Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อคนเชียงรายเลือกคนที่อยู่กับปัญหา ทำที่นั่งพลิกแผนที่การเมืองเหนือปี 69

พรรคกล้าธรรมเขย่าแผนที่การเมืองเชียงราย คว้า 4 ที่นั่งจาก 7 เขต เสียงท้องถิ่นชนะกระแสโซเชียล

เชียงราย,9 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันหลังการเลือกตั้ง หน้าร้านกาแฟในตัวเมืองเชียงรายเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนทุกวัน แต่บทสนทนาบนโต๊ะกลับไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่คนถกเรื่องราคาเกษตรหรือท่องเที่ยว ปีนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทำไมชื่อที่ไม่ดังในโซเชียลถึงชนะ และทำไมบางพรรคที่เคยเป็นกระแสกลับไม่สามารถปักธงได้แม้แต่เขตเดียวในจังหวัดเชียงราย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนรูป เมื่อพรรคกล้าธรรมสามารถคว้าชัยชนะได้ 4 เขตจากทั้งหมด 7 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 2 เขต พรรคภูมิใจไทยได้ 1 เขต และพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยในจังหวัดนี้ตามชุดข้อมูลผลคะแนนที่ผู้สื่อข่าวรวบรวมจากพื้นที่

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ความคุ้นชื่อในชุมชน” อาจมีน้ำหนักมากกว่า “ความคุ้นหน้าในฟีดข่าว” และประสบการณ์ที่ประชาชนเจอจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังเหตุอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 ยังคงหลงเหลือเป็นความทรงจำที่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งของหลายคน

วันเลือกตั้งที่คนเชียงรายออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง

กรอบการออกเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไปกำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 17.00 น. และหลังปิดหีบจะเริ่มกระบวนการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งต่อหน้าประชาชน พร้อมมีระบบรายงานผลแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบและแดชบอร์ดออนไลน์ของ กกต. ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่แนวทางและขั้นตอนในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ในมุมของการกำกับดูแลความสุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน กกต. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1444 ซึ่งเป็นจุดย้ำสำคัญว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือไม่จบแค่วันลงคะแนน แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนรองรับ

บรรยากาศการใช้สิทธิในเชียงรายจึงไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ความคึกคักหน้าหน่วย แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าคะแนนแต่ละใบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความคาดหวังของจังหวัดชายแดนที่มีทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้า และพื้นที่ชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมคะแนนทั้งจังหวัด 7 เขต และความหมายของ 4 ที่นั่งที่พลิกเกม

เมื่อเรียงผลคะแนนทั้ง 7 เขตตามข้อมูลที่แนบ จะเห็น “สามภาพใหญ่” ที่ทับซ้อนกัน

ภาพแรกคือการยืนระยะของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีฐานการบริหารเมืองหรือการทำงานต่อเนื่องยาวนาน

ภาพที่สองคือการทะลุเพดานของพรรคที่สามารถเชื่อมงานช่วยเหลือหรือการประสานในพื้นที่ให้กลายเป็นความไว้วางใจทางการเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้

ภาพที่สามคือสัญญาณเตือนของการเมืองแบบกระแส เมื่อความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนความคุ้นเคยในชุมชนได้ หากประชาชนไม่เห็น “การอยู่กับปัญหา” ในวันที่พื้นที่เดือดร้อนจริง

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาเป็นพรรคกล้าธรรม 4 เขต พรรคเพื่อไทย 2 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชนไม่มีที่นั่งในเชียงรายตามชุดผลคะแนนที่ปรากฏ

เขต 1 เมืองเชียงราย ฐานท้องถิ่นและการบริหารเมืองยังเป็นแรงส่ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองเชียงราย ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ธนรัช จงสุทธานามณี ได้คะแนน 43,234 คะแนน ชนะผู้สมัครพรรคประชาชน ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ที่ได้ 33,004 คะแนน โดยมีส่วนต่าง 10,230 คะแนน

พื้นที่เขต 1 ถูกมองว่าเป็นเขตที่การบริหารท้องถิ่นส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนสูง เพราะมีความเป็นเมือง มีบริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเมืองที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่แนบระบุชื่อ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาเมืองและถูกกล่าวถึงว่าเป็นฐานสำคัญของความแข็งแรงทางการเมืองในพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนว่ามีการหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือช่วงอุทกภัยเดือนสิงหาคม 2567 มาพูดถึง โดยมี “ความเห็นของคนในพื้นที่บางส่วน” ว่าไม่ค่อยเห็นการลงพื้นที่อย่างชัดเจนของตัวแทนพรรคประชาชนในเขตอำเภอเมือง ข้อสังเกตนี้เป็นการรายงานบรรยากาศความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงชี้ผิดถูก และเมื่อเขียนในข่าวเชิงวิชาชีพจึงต้องวางให้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ

สิ่งที่คะแนนเขต 1 กำลังบอกคือ เมืองไม่ได้เลือกเพราะกระแสอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความแน่นอน” ที่มองเห็นได้ในระบบบริหารท้องถิ่น และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง

เขต 2 เวียงเชียงรุ้ง เวียงชัย แม่จันบางส่วน ความผูกพันในพื้นที่ยังคงมีผล

เขต 2 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย ได้ 33,745 คะแนน ชนะ ทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้ 24,283 คะแนน ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

ข้อมูลที่แนบสะท้อนภาพของผู้สมัครที่คนในพื้นที่เรียกติดปากและมีความเป็น “คนของพื้นที่” พร้อมทั้งมีความผูกพันผ่านบทบาททางสังคม เช่น การเชื่อมกับกีฬาในจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบทุนทางสังคมที่มักแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ค่ากับความใกล้ชิดและการเข้าถึงได้ง่าย

คะแนนเขต 2 จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า พรรคใหม่อาจรุกได้ แต่หากต้องชนกับเครือข่ายเดิมที่ทำงานในพื้นที่สม่ำเสมอ และมีนามสกุลที่ประชาชนจดจำได้ยาวนาน เกมจะตัดสินกันด้วยความต่อเนื่องมากกว่าความหวือหวา

เขต 3 แม่ลาว แม่สรวย เวียงป่าเป้า ความต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตรงจุดดันกล้าธรรมขึ้นนำ

เขต 3 พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,732 คะแนน ชนะ ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน ส่วนต่าง 8,167 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ 25,051 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขตนี้ถูกอธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประเด็นเชิงปากท้องและสิทธิในที่ดินทำกินมีน้ำหนักสูง และมีมุมมองจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนเชียงรายบางกลุ่มที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเร็วและเป็นรูปธรรม นี่เป็นทัศนะทางการเมืองที่ควรเล่าด้วยความระมัดระวัง เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนคนทั้งเขต

อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นข้อเท็จจริงในข้อมูลคือผู้ชนะในเขตนี้มีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาก่อน เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย เขต 1 ซึ่งทำให้เกิดภาพจำเรื่องความใกล้ชิดและการเข้าถึงพื้นที่ได้จริง

ในทางข่าวสารเชิงลึก เขต 3 จึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการเลือก “คนที่อยู่กับพื้นที่” มากกว่า “คนที่อยู่ในกระแส” และเป็นสัญญาณว่าความต้องการการเปลี่ยนแปลงจะถูกส่งผ่านคะแนนเสียงทันที หากประชาชนเชื่อว่ามีช่องทางทำให้ปัญหาได้รับการแก้

เขต 4 พาน ป่าแดด และพื้นที่ต่อเนื่อง เกมคะแนนตัดกันเปิดทางให้กล้าธรรมแทรกขึ้นมา

เขต 4 สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,725 คะแนน ชนะ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน ส่วนต่าง 4,155 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาชน ธรรมวัตร พรมเสน ได้ 25,724 คะแนน เป็นอันดับ 3

ตัวเลขเขตนี้สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและมีการกระจายคะแนนสูง เมื่อสองพรรคใหญ่แข่งขันกันอย่างใกล้เคียง โอกาสของพรรคที่สามจึงเกิดขึ้นได้หากสามารถรักษาฐานของตนเองและดึงคะแนนส่วนเพิ่มจากกลุ่มที่ลังเล

ข้อมูลระบุประวัติการทำงานของผู้ชนะในเขตนี้ชี้ชัดว่าเคยเป็นทั้งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย และเคยเป็น สส. มาก่อนในช่วงปี 2544 ถึง 2554 รวมถึงมีภาพจำเรื่องการผลักดันงบประมาณหรือกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนในเขตมีการตอบสนองต่อ “ผลงานที่คนจำได้” มากกว่าการสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์

ในมุมการเมืองท้องถิ่น เขต 4 ยังชี้ว่าการแข่งขันแบบตัดคะแนนกันเองของพรรคที่มีฐานใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนติดตามกระแส แต่เป็นไปตามกลไกการรวมคะแนนจริงใน

เขต 5 เทิง ขุนตาล พญาเม็งราย เชียงของบางส่วน ชัยชนะขาดลอยของภูมิใจไทยและพลังเครือข่ายพื้นที่

เขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 52,898 คะแนน ชนะ นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน ส่วนต่าง 35,593 คะแนน ขณะที่ เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 17,158 คะแนน เป็นอันดับ 3

นี่คือเขตที่คะแนนห่างที่สุดในชุดข้อมูล และเป็นเขตที่ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ตระกูลการเมืองและเครือข่ายท้องถิ่น” ยังทำงานได้จริงในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ชุมชน และการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตประจำวัน

ข้อมูลแนบระบุด้วยว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการพัฒนาจากงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความสามารถพึ่งตนเองของพื้นที่ ทำให้ความคาดหวังต่อรัฐบาลกลางอาจไม่ได้สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความคาดหวังต่อ “การเข้าถึงเร็ว” และ “การอยู่กับงานชุมชน” กลับสูงมาก

เขต 5 จึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่วัดกันด้วยความหนาแน่นของเครือข่าย และความเชื่อใจที่สะสมจากการลงพื้นที่ยาวนาน จนกระแสระดับชาติแทบไม่สามารถเขยื้อนได้

เขต 6 แม่สาย แม่ฟ้าหลวง แม่จันบางส่วน ชายแดนที่ใช้ความทรงจำเป็นบัตรเลือกตั้ง

เขต 6 มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม ได้ 28,294 คะแนน ชนะ จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน ส่วนต่าง 3,551 คะแนน ขณะที่ ชัยยนต์ ศรีสมุทร พรรคเพื่อไทย ได้ 19,007 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขต 6 ถูกพูดถึงมากในข้อมูลแนบ เพราะเป็นพื้นที่ชายแดนและเป็นพื้นที่ที่เผชิญแรงกดดันซ้อนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคง และเหตุอุทกภัยปี 2567 ที่กระทบชีวิตผู้คนอย่างหนัก

ในชุดข้อมูลที่สำคัญ มีการเล่าถึงว่าการช่วยเหลือหลังน้ำท่วมของกลุ่มหรือมูลนิธิที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนจดจำชื่อผู้ประสานงานได้ชัด และภาพการทำงานในพื้นที่ เช่น รถขนดิน รถตัดดิน ป้ายที่พบเห็นได้บ่อย กลายเป็นหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัสด้วยตา มากกว่าการรับรู้ผ่านข่าวออนไลน์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้เป็นการเล่าจากพื้นที่ส่วนหนึ่งและยังไม่มีหลักฐานในวงกว้างของการพูดคุยจึงควรวางน้ำหนักอย่างเป็นกลางว่า “เป็นภาพรับรู้ของชุมชน” ที่มีผลต่อความไว้วางใจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ทำ

ประเด็นสำคัญของเขต 6 คือการเมืองชายแดนไม่แยกจากปัญหาปากท้องและภัยพิบัติ เมื่อประชาชนต้องล้างโคลนจริง ความคาดหวังต่อผู้แทนย่อมไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภา แต่คือความสามารถประสานให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้ทัน

เขต 7 ดอยหลวง เวียงแก่น เชียงแสน เชียงของส่วนใหญ่ ความหวังงานไร้รอยต่อระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น

เขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,387 คะแนน ชนะ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

ในภาพของผู้ชนะในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่น เคยเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อของคนในพื้นที่ว่ามีความรู้จักพื้นที่จริง และมีเครือข่ายทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่อเนื่อง

อีกมิติหนึ่งที่ข้อมูลสะท้อนคือความคาดหวังของประชาชนหลังเหตุอุทกภัยว่าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังต้องซ่อมแซม และประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่เดินหน้าเร็วขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่า หากผู้แทนอยู่ในขั้วที่สามารถประสานกับกลไกรัฐได้ อาจทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากกว่า

เขต 7 จึงกลายเป็น “เขตแห่งความหวังงานประสาน” ไม่ใช่เพียงความหวังทางการเมือง แต่เป็นความหวังต่อการซ่อมถนน ซ่อมสะพาน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน และจัดการภัยพิบัติในอนาคต

ทำไมคนเชียงรายเลือกชื่อในแบนเนอร์มากกว่าชื่อในโซเชียล

ข้อสังเกตที่โดดเด่นในข้อมูลแนบคือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตามการเมืองท้องถิ่นว่า ชื่อผู้ชนะจำนวนมากเป็นชื่อที่คนในเขตรู้จักมานานกว่า 10 ปี และปรากฏบนแบนเนอร์หรือกิจกรรมในพื้นที่มากกว่าการเป็นชื่อดังในโลกออนไลน์

เมื่อแปลความในเชิงโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตัดสินใจจากสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือความคุ้นเคยแบบสัมพันธ์ตรง เคยพบ เคยคุย เคยเห็นการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงานกิจกรรม

เรื่องที่สองคือความสามารถเข้าถึงได้จริง เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อได้ แก้ได้ หรืออย่างน้อยลงมาดูให้เห็น

เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าเลือกแล้วจะพา “ทรัพยากร” เข้าพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงการ หรือการประสานหน่วยงาน

ผลการเลือกตั้งเชียงรายปีนี้จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นการตัดสินใจแบบผสม ระหว่างการประเมินผลงานเดิม การคาดหวังอนาคต และบทเรียนจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ โดยมีภัยพิบัติปี 2567 เป็นหนึ่งในฉากหลังที่ทำให้ประชาชนบางเขตให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและการฟื้นฟูมากขึ้น

การร้องเรียน การซื้อเสียง และบททดสอบความโปร่งใสหลังปิดหีบ

อีกมิติที่ปรากฏในข้อมูลก่อนหน้าและสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานรัฐคือการเฝ้าระวังการทุจริตและช่องทางร้องเรียน โดยในระดับประเทศมีการสื่อสารเรื่องการดำเนินการป้องกันข้อร้องเรียน การกำชับเจ้าหน้าที่ และการให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รวมถึงการสอบถามข้อมูลและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1444

ด้านหลักกฎหมาย การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน เป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงและความผิดที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับเชียงราย ข้อมูลที่คุณให้มาก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงการมีเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 1 กรณีในพื้นที่อำเภอพานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งในงานข่าวเชิงลึก จุดสำคัญไม่ใช่การชี้ว่าใครผิด แต่คือการติดตามว่า “กลไกตรวจสอบทำงานเร็วและโปร่งใสเพียงใด” เพราะหลังเลือกตั้ง ความชอบธรรมของผู้แทนจะตั้งอยู่บนความเชื่อของสังคมว่าเกมการแข่งขันเป็นธรรม

บทสรุปของเชียงราย 7 เขต คือความคาดหวังใหม่ของจังหวัดชายแดน

เมื่อรวบยอดทั้ง 7 เขต จังหวัดเชียงรายกำลังส่งสัญญาณเชิงนโยบายผ่านคะแนนเสียงอย่างน้อย 5 ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากให้รางวัลกับการทำงานที่ต่อเนื่องในพื้นที่ และลงโทษความรู้สึกว่าไม่เห็นการอยู่กับปัญหา ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นภาพรับรู้ ความรู้สึกนั้นมีผลจริงในคูหา

ประเด็นสอง ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้กลายเป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพผู้แทน” ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแม่สายและพื้นที่ชายแดน

ประเด็นสาม เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นยังคงแข็งแรง และสามารถเอาชนะกระแสส่วนกลางได้ หากเครือข่ายนั้นตอบโจทย์การเข้าถึงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ประเด็นสี่ พรรคการเมืองที่ต้องการปักธงภาคเหนือจำเป็นต้องทำงานแบบพื้นที่นิยม ไม่ใช่เพียงสื่อสารระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตชนะด้วยความไว้ใจรายชุมชน

ประเด็นห้า หลังจากนี้บททดสอบจะย้ายจากสนามหาเสียงไปสู่สนามบริหารและนิติบัญญัติว่า 4 ปีข้างหน้า ผู้แทนจะทำให้ความคาดหวังเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชายแดน และการรับมือภัยพิบัติ กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่

ตารางสรุปผลคะแนนตามข้อมูลที่แนบ

เขต 1

  • ธนรัช จงสุทธานามณี พรรคเพื่อไทย 43,234 คะแนน
  • ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ พรรคประชาชน 33,004 คะแนน
  • ส่วนต่าง 10,230 คะแนน

เขต 2

  • ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย 33,745 คะแนน
  • ทรงพล ชีวินมหาชัย พรรคกล้าธรรม 24,283 คะแนน
  • ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

เขต 3

  • พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม 33,732 คะแนน
  • ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,167 คะแนน

เขต 4

  • สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม 33,725 คะแนน
  • วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน
  • ส่วนต่าง 4,155 คะแนน

เขต 5

  • รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย 52,898 คะแนน
  • นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน
  • ส่วนต่าง 35,593 คะแนน

เขต 6

  • มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม 28,294 คะแนน
  • จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน
  • ส่วนต่าง 3,551 คะแนน

เขต 7

  • สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม 33,387 คะแนน
  • สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีหลังเลือกตั้ง

หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สามารถรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น วันเวลา สถานที่ ลักษณะเหตุการณ์ และแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 ตามช่องทางที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ไว้

การติดตามผลคะแนนควรแยกให้ออกระหว่างผลไม่เป็นทางการซึ่งใช้ดูแนวโน้ม กับผลอย่างเป็นทางการที่จะประกาศตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมพร้อมเลือกตั้งและการรายงานผล รวมถึงเวลาการออกเสียง ขั้นตอนรายงานผล และช่องทางติดต่อ กกต. และสายด่วน 1444 เผยแพร่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
  • เอกสารกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน
  • สถิติผลคะแนนเลือกตั้งรายเขตจังหวัดเชียงราย 7 เขต ใช้จาก “ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงาน” วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้เขียนยึดตามตัวเลขและรายชื่อที่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME