Categories
ECONOMY

ยุทธศาสตร์สกัดทุนเทา 2569 แบงก์ชาติคุมวงเงินแลกเปลี่ยนชายแดน ป้องกันเศรษฐกิจใต้ดิน

แบงก์ชาติเดินเกม “สงครามทุนเทา” ปี 2569 คุมเงินสดรายใหญ่ สกัดเงินไหลชายแดน จับตา USDT ผิดปกติ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำสุดรอบทศวรรษ

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ปลายเดือนมกราคมในเมืองชายแดนอย่างเชียงราย บรรยากาศเหมือน “ปกติ” แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยสัญญาณเตือนจากเครือข่ายการเงินที่เปลี่ยนรูปเร็วกว่าเดิม เงินสดยังเดินทางได้ ทองคำยังเคลื่อนย้ายได้ เงินตราต่างประเทศยังเปลี่ยนมือได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที

ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 ความเปราะบางเชิงโครงสร้างจึงถูกยกขึ้นเป็น “โจทย์เร่งด่วน” ของประเทศ และหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดตรงขึ้นคือ เศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา ทุนเทา ที่ถูกมองว่ากัดกร่อนทั้งการแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน

เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ความเสี่ยงโตเร็ว ประเทศจึงหันมาจัดระเบียบ “เส้นเลือดการเงิน”

ปี 2569 ถูกนิยามจากตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายเงียบลงโดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจไทยถูกคาดหมายว่าจะโตเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ถูกประเมินว่าสามารถไปได้สูงกว่านั้น หากประเทศแก้โจทย์เชิงโครงสร้างได้จริง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา การขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง ไปจนถึงคอร์รัปชันและทุนเทา

ภาพนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต้องการยืนอยู่แค่บทบาทเดิมที่พึ่ง “ดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือหลัก หากแต่เริ่มขยับสู่มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่เชื่อมกับเงินนอกระบบ ซึ่งหากปล่อยไว้จะย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในที่สุด

ในอีกด้าน ประเทศไทยยังมีบริบทใหม่ที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ความกดดันจากระเบียบโลกที่เปลี่ยนเร็ว และความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงกับเงิน เครือข่าย และเทคโนโลยี มากกว่าการใช้กำลังแบบเดิม นั่นทำให้คำว่า “ทุนเทา” ไม่ได้ถูกพูดในเชิงข่าวอาชญากรรมอย่างเดียว แต่กลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางสังคมไปพร้อมกัน

คุมเงินสดรายใหญ่ ปิดช่องทางขนเงินนอกระบบ

จุดเริ่มของความสั่นสะเทือนอยู่ที่ “เงินสด” สิ่งที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่หลบเลี่ยงร่องรอยได้ดีที่สุด

รายงานข่าวระบุว่าในช่วงเวลาราว 10 กว่าวันถึง 2 สัปดาห์ มีการพบธุรกรรมถอนเงินสดที่ผิดปกติ 2 กรณี ระดับ 250 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท รวมถึงพฤติกรรมเจาะจงขอธนบัตรชนิดราคา 500 บาท ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นสัญญาณต้องสงสัยและควรถูกตรวจสอบเชิงลึก

แนวทางที่ถูกพูดถึงคือ การยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและวัตถุประสงค์การทำธุรกรรม เมื่อมีการถอนเงินสดเกินระดับหลายล้านบาท โดยตัวเลขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ในช่วงประมาณ 3 ถึง 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าถอนเพื่ออะไร ใช้ช่องทางโอนหรือเช็คได้หรือไม่ และหากพบความผิดปกติจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหากโยงการเลือกตั้งก็ส่งต่อหน่วยงานกำกับการเลือกตั้งให้ตรวจสอบ

มิติที่ทำให้เรื่องนี้เกินกว่าข่าวการเงิน คือประโยคที่สะท้อนแนวคิดว่า ทุนเทาไม่ได้เป็นแค่เรื่องผิดกฎหมายรายคดี แต่เป็นสิ่งที่ “กัดกร่อนประเทศ” ผ่านการบิดเบือนการแข่งขัน การทำให้ต้นทุนซ่อนเร้นต่ำกว่าคนทำธุรกิจสุจริต และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีอย่างเงียบ ๆ

คุมแลกเงินชายแดน วงเงินเข้มขึ้นเพื่อสกัดการฟอกเงินข้ามพรมแดน

หากเงินสดคือ “การเคลื่อนย้าย” เงินตราต่างประเทศก็คือ “การแปลงร่าง” ของเงินก่อนจะข้ามแดน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเอกสารทางการกำหนดวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศต่อคนต่อวัน และกำหนดวงเงินที่เข้มงวดในพื้นที่ชายแดน โดยสาระสำคัญคือ

  • พื้นที่ทั่วไปมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
  • พื้นที่ชายแดนมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 200,000 บาทต่อคนต่อวัน

เมื่อวางแผนที่ลงไปบนภูมิศาสตร์จริง เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้อง “รู้สึก” กับมาตรการนี้ทันที เพราะมีทั้งด่านชายแดนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเดินทางและการแลกเงิน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการทำธุรกรรมของคนในพื้นที่

มาตรการลักษณะนี้ย่อมมีผลสองหน้า ด้านหนึ่งช่วยปิดช่องทางการฟอกเงินผ่านการแลกเงินสดจำนวนมากในจุดเสี่ยง แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความสะดวกให้กับผู้ประกอบการบางประเภท โดยเฉพาะผู้ที่เคยพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก

จับตาทองคำออนไลน์ ลดแรงกดดันค่าเงินและเส้นทางทุนเทา

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มี “ความเป็นเงิน” สูงในเชิงการเก็บมูลค่า และเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายมูลค่าที่ทำได้ทั้งในและนอกระบบ รายงานระบุว่ามีแนวทางกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีการพูดถึงกรอบวงเงินระดับ 50 ล้านบาทต่อวันสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์ในบางรูปแบบ รวมถึงกรอบการรายงานธุรกรรมมูลค่าสูงเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวเชิงระบบชัดขึ้น ในมุมสาธารณะ ประเด็นทองคำมักถูกมองเป็นเรื่องการลงทุน แต่ในมุมกำกับดูแล ทองคำคือช่องทางที่เงินสามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ยากต่อการตามรอยได้มากขึ้น หากไม่มีระบบรายงานและตรวจสอบที่เข้มพอ

e-Wallet e-Money และมาตรการรู้จักลูกค้าให้เข้มขึ้น

ในยุคที่เงินย้ายจากเงินสดไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ความเสี่ยงก็ย้ายตามไปด้วย แนวทางหนึ่งคือการทำให้ผู้ให้บริการ e-Money และ e-Wallet เชื่อมข้อมูลและจัดระดับการทำธุรกรรมตามระดับการยืนยันตัวตน รวมถึงการทำ profiling เพื่อแยกบัญชีของประชาชนทั่วไปออกจากบัญชีที่เข้าข่ายเสี่ยง เช่น บัญชีม้า หรือบัญชีที่ใช้พักเงินในเครือข่ายอาชญากรรม นี่คือ “งานหลังบ้าน” ที่ไม่ดราม่าเท่าการคุมถอนเงินสด แต่เป็นกลไกที่จะทำให้มาตรการอื่นทำงานได้จริง เพราะหากไม่เห็นตัวตนและพฤติกรรม ระบบก็ไม่สามารถแยกธุรกรรมปกติออกจากธุรกรรมที่ต้องสงสัยได้

เชียงรายในสมการใหม่ เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่ต้องสร้างความมั่นใจด้วยความปลอดภัยทางการเงิน

เชียงรายมีบทบาททับซ้อนกันอยู่สามชั้น ชั้นแรก คือเมืองท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งความเชื่อมั่น ชั้นที่สอง คือเมืองชายแดนที่มีการไหลเวียนของคนและเงิน ชั้นที่สาม คือพื้นที่ที่มักถูกจับตาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในบางช่วงเวลา

เมื่อมาตรการคุมแลกเงินชายแดนระดับ 200,000 บาทต่อคนต่อวันมีผลในเชิงหลักการ เมืองอย่างแม่สาย เชียงแสน หรือจุดกิจกรรมชายแดนย่อมต้องปรับพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพราะ “ถูกกล่าวหา” แต่เพราะพื้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มความเข้มในการป้องกัน

อีกด้านหนึ่ง การพูดถึงการค้ามนุษย์และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายในพื้นที่ชายแดนยังเป็นบริบทที่อยู่คู่กับเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการสื่อสารเกี่ยวกับการประชุมหรือการทำงานร่วมของหน่วยงานพื้นที่ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งสะท้อนว่า “ความมั่นคงมนุษย์” ถูกยกเป็นงานประจำ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ

หากมองแบบไม่ตื่นตระหนก แต่ยึดหลักความจริง เมืองชายแดนจะปลอดภัยและแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อ “เงินสะอาด” ไหลเวียนได้คล่อง และ “เงินเสี่ยง” ถูกบีบให้ติดร่องรอยจนทำงานยากขึ้น

อีกด้านของเรื่องเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจโตช้า มาตรการเฉพาะจุดถูกใช้พยุงระบบ

นอกจากเรื่องทุนเทา รายงานยังกล่าวถึงการแก้โจทย์เศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น

  • การจัดการหนี้เสียรายย่อย โดยมีการพูดถึงการโอนบัญชีหนี้เสียจำนวนมากไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อช่วยจัดโครงสร้าง
  • การพยุงผู้ประกอบการ โดยมีแนวคิดเรื่องเครดิตการันตีหรือสินเชื่อเพื่อให้ SME กลับมาเดินได้ในช่วงที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง

สารสำคัญคือ มาตรการการเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ หากโครงสร้างยังรั่ว และเงินนอกระบบยังทำให้กติกาเศรษฐกิจบิดเบี้ยว

เงินเทาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะต้นทุนสุดท้ายตกที่คนปกติ

คนทำธุรกิจสุจริตอาจต้องเสียเปรียบจากคู่แข่งที่มีเงินต้นทุนต่ำแบบไม่โปร่งใส ประชาชนอาจเผชิญราคาสินค้าและบริการที่สะท้อน “ความเสี่ยง” ของพื้นที่ รัฐอาจสูญรายได้ภาษี และต้องใช้งบมากขึ้นเพื่อไล่แก้ปัญหาปลายเหตุ

เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้นทุนสุดท้ายมักไม่ตกที่เครือข่ายทุนเทาเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจตกที่คนธรรมดาที่ต้องซื้อความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ผ่านค่าธรรมเนียม เวลา เอกสาร และความไม่แน่นอน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • งานสัมมนา Thailand Blooming 2026
  • THE STANDARD รายงานทิศทาง ก.ล.ต. ด้านการป้องกันการฟอกเงินและการเชื่อมโยงข้อมูลกำกับดูแล
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME