Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรีนพาร์คเจียงฮาย เปิดเฟสแรกชูดีไซน์ท้องถิ่น-พลังงานสะอาด หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

เปิดตำนาน “เมล์เขียว” สู่แลนด์มาร์คใหม่ “กรีนพาร์คเจียงฮาย” ปักหมุดคอมมูนิตี้มอลล์รักษ์โลกใจกลางเชียงราย เดิมพันพัฒนาเมือง เศรษฐกิจฐานราก บนสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

เชียงราย, 21 มกราคม 2569 — หากย้อนภาพจำของหัวมุมแยกประสพสุขในความทรงจำของคนเชียงราย หลายคนอาจนึกถึงความคึกคักของผู้โดยสารที่เดินทางเข้า ออกจังหวัด กล่องพัสดุที่ถูกลำเลียงข้ามอำเภอ หรือเสียงเรียกชื่อปลายทางจาก “รถเมล์เขียว” ที่อยู่คู่เมืองมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ในวันนี้ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดรับ ส่งผู้โดยสารและพัสดุ ได้ถูกเขียนบทใหม่ด้วยโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮาย” (Greenpark Community Mall Chiang Rai) คอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ Greenbus แห่งที่ 2 ที่ผู้พัฒนาโครงการประกาศชัดว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก” หากต้องการเป็น ฟันเฟืองการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่พิธีตัดริบบิ้นตามฤดูกาลลงทุน แต่สะท้อน “จังหวะใหม่” ของเศรษฐกิจเมืองชายแดนที่กำลังขยับตัวเร็วขึ้น ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเอกชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นตามแนวโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

จาก “ท่ารถ” สู่ “ศูนย์กลางชีวิต” จุดเปลี่ยนของที่ดินทำเลทองกลางเมือง

ข้อมูลโครงการระบุว่า กรีนพาร์คเจียงฮายตั้งอยู่บนพื้นที่ กว่า 7 ไร่ ใกล้แยกประสพสุข บนถนนพหลโยธิน พร้อมทางเข้า ออกได้หลายเส้นทาง และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเมือง เช่น ถนนคนเดินและหอนาฬิกาเชียงราย โดยผู้พัฒนาโครงการให้เหตุผลสำคัญว่า เมืองเชียงรายขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ที่ดินเดิม “มีศักยภาพเกินกว่าจะเป็นเพียงจุดจอดรถ” จึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและบทบาทต่อเมือง

ในเชิงนโยบายสาธารณะ เมืองจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน พื้นที่โลจิสติกส์/คมนาคมเดิมในใจกลางเมือง จะถูกปรับตัวอย่างไรให้สอดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ โดยไม่ทิ้งรากเดิมของชุมชน โครงการนี้จึงเลือก “เล่าเรื่องเมือง” ผ่านการแปลงพื้นที่เก่าให้เป็นพื้นที่พบปะ ใช้ชีวิต และยังคงวาง จุดรับ–ส่งผู้โดยสาร/พัสดุของ Greenbus ไว้ด้านหน้าโครงการ เพื่อรักษาฟังก์ชันการเดินทางและสร้างระบบนิเวศแบบ “กิน ช้อป เดินทาง” ในจุดเดียว

มูลค่า 350 ล้านบาท กับคำถามที่ใหญ่กว่า “สร้างเสร็จเมื่อไร”

แกนที่ทำให้โครงการถูกจับตามอง คือ มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 350 ล้านบาท พร้อมพื้นที่เช่าราว 3,800 ตารางเมตร และที่จอดรถประมาณ 200 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงบอกขนาดของการลงทุน แต่บอกนัยสำคัญว่าเอกชนกำลัง “วางเดิมพัน” กับกำลังซื้อในเมือง และกำลังซื้อที่ผูกโยงกับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง เศรษฐกิจบริการ

อย่างไรก็ดี ในยุคที่ค้าปลีกแข่งขันสูง การมีพื้นที่เช่าและที่จอดรถไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โครงการจึงพยายามสร้าง “ความต่าง” ผ่าน 3 แกนหลัก

  1. ความสะดวก (Convenience): “จอดปุ๊บ เดินเข้าร้านได้ทันที” เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่
  2. ความเป็นมิตรกับครอบครัวและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly): สร้างประสบการณ์พื้นที่สาธารณะกึ่งเอกชนที่คนอยากพาครอบครัวมาใช้เวลา
  3. ความยั่งยืน (Sustainability as Experience): โครงสร้างพื้นฐานอย่าง Solar Rooftop, จุดชาร์จ EV และการจัดการขยะ ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวตนของโครงการ” ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันประกอบ

สถาปัตยกรรมชนเผ่า วัสดุธรรมชาติ “ท้องถิ่น” ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นคอนเซ็ปต์หลัก

ในคำอธิบายของฝ่ายบริหารโครงการ มีสารสำคัญที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองคือ การใช้ “วัฒนธรรม” เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องมือสื่อสารโครงการ
อาคารถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายบ้านชาวเขาพื้นถิ่นในเชียงราย เน้นทรงจั่ว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และอิฐ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เข้าถึงง่าย และสะท้อนรากของพื้นที่

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในระดับจังหวัด เพราะเชียงรายเป็นเมืองที่มีทุนวัฒนธรรมสูง หาก “ดีไซน์ท้องถิ่น” ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากถ่ายภาพ อยากเดิน อยากใช้เวลา ก็เท่ากับเพิ่มความสามารถในการดึงผู้คนให้อยู่ในเมืองนานขึ้น และเพิ่มโอกาสจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจบริการรอบข้าง

“Green Space” ในเมือง พื้นที่สีเขียวเป็นยุทธศาสตร์คุณภาพชีวิต

โครงการระบุชัดว่าถอดโมเดลจากสาขาเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อน เพื่อให้เป็น “ที่นัดพบ” มากกว่าศูนย์รวมร้านค้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่เริ่มให้คุณค่ากับ “สุขภาวะ” และ “ความน่าอยู่” ในระดับพื้นที่ย่อย (micro-urbanism) ซึ่งมักส่งผลต่อราคาที่ดิน การลงทุนธุรกิจรายย่อย และภาพลักษณ์เมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ตามทิศทางนโยบายระดับประเทศ การที่โครงการยกองค์ประกอบอย่าง Solar Rooftop/EV station ขึ้นมาเป็น “สัญลักษณ์” จึงเท่ากับการวางตำแหน่งให้สอดรับกับกระแสเมืองคาร์บอนต่ำ—แม้ในทางปฏิบัติยังต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลการใช้พลังงานและการจัดการจริงในระยะยาว

ร้านดังระดับประเทศ vs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สมการที่ต้องบาลานซ์

ไฮไลต์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดผู้บริโภคทันที คือรายชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จัก เช่น สุกี้ตี๋น้อย (สาขาแรกในเชียงรายตามข้อมูลโครงการ), KFC ที่เปิด 24 ชั่วโมง, Watsons, MR.D.I.Y. และแบรนด์อาหาร/ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

แต่สิ่งที่โครงการพยายาม “ชู” เพื่อสร้างความชอบธรรมทางสังคม คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยระบุว่ามีร้านค้าเข้าจอง/เช่าพื้นที่แล้ว กว่า 70%
หากตัวเลขนี้สะท้อนความจริงในเชิงสัญญาเช่า ก็หมายความว่า “ท้องถิ่น” จะไม่ได้เป็นแค่ภาพประกอบ แต่เป็นผู้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คำถามเชิงลึกที่ผู้สนใจเศรษฐกิจชุมชนมักตั้งไว้เสมอคือ

  • สัดส่วนผู้เช่าท้องถิ่นเป็นร้านเดิมในเมือง หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ถูกคัดเลือก?
  • ค่าเช่าและเงื่อนไขสัญญาเอื้อต่อ SME จริงหรือไม่?
  • รายได้หมุนเวียน “ไหลออกนอกพื้นที่” ผ่านแบรนด์เชนมากน้อยเพียงใด?

นี่คือสมการที่ทุกคอมมูนิตี้มอลล์ต้องตอบ หากต้องการอธิบายว่า “ช่วยชุมชน” ไม่ใช่แค่ “ดึงคนมาซื้อ”

มุมมองภาคเศรษฐกิจ เชียงรายในฐานะเมืองชายแดน และเกมการค้า การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยน

หากมองเชียงรายผ่านเลนส์เศรษฐกิจภูมิภาค จะเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพากำลังซื้อในจังหวัดอย่างเดียว แต่โยงกับระบบชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คน สินค้า

ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ) ชี้ว่า ภาคเหนือได้ดุลการค้าเฉลี่ยราว 90,000 ล้านบาทต่อปี และ 86% ของมูลค่าการค้าอยู่ในจังหวัดตากและเชียงราย
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนภาคเหนือในภาพรวม เติบโตเฉลี่ยถึง 11% ต่อปีในช่วง 10 ปีล่าสุด
แม้โครงการกรีนพาร์คจะเป็น “ค้าปลีก” แต่ฐานเศรษฐกิจเมืองชายแดนเช่นเชียงรายมักทำให้การลงทุนลักษณะนี้หวังผลได้มากกว่าการขายของ—เพราะหวัง “การรวมคน” ที่มาจากการเดินทาง การขนส่ง และการท่องเที่ยว

ธปท. ยังสะท้อนอีกด้านว่า การค้าชายแดนมีความท้าทายจาก สินค้าราคาถูกจากจีน การลงทุนของผู้ผลิตไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่สงบบริเวณชายแดน และค่าเงินเพื่อนบ้านอ่อนค่า ซึ่งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นเชิงเปรียบเทียบ
นัยของข้อมูลนี้ต่อโครงการคือ การสร้าง “แลนด์มาร์คเมือง” อาจช่วยเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้จริง แต่สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจชายแดนยังผันผวน และจะสะท้อนมาที่กำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้เสมอ

“3 มิติ” ของผลกระทบ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต (และสิ่งที่ต้องวัดผลจริง)

จากคำกล่าวของผู้ร่วมพิธีเปิด (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) ภาคส่วนต่าง ๆ ประเมินทิศทางผลกระทบไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ: งานและรายได้ตรง/ทางอ้อม ตั้งแต่พนักงานหน้าร้านถึงซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (รปภ., แม่บ้าน, ผู้รับเหมาก่อสร้าง)
  2. ท่องเที่ยว: จุดเช็คอินใหม่เชื่อมเมือง (หอนาฬิกา ถนนคนเดิน แกนพหลโยธิน)
  3. คุณภาพชีวิต: พื้นที่พักผ่อนที่เข้าถึงง่าย สำหรับคนทุกวัยและครอบครัว

แต่ในข่าวเชิงลึก ความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นเมื่อ “คำอวยพร” ถูกแปลงเป็น “ตัวชี้วัด” เช่น

  • จำนวนการจ้างงานจริง (Full-time/Part-time) และสัดส่วนคนเชียงราย
  • รายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการท้องถิ่นหลังเปิดเฟสเต็ม
  • ปริมาณผู้ใช้บริการรายวัน/รายสัปดาห์ และสัดส่วนคนท้องถิ่น vs นักท่องเที่ยว
  • ผลกระทบการจราจรและการจัดการพื้นที่จอดรถในชั่วโมงพีก

หากโครงการสามารถรายงานข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะยิ่งยืนยันบทบาท “พัฒนาเมือง” ได้ชัดขึ้น

ความท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ใกล้ศูนย์การค้าใหญ่ ค้าปลีกใหม่กำลังมา

ในบทสนทนา ผู้บริหารโครงการยอมรับการแข่งขันโดยชี้ว่า “กลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน” โครงการเน้นความสะดวกและการเข้าถึงเร็ว ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เป็นการใช้เวลานานและเป็นประสบการณ์แบบปลายทาง
มุมมองนี้มีเหตุผลในเชิง segment แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่ กำลังซื้อรวมของเมือง และ ความสามารถในการทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำ หลังความตื่นเต้นช่วงเปิดใหม่ผ่านไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยอาจกังวลว่า “การรวมคน” ในคอมมูนิตี้มอลล์ จะดึงกำลังซื้อออกจากย่านเดิมหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นกลาง เพราะการพัฒนาเมืองที่ดีควรทำให้ “ย่านเดิมอยู่ได้” ไปพร้อมกับ “ย่านใหม่โตได้”

ไทม์ไลน์ที่กำหนดอนาคต ไตรมาส 3/2569 คือบทพิสูจน์

ตามข้อมูลโครงการ กรีนพาร์คเจียงฮายเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว และตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ช่วงเวลานี้สำคัญ เพราะเป็นจุดที่ “ภาพฝัน” จะถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้ใช้บริการ พื้นที่สีเขียวจะใช้งานได้แค่ไหน อีเวนต์ชุมชนจะเกิดจริงถี่เพียงใด ร้านท้องถิ่นจะยืนระยะได้หรือไม่ และระบบรับ ส่ง Greenbus จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบ ecosystem ได้จริงหรือเป็นแค่จุดจอดที่แยกส่วน

บทใหม่ของเมืองที่เริ่มจากพื้นที่คุ้นเคย

กรีนพาร์คเจียงฮายกำลังพยายามทำสิ่งที่ยากในยุคค้าปลีก ไม่ขายแค่ร้านค้า แต่ขาย “ความหมายของพื้นที่”
การยืนอยู่บนรากเดิมของ “เมล์เขียว” แล้วต่อยอดสู่คอมมูนิตี้มอลล์แนวรักษ์โลก ทำให้โครงการมีเรื่องเล่าและมีทุนทางความรู้สึกร่วมของคนเชียงราย ซึ่งเป็นแต้มต่อที่โครงการใหม่จำนวนมากไม่มี

แต่คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่วันเปิด อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” หลังจากนี้ โครงการจะสามารถสร้างการจ้างงานคุณภาพ ช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตได้จริง และเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนเชียงรายอยากมาใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ได้หรือไม่
หากทำได้ กรีนพาร์คเจียงฮายจะไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์คใหม่ หากเป็น “บทพิสูจน์” ว่าการลงทุนเอกชนสามารถร่วมพัฒนาเมืองชายแดนให้สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนได้จริง

ตัวเลขสำคัญ (จากข้อมูลโครงการ)

  • มูลค่าโครงการรวมที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: กว่า 350 ล้านบาท
  • พื้นที่โครงการ: กว่า 7 ไร่
  • พื้นที่เช่า: ราว 3,800 ตร.ม.
  • ที่จอดรถ: ราว 200 คัน
  • การจอง/เช่าพื้นที่: กว่า 70%
  • แผนเปิดเต็มรูปแบบ: ไตรมาส 3 ปี 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด (เครือ Greenbus)
  • กรีนพาร์คเจียงฮาย (Greenpark Community Mall Chiang Rai)
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME