Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ชวนผจญภัยกับ Monsters’ Journey กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชียงรายยั่งยืน

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 เปิดฤดูหนาวเชียงราย “The Monsters’ Journey – Blooming Inspiration” ผสานวัฒนธรรม 6 ชนเผ่า เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวยั่งยืน

เชียงราย, 3 ธันวาคม 2568 – สายหมอกยามเช้าและลมหนาวปลายปีที่โอบล้อมยอดดอยตุง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดม่านเทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด The Monsters’ Journey “Blooming Inspiration” ชวนผู้คนออกเดินทางผจญภัยไปกับ “ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง” ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า ศิลปวัฒนธรรมบนดอยสูง และกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตชุมชนอย่างลึกซึ้ง

เทศกาลจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00–18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยเปิดให้เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นการเข้าชมพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (ดอยช้างมูบ) ซึ่งมีการจัดเก็บค่าบำรุงสถานที่ตามปกติ

ดอยตุง จากพื้นที่ปลูกฝิ่น สู่ต้นแบบการพัฒนา “คนอยู่กับป่า”

ตลอดกว่า 37 ปีของการดำเนินงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาสูงซึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและไร่เลื่อนลอย ให้กลายเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการพัฒนาคนไปพร้อมกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย อธิบายถึงความหมายทางวัฒนธรรมว่า ดอยตุงไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว หากแต่เป็น “เวทีมีชีวิต” ของชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทลัวะ และจีนยูนนาน ที่ยังคงสืบสานประเพณีและพิธีกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะประเพณีกินข้าวใหม่และประเพณีขอบคุณธรรมชาติหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งสะท้อนความผูกพันระหว่างคน ชุมชน และผืนป่า

“สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายทำงานร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์บนดอยตุง เพื่อรวบรวม ถ่ายทอด และต่อยอดประเพณีเหล่านี้ ไม่ให้เป็นเพียงการจัดแสดงให้ดู แต่ให้คนในชุมชนเป็นผู้เล่าเรื่องของตนเอง” นายพิสันต์กล่าว พร้อมย้ำว่าข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อและภูมิปัญญาของแต่ละเผ่า ยังสามารถเรียนรู้จากคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ตัดขาดจากรากวัฒนธรรม

“พี่โต–หมานหมาน” ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง เมื่อมาสคอตกลายเป็นครูของคนรุ่นใหม่

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลปีนี้ คือการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ “พี่โต” และ “เหล่าหมานหมาน” สี่ผู้พิทักษ์จากเชียงแสน ผ่านความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อทำให้เรื่องราวภูเขา ป่าไม้ และชุมชนชาติพันธุ์ ถูกเล่าในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

พี่โต ได้แรงบันดาลใจจาก “รำนกรำโต” การแสดงของชาวไทใหญ่ กลายเป็นตัวแทนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพบนดอยตุง เปรียบเสมือนเจ้าป่าที่ใจดี คอยดูแลสรรพชีวิตบนภูเขาสูง ขณะที่ “หมานหมาน” ทั้งสี่ตัวทำหน้าที่แบ่งปันบทเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในรูปแบบน่ารักร่วมสมัย ได้แก่

  • นาคา ผู้พิทักษ์ผืนดิน ผืนน้ำ และอากาศ สัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม
  • มาลี ผู้แทนแห่งความหลากหลายและสันติภาพ มองโลกด้วยสายตาแห่งความเท่าเทียม
  • อัคคี พลังแห่งไฟจากครัวเชียงแสน ตัวแทนภูมิปัญญาเรื่องอาหารและวิถีชีวิตชุมชน
  • สะหลีเมือง ผู้พิทักษ์หัวใจเมืองเชียงแสน คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีและพรแห่งความสุข

คาแรกเตอร์เหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงบนป้ายหรือของที่ระลึก แต่กระจายตัวอยู่ทั่วสวนแม่ฟ้าหลวง ผ่านงานจัดสวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า จุดถ่ายภาพ และภารกิจตามหา “ผู้พิทักษ์ป่า” ในกิจกรรม The Monsters’ Journey Quest ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนเรียนรู้เรื่องดอยตุงไปพร้อมกับสนุกกับการท่องเที่ยว

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

  “ผมขอเน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวและบริการเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเชียงรายอย่างแท้จริงครับ เรามีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท และในจำนวนนี้ 65,000 ล้านบาท หรือ 65% มาจากรายได้ภาคการท่องเที่ยวและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

เราได้กำหนดนโยบาย เที่ยวทั้งปี” หรือ “เที่ยว 12 เดือน” ขึ้นมา เพื่อให้การท่องเที่ยวของเชียงรายไม่จำกัดอยู่แค่ช่วงฤดูท่องเที่ยวเท่านั้น โดยเราได้ขับเคลื่อนกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ และ 124 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแสดง ความเป็นอยู่ หรือแม้แต่อาหารท้องถิ่น และในทุกพื้นที่ เรายืนยันว่าได้ดำเนินการดูแลแหล่งท่องเที่ยวให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัดเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เราตระหนักดีถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหา ฝุ่นละออง PM 2.5 ดังนั้น จังหวัดจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการท่องเที่ยวแบบ Responsible/Sustainable Tourism เรามุ่งเน้นการจัดการและลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และให้ความสำคัญกับการจัดการ ขยะมูลฝอย ในทุกแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขอนามัยของพื้นที่

สำหรับกิจกรรมในช่วง High Season นี้ เรามี เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง” เป็นแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งเรามั่นใจว่าเทศกาลนี้ได้ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับ พี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ดอยตุง นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังสวนแม่ฟ้าหลวงและพระตำหนักดอยตุงแล้ว ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมเพิ่มเติมเพื่อสร้าง ‘โปรโมชั่นความสุขทางใจ’ ด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงเชียงราย พวกเขา ไม่ได้มาเที่ยวที่เดียว’ แต่จะกระจายตัวไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ทั่วทั้ง 18 อำเภอ ทำให้เกิด การสร้างรายได้เป็นเครือข่ายชุมชน ที่กว้างขวาง ทั้งธุรกิจที่พัก โฮมสเตย์ และโรงแรมต่างก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาสัมผัส สิ่งมหัศจรรย์ ของเชียงรายในช่วง High Season นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา ภูผาที่สวยสง่าอุดมสมบูรณ์ หรือลำธารแม่น้ำ ตลอดจนอารยธรรมศิลปะ เพราะเราคือเมืองแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ผมรับรองว่าท่านมาเชียงรายแล้วจะประทับใจและมีความสุขกลับไปอย่างแน่นอนครับ”

เทศกาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงราย เมื่อการท่องเที่ยวคือ 65% ของจีพีพี

ในมิติเศรษฐกิจ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการราว 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของเศรษฐกิจทั้งหมด

“เมื่อเราพูดถึงการสร้างรายได้ให้คนเชียงราย เราต้องมองการท่องเที่ยวเป็นฐานหลัก เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงไม่เพียงดึงคนขึ้นมาเที่ยวบนดอยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่เครือข่ายชุมชน บ้านพัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในทั้ง 18 อำเภอ 124 อปท. อย่างต่อเนื่อง” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าว

เขาย้ำด้วยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการดูแลปัญหา PM2.5 และการจัดการขยะในทุกแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้ภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ” เดินหน้าควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

ธุรกิจเพื่อสังคมบนดอยสูง รายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน

ด้านนายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นส่วนสำคัญของภารกิจ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้คนในพื้นที่

ภายในงาน ร้านค้าชุมชนกว่า 35 ร้าน ที่กาดชนเผ่าและกาดดอยตุง นำเสนออาหารท้องถิ่นและฟิวชัน เช่น พิซซ่าหน้าหมูดำดอยตุง เมนูจากหมูดำที่เกิดจากโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบนดอย, ร้าน “ใฝ่ดีคาเฟ่” ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนฝึกฝนทักษะบาริสต้า และร้านผักผลไม้ท้องถิ่นที่จำหน่ายบัวหิมะ สับปะรดภูแล งาขี้ม้อน รากชู ฯลฯ ในราคายุติธรรม

ขณะที่ “ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์” และ “บ้านหัตถกรรมชนเผ่า” เป็นพื้นที่ให้กลุ่มช่างฝีมือ 6 ชนเผ่าจำหน่ายผ้าทอมือ งานปัก เครื่องประดับ และงานคราฟต์ร่วมสมัย ด้วยแนวคิดต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ที่คนเมืองใช้ได้จริง เช่น กระเป๋าผ้าจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล (Upcycling) และผ้าทอที่ผสมผสานลายดั้งเดิมกับการออกแบบยุคใหม่

“ทุกชิ้นงานที่ขายในเทศกาลนี้มีคนทำอยู่เบื้องหลัง และคนส่วนใหญ่มาจากชุมชนบนดอยตุง รายได้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังส่งลูกหลานไปเรียนต่อ มีโอกาสกลับมาพัฒนาบ้านเกิดต่อไปในอนาคต นี่คือหัวใจของธุรกิจเพื่อสังคมที่มูลนิธิฯ ยึดถือ” นายประเสริฐกล่าว

Carbon Neutral Event เทศกาลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์”

จุดเด่นอีกประการของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง คือการเป็น “Carbon Neutral Event” หรืองานที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้จากวัสดุธรรมชาติ ลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงมีระบบจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ร่วมมือกับกลุ่ม “Eco Crew” ที่ให้บริการภาชนะยืม–คืนภายในงาน เพื่อลดปริมาณขยะจากแพ็กเกจจิงอาหารและเครื่องดื่ม

ด้านการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม ภายในงานมีนิทรรศการ “Nature Snap” แสดงภาพถ่ายธรรมชาติจากชาวดอยตุงกว่า 30 ภาพ และบูธสิ่งแวดล้อมที่มีเครือข่ายเยาวชน Young Guardian เป็นผู้บรรยายข้อมูล เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของดอยตุงจากพื้นที่เสื่อมโทรมสู่ผืนป่าต้นน้ำ และตระหนักว่าการท่องเที่ยวในวันนี้สัมพันธ์กับอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า

“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำหลักการของ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ดอยตุงมาโดยตลอดครับ ซึ่งเรามุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในสามมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสำหรับ เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปลายปี แต่เป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและการสร้างงานสร้างอาชีพที่สำคัญให้กับคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เราสนับสนุนการสร้างรายได้ผ่านสองช่องทางหลักครับ คือการส่งเสริม ร้านค้าของชุมชน ซึ่งสินค้าของพวกเขาพัฒนามาจากภารกิจด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิฯ และอีกส่วนหนึ่งคือการจ้างงานคนในชุมชนให้มาผลิตสินค้าภายใต้ แบรนด์ดอยตุง (Doi Tung Lifestyle) แล้วนำมาจำหน่ายในร้านของเราเอง สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงให้คนในชุมชนมีรายได้ มีความมั่นคงในอาชีพและครอบครัว สามารถส่งบุตรหลานเรียนต่อ มีความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเราที่ต้องการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งคนและชุมชน

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่เราทำมานานกว่า 30 ปี จนดอยตุงเกิดความยั่งยืน มีป่าต้นน้ำ มีพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างกาแฟและแมคคาเดเมีย เราได้นำ องค์ความรู้ด้านศิลปะและการออกแบบ เข้ามาช่วยสื่อสารภารกิจนี้ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง พี่โต” และ “น้องหม่านหม่าน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ผู้พิทักษ์ป่า” รุ่นใหม่ ตัวละครเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกิมมิกในงาน เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลป่าและสิ่งแวดล้อม การใช้ศิลปะและการออกแบบนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับทั้งความสุข ความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการได้รับความรู้และเกิดจินตนาการด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เรายังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบสานงานในอนาคต โดยมีแผนงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การ ส่งเสริมการศึกษาพื้นฐาน ให้กับชุมชน การจัดค่ายเด็กใฝ่ดีที่หน่วยงาน KLC (Knowledge Center) เพื่อให้นักเรียนเข้ามาศึกษาและค้นพบความถนัดของตนเอง รวมถึงการมอบ ทุนการศึกษา ให้กับเด็กที่เติบโตในพื้นที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อพวกเขาสำเร็จการศึกษา หากมีความตั้งใจ เราก็เปิดโอกาสให้กลับมาทำงานร่วมกันที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงหรือโครงการพัฒนาโดยตุงได้เลยครับ

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 เรามุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวทุกวัยได้ขึ้นมาสัมผัสความสุข สนุกสนาน และได้รับความรู้ องค์ความรู้ที่จะสามารถนำกลับไปเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวได้ครับ”

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

“ในฐานะสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เราได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและสานสัมพันธ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์บนดอยตุงร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครับ สิ่งที่เราเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งคือการเชิดชูวัฒนธรรมรากฐาน ซึ่งในปีนี้เราได้นำประเพณีเก่าแก่อย่าง กินข้าวใหม่” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง

ประเพณีนี้เป็นประเพณีการเก็บเกี่ยวผลผลิตของพี่น้องชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บนดอยตุง ไม่ว่าจะเป็นชาว อาข่า, ลาหู่, หรือไทใหญ่ ซึ่งมีความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งมากครับ คือการแสดงความกตัญญูต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษ และธรรมชาติ ที่ได้มอบความอุดมสมบูรณ์และทำให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อย่างบริบูรณ์ สำนักงานวัฒนธรรมของเราเองก็จะเข้ามาประสานงานกับเครือข่ายชาติพันธุ์เหล่านี้ เพื่อเก็บรวบรวมและรักษาประเพณีดั้งเดิมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่

นอกจากประเพณีดั้งเดิมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากคือการผนวกภูมิปัญญาชาติพันธุ์เข้ากับศิลปะสมัยใหม่ โดยได้มีการออกแบบ สวนดอกไม้ ในเทศกาล โดยใช้แรงบันดาลใจจาก ลวดลายผ้าปัก ของชาติพันธุ์ในพื้นที่ นี่คือการสื่อสารข้ามมิติที่สวยงามครับ เป็นการผสานระหว่างธรรมชาติของสวนดอกไม้ เข้ากับภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ที่ถ่ายทอดผ่านลวดลายผ้าปัก

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลในเชิงของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้เข้าชมงานไม่เพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงาม แต่ยังสามารถเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแต่ละชาติพันธุ์ได้ด้วย โดยสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามจาก พี่น้องชาติพันธุ์ ที่อยู่ภายในงานโดยตรง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนเองได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

ผมจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ให้มาเที่ยวชมสวนอันงดงามในช่วงฤดูหนาวนี้ครับ มา สัมผัสบรรยากาศหนาว ๆ, ชมดอกไม้สวย ๆ, และสัมผัสสีสันแห่งชาติพันธุ์ บนดอยตุง ซึ่งเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่เข้ากับรูปแบบการนำเสนอสมัยใหม่ที่ดึงดูดใจครับ”

The Monsters’ Journey Quest เมื่อภารกิจล่ารางวัลเชื่อมโลกออฟไลน์–ออนไลน์

สำหรับผู้ที่ต้องการผจญภัยไปกับผู้พิทักษ์ดอยตุงแบบเต็มรูปแบบ เทศกาลปีนี้มีภารกิจ “The Monsters’ Journey Quest” ให้ร่วมสนุก เริ่มจากการซื้อบัตร Happy Journey Ticket หรือบัตรชมสวนและพระตำหนัก จากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมจะถ่ายรูปเช็กอินที่จุด “ปล่อยพลังมอนส์เตอร์” และจุดตัวละครทั้ง 5 ได้แก่ นาคา มาลี อัคคี สะหลีเมือง และพี่โต ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า

เมื่อเก็บครบ 6 จุด ผู้ร่วมกิจกรรมต้องโพสต์ภาพลง Facebook หรือ Instagram ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมแฮชแท็ก #สีสันแห่งดอยตุงครั้งที่12 และ #TheMonstersJourney เพื่อชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–เชียงราย พร้อมที่พัก Doi Tung Lodge รวมถึงของที่ระลึกพิเศษอีกหลายรายการ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์สนุกบนดอยตุง แต่ยังเปลี่ยนผู้เข้าร่วมให้กลายเป็น “สื่อกลาง” ในการประชาสัมพันธ์งานและเชียงรายสู่โลกออนไลน์ ช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน

มุมชิล มุมอร่อย มุมสนุก สีสันที่มากกว่าดอกไม้

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงขึ้นชื่อเรื่องสวนดอกไม้เมืองหนาวที่จัดเต็มทุกปี โดยเฉพาะโซน “สวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า” บริเวณลานประติมากรรมความต่อเนื่อง ที่นำแรงบันดาลใจจากลายผ้าปักดั้งเดิม มาถ่ายทอดบนทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสภูมิปัญญาชาติพันธุ์ผ่านงานจัดสวนร่วมสมัย

นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะจิบกาแฟดริปร้อน ๆ ณ คาเฟ่ดอยตุง Slowbar บนระเบียงไม้กลางสวนแม่ฟ้าหลวง ชิมเมนูพิเศษประจำฤดูกาล เช่น Choco Strawberry Slushy และไอศกรีม Soft Serve รสวานิลลาดอยตุงและชาเขียว รวมทั้งเมนูอาหารจาก “ครัวตำหนัก” ที่ใช้วัตถุดิบจากโครงการ เช่น ลาซานญ่าไส้อั่ว ชุด “ม่วนอ๋ก ม่วนใจ๋” และสเต๊กอกไก่ซอสสะเบี๊ยะ

สำหรับสายครอบครัว มีโซน Craft Workshop ภายใต้ “ซุ้มเพลิดเพลิน” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่ได้ลงมือทำงานคราฟต์จากวัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ โดยทีมงานมูลนิธิฯ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ขณะที่โซน “ชนเผ่าสตูดิโอ” เปิดบริการถ่ายภาพในชุดประจำเผ่าทั้ง 6 ให้เก็บเป็นความทรงจำพิเศษ

รายชื่อเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา 1. คุณศุภวงศ์ เกื้อสังข์ ผู้จัดการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคเหนือ หรือ TCEB 2. คุณยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย 3. คุณประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการ ธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 4. คุณรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 5. คุณนคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมไร่แม่ฟ้าหลวง 6. พันเอกประณต ศิริพันธ์ เสนาธิการ ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 37 7. คุณปวิณ ชํานิประศาสน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

เชื่อมโยง 18 อำเภอ ดอยตุงในฐานะ “ประตูสู่เชียงรายทั้งจังหวัด”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมองว่า ดอยตุงถือเป็น “สัญลักษณ์” ของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากที่สุด เมื่อใครมาถึงเชียงรายแล้วมักไม่พลาดแวะที่พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง ซึ่งการจัดเทศกาลสีสันแห่งดอยตุงในช่วงไฮซีซัน เดือนธันวาคม–มกราคม ยิ่งทำให้พื้นที่บนดอยตุงกลายเป็น “จุดตั้งต้นการเดินทาง” ไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นทั่วจังหวัด

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักค้างคืนในเชียงราย และต่อเส้นทางไปยังดอยแม่สลอง วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนในอำเภออื่น ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับอานิสงส์ร่วมกัน

การจัดงานในลักษณะนี้จึงไม่ได้สร้างความคึกคักเฉพาะบนดอยตุง หากแต่เป็นกลไก “กระจายรายได้” ระหว่างเมืองกับภูเขา เมืองใหญ่กับชุมชนชาติพันธุ์ และคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเดียวกัน

ข้อมูลการเข้าชมและแพ็กเกจบัตร

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 12 มีแพ็กเกจ “Happy Journey Package” มูลค่า 734 บาท จำหน่ายในราคาเพียง 399 บาท ซึ่งรวมบัตรเข้าชมสถานที่ ของที่ระลึก และกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ ขณะที่ค่าบำรุงสถานที่หากเข้าชมแยกจุดคิดจุดละ 90 บาท

มีส่วนลด 50% สำหรับผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) คนพิการ และนักบวชทุกศาสนา เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร เข้าชมฟรี นอกจากนี้ยังมีบริการรถกอล์ฟ รถรับ–ส่งภายในพื้นที่ จุดปฐมพยาบาล และบริการรถเข็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์บนดอยตุงได้อย่างเท่าเทียม

เทศกาลที่สะท้อน “ความยั่งยืนที่จับต้องได้”

เมื่อมองภาพรวม เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ไม่ได้เป็นเพียงงานชมดอกไม้ฤดูหนาว หากแต่เป็นพื้นที่แสดงให้เห็นว่า “การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” สามารถแปลงเป็นกิจกรรมจริงที่จับต้องได้ ตั้งแต่การใช้คาแรกเตอร์การ์ตูนสื่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการออกแบบระบบจัดการขยะ การลดการใช้พลาสติก การสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านธุรกิจเพื่อสังคม และการขยายผลทางเศรษฐกิจสู่ทั้งจังหวัดเชียงราย

ในขณะเดียวกัน เทศกาลยังทำหน้าที่เป็นเวทีให้เสียงของชุมชนชาติพันธุ์ ธุรกิจท้องถิ่น ภาครัฐ และภาคเอกชนได้มาบรรจบกันบนภูเขาเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายร่วมคือ “การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับป่า”

ฤดูหนาวปีนี้ สำหรับผู้ที่มองหาทั้งความสวยงามของธรรมชาติ เรื่องเล่าทางวัฒนธรรม และตัวอย่างจริงของการท่องเที่ยวยั่งยืน เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 – The Monsters’ Journey Blooming Inspiration” อาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้อะไรมากกว่ารูปถ่ายสวย ๆ แต่คือแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวิถีชีวิตของเราในเมืองใหญ่เช่นกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย / อังคณา ลาภา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

การบินไทย-ดอยตุงเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ยกระดับโมเดลธุรกิจยั่งยืน

การบินไทย–ดอยตุง จับมือเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ที่ Puff & Pie ยกระดับ “From Farm to Cup” สู่โมเดลธุรกิจยั่งยืน เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงรายกับเครือข่ายการบินระดับชาติ

กรุงเทพฯ, 16 กันยายน 2568 — เมื่อ “แก้วกาแฟ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มยามเช้า แต่กลายเป็น “ภารกิจร่วม” ของรัฐวิสาหกิจการบินแห่งชาติและโครงการพัฒนาชุมชนบนดอยในภาคเหนือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างวัดได้และตรวจสอบได้ ความร่วมมือระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กับ โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” สำหรับจำหน่ายในร้าน Puff & Pie จึงเป็นมากกว่าเมนูใหม่—แต่คือการประกาศทิศทาง ESG ในเชิงปฏิบัติการขององค์กรกับชุมชนต้นน้ำ

ภายใต้แนวคิด “From Farm to Cup – ดื่มด่ำกาแฟจากผืนป่าสู่มือคุณ” ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการทำงานเดิมที่เข้มแข็ง—การบินไทยเป็นผู้สั่งซื้อเมล็ดกาแฟรายหลักของดอยตุงราว 25% ของกำลังผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปเสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสารรวม กว่า 20 ล้านคน ทั้งชั้นประหยัด ธุรกิจ และเฟิร์สคลาส ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie ทั่วประเทศ

เล่าเรื่องจากต้นน้ำ กาแฟอาราบิก้าจากเชียงราย สู่มาตรฐาน “เป็นกลางทางคาร์บอน”

จุดขายที่เป็น “สาระ” ของความร่วมมืออยู่ที่คำว่า Carbon Neutral Coffee ซึ่งหมายถึงกาแฟที่ผ่านการคำนวณ คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบถ้วนทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ปลูก–เก็บเกี่ยว–แปรรูป–ขนส่ง–ชงเสิร์ฟ และมีการ “ชดเชย” ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินเพื่อให้สุทธิเป็นศูนย์ ด้านหนึ่ง นี่คือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ อีกด้านหนึ่ง ก็คือ “การตลาดเชิงคุณค่า” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับที่มาและผลกระทบของสินค้า

เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากดอยตุง—ปลูกบนที่สูงของเชียงราย—ถูกคัดสรรและแปรรูปในระบบที่มุ่ง “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ฟาร์มถึงถุงบรรจุ โครงการดอยตุงระบุว่ามีการจัดการของเสียจากการผลิต เพื่อลดให้เหลือศูนย์หรือใกล้ศูนย์ และส่งมอบเมล็ดกาแฟที่ผ่านการรับรองด้าน CFP ให้กับการบินไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิถีของดอยตุงที่เน้น การพัฒนาคน–ป่า–เศรษฐกิจท้องถิ่น ให้เติบโตเคียงกัน

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย กล่าวว่า “กาแฟซิกเนเจอร์และเบเกอรี่เมนูพิเศษ ไม่ใช่แค่เมนูใหม่ แต่คือ สัญลักษณ์ความร่วมมือ ที่สร้างทั้งรสชาติและคุณค่าต่อสังคม–สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน” ขณะที่
คุณวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน เสริมว่า Puff & Pie จะเดินหน้าลดผลกระทบผ่านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกและการลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastic) ตั้งเป้า ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 100% ภายในปลายปีหน้า จากปัจจุบันที่ทำได้แล้วกว่า 50%

เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงราย สู่หน้าร้านทั่วประเทศ “ถ้วยกาแฟ” ที่กระจายรายได้

น้ำหนักทางเศรษฐกิจ ของความร่วมมือครั้งนี้มีหลายชั้น

  1. ด้านอุปสงค์ที่แน่นอน (Demand Certainty) — การบินไทยสั่งซื้อเมล็ดจากดอยตุงในสัดส่วน ประมาณ 1 ใน 4 ของกำลังผลิตทั้งหมด ช่วยสร้างความแน่นอนในการวางแผนเพาะปลูกและบริหารสต็อกของเกษตรกรต้นน้ำในเชียงราย ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวนของสินค้าเกษตร
  2. การขยายช่องทางจำหน่าย — จากที่เดิมเสิร์ฟบนเครื่องบิน สู่เครือข่าย Puff & Pie กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ จับคู่กับฐานสมาชิกลูกค้า กว่า 2,000 ราย (และมีแผนเพิ่มเฉลี่ย ปีละ 1,000 ราย ตามที่ผู้บริหารตั้งเป้า) ทำให้ผลของ “กาแฟหนึ่งแก้ว” แผ่กว้างไปสู่ความต้องการที่ต่อเนื่องและหลากหลายพื้นที่
  3. Local Sourcing Beyond Coffee — แผนงานไม่ได้หยุดที่กาแฟ แต่จะ เพิ่มวัตถุดิบท้องถิ่น อื่นๆ เช่น น้ำผึ้ง–แมคคาเดเมีย จากเครือข่ายดอยตุง เข้าสู่วิถีการผลิตเบเกอรี่ของ Puff & Pie กระจายรายได้ไปยังเกษตรกรและผู้แปรรูปอย่างเป็นรูปธรรม
  4. ภาพลักษณ์–ความเชื่อมั่น (Brand Equity) — สำหรับการบินไทย Puff & Pie กลายเป็น Touchpoint สำคัญที่ถ่ายทอด “ตัวตน ESG” ขององค์กรสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน (ไม่เฉพาะบนเครื่อง) ส่วนดอยตุงได้เสริม คุณค่าตราสินค้าชุมชน ให้เข้าถึงตลาดกระแสหลักในเมืองใหญ่

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว เชียงราย—ฐานปลูกและแหล่งกำเนิดกาแฟ—คือ ศูนย์กลางต้นน้ำ ที่ได้รับ “ดีมานด์ยั่งยืน” จากเครือข่ายการบินระดับชาติ นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการจับมือกันระหว่าง องค์กรใหญ่–ชุมชน ที่ทำให้ Soft Power เชิงสินค้า (กาแฟ–เบเกอรี่) เชื่อมเข้ากับ Hard Power ของระบบโลจิสติกส์ (ครัวการบิน–เครือข่ายสาขา) ได้อย่างลงตัว

ยั่งยืนให้ “ครบวงจร” จากบรรจุภัณฑ์ สู่เชื้อเพลิงการบิน SAF

แผนงานด้านความยั่งยืนของ Puff & Pie ไม่ได้มีแค่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำของกาแฟ แต่ยังครอบคลุม ขั้นตอนหลังการบริโภค ด้วย เช่น

  • บรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก มากกว่า 50% และตั้งธง 100% ภายในปลายปีหน้า พร้อมลดการใช้ Single-use plastic อย่างต่อเนื่อง
  • วงจรพลังงาน มีแนวปฏิบัติ รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว จากครัว Puff & Pie ส่งต่อให้ ปตท. และ บางจาก เพื่อนำไปเป็น วัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งถือเป็น “ห่วงโซ่วงจรกลับ (circular loop)” ที่เชื่อม ธุรกิจอาหาร เข้ากับ อุตสาหกรรมการบิน—ทำให้แนวทาง ESG ของการบินไทยขยายผลจากครัว–ร้าน ไปจนถึง สะพานเทียบเครื่องบิน ได้จริง

การบูรณาการดังกล่าวชี้ชัดว่า คาร์บอนนิวทรัล” สำหรับการบินไทย ไม่ใช่เพียง ฉลาก บนสินค้า แต่คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่พยายามเชื่อมทุกจุดสัมผัสขององค์กรเข้าด้วยกัน—ตั้งแต่ผู้ปลูกกาแฟบนเขาเชียงรายถึงผู้โดยสารในห้องโดยสาร ไปจนถึง “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” ของอุตสาหกรรมการบิน

สร้าง “ประสบการณ์–เรื่องเล่า” บนชั้นวาง 5 เมนูซิกเนเจอร์และคอลเลคชั่นขนมไทยร่วมสมัย

ความร่วมมือยังแปลงร่างเป็น ผลิตภัณฑ์ที่เล่าเรื่อง ได้แก่ Signature Menu 5 เมนู ที่จะทยอยเปิดตัวตั้งแต่ ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เปิดหัวด้วย “Coco Coff on Cloud”—เอสเปรสโซเข้มข้นผสานครีมมะพร้าวและฟองนมอัญชันสีฟ้า—และต่อยอดด้วยเครื่องดื่มกาแฟซิกเนเจอร์อื่นๆ ที่เน้นโพรไฟล์ นัตตี้–ช็อกโกแลต ของเมล็ดอาราบิก้าดอยตุง

ด้าน เบเกอรี่ Puff & Pie เปิดตัวคอลเลคชั่น “Siam’s Treasures” นำแรงบันดาลใจจากขนมไทยดั้งเดิมมาสร้างสรรค์ในภาษาขนมตะวันตก เช่น

  • Siam Honey Crown — ทาร์ตแมคคาเดเมียคาราเมลน้ำผึ้ง
  • Midnight Mocha Jewel — เค้กมอคค่าเข้มข้นเคลือบดาร์กช็อกโกแลต
  • Siam’s Molten Heart — คุกกี้บราวนี่ไส้ช็อกโกแลตกรานาช

นี่ไม่ใช่เพียง “ผลิตภัณฑ์” แต่คือ แพลตฟอร์มเล่าเรื่อง ของกาแฟเชียงราย–ของดีดอยตุง–และวัฒนธรรมขนมไทย ที่ถูกสื่อสารผ่านร้านกาแฟเบเกอรี่ในเมืองใหญ่ให้ผู้บริโภคได้ สัมผัส–ลิ้มลอง–จดจำ แล้วพากลับไปเป็น “คำบอกเล่า” ต่อ

ทำไมโมเดล “คาร์บอนนิวทรัล–ชุมชน–เครือข่ายการบิน” จึงน่าจับตา

  1. ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของตลาด — ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล–เจเนอเรชัน Z ให้ค่ากับที่มาและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสินค้า การมี ฉลาก/คำรับรอง CFP–Carbon Neutral ที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเร่งการตัดสินใจ ที่มีน้ำหนักเกินรสชาติ
  2. สร้างความมั่นคงรายได้ให้ต้นน้ำ — คำสั่งซื้อ “ประจำ–ปริมาณสม่ำเสมอ” จากองค์กรขนาดใหญ่ ช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงวางแผนเพาะปลูก–ลงทุนคุณภาพ–พัฒนากระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดีกว่าดีมานด์ฉาบฉวยตามแฟชั่นตลาด
  3. การหนุนเสริมเชิงระบบ — การรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วไปสู่ SAF เป็นตัวอย่างของการขยายผล ESG ข้ามธุรกิจ (Food → Aviation Fuel) ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว
  4. การสื่อสารเชิงหลักฐาน (Evidence-based Communication) — การสื่อสารว่า “คาร์บอนนิวทรัล” บนฐานข้อมูล CFP ที่มีการตรวจวัด–ชดเชยชัดเจน คือเครื่องมือสร้าง ความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภคและผู้ลงทุน มากกว่าการอ้างทั่วไป

ท้ายที่สุด โมเดลนี้ชี้ให้เห็นว่าการยกระดับ “หนึ่งแก้วกาแฟ” ให้เป็น นโยบายสาธารณะด้านความยั่งยืน ต้องมี สามขา เดินร่วมกัน—ขาเศรษฐกิจ (โซ่อุปทาน–หน้าร้าน–การเงิน), ขาสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), และ ขาสังคม (เกษตรกร–วัฒนธรรมอาหาร–การจ้างงาน) เมื่อสามขานี้ยึดโยงกัน กลไก ESG จึง ขับเคลื่อนจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง

มองไปข้างหน้า จากรายงาน One Report สู่การ “วัดผล–ขยายผล”

การบินไทยระบุว่าจะบันทึกผลสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้ไว้ใน รายงาน One Report ขององค์กร—นัยหนึ่ง คือการใส่ ตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดการติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ว่าจำนวนแก้วที่จำหน่าย, ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง, หรือปริมาณน้ำมันพืชใช้แล้วที่คืนสู่ระบบผลิต SAF—นี่คือ “หลักฐานความคืบหน้า” ที่จะทำให้ ESG ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็น สมุดคะแนนที่ตรวจได้

ในเชิงนโยบายสาธารณะ หากโมเดลนี้เดินหน้าสม่ำเสมอ เชียงรายจะเป็น กรณีแม่แบบ ของการใช้พลังของแบรนด์ชาติ–เครือข่ายการบิน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนบนที่สูง พร้อมยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าเกษตรไทยไปพร้อมกัน

 Key Facts

  • พันธมิตร การบินไทย (ฝ่ายครัวการบิน/THAI Catering) × โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
  • สินค้า Carbon Neutral Coffee (อาราบิก้า 100% จากดอยตุง) สำหรับร้าน Puff & Pie
  • มาตรฐาน คำนวณ–รับรอง คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบวงจร และชดเชยให้ เป็นกลางทางคาร์บอน
  • ความต่อเนื่องเดิม การบินไทยเป็นผู้สั่งเมล็ดกาแฟรายหลักจากดอยตุง ~25% ของกำลังผลิต เสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสาร >20 ล้านคน
  • การยั่งยืนเพิ่มเติม บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก >50% ตั้งเป้า 100% ภายในปลายปีหน้า; ลด Single-use plastic; รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่งต่อ ปตท.–บางจาก เพื่อผลิต SAF
  • เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie >40 สาขา; ฐานสมาชิก >2,000 ราย ตั้งเป้าเพิ่ม +1,000 ราย/ปี
  • นวัตกรรมเมนู Signature 5 เมนู เริ่มตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569; คอลเลคชั่นเบเกอรี่ Siam’s Treasures

ความร่วมมือ การบินไทย–ดอยตุง ที่ปล่อยของผ่าน Carbon Neutral Coffee คือ “บทพิสูจน์ ESG เวอร์ชันใช้งานจริง” ซึ่งวัดผลได้ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), เศรษฐกิจ (ดีมานด์แน่นอน–ขยายช่องทาง–Local Sourcing) และสังคม (รายได้ชุมชนเชียงราย–การเล่าเรื่องวัฒนธรรมอาหาร) เมื่อเชื่อมเครือข่ายครัวการบินและหน้าร้าน Puff & Pie กับเกษตรกรดอยตุงอย่างเป็นระบบ “แก้วกาแฟหนึ่งแก้ว” จึงกลายเป็น เครื่องมือพัฒนา ที่เดินได้จริง—ตั้งแต่ ผืนป่าดอย ถึง ประตูขึ้นเครื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
  • โครงการพัฒนาดอยตุง, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายน้อมรำลึก “แม่ฟ้าหลวง” จัดพิธีทานหา สืบสานพระราชปณิธานยั่งยืน

ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวงศูนย์รวมดวงใจแห่งการรำลึกและสืบสานพระราชปณิธาน

เชียงราย, 18 กรกฎาคม 2568 – เชียงรายน้อมรำลึก “แม่ฟ้าหลวง” จัดพิธีทานหา แสดงความกตัญญูในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ บรรยากาศที่อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยความสงบและความศรัทธา เมื่อคณะผู้บริหารจังหวัดเชียงราย นำโดย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย, ข้าราชการ, ทหาร, ตำรวจ, นายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ผู้นำชุมชน, และประชาชนหลากหลายชาติพันธุ์ มาร่วมพิธี “ทานหาแม่ฟ้าหลวง” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “แม่ฟ้าหลวง” ของชาวไทยภูเขา

พระราชกรณียกิจจากวิสัยทัศน์สู่ต้นแบบการพัฒนาโลก

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงราย ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของปัญหายาเสพติด ความยากจน และการทำลายป่า

ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเห็นว่าการ “ให้โอกาส” สำคัญกว่าการลงโทษ พระราชดำรัส “คนดีไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่เขาไม่มีโอกาส ไม่มีทางเลือก” กลายเป็นปรัชญาสำคัญของโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มุ่งเน้นการให้ทางเลือกอาชีพและความมั่นคงในชีวิตแก่ชาวบ้าน โดยเชื่อว่าหากมีอาชีพและสุขภาพที่ดี ก็จะหลุดพ้นจากวงจรความยากจนและความไม่รู้

จุดเปลี่ยนแห่งดอยตุงจาก “สามเหลี่ยมทองคำ” สู่ต้นแบบความยั่งยืน

เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ ถึงดอยตุงในปี 2530 พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอย่างหนัก ชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์กว่า 29 หมู่บ้านขาดโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม พระองค์ทรงมีพระราชดำริ “ตกลงจะมาสร้างบ้านที่นี่ แต่ถ้าไม่มีโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ฉันก็จะไม่มา” สะท้อนพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งนี้ให้เป็น “บ้าน” ที่มีทั้งป่าและผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาดอยตุงแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ:

  • ระยะ “อยู่รอด” สนองความต้องการพื้นฐาน
  • ระยะ “พอเพียง” ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและยกระดับอาชีพ
  • ระยะ “ยั่งยืน” มุ่งสร้างชุมชนที่บริหารจัดการตนเองได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 30 ปีคือป่าไม้ดอยตุงขยายจาก 28% เป็น 77% (หรือ 87% ในบางช่วงเวลา) พื้นที่ที่เคยปลูกฝิ่นกลายเป็นพื้นที่เกษตร วิสาหกิจชุมชน และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 18 เท่า เร็วกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 3 เท่า จนยูเอ็นและ UNODC ยอมรับให้ “ดอยตุงโมเดล” เป็นแบบอย่างของโลกในการแก้ปัญหายาเสพติดและพัฒนาชนบทแบบครบวงจร

สะท้อนรากเหง้าความกตัญญูและพลังศรัทธาชุมชน

พิธีทานหาในวันนี้ถือเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกร โดยเฉพาะชาวไทยภูเขา ซึ่งต่างยกย่องพระองค์ว่า “แม่ฟ้าหลวง” หรือ “แม่ของแผ่นดิน” ไม่เพียงเพราะพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ เช่น การจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) เพื่อดูแลผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบุกเบิกโครงการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด (บ้านผาหมี) การพัฒนาอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างสาธารณูปโภค และก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของภาคเหนือ

ในพิธีทานหา บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพและความกตัญญูยิ่งยวด เมื่อคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา และอาจารย์นคร พงษ์น้อย ได้นำถวายเครื่องราชสักการะ ณ พระราชานุสาวรีย์ ท่ามกลางการร่วมแรงร่วมใจของข้าราชการ ผู้นำชุมชน และเยาวชนรุ่นใหม่ แสดงให้เห็นว่าสายใยแห่งความผูกพันระหว่าง “แม่ฟ้าหลวง” กับประชาชนยังคงเหนียวแน่น ไม่เสื่อมคลาย

พระราชมรดกที่ยังคงขับเคลื่อนสังคมและชุมชน

นอกเหนือจากโครงการพัฒนาดอยตุง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังมีพระราชกรณียกิจมากมายในเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี หรือแม้แต่การริเริ่มโครงการต้นแบบด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมล้านนา (อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง) และผลักดันผลิตภัณฑ์ “ดอยตุง” สู่ตลาดโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังคงดำเนินการสืบสานพระราชปณิธาน ส่งเสริมโมเดล “ธุรกิจที่ทำให้โลกดีขึ้น” ขยายผลสู่การพัฒนาชุมชนในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้หลักการ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” และ “ชุมชนต้องช่วยเหลือตัวเองได้”

พระราชมรดกเพื่ออนาคตและแรงบันดาลใจสำหรับการพัฒนา

ปรัชญา “ช่วยชาวบ้านให้ช่วยตัวเอง” ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงวางรากฐานไว้ กลายเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูป่าไม้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างองค์รวม หรือการสร้างโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจ “ดอยตุงโมเดล” ไม่ได้หยุดอยู่แค่เชียงราย แต่ขยายผลไปยังประเทศเพื่อนบ้านและกลายเป็นกรณีศึกษาของโลกในเวทีสหประชาชาติ

พระราชกรณียกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ “การปลูกป่า ปลูกคน” ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน ตอกย้ำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยการให้โอกาส มองเห็นคุณค่าและศักยภาพในตัวคน เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

พิธีทานหาแม่ฟ้าหลวงในวันนี้ คือการยืนยันถึงพระราชมรดกอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชน ผู้บริหาร นักพัฒนา และประชาชนทุกหมู่เหล่า ตราบจนวันนี้และตลอดไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • รายงานสรุปโครงการพัฒนาดอยตุงฯ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024 ส่องแสงเจิดจ้า สร้างสีสันเมืองเชียงราย

เชียงรายผนึกกำลังทุกภาคส่วน กระตุ้นการท่องเที่ยว ต้อนรับฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่

เชียงราย 11 พฤศจิกายน 2567 – นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการประชุมเพื่อวางแผนฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

เน้นย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ในการประชุมดังกล่าว รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ จังหวัดเชียงรายได้เตรียมกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาเยือน

ผสมผสานทุกองค์ประกอบ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง

จังหวัดเชียงรายมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยผสมผสานกิจกรรมทางด้านกีฬา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การชิมอาหารพื้นเมือง และการสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน

เซ็นทรัล เชียงราย จัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” ต้อนรับนักท่องเที่ยว

เพื่อตอกย้ำความเป็นเมืองท่องเที่ยว ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) จัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” ขึ้น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” สูง 15 เมตร ที่ออกแบบและสร้างสรรค์โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Chiang Rai The Sense of Art” ซึ่งเป็นการนำเสนอเรื่องราวของดินแดนแห่งศิลปะและดอกไม้ของจังหวัดเชียงราย ผ่านการนำดอกไม้เมืองหนาว 9 สายพันธุ์ มาประดับตกแต่งบนต้นคริสต์มาส

“ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” สัญลักษณ์แห่งความสร้างสรรค์และภูมิปัญญาชาวดอย

“ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” นับเป็นผลงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน โดยใช้ผ้าพื้นเมืองและเครื่องประดับจากชนเผ่ามาประดับตกแต่ง ซึ่งเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสรรค์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน

กิจกรรมภายในงาน

  • ชม “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” และสัมผัสความสวยงามของศิลปะและดอกไม้
  • ช้อปปิ้งสินค้าหัตถกรรม จากชุมชนต่างๆ
  • ลิ้มลองอาหารพื้นเมือง รสชาติอร่อย
  • ร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น การแสดงดนตรี การประกวด และเวิร์คช็อป

ช่วงเวลาแห่งความสุขส่งท้ายปีที่เชียงราย

งาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2024” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2568 ณ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่นในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ที่นี่

เชียงรายพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน

จังหวัดเชียงรายขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์ของเมืองแห่งขุนเขาและวัฒนธรรมล้านนา พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แสนประทับใจ

พบกับพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย

ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนา คลิก                     https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จย่า ณ ดอยตุง เชียงราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ท้องพระโรงในพระตำหนักดอยตุง ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้

“พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” 

พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” และ “พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท” นอกจากนี้ ยังทรงได้รับการขนานนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” ของปวงชนชาวไทย

ในพิธีนี้ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา และหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล พร้อมด้วยนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประชาชน ได้เข้าร่วมพิธีด้วยจิตคารวะ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ภายในงาน พระราชวชิรคณี (ประเสริฐ ปญฺญาวชิโร) เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป ที่ได้ร่วมกันสวดพระพุทธมนต์ สดับปกรณ์ และอนุโมทนา เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการจัดพิธีในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมและพัฒนาชนบทของไทย ในทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมโครงการต่างๆ ในด้านการแพทย์ชนบทและการพัฒนาชุมชน ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของไทย ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงทำอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระองค์ได้ก่อตั้งโครงการหลวงต่าง ๆ ซึ่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร นอกจากนี้ ทรงส่งเสริมการศึกษาและสังคมสงเคราะห์ให้กับประชาชนในชนบท โดยไม่เคยทรงละเลยในการช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส

เพื่อแสดงถึงความเคารพ

ในโอกาสนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ นายวิชชากรณ์ กาศโอสถ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ก็ได้เข้าร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้เช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อแสดงถึงความเคารพและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พิธีบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการประพฤติตนตามแบบอย่างของพระองค์ ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่สิ้นสุด

โดยสรุปแล้ว

โดยสรุปแล้ว พิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

“สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10” โฉมใหม่! เนรมิตดอกไม้แสนต้น กับแนวคิด “ดอกไม้ระบายดอย”

 

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2566 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดพิธีเปิดงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานมากมาย อาทิ พุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงราย ปวิณ ชำนิประศาสน์ และ ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ ศุภาดา ชัยวงษ์ ผู้แทนการตลาด สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคเหนือ 

 

ซึ่งบรรยากาศลมหนาวปลายปีกลับมาอีกครั้ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนสัมผัสความสุขกับธรรมชาติบริสุทธิ์บนดอยตุงกับงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10” เทศกาลแห่งความสุขที่สูงที่สุดในประเทศไทย ปีนี้มาพร้อมกับสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ตื่นตาตื่นใจกว่าทุกปีภายใต้แนวคิด “ดอกไม้ระบายดอย” เนรมิตดอกไม้ที่ชาวดอยตุงปลูกเองกว่า 100,000 ต้น ผสานภูมิทัศน์รูปแบบใหม่ โดยภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ พร้อมกาดชุมชนบนถนนคนเดินกว่า 80 ร้านมาให้ช็อปท้าลมหนาว ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย 

 

โดยนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกฝ่ายร่วมกันจัดงานสีสันแห่งดอยตุงขึ้นในครั้งนี้  ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังเป็นการสืบสานวิถีวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนไปสู่นักออกแบบรุ่นใหม่ อันจะเป็นการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่อไป

 

ในส่วนนายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ 
กล่าวถึงความพิเศษของการจัดงานในปีนี้ว่า งานสีสันแห่งดอยตุงจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไฮไลต์ของปีนี้ คือ การปรับภูมิทัศน์ของสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชิญ ธัชพล สุนทราจารย์ ภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ มาออกแบบใหม่ เป็นทุ่งดอกไม้ไล่สีพาสเทล โดยใช้ดอกไม้เมืองหนาวกว่า 100,000 ต้นจากดอกไม้ 10 สายพันธุ์ อาทิ ดอกบลูซัลเวีย ดอกแวววิเชียร ดอกดาวกระจายโซนาต้า ดอกรองเท้านารี และดอกกล้วยไม้พันธุ์ฟาแลนนอปซิส เป็นต้น กลายเป็นอีกจุดถ่ายรูปเช็คอินแห่งใหม่ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม และเบื้องหลังดอกไม้อันสวยงาม คือ การจ้างงานเกษตรกรบนดอยตุงนับร้อยชีวิตที่ปลูก ฟูมฟัก และรังสรรค์สวนใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

 

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนผ่านงานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น ไม้ดอกไม้ประดับ และการแสดงของเด็กรอบโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แล้ว ยังมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทุกคนในครอบครัวมากมาย อาทิ 

 

สายคาเฟ่ ห้ามพลาดมุมระเบียงดอย และ Slow Bar กลางสวนดอกไม้สำหรับดื่มด่ำกาแฟดริปสุดพิเศษเฉพาะงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งนี้ พร้อมฟินกับไอศกรีมดอยตุง 3 ลายออกใหม่ ไอศกรีมดอกไม้ระบายดอย รสอัญชันน้ำผึ้งมะนาว ไอศกรีมน้องหมี่ก่า รสนมชมพู และไอศกรีมน้องโต รสชาไทย อร่อยท้าลมหนาว แถมนำไปถ่ายรูปกับสวนสวยได้อีก และฟินสุดกับของที่ระลึกงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 10 ของที่ระลึกโปรเจกต์พิเศษระหว่าง DoiTung x WHITE HAT. ออกแบบโดย ชะเอม-ปัณรสี ศะศินิล นักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดดอกไม้ 7 สายพันธุ์ในสวนแม่ฟ้าหลวงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ เสื้อยืด กระเป๋าผ้า สมุดกระดาษสา แก้วเซรามิก และกระเป๋าใส่เหรียญ 

 

ส่วนสายชิม เชิญอิ่มอร่อยกับอาหารเหนือและอาหารชนเผ่าสุดลำ ขนมพื้นบ้าน และเครื่องดื่มสูตรพิเศษ จากร้านค้าชุมชนกว่า 80 ร้าน อาทิ พิซซ่าหน้าหมูดำบาร์บีคิวเข้ากันดีกับซอสบาร์บีคิวเข้มข้น ซูชิดอย หมูย่างอาข่า และข้าวปุ๊กปิ้ง ขนมมงคลของชาวไทยใหญ่ ยำหัวบุกเส้นรสเจ็บ แซ่บสะเด็ดไปทั้งดอย แยมคราฟต์ช็อกโกแลต ชาดาวอินคา ชาอินทรีย์อู่หลง สูตรบำรุงหัวใจจากสวนชาออร์แกนิกดอยตุง และแฟนๆ อาหารครัวตำหนักไม่ควรพลาด ข้าวเหลืองดอกปุดอุ๊บเนื้อไก่ เมนูใหม่! ประยุกต์จากอาหารชาวไทใหญ่ จับคู่ข้าวสีเหลืองจากดอกปุด กินกับ อุ๊บไก่ หรือ ไก่อบกับพริกแกงสูตรเฉพาะของครัวตำหนัก เฟตตูชินีแกงฮังเลหมู ดอกไม้ มูสดอกอัญชัน และครัมเบิลแมคคาเดเมีย เสิร์ฟพร้อมตะลิงปลิง เป็นต้น 

 

สายช็อปพบกับร้านดอยตุง ไลฟ์สไตล์ นำเสนองานคราฟต์ชนเผ่าทรงคุณค่า ทั้งเสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน ดีไซน์รวมสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ของชนเผ่าชาวดอยตุง พร้อมชมการแสดงเชิงวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากของ 6 ชนเผ่าบนดอยตุง อาทิ ชาติพันธุ์นานาไหว้สาแม่ฟ้าหลวง กระทุ้งไม้ไผ่อาข่าประยุกต์ เมาธ์ออแกน เต้นจะคึ และนารีศรีชาติพันธุ์ เป็นต้น  

 

นอกจากนี้ยังเอาใจสายศิลปะและรักธรรมชาติกับการเวิร์กช็อป Tattoo ดอกไม้ดอยตุง เวิร์กช็อปยิงพรม เพ้นท์เซรามิก ฯลฯ สามารถนำกลับบ้านเป็นของฝากได้อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้กับกิจกรรมรักษ์โลก CARBON NEUTRAL EVENT เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในงานเน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระบอกไม้ไผ่ และใบตอง เป็นต้น

 

เชิญพบความสนุกแบบเต็มอิ่มในเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10 ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่10 ได้ที่ www.facebook.com/DoiTungClub หรือโทร 053-767-015-7

 

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระศรีนครินทร์ทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 ต.ค. 66

 
วันนี้ (21 ต.ค. 66) เวลา 14.00 น. ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการบริหารและ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทร์ทราบบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 ตุลาคม 2566 ณ ท้องพระโรง พระตำหนักดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง โดยมี พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายนคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการราชการจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระราชูปถัมภ์ ข้าราชการ ผู้พิพากษา ศาล ทหาร ตำรวจ ประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ท้องพระโรง พระตำหนักดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
 
 
เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรไทย เป็นอนุสรณ์แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่าน ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนนานัปการ พระราชทานพระเมตตาต่อชนทุกชั้นทุกวัย โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลทุรกันดาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียน สอดส่องดูแลด้วยพระองค์เองทุกหนแห่ง เพื่อทรงให้เขาพึ่งพาตนเองได้ บังเกิดความอบอุ่นใจว่าเขามิได้ถูกทอดทิ้ง พระองค์ทรงเป็นพระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ของประเทศไทยโดยแท้ ทรงปลูกป่าบนดอยตุง ฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพป่าธรรมชาติ โดยทรงประสานกับหลายหน่วยงาน สร้างสวนรุกขชาติบนดอยช้างมูบ ชุบชีวิตต้นไม้ ทรงคืนป่าให้กับดอยตุง อันเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของการระดมกำลังปลูกป่าทั่วประเทศ ทรงยกฐานะสภาพความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ โดยโครงการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และโครงการอื่นๆ เป็นที่ประจักษ์ทั่วทั้งแผ่นดิน พระตำหนักดอยตุง เป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของพระองค์ท่าน เป็นพื้นที่ทรงงาน ที่ชาวบ้านเรียกว่าพระตำหนักสมเด็จย่า และขนานสมญานามพระองค์ว่า “แม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทย”
 
 
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 รวมสิริพระชนมายุ 94 พรรษา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทรงพัฒนาด้านการแพทย์ พยาบาล การสาธารณสุข และการศึกษา ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิถันยรักษ์ และโครงการพัฒนาดอยตุง เมื่อปี พ.ศ. 2531
 
 
ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และวันรักต้นไม้แห่งชาติ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

ชาวเชียงรายน้อมใจรำลึก 28 ปี สวรรคต “สมเด็จย่า”

 

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 ที่อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง อ.เมืองเชียงราย นายพุฒิพงษ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชน รวมทั้งตัวแทนชาวไทยภูเขา ร่วมประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะถวายขันดอก แด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ซึ่งตรงกับวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี และปีนี้ครบปีที่ 28

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้นำกล่าวประกาศสดุดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หน้าพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากนั้นข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชนที่แต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า และชุดล้านนา เข้าถวายเครื่องสักการะถวายขันดอก ประกอบด้วย หมากเป็ง ต้นเทียน ต้นดอก ต้นผึ้ง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนมายุ 95 พรรษา สมเด็จย่าเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช หลังจากสำเร็จการศึกษา ระหว่างที่เรียนอยู่ปี 1 ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์ จากนั้นทรงได้รับการคัดเลือกให้ไปทรงศึกษาวิชาพยาบาลต่อที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงมีพิธีอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา เดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ
นอกจากนั้น ยังมีโครงการพัฒนาด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ โครงการเกษตรหลวงดอยตุง จังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการกำหนดให้ วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ, วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ, วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ, วันรักต้นไม้แห่งชาติ และวันอาสาสมัครไทยอีกด้วย
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News