Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Balloon Love 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย ยกระดับอีเวนต์วาเลนไทน์สู่ World Class Love Destination

เชียงราย 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูน สะท้อนเทรนด์ความสัมพันธ์ไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ และสถิติสมรส-หย่าที่ช่องว่างแคบลง

เชียงราย,14 กุมภาพันธ์ 2569 – บนท้องฟ้าเหนือขุนเขาและไร่ชาในอ้อมกอดฤดูหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาพคู่บ่าวสาวโบกมือจากกระเช้าบอลลูนท่ามกลางบอลลูนหลากสีมากกว่า 30 ลูก กลายเป็นภาพจำใหม่ของวันวาเลนไทน์ไทย เมื่อคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในกิจกรรม Balloon Love 2026 ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ครั้งที่ 10 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย  ร่วมเป็นสักขีพยานร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวอวยพรต่อหน้าสื่อและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความโรแมนติกเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง จากยุคที่การแต่งงานเคยเป็นเส้นทางมาตรฐานของชีวิตคู่ ไปสู่ยุคที่ความสัมพันธ์หลากรูปแบบถูกยอมรับมากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหลังโควิด ความไม่แน่นอนของรายได้ การตัดสินใจมีบุตรที่ชะลอตัว และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งในปีแรกมีการจดทะเบียนรวม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง

ภาพใหญ่ของประเทศ ตัวเลขสมรสและหย่า 5 ปี กับช่องว่างที่แคบลง

ข้อมูลช่วงปี 2564 ถึง 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ชี้ว่าไทยมีการจดทะเบียนสมรสและหย่าในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2564 การสมรส 240,979 คู่ และการหย่า 110,942 คู่ ก่อนที่ปี 2565 จะเกิดการกระโดดของทั้งสองตัวเลข โดยสมรสพุ่งเป็น 305,487 คู่ และหย่าขยับขึ้นเป็น 146,159 คู่ ซึ่งถูกอธิบายในเชิงสังคมว่าเป็นผลสะสมจากช่วงล็อกดาวน์และข้อจำกัดการให้บริการของรัฐในยุคโควิดที่ทำให้ธุรกรรมทางทะเบียนจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป

จากนั้นในปี 2566 ถึง 2567 ตัวเลขหย่าทรงตัวในระดับสูงกว่า 147,000 คู่ ขณะที่การสมรสลดลงต่อเนื่องเป็น 279,748 คู่ และ 263,087 คู่ ก่อนปี 2568 การสมรสขยับขึ้นมา 275,480 คู่ ส่วนการหย่าลดลงเป็น 139,100 คู่ ภาพรวมปี 2568 จึงถูกตีความได้ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ หลังแรงกระแทกใหญ่ของช่วงหลังโควิด

จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือการเปรียบเทียบปี 2568 ที่ระบุว่า ในทุก 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 50.64 ช่องว่างระหว่างการเริ่มต้นและการยุติความสัมพันธ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตคู่ สุขภาวะครอบครัว รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง

สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ จุดเปลี่ยนที่มากกว่าตัวเลข

ในภาพเดียวกัน ปี 2568 ยังถูกระบุว่าเป็นปีแรกของสมรสเท่าเทียม และมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสรวม 25,814 คู่ ซึ่งผู้ใช้แนบการคำนวณว่าเทียบเป็นร้อยละ 9.3 ของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 ตัวเลขระดับนี้สะท้อนความต้องการสะสมของผู้คนจำนวนมากที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ และบ่งชี้ว่าโครงสร้างครอบครัวไทยกำลังขยับจากรูปแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสมรสเท่าเทียมยังถูกมองว่ามีมิติทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เพราะการจดทะเบียนสมรสจำนวนมากมักเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมงานแต่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองท่องเที่ยวที่ใช้ความรักเป็นแรงดึงดูด

และนี่เองที่พาเรื่องกลับมาที่เชียงราย เมืองซึ่งกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองบนแผนที่การท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูน

สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการยกระดับเทศกาลสู่เวทีโลก

ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ผู้จัดระบุว่ามีบอลลูนมากกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกิจกรรมหลักหลายรายการ ทั้งการแสดงบอลลูนแสงสีเสียงยามค่ำคืน Magic Night Glow การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ คอนเสิร์ตตลอด 5 วัน และการแสดงโขนกลางแปลงชุดใหญ่จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ร่วมกับยุวชนกว่า 200 ชีวิต

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ให้ข้อมูลในงานว่า ผู้จัดตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่การเป็น World Class Love Destination โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าได้รับความสนใจต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์มาตรฐานงานระดับนานาชาติถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ระบุว่างานเคยได้รับรางวัล Gold Award สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวที IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงชื่อเสียงของเทศกาลในสายอีเวนต์ระดับโลก

14 คู่รักบนฟ้า คือยุทธศาสตร์ปลายน้ำของเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองในเชิงการท่องเที่ยว กิจกรรม 14 คู่รักไม่ใช่แค่สตอรี่สวยงาม แต่เป็นการสร้างสัญญะใหม่ให้เชียงรายในฐานะปลายทางแห่งประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพต่อการขยายผลเป็นแคมเปญระยะยาว ตั้งแต่ทริปฮันนีมูน เส้นทางถ่ายภาพพรีเวดดิง ไปจนถึงแพ็กเกจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

ประเด็นนี้ยิ่งชัดเมื่อเชื่อมกับสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 ในด้านจำนวนคน และร้อยละ 4.36 ในด้านรายได้ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเป็นสัดส่วนหลัก 5,765,564 คน หรือร้อยละ 89.2 ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน หรือร้อยละ 10.8 และมีข้อสังเกตสำคัญว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้จากต่างชาติลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลชุดเดียวกันยังบอกด้วยว่าเดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน ส่วนรายได้สูงสุดของปีเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แม้จำนวนคนจะน้อยกว่ามกราคม ขณะที่ต่างชาติสูงสุดในเดือนธันวาคม 83,236 คน และต่ำสุดในเดือนกันยายน 37,754 คน พร้อมภาพรวมเชิงฤดูกาลที่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 มีสัดส่วนการท่องเที่ยวสูงสุดใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.7 ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามภาพอินโฟกราฟิกที่ผู้ใช้แนบ

เมื่ออ่านตัวเลขเหล่านี้คู่กับงานบอลลูน จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดขึ้น คือการรักษาฐานตลาดไทยที่ใหญ่ที่สุดให้แข็งแรง และในเวลาเดียวกันสร้างคอนเทนต์ระดับโลกเพื่อช่วยดึงต่างชาติกลับมา โดยใช้จุดขายแบบ Experience Based Tourism ที่มีความหมายทางอารมณ์และถ่ายภาพได้จริง

จุดชวนคิด เมืองท่องเที่ยวจะชนะเกมความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างไร

ตัวเลขสมรสและหย่าที่ช่องว่างแคบลงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกแต่งงานเพราะแรงกดดันทางสังคมเหมือนเดิม แต่เลือกเพราะพร้อมและต้องการความมั่นคงในแบบของตัวเอง ในวันที่คำว่า ครอบครัว ไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวที่ฉลาดจึงต้องทำมากกว่าการจัดฉากโรแมนติก แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคู่รัก และให้บริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ

เชียงรายกำลังทดลองคำตอบผ่านอีเวนต์ที่มีทั้งความงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยอยู่ในเฟรมเดียวกัน ตั้งแต่บอลลูนบนฟ้า โขนกลางแปลงบนพื้นดิน ไปจนถึงกิจกรรมครอบครัวและคอนเสิร์ตในยามค่ำคืน ซึ่งทั้งหมดผูกกันด้วยธีมเดียวคือประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำและอยากกลับมาเล่าซ้ำ

ขณะเดียวกัน การนำสถิติสมรสเท่าเทียมเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของการท่องเที่ยว ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรถูกวางอย่างระมัดระวังบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมจริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ World Class Love Destination มีความหมายมากกว่าแค่คำโปรย

จากทะเบียนราษฎรสู่ท้องฟ้าเชียงราย

ปี 2568 ของไทย ตัวเลขสมรสและหย่าที่สูงพร้อมกันบอกเราว่า ความสัมพันธ์เป็นทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องโครงสร้างชีวิต ขณะที่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ชี้ว่าการยอมรับความหลากหลายกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 ของเชียงราย กิจกรรม 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูนกำลังบอกอีกอย่างว่า เมืองท่องเที่ยวสามารถแปลงความหมายของความรักให้เป็นพลังเศรษฐกิจได้ หากทำด้วยมาตรฐานที่ดี เคารพผู้คน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าต่อชุมชนจริง

เมื่อภาพคู่รักบนฟ้าค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม เหลือไว้เพียงเสียงเชียร์จากพื้นดินและรอยยิ้มของคนดู คำถามที่ยังอยู่ต่อไม่ใช่แค่ว่า ปีหน้าจะมีอีกกี่คู่ แต่คือประเทศไทยกำลังนิยามคำว่า ครอบครัว ใหม่อย่างไร และเมืองอย่างเชียงรายจะยืนอยู่ตรงไหนบนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

สถิติสมรสและหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนกรมการปกครอง สมรสเท่าเทียม ปีแรก ปี 2568 จำนวน 25,814 คู่ 

การหย่า ปี 2564 – ปี 2568

  • การหย่า ปี 2564 จำนวน 110,942 คู่
  • การหย่า ปี 2565 จำนวน 146,159 คู่
  • การหย่า ปี 2566 จำนวน 147,337 คู่
  • การหย่า ปี 2567 จำนวน 147,621 คู่
  • การหย่า ปี 2568 จำนวน 139,100 คู่

การสมรส ปี 2564 – ปี 2568

  • การสมรส ปี 2564 จำนวน 240,979 คู่
  • การสมรส ปี 2565 จำนวน 305,487 คู่
  • การสมรส ปี 2566 จำนวน 279,748 คู่
  • การสมรส ปี 2567 จำนวน 263,087 คู่
  • การสมรส ปี 2568 จำนวน 275,480 คู่

สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569

  • นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Singha Park International Balloon Fiesta 2026 2
  • IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards
  • สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 และจำนวนสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจ และอ้างอิงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเนื้อหาที่แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงราย เริ่มสมรสเท่าเทียมไทย มอบสิทธิเท่าเทียมทุกอัตลักษณ์ทางเพศ

กฎหมายสมรสเท่าเทียมเริ่มบังคับใช้ คู่รักทั่วไทยร่วมจดทะเบียนวันแรก

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เปิดโอกาสให้บุคคลทุกอัตลักษณ์ทางเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมายไทย

จุดเริ่มต้นของวันสำคัญ

กฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนกันยายน 2567 และมีผลบังคับใช้ในวันนี้ โดยในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย ได้เร่งปรับแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนถ้อยคำในเอกสารราชการจาก “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคล” และ “สามี-ภริยา” เป็น “คู่สมรส”

กิจกรรมวันแรกของกฎหมายสมรสเท่าเทียมเริ่มต้นที่ ที่ว่าการอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ซึ่งคู่รักคู่แรกได้ทำการจดทะเบียนสมรสต่อหน้านายบดินทร์ เทียมภักดี นายอำเภอเวียงชัย และเจ้าหน้าที่งานทะเบียน โดยมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดี

Kick Off การจดทะเบียนสมรสทั่วประเทศ

นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย เปิดเผยว่า การจดทะเบียนสมรสวันแรกนี้จัดขึ้นในที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ สำนักงานเขต 50 เขตในกรุงเทพมหานคร และสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ โดยกิจกรรมเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้จัดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่น ๆ เช่น ที่กรุงเทพฯ มีคู่รักกว่า 300 คู่ร่วมจดทะเบียนสมรส

สิทธิและประโยชน์จากสมรสเท่าเทียม

กฎหมายสมรสเท่าเทียมมอบสิทธิเสมือนคู่สมรสที่เป็นชาย-หญิง เช่น

  • การจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส
  • สิทธิในการหย่าและการดูแลบุตร
  • การให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาล
  • สิทธิได้รับสวัสดิการจากรัฐ
  • การอุปการะบุตรบุญธรรม

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า การจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเท่าเทียมในสังคมไทย แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติว่าเป็นประเทศที่เคารพในสิทธิมนุษยชน

เส้นทางสู่กฎหมายสมรสเท่าเทียม

การต่อสู้เพื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียมเริ่มต้นมานานกว่าทศวรรษ โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม 2566 และผ่านวุฒิสภาในเดือนมิถุนายน 2567 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การเตรียมตัวจดทะเบียนสมรส

ผู้ที่ประสงค์จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมต้องเตรียมเอกสาร ได้แก่ บัตรประชาชนตัวจริง หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หนังสือรับรองโสด (กรณีสมรสกับชาวต่างชาติ) ใบหย่าตัวจริง (กรณีเคยจดทะเบียนสมรส) และพยาน 2 คน พร้อมบัตรประชาชน

ผลกระทบและความสำคัญ

การเปิดให้จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเท่าเทียมและยอมรับในความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับคู่สมรสในด้านสิทธิกฎหมายและสวัสดิการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

“สมรสเท่าเทียมไทย จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่ม 4 ล้านคน”

ไทยพร้อมรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม คาดดึงดูดนักท่องเที่ยว 4 ล้านคนต่อปี

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดของแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว Agoda (อโกด้า) ซึ่งประเมินถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเพศเดียวกัน โดยกฎหมายดังกล่าวมีกำหนดเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่รับรองกฎหมายดังกล่าว และเป็นประเทศที่สามในเอเชีย รองจากไต้หวันและเนปาล

ดึงดูดนักท่องเที่ยว 4 ล้านคนต่อปี

จากการประเมินของ Agoda คาดการณ์ว่าการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนต่อปี หรือราว 10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 69,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้

กระจายรายได้ทั่วทุกภาคส่วน

รายได้จากการท่องเที่ยวดังกล่าวจะกระจายไปยังหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย อาทิ การจองที่พัก การบริการอาหารและเครื่องดื่ม การจับจ่ายซื้อสินค้า และการเดินทางภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

สร้างงานกว่า 152,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังส่งผลดีต่อการสร้างงาน โดยคาดว่าจะสามารถสนับสนุนการจ้างงานเพิ่มอีก 152,000 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้ 76,000 ตำแหน่ง จะเกิดขึ้นโดยตรงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอีก 76,000 ตำแหน่ง จะกระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ยังคาดว่าผลเชิงบวกจากกฎหมายดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยเพิ่มขึ้น 0.3%

ดันไทยสู่เจ้าภาพ WORLD PRIDE 2030

รัฐบาลไทยยังตั้งเป้าหมายในการเสริมสร้างยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ด้วยการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “WORLD PRIDE 2030” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศระดับโลก โดยมีตัวอย่างจากนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เป็นเจ้าภาพในปี 2023 สามารถสร้างรายได้สูงถึง 185.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท

สนับสนุนความหลากหลาย เสริมเศรษฐกิจไทย

“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ รวมถึงเสริมภาพลักษณ์ความเปิดกว้างของประเทศไทยในเวทีโลก” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เดินหน้าสู่อนาคตที่เท่าเทียม

การบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ไทยกำลังเดินหน้าสู่อนาคตที่เท่าเทียมและเปิดกว้าง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Agoda (อโกด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE