แต่คือการมองหาคำตอบว่า “เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะอยู่รอดอย่างไรท่ามกลางภัยโลกรวน” ในนิทรรศการที่มีชื่อยาวแต่คมชัดว่า
“Urban Resilience Art Exhibition ธรรมชาติ นิเวศ วิถี ผู้คน เมืองเชียงราย”

นิทรรศการศิลปะเชิงสังคมครั้งนี้จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ถึง 6 มกราคม 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี และถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงภาพวาดหรือผลงานศิลป์ หากแต่เป็น “ห้องทดลองทางความคิด” ของทั้งศิลปิน นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องการหาทางออกให้เมืองเชียงรายท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ศิลปะในห้างสรรพสินค้า ด่านหน้าใหม่ของการสื่อสารเรื่องภัยสภาพภูมิอากาศ

นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition เกิดจากความร่วมมือของ รีคอฟ ประเทศไทย (RECOFTC Thailand) ภายใต้โครงการ Urban Resilience Building and Nature (URBAN) ร่วมกับกลุ่มศิลปินขัวศิลปะ เครือข่ายศิลปินเชียงราย และองค์กรภาคีในจังหวัด โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก แผนงานป้องกันสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ท่ามกลางโถงกว้างของห้างสรรพสินค้า ผลงานศิลปะกว่า 50 ชิ้น จากศิลปินเชียงรายมากกว่า 30 คน รวมถึงผลงานของศิลปินแห่งชาติ ถูกจัดวางอย่างประณีต ทั้งภาพวาด จิตรกรรม ประติมากรรม และงานศิลปะจัดวาง (installation) ที่เล่าเรื่องเดียวกันในหลากหลายมุมมอง – เรื่องของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และชีวิตผู้คนที่พึ่งพาธรรมชาติ

ศิลปะแต่ละชิ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงความงามของภูมิทัศน์เมืองเหนือ หากยังสะท้อน “รอยแผล” จากน้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เชียงรายเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของถนนสายหลักที่กลายเป็นทางน้ำ ภาพโครงสร้างพื้นฐานที่เบียดบังพื้นที่ชุ่มน้ำ และเงาร่างของคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องรับภาระจากการพัฒนาที่ละเลยต้นทุนทางธรรมชาติ ถูกเล่าออกมาด้วยภาษาศิลปะที่ตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง

นิทรรศการจึงทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับความรู้สึกของผู้คน – ทำให้คำที่ดูไกลตัวอย่าง “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (adaptation)” หรือ “แนวทางแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)” กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและเข้าใจได้ผ่านภาพ สี และเรื่องเล่า

URBAN ใช้ต้นทุนธรรมชาติกู้เมืองเชียงราย

เบื้องหลังนิทรรศการนี้ คือโครงการ เสริมสร้างขีดความสามารถเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ” หรือ URBAN ที่ดำเนินงานในตัวเมืองเชียงรายตั้งแต่ปี 2567 โดยร่วมกับภาคีหลายฝ่ายศึกษาข้อมูลพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ และพื้นที่สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ในเมือง

ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ URBAN รวบรวม – ตั้งแต่แนวลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก แหล่งน้ำประจำชุมชน พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก ไปจนถึงสวนสาธารณะและเกาะกลางถนน – ถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบ แนวทาง NbS เพื่อทำให้เมืองมี “ความยืดหยุ่น” (resilience) ต่อภัยพิบัติ เช่น การใช้แนวต้นไม้ริมลำน้ำช่วยชะลอน้ำหลาก การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเพื่อลดอุณหภูมิในเมือง

นิทรรศการจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่เป็นการชวนชุมชนเมืองเชียงรายมามีส่วนร่วม “ตีความเมืองของตนเองใหม่” เห็นคุณค่าของต้นทุนทางธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ และคิดร่วมกันว่าจะใช้มันอย่างไรให้เมืองอยู่รอดในยุคโลกร้อน

ในวันเปิดนิทรรศการ ยังมีวงเสวนา เมืองในธรรมชาติ ธรรมชาติในเมือง” ที่นำโดยตัวแทนจากชุมชนดอยพระบาท นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN ตัวแทนจากมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงผู้แทนเทศบาลนครเชียงราย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติด้วย NbS โดยมีรีคอฟ ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินรายการ

หนึ่งในสารสำคัญจากวงเสวนา คือการย้ำว่าการสร้างเมืองที่ทนทานต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่สามารถทำได้ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสาน วิทยาศาสตร์–สังคมวัฒนธรรม–การพัฒนาเมือง–และการสื่อสาร เข้าด้วยกัน และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการลงมือทำ

เสียงจากศิลปินและผู้นำท้องถิ่น เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ “ภาพสวย” แต่คือคำประกาศเจตจำนงของเมือง

บรรยากาศในห้องแสดงงานเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยการสนทนา หลายคนยืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดหมู่บ้านริมแม่น้ำที่กำลังเผชิญน้ำท่วม บ้างหยุดดูประติมากรรมที่ใช้เศษวัสดุจากเมืองมาจัดวางให้กลายเป็นภูเขาที่ถูกตัดหัว ทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองของศิลปินต่อเมืองที่ตนรัก

นายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะและหนึ่งในศิลปินที่ร่วมจัดแสดงผลงาน อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม

“มันเกี่ยวข้องกับปากท้อง สุขภาพ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงของชุมชนทั้งหมด นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์ศิลปะ แต่คือการประกาศเจตจำนงร่วมกันของศิลปินเชียงรายว่า เราจะลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาทำ และชวนชุมชนให้ลุกขึ้นมาร่วมกัน เพราะเชียงรายคือบ้านของเรา และธรรมชาติไม่ใช่ของที่มีไว้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราต้องดูแลและส่งต่อให้ดีกว่าเดิม”

คำกล่าวของเขาชี้ให้เห็นว่าศิลปินไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้สร้างผลงาน แต่เป็น “ผู้ส่งสัญญาณเตือนภัย” ต่อสังคม ผ่านภาษาที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมโดยตรง

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มองบทบาทของศิลปะในมิติของการสร้างการมีส่วนร่วมและผู้นำรุ่นใหม่

“ผมมั่นใจว่าศิลปะจากพี่น้องศิลปินเชียงรายจะช่วยจูงใจคน ทำให้เกิดปราชญ์ชาวบ้านและเยาวชนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และคิดวางแผนจัดการปัญหาได้สอดคล้องกับตัวตนของเชียงราย เมืองของเราจำเป็นต้องปรับตัวให้เป็นเมืองน่าอยู่ในสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าท้องถิ่นไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงงานวัฒนธรรมที่อยู่ปลายทาง หากแต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการเมืองและสร้าง “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้กับคนในชุมชน

เมืองเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน แต่โอกาสในการปรับตัวก็เปลี่ยนเช่นกัน

ตัวแทนจากโครงการ URBAN อย่าง ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ (ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเวทีเสวนา) ชี้ให้เห็นความคาดหวังระยะยาวว่า แม้โครงการจะมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2571 แต่สิ่งที่หวังคือ “ต้นทุนทางความรู้และต้นทุนทางสังคม” ที่จะถูกส่งต่อให้เมืองขับเคลื่อนได้เอง

สารที่ถูกย้ำในเวที คือ

  • วิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้เรารู้ว่าเมืองกำลังเผชิญอะไร และมีความเสี่ยงอย่างไร
  • ศิลปะและการสื่อสารหลากรูปแบบช่วยให้ผู้คน “รู้สึก” กับปัญหา และพร้อมลุกขึ้นมาร่วมมือ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลนครเชียงราย มีบทบาทสำคัญในการประสานการทำงานของทุกภาคส่วน ให้เห็นเป้าหมายเดียวกันเรื่องการลดความเสี่ยงภัยพิบัติและอนุรักษ์ธรรมชาติในเมือง

เมื่อผนวกกับการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก ทั้ง IUCN, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติระดับจังหวัด ภาพของ “ห้องทดลองเชียงราย” จึงเริ่มชัดขึ้นว่า เมืองนี้กำลังใช้ทั้ง องค์ความรู้–ศิลปะ–และพลังชุมชน เพื่อออกแบบเส้นทางสู่ความยั่งยืนของตนเอง

นิทรรศการที่ไม่จบลงแค่วันที่ปิดงาน

แม้นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition จะมีกำหนดปิดในวันที่ 6 มกราคม 2569 แต่โจทย์สำคัญที่งานพยายามตั้งคำถามต่อผู้เข้าชม คือ “หลังจากเดินออกจากห้องจัดแสดงแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อลดความเปราะบางของเมืองและเพิ่มความยืดหยุ่นให้เชียงราย”

การเลือกจัดงานในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรักศิลปะหรือผู้สนใจสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่เปิดกว้างถึงครอบครัว คนทำงาน และเยาวชนที่มาเดินห้างในวันหยุด เมื่อนิทรรศการตั้งอยู่ในเส้นทางการสัญจรประจำวัน ภาพของสายน้ำ ป่าเขา และเมืองที่กำลังเปลี่ยนไปจึงแทรกซึมสู่สายตาผู้คนโดยไม่ต้อง “ตั้งใจมาหา”

ในมุมเศรษฐกิจ นิทรรศการอาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินโดยตรงมากเท่ากับงานเทศกาลขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่า คือการสร้าง “ทุนทางสังคมและทุนทางความคิด” ให้คนเชียงรายมองเห็นว่า เมืองที่น่าอยู่ในยุคโลกรวนต้องเริ่มต้นจากการเคารพต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ และพร้อมร่วมมือกันดูแลให้ยั่งยืน

ในระดับนโยบาย ผลของการศึกษาและบทเรียนจากโครงการ URBAN ที่ผนวกเข้ากับการรับฟังเสียงชุมชนผ่านกระบวนการศิลปะ อาจกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง การจัดการพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติของเชียงรายในอนาคต

นิทรรศการจึงไม่ใช่จุดจบของโครงการ หากแต่เป็น “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างงานวิจัยเชิงเทคนิคกับชีวิตจริงของผู้คน และเป็นเวทีประกาศว่า เมืองเชียงรายพร้อมจะก้าวสู่การเป็นเมืองที่ “ธรรมชาติอยู่ได้ เมืองอยู่รอด คนอยู่ดี” ด้วยพลังของทั้งศิลปะและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ศิลปะกู้เมืองในยุคโลกรวน

เมื่อโลกเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเร่งเตรียมความพร้อมด้วยเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแผนบริหารจัดการความเสี่ยง แต่กรณีของเชียงรายแสดงให้เห็นว่า “ศิลปะและวัฒนธรรม” ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความยืดหยุ่นเมืองได้เช่นกัน

Urban Resilience Art Exhibition ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปว่าเชียงรายควรเดินไปทางไหน หากแต่ตั้งคำถามชัดเจนว่า หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ เมืองที่เรารักอาจกลายเป็นพื้นที่เปราะบางยิ่งขึ้นในอนาคต การรวมพลังของศิลปิน ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ผ่านนิทรรศการในห้างใจกลางเมือง จึงเป็นสัญญาณว่าเชียงรายเลือก “หันหน้าเข้าหากัน” เพื่อออกแบบอนาคตร่วมกัน มากกว่าจะยอมปล่อยให้ภัยพิบัติและการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นผู้กำหนดทิศทาง

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเดินเข้าไปใน Central Art Gallery ชั้น G เซ็นทรัล เชียงราย นิทรรศการที่เปิดให้ชมฟรีจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะมีส่วนอย่างไรในการทำให้เมืองและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่าผลงานศิลปะชิ้นใดในห้องจัดแสดงก็เป็นได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN), กรมทรัพยากรน้ำ, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย, กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย
  • Central Art Gallery ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME