Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับมือวิกฤตพลังงานโลก! กอ.รมน.เชียงรายตรวจสถานีบริการน้ำมัน ยันราคาตรงปก สต็อกมีพอใช้ตลอดสงกรานต์

Summary
  • กอ.รมน.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นตรวจปั๊มน้ำมัน คุมเข้มราคาสต็อก และคุณภาพเชื้อเพลิง

  • ผลตรวจยันราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังปกติ สต็อกเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

  • จังหวัดตั้งจุดตรวจ 11 จุดในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบ

  • เรือน้ำมันดิบล็อตใหญ่ 7 แสนบาร์เรลถึงโรงกลั่นไทยแล้ว ช่วยประคองความเชื่อมั่นในห่วงโซ่การผลิต

  • รัฐยันน้ำมันดิบสำรองมีพอใช้ 2 เดือน และจะเริ่มมาตรการประหยัดหลังวันที่ 20 เมษายนนี้

กอ.รมน.เชียงรายลงพื้นที่คุมเข้มสต็อกน้ำมัน รับมือแรงสั่นสะเทือนตะวันออกกลาง ขณะภาครัฐและเอกชนเร่งประคองความเชื่อมั่นก่อนสงกรานต์

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – เช้าวันที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มจับตาป้ายราคาน้ำมันมากกว่าที่เคย จังหวัดเชียงรายเลือกตอบคำถามของสังคมด้วยการลงพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการชี้แจงผ่านเอกสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย หรือ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย บูรณาการกำลังร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 37 สรรพสามิตจังหวัดเชียงราย ตำรวจ พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อติดตามทั้งระดับราคาขายปลีก ปริมาณน้ำมันสำรอง คุณภาพน้ำมัน และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเปราะบาง แม้จุดเริ่มต้นของแรงกดดันจะอยู่ไกลจากภาคเหนือของไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ผลสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับเดินทางมาถึงหน้าปั๊มในเชียงรายอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ภารกิจครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการตรวจสถานีบริการตามรอบปกติ เพราะมันคือการรักษาความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดที่กำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลเดินทางใหญ่ของปี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่จังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางภารกิจสองด้านที่ต้องเดินควบคู่กัน ด้านแรกคือทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเชื้อเพลิงยังเพียงพอสำหรับการเดินทางในช่วงสงกรานต์ ด้านที่สองคือทำให้ตลาดเชื่อว่ารัฐยังควบคุมสถานการณ์ได้และจะไม่ปล่อยให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันควร ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้ติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดก่อนหน้านี้แล้ว โดยประเมินว่าปริมาณน้ำมันในพื้นที่ยังมีเสถียรภาพเพียงพอรองรับการใช้ในช่วงเทศกาล แต่ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้น้ำมันของภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคก่อสร้าง และภาคส่วนอื่นเพิ่มเติม เพื่อประสานส่วนกลางทันทีหากจำเป็น การตรวจเข้มของ กอ.รมน.ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำงานแยกส่วน เป็นส่วนหนึ่งของแผนประคองสถานการณ์พลังงานทั้งจังหวัดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด

ภาพจากการตรวจจริงสะท้อนว่าเชียงรายยังคุมสถานการณ์หน้าปั๊มได้

จากข้อมูลเผยแพร่ของจังหวัดเชียงราย จุดตรวจสอบครั้งนี้อยู่ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคอสโม บริษัท ยอดเหนือปิโตรเลียม จำกัด ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งการแสดงราคาน้ำมันบริเวณป้ายหน้าสถานีและที่หัวจ่าย พบว่าราคาแสดงตรงกันชัดเจน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังตรวจสอบระดับน้ำมันสำรองภายในสถานี พบว่ามีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่พบการกักตุนสินค้า การปฏิเสธการจำหน่าย หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค ผู้ประกอบการยังให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าอย่างน้อยในระดับปลายทางของจังหวัด สถานการณ์ยังไม่ลุกลามไปสู่ภาวะตื่นตระหนกหรือความตึงตัวแบบที่ประชาชนจำนวนหนึ่งกังวลกันในช่วงก่อนหน้า

ข้อค้นพบลักษณะนี้มีน้ำหนักมาก เพราะในภาวะที่ข่าวสารเรื่องวิกฤตพลังงานกระจายตัวเร็ว ความกลัวมักเดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง ถ้าประชาชนเชื่อว่าน้ำมันกำลังขาดแคลน ก็อาจเกิดการเติมเกินจำเป็นหรือกักตุนโดยสมัครใจ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้สถานการณ์ตึงตัวขึ้นกว่าความเป็นจริง การที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วพบว่าราคาไม่ถูกปรับขึ้น สต็อกยังเพียงพอ และสถานีบริการยังจำหน่ายตามปกติ จึงช่วยหักล้างความกังวลบางส่วนได้ในระดับภาคสนาม ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ยังได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ นี่คือสารที่รัฐต้องการส่งออกไปให้ชัดว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องของตลาดอย่างเดียว แต่ยังมีระบบกำกับดูแลรองรับอยู่ตลอดเวลา

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระทบจิตวิทยาตลาดด้วย

มองให้ลึกกว่าป้ายราคาหน้าปั๊ม จะเห็นว่าวิกฤตพลังงานรอบนี้มีผลมากในเชิงจิตวิทยา เพราะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้คำถามเรื่องการจัดหาน้ำมันกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง ในระดับระหว่างประเทศ มีรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่าไทยแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยหวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและลดแรงกดดันด้านพลังงานที่กระทบหลายประเทศรวมถึงไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการทูตไทยเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ยังไม่มั่นคงเต็มที่ และยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีช่วงพักการสู้รบ ความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานโลกก็ยังไม่หายไปทั้งหมด

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่จังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่เพียงรอให้ส่วนกลางประกาศมาตรการ แต่ต้องแปลงความไม่แน่นอนระดับโลกให้กลายเป็นการบริหารความเสี่ยงระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรวจสต็อกน้ำมัน การจัดชุดสายตรวจ การติดตามเส้นทางลักลอบขนส่งชายแดน และการสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าจังหวัดกำลังทำอะไรอยู่ เพราะในโลกของพลังงาน ความมั่นใจคือส่วนหนึ่งของเสถียรภาพ ประชาชนเชื่อว่าระบบยังทำงาน น้ำมันยังมีจำหน่าย และราคายังถูกกำกับดูแล โอกาสที่จะเกิดภาวะตื่นตระหนกก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากที่ถึงศรีราชา ช่วยเติมน้ำหนักให้ความเชื่อมั่นตลาดไทย

หนึ่งในข่าวที่ช่วยประคองบรรยากาศพลังงานของประเทศในช่วงเดียวกัน คือการที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้เดินทางถึงท่าเรือโรงกลั่นบางจาก ศรีราชาอย่างปลอดภัย หลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ โดยบริษัทระบุว่าเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบประมาณ 700,000 บาร์เรล และการขนส่งครั้งนี้เป็นไปตามแผนจัดหาน้ำมันดิบของบริษัทเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดและสังคม เพราะเป็นหลักฐานรูปธรรมว่าสายส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังไทยยังไม่สะดุดจนถึงขั้นกระทบการผลิตในประเทศทันที

บางจากยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทมีน้ำมันดิบสำรองรองรับการผลิตได้ประมาณสองเดือน และการส่งมอบน้ำมันดิบให้โรงกลั่นทั้งที่พระโขนงและศรีราชายังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ บริษัทจึงยังสามารถเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐและจัดหาผลิตภัณฑ์พลังงานให้ผู้บริโภคได้ตามปกติในระยะนี้ ข้อเท็จจริงชุดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมระดับจังหวัดอย่างเชียงรายจึงยังประเมินว่าสถานการณ์น้ำมันช่วงสงกรานต์อยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ เพราะเมื่อห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังไม่สะดุดทันที จังหวัดปลายทางก็ยังมีพื้นที่บริหารจัดการสต็อกและการกระจายได้ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ย้ำว่าความมั่นใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนการติดตามใกล้ชิดต่อเนื่อง ไม่ใช่การปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปเองโดยอัตโนมัติ

เชียงรายกำลังทำงานมากกว่าการตรวจปั๊ม เพราะชายแดนคืออีกสมการหนึ่งของพลังงาน

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย เรื่องพลังงานไม่ได้จบที่ปั๊มน้ำมันในตัวเมือง เพราะยังมีมิติของการลักลอบขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้าเชื้อเพลิงข้ามพื้นที่ที่ต้องจับตา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานก่อนหน้านี้ว่า จังหวัดได้ตั้งจุดตรวจรวม 11 จุด เพื่อควบคุมการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการการทำงานของสรรพสามิต ตำรวจ และศุลกากร ยกเว้นเฉพาะกรณีการส่งออกหรือผ่านแดนที่มีเอกสารกำกับชัดเจน มาตรการลักษณะนี้อาจดูเป็นงานเชิงป้องกันที่ไม่หวือหวา แต่ในภาวะวิกฤตมันคือกลไกสำคัญที่จะไม่ปล่อยให้น้ำมันในระบบภายในจังหวัดรั่วไหลไปยังช่องทางผิดกฎหมายจนกระทบต่อความเพียงพอของประชาชนในพื้นที่เอง

เมื่อประกอบกับการตรวจสอบสถานีบริการโดยตรงของ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ภาพจึงชัดขึ้นว่า จังหวัดกำลังบริหารพลังงานด้วยสองมือพร้อมกัน มือหนึ่งดูแลตลาดค้าปลีกไม่ให้เกิดการขึ้นราคาเกินเหตุหรือกักตุน อีกมือหนึ่งคุมเส้นทางและปริมาณการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงไม่ให้ออกจากระบบโดยมิชอบ วิธีคิดแบบนี้สำคัญมากสำหรับพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งการสัญจรหนาแน่นและโอกาสเกิดการลักลอบสูงกว่าหลายจังหวัดภายในประเทศ ถ้าละเลยมิติชายแดน แม้ปั๊มในเมืองจะยังดูปกติ แต่ความตึงตัวของสต็อกก็อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ได้ในเวลาสั้น ๆ

ช่วงก่อนสงกรานต์คือบททดสอบจริงของการบริหารพลังงานท้องถิ่น

สิ่งที่ทำให้การตรวจคลังและปั๊มน้ำมันครั้งนี้มีความหมายมากขึ้น คือจังหวะเวลา เพราะเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติจากการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจในชนบท ข้อมูลของจังหวัดเชียงรายระบุว่ามีการเตรียมพร้อมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงรอบด้าน รวมทั้งการสำรองน้ำมันในภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะสำหรับรถฉุกเฉินและภารกิจจำเป็นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ตามเส้นทางหลักอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังจะเดินทาง นี่ทำให้การตรวจของ กอ.รมน.ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของแผนรับมือเทศกาลที่ใหญ่กว่านั้นมาก

นอกจากประเด็นปริมาณน้ำมันแล้ว จังหวัดยังผลักดันการสื่อสารข้อมูลผ่านหลายช่องทาง รวมถึงการแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอนในการเดินทาง วิธีการเช่นนี้สะท้อนการปรับตัวของภาครัฐในยุคที่การบริหารวิกฤตไม่ได้อาศัยเพียงคำสั่งจากบนลงล่างอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลเดินทางถึงมือผู้ใช้ได้ทันเวลา ความกังวลก็จะลดลง และการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่บนฐานข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ

ระดับชาติยังส่งสัญญาณประหยัดพลังงาน ทำให้จังหวัดต้องเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น

ในภาพใหญ่กว่านั้น รัฐบาลกลางยังคงส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านพลังงานอย่างจริงจัง สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากมีการใช้มาตรการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงกลางคืน จะเริ่มหลังวันที่ 20 เมษายน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมย้ำความจำเป็นของมาตรการประหยัดพลังงานในช่วงที่โลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นั่นหมายความว่า ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำงานเชิงรุกในห้วงเวลานี้ เพื่อซื้อเวลาให้ประชาชนผ่านช่วงการเดินทางสำคัญไปก่อน และลดโอกาสเกิดภาวะตึงตัวทางสังคมมาตรการส่วนกลางเข้มขึ้นในระยะถัดไป

เมื่อเทียบกับข่าวการถึงท่าเรือของน้ำมันดิบบางจาก จะเห็นว่าสถานการณ์พลังงานไทยในเวลานี้มีทั้งสัญญาณบวกและสัญญาณเตือนอยู่พร้อมกัน ด้านหนึ่งยังมีน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบและโรงกลั่นยังเดินเครื่องตามแผน อีกด้านหนึ่งภาครัฐยังไม่ประมาทและเตรียมมาตรการประหยัดการใช้น้ำมันไว้รองรับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมภารกิจของ กอ.รมน.เชียงรายในการตรวจราคาและสต็อกจึงไม่ใช่งานตรวจทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการทำงานแบบเฝ้าหน้าด่านในห้วงที่ตลาดพลังงานทั้งระบบยังไม่กลับสู่ภาวะนิ่งสนิท

เชียงรายยังไม่อยู่ในภาวะขาดแคลน แต่กำลังบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

เชียงรายยังไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณ สถานีบริการที่ถูกตรวจยังมีสต็อกเพียงพอ ราคายังไม่ถูกปรับขึ้นผิดปกติ จังหวัดยังประเมินว่าน้ำมันในพื้นที่มีเสถียรภาพรองรับสงกรานต์ได้ และห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังมีสัญญาณบวกจากการที่น้ำมันดิบล็อตสำคัญเดินทางถึงโรงกลั่นศรีราชาอย่างปลอดภัย แต่ขณะเดียวกัน ทุกระดับของรัฐก็ยังปฏิบัติต่อสถานการณ์นี้ในฐานะความเสี่ยงที่ต้องติดตามวันต่อวัน ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้ด้วยความสบายใจ นี่คือจุดที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะการสื่อสารว่าของยังพอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเปราะบาง และการลงพื้นที่ตรวจเข้ม ก็ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์กำลังวิกฤตจนควบคุมไม่ได้ เป็นการรักษาระยะห่างระหว่างความเสี่ยงกับความเสียหายจริงไม่ให้เข้ามาใกล้เกินไป

สำหรับประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้จึงอาจไม่ใช่การเร่งเติมน้ำมันเกินจำเป็น แต่คือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า และไม่ขยายความวิตกจากข่าวลือที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ส่วนสำหรับภาครัฐ บททดสอบต่อจากนี้คือการทำให้มาตรการเฝ้าระวังทั้งด้านราคา สต็อก การขนส่ง และการสื่อสาร เดินไปพร้อมกันโดยไม่สะดุด เพราะในโลกที่ปัญหาระดับภูมิรัฐศาสตร์สามารถไหลมาถึงชีวิตคนริมถนนในเชียงรายได้ภายในไม่กี่วัน ความพร้อมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบรับมือที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่ารัฐยังอยู่กับสถานการณ์ตลอดเวลา และยังพยายามกันไม่ให้แรงกระแทกจากโลกภายนอกกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับชีวิตประจำวันของคนในจังหวัดนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME